วอนหยุดฉลองปีใหม่ WHO เตือน “ดีกว่าเสียใจทีหลัง”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671136

วันที่ 21 ธ.ค. 2564 เวลา 10:14 น.วอนหยุดฉลองปีใหม่ WHO เตือน "ดีกว่าเสียใจทีหลัง"หลายประเทศเริ่มที่จะระงับการฉลองปีใหม่และกิจกรรมสาธารณะกันแล้ว หลังโอมิครอนระบาดเร็วมาก

เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก เรียกร้องให้นานาประเทศเพิ่มความพยายามเป็นสองเท่าเพื่อช่วยยุติการแพร่ระบาด โดยเรียกร้องให้ยกเลิกกิจกรรมปีใหม่ เนื่องจากเป็นการดีกว่าที่จะ “เฉลิมฉลองช้ากว่าเฉลิมฉลองตอนนี้และเสียใจในภายหลัง

“ตอนนี้เราต้องให้ความสำคัญกับการยุติการระบาดใหญ่นี้” เขากล่าว

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศว่าได้ยกเลิกงานส่งท้ายปีเก่าในใจกลางจัตุรัสทราฟัลการ์ที่จะมีผู้เข้าร่วม 6,500 คน

ปารีสได้ยกเลิกการฉลองปีใหม่ไปแล้ว และเยอรมนีคาดว่าจะประกาศข้อจำกัดที่เข้มงวดสำหรับงานเลี้ยงส่วนตัวและการปิดไนท์คลับ ตามข้อมูลที่สำนักข่าว AFP ได้รับทราบมา

“การฉลองวันส่งท้ายปีเก่ากับคนจำนวนมากไม่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ปัจจุบัน” เอกสารคำสั่งระบุ

โมร็อกโกประกาศห้ามจัดงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ ยืนยันว่าจะไม่เพิ่มมาตรการควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้นไปกว่านี้ในช่วงคริสต์มาส ในขณะที่ให้คำมั่นว่าจะรักษาสถานการณ์ “ภายใต้การตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงยกเลิกแผนการที่จะใช้เวลาช่วงคริสต์มาสที่พระราชฐานแซนดริงแฮม และจะใช้ “มาตรการป้องกันที่เหมาะสม” และจะทรงจัดงานที่ปราสาทวินด์เซอร์แทน ตามรายงานของสื่ออังกฤษ

เนเธอร์แลนด์ได้กำหนดมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงคริสต์มาสแล้ว และ อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน แห่งคณะกรรมาธิการยุโรปได้เตือนว่าโอมิครอนอาจครอบงำยุโรปภายในกลางเดือนมกราคม

ในขณะที่การระบาดใหญ่กำลังคืบคลานเข้ามา ประชากรที่เหนื่อยล้าก็ต้องเผชิญกับการจำกัดรอบใหม่และการยกเลิกงานใหญ่อีกครั้ง

ฟอรัมเศรษฐกิจโลก ( World Economic Forum) กล่าวว่ากำลังเลื่อนการรวมตัวกันประจำปีของผู้ที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลของโลกที่สกีรีสอร์ทดาวอสของสวิสในเดือนมกราคมเนื่องจากโมิครอน

“แม้จะมีกระบวนการด้านสุขภาพที่เข้มงวดของการประชุม แต่การแพร่เชื้อของ Omicron และผลกระทบต่อการเดินทางและความคล่องตัวได้ทำให้การเลื่อนเวลาเป็นสิ่งจำเป็น” WEF กล่าวเมื่อวันจันทร์

กระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอลแนะนำให้ห้ามคนใประเทศเดินทางไปสหรัฐอเมริกา และเพิ่มประเทศในยุโรปหลายประเทศใน “บัญชีแดง” ของโควิด

โลกของกีฬายังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายของไวรัส โดยทีมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษหลายทีมพบการแพร่ระบาดที่บังคับให้ต้องหยุดแข่งขันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม พรีเมียร์ลีกกล่าวหลังการประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ได้ปฏิเสธแผนการหยุดฤดูกาลชั่วคราว โดยกล่าวว่า “มันเป็นความตั้งใจร่วมกันของลีกที่จะดำเนินตารางการแข่งขันปัจจุบันต่อไป หากทำได้อย่างปลอดภัย”

เทนนิสยังคงประสบปัญหาครั้งใหญ่ โดยราฟาเอล นาดาล สตาร์ชาวสเปนเป็นผู้เล่นคนล่าสุดที่มีผลตรวจเป็นบวก ทำให้เกิดความสงสัยว่าเขาจะเข้าร่วมการแข่งขัน Australian Open ในเดือนหน้าได้หรือไม่

REUTERS/Clodagh Kilcoyne

Omicron กลายเป็นเชื้อหลักในสหรัฐ โควิดบุกถึงทำเนียบขาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671131

วันที่ 21 ธ.ค. 2564 เวลา 09:56 น.Omicron กลายเป็นเชื้อหลักในสหรัฐ โควิดบุกถึงทำเนียบขาวในที่สุด Omicron ก็ระบาดเร็วจริงดังคาด กลายเป็นตัวหลักในสหรัฐอเมริกา

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วเป็นสายพันธุ์ที่โควิด-19 สายพันธุ์หลักในสหรัฐอเมริกาแล้ว 

สายพันธุ์ใหม่ทำให้สถิติการติดเชื้อสูงขึ้น ส่งผลให้ต้องกลับไปใช้ข้อจำกัดที่รุนแรงในบางประเทศ แต่ในสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ไม่ได้วางแผนที่จะ “ล็อกประเทศ” 

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) กล่าวว่าปัจจุบัน Omicron คิดเป็น 73.2% ของผู้ป่วยรายใหม่ในสหรัฐในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งสิ้นสุดในวันเสาร์นี้  ในบางภูมิภาคของประเทศ เช่น แปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ ใต้ และบางส่วนของมิดเวสต์ มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 90% แล้ว

ทำเนียบขาวรายงานว่าพนักงานระดับกลางที่ฉีดวัคซีนครบสมบูรณ์และได้รับการฉีดกระตุ้นแล้ว มีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก หลังจากใช้เวลา 30 นาทีใกล้กับประธานาธิบดีเมื่อสามวันก่อน แต่ไบเดนมีผลตรวจเป็นลบจนถึงขณะนี้

พนักงานคนดังกล่าว “ได้ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีใกล้กับประธานาธิบดีบนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน ระหว่างทางจากออเรนจ์ เซาท์แคโรไลนาไปยังฟิลาเดลเฟีย”  ทำเนียบขาวระบุ

เนื่องจากแนวทางของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคไม่ได้กำหนดให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบถ้วนต้องกักกันหลังจากได้รับเชื้อ ไบเดน วัย 79 ปี “จะปฏิบัติงานตามตารางประจำวันของเขาต่อไป”

ข้อมูลเบื้องต้นบ่งชี้ว่า Omicron อาจติดเชื้อได้มากกว่าและอาจมีความต้านทานต่อวัคซีนสูงกว่า แม้จะบ่งชี้ว่าไม่รุนแรงกว่าเดลต้า

นับตั้งแต่มีการรายงานครั้งแรกในแอฟริกาใต้ในเดือนพฤศจิกายน Omicron ได้รับการระบุในหลายสิบประเทศ ทำลายความหวังว่าการระบาดใหญ่จะสิ้นสุดลงในไม่ช้า

Photo by Joseph Prezioso / AFP

Omicron ถล่มตลาดหุ้น สถานการณ์ยุโรปน่าวิตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671083

วันที่ 20 ธ.ค. 2564 เวลา 17:02 น.Omicron ถล่มตลาดหุ้น สถานการณ์ยุโรปน่าวิตกตลาดหุ้นพังระนาว ทั่วโลกวิตก Omicron ถล่มยุโรป-สหรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าตลาดหุ้นยุโรปร่วงลงอย่างรวดเร็วในวันนี้ (20 ธ.ค.) ท่ามกลางการเทขายหุ้นทั่วโลกโดยนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดขึ้น หลังจากที่ตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนพุ่งสูงขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

โดยดัชนี STOXX 600 ลดลง 2.3% แตะระดับต่ำสุดในรอบสัปดาห์ ขณะที่หุ้นภาคการท่องเที่ยวพักผ่อนร่วงลงเกือบ 3% และตลาดหุ้นใหญ่เคลื่อนเข้าสู่แดนลบ

ทั้งนี้ เนเธอร์แลนด์ประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะที่หลายประเทศในยุโรปมีแนวโน้มว่าจะออกมาตรการที่เข้มงวดขึ้นก่อนเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ท่ามกลางการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของโอมิครอน

ด้านดัชนี FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรร่วงลงกว่า 2% เช่นกัน เนื่องจากนักลทุนกังวลเกี่ยวกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ขณะที่อังกฤษยังพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 12 คน

ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์เช้านี้ร่วงกว่า 200 จุด เช่นเดียวกับดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีร่วงลง 3% และดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสร่วงลง 2.4%

ด้านตลาดหุ้นเอเชียก็เปิดลบเช่นกันโดยดัชนี NIKKEI 225 ลดลง 2.13%, ดัชนีฮั่งเส็ง ของฮ่องกงร่วงลงเกือบ 2%, ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตลดลง 10.7%, ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ลดลง 1.8% และหุ้นอินเดียร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 เดือน

เช่นเดียวกับราคาน้ำมันซึ่งปรับตัวลง 3% ในวันนี้เนื่องจากการแพร่ระบาดโอมิครอนอย่างรวดเร็วทำให้แนวโน้มอุปสงค์น้ำมันลดลง รวมถึงจำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้นในยุโรปและสหรัฐทำให้นักลงทุนเกรงว่าจะเกิดข้อจำกัดใหม่ๆ สำหรับภาคธุรกิจเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการเชื้อเพลิง

AP Photo/Mark Schiefelbein

เจ้าแม่ไลฟ์ขายของจนมุม Viya เจอปรับ 7,000 ล้านฐานหนีภาษี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671080

วันที่ 20 ธ.ค. 2564 เวลา 16:37 น.เจ้าแม่ไลฟ์ขายของจนมุม Viya เจอปรับ 7,000 ล้านฐานหนีภาษีViya ตัวแม่ของวงการไลฟ์ขายของในประเทศจีนเจอเล่นงานซะแล้ว หน่วยสรรพากรจีนจัดหนัก ปรับถึง 1,340 ล้านหยวน

Viya (หรือ “เวยยา”) ผู้ทรงอิทธิพลด้านโซเชียลมีเดียชั้นนำของจีนและแม่ค้าออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งในจีน เจอค่าปรับถึง 1,340 ล้านหยวนถูกปรับ (ราว 7,047 ล้านบาท) ในข้อหาหลีกเลี่ยงภาษี

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า Viya หรือที่มีชื่อจริงหวง “หวงเวย” ถูกปรับฐานปกปิดรายได้ส่วนบุคคลและความผิดอื่นๆ ในปี 2019 และ 2020 สำนักงานสรรพากรหางโจวกล่าวในโพสต์บนเว็บไซต์เมื่อวันจันทร์

จากการสอบสวนพบว่า Viya หลบเลี่ยงภาษี 643 ล้านหยวน (ราว 3,155 ล้านบาท) โดยการปกปิดรายได้ส่วนบุคคล และชำระภาษีน้อยไป 60 ล้านหยวน (ราว 315 ล้านบาท)

ทางการจีนจะจับตาคนดังออนไลน์เหล่านี้มากขึ้น จากการรายงานของ Sina อ้างผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งรับผิดชอบสำนักงานสรรพากรหางโจวกล่าวว่าจะจับตาภาษีของผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมการถ่ายทอดสดออนไลน์เพื่อป้องกันการหนีภาษี

“ฉันเสียใจอย่างสุดซึ้งเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายและข้อบังคับด้านภาษีของฉัน” Viya  กล่าวในบัญชี Weibo ของเธอ “ฉันยอมรับการลงโทษที่ทำโดยหน่วยงานด้านภาษีอย่างละเอียดถี่ถ้วน”

Viya เป็นหนึ่งในคนดังโลกโซเชียลที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของจีน ในอดีตเคยเป็นนักร้องมาก่อน โดยเริ่มทำงานเป็นพิธีกรไลฟ์ขายของกับ Taobao ในปี 20169 อีก 4 เดือนต่อมาเธอก็ติดลมบนโดยสร้างรายได้ถึง 100 ล้านหยวน (ราว 525 ล้านบาท)

ในปี 2019 Viya ยิ่งมือขึ้นโดยทำรายได้ขายของออนไลน์ได้ถึง 3,000 ล้านหยวน (15,778) หลังจากนั้นเธอยิ่งทำเงินมากขึ้นและมีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้น ในที่สุดViya อายุ 36 ปีเป็นที่รู้จักจากความสามารถของเธอในการขาย “อะไรก็ได้” ผ่านการสตรีมสดบนแพลตฟอร์ม Taobao Live ปีที่แล้ว เธอขายบริการปล่อยจรวดในราคา 40 ล้านหยวน 

เคล็ดลับความสำเร็จของ Viya ถูกกล่าวถึงโดยสื่อเรื่อยมา เธอจะทำงานทั้ง “กลางวันและกลางคืน” ทุกวันเธอจะตื่นนอนตอน 16.00 น. จากนั้นจะรับประทานอาหาร แล้วเริ่มเตรียมการถ่ายทอดสด เธอเริ่มแต่งหน้าตอน 19:30 และการถ่ายทอดสดเริ่มเวลา 20.00 น. แล้วจะไปสิ้นสุดเวลา 00.00 น.

หลังจากนั้นเธอจะทบทวนเนื้อหาการถ่ายทอดสดของวันนั้น และได้พบปะกับทีมเพื่อเลือกและทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จนเธอเลิกงานไปกินข้าวตอน 6 หรือ 7 โมงเช้า แล้วก็นอนยาวถึงบ่าย เธอเปิดเผยว่าเธอนอนแค่วันละ 3-4 ชั่วโมง และรวมแล้วเธอออกอากาศสดมากกว่า 350 ครั้งในหนึ่งปี และหยุดแค่วันเดียวเท่านั้นในแต่ละเดือน

ทีมงาน Viya ซึ่งมีจำนวนถึง 200 ชีวิต จะได้รับสินค้ามาลงทะเบียน 1,000 รายการทุกวัน เกณฑ์การคัดเลือกสินค้าทั้งหมดค่อนข้างเข้มงวด โดยจะทำงานกัน 3 ส่วน คือ ทำการตรวจสอบเบื้องต้น การทบทวน และการทบทวนขั้นสุดท้าย มีเพียง 200 – 300 ตัวเท่านั้นที่ผ่านการตรวจทาน หลังจากที่เธอลองใช้ด้วยตัวเองแล้ว สินค้าจึงจะเข้าสตูดิโอ

Viya มีห้องถ่ายทอดสดในหางโจว กวางโจว และปักกิ่ง เธอไม่ใช่แค่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ยังได้รับการยกย่องจากสำนักงานวัฒนธรรม, วิทยุ, ภาพยนต์, โทรทัศน์ และการท่องเที่ยวของหางโจว และยังได้รับการเลือกให้เป็นคณะกรรมการยุวชนแห่งชาติครั้งที่ 13 และรางวัลจากภาครัฐอื่นๆ อีกมาก

ในขณะที่จีนเริ่มควบคุมคนดังทั้งในโลกโซเชียลและในวงการบันเทิง Viya ก็หนีไม่พ้นเช่นกัน ในเดือนมิถุนายน บริษัท “เชียนสวิน” ในเครือของเธอ (มีสามีเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่) ถูกหน่วยงานกำกับดูแลตลาดของเขตไฮเทคหังโจวปรับเป็นเงิน 530,000 หยวน (ราว 2,787,504 ล้านบาท) ในข้อหา “โฆษณามีเนื้อหาและสถานการณ์ที่ขัดขวางความสงบเรียบร้อยของประชาชนและละเมิดประเพณีทางสังคมที่ดี”

จนในที่สุดเธอก็ถูกเปิดโปงว่าหนีภาษีโดยอีกหน่วยงานหนึ่งของเมืองหางโจว แม้เธอจะให้ความร่วมมือด้วยดีกับการสอบสวน แต่การถูกปรับเป็นเงินนับพันล้านหยวน ถือว่าสั่นคลอนความมั่งคั่งของเธออย่างมาก และการละเมิดกฎหมายในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังเพ่งเล็งคนดังแบบนี้อาจจะสั่นคลอนอาชีพการงานของเธอไม่น้อยเลย

จีนพบ Sinopharm เข็ม 3 ประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอ Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671072

วันที่ 20 ธ.ค. 2564 เวลา 15:36 น.จีนพบ Sinopharm เข็ม 3 ประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอ Omicronนักวิจัยจีนพบวัคซีนเข็มกระตุ้นของ Sinopharm สร้างภูมิต้านทานลดลงกว่า 20 เท่าเมื่อเจอ Omicron

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทงเปิดเผยผลการศึกษาพบว่าวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นของ Sinopharm สร้างภูมิต้านทาน (neutralising antibody) ต่อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ลดลง 20.1 เท่าเมื่อเทียบกับโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในอู่ฮั่น

ทีมวิจัยกล่าวในรายงานว่า วัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นของ Sinopharm ออกฤทธิ์ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเจอกับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน แม้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนต่อเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวยังคงไม่ชัดเจน

โดยทีมวิจัยได้ร่วมกับศูนย์วิจัยเฉพาะด้านโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเซี่ยงไฮ้ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นของ Sinopharm ในการรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน เทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในอู่ฮั่น

ทีมวิจัยเก็บตัวอย่างจากบุคลากรทางการแพทย์จำนวน 292 คนที่ได้รับวัคซีน Sinopharm เป็นเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์ ประมาณ 8 ถึง 9 เดือนหลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2

พบว่าหลังจากผ่านไปแล้ว 4 สัปดาห์ตัวอย่างเซรุ่มของผู้เข้าร่วมการทดลอง 78.1% ที่ยังคงมีภูมิต้านทานต่อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ และขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่า Sinopharm มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดเมื่อต้องรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน

การทดลองกับโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมก่อนหน้านี้ชี้ว่าเมื่อฉีดวัคซีนดังกล่าวผ่านไปแล้ว 8 ถึง 9 เดือนภูมิคุ้มกันจะลดลงอย่างมาก แต่วัคซีนเข็มกระตุ้นสามารถสร้างการตอบสนองของภูมิคุ้มกันได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้านบริษัทผู้ผลิตวัคซีน Sinopharm ยังไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นของรอยเตอร์ส

ทั้งนี้ วัคซีน BBIBP-CorV ของ Sinopharm เป็นวัคซีนของจีนที่ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ และเป็นวัคซีนที่นิยมใช้มากที่สุดในประเทศจีนอีกยี่ห้อหนึ่งนอกเหนือจาก CoronaVac ของ Sinovac Biotech

Photo by AFP

นักการเมืองบราซิลคาใจเลยใช้กำปั้นเคลียร์ ขึ้นสังเวียน MMA ชี้ขาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671067

วันที่ 20 ธ.ค. 2564 เวลา 14:44 น.นักการเมืองบราซิลคาใจเลยใช้กำปั้นเคลียร์ ขึ้นสังเวียน MMA ชี้ขาดเมื่อสองนักการเมืองเคลียร์ปัญหาคาใจกันไม่ได้ เหลือวิธีเดียวเท่านั้นที่จะคุยกันแบบเปิดอก นั่นคือไปคุยกับบนเวทีมวย

ซีมาว เปโชโต (Simao Peixoto) วัย 39 ปี นายกเทศมนตรีของเมืองบอร์บา ในภูมิภาคอามาซูนัส และเอรินอย อัลวัส ดา ซิลวา (Erineu Alvas Da Silva) วัย 45 ปี อดีตสมาชิกสภาเมือง ทั้งสองมีเรื่องบาดหมางมานานหลายเดือนเรื่องการจัดการกับ Balneario Lima ซึ่งเป็นสวนน้ำในเมือง

ในที่สุดทั้งคู่ตัดสินใจที่จะยุติความขัดแย้งด้วยการขึ้นชกกันซะเลย ในเวทีการต่อสู้ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานที่ Leonardo Almeida MMA Cup ประจำปีครั้งที่ 12 จากการรายงานของ National Post

“ผมไม่ใช่นักสู้ข้างถนน … ผมเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองบอร์บา” เปโชโต กล่าวบน Facebook

“[แต่] ถ้าเขาต้องการต่อสู้จริงๆ … เราพร้อมที่จะต่อสู้ … ผมเป็นผู้ชนะเสมอ”

เปโชโตอัดคลิปบอกด้วยท่าทางขึงขังและกำหมดชกที่ฝ่ามือตัวเองเหมือนจะลุยจริงๆ แต่ต่อมาเขาต้องแสดงท่าทีอ่อนลง เพราะประชาชนในพื้นที่บอกว่ามันไม่ใช่กิริยาที่เหมาะสมของนักการเมืองที่ประชาชนเลือกเข้ามา

หลังจากนั้นอีก 1 เดือนหลังการประกาศท้าชน ทั้งคู่ขึ้นสังเวียนแบบศึกชิงจ้าว MMA มีการถ่ายทอดสดบนโซเชียลมีเดีย และต่อหน้าฝูงชนที่คราคร่ำกันมาชมนักการเมืองเคลียร์ปัญหากันด้วยหมัด

ตอนแรกทั้งคู่เข้าโรมรันกันอย่างหนักหน่วง แต่ก็หมดแรงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เปโชโตที่มีอายุอ่อนกว่าก็สามาถเอาชนะไปได้ในที่สุด หลังขึ้นชกแล้ว นักการเมืองทั้งคู่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรคาใจอีก เพราะยิ้มแฉ่งด้วยกันทั้งสองคน

เปโชโตยังบอกกับฝูงชนว่าเขายอมรับการแลกหมัดครั้งนี้เพื่อส่งเสริมการฝึกฝนกีฬาในเมืองเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนเป็นการหลบเกลื่อนเสียงตำหนิว่านักการเมืองไม่ควรแก้ปัญหาด้วยกำลัง

แต่ผู้ชมบางคนอดไม่ได้ที่จะบ่นว่า “นี่มันมวยล้มต้มคนดูชัดๆ”

จีนลั่นไต้หวันคือคนพเนจรที่จะต้องกลับบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671059

วันที่ 20 ธ.ค. 2564 เวลา 13:53 น.จีนลั่นไต้หวันคือคนพเนจรที่จะต้องกลับบ้าน“ไต้หวันคือคนพเนจรที่จะต้องกลับบ้านในที่สุด และไม่ใช่หมากที่ประเทศใดจะใช้เพื่อเล่นเกม” รมว.ต่างประเทศของจีนกล่าว

วันนี้ (20 ธ.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนกล่าวว่าไต้หวันคือคนพเนจรที่จะต้องกลับบ้านในที่สุด และไม่ใช่หมากที่ประเทศใดจะใช้เพื่อเล่นเกม ซึ่งตอกย้ำความตั้งใจของรัฐบาลจีนที่จะนำไต้หวันให้อยู่ภายใต้การควบคุม

จีนกล่าวเสมอว่าไต้หวันซึ่งปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของจีน และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจีนได้เพิ่มแรงกดดันทางการทหารและการทูตต่อไต้หวัน ซึ่งนอกจากจะสร้างความไม่พอใจให้แก่ไต้หวันแล้ว ยังสร้างความกังวลต่อสหรัฐอีกด้วย

หวัง อี้ กล่าวว่าสาเหตุของความตึงเครียดในปัจจุบันเป็นเพราะไต้หวันพยายามที่จะพึ่งพาสหรัฐเพื่อเอกราชของตนเอง ขณะที่สหรัฐและประเทศอื่นๆ พยายามใช้ไต้หวันเป็นเครื่องมือในการต่อกรกับจีน

พร้อมเสริมว่าการกระทำที่เหล่านี้บ่อนทำลายสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน และละเมิดฉันทามติของประชาคมระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

หวัง อี้ กล่าวว่าจีนใช้มาตรการที่รุนแรงเพื่อตอบโต้ความจองหองของผู้ที่สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน พร้อมยืนยันว่าไต้หวันคือคนเพนจรที่จะต้องกลับบ้านในที่สุด ไม่ใช่หมากที่ประเทศอื่นจะใช้เพื่อเล่นเกม โดยเน้นย้ำว่า “จีนจะต้องรวมชาติอีกครั้ง”

รายงานระบุว่าการที่สหรัฐให้การสนับสนุนไต้หวัน และเป็นผู้สนับสนุนและจัดหาอาวุธระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของไต้หวัน แม้ทั้งสองจะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ สร้างความไม่พอใจให้แก่ทางการจีนเป็นอย่างมาก

ขณะที่ไต้หวันก็ไม่พอใจท่าทีที่ข่มขู่คุกคามของจีน โดยกล่าวว่ามีเพียงชาวไต้หวันเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินใจอนาคตของตัวเอง และยืนยันว่าไต้หวันจะไม่ยอมแพ้ต่อการข่มขู่

ทั้งนี้ พรรคก๊กมินตั๋งของเจียง ไคเชก ได้พ่ายแพ้ในการสู้รบสงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1949 พรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดย เหมา เจ๋อตง จึงได้จัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และขับไล่รัฐบาลจีนคณะชาติออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนเจียง ไคเชกและพรรคก๊กมินตั๋งได้ถอยร่นไปยังเกาะไต้หวัน

Photo by ANGELOS TZORTZINIS / AFP

ฮ่องกงโชว์แบตเตอร์รี EV ชาร์จเร็วพิเศษ ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671050

วันที่ 20 ธ.ค. 2564 เวลา 13:15 น.ฮ่องกงโชว์แบตเตอร์รี EV ชาร์จเร็วพิเศษ ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีDESTEN จากฮ่องกงพัฒนาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ชาร์จเร็ว-วิ่งไกล-อายุการใช้งานยาวนาน

DESTEN ผู้ผลิตแบตเตอรี่จากฮ่องกงเรียกเสียงฮือฮาหลังการเปิดตัวนวัตกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งสามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที ด้วยพลังในการชาร์จสูงถึง 900 กิโลวัตต์ ซึ่งมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ ในตลาด และมากกว่า Porsche Taycan ที่มีกำลังชาร์จ 270 กิโลวัตต์ถึง 3 เท่า

ผู้ผลิตแบตเตอรี่กล่าวว่าแบตเตอรี่จะสามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็วจาก 0% ไปถึง 80% ภายในเวลาเพียง 4 นาที 40 วินาที แก้ปัญหาการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ช้า ซึ่งผู้ซื้อมักกล่าวว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

“การชาร์จเพียง 5 นาทีจะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าน่าดึงดูดกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะผู้ใช้ไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ ในไม่ช้าคุณจะสามารถซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่ของ DESTEN อยู่ข้างใน คุณจะไม่ต้องรอการชาร์จที่ใช้เวลานานกว่าการเติมน้ำมันอีกต่อไป” Siamak Kia ซีอีโอของ DESTEN Group กล่าว

จากข้อมูลของ DESTEN คาดว่าแบตเตอรี่รุ่นนี้จะนำไปใช้กับรถสปอร์ตไฟฟ้า Piech GT จาก Piëch Automotive สตาร์ทอัพรถยนต์ไฟฟ้าจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งอาจวิ่งได้ไกลถึง 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

DESTEN กล่าวว่าการชาร์จแบบเร็วพิเศษและวิ่งได้ไกลจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่รถ EV โดยเฉพาะในเขตเมืองและพื้นที่ที่การจราจรแออัด โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของส่วนประกอบต่างๆ ของแบตเตอรี่ต้นแบบนี้ แต่กล่าวว่าบริษัทได้คิดค้นนวัตกรรม สูตรเคมีใหม่ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายข้างต้น

นอกจากนี้แบตเตอรี่ดังกล่าวรองรับการชาร์จสูงถึง 3,000 รอบ และระยะการขับขี่ทั้งหมดมากกว่า 1.5 ล้านกิโลเมตร ยิ่งไปกว่านั้นการชาร์จอย่างรวดเร็วมักก่อให้เกิดความร้อนสะสมภายในแบตเตอรี่ในระดับสูง แต่ DESTEN สามารถรักษาอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 15 องศาเซลเซียส

DESTEN ได้เปิดตัวเทคโนโลยีนี้ครั้งแรกในจาการ์ตา อินโดนีเซีย เมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา และวางแผนจัดแสดงนวัตกรรมในโรดโชว์ระดับโลก โดยเริ่มจากเอเชีย และขยายไปยังตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกาเหนือ

ทั้งนี้ DESTEN ก่อตั้งขึ้นในฮ่องกงเมื่อปี 2015 โดยตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำด้านพลังงานไฟฟ้าในการขับขี่ และการขับขี่พลังงานสีเขียว โดยปัจจุบันมีศูนย์วิจัยและพัฒนาดำเนินการอยู่ในเอเชีย ตะวันออกกลาง อเมริกาเหนือ และยุโรป

DESTEN เชื่อว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะมีส่วนช่วยในการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยแบตเตอรี่ของบริษัทผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ซึ่งส่งผลให้มีการปล่อยคาร์บอนน้อยลง

“เนื่องจากแบตเตอรี่ของเรามีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปหลายเท่า เทคโนโลยีของเราจึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้น เทคโนโลยีของเราจึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้น แบตเตอรี่ของเราสามารถนำไปใช้ในระบบกักเก็บพลังงานสำหรับการใช้งานที่หลากหลายเพื่อยืดอายุการใช้งาน” ซีอีโอ DESTEN กล่าว

ที่มา: DESTENGreen Car CongressAuto Blog

ภาพ: DESTEN

อาเซียนวิปโยค พายุคร่าฟิลิปปินส์ 200 ชีวิต มาเลเซียน้ำท่วมครั้งใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671022

วันที่ 20 ธ.ค. 2564 เวลา 10:59 น.อาเซียนวิปโยค พายุคร่าฟิลิปปินส์ 200 ชีวิต มาเลเซียน้ำท่วมครั้งใหญ่ซูเปอร์ไต้ฝุ่นถล่มฟิลิปปินส์พังพิพาศไม่แพ้สงครามโลก ขณะที่มาเลเซียเจอน้ำท่วมหนักสุดในรอบหลายปี

วันนี้ (20 ธ.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์เปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุพายุไต้ฝุ่นราอี (Rai) เพิ่มเป็นอย่างน้อย 208 ศพ หลังจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นพัดเข้าถล่มฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ก่อน

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่ายังคงมีผู้สูญหายอีก 52 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดมกำลังเร่งบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัย

รายงานระบุว่าพายุไต้ฝุ่นราอีทำให้มีผู้คนพลัดถิ่นเกือบ 490,000 คนในฟิลิปปินส์ ก่อนที่จะเคลื่อนตัวไปยังทะเลจีนใต้ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ซึ่งทิ้งร่องรอยความเสียหายครั้งใหญ่ไว้ในหลายพื้นที่ของฟิลิปปินส์ โดยริชาร์ด กอร์ดอน ประธานสภากาชาดฟิลิปปินส์กล่าวว่าหลายพื้นที่ของประเทศไม่มีไฟฟ้าใช้ ระบบสื่อสารโทรคมนาคมใช้การไม่ได้ สภาพบางพื้นที่ราวกับโดนทิ้งระเบิด ซึ่งเลวร้ายยิ่งกว่าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียอีก

ด้านประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ให้คำมั่นว่าจะจัดสรรงบประมาณราว 40 ล้านเหรียญสหรัฐให้แก่จังหวัดต่างๆ ที่ประสบภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ที่ผ่านมาสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่ามาเลเซียกำลังเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 30,000 คนใน 8 รัฐต้องอพยพ

เอเอฟพีอ้างรายงานบนเว็บไซต์ของรัฐบาลมาเลเซียระบุว่าระดับน้ำใน 6 รัฐทางภาคกลางและภาคตะวันออกเกินขีดอันตรายเมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะที่เส้นทางเดินรถประจำทางหลายสิบสายทั้งในและรอบเมืองหลวงถูกระงับ

นอกจากนี้โรงบำบัดน้ำ 3 แห่งในรัฐสลังงอร์ก็หยุดชะงักเช่นกัน โดยคาดว่าจะส่งผลให้ประชาชนหลายหมื่นคนต้องขาดแคลนน้ำ

นายกรัฐมนตรีอิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ ของมาเลเซียกล่าวว่าปริมาณฝนที่ตกในรัฐสลังงอร์เมื่อวันก่อนเพียงวันเดียว เทียบเท่ากับปริมาณน้ำฝนที่มักตกตลอดทั้งเดือน พร้อมให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบอุทกภัยโดยเร็วที่สุด รวมถึงจัดสรรงบประมาณเบื้องต้น 23.7 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย

ทั้งนี้ มาเลเซียเคยประสบอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2014 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนประมาณ 118,000 ต้องอพยพหนีน้ำท่วม

Photo by Erwin MASCARINAS / AFP

เตือน Omicron ‘โหมกระหน่ำทั่วโลก’ โรงพยาบาลอาจล้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671014

วันที่ 20 ธ.ค. 2564 เวลา 10:01 น.เตือน Omicron 'โหมกระหน่ำทั่วโลก' โรงพยาบาลอาจล้นสถานการณ์ในยุโรปและสหรัฐไม่ธรรมดาเสียแล้ว หลังจากเกิดการติดเชื้ออย่างหนักและเสียงเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ

แอนโธนี่ เฟาซี ที่ปรึกษาด้านการระบาดใหญ่ของสหรัฐในวันอาทิตย์ เตือนถึงสถานการณ์ที่น่าหวาดหวั่นในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากสายพันธุ์ Omicron กระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อระลอกใหม่ทั่วโลก ทำให้ต้องใช้มาตรการข้อจำกัดทางสังคมอีกครั้ง และความกังวลเกี่ยวกับศักยภาพของโรงพยาบาลที่จะรับมือกับการระบาดคลื่นใหม่

“สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมาก… คือความสามารถพิเศษในการแพร่กระจาย (ของ Omicron)” เฟาซีบอกกับเอ็นบีซีนิวส์ “มันจะ… โหมกระหน่ำไปทั่วโลก”

นับตั้งแต่มีการรายงานครั้งแรกในแอฟริกาใต้ในเดือนพฤศจิกายน Omicron ได้รับการระบุในหลายสิบประเทศ กระตุ้นให้หลายๆ ประเทศกำหนดข้อจำกัดการเดินทางและมาตรการอื่นๆ อีกครั้ง

แม้จะมีข้อบ่งชี้ว่าไม่รุนแรงไปกว่าสายพันธุ์เดลต้า ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นสายพันธุ์หลัก แต่ Omicron ที่กลายพันธุ์อย่างหนักได้แสดงให้เห็นในข้อมูลช่วงแรกว่ามีความต้านทานต่อวัคซีนและการแพร่เชื้อที่สูงขึ้นในระดับที่น่าเป็นห่วง

เฟาซียังเตือนว่าอย่ามองโลกในแง่ดีมากเกินไปเกี่ยวกับความรุนแรงของ Omicron โดยตั้งข้อสังเกตว่าในแอฟริกาใต้ ในขณะที่อัตราส่วนการรักษาตัวต่อผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่ำกว่าเดลต้า อาจเป็นเพราะภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อก่อนหน้านี้ที่แพร่หลาย

“ไม่ว่าคุณจะมองอย่างไร” เขากล่าว “เมื่อคุณมีการติดเชื้อจำนวนมาก แม้ว่าจะรุนแรงน้อยกว่าก็ตาม มันก็ไม่สำคัญแล้วว่าจะมีอาการเล้กน้อยหรือปานกลาง” (เพราะการติดเชื้อจำนวนมากจะทำให้การรักษายากขึ้น)

เฟาซีกล่าวว่า หากสถานการณ์เป็นเหมือนตอนนี้ ในสัปดาห์หน้าหรือสองสัปดาห์หน้าโรงพยาบาลของสหรัฐจะตึงเครียดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ของประเทศที่มีระดับการฉีดวัคซีนต่ำ

เมื่อวันอาทิตย์ วุฒิสมาชิกสหรัฐ อลิซาเบธ วอร์เรน และคอรี บุ๊คเกอร์ ต่างก็พูดแยกกันบน Twitter ว่าพวกเขามีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก แม้ว่าจะได้รับวัคซีนและได้รับการฉีดกระตุ้น  และมีอาการไม่รุนแรง แต่ไม่ได้ระบุว่าพวกเขาติดเชื้อ Omicron หรือไม่

เฟาซีเรียกร้องให้ชาวอเมริกันที่ไม่ได้รับวัคซีนให้ฉีดวัคซีน และฉีดวัคซีนเพื่อรับการกระตุ้น ซึ่งการกระตุ้นแสดงให้เห็นว่าผู้นั้นจะได้รับการคุ้มครองจากโควิด-19 อีกครั้ง

รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งมีกำหนดจะกล่าวถึงการพัฒนาการการควบคุมโควิด-19 ต่อประชาชนในประเทศในวันอังคารนี้ ได้รณรงค์อย่างหนักเพื่อฉีดวัคซีน

แม้ว่าประชากรสหรัฐกว่า 70% จะได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 ครั้งก็ตาม ตามรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค แต่อีก 50 ล้านคนที่มีสิทธิ์ยังคงไม่ได้รับการคุ้มครอง เฟาซีกล่าว

“สำหรับ Omicron… มันจะเป็นสัปดาห์ที่ยากลำบากในช่วงสองสามสัปดาห์หรือหลายเดือนเมื่อเราเข้าสู่ฤดูหนาวมากขึ้น” เขากล่าวเสริม

ปัจจุบัน Omicron มีผู้ป่วยประมาณ 3% ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตัวเลขที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วดังที่เคยเห็นในประเทศอื่นๆ

เมื่อวันเสาร์ รัฐนิวยอร์กประกาศจำนวนผู้ป่วยรายวันสูงสุดเป็นประวัติการณ์เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน โดยมีผลบวกเกือบ 22,000 ราย

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากการระบาดใหญ่ โดยมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่ทราบแล้ว 800,000 รายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามรายงานของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิ้นส์

Photo by MANDEL NGAN / AFP