Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: บทความพิเศษ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

บทความพิเศษ : 6 ข้อเสนอแนะคุมโควิด ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ #SootinClaimon.Com

Posted on July 9, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/585927

บทความพิเศษ : 6ข้อเสนอแนะคุมโควิด ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“ภาคการก่อสร้างมีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก หากปราศจากการบริหารจัดการที่ดีแล้ว มาตรการปิดแคมป์อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดได้ และจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว” จึงมีการเสนอมาตรการระยะสั้น 1.ปิดแคมป์ด้วยหลัก 4 อ (อาหาร อาการ อาศัย และอาชีพ) เพื่อให้สามารถยับยั้งการระบาดอย่างได้ผล ให้คนงานสามารถอยู่ในแคมป์ได้ตลอดระยะเวลากักตัว ดังนั้น จำเป็นต้องมีการจัดสรรพื้นที่ในแคมป์ให้เหมาะสม

“คนงานไม่ว่าสัญชาติใด และมีสถานะอย่างไร จำเป็นต้องได้รับอาหารที่เพียงพอและมีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและสามารถต้านทานเชื้อไวรัสได้ หรือหากติดเชื้อ ก็มีอาการไม่หนักจนต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล” และต้องมีการตรวจหาเชื้อเพื่อคัดกรองเชิงรุกอย่างทั่วถึง หากพบเชื้อก็ต้องแยกตัวออก และหากมีอาการที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ก็ควรมีพื้นที่รักษาที่มีเครื่องมือพร้อมและเข้าถึงได้ตลอดเวลา ส่วนของที่พักอาศัยต้องลดความแออัดและโอกาสในการแพร่เชื้อ และที่สำคัญคือต้องให้สามารถประกอบอาชีพได้ หรือต้องมีเงินชดเชยการขาดรายได้ในอัตราที่เหมาะสมระหว่างที่ถูกปิดแคมป์ มิเช่นนั้นแล้วอาจไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนย้ายออกนอกแคมป์ได้

2.ไม่ใช้มาตรการเหมาโหล (one-size-fits-all)โดยแคมป์คนงานแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ (1)แคมป์ที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างดีกว่าประเภทอื่น เช่น ที่พักทำจากตู้คอนเทนเนอร์ คนงานในกลุ่มนี้น่าจะสามารถทำงานต่อไปได้ตามหลัก 4อ ข้างต้น เพราะคนงานส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงานที่มีสุขภาพแข็งแรง แม้จะติดเชื้อก็ยังทำงานได้ตามปกติ แต่ต้องมีเงื่อนไขว่าคนงานที่เริ่มมีอาการมากต้องให้หยุดงานและแยกตัวออกมาจากแคมป์ หรือแยกที่อยู่ภายในแคมป์ (รวมทั้งสมาชิกครอบครัวที่มีอาการหนักด้วย) เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของนายจ้างโดยตรง แต่รัฐควรให้บริการด้านการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐาน

(2) แคมป์ชั่วคราวของผู้รับเหมาที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างที่มักเป็นเพิงสังกะสี หากนายจ้างได้ปรับปรุงสภาพที่พักอาศัยและจัดให้มีส่วนพยาบาลแล้ว ก็ควรให้ทำงานต่อได้ตามหลัก 4อ เช่นกัน และมีเงื่อนไขเรื่องแยกตัวคนงานที่ป่วยหนัก/สมาชิกครอบครัว ออกจากการอยู่อาศัยรวมกับผู้อื่น และ (3) แคมป์นอกพื้นที่ก่อสร้างของผู้รับเหมาช่วงหรือผู้รับเหมารายย่อยซึ่งแรงงานจะมาทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับ แรงงานกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อในชุมชนที่พักอาศัย อาจพิจารณาโมเดล Bubble & Sealed สำหรับแรงงานที่พำนักในชุมชน

“เงื่อนไขสำคัญ คือ นายจ้างและผู้รับเหมาต้องทำข้อตกลงร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ ศบค. ว่าจะดำเนินการป้องกันมิให้คนงานก่อสร้างในสังกัดและครอบครัวติดต่อพบปะกับบุคคลในชุมชน” โดยมีมาตรการติดตามและควบคุมการเดินทาง เช่น รายงานตัวด้วย QR Code และมีรถรับส่งระหว่างที่พักและเขตก่อสร้าง มีข้าวและน้ำแจกเพียงพอกลับไปให้ครอบครัวในที่พักเพื่อไม่ให้แรงงานต้องแวะที่อื่น เงื่อนไขเหล่านี้ต้องปฏิบัติได้จริง โดยมีบทลงโทษต่อนายจ้างและลูกจ้างที่ฝ่าฝืนข้อตกลง

3.ทบทวนการชดเชย แรงงานข้ามชาติที่นายจ้างนำส่งเงินสมทบประกันสังคมไม่ต่ำกว่า 6 เดือน จะได้รับเงินช่วยเหลือ 50% เช่นเดียวกับแรงงานไทย แต่แรงงานข้ามชาติร้อยละ 70 ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม หรือบางส่วนก็ยังสมทบไม่ถึงเกณฑ์จึงไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับการชดเชย หรือแรงงานที่ได้รับเงินชดเชย 50% แรงงานเหล่านี้ล้วนแต่มีแรงจูงใจที่จะออกไปหางานทำที่อื่นเพราะจะมีรายได้จากการทำงานมากกว่าค่าชดเชยหากมีการปิดแคมป์และหยุดทำงาน

ดังนั้น จึงควรให้แรงงานที่ไม่ติดเชื้อสามารถทำงานและรับค่าจ้างได้ โดยจัดการตามหลัก 4อ และ Bubble & Sealed ข้างต้น และให้เงินชดเชยกับแรงงานที่ตรวจพบเชื้อทุกคนไม่ว่าสัญชาติใดและมีสถานะใด เพื่อไม่ให้ออกจากพื้นที่ควบคุม โดยรัฐบาลอาจพิจารณานำเงินจากกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าว โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 77 (3) หรือเพิ่มอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการรักษาการ พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าว หรือแก้ไข พ.ร.ก. ให้อำนาจในการนำเงินกองทุนฯ ดังกล่าวมาช่วยเยียวยาแรงงาน

4.ผ่อนผันการจับกุม แรงงานข้ามชาติจำนวนมากต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้สถานประกอบการหลายแห่งปิดตัว ประกอบกับสถานการณ์การเมืองในเมียนมา และนโยบายปราบปรามแรงงานผิดกฎหมายในมาเลเซีย ทำให้แรงงานบางส่วนไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศไทย หลายคนต้องเปลี่ยนนายจ้าง กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและหลุดออกจากระบบ ดังนั้นภาครัฐควรผ่อนผันเรื่องการจับกุม เปิดโอกาสให้คนเหล่านี้เข้าสู่ระบบพร้อมการตรวจโรค ซื้อประกันสุขภาพ และทำใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย

แต่มาตรการผ่อนผันและเปิดโอกาสให้เข้าสู่ระบบต้องทำด้วยความรัดกุม ไม่ให้นำไปสู่การเกิดวัฏจักรการลักลอบเข้าเมือง-จับกุม-ผ่อนผัน แบบเป็นวงจรไม่สิ้นสุด ดังนั้น รัฐบาลต้องมีนโยบายชัดเจนเรื่องการนำเข้าแรงงานที่สะดวกและไม่เกิดค่าใช้จ่ายนอกระบบที่สูงมากแบบทุกวันนี้ โดยการปรับกฎเกณฑ์ในการอนุญาตนำเข้าแรงงานข้ามชาติ ควบคู่กับการเอาจริงกับการป้องกันการลักลอบเข้าเมือง

5.สื่อสารทำความเข้าใจ เป็นเรื่องสำคัญมากเพราะปัจจุบันแรงงานข้ามชาติจำนวนมากไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมองว่าต้องการจับกุมหรือแสวงหาประโยชน์จากพวกเขา ภาครัฐจำเป็นต้องมีการปรับปรุงการสื่อสาร ทั้งในแง่ภาษาที่เป็นมิตรและเข้าใจง่าย และการกระจายข่าวให้ทั่วถึงโดยการใช้ช่องทางการติดต่อสื่อสารของแรงงานข้ามชาติและองค์กรภาคประชาสังคม รวมทั้งการทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนให้เข้าใจตรงกัน

และ 6.วัคซีนสำหรับทุกคน แรงงานข้ามชาติในประเทศไทยส่วนมากทำงานมักอยู่ในงานที่มักต้องสัมผัสกับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้า ไม่สามารถทำงานที่บ้าน (Work from Home) ได้ การฉีดวัคซีนเพื่อให้ได้ภูมิคุ้มกันหมู่จึงจำเป็นต้องรวมแรงงานข้ามชาติเช่นกันทั้งนี้ อาจพิจารณาให้วัคซีนตามประเภทงานที่มีความเสี่ยงมากก่อนประเภท นอกจากนี้ แรงงานข้ามชาติที่อยู่ในระบบประกันสังคม ตามมาตรา 33 ควรได้รับการจัดสรรวัคซีนดังเช่นแรงงานไทย ซึ่งรัฐบาลอาจอำนวยความสะดวกในการจัดสรรวัคซีน และแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งร่วมกับผู้ประกอบการ ซึ่งน่าจะพร้อมออกค่าวัคซีนเพื่อให้กิจการของตนกลับมาดำเนินตามปกติได้โดยเร็ว

หมายเหตุ : อ่านบทความ (ฉบับเต็ม) ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกได้ที่เว็บไซต์ tdri.or.th หมวด “ประเด็นวิจัย-โควิด-19” ในชื่อบทความ “มาตรการเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19” วันที่6 ก.ค. 2564

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ก่อนกระตุ้น ‘เศรษฐกิจ’ ต้องเข้าใจ ‘ประชาชน’ #SootinClaimon.Com

Posted on July 6, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/585399

บทความพิเศษ : ก่อนกระตุ้น ‘เศรษฐกิจ’ ต้องเข้าใจ ‘ประชาชน’

บทความพิเศษ : ก่อนกระตุ้น ‘เศรษฐกิจ’ ต้องเข้าใจ ‘ประชาชน’

วันอังคาร ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

1.คงต้องชี้แจงก่อนว่า ประเด็นต่อไปนี้ จะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อได้รับความสนใจในเชิงคิดวิเคราะห์เพื่อการพัฒนา แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ถูกบิดให้เป็นเพียงการโจมตีทางการเมือง หรือการนำความผิดพลาดมาขยายแผล เนื้อหาสาระดังกล่าวนี้ จะถูกลดทอนความสำคัญในกระบวนการเติมประสิทธิภาพลง และการค้นหาความต้องการของประชาชน เพื่อนำมาออกเป็นนโยบายก็จะยังคงเป็นปัญหาในทุกรัฐบาลต่อไป

เมื่อรับทราบตามที่อธิบายไปแล้ว ก็ขอเข้าประเด็นที่ นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาแถลงเกี่ยวกับโครงการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” ว่า มีวงเงินที่ขอมาดำเนินนโยบาย 2.8 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่ 4 ล้านคน แต่ปัจจุบันมีคนลงทะเบียนเพียง 4 แสนคนเท่านั้น จึงทำให้มีการพิจารณาคืนเงินส่วนที่เหลือกลับคืนไปยังพระราชกำหนดเงินกู้ฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อนำเงินไปใช้เยียวยาและดูแลในส่วนของเศรษฐกิจอื่นๆ

คำถาม คือ ทำไมมาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ ถึงไม่ได้รับการตอบรับจากประชาชนเท่าที่ควร ตรงนี้เป็นประเด็นที่นักนโยบายที่ดีควรต้องประเมิน เพื่อทบทวนกระบวนการในการออกเป็นนโยบาย ว่ามีตรงส่วนไหนบ้างที่ทำให้ประสิทธิภาพที่ควรจะเป็นถดถอยลง ซึ่งโดยส่วนตัวของผมประเมินได้ ดังนี้

2.ยิ่งใช้ยิ่งได้ เป็นมาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด 19 จากภาครัฐ ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายสินค้าหรือบริการ เช่น ค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ค่าบริการนวด สปา ทำผมทำเล็บ (ไม่รวมสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสดและสินค้าหรือบริการที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า) ผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ หรือ G-Wallet บนแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” (ระหว่างวันที่ 1กรกฎาคม–30 กันยายน 2564) กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ติดตั้งแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน”ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะได้รับวงเงินสนับสนุนในรูปของบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Voucher โดยวงเงินใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ E-Voucher ต้องไม่เกิน 60,000 บาทต่อคน ยอดใช้จ่ายที่นำมาคำนวณสิทธิต้องไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน และจะได้รับสิทธิe-Voucher สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาของโครงการ

ถ้าสรุปรูปแบบให้ชัดเจน ก็จะเป็นการกระตุ้นการซื้อ ด้วยการให้เงินคืน (บางส่วน) กลับไปกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำอีกครั้ง ซึ่งประเด็นที่ต้องนำมาคิดกันต่อก็คือ

1. ประชาชนกลุ่มฐานรากที่ยากจน ไม่มีเงินออมแล้ว ที่เคยพอมีอยู่บ้าง ปัจจุบันก็หมดแล้ว จนถึงขั้นต้องไปกู้เงินนอกระบบเพื่อการดำรงชีวิตให้อยู่ต่อ

2. ประชาชนกลุ่มระดับกลางที่ยังพอจะมีเงินออมเหลืออยู่บ้าง ก็ประเมินว่า อนาคตโควิด-19 คงยังอยู่กับเราอีกนาน และเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ใหม่ให้ตัวเองก็ยังมองไม่เห็นทิศทางอันสดใส ดังนั้น เงินออมที่เหลืออยู่ควรต้องเก็บไว้ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงสำหรับอนาคต

และ 3. ประชาชนกลุ่มคนที่มีเงินออมมาก สามารถใช้เงินได้ ถ้ามีเหตุผลดีพอ โดยที่ไม่เดือดร้อน แต่สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า และบริการไปจนถึงอัตราส่วนลด 10-15% ที่รัฐบาลจะคืนเงินให้ นั้น พวกเขามองว่า ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่ควรต้องใช้จ่ายเงินออกไป

3.กล่าวให้ชัดเจนก็คือ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้เป็นมาตรการทางนโยบายที่ไม่เข้าใจ “สภาพความเป็นจริงของประชาชน” เพราะแรงขับเคลื่อนของนโยบายอยู่ที่ “ส่วนลด” ของการใช้เงิน แต่ประชาชนกลับเห็น “ความจำเป็นของการใช้เงิน” ว่าเป็นเหตุผลอันสำคัญกว่ามาก ดังนั้น เมื่อวิเคราะห์ได้ว่า ประชาชนกลุ่มฐานราก และกลุ่มระดับกลางไม่มีเงินเหลือพอนำมาใช้จ่าย เกินไปกว่าการประคับประคองชีวิต ส่วนประชาชนกลุ่มระดับบน ก็ไม่เห็นเหตุผลให้ต้องใช้เงิน ทั้งที่ตนก็มีเงินมากพอที่จะใช้ได้ ตรงนี้ก็บอกกับเราได้ว่า การกำหนดนโยบายใด ควรต้องเริ่มที่เป้าหมาย ว่าจะขับเคลื่อนไปที่ประชาชนกลุ่มใด และความต้องการของประชาชนกลุ่มนั้นเป็นแบบไหน จากนั้นก็สร้างความชัดเจนของมาตรการ ว่าสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และครบถ้วน ถ้าทำได้เช่นนี้การตอบสนองนโยบายจากกลุ่มเป้าหมายก็จะเกิดขึ้น

ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น อย่างปัจจุบันประชาชนกลุ่มฐานรากโดยเฉพาะ SME ขนาดเล็ก ประสบปัญหา หนึ่ง ขาดเงินทุนหมุนเวียน เพราะธนาคารพาณิชย์ไม่ให้กู้ รัฐบาลก็ต้องกำหนดมาตรการให้ประชาชนกลุ่มฐานรากและ SME ขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ หรือสอง ประชาชนกลุ่มฐานรากและ SME ขาดความรู้ และเทคโนโลยี ที่จะไปปรับกระบวนการทางธุรกิจให้มีผลิตภาพสูง และมีมูลค่ามากขึ้น รัฐบาลก็ต้องกำหนดกลไกเพื่อนำความรู้ และเทคโนโลยี อันจะไปเพิ่มผลิตภาพ และมูลค่าสินค้า และบริการ มาให้แก่ประชาชนกลุ่มฐานราก และ SME ขนาดเล็ก เป็นต้น

4.เมื่อคิดวิเคราะห์ได้ตามนี้ ก็จะเห็นภาพรวมทางนโยบายว่า การนำงบประมาณ หรือเงินกู้ ไปแจกเพื่อหวังกระตุ้นกำลังซื้อของประเทศให้ขยายตัว ส่งผลถึงการเดินหน้าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอย่างราบรื่นนั้น วิสัยทัศน์ดังกล่าวเป็นเพียงทฤษฎีที่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน มาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ เป็นตัวอย่างอันชัดเจนที่สุด

สำหรับผมมองว่า การปรับเปลี่ยนนโยบายด้วยการโยกงบประมาณในส่วนของการแจกไปช่วยยกระดับผลิตภาพ และมูลค่าของสินค้า และบริการ ให้แก่กลุ่มประชาชนฐานราก โดยเฉพาะ SME ขนาดเล็ก ให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ นั่นหมายถึงการสร้างรายได้ที่สูงขึ้นของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ นั่นหมายถึงกลไกต่างๆ จากทุกองคาพยพยของระบบเศรษฐกิจในประเทศ ก็จะสามารถเดินหน้าทำงานได้เองด้วยความราบรื่น และต่อเนื่อง

ข้อแนะนำทั้งหมดนี้ กลั่นมาจากประสบการณ์ที่ผมได้ลงไปทำงานร่วมกับพี่น้องประชาชนในทุกระดับ เพื่อรู้จักปัญหา และเรียนรู้ชีวิตจริงของพวกเขา ว่าเป็นอย่างไร และอะไรสำคัญที่สุด ในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้น กระทรวงการคลัง ในฐานะหน่วยงานเพื่อการออกแบบนโยบายทางเศรษฐกิจ จึงควรลงมาสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในทุกกลุ่มเป้าหมาย เพื่อรับฟังปัญหา และศึกษาการดำเนินชีวิต เพื่อเข้าใจความต้องการ และรู้สึกได้ถึงความเดือดร้อนในแบบเดียวกัน เมื่อนั้น ความสำเร็จของนโยบาย โครงการ หรือมาตรการทางเศรษฐกิจ ก็จะไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป เพราะเข้าถึง และเข้าใจอย่างแท้จริง

กนก วงษ์ตระหง่าน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ประเทศใด จะพ่ายศึกก่อนกัน #SootinClaimon.Com

Posted on June 25, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/582790

บทความพิเศษ : ประเทศใด จะพ่ายศึกก่อนกัน

บทความพิเศษ : ประเทศใด จะพ่ายศึกก่อนกัน

วันศุกร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทุกประเทศในโลก ย่อมกำลังทำศึกอยู่

ศึกเหล่านี้ มีมานานแล้ว เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ.1914-1918), สงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ.1939-1945), สงครามเย็น (ค.ศ.1945-1991)

ถ้าจะย่อยลงมา ก็มีสงครามเกาหลี (ค.ศ.1950-1953), สงครามเวียดนาม (ค.ศ.1970-1975), สงครามแถบตะวันออกกลาง (จนปัจจุบันนี้)

เพราะทุกประเทศอยู่บนเวทีโลก (International Forum) ก็ย่อมมีการแย่งชิง มีการขัดประโยชน์ ซึ่งสงครามเหล่านี้ ก็มีขอบเขตเล็กๆ บ้าง ขนาดกลางบ้าง ขนาดใหญ่ทั่วโลกบ้าง เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2

ศึกที่กล่าวมาข้างต้น ก็ต้องมีการรวมกลุ่มกันต่อสู้ แต่ศึกที่ต้องสู้ด้วยตนเองก็มี เช่น สงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไทยกับเขมร, ไทยกับลาว, ไทยกับพม่า (ในอดีต), หรือ รัสเซียกับยูเครน, จอร์เจียกับอาร์เมเนีย ฯลฯ ถึงจะเป็นสงครามเล็กๆ เฉพาะ 2 ประเทศ แต่ก็ทำให้ผู้พ่ายศึก สิ้นชาติได้เหมือนกัน

ถ้าอยากดูตัวอย่างก็ให้ไปดูเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ.2310

___________________________________________

ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นศึกที่ต้องลงไม้ลงมือ รบกันยิงกันฆ่าฟันกัน

แต่ศึกอื่นๆก็ยังมีอีกในแต่ละประเทศ การพ่ายแพ้ในศึกนั้นๆ อย่างเบาะๆ ก็ทำให้ประเทศด้อยถอยหลังได้

อย่างมากหน่อยก็ทำให้ประเทศสิ้นเนื้อประดาตัว เช่น เวเนซุเอลาในปัจจุบัน หรือสิ้นชาติได้

ศึกสงครามเหล่านี้ ก็มีสงครามต่อสู้กับความยากจน, สงครามต่อสู้กับคอร์รัปชั่น, สงครามต่อสู้กับโรคระบาด (ไวรัสโควิด-19), สงครามการเมืองภายใน ระหว่างพรรคการเมือง เพื่อชิงอำนาจกัน ฯลฯ

การชนะศึกเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้ประเทศมีฐานะดีขึ้น ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น รายได้ต่อหัวของพลเมืองก็จะอยู่ในระดับสูง (พ้นจากระดับรายได้ต่ำและระดับรายได้ปานกลาง)

คราวที่แล้ว ได้มีการเทียบเคียงกันให้ดูระหว่างประเทศอิสราเอลกับประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญศึกทั้งภายในและศึกภายนอกอยู่คล้ายๆ กัน

____________________________________________

ได้มีการเทียบระหว่างอิสราเอลกับไทยมาแล้วว่า ทั้งๆ ที่ยังสู้รบกับศึกภายนอกอย่างหนักหน่วง การเมืองก็ก่อให้เกิดศึกภายในขึ้นมาพร้อม ๆ กัน

เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรี 12 ปี ของอิสราเอล ก็ถูกสอยร่วงไปแล้วโดยสงครามการเมืองภายใน ถ้าฝ่ายที่ขึ้นมาแทนที่ซึ่งเป็นทั้งมือใหม่และมีถึง 8 พรรคเล็กๆ แบ่งเค้กกันไม่ลงตัว ท่านคิดหรือว่า เขาจะชนะศึกภายนอกได้ง่ายๆ ถ้าหากไม่ถูกน็อกเอาท์ไปก่อนก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว

ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Paliamentarian Democracy)ของอิสราเอล ก็เหมือนกับของไทยในปัจจุบัน และของฝรั่งเศสก่อนปี ค.ศ.1959 (ก่อนยุคสาธารณรัฐที่ 5 หรือ Cinquième Republique)ซึ่งพลเอกเดอโกลล์มาแก้ไขอย่างเรียบร้อย โดยสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้แก่ฝ่ายบริหาร จะได้บริหารบ้านเมืองไปได้เต็มที่ในช่วงเวลาที่ได้รับมอบหมาย ไม่ต้องห่วงใยอยู่กับการแบ่งปันผลประโยชน์ หาเงินมาเลี้ยงมุ้ง สส. และสส. ก็ไม่ต้องมายุ่งอยู่กับการซื้อเสียงประชาชนผู้มาออกเสียง อันเป็นบ่อเกิดแห่งการคอร์รัปชั่น ศีลธรรมเสื่อมโทรมของประเทศที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

ประเทศใด จะชนะศึกได้ จะต้องมีฝ่ายบริหาร (ประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรี และครม.) ที่มีเสถียรภาพ เป็นรัฐบาลที่ดีประชาชนทั้งประเทศสนับสนุน จึงจะมีพลังไปต่อสู้ศึกทั้งภายนอกและภายในได้

ขอให้ดูภาพข้างล่างนี้ เพื่อความเข้าใจว่า ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยทั้งสามแทนประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Paliamentarian Democracy) มีที่มาอย่างไร

ตกลงการเลือกตั้งมิใช่วิธีเดียวในการเข้าสู่อำนาจทั้งสาม การกำหนดคุณสมบัติ การกลั่นกรอง การคัดเลือก ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการเข้ามาใช้อำนาจแทนประชาชน

_________________________________________

ปัญหาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ก็คือที่มาของอำนาจบริหารนี่แหละ ที่ สส. ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติอยู่แล้วมีความใฝ่ฝันอยากจะเข้ามาใช้อำนาจนี้

จึงเป็นบ่อเกิดแห่งการเขียนรัฐธรรมนูญ ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Paliamentarian Democracy) ขึ้น โดยให้ สส.เป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี และเป็นรัฐมนตรี และเป็นเลขานุการรัฐมนตรี กระทรวงต่างๆเสียเอง ไหนจะได้ใช้เงินงบประมาณมากมาย แล้วยังได้เป็นผู้บังคับบัญชาของปลัดกระทรวง อธิบดี โยกย้ายได้ ให้ความดีความชอบได้

_________________________________

การเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ในบางประเทศ จึงกลายเป็นการเมืองน้ำเน่า กลายเป็น “ธุรกิจการเมือง” สส. จึงต้องหาเงินมาซื้อเสียงผู้เลือกตั้งให้ตนได้เป็น สส. เป็นแล้วก็ต้องเรียกเงินจากเจ้าของมุ้ง เพื่อออกเสียงสนับสนุนให้เป็น รมต. เมื่อสส. เจ้าของมุ้งได้เป็น ร.ม.ต. จึงต้องทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อหาเงินมาจ่ายลูกมุ้งของตน ถ้าหาไม่ค่อยได้ก็บีบบังคับให้ข้าราชการประจำหาให้ มิฉะนั้น จะถูกแขวน ถูกย้าย ที่ใจอ่อนก็ทำให้ แล้วก็ถูกติดคุกติดตะรางกันไปมากมายทุกระดับ

_________________________________

พลเอกเดอโกลล์แห่งฝรั่งเศส จึงแก้รัฐธรรมนูญ โดยแก้จาก Paliamentarian Democracy มาเป็น Semi-Presidential Democracy มีโครงสร้างใหม่ที่สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้แก่ฝ่ายบริหาร เพื่อจะสามารถฟันฝ่าศึกภายนอกและศึกภายในได้ เพื่อที่จะสามารถบริหารบ้านเมือง โครงการโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ การศึกษาของชาติ นวัตกรรมของชาติ การวิจัยและพัฒนาของชาติ ได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลไม่ล้มลุกคลุกคลานเหมือนสมัยสาธารณรัฐที่ 1-4 และนำประเทศฝรั่งเศสมาอยู่ในแนวหน้า แถวเดียวกับเยอรมันนี รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา

ประชาธิปไตยแบบ Semi-Presidential ของฝรั่งเศส ซึ่งมีทั้งประธานาธิบดีเป็นส่วนหัวสูงสุด และนายกรัฐมนตรีเป็นส่วนหัวรองลงมาจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกและการลงคะแนนโดย สส.

ประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ย่อมมีประมุขที่มั่นคงและมีเสถียรภาพที่ดีอยู่แล้ว หากเรามีวิธีจัดหาหัวหน้าฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) ให้มั่นคงและมีเสถียรภาพได้ด้วย ประเทศก็จะเดินหน้าลิ่ว ประชาชนก็จะพ้นความยากจนกันเสียที

แล้วเราอยากได้หัวหน้าฝ่ายบริหารที่มีคุณสมบัติอย่างไร จะกลั่นกรองคัดเลือกกันอย่างไร และจะคานอำนาจ (Balance of Power) กับฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการได้อย่างไร เพื่อสามารถนำประเทศ ให้ชนะศึกภายนอกและภายในได้ คงจะต้องไปนอนคิดแล้วเอามาถกกันคราวหน้า

สวัสดีย้อนหลัง วันรัฐธรรมนูญ 24 มิถุนายน 2475 ที่นำการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Paliamentarian Democracy) มาใช้ และทำเอาประเทศไทยล้าหลังประเทศที่เคยอยู่หลังเรา ไปหลายขุม

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘4 กรกฎาคม’ #SootinClaimon.Com

Posted on June 25, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/582792

บทความพิเศษ : ‘4 กรกฎาคม’

บทความพิเศษ : ‘4 กรกฎาคม’

วันศุกร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ฟ้า” มาโปรด

ราชกิจจานุเบกษาประกาศให้ “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์” เป็นอีกหน่วยงานที่สามารถนำเข้า “เวชภัณฑ์” ในยามฉุกเฉิน

เปิดกว้างอีกหนึ่งช่องทาง หนึ่งหน่วยงานเพิ่มเติมจากองค์การเภสัชกรรมและสภากาชาดไทย

เป็นที่มาของ “วัคซีนทางเลือก” ที่มาสนองความต้องการเร่งด่วนของภาคเอกชน องค์กร/บริษัท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่อยากรอ “วัคซีน” จาก “ภาครัฐ” เพียงทางเดียว

องค์กรที่มี “ประสิทธิภาพ” และมีความห่วงใยต่อบุคลากรที่อยู่ภายใต้ความดูแลตระหนักถึงความสำคัญของ “วัคซีน”

ยิ่งได้ฉีดเร็วได้สร้างภูมิคุ้มกันได้เร็ว นอกจากจะ“ปกป้องชีวิต” ของบุคลากรในองค์กร ยังลดการแพร่ระบาดและกิจการงานที่ทำอยู่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นปกติ “เสียเงิน” ฉีดเองก็ยอม

องค์กรเหล่านี้ ยอมเสียเงินค่าวัคซีนที่ซื้อในราคา “ต้นทุน” จาก “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์” อย่างเต็มใจ แถมยังได้ทำบุญบริจาควัคซีนอีก 10% เพื่อ“ผู้ด้อยโอกาส” ตามนโยบายเมตตาของ “ราชวิทยาลัย”ที่จะไม่ทอดทิ้งผู้พิการ ผู้สูงอายุ ฯลฯ ผู้ไม่สามารถเข้าถึงระบบนัดหมายวัคซีนหลัก

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์แจ้งว่า ราชวิทยาลัยฯ ได้ดำเนินการจัดหาวัคซีนตัวเลือกจากบริษัทซิโนฟาร์ม (SINOPHARM) ซึ่งผลิตโดยสถาบันชีววัตถุแห่งกรุงปักกิ่ง ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO)

“วัคซีนตัวเลือก” ตัวนี้ ได้มาถึงประเทศไทยในวันที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา ลอตแรก 1 ล้านโดส (DOSE)และผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในวันที่ 22 มิถุนายน

ครั้งแรกจะจัดสรรให้บริษัทที่จองมา 6,437 บริษัทฉีดให้ 778,300 คน โดยเริ่มฉีดเข็มแรก 25 มิถุนายนนี้

ยังมีคิวรอขององค์กร/บริษัท อยู่อีกมาก รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย รอแก้ไขปัญหาระบาด

“ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์ เลือกที่จะ “ป้องกัน” (PRE VENTIVE) และเชื่อใน “วัคซีน” ยิ่งได้ฉีดเร็วสร้างภูมิคุ้มกันเร็ว ไม่เสี่ยงกับการให้ “พนักงาน” หรือ “ลูกบ้าน” ป่วย ทุกคนทราบดีว่า การรักษาพยาบาลยุ่งยากและ “เสียเงิน” งบประมาณมากกว่า “การป้องกัน”หลายเท่า

บุคคลทั่วไปที่อยากเดินเข้าไปเสียเงินฉีดเองคุณหมอนิธิ มหานนท์ ขอเวลาอีก 2-3 อาทิตย์ หวังฉีดให้กลุ่มองค์กรแล้ว เพื่อดูระบบและมาตรฐานต่างๆ ที่จะรับคนทั่วไปเข้าไป “ขอฉีด”

วันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี 4 กรกฎาคม ใกล้เข้ามา

เป็นที่ปลื้มปีติของพสกนิกรเมื่อทราบว่า “เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์” พระราชทานวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” 25,600 โดส เพื่อให้หน่วยงาน “นำไปกระจายฉีดให้แก่ประชาชนผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ที่มีรายได้น้อยและชุมชนในพื้นที่เสี่ยง” โดยจะเริ่มให้บริการฉีดตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน เป็นต้นไป(ทรงพระเจริญ พระเจ้าข้า)

“กรมพระศรีสวางควัฒน” องค์ประธานก่อตั้งสถาบันจุฬาภรณ์ ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณาธิคุณ เฉกเช่นสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์สร้างชื่อเป็นโรงพยาบาลทันสมัยและเอื้ออาทรต่อคนไข้ที่ยากไร้ เป็น รพ.ขวัญใจคนจนได้รับความชื่นชมในเวลาอันไม่ช้านาน

ในใบประกาศสถาปนา สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า…

“..ทรงงานทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และด้านการแพทย์ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ เป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศ จวบจนรัชกาลปัจจุบัน…”

ทรงพระเจริญ

กฤษณ์ ศิรประภาศิริ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘ภาวะผู้นำ’ ที่อยากเห็นในกระทรวงศึกษาธิการ #SootinClaimon.Com

Posted on June 23, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/581938

บทความพิเศษ : ‘ภาวะผู้นำ’ที่อยากเห็นในกระทรวงศึกษาธิการ

บทความพิเศษ : ‘ภาวะผู้นำ’ที่อยากเห็นในกระทรวงศึกษาธิการ

วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

1.การเปิดภาคเรียนวันที่ 14 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา คือ บทพิสูจน์ “ภาวะผู้นำ” ของผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้อำนวยการโรงเรียน โดยกระทรวงศึกษาธิการให้นโยบายอย่างชัดเจนว่า การเปิดชั้นเรียนในวันที่ 14 ต้องเป็นอำนาจของคณะกรรมการโรคติดต่อของจังหวัด ทำหน้าที่เป็นคนตัดสินใจ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19ในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ ตลอดจนเงื่อนไขต่างๆ ของโรงเรียน และนักเรียนในพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางการบริหารนโยบายที่ถูกต้องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ภายใต้นโยบายที่ถูกต้องนี้ เมื่อตามไปดูการปฏิบัตินโยบายในพื้นที่จริง ซึ่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ก็ได้ประกาศให้ 4 จังหวัดอันเป็นพื้นที่สีแดงเข้มห้ามใช้อาคารเรียน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ นั่นแสดงว่า โรงเรียนใน 4 จังหวัดนี้ห้ามเปิดชั้นเรียนในโรงเรียน หรือเข้าใจได้ว่า โรงเรียนไม่สามารถเปิดให้เข้ามาใช้สถานที่ได้ (โรงเรียนปิด)และพื้นที่สีแดง 17 จังหวัด เช่น กาญจนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ตาก สุราษฎร์ธานี เป็นต้น ศบค.ให้ใช้อาคารสถานที่ในโรงเรียนทำการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ส่วนพื้นที่สีส้ม 56 จังหวัดให้เปิดเรียนได้ตามมาตรการที่ ศบค. กำหนด

2.สรุปคือ พื้นที่สีแดงเข้ม และสีส้ม ไม่เป็นปัญหา เพราะทุกอย่างชัดเจนตามคำสั่งของ ศบค.มีแค่เพียงพื้นที่สีแดง ซึ่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดต้องตัดสินใจเอง ตามสภาพความเป็นจริงของการแพร่ระบาดของไวรัสในพื้นที่

สำหรับผมแล้วเห็นว่า พื้นที่สีแดง คือพื้นที่วัด“ภาวะผู้นำ” ของผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของนักเรียนและครู

อนึ่ง ผมได้รับข้อมูลการตัดสินใจของจังหวัดบางจังหวัดในพื้นที่สีแดง แต่ขอไม่ระบุชื่อจังหวัด เพื่อนำการตัดสินใจของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และโรงเรียน มาสะท้อนผลลัพธ์ เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันเท่านั้น โดยปราศจากวัตถุประสงค์อันจะให้ร้าย หรือกล่าวหาใดๆ ทั้งสิ้น

คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนั้น สั่งให้โรงเรียนในพื้นที่สีแดงปิดเรียนต่อไปหลังวันที่ 14 มิถุนายน ด้วยเหตุผลของความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของนักเรียน และครู ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจบนฐานของการประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดในจังหวัดโดยรวม ทำให้ทุกโรงเรียนในจังหวัดจึงต้องเลื่อนการเปิดเรียนออกไปตามคำสั่งดังกล่าว ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าไม่คิดวิเคราะห์อะไรมาก ทุกอย่างก็น่าจะจบ และปลอดภัยกับทุกฝ่าย ทั้งนักเรียน ครู และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

3.แต่ถ้ามีการตั้งคำถามว่า ในกรณีของหมู่บ้านหรือตำบลใด ที่ไม่มีการแพร่ระบาดไปถึง หรือไม่มีการติดเชื้อโควิด-19 หรือถ้ามีก็เป็นจำนวนน้อยมาก และสามารถปฏิบัติตามมาตรการ 44 ข้อของกระทรวงสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำไมโรงเรียนในหมู่บ้านหรือตำบลกลุ่มดังกล่าวนี้ จึงไม่สามารถเปิดเรียนในวันที่ 14 มิถุนายนได้ ทั้งๆ ที่ประกาศของ ศบค. ก็เปิดให้พื้นที่สีแดงสามารถใช้อาคารเรียนได้แล้ว ดังนั้น การประกาศปิดการใช้อาคารเรียนต่อไปทั้งจังหวัดของพื้นที่สีแดง เท่ากับเป็นการปิดโอกาสการไปโรงเรียนของนักเรียนในพื้นที่ที่จัดว่าปลอดภัยตามเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่ 

นั่นหมายความว่า ในความเป็นจริงแล้ว การบริหารจัดการการปฏิบัตินโยบายของโรงเรียน โดยผู้อำนวยการโรงเรียนนั้น ควรต้องประเมินสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในพื้นที่ชุมชนของโรงเรียนเป็นสำคัญก่อน และถ้าเห็นว่าสถานการณ์สามารถบริหารจัดการได้ตามเกณฑ์ของกระทรวงกำหนด ผู้อำนวยการโรงเรียนควรต้องทำหนังสือ หรือเข้าชี้แจงกับผู้ว่าราชการจังหวัด หรือคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เพื่อขอให้ทบทวนการประกาศปิดโรงเรียนทั้งจังหวัด และขออนุญาตให้โรงเรียนของตนสามารถเปิดการเรียนการสอนในอาคารของโรงเรียนได้ตามมาตรการอันเหมาะสม

ผมคิดว่า การกล้าให้ข้อมูลจริงของพื้นที่ และเหตุผลประกอบ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ไปโรงเรียนภายใต้การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตามมาตรฐานที่สาธารณสุขกำหนดนี้ เป็นการแสดงถึง “ภาวะผู้นำ” ของผู้อำนวยการโรงเรียนที่น่าชื่นชม และในทำนองเดียวกัน เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับข้อมูล และความคิดเห็น หรือข้อเสนอของผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งถ้าเห็นตรงกันว่า ถูกต้องตามเกณฑ์ของ ศบค. และกระทรวงสาธารณสุข การตัดสินใจอนุญาตให้โรงเรียนนั้นเปิดเรียนได้ ก็เป็นการแสดงถึง “ภาวะผู้นำ” ของผู้ว่าราชการจังหวัดด้วยเช่นเดียวกัน 

4.ที่สำคัญ และต้องมีความเข้าใจร่วมกันในลำดับถัดมาก็คือ การตัดสินใจยกเว้นให้บางโรงเรียนเปิดสอนในอาคารเรียนได้นั้น แน่นอนว่า ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสของนักเรียน และครูได้ เพราะไม่มีอะไรในโลกนี้ที่แน่นอน 100% ดังนั้น ถ้าเกิดข้อผิดพลาดจากการตัดสินใจเปิดชั้นเรียนขึ้น การค้นหาสาเหตุของข้อผิดพลาด เพื่อแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในอนาคต ควรเป็นทางออกที่ต้องถือปฏิบัติเป็นหลัก ไม่ใช่ทำการลงโทษสอบวินัยผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้ว่าราชการจังหวัดต่อข้อผิดพลาดนั้นๆ เพราะนั่นจะเป็นการทำลาย “ภาวะผู้นำ” ในระบบราชการอย่างน่ากังวล และสุดท้ายอาจไม่เหลือข้าราชการคนใดเลยที่กล้าตัดสินใจอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน (หรือในกรณีนี้คือประโยชน์ของนักเรียน)

ทั้งหมดนี้ ผมอยากนำเสนอว่า การบริหารและแก้ปัญหาการเปิดชั้นเรียนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทรวงศึกษาธิการควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริหารโรงเรียน และครู กล้าที่จะคิดนอกกรอบ และกล้าที่จะทำนอกกรอบ เพื่อประโยชน์ของนักเรียน ส่วนข้อผิดพลาดจากการตัดสินใจหรือการปฏิบัตินโยบาย ผมเชื่อว่า จะไม่เป็นปัญหาตราบเท่าที่ทุกคนได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดนั้น และยกระดับการตัดสินใจ รวมไปถึงการทำงานให้มีคุณภาพขึ้นได้

นี่แหละครับ คือ “ภาวะผู้นำ” ที่อยากเห็นในกระทรวงศึกษาธิการ

กนก วงษ์ตระหง่าน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ทักษิณยิ่งพูด ประยุทธ์ยิ่งได้คะแนน #SootinClaimon.Com

Posted on June 23, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/581659

บทความพิเศษ : ทักษิณยิ่งพูด ประยุทธ์ยิ่งได้คะแนน

บทความพิเศษ : ทักษิณยิ่งพูด ประยุทธ์ยิ่งได้คะแนน

วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

รัฐบาลประยุทธ์ได้ออกมาประกาศนโยบายเศรษฐกิจโดยเพิ่มแหล่งเงินทุน มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เสียและจะเพิ่มสาขาโรงรับจำนำ ขณะเดียวกัน จัดทำรับจำนอง

นายทักษิณ ชินวัตร ได้ออกมาแสดงความเห็นทำนองว่า ได้ยินมาตรการการเพิ่มสาขาโรงรับจำนำแล้วไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าควรจะลดจำนวนโรงรับจำนำให้หมดลงเพราะอัตราดอกเบี้ยแพง เป็นที่กู้เงินของคนจน เล่นคำว่าควรขยายช่องทางทำมาหากิน ไม่ใช่ขยายช่องทางหมดตัว (ช่องทางให้คนไปเป็นหนี้)

การที่นายทักษิณออกมาพูดในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่านายทักษิณขาดความรู้เรื่องสินเชื่อของคนยากจน และส่งผลให้คะแนนนิยมของพลเอกประยุทธ์เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพราะ

1. การนำของไปจำนำที่โรงรับจำนำ ส่วนมากเป็นเรื่องของคนเล็กคนน้อยที่ยากจน เป็นการกู้เงินระยะสั้น และจำนวนเงินกู้ในระดับต่ำส่วนมากเป็นระดับพันหรือหมื่นบาท มิได้กู้เงินเป็นหลักแสน เป็นหลักล้านหรือเป็นร้อยล้าน

เป็นการกู้เงินในยามที่ขาดสภาพคล่องของคนรายได้น้อย ที่จำเป็นต้องใช้เงินในยามเปิดเทอมที่ต้องส่งลูกเข้าโรงเรียน ในยามเจ็บป่วย หรือมีเหตุจำเป็นที่ไม่คาดคิด

โรงรับจำนำจึงเป็นแหล่งเงินกู้ที่สะดวกกว่าการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ถ้าขาดโรงรับจำนำก็จะต้องกู้เงินจากนายทุนนอกระบบ ซึ่งดอกเบี้ยแพงกว่ามาก

2. ดอกเบี้ยที่โรงรับจำนำของรัฐคิด ก็อยู่ในอัตรา 0.25% ถึง 1.25% ต่อเดือน หากเป็นโรงรับจำนำของเอกชนก็จะคิดในอัตรา 1.25% ถึง 2% ต่อเดือน

การที่นายทักษิณบอกว่าอัตราดอกเบี้ยแพง เป็นเพราะนายทักษิณคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยต่อเดือน ประมาณการเป็นอัตราดอกเบี้ยต่อปี ซึ่งจะเท่ากับ 12% ถึง 24% ต่อปี

การคำนวณโดยเอาอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นมาประมาณการเป็นอัตราดอกเบี้ยต่อปี จึงไม่สมจริงและน่าจะมีปัญหา เพราะการกู้เงินจากโรงรับจำนำเป็นการกู้จำนวนน้อยและระยะสั้น ผู้ให้กู้ก็ย่อมจะต้องคิดอัตราดอกเบี้ยแพง เพราะต้นทุนของการให้กู้ ในจำนวนเงินน้อยและระยะสั้น จะสูงกว่าการกู้ในจำนวนเงินมากและระยะยาว ขณะเดียวกันผู้กู้ก็ยินดีจะจ่ายเพราะจำนวนดอกเบี้ยรวมทั้งหมดก็เป็นจำนวนเงินที่ไม่สูงมากนัก

โรงรับจำนำจึงเป็นแหล่งเงินกู้ระยะสั้นจำนวนเงินกู้น้อย ที่ดีกว่าการกู้เงินจากนายทุนเงินกู้นอกระบบอย่างมาก

3.การเพิ่มสาขาของโรงรับจำนำของรัฐจึงน่าจะเป็นแหล่งเงินกู้ยามจำเป็นของคนยากจน มิใช่ขยายช่องทางให้หมดตัวเหมือนที่ทักษิณพูด เพราะไม่มีงานศึกษาวิจัยที่ไหนพบว่าการมีทางเลือกของแหล่งเงินกู้ที่มากขึ้น จะทำร้าย
ผู้กู้ หรือทำให้คนเป็นหนี้สินมากขึ้น แต่จะเป็นการแข่งขันกับผู้ให้กู้นอกระบบ และที่ทำให้คนจน มีทางเลือกที่ดีขึ้น

4.ระยะนี้นายทักษิณออกมาพูดวิพากษ์วิจารณ์ให้เป็นข่าวค่อนข้างมาก ยิ่งพูดมากพูดบ่อยก็ยิ่งสร้างคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลประยุทธ์มากขึ้น เพราะผู้ชม ผู้ฟังที่รู้ทันทักษิณ จะเห็นความคิดอ่านที่ย้อนยุค ตกสมัย และไม่สมจริง และอาจจะเห็นใจพลเอกประยุทธ์มากยิ่งขึ้น ดังเช่นกรณี เมื่อเร็วๆ นี้ทักษิณคุยว่าจะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ใน 6 เดือน

ซึ่งคนก็รู้ทันว่าในอดีตทักษิณก็เคยบอก ถ้าได้เป็นผู้บริหารประเทศจะแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ให้ได้ใน 6 เดือน แต่เมื่อทำไม่ได้ก็แก้ตัว เล่นลิ้นทางการตลาดโทษประชาชนว่า หากประชาชนช่วยกันเปลี่ยนพฤติกรรม การขับรถ การจอดรถ การข้ามถนน เป็นต้น จะลดปัญหาการจราจรได้พฤติกรรมละ 10%

5.การที่ไทยพีบีเอสช่องหมายเลข 3 ในช่วงข่าวค่ำของวันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน ได้ทำสารคดีเชิงข่าว นำเอาถ้อยแถลงของนายกฯประยุทธ์ และอดีตนายกฯทักษิณมาเปรียบเทียบ และได้แสดงจำนวนโรงรับจำนำของรัฐและเอกชน รวมถึงสัมภาษณ์นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์จึงถูกตั้งข้อสังเกตเพราะสามารถมองได้หลายมุม

มีผู้ไม่พอใจที่ไทยพีบีเอสช่องหมายเลข 3 นำความเห็นของนายทักษิณมาออกอากาศ คู่กับพลเอกประยุทธ์ เห็นว่าไม่เหมาะสมเพราะคิดว่าเป็นความเห็นของนักโทษที่หนีคดี แม้ผู้จัดทำสารคดีเชิงข่าว จะได้แจ้งในรายการว่าเป็นความเห็นของอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ก็มีผู้ไม่พอใจ เพราะคิดว่านักโทษไม่น่าจะมีสิทธิ์ แสดงความเห็นเป็นข่าวเทียบกับนายกรัฐมนตรี

แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้เห็นว่าเป็นการดีที่ให้ประชาชนได้รู้ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีที่เป็นนักโทษหลบหนีคดีแสดงความเห็นที่ด้อยค่าตัวเอง และแสดงธาตุแท้ของนายทักษิณที่มีอคติ หวังเพียงวิพากษ์วิจารณ์ให้ปรากฏเป็นข่าว

สารคดีเชิงข่าวดังกล่าว ทำให้ผู้ชมได้รู้ว่าทั่วทั้งประเทศโรงรับจำนำของรัฐมีจำนวน 299 แห่ง ของเอกชนมีจำนวน 453 แห่ง และยังมีร้านทองที่รับจำนำทองอีก 7,000 กว่าแห่ง และโครงการรับจำนำใหม่ของรัฐบาลจะคิดอัตราดอกเบี้ยเพียงครึ่งสลึงต่อเดือนเท่านั้น

ดร.สมชัย จิตสุชน แห่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ให้สัมภาษณ์ในสารคดีเชิงข่าวของไทยพีบีเอสด้วยว่า การที่รัฐบาลจะเพิ่มจำนวนสาขาของโรงรับจำนำเป็นการให้ทางเลือกแก่ผู้ต้องการกู้เงินไม่น่าจะเสียหายอะไร ผู้เขียนมีความเห็นว่า นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลสาธารณะย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ และหากประสงค์จะตอบโต้หรือแก้ข้อกล่าวหาก็ย่อมทำได้อยู่แล้ว เพราะในสถานภาพของนายกรัฐมนตรีการแสดงความเห็นของท่านย่อมอยู่ในความสนใจของสื่อมวลชน ที่จะนำเสนอต่อประชาชนอยู่แล้ว

ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณชินวัตร นักโทษผู้หนีคดี ที่ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักหยุดไม่รู้จักตัวเองว่าล้าสมัย และไม่รู้จักสังคมไทยอย่างแท้จริง ยิ่งพูดยิ่งหิวแสง ยิ่งแสดงออกยิ่งเพิ่มคะแนนนิยมให้กับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยึดอยู่กับอำนาจนานยิ่งขึ้น

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล’ กฎหมาย ‘คนยุคดิจิทัล’ ต้องรู้ #SootinClaimon.Com

Posted on June 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/581502

บทความพิเศษ : ‘คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล’  กฎหมาย‘คนยุคดิจิทัล’ต้องรู้

บทความพิเศษ : ‘คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล’ กฎหมาย‘คนยุคดิจิทัล’ต้องรู้

วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 ปี ก็จะถึงวันที่1 มิ.ย. 2565 ซึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data ProtectionAct-PDPA) จะมีผลบังคับใช้ โดย พ.ร.บ.นี้เป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ กลไกและการกำกับดูแลคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในความดูแลขององค์กรต่างๆ เพื่อให้ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ เกิดความเข้าใจและเตรียมพร้อมธุรกิจให้เป็นไปตามหลักสากล และหากในกรณีที่ข้อมูลเกิดการรั่วไหล เปิดเผย หรือเกิดการถ่ายโอนข้อมูลขึ้น จะมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งทางอาญา และโทษปรับสูงสุดไม่เกิน5 ล้านบาท หรือจำคุกสูงสุด 1 ปี ปรับ 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเหมาะสมในแต่ละกรณี

กฎหมาย PDPA มีต้นแบบมาจากกฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป (EU) ที่มีชื่อว่า General Data Protection Regulation หรือ GDPR ซึ่งใช้ปกป้องพลเมืองใน EU จากการถูกละเมิดข้อมูลส่วนตัวและเศรษฐกิจในยุโรป อีกทั้งยังมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคทางด้านการถ่ายโอนข้อมูลนอกเขต EU และพลเมืองของเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) รวมทั้งการทำธุรกิจ E-Commerce การตลาดดิจิทัล การทำโฆษณา และการใช้อินเตอร์เนตทั่วไป

– PDPA ให้ความคุ้มครองแก่บุคคลในข้อมูลอะไรบ้าง? : ผศ.ดร.สุภาภรณ์ เกียรติสิน หัวหน้ากลุ่มสาขาเทคโนโลยีการจัดการระบบสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ของใกล้ตัวของเรา เช่น หมายเลขโทรศัพท์มือถือ มีการพัฒนา “ระบบสมาชิก” ให้ผู้บริโภคสามารถสมัครใช้บริการ ฟรีบ้างมีค่าใช้จ่ายบ้าง ซึ่งหลายครั้งกระทบต่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลทุกคน

ระบบสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของบัตรสมาชิก บัตรเงินสด หรือรูปแบบอื่นๆ ส่วนมากจะจัดเป็นหนึ่งในกระบวนการในด้านระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์(Customer Relationship Management :CRM) ซึ่งจะมีการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรา เช่น ข้อมูลพื้นฐาน (อย่างเช่น ชื่อ,นามสกุล, หมายเลขโทรศัพท์) ข้อมูลการทำงาน หรือแม้แต่ประวัติการใช้งานหรือใช้จ่ายในร้านค้าต่างๆ “ข้อมูลพวกนี้ฟังดูแล้วเหมือนว่าไม่มีอะไร แต่อันที่จริงแล้ว เป็นข้อมูลที่มีค่ามาก” ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายและระบบสมาชิก

โดยสรุป “ข้อมูลที่ พ.ร.บ. PDPA ให้ความคุ้มครอง มีทั้งแบบทางตรงและทางอ้อม” ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป ที่สามารถนำไปใช้ยืนยันตัวบุคคลนั้นๆ เช่น ชื่อจริงนามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน Email รูปถ่ายของบุคคลนั้นๆ อายุ ประวัติการศึกษาประวัติการทำงาน อีกส่วนหนึ่งคือ ข้อมูลส่วนตัวที่มีความละเอียดอ่อน (Sensitive Personal Data) เช่น เชื้อชาติ สัญชาติ พฤติกรรมทางเพศ ข้อมูลด้านสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม ความเชื่อทางศาสนา ความคิดเห็นทางด้านการเมือง ข้อมูลอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูล

– สิ่งที่ประชาชนต้องพึงทราบสิทธิ จาก PDPA : กฎหมาย PDPA ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้อย่างท่านมีสิทธิ ดังนี้ 1.ผู้บริโภคสามารถควบคุมการแบ่งปันข้อมูลได้ เนื่องจาก พ.ร.บ.นี้ให้สิทธิการขอข้อมูล, ลบข้อมูล โดยไม่มีค่าใช้จ่าย2.ผู้บริโภคมีสิทธิในการปฏิเสธไม่ให้แบ่งปันข้อมูลไปให้หน่วยงานภายนอก รวมถึงสิทธิในการไม่แบ่งปันข้อมูล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้จัดเก็บข้อมูล ว่าจะส่งผลกระทบกับการเป็นสมาชิกหรือไม่ และ 3.ผู้ให้บริการมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดเผยถึงข้อมูลที่จัดเก็บ รวมไปถึงวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บ และ/หรือใช้ข้อมูลเหล่านี้

– PDPA เรื่องจำเป็นที่ SMEs ต้องปฏิบัติ : ข้อมูลนั้นจัดว่าเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากสำหรับธุรกิจในยุคสมัยปัจจุบัน เพราะสามารถนำข้อมูลต่างๆ ไปใช้เพื่อนำไปวิเคราะห์หรือแม้แต่การพัฒนาบริการของธุรกิจต่างๆ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง จะเห็นได้จากหลายร้านค้าเองก็เริ่มใช้ระบบสมาชิก หรือการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) เก็บประวัติการใช้บริการของร้านค้า หรือแม้แต่ข้อมูลด้านประวัติการซื้อขายต่างๆ ที่จำเป็นต้องเก็บเพื่อใช้ในด้านกฎหมายหรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.สุภาภรณ์ อธิบายว่า พ.ร.บ.นี้ได้กำหนดถึงการรักษาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น รายชื่อพนักงานในสำนักงาน ข้อมูลลูกค้า เช่น ข้อมูลสมาชิก หรือแม้แต่ข้อมูลที่อ่อนไหวง่าย เช่น ข้อมูลบนบัตรประจำตัวประชาชน ต้องมีการจัดเก็บอย่างถูกต้องเหมาะสม และต้องไม่เก็บข้อมูลเหล่านั้นที่มากกว่าความจำเป็นในการใช้ ขณะเดียวกันต้องแจ้งวัตถุประสงค์ของการใช้ข้อมูลเหล่านั้นให้กับลูกค้าเข้าใจได้ง่ายด้วย พร้อมกับยกตัวอย่างว่า เมื่อเวลาร้านค้าถามลูกค้าว่าจะสมัครสมาชิกหรือไม่

ถ้าหากลูกค้าจะสมัครสมาชิก ร้านค้าต้องขอข้อมูลเฉพาะส่วนที่ธุรกิจจำเป็นต้องใช้จริง เช่น ชื่อ-นามสกุล, หมายเลขโทรศัพท์, อีเมล, ที่อยู่ และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่ควรจัดเก็บข้อมูลที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจหรือไม่มีวัตถุประสงค์ที่แน่ชัด เช่น ร้านค้าไม่ควรขอหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน เนื่องจากร้านค้าส่วนมากไม่มีความจำเป็นต้องใช้หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนในการยืนยันตัวตน เป็นต้น นอกจากนี้ ข้อมูลที่อ่อนไหวง่าย ควรมีการจัดเก็บข้อมูลกลุ่มนี้ให้รัดกุมมากที่สุด เช่น การเข้ารหัสข้อมูลในกรณีที่เป็นไฟล์หรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังระบุไว้ว่า ทางฝั่งบุคคลหรือลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าหรือบริการนั้น ก็มีสิทธิที่จะได้รับแจ้ง ขอสำเนาของข้อมูล ขอแก้ไข ขอระงับการใช้งาน ขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคลของเขา รวมถึงสิทธิในการเพิกถอนคำยินยอม เมื่อไรก็ตามที่มีคำขอดังกล่าว ร้านค้าหรือผู้ให้บริการต้องดำเนินการตามคำขอเหล่านั้นโดยไม่ชักช้า หรือไม่เกินระยะเวลา 30 วัน ในกรณีของการขอสำเนาข้อมูล ยกเว้นมีประเด็นทางกฎหมายหรือประเด็นด้านการขัดขวางสิทธิเสรีภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง

– ธุรกิจต้องเตรียมให้พร้อม เพื่อตอบรับกับ PDPA : เตรียมเอกสารเพื่อบันทึกกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Record of Processing หรือ ROP) เป็นเอกสารที่ใช้บันทึกรายละเอียดการจัดเก็บข้อมูล มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร และมีใครเกี่ยวข้องบ้าง, เตรียมแบบฟอร์มเพื่อให้เจ้าของข้อมูลขอใช้สิทธิบนเว็บไซต์ เพื่อให้เจ้าของข้อมูลสามารถขอสิทธิการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้ ในช่องทางใดๆ ก็ตาม และต้องมีการดำเนินการตามคำร้องภายใน 30 วัน,

แจ้งเจ้าของข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายความเป็นส่วนตัว หรือ Privacy Policy เพื่อให้เจ้าของข้อมูลทราบว่า ข้อมูลที่จะนำไปใช้มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง รวมถึงระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูล, การขอคำยินยอมในการใช้ Cookie ธุรกิจ หรือแต่ละเว็บไซต์จะต้องมีการแจ้งเตือนผ่านแบนเนอร์ (Cookie Consent Banner) เพื่อขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานออนไลน์รวมถึงประเภทข้อมูลที่ถูกจัดเก็บ,

การแจ้งเตือนเจ้าของข้อมูลหากข้อมูลเกิดการรั่วไหล ธุรกิจหรือองค์กรจะต้องแจ้งต่อเจ้าของข้อมูล และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หากเกิดกรณีที่ข้อมูลของลูกค้าเกิดการถ่ายโอน รั่วไหล หรือใช้ในทางที่ผิด ซึ่งจะต้องมีการประเมินส่วนที่เสียหาย และวิธีการเยียวยาเจ้าของข้อมูล!!!

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : อิสราเอลและไทย ใครจะพ่ายศึกก่อนกัน #SootinClaimon.Com

Posted on June 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/581063

บทความพิเศษ : อิสราเอลและไทย ใครจะพ่ายศึกก่อนกัน

บทความพิเศษ : อิสราเอลและไทย ใครจะพ่ายศึกก่อนกัน

วันศุกร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทุกท่านที่ติดตามข่าวต่างประเทศ คงจะทราบกันดีว่าเมื่อเดือนที่แล้ว (พฤษภาคม ค.ศ.2021) อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสแห่งฉนวนกาซารบกันยกใหญ่ ต่างฝ่ายต่างยิงจรวดสู่ดินแดนปรปักษ์ ชาวอิสราเอลรวมทั้งคนงานไทย 2 คน ต้องสิ้นชีวิตไป

ส่วนบ้านเมืองในฉนวนกาซาหรือประเทศปาเลสไตน์ ถูกจรวดที่มีอานุภาพสูงกว่าของอิสราเอลเข้า ก็พังราบเรียบรวมทั้งตึกใหญ่ขนาด 10 ชั้นเศษ ที่ตั้งและที่อยู่ของนักข่าวต่างประเทศ สำนักต่างๆ ก็โดนจรวดของอิสราเอลยิงอย่างแม่นยำราวกับจับวาง โดนเข้าจังๆ ทรุดตัวลงพังราบทั้งตึก อย่างที่สถานีโทรทัศน์ทุกช่องเอามาเผยแพร่ไปแล้วนั้น

อิสราเอลกำลังอยู่ในภาวะสงคราม จำต้องระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนเข้ามาต่อสู้ในสงครามนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ทหาร พลเรือน นักธุรกิจ ความสามัคคีในชาติ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวอิสราเอลเอง เพื่อสนับสนุนรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีมา 12 ปีแล้วภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) โดยการสนับสนุนพรรคฝ่ายขวา5 พรรค ของสภาผู้แทนราษฎร (Knesset) ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 120 ที่นั่ง (ไม่มีวุฒิสภา)

กำลังรบกับศึกภายนอกอย่างขะมักเขม้น ก็เจอศึกภายในเข้ามาเสียอีก เพราะพรรคฝ่ายค้านเล็กๆ อีก 8 พรรค เกิดรวมตัวกันได้ 62 ที่นั่งในสภา Knesset ได้แจ้งไปยังประธานาธิบดีว่าจะขอตั้งรัฐบาลเอง เพราะพรรคเล็กๆ ของตนมีคะแนนเสียงเกินครึ่งแล้ว และหัวหน้าพรรคเล็กเหล่านี้ 2 พรรค จะสลับกันเป็นนายกรัฐมนตรีคนละ 2 ปี

การปกครองระบอบประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภา เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (Knesset) ทำได้ โดยพรรคเล็กๆ เหล่านี้ ก็เป็นทั้งฝ่ายกลาง ฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย และมีแนวนโยบายไม่เหมือนกันเลย

มีเหมือนกันอย่างเดียว คือความต้องการโค่นล้มรัฐบาล เพื่อพรรคพวกของตนเองจะได้เข้าไปใช้อำนาจบริหารบ้าง

ถึงบ้านเมืองจะอยู่ในระหว่างสงครามกับกลุ่มอาหรับหัวรุนแรงในฉนวนกาซา บ้านเมืองถูกถล่มพัง ผู้คนล้มตายกันทั้งสองฝ่าย นักการเมืองฝ่ายค้านก็ไม่สนใจขอให้ได้โค่นล้มรัฐบาลได้ก็พอ

เหมือนกับประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไหม ไม่ว่าเศรษฐกิจจะหยุดชะงักเพียงใด ประชาชนจะเดือดร้อนไม่มีจะกินกี่ล้านคน โรคภัยกำลังระบาดอย่างรุนแรง นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลก็จะไม่สนใจ ขอมุ่งไปที่การล้มล้างรัฐบาลอย่างเดียว ตามที่รัฐธรรมนูญของประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเปิดช่องไว้ให้

นี่คือสภาพของประเทศที่ใช้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) จะต้องประสบ

– ไม่ว่าจะเป็นประเทศอิสราเอลในปัจจุบันนี้ ซึ่งยังมีพรรคเล็กพรรคน้อยจำนวนมาก และนายเนทันยาฮูเองก็ต้องรวบรวมเป็นรัฐบาลผสมถึง 5 พรรค

– หรือประเทศฝรั่งเศสในอดีต ก่อนสมัยนายพลเดอโกลเข้ามาแก้ไข สมัยสาธารณรัฐที่ 4 ซึ่งมีพรรคการเมืองถึง 22 พรรค เปลี่ยนเป็นแบบกึ่งประธานาธิบดี (Semi – Presidential Democracy) ของสาธารณรัฐที่ 5 ซึ่งมีทั้งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี

– หรือประเทศในเอเชียอาคเนย์ประเทศหนึ่ง ที่ท่านผู้อ่านทุกคนรู้จักกันดี ที่ล้มลุกคลุกคลานกับการมีพรรคการเมืองมากมาย วุ่นวายอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาล วุ่นวายอยู่กับความพยายามล้มรัฐบาลให้ได้ของฝ่ายตรงข้าม

________________________________

เพื่อให้ง่ายขึ้นคงจะสรุปได้ว่า ขณะนี้อิสราเอลและไทยอยู่ในสภาพเดียวกัน คืออยู่ในสภาพสงคราม ต้องการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติเพื่อต่อสู้กับปฏิปักษ์หรือคู่กรณี

อิสราเอล ต้องสู้กับฮามาสแห่งฉนวนกาซาและประเทศอาหรับอีกมากมายที่เป็นศัตรูกับอิสราเอล

ไทย ต้องต่อสู้กับภัยทางโรคติดต่อโควิด-19 และภัยทางเศรษฐกิจ

ทั้งสองประเทศก็อยู่ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เช่นเดียวกัน

อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

ซึ่งมีอยู่ 3 อำนาจ ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ อำนาจบริหาร

แต่คนที่เป็น สส. มาใช้อำนาจถึงสองอำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร

________________________________

ถ้าเรามาดูถึงที่มาของอำนาจทั้งสามแล้วจะเห็นได้ชัดว่าอะไรเป็นเหตุให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ อะไรเป็นเหตุให้มีคอร์รัปชั่นมากมาย และผู้คนเห็นแก่เงินและผลประโยชน์มากกว่าคุณธรรม

อำนาจนิติบัญญัติ ที่มาของผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนปวงชนชาวไทย ก็ได้แก่ ผู้เลือกตั้ง, สส., ซึ่งได้แก่ประชาชนคนไทยทุกคน ที่มีคุณลักษณะตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทุกคนเป็นผู้เลือกตั้ง สส. ผู้จะมาใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนเรา

อำนาจตุลากร ที่มาของผู้ใช้อำนาจตุลาการแทนปวงชนชาวไทย ก็ได้แก่ ผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด เช่น จบการศึกษากฎหมาย จบเนติบัณฑิตยสภา ผ่านการงานและการสอบหรือการคัดเลือกเป็นตุลาการของศาล ผ่านการอบรมของแต่ละศาล ผ่านการกลั่นกรองอีกมากมายหลายขั้นตอน กว่าจะมาเป็นคณะกรรมการตุลาการของแต่ละศาลได้

อำนาจบริหาร ที่มาของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทยตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของตะวันตก แทนที่จะหานักบริหารมืออาชีพมาบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้า กลับสรุปเอาง่ายๆ ว่า ให้นายกรัฐมนตรี หรือหัวหน้าฝ่ายบริหาร มาจาก สส.หรือผู้ที่ สส.เสียงข้างมากเสนอมา

สรุปแล้ว ที่มาของผู้ใช้อำนาจบริหาร หรือผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ก็คือ สส.นี่แหละ (ทั้งๆ ที่เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติอยู่แล้ว)

________________________________

แล้วอิสราเอลจะสู้ศึกภายในและภายนอกอย่างไรก็คงจะไม่ใช่เรื่องของเรา เราก็คงจะได้คอยดูอยู่ด้วยความเป็นห่วงและยังหาทางแก้ไม่ได้

ส่วนประเทศไทย ยังมองปัญหาไม่ออก ว่าอยู่ที่ไหน และยังหาทางแก้ไขไม่ได้

จึงมัวงมงายอยู่กับการแก้แบบเก่าๆ คือ

– ทหารต้องลงมาตั้งพรรคการเมืองเสียเอง

– และเล่นการเมืองแบบน้ำเน่า ไปกับนักการเมืองรุ่นเก่าเองด้วย

– และก็อาจจะสนุกอยู่กับธุรกิจการเมือง หาเงินมาซื้อเสียง สส. หาเงินมาสร้าง “มุ้งการเมือง”

– แต่งตั้งนักการเมืองที่มีความชำนาญในการคุมเสียงด้วยเงิน อิทธิพล มาดูแล สส.ในพรรค

– แบ่งปันที่นั่งใน ครม.แบบ “แบ่งสัน ปันส่วน” และจะส่งใครก็ได้มาเป็นรัฐมนตรี (เสาไฟฟ้าเสือ, สิงห์, กระทิง, แรด)

พอเกิดศึกภายในขึ้นมา ในขณะที่กำลังต่อสู้กับศึกภายนอก (โควิด-19, ภัยเศรษฐกิจ, ภัยจากมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ ฯลฯ) ฝ่ายค้านก็หาทางโจมตี โค่นล้มรัฐบาล

รัฐบาลก็ได้แต่คิดว่า จะยุบสภาดีไหม

จะเปลี่ยนแปลงโยกย้ายตำแหน่งที่แจกจ่ายพรรคร่วม(Reshuffle) ดีไหม

หรือไม่ก็ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสียเลย โดยมัวแต่คิดเรื่องที่ไม่ได้แก้ตัวปัญหาของชาติโดยตรง ซึ่งได้แก่ที่มาของผู้ใช้อำนาจบริหาร แต่กลับไปคิดเรื่องที่มิใช่ตัวปัญหา เช่น

– บัตรเลือกตั้งใบเดียวหรือสองใบ

– รวมเขตหรือแยกเขต

– สว. ควรเป็นผู้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่

ไม่เห็นมีใครมาคิดบ้างว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร จะได้ระบอบที่รัฐบาลมีเสถียรภาพ ได้คนดีๆ มีความสามารถมาเป็นประมุขของฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) แก้ไขปัญหาการใช้เงินและตำแหน่ง เป็นการดึงดูดให้พรรคอื่นเข้ามาร่วมรัฐบาล

นี่แหละ จึงเป็นที่มาของหัวเรื่องบทความนี้ ว่า

อิสราเอลและไทย ใครจะพ่ายศึกก่อนกัน

หมายเหตุ จนถึงวันที่ตีพิมพ์ ศึกภายในของอิสราเอลก็จบยกแรกไปแล้ว ฝ่ายค้าน 8 พรรคที่เข้ามาเป็นรัฐบาล ที่ยังไม่รู้ว่าจะแบ่งประโยชน์กันลงตัวไหมส่วนศึกภายนอกกับกลุ่มฮามาสก็คงจะต้องรอดูกันต่อไปด้วยใจระทึก

ส่วนของไทย ศึกภายนอก (โควิด-19, ภัยเศรษฐกิจ ฯลฯ) ก็ดำเนินต่อไปอย่างขะมักเขม้น ส่วนศึกภายในนั้นก็รอจะปะทุอยู่ เพราะคณะทหาร (หรือ คสช.เดิม) ไม่ได้นำข้อคิดจาก คุณอัมรินทร์ คอมันตร์ กูรูด้านธุรกิจและการเมือง ที่ฝากคำเตือนไว้ล่วงหน้าแล้ว ในบทสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์ไว้ในกรุงเทพธุรกิจเมื่อวันพุธที่ 2 ก.ค.2557 ว่า “ต้องเข้าใจว่าความสามารถของทหารมีข้อจำกัด เพราะเขาประกอบอาชีพทหาร สังคมค่อนข้างแคบ ต้องอยู่ในระเบียบวินัย แต่ทหารมีคุณลักษณะพิเศษที่สืบทอดกันมา นั่นคือการรู้จักเลือกใช้คน และเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นทหารอาชีพ จะมีคุณลักษณะพิเศษนี้เช่นเดียวกัน แต่ก็ยังอยากเตือนว่า ควรระวังโจรเก่าๆ ที่ใส่หน้ากากใหม่ เป็นโจรที่เคยรับใช้นักการเมืองบ่อนทำลายประเทศ อย่าปล่อยให้เข้ามาเกี่ยวข้องในการบริหารบ้านเมืองในปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นชื่อเสียงของทหารจะต้องพังหมดอย่างแน่นอน”

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : คุณภาพการศึกษาของไทย #SootinClaimon.Com

Posted on June 12, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/579648

บทความพิเศษ : คุณภาพการศึกษาของไทย

บทความพิเศษ : คุณภาพการศึกษาของไทย

วันเสาร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตัวชี้วัดที่สำคัญตัวหนึ่งของความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ ความเจริญทางเศรษฐกิจ ที่มีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าประมาณ 15,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 500,000 บาทต่อคนต่อปี

ประเทศที่พัฒนาแล้วรวมตัวกันเป็นกลุ่ม OECD(Organization for Economic Cooperation and Development) หรือองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

กลุ่ม OECD ได้ร่วมกันประเมินสมรรถนะของประชากรของประเทศสมาชิก ด้วยการประเมินการรู้เรื่องคณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy) และการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) ของนักเรียนอายุ 15 ปี ที่ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3)

นอกจากนี้ ยังมีการประเมินการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) หรือการอ่านแล้วรู้เรื่อง เพื่อประเมินสมรรถนะในการสื่อสารของประชากรอีกด้วย

ด้วยการรู้เรื่องคณิตศาสตร์ การรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ และการอ่านรู้เรื่อง ของประชากร มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ กลุ่ม OECD จึงทำระบบการประเมินใน 3 เรื่องดังกล่าวขึ้นมา เรียกว่า Programme for International Student Assessment ที่รู้จักกันดีในชื่อ PISA

การประเมิน PISA จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2000 หรือ พ.ศ.2543 และมีจัดการประเมินทุกๆ 3 ปี ต่อมาจนถึงทุกวันนี้

การประเมินในแต่ละครั้ง มีชื่อย่อว่า PISA2000 PISA2003 PISA2006 PISA2009 PISA2012 PISA2015 และครั้งหลังสุด PISA2018 ในปี 2561

ในปัจจุบัน นานาชาติได้ใช้คะแนนเฉลี่ย PISA เป็น “ตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษา” ของประเทศนั้นๆ

สำหรับการประเมินในครั้งต่อไป ที่ควรจะมีขึ้นในปีนี้ 2564 แต่ได้มีการเลื่อนออกไปอีก 1 ปี เป็น PISA2022 ในปี 2565 จากการระบาดใหญ่ทั่วโลกของไวรัสโควิด-19

ประเทศไทย ได้มีความเข้าใจดี ว่าสมรรถนะที่ดีของประชากรด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพสูงขึ้นในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

จึงได้ตั้ง สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ขึ้นในปี 2513 เพื่อส่งเสริมการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ในโรงเรียนทั่วประเทศ

หลังจากนั้นอีกประมาณ 30 ปี ได้มีการตั้งโรงเรียนเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นจำนวนหนึ่ง เพื่อเน้นให้การศึกษานักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

ประเทศไทยได้ขอเข้าร่วมประเมินคุณภาพการศึกษากับ PISA ตั้งแต่การประเมินครั้งแรก หรือ PISA2000 และผลคะแนนเฉลี่ยการประเมิน PISA ของประเทศไทย ได้อยู่ในอันดับที่ต่ำมาก อยู่ท้ายๆ ของประเทศที่เข้าร่วมประเมินทุกครั้ง ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้

การประเมินของ PISA ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโรงเรียนและนักเรียนในอัตราส่วนประมาณ 1 ต่อ 100 หรือ 1 แห่ง ในจำนวนโรงเรียนประมาณ 100 แห่ง

เมื่อไม่มีการกำหนดว่าโรงเรียนใดจะถูกประเมิน PISA โรงเรียนต่างๆ ของไทย จึงไม่ได้มีการเตรียมตัวนักเรียนให้มีความคุ้นเคยกับแนวข้อสอบเก่าๆ ของ PISA ไว้ก่อน แต่เมื่อโรงเรียนรู้ตัวว่าจะถูกสุ่มประเมิน ก็เหลือเวลาเพียงประมาณ 2 เดือนเท่านั้น ก่อนการประเมิน นักเรียนจึงไม่คุ้นเคยกับแนวข้อสอบ PISA

สสวท. เป็นผู้ดำเนินการสุ่มโรงเรียนและนักเรียน แล้วดำเนินการประเมินโดยตรงกับแต่ละโรงเรียน โดยไม่ได้ติดต่อผ่านหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลโรงเรียน เช่น เขตพื้นที่การศึกษา จึงทำให้ผลการประเมินของ PISA ไม่มีความสำคัญต่อการประเมินคุณภาพและผลการปฏิบัติงานของโรงเรียน โรงเรียนต่างๆ จึงไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร

ผลคะแนนเฉลี่ยการประเมิน PISA ของประเทศไทย อยู่ในระดับต่ำมากของโลก ตลอดมา และได้มีรายงานวิเคราะห์สาเหตุทุกครั้ง ว่าเป็นเพราะว่านักเรียนไทย ไม่มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ จึงทำข้อสอบของ PISA ได้คะแนนไม่ดี

ประเทศไทยได้มีการใช้งบประมาณในการปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนการสอนครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อจะให้คะแนนเฉลี่ย PISA สูงขึ้น แต่ก็ยังไม่มีผลปรากฏให้เห็นว่าคะแนนเฉลี่ย PISA ของนักเรียนไทยดีขึ้นเลย

จากการติดตามวิเคราะห์ในเรื่องนี้ มีความเห็นว่า ถ้าให้ทุกโรงเรียนได้เตรียมตัวนักเรียนให้คุ้นเคยกับแนวข้อสอบเก่าๆ ของ PISA ล่วงหน้านานพอสมควร เมื่อโรงเรียนถูกสุ่ม นักเรียนก็มีความคุ้นเคยกับแนวข้อสอบกันมาแล้ว ก็จะมีโอกาสสอบได้คะแนนดีขึ้นกว่าเมื่อไม่คุ้นเคยกับแนวข้อสอบมาก่อน

การดำเนินการดังกล่าวควบคู่ไปกับการปรับปรุงการเรียนการสอนในแนวทางการประเมินของ PISA ก็จะทำให้ประเทศไทยมีโอกาสได้คะแนน PISA ของนักเรียนไทยสูงขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมาก

ประสบการณ์จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์ของไทย ที่ได้มีการกำหนดให้ PISA ประเมินด้วยทุกครั้ง โรงเรียนวิทยาศาสตร์มีการฝึกฝนนักเรียนกันล่วงหน้า ให้มีความคุ้นเคยกับแนวข้อสอบเก่าๆ ของ PISA ได้ทำให้กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์ได้ผลคะแนนเฉลี่ย PISA สูงมาก อยู่ในระดับต้นๆ ของโลก ตลอดมาทุกครั้ง

ด้วยการรู้เรื่องคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เป็นตัวชี้วัดสมรรถนะที่สำคัญของประชากร สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ จึงสมควรอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องกำหนดให้โรงเรียนทั้งหมด มีการฝึกฝนนักเรียนให้คุ้นเคยกับแนวข้อสอบเก่าๆ ของ PISA กันอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพื่อให้นักเรียนไทยมีความพร้อมสำหรับการประเมินของ PISA เมื่อโรงเรียนถูกสุ่ม

ผลดีสำหรับประเทศไทย คือ จะทำให้คะแนนเฉลี่ย PISA ของประเทศไทยสูงขึ้น และจะทำให้ทุกโรงเรียนของประเทศไทย มีการตื่นตัว ขวนขวาย ในการพัฒนาการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

เมื่อผลคะแนนเฉลี่ย PISA สูงขึ้น จะทำให้นานาชาติเห็นว่า คุณภาพการศึกษาของไทยอยู่ในระดับเดียวกับนานาชาติ ที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าสมรรถนะของประชากรไทย มีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจ ไปสู่ความเป็นประเทศไทยที่พัฒนาแล้ว ตามวิสัยทัศน์ของประเทศ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54ได้กำหนด “ให้การจัดการศึกษามีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล” แต่ในความเป็นจริง ไม่มีหน่วยงานสากลใด ที่กำหนดตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาว่าได้มาตรฐานสากล

ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…… มาตรา 73ได้กำหนด “ให้การจัดการศึกษาได้มาตรฐานทัดเทียมนานาอารยประเทศ” ก็เช่นเดียวกัน ที่ในความเป็นจริงไม่มีตัวชี้วัดมาตรฐานของนานาอารยประเทศ นอกจาก “ตัวชี้วัด PISA” ของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งล้วนเป็นอารยประเทศ

ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการ ต้องกำหนดให้ทุกโรงเรียนฝึกฝนให้นักเรียนคุ้นเคยกับแนวข้อสอบของ PISA เพื่อให้การจัดการศึกษาของไทยได้มาตรฐานทัดเทียมนานาอารยประเทศ

ส่วนที่ประเทศไทย จะมีตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาให้นักเรียนมีคุณลักษณะตามความต้องการเฉพาะของประเทศไทย ก็สามารถกำหนดเพิ่มเติมจากมาตรฐานของนานาอารยประเทศได้

การประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับชาติ ตามมาตรา 66 ของ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. จึงควรมี ทั้งตัวชี้วัดของนานาอารยประเทศ และตัวชี้วัดเฉพาะของประเทศไทย

โกศล เพ็ชร์สุวรรณ์

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ปัจจัยในการดำรง ‘ชาติ’ (วัฒนธรรมอีกที) #SootinClaimon.Com

Posted on June 12, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/579414

บทความพิเศษ : ปัจจัยในการดำรง ‘ชาติ’  (วัฒนธรรมอีกที)

บทความพิเศษ : ปัจจัยในการดำรง ‘ชาติ’ (วัฒนธรรมอีกที)

วันเสาร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้กล่าวถึงการบูรณะภูเขาจำลอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถานอดีตประธานาธิบดีของเวียดนาม “โฮจิมินห์” อนุสรณ์สถานและภูเขาจำลองแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม นี่เอง

ต่อไปอนุสรณ์สถานนี้ก็คงจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับชาวเวียดนามจากฮานอยจรด โฮจิมินห์ซิตี้ ลงไปถึงแหลมก่ามาว (แหลมญวน) จากเหนือจรดใต้ความยาวกว่า 2,000 กม. จะต้องเดินทางมาคารวะ วีรบุรุษของชาติเวียดนาม ณ จังหวัดนครพนม

คล้ายกับที่ชาวพุทธจำนวนมาก ต้องเดินทางไปสักการะเวชนียสถาน 4 แห่งในอินเดียและเนปาล

แม้แต่นักท่องเที่ยวคนไทย ซึ่งสามารถตระเวนเลาะฝั่งโขงตั้งแต่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ลงไปถึงอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ระยะทางไม่ต่ำ กว่า 1,000 กม. ก็น่าจะได้แวะชมอนุสรณ์สถานแห่งนี้ และนำมาวิเคราะห์พิจารณาว่า คนเวียดนามมีวัฒนธรรมที่เข้มแข็งเพียงใด (Strong Culture) จึงมีสมาคมชาวเวียดนามแห่งประเทศไทย และสมาคมไทย-เวียดนามในจังหวัดต่างๆ มีสมาชิกมากกว่าหนึ่งแสนคนเป็นศูนย์กลางให้สมาชิกสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของเวียดนาม และยังสั่งสอนให้สมาชิกประกอบสัมมาชีพอย่างซื่อสัตย์สุจริต เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศไทย ปฏิบัติตามกฎหมาย จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตอบแทนบุญคุณแก่ประเทศไทยที่ให้พำนักอาศัย หรือเป็นมาตุภูมิของคนไทยเชื้อสายเวียดนามรุ่นต่อๆ ไป

เรื่องเช่นนี้มิใช่เรื่องใหม่ เป็นมานับร้อยปีแล้ว คนจีน คนฝรั่ง คนอิหร่าน คนศรีลังกา คนอินเดีย ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในประเทศไทย ก็ต้องพยายามรักษาวัฒนธรรมของตนไว้ก่อน เป็นของธรรมดาและตามธรรมชาติ ต่อเมื่ออยู่ไปนานๆ ก็ค่อยๆ รับวัฒนธรรมของดินแดนที่ตนมาพำนักอาศัย จนเป็นมาตุภูมิของลูกหลานของตน และรับราชการสนองพระเดชพระคุณพระมหากษัตริย์และผืนดินเกิด จนได้เป็น อัครมหาเสนาบดี นายกรัฐมนตรี องคมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภา ผู้พิพากษาศาลสูง ตลอดจน เป็นอธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัดกันมากมาย จนกลายมาเป็นชนชาติไทย 100 เปอร์เซ็นต์กันแทบทั้งนั้น

แล้วทำไมเราจะไม่มีบุคคลสำคัญของประเทศ ที่เป็นคนไทยเชื้อสายเวียดนามบ้างในอนาคต

จากการวิเคราะห์ จะเห็นได้ว่า ผู้คนที่อพยพมาจากดินแดนอื่น เมื่อเข้ามาพำนักอาศัยอยู่ ในประเทศไทยนานๆ ก็จะกลายเป็นคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์ ที่รักและทดแทนคุณแผ่นดินเกิดมาโดยตลอด ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมไทยในอดีตถือเป็นวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง (Strong Culture) มีการสืบสาน บำรุงรักษา และพัฒนาให้ก้าวหน้ามาโดยตลอด โดยพระบูรพกษัตริย์ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นด้าน การแต่งกาย ภาษาที่งดงามไพเราะ ประเพณีต่างๆ ที่สืบสานกันมา ความกตัญญูกตเวที ความมีระเบียบวินัย ความซื่อสัตย์สุจริต ความเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและเพื่อประเทศชาติ

ผู้คนที่อพยพมาจากดินแดนอื่น ซึ่งมีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง จึงสามารถยอมรับให้มากลมกลืน (Assimilation) กับวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนได้ และกลายมาเป็นชนชาติไทย (เชื้อสายต่างๆ) ได้อย่างสนิทสนมกลมกลืน

แต่ในยุคปัจจุบัน หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ.2475 วัฒนธรรมอันดีงามของชนชาติไทยในอดีตค่อยๆ เสื่อมถอยไป ผู้คนมักจะเห็นแก่ประโยชน์ของตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ความซื่อสัตย์สุจริตลดน้อยลง การทุจริตคอร์รัปชั่นเจริญงอกงามขึ้น จริยธรรมและคุณธรรมลดน้อยลง การเล่นพรรคเล่นพวกมีมากขึ้น

อดีตนายกรัฐมนตรีผู้มีชื่อเสียงของสิงคโปร์ ลี กวน ยู เคยปลุกใจชาวสิงคโปร์ว่า หากมีวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น พวกท่านทั้งหลายจะต้องตกมาจากตึกระฟ้าอย่างรุนแรง (Hard landing) ส่วนคนไทยนั้นถึงแม้จะมีวัฒนธรรมที่อ่อนแอ (Soft Culture) แรงตกตึกของเขาก็จะเป็นแค่เบาะ ๆ (Soft landing) เพราะเขามี ไร่นา ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นทุนสำรองอยู่

ขนาดผู้นำของประเทศเพื่อนบ้าน ยังมองเห็นว่าในยุคประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Paliamentarian Democracy) ของไทย วัฒนธรรมของเรากลายเป็นวัฒนธรรมที่อ่อนแอ (Soft Culture) แล้วผู้นำ ของไทยนักการเมือง ผู้ใช้อำนาจบริหาร (คณะรัฐมนตรี), ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ (สส., สว.) และผู้ใช้อำนาจตุลาการ (ผู้กำกับด้านความยุติธรรม) แทนปวงชนชาวไทยจะไม่มองเห็นบ้างหรือไร จะไม่หาทางแก้ไขหรือ

สิ่งใดที่เข้มแข็งกว่า (Stronger) ก็ต้องเข้ามาครอบงำสิ่งที่อ่อนแอกว่า (Softer) อย่างแน่นอน ไม่ว่าเศรษฐกิจของประเทศ เศรษฐกิจครัวเรือนของประชาชนและวัฒนธรรมของชาติ

ไม่ใช่ ลี กวน ยู แห่งสิงคโปร์ ที่ทั่วโลกยอมรับนับถือเพียงคนเดียว ที่เห็นว่าในปัจจุบันไทย มีวัฒนธรรมที่อ่อนแอ (Soft Culture) คนต่างชาติอื่นอีกหลายคนก็ได้วิพากษ์วิจารณ์ไว้อย่างน่าฟัง ไม่ว่าจะเป็นอดีต เอกอัครราชทูตจีนในประเทศไทยท่านหนึ่ง (คนที่พูดภาษาไทยได้ชัดเจน) หรือหัวหน้าสำนักงานการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น เมื่อกลับไปจีนและญี่ปุ่น ก็ได้เขียนรายงานสรุปสภาพทางวัฒนธรรมของไทย ก็ล้วนแต่เห็นว่าวัฒนธรรม ศีลธรรม ของชนชาติไทยเสื่อมโทรมไปอย่างไรบทความนี้เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะได้เคยพบเห็นมาแล้ว เพราะมีการเผยแพร่ไปแล้วอย่างกว้างขวางมาก

นอกจากนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมของเราในรอบ 2-3 ปีที่แล้ว ก็อื้อฉาวไปทั่วโลกอันแสดงถึงอำนาจเงินเป็นใหญ่ สามารถทำให้ผู้ผิดพ้นผิดได้ เงินสามารถซื้ออะไรก็ได้ในประเทศไทย อำนาจสามารถเปลี่ยนความผิดเป็นความถูกได้ นี่คือสภาพของวัฒนธรรมที่อ่อนแอ ที่ชนชาติไทยกำลังประสบอยู่

ใครเล่าจะแก้ไขได้ ก็ต้องไล่มาตั้งแต่ต้นกระบวน อันได้แก่ ประมุขของอำนาจบริหารและคณะ ประมุขของอำนาจนิติบัญญัติและคณะ ประมุขของอำนาจตุลาการและคณะ เพราะท่านเหล่านี้เป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุดแทนปวงชนชาวไทย ตามระบอบประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภา (Paliamentarian Democracy)

ถัดมาก็ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทุกกระทรวง ทบวง กรม โดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัย และสถานศึกษาต่างๆ

รองลงมาอีกก็คือ หัวหน้าชุมชน หัวหน้าครอบครัว ที่จะต้องอบรมสั่งสอนลูกหลาน ให้สืบสานวัฒนธรรมที่ดีของไทยต่อไป จนกลับมาเป็นวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง (Strong Culture) ได้อีก

มิใช่ปล่อยให้วัฒนธรรมไทยต้องถดถอย อ่อนแอลงและสูญหายไป โดยมีวัฒนธรรมอื่นเข้ามาแทนที่แล้วชาติไทยจะดำรงอยู่ได้อย่างไรฤา

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,905,898 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
นายกฯ วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก วันจักรี
ไม่มีออมมือชำแหละนโยบายรัฐ อรรถกร ลั่น กล้าธรรม จัดเต็มฝ่ายค้าน
DBD ขนทัพ 40 แบรนด์ดัง บุกหาดใหญ่ สร้างเจ้าของกิจการ ฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้หลังอุทกภัย
ทรัมป์แถลงความคืบหน้าสงครามอิหร่าน ขู่ “จัดการอิหร่านได้ในคืนเดียว” กดดันเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
งัดพรก.กำหนดค่ากลั่น ติดดาบอนุทิน สั่งกบง.หั่นต้นทุนทิพย์
สุขสมรวย รมต.ป้ายแดง เข้าทำเนียบฯ ถือฤกษ์สะดวก พร้อมทำทุกหน้าที่หาก นายกฯ มอบหมาย
ตะลึงทั้งงาน! โอปอล สุชาตา งามดั่งนางในตำนาน กลางงานพนมรุ้ง
นายกฯอนุทินให้คำมั่น พาประเทศพ้นวิกฤตพลังงาน เดินหน้าคนละครึ่ง-สินเชื่อเกษตรกร
รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน

Recent Posts

  • เนปาลสั่งฟ้อง 32 ราย “มาเฟียกู้ภัยหิมาลัย” วางยา นนท. หวังเงินประกันกว่า 600 ล้าน
  • “เจิ้ง ลี่เหวิน” ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีนในรอบ 10 ปี ชูภารกิจสร้างสันติภาพ
  • จับตา UNSC เตรียมถกมติคุ้มครองเรือสินค้า “ช่องแคบฮอร์มุซ”
  • ผลสำรวจชี้ อาเซียนเอนเอียง “จีน” มากกว่าสหรัฐฯ แบบเฉียดฉิว หากถูกบังคับเลือกข้าง
  • บังกลาเทศเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉิน หลังหัดระบาด ดับกว่า 100 รายในเดือนเดียว

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d