แผลร้อนในกับการดูแลด้วยอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656135

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 11:59 น.

แผลร้อนในกับการดูแลด้วยอาหารรู้จัก “แผลร้อนใน” ค้นหาสาเหตุพร้อมข้อแนะนำด้านโภชนาการสำหรับดูแลแผลในปากเหล่านี้

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลฯ เผยแพร่ข้อมูลที่ย่าสนใจเรื่อง แผลร้อนในกับการดูแลด้วยอาหาร ว่า

คนไทยเรียกแผลเล็กๆ สีซีดๆ ที่อยู่บริเวณเยื่อบุภายในปาก หรืออยู่ตรงกระพุ้งแก้มหรือลิ้น หรือแถวเหงือกว่า “แผลร้อนใน” หมอจีนเชื่อว่าแผลประเภทนี้เกิดจากความร้อนในร่างกายมีมากเกินไปในเมื่อหาทางระบายออกไม่ได้ก็เลยระเบิดออกมาตามเยื่อบุที่มีลักษณะอ่อน อย่างเช่นในปาก หมอจีนจึงนิยมให้ดื่มน้ำขมหรือน้ำสมุนไพรเพื่อลดความร้อนภายในร่างกาย ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร

แพทย์ตามตำราตะวันตกบางคนอาจเข้าใจว่าแผลพวกนี้คือ เริม หรือ herpes ซึ่งแผลเริมมักเป็นตุ่มใสๆ บวมแดงเกิดเป็นแผลพุพองเม็ดเล็ก หลายเม็ดบริเวณเดียวกัน แผลร้อนในกับเริมจึงเป็นคนละกลุ่ม แพทย์บางคนเรียกแผลประเภทนี้ว่า aphthous ulcer  ซึ่งอาจไม่ใช่เพราะแผลชนิดนั้นหมายถึงแผลเปื่อยในกลุ่มโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อย โดยทั่วไปแผลในปากกลุ่มนี้เรียกกันทั่วไปว่า canker sores หมายถึงแผลในเยื่อบุปากเรียกอย่างนี้จึงถูกต้องกว่าแผลในปากประเภทนี้เกิดจากไวรัสซึ่งยังไม่มียารักษาแต่พอจะลดปัญหาได้บ้างวิธีรักษาง่ายๆคือเคลือบแผลด้วยยาบางชนิด

ในการใช้โภชนาการ พิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าไวรัสเป็นสิ่งกึ่งมีชีวิตต้องการอาหารเลี้ยงดูจึงควรเลี่ยงอาหารบางอย่างหรือเสริมบางชนิด อย่างเช่น แนะนำให้เลี่ยงอาหารที่มีกรดอะมิโนชนิดอาร์จินีน (Arginine) มากๆ และเพิ่มอาหารที่มีกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) สูงๆ ถั่วทั้งหลาย อย่างเช่น ถั่วลิสง ถั่วนัท ถั่วปิตาชิโอ วอลนัท อัลมอนด์ บราซิลนัท ฮาเซลนัท ถือว่าเป็นอาหารกลุ่มที่มีอาร์จินีนสูง ควรหยุดไว้สักพัก ช็อกโกแลตมีน้ำตาลสูง ทั้งยังมีอาร์จีนีนค่อนข้างสูงควรหยุดเช่นกัน อาหารอีกประเภทหนึ่งคือเจลาติน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขนมเยลลีประเภทเคี้ยวแล้วเด้งในปากทั้งหลาย เจลาตินพวกนี้มักทำจากหนังหมูซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพต่ำมีอาร์จินีนสูงสมควรงด

ข้อแนะนำด้านโภชนาการสำหรับดูแลแผลในปากเหล่านี้คือ ต้องเลือกอาหารที่มีไลซีนสูง อย่างเช่น สาหร่ายทะเล น่าจะลองกินสาหร่ายทะเลดู ส่วนผักทั้งหลายเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาท้องผูก ลองสังเกตดูก็ได้ว่าช่วงไหนเกิดท้องผูกมักมีปัญหาร้อนในบ่อยขึ้น ดังนั้น หากรับประทานผักลดอาการท้องผูก ร้อนในจะหายไป จึงควรเพิ่มผักในมื้ออาหาร แต่ขอให้เป็นผักที่สะอาดหน่อย อีกวิธีหนึ่งคือพักผ่อนให้เพียงพอ คนเครียด พักผ่อนน้อย เกิดปัญหาแผลร้อนในปากได้บ่อย จึงต้องระวัง

Covid-19 : ‘ผื่น’ อาการทางผิวหนังที่ไม่ควรมองข้าม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656128

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 10:40 น.

Covid-19 : 'ผื่น' อาการทางผิวหนังที่ไม่ควรมองข้ามสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยโรคโควิด-19 กับอาการทางผิวหนังที่ไม่ควรมองข้าม (ตอนที่ 1)

แม้ว่าโรคโควิด-19 จะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก แต่ก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติทางผิวหนังร่วมด้วย สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จึงมีความเป็นห่วงประชาชนเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีหลากหลายระบบ อย่างไรก็ดีจากสถิติพบว่าประมาณ 0.2 -20% ของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ทั้งหมดมีอาการผื่นทางผิวหนังร่วมด้วย

ผื่นอะไรที่ให้สงสัยว่าเป็น COVID

รศ.พญ.ภาวิณี ฤกษ์นิมิตร อนุกรรมการประชาสัมพันธ์และงานกิจกรรมงคมสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากผลงานวิจัย Skin manifestations in COVID-19: The tropics experience เมื่อปีพ.ศ. 2563 พบว่า สถิติผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน153 ราย มีอาการโรคผิวหนังร่วมด้วย 23 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วน 15% โดยอาการบ่งชี้ทางผิวหนังของผู้ป่วยที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มอาการ เช่นเป็นผื่นผิวหนังแบบผื่นลมพิษ ผื่นแดงชนิด maculopapular เป็นตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หรือผิวหนังแตกเป็นแผลจากการขาดเลือด

ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการทางผิวหนังในประเทศแถบยุโรป และประเทศเอเชียจะมีอาการทางผิวหนังแตกต่างกันอยู่บ้าง กล่าวคือ ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในประเทศแถบเอเชียมักมีอาการผื่นลมพิษ ผื่นแดงทั่วตัว หรือผื่นแบบตุ่มน้ำ ซึ่งพบในกลุ่มผู้ป่วยในประเทศแถบยุโรปเช่นกัน แต่ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในประเทศแถบยุโรปจะมีอาการหนึ่งที่ไม่พบผู้ป่วยในประเทศไทย คือมีอาการปลายมือปลายเท้าม่วงคล้ำ (ในทางการแพทย์ รู้จักกันในนาม Covid Toe) อันเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น ทั้งนี้วิธีการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการทางผิวหนัง แพทย์จะรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาเสตียรอยด์รักษาอาการตุ่มนูน ตุ่มคัน หรือยาแก้แพ้รักษาอาการลมพิษ เป็นต้น

สำหรับอาการทางผิวหนังที่พบในผู้ป่วยโรคโควิด-19 สามารถแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.อาการผื่นผิวหนังจากโรคโควิด-19 โดยอาการบ่งชี้ก็เช่น ผู้ป่วยเป็นลมพิษ ผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง หรือมีแผลแตกบริเวณผิวหนัง

2.อาการผื่นผิวหนังจากการสวมหน้ากาอนามัย หรืออุปกรณ์ป้องกัน PPE ผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ทำให้บางรายเป็นสิวหรือผื่นแดงบริเวณใบหน้า อันเนื่องมาจากการสวมหน้ากากอนามัยเป็นระยะเวลานาน หน้ากากอนามัยไม่สะอาด หรือบางรายเกิดจากการแพ้ส่วนประกอบบางชนิดของหน้ากากอนามัย ขณะที่บางรายมีอาการผื่นแดงตามมือจากการล้างมือบ่อยจนมือแห้งและระคายเคือง

จากข้อมูลการรักษาและการเก็บข้อมูล แม้ยังไม่พบว่าอาการทางผิวหนังของผู้ป่วยโรคโควิด-19 จะก่อให้เกิดอาการรุนแรงอื่นตามมาจนถึงขั้นเสียชีวิต หากประชาชนมีอาการเป็นไข้ หายใจไม่สะดวก จมูกไม่ได้กลิ่น หรือมีอาการผื่นผิวหนังร่วมด้วยก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาแต่เนิ่น ๆ นอกจากนี้ สิ่งที่อยากฝากแก่ประชาชนทุกคนคือ การดูแลตนเองเบื้องต้นยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนห่างไกลโรคโควิด-19 ได้ ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยและควรเปลี่ยนใหม่บ่อยๆ หรือหากเป็นหน้ากากผ้าควรซักล้างทำความสะอาดสม่ำเสมอ และควรล้างมือบ่อยๆ ซึ่งหลังจากล้างมือแล้ว อาจทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อสร้างความชุ่มชื่นให้แก่ผิว ก็จะทำให้ผิวหนังไม่ระคายเคืองได้

ผื่นที่ “มือ” ช่วง COVID

ผศ.พญ.สุวิรากร ธรรมศักดิ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคมสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การป้องกันเชื้อไวรัสไม่ให้เข้าสู่ร่างกายนั้น “มือ” ที่เป็นอวัยวะที่สำคัญ ที่ใช้จับสิ่งของ จับทุกสิ่งทุกอย่างแล้วมาจับหน้า จมูก ปาก ทำให้เชื้อเขาสู่ร่างกาย ได้ง่าย ดังนั้นเราสามารถลดการติดเชื้อได้โดยการล้างมือบ่อย ๆ หรือใช้แอลกอฮอล์ 70% ขึ้นไป ในการฆ่าเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย พยาธิ ต่างๆ แต่การล้างมือบ่อย ๆ ทำให้มือมีการระคายเคืองได้ ลักษณะเริ่มต้นเราจะเห็นผิวที่มือแห้ง แล้วเริ่มมีการแตกและเจ็บ ถ้าเป็นมาก ๆ จะเป็นผื่นแดงหยิบจับอะไรก็แสบ เจ็บมือไปหมด ถ้าสังเกตให้ดีคนที่สัมผัสน้ำบ่อยๆไม่จำเป็นต้องโดนสบู่ ผงซักฟอกก็ทำให้มือระคายเคืองแล้ว เช่น อาชีพ แม่บ้าน พยาบาล คนทำความสะอาด ทุกคนถ้าล้างมือบ่อย ทั้งสบู่ หรือ แอลกอฮอร์ ก็ทำให้ระคายเคืองได้

สำหรับบางคน มีการแพ้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหรือส่วนประกอบ ไนเจลฆ่าเชื้อโรคหรือถุงมือ จะมีอาการคัน มีผื่นแดง ตุ่มน้ำและสะเก็ดลอก ซึ่งเป็นการแพ้เฉพาะบุคคล ซึ่งอาจจะต้องตรวจหาว่าแพ้อะไร จะได้หลีกเลี่ยงได้ถูกบางคนล้างมือบ่อย ๆ ทำให้มีการติดเชื้อที่จมูกเล็บ ทำให้มีการบวม เจ็บที่โคนเล็บ และติดเชื้อราได้

คำแนะนำ ในการป้องกัน ไม่ให้เกิดผื่นที่มือ ทำได้ดังนี้

1.เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระคายเคือง สบู่สังเคราะห์จะดีกว่าสบู่ก้อนเพราะมีความเป็นด่างน้อยกว่า แอลกอฮอล์ เจล ที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื่น จะมีคุณสมบัติดีกว่าแอลกอฮอล์สเปรย์ แต่ทั้งคู่ฆ่าเชื้อไวรัสได้เหมือนกัน

2.ทาสารให้ความชุ่มชื่นบ่อยๆ หลังล้างมือหรือใช้แอลกอฮอร์เสมอ และทาเพิ่มเมื่อรู้สึกแห้ง พกโลชั่นหรือครีมทามือเสมอ

3.ไม่ควรล้างมือด้วยน้ำร้อน

4.ไม่จำเป็นต้องล้างมือและใช้แอลกอฮอล์ พร้อมๆกันในกรณีที่มือเปื้อนสิ่งสกปรกที่มองเห็นให้ล้างน้ำปกติ ส่วนแอลกอฮอล์ใช้กรณีที่มือไม่ได้เปื้อนมากและไม่สามารถหาที่ล้างมือได้

5.ถุงมือช่วยลดการสัมผัสได้ แต่ต้องคอยเปลี่ยนบ่อย ๆ อย่าใส่จนเหงื่ออกเปียกเกิดความอับชื้นหรือน้ำเข้าต้องเปลี่ยนทันที และไม่ควรใส่ถุงมือหลังล้างมือทันทีหรือทาแอลกอฮอล์ เพราะจะเพิ่มอัตราการระคายเคืองได้

6.ถ้ามีผิวหนังอักเสบ ใช้ยารักษาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์อ่อน ๆ ได้ เช่น 0.02% Triamcinolone cream แต่ถ้าทาแล้วไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง

‘ฝุ่น’ มองไม่เห็นด้วยตา ใช่ว่าจะไม่มี แพทย์ชวนทำความรู้จักกับฝุ่นละออง โรคภูมิแพ้ และวิธีรับมือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655961

วันที่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 10:20 น.

'ฝุ่น' มองไม่เห็นด้วยตา ใช่ว่าจะไม่มี แพทย์ชวนทำความรู้จักกับฝุ่นละออง โรคภูมิแพ้ และวิธีรับมืออยู่บ้านต้องปลอดฝุ่น เพราะไม่เห็นไม่ได้แปลว่าไม่มี!! แพทย์หญิงอัญชลี เสนะวงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ ภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา ชวนรู้เท่าทันภัยเงียบที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้แบบไม่รู้ตัว พร้อมวิธีรับมือเพื่อปกป้องทั้งตัวเราและคนที่รักได้ในทุกๆ วัน

จากในสถานการณ์ตอนนี้ ทุกคนใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในบ้านและออกนอกบ้านเพื่อทำกิจกรรมที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การกินข้าว การออกกำลังกาย การใช้เวลากับครอบครัว รวมไปถึงการนอนหลับก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในบ้านทั้งนั้น ดังนั้นเราจึงควรทำให้ในบ้านเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ ที่สุด โดยภัยอันตรายจากสิ่งที่มองเห็นนั้นอาจจะป้องกันและหาวิธีรับมือได้ไม่ยาก แต่สำหรับภัยที่มองไม่เห็นอย่างฝุ่นละอองและสารปนเปื้อนล่ะ จะทำอย่างไร?

ฝุ่นละอองเป็นสิ่งที่ลอยฟุ้งอยู่ทั่วไปในอากาศรอบๆ ตัวเราอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเป็นสิ่งที่เล็กมากจนมองไม่เห็นทำให้หลายๆ คนเผลอละเลยไป แต่รู้ไหมว่าเจ้าสิ่งเล็กจิ๋วนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคภูมิแพ้ ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างคาดไม่ถึง ในเมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แพทย์หญิงอัญชลี เสนะวงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ ภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา สถาบันภูมิแพ้ Samitivej Allergy Institute (SAI) โรงพยาบาล BNH, สมิติเวชธนบุรีและสมิติเวชศรีราชา มีข้อมูลมาแนะนำให้เราทำความรู้จักกับฝุ่นละออง โรคภูมิแพ้ และวิธีรับมือ เพื่อปกป้องทั้งตัวเราและคนที่รักได้ในทุกๆ วัน

รู้จักกับโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก ในกลุ่มเพื่อนของเรากลุ่มหนึ่งจะต้องมีสักคนที่เป็นโรคนี้ โดยจำนวนผู้ป่วยของโรคภูมิแพ้ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นในทุกปี จากการสำรวจในประเทศไทยพบว่า อุบัติการณ์โรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก จากการสำรวจพบว่าในเด็กอายุ 6-7 ปี มีอาการภูมิแพ้ทางจมูกถึง 47.3% และในเด็กอายุ 13-14 ปี มีถึง 54.9%

โรคภูมิแพ้เกิดจากอะไร

โรคภูมิแพ้เกิดได้จาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งแวดล้อมประกอบไปด้วยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองทางเดินหายใจ ทั้งจากในบ้าน เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา เชื้อไวรัส และจากนอกบ้าน เช่น มลภาวะ PM2.5, แก๊ส, สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายหรือเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งถ้าหากเราสัมผัสสารกระตุ้นภูมิแพ้เหล่านี้เป็นระยะเวลานานก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น

  • ภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ เยื่อบุตาและผิวหนัง โดยเฉพาะเชื้อไวรัส ยังก่อให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจแบบฉับพลันได้ เช่น อะดีโนไวรัสไข้หวัดใหญ่ โคโรน่าไวรัส เป็นต้น
  • อาการหลอดลมไวในระยะยาว โดยเฉพาะในเด็กเล็กทำให้เป็นโรคหอบเมื่อโตขึ้น เช่น ฮิวแมนไรโนไวรัส, RSV ซึ่งอนุภาคของไวรัสเหล่านี้นั้นขนาดเล็กได้ถึงระดับ 0.1 ไมครอน ถ่ายทอดผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ไอ จาม ละอองฝอยที่ลอยในอากาศทำให้ติดต่อกัน และสารคัดหลั่งเหล่านี้อาจค้างบนเสื้อผ้า ฝ่ามือหรือผิวหนัง ได้นานเป็นชั่วโมงหรือนานเป็นวัน

ภูมิแพ้อากาศมีอาการอย่างไร

คนที่เป็นโรคภูมิแพ้อากาศจะมีอาการคัน จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก ตาแดงคัน ไอหรือกระแอมเรื้อรัง น้ำมูกลงคอ คันในคอ กรนหายใจดัง บางรายอาจมีไซนัสหรือหูชั้นกลางอักเสบได้ หากมีภาวะหลอดลมไวด้วย จะมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก มีเสียงคล้ายนกหวีดเมื่อหอบเหนื่อย โดยเฉพาะเมื่อถูกกระตุ้นโดยฝุ่นควัน อากาศแห้งเย็น การออกกำลังกายหรือหัวเราะวิ่งเล่นอย่างหนักในเด็กเล็ก 

ฝุ่นละอองและสารปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ นอกจากจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้แล้วยังทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศอีกด้วย เพราะในอากาศมีทั้งอนุภาค โลหะหนัก และแก๊ส ที่สามารถแทรกซึมเข้ามาภายในบ้านแม้ปิดประตูหน้าต่าง หรือมลพิษที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ภายในบ้านก็มีด้วยเช่นกัน เช่น การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ควันธูป การทำอาหาร บุหรี่ โดยการที่ร่างกายต้องพบเจอกับมลภาวะทางอากาศนานๆ ก็ทำให้เกิดผลกระทบต่างๆ ตามมา เช่น

  • เกิดการระคายเคืองเยื่อบุผิว ตา ทางเดินหายใจ และกระตุ้นอาการภูมิแพ้
  • เกิดการอักเสบในร่างกาย ส่งผลระยะยาว โดยจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง โรคมะเร็งปอด มะเร็งทางเดินอาหาร ทำให้การพัฒนาของถุงลมปอดในเด็กลดลง มีรายงานพบระดับ IQ ของบุตรลดลงหากมารดาสัมผัส PM2.5 ตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ รวมทั้งยังพบว่าลดอายุขัยด้วย โดย PM2.5 ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร จะทำให้อายุขัยสั้นลงได้ 0.98 ปี

ไม่เพียงแค่มนุษย์เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางอากาศ สัตว์เลี้ยงที่รักของทุกคนก็ได้รับด้วยเช่นกัน โดยอาการของสัตว์ที่เกิดขึ้นคือ ไอ หายใจลำบาก อ้าปากหายใจ หายใจเสียงดังกว่าปกติ หายใจถี่ เหงือกซีด ซึม อ่อนแรง ระคายเคืองตา มีน้ำตาไหล น้ำมูกมาก กินอาหารลดลง และหิวน้ำบ่อย

การลดความเสี่ยงของสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้าน

ทุกคนควรขจัดสารก่อภูมิแพ้ให้ออกไปมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น ใช้ผ้าคลุมที่นอนกันไรฝุ่น ใช้เจลกำจัดแมลงสาบ อาบน้ำสัตว์เลี้ยงทุกอาทิตย์ ทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ โดยการขจัดสารเหล่านี้ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและอาจทำได้ยาก เพราะอนุภาคสารก่อภูมิแพ้บางชนิดอาจลอยในอากาศและมีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็น แต่สามารถใช้ตัวช่วยในการกำจัดสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการเลือกใช้เครื่องกรองอากาศชนิดเส้นใยคุณภาพสูง หรือ HEPA filter ซึ่งสามารถกรองอนุภาคได้อย่างละเอียด สามารถกรองอนุภาคมลภาวะและยังสามารถลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้และเชื้อโรคในบ้านอีกด้วย

เพราะมนุษย์เราขาดอากาศไม่ได้ ทุกคนจึงควรใส่ใจกับอากาศเป็นอย่างยิ่ง อย่าให้ความไม่แน่นอนของสิ่งที่มองไม่เห็นที่นำมาซึ่งโรคภัยต่างๆ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของเราไม่ดีได้ ทุกคนควรทำความเข้าใจและหาวิธีป้องกันอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ เพราะอากาศสะอาดจะช่วยดูแลสุขภาพที่ดีให้คุณและคนที่คุณรักในทุกๆ วัน

จิตแพทย์แนะวิธีดูแลจิตใจผู้ป่วยจิตเวชเด็กในช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655719

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 11:01 น.

จิตแพทย์แนะวิธีดูแลจิตใจผู้ป่วยจิตเวชเด็กในช่วงโควิด-19เข้าใจ เข้าถึง ผู้ป่วยโรคสมาธิสั้นในเด็ก-โรคไบโพลาร์-และโรคจิตเภท ผ่านประสบการณ์ตรงของ 4 จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

ความกลัว ความเครียด หรือวิตกกังวล เป็นการตอบสนองที่ปกติต่อการถูกคุกคาม สิ่งที่เราไม่รู้ หรือความไม่แน่นอน ดังนั้น เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนจะมีประสบการณ์ดังกล่าวเมื่อมีการแพร่ระบาดของ โควิด -19 รวมทั้งผู้ป่วยจิตเวชที่มีความผิดปกติจากการทำงานของสมอง ทั้งโรคสมาธิสั้นในเด็ก โรคไบโพลาร์ และโรคจิตเภท นอกจากจะต้องการความเห็นใจแล้ว การอยู่ในความดูแลของแพทย์เป็นส่วนสำคัญมากที่จะช่วยให้คนไข้ไม่สูญเสียโอกาสและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

โรคสมาธิสั้นเป็นโรคทางจิตเวชที่มีความชุกที่เกิดขึ้นในเด็กมากที่สุด เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งทางชีวภาพ ได้แก่ พันธุกรรม ระบบประสาทซึ่งพบว่าส่วนหน้าทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณที่เกี่ยวกับการคิด การวางแผน การจัดลำดับ การควบคุมตนเอง รวมถึงมีสารในสมองที่สำคัญบางตัวน้อยกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ การเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมทำให้เด็กเป็นสมาธิสั้นมากขึ้น เช่น การเลี้ยงดูที่ตามใจมากจนไม่มีระเบียบวินัย และการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต่างๆ เช่น ไอแพด แท็บเล็ต มือถือ รวมถึงโทรทัศน์ เป็นเวลานานๆ

พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์/ เจ้าของเพจหมอแมวน้ำเล่าเรื่อง กล่าวว่า “เด็กสมาธิสั้นจะมี 3 อาการหลัก ได้แก่ พฤติกรรมขาดสมาธิ พฤติกรรมซุกซนไม่อยู่นิ่ง หรือรู้จักในฐานะ “เด็กไฮเปอร์” พฤติกรรมขาดความยับยั้งชั่งใจตนเอง กลุ่มอาการเหล่านี้มักไม่ค่อยชอบที่ผู้ปกครองเข้าไปบังคับ หรือใส่ใจรายละเอียดมากๆ เช่นการใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อยๆ ไม่เอามือสัมผัสใบหน้า การต้องอยู่ห่างจากคนอื่น หรือการไม่สามารถออกไปข้างนอกเหมือนปกติ ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตที่ฝืนธรรมชาติของเด็ก ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของเด็กและถามความรู้สึกเพื่อให้เด็กได้ระบาย สิ่งสำคัญในการช่วยเหลือเด็กคือผู้ปกครองต้องสามารถจัดการอารมณ์ตัวเอง ไม่ใช้วิธีบำบัดความเครียดที่ไม่เหมาะสม เช่น ดื่มเหล้า, ซื้อของออนไลน์จนเป็นหนี้สิน และใช้วิธีการผ่อนคลายความตึงเครียดให้เด็ก

(1) ถามความรู้สึกเพื่อให้เด็กได้ระบาย พยายามช่วยหาทางออก เช่น หากเด็กอยากจัดงานวันเกิด ก็ชวนเพื่อนมาเป่าเค้ก อวยพรวันเกิดผ่านวิดีโอคอล

(2) สร้างบรรยากาศให้ใกล้เคียงปกติ คุยเรื่อง covid-19 เท่าที่จำเป็น อธิบายสถานการณ์ให้เด็กเข้าใจถึงการติดต่อและวิธีป้องกันโรค และไม่พูดให้ดูน่ากลัวว่าความเป็นจริง คนในครอบครัวไม่ควรวิตกกังวลมากจนเกินไป เช่น เปิดสื่อตลอดเวลา พูดถึงโรคด้วยความตื่นกลัว ใช้แอลกอฮลพ่นเช็ดถี่เกินไปจะทำให้เด็กเครียดไปด้วย

(3) หากิจกรรมทำที่ใกล้เคียงภาวะปกติที่สุด ชวนเด็กทำกิจกรรมที่ชอบ หลีกเลี่ยงการอยู่กับหน้าจอ และแม้ว่าจะไม่สามารถไปพบเพื่อนได้แต่ก็สามารถใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อกันได้

(4) หากเด็กอยากออกไปข้างนอกจริงๆ อาจให้ออกไปในที่มีความเสี่ยงน้อย เช่น สวรสาธารณะในหมู่บ้าน โดยบอกสอนเด็กถึงข้อระวังต่างๆ”

พญ.อารีรัตน์ สิริพงศ์พันธ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า “ผู้ปกครองหลายคนมองข้ามภาวะสมาธิสั้นในเด็กเล็ก เพราะอาจจะไม่มีความผิดปกติที่ชัดเจน หรือไม่กล้าพาไปพบแพทย์เพราะกลัวเป็นตราบาป ส่วนใหญ่จะพาพบหมอเมื่ออยู่ประถม 4-5 ที่เริ่มมีปัญหาเพราะต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่อยากให้มองว่า การไม่รักษาอาจทำให้เด็กสูญเสียโอกาส หากเขานิ่งได้อีกหน่อย จะเรียนรู้ได้มากขึ้น ทำให้เก่งและดีขึ้นกว่านี้ การรักษาโรคสมาธิสั้นในเด็กขึ้นอยู่กับวินิจฉัยของแพทย์ ทั้งการปรับพฤติกรรม และทานยาควบคู่ไปด้วย ซึ่งปัจจุบันมียาหลายชนิด ทั้งมากมาย มีผล 4 ชั่วโมง หรือ 8-12 ชั่วโมง ไม่ต้องกังวลว่าเด็กจะลืมทานยาเมื่ออยู่ที่โรงเรียน แม้ช่วงนี้ ต้องใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้นอาจเกิดความตึงเครียดในครอบครัว แต่ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้อยู่กับลูกและปรับจูนเข้าหากัน เพราะถ้าเขาโตแล้วจะไม่มีเวลาอยู่กับเรา อย่างไรก็ตาม พ่อแม่คือตัวอย่างที่ดี ไม่ควรใจร้อน เพราะเด็กจะมีพฤติกรรมตามสิ่งแวดล้อม และลองสังเกตพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆ ของลูกด้วย”

โรคไบโพลาร์ (bipolar disorder) หรือโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว เป็นความผิดปกติของทางอารมณ์สองแบบ คือ อารมณ์ดีหรือก้าวร้าวผิดปกติ (mania) และอารมณ์ซึมเศร้าผิดปกติ (depressed) หรือในบางรายอาจมีอารมณ์ผิดปกติเพียงอย่างเดียว โรคไบโพลาร์เกิดจาก พันธุกรรมที่ผิดปกติ และอาจเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง สารสื่อประสาทที่ไม่สมดุล และจากสภาพแวดล้อม เช่น การเลี้ยงดูในวัยเด็ก หรือความเครียดมากๆ และโรคบางอย่าง เช่นไทรอยด์ฮอร์โมนผิดปกติ

พญ.วิลาวัลย์ กำจรปรีชา โรงพยาบาลกรุงเทพ และโรงพยาบาลพระราม9 “ช่วงโควิดทำให้ผู้ป่วยไบโพลาขาดการรักษา ขาดยา และมีโอกาสสูงในการขาดการรักษา น่าเป็นห่วง ญาติควรสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลง เช่นขาดยาหรือไม่ สามารถปรึกษาหมอได้เมื่อมีอาการไม่ดี ผู้ป่วยไบโพลาควรทำ 3 สิ่ง คือ หลีกเลี่ยงความเครียด นอนให้พอ และกินยาให้สม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นความผิดปกติของสารสื่อประสาท จำเป็นต้องมีตัวช่วยหากไม่ได้รับยาอารมณ์จะค้างอยู่ขั้วในขั้วหนึ่งนาน ทำให้การใช้ชีวิตแย่ลง และไม่ควรใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปเพราะจะไปกระตุ้นขั้วอารมณ์อ่อนไหว ทำให้อาการกำเริบ ครอบครัวมีความสำคัญมากและการอยู่ใกล้ชิดเกินไป ไม่มีพื้นที่ส่วนตัว อาจทำให้กระทบกระทั่งกัน โดยเฉพาะคนไทยจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เช่น รักกันแต่แสดงออกไม่เป็น การตำหนิคือความเป็นห่วง แต่ทำให้คนโดนรู้สึกไม่เติมเต็ม หมอจะทำจิตบำบัดครอบครัว สนับสนุนให้พูดคุยปรับความเข้าใจกัน สิ่งสำคัญ ไม่ควรใช้คำว่า “ไบโพลา” มาล้อเล่น หรือบูลลี่กัน เพราะมันเป็นการตีตราคนไข้โรคนี้โดยตั้งใจ ทำให้คนไข้อาย”

ปัจจุบันเชื่อว่าของโรคจิตเภทเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งทางด้านร่างกาย เช่น พันธุกรรม สารเคมีในสมองและสมองบางส่วนมีความผิดปกติ และปัจจัยสภาพจิตใจ ได้แก่วิธีคิดที่เป็นปัญหา ความเครียด การสูญเสียครั้งใหญ่ๆ การอดนอนนานๆ และการใช้ยาเสพติด เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรค โรคนี้พบได้ ประมาณร้อยละ 1 ของประชากร

นพ.จตุภัทร คุณสงค์ โรงพยาบาลกรุงเทพ “คนไข้จิตเภทส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวและไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย การศึกษารายงานว่าเกิดจากสารเคมีในสมอง ดังนั้น ยาสำคัญที่สุด จิตบำบัดอย่างเดียวไม่สารถช่วยได้ ในช่วงโควิด ญาติต้องอยู่ในระบบและหมั่นสังเกตผู้ป่วย อาการนอนไม่ค่อยหลับเป็นสัญญาณแรกที่แสดงถึงความผิดปกติ หากคนไข้หลุดจากระบบการรักษาไป แม้จะไม่นาน อาจทำให้ กลับไปเป็นปรกติช้า ปัจจุบันมีการพัฒนายาที่มีความจำเพาะ บล็อกเฉพาะสารที่เป็นปัญหา แต่ทำให้คนไข้มีชีวิตที่ดีขึ้น ใช้ชีวิตประจำได้ บางตัวดูไม่ออกว่าเคยป่วย มี แบบฉีดเดือนละครั้ง รายสามเดือน ในต่างประเทศจะมียารายหกเดือน ช่วยให้อาการจะไม่ถดถอย ส่วนใหญ่รักษาเร็ว แต่เมืองไทยการรักษาไม่ค่อยเห็นผล และทำให้ภาพลักษณ์ผู้ป่วยดูรุนแรง เนื่องจากมารักษาเมื่อเป็นมาก เพราะไม่เห็นความสำคัญของการกินยาต่อเนื่อง เช่น กินเฉพาะมีอาการเท่านั้น ความจริงต้องกินยาต่อเนื่องจนสารในสมองกลับเป็นปกติ และรักษาควบคู่กับการทำกิจกรรมบำบัดเพื่อฝึกวิธีคิดที่มีความยืดหยุ่น เชิงบวก สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เลวร้ายได้มากขึ้น”

เป็นธรรมดาที่เราทุกคนต่างรู้สึกกลัว เครียด หรือวิตกกังวล ในขณะนี้ หากรู้สึกเครียดหรือไม่สามารถจัดการอารมณ์และความรู้สึกของตนเองได้  สามารถขอรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

How to ดูแลผู้สูงอายุในบ้าน สังเกตอาการป้องกันโรคสมองเสื่อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655714

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 07:10 น.

How to ดูแลผู้สูงอายุในบ้าน สังเกตอาการป้องกันโรคสมองเสื่อมแพทย์ชำนาญพิเศษด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท แนะวิธีสังเกตและป้องกันผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมผู้สูงอายุในบ้าน

โรคสมองเสื่อม หรือภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ คือโรคที่ผู้ป่วยมีความเสื่อมถอยของการทำงานของสมองในภาพรวมซึ่งเกิดจากการสูญเสียเซลล์สมองหลายส่วน ผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อมจะมีปัญหาในการทำงานของสมองขั้นสูง 6 ด้าน คือ

  • ด้านสมาธิ
  • ด้านการคิด ตัดสินใจ 
  • ด้านความจำ
  • ด้านการใช้ภาษา
  • ด้านมิติสัมพันธ์
  • ด้านการเข้าสังคม 

โรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุกำลังจะเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย กรมสุขภาพจิตพบว่าผู้สูงวัยในไทยสมองเสื่อมกันมากถึง 8 แสนกว่ารายในปัจจุบัน ปู่ย่าตายายของเราที่อายุ 80 ขึ้นไป กว่าร้อยละ 50 มักมีอาการสมองเสื่อม ลูกหลานต้องช่วยกันดูแลอย่างเป็นพิเศษด้วยความใจเย็น  

แพทย์หญิงรุ่งทิพย์ ชัยธีรกิจ แพทย์ชำนาญพิเศษด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน เผยถึงวิธีการสังเกตเบื้องต้นว่าลูกหลานสามารถช่วยกันสังเกตผู้สูงอายุที่บ้านได้ว่าเข้าข่ายภาวะสมองเสื่อมหรือไม่ อาทิ

-ผู้สูงอายุมีอาการหลงลืม สับสนเรื่องเวลาหรือสถานที่อาจลืมว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ใดและเดินทางมายังสถานที่นั้นได้อย่างไร?

-ไม่สามารถรับรู้หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

-ใช้ภาษาผิดปกติ

-บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง เช่น ซึมเศร้า เฉื่อยชา โมโหฉุนเฉียวง่ายโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน

พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนการเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุในครอบครัว ซึ่งผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมจะสูญเสียการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไปและมีการสูญเสียความจำระยะสั้น ย้อนกลับไปถามคำถามเดิมซ้ำๆ ทั้งที่เพิ่งพูดคุยกันภายใน 5-10 นาทีที่ผ่านมา มากกว่านั้น เกิดหลงทางขึ้นมาแม้เป็นเส้นทางที่ตนคุ้นเคยมาทั้งชีวิต ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการทางจิตประสาท เช่น หูแว่ว ภาพหลอน เข้าใจว่ามีคนคิดจะมาทำร้ายตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นความอันตรายให้กับผู้สูงอายุในระดับนึง

หากผู้สูงอายุมีอาการดังกล่าว แม้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ลูกหลานควรดูแลและพาผู้สูงอายุมาพบพร้อมปรึกษาแพทย์ทันที ทั้งนี้ โรคสมองเสื่อมสามารถป้องกันได้โดยควรกระตุ้นสมองให้ทำงานทั้ง 6 ด้าน ด้วยการทำกิจกรรมฝึกสมองบ่อย ๆ เช่น

  • ทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
  • ดูแลสุขภาพจิตให้ดี
  • ร่วมกิจกรรมทางสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
  • ทำงานอาสาสมัคร เข้าร่วมชมรมต่างๆ
  • ออกกำลังกาย
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • เดินในที่อากาศปลอดโปร่ง

กิจกรรมเหล่านี้ก็สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุห่างไกลจากโรคสมองเสื่อมได้

การรักษา 

แพทย์จากศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน จะทำการซักประวัติเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมที่บ่งบอกถึงความถดถอยด้านการทำงานของสมอง ทดสอบสมองเพื่อวัดสมรรถภาพการทำงานประเมินความบกพร่องในการรับรู้เพื่อใช้วินิจฉัยโรค ร่วมกับการตรวจร่างกายและเลือกการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม เพื่อให้การวินิจฉัยแยกโรคที่ถูกต้องว่าผู้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมหรือไม่ และมีสาเหตุจากอะไร โดยการตรวจในห้องปฏิบัติการจะประกอบไปด้วย การตรวจเลือด การตรวจภาพสมองด้วยเครื่อง Computed Tomography (CT) หรือ Magnetic Resonance Imaging (MRI) การรักษาจะประกอบด้วยการให้ยาที่ทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นและชะลอการดำเนินโรคให้ช้าลง ซึ่งมักจะได้ผลกับผู้ป่วยในระยะเริ่มแรก ร่วมกับการให้ยารักษาอารมณ์และพฤติกรรมที่ผิดปกติในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นสมองด้วยกระแสไฟฟ้าอย่างอ่อนเพิ่มความจำและความสามารถของสมอง เป็นต้น  

การมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการดูแลผู้ป่วย เพราะเป็นงานหนักที่เหนื่อยทั้งกายและใจ ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน พร้อมให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม พร้อมให้ความรู้แก่ลูกหลานที่ต้องดูแลผู้สูงอายุในบ้าน มุ่งเน้นให้บริการตามมาตรฐานและการดูแลด้วยความใส่ใจ เพื่อให้ผู้ที่มีปัญหาด้านสมองและระบบประสาทมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กัน โดยทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ ที่มีความชำนาญการในการรักษาเฉพาะทาง ตลอดจนและบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวสมองและระบบประสาทโดยเฉพาะ

เลือกซื้อนมพร้อมดื่มให้ปลอดภัย ดูอะไรบ้าง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655438

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 09:55 น.

เลือกซื้อนมพร้อมดื่มให้ปลอดภัย ดูอะไรบ้าง?อย.แนะผู้บริโภคเกี่ยวกับวิธีการเลือกซื้อนมพร้อมดื่ม และการเก็บรักษานมที่เหมาะสม ป้องกันปัญหานมเน่าเสียก่อนการบริโภค เน้นตรวจสอบฉลาก มีเลขสารบบอาหารในกรอบเครื่องหมาย มีข้อมูลบนฉลากครบถ้วน ที่สำคัญซื้อจากร้านที่เชื่อถือได้ เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค

นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ผู้บริโภคควรคำนึงถึงวิธีการเลือกซื้อนมพร้อมดื่มเพื่อความปลอดภัย โดยก่อนซื้อให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์นมซึ่งต้องมีเลขสารบบอาหาร 13 หลัก และมีข้อมูลสำคัญบนฉลากครบถ้วน ได้แก่

  • ชื่ออาหาร
  • ชื่อที่ตั้งผู้ผลิต
  • ผู้แบ่งบรรจุ
  • ปริมาณสุทธิ
  • ส่วนประกอบสำคัญ
  • วันเดือนปีที่ผลิต
  • วันเดือนปีที่หมดอายุ 

ทั้งนี้ ภาชนะบรรจุต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่รั่ว ไม่ซึม ไม่บวม ไม่ฉีกขาด ควรเลี่ยงการซื้อนมจากร้านค้าที่มีการเก็บผลิตภัณฑ์นมเพื่อจำหน่ายแบบไม่เหมาะสม เช่น ตู้แช่หรือสถานที่เก็บไม่ได้มาตรฐาน

การเก็บรักษา            

นอกจาการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพแล้ว การเก็บรักษานมเป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของนม ปัจจุบันมีนมหลายประเภทจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งมีวิธีการเก็บรักษาที่แตกต่างกันออกไป 

  • นมพาสเจอร์ไรส์ ซื้อมาแล้วควรเก็บในตู้เย็นทันที เก็บได้นานประมาณ 10 วันที่อุณหภูมิไม่เกิน 8 °C นับจากวันที่บรรจุ ในกรณีที่ดื่มไม่หมดต้องการเก็บไว้ดื่มอีก ควรเทแบ่ง ไม่ดื่มจากภาชนะบรรจุโดยตรงซึ่งจะทำให้นมที่เหลือบูดง่าย 
  • นมยูเอชที ควรเก็บไว้ที่อุณหภูมิปกติ ไม่ควรโดนแดดโดยตรง ไม่เก็บซ้อนหลายชั้นเกินไป เก็บได้นานประมาณ 6 เดือน 
  • นมเปรี้ยว ควรเก็บในตู้เย็น ซึ่งสามารถเก็บได้นานกว่านมประเภทอื่น 
  • นมเปรี้ยวพร้อมดื่มพาสเจอร์ไรส์ ถ้าเก็บในอุณหภูมิไม่เกิน 8 °C จะเก็บได้นานถึง 21 วัน 
  • นมเปรี้ยวพร้อมดื่มยูเอชที เก็บได้ประมาณ 8 เดือน โดยไม่ต้องแช่เย็น
  • นมสเตอริไรซ์ (กระป๋อง) เก็บได้นานประมาณ 12 เดือน โดยไม่ต้องแช่เย็น แต่ไม่ควรให้โดนแดดโดยตรง 

การเน่าเสียของนมพร้อมดื่มอาจเกิดได้หลายกรณี ทั้งทางด้านกระบวนการผลิต อาจใช้ความร้อนสูงไม่เพียงพอ หรือใช้เวลาฆ่าเชื้อน้อยเกินไป การบรรจุไม่ถูกสุขลักษณะทำให้มีการปนเปื้อน เก็บรักษาในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม รวมถึงลักษณะการขนส่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ภาชนะบรรจุนมมีการรั่วซึม ทำให้จุลินทรีย์จากภายนอกปนเปื้อนเข้าไปได้ ดังนั้น จึงควรระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายภาชนะบรรจุนม อย่าให้มีการกระแทกกับของแข็งหรือของมีคม ไม่ควรโยนหรือเหยียบไปบนกล่องบรรจุขณะขนย้าย และไม่ควรวางกล่องนมซ้อนเกิน 7 ชั้น แต่หากเป็นการหุ้มด้วยพลาสติกไม่ควรวางเกิน 5 ชั้น เพราะจะทำให้กล่องนมด้านล่างถูกกดทับจนเกิดการรั่วซึมได้ ทั้งนี้ หากผู้บริโภคพบเห็นผลิตภัณฑ์นมที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง หรือไม่มีเลขสารบบอาหาร สามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน อย.1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดเพื่อจะได้ดำเนินการตรวจสอบดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดต่อไป

ถั่วเหลือง ตัวช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม จริงหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655370

วันที่ 13 มิ.ย. 2564 เวลา 09:20 น.

ถั่วเหลือง ตัวช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม จริงหรือไม่?ปัจจุบันนอกจากข้อถกเถียงที่ว่า “ถั่วเหลืองนั้นดีต่อสุขภาพของเราจริงแค่ไหน?” ยังมีเรื่องที่น่าสนใจกว่า นั่นคือ “ถั่วเหลืองช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมได้จริงหรือไม่?” มาฟังคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระดับโลกกันเลย

หลายครั้งที่เรามักได้ยินทั้งข้อดีและข้อเสียของถั่วเหลือง แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีงานวิจัยออกมายืนยันว่า ถั่วเหลืองได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย และยังเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่มีมายาวนานหลายพันปี แต่ก็ยังมีหลายคนที่สับสนเกี่ยวกับถั่วเหลืองอยู่

ในบทความนี้ ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษาและการฝึกอบรมโภชนาการระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ได้เน้นย้ำในเรื่องของถั่วเหลืองว่ามีประโยชน์ทางโภชนาการอย่างไรบ้าง พร้อมทั้งคลายความกังวลในเรื่องของอาหารจากธรรมชาติและอาหารเสริมต่างๆ ที่มาจากถั่วเหลืองได้อย่างน่าสนใจ

ถั่วเหลือง ธัญพืชที่มากด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

ถั่วเหลืองเต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ประกอบด้วยโปรตีนคาร์โบไฮเดตไขมันเกลือแร่วิตามินและแร่ธาตุเช่นแคลเซียมแมกนีเซียมและธาตุเหล็กที่เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายอีกทั้งยังป้องกันโรคต่างๆเช่นโรคหัวใจโรคเบาหวานโรคกระดูกพรุนและโรคมะเร็งได้หลายชนิด

นอกจากนี้ ถั่วเหลืองยังมีส่วนประกอบของกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ และเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูงเทียบเท่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ อีกทั้งยังมีไขมันไม่อิ่มตัวสูง ไขมันอิ่มตัวต่ำ ปราศจากคอเลสเตอรอล ที่สำคัญถั่วเหลืองยังเป็นแหล่งอาหารที่เข้าถึงได้ง่าย ราคาถูก จึงทำให้ถั่วเหลืองเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และมีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย

โปรตีนจากถั่วเหลืองช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

เมื่อพูดถึงโปรตีนสำหรับสร้างกล้ามเนื้อ คนส่วนมากมักนึกถึงโปรตีนจากเนื้อสัตว์ หรือเวย์โปรตีน แต่ในความจริงแล้ว โปรตีนจากถั่วเหลืองก็มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโต ซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ หรือส่วนที่สึกหรอของร่างกายได้เช่นกัน แต่เนื่องจากว่าถั่วเหลืองมีฮอร์โมนพืชอย่างไอโซฟลาโวน หรือไฟโตรเอสโตเจน จึงทำให้ผู้บริโภคบางส่วนที่เป็นผู้ชายหลีกเลี่ยง เนื่องจากมีความเชื่อว่าอาจทำให้ฮอร์โมนเพศชายลดระดับลง และขัดขวางการพัฒนากล้ามเนื้อ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาอธิบายแล้วว่า ไอโซฟลาโวนที่พบในถั่วเหลืองที่มีไฟโตเอสโตรเจน จริงๆ แล้วแค่มีโครงสร้างทางเคมีที่คล้ายกันเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนจากเพศหญิง แต่ไม่ได้ให้ผลลัพธ์เหมือนกันและไม่มีผลต่อการลดระดับฮอร์โมนเพศชาย ดังนั้น โปรตีนจากถั่วเหลืองจึงช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และรักษามวลกล้ามเนื้อได้เทียบเท่ากับโปรตีนที่มาจากสัตว์

ถั่วเหลืองช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม

ถั่วเหลืองมีสารสำคัญหลายตัวที่สามารถป้องกันโรคต่างๆ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง โดยออกฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญของเนื้องอกและเซลล์มะเร็ง มีฤทธิ์ต้านมะเร็งที่เกี่ยวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ โดยจากการศึกษาทางระบาดวิทยาของเอเชีย พบว่า การบริโภคถั่วเหลืองในปริมาณสูงตั้งแต่ในช่วงวัยเด็ก สามารถลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ถึง 25% ถึง 60% เช่นเดียวกันกับ The North American Menopause Society ที่สรุปผลวิจัยว่า ถั่วเหลืองไม่ได้ทำให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม หรือ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

ถั่วเหลืองกับมื้ออาหารของคุณ

สำหรับเรื่องการรับประทานถั่วเหลืองในมื้ออาหาร ซูซาน โบเวอร์แมน กล่าวเพิ่มเติมว่า “เนื่องจากถั่วเหลืองมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย อีกทั้งหาซื้อได้ง่าย และสามารถนำมาทานคู่กับมื้ออาหารได้ทุกวัน จึงขอแนะนำตัวอย่างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำจากถั่วเหลือง อาทิ เอดามาเมะ (Edamame) ถั่วแระญี่ปุ่น คือ ถั่วเหลืองฝักอ่อนสีเขียว นิยมมาต้มในน้ำเกลือ และทานเป็นของว่าง หรือใส่ลงในซุปและสลัด เทมเป้ (Tempeh) เป็นถั่วเหลืองที่นำมาหมักโดยวิธีธรรมชาติ มีลักษณะเป็นแผ่นที่อัดแน่นด้วยถั่ว เนื้อนุ่มสามารถหั่นเป็นชิ้นต่างๆ เหมาะสำหรับสลัดและอาหารประเภทผัด มิโซะ ซอสที่ทำจากถั่วเหลืองหมัก สำหรับทำเป็นซุปและเป็นส่วนผสมในซอสน้ำสลัดและหมัก นมถั่วเหลือง ทำจากการบดของถั่วเหลืองแห้ง นำมาผสมกับน้ำ ซึ่งใช้แทนนมได้ ปรุงอาหารหรือนำมาผสมกับโปรตีนเชคได้ ถั่วเหลือง สามารถนำมาทำของว่าง และนำมาใส่กับสลัด หรือโรยเป็นซีเรียล ผงโปรตีนถั่วเหลืองและสารทดแทนเนื้อสัตว์ ทำจากแป้งถั่วเหลือง มีลักษณะเป็นผง เพื่อนำไปผสมน้ำเขย่าพร้อมดื่ม หรือนำไปใส่ลงในข้าวโอ๊ต นอกจากนี้สามารถทดแทนเนื้อสัตว์ต่างๆ ในทุกเมนูอาหารได้อีกด้วย เต้าหู้ คือ ชีสที่ทำจากนมถั่วเหลือง มีตั้งแต่เนื้อแน่นเป็นพิเศษจนถึงนุ่มพิเศษ มีรสชาติอร่อยเข้ากับอาหารที่ปรุงได้อย่างดี”

รู้ทันโรค! ลดความเสี่ยงเลี่ยงมะเร็งปอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655139

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 09:15 น.

รู้ทันโรค! ลดความเสี่ยงเลี่ยงมะเร็งปอด“มะเร็งปอด” สาเหตุการเสียชีวิตติดชาร์ต พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แนะข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งปอด อาการเบื้องต้น และผู้ที่ควรได้รับการตรวจคัดกรอง

ถึงแม้ว่ามะเร็งปอดจะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ แต่ถ้าเราสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีโอกาสรักษาหายได้ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญก็คือ การสูบบุหรี่!! รวมถึงการได้รับควันบุหรี่เป็นประจำก็มีความเสี่ยงไม่ต่างจากคนสูบบุหรี่ รองลงมาคือ การได้รับมลพิษจากสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นควัน ไอระเหย โลหะหนักต่างๆ นอกจากนี้ก็คือ อายุที่เพิ่มขึ้น และประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จาก Addlife Check-Up Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) จึงได้มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งปอดว่า อาการมะเร็งปอด ได้แก่ ไอเรื้อรัง (ไอแห้ง ไม่มีเสมหะ) ไอมีเลือดปน เจ็บหน้าอกเวลาไอ หายใจสั้น หายใจมีเสียงหวีด เหนื่อยง่าย ปอดบวม ติดเชื้อที่ปอดบ่อย น้ำหนักลด โดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น

แต่ส่วนใหญ่การเกิดมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น มักไม่แสดงอาการ กว่าจะแสดงอาการก็มีการลุกลามของโรคไประยะหนึ่งแล้ว ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การตรวจคัดกรองอย่างละเอียดเป็นประจำทุกปี สามารถช่วยป้องกัน และรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่ตรวจพบ โดยการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดได้แก่

  • X-Ray Chest
  • CT Lung (low dose)

ซึ่งการตรวจคัดกรองด้วย CT Scan มีข้อดีเนื่องจากใช้ปริมาณรังสีต่ำ ช่วยลดความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากรังสี ภาพที่ได้เป็นภาพสามมิติที่ให้ความละเอียดมากกว่าการตรวจ X-Ray แบบธรรมดา ตรวจได้รวดเร็ว ประสิทธิภาพสูง สามารถตรวจพบมะเร็งปอดได้ตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งมีโอกาสรักษาหายได้สูงถึง 90% นอกจากนี้ยังบ่งบอกถึงสมรรถภาพปอดเมื่อเทียบกับคนปกติได้

ผู้ที่ควรได้รับการตรวจคัดกรอง ได้แก่

  • ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือได้รับควันบุหรี่สะสมเป็นเวลานาน
  • ผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง
  • ผู้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษสูง เช่น โรงงานอุตสาหกรรม เหมืองแร่ ถ่านหิน สารกัมมันตภาพรังสี ท้องถนน เป็นต้น

นอกจากการตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปีแล้ว การล้างสารพิษ (Chelation Therapy) โดยการใช้โปรตีน EDTA (Ethyline Diamine Tetra Acetic Acid) ที่มีคุณสมบัติพิเศษ เข้าไปจับกับสารพิษและโลหะหนักในร่างกาย เช่น ปรอท ตะกั่ว นิกเกิล สารหนู แคดเมียม ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยกำจัดสารพิษ โลหะหนัก และสารอนุมูลอิสระที่เป็นตัวเร่งการเกิดมะเร็งอีกทางหนึ่งด้วย

‘ไวรัสตับอักเสบซี’ ภัยเงียบไร้วัคซีน ตรวจรู้ไวรักษาหายขาดได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655019

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 09:20 น.

‘ไวรัสตับอักเสบซี’ ภัยเงียบไร้วัคซีน ตรวจรู้ไวรักษาหายขาดได้ศ.นพ.พิสิฐ ตั้งกิจวาณิชย์ นายกสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย เผยข่าวดียารักษาใหม่ให้ผลการรักษามีโอกาสหายมากกว่า 95% พร้อมรู้สิ่งที่ทำได้เพื่อต้านไวรัสตับอักเสบซี

พูดถึง “ไวรัสตับอักเสบซี” หลายคนอาจสงสัยว่าโรคนี้เกิดจากอะไร มีอาการอย่างไรในการสังเกตตนเอง แล้วอันตรายหรือไม่ วันนี้เรามาไขข้อข้องใจ พร้อมบอกข่าวดี! สำหรับวิธีรักษา และการใช้ยารักษา หากรู้ตัวเร็วและเข้ารับการรักษาเร็ว ทำให้หายขาดได้! แต่ก็กลับมาเป็นใหม่ได้เช่นกัน

โรคไวรัสตับอักเสบซี เกิดจากอะไร?

โรคไวรัสตับอักเสบซี เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี สามารถติดต่อกันทางเลือดหรือเพศสัมพันธ์คล้ายกับไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเมื่อเข้าไปในร่างกายจะแบ่งตัวและอาศัยอยู่ในตับ ระยะแรกทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ส่วนมากผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการทำให้ผู้รับเชื้อไม่ทราบว่ามีการติดเชื้อ จะทราบได้ก็ต่อเมื่อไปตรวจเลือดแล้วพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ หรือบริจาคเลือดแล้วพบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี หากมีอาการแสดงอาจมีอาการไข้ อ่อนเพลียจากการอักเสบของตับ คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม เบื่ออาหาร น้ำหนักลดและอ่อนเพลีย โดยทั่วไปประมาณ 70-80% ของผู้ติดเชื้อเฉียบพลันจะเข้าสู่ระยะติดเชื้อเรื้อรังเนื่องจากไม่สามารถขจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกายได้ ซึ่งถ้าหากเป็นนานๆ หลายปีอาจมีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดพังผืดหรือแผลเป็นในตับ นำไปสู่ภาวะตับแข็งและมีโอกาสเกิดมะเร็งตับในที่สุด ที่สำคัญการที่จะทราบได้ว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีนั้น จะต้องใช้วิธีตรวจทางห้องปฏิบัติเท่านั้นถึงจะทราบ “ไวรัสตับอักเสบ ซี เจอช้ารักษายาก เจอเร็วรักษาง่าย แถมหายขาดได้”

สาเหตุการติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

ไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อเข้าสู่ร่างกายทางเลือดเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีประวัติการรับเลือดก่อนปี 2534 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มมีการตรวจกรองหาเชื้อไวรัส ยังพบได้บ่อยในผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด การสักด้วยเครื่องมือที่ไม่สะอาด การฉีดยากับหมอเถื่อน และผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ที่รักษาด้วยการล้างไต ยิ่งไปกว่านั้นยังพบได้มากขึ้นสำหรับผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีร่วมกับการติดเชื้อ HIV โดยมีอัตราการติดเชื้อในผู้ป่วยกลุ่มนี้สูงถึง 8–10 % และสามารถก่อให้เกิดพยาธิสภาพได้ทั้งภายในตับและภายนอกตับ

แนวทางการวินิจฉัย และรักษาเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

การตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่ายังมีการติดเชื้อในร่างกาย คือการตรวจแอนตี้-เอชซีวี (Anti-HCV) ถ้ามีผลบวกแสดงว่าเคยติดเชื้อไวรัสมาก่อน แต่ไม่สามารถแยกได้ว่ายังมีการติดเชื้อไวรัสในร่างกายหรือหายขาดแล้ว นอกจากนี้ anti-HCV ยังให้ผลบวกลวงได้ด้วย ดังนั้น เมื่อตรวจแอนตี้-เอชซีวี (Anti-HCV) ให้ผลบวกจึงต้องตรวจยืนยันว่ากำลังมีการติดเชื้อจริงโดยการตรวจปริมาณไวรัสในเลือด (HCV RNA) ด้วยวิธีพีซีอาร์ (PCR) ถ้าตรวจไม่พบปริมาณไวรัสหลังแอนตี้-เอชซีวีให้ผลบวก แนะนำให้ตรวจซ้ำอีกครั้งใน 3-6 เดือน การตรวจหาปริมาณไวรัสอาจต้องรอผลจากห้องปฏิบัติการ 3 -14 วัน จากนั้นแพทย์จึงจะวางแผนการรักษา และการตรวจปริมาณไวรัสนี้ยังใช้ติดตามการรักษาเพื่อประเมินผลว่ารักษาหายขาดหรือไม่

ข่าวดี !…ยารักษาใหม่ ให้ผลการรักษามีโอกาสหายมากกว่า 95%

ศ.นพ.พิสิฐ ตั้งกิจวาณิชย์ นายกสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย อธิบายว่า ในปัจจุบัน บัญชียาหลักแห่งชาติ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2564 ได้มีการอนุมัติการใช้ยาที่สามารถรักษาครอบคลุมทุกสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสตับอักเสบซี คือยาสูตรผสม Sofosbuvir/Velpatavir (SOF/VEL) ซึ่งเป็นยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์โดยตรงในการยับยั้งไวรัสตับอักเสบซี (Direct Acting Antivirals; DAAs) และมีประสิทธิภาพในการรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้หายขาดสูงถึง 95% จึงสามารถกล่าวได้ว่าโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เป็นโรคที่สามารถรักษาหายขาดได้ ปัจจุบันยาสูตรนี้อยู่ในสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีที่เข้าเกณฑ์การรักษาตามประกาศของบัญชียาหลักแห่งชาติ ภายใต้การดูแลรักษาของอายุรแพทย์สาขาระบบทางเดินอาหารหรืออายุรแพทย์ทั่วไปที่ปฏิบัติงานด้านโรคระบบทางเดินอาหารไม่น้อยกว่า 5 ปี

ความก้าวหน้าของนวัตกรรมทางการแพทย์ ตรวจคัดกรองรู้ผลใน 2 ชั่วโมง

ในยุคนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ก็ทำให้มีนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างเครื่อง “อะลินิตี้ เอ็ม (Alinity m)” ใช้ตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันการติดเชื้อและติดตามการรักษาที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว สามารถออกผลการทดสอบได้ภายใน 2 ชั่วโมง ได้ผลเร็วขึ้น 3-4 เท่า จากการตรวจรูปแบบเดิม ซึ่งสามารถตรวจร่วมกับการใช้ยาและระบบติดตามการตรวจและรักษาคนไข้ที่มีคุณภาพและครบวงจร ลดปัญหาการเดินทางเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลหลายครั้งโดยไม่จำเป็น ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วย อีกทั้งทำให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบัน เครื่องดังกล่าวนำไปใช้ตรวจไวรัสตับอักเสบ บี และไวรัสตับอักเสบ ซี แล้วที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลรามาธิบดี

สิ่งที่ทำได้เพื่อต้าน “ไวรัสตับอักเสบซี”

หลักสำคัญคือ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมหรือเข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น สวมถุงมือถ้าต้องสัมผัสเลือด คู่สมรสที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสามารถอยู่ร่วมกันได้ตามปกติ มารดาที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสามารถให้นมบุตรได้ ไม่ใช้มีดโกนหนวด แปรงสีฟันร่วมกัน

· ห้ามใช้อุปกรณ์ในการสักร่วมกัน

· ใช้ถุงยางอนามัยหากมีเพศสัมพันธ์หลายคน

· รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ทานอาหารปรุงสุก ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ

· ตรวจร่างกายสม่ำเสมอเพื่อประเมินการทำงานของตับอย่างน้อยปีละครั้ง

ดูแลสุขภาพกาย-ใจ ผู้สูงวัย รับมือโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/654875

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 13:58 น.

ดูแลสุขภาพกาย-ใจ ผู้สูงวัย รับมือโควิด-19กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยแนวทางการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุในสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 แนะนำควรฉีดวัคซีนลดอัตราการป่วยหนักและเสียชีวิต

นายแพทย์สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร เพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ เปิดเผยแนวทางการดูแลผู้สูงอายุภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโรคโควิด – 19 กับผู้สื่อข่าวว่า ในช่วงระยะเวลาเช่นนี้ สิ่งที่ส่งผลกระทบกับผู้สูงอายุนอกจากทางร่างกายที่ผู้สูงอายุจะมีโอกาสติดเชื้อแล้วมีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มวัยอื่นแล้ว ยังกระทบกับสุขภาพสมองและสุขภาพจิตอีกด้วย เนื่องด้วยสภาพสังคม เศรษฐกิจจากมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาด ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การไปมาหาสู่ในหมู่ญาติมิตรเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะการเว้นระยะห่างทางสังคม รวมถึงการเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจของลูกหลานที่กระทบถึงความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อสภาพจิตใจของผู้สูงอายุได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความเหงา ความเครียด ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า

โดยลักษณะของผู้สูงอายุที่พบได้ทั่วไปมักแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตตามปกติ
  2. กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพทั้งแข็งแรงและไม่แข็งแรง แต่ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง และมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตค่อนข้างติดบ้าน
  3. กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง และมีภาวะติดเตียง

โดยแต่ละกลุ่ม ต่างมีความต้องการด้านวิธีปฏิบัติเพื่อดูแลสุขภาพกาย สมอง และสุขภาพจิตแตกต่างกันออกไป โดยกลุ่มแรก ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตตามปกติ เป็นกลุ่มที่ต้องการกิจกรรมที่ค่อนข้างสร้างความตื่นตัว สอดคล้องกับสุขภาพกายที่ยังแข็งแรง อยู่ในภาวะ Active aging จึงเหมาะกับกิจกรรมเช่น การเดินเร็วออกกำลังกายทั้งในและนอกบ้าน การปลูกต้นไม้ ซึ่งอาจเลือกทำกิจกรรมในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ช่วงเช้าตรู่ที่ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน เพื่อลดการพบปะและการสัมผัสกับผู้อื่น กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพทั้งแข็งแรงและไม่แข็งแรง แต่ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง และมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตค่อนข้างติดบ้าน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความต้องการกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องออกแรงมาก แต่เน้นไปที่การดูแลสุขภาพจิตใจ กล่าวคือ การมีงานอดิเรกที่สามารถทำได้เองที่บ้าน เช่น ร้องเพลง ทำงานศิลปะที่แปลกใหม่เพื่อฝึกสมอง หรือหากออกกำลังกาย ควรเป็นไปในลักษณะไม่หักโหม และมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง และมีภาวะติดเตียง กลุ่มนี้จะไม่สามารถทำกิจกรรมใดๆที่ออกแรงได้มากอยู่แล้ว หัวใจสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะเน้นที่ผู้ดูแลเป็นสำคัญ การรักษาความสะอาด การกายภาพบำบัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะข้อติดและการพลิกตัวเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ คือภารกิจสำคัญของผู้ดูแล อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องเว้นระยะห่างทางสังคม บุตรหลานยังควรให้ความใส่ใจในเรื่องการติดต่อสื่อสารอย่างสม่ำเสมอแม้ไม่ได้พบปะ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุกลุ่มใด ควรโทรศัพท์ หรือ สื่อสารทาง VDO Call เมื่อสะดวกเพื่อประคับประคองสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ

สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกทำกิจกรรมนอกบ้าน สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร เพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ ได้จัดทำแอปพลิเคชัน “สูงอายุ 5G” สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันใช้สำหรับประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการสูงอายุและแนวทางการจัดการ โดยพัฒนาแอปพลิเคชันร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นอกเหนือจากจะเป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงอาการสูงอายุแล้ว ยังมีเกมส์ฝึกสมอง รวมทั้งเกมส์ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายได้เองที่บ้าน ซึ่งสามารถดูแลสุขภาพกาย-ใจ ของผู้สูงอายุได้พร้อม ๆ กัน โดยขณะนี้สามารถดาวน์โหลดได้ในระบบ Android และในอนาคตอันใกล้จะสามารถดาวน์โหลดในระบบ IOS

ส่วนประเด็นเรื่องการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุนั้นสามารถช่วยลดอัตราการติดเชื้อ และเสียชีวิตจากโควิดได้ค่อนข้างมาก แต่ขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวของแต่ละบุคคล ซึ่งบางโรคอาจมีผลทำให้วัคซีนตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันได้น้อย อย่างไรก็ตาม แม้วัคซีนไม่สามารถป้องกันโรคได้ 100% แต่ก็ช่วยลดความรุนแรงในการต้องนอนโรงพยาบาลหรือห้องไอซียูได้ถึง 80-90% แต่สิ่งที่สำคัญคือผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อและนำเชื้อมาแพร่สู่ผู้สูงอายุ แม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนครบแล้ว เพื่อลดการสูญเสียที่จะเกิดขึ้น นพ.สกานต์ กล่าวทิ้งท้าย