ออนไลน์ โซไซตี้ เปิดจออ่านนิยาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471120

ออนไลน์ โซไซตี้ เปิดจออ่านนิยาย

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร, มินิมอร์

ใครๆ ก็เป็นนักเขียนได้ เพราะในโลกออนไลน์มีพื้นที่เหลือเฟือให้ทุกคน อย่างเว็บไซต์ มินิมอร์ (minimore.com) ที่เปิด มินิมอร์ เมกเกอร์ส พื้นที่สำหรับนักเขียนมือใหม่ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน
รูปแบบที่น่าสนใจ และสามารถสร้างรายได้จากการเขียนโดยไม่ต้องพึ่งสำนักพิมพ์ หรืออย่างสตอรี่ล็อกและฟิกชั่นล็อก สองช่องทางที่มีพื้นที่ให้บันทึกประสบการณ์และเปิดกระดานเขียนนิยายขาย ซึ่งล้วนแต่เป็นช่องทางออนไลน์ให้ทุกคนเขียนได้และเข้ามาอ่านได้บนหน้าจอ

ตลาดค้าคอนเทนต์ออนไลน์

มินิมอร์ เมกเกอร์ส (Minimore Makers) ที่เชื่อว่าเรื่องราวหลากหลายรอให้ทุกคนสร้างเป็นคอนเทนต์ใหม่ลงมินิมอร์ เมกเกอร์ส พื้นที่สำหรับแบ่งปันไอเดียของเรากับผู้อ่านและผู้ชมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะงานเขียน งานวาด คลิปวิดีโอ เพลง หรือภาพยนตร์ เพราะความสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องสนุกเพียงลำพัง ซึ่งเป็นไอเดียของ ต่าย-ปฏิญญา เสงี่ยมจิตร์ และ แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท
มินิมอร์ และอดีตผู้ร่วมก่อตั้งบล็อก exteen.com ที่บุกเบิกการเขียนบล็อกออนไลน์ จนทำให้วัยรุ่นเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเขียนด้วยปากกามาเป็นแป้นพิมพ์

“เรามามองว่าตอนที่ทำบล็อกมันมีอะไรโอเค หรือไม่โอเค ทำให้เห็นว่าข้อด้อยอย่างหนึ่งของบล็อก คือคนที่มาเขียนจะได้เขียนให้คนอื่นอ่านอย่างเดียว แต่ไม่ได้อะไรจากงานเขียนมากไปกว่ายอดจำนวนคนอ่าน และด้วยแพลตฟอร์มของเว็บไซต์ก็ไม่ได้ซับซ้อนมาก เรามีพื้นที่โฆษณาให้คนเข้ามาซื้อแบนเนอร์อย่างเดียว ผมกับแชมป์เลยมาคิดกันว่าจะทำอะไรดีให้คนเขียนมีรายได้โดยตรง สามารถมีผลตอบแทนจากการเขียนได้ จึงเป็นไอเดียให้เกิดตัวมินิมอร์ เมกเกอร์ส”

ต่าย-ปฏิญญา เสงี่ยมจิตร์

จากไอเดียของสองหนุ่ม พวกเขาได้ไปยื่นเสนอต่อบันลือ กรุ๊ป จนได้ทำงานร่วมกัน ซึ่งช่วงแรกประมาณ 3 ปีที่แล้ว พวกเขาได้สร้างมินิมอร์ขึ้นก่อน เป็น มินิมอร์ สโตร์ ที่ให้ผู้อ่านสามารถลองอ่านตัวอย่างหนังสือ (Sample) ก่อนสั่งซื้อ และกดสั่งซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์แซลมอน สำนักพิมพ์บัน สำนักพิมพ์บันลือ และอีกหลากหลายสำนักพิมพ์ ส่งตรงถึงบ้านผ่านการซื้อบนเว็บไซต์ จากนั้นเมื่อปีเศษๆ ที่ผ่านมาจึงได้มาจริงจังกับมินิมอร์ เมกเกอร์ส

“ไอเดียแรกเราจะทำเมกเกอร์ส แต่ในช่วงแรกเรายังไม่ได้เปิดตัวเมกเกอร์สขึ้นมา แต่เป็นการทดลองทำแพลตฟอร์มใช้ภายในกับตัวสำนักพิมพ์บันลือก่อน ซึ่งช่วงที่เปิดเมกเกอร์สให้คนเข้ามาเขียน คนก็เข้าใจอยู่แล้วแพลตฟอร์มลักษณะนี้คือเป็นยังไง ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนคนไทยยังรู้จักแค่กระทู้ รู้จักเว็บบอร์ด รู้จักเขียนไดอารี่ แต่ยังไม่รู้ว่าการเขียนเรื่องเขียนบทความลงเว็บไซต์มันเป็นยังไงจนเรามีบล็อก แล้วพอมีบล็อกเราก็ได้พัฒนามาเป็นเมกเกอร์ส”

ถามต่อว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจหรือไม่ว่า การเขียนลงเว็บไซต์จะมีประโยชน์อย่างไร เขาตอบว่าคนเข้าใจแต่ยังไม่แน่ใจ “คนจะรู้สึกว่าฉันเป็นใครก็ไม่รู้ เป็นโนเนมแล้วถ้าไปเขียนจะมีคนมาอ่านมาซื้อหรือเปล่า ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางเราพยายามสื่อให้คนทั่วไปรับทราบว่า คุณสามารถมาเขียนคอนเทนต์ได้ คอนเทนต์ของคุณมีมูลค่าอยู่นะ คุณสามารถขายได้ ไม่ใช่ว่าเขียนแล้วทิ้งเปล่า”

แพลตฟอร์มการเขียนคอนเทนต์ลงสื่อออนไลน์ในไทยมีหลายเจ้าให้บริการ ซึ่งเริ่มเปิดพร้อมๆ กันเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการเปิดเว็บไซต์ให้คนเข้ามาเขียนเป็นผลพวงหนึ่งของเทรนด์โลก ต่ายให้ข้อมูลว่าปัจจุบันทุกคนใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น อย่างเพลงที่สมัยก่อนต้องรอซื้อเทปซื้อแผ่นซีดี แต่ตอนนี้ไม่มีใครรอแบบนั้นแล้ว แต่เปลี่ยนไปซื้อเพลงออนไลน์ที่สามารถเลือกได้ว่าชอบเพลงไหนก็ซื้อเพลงนั้น และทำให้ชีวิตสะดวกกว่าเดิมเพราะไม่ต้องไปซื้อหน้าร้านแต่สามารถจ่ายเงินผ่านมือถือได้ทันที หรือพูดได้ว่าทำให้คนจ่ายเงินในออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเทรนด์มันจะเป็นไปแบบนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้เราเห็นว่าอีกหน่อยคอนเทนต์ต่างๆ คนจะซื้อกันมาก เพราะเมื่อเข้าไปในเว็บ สามารถจ่ายเงินเพื่อที่จะอ่านได้เลย ตรงกับพฤติกรรมของคนสมัยนี้ที่เมื่อจะซื้ออะไรก็อยากได้ของเดี๋ยวนั้น

 

เช่นเดียวกับพลังของคอนเทนต์ที่เขาเชื่อว่าทุกบทความมีมูลค่า และเมื่อมีมูลค่าเพียงพอคนอ่านก็จะยอมจ่ายเงิน ทว่าจะแน่ใจได้อย่างไรว่านักเขียนทั่วไปจะสามารถเขียนบทความที่มีแรงดึงดูดขนาดนั้น ต่ายตอบว่าฟังก์ชั่นของเว็บมินิมอร์มีความยืดหยุ่น เช่น การให้อ่านตัวอย่าง หรือการตั้งราคา ที่ขึ้นอยู่กับผู้เขียนว่าจะให้อ่านมากน้อยหรือขายถูกแพงอย่างไร

“สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ที่ไม่มีชื่อเสียง เขาสามารถตั้งได้ว่า เช่น บทความครึ่งหนึ่งให้คนอ่านได้อ่านฟรีเหมือนเป็นทีเซอร์ ซึ่งผู้เขียนจะรู้ฟีดแบ็กจากคนอ่านได้ทันทีเพราะว่ามันเป็นออนไลน์ ถ้าเกิดฟีดแบ็กดีเขาก็สามารถตั้งราคาในตอนต่อไปได้ และยังแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมคนอ่านไม่ได้มองตัวผู้เขียนเป็นหลักแล้ว แต่ดูเนื้อหามากกว่า ถ้าคอนเทนต์ดีเขาก็จะยอมซื้อต่อ และระบบออนไลน์ยังทำให้ผู้อ่านไม่ต้องรอให้เขียนจบเล่ม ผู้เขียนก็ไม่จำเป็นต้องเขียนตอนจบเลยทีเดียว เพราะสามารถเขียนเป็นตอนๆ และดูฟีดแบ็กเป็นตอนๆ ไป ซึ่งนี่เป็นข้อดีของระบบออนไลน์ที่หนังสือเล่มทำไม่ได้”

ปัจจุบันมีคนลงทะเบียนในมินิมอร์ เมกเกอร์ส ประมาณ 5,000 คน แต่มีคนเขียนประจำอยู่ประมาณ 1,000 คน ส่วนคนอ่านต่อวันมีมากกว่าหลายหมื่นคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับกำลังเติบโต

เงื่อนไขในการเขียนไม่จำกัดว่าต้องเป็นนิยายเท่านั้น แต่สามารถเขียนอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ เรื่องแต่ง ที่ไม่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย ซึ่งบางคนได้นำเรื่องที่เคยเขียนในเฟซบุ๊กมารวบรวมเขียนในเมกเกอร์สเพื่อให้เรื่องไม่หายไปกับไทม์ไลน์ “ในเฟซบุ๊กพอเขียนแล้วมันจะหายไปตามฟีด แต่พอนำมาลงเมกเกอร์สจะสามารถจัดหมวดหมู่ได้ ลักษณะของเมกเกอร์สจะคล้ายๆ หนังสือ คือจะจัดเป็นเล่มๆ แบ่งบท แบ่งตอน จึงทำให้เขาสามารถนำข้อความที่หายไปในเฟซบุ๊ก นำมาใส่ไว้เมกเกอร์สที่มีระบบเก็บรักษาดีกว่า อยากหยิบมาอ่านตอนไหนก็ได้” เขากล่าว

มินิมอร์ เมกเกอร์ส จะมีรายได้จาก 2 ส่วน ได้แก่ การขายโฆษณาในเว็บไซต์ เช่น แบนเนอร์ หรือแอดเวอร์ทอเรียลต่างๆ และอีกส่วนคือส่วนแบ่งรายได้จากผู้เขียน ต่ายยังแสดงทัศนะเกี่ยวกับวงการสื่อในปัจจุบันว่า คนอ่านคอนเทนต์ออนไลน์มากขึ้นจริง แต่ยังเชื่อว่าสื่อสิ่งพิมพ์จะยังไม่หายไปไหน หนังสือจะอยู่กับคนต่อไปแต่จะไม่เป็นสินค้าที่ทุกคนต้องซื้อมาอ่าน แต่เปลี่ยนเป็นของสะสมเหมือนอย่างแผ่นเสียงไวนิลที่คนยังซื้อเก็บทั้งที่ไม่มีเครื่องเล่นก็เป็นได้

“ปัจจุบันคนมีความสนใจในหลายเรื่อง และแต่ละเรื่องคนก็มีความคิดเห็นหรือมีจินตนาการต่างกัน แต่ไม่มีพื้นที่ให้เขียน หรือเขียนแล้วไม่มีใครสนใจ คนอาจเปิดบล็อกส่วนตัวไว้แต่ไม่มีใครเข้าไปอ่าน ซึ่งตัวเมกเกอร์สกำลังจะบอกว่าเรามีพื้นที่ให้นะ เธอมาเขียนตรงนี้สิ และเรามีทีมคอนเทนต์ที่คอยอ่านทุกเรื่องเพื่อดูว่าวันนี้มีนักเขียนมาใหม่กี่คน เขียนเรื่องอะไรบ้าง และคอยอ่านทุกเรื่องที่เขียนมา ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าคนนี้มีแววน่าสนใจ เราก็จะหยิบคนนี้ขึ้นมาแนะนำในเว็บไซต์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งถ้าเขามาเขียนในเมกเกอร์ส และถ้าเขียนดีก็อาจมีสำนักพิมพ์มาติดต่อ หรือเขาสามารถรวบรวมผลงานไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ได้ด้วย”

นอกจากนี้ ในปีหน้า บริษัท มินิมอร์ จะรุกสู่ด้านสมาชิกและสร้างชุมชน หลังจากปุกปั้นสร้างระบบมากว่า 2 ปี โดยจะสร้างชุมชนในเว็บไซต์ พยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านและผู้เขียน รวมถึงการพัฒนาเว็บไซต์บนสมาร์ทโฟนและริเริ่มแอพพลิเคชั่น

(Storylog.co)

 

สตอรี่ล็อก

พื้นที่รวบรวมเรื่องราวของทุกคนไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ชีวิต ความรู้ และก้อนความคิดที่อยากจะส่งต่อเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ หรืออย่างน้อยก็ช่วยสร้างรอยยิ้มที่เปลี่ยนวันเศร้าๆ ให้กลายเป็นวันสดใสให้หลายๆ คนได้ นี่เป็นคอนเซ็ปต์ของสตอรี่ล็อก (Storylog.co) ของ ปิ๊ปโป้-เปรมวิชช์ สีห์ชาติวงษ์ ชายผู้สร้างพื้นที่ขึ้นมาโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน

เขาเล่าว่า สตอรี่ล็อกเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งเป็นยุคต้นของโซเชียลมีเดียที่คนเริ่มชอบแชร์เรื่องราวในเฟซบุ๊ก และพันทิป เขาเห็นเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เวลาคนตั้งสเตตัส หรือคนแชร์ในสิ่งที่น่าสนใจ แต่ไม่มีพื้นที่เก็บให้เป็นระเบียบ จึงคิดที่จะสร้างศูนย์รวมและทำตัวสตอรี่ล็อกขึ้นมา

“ในตอนแรกเราไม่ได้โฟกัสไปที่งานเขียนมากขนาดนั้น เราคิดว่าคนจะมาแค่ตั้งสเตตัส หรือบ่นอะไรยาวๆ แต่พอเปิดมาเรื่อยๆ มันก็เริ่มหาจุดเด่นให้ตัวเอง โดยคนที่มาเขียนส่วนใหญ่เป็นคนชอบเขียน เปลี่ยนจากแค่คนเล่ากลายเป็นคนเขียนมากขึ้น”

ส่วนใหญ่ผู้เขียนจะถ่ายทอดประสบการณ์ที่ผ่านการตกตะกอนมาแล้ว หรือประเด็นใหม่ที่ตัวเองไม่เคยรู้มาก่อน หรือเป็นข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิต ซึ่งทุกข้อความจะถูกเผยแพร่เป็นสาธารณะ ไม่สามารถตั้งค่าให้เป็นส่วนตัวได้ โดยฟอร์แมตของสตอรี่ล็อกจะเน้นไปที่การเขียน ใส่รูปได้แค่รูปเดียว เพื่อป้องกันการรีวิวโฆษณาขายของและเพื่อเจาะจงไปที่คนชอบเขียนจริงๆ

“คนเขียนไม่ได้รายได้ แต่จะได้ประโยชน์สองอย่าง คือ Reflection เพราะเวลาที่จะเขียนอะไรคุณต้องสะท้อนอะไรบางอย่างมาจากความคิดเหมือนได้คุยกับตัวเอง กับ Expression ออกไป และได้คุยกับคนอื่นอีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้โชว์ผลงาน บางคนสำนักพิมพ์มาเห็นก็ได้ตีพิมพ์เป็นนักเขียนหลายคน แล้วถ้าถามผมว่าผมได้อะไรไหม คำตอบคือผมไม่ได้อะไรเลย” เขากล่าว

ปิ๊ปโป้

 

สตอรี่ล็อกมีหลักชัดเจนว่าเป็นเพียงพื้นที่กลางจะไม่หักเปอร์เซ็นต์ ไม่ขาย ไม่มีโฆษณา หรือเรียกว่าเป็น Non-Profit กลายๆ แต่ไม่ได้รับเงินบริจาค เขาจึงนิยามให้มันเป็นโมเดลสตาร์ทอัพที่ทำจากเล็กๆ เพื่อพัฒนาให้เป็นธุรกิจต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีคนเขียนเรื่องในสตอรี่ล็อกมากถึงวันละ 200 เรื่อง มีนักเขียนประมาณ 1 หมื่นคน มีคนอ่านวันละ 2-3 แสนคน และมีเรื่องราวในสตอรี่ล็อกรวมประมาณ 7.5 หมื่นเรื่อง

นอกจากนี้ ปิ๊ปโป้ยังเป็นคนก่อตั้งฟิกชั่นล็อค (Fictionlog.co) ธุรกิจหารายได้จากการอ่านนิยายออนไลน์ ซึ่งเปิดตัวมาได้ 4 เดือน มีนิยายออกมาแล้ว 500 เรื่อง ส่วนแบ่งรายได้ 50-50 ระหว่างคนเขียนและสตอรี่ล็อก โดยรายได้มาจากการขายบทนิยาย บทละ 3-9 บาท แบ่งเป็นหลายประเภท เช่น โรแมนติก แฟนตาซี ดราม่า รักวัยรุ่น นิยายวาย อีโรติก เป็นต้น

“เปิดมา 4 เดือนถือว่าเติบโตเร็ว เพราะตอนนี้ฟิกชั่นล็อคสามารถสร้างรายได้ได้จริง บางคนได้ถึงเดือนละหมื่นแตกต่างจากสตอรี่ล็อกที่ยังไม่มีรายได้ ซึ่งไม่ว่าอย่างไรเราก็ยังมองตัวเองว่าเป็นสตาร์ทอัพ” เขาเปิดเผย

กลายเป็นว่าทุกเรื่องราวในปัจจุบันไม่ว่าจะบทความ นิยาย หรือการ์ตูน ล้วนเปลี่ยนจากหน้ากระดาษไปอยู่ในโลกออนไลน์ โลกที่ง่ายต่อการเข้าถึง ง่ายต่อการอ่าน และง่ายต่อการซื้อ ซึ่งเป็นวิถีที่ถูกพัฒนาตามพฤติกรรมของมนุษย์ที่ โก ออนไลน์ ไปในทุกเรื่องของชีวิต

 

พ่อค้า-ชนชั้นที่วัฒนธรรมจีนเคยดูถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 09:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470776

พ่อค้า-ชนชั้นที่วัฒนธรรมจีนเคยดูถูก

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ประเทศจีนที่ได้ชื่อว่าค้าขายเก่งนี่แหละ เคยดูถูกชนชั้นพ่อค้ามาตลอดเป็นพันปี พ่อค้าเริ่มเป็นที่ยอมรับขึ้นมาก็เมื่อจีนก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ได้ไม่นานนี้เอง

จีนโบราณให้กลุ่มพ่อค้ามีศักดิ์และศรีน้อยที่สุดในบรรดาชนชั้นทั้งหลาย เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ 1.ปัญญาชน 2.ชาวนา 3.กรรมกร แล้วจึงเป็น 4.พ่อค้า-ชนชั้นรากหญ้าในเรื่องเกียรติยศแห่งสังคม

กระแสดูถูกพ่อค้าในวัฒนธรรมจีนจุดติดเป็นทางการครั้งแรกโดย ซางยาง

ซางยาง เป็นนักการเมือง, นักปฏิรูปกฎเกณฑ์การปกครองในยุคจ้านกว๋อ แคว้นฉินยิ่งใหญ่จนรวมจีนเป็นหนึ่งเดียวในสมัยฉินสื่อหวงตี้ (จิ๋นซีฮ่องเต้) ก็เพราะเขานี่แหละ คือกุญแจของความสำเร็จคนสำคัญ

ซางยาง ให้เหตุผลประกอบอุดมการณ์ของรัฐว่า เพราะพ่อค้าทำกำไรด้วยการเคลื่อนที่เดินทางไประหว่างแคว้น จึงไม่เคยผูกพันกับแผ่นดิน เมื่อเกิดศึกสงครามสามารถหนีตายไปไหนก็ได้ ต่างกับชาวนา ซึ่งผลประโยชน์ปักหลักอยู่กับผืนแผ่นดินแห่งแคว้น ชาวนาจึงมีธรรมชาติของชนชั้นที่รักแคว้นรักแผ่นดินมากกว่าพ่อค้าโดยปริยาย

แคว้นจึงควรดูแลและให้เกียรติชาวนา หรือแม้แต่ผู้ใช้แรงงานมากกว่าพ่อค้า (ส่วนปัญญาชนได้มีคุณค่าสูงสุดเพราะเป็นหนึ่งเดียวกับผู้บริหารการปกครองแคว้น)

ถ้าเป็นพ่อค้าใหญ่ที่เดินทางค้าขายระหว่างเมืองยังเจออีกหลายข้อหาประเดประดัง พ่อค้าถูกหาว่าอกตัญญูไปโดยปริยายในขอบข่ายความกตัญญูแบบขงจื่อ เพราะพ่อค้าต้องเร่ร่อน ไม่ได้อยู่เคียงข้างคอยดูแลพ่อแม่ตามที่ลูกหลานควรจะทำ และยังถูกหาว่าชอบเข้ามาล้วงลูกมีเอี่ยวในอิทธิพลการเมือง

“ไม่กตัญญูต่อบ้านเกิด แล้วยังเป็นภัยต่อความมั่นคง”

ที่จริงประเด็นความกตัญญูนี้ชวนให้คิดถึงบางเรื่องในยุคนี้ เช่นแรงงานต่างจังหวัดที่จากบ้านมาหางานในเมืองใหญ่ ซึ่งยังคงมักโดนตั้งข้อหานี้ได้ทั้งฝั่งไทยฝั่งจีน หรือแม้แต่โดนประณามทางอ้อม เช่นในข่าวจำพวกคนแก่คนเฒ่ายากไร้ต้องดูแลตัวเอง

ต้องเข้าใจด้วยว่า เพราะพ่อค้ายุคโบราณทำกำไรด้วยการนำสินค้าออกจากถิ่นหนึ่งไปอีกถิ่นหนึ่ง ออกจากเมือง ออกจากบ้าน ออกจากฝั่ง ออกไปแตะขอบฟ้า มิใช่แค่ Live ออนไลน์อยู่ที่บ้าน

การเดินทางท่องเที่ยวไปส่วนใหญ่ของมวลมนุษย์เมื่อสองสามพันปีที่ผ่านมา จึงเป็นไปเพื่อการค้าขายทำกำไร ไม่ใช่เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์อิสระ

ยิ่งเดินทางไกลก็ยิ่งมีแนวโน้มทำกำไรได้มาก ไม่ใช่ยิ่งทำให้ได้ยอด Like ยอด Share

การท่องไปดินแดนใหม่ก็ใช่จะรื่นรมย์เหมือนปัจจุบัน ความเสี่ยงยุคนั้น มีตั้งแต่บ้านที่ทิ้งไปจะโดนปล้นหรือไม่ พรมแดนที่ต้องข้ามอาจปิดตัวลงเพราะสงคราม กองโจรเข้าปล้นชิงทั้งแบบจัดตั้งและแบบซึ่งหน้า หรือแม้กระทั่งดินฟ้าอากาศแปรปรวน พ่อค้าจึงเป็นอาชีพที่ทั้งถูกดูแคลนและเสี่ยงขาดทุนเสี่ยงตาย แต่ก็ทำกำไรให้สูงเสมอตามหลักการ High Risk High Return

วาทกรรม High Risk High Return ทำให้พ่อค้าถูกนิยามว่าเป็นกลุ่มคนที่ชอบความเสี่ยง แต่ที่จริงแล้วพ่อค้านี่แหละที่ต้องการกำจัดความเสี่ยงมากที่สุดอาชีพหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงอันตรายจากสินค้าขาด-เกิน เสียหาย หมดราคา การเดินทางไม่ปลอดภัย และรวมถึงความเสี่ยงด้านทางการเมือง

ความเสี่ยงไหนกำจัดได้ พ่อค้าทำเสมอ ตอนได้ลงมือลงทุนไปแล้วไม่เห็นเคยชอบความเสี่ยงจริงๆ ซักที

ว่ากันในด้านการเมือง พ่อค้าจึงมักนำตัวเข้าไปมีอิทธิพลในวงขุนนางเสมอเมื่อมีโอกาส เพราะนี่คือหนทางขจัดความเสี่ยงทางด้านการเมืองที่สะดวกที่สุด

ยิ่งพยายามขจัดความเสี่ยงด้วยวิธีนี้มากเท่าไหร่ ก็มักยิ่งโดนผู้คนต่อว่ามากเท่านั้นเพราะผลประโยชน์ทับซ้อน

ที่จริงก็ไม่ใช่แค่จีนที่ดูถูกพ่อค้า ในตำราเรียนสมัยก่อนนักเรียนไทยยังถูกฝังหัวไว้ว่า พ่อค้าคนกลาง คือมนุษย์หน้าเลือด จอมขูดรีดฉวยโอกาส (ไม่แน่ใจว่าในบทเรียนสมัยนี้ยังมีอยู่หรือไม่)

ทัศนคติสูตรสำเร็จนี้ยังติดมาในสังคมเรื่อยมา และข้อหาย่อมหนักขึ้นเมื่อพ่วงข้อหาฮั้วกับนักการเมืองเข้าไปด้วย

วิกฤตพืชผลการเกษตรราคาต่ำ วิกฤตสินค้าขาดแคลนทีไร เสียงโจมตีพ่อค้าคนกลางจะดังขึ้น พร้อมกับเสียงเชียร์ให้เกษตรกรขายเองซะเลย

ถ้ามันเป็นไปได้จริง และมันง่าย มันก็น่าจะเป็นไปได้ตั้งนานแล้ว…

ประเด็นนี้ทำให้นึกถึงภาพยนตร์สารคดีญี่ปุ่นอยู่ชุดหนึ่งที่ชื่อว่า “อัศจรรย์ตลาดปลาสึคิจิ” สารคดีนี้พูดถึงตลาดปลาชื่อดัง เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

วัฒนธรรมอาหารทะเลของญี่ปุ่นผูกพันกับตลาดนี้อย่างแนบแน่น ตลาดนี้คือรากแก้วแห่งวงการอาหารญี่ปุ่น

เนื้อหาสารคดีถ่ายทอดประวัติ กระบวนการค้าขายและฉายชีวิตพ่อค้าขายส่ง ร้านค้าขายปลีก พ่อค้าคนกลาง รวมถึงบทสัมภาษณ์ลูกค้าประจำในตลาด “สึคิจิ”

ดูแล้วจะเห็นได้ว่าพ่อค้าทั้งหลายต้องรอบรู้ตั้งแต่ต้นตอทั้งเรื่องประเภท แหล่งที่มา ฤดูกาลของปลา จนสามารถรู้ซึ้งถึงคุณภาพของปลาที่ได้มาแต่ละครั้งว่าดีต่อใจของลูกค้าประเภทใด

ปลาหมึกพันธุ์เดียวกัน ตัวไหนควรทอด ตัวไหนควรทานเป็นปลาดิบ พ่อค้าแนะนำได้

นึกเชื่อมโยงกลับไป ชาวประมงที่ถนัดจับสัตว์น้ำเฉพาะทาง หรือเกษตรกรที่ปลูกข้าวเฉพาะสายพันธุ์ ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะมีความรู้ในภาพกว้างและภาพรวมของสินค้าน้อยกว่าพ่อค้าซึ่งคอยรวบรวมสินค้าหลากหลาย (แน่นอน พ่อค้าย่อมไม่รู้รายละเอียดการจับ หรือดูแลเพาะปลูก)

นี่ยังไม่นับถึงสภาวะของลูกค้าและความผันผวนระดับมหภาคของตลาด

สาระของสารคดีชุดนี้จึงบอกว่าพ่อค้าก็เป็นกลไกสำคัญส่วนหนึ่งของการยกระดับสังคมเช่นกัน โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่สินค้ามีแต่ความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น

บางคนอาจค้านอยู่ในใจว่านั่นมันเป็นเพราะพ่อค้าญี่ปุ่นมีคุณธรรม จริยธรรม ข้อนั้นก็มีส่วนจริง แต่ไม่ได้จริงแท้บริสุทธิ์จนปฏิเสธความสำคัญของพ่อค้าในฐานะกลไกสำคัญกลไกหนึ่งของสังคมไปได้

พ่อค้าจะคนกลางหรือไม่ ก็เป็นความต้องการอย่างหนึ่งของสังคมที่ตัดไปไม่ได้แน่นอน

การแก้ปัญหาด้วยการตะโกนให้เอาพ่อค้าออกไปจึงไม่เคยเป็นทางแก้ปัญหาที่แท้จริง (แต่ตะโกนกันจัง)

พ่อค้าที่เขาทำหน้าเป็นกลไกที่ดี แต่ต้องเผชิญกับวิกฤตราคาในปัจจัยซับซ้อนจึงต้องเซ็งไปด้วย แทนที่จะหากลไกร่วมพัฒนา ท่ามกลางภาวะที่วิกฤตแล้วก็มีแต่ตะโกนว่า “เอามันออกไป” (เสียงนี้ยังได้ยินในสภาวะ “เสื้อสี” ขาดตลาดอีกด้วย)

ความเข้าใจบทบาทของแต่ละอาชีพจึงสำคัญเสมอ อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เราคิดตัดเขาไปดื้อๆ ง่ายๆ แต่ไม่เคยได้ผล แล้วก็จบเพราะแค่อารมณ์ถูกระบายไปแล้ว…

แต่อย่างไรก็ดี ความเข้าใจนี้ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรมพ่อค้าที่พยายามกำจัดและทำลายความเสี่ยงของตัวด้วยการต่อติดกับอำนาจปกครองโดยตรง หรือผู้มีอำนาจปกครองที่พยายามลงมามีเอี่ยวกับพ่อค้าเพื่อแสวงหากำไร

ทั้งสองกรณีล้วนเป็นสิ่งอันตราย และไม่ว่ามองในมุมใดก็ไม่เป็นผลดีต่อสังคม

 

วิภาส สุภัครพงษ์กุล พี่เพลียเรียนหมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470805

วิภาส สุภัครพงษ์กุล พี่เพลียเรียนหมอ

โดย…ฤดูกาล

หนังสือบันทึกประสบการณ์กำลังเป็นที่นิยมมากตามร้านหนังสือ ทั้งประสบการณ์การท่องเที่ยว ประสบการณ์การทำงาน ประสบการณ์การบริหาร ประสบการณ์การเป็นเศรษฐี หรือแม้กระทั่งประสบการณ์ตรงในการใช้ชีวิตที่ถูกถ่ายทอดในมุมมองอันหลากหลายแล้วแต่สายตาของผู้เขียนจะมอง

อย่างนักศึกษาแพทย์ หมิง-วิภาส สุภัครพงษ์กุล เจ้าของหนังสือบันทึกประสบการณ์ตรงของนักเรียนแพทย์ตลอด 6 ปีเต็ม เรื่อง #เรียนหมอหนักมาก โดย พี่เพลีย ผู้เป็นเจ้าของแอ็กเคานต์ทวิตเตอร์ @guplia ที่มักบ่นชีวิตสุดเพลียจากการเรียนหมอจนมีผู้ติดตามในโลกโซเชียลกว่าแสนคน

หมิงเล่าให้ฟังว่า ตนเป็นคนชอบเรียนวิชาชีววิทยามาก แต่ไม่ถนัดด้านคำนวณอย่างคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ตนจึงตัดสินใจเรียนหมอ ด้วยความรู้แค่ผิวเผินที่ว่าอาชีพหมอเรียนชีววิทยาอย่างที่เขาชอบ

“กระแสสังคมตอนนั้น เด็กเรียนสายวิทย์หลายคนอยากเป็นวิศวกร อยากเป็นหมอ ซึ่งเพื่อนๆ ในห้องส่วนใหญ่เลือกเรียนหมอด้วย โลกของเราในตอนนั้นจึงมีตัวเลือกอยู่แค่นั้น ซึ่งความจริงเนื้อหาแพทย์ต้องใช้ความรู้ทางคณิตและฟิสิกส์เข้ามาร่วมด้วย สรุปคือไม่ว่าจะหนีไปไหนก็หนีไม่พ้น” เขากล่าว

นักเรียนหมอเล่าต่ออีกว่า คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการเรียนหมอคือการเรียนหนัก แต่มักไม่รู้ว่าที่หนักนั้น หนักอย่างไร เพราะจากประสบการณ์จริง การเรียนหมอไม่ได้หนักแค่อ่านหนังสือจนหัวระเบิด แต่หลังจากที่ท่องจำทฤษฎีแล้ว ต้องออกไปฝึกงานทำงานรักษาคนไข้จริงๆ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่คนอยากเป็นหมอไม่เคยนึกภาพไว้ว่าจะต้องตื่นไปดูคนไข้ตั้งแต่หกโมงเช้า บางทีอยู่เวรข้ามคืนอดหลับอดนอน หรือต้องเข้าห้องผ่าตัดเพื่อช่วยผ่าตัด หรือจนเวลาว่างต้องอุทิศให้กับการนอนเพราะเหนื่อยมาก หนังสือ #เรียนหมอหนักมาก เขียนไว้เช่นนั้น

 

จากนั้นเมื่อถามว่า ถ้าย้อนกลับไปได้ยังอยากเรียนหมออยู่หรือเปล่า หมิงตอบว่า ยังคงอยากเรียน เพราะความรู้แพทย์มีประโยชน์มาก สามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้หลายคน และสิ่งที่ได้มานอกจากเนื้อหาในตำราเรียนแล้วก็คือ ความอดทน ความเสียสละ เพราะการเป็นหมอต้องอย่าลืมว่าคนป่วยเลือกเวลาป่วยไม่ได้ ดึกแค่ไหนเจอเคสอาการหนักหมอก็ต้องอยู่รักษา ณ เวลานั้น เพราะเราคือความหวังหนึ่งที่หลายๆ ชีวิตฝากไว้

เมื่อพูดถึงผลงานเขียนเล่มแรกในชีวิต หมิงอธิบายว่าหนังสือ #เรียนหมอหนักมาก เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการเรียนหมอ 6 ปี โดยอธิบายในรูปแบบที่อยากให้คนไม่ได้เรียนหมอหรือกำลังตัดสินใจจะเรียนได้รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง จากความคิดทั่วไปที่ทุกคนคิดว่าการเรียนหมอต้องผ่าศพหรืออาจารย์ใหญ่ แต่ไม่ได้ทราบรายละเอียดว่าต้องผ่าถึงระดับไหน ต้องคลุกคลีอยู่กับอาจารย์ใหญ่เป็นปี จนได้เข้าไปเห็นเข้าไปช่วยลงมือในห้องผ่าตัดจริง ซึ่งเป็นประสบการณ์จริงของหมอที่คนภายนอกยังไม่รู้

หมิงเล่าต่ออีกว่า ตอนเขียนหนังสือเขาคิดตลอดว่า ตนอยากรู้อะไรที่เกี่ยวกับชีวิตการเรียนหมอบ้าง นอกจากอ่านหนังสือหนัก และอยากรู้อะไรบ้าง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผู้อ่านอยากอ่านและตนก็อยากถ่ายทอดให้ตรงประเด็น หมิงเริ่มจากการตั้งคำถามและตอบคำถามผ่านตัวอักษร รวมหลายคำถามกลายออกมาเป็นหนังสือที่อยากให้ผู้อ่านได้เห็นภาพของชีวิตนักศึกษาแพทย์มากขึ้น

“อย่างที่บอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เราอยากสื่อเรื่องรายละเอียดยิบย่อยเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในสังคมด้วย หมอต้องทำงานกับคนไข้มากมาย อาจต้องเจอปัญหาระหว่างคนไข้ หรือกับบุคลากรทางการแพทย์ด้วยกันเอง ซึ่งปัญหาและความหนักในส่วนนี้เป็นสิ่งที่เราได้แต่บอกเบื้องต้น แต่อยากให้น้องๆ ที่ตัดสินใจจะเรียนหมอ เข้าไปเรียนรู้ ปรับตัว และความอดทน เพราะต่างคนต่างประสบปัญหาแตกต่างกัน”

หมิงกล่าวทิ้งท้ายว่า หนังสือ #เรียนหมอหนักมาก เล่มนี้คงเป็นบันทึกประสบการณ์ให้น้องๆ ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเรียนหมอ หรือมีความมุ่งมั่นว่าจะเรียนได้ตั้งตัว เตรียมตัวว่าจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง เพื่อให้เป็นตัวแทนเล่าประสบการณ์ให้ได้เห็นภาพมากขึ้น และคุณจะรู้ว่าการเป็นแพทย์ไทยหัวใจนิเทศ มีความสุขและสนุกมากแค่ไหน

 

รูปวิ่งนั้น…สำคัญไฉน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470796

รูปวิ่งนั้น...สำคัญไฉน?

โดย…สมแขก

สิ่งหนึ่งที่เป็นของคู่กันสำหรับงานวิ่ง ก็คือ รูปถ่ายสวยๆ จากบรรดาโปรกล้องจากสำนักต่างๆ เช่น ชัตเตอร์รันนิ่งดอทคอม (www.shutterrunning.com) หรือ Refill ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับกีฬาวิ่งมาราธอน เฟซบุ๊กแฟนเพจ IAMRunningThai & Sport, Ksport Running, Indy Run, วิ่งสร้างภาพ, Catmunant, Oc FoTo เป็นต้น พอจบงานวิ่งในวันอาทิตย์ก็ต้องมานั่งหารูปตัวเองในเช้าวันต่อมา แต่นักวิ่งหลายท่านมักประสบปัญหา โดนยิงจากโปรกล้องรัวๆ แล้วพบว่าตัวเองดับอนาถคาจอเมื่อมาหารูปวิ่งในวันจันทร์

เพราะอะไรรูปจึงมีความสำคัญสำหรับนักวิ่ง เหตุผลง่ายๆ คือ สนามวิ่งแต่ละสนามมีความโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นธีมงาน บรรยากาศของสถานที่ แม้ว่าคุณจะมีเป้าหมายเพื่อสุขภาพ หรืออยากชนะใจตัวเอง แต่การได้ปลดปล่อยความสุขผ่านท่าทาง หรือได้ของที่ระลึกหรือดอกผลของการซ้อมมาอย่างดี ภาพถ่ายนักวิ่งจึงเหมือนเครื่องมือเก็บความทรงจำของช่วงเวลาความสุขนั้นๆ เอาไว้
ดังนั้น บางคนจึงมีซ้อมท่าทางเมื่อเห็นช่างภาพระหว่างทาง เช่น โชว์กล้าม ปล่อยพลัง ชูสองนิ้ว ทำรูปหัวใจ หรือส่งจูบ แต่บางครั้งจังหวะเรากับช่างภาพก็ไม่ได้คลิกกัน หน้าอาจจะเหนื่อยเกินไปนี่น่ะสิ

อุ้ง-ปุณยนุช ปรัชญานิพนธ์ เจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ รองเท้าสองคู่ และนักวิ่งที่กวาดถ้วยรางวัลมาเกือบทุกรายการ แนะนำเคล็ดไม่ลับรูปถ่ายงานวิ่งให้ได้รูปสวยๆ เพื่อให้ได้รูปขณะวิ่งที่ร่าเริง ประหนึ่งเพิ่งวิ่งแค่ 2 กม. แม้ว่าคุณจะวิ่งมาแล้ว 30 กม. ได้ดังนี้

 

– ตำแหน่งของโปรกล้องและสติ (อันเหลือน้อยนิด) ของเรา ตำแหน่งของโปรกล้องส่วนใหญ่มักจะซุ่มยิงเรา 2 จุดใหญ่ๆ คือ จุดที่มีวิวสวยๆ แบบฉากหลังเป็นสถานที่สำคัญ หรือเป็นวิวธรรมชาติงามๆ อันเป็นจุดเด่นของสนามนั้นๆ และจุดใกล้ถึงเส้นชัย ประมาณสัก 1-2 กม. หรือ 500 เมตรก็มี ดังนั้น เมื่อมาถึงจุดเหล่านี้ นักวิ่งมือใหม่ทั้งหลายต้อง “ดึงสติ” คอยสอดส่องกล้องให้ดีว่ามีอยู่ตรงไหนบ้าง

– จัดระเบียบร่างกาย เมื่อเห็นกล้องสัก 60-100 เมตร ให้จัดระเบียบเสื้อผ้าให้ดีค่ะ ผมบังหน้าไหม? หมายเลขวิ่ง (BIB) เบี้ยวหรือเปล่า? ท่าโพสที่เตรียมไว้จากบ้านต้องให้พร้อม จะท่าชูสองนิ้ว ตะเบ๊ะ รูปหัวใจ หรือจะซารางเฮโย ก็เอาตามที่ทุกท่านสบายใจ เมื่อเริ่มเข้าใกล้กล้องให้สูดหายใจเข้าลึกๆ กลั้นไว้แป๊บ ให้ลำตัวตรง จากนั้นก็ฉีกยิ้มให้เต็มแรง กดใบหน้านิดๆ (จิกกล้องแตก) และโพสท่าที่เตรียมไว้ ค้างท่าไว้จนพ้นวิถีกระสุนกล้อง จากนั้นก็กลับสู่ยถากรรมเดิมได้ อ๋อ!! เวลาโพสท่าที่ยื่นมือยื่นไม้เยอะๆ ระวังคนข้างๆ ด้วยนะคะ

– ช่างภาพงานวิ่งส่วนใหญ่มักจะใช้เลนส์ซูม หรือเทเลโฟโต้ หรือเลนส์ถ่ายภาพระยะไกลเป็นเลนส์ที่ช่วงความยาวโฟกัสสูงกว่าปกติ ดังนั้นจึงควรพร้อมท่าแอ็กชั่นก่อนถึงช่างภาพ ซึ่งการแต่งกายที่โดดเด่นสะดุดตาก็มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจสาดกระสุนของช่างภาพ โดยเฉพาะหากคุณสวมชุดแฟนซี ชุดทีม ตากล้องโฟกัสไม่พลาดแน่

– วิ่งช้าวิ่งเร็ว มีส่วนหรือไม่ ถ้าคุณวิ่งเร็ว แน่นอนว่าภาพคุณจะลอยเด่นออกมาแต่ไกล โดยไม่มีใครมาบัง แล้วถ้าวิ่งช้าล่ะภาพก็จะไม่น้อยหน้าขาแรง เพราะอยู่ท้ายแถว ถนนนี้ก็เป็นของเรา แล้วถ้าวิ่งด้วยความเร็วกลางๆ ล่ะจะเป็นอย่างไร เราอาจจะมีเพื่อนมากกว่าขาแรงและคนวิ่งช้าหน่อย แต่ความสนุกก็คือการได้เพื่อนใหม่รอบข้างที่ทำให้ภาพถ่ายของเราไม่เหงาเท่าไหร่

เราไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็ว วิ่งแรง แค่วิ่งจบและไม่บาดเจ็บ และมีความสุขก็เพียงพอแล้ว เพราะท้ายที่สุดความสุขของสุขภาพกายและใจเป็นสิ่งสำคัญ ภาพถ่ายแต่ละภาพบ่งบอกความรู้สึกที่สะท้อนออกมาให้เราคิดถึง เป็นความสุขเล็กๆ ของคนบ้าวิ่ง…เขาว่าแบบนั้น

 

ปาฏิหาริย์ของเด็กน้อย ผู้ไม่ยอมแพ้โชคชะตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470793

ปาฏิหาริย์ของเด็กน้อย ผู้ไม่ยอมแพ้โชคชะตา

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ปาฏิหาริย์ที่เป็นจริงของเด็กธรรมดาที่เกิดมาพร้อมสิ่งพิเศษและพลังพิเศษสร้างสิ่งอัศจรรย์ นี่คือเรื่องราวของเด็กน้อย “ณัฐธัญ” ถูกบอกเล่าผ่านเพจ “มีลูกเป็นครู” ของ แม่หน่อย-กนกวรรณ หรุ่นบรรจบ แม่แสนธรรมดาของลูกชายวัย 1 ขวบ 4 เดือน ที่กำลังต่อสู้กับโชคชะตาตั้งแต่ลืมตาดูโลก

เธอโพสต์ข้อความนี้เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2559 หลังการสนทนาระหว่างเราจบลง

“อย่าปล่อยให้โชคชะตานำพาเราอย่างเดียว…เราก็แค่คนธรรมดาที่จนตรอกกับโชคชะตา เพราะฉะนั้นทางเดียวที่ต้องทำคือ สู้ รู้อย่างเดียวว่า เราต้องรู้ว่าเราสู้อยู่กับอะไร…ความรัก ศรัทธา ปาฏิหาริย์” เธอปิดท้ายด้วยสามคำนี้เสมอ

 

น้องณัฐธัญกำลังต่อสู้กับโรคไจแอนท์ ออมฟาโลซิล (Giant Omphalocele) แม่หน่อยอธิบายไว้ในเพจว่า อาการ Omphalocele คือ การที่ผนังหน้าท้องเติบโตผิดปกติ ทำให้ไม่มีผิวผนังหน้าท้อง อวัยวะบางส่วนในช่องท้องจึงออกมาอยู่ข้างนอก ส่วนอาการของ Giant Omphalocele คือการที่มีช่องหน้าท้องใหญ่มากและมีอวัยวะออกมามาก ซึ่งน้องณัฐธัญรักษาตัวในห้องไอซียู 1 ปี แม้ว่าตอนนี้จะย้ายมาอยู่ในห้องพิเศษ แต่แพทย์ก็ยังไม่มีกำหนดให้กลับบ้าน

เมื่อทราบข่าว

แม่หน่อยลาออกจากการเป็นไดเรกเตอร์ของบริษัทโปรดักชั่นทีวี และทิ้งชีวิตเดิมๆ ทั้งหมดเพื่อมาอยู่กับลูกชาย เธอเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ทราบว่าตั้งครรภ์ จากนั้นเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อทราบว่าลูกชายเผชิญกับโรคออมฟาโลซิล และเปลี่ยนอย่างยิ่งใหญ่อีกทีเมื่อเธอคลอดลูกออกมา

“รู้ว่าน้องเป็นออมฟาโลซิลตั้งแต่น้องอายุ 16 สัปดาห์” เธอเล่าเหตุการณ์เมื่อเกือบ 2 ปีก่อน “เดือนนั้นเราก็ไปอัลตราซาวด์ปกติ ไปตรวจโครโมโซม ตรวจน้ำคร่ำ ซึ่งเป็นการตรวจปกติทุกเดือนของแม่ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี จำได้ว่าวันนั้นหมอโทรมาตามให้กลับไปตรวจซ้ำ ซึ่งเราก็รู้สึกว่าต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ เลยขอหมอไปตรวจเลยทันที หมอบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติที่เรียกว่าออมฟาโลซิล คือโรคที่ไม่มีผนังหน้าท้อง ทำให้ไส้ ตับ ม้าม กระเพาะ ออกมาอยู่ข้างนอก ซึ่งตอนนั้นหมอมีสีหน้าเป็นกังวลแต่ก็บอกว่ามันรักษาได้ หน่อยกับพี่บอล (สามี) เลยหาข้อมูลกันมาโดยตลอดว่าอะไรคือ ออมฯ ความน่ากลัวของมัน การรับมือ การดูแลมันคืออะไร ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะเป็นคนดู เพราะไม่อยากให้เรากังวลใจมาก”

 

แม่หน่อยยังกล่าวต่อว่า จากการหาข้อมูลและจากคำแพทย์ระบุว่า เด็กที่เป็นโรคไจแอนท์ ออมฟาโลซิล สามารถรักษาได้โดยการนำอวัยวะภายในกลับเข้าไปแล้วเย็บผนังหน้าท้องปิด ทว่าอาการของน้องณัฐธัญพิเศษกว่า เพราะทั้งไส้ ตับ ม้าม กระเพาะ ออกมาจากหน้าท้องทั้งหมด ซึ่งนับเป็นเคสแรกของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่เจอไซส์ใหญ่ขนาดนี้

ห้องคลอด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2558 เธอไปโรงพยาบาลตามนัดผ่าคลอด (ไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้) ซึ่งช่วงเวลาที่อยู่ในห้องคลอดนั้น เธอเล่าว่า มันช่างเงียบจนน่าประหลาดใจ แต่มีเสียงหนึ่งที่ทำให้โล่งใจได้คือ เสียงร้องไห้ของลูก

“ได้ยินแต่เสียงลูกร้องไห้ แต่ไม่เห็นหน้า ไม่เห็นตัวลูกเลย คลอดวันจันทร์ ได้เห็นหน้าลูกวันพุธ ซึ่งวินาทีแรกที่เห็นหน้าลูก เราได้แต่ร้องไห้ น้ำตาไหลแบบไม่รู้ตัว” เธอกล่าว

 

กระบวนการในห้องคลอดวันนั้น หลังจากที่หมอลงมีดผ่าคลอดสำเร็จ ทารกจะถูกส่งตัวไปผ่าตัดที่ห้องไอซียูทันที โดยที่พ่อกับแม่ไม่มีใครได้เห็น “ในนั้นเงียบมาก เงียบเชียบ จนต้องถามหมอวิสัญญีว่าลงมีดหรือยัง เพราะตอนนั้นทุกคนในห้องคลอดดูนะจังงัง ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร จนกระทั่งได้ยินเสียงน้องร้อง เราก็ร้องไห้ตาม ซึ่งเราพยายามที่จะดูหน้าน้อง แต่หมอบอกว่าไม่ได้แล้ว น้องไปไอซียูแล้ว จนพ่อมาเล่าให้ฟังว่า เห็นเขารีบเข็นน้องเข้าห้องไอซียูเด็ก พ่อเห็นน้องแวบๆ แค่ 5 วินาที แล้วก็หายลับตาไป” น้ำเสียงเธอเริ่มเคล้าน้ำตา

ห้องไอซียู

เมื่อออกจากท้องแม่ น้องณัฐธัญถูกส่งเข้าห้องไอซียูเด็ก เพื่อผ่านำอวัยวะกลับข้างใน ทว่าการผ่าตัดครั้งแรกไม่สำเร็จ เพราะอวัยวะภายในกลับปริแตกออกจากความดันในช่องท้องที่มากเกินไป เธออธิบายว่าโรคออมฟาโลซิลแบ่งเป็น 2 หมวด คือ แบบที่อวัยวะอยู่ภายนอก ไม่มีถุงหุ้ม เรียกว่า แกสตอส (Gastroschisis) กับที่มีถุงหุ้ม เรียกว่า ออมฟาโลซิล ซึ่งในตอนแรกน้องคลอดออกมายังเป็นแบบออมฟาโลซิล คือมีถุงหุ้ม แต่เมื่อหลังการผ่าตัดครั้งแรกทำให้ถุงหุ้มแตกเปลี่ยนเป็นแบบแกสตอส

“ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าจะรักษายาวนานขนาดนี้ เพราะจากที่อ่านข้อมูลมา เรารู้แค่ว่าอีกเดือนสองเดือนน้องก็หาย เราคิดแค่นั้นจริงๆ ตอนที่ท้องอยู่ 8 เดือน ไปอัลตราซาวด์เห็นว่าขนาดหัวของลูกเล็กกว่าขนาดของท้องก็ยังไม่กังวลมาก เพราะคิดว่ายังไงก็สามารถรักษาได้ น้องจะกลับมาเป็นปกติ”

 

ทว่าสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นช่างต่างกัน น้องณัฐธัญรักษาอาการในห้องไอซียู 1 ปี แบ่งเป็นช่วงที่อยู่ในห้องไอซียูเด็ก 3 เดือน จากนั้นเมื่ออาการเริ่มดีขึ้นน้องได้ออกจากห้องไอซียู แต่ก็เป็นเวลาไม่นาน น้องมีอาการปอดติดเชื้อหนัก ทำให้ต้องกลับเข้าห้องไอซียูอีกครั้ง รวมระยะเวลายาวนานถึง 1 ปี กระทั่งตอนนี้หมออนุญาตให้น้องออกมาอยู่ห้องพิเศษ ซึ่งนับเป็นเวลา 4 เดือนแรกที่พ่อและแม่สามารถใกล้ชิดลูกได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ห้องพิเศษ

“อาการทุกอย่างยังไม่คงที่ แต่ดีขึ้นจนไม่ต้องอยู่ในไอซียู การหายใจดีขึ้น การติดเชื้อน้อยลง แผลที่ท้องดีขึ้น แต่ก็ยังปิดไม่สนิทสักที และมีรูรั่วตรงไส้อยู่” แม่หน่อย กล่าว และอธิบายต่อว่า ออมฟาโลซิล คือ การที่ไม่มีกล้ามเนื้อท้อง แต่มีเพียงผิวหนังชั้นแรกคลุมไว้ ซึ่งบางและสามารถแตก ฉีก ขาด ได้ตลอดเวลา แต่กระนั้นแล้ว เธอยังปล่อยให้ลูกได้เคลื่อนไหว เพราะการเคลื่อนไหวคือการสร้างพัฒนาการ

“ถ้าเกิดมีปัญหาเราก็แก้กันไป” น้องณัฐธัญเคยผ่าตัดหน้าท้องมาแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งล่าสุดเกิดอาการไส้รั่ว แต่ถือว่าน้อยกว่าการผ่าตัดครั้งที่ 3 ที่ไส้รั่วแล้วปลิ้นออกมาจากท้อง จนทำให้หมอต้องตัดไส้ที่ตายทิ้งไป 7 เซนติเมตร ทว่าไม่มีครั้งไหนน่าหนักใจเท่าการผ่าตัดครั้งที่ 2 เพราะหลังจากผ่าตัดครั้งนั้น น้องณัฐธัญหลับไปนานมากถึง 1 เดือน เพราะหมอให้นอนหลับ 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ขยับตัวจะได้เซฟแผลผ่าตัด แต่สุดท้ายไส้ก็ยังรั่ว หมอจึงตัดสินใจให้น้องฟื้น ให้เริ่มตื่นรู้สึกตัว และให้อาการพัฒนาไปตามธรรมชาติ

 

“โรคออมฟาโลซิลทำให้ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่ บวกกับน้องใส่เครื่องช่วยหายใจตั้งแต่เกิด ทำให้เป็นโรคปอดเรื้อรังไปโดยปริยาย ทำให้น้องหายใจไม่สุด ซึ่งสุดท้ายต้องเจาะคอตอนน้องอายุได้ 5 เดือน” แม่หน่อยเล่า “เรื่องการกิน น้องต้องกินสารอาหารโดยจะให้ทางหลอดเลือดดำ ไม่ต้องผ่านการย่อย ซึ่ง ณ ปัจจุบันน้องมีสายฮิคแมน (Hickman) ที่จะพาสารอาหารผ่านหน้าอกขวาผ่านเข้าสู่หัวใจช่องขวาบนและนำไปใช้งานได้เลย ตอนนี้หมอเริ่มให้ฝึกกินนมวันละ 50 ซีซี 4-5 มื้อ และน้องสามารถย่อยนมได้ ถ่ายได้ปกติ ซึ่งเก่งมากแล้ว”

นับจากนี้ไป แพทย์วางแผนไว้ว่าเมื่อน้องณัฐธัญอายุ 3-4 ขวบ เมื่อผนังหน้าท้องแข็งแรงจะเริ่มผ่าตัด ไส้ ตับ ม้าม กระเพาะ กลับเข้าไป แต่ไม่สามารถระบุให้แน่ชัดได้ว่าจะเร็วหรือช้ากว่าที่สันนิษฐานไว้ เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับร่างกายของน้องเท่านั้น

ห้องเล่น

แม่หน่อยตัดสินใจลาออกจากงานก่อนที่น้องณัฐธัญจะออกจากห้องไอซียู 2 เดือน ลูกอายุ 10 เดือนพอดี เธอเล่าว่า ตลอดเวลาที่ลูกชายอยู่ในห้องไอซียู เธอและสามีจะมาหาลูกทุกวันตามปกติ แต่มีอยู่วันหนึ่งเธอมาหาลูกช้าและสามีติดงาน ปรากฏว่าลูกหลับเพราะได้รับยานอนหลับ ทำให้เธอรู้สึกว่า การที่ลูกได้ยานอนหลับเพราะงอแงไม่มีใครมาเล่นด้วย มันไม่ควรเกิดขึ้น

 

“ตอนที่น้องณัฐธัญอยู่ในไอซียู เขาป่วยหนักจริงนะ แต่เป็นเด็กที่เล่นตลอดเวลา เล่นจนไม่รู้ว่านี่ป่วยหรือไม่ป่วย และหลังจากเหตุการณ์วันนั้นเราก็รู้สึกเลยว่าน่าจะถึงเวลาที่ต้องเลือก เราเลยเลือกลาออกจากงานแล้วมาหาลูก ซึ่งเป็นทางที่ถูกมาก ถามว่าเสียดายไหม มันเสียดาย ทุกคนไม่คิดว่าเราจะลาออกจากงาน เพราะเป็นคนรักงาน บ้างานมาก แต่สุดท้ายไม่ว่าจะให้กลับไปตัดสินใจอีกกี่ครั้งก็จะเลือกมาหาลูก”

ตอนที่อยู่ในห้องไอซียู พ่อแม่สามารถเยี่ยมลูกได้เพียงเวลา 12.00-20.00 น. ตอนนี้ลูกอยู่ห้องพิเศษจึงสามารถอยู่และนอนกับลูกได้ 24 ชั่วโมง โดยเธอจะนอนบนเตียงกับลูก ลักษณะนอนเป็นตัวยูโอบลูกไว้ เพราะน้องเจาะคออยู่ไม่สามารถเปล่งเสียงได้ ดังนั้นถ้าน้องตื่นหรือเกิดความผิดปกติอะไรเขาจะขยับตัว ซึ่งการนอนด้วยกันจะทำให้แม่สัมผัสตัวลูกได้ตลอดเวลา

“เราไม่รู้เมื่อยหรือเหนื่อยอะไรเลยที่ต้องนอนแบบนั้น หรือถามว่าอยากนอนเหยียดตรงไหม ก็อยากนอนตรง แต่การนอนแบบนี้มันทำให้ทันท่วงทีกว่า ก็อยากจะนอนแบบนี้” เธอกล่าว

ห้องหัวใจ

ปัจจุบันน้องณัฐธัญอายุ 1 ขวบ 4 เดือน ซึ่งเด็กทั่วไปจะสามารถคลานและพูดได้บ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเธอและสามีมั่นใจว่าลูกจะสามารถทำทุกอย่างได้เหมือนเด็กทุกคน เพียงแต่ว่าเมื่อไหร่เท่านั้น

 

“ตอนนี้น้องณัฐธัญร่าเริงและยิ้มได้ พวกเราก็ดีใจมากแล้ว เพราะปกติเด็กทั่วไปที่อยู่โรงพยาบาลนานและป่วยหนักขนาดนี้จะมีภาวะเครียด ภาวะไม่เอาคนแปลกหน้า ซึ่งหลายคนบอกว่า ที่น้องสดใส เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะพ่อกับแม่ที่ปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นเด็กปกติ เราอ่านนิทานให้ฟัง ร้องเพลง เล่นด้วยกัน หรือตอนที่เขาหลับไปเดือนครึ่งเราก็ไปพูดข้างๆ หูเขา เพราะเราเชื่อว่าเขาไม่หลับ มันหลับแค่ระบบร่างกาย แต่สมองกับใจเขาไม่หลับ เราเชื่อแบบนั้น” แม่หน่อย กล่าว

เธอเล่าอีกเหตุการณ์ ตอนที่น้องณัฐธัญติดเชื้ออย่างรุนแรงจนหมอไม่แน่ใจว่าน้องจะทนได้หรือไม่ วันนั้นหมอบอกกับเธอว่า ถ้าผ่าน 3 วันนี้ไปได้ลูกจะรอด เธอแทบไม่รู้สึกตัวและไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้จากหมอ และเมื่อจบบทสนทนา เธอได้หันมาพูดข้างหูลูกว่า “แม่ไม่ทำใจ ณัฐธัญต้องสู้ เพราะเรายังมีแรง ยังมีเวลาอีกตั้ง 3 วัน ให้เราสู้ไปด้วยกัน” และสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าคือ น้องณัฐธัญร้องไห้ทั้งที่ตาปิดเหมือนกับจะบอกว่า “สู้สิแม่”

ปาฏิหาริย์

เด็กน้อยคนนี้สามารถต่อสู้กับการผ่าตัดมามากกว่า 10 ครั้ง ผ่านภาวะติดเชื้อรุนแรง ผ่านช่วงที่อ่อนแอที่สุด และสามารถนำพาพ่อแม่ก้าวผ่านเรื่องราวร้ายๆ มาด้วยกันได้

ที่สำคัญ น้องณัฐธัญสามารถเปลี่ยนพ่อแม่ เปลี่ยนจากคนเที่ยวกลางคืนกลายเป็นคนรักสุขภาพ เปลี่ยนจากคนบ้างานให้กลายเป็นคนติดครอบครัว โดยที่ไม่มีใครบังคับ มีเพียงสัญชาตญาณความเป็นพ่อแม่ที่ทำให้ทั้งสองคนเปลี่ยนได้อย่างชะงักงัน

“เมื่อมีลูกทำให้เราทั้งสองคนเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนจากคนคิดแง่ร้ายเป็นคนคิดบวก เราไม่ใช่คนที่จิตใจดีมาก แต่คิดว่าเราเป็นคนที่จิตใจดีพอที่จะประทังกับเรื่องนี้ได้ เราต้องปรับตัวเอง ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่กับเรื่องนี้ไม่ได้เลย เราสองคนร้องไห้นับครั้งกันได้ ไม่ได้ร้องแบบพร่ำเพรื่อ เราจะไม่แสดงความอ่อนแอให้กันเห็น แต่จะให้กำลังใจกันและกัน ให้กำลังใจลูก”

ณัฐธัญคือปาฏิหาริย์ของพ่อและแม่ที่ทำให้คนจนตรอกสองคนมีแรงลุกขึ้นสู้ต่อ โดยใช้ความรัก ความศรัทธา และพลังจากคนข้างๆ เป็นแรงผลักดันให้แข็งแรง และแข็งแกร่งเหมือนเด็กน้อยแสนพิเศษคนนี้ เชื่อว่าเขาจะได้กลับบ้าน…อีกไม่นาน

 

กลยุทธ์สลับม้าของซุนปินและซิมป์สันส์พาราด็อกซ์ กับสถิติลวงโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469722

กลยุทธ์สลับม้าของซุนปินและซิมป์สันส์พาราด็อกซ์ กับสถิติลวงโลก

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ซุนปินเป็นนักการทหารโบราณชื่อดัง บันทึกบางเล่มบอกว่าเขาเป็นลูกหลานของซุนหวู่ ผู้เขียนตำราพิชัยสงครามคลาสสิกระดับโลก “พิชัยสงครามซุนจื่อ”

นักวิชาการจีนเคยงงกับตำรา “พิชัยสงครามซุนจื่อ” ว่าซุนหวู่หรือซุนปินกันแน่ที่เป็นผู้แต่งขึ้น เพราะคำว่า “จื่อ” ที่ลงท้ายต่อจากแซ่ชาวจีนโบราณมีไว้เรียกเพื่อยกย่องว่าเป็นปราชญ์ คำว่าซุนจื่อ จึงสื่อแค่ว่าปราชญ์แซ่ซุน ไม่ได้ระบุว่าซุนไหน

เพิ่งเมื่อปี 1972 นี้เองที่เพิ่งค้นพบพิชัยสงครามซุนปิน ทำให้รู้ว่าพิชัยสงครามซุนจื่อจึงเป็นของซุนหวู่แน่นอน

แม้ตำราพิชัยสงครามของซุนปินไม่ดังเท่าของซุนหวู่ แต่เรื่องราวชีวิตและกลยุทธ์ของเขา ดูจะมีสีสันโดดเด่นเป็นเรื่องเล่ามากกว่า หนึ่งในนั้นคือเรื่อง “ซุนปินสลับม้า”

เดิมซุนปินเป็นที่ปรึกษาแคว้นเว่ย แต่ต้องขาพิการและหนีตายเพราะถูกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด อย่างไรก็ตาม คนมีสติปัญญาอย่างซุนปินย่อมเป็นที่ต้องการ แม่ทัพเถียนจี้แห่งแคว้นฉีเข้าชักชวนให้เขามาอยู่ด้วยกัน

แม่ทัพเถียนจี้ชื่นชอบการแข่งม้า ไม่ได้แข่งกับหมู่เพื่อนฝูงธรรมดาเท่านั้น ยังชอบแข่งกับระดับท่านอ๋อง

แม้เถียนจี้มีม้าดีอยู่มากมาย แต่ไหนเลยจะสู้ม้าท่านอ๋องได้ แข่งทีไรก็แพ้ทุกทีไป

เถียนจี้บ่นให้ซุนปินฟังตามภาษาเพื่อนร่วมงาน ซุนปินจึงสอบถามว่ากติกาการแข่งม้ามีว่ากระไร

เถียนจี้อธิบายว่า กติกาง่ายๆ “การแข่งม้าตัดสินจากการแข่งสามแมตช์ แมตช์แรกเอาม้าดีที่สุดของข้าวิ่งแข่งกับม้าดีที่สุดของท่านอ๋อง แมตช์ต่อมาก็จะใช้ม้าตัวรองของข้าวิ่งแข่งกับม้าตัวรองของท่านอ๋อง ม้าอันดับสามก็แข่งไม่ต่างกัน”

เถียนจี้บ่นต่อว่าพอแข่งกันทีไร ส่วนใหญ่ม้าข้าก็แพ้ม้าท่านอ๋องหมด “ท่านซุนปินมีม้าดีหรือวิธีฝึกม้าแนะนำบ้างหรือไม่?”

ซุนปินคิดซักพักแล้วบอกกลับว่าขอข้าดูคิดก่อน… อันที่จริงเถียนจี้ก็คงถามไปอย่างนั้น

เมื่อถึงวันที่เถียนจี้ต้องแข่งม้ากับท่านอ๋องจริง เถียงจี้พ่ายแพ้ตามฟอร์ม เถียนจี้เริ่มคิดว่านี่คงเป็นเพราะเราคิดแต่ว่าจะพ่ายแพ้แต่แรกแน่ๆ วันหลังจะลองสร้างความเชื่อว่าจะต้องชนะ ตามกฎแรงดึงดูดความสำเร็จดูบ้าง

คิดไปคิดมาแล้วซุนปินก็เดินเข้ามาทัก บอกเถียนจี้ว่า “ท่านไปขอท่านอ๋องแข่งอีกที คราวนี้ชนะแน่”

เถียนจี้ถามซุนปินทันที “ท่านมีม้าดีให้ข้าลองรึ?”

ซุนปินตอบว่า “จะหาม้าใหม่ไปทำไม ในเมื่อมันมีโอกาสชนะด้วยม้าสามตัวเดิมของท่านนี่แหละ”

เถียนจี้ยังมึน ถามว่า “เป็นไปได้อย่างไรกัน?”

ซุนปินกระซิบข้างหูมุบมิบตามสไตล์หนังจีนกำลังภายใน…

แล้วเถียนจี้ก็ไปขอท่านอ๋องแข่งม้าใหม่อีกครั้ง ผลปรากฏว่า เถียนจี้ชนะ 2 ใน 3 รอบ จึงกลับพลิกชนะในเกมนี้

ท่านอ๋องตกใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรจึงเรียกตัวเถียนจี้มาซักถาม

เถียนจี้จึงอธิบาย

“เพื่อนกระหม่อมแนะนำว่า ให้สลับม้าที่ใช้แข่งขัน โดยใช้ม้าที่ดีที่สุดของข้าแข่งกับม้าตัวรองของท่านอ๋อง แล้วเอาม้าตัวที่ดีรองลงมาของข้าแข่งกับม้าอันดับสามของท่านอ๋อง ส่วนม้าอันดับสามของข้าที่วิ่งช้าที่สุดก็ให้แข่งกับม้าตัวเก่งที่สุดแทน เท่านี้แม้ม้าตัวที่สามข้าจะแพ้แน่ๆ แต่จะชนะ 2 ใน 3 ยังถือว่าชนะท่านอ๋องใสๆ”

ว่าแล้วจึงก็ได้โอกาสแนะนำตัวซุนปินให้ท่านอ๋องได้ช่วงใช้ เถียนจี้ได้รางวัลจากการแข่งม้า ท่านอ๋องชื่นชมดีใจได้คนเก่ง ซุนปินได้แสดงสติปัญญาและได้งาน ถือว่า วิน วิน วิน

กลยุทธ์ซุนปินสลับม้า แสดงให้เห็นว่าด้วยศักยภาพเท่าเดิม แต่อาจเอาชนะเกมได้ด้วยการวางแผนจัดกลุ่ม

บินข้ามเวลาและสถานที่ไปที่อเมริกา หลายคนน่าคุ้นเคยกับชื่อซิมป์สันส์ดีกว่าซุนปิน แต่วันนี้เราจะไม่ได้พูดถึงครอบครัวซิมป์สันส์ที่เป็นตัวการ์ตูนสีเหลืองนั่น

ทฤษฎี “สิ่งผิดปกติของนายซิมป์สันส์” หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าSimpson’s Paradox คือทฤษฎีที่ว่าด้วยความพิสดารของการพิจารณาตัวเลขของข้อมูล ซึ่งผลรวมของการแบ่งกลุ่มข้อมูลย่อยๆ พลิกเกมการรับรู้ของเรา

ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการรักษาของ หมอ A และหมอ B ด้วยผู้ป่วย 100 คนเท่าๆ กัน จึงมีการจัดการทดลองเปรียบเทียบ
ขึ้นมา

การทดลองวันแรก หมอ A มีเวลาว่างจึงเร่งรักษาผู้ป่วยให้หายได้ 63 จาก 90 คน (สถิติการรักษา=รักษาได้ 70% ของผู้ป่วย) ส่วนหมอ B งานยุ่ง รักษาได้ 8 คนจากคนไข้ 10 คน (=80%)

การทดลองครั้งที่สอง หมอ A เหลือคนไข้แค่ 10 คนให้รักษา โดยรักษาได้ 4 ใน 10 คน (=40% ของผู้ป่วยครั้งนี้) ส่วนหมอ B รักษาได้ 45 จาก 90 คน (=50%)

เมื่อนับจากตัวเลขเปอร์เซ็นต์การรักษาของทั้งสองครั้งจึงสรุปได้ว่า หมอ B รักษาคนไข้ได้เปอร์เซ็นต์มากกว่าหมอ A ทั้งสองครั้ง (คือ 80% และ 50%) จึงสรุปว่าหมอ B มีประสิทธิภาพการรักษาที่ดีกว่า…แต่ผิด!

เพราะเมื่อนับจำนวนคนไข้รวมแล้ว จะค้นพบว่า หมอ A รักษาคนไข้ได้ 67 คน ส่วนหมอ B รักษาได้แค่ 53 คนเท่านั้น

นี่คือ Simpson’s Paradox ที่แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลเปอร์เซ็นต์มากน้อยทั้งหลาย ลวงตาเราได้ หากเล่นกลด้วยการจัดกลุ่ม

(และเมื่อหมอ B รู้เคล็ดลับเช่นนี้แล้ว จึงอาจอ้างอิงข้อมูลเปอร์เซ็นต์การรักษาในแต่ละครั้งมาใช้ในโฆษณาลวงตาเราได้)

Simpson’s Paradox ยังมีตัวอย่างเรื่องการบิดเบือนข้อมูลในชีวิตจริงอีกมากมายหลายแบบ ตัวอย่างข้างต้นเป็นแค่ตัวอย่างง่ายๆ ประเภทหนึ่งเท่านั้น

หนึ่งในนั้นคืองานวิจัยในอังกฤษชิ้นหนึ่งที่บอกว่ากลุ่มคนสูบบุหรี่มีโอกาสตายน้อยกว่ากลุ่มคนที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งผลวิจัยครั้งนั้นกลับตาลปัตรเช่นนี้ ก็เพราะมี Simpson’s Paradox ซ่อนอยู่

ผลการเลือกตั้งประธานาธิปดีสหรัฐ อเมริการะหว่าง ฮิลลารี คลินตัน กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ตกอยู่ในทฤษฎีนี้ได้เช่นกัน

โชคไม่ดีที่ Simpson’s Paradox ในแต่ละกรณีมีวิธีการแกะรหัสให้ได้ความจริงแตกต่างกันไป ซึ่งต้องพิจารณากรรมวิธีการจัดกลุ่ม หรือปัจจัยซ่อนเร้นต่างๆ กันไป เราจึงไม่สามารถหลุดพ้นกลเม็ดลวงโลกทางสถิติด้วยสูตรสำเร็จง่ายๆ แต่ต้องใช้ปัญญาเพ่งมองค้นหาเอาเองในแต่ละชุดข้อมูล

จะว่าไปก็ตรงกับที่กาลามสูตรข้อ 5 ที่บอกว่า “มา ตกฺกเหตุ” อย่าปลงใจเชื่อเพราะมันถูกต้องตามตรรกะ

Simpson’s Paradox ตั้งชื่อตาม Edward Simpson หนึ่งในผู้สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ ทฤษฎีนี้ถูกยกขึ้นมาครั้งแรกในปี 1973 ในกรณีที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ถูกฟ้องว่าตัวเลขการรับนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยแสดงถึงการเหยียดเพศอย่างมีนัยสำคัญ (ปีนั้นคือ 1 ปีหลังจีนขุดพบพิชัยสงครามซุนปิน)

แม้ทฤษฎีนี้เพิ่งถูกตั้งขึ้นมาไม่นาน แต่ดูเหมือนว่า ซุนปิน จะเล่นกลพิสดารนี้เป็นมากว่าสองพันปีแล้ว

 

กุญช์ณิชา พรประภา ปิพณ พึ่งบุญพระ ร่วมชีวิตร่วมธุรกิจ สานความเป็นปึกแผ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470685

กุญช์ณิชา พรประภา ปิพณ พึ่งบุญพระ ร่วมชีวิตร่วมธุรกิจ สานความเป็นปึกแผ่น

โดย…ปอย  ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

คู่นักธุรกิจสามีภรรยาสองตระกูลดัง กุญช์ณิชา พรประภา-ปิพณ พึ่งบุญพระ รับผิดชอบหน้าที่สองผู้บริหารบริษัทแฮปปี้บิลเลียน ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเมื่อกลางปีที่ผ่านมาก็เพิ่งเปิดตัวไลฟ์สไตล์มอลล์ล่าสุด เมส ทองหล่อ (Maze Thonglor) ในรูปแบบอาคารโอเพ่นมอลล์ 4 ชั้นครึ่ง แบ่งเป็นชั้น 1 ไลฟ์สไตล์ คาเฟ่ และคอฟฟี่ช็อป และเบเกอรี่ ชั้น 2 ร้านอาหารนานาชาติ ชั้น 3 สปาและสถานเสริมความงาม ชั้น 4 โยคะ สถานออกกำลังกาย และบนชั้นดาดฟ้าเป็นบาร์ไวน์และค็อกเทล

การทำงานร่วมกันฐานะผู้บริหารโครงการใหญ่ ก็คงเปรียบได้กับเสือสองตัวในถ้ำเดียวกันแต่งานนี้ไม่มีปัญหาเลย แม้โดยนิสัยการทำงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เอ็มดีฝ่ายชาย ปั๊บ ปิพณ กล่าวถึงนิสัยการทำงานของตัวเองว่า ละเอียดรอบคอบ ถ้ามีสิ่งใดไม่เป็นไปตามข้อตกลง จะไม่มีวันยอมปล่อยผ่านเลยไปง่ายๆ ส่วนเอ็มดีฝ่ายหญิง กวาง กุญช์ณิชา นิสัยการทำงานอะลุ้มอล่วยสามารถต่อรองเจรจาได้ โดยเฉพาะการคลี่คลายปัญหาเฉพาะหน้า การทำงานของสองผู้บริหารสามีภรรยาที่ต่างกันกลับเป็นส่วนผสมเติมเต็มซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัว

“ฝ่ายบู๊เด็ดขาด ละเอียดถี่ถ้วน”

การทำธุรกิจศูนย์การค้า ต้องถือเป็นเรื่องใหม่แกะกล่องสำหรับคู่ชีวิตผู้บริหาร โครงการวางแผนไว้ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แล้วเริ่มเปิดตัวเป็นทางการในช่วงเศรษฐกิจอยู่ในช่วงไม่คึกคักนัก แต่ธุรกิจก็จะต้องดำเนินต่อไป ปั๊บ ปิพณ เริ่มต้นสนทนาเผยมุมมองในการทำธุรกิจ ในวันนี้พื้นที่เช่าเชิงพาณิชย์เพื่อการค้าปลีก จุดคุ้มทุนเร็วกว่าทำเรสซิเดนท์ประเภทคอนโดมิเนียมที่มีโครงการใหญ่ๆ เต็มซอยทองหล่อไปหมดแล้ว

และเมื่อคุณพ่อภรรยา (ถาวร พรประภา) มอบที่ดิน 1 ไร่กว่าให้มาพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ สร้างศูนย์การค้า การได้ร่วมงานกับศรีภรรยาอย่างจริงๆ จังๆ จึงเริ่มต้นขึ้น

“เราสองคนมาจากครอบครัวนักธุรกิจทั้งคู่ สักวันก็ต้องสานธุรกิจด้วยกันแน่ๆ นะครับ ตระกูลของกวางคร่ำหวอดเรื่องการทำธุรกิจรถยนต์ส่งต่อจนถึงรุ่นที่สาม แต่กวางก็บอกผมตลอดว่าไม่ถนัด ผมก็เข้าใจนะครับผู้หญิงบุคลิกนุ่มนวลอ่อนหวานให้ไปดูเรื่องรถก็ไม่เหมาะ แล้วครอบครัวก็มีพี่น้องผู้ชายหลายคนทำได้ดีอยู่แล้ว กวางเลือกทำร้านอาหารชาบู (ร้าน Kagonoya) เปิดไปแล้วถึง 12 สาขาพิสูจน์ความสำเร็จขายดีนะครับ เราจึงแบ่งงานกันตามความถนัด กวางรับหน้าที่คัดเลือกร้านจากต่างประเทศเข้ามาตั้งสาขาแรกในเมืองไทยมาไว้ที่นี่ เช่น ร้านเซนโดะ ซูชิ ร้านอาหารอิตาเลียนฝีมือเชฟดัง เฟอราโร ริสโตรอนเต้ ร้านซีฟู้ดสไตล์อังกฤษ The Dock หรือร้านของไทย KRitchen by ครัวแล้วแต่คริต ของพระเอกดัง ชาคริต แย้มนาม ร้านทำเล็บอัลลัวร์ ร้านเหล่านี้เลือกทำสาขาแรกกับเรา

รวมทั้งดูแลการตลาด งานประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ให้ช็อปปิ้งมอลล์ โดยตั้งเป้าภายใน 2 ปี เราต้องทำให้ เมส ทองหล่อ เป็นเดสติเนชั่นเรื่องการกินถ้าใครอยากกินซูชิดี กินซีฟู้ดสดๆ ก็ต้องตรงมาที่นี่เลยครับ” ปิพณ กล่าวถึงรายละเอียดของการแบ่งงานกับศรีภรรยา

ฝ่ายชายรับดูแลเรื่องการก่อสร้าง ตั้งแต่เจาะเสาเข็ม เลือกดีไซน์ให้สะดุดตาตึกกระจกสีเทาเข้มเห็นชัดแจ๋วทั้งกลางวัน กลางคืน แตกต่างจากคอมมูนิตี้รูปแบบเมื่อสิบปีที่ผ่านมาที่เป็นตึกปูนดูทึบไม่ร่วมสมัยเท่ากระจก

“เราสองคนชอบท่องเที่ยวไปทั่วโลก ก่อนสร้างที่นี่ผมกับภรรยาก็ไปเที่ยวหลายๆ ประเทศเพื่อดูสไตล์ศูนย์การค้าที่เราชอบ ผมอยากสร้างด้วยไม้แต่ด้วยความชื้น กวางเปลี่ยนเป็นกระจกเน้นโปร่งโล่งสบาย เราปรึกษากันตลอดครับ ประเทศล่าสุดคือไต้หวัน ไปท่องเที่ยว ไปดูร้านอาหารแฟรนไชส์รสชาติดีที่อาจนำเข้ามาที่นี่

การเริ่มงานปีนี้สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ในเรื่องที่ไม่คิดว่าจะเจอ ก็ได้เจอครับกับการทำงานร่วมกับผู้รับเหมาก่อสร้างไทย ต้องถือว่าเป็นชาเลนจ์อย่างมากที่สุด (หัวเราะ) เจอบ่อยที่สุดคือยี่ห้อไม่ตรงสเปกที่สั่งไว้ ผมก็เรียกที่บริษัทปรึกษามาคุยให้จัดการเรื่องนี้ให้ ผมตรงไปตรงมาผิดก็ว่าไปตามผิด พอมีเรื่องความขัดแย้งกวางจะเริ่มเข้ามาขอเจรจา อะไรประนีประนอมได้ก็จะยอมไปก่อน ซึ่งจะแตกต่างกับผมมาก แต่หลายๆ ปัญหาก็จบได้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งครับ”

ปิพณ อธิบายพร้อมเสียงหัวเราะว่า อาจมองว่าเขาเป็นหน้าใหม่ในวงการพัฒนาอสังหาฯ หลักการทำงาน “รู้ให้จริง” จึงเป็นคัมภีร์ในการทำงาน

“การปลูกฝังวิธีการทำธุรกิจจากรุ่นคุณพ่อคุณแม่ (ประเสริฐ-ลี พึ่งบุญพระ) ท่านไม่ได้สอนเป็นทางการหรือจริงๆ จังๆ นะครับ แต่สอนในแบบให้เราเรียนรู้จากการทำงานของท่าน การทำช็อปปิ้งมอลล์ก็ต้องรู้ทุกๆ อย่าง ซึ่งหลักสำคัญก็คือ ‘ต้องรู้ให้จริง’ ถ้ารู้จริงก็ไม่มีใครหลอกเราได้”

ฝ่ายบุ๋นอ่อนหวาน ประนีประนอม

“ตอนเริ่มทำโครงการ ปั๊บเครียดมาก แต่ตอนนี้กลับไปตีกอล์ฟกีฬาโปรดผ่อนคลายลงไปได้แล้วค่ะ” กวาง กุญช์ณิชา ผู้บริหารตำแหน่งกรรมการผู้จัดการร่วม แฮปปี้บิลเลียน กล่าวถึงสามีพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน

ทั้งคู่เป็นผู้บริหารสไตล์จริงจัง การรับดูแลด้านการตลาด กุญช์ณิชาใช้เวลาศึกษาโครงการประมาณ 1 ปี พบว่าในพื้นที่เขตโครงการเมส ทองหล่อถือเป็นคอมมูนิตี้มอลล์แห่งที่ 6 ในซอยทองหล่อ แต่ด้วยทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ติดถนนใหญ่จึงทำให้มีความได้เปรียบกว่าโครงการอื่นๆ ในเรื่องโลเกชั่น

“ขยัน ซื่อสัตย์ สามัคคี เป็นหลักในการดำเนินธุรกิจได้ตลอดกาลค่ะ” กุญช์ณิชา ศรีภรรยาบุคลิกเรียบร้อยแฝงความเนี้ยบในแบบผู้บริหารระดับสูง ทำงานเคียงข้างสามีในการสานต่อธุรกิจมั่นคงในรุ่นต่อมา มอตโต 3 คำนี้ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของครอบครัวพรประภาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ และส่งทอดมาถึงรุ่นสามในรุ่นหลาน เป็นแนวคิดประจำตระกูลที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์มายาวนาน

“การทำธุรกิจใหม่ทำให้เจอปัญหาแปลกๆ ที่ต้องเรียนรู้ค่ะ เริ่มต้นกวางศึกษาตลาดดูพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลือกใช้ชีวิตในพื้นที่นี้มีกำลังจ่ายสูงมาก การนำร้านอาหารเข้ามาจึงต้องระดับดี ช็อปปิ้งมอลล์คอนเซ็ปต์ชัดๆ เก๋ๆ ชวนคนเข้ามาเดินช็อปปิ้งทำให้มีความรู้สึกส่วนตัว ก็เป็นส่วนเติมเต็มรูปแบบแปลกแตกต่างให้กับการเลือกใช้ชีวิตแบบคนยุคใหม่ กวางทำงานโดยเรียนรู้ทั้งจากความสำเร็จและจากสิ่งที่พลาด ทำงานด้วยกันแรกๆ เวลาเครียดก็มีขัดใจกันบ้าง แต่กวางใช้หลักประนีประนอมและให้เกียรติกัน ใช้หลักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ปั๊บดูแลเรื่องคุมการก่อสร้างทุกอย่าง ก็เครียดกว่าอยู่แล้วนะคะ แต่เราก็ช่วยคิดช่วยทำกันสองคนอยู่แล้ว และแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนโดยกวางดูแลพื้นที่ฝ่ายขาย หากมีอะไรติดขัดหรือมีปัญหาก็ปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่ของทั้งสองฝ่ายค่ะ

นิสัยปั๊บตรงไปตรงมาไม่ยอมใคร แต่ปั๊บจิตใจดีค่ะ กว่าสิบปีที่รู้จักและใช้ชีวิตคู่ร่วมกันโดยไม่ต้องปรับตัวกันมากเลย เรายังไม่มีลูก ขอเที่ยวกันไปเรื่อยๆ ก่อน เป็นช่วงชีวิตที่ยังมีพื้นที่ส่วนตัวซึ่งกันและกัน ปั๊บชอบเล่นฟุตบอล ตีกอล์ฟ กวางชอบเล่นพิลาทิส แต่หากมีเวลาว่างตอนนี้กวางกำลังสนใจการเลี้ยงปลา บ้าปลาตู้มาก (หัวเราะ) ปลาต้องสวย ตู้ต้องสะอาด กลับจากทำงานดึกดื่นแค่ไหนก็ต้องขัดตู้ปลา ขัดแล้วขัดอีกจนปั๊บจะขึ้นนอนแล้วก็ต้องรอให้กวางทำความสะอาดตู้ให้ใหม่เอี่ยม แต่ก็ไม่บ่นนะคะ นั่งดูให้กำลังใจ แต่นี่คือสิ่งคลายเครียดจากการทำงานได้ดีที่สุดเลยนะคะ ขัดๆ ไปก็มีสมาธิดีค่ะ” กุญช์ณิชา บอกพร้อมเสียงหัวเราะ

ส่วนสามี ปิพณ สำทับเรื่องนี้ว่าภรรยาจริงจังมาก เพาะเลี้ยงปลาการ์ตูนหลายสายพันธุ์

“กวางจริงจังทำอะไรทำจริงจังนะครับ ต้องศึกษาต้องรู้จริง ตอนเริ่มเลี้ยงก็ไปซื้อแม่พันธุ์ถึงกรมประมง ใครอยากได้ลูกปลาการ์ตูนมาขอได้เลย ออกลูกมาหลายรุ่นแล้วนะครับ” ปิพณ กล่าวน้ำเสียงชื่นชมศรีภรรยา

สองตระกูลดังเมื่อเป็นทองแผ่นเดียวกัน ก็ยิ่งเป็นปึกแผ่น การสร้างสรรค์ธุรกิจชิ้นล่าสุดกับการเนรมิตคอมมูนิตี้มอลล์แนวใหม่ “เมส ทองหล่อ” ด้วยความมั่นใจในสไตล์นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหม่จึงมองไปถึงโครงการในอนาคต ซึ่งอาจมีศูนย์การค้าแห่งใหม่ๆ ตามมาอีกในเร็ววัน

 

มุมว่าง ‘จักรพล’ ทายาทนันยาง จากนักบริหารสู่ตากล้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470683

มุมว่าง ‘จักรพล’ ทายาทนันยาง จากนักบริหารสู่ตากล้อง

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาบริหารธุรกิจและเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ของตระกูล “ซอโสตถิกุล” “จักรพล จันทวิมล” ได้เริ่มเข้ามาปัดฝุ่นบริหารรองเท้าผ้าใบนันยางได้ไม่กี่ปี ด้วยความเป็นหนุ่มมีความมุ่งมั่นกระทั่งในวันว่างของการทำงาน ส่วนใหญ่ก็ยังใช้เวลาการคิดแผนการตลาดสารพัด แต่ก็ไม่ลืมงานอดิเรกที่หลงใหลมานานอย่างการถ่ายรูป และทำคลิปวิดีโอ

จักรพล จันทวิมล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรองเท้าผ้าใบนันยาง เปิดเผยว่า งานอดิเรกหรือเรียกว่าเป็นมุมว่างของผมตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมโรงเรียนสาธิตประสานมิตรแล้ว จะใช้เวลาสำหรับการถ่ายภาพ หรือกระทั่งการทำคลิปวิดีโอ เพราะสนุกกับการได้ส่งผลงานเข้าประกวด หรือการทำจัดกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ ที่สำคัญยังได้พัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ และเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพ ฝึกมุมมองการถ่ายรูปคนและสิ่งไม่มีชีวิตอย่างไรให้สวย

แม้ว่าชีวิตวัยเรียนจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย การถ่ายรูปหรือทำคลิปก็ยังเป็นกิจกรรมโปรดปราน ตอนอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลือกเรียนคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เรียนหนักแต่ว่างเมื่อไหร่ก็แบกอุปกรณ์ต่างๆ ถ่ายรูปเหมือนเคย อุปกรณ์ในการถ่ายรูปมีตั้งแต่สมัยเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า เป็นเครื่องวิดีโอตลับเทปคาสเซตอันเล็กๆ และในช่วงที่ทำงานแล้ว มีรายได้เป็นของตัวเองก็ลงทุนซื้ออุปกรณ์เพื่อทดลองการถ่ายรูปไปเรื่อยๆ

เมื่อเร็วๆ นี้ได้ถอยกล้องโดรนที่ต่างประเทศกำลังนิยมออกมา เพื่อหามุมแปลกหรือการถ่ายรูปในมุมสูง แต่บางทีนึกสนุกก็ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปนี่ล่ะ ถือว่าเป็นกล้องมีคุณภาพสูงไม่แพ้กล้องถ่ายรูปของมืออาชีพ และสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิตของผม คือการเตรียมตัวถ่ายภาพสมาชิกใหม่ของครอบครัวจันทวิมล หรือว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 ของซอโสตถิกุล ขณะนี้กำลังมองหากล้องวิดีโอตัวใหม่อยู่ เพื่อบันทึกช่วงเวลาสำคัญตอนลูกคลอดออกมา

“อารมณ์การถ่ายรูปหรือทำวิดีโอคลิปลูกในฐานะกำลังเป็นพ่อป้ายแดงรู้สึกตื่นเต้นมาก ช่วงวันหยุดก็เริ่มเตรียมตัวซื้อของให้ลูก อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงและดูแลเด็กบ้าง จากประสบการณ์ถ่ายรูปมาอย่างโชกโชน นอกจากเป็นงานอดิเรกแล้วผมยังนำประสบการณ์และความรู้มาประกอบใช้กับการทำงานทางด้านโฆษณาหรือครีเอทีฟ ช่วง 1 ปี นันยางทำโฆษณาราว 4 ชิ้นได้ ก็จะใช้เวลานานอยู่กับงาน บางครั้งก็ช่วยดูมุมกล้องว่าถ้าทำลักษณะนี้จะสวยหรือดีกว่า”

 

เบื้องลึกของการชื่นชอบการถ่ายรูป ทำคลิป ส่วนหนึ่งมาจากแม่ของผม “พรจันทร์ จันทวิมล” เป็นผู้จัดการรายการบ้านเด็กดีทางช่อง 11 เป็นนักเล่านิทานให้เด็กฟังอย่างสนุกสนาน การเล่านิทานเลียนเสียงสัตว์ หรือแต่งนิทานและหนังสือเด็กออกวางจำหน่ายกว่า 40 เรื่องด้วยกัน อาทิ ฝนจ๋า บ้านฉันดีที่สุด ลูกหมีเป็นหวัด ลูกหงส์กตัญญู นอกจากนี้ในรายการยังมีการสอนงานฝีมือ หรืองานประดิษฐ์ที่สามารถทำตามได้ง่ายๆ ด้วย

เมื่อถามถึงปรัชญาการทำงานในฐานะเจเนอเรชั่น 3 มองว่านันยางสามารถต่อยอดธุรกิจรองเท้าได้อีกเยอะมาก นันยางเป็นรองเท้าฟังก์ชันนัลไม่ใช่แฟชั่น เราเก่งและมีชื่อเสียงการทำรองเท้าทนและไม่ได้เชี่ยวชาญการทำรองเท้าแฟชั่น ที่มาไวและไปไว ดังนั้นเป้าหมายของเราไม่ต้องการทำธุรกิจให้หวือหวา แต่ทำสิ่งที่มีอยู่เดิมให้เติบโตอย่างมั่นคงสานต่อเจเนอเรชั่น 1 และ 2 และส่งต่อให้เจเนอเรชั่น 4 และ 5 ก้าวเข้ามาทำต่อ

สำหรับครอบครัวของเราสอนให้การทำธุรกิจต้องมีความซื่อสัตย์กับลูกค้า ถ้าต้นทุนสูงก็ต้องไม่ลดคุณภาพลง และต้องหาวิธีการลดต้นทุนการผลิตแทน จึงเป็นสิ่งที่ทำให้นันยางเป็นรองเท้าผ้าใบพื้นเขียวในตำนานคู่ใจจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก และยืนหยัดมาได้กระทั่งปัจจุบันร่วม 60 ปี และในบั้นปลายชีวิตของผมในอนาคตอาจจะหากล้องคู่ใจสักตัว ใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวพร้อมกับถ่ายภาพ ทำคลิป เป็นการปลดระวาง

 

ไพโรจน์ ร้อยแก้ว มาเฟีย ออฟ ไอเดียส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470682

ไพโรจน์ ร้อยแก้ว มาเฟีย ออฟ ไอเดียส์

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

บางคนเรียกเขาว่า “เจ้าพ่อตลาดนัด” แต่ ไพโรจน์ ร้อยแก้ว กลับบอกว่า “ผมไม่ชอบให้ใครเรียกว่าเจ้าพ่อ แต่ผมเป็นมาเฟีย…”!

ชายหนุ่มประกาศกลางวง เป็นผลให้บรรยากาศในห้องทำงานของเขาที่ตลาดนัดรถไฟรัชดาดูเคร่งขรึมน่ายำเกรงขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ

“แต่ผมเป็น มาเฟีย ออฟ ไอเดียส์ เป็นมาเฟียเจ้าความคิดในทางสร้างสรรค์ครับ”

เสียงหัวเราะท้ายประโยคนั้น (และอีกหลายๆ ครั้งระหว่างบทสนทนาในภายหลัง) ของไพโรจน์ ก็ช่วยทำให้บรรยากาศของห้องนั้นผ่อนคลายขึ้นมาอีกหลายระดับ

เท่าที่สัมผัสมา เราปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า ผู้ชายคนนี้เป็น “เจ้าไอเดีย” ผู้แตกหน่อต่อยอดสิ่งที่รัก สิ่งที่ทำให้เติบโตและประสบความสำเร็จ

จากเด็กอยุธยาธรรมดาๆ คนหนึ่ง เขากลายมาเป็นนักสะสมและค้าของเก่าชั้นแนวหน้าเจ้าของ Rod’s Antique รวมทั้งเป็นผู้บริหารตลาดนัดรถไฟ แหล่งช็อปปิ้งและแฮงเอาต์ที่มีสไตล์ ซึ่งใครต่อใครก็อยากจะลองมาสักครั้ง เพื่อกินดื่มช็อปชม หรือแม้แต่ถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย

การที่เขามายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ ไพโรจน์ต้องขอบคุณคุณพ่อของเขา ตอนเป็นเด็กเขาจำได้ว่า พ่อซึ่งเป็นช่างไม้ มักจะซื้อบ้านเรือนไทยหรือไม้เก่ามาขาย แทนที่จะได้ไปวิ่งเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆ เขากลับมาช่วยพ่อทำงาน “ผมใช้แปรงทองเหลืองขัดล้างไม้ ล้างฝาเรือนไทยให้พ่อ ซึ่งเขาก็ไม่ได้บังคับ แต่ว่าผมอยากทำ ผมว่าพ่อเป็นคนปลูกฝังเรื่องของเก่าให้ผม มันซึมมาโดยที่ผมไม่รู้ตัว” ที่บ้านของเขาในอยุธยาเป็นเมืองที่มีของเก่าอยู่มาก เวลาไปโรงเรียน เขาก็เห็นครูขับรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ มาทำงาน “จุดแรกที่ผมชอบของเก่าก็คือ พวกรถมอเตอร์ไซค์นี้ล่ะ” เขาชอบตรงดีไซน์ ซึ่งแตกต่างไปจากแบบรถสมัยใหม่

 

เมื่อโตเป็นวัยรุ่น ความชื่นชอบและตัวตนของเขายิ่งชัดเจน “เราได้อ่านหนังสือบันเทิงคดีของคุณมาโนช พุฒตาล ได้ดูรายการเที่ยงวันอาทิตย์ เรารู้สึกว่า เฮ้ย … นี่ล่ะคือ ตัวเรา” วัฒนธรรมจากตะวันตกส่งผ่านสิ่งเหล่านั้นมาสู่เขา “เรารู้สึกว่าเราชอบการแต่งตัวแบบนั้น เราดูมิวสิควิดีโอที่มีรถเก่าๆ เราเป็นคนชอบดูหนังย้อนยุค รู้สึกว่าเราได้ซึมซับกับมัน”

เริ่มจากชื่นชอบและเก็บของเก่าเล็กๆ น้อยๆ มา จากนั้นไพโรจน์จึงมีโอกาสได้เห็นบรรยากาศการซื้อขายของเก่าแถววัดมหาธาตุ คลองหลอด หรือคลองถม “เฮ้ย…ของพวกนี้มันขายได้ด้วยเหรอ เคยมีช่วงหนึ่งในชีวิตผมไปทำงานเป็นเด็กพร็อบ (หาอุปกรณ์ประกอบฉาก) ก็เดินหาของที่นั่น พอวันหนึ่งเราไม่มีงานทำ เราก็คิดว่าเราจะเอาของไปขายที่คลองถม ขายดีมาก คนก็มาแย่งกันซื้อ เรารู้แล้วว่า หลังจากวันนี้ชีวิตของเราจะเป็นอะไร เราบอกตัวเองว่า จะเป็นพ่อค้าขายของเก่า”

จากค้าขายของ “5 บาท 10 บาท” อย่างเช่น กระป๋องแป้ง โปสเตอร์จากร้านขายของชำ ฯลฯ ก็ขยับขยายกลายเป็นการแลกเปลี่ยนของที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพอมีเงินไพโรจน์ก็ซื้อรถเก่า “คันแรกของผมคือ รถโฟล์คเต่า หลังจากนั้นเราก็รู้สึกว่ามีรถยนต์แล้วก็ต้องมีมอเตอร์ไซค์ ไปเล่นมอเตอร์ไซค์พวก MZ อะไรพวกนี้ บังเอิญมีช่างซ่อมเก่งชื่อ ลุงดม พอเราไปบ้านแกมีรถอังกฤษ มีฮาร์เลย์ (เดวิดสัน) เหมือนเราได้พบกับโลก”

ถ้าหากเลือกได้ ไพโรจน์อยากจะเกิดในปี 1920-1930 เพราะชื่นชอบวัฒนธรรมในยุคนั้นอย่างมาก ความลุ่มหลงของเก่าทำให้เขาคิดอยากจะใช้ชีวิตในร้านแอนทีค “อยากตื่นขึ้นมายืนแปรงฟันแล้วก็เห็นของพวกนี้ อยากใช้ชีวิตอยู่กับมันไปจนตาย…” การได้เห็นของเหล่านี้อยู่รายรอบตัวคือ ความสุข “บางทีผมเดินมาดูของอย่างนี้ ผมก็คิดงานต่อได้ เหมือนมาชาร์จแบต ผมอยากตื่นนอนมาแล้วได้เห็นของพวกนี้ตลอดเวลา ไม่มีวันไหนที่ไม่อยากเห็น ผมใช้เวลาในร้านมากกว่าบ้านอีก”

วันหนึ่งพ่อค้าขายของเก่าคลองถมก็อยากจะมีร้านของตัวเอง ซึ่งเป็นการเปิดทางต่อยอดสู่การสร้างตลาดนัดรถไฟจตุจักรในเวลาต่อมา “พอดีผมมีเพื่อนที่เขาขายอยู่ในนั้นมาก่อน เขาก็ไม่ได้อยู่ในโครงการจตุจักรนะ อยู่ตรงข้าม ก็ถามเขาว่า แถวนี้มีร้านให้เช่าไหม เขาก็แนะนำให้ แล้วเราก็ไปเช่าทำร้านขายของเก่า โดยที่ได้เงินทุนจากพี่สาว อยู่มาวันหนึ่งที่ก็ถูกเวนคืน แล้วเราก็ย้ายโลเกชั่นไปเช่าโกดังของการรถไฟฯ มาเป็นร้านขายของเก่า ตอนนั้นชวนใครก็ไม่มีใครไป เขาบอกว่าเจ๊งแน่นอนงานนี้

 

“พอเราไปเช่าร้านก็เริ่มมีคนมากับเราบ้าง เราก็เริ่มซอยพื้นที่ให้เช่า พอมีรายได้เราก็เริ่มมองเห็นว่า นอกจากจะขายของเก่าแล้ว ยังมีธุรกิจให้เช่าพื้นที่ได้อีก เราก็คิดว่า เฮ้ย…จะทำยังไงให้เขาอยู่ได้โดยที่เราไม่ต้องเสียค่าเช่า ถ้าเขาอยู่ไม่ได้เราก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง ก็เลยคิดทำตลาดขึ้นมา”

ตลาดนัดรถไฟจตุจักรถือกำเนิดในคอนเซ็ปต์ “เซคกันแฮนด์ มาร์เก็ต” เพิ่มเติมแต่งแต้มสไตล์ไม่เหมือนใคร ทำให้คนที่เคยมาแล้วบอกต่อๆ กันไป ยิ่งพอออกสื่อก็ทำให้กลายเป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” นั่นเป็นปฐมบทและต้นแบบของตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ ต่อด้วยรัชดา และเกษตรนวมินทร์

ส่วนร้านขายของเก่าของไพโรจน์ก็ยอดออกไปรับซ่อม โดยมีทักษะจากพ่อซึ่งเป็นช่างไม้ ร้านขยายออกไปกว้างขึ้น มีพื้นที่มากขึ้น มีของใหม่ๆ เข้ามาตลอด ลูกค้าก็มากขึ้น ต่อมาเขาจึงหันไปผลิตงานโดยใช้ช่างพม่าและใช้วัตถุดิบจากพม่า ผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์รีโปรดักชั่นต่างๆ พร้อมกับยังนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาขายตอบสนองความนิยมของลูกค้า

“งานจากต่างประเทศ ซึ่งมีอายุมากกว่าไทย ทำให้ของมีความแตกต่างออกไปด้วย เหมือนเราเปิดมุมมองของเรา เปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ กินอาหารฝรั่งบ้าง กินอาหารไทยมานานแล้ว บางทีก็อาหารจีนบ้าง เราเป็นคนขายของ เราต้องรู้สึกเบื่อก่อนลูกค้า ถ้าเราเบื่อหลังลูกค้าเราก็ตามเขาไม่ทัน พอเริ่มรู้สึกเบื่อก่อนแล้วก็หาสิ่งใหม่ๆ เราหาแหล่งข้อมูลข่าวสารเทรนด์ในการตกแต่งจากต่างประเทศ จากแมกกาซีนอะไรอย่างนี้ เราดูว่าของเหล่านั้นน่าสนใจก็เอามาขาย จากที่ทำด้วยความรักมันก็กลายเป็นอาชีพ พอเป็นอาชีพปุ๊บ ใครซื้ออะไรเราก็ขายหมด เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะเก็บมันไว้ได้ เราไม่มีเงิน เราไม่มีอาชีพอื่น ถ้าซื้อมาต้องนึกหน้าคนซื้อต่อให้ออก ไม่อย่างนั้นมันก็กลายเป็นเงินจม ธุรกิจเราก็ล่มสลาย”

การได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อซื้อของยังเป็นเหมือนการเปิดโลกและสั่งสมประสบการณ์ “ผมมีเพื่อนเป็นชาวฝรั่งเศสเยอะพอสมควร เวลาที่เราไปก็จะได้รับมิตรภาพที่ดีจากเขา สถานที่ที่ผมไปบ่อยมากเป็นดีลเลอร์ใหญ่ๆ คนขายของอยู่ในสถานที่เดียวกัน ผมได้รับมิตรภาพจากสถานที่นั้นๆ รู้สึกว่าอยากให้ประเทศไทยมีอย่างนี้บ้าง คือ ทุกคนขายของให้คนอื่นได้หมดเลย โดยไม่มีการเตะแข้งเตะขากัน ถึงจะเป็นของคนอื่น ถ้าเราไปถาม เขาก็ขายให้กันหมด ยกหูถามว่าอันนี้เท่าไหร่ ก็บอกขายให้หมด ผมอยากให้มิตรภาพอย่างนี้เกิดขึ้น”

นั่นจึงต่อยอดแตกไอเดียเกิดเป็นงาน “ยูเนียนแคมป์” (Union Camp) โดย ไพโรจน์ และเพื่อนๆ ในนามกลุ่ม “ด็อกสกิน” (Dogskin) จัดขึ้นเพื่อรวมพลคนชอบสะสมของเก่า ส่งเสริมมิตรภาพ รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจในวงการ

“ปัจจุบันนี้ธุรกิจการขายของเก่าซบเซามาก ต้องพูดตรงๆ เพราะว่าเศรษฐกิจบ้านเราไม่ดี แล้วของเก่ามันเป็นของที่ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อ ผมก็มองว่า จะทำยังไงให้กระตุ้นและกระเตื้องขึ้นมาให้ค้าขายกันได้ เลยคุยกับเพื่อนพี่น้องที่อยู่ในตลาดเดียวกัน เราต้องมาตั้งกันเป็นสมาพันธ์หรือสมาคมนะ เลยตั้งเป็นกลุ่มชื่อว่า ด็อกสกิน คือ หนังหมาเป็นหนังที่คนสัมผัสได้มากที่สุด ใกล้ชิดมนุษย์ที่สุด เราตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อทำอีเวนต์ชื่อ ยูเนียนแคมป์”

งานยูเนียนแคมป์จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 ธ.ค. นี่ที่ แอ็คเมน เอกมัย ตั้งอยู่ระหว่างซอยเอกมัย 13-15 ( ตรงข้ามวัฒนาเนื้อตุ๋น) โดยวันที่ 16 ธ.ค. เป็นรอบของดีลเลอร์ ส่วนวันที่ 17-18 ธ.ค. เป็นรอบบุคคลทั่วไป บัตรราคา 100 บาท ในงานมีการออกร้านขายสินค้าจากดีลเลอร์หรือพิกเกอร์ ซึ่งตระเวนเสาะหาของจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเฟอร์นิเจอร์ ของสะสม เครื่องแต่งกาย ฯลฯ ทั้งยังมีอาหาร เครื่องดื่ม ดนตรี ภายใต้แนวคิด “กินอยู่อย่างมีศิลปะ” บรรยากาศงานตกแต่งในสไตล์แคมป์ยุโรป ยุค 1930-1950 มีกิจกรรมพูดคุยกันของ ชาติ กอบจิตติ นักเขียนดับเบิ้ลซีไรต์ และนักสะสมของเก่าอย่าง พจน์ โอลด์เล้ง ชมดนตรีจากวงรัศมี อีสานโซล และในวันสุดท้าย เหล่าคอลเลกเตอร์จะนำของมาประมูลเพื่อมอบรายได้ส่วนหนึ่งให้มูลนิธิชัยพัฒนา

อีเวนต์นี้นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของไพโรจน์ ซึ่งเขาก็คาดคะเนเองว่า “น่าจะเจ็บตัว” แต่อย่างน้อยที่สุดก็ได้เริ่มต้น ซึ่งอาจจะเป็นฐานรากของความสำเร็จอื่นๆ ในภายหลังได้ เช่นเดียวกับการบริหารตลาด ซึ่งที่ผ่านมาก็พบกับความผิดพลาดมาไม่น้อย และเขาก็นำมันไปเป็นบทเรียน

“การบริหารตลาดนั้นต้องเข้าใจ ต้องเห็นอกเห็นใจคนที่มาเช่าพื้นที่ เรามีหน้าที่จัดสรรพื้นที่ ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัย ไม่ให้มีมิจฉาชีพ ดูแลความสะอาดพวกสาธารณูปโภค แสงสว่าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ พาคนมาเดินในตลาดให้ได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า คอนเซ็ปต์จะต้องดี การประชาสัมพันธ์ต้องดี เดินแล้วก็ยังอยากมาเดินอีก เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการคัดเลือกร้าน ต้องมีอะไรใหม่ๆ ร้านก็ไม่ควรจะซ้ำกันเกินไป แต่ละร้านก็ควรจะมีครีเอทีฟในเรื่องสินค้า การนำเสนอ วิธีการขาย อย่างของกินก็ต้องอร่อยด้วย นี่เป็นจุดขายและจุดดึงดูดให้คนมา”

ในวันนี้ชายหนุ่มวัย 40 ปีเศษผู้นี้ยังมีหนึ่งความฝันคือ การสร้าง “ฟาร์เมอร์ มาร์เก็ต” ซึ่งเป็นตลาดขายของสดที่สะอาดที่สุด ขายของคุณภาพดี และมีอยู่ทั่วทุกมุมเมือง เขายังไม่รู้ว่า ฝันนี้จะเป็นจริงขึ้นมาเมื่อไหร่ และจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรมาขัดขวาง ไพโรจน์ ร้อยแก้ว ให้คิดเรื่องใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ สมกับเป็น มาเฟีย ออฟ ไอเดียส์ อย่างที่เขาเรียกตัวเอง

 

ท่าเรือภูเก็ต กับการพัฒนาที่รอบคอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 16:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470439

ท่าเรือภูเก็ต กับการพัฒนาที่รอบคอบ

โดย…ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

ก่อนเริ่มเรื่อง ผมขอน้อมนำพระราชดำรัสในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2521 ว่าพระองค์ทรงมีแนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างไร

…ข้อสำคัญเราต้องรู้จักใช้ทรัพยากรนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้สิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่ระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสม โดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริงที่จะเกิดแก่ประเทศชาติ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว…

คราวนี้ผมจะพูดถึงโครงการ “ท่าเรือโดยสารเพื่อการท่องเที่ยวบริเวณสนามบินภูเก็ต” มูลค่าหลายพันล้านบาทของกระทรวงคมนาคม โดยมีจุดประสงค์เพื่อขนนักท่องเที่ยวจากสนามบินมาสู่แหล่งท่องเที่ยว และเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางที่รัฐบาลให้ไว้ว่าจะน้อมนำแนวทางของพระองค์มาใช้ ผมจึงขอน้อมนำพระราชดำรัสมาใช้ประกอบการวิเคราะห์

พระองค์ทรงชี้ชัดว่าการพัฒนาไม่ควรนำทรัพยากรมาใช้ “หากได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า” หากคิดนำมาใช้ต้องระวังและฉลาดโดยดูตาม “หลักวิชาการ” มุ่งถึงประโยชน์แท้จริงต่อ “ประเทศชาติ” คราวนี้เรามาลองดูสิว่าโครงการดังกล่าวเป็นอย่างไร

โครงการท่าเทียบเรือมุ่งหวังขนส่งนักท่องเที่ยวจากสนามบิน ปัจจุบัน 4 หมื่นคน/วัน โดยบอกว่าการจราจรทางถนนเข้าเมืองติดขัด ซึ่งแน่นอนมันต้องติด เนื่องจากปัจจุบันกำลังทำถนนทำอุโมงค์บนเส้นทางจากสนามบินเข้าภูเก็ต แต่ถ้าทำเสร็จหมดแล้ว มันจะติดเหมือนเดิมไหม? ถ้ามันติดเหมือนเดิม แล้วเราจะขยายถนนสร้างอุโมงค์ไปทำไม?

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “รถไฟฟ้าโมโนเรล ภูเก็ต” ที่ข่าวล่าสุดบอกว่าจะเริ่มสร้างปี 2560 เสร็จในปี 2563

คำถามคือนักท่องเที่ยว 4 หมื่นคน/วัน มีทั้งถนนที่ทำเสร็จใหม่ มีทั้งรถไฟฟ้าที่ลงทุนเกือบ 3 หมื่นล้านบาท (ตัวเลขจากกระทรวงคมนาคม) จะรองรับพอไหม? ยังจะต้องใช้เรือขนอีกหรือ?

หากคิดว่าเผื่ออนาคต ปัจจุบันสนามบินที่เดิมขยายเต็มศักยภาพพื้นที่ หากมีการขยายอีกต้องเป็นการขยายรันเวย์ ที่ยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะสร้างที่ไหน แต่มีแรงต้านว่าไม่ควรขยายรันเวย์ยาว 1 กิโลเมตรลงทะเลเด็ดขาด หมายความว่าหากมีสนามบินใหม่เกิดขึ้น อาจไม่ใช่อยู่ที่เดิม อาจเป็นพื้นที่ใหม่ จึงไม่จำเป็นต้องเผื่อศักยภาพในอนาคต

นอกจากนี้ การเดินทางโดยเรือยังประสบปัญหาที่ทางถนนและทางรางไม่เจอ นั่นคือคลื่นลม สนามบินภูเก็ตอยู่ทางฝั่งตะวันตก คนทะเลรู้ดีว่าช่วงมรสุมคลื่นในอันดามันสูงแค่ไหน จะเดินเรือได้ตลอดเวลาหรือไม่ เรือวิ่งได้แต่คนอ้วกทั้งลำ คนจะลงเรือกันหรือเปล่า?

หากได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า ถ้อยคำนี้เราพิจารณากันดีแล้วหรือยัง?

หากเราประเมินหมดแล้วคิดว่าคุ้มค่า ลองมาดูในรายละเอียด โครงการวางแผนจะเลือกที่สร้าง 3 จุด ได้แก่ พื้นที่ 1 บริเวณสนามบินภูเก็ต (ศักยภาพสูงมาก) พื้นที่ 2 มัสยิดดารุสลาม (ศักยภาพต่ำ) พื้นที่ 3 อบต.ไม้ขาว (ศักยภาพสูง)

ผมสนใจในเรื่องการประเมินศักยภาพเป็นอย่างมากว่าเราประเมินกันด้านไหนบ้าง? เคราะห์ดีที่มีรายละเอียดในเอกสารโครงการบอกว่าจะประเมินอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ส่งผลกระทบข้างเคียง โดยดูทั้งวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

เมื่อเขาบอกเช่นนั้น ผมก็สงสัยว่าแล้วทำไมผลประเมินจึงออกมาว่า “พื้นที่ 1 ศักยภาพสูงมาก” เพราะพื้นที่ 1 หมายถึงตรงสนามบินเป๊ะเลย แน่นอนว่ามีศักยภาพสูงมากทางด้านการขนส่ง เพราะเดินจากสนามบินก็ขึ้นเรือได้เลย แต่เราประเมินกัน 3 ด้านไม่ใช่หรือ? และเป็นการประเมินเพื่อ “ไม่ส่งผลกระทบข้างเคียง” แล้วเรื่องสิ่งแวดล้อมได้รับการประเมินหรือเปล่า?

ผมขออ้างอิงเอกสารของทางราชการไทย เอกสารดังกล่าวเป็นของกรมอุทยานฯ ลงวันที่ 25 ส.ค.ปีนี้ หมายถึงส่งไปให้ที่ปรึกษาโครงการตั้งแต่ก่อนมีการสัมมนา ครั้งที่ 2 (เพิ่งจัดในวันที่ 9 ธ.ค.) เอกสารระบุชัดเจน โดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับ “พื้นที่ 1” ผมขอสรุปไว้

– พื้นที่ 1 อยู่ในเขตทับซ้อนของอุทยานแห่งชาติ

– เป็นพื้นที่มีแนวปะการังขนาดใหญ่ ตัวอ่อนปะการังลงเกาะในพื้นที่มาก (เพิ่มเติมว่าตามข้อมูลของกรมทะเล นี่คือแนวปะการังใหญ่สุดของเกาะภูเก็ต-เน้นย้ำคำว่าเกาะภูเก็ต)

– หาดไม้ขาวเป็นที่วางไข่ของเต่ามะเฟือง สัตว์สงวนของไทย และสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งของ IUCN

– หากมีการก่อสร้างจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลอย่างมาก รวมถึงการสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยื่นล้ำลงทะเลจะทำให้เกิดการกัดเซาะชายหาดที่รุนแรงขึ้น

ข้อความทั้งหมด ชัดเจนจนไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร “เป็นหลักวิชาการของหน่วยงานราชการและเป็นเจ้าของพื้นที่” มีเหตุผลและถูกต้องเหมาะสมตามระบบราชการไทยทุกประการ ผมจึงสะเทือนใจเมื่อโครงการที่บอกว่าจะพิจารณา “อย่างรอบคอบ” ไม่ให้เกิด “ผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง” และ “ประเมินด้านสิ่งแวดล้อม” แต่กลับละเลยเอกสารของทางราชการ จากกรมอุทยานฯ ที่เป็นหน่วยงานหลักด้านสิ่งแวดล้อมของไทย และเป็นเจ้าของพื้นที่ และประเมินศักยภาพพื้นที่ 1 = สูงมาก?