14 วิธีลดความอ้วนโดยที่ไม่ต้องอดอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515805

14 วิธีลดความอ้วนโดยที่ไม่ต้องอดอาหาร

การอดอาหารไม่ใช่ทางออกเดียวในการลดความอ้วน ยังมีวิธีอื่นที่ดีกว่านั้นอีกมาก

การทานอาหารที่น้อยลง หรือการอดอาหาร ไม่ใช่วิธีเดียวในการลดความอ้วน การดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงการทานอาหารอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการเป็นวิธีที่ดีกว่านั้น เราเลยขอแนะนำทางเลือกอื่นๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป นอกจากผอมลงแล้วยังสุขภาพดีด้วย

1. จดบันทึกเมนูที่ทานในแต่ละวัน

การจดบันทึกสิ่งที่ทานในแต่ละวันจะช่วยให้เรามองเห็นพฤติกรรมการทานอาหารของตัวเอง มองเห็นภาพรวมของเมนูอาหารที่ทานเข้าไป ซึ่งจะทำให้เราสามารถรู้ปัญหาหรือต้นเหตุของความอ้วนได้ รวมไปถึงสามารถช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาสิว การย่อยอาหาร ได้อีกด้วย

2. วางโทรศัพท์และคุยกับคนรอบตัวขณะทานอาหาร

มีงานวิจัยเผยว่า การทานอาหารโดยทำกิจกรรมอื่นขณะทานไปด้วย เช่น ดูโทรทัศน์ เล่นโทรศัพท์ ทำงาน จะทำให้คุณทานอาหารในปริมาณมากขึ้น ดังนั้นการหยุดกิจกรรมทุกอย่างเพื่อใส่ใจกับอาหารตรงหน้าจึงเป็นวิธีที่ดีกว่า นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยระบุไว้อีกว่า คนโสดกินผักได้น้อยลงในแต่ละวัน เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่แต่งงานแล้วหรืออยู่กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับคนอื่น

3. ออกกำลังกายกับโฟม

การออกกำลังกายกับโฟมอาจจะไม่สามารถเรียกเหงื่อได้มากนัก แต่เป็นการออกกำลังกายง่ายๆ ที่สามารถทำได้ทุกวัน โดยจะช่วยให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้

4. ทานอาหารให้ช้าลง

การทานอาหารช้าๆ จะช่วยให้ทานน้อยลง รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ที่สำคัญคือช่วยให้ร่างกายสามารถย่อย และดูดซับสารอาหารทั้งหมดได้ดีขึ้น

5. นอนหลับให้เพียงพอ

คนวัยทำงานควรนอนวันละ 7 – 9 ชั่วโมง เนื่องจากการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอจะไปลดประโยชน์ของการควบคุมอาหาร ทำให้ระบบในร่างกายรวน รวมไปถึงอาจจะหิวตอนดึกด้วย

6. ดื่มน้ำให้มากขึ้น

โดยปกติแล้วผู้ชายควรดื่มน้ำวันละ 13 แก้ว ส่วนผู้หญิงควรดื่มน้ำวันละ 9 แก้ว ซึ่งการดื่มน้ำให้มากขึ้นจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เป็นประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อ และช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย

7. ทานผักเยอะขึ้น

ผักเป็นอาหารที่เต็มไปด้วยสารอาหารและวิตามิน นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักได้แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และป้องกันโรคมะเร็งบางประเภทได้อีกด้วย

8. รักษาสุขภาพจิต

นอกจากสุขภาพกายแล้ว สุขภาพจิตก็เป็นเรื่องสำคัญ การที่คนเราไม่แสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ แต่เก็บความเครียดไว้ข้างใน มีแต่จะทำให้เครียดมากขึ้น การระบายออก หรือหากมีอาการเครียดสูง การไปปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาก็เป็นทางออกที่ดีมาก

9. เคลื่อนไหวร่างกาย และยืดกล้ามเนื้อ

หลายคนทำงานออฟฟิส ต้องนั่งอยู่กับที่นานๆ การขยับร่างกายหรือยืดกล้ามเนื้อบ้างจึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง หากไม่มีเวลาจริงๆ คุณไม่จำเป็นต้องถึงกับเข้ายิม แต่เพียงแค่ขยับร่างกายให้มากขึ้น เลือกที่จะเดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟต์ เล่นโยคะ หรือคาดิโอ้เบาๆ ตามยูทูปในห้องของคุณ เท่านี้ก็จะช่วยให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นแล้ว แถมยังดีต่อสุขภาพจิตด้วย

10. ทำอาหารไปทานเอง

การทำข้าวกล่องไปทานเองจะช่วยให้เราสามารถควบคุมอาหารได้ เลือกสิ่งที่มีประโยชน์ และจะช่วยทรงเสริมให้รูปร่างของตัวเองดีขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถเลือกทานสิ่งที่ชอบได้โดยถูกหลักโภชนาการอีกด้วย

11. เมื่ออิ่มแล้วให้หยุด

หลายคนมักจะเสียดายเวลาอาหารเหลือ หรือบางทีไม่ได้หิวหรอก แต่เป็นแค่ความอยากทานเฉยๆ เราอยากให้ทุกคนมีสติให้มากๆ ทานแต่พอดี หากทานอิ่มเมื่อไหร่ให้หยุด โดยไม่ต้องเสียดาย เพราะถ้าทานเยอะเกินไปขึ้นมาอาจจะมาเสียใจภายหลังก็ได้

12. ทานผลไม้สดแทนการดื่มน้ำผลไม้

จริงอยู่ที่ว่าการดื่มน้ำผลไม้ก็เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แถมยังสะดวกรวดเร็วอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การทานผลไม้สดๆ ก็ย่อมได้รับสารอาหารมากกว่าแน่นอนอยู่แล้ว ที่สำคัญน้ำผลไม้บางชนิดยังผสมน้ำและน้ำตาลมาก ทำให้เจือจาง และอาจได้รับน้ำตาลที่เกินความจำเป็นต่อร่างกายด้วย

13. ซาวน่า

การนั่งในห้องซาวน่าได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง ช่วยลดความเครียด ซึ่งนั่นอาจจะให้ประโยชน์ไม่ต่างจากการออกกำลังกายหนักๆ เลย

14. วัดสัดส่วนของตัวเอง

น้ำหนักกับสัดส่วนเป็นคนละเรื่องกัน บางทีน้ำหนักไม่ลด แต่สัดส่วนลดลงก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป ดังนั้นการวัดสัดส่วนอย่างเป็นประจำจะช่วยให้เห็นพัฒนาการของตัวเอง ทำให้เราออกแบบการทานอาหารให้เหมาะกับตัวเองได้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงจะทำให้มีกำลังใจในการลดน้ำหนักต่อไปด้วย

ที่มา: insider

 

ความฝันจากวัยสาว พลิกสร้างเงินได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515788

ความฝันจากวัยสาว พลิกสร้างเงินได้

เดินทางมาถึงวัยเลข 5 ทัชชภรก็ไปหัดเรียนทำขนม เมื่อคิดว่าชีวิตอยากพักผ่อน เริ่มรามือจากงานหลัก และครอบครัวหมดภาระ สมัยสาวๆ เคยฝันอยากมีร้านเบเกอรี่เป็นของตัวเอง อบขนมแสนอร่อยให้ผู้คนลิ้มลอง

เรื่องของทัชชภร นิลประกอบกุล วัย 51 ปี อาจเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคน เพราะเธอคือผู้ไม่ละทิ้งความฝัน เมื่อเวลาและจังหวะชีวิตลงตัว ความฝันวันเก่าพลิกทำรายได้ให้แก่เจ้าของอย่างคาดไม่ถึง

 

ชีวิตมีหน้าที่ จึงต้องเว้นวรรคความฝัน เรียนจบมุ่งหน้าสู่ธุรกิจโรงแรม จากนั้นเป็นตัวแทนประกัน ไต่เต้าในวงการกว่า 10 ปี กระทั่งขึ้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการภาคอาวุโสของบริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ วันนี้ได้เวลาผ่อนมือจากธุรกิจหลัก หมดภาระเรื่องครอบครัว จึงนึกสนุกไปเรียนทำขนม ไปเรียนร้องเพลง ทำเล่นสนุกๆ เป็นงานอดิเรก ที่ไหนได้ “เรื่องเล่น ๆ” กลายเป็น “คาซ่า-เบค” (Caza-bake) แบรนด์ขนมอบที่หลายคนรู้จักดีจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก

“มีเพื่อนรุ่นพี่ในคลาสเรียนร้องเพลง เขาสอนทำขนมอยู่ พูดขึ้นว่ามาเรียนกับเขาสิ เขาจะสอนให้ฟรี” ไปเรียนกับรุ่นพี่ตัวต่อตัวครั้งเดียว จากนั้นเป็นการเรียนผ่านไลน์ บัตเตอร์เค้กก้อนแรกแจกจ่ายให้เพื่อนๆ ในคลาสร้องเพลง ปรากฏว่าคนเรียกร้องให้ทำขาย เริ่มมีออร์เดอร์เข้ามา

“ดิฉันชอบโพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อมีเรื่องราวในชีวิตเพิ่มขึ้นจากการทำขนม ก็โพสต์หน้าเค้กสวยๆ และเขียนเรื่องราวให้กำลังใจดีๆ ประกอบเค้ก โอ้โห นี่เป็นการพลิกชีวิตของดิฉันมาก”

ครั้งหนึ่งหัดทำเค้กฝอยทอง เธอโพสต์เฟซบุ๊กว่า ขนมไทยและขนมเทศที่ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว เหมือนคนเราแม้มีความคิดความเห็นที่แตกต่าง หากการอยู่ร่วมกันก็เป็นไปได้ เหมือนฝอยทองและเค้กที่กัดคำไหนก็อร่อยคำนั้น เขาอยู่ด้วยกันได้ทั้งๆ ที่แปลกแตกต่าง เห็นไหมล่ะ โพสต์ถูกจังหวะ เรียกไลค์เรียกออร์เดอร์ กลายเป็นมาร์เก็ตติ้งแบบไม่ตั้งใจ ขนมขายดีเพราะทุ่มเท ถ้าลูกค้าไม่เซ็งแซ่ว่าอร่อย จะไม่ทำขาย ขนมที่ขายจึงเหมือนได้รับการันตีจากลูกค้าว่าอร่อยแน่

คาซ่า-เบค อบเค้กและเบเกอรี่หลากหลาย โดยเฉพาะมูนเค้กขนมไหว้พระจันทร์ที่นำสูตรมาจากโรงงานขนมไหว้พระจันทร์ของพ่อ “ลิ้มเลี่ยงเซ้ง” ซึ่งเลิกกิจการไป เสียดายสูตรโบราณแท้ ตัดสินใจทำขาย ทุเรียนไข่เดี่ยวหวานน้อย

สำหรับยอดจำหน่ายเดือนหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท ถ้าเป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ยอดขายเป็นหลักแสนบาท นับเป็นฮ็อบบี้ทำเงินที่ทำความแปลกใจให้ด้วย พี่สาวคนเก่งให้ข้อคิดว่า คนทุกคนมีความฝัน แต่ส่วนใหญ่มักเอาอุปสรรคเป็นที่ตั้ง เมื่อจะลงมือก็มีแต่แง่ลบ ทำให้ไม่กล้า

“ดิฉันไม่มองที่อุปสรรค ขอให้ได้ลงมือ อย่างน้อยคือได้ทำตามฝัน ได้คำตอบว่า เราทำได้หรือไม่ได้ ส่วนเงินถ้าได้ เป็นผลพลอยได้” คาซ่า-เบค เค้กปอนด์ละ 300-350 บาท มีหมดทั้งเค้กกาแฟอร่อย เค้กหน้านิ่ม เค้กมะม่วง เค้กส้ม ช็อกโกแลต คุกกี้ เค้กกล้วยหอม ทอฟฟี่เค้ก เค้กมะพร้าว และเค้กนมสด อย่าลืมบัตเตอร์เค้ก ราคา 250 บาท สั่งซื้อได้ที่ fb : Caza-Bake ไลน์ไอดี tatchaporn โทร.09-3229-6465

 

4 ข้อควรระวังเมื่อทานน้ำผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 17:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515655

4 ข้อควรระวังเมื่อทานน้ำผึ้ง

ถึงแม้ว่าน้ำผึ้งจะมีประโยชน์มากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อควรระวัง

ประโยชน์ของน้ำผึ้งมีอยู่มากมาย ทั้งช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย รวมไปถึงบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีโทษ ดังนั้นจึงควรรู้ข้อควรระวังเสียก่อนที่จะทานน้ำผึ้ง

1. การทานน้ำผึ้งมากไปอาจทำให้ท้องอืด

เนื่องจากในน้ำผึ้งปริมาณของน้ำตาลฟรุกโตสอยู่มาก ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการดูดซึมในลำไส้ ส่งผลให้ท้องอืด แน่นท้อง หรือท้องเสีย ดังนั้นควรทานแต่น้อยเท่านั้น

2. ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบทาน

เด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบ ยังมีภูมิต้านทานต่ำ ทำให้อาจเกิดอาการแพ้หรือติดเชื้อที่ปนมากับน้ำผึ้งได้ โดยเฉพาะเสี่ยงต่อโรคโบทูลิซึ่ม ซึ่งเกิดจากสปอร์ของเชื้อโรคที่มีอยู่ในน้ำผึ้ง

3. ไม่ควรทานน้ำผึ้งเกินวันละ 10 ช้อนชา

ปกติแล้วปริมาณน้ำผึ้งที่ควรทานคือวันละ 6 ช้อนชาเพียงเท่านั้น หรือหากมากกว่านั้นก็ไม่ควรจะเกิน 10 ช้อนชา เนื่องจากแท้จริงแล้วน้ำผึ้งมีแคลอรี่สูงกว่าน้ำตาลทรายขาวเสียด้วยซ้ำ หากทานมากจะเกินความจำเป็นของร่างกาย

4. คนที่แพ้น้ำผึ้งและเกสรน้ำผึ้งไม่ควรทาน

ผู้ที่แพ้น้ำผึ้ง รวมไปถึงเกสรน้ำผึ้ง ไม่ควรทานน้ำผึ้งเป็นเด็ดขาด เพราะจะทำให้อาการแพ้กำเริบขึ้นมากทันที ซึ่งความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันไปตามแต่ละคน

 

5 ประโยชน์ของดอกมะลิที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 16:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515651

5 ประโยชน์ของดอกมะลิที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

ดอกมะลินอกจากจะมีกลิ่นหอมแล้ว ยังมีประโยชน์อีกมากมายที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

ดอกมะลิถือเป็นดอกไม้สมุนไพรที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งส่วนของดอก ใบ และลำต้น นอกจากจะมีกลิ่นหอมแล้ว บางส่วนยังสามารถเอามาสกัดทำยารักษาโรคได้อีกมากมายอย่างที่หลายคนน่าจะคาดไม่ถึง

1. แก้ปวดหัว

ดอกมะลิสามารถบรรเทาอาการปวดหัวได้ โดยใช้ส่วนของดอกสดนำมาตำให้ละเอียดใช้พอกขมับ จะช่วยแก้อาการปวดหัว หรือจะใช้ส่วนรากสดประมาณ 1-1.5 กรัมนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดหัวก็ได้

2. รักษาอาการผิวไหม้จากแดดและผื่น

ใบของดอกมะลิสามารถนำมาใช้รักษาโรคผิวหนังได้ โดยนำใบสดมาตำใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง แผลโรคผิวหนังเรื้อรัง แก้ฟกช้ำ และบาดแผล หรือสามารถใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมันมะพร้าวใหม่ๆ แล้วนำไปลนไฟ เพื่อใช้ทารักษาแผล ฝีพุพอง นอกจากนี้ยังสามารถใช้ส่วนของดอกสดมาตำใช้เป็นยาทารักษาแผลเรื้อรัง ทาฝีหนอง ผิวหนังผื่นคัน ได้อีกด้วย

3. รักษาอาการหงุดหงิด

ดอกมะลิมีรสหอมเย็น อีกทั้งยังมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ทำให้ชื่นใจ จิตใจชุมชื่น ความชุ่มชื่นใจนี้จะช่วยรักษาอาการหงุดหงิดของเราได้ดีเลยทีเดียว

4. แก้ปัญหาเรื่องทางเพศ

ดอกมะลินั้นสามารถใช้เป็นยาชูกำลังได้ แถมดอกมะลิยังสามารถทำให้เรากระชุ่มกระชวยได้ด้วย

5. แก้อาการอ่อนเพลียจากแดด

ดอกมะลิสามารถแก้อาการอ่อนเพลียได้ นอกจากนี้แล้วการนำดอกมะลิผสมยาหอมที่มีสรรพคุณบำรุงหัวใจนั้น จะทำให้จิตใจชุ่มชื่น และแก้ลมวิงเวียนได้อีกด้วย

 

15 อาหารเพื่อผิวสวยสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 16:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515642

15 อาหารเพื่อผิวสวยสุขภาพดี

รวมอาหารที่มีสารอาหารเพื่อบำรุงผิว

ครีมบำรุงผิวต่างๆ ที่เราทากันอยู่ทุกวันล้วนมีส่วนช่วยบำรุงผิวของเราทั้งสิ้น แต่จะดีแค่ไหนถ้าเราทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อให้ทั้งครีมและอาหารผิวจากธรรมชาติ ผนึกกำลังกันบำรุงผิวของเราให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เราเลยขอชวนทุกคนมาเช็คลิสต์ 15 อาหารที่ยิ่งทานยิ่งดีต่อผิวของเรากัน

1. ดาร์กช็อกโกแลต

นอกจากการทานช็อกโกแลตจะทำให้เราอารมณ์ดีแล้ว สารโกโก้ฟลาโวนอยส์ที่อยู่ในดาร์กช็อกโกแลตยังสามารถช่วยปรับสภาพผิวให้ผิวนุ่มและชุ่มชื้นได้ด้วย

2. โยเกิร์ต

โยเกิร์ตอุดมไปด้วยไบโอติน ที่ช่วยบำรุงผิวและบำรุงเล็บให้แข็งแรง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยโปรตีนที่จะช่วยในการย่อยสลายไขมัน ทำให้ร่างกายของเรากระชับขึ้น

3. เมลอน

เมลอนเป็นผลไม้ที่นอกจากจะมอบความสดชื่นยามอากาศร้อนๆ แล้ว ยังมีสารคาโรทีนอยด์ ที่ช่วยลดสิว ให้ความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว และชะลอการเกิดริ้วรอยได้อีกด้วย

4. แซลมอน

ปลาแซลมอนมีโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ แถมยังดีต่อผิวอีกด้วย เพราะสามารถลดการอักเสบของสิว ลดรอยแดง ป้องกันความหมองคล้ำ นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้นจากน้ำมันธรรมชาติ

5. ผักใบเขียว

ผักใบเขียวประกอบไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ล้วนแต่เป็นอาหารผิวชั้นดี ช่วยปกป้องและกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ผิว แถมยังช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากแสงแดดและรังสีที่จะเข้ามาทำร้ายผิวอีกด้วย

6. ส้มโอ

ส้มโอเต็มไปด้วยไลโคปีน ซึ่งเป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องเซลล์ ต่อสู้กับรังสียูวีและมลพิษที่ตรงเข้าทำร้ายผิว

7. น้ำเปล่า

ยิ่งผิวชุ่มชื้น ก็จะมีส่วนช่วยไม่ให้เกิดหน้าแก่ก่อนวัย เพราะความชุ่มชื้นเป็นพื้นฐานของผิวสุขภาพดี การดื่มน้ำเยอะๆ จะช่วยให้ผิวไม่แห้ง นอกจากน้ำเปล่าแล้ว อาจจะลองทานน้ำผลไม้ หรือน้ำอินฟิวส์ควบคู่กันไปด้วยก็ได้เช่นกัน

8. เมล็ดป่าน

เมล็ดเล็กๆ เหล่านี้อุดมไปด้วยกรมไขมันจำเป็น เช่น โอเมก้า 3 และเต็มไปด้วยโปรตีน ทำให้กลายเป็นอาหารผิวชั้นดำสำหรับผู้ที่อยากมีผิวกระจ่างใส แถมยังช่วยป้องกันริ้วรอยได้อีกด้วย

9. มะละกอ

มะละกอเป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยใยอาหาร โฟเลต สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามิน ช่วยบำรุงให้ผิวเปล่งปลั่ง ชุ่มชื้น

10. มันฝรั่งหวาน

มันฝรั่งหวานเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ ที่ตรงช่วยเข้าซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ถูกทำลายจากมลภาวะรอบตัว ช่วยไม่ให้ดูแก่ก่อนวัยอันควร

11. เบอร์รี

ผลเบอร์รีนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นบลูเบอร์รี เชอร์รี หรืออื่นๆ ต่างก็อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการต่อสู้กับปัญหาสิว

12. ชาเขียว

ชาเขียวมีส่วนช่วยระดับฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดสิว นอกจากนั้นยังเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์และสุขภาพดี

13. แครอท

แครอทมีวิตามินซี ที่มีส่วนช่วยในการผลิตคอลลาเจน ซึ่งคอลลาเจนนั้นมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอย อีกทั้งยังมีวิตามินเอ ที่ช่วยลดความหมองคล้ำและสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ

14. อะโวคาโด

น้ำมันอะโวคาโดสามารถตรงเข้าบำรุงให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น นอกจากนั้นยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดริ้วรอย ให้ผิวเป็นประกาย อ่อนเยาว์

15. แตงกวา

แตงกวาเต็มไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยบำรุงผิวจากภายในสู่ภายนอก ช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้น สดใส ดูเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ

ที่มา: insider

 

เทคนิคปรนนิบัติผิวสวยเปล่งปลั่ง ภายใน 5 นาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 14:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515626

เทคนิคปรนนิบัติผิวสวยเปล่งปลั่ง ภายใน 5 นาที

เคล็ดลับการดูแลผิวแบบเร่งด่วนภายใน 5 นาที สำหรับวันที่เร่งรีบ

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนเมืองในปัจจุบัน ทุกสิ่งรอบตัวล้วนรวดเร็วไปหมด เริ่มจากตื่นตอนแต่เช้าตรู่ เดินทางไปทำงาน เตรียมเอกสารเข้าประชุม จนกระทั่งเลิกงานกลับถึงบ้าน ซึ่งบางคนยังหอบงานมาทำที่บ้านอีก แทบไม่มีเวลาพักผ่อน อดหลับอดนอนและเครียดจากการทำงาน จนเกิดริ้วรอยก่อนวัยที่หลายคนอยากหลีกหนี ดังนั้นเราขอแนะนำเคล็ดลับง่ายๆ กับเทคนิคปรนนิบัติผิวสวยเปล่งปลั่ง ภายใน 5 นาที ให้ทุกคนไว้บำรุงผิวในวันที่เร่งรีบกัน

1. เริ่มด้วย ทำความสะอาดผิวหน้าในตอนเช้าและ ซับผิวหน้าให้แห้ง

2. ตามด้วยโลชั่นปรับสภาพผิว POSITIF Q10 ASTAXANTHIN LOTION หยดโลชั่นลงบนฝ่ามือ 4-5 หยด กดที่ผิวหน้าเบาๆ เพื่อให้โลชั่นซึมลงผิว เนื้อโลชั่นมีส่วนผสมของ Coenzyme Q10 และ Asthaxanthin ชะลอการเกิดริ้วรอยและการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว พร้อม Hyaluronic Acid เติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างล้ำลึก ซึมสู่ผิวง่าย เตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนถัดไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

3. ใช้เซรั่มเนื้อครีมบางเบาบำรุงผิวหน้า POSITIF Q10 ASTAXANTHIN SERUM กดออกมา 2-3 ปั๊ม ลูบไล้ผิวหน้าและลำคอด้วยปลายนิ้วนางอย่างเบามือ ให้เซรั่มซึมลงผิวจนรู้สึกได้ถึงความชุ่มชื้น เซรั่มบำรุงผิวพร้อมลดเลือนริ้วรอยมีจากส่วนผสมสำคัญของโคเอ็นไซม์ คิวเท็น (CoQ10) และแอสตาแซนธิน (Asthaxanthin) ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องผิวจากมลภาวะและรังสียูวี พร้อมเสริมสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิว ลดเลือนริ้วรอย คืนความอ่อนเยาว์สู่ผิวอีกครั้ง

4. ขั้นตอนสุดท้ายใช้ POSITIF Q10 ASTAXANTHIN CREAM ตักครีมแต้มใบหน้า 5 จุด ได้แก่ หน้าผาก จมูก คาง แก้มซ้าย และแก้มขวา จากนั้นใช้นิ้วนางทั้ง 2 ข้างเกลี่ยครีมแบบเบาๆ มือในทิศทางเดียวกัน ด้วยส่วนผสมอันทรงคุณค่าจากโคเอ็นไซม์ คิวเท็น (CoQ10) และแอสตาแซนธิน (Asthaxanthin) จะช่วยบำรุงผิวพร้อมเติมเต็มริ้วรอยร่องลึกให้ค่อยๆ ตื้นขึ้น ฟื้นฟูผิวที่ดูหย่อนคล้อยให้กลับมากระชับเต่งตึง เผยผิวแลดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ และสุดท้ายอย่าลืมทากันแดดทุกครั้ง เพียงแค่นี้ก็พร้อมโชว์ผิวสวยอย่างมั่นใจได้แล้ว

 

5 ผลไม้ช่วยต้านมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515618

5 ผลไม้ช่วยต้านมะเร็ง

ผลไม้ 5 ชนิด ที่สามารถช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้

โรคมะเร็งถือเป็นอีกหนึ่งโรคร้ายที่อยู่ใกล้ตัวเรา หากไม่ดูแลสุขภาพของตนเองให้ดี เราทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นมะเร็งกันได้ทั้งนั้น ซึ่งบางคนอาจจะมารู้ตัวเมื่อสายไปแล้ว ดังนั้นการดูแลสุขภาพอย่างเนิ่นๆ ด้วยการทานอาหารที่เป็นประโยชน์ อย่างผลไม้ที่ช่วยต้านโรคมะเร็ง จึงเป็นสิ่งที่ควรรีบทำเสียตั้งแต่ตอนนี้

1. มะละกอ

คุณประโยชน์ในผลมะละกอไม่ว่าจะดิบหรือสุก สามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการเข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก หรือเซลล์ผิดปกติที่ทำท่าว่าจะเป็นเซลล์ก่อมะเร็ง และยังสามารถป้องกันได้ทั้งมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ และมะเร็งตับอ่อนอีกด้วย

2. แก้วมังกร

แก้วมังกรมีทั้งพันธุ์เนื้อขาวเปลือกเหลืองให้รสชาติออกหวาน และพันธุ์เนื้อแดงเปลือกแดงที่มีรสชาติหวานกว่าพันธุ์อื่น ในแก้วมังกรมีสารต้านมะเร็งอยู่ และหากสารสกัดจากเปลือกแก้วมังกรสีสดๆ จะมีศักยภาพในการป้องกันมะเร็งดีกว่าการรับประทานผลสดเสียอีก นอกจากนั้นหากรับประทานแก้วมังกรเป็นประจำ ก็จะสามารถป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้อีกด้วย

3. องุ่น

การทานองุ่นเป็นประจำมีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้กระหาย ขับปัสสาวะ และบำรุงกำลัง ส่วนเครือและรากมีฤทธิ์ในการขับลม ขับปัสสาวะ รักษาโรคไขข้ออักเสบ ปวดเอ็น และปวดกระดูก อีกทั้งยังมีฤทธิ์ระงับประสาท แก้ปวด และแก้อาเจียนอีกด้วย ที่สำคัญสรรพคุณในองุ่นนั้นยังมีผลโดยตรงในการป้องกันโรคมะเร็งด้วยเช่นกัน

4. แอปเปิ้ล

ในทางยา แอปเปิ้ลมีสรรพคุณในการลดกรดในกระเพาะอาหาร ละลายเสมหะ ลดความดันโลหิต ช่วยขับเกลือโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย มีฤทธิ์เป็นยาระบาย นอกจากนี้ยังเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ในเรื่องของการลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ เนื่องจากสารฟลาโวนอยด์ในปริมาณที่สูงของเปลือกแอปเปิ้ลนั้น สามารถล้างพิษออกจากร่างกาย และช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้ได้ด้วย

5. เลมอน

เปลือกเลมอนมีสรรพคุณช่วยขับลม รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และจุกเสียดได้ นอกจากนี้เลมอนยังมีวิตามินซี และกรดหลากหลายชนิด ซึ่งสามารถป้องกันมะเร็งช่องปาก มะเร็งลำคอ และมะเร็งในช่องท้องได้อีกด้วย

 

เศรษฐกิจพอเพียง สู่โภชนาการยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515578

เศรษฐกิจพอเพียง สู่โภชนาการยั่งยืน

ในการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานพื้นที่ในทุ่งโป่งป่าแขม ประมาณ 200 ไร่ ให้กับชาวเขาเพื่อปรับเป็นพื้นที่ทำนา โดยรับสั่งให้กรมชลประทานสำรวจพื้นที่ทำฝายเพื่อส่งน้ำเข้าที่นา ทั้งยังได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ สำหรับสร้างอาคารเรียนให้กับโรงเรียนบ้านปางสา

ชาวเขาในพื้นที่หมู่บ้านลุ่มน้ำแม่จัน ได้รับพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้เข้าเฝ้ารับเสด็จ เมื่อครั้งทรงเยี่ยมหน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาบ้านปางสา ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ถึง 3 ครั้ง ในปี 2522-2524

แม้เวลาจะผ่านไปแล้วกว่า 30 ปี รอยพระบาท รอยแย้มพระสรวล ด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ยังตราตรึงอยู่ในดวงใจของราษฎรทุกชาติพันธุ์ ที่นาของพ่อ 200 ไร่ ยังคงงอกงามโดยปราศจากสารเคมี และกลายเป็นแหล่งอาหารที่ทำกินให้กับชาวเขาในลุ่มแม่น้ำจันเรื่อยมาจนถึงวันนี้

จะแฮ-สุพจน์ หลี่จา ผู้จัดการโครงการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารในการสร้างเสริมสุขภาวะ เครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เล่าว่า เขามีโอกาสได้รับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ แต่ขณะนั้นเขายังเด็ก และรับรู้เรื่องราวต่างๆ อย่างรางเลือน ต่อเมื่อเขาเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโท และได้กลับมาทำงานร่วมกับชาวชาติพันธุ์ เขาจึงเสาะหาเรื่องราวของพระองค์ท่าน ตลอดจนแนวทางที่พระองค์พระราชทานไว้ให้แก่ชาวชาติพันธุ์ นั่นคือ เศรษฐกิจพอเพียง

 

“ความเมตตาและความรักที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีให้ชาวชาติพันธุ์ คนรุ่นเก่าพูดอยู่เสมอว่า ถ้าไม่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 พวกเขาเหล่านั้นไม่รู้จะมีชีวิตที่มีคุณภาพชีวิตได้ดีงามได้อย่างไร เขาซาบซึ้งที่พระองค์ท่านทรงตรากตรำเข้าไปหาเขาในพื้นที่ เสวยพระกระยาหารแบบเดียวกับชาวชาติพันธุ์ ความซาบซึ้งกลายเป็นความเชื่อและศรัทธา รักหวงแหนต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

โครงการที่พระองค์ท่านมอบให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ยิ่งตอกย้ำให้พี่น้องชนเผ่าเกิดความภาคภูมิใจในการดำเนินรอยตามพระราชาในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทุกวันนี้ในพื้นที่ต่างๆ ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ หรือต่อให้พระองค์ท่านไม่เคยเสด็จฯ แต่พี่น้องชนเผ่าทุกคนก็ดำเนินชีวิตตามแนวพระราชาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานเป็นแนวทางมากกว่าเศรษฐกิจ การเกษตร หรืออาหาร แต่สำหรับชาวชาติพันธุ์ คือ ภาพรวมของชีวิต เป็นเสมือนกุญแจที่จะไขให้คนเกิดความรักความหวงแหน เกิดความเอื้ออาทรต่อกัน

“จริงๆ แล้วหลักเศรษฐกิจพอเพียง มีความสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของเราชนเผ่าอยู่แล้ว พี่น้องชนเผ่ามีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย เพาะปลูกทำการเกษตรเพื่อหล่อเลี้ยงชีพในครอบครัวและแบ่งปันไปสู่คนในสังคม ผมถอดความจากคำบอกเล่าของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ แล้วนำมาต่อยอดโครงการเกี่ยวกับโภชนาการ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชาวเขา และเราก็สื่อสารกับกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ในแนวคิดที่แฝงมากับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เรื่องที่แฝงอยู่ในหลักปรัชญานั้น คือ เรื่องของความรัก โดยใช้หลักเหตุผล ในหลวงพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ทุกคนมีความรักมีความสามัคคี เห็นใจผู้อื่น สามารถดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมที่งดงามอย่างมีความสุข มีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ และพี่น้องชนเผ่าได้รับรู้รับทราบและปฏิบัติตามที่ในหลวงได้มอบให้ตลอดมา ตอกย้ำให้ชุมชนเกิดความภาคภูมิใจว่าสิ่งที่เขาเป็นอยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้องและทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ และสืบสานเจตนานี้ ในหลวงมอบความรักเป็นมรดกที่มอบให้พี่น้องชาติพันธุ์”

จะแฮ ยืนยันในฐานะตัวแทนของพสกนิกรที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ว่า แม้วันนี้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว แต่สิ่งที่พวกเราได้ยึดมั่นและสืบทอดสิ่งที่พระองค์ท่านทรงมอบให้

“สิ่งที่จับต้องได้ที่สุด ก็คือ การดำรงชีวิตตามแนวพระราชดำรัส เช่น ที่นา 200 ไร่ ที่พระราชทานให้ พวกเราก็จะดำรงและใช้ประโยชน์จากผืนดินแห่งนี้เพื่อผลิตอาหาร เพื่อเลี้ยงลูกครอบครัวของตัวเองจนไปสู่ลูกหลานตราบนานเท่านาน”

นอกจากที่นาของพ่อที่ทรงพระราชทานพื้นที่ให้ชาวเขาไว้ทำกินแล้ว ปลายทางของประวัติศาสตร์จากรุ่นสู่รุ่น ความจงรักภักดีที่คงอยู่ เชื่อมร้อยประวัติศาสตร์และหลักปรัชญาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังช่วยเกื้อกูลให้สถานศึกษาใน ต.เทอดไทย ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น

พันธวัช ภูผาพันธกานต์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า พื้นที่ ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง มีชนชาติพันธุ์ 7 ชาติพันธุ์ ได้แก่ อาข่า ลาหู่ จีนยูนนาน ไทยใหญ่ ม้ง ลีซอ และลั๊วะ อาศัยอยู่ในพื้นที่ 18 หมู่บ้าน และบ้านบริวารอีก 16 ชุมชน ประชากรราว 20,528 คน จาก 5,236 ครัวเรือน นี่เองทำให้พื้นที่ในเขตนี้มีความหลากหลายทางความรู้ภูมิปัญญา โดยเฉพาะความหลากหลายทางด้านอาหารที่เรียนรู้และสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เป็นวิถีวัฒนธรรม ความเชื่อ ที่ช่วยสนับสนุนให้คนในเผ่าพันธุ์ตนเอง ได้อยู่รอดปลอดภัย ซึ่งเป็นต้นทุนที่ดีในการส่งเสริม ให้เกิดพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร และนำผลผลิตเข้าสู่ขบวนการทางด้านอาหารและโภชนาการสำหรับเด็กและประชาชนในพื้นที่

ตัวอย่างของสถานศึกษาที่นำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารและพัฒนาโรงเรียนสอนอาชีพให้เด็กๆ และชุมชนไปพร้อมกัน คือ โรงเรียนสามัคคีพัฒนา โรงเรียนขยายโอกาสที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สีชมพูที่น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการเรียนการสอน

เนียร เชื้อเจ็ดตน ผู้อำนวยการโรงเรียนสามัคคีพัฒนา กล่าวว่า เมื่อ 4 ปีก่อนโรงเรียนแห่งนี้มีปัญหาเรื่องพัฒนาการของนักเรียน และอยู่ในลำดับบ๊วย เมื่อนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการเรียนการสอน เพิ่มศักยภาพของผู้เรียน จัดทำสื่อการสอนในโรงเรียน ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นฝึกเป็นวิชาชีพ ทำให้ปัญหาต่างๆ ลดลง

ในพื้นที่ 19 ไร่ นอกจากอาคารเรียนแล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่เดิมเป็นป่าทึบ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ถูกแบ่งพื้นที่ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แบ่งพื้นที่เพื่อเพาะปลูก เช่น ผักตามฤดูกาล มะนาว เก๊กฮวย เลี้ยงสัตว์ เช่น กบ ปลา หมู ไก่ไข่ ไส้เดือน จิ้งหรีด ฯลฯ โดยแบ่งให้เด็กแต่ละชั้นดูแลรับผิดชอบ เพื่อให้เขาเห็นความสำคัญและคุณค่าของเศรษฐกิจพอเพียง

กระบวนการทำงานทำให้เด็กได้ซึมซับในสิ่งที่เขาสนใจ นำความรู้ไปใช้ในครอบครัว ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชุมชน ส่งเสริมอาชีพ เช่น ผู้ปกครองนักเรียนปลูกเก๊กฮวยขายสร้างรายได้ ซึ่งรายได้จากการขายผลผลิตของโรงเรียนจะนำเป็นเงินกองทุนหมุนเวียนส่งเสริมอาหารกลางวันโภชนาการของเด็กๆ จึงมีคุณภาพดีขึ้น

สุพจน์ เสริมว่า ถ้าเทียบกับในอดีตอาหารตามธรรมชาติมีเยอะขึ้น อาหารปลอดภัยเพราะปลูกเองกินเอง ก็จะไม่มีสารเคมีใดๆ แต่ปัจจุบันการพัฒนาระบบต่างๆ ของสังคม มีการปลูกพืชเศรษฐกิจมากขึ้น ชาวเขาก็ถูกชักชวนให้เข้าสู่วังวนนี้มากขึ้น ก็อาจจะมีการเริ่มใช้สารเคมี ซึ่งนี่เป็นปัญหาหนึ่งของกลุ่มชาติพันธุ์

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีกลุ่มที่พยายามมาค้นหาสิ่งที่ดีงามของชาติพันธุ์ “เราก็พยายามมาดูว่ามีอาหารหรือเมล็ดพันธุ์อะไรอยู่ที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตของครอบครัวและชุมชนได้ เราก็ส่งเสริมให้เขาปลูกและกิน ซึ่งวิธีการเหล่านี้ก็ส่งเสริมให้เขาลดการใช้สารเคมีลงได้ เพราะฉะนั้นอาหารที่เขาได้มาก็ปลอดภัยต่อตัวเองและดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย นี่คือแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียงที่นำมาใช้กับหลักโภชนาการและความเชื่อของชาวเขา” 

 

กระเป๋าสุดฮาสำหรับคนที่อยากมีพุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 11:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515594

กระเป๋าสุดฮาสำหรับคนที่อยากมีพุง

Dadbag กระเป๋าคาดหน้าท้องรูปพุงสุดฮา

ใครว่ามีแต่คนที่อยากมีซิกแพค อยากหุ่นเฟิร์ม คนอีกกลุ่มหนึ่งเขาก็อยากมีพุงกันเหมือนกัน ดังนั้นจึงมีคนคิดทำกระเป๋าคาดหน้าท้องรูปพุงขึ้นมา เพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถมีพุงสมใจ

Dadbag เป็นกระเป๋าผ้าคาดเอวที่ทางแบรนด์คิดทำขึ้นมาเพื่อให้คุณพ่อที่อยากมีพุงเก๋ๆ แต่ไม่อยากทานอาหารขยะ เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องปัญหาสุขภาพ

นอกจากจะได้กระเป๋าคาดเอวลายพุงให้ไปใส่เพิ่มความย้วยกันสมใจแล้ว ยังสามารถใส่ของได้พอสมควรอีกด้วย ใช้งานสะดวกเวลาออกไปข้างนอก และน้ำหนักเบาเนื่องจากทำจากผ้า

ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีให้เลือกถึง 6 ลาย ให้เอาไปใส่ให้ตรงกับสีผิวและหุ่นของแต่ละคนให้มากที่สุด!

แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ยังไม่สามารถสั่งซื้อกระเป๋าพุงเหล่านี้ได้ เนื่องจากโปรเจคนี้ยังไม่คลอดออกมาจริงๆ เป็นเพียงไอเดียที่ลองคิดขึ้นมาก่อน ซึ่งทางแบรนด์กำลังมองหาพันธมิตรและผู้ผลิตเพื่อที่จะทำให้โปรเจคนี้เกิดขึ้นจริง และเข้าสู่กระบวนการผลิตต่อไป

ที่มา: dadbag

 

9 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังจะเป็นโรควิตกกังวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515585

9 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังจะเป็นโรควิตกกังวล

ลักษณะนิสัยที่มักพบบ่อยในผู้ที่มีความวิตกกังวลซ่อนอยู่

โรควิตกกังวล (Anxiety) เป็นความผิดปกติทางจิตที่ขึ้นอยู่กับความวิตกกังวลและความกลัวต่อเหตุการณ์ในปัจจุบัน และเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต มักเกิดร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น โรคซึมเศร้า โดยหากมีอาการนานติดต่อกันประมาณ 2 – 6 เดือน ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยต่อไป

1. เกิดความทุกข์มากเป็นพิเศษเมื่อประสบความล้มเหลว

ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลจะรู้สึกว่าความล้มเหลวมีผลกระทบต่อจิตใจมากกว่าคนอื่น ในสายตาของคนอื่นอาจจะดูทุกข์เกินจริง หรือแม้แต่ความล้มเหลวเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจทำให้ไม่มีอารมณ์จะทำอะไรจนต้องพักอยู่บ้านไป 1 -2 วัน

2. กลัวความเสี่ยง

เนื่องจากความล้มเหลวในชีวิตจะทำให้ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลเครียดมากเป็นพิเศษ ดังนั้นพวกเขาจะไม่ค่อยกล้าเสี่ยง เพราะไม่อยากประสบพบเจอกับความละอายใจ ความผิดหวัง และความเศร้า

3. สูญเสียสมาธิ

ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลมักจะคิดเรื่องที่ตนเองกังวลอยู่ในหัวตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลให้พวกเขาไม่ได้ใส่ใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมากเท่าที่ควร บางทีอาจจะจำบทสนทนาตรงหน้าไม่ค่อยได้ มักหลงๆ ลืมๆ กับเรื่องที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน

4. ป่วยบ่อย

ความเครียดอย่างต่อเนื่องมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลมักจะป่วยอยู่บ่อยๆ เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่พวกเขาต้องซ่อนความกังวลจากคนอื่น จะทำให้เกิดความเครียดเพิ่มขึ้นมากยิ่งกว่าเดิม ส่งผลให้ป่วยง่ายกว่าผู้ที่ระบายความกังวลให้คนอื่นรับรู้อยู่บ่อยๆ

5. สนใจคำวิจารณ์จากคนอื่น

ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลมักจะใส่ใจคำพูดของคนอื่น และเก็บมาคิดมาก ส่งผลให้พวกเขาตั้งมาตราฐานต่อตัวเองไว้สูง และอาจมีมาตราฐานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

6. รู้สึกกระวนกระวาย

ภาษากายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังจะเป็นโรควิตกกังวล เนื่องจากความวิตกกังวลมีผลต่อร่างกายของเรา อาจส่งผลต่อการแสดงออกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการมือสั่น เขย่าขา หรือการนั่งงอเขา

7. สายเสมอ

การไปสายกว่าเวลานัดอยู่บ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้า รวมไปถึงโรควิตกกังวลด้วย ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลมักจะไม่อยากตื่นไปทำงาน ไม่พร้อมเจอกับปัญหา เริ่มหลีกเลี่ยงที่จะเข้าสังคมทั้งกับที่ทำงาน เพื่อน และครอบครัว

8. ต้องการการวางแผน

ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลมักจะรู้สึกไม่ดีเวลาไม่มีแพลน หรือทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ การวางแผนการใช้ชีวิตในแต่ละวันจะส่งผลให้พวกเขาสงบขึ้น รวมไปถึงการจัดระเบียบพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน หรือโต๊ะทำงานด้วย

9. รู้สึกลังเลที่จะหาเพื่อนใหม่

ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลอาจรู้สึกลำบากใจ หรือไม่เต็มใจที่จะผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ เนื่องจากไม่อยากให้ใครสัมผัสกับความอ่อนแอของพวกเขา และมักกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียเพื่อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา: bustle