ปฏิวัติการ‘นอน’ให้ถูกวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572861

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

ปฏิวัติการ‘นอน’ให้ถูกวิธี

เรื่อง พุสดี

ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิต พบว่า คนไทยถึง 30-40% นอนหลับไม่เพียงพอ และมีจำนวน 10% ที่มีปัญหาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ส่งผลให้กระบวนการคิดวิเคราะห์และประสิทธิภาพของการทำงานลดลงถึง 3 เท่า อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคอัลไซเมอร์ รวมถึงโรคซึมเศร้าได้

เพราะฉะนั้น ปีใหม่นี้ใครที่คิดจะลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง แทนที่จะตั้งเป้าหมายยากๆ หรือผิดหวังกับเป้าหมายเดิมๆ ซ้ำๆ อย่างการออกกำลังกาย ไปวิ่งทุกวันหยุด หรือควบคุมอาหาร ลองเปลี่ยนวิธีหันมาสำรวจพฤติกรรมตัวเอง แล้วเริ่มต้นดูแลตัวเองด้วยวิธีที่ง่ายกว่านั้น ด้วยการปรับนิสัยการนอน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวให้ถูกสุขลักษณะ ตั้งแต่พฤติกรรมการนอน และท่านอนที่ถูกต้อง

พญ.วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ประจำศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ ไวทัลไลฟ์ (Vital Life) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยถึงเคล็ดลับแห่งการนอนในงานเปิดตัว “เพอร์เฟกต์ สลีป” (Perfect Sleep) โดยอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ว่า โดยเฉลี่ยแล้วการพักผ่อนที่เพียงพอสำหรับวัยผู้ใหญ่จะอยู่ที่ 6-8 ชั่วโมง/วัน เพราะจะส่งผลให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำ

ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือปัญหาผิวแห้ง มีถุงใต้ตาดำในระยะยาว และถ้ายิ่งนอนน้อยติดต่อกันอาจส่งผลถึงความสัมพันธ์เรื่องของฮอร์โมนบางตัวที่ไปกระตุ้นให้มีการผลิตน้ำมันบริเวณผิวหน้ามากขึ้น ก็จะทำให้เป็นสิวง่าย รวมถึงโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ที่มีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูร่างกายในขณะหลับ

“หากเราพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ การทำงานของโกรทฮอร์โมนก็จะไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนล้า และมีปัญหาผิวพรรณตามมาในที่สุด อย่างไรก็ตาม นอกจากการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้ดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามก็คือการเลือกปลอกหมอนที่ควรทำจากผ้าคอตตอน เพราะสามารถระบายอากาศได้ดี หรืออาจเป็นผ้าไหมที่มีผิวสัมผัสนุ่มลื่นไม่เสียดสีกับผิวหน้า”

ขณะที่ วริษา ชั้นบุญ นักกายภาพบำบัดจากคลินิกมายด์ โฮม (Mind Home) เสริมถึงการจัดสรีระที่ถูกต้องในเวลานอนว่า การนอนที่มีคุณภาพนั้นเกิดจากการวางตัวของกระดูกสันหลังในแนวสมดุล และปริมาณแรงกดทับจากที่นอนที่เหมาะสมต่อกล้ามเนื้อ รวมถึงท่านอนที่ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เรานอนหลับตลอดทั้งคืนได้อย่างมีคุณภาพ และส่งเสริมให้สมอง จิตใจ และร่างกายได้รับการรีชาร์จ

“จริงๆ แล้วไม่มีท่านอนไหนที่ดีที่สุด เพียงแต่เราต้องรู้ว่าตัวเองนอนท่าไหนแล้วหลับสบาย จากนั้นควรเลือกเครื่องนอนที่ตอบรับกับสรีระและท่านอนของตัวเอง อย่างคนที่ชอบนอนหงายก็ต้องหาเตียงที่มีความแน่นพอดี ทำให้หัว ไหล่ สะโพก เข่าด้านข้าง และตาตุ่มอยู่ในแนวเส้นตรง หรือใกล้เคียงกับแนวเส้นตรงมากที่สุด”

ใครที่ยังไม่แน่ใจว่า พฤติกรรมการนอนของตัวเองถูกสุขลักษณะหรือยัง แวะมาเช็กอินที่ “เพอร์เฟกต์ สลีป” ที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ บางนา ศูนย์รวมในการตอบโจทย์แบบครบวงจร เพื่อค้นหาท่านอนและอุปกรณ์การนอนที่สามารถรองรับร่างกายของผู้นอนในขณะหลับได้ดีที่สุดโดยนักกายบำบัดผู้เชี่ยวชาญ

ชีวิตหนี้ บริหารดีก็มีเงินพอใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572854

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

ชีวิตหนี้ บริหารดีก็มีเงินพอใช้

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

นอกจากคำว่า ความไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐแล้ว แต่อีกคำที่มีความหมายไม่แพ้กันก็คือความไม่มีหนี้ถือเป็นลาภอันประเสริฐ สำหรับคนชั้นกลางทั่วไปที่พอมีกินมีใช้ไม่ลำบากนั้นก็ถือว่าชีวิตโชคดีกว่าคนอื่นเยอะแล้ว จะหวังร่ำรวยในยุคข้าวยากหมากแพงแบบตอนนี้นั้นอย่าหวังเลย ที่แย่กว่านั้นก็คือยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่กำลังเผชิญปัญหาเป็นหนี้ ซึ่งรายได้ที่เข้ามาก็ไม่พอใช้สักเท่าไหร่ แล้วไหนจะต้องแบ่งไปชำระหนี้อีก ยังไม่รวมถึงภาระอื่นๆ อีกมากมาย

หากกำลังมองหาวิธีการที่จะมาช่วยหมุนเงินให้ทันเวลาละก็ มาถูกทางแล้ว วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาดู 7 วิธี ใช้หนี้ แม้หมุนเงินไม่ทัน จะมีอะไรบ้างลองมาอ่านดูค่ะ

1.ลดค่าใช้จ่าย หากสังเกตได้ว่ารายได้เริ่มจะไม่พอใช้ได้อย่างชัดเจน เราต้องรีบหาทางแก้ไขกันแล้ว โดยการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้ทุกอย่างเท่าที่จำเป็นต้องใช้ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำค่าของอุปโภคบริโภคต่างๆ ถ้าเราไม่สามารถลดส่วนนี้ได้มาก จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องลดค่าใช้จ่ายด้านบันเทิง อาหารหรูหรา ท่องเที่ยว ให้ด่วนที่สุดนะจะบอกให้ ถ้าหารายได้เพิ่มไม่ได้ ก็จงลดรายจ่าย

2.สร้างรายได้มากขึ้น ในเมื่อรายได้เริ่มไม่พอใช้ขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องหาอะไรทำสักอย่างเพื่อเพิ่มพูนรายได้สักหน่อย อาจจะหางานพาร์ตไทม์ทำ อาชีพเสริม หรือทำงานนอกเวลาที่ไม่ส่งผลกระทบต่องานประจำ เพื่อหารายได้เข้ามาให้มากที่สุด โดยมีหลายช่องทางมากมาย เช่น ขายของตามเทศกาลต่างๆ หลังเลิกงาน หรือหาร้านทำช่วงเสาร์อาทิตย์ หากไม่สะดวกก็หาสินค้ามาขายออนไลน์ได้อีกด้วยนะ

3.หยุดก่อหนี้เพิ่ม นี่คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเลย ในเมื่อเราเป็นหนี้อยู่แล้ว ก็ต้องหยุดก่อหนี้เพิ่ม เพราะถ้าต้องจ่ายทั้งเจ้าหนี้เก่าและเจ้าหนี้ใหม่ รับรองเลยว่าแย่แน่ๆ บางคนอาจจะใช้วิธีการกดเงินสดจากบัตรเครดิตใบหนึ่งไปเพื่อไปจ่ายหนี้อีกใบ ซึ่งดอกเบี้ยสูงมากอย่างแน่นอน และพวกหนี้นอกระบบลืมไปได้เลยอย่าได้ไปเกี่ยวข้องเป็นเด็ดขาด จะกลายเป็นหนี้ก้อนโตที่ยากจะชำระคืนอีกด้วย ทางที่ดีชำระหนี้เจ้าเดิมให้หมดก่อนดีที่สุด

4.งดใช้บัตรเครดิต ปกติหากเราใช้บัตรเครดิตในการจ่ายค่าสินค้าและบริการต่างๆ เพราะสะดวกสบาย ไม่ต้องพกเงินให้หนักกระเป๋า แต่ถ้าเราไม่สามารถชำระบิลเรียกเก็บเงินได้เต็มจำนวน แบบนี้ก็เท่ากับสร้างหนี้บัตรเครดิต ทำให้ตัวเองมีหนี้มากกว่าเดิม ถ้าเทียบกับการใช้เงินสด เวลาเราจ่าย จะทำให้รู้ว่าเงินในกระเป๋ามันหายไปในทันที เห็นกับตาเลยว่า เราใช้เงินไปแล้วเท่าไหร่ และเราจะรู้สึกว่าไม่ค่อยอยากจะจ่ายอะไรที่ไม่จำเป็น ทำให้ต้องคิดเยอะกว่าเดิม แบบนี้แหละจะได้ระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ใช้เงินสดไม่มีก็ไม่ใช้ แต่การใช้บัตรเครดิตเหมือนเป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้

5.รีไฟแนนซ์ช่วยได้ หากเราใช้หนี้ไม่ไหวจริงๆ เพราะมันมีมากเหลือเกิน การรีไฟแนนซ์ช่วยได้ โดยการเจรจากับผู้ให้กู้รายใหม่หรือรายเดิม ทำการรวมยอดหนี้ทั้งหมดไว้ในก้อนเดียว จะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้กู้ แต่เราต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายและค่าเสียเวลาในการขอรีไฟแนนซ์ด้วยว่าคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน ดอกเบี้ยถูกลงหรือไม่

6.เจรจาขอผ่อนผันกับเจ้าหน้าที่ จริงๆ แล้วสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้ไหนๆ ก็อยากให้เราคืนเงินจนครบจำนวนกันทั้งนั้น ถ้าเราเข้าไปเจรจาโดยขอลดดอกเบี้ยลง ขอลดอัตราการชำระหนี้ขึ้นต่ำต่อเดือน ยืดอายุหนี้ ยังไงเขาก็ประนีประนอม อย่างน้อยๆ เราก็ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจะชดใช้หนี้ให้เห็นจริงๆ เจ้าหนี้เองก็ไม่อยากให้หนี้เราเป็นหนี้เสีย หรือหนี้สูญ ภาระจะได้เบาลงบ้าง

7.วางแผนการเงิน พอลองคิดๆ ดูแล้ว ที่เราเป็นหนี้ อาจเป็นเพราะเราไม่เคยวางแผนการเงินหรือเปล่า ที่ต้องทำก็ไม่ได้ยากเลยนะ แค่เราต้องแบ่งเงินรายได้ของเราเป็นส่วนๆ โดยแบ่งเป็น เงินสำหรับการใช้จ่าย เงินสำหรับการออม เงินสำหรับการใช้จ่ายก็สามารถแบ่งออกเป็น ค่าใช้จ่ายจำเป็น กับค่าใช้จ่ายยืดหยุ่น ซึ่งถ้างบประมาณตรงนี้เราใช้ไม่หมด เราก็สามารถเอาไปไว้ตรงส่วนเงินออมได้อีกด้วย หากใครกำลังเป็นหนี้ก็อย่าเพิ่งท้อกันนะ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ รับรองปลดหนี้ได้รวดเร็วและสบายใจอย่างแน่นอน วินัยการเงินเริ่มจากตัวเราเองเป็นหลัก

สหรัฐ ลักษณะสุต ชีวิตลิขิตให้ต้องมาเรียนครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572753

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

สหรัฐ ลักษณะสุต ชีวิตลิขิตให้ต้องมาเรียนครู

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

สหรัฐ ลักษณะสุต หรือเกม นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้ชื่อว่าเป็นนักศึกษาที่มากด้วยความสามารถคนหนึ่ง โดยสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และคณะครุศาสตร์ มาอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะสามารถกวาดรางวัลจากการแข่งขันรายการต่างๆ มากมายทั้งประเภทเดียวและทีม อาทิ ประเภททีม ชนะเลิศการแข่งขันโต้วาทีภาษาอังกฤษ ระดับภูมิภาค หัวข้อเกี่ยวกับปัญหาสำคัญทางสังคมในโครงการ YSEALI Debate Camp ประจำปี 2561 ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานทูตสหรัฐอเมริกา ณ มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี เมื่อเดือน ต.ค.

ชนะเลิศการแข่งขันสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม ประเภทมาราธอน หรือ SDGs Hackathon 2018 ซึ่งจัดขึ้นโดย UNDP และ Youth Co : Lab Thailand โดยมีสมาชิกในทีม 6 คน ภายใต้ชื่อทีม The One Click 1 คลิกเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนชุมชน ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เรียกว่า “Big Data” ที่เก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลเชิงลึกของทุกๆ ชุมชนทั่วประเทศไทย เพื่อบริการให้กับซีเอสอาร์ (CSR) ทั่วประเทศ

ชนะเลิศจากการประกวดนวัตกรรมการขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงการต่างประเทศและได้รับโอกาสเดินทางไปนำเสนอนวัตกรรมในงาน UN Forum on Business and Human Rights พร้อมกับคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนองค์กรต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ณ กรุงเจนีวา สหพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ 26-28 พ.ย.ที่ผ่านมา

พร้อมทั้งได้รับเชิญจากกระทรวงการต่างประเทศให้เป็นผู้บรรยายหัวข้อ “บทบาทของเยาวชนในการขับเคลื่อน UNGPs (Roles of the youth in moving forward the UNGPs)” ร่วมกับนักวิชาการจากทั่วโลก ในการประชุมระดับนานาชาติ 2018 United Nations Forum on Business and Human Rights ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติอีกด้วย

ย้อนไปในช่วงเดือน ส.ค. 2561 นิสิตคณะครุศาสตร์ผู้นี้ก็คว้ารางวัลเหรียญทองแดง การประกวดนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับผลงาน “สื่อการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ สำหรับผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายผ่านเกมกระดาน Teenageroous ตอน Let’s build the way of your life”

ผลงานชิ้นนี้มี ดร.ศศิพร พงศ์เพลินพิศ หัวหน้าสาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ เป็นที่ปรึกษา กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการผลิตและส่งมอบให้กับโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้เล่น ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสหรัฐที่ได้ผลิตสื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษา

เกมกระดาน Teenagerous

สหรัฐ พูดถึง Teenagerous game ตอน Let’s build the way of your life ว่าเป็นสื่อสนับสนุนการศึกษาในรูปแบบของเกมกระดานที่มุ่งส่งเสริมนิสัยการรักการอ่านและการพัฒนาทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลองที่ปรากฏในเกมกระดานสำหรับนักเรียนมัธยม ทั้งยังเป็นเกมกระดานที่ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า หรือระบบอินเทอร์เน็ตในการเล่นถือเป็นข้อดูของนวัตกรรม ทำให้ผู้เรียนสามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้น ตัวเกมจึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ในทุกสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ

“วัตถุประสงค์ของการสร้างนวัตกรรมนี้ เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษในระดับชั้นมัธยมศึกษา และใช้เป็นสื่อสำหรับการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษชั้นดังกล่าว ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการใช้นวัตกรรมนี้นักเรียนได้ทบทวนความรู้และฝึกฝนทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ และฝึกทักษะชีวิตจากบทความหลากหลายที่อยู่ในการ์ด

นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านสื่อการเรียนรู้จริง เนื่องจากเนื้อหาที่บรรจุอยู่ในนวัตกรรมเรื่องนี้นำมาจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีอยู่จริง ซึ่งปรากฏอยู่ในรูปแบบของบทความหนังสือพิมพ์ต่างๆ ในหัวข้อต่างๆ อาทิ ปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์อันสอดคล้องกับความสนใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา” สหรัฐ อธิบาย

กติกาและวิธีการเล่น

ภายในกล่องเกมกระดาน ประกอบด้วย กระดานของเกม ลูกเต๋าสำหรับทอย 1 ลูก หมากเดิน (ตัวการ์ตูนทำขึ้น) สำหรับผู้เล่นใช้เดินตามที่ทอยลูกเต๋าได้ จำนวนขึ้นกับผู้เล่นว่าเล่นกี่คน แต่สามารถเล่นได้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โมเดลไอเท็มถนน ไอเท็มแม่น้ำสำหรับสร้างเมืองในอาณาเขตของตัวเอง การ์ดหรือบัตรคำถามภาษาอังกฤษ ทั้งหมด 3 สี สีละ 35 ใบ คือ สีฟ้า สีเหลือง สีส้ม พร้อมสมุดเฉลยคำตอบ

สหรัฐ อธิบายวิธีการเล่นให้ฟังว่า เริ่มต้นผู้เล่นเลือกหมากประจำตัวจำนวน 1 หมาก เลือกพื้นที่อาณาเขตเพื่อสร้างถนนและแม่น้ำในอาณาเขตของผู้เล่น ทอยลูกเต๋าเพื่อกำหนดลำดับการเล่นตามจำนวนแต้มที่ทอยได้ เมื่อได้ลำดับผู้เล่นแล้ว ผู้เล่นทอยลูกเต๋าและเดินหมากตามลำดับและตามจำนวนที่ได้

“หากผู้เล่นตกที่ช่องสีส้ม (บัตรคำถามพิเศษ) ผู้เล่นจะยังไม่สามารถเปิดบัตรคำถามนั้นได้ในการเดินรอบแรก สามารถเปิดได้ตั้งแต่รอบการเดินที่ 2 เป็นต้นไป หากตกในช่องสีเหลือง ผู้เล่นเลือกเปิดบัตรคำถามสีเหลือง หากตอบคำถามได้ถูกต้อง จะได้รับสิทธิในการสร้างถนนในอาณาเขตของตนเอง 1 ชิ้น หากตกในช่องสีฟ้าผู้เล่นเลือกเปิดบัตรคำถามสีฟ้า หากตอบคำถามได้ถูกต้องจะได้รับสิทธิในการสร้างแม่น้ำในอาณาเขตของตนเอง 1 ชิ้น”

สหรัฐ อธิบายต่อไปว่า หากหมากผู้เล่นไปตกในช่องสะพาน (ช่องสีขาว) ผู้เล่นสามารถข้ามไปช่องสีขาวอีกช่องหนึ่งตามลูกศรได้ทันทีในรอบการเดินนั้น หากหมากผู้เล่นคนใดตกไปอยู่ในช่องเดียวกันกับผู้เล่นคนอื่นที่วางหมากก่อนหน้าให้เดินถอยหลัง 1 ช่อง และไม่สามารถหยิบบัตรคำถาม ไม่มีสิทธิดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้นในรอบการเดินนั้น เมื่อเดินหมากครบในแต่ละรอบ (เดินผ่านจุดเริ่มต้น) ผู้เล่นสามารถเลือกรับไอเท็มถนน หรือแม่น้ำได้ครั้งละ 1 ชิ้นเท่านั้น

“ผู้เล่นคนใดสร้างถนนและแม่น้ำในอาณาเขตของตนสมบูรณ์เป็นคนแรกถือเป็นผู้ชนะ หรือผู้เล่นคนใดถูกยึด ถอนถนนหรือแม่น้ำจนหมดทั้งอาณาเขตถือเป็นผู้แพ้ในทันที และหากยังมีผู้เล่นเหลืออยู่มากกว่า 1 ต่อคู่ทีม สามารถดำเนินเกมต่อไปได้จนได้ผู้ชนะตามเงื่อนไขที่กำหนดได้”

ความรู้และทักษะภาษาอังกฤษที่ผู้เล่นได้รับ

สหรัฐ กล่าวว่า ในการ์ดหรือบัตรคำถามภาษาอังกฤษทั้ง 3 สีนั้น จะมีบทความที่เป็นข่าวอ้างอิงมาจากสื่อหนังสือพิมพ์สำนักต่างๆ เป็นข่าวที่เกี่ยวกับปัญหายาเสพติด ปัญหาสังคม การตั้งครรภ์ก่อนวัยเรียน ปัญหาครอบครัวแตกแยก ปัญหาสิ่งแวดล้อม การแนะแนวการศึกษาต่อ เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ใส่โครงการพระราชดำริดอยตุงให้ผู้เล่นได้ซึมซับความรู้ และมีคำถามที่เป็นทริกสั้นๆ ในบัตรสีส้มให้ผู้เล่นตอบสร้างความสนุกและความรู้

“ภารกิจของการเล่นเกมนี้คือการสร้างเมือง ด้วยการสร้างถนนและแม่น้ำในพื้นที่ตัวเอง วิธีการเล่นเมื่อทอยลูกเต๋าแล้วให้เดินหมากตัวละครไป ลงช่องสีอะไรก็ตาม (ฟ้า เหลือง ส้ม) ให้เปิดการ์ดตามสีนั้น สมมติได้สีฟ้าก็ต้องอ่านบทความแล้วตอบคำถาม ถูกหรือไม่ถูก จะมีใบเฉลยอยู่โดยมีคนคุมเกมอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมการที่คอยตรวจคำตอบ ถ้าตอบผิดก็จะมีคำอธิบายต่อว่าผิดยังไง เพื่อให้ผู้เล่นได้รู้ขึ้นไปอีก ถ้าตอบถูกก็รับไอเท็มจากกรรมการไปสร้างเมือง (ถนนและแม่น้ำ) เรื่อยๆ จนกว่าจะครบจำนวนช่อง ใครได้ครบทุกช่องก่อนเป็นผู้ชนะ

อยากบอกจุดประสงค์ของการเล่นเกมนี้ เพื่อให้ผู้เล่นได้พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษและฝึกทักษะชีวิตในด้านต่างๆ จากบทความและคำถามสั้นๆ ที่อยู่ในการ์ดหรือบัตรคำถาม ซึ่งให้ผู้เล่นอ่านแล้วตอบคำถาม บัตรสีฟ้ามีบทความที่เป็นพารากราฟค่อนข้างยาว เราจึงให้อ่านแบบจับใจความสำคัญแล้วตอบคำถาม ถ้าตอบถูกก็รับไอเท็มแม่น้ำไปสร้างเมืองแข่งกับเพื่อนต่อไป บัตรสีเหลืองเราต้องการให้ผู้เล่นฝึกทักษะการอ่านเพื่อหาเนื้อหาเชิงลึก ไม่ใช่อ่านแล้วหาคำตอบได้เลย ต้องวิเคราะห์แล้วตอบ ถ้าตอบถูกก็ได้ไอเท็มถนนไปสร้างเมือง

ขณะการ์ดสีส้มเปรียบเสมือนการ์ดเสี่ยงดวงให้ผู้เล่นได้เกิดความสนุกสนาน แต่ช่องสีส้มในกระดานจะมีไม่มาก เมื่อทอยลูกเต๋าแล้วไปตกช่องสีส้มก็ให้หยิบการ์ดสีส้มขึ้นมาจะมีโจทย์สั้นๆ เป็นทริกขำๆ ให้ตอบ เช่น ถ้าเกิดว่าเพื่อนเริ่มมีกลิ่นตัวควรจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร โดยจะมีชอยส์ให้เลือก 2 ข้อ ถ้าผู้เล่นตอบอันไหนจะถูกหรือผิดเรามีคำอธิบายเพิ่มเติมเสริมให้” สหรัฐ กล่าว

จากเด็กชลบุรีที่ไม่อยากเป็นครู

ใครจะคิดว่าจากคนที่ไม่อยากจะเป็นครูและรู้สึกเฉยๆ กับวิชาภาษาอังกฤษ แต่วันนี้สหรัฐเลือกเรียนครุศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ มีทักษะภาษาอังกฤษเป็นเลิศ โดยมีรางวัลต่างๆ มากมายการันตีความสามารถ โดยเฉพาะผลงานนวัตกรรมเกมกระดาน Teenageroous นี้ สื่อการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาที่เขาภูมิใจ

“เดิมไม่ได้ตั้งใจที่อยากจะเป็นครู แต่ช่วงเรียนมัธยมปลายได้เรียนภาษาอังกฤษกับครูคนหนึ่งชื่อคุณครูเสาวคนธ์ นันทกิจ ที่โรงเรียนศรีราชา อาจารย์สอนดีมาก สอนสนุก และสร้างแรงบันดาลใจให้ผมเยอะแยะมากมาย จนผมยกเขามาเป็นไอดอล อยากเป็นครูที่สอนภาษาอังกฤษเก่งเหมือนอาจารย์ ตอนแรกผมไม่ชอบภาษาอังกฤษ ในความรู้สึกมองว่าเป็นวิชาที่ยาก

พอมาเรียนกับอาจารย์ท่านนี้ จากคนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษเลย ก็เกิดชอบขึ้นมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็อยากเป็นครูที่สอนเก่งเหมือนอย่างอาจารย์ที่เคยสอน อยากผลิตสื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษดีๆ และอยากถ่ายทอดเทคนิคการสอนที่ได้รับมาจากอาจารย์ให้กับเด็กๆ เลยตัดสินใจเรียนครุศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ และอาจารย์ก็เรียนจบจากสวนสุนันทาด้วย อีกอย่างหนึ่ง สวนสุนันทาเป็นที่ยอมรับในการเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตครูมีคุณภาพมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน” สหรัฐ กล่าวทิ้งท้าย

ยืดกล้ามเนื้อ เพิ่มความคล่องตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572752

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

ยืดกล้ามเนื้อ เพิ่มความคล่องตัว

เรื่อง กั๊ตจัง

ทําไมออกกำลังกายเป็นประจำร่างกายก็แข็งแรง แต่ทำไมถึงบาดเจ็บหลังจากการออกกำลังกายได้ง่าย บางครั้งก็รู้สึกปวดเกร็งกล้ามเนื้ออยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะคนที่ยกน้ำหนักก็อาจจะรู้สึกได้ว่าร่างกายเคลื่อนไหวผิดปกติไปจากเดิม ขยับแขนขาได้ไม่คล่องตัว คำตอบของปัญหานี้อาจอยู่ที่การฝึกยืดกล้ามเนื้อของคุณเอง

การยืดกล้ามเนื้อเป็นส่วนหนึ่งวอร์มอัพ แต่มีจุดต่างกันเล็กน้อยที่ความจริงจังของการฝึกมากกว่า เพราะการวอร์มอัพเป็นการออกแรงเบาๆ เพื่อยืดเส้นยืดสายให้ร่างกายพร้อมรับกับการออกกำลังกายอย่างหนัก อาจมีท่ายืดกล้ามเนื้อเข้ามาใช้บ้าง แต่ไม่ได้จริงจังขนาดฝึกเพื่อเพิ่มความคล่องตัว

ส่วนการวอร์มดาวน์นั้น เป็นการขยับร่างกายเบาๆ มีการยืดกล้ามเนื้อบางส่วน พอให้กล้ามเนื้อได้คลายตัวลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย ในขณะที่การฝึกยืดกล้ามเนื้ออย่างจริงจังนั้นจะต้องทำเป็นประจำแม้จะไม่ได้ออกกำลังกาย ด้วยการนำบางท่าของโยคะเข้ามาใช้ฝึก เสริมประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา

เพราะกีฬาทุกชนิดยกเว้นกีฬายกน้ำหนักล้วนต้องใช้ความคล่องแคล่วของร่างกายทั้งสิ้น ส่วนอุปกรณ์ที่จะใช้ยืดกล้ามเนื้อก็ไม่มีอะไรมาก ใช้แค่เบาะรองนั่งหรือเสื่อโยคะ (หากไม่มีสามารถฝึกบนที่นอนก็ได้) บันได และวงกบประตูบ้าน เป็นอุปกรณ์ที่ทุกท่านมีใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

1.ยืดกล้ามเนื้อขาส่วนหน้า

การยืดกล้ามเนื้อขาส่วนหน้า ส่วนมากแล้วเราจะทำเป็นประจำตอนวอร์มอัพ ด้วยการยืนพับขาข้างใดข้างหนึ่งแล้วใช้มือจับเท้าเอาไว้ เราจะรู้สึกปวดตึงกล้ามเนื้อต้นขา แต่การฝึกยืดกล้ามเนื้อให้ดีขึ้นควรนั่งด้วยท่าคุกเข่าโดยให้เท้าแบนราบไปกับพื้น จากนั้นใช้มือค้ำเอนตัวไปด้านหลังให้ได้มากที่สุด

สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกยืดกล้ามเนื้อหรือวอร์มอัพมาก่อนจะรู้สึกปวดตึงตั้งแต่ต้นขาส่วนหน้าไปจนถึงข้อเท้า พยายามฝึกท่านี้เป็นประจำ จนถึงขั้นเอนนอนราบไปกับพื้นได้

มีประโยชน์ตรงที่ช่วยลดอาการบาดเจ็บระหว่างการฝึกวิ่งเวลานาน กล้ามเนื้อหน้าท้องได้ยืดออก เป็นการฝึกยืดกล้ามเนื้อแกนกลางช่วยท้องและเอวไปในตัว ในชีวิตประจำวันจะช่วยลดอาการปวดขาปวดข้อเท้าหลังการขับรถ เป็นขยับขาขึ้นลงบันไดคล่องแคล่วมากขึ้น

2.ยืดกล้ามเนื้อขาส่วนหลัง

ท่ายืดกล้ามเนื้อขาส่วนหลัง ส่วนมากจะใช้ท่ายืนขาตรงแล้วก้มเอามือแตะปลายเท้าหรือพื้น ให้คุณฝึกใหม่ด้วยท่านั่งกับพื้นแล้วเหยียดขาไปด้านหน้า สองข้างชิดตรง แล้วเอามือจับปลายเท้าค้างไว้ หายใจเข้าออกยาวๆ ครั้งละ 10 วินาที ทำทั้งหมด 5 ครั้ง คุณจะรู้สึกตึงบริเวณหลังขาและสะโพก

ฝึกครั้งแรก คุณอาจจะจับปลายเท้าไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุเส้นตึง ก้มแล้วติดพุง ก็ไม่เป็นไรสามารถเปลี่ยนมาจับข้อเท้าในช่วงแรกๆ ได้ เมื่อฝึกไปนานๆ เส้นเอ็นยืดตัวค่อยพัฒนาไปจับปลายเท้า และสูงสุดของท่านี้คือการก้มเอาศีรษะแตะหัวเข่าได้นั่นเอง

3.ยืดกล้ามเนื้อขาด้านใน

การยืดกล้ามเนื้อขาด้านในมีประโยชน์ช่วยให้คุณสามารถขยับขาในมุมที่กว้างมากขึ้น ก้าวขาได้ยาวขึ้น ยกขา ข้ามสิ่งกีดขวางได้สูงกว่าเดิม

ให้ฝึกต่อเนื่องจากท่าที่สอง จากชิดขามาเป็นแยกขาให้กว้างที่สุด จากนั้นให้ก้มตัวไปข้างหน้าให้มากที่สุด คุณจะรู้สึกปวดตึงบริเวณง่ามขาในครั้งต่อๆ ไป

พยายามแยกขาให้กว้างกว่าเดิม ฝึกดีๆ คุณจะพบว่าสามารถยกขาเตะก้านคอระหว่างฝึกมวยไทยได้เลย

4.ยืดกล้ามเนื้อข้อเท้า

หากคุณมีอาการข้อเท้าแพลง เท้าพลิกง่ายให้ใช้ปลายเท้ายืนบริเวณขอบบันได มือจับราวบันไดกันล้ม จากนั้นทิ้งน้ำหนักตัวลงเบาๆ ที่ส้นเท้าให้กดลงจนรู้สึกปวดตึงบริเวณข้อเท้าและน่องขา จากนั้นยกข้อเท้าขึ้นให้สุดแล้วทิ้งน้ำหนักตัวกดลงมาอีกครั้ง

ท่านี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้เท้า ทำให้คุณกระโดดได้คล่องขึ้น สูงขึ้น ข้อเท้าแข็งแรง ลดอาการเท้าพลิกได้ดี

5.ยืดกล้ามเนื้อแขนและหน้าอก

ท่าสุดท้ายในการยืดกล้ามเนื้อคือส่วนหน้าอกและแขน ให้คุณยืนบริเวณประตูบ้านใช้มือสองข้างจับของประตูทั้งสองข้าง จากนั้นเอนตัวไปด้านหน้า คุณจะรู้สึกปวดบริเวณแขนและหน้าอก

โดยเฉพาะคนที่เล่นเวตฝึกกล้ามเนื้อหน้าอกมาจะรู้สึกตึงเป็นพิเศษ จากนั้นให้เปลี่ยนมาจับขอบประตูด้านบนแล้วเอนตัวไปด้านหน้า จะช่วยยืดกล้ามเนื้อหน้าอกและลำตัว ทำค้างไว้ประมาณ 10 วินาที ทั้งหมด 10 ครั้ง พยายามฝึกสัปดาห์ละ 3 ครั้งหรือทำทันทีหลังออกกำลังกาย จะช่วยให้เพิ่มความคล่องแคล่วให้คุณอย่างรู้สึกได้ทันที

‘เปิดเผย หรือเก็บตัว’ คนทำงานติดโผกลุ่มไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572751

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

‘เปิดเผย หรือเก็บตัว’ คนทำงานติดโผกลุ่มไหน?

เรื่อง ราตรีแต่ง

การสัมภาษณ์งานถือเป็นประตูด่านสำคัญ ในการเข้าทำงานกับองค์กรที่เราต้องการ การสัมภาษณ์งานของหลายๆ คนก็ประสบความสำเร็จราบรื่น แต่บางคนกลับประหม่า รู้สึกวิตกกังวลจนทำให้การสัมภาษณ์นั้นสะดุดกึก

คนทำงานล้วนมีบุคลิกภาพและวิธีการการสื่อสารแตกต่างกันออกไป ซึ่งลักษณะเฉพาะตัวเหล่านี้ นับเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณารับคนเข้าทำงานในด่านแรกเลยทีเดียว แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการของจ๊อบไทย (JobThai) เผยเทคนิคการเข้าสัมภาษณ์งาน โดยแยกคนทำงานออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนมีลักษณะเปิดเผย (Extrovert) และกลุ่มคนมีลักษณะเก็บตัว (Introvert) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสัมภาษณ์รับพนักงาน

ปัญหาคือคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าคนยิ้มแย้มแจ่มใส ชอบพูดชอบคุย ในแบบกลุ่มคนเอ็กซ์โทรเวิร์ต ก็น่าจะได้เปรียบมากกว่าคนอินโทรเวิร์ตพวกชอบเก็บเนื้อเก็บตัว แต่ในข้อเท็จจริงการสัมภาษณ์งานถือเป็นความท้าทายของคนทั้งสองกลุ่ม ดังนั้น ถ้าคนทำงานสามารถทำความเข้าใจว่าตัวเองอยู่ในคุณสมบัติกลุ่มใด และมีการเตรียมความพร้อมที่ดี ก็จะช่วยเสริมความมั่นใจและทำให้การสัมภาษณ์งานนั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ชอบสังคม ชอบพบปะสนทนา

ใครเข้าข่ายนี้ คือพวกติดกลุ่มเอ็กซ์โทรเวิร์ต คนกลุ่มนี้มักจะมีความสามารถในการเข้าสังคม ชอบพูดชอบคุย โอภาปราศรัยเข้ากับผู้คนได้ดีมาก

การสัมภาษณ์งานก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยาก แสงเดือน ในฐานะคร่ำหวอดเรื่องคัดคนทำงาน เผยข้อเท็จจริงกลับถือเป็นความท้าทายสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องเผชิญ พวกติดนิสัยในกลุ่มนี้ มักพูดสิ่งที่รู้สึกออกมาอย่างรวดเร็ว จนอาจทำให้เกิดความผิดพลาดได้ เนื่องจากองค์ประกอบหลักที่ผู้สัมภาษณ์นำมาใช้ในการตัดสิน คือเรื่องของทักษะการสื่อสาร ทัศนคติ ในการสัมภาษณ์งานที่คนกลุ่มนี้ควรนำไปปรับใช้ ควรมีดังนี้

สร้างความได้เปรียบเลือกงานที่ได้พบปะผู้คน งานด้านการขาย งานบริการลูกค้า งานการตลาด งานประชาสัมพันธ์

การพูดคุยก่อนเริ่มการสัมภาษณ์ แม้ว่าจะเป็นเรื่องดีในการทำความรู้จักกัน และทำให้บรรยากาศการสัมภาษณ์ดูผ่อนคลายมากขึ้น นับเป็นช่วงเวลาในการสร้างความประทับใจแรก โดยธรรมชาติของคนเอ็กซ์โทรเวิร์ต ก็จะชอบพูดเสนอความเป็นตัวเองให้มากไว้ก่อน แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือต้องพยายามจับประเด็นผู้สัมภาษณ์ให้ได้ ควรตอบให้กระชับ ตรงประเด็นมากที่สุด เพราะคือการแสดงความมืออาชีพ เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามคำถามปลายเปิด จึงจะเป็นโอกาสอธิบายเพิ่มเติมถึงผลงาน และสถานการณ์ที่เคยผ่านมา ซึ่งเป็นการนำเสนอตัวเองที่เหมาะสม และผู้สัมภาษณ์ก็จะรู้สึกถึงความตั้งใจของเราได้เป็นอย่างดี

เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ฟังที่ดี คนบุคลิกในกลุ่มนี้ ชอบเป็นผู้นำในการสนทนา แต่สำหรับการสัมภาษณ์งานต้องมองถึงความเหมาะสมและกาลเทศะเป็นสำคัญ โดยให้ผู้สัมภาษณ์เป็นคนนำบทสนทนา และยอมเป็นผู้ฟังที่ดี เพราะจะทำให้ทราบถึงแนวทางของการสัมภาษณ์ว่าจะไปในทิศทางไหน และอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรทำคือการพูดแทรกในระหว่างที่ผู้สัมภาษณ์กำลังพูด คนช่างเจรจาพาทีมักจะตอบคำถามขึ้นมาทันทีที่คิดได้ ควรฟังให้จบประโยค รวมถึงทบทวนคำถามให้ดีก่อนแล้วค่อยตอบออกไป อย่ารีบพูดแทรก จนทำให้คนสัมภาษณ์รู้สึกว่าความใจร้อนแบบนี้ อาจกลายเป็นปัญหาในการทำงานต่อไปได้

ชอบเก็บตัว พูดน้อย

การสัมภาษณ์งานสำหรับคนอินโทรเวิร์ต นับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างกดดัน ด้วยนิสัยชอบเก็บตัว พูดน้อย ไม่ชื่นชอบเข้าสังคมท่ามกลางคนหมู่มาก หรือไม่มีทักษะในการเริ่มสนทนากับคนแปลกหน้า ด้วยลักษณะนี้เองจึงสร้างความกดดัน อาจทำให้การสัมภาษณ์งานออกมาไม่ดีเท่าที่ควร จึงทำให้คนกลุ่มนี้ต้องมีการเตรียมตัวให้มากกว่าคนอื่น โดยมีข้อแนะนำ ดังนี้

ศึกษาคุณสมบัติของตำแหน่งงานให้ละเอียด วิเคราะห์ว่าเราเหมาะสมกับตำแหน่งที่เปิดรับหรือไม่ อีกทั้งควรฝึกตอบคำถามที่มักถูกใช้ในการสัมภาษณ์งาน เช่น การแนะนำตัวเอง การเล่าถึงสิ่งที่เคยทำมาในอดีต ฯลฯ เพื่อสร้างความมั่นใจซึ่งจะเป็นผลดีต่อการสัมภาษณ์งาน นอกจากนี้ควรไปถึงก่อนเวลานัดสัมภาษณ์ เพื่อที่จะได้สร้างความคุ้นเคยกับสถานที่ และลดอาการประหม่าลงได้

อัดวิดีโอการตอบคำถามเพื่อแก้ไขจุดบกพร่อง อีกวิธีสร้างความมั่นใจก่อนการสัมภาษณ์งานจริง ทำให้เราเห็นชัดถึงจุดบกพร่อง และสามารถแก้ไขได้อย่างตรงจุดมากที่สุดอีกด้วย

พูดถึงความสำเร็จด้วยความมั่นใจ คนอินโทรเวิร์ตมักจะไม่ค่อยมั่นใจที่จะพูดถึงผลงาน และความสำเร็จของตัวเอง แต่ในการสัมภาษณ์งานหากไม่กล้าพูด และแสดงออกถึงความสำเร็จเช่นนี้ อาจทำให้เสียเปรียบคู่แข่งคนอื่น เพราะถึงแม้ผู้สัมภาษณ์จะดูผลงานจากในเรซูเมหรือแฟ้มสะสมผลงานได้ แต่การบอกเล่าเรื่องราวในเชิงลึกด้วยตัวเราเอง ย่อมทำให้เราเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น

ดังนั้น ลองปรับมุมมองพูดถึงความสำเร็จให้เป็นเหมือนการเล่าเรื่องราวบางอย่าง ฝึกซ้อมอัดวิดีโอ และสามารถทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้สัมภาษณ์ตัดสินใจรับเราเข้าทำงานได้ง่ายขึ้น

นำข้อดีมาเป็นจุดขาย ข้อดีของคนกลุ่มนี้คือพร้อมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น มีความเห็นอกเห็นใจ นอกจากนี้ยังมีบุคลิกเอาจริงเอาจัง และมุ่งเน้นเรื่องรายละเอียดในงาน หากมีเวลาเตรียมตัวที่มากพอ คนอินโทรเวิร์ตยังสามารถฉายแววเด่นในที่ประชุมและการนำเสนองานอีกด้วย โดยเฉพาะงานที่ใช้ความรอบคอบ และไม่ต้องพบปะผู้คนเยอะๆ เช่น ผู้ตรวจสอบบัญชี ที่ปรึกษา นักวิจัย ตลอดจนศิลปิน นักเขียน ผู้ตรวจพิสูจน์อักษร กราฟฟิกดีไซเนอร์ งานไอที เป็นต้น

การรู้จักตัวตนจะส่งผลต่อการเลือกงานได้เหมาะสมแล้ว ยังจะช่วยให้การสัมภาษณ์งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งเอื้อต่อการพัฒนาข้อบกพร่องต่างๆ ของเราให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งจะส่งผลทำให้ได้ใช้จุดแข็งของตัวเองเป็นประโยชน์ต่อชีวิตงานได้มากที่สุด

‘ซื้อน้อย ใช้ซ้ำ ทำเอง’ นิยามคนยุคนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572748

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 12:30 น.

‘ซื้อน้อย ใช้ซ้ำ ทำเอง’ นิยามคนยุคนี้

เรื่อง ภาดนุ ภาพ บารมี เต็มบุญเกียรติ/กรีนพีซ

สังคมสมัยใหม่ขับเคลื่อนด้วยกระแสการบริโภคที่ล้นเกิน หลายคนซื้อของแล้วไม่ได้ใช้หรือใช้เพียงไม่กี่ครั้งก็ทิ้ง ทั้งๆ ที่สิ่งของชิ้นนั้นยังมีอายุการใช้งานได้อีก

เมื่อเป็นเช่นนี้กรีนพีซจึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนลดการบริโภคที่เกินความจำเป็น โดยจัดกิจกรรมเวิร์กช็อป Make SMTHNG Week ขึ้น เพื่อรณรงค์ให้ซื้อให้น้อยลง แล้วหันมาซ่อมแซม หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือใช้ที่มีอยู่มากขึ้น พร้อมทั้งชักชวนกลุ่มคนที่ชาวโซเชียลมีเดียให้ความสนใจและติดตาม มาร่วมพูดคุยในหัวข้อ “Shopless Society ซื้อน้อย ใช้ซ้ำ ทำเอง” เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองใหม่ๆ ที่นอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว เรายังมีส่วนช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เปรม พฤกษ์ทยานนท์ เจ้าของแฟนเพจเฟซบุ๊ก : ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป ซึ่งมีแฟนคลับติดตามมากมาย ให้ความเห็นในเรื่องการลดใช้ทรัพยากรที่ล้นเกินไว้อย่างน่าฟัง

“ด้วยความที่ครอบครัวผมทำธุรกิจรับซื้อของเก่าอยู่แล้ว งานหลักของเราก็คือการแยกสิ่งของหลายๆ อย่างที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ เพื่อนำไปผลิตเป็นวัสดุที่นำมาใช้ได้ใหม่ ซึ่งคนทั่วไปไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สักเท่าไร ดูได้จากการทิ้งขยะในปัจจุบัน ที่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยใส่ใจแยกประเภทขยะตอนทิ้งกันมากนัก ทำให้ขยะที่ควรจะได้รับการรีไซเคิลได้ ไม่สามารถเดินทางไปถึงจุดหมายที่ควรจะเป็น ดังนั้น ผมจึงมีไอเดียในการทำแฟนเพจขึ้นมา โดยมีคอนเซ็ปต์เป็นเรื่องที่ตลกๆ และกวนๆ หน่อย เพราะคนทั่วไปจะไม่ชอบเรื่องที่ซีเรียสมากนัก

ก่อนอื่นผมขออธิบายคำสองคำที่ลงไว้ในเพจ นั่นคือคำว่า ‘รีไซเคิล’ กับ ‘อัพไซเคิล’ ซึ่งสองคำนี้ต่างกัน การรีไซเคิลคือการนำวัสดุนั้นๆ ไปผ่านกระบวนการหมุนเวียนเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น ขวดน้ำดื่ม ที่เราสามารถนำไปทำเส้นใยโพลีเอสเตอร์เพื่อทำเสื้อผ้าได้ ส่วนการอัพไซเคิลคือการนำวัสดุที่หมดคุณค่าแล้วไปผ่านกระบวนการทำให้เป็นวัสดุชนิดใหม่ที่ใช้ประโยชน์แตกต่างออกไปและใช้ได้จริง ซึ่งทั้งสองคำนี้คือดีทั้งคู่ เพราะสามารถยืดการใช้ประโยชน์วัสดุบางอย่างให้สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง แต่ทั้งสองกระบวนการนี้ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแล้ว ถ้าจะให้ดีเราควรลดการใช้ให้น้อยลง อันไหนสามารถซ่อมแซมหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ก็ควรทำ”

เปรมบอกว่า แม้ปัญหาขยะจะเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวก็จริง แต่ถ้าเราเปลี่ยนความคิดซะใหม่ว่า เราจะไม่เรียกของที่เราไม่ใช้แล้วว่าขยะ วัสดุชิ้นไหนถ้าเราสามารถนำกลับมาปรับใช้ให้เป็นสิ่งของอื่นๆ ได้อีกครั้ง เราก็ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง

“ในมุมมองของผม เวลาซื้อของสักอย่างมาใช้ ผมจะคำนึงถึงการใช้งานเป็นสำคัญ ว่าต้องทนทาน สามารถใช้ได้นาน ส่วนราคาแม้จะแพง แต่ถ้าเราซื้อมาใช้แล้วคุ้มผมก็ซื้อ แต่ผมจะไม่ค่อยซื้อของที่ทำจากพลาสติกคุณภาพต่ำ เนื่องจากเมื่อพังแล้ว มันจะไม่สามารถนำกลับไปเข้ากระบวนการรีไซเคิลหรืออัพไซเคิลได้ ซึ่งถ้าทุกคนคำนึงถึงเรื่องนี้โดยเริ่มจากตัวเองก่อน ผมว่าน่าจะมีส่วนช่วยลดการบริโภคล้นเกิน หรือช่วยประหยัดทรัพยากรของโลกได้แน่นอน”

ด้าน ลีฬภัทร กสานติกุล บก.บห.นิตยสาร My Home ก็ได้ให้แง่คิดในเรื่องการสร้างคุณค่าของสิ่งของเก่าๆ หรือการ D.I.Y.ให้ของเก่ามีความเก๋ไก๋และสามารถนำกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนุก และเชื่อว่าทุกคนสามารถที่จะทำได้

“อย่างที่ทราบกันดีว่า นิตยสารและรายการทีวีที่ชื่อ My Home ของเราจะเน้นเนื้อหาที่เกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน ซึ่งคนส่วนใหญ่เวลาพูดถึงการแต่งบ้าน ก็มักจะนึกถึงการจับจ่ายเงินเพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งอื่นๆ มาทั้งหมด แต่คอนเซ็ปต์หลักของเราจะเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่มีการ D.I.Y. สิ่งของเก่าๆ ภายในบ้านให้สามารถนำกลับมาใช้งานได้ใหม่อีกครั้ง

ที่ผ่านมาเราเคยมีประสบการณ์ในการดีไอวายบ้านหลังหนึ่งที่ผ่านวิกฤตน้ำท่วมมาแล้ว ตอนนั้นเราต้องมานั่งสำรวจดูว่ามีของชิ้นไหนที่สามารถนำมาใช้ซ้ำได้บ้าง หรือถ้าของสิ่งนั้นไม่สามารถใช้ได้ เรามีไอเดียอะไรที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงให้มันเป็นสิ่งใหม่แล้วนำกลับมาใช้งานได้บ้าง นี่ถือเป็นแนวทางของเราเลยที่จะต้อง Reuse, Reduce, Repair และ Upcycle เราจึงสร้างคอนเทนต์ขึ้นมาว่า เราต้องสามารถแปลงร่างของทุกอย่างที่มี ให้กลายเป็นของชิ้นใหม่ที่กิ๊บเก๋และใช้งานได้จริง ฉะนั้นเราก็ต้องมีทีมงานที่ช่วยต่อยอดไอเดียให้เราทำสิ่งใหม่ๆ ออกมาได้ ซึ่งก็ได้ น้องอร (อรพรรณ วัจนะเสถียรกุล) เข้ามาช่วยสร้างสรรค์ไอเดียดีๆ ให้กับทีมของเรา”

อรพรรณ วัจนะเสถียรกุล สาวเก่งผู้มีไอเดียบรรเจิดในการดีไอวาย เล่าว่า ด้วยความที่เธอเป็นคนชอบจินตนาการว่า วัสดุที่มีอยู่นั้น ถ้าไม่มีสภาพเหมือนอย่างที่มันเป็นอยู่ มันจะเป็นอะไรได้บ้าง เมื่อคิดได้แบบนั้นก็เกิดความรู้สึกท้าทายขึ้น เธอจึงเริ่มค้นคว้าหาไอเดียที่แปลกใหม่ว่า ของชิ้นหนึ่งนั้นจะสามารถนำไปเปลี่ยนรูปร่างให้กลายเป็นอะไรได้บ้าง

“ช่วงแรกๆ ที่เกิดไอเดีย อรก็ลองผิดลองถูกอยู่นาน โดยไม่เคยปิดกั้นความคิดของตัวเองเลยว่า ของชิ้นเดียวเราจะสามารถทำเป็นของใหม่ๆ ที่มีหน้าที่ในการใช้งานใหม่ๆ ได้หรือไม่ เพราะเมื่อลองคิดและทำไปเรื่อยๆ ก็เกิดความสนุก แถมยังต่อยอดไอเดียไปได้เรื่อยๆ เช่น นำลังพลาสติกใส่ผลไม้ที่มีวัสดุค่อนข้างหนาและทนทานมาทำเป็นโต๊ะปิกนิกที่สามารถนั่งได้ โดยติดฝาที่เป็นไม้อัดเข้าไปให้พอดี แล้วนำมาพ่นสี ติดสายโซ่เล็กๆ เอาไว้ดึงให้ฝาเปิดได้เวลาต้องการจะเก็บสิ่งของอื่นๆ ลงไป ซึ่งถือว่าเป็นโต๊ะปิกนิกอเนกประสงค์ที่ราคาถูกและทนทานมาก จึงถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทให้กับลังใส่ผลไม้ไปด้วยในตัว

ของชิ้นต่อมาจะเป็นกระเป๋าสะพายของผู้หญิง ขนาดกำลังพอดีที่ทำจากพรมเช็ดเท้า (ของใหม่) ซึ่งเราเปลี่ยนหน้าที่ของมันให้เป็นกระเป๋าใส่ของจุกจิก โดยตัดเย็บและเพิ่มสายสะพายเข้าไป จึงถือเป็นการเพิ่มมูลค่าและฟังก์ชั่นในการใช้งานใหม่ๆ ได้ ตามมาด้วยเขียงไม้สี่เหลี่ยม เราก็เปลี่ยนหน้าที่ของมันให้กลายมาเป็นที่เก็บด้ายหรือไหมพรม โดยนำไม้หนีบผ้าเล็กๆ มาเป็นที่พันด้าย แล้วตอกหมุดสำหรับติดไม้หนีบเรียงไปให้ทั่วแผ่นเขียงไม้ แค่นี้ก็กลายเป็นของใช้งานและของตกแต่งบ้านไปพร้อมกันในชิ้นเดียวแล้ว

จากข้อมูลที่คนยุคนี้มักมีพฤติกรรมที่ไม่ชอบการซ่อมแซมเสื้อผ้าหรือของใช้บางอย่างที่สามารถซ่อมได้ แล้วนำมาใช้ซ้ำ จึงทำให้ของที่พวกเขาไม่ต้องการกลายเป็นขยะจากการบริโภคล้นเกินโดยไม่จำเป็นมากมาย ฉะนั้นอรจึงเห็นด้วยกับคำพูดของคุณเปรมที่ว่า ‘อย่ามองว่ามันเป็นแค่ขยะเท่านั้น แต่ให้เราเปลี่ยนหน้าที่การใช้งานของมันซะใหม่แทน’ ซึ่งถ้าคุณสามารถทำได้ ก็จะเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง”

อรทิ้งท้ายว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับไอเดียในการคิดและสร้างสรรค์ของแต่ละคนเป็นสำคัญ ไม่มีไอเดียไหนผิดหรือถูก ขอแค่ทุกคนลงมือทำเท่านั้น ก็ถือว่าได้เริ่มช่วยลดสิ่งของเหลือใช้จากการบริโภคเกินได้แล้วล่ะ

สำหรับ พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการ Make SMTHNG Week 2018 จากกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การรณรงค์ลดการใช้ทรัพยากร ลดการทิ้งขยะ และอื่นๆ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ถือเป็นแค่เครื่องมืออย่างหนึ่งที่อาจจะมีส่วนช่วยได้บ้าง

“สิ่งสำคัญจริงๆ ในการลดการใช้ทรัพยากรที่ฟุ่มเฟือยลง กลุ่มแรกเลยดิฉันคิดว่าคือ ผู้บริโภค หากผู้บริโภคช่วยกันคนละไม้คนละมือตั้งแต่ต้นทาง เช่น ลด ละ เลิก การใช้พลาสติกประเภทขวดน้ำ หรือหลอดดูดน้ำให้น้อยลง ด้วยการพกหลอดกระดาษหรือหลอดไม้ ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการลดการใช้ทรัพยากรที่ฟุ่มเฟือยได้

กลุ่มที่สองคือ ผู้ผลิตสินค้า ซึ่งในยุคนี้จะต้องทำอย่างไรก็ได้ให้แพ็กเกจจิ้งของสินค้าตัวเองมีนวัตกรรมที่ดีมากขึ้น โดยการที่ผู้บริโภคอย่างเราจำเป็นจะต้องช่วยกันสะท้อนความคิดนี้ไปยังผู้ผลิตให้ได้มากที่สุด ด้วยการรณรงค์งดใช้ หรือส่งข้อมูลถึงบริษัทผู้ผลิต ซึ่งดิฉันเชื่อว่าพลังของผู้บริโภคนั้นสำคัญมาก ปัจจุบันนี้ผู้ผลิตเครื่องดื่มหลายรายก็ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ขวดเครื่องดื่มหรือซองบรรจุขนมของแบรนด์เขาจะสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้อย่างสมบูรณ์พร้อม 100% ในปี 2020 ที่จะถึงนี้

แต่กระนั้นเราก็ยังมองว่า ปัจจุบันขยะที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้นั้น ที่จริงมันเข้าไปอยู่ในระบบรีไซเคิลได้แค่ 9% เท่านั้น ยังมีขยะจำนวนมากที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจริงๆ อีกมหาศาล ซึ่งทั้งหมดนี้ต้นทางมันอยู่ที่ผู้ผลิต ว่าจะทำอย่างไรให้บรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ตัวเองย่อยสลายได้โดยไม่ก่อมลภาวะหรือส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรื่องนี้ผู้ผลิตก็ต้องหาทางพัฒนานวัตกรรมของตัวเองให้ทันโลกต่อไป

ส่วนที่สามคือ ภาครัฐ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่เป็นผู้ออกกฎหมาย เพื่อส่งเสริม สนับสนุน ควบคุม ผลักดัน จูงใจหรือกระตุ้นให้ผู้ผลิตกล้าที่จะผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายตามธรรมชาติได้มากยิ่งขึ้น โดยอาจจะลดหย่อนในเรื่องการเสียภาษีให้กับบริษัทผู้ผลิตที่ใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทนี้ เป็นต้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการหันหน้าเข้ามาคุยกันและช่วยกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง”

พิชามญชุ์ ทิ้งท้ายว่า คนทั่วไปก็สามารถช่วยได้เช่นกัน โดยอาจจะพกขวดน้ำชนิดที่สามารถเติมน้ำหรือนำกลับมาใช้ได้ใหม่ หรืออาจจะลองประดิษฐ์สิ่งของบางอย่างใช้เอง หรือนำของบางอย่างกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความใส่ใจของทุกคน ว่าต้องค้นหาไอเดียดีๆ แล้วลงมือทำให้นำมาใช้ได้จริง ถ้าทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน จากหลักพัน เป็นหลักแสน และหลักล้านคน เชื่อว่าก็น่าจะช่วยลดการบริโภคที่ล้นเกินให้น้อยลงหรือหมดไปได้

พอลีนา โอลอฟสกา ชีวิตในเบลาเวีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572633

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 10:16 น.

พอลีนา โอลอฟสกา ชีวิตในเบลาเวีย

โดย อฐิณป ลภณวุษ ภาพ : พอลีนา โอลอฟสกา

เมโทร พิคเจอร์ส กรุงนิวยอร์ก เปิดนิทรรศการศิลปะ Belavia ผลงานของศิลปินสาว พอลีนา โอลอฟสกา ณ แกลเลอรี่ชั้นบน โดยเป็นการจัดแสดงภาพวาดเอาไว้คู่กับภาพยนตร์สารคดีที่เกี่ยวเนื่องกัน ในสไตล์ศิลปะจัดวาง (Installation)

นับตั้งแต่ปี 2016 พอลีนา โอลอฟสกา ศิลปินสาวชาวโปแลนด์ เดินทางไปยังกรุงมินสค์ ของเบลารุส อยู่บ่อยครั้ง เพื่อที่จะเก็บภาพสวยๆ ของเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ พอลีนา บอกว่า มินสค์เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมที่เหมือนหยุดเวลาของโลกเอาไว้

“ทุกครั้งที่ไปทำให้ฉันนึกถึงวัยเด็ก ที่เติบโตขึ้นมาในโปแลนด์ยุคคอมมิวนิสต์”

ผลงานในนิทรรศการ Belavia จึงคล้ายเป็นการสำรวจเมือง รื่นรมย์กับสไตล์ ชีวิตผู้คน และวัฒนธรรมประจำถิ่น ซึ่งในมุมมองของพอลีนาเห็นว่าเป็นเมืองสังคมนิยมในอุดมคติ

ภาพยนตร์สารคดี Univermag เป็นธีมหลักในนิทรรศการศิลปะจัดวาง ถ่ายทำในห้างสรรพสินค้า GUM (หรือ Glavnyj Universanyj Magazin) กลางกรุงมินสค์ ซึ่งเป็นเชนห้างสรรพสินค้า ที่มีในแทบทุกเมืองของอดีตสหภาพโซเวียต

เนื้อหาในวิดีโอได้แรงบันดาลใจจาก The Ladies’ Paradise นิยายของเอมิล โซล่า ที่เล่าเรื่องราวการเกิดขึ้นของห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่ในกรุงปารีส ณ ศตวรรษที่ 19

ภาพในวิดีโอเป็นภาพแอบถ่ายทั้งลูกค้าและคนขายตามเคาน์เตอร์ต่างๆ ในห้าง GUM ซึ่งได้อารมณ์ที่แตกต่างจากห้างสุดโมเดิร์นในนิยายของเอมิล โซล่า อย่างสิ้นเชิง GUM ไม่ได้เป็นสรรพสินค้านำสมัย ทว่าเป็นเหมือนกระสวยย้อนเวลาไปยังยุคสงครามเย็น ในห้างนี้มีขายแต่สินค้าแบรนด์ในประเทศเบลารุสเท่านั้น บรรดาแบรนด์ที่เราคุ้นเคยจากยุโรปตะวันตกนั้นไม่มีปรากฏให้เห็น

ขณะที่ศิลปะประกอบวิดีโอ เล่าประเด็นบริโภคนิยม ทุนนิยม และสิทธิสตรี ออกมาเป็นภาพสตรีชาวเบลารุสยุคใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศเมืองที่เหมือนย้อนยุคของกรุงมินสค์

สตรีบางคนดูมีความคาดหวังเรื่องอนาคตอันสดใสในวันข้างหน้า ขณะที่บางคนก็เหมือนจะยึดติดกับอดีต ภาพผู้หญิงสวมเสื้อแขนกุดสีแดงสดใส เธอมีผิวสีแทนเหมือนผ่านการอาบแดด นั่งอยู่เบื้องหน้า U Troitskogo อาคารที่อยู่อาศัยเก่าๆ เป็นคอนทราสต์ที่แสดงไลฟ์สไตล์ปกติในสังคมเบลารุสขณะนี้

ขณะที่อีกภาพเป็นแม่ลูก แต่งกายในชุดเสื้อผ้าทันสมัย เบื้องหลังเป็นอาคารที่อยู่อาศัยสุดเดิร์นบนนนอินดิเพนเดนซ์ อเวนิว ที่เลื่องลือของกรุงมินสค์ ไกลออกไปเป็นภาพทิวทัศน์สีเงินๆ ที่คล้ายโลกพระจันทร์ เล่าถึงอดีตที่เคยผ่านมากว่าจะมีชีวิตที่หรูหราในปัจจุบัน

นอกจากผลงานศิลปะประกอบวิดีโอสารคดีแล้ว ยังร่วมด้วยบทเพลงของนักดนตรีสาวท้องถิ่นเบลารุสชื่อดัง ฮาลีนา ซาลาทูคา บรรเลงไปพร้อมกันด้วย

สำหรับ พอลีนา โอลอฟสกา อาศัยและทำงานอยู่ในเมืองรับคา ซตรุย (Rabka Zdroj) และคราคอฟ (Krakow) ประเทศโปแลนด์ เธอมีผลงานนิทรรศการเดี่ยวอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในโปแลนด์บ้านเกิดและทั่วยุโรป รวมทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา

อีสปอร์ต เกมนี้พี่ขอรางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572631

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 10:02 น.

อีสปอร์ต เกมนี้พี่ขอรางวัล

โดย กั๊ตจัง

หากคุณคิดว่าการเล่นกีฬาต้องเสียเหงื่ออย่างเดียวนั้นในยุคสมัยนี้อาจจะต้องปรับนิยามเสียใหม่ เพราะเกมกีฬาที่ได้เงินรางวัลไม่ได้จำกัดเฉพาะกีฬาเดิมๆ ที่เราต้องใช้แรงกายเพียงอย่างเดียว นักกีฬาอี-สปอร์ตที่ทุ่มเทแรงใจให้กับการเล่นเกมเพื่อชิงเงินรางวัลหลักล้านบาท ไม่แพ้กีฬาชนิดอื่นที่กำลังเป็นที่ยอมรับของคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน

อยากเป็นนักกีฬาต้องลงแข่ง

เอกภาพ มานะศิริกุล นักกีฬาอี-สปอร์ต ในเกมประเภทเกมวางแผนการรบสตาร์คราฟต์2 อธิบายถึงวงการเกมกีฬาอี-สปอร์ตว่า หลายคนยังแยกไม่ได้ระหว่างเด็กติดเกมกับนักกีฬาอี-สปอร์ต ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าแยกได้ยากจริงๆ เพราะความต่างอยู่ที่วินัยและความจริงจังในการเล่น

ไม่เหมือนกับกีฬาหลักๆ อย่างฟุตบอล เวลาลูกขอไปเตะบอลกับเพื่อน เราก็มองว่าเป็นการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี แต่พอลูกขอไปเล่นเกมเพื่อซ้อมทีมเตรียมลงแข่งขัน เรากลับกลัวว่าเด็กๆ เหล่านั้นจะเสียเวลาชีวิตที่ควรมานั่งอ่านหนังสือมากกว่า

แต่เรากลับไม่เคยคิดว่าลูกชอบเตะบอลมากๆ แล้วจะหันไปเล่นพนันบอลบ้างหรือเปล่า ดังนั้นปัญหาของนักกีฬาอี-สปอร์ตคือเรื่องมุมมอง ที่ต่างฝ่ายต่างหาเหตุผลมาถกเถียงกันว่าดีต่อเยาวชนมากน้อยแค่ไหน แต่เวลานี้โลกของเกมได้พัฒนารูปแบบการแข่งและเงินรางวัลชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่น้อยหน้ากีฬากอล์ฟ ฟุตบอล หรือเทนนิสแม้แต่น้อย

นั่นหมายความว่าหากต้องการหลุดจากคำว่าเด็กติดเกม เป็นนักกีฬาอี-สปอร์ตก็ต้องลงแข่งขันเท่านั้น ไม่ต่างจากเด็กเล่นฟุตบอล ถ้าอยากเป็นนักกีฬาก็ต้องฝึกซ้อมลงแข่ง ไม่แตกต่างกัน

เลือกสายที่ต้องการเล่น

นักกีฬาอี-สปอร์ตนั้น จะถูกแบ่งได้ตามแนวเกมที่เล่น เช่น เกมแนวชู้ตติ้ง เกมแนวกีฬา เกมวางแผนการรบ เกมแนวโมบา เลือกเล่นได้ตามความสามารถและความชอบของแต่ละคน สามารถเล่นควบสองแนวก็ได้ถ้าคิดว่าเก่งพอ แต่ส่วนใหญ่จะเลือกแนวที่ชอบแล้วมุ่งพัฒนาไปให้สุดทาง

สมมุติว่าคุณชอบเกมชู้ตติ้ง เล่นได้เก่งมาก ก็ต้องดูว่าเกมไหนที่เข้าทางเข้ามือคุณมากที่สุด บางคนถนัดเกมเคาน์เตอร์ สไตรก์ โก แต่อีกคนถนัดเกมพับจี พอสลับเกมกันก็พอเล่นได้แต่จะไม่เก่งเหมือนเกมที่ถนัดที่สุดเพราะกฎกติกา และรูปแบบของเกมแตกต่างกัน

ผมถึงบอกว่าควรหาเกมที่ถนัดที่สุด ด้วยการลองเล่นเกมที่เล่นแล้วเข้ามือและประสบความสำเร็จมากที่สุดให้ยึดเกมนั้นเป็นหลัก แต่ก็มีบางกรณี เช่น นักกีฬาอี-สปอร์ตเกม ลีก ออฟ เลเจนด์ เล่นจนติดอันดับโลก แต่เมืองไทยไม่นิยม กลับให้การสนับสนุนเกม อาร์โอวีมากกว่า ก็ย้ายตัวเองมาฝึกเล่นเกมนี้เพื่อลงแข่งหาเงินรางวัลก็มีเช่นกัน เพราะเป็นเกมแนวเดียว กฎกติกาไม่แตกต่างกันมากนัก

สามารถปรับเทคนิคการเล่นเพียงเล็กน้อยก็ไปต่อกับอีกเกมได้แล้ว นี่คือข้อดีของนักกีฬาอี-สปอร์ตที่มีทางให้เลือกมากกว่า แถมไม่จำกัดอายุด้วยว่าจะต้องอายุเท่าไรจะต้องวางมือ บางคนเล่นจนอายุ 43 ก็ยังลงแข่งอยู่ก็มีให้เห็นเพราะเกมไม่ได้มีข้อจำกัดด้านกายภาพ เหมือนกับกีฬาหมากรุก 80 ก็เล่นได้ถ้าสมองยังแข็งแรงพอ

ลงทุนกับอุปกรณ์

ยอมรับว่าเกมแม้จะดาวน์โหลดมาเล่นได้ฟรี แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกเครื่องจะเล่นได้ดีเหมือนกันหมด แต่ละเกมกินทรัพยากรแตกต่างกัน เครื่องที่สเปกต่ำ ย่อมเล่นสู้เครื่องที่มีสเปกสูงกว่าไม่ได้ อินเทอร์เน็ตก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้เกิดความไหลลื่นระหว่างการเล่นดังนั้นใส่ใจในเรื่องอุปกรณ์สักนิดแล้วควบคุมให้ได้อย่างใจต้องการ แล้วจะทำให้ฝีมือพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเกมที่เล่นจากเครื่องพีซี หรือสมาร์ทโฟนก็ตาม

จัดตารางฝึกซ้อม

อย่างที่บอกไปแต่ต้น ความต่างของนักกีฬาอี-สปอร์ต อยู่ที่วินัยและความพยายาม และสำคัญกว่านั้นอย่าสนใจคำครหา หากคุณคิดว่าชอบและทำได้ดี ก็จัดเวลาฝึกซ้อมส่วนตัวที่ไม่กระทบกับการเรียน การทำงาน และครอบครัว โดยปกติแล้ว นักกีฬาอี-สปอร์ตจะซ้อมวันละ 2 ชม. หรือประมาณ 2-4 เกมการเล่นและอัดคลิปเกมไว้ดูจุดอ่อนของตัวเองเพื่อแก้ไข จะไม่เล่นนานกว่านี้ และใช้เวลาที่เหลือในการดูแนวทางการเล่นใหม่ๆ ยกเว้นจะเก็บตัวซ้อมทีม ก่อนลงแข่ง 2 สัปดาห์

จากนั้นก็หารายการลงแข่ง แนะนำว่าไม่ต้องกลัวแพ้ ยิ่งแพ้มากเท่าไรเราจะยิ่งเก่งมากขึ้นเท่านั้นเพราะเราพลาดจนรู้แล้วว่าจะต้องสู้อย่างไรในเกมที่เราเสียเปรียบ นี่คือหัวใจในการพัฒนาฝีมือการเล่นของนักกีฬาอี-สปอร์ต เวลาเล่นพลาดแล้วเพื่อนร่วมทีมต่อว่า หรือถูกวิจารณ์ก็ต้องพิจารณาดูว่าใช่อย่างที่เขาพูดหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ต้องสนใจ ไม่มีใครเก่งตั้งแต่เกมแรก มีพลาดมีแพ้ และเราต้องฝึกฝนอยู่เสมอ แล้ววันหนึ่งคุณจะประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

ธนพัต ทับทอง ชีวิตที่เต็มไปด้วยอิสรภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572629

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 09:40 น.

ธนพัต ทับทอง ชีวิตที่เต็มไปด้วยอิสรภาพ

โดย พรรษ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์/อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

เคยเห็นคนรักสุนัขมามาก แต่ผู้อ่านต้องไม่คิดแบบเดียวกันนั้นกับ “ธนพัต ทับทอง” เขาคือคนรักสุนัขคนหนึ่ง ที่ได้พลิกมุมคิดกับชีวิตก็เพราะสุนัขที่เลี้ยง เรื่องราวระหว่างคนกับหมา 11 ตัว ที่คนภายนอกมองเข้าไปในชีวิตของเขาแล้วบอกว่า โอ้โห ต้องชุลมุนวุ่นวายแน่ หากในความเป็นจริงแล้วคืออิสรภาพที่เจ้าตัวถวิลหา

ธนพัต หรือนัท ในวัย 41 ปี ปัจจุบันเป็นโสดพร้อมๆ กับสถานภาพลูกติด 11 ตัว(ฮา) เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนก็ทำงานเต็มเวลาเหมือนคนทำงานทั่วไป เขาเคยทำงานประชาสัมพันธ์ เคยเป็นบรรณาธิการสิ่งพิมพ์ จนสุดท้ายเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวด้านออร์แกไนเซอร์ หากเมื่อ 3 ปีก่อนชีวิตก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อ “กู๊ด” หรือ “ปิกัส” สุนัขด้อยโอกาสที่เขารับอุปการะไว้ป่วยเป็นมะเร็ง

“สัตวแพทย์บอกว่ากู๊ดจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน ผมหยุดงานทั้งหมดไว้เดี๋ยวนั้น ทิ้งทุกอย่าง ดูแลเขา ดูแลการกินของเขา ไม่เน้นการทำคีโม ไม่เน้นการไปหาหมอ แต่เน้นพักผ่อนให้มาก ส่วนยาปฏิชีวนะให้บ้าง ดูตามอาการ ดูแลเขาเหมือนลูกคนหนึ่ง”

กู๊ดป่วยเป็นมะเร็งกระดูก ชนิดที่พบได้น้อยในสุนัข แต่เป็นชนิดที่มีความรุนแรงสูง ใน 6 เดือนต่อมา กู๊ด ลาบราดอร์สีฟางข้าวก็เสียชีวิตจากไป แต่หกเดือนสุดท้ายของกู๊ดเป็นหกเดือนที่หมาน้อยมีความสุข ทั้งจากคุณภาพชีวิตที่ปรับใหม่ทั้งหมด ทั้งจากการทุ่มเทเอาใจใส่ ความรักความเอื้ออาทรที่ได้รับจากเจ้าของ

ชีวิตมองให้ง่ายก็ง่าย ก็แค่ “ทิ้งทุกอย่างมา” ของนัทนั้น หมายถึง การทิ้งหน้าที่การงาน ทิ้งชีวิตทางสังคม ทิ้งคอนเนกชั่นเครือข่ายลูกค้ารวมทั้งหุ้นส่วนการทำธุรกิจต่างๆ ทั้งหมด เขามีเงินเก็บก้อนหนึ่งจากการทำงาน และตั้งใจจะใช้เงินก้อนนี้ “อยู่ให้ได้” กินแกงที่แม่ค้าเหลือขายถุงละ 10 บาท ดักซื้อกันตอนเย็นๆ ของทุกเย็น

“แกงเหลือๆ ที่ไม่ค่อยมีหมูมีเนื้อแล้ว โละๆ มา น้ำแกงเยอะๆ แม่ค้าตักให้ยังไง ผมกินอย่างนั้น ผมขายทีวี ขายโซฟา สมบัติทุกอย่างขายหมด เป็นหกเดือนที่ไม่ได้ทำงานหาเงินเลย กินอยู่เท่าที่จะประทังชีวิต ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่ทำอย่างนี้สิทุกข์”

วาระสุดท้ายของกู๊ดสร้างความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ขณะเดียวกันก็สุขใจ เพราะทุกอย่างที่ทำได้ เขาได้ทำแล้วทั้งหมด กู๊ดจากไปก็จริงแต่จากไปอย่างมีความสุข คำถามหนึ่งผุดขึ้นที่กลางใจ คงดีไม่น้อยถ้าสามารถช่วยสุนัขด้อยโอกาสได้มากกว่านี้ สามารถเสียสละได้มากกว่านี้ นั่นเป็นที่มาของแนวคิดก่อตั้งองค์กรเพื่อสุนัขด้อยโอกาสในเวลาต่อมา

เมื่อกู๊ดจากไป นัทยังมีสุนัขในการอุปการะอีก 8 ตัว(ขณะนั้น) เขาเริ่มรับงานออร์แกไนเซอร์ให้หน่วยงานราชการและรับทำสื่อสิ่งพิมพ์บ้าง แต่แล้วไม่นานก็กลับมาจุดเดิม เมื่อสุนัขอีกตัวหนึ่งล้มป่วย นัทกลับมา “นิ่งๆ” อีกครั้ง กลับมาจุดเดิมที่เป็นที่สุดของที่สุดและเป็นสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริงในความคิดของเขา

“เป็นสโลว์ไลฟ์ที่ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่เรารัก และให้เวลากับเขาอย่างดีที่สุด เป็นสโลว์ไลฟ์ที่คุ้มค่าที่สุด เมื่อคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่อาจย้อนกลับมาได้อีก ความตายคือความตาย ตายแล้วไม่ฟื้น ถึงตอนนั้นอยากทำดีกับเขาแค่ไหน ก็ไม่ได้แล้ว”

จากกู๊ดถึงแสบ หรือ “แสนแสบ” ลาบราดอร์สีดำอายุ 8 ขวบแสนดื้อ ความป่วยไข้ของสุนัขที่รับอุปการะได้วนกลับเข้ามาในชีวิตของนัทอีกครั้ง เหมือนตอกย้ำว่า สิ่งที่เขาต้องทำคือการทุ่มเทเอาใจใส่เพื่อสัตว์ที่ป่วยเจ็บ ดูแลพวกมันให้ดีที่สุดในท่ามกลางของระยะเวลาและโอกาสที่เหลืออยู่ จากนั้นก็เก็บความทรงจำแห่งความรักความสุขไว้

“ทุกนาทีที่ผ่านไป ผมบอกกับตัวเองว่า ผมควรจะอยู่กับเขานะ ขับรถออกจากบ้านไปก็คิดแต่ว่าเขาอาจเสียได้ทุกเมื่อ ทุกนาทีต่อจากนี้ผมจึงควรอยู่กับเขาให้มากที่สุด”

สุนัขของนัทแทบทุกตัว เป็นสุนัขที่เขารับอุปการะด้วยหลายสาเหตุ ตั้งแต่ถูกทิ้ง ถูกแลกถัง(หมาแลกถัง) ถูกนำมาปล่อยหน้าออฟฟิศ ซื้อลูกแถมพ่อ(หมา) สายพันธุ์มีทั้งลาบราดอร์ พูเดิล บางแก้ว บางแก้ว(ปลอม)-ฮา ตาบอดก็มี สรุปสายพันธุ์ไม่ได้ก็เยอะ แต่ทุกตัวเลี้ยงดูอย่างดี กินอาหารคลีน เน้นผักเน้นปลาปลอดสาร 100%

ทุกวันนี้เขาอาศัยอยู่กับสุนัขรวมทั้งหมด 11 ตัว มีจากัวร์, น้ำตาล, เก็บเงิน, เก็บตก, สายชล, ชมดาว, ชมจันทร์, นำทัพ, ขุนพล, นักรบและฟิลลิป กินนอนและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิดที่บ้านขนาด 110 ตารางวาย่านตลิ่งชัน หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมต้องดูแลดีขนาดนี้กับ…ก็แค่สุนัขที่ถูกทิ้ง

“เลี้ยงเขา ช่วยเขา แต่ไม่ใช่เราช่วยเขาฝ่ายเดียว พลังดีๆ พลังบวกๆ ที่ผมได้รับจากพวกเขา เหมือนเติมเราให้เต็ม หลายคนถามว่า ทำไมต้องหาภาระ เลี้ยงหมาแล้วไปไหนก็ไม่ได้ ผมคิดตรงกันข้าม กับคนสิเหนื่อย กับคนบางทีมันเหนื่อยนะ มีเถียง มีเดาใจ มีคาใจ แต่กับหมาไม่มีอะไรแบบนั้น กับหมาคืออิสรภาพ”

สโลว์ไลฟ์ที่มีหมา 11 ตัวอยู่ในชีวิต ปัจจุบันถือว่าลงตัว ทุกวันนี้คุ้นกับการจัดตารางเวลาในชีวิตประจำวัน แบ่งเวลาส่วนหนึ่งทำงาน อีกส่วนหนึ่งก็สละให้เป็นเวลาของการดูแลสัตว์เลี้ยงที่รัก พวกมันยังสอนให้เขาอยู่กับปัจจุบันขณะ อยู่กับความสุข โฟกัสที่ความสุข คนต่างหากที่อยู่กับทุกข์ มองศึกษาจากหมาที่เลี้ยง เลิกเอาใจไปใส่ไว้ที่ความทุกข์ความท้อใดๆ

ณ จุดนี้คือความตั้งใจที่จะก่อตั้งมูลนิธิเพื่อแบ่งปันความสุขความทุกข์ ดูแลเพื่อนสี่ขาผู้ร่วมโลก ในฐานะของเพื่อนร่วมทุกข์ที่เกิดแก่เจ็บตายบนโลกใบเดียวกัน มูลนิธิยังไม่มีทุนก่อตั้ง แต่มีชื่อแล้ว(ฮา) คือมูลนิธิบ้านหลังเดียวกัน สื่อความหมายว่า สุนัขหรือหมาทุกตัวไม่แยกประเภท ไม่แบ่งชั้นวรรณะ คนและสัตว์ต่างเกิดมาร่วมโลกเดียวกัน

“ดูแลสิ่งมีชีวิตด้อยโอกาส หลายตัวถูกทิ้ง หลายตัวป่วยเป็นโรคร้ายแรง หลายตัวพิการ ต่อลมหายใจพวกเขา ดูแลพวกเขาในบั้นปลายสุดท้ายให้ดีที่สุด เพราะบางทีนี่อาจเป็นการมอบความรักและการดูแลในแบบที่พวกเขาไม่เคยได้พานพบมาก่อนเลยตลอดชีวิต”

พันธกิจของมูลนิธิบ้านหลังเดียวกัน นอกจากการดูแลระยะสุดท้ายของสุนัขและสัตว์ด้อยโอกาสต่างๆ แล้ว ก็หมายรวมถึงการดูแลสุขภาพร่างกายที่ดี โดยเฉพาะด้านโภชนบำบัด ที่นัทให้ความสำคัญ สุนัขของเขากินคลีนฟู้ด สุนัขในมูลนิธิก็ย่อมเช่นกัน ด้านจิตใจก็มุ่งเยียวยาบำบัด สุนัขหรือสัตว์ทุกตัวที่ได้มาพักพิง เชื่อว่าจะมีความสุขแน่

ปัจจุบันนัทยังเปิดร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่น หรือที่เรียกล้อตัวเองว่าฟิวฉัน ชื่อ “เสน่ห์นิยม” ตั้งอยู่ในแหล่งกินเที่ยวฮิปสเตอร์ย่านฝั่งธนบุรี “ช่างชุ่ย” ร้านของเขาเน้นความเรียบง่ายเก๋ และวินเทจ ที่ทว่าก็ซับซ้อนอยู่ในที ขายเมนูตามใจตัวเอง เช่น สุกี้เตาถ่าน ยำรัญจวน และซี่โครงบาร์บีคิวฉ่ำๆ เยอะๆ (ชื่อเมนู “ซี่โครงลาวาสะดุ้งไฟดิสโก้”-ฮา) ปีหน้ามีแผนทำธุรกิจอาหารคลีนสำหรับสุนัขด้วย ว้าว ว้าว ว้าว!

มองไปข้างหน้าหนทางยังอีกยาวไกล แต่นัทมีกำลังใจเสมอ “พ่อ” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 คือต้นแบบแห่งแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เขาหนักแน่นในความเพียร ความอดทน เสียสละและเมตตา พระองค์ท่านทรงอุทิศพระวรกายในการประกอบพระราชกรณียกิจและก่อตั้งโครงการในพระราชดำริมากกว่า 4,000 โครงการ…เดินตามรอยพ่อ

ชีวิตวันนี้คือชีวิตมีหน้าที่ อันดับแรกคือการดูแลมารดา โดยมารดาก็อาศัยอยู่ในละแวกบ้านเดียวกัน ดูแลกันได้เต็มที่ ส่วน “เด็กๆ” หรือหมาอีก 11 ตัวก็แยกมาอยู่ด้วยกันที่บ้านอีกหลัง หนุ่มหล่อเข้มๆ เคราขลังๆ คนนี้ตื่นตี 4 ทุกวัน เขาลุกขึ้นมาล้างผักเพื่อทำอาหารเช้าให้ฝูงสุนัขของเขา เสร็จแล้วนั่งลงจิบกาแฟทันดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า สาวๆ คนไหนสนใจ ก็บอกได้คำเดียวว่า ต้องมีสโลว์ไลฟ์สไตล์เดียวกัน love me love my dog

คริสทีน วาชอน เธอคือโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ระดับออสการ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572628

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 09:14 น.

คริสทีน วาชอน เธอคือโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ระดับออสการ์

โดย ภาดนุ

ในวงการภาพยนตร์ของโลก ชื่อของ คริสทีน วาชอน (Christine Vachon) คือนามของโปรดิวเซอร์มือทอง หรือผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ระดับโลกที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าเธอผู้นี้จะกำลังรังสรรค์ภาพยนตร์เรื่องไหน ก็มักจะถูกจับตามองอยู่เสมอ ว่าเธอต้องสามารถนำพาภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่องก้าวเข้าสู่เวทีประกาศผลรางวัลอันทรงเกียรติเเละยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่างรางวัลออสการ์ได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง Carol, Far From Heaven, Boys Don’t Cry หรือ Still Alice ที่ล้วนแต่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติติดไม้ติดมือมาได้ทั้งนั้น จึงนับว่าเป็นการเดินทางที่ยอดเยี่ยมในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์คนหนึ่ง

เเละในโอกาสพิเศษที่โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์มือดีอันดับต้นๆ ของโลกผู้นี้เดินทางมาเยือนประเทศไทย เราจึงไม่พลาดโอกาสที่จะไปพูดคุยกับเธอถึงมุมมองเเละประสบการณ์ในการทำงานของเธอ ซึ่งถือได้ว่าไม่ธรรมดา เพื่อนำมาแชร์ต่อให้ผู้อ่านได้รับรู้ รวมทั้งยังเป็นการสร้างเเรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คนอีกด้วย

“ถ้าให้พูดถึงการเป็นผู้อำนวยการสร้างหรือโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ในแวดวงฮอลลีวู้ดแล้ว ในความคิดของฉัน สิ่งที่ยากที่สุดหรือท้าทายที่สุดก็คือ การทำภาพยนตร์เรื่องที่ตัวเองรับผิดชอบให้สำเร็จลงได้ด้วยดีตั้งแต่ได้เริ่มต้นถ่ายทำมาเลย ที่สำคัญภาพยนตร์เรื่องนั้นจะต้องไปถึงผู้ชมทั่วโลกได้อย่างแพร่หลายและทั่วถึง

ในอดีตภาพยนตร์เรื่อง Boys Don’t Cry ที่ฉันเคยเป็นโปรดิวเซอร์ให้นั้น ประสบความสำเร็จจน สแวงกี้ (ฮิลลารี่ สแวงก์) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ จนเธอสามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยมมาได้ เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของฉันเป็นอย่างมาก

ตอนที่ฉันรับผิดชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ ฉันคิดเพียงอย่างเดียวว่า จะทำอย่างไรให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าถึงหรือ Touch จิตใจคนดูให้มากที่สุด ซึ่งเมื่อภาพยนตร์ออกฉาย ก็สามารถวัดได้จากฟีดแบ็กที่ได้รับจากคนดู ที่ค่อนข้างจะมีเสียงออกไปในทางชื่นชมจากทั่วทุกทิศทาง นี่แหละคือคำตอบที่ว่า ทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงเข้าถึงอารมณ์และจิตใจของผู้ชมได้ดี”

คริสทีน บอกว่า การที่เธอจะเลือกเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งนั้น สิ่งที่เธอต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกเลยก็คือ ตัวผู้กำกับ เพราะการจะสร้างภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งนั้น สิ่งสำคัญที่ผู้กำกับควรต้องมีก็คือ จะต้องสามารถสื่อสารเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนั้นให้เข้าถึงคนดูได้อย่างดีเยี่ยม

“สิ่งสำคัญอันดับต่อมาก็คือ นักแสดง (Cast) โดยนักแสดงที่ได้รับเลือกมารับบทนำนั้น จะต้องเป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่พอสมควร ต้องแสดงเก่ง และเธอหรือเขาผู้นั้นจะต้องทำให้คนดูเชื่อหรือคล้อยตามไปกับบทบาทที่ได้รับด้วย ยกตัวอย่าง ภาพยนตร์เรื่อง ‘I’m Not There’ การที่ผู้ชมได้เห็นดาราสาว เคต บลันเชตต์ แปลงโฉมเป็นผู้ชาย (เป็น บ๊อบดีแลน) นั้น มันจะช่วยสร้างความตื่นตาตื่นใจและทำให้ผู้ชมอยากดูหรืออยากติดตามภาพยนตร์เรื่องนั้นมากยิ่งขึ้นได้

นอกจากนี้ ยังมีภาพยนตร์เรื่อง ‘Still Alice’ ดาราหญิงที่นำแสดงในเรื่องนี้ก็คือจูลีแอนน์ มัวร์ ซึ่งเธอรับบทเป็นผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ดีมากๆ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าคนส่วนใหญ่บนโลกนี้ล้วนเคยมีประสบการณ์กับญาติพี่น้องหรือคนรู้จักที่เป็นโรคนี้กันทั้งนั้น ซึ่งเนื้อหาของเรื่องนี่แหละ คือสิ่งที่เข้าถึงจิตใจคนดูได้เป็นอย่างดี เรียกว่าการจะเป็นภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งได้ ต้องมีส่วนประกอบหลายๆ อย่างที่ดีที่สุดมาประกอบกันได้อย่างลงตัว ทั้งผู้กำกับ นักแสดง โปรดิวเซอร์ และอื่นๆ ซึ่งล้วนสำคัญทั้งหมดเลย”

คริสทีน บอกว่า ถ้าให้เธอฟันธงว่าภาพยนตร์เรื่องไหนที่เธอมีโอกาสได้โปรดิวซ์ แล้วเธอชอบหรือประทับใจมากที่สุด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ตอบได้ยากมากๆ เพราะในหนึ่งปีเธอจะทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ให้กับภาพยนตร์ต่างๆ แบบนับไม่ถ้วน ซึ่งภาพยนตร์แต่ละเรื่องก็จะมีจุดเด่นและมีเนื้อหาที่แตกต่างกันไป พูดง่ายๆ ว่ามีดีในแบบของตัวเอง ดังนั้น สำหรับเธอแล้ว เธอจะไม่ตัดสินว่าภาพยนตร์เรื่องไหนดีหรือน่าประทับใจที่สุดสำหรับเธอ เอาเป็นว่าภาพยนตร์แต่ละเรื่องล้วนมีดีใกล้เคียงกัน

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Vox Lux จากกระแสที่พูดถึงว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่น่าจับตา ว่าอาจจะมีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี 2019 ที่จะถึงนี้ โปรดิวเซอร์คนเก่งมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

“สิ่งที่ท้าทายสำหรับภาพยนตร์เรื่อง Vox Lux ซึ่งนำแสดงโดยนางเอกสาวซูเปอร์สตาร์ นาตาลี พอร์ตแมน อยู่ตรงที่มันเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาที่ค่อนข้างจะแรงและเซนซิทีฟมากๆ ต่อสังคม เนื่องจากเนื้อหาของภาพยนตร์ได้มีการนำประเด็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ รวมทั้งเหตุการณ์ที่มีคนเสียสติถือปืนไปกราดยิงเด็กๆ ในโรงเรียนมัธยมของสหรัฐ ตามที่เป็นข่าวไปทั่วโลกมาไว้ในภาพยนตร์ด้วย

ดังนั้น ในการนำเสนอประเด็นหรือเนื้อหาของภาพยนตร์ จึงต้องใช้ป๊อปคัลเจอร์เป็นเครื่องมือถ่ายทอดออกมา ซึ่ง Vox Lux เป็นเรื่องราวของศิลปินสาวที่โด่งดังขึ้นมาจากเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนมัธยม แล้วมีเด็กสาวคนหนึ่งได้ร้องเพลงไว้อาลัยให้กับน้องสาวของเธอที่เสียชีวิตในเหตุการณ์กราดยิงนั้น ซึ่งไวรัลคลิปนี้ทำให้เด็กสาวที่ร้องเพลงคนนี้โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง Vox Lux นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยนำมาผสมผสานกับเรื่องราวของเส้นทางสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ของหญิงสาวที่เป็นดารานำของเรื่อง ที่เป็นการสื่อสารถึงโลกในยุคปัจจุบันนี้ได้เป็นอย่างดี”

คริสทีน เสริมว่า การจะโปรดิวซ์ให้ภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งให้เสร็จสมบูรณ์ แล้วถูกนำไปฉายในโรงภาพยนตร์ได้นั้น สิ่งสำคัญคือต้องนำเสนอเนื้อเรื่องให้เข้าถึงจิตใจคนดูทั่วโลกให้ได้มากที่สุด ซึ่งเคล็ดลับจะอยู่ที่ขั้นตอนในการเลือกผู้กำกับ ดารานักแสดง และอื่นๆ ที่สามารถเลือกได้อย่างเหมาะสมและลงตัวตั้งแต่แรก

“วิธีการที่ฉันจะเลือกผลิตภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่ง สิ่งแรกเลยฉันจะดูที่สคริปต์หรือตัวบทของภาพยนตร์เรื่องนั้นก่อนเลยว่า บทของเรื่องนั้นมีความแข็งแรงขนาดไหน มีจุดเด่นมากน้อยแค่ไหน เป็นบทที่เคยพบเจอมาแล้ว หรือเป็นบทที่แปลกใหม่และน่าสนใจจริงๆ

อย่างที่สองที่ฉันจะพิจารณาก็คือ ผู้กำกับที่จะเลือกมากำกับภาพยนตร์เรื่องนั้น ซึ่งฉันจะต้องดูผลงานที่ผ่านมาว่า ผู้กำกับคนนี้เก่งขนาดไหน แล้วเขามีแนวโน้มที่จะสามารถกำกับนักแสดงตามบทที่เขียนมาได้หรือไม่ ที่สำคัญเมื่อทำภาพยนตร์สำเร็จออกฉายแล้ว จะสามารถเข้าถึงคนดูได้มากน้อยขนาดไหน รวมถึงตัวดาราที่จะมารับบทในภาพยนตร์เรื่องนั้นด้วยว่า เครดิตหรือพลังดารา (Star Power) ที่มารับบทนำนั้นจะสามารถเรียกเงินระดมทุนเพื่อสร้างภาพยนตร์เรื่องนั้นได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า ถ้าได้ดาราที่เป็นแม่เหล็กหรือมีพลังที่จะดึงดูดเงินทุน ดึงดูดคนดูได้ แนวโน้มของการสร้างภาพยนตร์เรื่องนั้นก็จะสามารถไปต่อได้

สิ่งสำคัญอันดับสุดท้ายเลยก็คือ ต้องคาดเดาได้ว่า ภาพยนตร์เรื่องที่สร้างนั้นจะสามารถก้าวข้ามสิ่งต่างๆ ไปถึงคนดูทั่วโลกที่มีความหลากหลายได้หรือไม่ พูดง่ายๆ ว่าภาพยนตร์ที่สร้างออกมาแต่ละเรื่องต้องมีความเป็นสากลและเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้นั่นเอง”

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Colette ซึ่งนำแสดงโดย เคียร่า ไนท์ลีย์ ดาราสาวซึ่งได้รับฉายาว่าเป็นเจ้าแม่ภาพยนตร์พีเรียดหรือภาพยนตร์ย้อนยุค ที่คริสทีนเป็นผู้อำนวยการสร้างด้วยนั้น ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เธอบอกว่ามีความท้าทายในการทำงานเป็นอย่างมาก แม้ที่ผ่านมาเธอจะเคยร่วมงานกับทั้งตัวดารานำและตัวผู้กำกับทั้งสองคนนี้มาแล้วก็ตาม

“การที่จะหาดาราชายมาเป็นดาราตัวรองที่ช่วยซัพพอร์ตดาราหญิงระดับซูเปอร์สตาร์ที่เป็นนักแสดงนำของเรื่องเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะอาจจะมีนักแสดงชายบางคนที่ไม่ยอมเอาตัวเองเข้ามารับบทที่เป็นรองกว่าดาราหญิงซึ่งเป็นตัวนำของเรื่องสักเท่าไร นี่จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท้าทายในการทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ของฉันด้วยเช่นกัน

ขอย้อนกลับไปที่ภาพยนตร์เรื่อง Boys Don’t Cry ที่ ฮิลลารี่ สแวงก์ สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาได้นิดนึง ต้องบอกตรงๆ ว่าในวันที่ประกาศผลออสการ์ แล้วได้รู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถคว้ารางวัลมาได้ นาทีนั้นฉันรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากๆ เพราะความจริงแล้วฉันไม่ได้คาดหวังเลยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้จะสามารถคว้ารางวัลออสการ์มาครองได้ แต่ ณ เวลานั้นมันก็เป็นไปแล้ว

ความรู้สึกในนาทีที่ภาพยนตร์เรื่องนี้คว้ารางวัลออสการ์มาได้ เป็นสิ่งที่ฉันยังคงจดจำได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้ ที่จริงแล้วมันเป็นเพียงภาพยนตร์เล็กๆ หรือจะพูดว่าเป็นภาพยนตร์นอกกระแสในขณะนั้นก็ว่าได้ แต่ด้วยความที่ตัวบทของ Boys Don’t Cry เป็นบทที่ดีมากๆ มีองค์ประกอบทุกอย่างครบ ยิ่งได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง ฮิลลารี่ สแวงก์ มาเป็นนักแสดงนำ รวมทั้งนักแสดงคนอื่นๆ ที่ช่วยเสริมการแสดงออกมาได้อย่างลงตัว ก็เลยทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จและยังคงอยู่ในใจของผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

ในทางกลับกัน หากพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง Vox Lux เรื่องล่าสุดที่กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เร็วๆ นี้ แล้วถามว่าฉันคาดหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสามารถเข้าชิงออสการ์ได้มั้ย เรื่องนี้ก็ตอบได้ยากอีกนั่นแหละ แม้ฉันจะทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์มานานนับสิบๆ ปี แต่ฉันพูดได้เต็มปากเลยว่า คุณไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย

มีแค่ครั้งเดียวที่ฉันสามารถเดาได้บ้าง นั่นก็คือตอนที่ฉันเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ โปรดิวเซอร์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Still Alice ซึ่งตอนนั้นไปเปิดตัวฉายที่เมืองซีแอตเติล แล้วกระแสของภาพยนตร์เรื่องนี้มันแรงมากจนเห็นได้ชัดจริงๆ ว่าจะได้เข้าชิงออสการ์ แล้วก็เป็นจริงว่ามันสามารถกวาดมาได้หลายรางวัล นั้นเป็นเพียงครั้งเดียวที่ฉันแน่ใจ” (หัวเราะ)

คริสทีน ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในอาชีพโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ระดับโลก มีหลักการทำงานที่เธอยึดถือเสมอมา นั่นก็คือการทำงานหนัก และเป็นคนตรงต่อเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นความจริงที่จะส่งผลให้ทุกคนประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

“ในแต่ละปีฉันทำงานหนักมาก เพราะมีภาพยนตร์ออกมาปีละเป็นร้อยเรื่อง บางครั้งต้องทำงานแบบข้ามวันข้ามคืน แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันสนุกและมีความสุขกับการทำงานที่ตัวเองรัก กับคำถามที่หลายคนมักถามเสมอว่า คุณมีข้อคิดหรือเคล็ดลับดีๆ ที่จะถ่ายทอดให้กับคนสร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ให้ประสบความสำเร็จแบบคุณบ้างมั้ย ฉันเชื่อว่านักสร้างภาพยนตร์หลายคนมักจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าอยากประสบความสำเร็จในการสร้างภาพยนตร์ คุณต้องทำตามแพสชั่นที่มี และอย่าได้ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น

แต่ฉันจะไม่ตอบแบบนั้นเด็ดขาด คำตอบของฉันก็คือ ถ้าคุณอยากจะประสบความสำเร็จในการสร้างภาพยนตร์ คุณต้องหาโอกาสทุกโอกาสที่คุณจะสามารถพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นได้

ที่สำคัญคุณต้องมีวิสัยทัศน์ในการมองหานายทุน ที่จะสามารถมาซัพพอร์ตสิ่งที่คุณจะสร้างออกมาให้สำเร็จเป็นรูปธรรมได้ พูดง่ายๆ ก็คือคุณต้องมีหัวนักธุรกิจติดอยู่กับตัวด้วย ต้องเข้าใจในสิ่งที่ทำ และรู้วิธีทำให้ภาพยนตร์นั้นขายในตลาดได้

อย่างภาพยนตร์เรื่อง ‘Tangerine’ ที่ถ่ายทำทั้งเรื่องโดยใช้โทรศัพท์มือถือไอโฟน (Iphone) ประเด็นสำคัญมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้ไอโฟนถ่าย แต่มันอยู่ที่การนำเนื้อหาที่ดีและน่าติดตามมานำเสนอผู้ชมซะมากกว่า เมื่อคุณทำทุกอย่างออกมาได้ลงตัว เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของแฟนภาพยนตร์ทั่วโลก และเข้าถึงตลาดทั่วโลกได้ ฉันเชื่อว่าภาพยนตร์ที่คุณสร้างขึ้นมานั้นจะต้องประสบความสำเร็จได้ในสักวัน”