ปทุมวันสายอาร์ต! เซลฟี่ใต้ใบบัวลอยฟ้า กับเหล่ามาครับแอนด์เฟรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 11:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513951

ปทุมวันสายอาร์ต! เซลฟี่ใต้ใบบัวลอยฟ้า กับเหล่ามาครับแอนด์เฟรนด์

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

กลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของกรุงเทพมหานครไปเสียแล้วสำหรับ “ทางเชื่อมแยกปทุมวัน” ภายใต้แนวคิดการออกแบบอารยสถาปัตย์และพื้นที่ศิลป์สาธารณะที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้สัญจรไปมาในย่านสยาม โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างสมาคมการค้าพลังสยาม หรือที่รู้จักกันในนาม พันธมิตรพลังสยาม (Siam Synergy) และผู้ประกอบการในย่านที่ต้องการคืนกำไรให้สังคม

สยามถือเป็นย่านสำคัญของเมืองหลวง ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจ การค้า การศึกษา ศิลปะ และนวัตกรรม ปัจจุบันมีจำนวนผู้สัญจรในพื้นที่ย่านสยามเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยจากการศึกษาในปี 2558 ร่วมกับกรุงเทพมหานครและบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ พบว่า สะพานลอยคนเดินบริเวณเหนือสี่แยกปทุมวัน ซึ่งแต่เดิมเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติกับหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามสแควร์ มีสภาพเก่าและแคบ ไม่สามารถรองรับการขยายตัวของปริมาณคนเดินเท้าในอนาคตที่คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 4.9% ต่อปี และอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 9.83% ต่อปี

อีกทั้งสภาพเดิมของทางเชื่อมไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุหรือผู้พิการได้ทั่วถึงตลอดสี่แยก จึงได้ทำการปรับปรุงทางเชื่อมแยกปทุมวันทั้งหมดตั้งแต่ปี 2559 ด้วยงบประมาณของเอกชน เพื่อรองรับคนทุกกลุ่ม ผู้สูงอายุ และผู้ทุพพลภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับมหานครทั่วโลกที่มีลานลอยฟ้าในย่านสำคัญไม่ว่าจะเป็น ไฮไลน์ นิวยอร์ก, โซล สกาย การ์เด้น และสวนลอยมหานครปารีส เพื่อการสัญจรที่ปลอดภัย ความสะดวกสบายของประชาชน และเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนหลัก รวมทั้งเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ สร้างแรงบันดาลใจ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง

ทางเชื่อมแยกปทุมวันมีแรงบันดาลใจมาจากชื่อ สี่แยกปทุมวัน จึงมีงานศิลป์นามธรรม (แอบสแทรกต์) รูป “ใบบัว” ลอยอยู่กลาง สระน้ำเป็นร่มเงาให้คนเดินได้โดยรอบ นอกจากนี้ ทางหอศิลปกรุงเทพฯ ยังได้ร่วมมือจัดพื้นที่บริเวณนี้ให้เป็นย่านแห่งศิลปะ เป็นศูนย์รวมสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินไทยและต่างประเทศ โดยเชิญชวนศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อดังของไทยทั้งแนวกราฟฟิตี้ อิลลัสเตรชั่น ดรออิ้ง และเพนติ้ง รวมทั้งสิ้น 13 ศิลปิน เช่น ยุรี เกนสาคู, พีระพงศ์ ลิ้มธรรมรงค์ (P7), จักรกฤษณ์ อนันตกุล, รักกิจ ควรหาเวช, เมธี น้อยจินดา และชาญณรงค์ ขลุกเอียด มาร่วมสร้างสีสีนให้กับอินสตอลเลชั่นอาร์ตบนใบบัว ซึ่งนับเป็นการรวมตัวกันของศิลปินสตรีทอาร์ตชั้นนำเพื่อสร้างปรากฏการณ์งานศิลปะใจกลางกรุงเทพฯ ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง

รวมถึงงานศิลปะปลายเปิดของ โลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี ที่วาดภาพลายเส้นบนฝาผนังรอบสกายวอล์ก เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ความยาวประมาณ 400 ม. และยังได้สร้างสรรค์ผลงานสครับเจอร์ในโปรเจกต์ชื่อ “มาครับแอนด์เฟรนด์”

“สครับเจอร์มาครับและมาจ้ะเป็นโปรเจกต์แรกที่ว่าด้วยเรื่องของการแสดงออกในมิตรภาพ ทั้งความเป็นเพื่อนและครอบครัว ที่สอดคล้องโยงใยกันจนแยกไม่ออก ต่อด้วยมาครับแอนด์เฟรนด์ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ 2 สื่อถึงการที่เรามีเพื่อน การนึกถึงกันทำให้รู้สึกว่าเรามีเพื่อนอยู่เต็มไปหมด งานนี้เลยแตกขยายมาเป็นคาแรกเตอร์ต่างๆ ที่เป็นเพื่อนมาครับ โดยทำเป็น สครับเจอร์ที่ตั้งใจให้มีส่วนร่วมกับคน อยากให้คนมาคลุกเคล้ามากอด และอีกส่วนเป็นภาพฝาผนังซึ่งเป็นเรื่องราวความหลากหลายที่มาอยู่ร่วมกันทั้งผู้คน กิจกรรม เรียกว่าทุกๆ อย่าง”

โลเลยังกล่าวต่อว่า มาครับ เป็นสุนัขตัวโตสูง 7 ม. และมาจ้ะสูง 2.5 ม. ทั้งสองชิ้นงานเป็นส่วนผสมของหลายๆ อย่าง และเขาจงใจที่ทิ้งปลายเปิดไว้ให้คนคิดตามจินตนาการ ซึ่งที่มาของชื่อ มาครับ และ มาจ้ะ เป็นคำตอบเวลาเราเจอหรือเรียกใครสักคน ซึ่งเป็นการตอบสนองกันในแบบที่เราคุ้นเคยและอบอุ่น

“ผมว่าทุกคนจะมีวิธีการของตัวเอง เขียนหนังสือลายมือก็ไม่เหมือนกัน ถ้าให้วาดรูปหมาออกมาก็ไม่เหมือนกัน ผมอาจจะทำงานมานาน ผลิตผลงานออกมาจนคนได้เห็น คนจะบอกว่างานโลเลมันจะรูปร่างที่มันแปลกประหลาดหน่อย ถ้าเป็นเรื่องแต่งก็จะออกแนวเพ้อฝัน หลุดโลก เซอร์ๆ แล้วก็หักมุม เรารู้อยู่แล้วล่ะว่างานเราเป็นอย่างไร แต่ก็อยากให้แต่ละคนนิยามในแบบที่ตัวเองมอง”

ทางเดินสกายวอล์ก เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติไปถึงสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและไอเดียมากมายให้ได้ค้นหา โดยสามารถแวะมาเกาะกอดสรับเจอร์มาครับและผองเพื่อน และถ่ายรูปกับภาพฝาผนังแนวสตรีทอาร์ตได้ที่ชั้น 2 ของห้าง

นอกจากนี้ พันธมิตรพลังสยามยังได้เชิญชวนคนไทยร่วมประกวดตั้งชื่อทางเชื่อมแยกปทุมวัน ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่า 1 แสนบาท ตั้งแต่วันนี้-11 ก.ย. 2560 ประกาศผลวันที่ 25 ก.ย. 2560 และดูรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์ http://www.siam-synergy.com

 

กาญจนา เข็มลาย ทำเกษตร แบบคน(เคย) เมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 11:30 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513950

กาญจนา เข็มลาย ทำเกษตร แบบคน(เคย) เมือง

โดย พาแลง

เมล็ดพันธุ์ผักที่ได้มาจากการลงพื้นที่เรียนรู้แบบทัวร์ซี๊ด (Tour Seeds) จากกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา นำลงปลูกบนดินในกระถาง ผ่านมา 5 วันต้นเริ่มงอก ทำให้นึกถึงการพูดคุยกับกูรูด้านการเก็บเมล็ดพันธุ์ “พี่จุ่น-กาญจนา เข็มลาย” สมาชิกเกษตรกรในกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต ที่ใช้พื้นที่ 5 ไร่ ที่ได้รับเป็นมรดกมาพัฒนาให้เป็นสวนแบบผสมผสานและแหล่งเรียนรู้ด้านการเก็บเมล็ดพันธุ์ แต่ใช่ว่าเธอจะกลายเป็นกูรูได้แบบฉับพลัน เพราะถึงแม้จะมีครอบครัวเป็นเกษตรกร แต่ชีวิตของกาญจนาก่อนหน้านี้ เรียกว่าเป็นสาวเมืองกรุงเต็มตัว

“อยู่กรุงเทพฯ มานาน ทำงานมีครอบครัว และทำงานอยู่กรุงเทพฯ มาโดยตลอด จนกระทั่งเจอวิกฤตน้ำท่วมตอนปี 2554 และคุณแม่เสีย เราพบว่าในปีน้ำท่วมกรุงเทพฯ ต่อให้เรามีงาน มีเงิน แต่ถ้าเราไม่มีอาหาร เราก็อยู่ไม่ได้ ประกอบกับลูกเราก็เรียนจบปริญญาตรี มีงานทำแล้ว ก็เลยตัดสินใจกลับบ้านตอนปี 2555” พี่จุ่น เล่าที่มาของการกลับบ้านเกิด

มรดกจากครอบครัว แม่แบ่งที่ดินให้ลูก 7 คน อย่างเท่าเทียมคนละ 5 ไร่ พี่จุ่นเองหลังจากกลับบ้านเธอตัดสินใจพลิกที่ดินจากไร่มันสำปะหลังและสวนมะม่วงให้กลายเป็นพืชไร่ พืชสวน และปลูกผักอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่บุ่มบ่าม “ที่ดินผืนเดิมเป็นไร่มันสำปะหลัง แม่ตัดสวนมะม่วงทิ้งเพราะไม่ได้ราคา เราก็มาปรับปรุงดินก่อนลงพืช ภายในพื้นที่ 5 ไร่ เราใช้เป็นพื้นที่ปลูกบ้าน ปลูกของกิน และปลูกพืชพันธุ์ ท้องถิ่น เป็นสวนผสมผสานกับพี่น้อง พอเรามาทำก็ได้รับโอกาสไปอบรมเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ พอกลับมาก็เลยทำต่อเนื่องมาเรื่อยๆ

“ตัวพี่จุ่นเองไม่ใช่คนทำการเกษตร ทำไม่เป็น ทั้งเหนื่อย ทั้งร้อน ตอนเริ่มบุกเบิกเราฝึกเริ่มทำทีละนิดทีละเล็กละน้อย ไม่ได้วาดผังว่าจะปลูกอะไรตรงไหน ส่วนหนึ่งเพราะทำอะไรไม่เป็นมาก่อน เพราะเรายังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะได้ผล ถ้าลงตูมทีเดียวก็ไม่รู้จะได้ทุนเมื่อไหร่ ทำตามกำลัง เช่น ถ้ามีกล้วยก็เอาหน่อไปปลูก และเอาพืชอย่างอื่นแทรกเข้ามา ไม่ลงทุนตูมเดียว คือ ปลูกพืชอายุสั้นรอ เรียนรู้ไปทีละนิดๆ ถึงแปลงจะไม่สวยเท่าของคนอื่น แต่ทำให้เราไม่เสี่ยงกับโรค และทำให้มีของกินตลอด ไม่ต้องซื้อ”

กาญจนา บอกว่า พื้นที่ อ.สนามชัยเขต ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งและมีความมั่นคงทางอาหารในระบบเกษตรอินทรีย์ ให้ความสำคัญกับการจัดตั้งระบบควบคุมการผลิตภายในกลุ่มและการขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล เป็นต้นแบบของพื้นที่ในโซนภาคตะวันออก “เครือข่ายของเราไม่ได้มุ่งเน้นการผลิตหรือขายอย่างเดียว เราสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคเหมือนเป็นพี่น้อง และช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน เวลาเจอภัยธรรมชาติ เราเคยเป็นผู้ประสบภัยเมื่อปี 2554 เพราะเจอวิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ พอเขาเจอน้ำท่วม ก็ส่งเมล็ดพันธุ์ไปให้ เราเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วย เราไม่ได้ช่วยแค่ตัวเอง เราได้ช่วยเพื่อนๆ ด้วย”

“ในสวนของเราต้องปลูกพืชที่เรากินได้อย่างน้อย 15 ชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นพืชพันธ์ุท้องถิ่น เช่น ชะมวง มะละกอ ชะอม บวบงู น้ำเต้า ถั่วฝักยาว มะเขือยาว ฯลฯ พี่ว่าไม่พอ เพราะเราอยากกินโน่นกินนี่ ก็ปลูกตามที่เราอยากกิน หรือเท่าที่เราอยากได้เมล็ดพันธุ์ได้ จนเต็มพื้นที่ บางทีก็ไปขอเมล็ดขอกิ่งเขามา ก็เอามาแบ่งกัน ก็แบ่งกันก็ได้เจอกัน คุยกัน แบ่งปันกัน ยิ่งคนเมืองยิ่งเห็นของแปลกๆ ใหม่ๆ ก็สนใจถามมีอย่างนี้ด้วยเหรอ อยากได้อยากกินก็หามาปลูก เพราะเราก็ได้กินด้วย ได้ขายด้วย ก็ดีใจแล้ว เพราะความที่เราเป็นคนเมือง พอเรากลับมาอยู่ก็มีความรู้สึกว่ามันได้ใจ”

“จริงๆ แล้ว ไม่ได้มีความรู้เรื่องเกษตรเลย มันร้อน มันเหนื่อย ทำใหม่ๆ ขายไม่ออก ไม่มีที่ไป ขนไปบริจาคหมดเลย” พี่จุ่น เล่าด้วยน้ำเสียงสบายๆ เธอบอกว่า การเริ่มต้นจากผู้ให้ ดึงดูดให้คนอื่นๆ เดินทางมาหาเธอมากขึ้น จากเครือข่ายกลุ่มเกษตรอินทรีย์ “มีคนมาเยี่ยมกลุ่มเรา ก็กลายเป็นช่องทางขายเล็กๆ น้อยๆ ทำเกษตรอินทรีย์จะขายแต่ผักสดเท่านั้น ต้องเปลี่ยนวิถีการขายผักสด ทำเมล็ดพันธ์ุ กิ่งตอน กิ่งพันธุ์ ทุกอย่างที่เป็นของเกษตรเราก็สามารถเอามาสร้างรายได้ได้ทั้งหมด ในสวนเราขายได้ทุกอย่าง เราแบ่งปัน มีเพื่อน การแชร์ การได้รับความรู้จากกลุ่มพี่น้อง ก็เอามาดัดแปลงกับของเรา สุดท้ายเราก็ส่งต่อ ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ เยอะเลย ตอนนี้กำลังอินเลย เวลามีคนชวนให้ไปค้างที่ไหน ไม่อยากจะไป ห่วงสวน (ยิ้ม)”

มากกว่าการปลูกผักเพื่อกิน หรือเน้นปลูกผักสดเพื่อเก็บขายตามฤดูกาล กาญจนา มองไกลถึงการทำพื้นที่ให้เป็นแปลงที่ปลูกเพื่อเน้นการเก็บเมล็ดพันธุ์ “เหตุผลข้อแรก คือ เราเป็นคนเมืองมาก่อน ก็ออกตัวว่าไม่ถนัดนักกับการทำงานลงพื้นที่หนักๆ อย่างพี่สาวของพี่จุ่นจะเป็นคนขยันมาก เขาจัดการเรื่องแรงงานได้ดี แต่เราพอกลับมามองตัวเอง พี่จุ่นเป็นคนเรื่อยๆ ก็เลยมองหาสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี ซึ่งการเก็บเมล็ดพันธุ์ ถ้าใส่ใจรายละเอียด เราจะได้เปรียบเรื่องราคา ได้ใจกว่าปลูกผักสดแล้วขาย เรื่องรายได้ของคนที่ปลูกผักแล้วขายเลย ยกตัวอย่างเช่น ผักสดบางชนิด ในฤดูกาลจะขายได้ 30 บาท/กก. เราไม่ขายผักสด แต่จะรอให้เขาแก่ เติบโต อดใจรออีกสัก 2-3 สัปดาห์ จะได้ส่วนที่เป็นเมล็ด 1 กก.ของผักสด มันได้อีก 10 เท่าของราคาผักสด หรือผักบางตัวมันจะมีราคาเพิ่มขึ้นมาอีกเยอะ เราได้เรียนรู้วิถีของเขาค่อนข้างเยอะ” พี่จุ่น ให้ภาพ

กาญจนา บอกหลังจากถูกป้อนคำถามว่ารายได้เป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับการอยู่ในเมืองกรุง “ไม่ได้มีรายได้อะไรเยอะนะ แต่เราไม่ค่อยมีรายจ่าย ข้าวก็มีกินเอง ปลูกผักในแปลงก็พอกินทุกวัน ซื้อบ้างแค่เนื้อสัตว์ มีรายได้เข้ามาวันละ 200-300 บาท ก็อยู่ได้แล้ว แต่จริงๆ แล้วก็มากกว่านั้น แต่ที่สุดของการทำงานตรงนี้ คือ ความสุขที่ได้ปลูกแล้วได้เห็นผล และเราได้กินเอง มัน ดีใจ๊ ดีใจ แค่กล้วยออกลูก มะเขือมีลูก มัน ดีใจมากเลย”

 

กะเทยไทยในสายตาจีน หัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 11:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513914

กะเทยไทยในสายตาจีน หัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออก

โดย นิธิพันธ์ วิประวิทย์

เมื่อชาวจีนถามถึงเมืองไทย แทบไม่มีใครไม่ถามถึงกะเทย

จะไม่ถามได้อย่างไร ในเมื่อข้อมูลภาษาจีนที่อธิบายถึงกะเทยไทย ประหนึ่งพล็อตหนังไซไฟ เขย่าขวัญ

ที่สำคัญคือ 10 ปีที่แล้วผมเห็นคำอธิบายผิดๆ อย่างไร 10 ปีที่ต่อมาก็เห็นคำอธิบายผิดซ้ำเดิมคงอยู่อย่างนั้น อ่านแล้วได้แต่ “หัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออก”

ป๋ายตู้จีนในวันนี้ยังคงอธิบายอย่างที่ผมเคยเห็นในสื่อจีนทั้งหลายมากว่า 10 ปีที่แล้วว่า…

“กะเทยคือกลุ่มชายแปลงเพศที่เลี้ยงชีพด้วยการแสดงโชว์ในธุรกิจท่องเที่ยว รูปร่างเอวบางร่างน้อย ถ้าจะต่างจากผู้หญิงก็ที่พวกเขามีฝ่ามือฝ่าเท้าใหญ่ บ้างยังเป็นชาย บ้างแปลงเพศแล้ว กะเทยทั้งหลายเป็นกะเทยเพราะสภาพสังคมบังคับให้เป็น พวกเธอจึงกลายเป็นเพียงวัตถุ เพื่อให้ผู้คนเชยชมในความสวยงาม สนุกสนาน…”

ดราม่าบังเกิดขึ้นแล้ว…

“ไทยเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมเรื่องเพศเฟื่องฟูมาแต่ไหนแต่ไร มีคติเกี่ยวกับสตรีเพศต่างจากจีนมาก ไทยดูถูกความยากจนแต่ไม่ดูถูกอาชีพขายบริการ จึงมีผู้หญิงจำนวนมากเข้าทำงานในสถานบันเทิง และสังคมก็ไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามพวกเขาแต่อย่างใด โดยเฉพาะในเมืองใหญ่เช่น พัทยา เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ต่อมาจากนั้นจึงมีธุรกิจขายบริการของพวกรักร่วมเพศ แล้วจึงทำให้เกิดกลุ่มชายที่แปลงเพศเป็นกะเทยในที่สุด”

“เพราะผู้หญิงในธุรกิจสถานบันเทิงทำเงินได้ดี จึงมีผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่ต้องหาเลี้ยงชีพคิดหาวิธีแปลงเพศเป็นผู้หญิง แถมยังมีพวกค้ามนุษย์ที่ทำธุรกิจมืด ลักพาเด็กทั้งหลายไปแปลงเพศเป็นกะเทย กลุ่มกะเทยจึงเกิดขึ้นมาก” !?!?!?!….

“ทศวรรษที่ 20 มีปริมาณกะเทยในประเทศไทยถึง 2 หมื่นคน โดยมีอายุ 14-50 ปี มักอยู่ในแถบพัทยาตามบาร์เหล้าและไนต์คลับ จึงสามารถพบเห็นกะเทยตามแหล่งท่องเที่ยวราตรีในไทยได้อย่างแน่นอน นอกจากมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม พวกเขายังมีความสามารถในการเต้นรำแสดงโชว์อย่างยิ่ง”

จากความละเอียดลออของความเป็นมาสถิติและแหล่งอาศัย เห็นชัดว่ากระทิงไทยได้รับความใส่ใจน้อยกว่ากะเทย

“ในประเทศไทย กะเทยส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน สามารถบอกได้เลยว่าแทบไม่มีลูกชายบ้านคนรวยที่ไหนยอมไปเป็นกะเทย และในประเทศไทยเองจะมีโรงเรียนฝึกอบรมกะเทยโดยเฉพาะ”

เรื่องกะเทยมาจากครอบครัวยากจน คงผสมโรงให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตขันทีจีน ส่วนเรื่องโรงเรียนฝึกอบรม หวังว่าชาวจีนจะไม่ได้เข้าใจผิดคิดว่าโรงเรียนชายล้วนใดในไทยเป็นโรงเรียนฝึกกะเทย

“ปกติจะเริ่มต้นฝึกกันตั้งแต่ 2-3 ขวบ จะฝึกทั้งการแต่งกาย แต่งหน้า ให้ทำงานอดิเรกแบบผู้หญิง ที่สำคัญที่สุดคือจะให้ทานฮอร์โมนเพศหญิง เพื่อยับยั้งการเจริญเติมโตของระบบอวัยวะเพศชาย เสริมให้พัฒนาการเจริญเติบโตไปทางเพศหญิง โดยทั่วไปต้องทานต่อเนื่องเป็นสิบปี หลังจากนั้นอวัยวะที่แสดงความเป็นชายทั้งหลายก็จะลีบเล็ก กล้ามเนื้อลดน้อย ผิวพรรณละเอียดนุ่มนวลขาวผ่อง รูขุมขนเล็ก หน้าอกขยาย มีรูปร่างเป็นหญิง แต่สูงสง่า กลมกลึง และมีราศีกว่าผู้หญิงทั่วไป”

“สาเหตุที่ประเทศไทยมีกะเทยมากนั้นมีหลายองค์กรเคยวิเคราะห์วิจัย แต่มีสาเหตุไม่แน่ชัด อย่างไรก็ตามน่าจะมาจากศาสนา ภูมิประเทศ การศึกษา และสภาพสังคมที่มีอิสระ”

ฟังดูมีหลักการไม่ใช่น้อย เลยขอดูหน่อยว่าองค์กรทั้งหลายเค้าวิเคราะห์ว่าอย่างไร?

“ด้านศาสนา ไทยนับถือพุทธหินยาน เหมือนกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เมียนมา กัมพูชา พุทธหินยานนั้นต่างกับพุทธมหายานตรงที่ว่าให้ความสำคัญกับการตื่นรู้เฉพาะแต่ละบุคคล ความเคารพในบุคคลอื่นจึงเป็นจุดเด่นของไทย เราจะเห็นได้ว่ามารยาทคนไทยจะใช้อาการไหว้กับผู้คนทั่วไป ซึ่งเป็นอาการเดียวกับการไหว้พระ”

คนเขียนบทความนี้จึงสรุปว่าชาวไทยเคารพคนทั่วไปเท่ากับเคารพพระ?!?!?

“เมื่อเกิดปัญหาขึ้น คนไทยจะมีคำถามในใจก่อนว่า ฉันมีสิทธิอะไรหรือไม่ที่จะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ ชาวไทยจึงมักไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน ดังนั้นการเป็นกะเทยในไทย จึงไม่ถูกดูถูกแต่อย่างใด”

“ด้านภูมิประเทศ ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น ชาวไทยจึงเนือย และมีชีวิตสโลว์ไลฟ์ ทำเลตามตำราฮวงจุ้ยอยู่ในตำแหน่ง “คุน” มีความชื้นสูง ซึ่งก็คือมีความเป็น “หยิน” สูง แผ่นดินไทยโอบเข้าหาน้ำ ด้านเหนือเป็นเขา มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่เคยถูกรุกรานจากต่างประเทศมากว่า 270 ปี รูปร่างแผ่นดินประเทศไทยหากเปรียบเป็นร่างกายผู้หญิง ภาคใต้เปรียบเหมือนเรียวขา เมืองหลวงจะอยู่ในตำแหน่งอวัยวะเพศหญิง ทำให้เป็นประเทศที่มีความเป็น “หยิน” มากขึ้นไปอีก อิทธิพลนี้ทำให้ผู้คนสุภาพเรียบร้อย แต่เพศชายมีโอกาสสับสนในเพศได้ เช่นที่บางคนบอกว่ากะเทยเป็นตามธรรมชาติก็เกิดจากสาเหตุนี้”

ฮวงจุ้ยก็มา…

“ด้านการศึกษา ประเทศไทยเน้นจรรยามารยาท เด็กๆ ได้รับการสอนสั่งเรื่องศาสนา และความสุภาพเรียบร้อย โรงเรียนส่วนใหญ่มักจะตั้งอยู่ข้างวัด เด็กยืนคุยกับผู้ใหญ่หรือเดินผ่านผู้ใหญ่จะต้องค้อมตัว ผู้ชายพูดเสียงดังจะถูกหาว่าไม่มีมารยาท”

จัดว่ามองไทยในแง่ดีอยู่ไม่น้อย… “แม้กะเทยในไทยจะไม่ได้รับการยอมรับในกระแสสังคมหลัก แต่ก็ไม่ได้ถูกเหยียดหยามแต่อย่างใด ในโรงเรียนมีนักเรียนกะเทย ในตลาดและร้านค้าก็มีพ่อค้าแม่ค้ากะเทยได้เช่นกัน”

“กะเทยส่วนใหญ่เลือกเส้นทางนี้เพราะมีรายได้ดี มีบ้างที่เป็นเพราะธรรมชาติ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้แล้วทุกคนจะพบว่าต้องอดทนต่อความยากลำบากทั้งทางร่างกายและจิตใจ รายได้ก็ไม่ได้หามาง่ายๆ อย่างที่คิดไว้ กฎหมายระบุว่าพวกเขาเป็นผู้ชาย แต่ชีวิตประจำวันของพวกเขาเป็นผู้หญิง หากจะเข้าห้องน้ำ ต้องดูว่าวันนั้นแต่งกายเป็นชายหรือเป็นหญิง แล้วเลือกเข้าตามการแต่งกาย”

“กะเทยมีชีวิตงานแสดงเพียงช่วงสั้นๆ โดยปกติแล้วกะเทยจะมีอายุยืนเพียง 35-40 ปี ช่วงชีวิตก่อน 18 ปีเป็นวัยแห่งการเติบโต พอช่วย 18-25 ปี เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะรับงานแสดงต่างๆ สร้างโอกาสให้ตัวเอง พอ 26 ปีขึ้นไปก็เข้าสู่วัยชรา เปรียบได้กับช่วงอายุ 55 ปีของคนทั่วไป ที่พวกเขาอายุสั้นก็เพราะการทานฮอร์โมนเพศหญิงต่อเนื่อง ยิ่งใช้ก็ยิ่งต้องเพิ่มปริมาณมากเข้า และเมื่อเข้าสู่ช่วงร่วงโรย ความเป็นชายก็จะเริ่มปรากฏชัดขึ้น ผิวหยาบ รูขุมขนใหญ่ เสียงแหบห้าว ฮอร์โมนที่ใช้จะไม่มีผลอีกต่อไป ต้องอยู่กับความทุกข์ทางกายและทางจิตใจต่อไปตลอดชีวิต…”

วัฏจักรและระบบนิเวศของกะเทยไทยจึงช่างน่าเห็นใจยิ่งนัก…

ฉะนั้นสายตานักท่องเที่ยวจีนที่มุงขอถ่ายรูปกลุ่มนักแสดงโชว์สาวประเภทสองตามแหล่งท่องเที่ยว จึงล้วนแฝงไปด้วยคำอธิบายอย่างบิดเบี้ยวข้างต้น และความบิดเบี้ยวยังกระจายอยู่ในมุมมองจากสื่อจีน

สื่อจีนเสนอเรื่องกะเทยไทยทีไร ก็พยายามเค้นให้เนื้อหาได้อารมณ์ตามข้อมูลพื้นฐานข้างต้น

ไม่แน่ใจว่าคำอธิบายและสถิติข้างต้นมีต้นกำเนิดมาจากไหน แต่น่าแปลกใจที่คำอธิบายนี้ไม่เคยถูกแก้ไข อาจเป็นเพราะมันสนองจินตนาการชาวจีนที่ชื่นชอบให้โลกภายนอกประหลาดพิสดาร คุ้มค่าแก่การท่องเที่ยว หรืออาจเป็นเพราะฝั่งการท่องเที่ยวไทยก็ไม่ได้เสียประโยชน์จากการโปรโมทความพิสดารนี้ หรืออาจเป็นเพราะแค่ไม่มีใครใส่ใจและเดือดร้อนในคำอธิบายผิดๆ แบบที่คนจีนยัดเยียดวลีให้คนไทยแบบ Stereotype เป็นคำว่า “ไม่เป็นไรๆ”

กะเทยไทยในความคิดของชาวจีน จึงยังคงมีชีวิตที่ “หัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออก” อยู่อย่างนี้เรื่อยมา n

 

ความสุขที่ปลายเท้า แวซายน์-วรัญญภัสสร์ สิรินิธิยประภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513968

ความสุขที่ปลายเท้า แวซายน์-วรัญญภัสสร์ สิรินิธิยประภา

โดย นกขุนทอง

ไม่ได้โหนกระแส ที่ตอนนี้คนกำลังนิยมออกกำลังกาย ด้วยการ “วิ่ง” ทว่า “แวซายน์-วรัญญภัสสร์ สิรินิธิยประภา” ดีเจแห่งคลื่น GET 102.5 เลือกการวิ่งเป็นกีฬาโปรด แถมยังกลายมาเป็นไลฟ์สไตล์ เพราะวิ่งมาตั้งแต่อายุยังน้อยจนโตเป็นสาวสะพรั่ง สุขภาพดี รูปร่างดี มีสุขภาพจิตที่ดี ก็เพราะการวิ่งนี่ละ

เริ่มต้นชีวิตนักวิ่งลมกรด

“ตั้งแต่สมัยอยู่ประถม เรียนที่วัฒนาวิทยาลัย มีวิชาพละ แล้วเรารู้สึกว่าเราวิ่งได้เร็ว นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ชอบวิ่ง พอวิ่งได้ที่หนึ่งของห้อง ชนะคนตัวสูงสุดของห้องเรายิ่งชอบ ตอนเด็กซายน์จะตัวเล็กมาก พอวิ่งชนะ ทุกคนก็
โอ้โห ปรบมือเซอร์ไพรส์มากที่เราวิ่งได้เร็วขนาดนั้น  ซึ่งซายน์ไม่รู้มาก่อนว่าตัวเองวิ่งได้เร็ว

บางคนตอนเด็กๆ อาจไม่ชอบเรียนพละ แต่ซายน์เป็นคนชอบวิชาพละมาก พอเริ่มฮึกเหิมรู้สึกว่าเราเป็นคนวิ่งได้เร็วก็ลงแข่งวิ่งเรื่อยๆ ได้เหรียญมาก็หลายเหรียญ จนมาถึงระดับมัธยมก็ยังลงแข่งวิ่งอีก”

แม้กระทั่งเรียนระดับอุดมศึกษา ซายน์เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ก็ยังต้องวิ่งและวิ่งหนักกว่าเดิมเสียอีก “ต้องวิ่งกันทุกวัน เพราะมีกฎว่า เชียร์ลีดเดอร์ทุกคนจะต้องวิ่งรอบสนามจุ๊บ (สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) จะวิ่งตั้งแต่ 16.30-17.00 น  ถ้าให้นับรอบอย่างน้อยก็เป็นสิบรอบได้

ทุกครั้งที่โดนทำโทษ เช่น มีคนที่ไม่ยิ้ม หรือทำไม่พร้อมกัน พี่ๆ ก็จะให้วิ่งรอบสนามจุ๊บ เคยวิ่งรอบสนามจุ๊บมากสุด คือ 23 รอบในวันเดียว โหดมาก (หัวเราะ) แต่ซายน์โชคดีที่ซายน์ชอบวิ่งอยู่แล้ว แล้วซายน์วิ่งเป็นอันดับหนึ่งของเชียร์ลีดเดอร์รุ่นนั้น

ซายน์วิ่งนำแล้วบิ๊วด์คนอื่น เฮ้ย…วิ่งได้ เชื่อซายน์ถ้าคิดว่าสนุกมันก็จะสนุก ไม่เคยรู้สึกไม่ชอบการถูกทำโทษเลย อย่างคนอื่นเขาจะร้องไห้พอรู้ว่าต้องวิ่ง แต่เราจะชอบมากที่พี่ๆ เขาให้วิ่ง ทั้งวิ่งทำโทษและวิ่งก่อนซ้อมเพื่อให้มีเรี่ยวมีแรง วิ่งเพื่อเอาแรง”

วิ่งได้อยู่กับตัวเอง

แวซายน์ได้ประโยชน์จากการวิ่งหลายๆ ด้าน จึงทำให้เธอไม่เคยคิดหยุดวิ่ง โดยเฉพาะเวลาเครียด มีปัญหาแก้ไม่ตก แค่ออกวิ่ง ก็รู้สึกได้ปล่อยวางปัญหาเหล่านั้นตัวเบาสบายขึ้น

“ซายน์ว่าการวิ่งทำให้เรามีสมาธิที่ดี แล้วก็เบิร์นได้ความแข็งแรงของร่างกาย ทำให้เรารู้สึกว่าร่างกายของเรามันสดชื่น ทำให้ร่างกายของเราไม่ค่อยเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ เชื่อว่าที่ทุกวันนี้ซายน์แข็งแรง ส่วนหนึ่งมาจากการวิ่งนี่ละ

ต่อให้ซายน์จะไปโยคะ ตีแบด ว่ายน้ำ ก็ยังทำสลับกับการวิ่งอยู่ดี  อยู่บ้านก็วิ่งรอบหมู่บ้านได้ ไปทะเลก็วิ่งริมหาด ต่อให้ไปเขาก็วิ่งได้ มันวิ่งได้ทุกที่จริงๆ บางวันก็วิ่งบนลู่ ถ้ามีโอกาสก็นัดกับเพื่อนไปวิ่งตามสวนสาธารณะ

การวิ่งเป็นกีฬาที่ง่าย วิ่งคนเดียวได้ ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์เยอะ ปกติถ้าซายน์ไม่ได้วิ่งลู่ ซายน์จะออกไปวิ่งที่สวนเบญจสิริ สุขุมวิท และอีกที่ก็สวนสันติภาพ ตรงซอยรางน้ำ ซายน์จะวิ่งประมาณ 45-60 นาที  ถ้านับเป็นระยะทางประมาณ 5 กิโลได้ เริ่มวอร์มร่างกายสัก 10 นาที วิ่งอีก 20-30 นาที แล้วก็คูลดาวน์อีก 15 นาที  หรือถ้าวิ่งบนลู่วิ่งก็ใช้เวลาประมาณเดียวกัน”

เทคนิคการวิ่งของแวซายน์

หลายคนที่อยากวิ่ง แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง วิ่งแล้วเกิดอาการบาดเจ็บก็เสียกำลังใจ หยุดวิ่งไปเลย หรือบอกว่า การวิ่งเป็นกีฬาที่เหนื่อยมาก แวซายน์มีเทคนิคดีๆ มาช่วยเชียร์อัพให้ทุกคนอยากลุกอกมาวิ่งกัน

“การวิ่งไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วอย่างเดียว เดินเร็วก็ได้ จ๊อกกิ้งก็ได้ ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงหรือความฟิตของร่างกายในช่วงนั้น คือมันวิ่งได้ตลอดจริงๆ

ซายน์จะมีทริกของซายน์ อย่างเช่นถ้าหลายคนบอกว่า การวิ่งน่าเบื่อ เวลาวิ่งก็ให้เปลี่ยนจังหวะในการวิ่ง อย่างรอบแรกอาจเดินเร็วก่อน รอบสองวิ่งเหยาะๆ แล้วก็วิ่งเร็วสลับไปมา ถ้ารู้สึกว่าน่าเบื่อก็เปลี่ยนเป็นวิ่งกระโดดไปเรื่อยๆ มันก็เร็วเหมือนกันแล้วสนุกด้วย

การวอร์มร่างกายก่อนวิ่งสำคัญมาก  ถ้าไม่วอร์มร่างกายให้เพียงพอ หรือลงสนามปุ๊บไม่ยืดไม่วอร์ม หรือว่าลงปุ๊บวิ่งเร็วเลยก็ไม่ได้ ต้องให้ร่างกายปรับตัวแล้วเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อ พอวิ่งเสร็จก็ควรยืดเส้น สำคัญมากเหมือนกัน

ซายน์เคยมีช่วงที่แบบวิ่งเสร็จแล้วยืดร่างกายไปนิดหน่อยแล้วก็รีบไปทำอย่างอื่น ผลที่ได้คือมีอาการบาดเจ็บตามมา ตัวจะตึงๆ กล้ามเนื้อบาดเจ็บ หลังจากนั้นต่อให้รีบแค่ไหนก็ต้องยืดเส้นยืดสายให้เรียบร้อยก่อนเสมอๆ ค่ะ

ใครที่อยากวิ่งนะคะ อันดับแรกควรซื้อรองเท้าให้ถูกต้องก่อน อุปกรณ์ช่วยได้ อย่างซายน์มีรองเท้าวิ่งค่อนข้างเยอะ เดี๋ยวนี้รองเท้าวิ่งกลายเป็นแฟชั่นไปแล้ว นอกจากใส่วิ่งแล้วยังใส่ไปเที่ยวเมืองนอกเวลาที่ต้องเดินเยอะกว่าปกติ หรือใส่ในชีวิตประจำวัน

รองเท้าวิ่งสำคัญนะคะ ซายน์เองติดตามพวกนวัตกรรมเสมอ รองเท้าวิ่งที่ดีจะช่วยซัพพอร์ตเท้าของเรา จังหวะที่เราวิ่งมันเป็นแรงกระแทก รองเท้าวิ่งจะไปลดแรงกระแทก อย่างคู่ล่าสุดที่ซายน์มี เขาเคลมว่าเปรียบเสมือนวิ่งอยู่บนฟองอากาศ ซึ่งซายน์ก็รู้สึกว่าใส่วิ่งแล้วปวดขาน้อยลง เหมือนมันวิ่งได้นานขึ้น

อีกอย่างที่ควรให้ความสำคัญคงเป็นชุดใส่วิ่ง ซายน์จะชอบใส่สปอร์ตบราเสื้อกล้ามที่เป็นผ้าสำหรับใส่ออกกำลังกายโดยเฉพาะ เพื่อให้ระบายเหงื่อ แล้วมักจะใส่ขาสั้นสำหรับวิ่ง

ผ้าจะลื่นๆ บางๆ มันๆ ข้างในจะมีตัวซัพพอร์ตกันไม่ให้โป๊เวลาเราคลายเส้นยืดเส้น”

“วิ่ง” ไม่เกี่ยวกับใครเลย อยู่ที่คุณคนเดียว พร้อมที่จะออกมาวิ่งแล้วหรือยัง

 

ชีวิตไม่ติดทุกข์ สิทรา พรรณสมบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513963

ชีวิตไม่ติดทุกข์ สิทรา พรรณสมบูรณ์

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : สิทรา พรรณสมบูรณ์

“แมคโครไบโอติกส์ การกินอาหารและใช้ชีวิตกับธรรมชาติ” เป็นหนังสือเกี่ยวกับแมคโครไบโอติกส์เล่มแรกๆ ในเมืองไทยที่ “สิทรา พรรณสมบูรณ์” เขียนขึ้น เธอคือผู้หญิงคนหนึ่งที่โชคร้ายป่วยเป็นมะเร็ง แล้วเธอก็ขอบคุณมะเร็งที่ทำให้ชีวิตวันนี้มีคุณค่า หนึ่งในประจักษ์พยานคือหนังสือแมคโครไบโอติกส์ที่เขียนขึ้นเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน หากทุกวันนี้ยังติดอันดับขายดีตลอดกาล

ถือเป็นหนึ่งในหนังสือยอดนิยมสำหรับการซื้อไปเยี่ยมไข้ผู้ป่วยมะเร็ง หากสิทรามิได้ดีใจที่หนังสือทำยอด แต่ดีใจที่มันอาจมีส่วนช่วยในการให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยมะเร็ง ได้มีทางเลือกและมีหนทางปฏิบัติตัวเรื่องการกินอยู่ เหมือนในอดีตที่ครั้งหนึ่งเธอได้รับโอกาสนั้น

สิทราป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ได้รับการวินิจฉัยให้ตัดเต้านมทิ้ง ตัดไปข้างหนึ่งแล้วแต่ไม่แล้ว เนื่องจากมะเร็งชนิดที่สิทราเป็น มีข้อบ่งชี้ว่าอีกข้างที่เหลือจะมีปัญหาตามมา นัดวันเข้าโปรแกรมรักษาเต้านมอีกข้างต่อไปเลย ขณะรอพักฟื้น ได้อ่านหนังสือเยี่ยมไข้ที่มีผู้หวังดีนำมาให้

“Recalled by Life” คือหนังสือเล่มนั้น มีผู้แปลเป็นภาษาไทยว่า “ข้าพเจ้าหายป่วยจากมะเร็งได้อย่างไร” เขียนโดย นพ.แอนโธนี่ แซททิลาโร ซึ่งล้มป่วยลงด้วยมะเร็ง มีคนนำหนังสือเกี่ยวกับการกินอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์ไปให้นพ.แอนโธนี่อ่าน นายแพทย์ท่านนี้ประทับใจมาก ปฏิวัติวิถีชีวิตกระทั่งหายป่วย

เรื่องนี้ยังความประทับใจแก่สิทราเช่นกัน เธอคว้าโอกาสนั้นและทำให้มะเร็งหายไปจากชีวิต เมืองไทยสมัยเมื่อ 20 ปีก่อนยังไม่มีใครคุ้นเคยกับคำว่าแพทย์ทางเลือก แต่สิทราก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เลือกทางเดินที่แจ่มกระจ่างอยู่ตรงหน้า

“ดิฉันเป็นมะเร็งเต้านมที่เจอในระยะต้น ทันทีที่ตรวจพบ แพทย์ผู้ทำการรักษาขอให้ผ่าตัดทันทีภายใน 24 ชั่วโมง ตกใจและขาดสติ เมื่อหมอบอกให้ตัดก็ตัด ไม่คิดเลยว่านี่คือร่างกายของเรา”

หนังสือทำให้สิทราฉุกคิดว่า ทำไมเราไม่ทำบ้าง ทำไมไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ในเมื่อร่างกายนี้ก็ของเรา หรือจะเดินเข้าออกโรงพยาบาลนี้ต่อไป ด้วยความเศร้าเคร่งเครียดและสับสนอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ จิตตก หดหู่ ชีวิตมีความหมายแค่การรอคอยว่าหมอจะพูดอะไร

“นี่คือชีวิตของเรามิใช่หรือ ทำไมให้หมอมาตัดสินใจ การผ่าตัดเต้านมทำให้เราแย่ เราไม่เอาอีก ตัดสินใจเด็ดขาด จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิต ทันทีที่ตัดสินใจ ก็หนีหมอออกจากโรงพยาบาลมาเลย”

แน่วแน่เพราะเชื่อมั่นในแนวทางธรรมชาติ สิทราไม่เสียเวลาหรือลังเล เธอใช้เวลาไตร่ตรองไม่นานแค่ 2-3 วัน โดยวันที่ออกจากโรงพยาบาลไม่ได้บอกหรือปรึกษาแพทย์ประจำตัวแม้แต่คำเดียว รวมทั้งไม่ติดต่อกลับไปอีก  ครั้งเดียวก็ไม่ ถือว่าเลือกแล้ว

“โชคดีที่คนใกล้ตัวก็สนับสนุน สมาชิกในครอบครัวทุกคนเคารพในการตัดสินใจของดิฉัน เคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าครอบครัวไม่เข้าใจ การตัดสินใจต้องยากกว่านี้”

ความกล้าในการตัดสินใจ อาจได้มาจากบิดา อบ วสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และอดีตประธานสภาหอการค้าไทย สิทราเล่าว่า บิดาเข้มงวด เป็นคนจริงและเด็ดเดี่ยว สิ่งเหล่านี้ได้มาจากท่าน

สิทราเรียนบัญชีตามความต้องการของบิดา เพื่อจะได้เป็นกำลังช่วยธุรกิจของครอบครัว แม้ไม่ชอบแต่ก็เรียนได้ จบแล้วบินไปเรียนต่อด้านการเงินที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ทำงาน แต่งงาน มีความสุข

สมัยสาวใช้ชีวิตเต็มที่โลดแล่นอยู่ในวงสังคม เป็นนักจัดปาร์ตี้คนหนึ่ง ที่ชอบนัดเพื่อนฝูงมาเฮฮา ออกกำลังกายเต็มที่ กินอาหารเต็มที่ กินทุกอย่างที่อยากกิน กินทุกอย่างที่อร่อย ชีวิตเดินทางมากระทั่งถึงจุดเปลี่ยนในวันที่รู้ว่ามีเนื้อร้ายในทรวงอก

ตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตมากินอยู่ง่ายๆ ศึกษาเรื่องอาหารแมคโครไบโอติกส์ ขณะนั้นเมืองไทยมีความรู้ด้านนี้จำกัด สิทราสั่งซื้อหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้จากต่างประเทศทั้งหมด แม้กระทั่งเดินทางไปอังกฤษ เพื่อเรียนรู้เรื่องแมคโครโบโอติกส์ที่นั่น ประทับใจมากและคิดว่าต้องทำให้ได้ ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ให้ได้

“ยิ่งศึกษาก็ยิ่งพบว่าธรรมชาตินี้มหัศจรรย์ และตัวเราเองนี้มีพลังความสามารถที่จะรักษาตนเองได้ หากตั้งใจทำจริง ดิฉันตกลงใจเลิกทำงาน หันมาให้เวลาแก่ตนเองให้มากขึ้น

”การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากครอบครัวก่อน สิทราชักชวนสามีให้ออกไปใช้ชีวิตในต่างจังหวัด เมื่อแรกแต่งงานได้ซื้อที่ดินเก็บไว้ผืนหนึ่ง พื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ตั้งอยู่ที่ จ.นครราชสีมา ปัจจุบันคือบ้านน้ำสวย เขาใหญ่ ได้ปลูกบ้านและใช้ชีวิตใน “วิถีโบราณ” หมายถึง กินอยู่ตามธรรมชาติ เหมือนคนรุ่นเก่าๆ

หลักการที่สำคัญของแมคโครไบโอติกส์ ก็คือการกินและการใช้ชีวิตให้สมดุลกับธรรมชาติ อาหารกินอยู่ง่ายๆ ไม่ปนเปื้อนไม่ปรุงแต่ง ควรทำอาหารกินเอง เลี่ยงการซื้ออาหารสำเร็จรูป ไม่เพียงเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงทุกรายละเอียดของชีวิต สิทรา
ย้ำว่า ให้ฟังร่างกาย Listen to your body

“เสียงที่จะบอกเราในทุกวันว่าสิ่งที่เราทำนั้น ส่งผลอย่างไร รู้สาเหตุแก้ที่สาเหตุ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้คุณป่วย บางคนออกแดดแล้วปวดหัว บางคนได้กลิ่นบางอย่างแล้วคลื่นไส้ อะไรก็ตาม คุณต้องฟังเขา เขาจะบอกคุณเองว่าคุณต้องทำหรือไม่ทำอะไร”

แรกใช้วิธีจด สิทราจดทุกอย่าง เรียนรู้ร่างกายตัวเองว่าเหมาะกับอะไรไม่เหมาะกับอะไร ยังมีช่วงเวลา เช่น กินอะไรเป็นอย่างแรก กินแล้วท้องเสียไหม กินแล้วอึดอัดไหม ในที่สุดก็จะรู้ไปเองว่า สมดุลของตนนั้นอยู่จุดใด รวมทั้งที่ก็จะรู้ตามมาว่า สิ่งที่เคยรู้ สิ่งที่เคยใช่ สิ่งที่เคยสมดุล ในที่สุดก็จะไม่เป็นอย่างนั้น

“ตัวเราและทุกอย่างรอบตัวเราล้วนเป็นอนิจจัง มันไม่คงที่แน่นอนหรอก มันไม่เป็นอย่างนี้ตลอดไปหรอก มันจะเปลี่ยน ความสมดุลในร่างกายของเราจากอย่างหนึ่ง เปลี่ยนสู่อีกอย่างหนึ่ง คุณมีหน้าที่ฟังว่าเขาจะบอกอะไรคุณ”

ไม่มีสูตรที่ตายตัว เหมือนกับที่หนังสือเล่มนี้บอกไว้แต่ต้น สิทรามิได้แนะนำใคร เพราะร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน การเจ็บไข้ก็ไม่เหมือนกัน อย่าเพิ่งคิดไปว่าเป็นมะเร็งแล้วหันมากินแมคโครไบโอติกส์แล้วจะหายเหมือนกันหมด หากแต่ให้ลองอ่านดูแล้วพิจารณาว่าน่าเชื่อได้หรือไม่ ถ้าสงสัยก็ลองทำดูกับตัวเอง

สิ่งงที่สำคัญยิ่งกว่าอาหารในความคิดของสิทราคือธรรมะ รักษาร่างกายและรักษาจิตใจด้วยการปฏิบัติธรรม แต่ก่อนรู้จักธรรมะแบบกระเส็นกระสาย ต่อเมื่อมะเร็งมาทักทาย จึงได้ศึกษาอย่างจริงจัง ไปปฏิบัติธรรมตามแนวทางของโกแองก้า  กับอาจารย์ John Coleman และ พล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร รวมทั้งที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมโกแองก้า

การปฏิบัติธรรมยังทำให้มีโอกาสได้รู้จักกับเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน ศิลปินนักแสดงและผู้กำกับคนดัง ซึ่งไปร่วมปฏิบัติธรรมและเป็นสายธรรมด้วยกัน วันหนึ่งได้มีโอกาสทำอาหารแมคโคไบโอติกส์ให้ภัทราวดีลองชิม จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าคือฟักทองย่าง ผักป่า

กลัวว่าจะไม่มีรสที่สุด แต่กลายเป็นว่าภัทราวดีตื่นเต้นและเอร็ดอร่อยกับอาหารธรรมชาติธรรมดาๆ นี้มาก ถึงขั้นยุยงให้สิทราเขียนหนังสือแนะนำคนอื่นเสียด้วย นำมาซึ่งหนังสือเล่มแรกในชีวิต ซึ่งถึงวันนี้พิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 23 แล้ว ขณะที่เล่ม 2-3-4 ก็ทยอยตามมา รวมทั้งอีกหลายเล่มในแนวเดียวกัน

“คุณเคยคิดหรือไม่ว่า เราทุกคนเกิดมาเพื่อจะตาย การป่วยครั้งนี้ทำให้ดิฉันมองโลกเปลี่ยนไป เรียกว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ได้”

มองเห็นทุกข์ มองเห็นความตายที่มาใกล้ ทำใจและอยู่กับมันอย่างไม่ทุกข์ มันก็แค่นี้ ชีวิตที่เหลือสิสำคัญกว่า จะทำอย่างไรให้ชีวิตมีคุณภาพ จึงขอบคุณมะเร็ง โรคร้ายที่ใครๆ กลัว แต่ทำให้สิทราได้เปลี่ยนชีวิต ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างที่มีประโยชน์ ได้สัมผัสกับชีวิตที่มีคุณภาพ

“ถ้าไม่มีมะเร็งในตัว คงไม่ได้เห็นโลกอีกซีกหนึ่งที่ไม่เคยเห็น โลกอีกซีกหนึ่งที่เราตาบอดมาตลอด ขอย้ำเรื่องให้ฟังเสียงของร่างกาย ควรกินอาหารทำเอง เลี่ยงการซื้ออาหารสำเร็จรูปปรุงแต่ง มีวินัย ออกกำลังกายพอเหมาะพอควรแต่สม่ำเสมอ มีจิตใจดีงามผ่องใส คิดดีทำดีแล้วจะดีเอง”

 

‘สุรการ ศิริโมทย์’ ซีเอฟโอ WORK

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 18:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513750

‘สุรการ ศิริโมทย์’ ซีเอฟโอ WORK

โดย ทีมข่าวหุ้น-ตลาดทุน/วิศิษฐ์ แถมเงิน

“สุรการ ศิริโมทย์” วัย 39 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบริหารการเงินการลงทุน บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) ผู้ประกอบรายการทีวีดิจิทัลที่ผลิตรายการจนมีหลายรายการครองเรตติ้งอันดับต้นๆ ของประเทศ ล่าสุดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) แซงหน้ายักษ์ใหญ่ของวงการโทรทัศน์อย่าง บริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) หรือช่อง 3 กลายเป็นใหญ่ที่สุดแทนเจ้าพ่อเรตติ้งอันดับหนึ่งของไทย โดยมีเขาอยู่เบื้องหลังดูแลงานด้านการเงินขององค์กร

สุรการเป็นเด็กหัวดี ช่วงเรียนระดับมัธยมปีที่ 4 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สามารถสอบเทียบ ม.6 ได้จึงเลือกเอนทรานซ์เข้าติดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (เอสไอไอที) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เขาชื่นชอบเรียนคณะนี้เพราะเกี่ยวข้องกับตัวเลขและการคำนวณ ผนวกกับเป็นการเรียนภาคภาษาอังกฤษซึ่งยุคนั้นค่อนข้างได้รับความนิยมมากเพราะเป็นยุคที่ในทุกมหาวิทยาลัยทยอยเปิดการเรียนการสอนภาคภาษาอังกฤษ เป็นโอกาสดีเพราะได้เรียนในคณะที่ชอบและยังได้ภาษาอังกฤษไปด้วยพร้อมกันและยังได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยก่อนเพื่อนๆ ในรุ่นที่เรียนมัธยมรุ่นเดียวกัน

ประมาณปี 2540-2541 ที่จบปริญญาตรีเป็นช่วงจังหวะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท วิทยาลัยบริหารการจัดการ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหิดล ประมาณปี 2542-2543 ในช่วงที่เรียนปริญญาโทที่มหิดลได้ค้นพบว่ามีความชอบวิชาด้านบัญชีและการเงินอย่างมาก

หลังจากเรียนจบจึงตัดสินใจบินไปเรียนต่อปริญญาโท วิชาเอกด้านการเงินที่ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐซานฟราน ซิสโก ที่สหรัฐ สาขาวิเคราะห์ธุรกิจและการเงิน (MSBA-Finance) และจบกลับมาไทยในปี 2546 จึงสมัครงานไปทั้งธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งได้รับเลือกเข้าทำงานหลายด้านทั้งงานผู้จัดการกองทุน งานฝ่ายวิเคราะห์ งานวาณิชธนกิจ

เริ่มทำงานที่แรกในสายงานวาณิชธนกิจที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาตนานประมาณ 6 ปี กับ “สุวภา เจริญยิ่ง” กรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจวาณิชธนกิจ (ไอบี)

ในช่วงที่ทำงานไอบีที่ บล.ธนชาต เป็นยุคที่เศรษฐกิจค่อนข้างเติบโตดีทำให้มีโอกาสได้ทำงานที่ปรึกษาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) จำนวนหลายธุรกรรมจากนั้นย้ายงานมาทำที่ บริษัท บูทิค แอสเซ็ท แมเนจเม้นท์ ที่ดำเนินธุรกิจด้านการบริหารโรงแรมและรีเทลมอลล์ ทำอยู่ประมาณ 2 ปี จากนั้นได้เข้ามาร่วมงานกับ WORK ครั้งแรกเป็นช่วงสั้น เป็นผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ครรชิต ควะชาติ ก่อนจะ ลาออกกลับไปทำงานไอบีที่ บล.ธนชาตเป็นรอบที่ 2

ก่อนที่จะได้กลับมาทำงานที่ WORK เป็นรอบที่ 2 สาเหตุเกิดจากที่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน คือ คุณ “ครรชิต” ลาออกจึงได้รับโอกาสชักชวนให้ กลับมาทำงานที่เวิร์คพอยท์อีกครั้งจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้น อีกเหตุผลที่ตัดสินใจมา WORK ในช่วงนั้นเป็นจังหวะที่ทีวีดิจิทัลกำลังจะเปิดประมูลใน 1-2 ปีข้างหน้า จึงมองว่าเป็นโอกาสการทำงานที่ท้าทาย สนุกในการทำงาน และจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกของบริษัทด้วย ขณะที่ส่วนตัวชื่นชอบติดตาม ผลงานเป็นแฟนคลับผลงานหนังสือของผู้ก่อตั้ง WORK คือ ประภาส ชลศรานนท์ และปัญญา นิรันดร์กุล ที่มีผลงานพิธีกรและการแสดง มาเป็นทุนเดิมตั้งแต่สมัยเรียน ก่อนที่จะรู้จัก WORK เมื่อได้เข้ามาร่วมงานยิ่งทำให้เคมีการทำงานที่ตรงกัน

ดังนั้นจึงเป็นที่ทำงานที่ตั้งใจว่าจะทำไปจนเกษียณการทำงานเพราะสัมผัสว่าวัฒนธรรมองค์กร WORK เหมาะสมกับตัวเอง คือรุ่นพี่หรือผู้ใหญ่ เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พูดหรือแสดงความคิดเห็นและพร้อมให้โอกาสในการลงมือทำ

สำหรับการทำงานด้านไอบี มีโอกาสได้เรียนรู้ประสบการณ์ การทำงานอย่างมากเพราะได้พบร่วมงานกับลูกค้าหลากหลายธุรกิจในการทำธุรกรรมต่างๆ อาทิ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง มีเดีย จึงได้ ความรู้ที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของธุรกิจ เช่น การทำโปรเจกชั่นทางการเงินหรือทางบัญชี ความรู้เรื่องภาษีรวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจ

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานสายไอบี มีข้อดีเป็นการฝึกระเบียบวินัยได้ทำงานภายใต้ความกดดัน เพราะงานไอบีจะมีลักษณะคือ ต้องการคุณภาพที่สูง และมีเวลาในการทำงานที่จำกัดเพราะ ทุกอย่างเป็นธุรกรรมที่เราบอกกับลูกค้าไว้ว่าผลลัพธ์ของงานจะออกมาตามแบบที่บอกลูกค้าไว้ เช่น การทำไอพีโอต้องช่วยลูกค้าเตรียมตัวให้ผ่านเกณฑ์ต่างๆ ให้ได้เพื่อให้เข้าจดทะเบียนได้ ทำให้การทำตัวเลขต้องละเอียดและต้องแม่นในเรื่องข้อมูลรวมถึงการ เตรียมทำข้อมูลรายการเสนอขาย (ไฟลิ่ง) ที่ต้องเขียนให้คนอ่านเข้าใจ”

ช่วงที่ทำงานที่ บริษัท บูทิค แอสเซ็ท แมเนจเม้นท์ ซึ่งเป็นบริษัท ที่เกิดจากการร่วมทุนของไทยกับบริษัทขนาดใหญ่ ในสิงคโปร์และมีกองทุน ของกลุ่มเลห์แมนบราเธอร์ส จึงได้ เรียนรู้การทำงานในแบบสากล รวมถึงการทำสัญญาร่วมทุนกับบริษัท ต่างชาติที่มีความซับซ้อนสูงมาก อีกทั้งได้ เรียนรู้งานด้านการพิจารณารวมถึงเจรจาต่อรองเงินกู้สินเชื่อสถาบันการเงินที่การทำงานไอบีไม่ได้เรียนรู้งานส่วนนี้มากนักหรือเกือบครอบคลุมของศาสตร์ความรู้ด้าน “คอร์ปอเรตไฟแนนซ์”

ปรัชญาการทำงานที่ใช้คือ “ต้องทำงานทุกงานให้สุด” หาแนวทางคิดว่าออกมาการทำงานให้สุดต้อง เป็นรูปแบบไหนเพื่อทำให้งานประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แม้การทำงานมีโอกาสทั้งประสบความสำเร็จ หรือไม่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อเราทำไม่สุดและไม่ประสบความสำเร็จจะเกิดความความค้างคาใจซึ่งเมื่อผ่านไปแล้วจะไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้อีก

เขามักสอนน้องในทีมว่า การทำงานหนักเหนื่อยชั่วคราว เพราะทุกงานจะมีกำหนดการในการส่ง ดังนั้นการทำงานจะเหนื่อยเฉพาะช่วงก่อนกำหนดส่งงาน เมื่อทำสุดแล้ว แต่ถ้างานไม่ประสบความสำเร็จจะทำให้ไม่มีอะไรติดค้างคาใจ และอย่ากลัวการทำงานใหม่ที่ไม่เคยทำ พร้อมให้เปิดใจเรียนรู้งานใหม่ กล้าถามในสิ่งที่ไม่รู้ อย่าอายการผิดพลาดในการทำงานเพราะเป็นการเรียนรู้การทำงานให้ดีขึ้น

 

เสียง…ของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 16:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513865

เสียง...ของชีวิต

โดย  ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์ ภาพ : เอเอฟพี

 ผมเป็นคนชอบดูหนังโฆษณา ผมคิดว่านอกจากเราจะได้รับความบันเทิงขนาดสั้นจากหนังโฆษณาแล้ว เรายังมีโอกาสได้เสพไอเดีย ได้เรียนรู้วิธีคิด วิธีสร้างเรื่องราว วิธีกำกับ วิธีแสดง วิธีการจัดวางองค์ประกอบศิลป์ รวมทั้งวิธีการถ่ายทำ การตัดต่อ การใส่จังหวะฮา การสร้างซีนเศร้า หรือฉากซึ้งๆ ในหนังโฆษณานั้นๆ

ทว่า “เสียง” ก็มีความสำคัญต่อหนังโฆษณาไม่น้อยไปกว่าสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด เสียงเพลง หรือเสียงดนตรี ที่ช่วยสร้างอารมณ์ หรือส่งอารมณ์เราให้พุ่งทะยานไปสู่จุดสูงสุดของเรื่อง

ภาพจึงเปรียบได้ดั่งการที่เราเห็นอาหารวางอยู่ตรงหน้า และเสียงในหนังโฆษณาจึงเปรียบประดุจดังกลิ่นของอาหารที่ลอยมาเตะจมูก จนทำให้เราโคตรหิว ไม่ใช่แค่รู้สึกหิวแบบดาดๆ

มีโฆษณาของค่ายประกันชีวิตค่ายหนึ่ง ซึ่งเพิ่งออนแอร์ได้เพียงไม่นาน ผมอยากให้คุณใช้สมาร์ทโฟนสแกน QR Code นี้ดู เพื่อจะได้เข้าไปดูหนังโฆษณาชิ้นนี้ อีกทั้งผมยังอยากให้คุณได้ลองสังเกตดูว่า เสียงมีความสัมพันธ์กับภาพมากน้อยแค่ไหน และความสัมพันธ์นั้นๆ ส่งผลทางความคิด ชีวิต และความรู้สึกของเราในฐานะคนดู คนฟังมากน้อยอย่างไร ทำไมเราถึง “รู้สึกอะไรบางอย่างได้มากมายเหลือเกิน” หลังจากที่ดูโฆษณาชิ้นนี้จบแล้ว

 ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปในหัวข้อ “The Art of Sound Creation” ที่จัดขึ้นโดย หลักสูตรสื่อและการสื่อสาร (Media and Communication) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ แอ็ดเวอร์ไทซิ่ง ประเทศไทย

โดยการเวิร์กช็อปในครั้งนี้ ผมได้ข้อคิดดีๆ จาก ยุทธพงศ์ วรานุเคราะห์โชค หนึ่งในขุนพลจากโอกิลวี่ ที่ได้มาช่วยตอกย้ำในความเชื่อของผมที่ว่า เสียงมีความสำคัญต่อหนังโฆษณามากมายเหลือเกิน

ยุทธพงศ์ กล่าวว่า การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำได้นั้น เสียงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาพและตัวอักษรเลย เสียงสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าตราสินค้าได้ และทำให้ลูกค้าสามารถจดจำแบรนด์นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

“เพราะประสาทสัมผัสในด้านการรับฟัง มีส่วนช่วยให้เกิดการซึมซับได้มากกว่า ซึ่งกลยุทธ์การสร้างเสียงเพลงให้เหมาะกับตราสินค้า บางครั้งเสียงสามารถเชิญชวนและสร้างอารมณ์ได้มากกว่าภาพ และเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของการสร้างแบรนด์ระดับโลก”

ย้อนกลับมาที่ชีวิตของเราทุกคน หากชีวิตจริงของเราคือหนังโฆษณาชิ้นหนึ่ง คุณคิดว่าเสียงในโฆษณาชิ้นนั้นประกอบไปด้วยเสียงใดบ้าง มู้ดแอนด์โทนของเสียงนั้นมีหน้าตาออกมาเป็นเช่นไร เสียงนั้นสะท้อนให้เราได้เห็นภาวะอารมณ์ใดของชีวิตเราบ้าง

หากชีวิตจริงของเราต้องพบเจอกับภาวะอารมณ์ที่อาจจะสุข เศร้า เหงา หรือรื่นเริงบันเทิงใจ เราสามารถสร้างเสียงเพื่อบอกเล่าให้ตัวเราเองได้รับรู้ว่า เราจะรับมือ หรือเรียนรู้กับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นนั้นอย่างไร เสียงที่เราสร้างจะส่งผลหรือเป็นแนวทางให้เราก้าวเดินต่อไปได้อย่างไร

เสียงใดก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับเสียงจากภายในใจ ที่จะคอยย้ำเตือนให้เรารู้ตัวว่า เราคือใคร เราเกิดมาเพื่ออะไร และสิ่งไหนคือสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในชีวิต

ท้ายที่สุด “เสียง” จะเป็นดั่งแสงไฟส่องทาง ที่ช่วยส่องนำทางให้เราก้าวเดินไปแต่ละก้าวได้อย่างมั่นคงแข็งแรงมากที่สุด

ว่าแต่วันนี้คุณได้ลองฟังเสียงจากหัวใจของตัวคุณเองแล้วหรือยัง?

ถ้ายัง ทำไมไม่เริ่มเสียตั้งแต่ตอนนี้?

………….ล้อมกรอบ………….

ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์

อดีตผู้สื่อข่าวแห่งหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ รวมทั้งนักเขียนแห่งสำนักพิมพ์ใยไหมและโพสต์บุ๊กส์ ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้างานสื่อสารองค์กร ที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล พูดคุยทักทาย รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรื่องราวดีๆ แก่กันได้ที่ www.facebook.com/thanaroht

 

‘แป้ง ปล้ำแรง’ ผู้ก่อการดี…ความดีทำได้ไม่ต้องรอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 16:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513863

'แป้ง ปล้ำแรง' ผู้ก่อการดี...ความดีทำได้ไม่ต้องรอ

โดย มัลลิกา

 หลายคนที่ไม่รู้จัก “แป้ง ปล้ำแรง” หรือ ณรัชต์หทัย เหมือนประสิทธิเวช คงนึกสงสัยว่าเธอทำงานทำการอะไร เพราะถ้าได้เห็นตามหน้าแฟนเพจ “Pang Plumrang-แป้ง ปล้ำแรง” มีเข้าใจไปว่า ทำงานมูลนิธิการกุศลอะไรสักอย่างเป็นแน่

แทบจะทุกสัปดาห์ที่เห็นเธอกับเพื่อนนับสิบจนถึงนับร้อยคน ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส สร้างห้องสมุดโรงเรียน มอบทุนการศึกษา เลี้ยงอาหารกลางวันน้องผู้พิการ ร้องเพลงให้กำลังใจผู้ต้องขัง ณ เรือนจำต่างๆ หรือไปสนับสนุนคนที่ทำความดีอยู่แล้วไม่ให้อ่อนแรง อย่างช่วยนำอาหารสุนัขไปมอบให้แม่ชีที่เลี้ยงสุนัขหลายตัวที่วัดสามพราน ดังคำที่ว่า “ช่วยคนดีก่อนที่เขาจะหมดแรง”

นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่เธอทำ เพราะตลอดเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ที่เธออุทิศตัวเป็น “หัวหน้าผู้ก่อการดี” จากเพื่อนฝูงที่ช่วยกันเพียง 9 คน ขยายสู่คนนับพันที่มาร่วมแรงร่วมใจร่วมสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

เท้าความไปถึงบุคคลที่เป็นต้นแบบให้ แป้ง ปล้ำแรง มีจิตอาสา

“เรื่องช่วยคนอื่นเราทำคนเดียวทำมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว เพราะเป็นสิ่งที่เราได้เห็นจากคุณยาย คุณยายเป็นจิตอาสาประจำหมู่บ้าน ใครมีอะไรคุณยายช่วยหมด คุณยายไม่ต้องสอนอะไรเลยแต่สิ่งที่เราคุ้นชินได้เห็นคุณยายทำมันฝังอยู่ในตัว เราก็เติบโตมาแบบนั้น”

สิ่งที่เธอทำไม่ต้องยิ่งใหญ่ หากแต่ความดีเล็กๆ ที่เพียรทำนั้นต่างหากสำคัญ

ฉายา แป้ง ปล้ำแรง มาจากชื่อวงดนตรี ปล้ำแรง (ผวนคำมาจากคำว่า แป้งรัม) ร้องประจำที่ซิคาด้า มาร์เก็ต หัวหิน ทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์

 “นอกจากดูแลครอบครัวแล้ว ก็มีงานประจำทำ 3 วัน ทำมา 9 ปีแล้ว วงปล้ำแรง ร้องเพลง 20% พูด 80% เป็นวงคอเมดี้ทอล์กโชว์ มีแฟนคลับพอสมควร เวลาเราชวนทำบุญอะไรแฟนคลับก็ช่วยๆ กัน แต่ภารกิจแรกของผู้ก่อการดี คือช่วงน้ำท่วมปี 2554 ชวนแฟนคลับเช่ารถ 6 ล้อเอาของไปช่วยที่พุทธมณฑล”

หลังจากนั้น แป้งก็เหมือนรู้สึกอยากทำมากๆ ขึ้น แล้วกล้าพูดเชิญคนมาทำดี แล้วมีพระราชดำรัสของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสอนว่า ความดีไม่จำกัด เราไม่ต้องรอให้เกิดเหตุน้ำท่วม ภัยพิบัติ

“ก็เลยคิดภารกิจ ไปปลูกป่า ดูแลเด็กพิการ เล่นดนตรีบำบัด ไม่ได้กำหนดว่าเดือนหนึ่งต้องไปไหนทำอะไร ความดีทำได้ไม่ต้องรอ พร้อมเมื่อไรก็ทำ ไม่มีตั้งเป้า พอเราทำตรงนี้ปั๊บ เราเสพติดความสุขจากการทำความดี บางครั้งมีแฟนคลับแจ้งมาว่า ตรงนี้ต้องการความช่วยเหลือ เราก็จะลงไปหาข้อมูลดูก่อน ได้ข้อมูลก็มาแจ้งทางแฟนเพจแป้ง ปล้ำแรง ส่วนมากจะรับเป็นสิ่งของ ใครมีอะไรก็นำมา หรือเราประสานงานไปรับของ ถ้าเป็นปัจจัยก็จะนำไปมอบให้มูลนิธิ อย่างที่ผ่านมาเราเองก็ร้องเพลงเปิดหมวกหลายที่ เพื่อนำไปมอบศิริราชมูลนิธิ”

ในการทำความดี แป้ง ปล้ำแรง บอกว่า มีคนมองเข้ามา 3 ประเภทด้วยกัน 1.คนที่เห็นดีด้วย และร่วมสนับสนุน 2.คนเฉยๆ ไม่ยินดียินร้าย และ 3.คนที่กระแนะกระแหน หาว่าทำดีเพราะอยากดัง ซึ่งเธออยากบอกกับคน 3 เหล่านี้

“อยากบอกคนกลุ่มแรกว่า สิ่งที่เราทำ คุณก็ทำได้ แค่สละเวลา รู้จักให้ตามกำลังที่มี ต้องรู้จักกล้าให้ก่อน หรือคิดว่าไม่มีปัจจัย เราต้องดูแลครอบครัวให้ดี ก็ใส่ใจครอบครัวไม่ให้ลูกหลานมาเป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม นั้นก็ทำความดีอยู่ดีนะ คนแบบที่สอง เขาก็จะถามบ่อยนะว่า เราทำไม่เหนื่อยเหรอ ไม่ได้ห้ามแต่ก็ถาม แต่สักวันหนึ่งเขาต้องรู้สึกว่าเขาอยากทำบ้าง เพราะเท่าที่สังเกตตอนนี้คนเหล่านี้ก็ขยับมาช่วยแชร์กิจกรรมที่เราทำ ส่วนคนประเภทที่สาม ต้องขอบคุณเขามากๆ ยิ่งเขามองเราลบ เรายิ่งต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเราบริสุทธิ์ ถ้าเราอยากดังมีช่องทางมากกว่านี้อีก แล้วไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่เราต้องออกไปชี้แจงตอบโต้คนเหล่านี้ เพราะเราทำความดี เราจบภารกิจแล้ว”

 หลายสิ่งที่เธอได้ทำ แม้จะฝ่าแดดฝ่าฝน ระยะทางไกลไปลำบาก หากแต่เป็นความสุขใจ

“รู้สึกว่าเรายังทำน้อยไปด้วยซ้ำ ที่รู้สึกภูมิใจ คือเราสามารถทำให้ใครหลายคนหันมาอยากทำความดี ในขณะที่สังคมเจริญด้วยวัตถุ แต่จิตใจของเรามันสวนทางกัน ไม่ต้องมาร่วมทำกับเราก็ได้ ขอแค่กล้าทำความดีในสิ่งที่ถนัด มีหลายคนที่ได้ไอเดียจากเราแล้วไปต่อยอด ทำให้มีคนทำความดีแตกแขนงออกไป

“ที่สำคัญมีกลุ่มเยาวชนให้ความสนใจเราเยอะขึ้น มาติดตามแล้วบอกอยากทำ ตรงนี้ที่เราภูมิใจ อย่างน้อยๆ เราได้ให้ปุ๋ยกับต้นกล้าความดีไว้แล้ว” แป้ง ปล้ำแรง กล่าวทิ้งท้ายอย่างภาคภูมิใจ

 

9 สัญญาณที่บอกว่าคุณทานโปรตีนน้อยเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 16:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513829

9 สัญญาณที่บอกว่าคุณทานโปรตีนน้อยเกินไป

รวมสัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายได้รับสารอาหารประเภทโปรตีนน้อยเกินไปแล้ว

ทุกคนน่าจะพอทราบกันดีอยู่แล้วว่า อาหารประเภทโปรตีนจะช่วยเพิ่มพลังงาน ทำให้เรามีแรงที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นหากทานโปรตีนน้อยเกินไป ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณบอกเราทันที ลองมาเช็คกันดูสิว่าคุณได้รับโปรตีนน้อยเกินไปหรือไม่

1. อาการบวมน้ำ

อ้างอิงจาก Will Smelko ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Ora Organic กล่าวไว้ว่า อาการบวมน้ำสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ดังนั้นหากรู้สึกว่าตัวบวมแปลกๆ ให้ลองเช็คระดับโปรตีนในร่างกายดู ไม่แน่อาจจะเป็นต้นเหตุของอาการบวมน้ำก็ได้

2. หายใจถี่

เมื่อได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ร่างกายจะอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หายใจถี่ เมื่อยล้า ซึ่งอาการทั้งหมดนั้นก็เป็นอาการที่พบในผู้ป่วยโลหิตจางเช่นเดียวกัน หากเริ่มมีการดังกล่าวก็ควรเช็คดูว่าทานโปรตีนน้อยเกินไปหรือไม่

3. ทานอาหารแล้วไม่ค่อยอิ่ม

Allison Stowell นักโภชนาการของแบรนด์ Guiding Stars กล่าวไว้ว่า คุณจะรู้สึกอยากอาหารตลอดเวลา หากไม่ได้รับโปรตีนที่เพียงพอ เมื่อพูดถึงอาหารว่าง เรามักจะมองข้ามโปรตีนไป แต่แท้จริงแล้วการทานอาหารว่างที่มีแต่คาร์โบไฮเดรตเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้คุณหายหิว ลองหยิบกราโนล่าแบบแท่งที่มีโปรตีนอย่างน้อย 5 กรัม ชีสสติ๊ก ถั่วประมาณ 1 ออนซ์ หรือเนยถั่วสัก 2 ช้อนโต๊ะ มาทานเป็นอาหารว่างดู น่าจะช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่เพียงพอมากขึ้น

4. หิวง่ายขึ้น

Kick @55 Fitness เจ้าของและเทรนเนอร์ฟิตเนส ได้บอกว่า ลูกค้าของเขาหลายคนมักจะมาปรึกษาว่าพวกเขาหิวง่าย และจะชอบอยากทานของหวานช่วงเย็น ซึ่งวิธีแก้ปัญหาอันดับแรกที่เขามักจะเสนอให้ลูกค้าทุกคนคือ ให้เพิ่มโปรตีนในทุกมื้ออาหาร รวมไปถึงอาหารว่างด้วย เพื่อรักษาระดับน้ำตาล ช่วยให้อยู่ท้อง และลดความอยากอาหารตลอดเวลา

5. รู้สึกเฉื่อยชาแม้หลังทานอาหาร

Lanette Kovachi นักโภชนาการของ Subway กล่าวไว้ว่า ผู้ที่ทานโปรตีนไม่เพียงพอในมื้อเช้า อาจส่งผลเสียต่อคุณไปทั้งวัน ทำให้หิวง่ายและเฉื่อยชา เนื่องจากมื้ออาหารของคุณอาจมีคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป แต่ขาดโปรตีนและเส้นใยอาหาร ให้ลองปิ้งขนมปังแล้วประกบกับไข่ดาวหรือไข่ขาว อาจเพิ่มโยเกิร์ตกับผลไม้สับ หรือทานซีเรียลคู่กับนม เพื่อเพิ่มโปรตีนให้กับมื้ออาหาร

6. ร่างกายซ่อมแซมตัวเองช้า

Dr. Axe ได้บอกไว้ว่า หากคุณได้รับบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง และหายช้าเกินกว่าคำวินิจฉัยของแพทย์ อาจเป็นสาเหตุมาจากร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ เนื่องจากโปรตีนมีส่วนช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ดังนั้นหากใครพบปัญหานี้อยู่ ให้ลองสำรวจตัวเองดูว่าทานโปรตีนมากพอหรือยัง

7. ผมร่วง

การที่ผมร่วง หรือผมสุขภาพไม่ดี สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนน้อยเกินไป เนื่องจากเส้นผมต้องการโปรตีนเพื่อไปสร้างความแข็งแรงให้กับรากผม ดังนั้นถ้าหากไม่อยากให้ผมร่วงไปมากกว่านี้ล่ะก็ ควรทานโปรตีนให้มากขึ้น

8. ภูมิคุ้มกันต่ำลง

หากร่างกายขาดโปรตีน คุณอาจป่วยง่ายขึ้นและบ่อยขึ้น เนื่องจากร่างกายต้องการโปรตีนเพื่อนำไปสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งเมื่อร่างกายแข็งแรงแล้ว ภูมิคุ้มกันเราก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นหากคุณป่วยอยู่บ่อยๆ ก็ลองทานโปรตีนเพิ่มขึ้นดู ไม่แน่ร่างกายอาจจะแข็งแรงขึ้นก็ได้

9. ผิวหยาบกร้าน

หากพบว่าผิวแห้ง หยาบกร้าน สัมผัสแล้วไม่เรียบเนียน นั่นอาจแปลว่าคุณกำลังทานโปรตีนน้อยเกินไปแล้ว หากเกิดอาหารเหล่านี้ก็ควรรีบทานโปรตีนให้มากขึ้น แล้วดูว่าดีขึ้นหรือไม่ หากยังไม่ดีขึ้นก็ควรพบแพทย์หรือนักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน

ที่มา: bustle

 

‘รักลูกให้พาลูกเที่ยว’ ชัญญา จารุรัตน์ คริสเตียนเซ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 14:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513850

'รักลูกให้พาลูกเที่ยว' ชัญญา จารุรัตน์ คริสเตียนเซ่น

โดย ฤดูกาล

คุณแม่ขาลุย ชัญญา จารุรัตน์ คริสเตียนเซ่น อดีตคอลัมนิสต์ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ ได้ถ่ายทอดยีนนักเดินทางสู่ลูกๆ ทั้งสองผ่านการเดินทาง

ปัจจุบันเธอได้ย้ายไปอยู่ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ตามสามี โทมัน กุลเลย์เออร์ คริสเตียนเซ่น ผู้บริหารโรงแรมในกัมพูชา

โดยเธอได้รับทำหน้าที่เป็นคุณแม่เต็มตัว พร้อมกับยังเป็นนักเขียนอิสระ และที่ปรึกษาด้านการตลาดการประชาสัมพันธ์ให้กับธุรกิจที่กรุงพนมเปญ

ชัญญาเล่าว่า เอมม่า ลูกสาวคนโตวัย 13 ปี และออสก้า ลูกชายคนเล็กวัย 9 ขวบ ได้เดินทางตั้งแต่ยังเล็ก โดยคุณพ่อจะให้เอมม่าขี่คอ แล้วใส่ออสก้าไว้ในกระเป๋าหน้าเหมืองจิงโจ้ ส่วนเป้สะพายหลังจะอัดแน่นไปด้วยนม น้ำอุ่น น้ำเย็น ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ทิชชู่เปียก ถุงพลาสติก และชุดสำรอง จนตอนนี้ลูกทั้งสองเริ่มโตแล้ว การเดินทางก็ยิ่งสนุกขึ้น

 เธอจะให้ลูกๆ ช่วยวางแผนการเดินทาง และฝึกให้พวกเขาช่วยทำหลายอย่าง เช่น ดูตารางการบิน รับผิดชอบกระเป๋าของตัวเอง เพื่อให้ลูกเรียนรู้เรื่องการเดินทาง รู้จักที่จะสนใจป้ายต่างๆ เข้าใจขั้นตอนการทำงานของแต่ละสนามบินและฝึกทักษะการเอาตัวรอด

“การทำแบบนี้นอกจากจะช่วยฝึกทักษะทางร่างกายและพัฒนาสมองของลูกแล้ว ยังสร้างความมั่นใจให้เด็กๆ ไปพร้อมกันด้วย ที่สำคัญแม้ว่าจะบินไฟลต์ดึกดื่นเที่ยงคืน เด็กๆ ก็จะไม่งอแง เพราะต้องตื่นตัวตลอดเวลาไปจนขึ้นเครื่องบินเลย ทีนี้ล่ะ เขาจะเหนื่อยและหลับพอดี พออีก 2 ชั่วโมงจะถึงที่หมายเราก็จะปลุกมารับประทานมื้อเช้า ล้างหน้า แล้วเขาจะเปิดหนังดูจนถึงจุดหมายปลายทาง

“ทุกครั้งที่เดินทางครอบครัวเราจะทำแบบนี้เหมือนเป็นแพตเทิร์น อย่างทริปล่าสุดเราเดินทางเที่ยวละ 4 ไฟลต์ เวลารวมเกือบ 21 ชั่วโมง ขนาดเราเป็นผู้ใหญ่ยังรู้สึกว่ามันโหด แต่เอมม่ากับออสก้าก็ทำได้ดีมากจริงๆ”

เธอยังกล่าวด้วยว่า การเดินทางยังทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ผู้คน กลายเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย ส่วนการท่องเที่ยวแบบครอบครัวจะทำให้ทุกคนได้ใกล้ชิดกัน ได้ใช้เวลาด้วยกัน ได้มองตาและรับฟังกันมากขึ้น ได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ ร่วมกัน ได้ดูแลกันและกัน ระวังปกป้องกันและกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่เรียกว่า ความรักและความผูกพันของคำว่า “ครอบครัว”

 นอกจากนี้ ชัญญายังได้แบ่งปันเรื่องราวและภาพครอบครัวสุดน่ารักผ่านอินสตาแกรม takemykidsoutfortravel หรือ “รักลูกให้พาลูกเที่ยว” โดยเธอได้ให้ความหมายว่า การพาลูกเที่ยวเป็นการพัฒนาลูกทั้งร่างกาย จิตใจ ความคิด และอารมณ์ผ่านการเดินทางและประสบการณ์ทั้งร้ายและดี

เพราะประสบการณ์ชีวิตเหล่านี้จะสร้างให้เขาเป็นคนมั่นใจในตัวเอง มองโลกในแง่ดีด้วยสติและปัญญา เข้าใจคนอื่น อ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักแก้ปัญหา และมีความสุขง่ายๆ จากสิ่งรอบตัว

“ในฐานะของพ่อแม่ การได้เห็นลูกเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีความสุข เราสุขใจยิ่งกว่า” เธอได้ฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกด้วยว่า

“ลูกเราเป็นเด็ก แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้นอย่าคิดว่าลูกเล็กจะจำไม่ได้หรือเสียดายเงิน เพราะปกติแล้วเบบี๋เดินทางไม่เสียสตางค์ ส่วนเด็กเล็กก็จ่ายแค่ครึ่งราคา ซึ่งเชื่อเถอะว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ด้วยสิ่งที่ลูกและคุณจะได้กลับมานั้นมีค่าเกินกว่าเงินจะซื้อได้หลายเท่านัก ส่วนใครที่มองว่าการกระเตงลูกเที่ยวนั้นลำบาก ต้องบอกว่าถ้าเราเตรียมตัวดีๆ เราจะมีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตเลย”