Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: บทความพิเศษ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

บทความพิเศษ : เสี้ยนหนามแผ่นดินและศัตรูประชาชน #SootinClaimon.Com

Posted on February 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/549667

บทความพิเศษ : เสี้ยนหนามแผ่นดินและศัตรูประชาชน

บทความพิเศษ : เสี้ยนหนามแผ่นดินและศัตรูประชาชน

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยกว่าจะเป็นประเทศไทยที่เจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้าทันโลกทันสมัยมาถึงยุคปัจจุบัน ชาติไทยของเรามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับพันปี จึงมีเมืองไทยอย่างที่เห็นในวันนี้

นับเอาจากยุคอาณาจักรสุโขทัย ที่เริ่มจากเมืองสุโขทัย พื้นที่ภาคกลางตอนบนของไทย ก็มีอายุราว 215 ปี แล้ว คือราว พ.ศ.1792-2006 โดยสุโขทัยถือเป็นรัฐในอดีตรัฐหนึ่ง บนที่ราบลุ่มแม่น้ำยม มีพ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมือง ได้ร่วมกันสถาปนาอำนาจการปกครอง ทำให้สุโขทัยเป็นรัฐเอกราช ปกครองบ้านเมืองจนอาณาจักรสุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ และเจริญถึงจุดสูงสุดในยุคสมัยของพ่อขุนรามคำแหง ก่อนจะตกต่ำและประสบปัญหา จนถูกรวมมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาในที่สุด

เข้าสู่ยุคของอาณาจักรอยุธยา ถือเป็นอาณาจักรของชนชาติไทยที่เข้มแข็งยิ่งใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วง พ.ศ.1893-2310 โดยมีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจและเป็นราชธานี เป็นราชอาณาจักรที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายชาติ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น เปอร์เซีย และชาติตะวันตก เช่น โปรตุเกส สเปน ฮอลันดา(เนเธอร์แลนด์) อังกฤษ ฝรั่งเศส ความเข้มแข็งยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอยุธยา ยังเคยสามารถขยายอาณาเขตประเทศราช ไปจนถึงรัฐฉานของพม่า อาณาจักรล้านนา มณฑลยูนนาน อาณาจักรล้านช้าง(ลาว) อาณาจักรขอม (กัมพูชา) และคาบสมุทรมลายู เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของสุโขทัยและอยุธยา มีประวัติศาสตร์ทางการเมือง การปกครองที่น่าศึกษามากมาย คนไทยที่อยากรู้รากเหง้าประเทศของตนที่ยังไม่รู้หรือไม่สำนึก จึงควรศึกษาอย่างยิ่ง

ถึงยุคปัจจุบัน คือ อาณาจักรรัตนโกสินทร์ ถือเป็นราชอาณาจักรที่สี่ในประวัติศาสตร์ไทย โดยเริ่มย้ายเมืองหลวงมาจากกรุงธนบุรี มายังกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 ราชอาณาจักรไทย ยุครัตนโกสินทร์ จึงได้กำเนิดขึ้นและเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาถึง 239 ปี และถ้านับเอาจากสุโขทัยมาถึงปัจจุบัน ก็เป็นเวลาถึง 772 ปี ถ้านับย้อนกลับไปก่อนยุคสุโขทัย กว่าจะรวมเลือดเนื้อเป็นประเทศไทย แผ่นดินนี้ก็มีประวัติศาสตร์มานับพันปี กว่าจะเป็นประเทศไทย

ความเป็นประเทศไทย ที่มีประวัติศาสตร์ชาติมีภาษา วัฒนธรรมและประเพณีการปกครอง ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ มีความเป็นเอกราช โดยไม่เคยตกเป็นชาติอาณานิคม ของประเทศมหาอำนาจนักล่าอาณานิคมของชาติใด เพียงประเทศเดียวในเอเชีย ทำให้ความเป็นชาติไทยเป็นประเทศที่มีเกียรติภูมิและประวัติศาสตร์ที่ชนชาติไทยภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย และควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของบูรพมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์

ปัจจุบันการที่ประเทศไทยมีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงเป็นรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมและสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติไทย เพราะแผ่นดินไทยที่ได้รวมกันเป็นชาติไทยมาได้ในปัจจุบัน ก็ด้วยพระปรีชาสามารถของบูรพมหากษัตริย์ของไทยทุกพระองค์ ที่ได้ต่อสู้และเสียสละชีวิตเลือดเนื้อเป็นราชพลี เพื่อปกป้องรักษาแผ่นดินไทยด้วยความสามารถนั่นเอง จึงเหลือแผ่นดินนี้ไว้ให้ลูกหลานไทย ทุกคนที่เป็นคนไทยทั้งชีวิตเลือดเนื้อและกายใจ จึงต้องควรมีความสำนึกในสิ่งนี้ในทุกๆ คน

ที่ยกเอาเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นชาติไทยมากล่าว ก็เพราะปัจจุบันมีคนไทยส่วนน้อยจำนวนหนึ่งอ้างตนเป็นคนรุ่นใหม่ อยากเข้ามามีอำนาจทางการเมือง คิดการใหญ่อยากเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเมือง การปกครองประเทศไทยไปสู่ระบอบที่ประชาชนไม่พึงปรารถนา สุ่มเสี่ยงที่จะนำพาบ้านเมืองไปสู่ความหายนะ เพราะพวกเขาเอาแนวคิดจำขี้ปากมาจากพวกผู้ใหญ่หัวหงอก หัวขาว ประเภทบ่างช่างยุโดยพวกเขาเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นผิดเป็นชอบ โดยไม่มีแนวคิดใดใหม่หรือสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า จึงทำทุกอย่างที่สวนทางกลับความคิดและความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ ทำทุกอย่างเพื่อทำลายความรักความศรัทธาของประชาชน โดยที่พวกเขาไม่เคยเสนอแนวคิดหรือนโยบายทางการเมืองใดๆ ที่เป็นการสร้างสรรค์หรือเป็นทางออกที่ดีแก่บ้านเมือง ทั้งพฤติกรรมส่วนตนก็มิได้ปฏิบัติหรือประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและแผ่นดินเกิดของตนแต่อย่างใดแต่ละวันพวกเขาคิดได้อย่างเดียวว่า จะหาเรื่องด่าและโจมตีสถาบัน พระมหากษัตริย์ของไทย ที่มีบุญคุณท่วมหัวพวกเขาอย่างไร โดยไร้สำนึกเท่านั้นเอง ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังพยายามเหยียบย่ำ ด้อยค่าประเทศของตน หลงไปชื่นชมประเทศมหาอำนาจ ชาติตะวันตกที่เคยรุกรานยึดครองแผ่นดินไทย พวกเขาทำตนเป็นพวกชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน ทำตนเป็นปฏิปักษ์กับคนไทยร่วมชาติ

พฤติกรรมและการกระทำของบุคคลในลักษณะเช่นนี้ประวัติศาสตร์ไทยหรือประวัติศาสตร์โลก เขาเรียกว่า “เสี้ยนหนามแผ่นดิน”หรือปฏิปักษ์ต่อรัฐ (Enemy of the state) พวกนี้คิดเพียงแก่งแย่งอำนาจทางการเมือง โดยก่ออันตรายต่อประเทศชาติและประชาชน ขอเพียงให้ได้อำนาจ ประเทศจะล่มสลาย ประชาชนจะล้มตายอย่างไร พวกมันก็จะทำ โดยมิได้คำนึงผิดชอบชั่วดี

พฤติกรรมดังกล่าว มักจะมาพร้อมกับการเป็น“ศัตรูประชาชน” หรือ public enemy หรือ enemy of the people พวกนี้มักจะสร้างความเสียหายด้วยการแสดงตนเป็นศัตรูกับรูปแบบทางสังคมมทั้งหมด อะไรในประเทศตนแย่ เลวไปหมดทุกอย่าง ประชาชนที่อยู่กับระบอบนั้นๆ ก็โง่งมงายไปหมดทุกคน มีพวกเขาฉลาดเก่งรู้ดีแต่เพียงผู้เดียว อะไรที่ประชาชนเคารพศรัทธา พวกเขาก็จะกล่าวหาว่างมงาย ถูกหลอกให้เชื่อ โดยพวกเขาไม่เคยเคารพประชาชน

ประเทศใดมีคนประเภทนี้คือพวก “เสี้ยนหนามแผ่นดิน” และ “ศัตรูประชาชน” อยู่ในสังคมไม่ว่าจะมากหรือน้อย ทุกประเทศทั่วโลกล้วนใช้อำนาจรีบกำจัดทั้งสิ้น ไม่มีประเทศใดปล่อยให้คนจำพวกนี้ ขยายตัวเติบโตแม้แต่วินาที ดังคำกล่าวของ“วลาดีมีร์ เลนิน” บอกว่า “ผู้นำทุกคนในระบอบประชาธิปไตยแบบมีรัฐธรรมนูญ เป็นพรรคการเมืองซึ่งเต็มไปด้วยศัตรูของประชาชน ซึ่งการกระทำนั้นถือได้ว่าเป็นพวกนอกกฎหมาย และบุคคลพวกนี้สมควรถูกจับกุมและนำตัวมายังศาลปฏิวัติในทันที” เพราะทุกประเทศยึดหลักว่า ประเทศจะเข้มแข็ง อำนาจรัฐประชาชนจะมั่นคง ต้องกำจัดศัตรูประชาชนให้สิ้นซาก

ประเทศไทย มีพวกเสี้ยนหนามแผ่นดิน และศัตรูประชาชน เกิดขึ้นและมีอยู่เกลื่อนกลาดหลายคน หลายกลุ่ม เมื่อไหร่อำนาจรัฐไทยจะกวาดล้างพวกเหล่านี้ให้สิ้นซากไปจากแผ่นดินไทยเสียที เพราะประชาชนไทยทั้งหลาย เอือมระอาและหมดความอดทนกับคนเลวจำพวกนี้เต็มทน มันกร่างในแผ่นดินเหลือเกิน ท่านนายกฯได้ยินไหมครับ

ประพันธุ์ คูณมี

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : โควิดอุปถัมภ์ #SootinClaimon.Com

Posted on February 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/549707

บทความพิเศษ : โควิดอุปถัมภ์

บทความพิเศษ : โควิดอุปถัมภ์

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การระบาดของโควิดรอบใหม่ สะท้อนสังคมในระบบอุปถัมภ์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น นอกจากแรงงานรับจ้าง พ่อค้า แม่ขายรายเล็กรายน้อยที่ถูกผลกระทบ รายได้ตกต่ำ ขาดเงินออมต้องเรียกร้องให้รัฐแจกเงินเพื่อประทังชีวิตโดยเรียกว่าเงินเยียวยา

วิกฤติครั้งนี้ส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคาร บริษัทขนส่ง บริษัทนำเที่ยวเจ้าของสถานบริการ เป็นต้น ต่างเรียกร้องให้รัฐอุ้มชู เยียวยากันทั้งสิ้น

ไม่ต่างอะไรกับเมื่อคนไทย จำนวนมากไปไหว้พระสิ่งแรกของคำกล่าวในใจก็คือ “การขอ” ขอให้ผ่านพ้นปัญหา อุปสรรค ขอให้ร่ำรวย ขอให้ประสบความสำเร็จ เพราะคิดว่าพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้มีอำนาจสามารถดลบันดาลให้ได้ จึงหวังจะพึ่งพิงไม่คิดจะพึ่งตนเอง (ในความเป็นจริงการไปไหว้พระก็คือการไปน้อมรับการประพฤติปฏิบัติของพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง)

รัฐบาลจึงดูเสมือนเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ หรือมีความศักดิ์สิทธิ์ที่จะดลบันดาลอุปถัมภ์ค้ำชูผ่านกระบวนการที่เรียกว่าเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินหรือลดหย่อนภาษี

ในความเป็นจริง เงินหรือทรัพยากรที่ใช้ ต่างก็นำมาจากภาษีของประชาชนทั้งสิ้น ซึ่งหากรัฐหมดเงินก็ต้องขอยืมเงินมาใช้ ซึ่งประชาชนก็จะต้องเป็นผู้จ่ายคืนเงินยืม โดยเสียภาษีที่ต้องจ่ายในอนาคตเพิ่มมากขึ้น

การอุปถัมภ์ที่เรียกว่าเยียวยา อาจใช้ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อเป็นการสงเคราะห์ได้ในระยะสั้นๆ แล้วจะให้ดีต้องใช้จ่ายเงินเพื่อให้ผู้ได้รับสามารถช่วยตัวเองได้ในระยะยาว มิเช่นนั้นก็จะเป็นการตอกย้ำระบบอุปถัมภ์ของคนไทยที่คิดว่า รัฐบาลเป็นผู้มีอำนาจจะดลบันดาลให้ชีวิตของตนดีขึ้นหรือเลวลงได้

ทางเลือกที่รัฐบาลจะทำได้คือต้องรีบใช้เงินเพื่อสร้างงานสร้างโครงการเพื่อสร้างรายได้ เพราะนอกจากจะได้ผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอัน เช่น นำเงินไปปรับปรุงทางเท้า พัฒนาชายทะเลให้สะอาดสวยงาม ปลูกต้นไม้ขุดคลองพัฒนาแหล่งน้ำ แม้กระทั่งซ่อมแซม ปรับปรุงทาสีอาคาร สะพานและอื่นๆ

ผลผลิตของงานที่เกิดขึ้นจะต้องใช้วัสดุอุปกรณ์และงานที่มีการจ้างงานต่อๆ ไปหลายระลอก ดีกว่าการแจกเงินซึ่งเป็นการโอนเงินจากกระเป๋าของรัฐบาลไปยังกระเป๋าของประชาชน และยุยงให้ใช้ในการบริโภคมุ่งหวังให้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ส่งผลข้างเคียง คือ ประชาชนหวังจะพึ่งพิงในระบบอุปถัมภ์มากกว่าที่จะพึ่งตนเอง และอาจติดใจกับการบริโภคที่มากเกิน

การสร้างงาน สร้างโครงการ ผู้รับการช่วยเหลือจากการได้ทำงานจะภาคภูมิใจกับเงินที่ได้รับมากกว่า

หากรัฐบาลทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี จะอุ้มชูทุกภาคส่วนก็ทำไม่ได้ และต้องลำบากใจที่จะถูกกล่าวหาว่า เลือกปฏิบัติ

เมื่อโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้น ก็ต้องไม่ให้โรคอุบัติเก่า คือ ระบบอุปถัมภ์ที่ผู้คนหวังพึ่งพิงไม่พึ่งพาตนเองระบาดเพิ่มมากขึ้นไปด้วย

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : กัญชาทางการแพทย์ ความท้าทายของไทย #SootinClaimon.Com

Posted on January 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/547575

บทความพิเศษ : กัญชาทางการแพทย์  ความท้าทายของไทย

บทความพิเศษ : กัญชาทางการแพทย์ ความท้าทายของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับตั้งแต่การออก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ซึ่งนำไปสู่การนิรโทษกรรมผู้ครอบครองกัญชาตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข จนปัจจุบันมีการเปิดคลินิกกัญชาทางการแพทย์จำนวนมากในระบบแพทย์แผนปัจจุบัน แผนแพทย์ไทยและแพทย์ทางเลือก แต่ก็ยังมีผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์อีกไม่น้อยที่ยัง
ไม่ขึ้นทะเบียน จึงกลายเป็นคำถามว่า ปริมาณกัญชาที่ผลิตได้กับความต้องการใช้สอดคล้องกันหรือไม่? เพียงใด?

แต่ก่อนหน้านั้น ต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า “แล้วใครบ้างที่ใช้กัญชา?” ซึ่งจากการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพใน โครงการศึกษาสถานการณ์การใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย โดยศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และคณะนักวิจัย ร่วมกับ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) โดยการสนับสนุนของโดย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พบว่า 1.ภาพรวมของผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์ของไทยนั้น มีสัดส่วนเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงเล็กน้อย

2.ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุผู้ใหญ่ตอนปลาย (45-65 ปี) มีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 61 3.ราว 1 ใน 3 ของจำนวนผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป 3.ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเจ้าของกิจการ และรองลงมาคือรับราชการ 4.มีระยะเวลาในการใช้เฉลี่ย 10 เดือน 5.สำหรับกลุ่มอาการป่วยที่มีการใช้กัญชาทางการแพทย์มากที่สุด คือกลุ่มโรคมะเร็ง รองลงมา คือโรคของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก อาทิ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเข่า ปวดหลัง ปวดประจำเดือน ข้อเข่า ข้อสะโพกเสื่อม ออฟฟิศซินโดรมไมเกรน ไปจนถึง กระดูกทับเส้นประสาท

นอกจากนี้ ยังมีการใช้กัญชาในกลุ่มโรคทางจิตประสาทและกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มเติมอีกด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นการใช้กับลักษณะโรคกลุ่มใดก็ตาม ทุกคนต่างยอมรับว่ากัญชาช่วยให้มีอาการเจ็บป่วยของโรคดีขึ้น หรือดีขึ้นมากเสมอ 6.ผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์ส่วนใหญ่นั้น มักใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาในรูปแบบน้ำมันสกัดสำหรับกินหรือหยดใต้ลิ้น แต่มีบางส่วนที่ใช้ดอก ใบ ต้น รากกัญชาสดหรือแห้ง โดยไม่ผ่านการสกัดและแปรรูป รวมทั้งใช้ในรูปแบบขนมหรือชากัญชาร่วมอีกทางหนึ่ง

และ 7.ส่วนการเข้าถึงผลิตภัณฑ์กัญชานั้นมีหลากหลายตามแต่ภูมิภาคตั้งแต่การได้กัญชามาจากผู้ค้ายาในตลาดมืด ในภาคกลางและภาคใต้ได้จากแพทย์พื้นบ้านนอกระบบสาธารณสุข ได้ฟรีจากเพื่อนหรือญาติพี่น้องให้มาในภาคเหนือ หรือในพื้นที่อีสานมักได้จากแพทย์แผนปัจจุบันที่เปิดคลินิกส่วนตัวและให้บริการรักษาด้วยกัญชา ซึ่งข้อสังเกตสำคัญสำหรับเรื่องนี้ก็คือสัดส่วนของการได้รับกัญชาทางการแพทย์จากโรงพยาบาล หรือหน่วยงานในระบบสาธารณสุขอยู่ในระดับต่ำมาก

“ที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันดีว่า กัญชาเป็นสารเสพติดประเภทที่ 5 ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ทำให้การติดต่อสื่อสารของเครือข่ายการใช้กัญชาใต้ดินนั้นมักไม่เปิดเผยตัวตน แต่ก็มีการถ่ายทอดความรู้หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ผ่านตำรา การบอกต่อ รวมไปถึงการฝึกอบรมโดยใช้อุปกรณ์สื่อสารอย่างวิทยุ หรือกลุ่มไลน์” ขณะที่กัญชาที่ซื้อขายทั่วไปนั้น มักมาจากประเทศเพื่อนบ้านหรือในตลาดทั่วไป แต่ก็มีการปนเปื้อนของสารเคมี โดยเฉพาะสารกำจัดศัตรูพืช รวมถึงปัจจุบันมีการลักลอบปลูกกัญชาไว้ใช้เองเป็นจำนวนมาก

ถัดมาเป็นกลุ่มที่ครอบครอง ผลิต หรือแปรรูปกัญชา พบว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักธุรกิจหรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ดังนั้น กัญชาใต้ดินจึงเป็นการซื้อขายกันในเชิงพาณิชย์ มากกว่านำไปใช้เพื่อรักษาอาการป่วยเพียงอย่างเดียว แต่ถึงอย่างนั้น การเริ่มต้นของการเข้าไปใช้บริการกัญชาก็มักมีสาเหตุมาจากการเจ็บป่วยของตนเองเป็นหลัก สำหรับโอกาสและความท้าทายที่รออยู่ของกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่ากัญชาอยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่อดีต ผ่านการใช้กัญชาทางการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก

ในปี 2562 กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ร่วมกับ สภาการแพทย์แผนไทย ออกประกาศรับรองตำรับยาที่มีส่วนผสมของกัญชาจำนวน 16 ตำรับ ส่วนใหญ่ใช้รักษาเรื่องลม การนอนหลับ แก้ปวด รับประทานอาหารได้เน้นการส่งเสริมสุขภาพ ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันมีคลินิกกัญชาการแพทย์ให้บริการทั้งสิ้น 255 แห่งทั่วประเทศ แต่ในจำนวนนี้มีคลินิกกัญชาที่ให้มีบริการแต่ไม่มีผู้ป่วยเข้ามารับยาทั้งในรูปแบบยากัญชาแบบแพทย์แผนปัจจุบันหรือกัญชาแบบแพทย์แผนไทยมากถึง 134 แห่ง

ภาพสะท้อนเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทยในช่วงปีแรกของการประกาศใช้กัญชาทางการแพทย์แบบถูกกฎหมาย จากโครงการศึกษาสถานการณ์การใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทยนั้น จะเห็นได้ว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็ยังได้รับผลิตภัณฑ์กัญชาจากแหล่งนอกระบบสาธารณสุข และใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคหรืออาการเจ็บป่วยหลายชนิดที่อยู่นอกเหนือข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่มีหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนประสิทธิผล

นอกจากนี้ ผู้ใช้ส่วนใหญ่กลับมองเห็นเฉพาะด้านบวกของกัญชาและผลของการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค เนื่องจากประชาชนจำนวนมากใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคอยู่แล้ว ดังนั้น การช่วยให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ การเพิ่มการเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ในระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะ
จากคลินิกกัญชาทางการแพทย์ ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบันในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข และการทบทวนข้อบ่งชี้ของการสั่งใช้ยากัญชาให้ทันสมัยตามหลักฐานวิชาการ โดยคำนึงถึงความจำเป็นของผู้ป่วย

จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและเร่งด่วน รวมทั้งยังผูกโยงไปถึงความท้าทายทางนโยบายอันต่อเนื่องของประเทศไทย ในเรื่องกัญชาทางการแพทย์อีกด้วย!!!

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : เมื่อ ‘ธนาธร’ ขุดหลุมฝังศพตัวเอง #SootinClaimon.Com

Posted on January 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/547155

บทความพิเศษ : เมื่อ‘ธนาธร’ขุดหลุมฝังศพตัวเอง

บทความพิเศษ : เมื่อ‘ธนาธร’ขุดหลุมฝังศพตัวเอง

วันศุกร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อ่านข่าวกรณี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กลุ่มการเมืองที่เกิดขึ้น หลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊คไลน์คณะก้าวหน้า หัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน : ใครได้-ใครเสีย” ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องวัคซีนหลายประเด็น พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องรัฐบาลนำเงินภาษี ไปสนับสนุนบริษัทเอกชนรายเดียว เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตวัคซีน โดยมีประเด็นพาดพิงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีเนื้อหาอันเป็นเท็จ ซึ่ง

รายละเอียดมิอาจนำมากล่าวซ้ำได้อีก เพราะผู้เขียนก็อาจเข้าข่ายเผยแพร่ข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เสียเองได้

การออกมาไลน์สดทางเฟซบุ๊ค ของนายธนาธรดังกล่าว ได้ถูกตอบโต้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว ด้วยเหตุผลข้อเท็จจริงและหลักวิชาการ ไล่เลียงมาตั้งแต่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถึงขนาดระบุว่า “นายธนาธรบิดเบือนความจริง และไม่รู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ” ส่วนนายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ก็ออกมายืนยันว่า การจัดซื้อวัคซีนจาก แอสตราเซเนกา และสัญญาการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนให้ บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด มีความโปร่งใสและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน

นอกจากนี้ นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นสนับสนุน และให้กำลังใจแก่นพ.นคร เปรมศรี ส่วนนักวิชาการทางการแพทย์อื่นบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย ที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องวัคซีนเป็นอย่างดี ต่างออกมาให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ตอบโต้หักล้างสิ่งที่นายธนาธรพูด จนชัดแจ้งดั่งแสงตะวัน จนทำให้เห็นว่า การพูดและการแสดงความคิดเห็นของนายธนาธร เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และเป็นการเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งเป็นการหมิ่นประมาทดูหมิ่น ต่อพระมหากษัตริย์

ไม่มีใครเอาไมค์ไปจ่อปาก หรือไม่มีใครเอาปืนไปจี้หัวให้นายธนาธรพูด หรือไลฟ์สดแต่อย่างใดแต่นายธนาธรแกว่งปากรนหาที่เอง วิญญูชนที่ศึกษาและติดตามข่าวเรื่องนี้ ล้วนเข้าใจดีโดยทั่วกัน เรื่องนี้จะอ้างว่าถูกกลั่นแกล้ง เป็นเรื่องนิติสงคราม ถูกฝ่ายอำนาจรัฐใช้อำนาจหาเรื่องเล่นงานตน ก็คงยากที่จะร้องแรกแหกกะเชอ หรือจะใช้เป็นข้ออ้างไปปลุกระดมมวลชนมาปกป้องตนหรือแหกตาชาวโลก เพราะนายธนาธรแส่หาเรื่องเอง ก่อนพูดไม่ทำการบ้าน ไม่ศึกษาข้อมูลให้ดีแต่อวดรู้อวดเก่ง ลำพองตน สำคัญตนเองผิด สำนวนทางการเมืองกรณีนี้เขาเรียกว่า“ขุดหลุมฝังศพตัวเอง” ครับ และพฤติกรรมเช่นนี้ของนายธนาธร จึงเห็นผลทันตา ไม่ต้องรอชาติหน้า

เมื่อวานนี้ (20 ม.ค.) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพย์ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,นายทศพล เพ็งส้ม และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เข้าแจ้งความกับ พ.ต.อ.ทองศูนย์ อุ่นวงศ์ ผกก.กลุ่มงานสอบสวน บก.ปอท.ให้ดำเนินคดีกับนายธนาธรจึงรุ่งเรืองกิจ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จากกรณีการแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊คดังกล่าว จากนี้ไป นายธนาธร ก็เตรียมรอรับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวนได้เลย

นายธนาธร เข้าสู่การเมืองไม่นาน ได้สร้างวีรกรรมสะสมคดีให้กับตนเองไว้มากมายหลายคดี คดีเก่าก็ยังสะสางไม่จบ อยู่ดีๆ ก็แกว่งปากสร้างเรื่องเข้าคุกขึ้นมาอีกดูเหมือนตระกูลนี้ คงจะไปมีชีวิตความเป็นอยู่รวมกันในคุกพร้อมแม่ลูก เพราะทำแต่ละเรื่องพูดแต่ละอย่าง ล้วนหนีไม่พ้นในการสร้างปัญหาให้กับตนเองและครอบครัว

การก้าวสู่สนามทางการเมืองของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่กล้าหาญลงทุนสร้างพรรคการเมืองของตนเอง โดยพร้อมทุ่มเทเงินทองส่วนตัวให้พรรคกู้ยืมเป็นทุน วาดฝันไปไกลถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สร้างภาพเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงทางการเมืองปลุกเอาเยาวชนคนรุ่นใหม่มาเป็นนั่งร้านให้ตนเองเหยียบย่ำปีนป่าย เพื่อก้าวสู่อำนาจทางการเมือง แต่ท้ายที่สุดก็หนีความจริงไปไม่พ้น เพราะความที่ไม่ใช่ของใหม่จริง สำคัญตนเองผิด หยิ่งทะนงว่าตนรู้ดีกว่าใครอื่นทั้งๆ ที่ไม่เคยผ่านการต่อสู้ทางการเมือง หวังโตเร็วอยากเป็นใหญ่ชั่วข้ามคืน อ่อนต่อโลกและประสบการณ์ จึงผิดพลาดขุดหลุมฝังพรรคอนาคตใหม่ ไปในเวลาอันรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่จดจำบทเรียน มาถึงวันนี้จึงเป็นเวลาที่นายธนาธร“ขุดหลุมฝังศพตัวเอง” โดยแท้

เรื่องนี้จึงเป็นอุทาหรณ์สอนให้รู้ว่า โลกยุคนี้ทุกคนต้องอยู่กับความจริง ความถูกต้อง เพราะด้วยความเจริญแห่งเทคโนโลยีและโลกแห่งข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วไปไกลถึงทั่วกัน บุคคลใดจะคิดจะพูด จะทำอะไร โดยบิดเบือนและปกปิดความจริง ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ เขาก็จะถูกความจริงไล่ล่าในที่สุดโดยเร็ว แบบกรรมติดจรวดการทำตนเป็นคนรุ่นใหม่ แต่สร้างเรื่องกล่าวเท็จกุข่าวโดยปราศจากความจริง ในที่สุดเขาก็จะถูกฆ่าด้วยความจริง ดั่งนายธนาธร ที่ต้องเผชิญวิบากกรรมทั้งชีวิต มีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายครับ

ประพันธุ์ คูณมี

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : เปิดบ่อนการพนันถูกกฎหมาย จนเงินหรือจนปัญญา? #SootinClaimon.Com

Posted on January 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/547150

บทความพิเศษ : เปิดบ่อนการพนันถูกกฎหมาย  จนเงินหรือจนปัญญา?

บทความพิเศษ : เปิดบ่อนการพนันถูกกฎหมาย จนเงินหรือจนปัญญา?

วันศุกร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์ โควิด-19 ที่ระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรงต้นตอสำคัญมาจากการพนันไม่ว่าจะเป็นบ่อนการพนันเถื่อน บ่อนไก่ รวมถึงเมื่อครั้งที่แล้วก็คือการพนันในสนามมวยลุมพินีหัวหน้าพรรคกล้า ประกาศถ้าเป็นรัฐบาลจะเอา “การพนันที่มีใบอนุญาตบนโต๊ะ มีกฎหมายรองรับ มีการกำกับดูแล และมีการเสียภาษีให้รัฐเข้าระบบ เพื่อนำเม็ดเงินกลับมาใช้จ่ายดูแลประชาชน แทนการเข้ากระเป๋ามาเฟีย”

รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็ประกาศอยากฟังประชาชนให้ความเห็นว่าจะมีบ่อนถูกกฎหมายดีหรือไม่

มีข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ ยามใดที่มีการเสนอแนวคิดว่าจะเปิดบ่อนการพนันออกมา อย่างถูกกฎหมายดีไหม ยามนั้น ฝ่ายที่ยึดกุมอำนาจรัฐอยู่ก็มักจะตกอยู่ในภาวะ “จนตรอก” หากรัฐบาลไม่จนเงิน ขาดเงิน ขาดรายได้มาใช้จ่าย รัฐบาลก็คงจะอับจน จึงพยายามปลุกกระแสการพนันขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

อีกครั้งกับการทำอบายให้ถูกกฎหมาย

1) สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำในโอกาสและรายได้สูงมากผู้ด้อยโอกาสไม่ว่าจะประกอบอาชีพด้วยความขยันขันแข็งอย่างไร โอกาสที่จะเปลี่ยนสถานะและประสบความสำเร็จเป็นเรื่องยากลำบาก ซึ่งอาจจะมีโอกาสน้อยยิ่งกว่าการเล่นการพนันจึงหวังเสี่ยงโชคเผื่อฟลุค ปลอบประโลมใจว่าจะมีบางสิ่งดลบันดาลให้สามารถร่ำรวยได้ในพริบตา สิ่งนี้จึงมีส่วนที่ทำให้คนไทยชอบเล่นการพนัน และก็จะมีคนจำนวนหนึ่งอ้างว่าสันดานคนไทยก็เป็นเช่นนี้คือชอบเล่นการพนัน เมื่อเลิกไม่ได้ก็ให้เล่นถูกกฎหมายเสียเลย

ในความเป็นจริงแล้วการพนันทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือบ่อนการพนัน ยิ่งสร้างความแตกต่างเหลื่อมล้ำของคนในชาติให้มากขึ้นไปอีก

2) อ้างกันเรื่อยเปื่อยว่า หากเปิดบ่อนการพนันแล้ว จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ

อ้างว่า ธุรกิจการพนันมีเงินหมุนเวียนสูงกว่าหนึ่งแสนล้านบาท

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินหมุนเวียนในการพนันนั้นไม่มีคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจเท่าใดนัก

คนละเรื่องกับเงินหมุนเวียนที่เกิดจากการซื้อสินค้าและบริการในตลาดค้าขายทั่วไป

เพราะการเล่นพนันในบ่อน เงินได้เสียระหว่างคนเล่นกับเจ้ามือ เป็นเพียงการโอนเงินจากคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่งโดยเงินของคนเล่นเสียก็ตกไปเป็นของคนที่เล่นได้

จำนวนเงินรวมทั้งหมด เท่าเดิม

มิได้ผลิตสินค้าหรือบริการใดเพิ่มขึ้น จึงไม่เพิ่มรายได้ของระบบเศรษฐกิจส่วนรวม

ไม่เหมือนซื้อสินค้า ที่จะทำให้เกิดการผลิต และเกิดการหมุนเวียนทรัพยากรการผลิตต่างๆ ตามมา

การพนันจึงไม่เกิดคุณค่าแก่สังคมส่วนรวม

หากภาครัฐจะได้บ้าง ก็คงจะเป็นภาษีที่เก็บได้จากเจ้ามือที่ไปเอาเงินของผู้เล่นมาอีกต่อหนึ่ง หรือถ้ารัฐเป็นเจ้ามือเองก็คงเพียงแต่กินเงินชาวบ้านมาเข้ากระเป๋าตนเท่านั้นเอง

ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับต้นทุนทางสังคม ผลกระทบและความเสียหายที่มีต่อทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งต้องเสียเวลา เสียโอกาสการทำมาหากินที่เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ สามารถ
เพิ่มผลิตผลที่มีคุณค่ามากกว่านี้

ยังไม่นับถึงปัญหาสังคม ปัญหาอาชญากรรม และการทำผิดกฎหมายอื่นๆ เช่น การฆ่าตัวตาย การจี้ ปล้น ลักทรัพย์ การยักยอกเงินบริษัท การเบี้ยวหนี้ธุรกิจ การทุบตีภรรยา การแย่งชิงมรดก การละทิ้งลูกเมียพ่อแม่ ฯลฯ ตลอดจนค่านิยมในสังคมที่จะผิดเพี้ยนมากขึ้นไปอีก

3) อ้างกันอีกว่า มีบ่อนชายแดนไทย ทำให้เงินไหลออกไปเล่นบ่อนชายแดน เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ

อันที่จริง ถ้ารู้ขนาดนี้ ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่า เจ้าของบ่อนชายแดนส่วนใหญ่นั้นก็เป็นคนไทย

เพราะฉะนั้น ถ้านักพนันไทยเล่นได้ เงินก็นำเงินกลับเข้าประเทศ ถ้าเจ้าของบ่อนได้ก็นำรายได้กลับเข้าประเทศ

แต่อันที่จริง หากไม่ต้องการให้คนออกไปเล่นการพนันบ่อนชายแดนจริงๆ ก็ยังมีหลากหลายวิธีที่ป้องกันและปราบปรามอย่างได้ผล เช่น การเข้มงวดเอาจริงกับการตรวจตราวิธีผ่านด่านชายแดน การควบคุมการนำเงินเข้า-ออก รวมถึงกลวิธีแก้เผ็ดดัดสันดานนักพนันตามชายแดนอีกมากมาย เป็นต้น

4) อ้างกันว่า เมื่อมีบ่อนการพนันถูกกฎหมายแล้วก็จะได้แก้ปัญหาบ่อนเถื่อน บ่อนกลางกรุง บ่อนวิ่ง บ่อนลอยฟ้า ฯลฯ ข้อนี้ ก็เป็นข้ออ้างเลื่อนลอยอย่างยิ่ง

ไม่มีหลักประกันใดเลยว่า เมื่อมีบ่อนถูกกฎหมายแล้วจะไม่มีบ่อนเถื่อน

ที่ผ่านมา เมื่อมีสลากกินแบ่งรัฐบาล หวยรัฐบาล ก็ยังปรากฏว่า มีหวยเถื่อนแพร่ระบาด

ปัญหาอยู่ที่ตำรวจและผู้มีอำนาจรัฐ จะเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามบังคับใช้กฎหมายหรือไม่

เราจะต้องบอกให้ผ่าตัดเปลี่ยนแปลงตำรวจไปอีกนานเท่าไร จะต้องให้สังคมเสื่อมไปอีกเท่าไร จึงสามารถพัฒนาตำรวจไทยได้

ถ้าเอาจริง เชื่อแน่ว่าจะปราบสิ่งผิดกฎหมายได้ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็จะต้องลดน้อยลงกว่านี้มาก (ไม่ว่าจะหวยใต้ดิน บ่อนเถื่อน หรือการออกไปเล่นพนันตามบ่อนชายแดน)

5) มีข้ออ้างใหม่ว่า หากมีบ่อนถูกกฎหมายเพิ่มขึ้นแข่งขันกับบ่อนที่มีอยู่เดิม คงจะแย่งลูกค้ามาเข้าบ่อนใหม่ที่ถูกกฎหมาย รัฐจะได้เงินภาษีเพื่อนำมาใช้ในการกวดขันปราบปรามการเล่นการพนัน ตลอดจนรณรงค์ให้คนหยุดเล่นการพนัน

น่าสนใจว่า หากงบประมาณเพื่อใช้ในการกวดขันปราบปรามและรณรงค์ดังกล่าวมีประโยชน์ เหตุใดไม่นำเงินงบประมาณทั่วไปมาใช้ การเพิ่มจำนวนบ่อนที่ถูกกฎหมายจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดหรือไม่ ว่ารัฐก็ส่งเสริมการพนันและอยากได้เงินจากการพนัน ไม่ต่างอะไรกับเจ้าของบ่อนการพนัน ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของรัฐ ที่ต่างก็อยากได้เงินจากการพนัน การพนันจึงกลายเป็นสินค้าที่ผู้มีอำนาจปรารถนา และอยากได้เงิน

กรณีนี้จึงต่างกับกรณีเก็บภาษีบาปจากเหล้าและบุหรี่มาใช้เพื่อรณรงค์ให้หยุดเหล้าหยุดบุหรี่ เพราะเหล้าและบุหรี่เป็นกิจการที่มีอยู่แล้วโดยรัฐเป็นเจ้าของ สัมปทานโรงเหล้า โรงเบียร์ และเป็นผู้ผลิตบุหรี่เสียเอง

6) บ่อนการพนันถูกกฎหมายยังจะเป็นแหล่งฟอกเงิน เป็นรากฐานขององค์กรอาชญากรรม และการทุจริตทางการเมือง เป็นช่องทางผ่องถ่ายผลประโยชน์จากการคอร์รัปชั่น และธุรกิจอิทธิพลนอกกฎหมาย

คงจำได้ อดีตนักการเมือง (ปัจจุบันบวชเป็นพระ) คุณรักเกียรติ สุขธนะ เคยอ้างต่อศาลในคดีทุจริตว่า ตนเองได้เงินมาจากการเล่นการพนัน มิใช่การโกง แต่ยังดีที่กรณีนั้น ป.ป.ช.มีหลักฐานอื่นมาโต้แย้ง ทำให้จำนนด้วยข้อเท็จจริง

หากเปิดบ่อนการพนันได้จริง นักการเมืองบ้านเราจะฮั้วกับผู้มีอำนาจรัฐที่ดูแลบ่อน ทำการปลอมแปลงเอกสาร หรืออาศัยบ่อนการพนันในเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์เป็นเครื่องมือฟอกเงินหรือปิดบังอำพรางการทุจริตประพฤติมิชอบของพวกตนได้ง่ายขึ้นหรือไม่

7) หากเข้าใจว่าประเทศไทยไม่เคยมีบ่อนการพนันอย่างถูกกฎหมาย ย่อมเป็นความเข้าใจผิดมหันต์

ในความเป็นจริง เราเคยมีบ่อนถูกกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ 2 โดยผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เปิดบ่อนจะได้รับชื่อบรรดาศักดิ์ว่า “ขุนพัฒนสมบัติ” สมัยนั้นทางการสามารถเก็บอากรบ่อนเบี้ยได้ปีละ 260,000 บาท

ถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ยังได้กำหนดภาษีการพนันเพิ่มขึ้นจากอากรบ่อนเบี้ย และสามารถเก็บภาษีได้ปีละ 500,000 บาทกระทั่งในปี พ.ศ.2413 เฉพาะในแขวงกรุงเทพฯ ก็ยังมีบ่อนใหญ่ประจำอยู่ 126 ตำบล และยังมีบ่อนเบี้ยขนาดเล็กอีกประมาณ 277 ตำบล

แต่ในที่สุด ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เลิกบ่อนการพนัน ด้วยพระองค์ทรงเห็นว่า การมีราษฎรมัวเมาในการพนันย่อมเป็นเหตุนำไปสู่ความวิบัติ ทั้งส่วนตัวและส่วนรวมในความมั่นคงของประเทศชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการปรับปรุงงานพระคลัง เพื่อหารายได้อื่นมาทดแทนรายได้จากอากรบ่อนเบี้ย โดยมีประกาศเริ่มลดจำนวนบ่อนลงเรื่อยๆ จนเหลือบ่อนอยู่เพียง 9 ตำบล ในพ.ศ.2453 แต่กว่าจะเลิกบ่อนการพนันในประเทศไทยได้ ก็แสนยากลำบาก กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงได้มีประกาศปิดบ่อนทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2460

พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริหลายประการเกี่ยวกับบ่อนการพนัน ซึ่งพสกนิกรอย่างพวกเราน่าจะน้อมใส่เกล้าฯ เช่น เมื่อครั้งเสด็จฯประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 ไปเมืองมอนติคาร์โล เมืองแห่งการพนัน ทรงเรียนตำราเล่นการพนันต่างๆ

ในบ่อนการพนัน และทรงบันทึกในพระราชหัตถเลขาดังพระราชหัตถเลขา รัชกาลที่ 5 พระราชทานกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พ.ศ.2450 ความบางตอนว่า

“…ได้เรียนตำราเล่นเบี้ยอย่างฝรั่งเข้าใจข้อซึ่งเข้าใจกันว่าเล่นไม่น่าสนุกนั้นไม่จริงเลยสนุกยิ่งกว่าอะไรๆ หมดถ้าชาวบางกอกได้รู้ไปเล่นแล้วฉิบหายกันไม่เหลือ ถ้าหากว่าไปถึงเมืองเราเข้าเมื่อไรจะรอช้าแต่สักวันเดียวก็ไม่ควร ต้องห้ามทันที”

นอกจากนี้ พระปิยมหาราชยังทรงอรรถาธิบายถึงเหตุผลที่จำเป็นต้องเลิกบ่อนเบี้ยการพนันไว้ในพระราชนิพนธ์ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพพลเอกพระวรวงศ์เธอกรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2496 ความบางตอนว่า

“การที่พระเจ้าแผ่นดินอนุญาตหรือทรงเห็นดีด้วยในเรื่องเล่นเบี้ย นี้ก็คงจะเป็นความจริง แต่คงจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินบางองค์… เพราะเหตุฉะนั้นถึงแม้ว่าพระเจ้าแผ่นดินภายหลังจะมิได้เลิกธรรมเนียมยกหัว เบี้ยพระราชทาน ในเวลาตรุษเวลาสงกรานต์เสียก็ดี แต่ก็ไม่ได้โปรดให้เล่นเบี้ยในพระราชวังหรือทรงสรรเสริญการเล่นเบี้ยว่าเป็น การสนุกสนานอย่างหนึ่งอย่างใดเลย

เพราะเหตุที่พระบรมราชวงศ์ปัจจุบันนี้ พระเจ้าแผ่นดินดำรงอยู่ในคุณความประพฤติดี 3 ประการ คือ ไม่ทรงประพฤติและทรงสรรเสริญในการที่เป็นนักเลงเล่นเบี้ยการพนันอย่าง 1 ไม่ทรงประพฤติในการดื่มสุราเมรัยและกีดกันมิให้ผู้อื่นประพฤติอย่าง 1ไม่ทรงประพฤติล่วงในสตรีที่เป็นอัคคมนิยฐานนี้อย่าง 1 เป็นความประพฤติซึ่งพระเจ้าแผ่นดินในพระบรมราชวงศ์นี้ได้ทรงงดเว้นเป็นชาติสืบๆ กันมา พระบรมราชวงศ์นี้จึงได้ตั้งปกครองแผ่นดินอยู่ขอยืนยาวกว่าบรมราชวงศ์อื่นๆ ได้ปกครองแผ่นดินมาแต่กาลก่อนแล้ว บ้านเมืองก็เจริญสมบูรณ์ปราศจากเหตุการณ์ภายในซึ่งจะให้เป็นที่สะดุ้งสะเทือนหวาดหวั่นแก่ชนทั้งปวง

แต่การเล่นเบี้ยนั้น เป็นที่ไม่ต้องพระอัธยาศัยมาทุกๆพระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้น ควรที่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ซึ่งมีความนับถือเคารพต่อพระบารมีและพระเดชพระคุณพระเจ้าแผ่นดินสืบๆ กันมา ควรจะคิดตริตรองให้เห็นโทษเห็นคุณตามที่จริง และงดเว้นการสนุก และการหาประโยชน์ในเรื่องเล่นเบี้ยนี้เสีย จะได้ช่วยกันรับราชการฉลองพระเดชพระคุณทะนุบำรุงแผ่นดิน เพิกถอนความชั่วในเรื่องเล่นเบี้ยซึ่งอบรมอยู่ในสันดานชนทั้งปวงอันอยู่ในพระราชอาณาเขต เป็นเหตุจะเหนี่ยวรั้งความเจริญของบ้านเมืองให้เสื่อมสูญไป

ด้วยกำลังที่ช่วยกันมากๆ และเป็นแบบอย่างความประพฤติให้คนทั้งปวงเอาอย่าง ตามคำนักปราชญ์ย่อมกล่าวว่าการที่ทำให้เห็นเป็นแบบอย่างง่ายกว่าที่จะสั่งสอนด้วยปาก ถ้าเจ้านายขุนนางประพฤติเล่นเบี้ยอยู่ตราบใด คนทั้งปวงก็ยังเห็นว่าไม่สู้เป็นการเสียหายมาก ผู้มีบรรดาศักดิ์จึงยังประพฤติอยู่ ถ้าผู้มีบรรดาศักดิ์ละเว้นเสีย ให้เห็นว่าความพยายามเช่นนั้นเป็นของคนต่ำช้าประพฤติแล้ว ถึงแม้จะเลิกขาดสูญไปไม่ได้ก็คงจะเบาบางลงได้เป็นแท้..”

8) อยากเสนอให้ผู้ที่ต้องการนำการพนันขึ้นบนโต๊ะให้ถูกกฎหมายเพื่อหวังจะเป็นรายได้ให้รัฐ ลองถามตัวเองง่ายๆ ว่า

“ถ้าภรรยาหรือสามีของเรา ตกเป็นทาสของการพนัน เราจะสบายใจอยู่ไหม?

ถ้าลูกสาว ลูกชายของเรา ตกเป็นทาสของการพนัน เราจะพอใจ สุขสบายใจได้ไหม?…”

เชื่อว่านายกรัฐมนตรีที่เป็นอดีตนายทหารใหญ่ และนักการเมืองใหญ่ทั้งหลายที่มีครอบครัวที่อบอุ่น คงจะมีความตระหนักถึงความสำคัญของการหลีกเลี่ยง ป้องกันมิให้คนในครอบครัวของคนไทยและครอบครัวของตน ตกเป็นทาสการพนัน

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : หัวใจของ O-Net ที่ ‘ระดับนโยบาย’ ยังก้าวไปไม่ถึง #SootinClaimon.Com

Posted on January 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/546590

บทความพิเศษ : หัวใจของ O-Net ที่‘ระดับนโยบาย’ยังก้าวไปไม่ถึง

บทความพิเศษ : หัวใจของ O-Net ที่‘ระดับนโยบาย’ยังก้าวไปไม่ถึง

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

1.ถ้าไม่มีการประเมินผล เราก็จะไม่ได้ผลลัพธ์ นี่คือหลักของการบริหารเบื้องต้น ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า การประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ยกเลิกการสอบ O-Net ย่อมหมายถึง ศธ. เลือกที่จะยุติการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ครอบคลุม 8 กลุ่มสาระวิชา ส่งผลให้ขาดข้อมูลการเรียนรู้ของนักเรียนในการเอาไปเทียบกับมาตรฐานการศึกษาที่ทาง ศธ. กำหนด คำถามคือ นี่เป็นแนวทางการบริหารใช่หรือไม่และอย่างไร

จากข้อมูลผลการสอบ O-Net ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6 ระหว่างปีการศึกษา 2557-2560 พบว่า ใน 5 กลุ่มสาระวิชาหลัก คือ หนึ่ง ภาษาไทย สอง คณิตศาสตร์ สาม วิทยาศาสตร์ สี่ สังคมศึกษา และห้า ภาษาอังกฤษ ปรากฏค่าเฉลี่ยของคะแนนนักเรียนทั้งประเทศสอบได้ต่ำกว่าร้อยละ 50ในทุกวิชา ตัวอย่างเช่น คณิตศาสตร์ ชั้น ม.3 ในปี 2557 ได้ 29.65% และในปี 2560 ได้ 26.30% ลดลง 3.35% วิชาภาษาไทย ชั้น ม.3 ในปี 2557 ได้ 35.20% และในปี 2560 ได้ 48.29% เพิ่มขึ้น 13.09% ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้น ม.3ในปี 2557 ได้ 38.62% และในปี 2560 ได้ 32.28% ลดลง6.34% เป็นต้น

สำหรับคะแนน O-Net ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในช่วงเวลาเดียวกันทั้ง 5 วิชาก็มีระดับคะแนนอยู่ในลักษณะที่ไม่ต่างกัน ซึ่งกล่าวอย่างชัดเจนได้ว่า จากผลคะแนน O-Net ระหว่างปี 2557-2560 นักเรียนชั้น ม.3 และ ม.6 สอบตกทั้งประเทศ และเมื่อประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรของกระทรวงตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คุณภาพการเรียนการสอนทั้ง 5 กลุ่มสาระวิชาไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย นี่คือข้อมูลจริงที่น่าตกใจมาก และได้มาจากการประเมินผลทั้งสิ้น

2.จากผลลัพธ์ที่หยิบยกมานำเสนอนั้น สามารถต่อยอดไปถึงคำถามที่ว่า การเรียนการสอนในชั้นเรียนมีคุณภาพหรือไม่ ประสิทธิภาพของคุณครูเป็นอย่างไร และฝ่ายนโยบายควรต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง อีกทั้งการตั้งข้อสังเกตอีกมากมายของเหล่าผู้ปกครอง รวมไปถึงความสงสัยจากประชาชนต่อเหตุผลที่ทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนหยุดการพัฒนา หรือพัฒนาน้อยลงเมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่ทาง ศธ. กำหนด ประเด็นตรงนี้ต่างหากที่ฝ่ายนโยบายควรต้องมาวุ่นวายบริหารจัดการหาคำตอบออกมาให้ได้ และสร้างความพึงพอใจต่อคนที่ห่วงใยและตั้งคำถามตามมา ไม่ว่าจะด้วยแนวทางการพัฒนาแบบใดก็ตาม

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้เป็นไปเช่นนี้ ฝ่ายนโยบายและผู้บริหาร ศธ. ดันไปให้ความสำคัญในเรื่องของงบประมาณ กระบวนการ และการเป็นภาระ มากกว่าคุณภาพสำหรับการเรียนรู้ของนักเรียน เพราะเหตุผลที่ทาง ศธ. ยกเลิกการสอบ O-Net ได้แก่ หนึ่ง ผลสอบที่ไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์อะไร นอกจาก ม.6 สามารถเอาไปประกอบการเรียนต่อ แต่ก็สามารถสอบตรงได้ สอง ประโยชน์ที่ได้ จึงไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ และสาม ยังเป็นการเพิ่มภาระและความเครียดให้กับนักเรียนมากขึ้น เหตุผลตรงนี้สร้างความประหลาดใจกับผมมาก โดยเฉพาะต่อสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่เป็นคนกำหนดมาตรฐานหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งไม่อยากรู้เลยหรืออย่างไรว่า กระบวนการเรียนการสอนในชั้นเรียนนั้นเป็นอย่างไร ทำไมถึงทำให้เกิดผลคะแนนของ O-Net เช่นนี้ได้ เพื่อที่จะมาประเมินมาตรฐานหลักสูตรที่กำหนดเอาไว้ ว่าตั้งค่าสูงเกินไป หรือไม่สอดคล้องกับการเรียนการสอนจริงในชั้นเรียนกันแน่ แต่น่าเสียดายที่ประเด็นคุณค่าและแก่นอันแท้จริงของการสอบ O-Net ไม่ได้รับการนำไปเป็นส่วนประกอบของการตัดสินใจสำหรับระดับนโยบาย และฝ่ายบริหารของ ศธ. ในการยกเลิกการสอบวัดผลที่เกิดขึ้น

3.ด้วยเหตุผลดังกล่าวมา ผมจึงมีความมั่นใจว่า การสอบO-Net เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพทางการเรียนรู้ของนักเรียน มากกว่าแค่การใช้เพื่อสมัครเรียนต่ออย่างที่ ศธ. นักวิชาการ และนักเรียนส่วนหนึ่งได้ให้น้ำหนักเอาไว้

จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถสร้างการ Formative Assessment ให้กลายเป็นหัวใจหลักในหลักสูตรการเรียนการสอนของนักเรียนจนสำเร็จก่อน แล้วค่อยยกเลิกการประเมินผลด้วยการสอบ O-Net ออกไป เพราะเครื่องมือในการประเมินผลคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนนั้น นักการศึกษาที่มีประสบการณ์จะทราบดีว่า มีด้วยกัน 2 ประเภท คือ1. Summative Assessment หรือการประเมินสรุปผลลัพธ์รวบยอดของการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งเรารู้จักกันทั่วไปว่าเป็น “การสอบ” และ 2. Formative Assessment หรือการประเมินกระบวนการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความชำนาญด้านการสอนของครูที่มีความใส่ใจในคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น การให้การบ้านและตรวจการบ้านเป็นประจำทุกวัน ครูก็จะได้เห็นพัฒนาการของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งความรู้ ความคิดและระบบการวิเคราะห์คำตอบต่างๆ ที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นต้น

4.ปัจจุบัน เรามีแค่การสอบ (Summative Assessment)เท่านั้น และผลลัพธ์ที่ตกต่ำของการสอบ O-Net สำหรับนักเรียนไทยก็คือ การขาด Formative Assessment อันจะยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนในชั้นเรียนได้ ดังนั้น ถ้าการประเมินผล คือ การหาผลลัพธ์มาทำการปรับปรุง หรือยกระดับให้พัฒนามากขึ้นกว่าเดิม หลักสูตรในการฝึกสอนและสร้างครูก็ควรต้องบรรจุ Formative Assessment เข้าไป รวมไปถึงการเสริมทักษะดังกล่าวให้แก่ครูที่อยู่ในระบบการเรียนการสอนตอนนี้ ให้เต็มศักยภาพสำหรับการสร้างการเรียนรู้ที่เปี่ยมคุณภาพแก่นักเรียนด้วย นี่ต่างหากคือสิ่งที่ ศธ.ควรต้องขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น และทำทันทีไม่มีรีรอ ไม่ใช่การยกเลิกการสอบ O-Net แบบขอไปที เพื่อที่จะหวังประนีประนอมทางการเมือง หรือลดกระแสความด้อยประสิทธิภาพและขาดความเข้าใจทางการศึกษาของระดับนโยบายที่ถูกนำมาพุ่งเป้าโจมตีอยู่บนแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา

Teacher Education หรือ “การฝึกหัดครู” เพื่อนำไปสู่ Formative Assessment หรือการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบของนักเรียน ต้องเป็นงานหลักและงานสำคัญของ ศธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคุณภาพทางการศึกษาในตอนนี้ ไม่ใช่การบริหารการศึกษาแบบขอไปที แล้วยอมเรื่องนั้น รับข้อเสนอเรื่องนี้ เพื่อการทรงตัวอยู่บนเก้าอี้ โดยที่ไม่มีความเข้าใจในระบบบริหารจัดการนโยบายทางการศึกษาอย่างแท้จริง

กนก วงษ์ตระหง่าน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ทำลายเสาหลักประเทศ คือทำลายชาติ #SootinClaimon.Com

Posted on January 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/546346

บทความพิเศษ : ทำลายเสาหลักประเทศ คือทำลายชาติ

บทความพิเศษ : ทำลายเสาหลักประเทศ คือทำลายชาติ

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ประวัติศาสตร์โลก หรือประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครองของทุกๆ ประเทศ ทุกชนชาติ ล้วนแต่มีเสาหลักสำคัญของการรวมประเทศ สร้างชาติ และมีหลักยึดเหนี่ยวความสามัคคี สร้างความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติตน มิให้ประเทศชาติล่มสลายลงด้วยกันทั้งสิ้น

ประเทศจีนเป็นประเทศหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครองที่ยาวนานที่สุดหลายพันหลายหมื่นปี มีประวัติการต่อสู้ภายในชาติ แบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่าหลายร้อยก๊ก ต่อสู้แย่งชิงอำนาจกาปกครองกันเองมีสงครามการต่อสู้ภายในที่ยืดเยื้อยาวนาน และต้องทำสงครามต่อต้านผู้รุกรานจากต่างชาติ ที่เข้ามารุกรานจีนแบบรุมกินโต๊ะ ก็มากมายนับครั้งไม่ถ้วน เป็นประเทศที่มีบทเรียนอันอุดมสมบูรณ์ที่สุดชาติหนึ่ง กว่าจะสามารถรวมประเทศ สร้างชาติให้เป็นปึกแผ่นและมีความเจริญรุ่งเรืองมาได้จนถึงปัจจุบัน นี่ย่อมเป็นบทเรียนและคลังความรู้ที่ดีแก่ผู้ใฝ่ศึกษา

บทสรุปรวบยอดสำหรับชนชาติจีน ที่ยึดถือเป็นเสาหลักของประเทศชาติที่ สี จิ้น ผิง กล่าวปราศรัยกับอาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่ง หัวข้อเรื่องคนหนุ่มสาวต้องมีจิตสำนึกและปฏิบัติตามค่านิยมของลัทธิสังคมนิยมอันมีอัตลักษณ์แบบจีนว่า “ประเทศชาติมีเสาหลักสี่ต้น คือ จารีต คุณธรรม โปร่งใส ละอายต่อความชั่วหากเสาหลักทั้งสี่ต้นนี้มิจรรโลง ประเทศชาติย่อมล่มสลาย” สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศที่ยิ่งใหญ่พื้นที่กว้างไกลประชากรจำนวนมากที่สุดในโลก จำต้องมีเสาหลักยึดเหนี่ยวจิตใจประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียว ชาติจึงจะดำรงอยู่ได้มิล่มสลาย

เสาหลักสี่ต้นนี้ ในประวัติศาสตร์จีน ได้มีการบันทึกและยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการปกครองแผ่นดินจีน ให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบเนื่องกันมาหลายพันปี โดยในตำราปรัชญานิพนธ์จีนและพงศาวดาร อธิบายเสาหลักทั้งสี่ต้นว่า จารีตทำให้การกระทำทั้งเบื้องบนเบื้องล่างอยู่ในหลักการที่พอเหมาะพอควรไม่เกินเลย คุณธรรมเป็นมาตรฐานความเหมาะสมของความประพฤติ และการกระทำ เมื่อมีคุณธรรมย่อมไม่ผลีผลามตามใจชอบส่วนความโปร่งใสหมายถึงความเที่ยงตรงใสสะอาด เมื่อมีความโปร่งใสย่อมไม่มีการกลบเกลื่อนการทำผิดทำชั่ว ความละอายหมายถึงละอายแก่ใจ เมื่อรู้จักละอายย่อมไม่คล้อยตามกระแส ด้วยเหตุนี้เสาหลักทั้งสี่ จึงเป็นหลักบริหารราชการแผ่นดิน ผู้คนมีความประพฤติที่ดี ประเทศชาติจึงรักษาไว้ได้อย่างมั่นคง

ราชอาณาจักรไทยก็เช่นเดียวกัน ชาติไทยที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานนับพันปี สามารถดำรงความเป็นชาติไทยมาได้ ก็ด้วยความสามัคคีของคนในชาติเป็นสำคัญ บรรพบุรุษผู้ปกครองบ้านเมือง มีความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง มีคุณธรรม ความสามารถและหลักการปกครองที่ดี เราจึงสามารถดำรงความเป็นชาติ มิให้ตกเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจใด

บทสรุปรวบยอดของการเมืองการปกครอง และความเป็นชาติไทยที่เป็นปึกแผ่นมาได้ ก็เพราะประเทศชาติยึดมั่นในเสาหลัก 3 ประการคือ “ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” นี่คือเสาหลักสำคัญสามต้นที่ค้ำจุนประเทศชาติของเรามิให้ล่มสลายลง หากต้นใดต้นหนึ่งล้ม ประเทศจะเอียง หากล้มทั้งสามต้น ประเทศย่อมพินาศมิอาจฟื้นคืนได้อีกการทำลายเสาหลักของประเทศชาติ
ก็คือการทำลายชาตินั่นเอง

ในบ้านเมืองของเราขณะนี้ มีพวกป่วนชาติกลุ่มหนึ่ง ที่พยายามโยกคลอนเสาหลักของบ้านเมือง ประเภทวันๆ คิดเอาแต่เท้าราน้ำ สร้างความรำคาญเกะกะระรานประชาชน ในเรื่องที่มิได้สร้างสรรค์ จรรโลงบ้านเมืองแต่อย่างใด ทั้งที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาภัยพิบัติร้ายแรงจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คนทั้งโลกและประชาชนทั้งหลายในชาติกำลังเดือดร้อนไปทั่ว การทำมาหากินล้วนฝืดเคือง ผู้คนตกงานขาดรายได้ ชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก ภาวะสังคมเศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง รัฐบาลนอกจากต้องระดมกำลังรับมือกับสถานการณ์โควิด เพื่อปกป้องชีวิตประชาชนแล้ว ยังต้องหามาตรการรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แต่คนจำพวกหนึ่งที่ใช้ชื่อ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” และบรรดาผู้ร่วมผสมโรงทั้งหลาย ที่เป็นคนส่วนน้อยส่วนหนึ่งก็หาได้สนใจและนำพาต่อความทุกข์ร้อนของคนในชาติแต่อย่างใดไม่ มิหนำซ้ำยังมีพฤติกรรมกระทำการย่ำยีจิตใจคนในชาติ ให้คับแค้นและเจ็บปวดจิตใจขึ้นไปอีก

การกระทำอันเหิมเกริม ของพวกม็อบ 3 นิ้ว ด้วยการชักธงชาติไทยลงและปลดธงชาติออก แล้วบังอาจชักธงแดงที่ปรากฏข้อความมาตรา 112 ขึ้นสู่ยอดเสาแทนธงชาติไทย ที่เสาธง สภ.อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ขณะที่ผู้ชุมนุมบางคนเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหานั้น ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดๆ หรือต้องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อย่างไร เพื่อแสดงความไม่พอใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยเหตุใดๆก็ตาม ย่อมเป็นเหตุผลที่มิอาจรับฟังได้ทั้งสิ้น เพราะพฤติกรรมดังกล่าว เป็นการกระทำที่ด้อยค่า ธงชาติไทยอันมีความหมายถึงประเทศไทยและชาติไทยตามมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.ธง 2522 การใช้ ชัก หรือแสดงธงอื่น มาแทนธงที่มีความหมายถึงประเทศหรือชาติไทย หรือการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 5ย่อมเป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมาย ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 45,48 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว

แต่นั่นไม่สำคัญไปกว่าการกระทำของแก๊ง 3 นิ้ว ที่เป็นการเหยียบย่ำจิตใจของคนไทยทั้งชาติ สั่นคลอนเสาหลักของชาติตน เพราะหากจะอ้างว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อกล่าวหาหรือออกหมายจับพวกตนโดยมิชอบ ผู้ถูกกล่าวหาก็สามารถฟ้องร้องหรือดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานตำรวจได้ตามกฎหมาย ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไม่จำเป็นต้องแสดงพฤติกรรมถ่อย ที่เหยียบย่ำจิตใจพี่น้องไทยร่วมชาติแต่อย่างใด ข้ออ้างหรือแถลงการณ์ของผู้ชุมนุมจึงฟังไม่ขึ้น

“ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” คือเสาหลักสำคัญของบ้านเมือง เป็นสิ่งที่ประชาชนไทยทั้งมวล ยึดถือยึดมั่นเพื่อดำรงความเป็นชาติไทย มาโดยต่อเนื่องยาวนานจากอดีตถึงปัจจุบัน บรรพบุรุษของเราได้ต่อสู้ รวมคนสร้างชาติมาด้วยความยากลำบาก ต้องต่อสู้ เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเป็นราชพลีเราจึงมีชาติไทย เป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ที่จะต้องปกป้องรักษามิให้ประเทศชาติล่มสลายและพินาศลงเพราะคนรุ่นเรา ดังนั้น จะชุมนุมทางการเมือง จะเรียกร้องแสดงออกทางประชาธิปไตย จะเสนอแนวทางข้อเรียกร้องใดๆ เป็นสิทธิ เสรีภาพ ทำได้แต่ต้องอยู่ภายใต้ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และจงจำไว้ว่า “คนไทยทุกคนไม่มีสิทธิ เสรีภาพใดๆ ในการทำลายเสาหลักประเทศชาติและทำลายชาติไทย”

ประพันธุ์ คูณมี

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ชุมชนการเรียนรู้ ‘ครูเพื่อศิษย์’ #SootinClaimon.Com

Posted on January 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/544018

บทความพิเศษ : ชุมชนการเรียนรู้‘ครูเพื่อศิษย์’

บทความพิเศษ : ชุมชนการเรียนรู้‘ครูเพื่อศิษย์’

วันเสาร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)ริเริ่มโครงการ “ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยงออนไลน์ (Online PLC Coaching)” ร่วมกับ เครือข่ายโรงเรียนต้นแบบทั่วประเทศ จัดตั้งชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community) เพื่อพัฒนาโรงเรียนแกนนำของทั้ง2 หน่วยงาน ยกระดับคุณภาพผู้เรียนผ่านการพัฒนาศักยภาพการจัดการเรียนการสอนของครู

โดยครูผันตัวเองจาก “ผู้สอน” มาเป็น “ผู้ก่อการ” (Change Agent) สร้างการเรียนรู้ รวมกลุ่มเรียนรู้จากการปฏิบัติ เพื่อยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนไต่ระดับการเรียนรู้จากระดับผิว (Superficial) ระดับลึก (Deep) ไปสู่ระดับเชื่อมโยง (Transfer) เป็นการเรียนที่ไม่ใช่แค่รู้ แต่นำความรู้ไปใช้ได้ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย นอกจากนี้ ยังเป็นการเรียนรู้เพื่อสร้างนิสัย ความเชื่อ และคุณธรรม

กิจกรรม Workshop ครั้งที่ 1 : จัดการความรู้และเติมความรู้ โครงการครูเพื่อศิษย์สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยงออนไลน์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21-22 ธ.ค. 2563ณ รร.อมารี ดอนเมือง มีเป้าหมายสำคัญ คือ 1.เพื่อให้ผู้อำนวยการและครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การออกแบบและจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อให้ผู้เรียนเกิด Visible Learning (การเรียนรู้อย่างประจักษ์ชัด) และนำไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้

2.เติมเต็มความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ครูสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในห้องเรียน ซึ่งเป็นหัวข้อที่ครูอยากเรียนรู้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้แก่ เครื่องมือที่ 1.ชุดคำถาม : การตั้งคำถามกระตุ้นการคิดเพื่อการเรียนรู้ โดย รศ.ดร.สุธีระประเสริฐสรรพ์ การกระตุ้นการคิดเพื่อการเรียนรู้และการสะท้อนผล โดย รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี เครื่องมือที่ 2.การประเมินแบบ Formative Assessment: Visible Learning โดยครู ศีลวัต ศุษิลวรณ์

เวิร์กช็อป “จัดการความรู้และเติมความรู้ฯ” เป็นกิจกรรมเติมเต็มระหว่างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ ในเวที Online PLC Coaching เริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนส.ค. 2563 และดำเนินการต่อเนื่องแล้ว 6 ครั้ง โดยจะดำเนินการจนถึงเดือนพ.ค. 2564 โดยมีหัวใจสำคัญที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงเรียนและร่วมให้ความเห็นและตีความการทำงานของครูเพื่อเกิดการยกระดับการเรียนรู้ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ อาทิ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช, รศ.ประภาภัทร นิยม, ดร.เจือจันทร์ จงสถิตอยู่, รศ.ดร.สุธีระประเสริฐสรรพ์, ฯลฯ

โครงการเชื่อว่า “ครูจะสามารถทำหน้าที่โค้ชให้กับศิษย์ได้ดีหากได้รับการฝึกฝน” มีผู้ชี้แนะและทำงานร่วมกันเป็นทีม ชุมชนครูผู้ศิษย์ฯ จึงเปิดพื้นที่เรียนรู้ออนไลน์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการศึกษาและการเรียนรู้ร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครูจากเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบ จำนวน 21 โรงเรียน โดยการเรียนรู้ร่วมกันแต่ละครั้งมีครูต้นเรื่องเข้ามาถ่ายทอดประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนในบริบทที่แตกต่างกัน เปิดโอกาสให้คณะครูได้ตั้งคำถาม แลกเปลี่ยน และได้รับการเติมเต็มความรู้เพื่อนำไปปรับใช้ในห้องเรียนของตนเอง

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช รองประธานกรรมการมูลนิธิสยามกัมมาจล ผู้ตีความและเขียนหนังสือ “ครูเพื่อศิษย์สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง” กล่าวถึง การเรียนรู้เชื่อมโยงและเป็นที่ประจักษ์ (Visible Learning) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการจัดงานในครั้งนี้ว่า ทั้งครูและศิษย์ต้องไม่ตกหลุมการเรียนรู้แบบผิวเผิน โดยการเรียนรู้เชื่อมโยงและเป็นที่ประจักษ์ (Visible Learning) ต้องมองกว้าง ทั้งครูและศิษย์แจ่มชัดในคุณค่าการเรียนต่อชีวิตในอนาคต

“อย่าเรียนแบบถ่ายทอดความรู้ให้เด็กเป็นหลัก แต่เรียนจากการลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด (Reflection หรือ AAR) ให้เด็กสร้างความรู้ใส่ตัว ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนคิดคนเดียว สะท้อนคิดเป็นกลุ่ม หรือครูสามารถเป็นผู้ช่วยตั้งคำถาม หลักการเรียนรู้สมัยใหม่สมองมนุษย์เรียนรู้ดีที่สุดผ่านประสบการณ์ แล้วนำประสบการณ์มาคิดแบบใคร่ครวญ เช่น การสะท้อนคิดคนเดียวด้วยการเขียนความเรียง หรือการวาดรูปมายด์แม็ป (Mind Map) ที่ช่วยกระตุ้นความคิดเชื่อมโยงออกไปได้กว้างขวาง”

ด้วยเหตุนี้ เพื่อพานักเรียนไปสู่การเรียนรู้เชื่อมโยงและเป็นที่ประจักษ์ ทักษะที่ครูจำเป็นต้องมี คือ การกำหนดเป้าหมาย การออกแบบแผนการเรียนการสอน การสร้างแรงบันดาลใจ การสร้างพื้นที่ปลอดภัย การตั้งคำถามปลายเปิดการประเมินผลลัพธ์ และการปรับปรุงวงจรการเรียนรู้ด้วยวง PLC (Professional Learning Community) ของคณะครูในโรงเรียน ทั้งนี้ เด็กควรได้เรียนรู้ 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.มีเป้าหมายการเรียนรู้เป็นของตนเอง 2.เห็นผลการเรียนรู้ของตนเอง 3.เห็นพฤติกรรมการเรียนรู้ของตนเอง และ 4.สามารถพัฒนาวิธีการเรียนรู้ของตนเองได้

โดยการเรียนรู้ที่แท้จริงต้องเป็นการเรียนรู้ที่ทั้งครูและผู้เรียนมีเป้าหมายที่ชัดเจน ครูกำหนดเป้าหมายในการสอน แล้วหาทางทำให้เป้าหมายนั้นเป็นของนักเรียน ให้นักเรียนเป็นเจ้าของเป้าหมายการเรียน คือ นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ขณะที่ครูต้องรู้จักลูกศิษย์และรู้เป้าหมายของแต่ละคน ทำให้เป้าหมายของแต่ละคนได้รับความเคารพ เมื่อกำหนดเป้าหมายแล้วครูจึงออกแบบแผนการสอนหรือแผนการเรียนของเด็ก

เรื่องการสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนเป็นสิ่งที่ท้าทายและสนุกมาก เพราะสิ่งที่ก่อเกิดแรงบันดาลใจของเด็กแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ครูจึงต้องรู้จักเด็กทั้งเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม รู้ว่าควรจะสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กแต่ละคนอย่างไร รวมถึงการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นมิตร สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก พื้นที่ที่ปราศจากการถูกเยาะเย้ยหรือตำหนิ มีกัลยาณมิตรทั้งเพื่อนและครูเป็นที่ปรึกษาและคอยช่วยเหลือในชั้นเรียน

“ครูสามารถตั้งคำถามซึ่งคำถามที่ทำให้เด็กคิดได้มาก คือคำถามปลายเปิด วงการศึกษาไทยฝึกคำถามปลายปิด มีถูกมีผิดเป็นหลักเพื่อการให้คะแนน แต่เพื่อนำพาเด็กไปสู่การรู้เชื่อมโยงครูต้องฝึกตั้งคำถามปลายเปิด เป้าหมายของคำถามปลายเปิด คือ การประเมินว่าลูกศิษย์เข้าใจเรื่องที่เรียนรู้นั้นถึงไหน มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนั้นแค่ไหน ลึกแค่ไหนและเชื่อมโยงได้แค่ไหน

คำถามจึงไม่ได้มีเพื่อรับคำตอบที่ถูกต้องเท่านั้น แต่เพื่อฟังคำตอบแล้วประเมินผล หลังจากนั้นครูจึงนำ Feedback เข้าสู่วง PLC ของครูเพื่อปรับปรุงวิธีการและเป้าหมายการสอนในวงจรการเรียนรู้ต่อไป ครูใช้การประเมินเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้ของศิษย์ ที่จะนำไปสู่การให้เด็กประเมินตนเองเป็น และกำกับการเรียนรู้ของตนเองได้”

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการศึกษาไทยเดินทางมาสู่ทางตัน การพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้เดินหน้าจึงไม่ใช่แค่การเรียนวิชาแต่เป็นการบูรณาการเรียนรู้แบบองค์รวม ที่นำไปสู่การ “พัฒนาคน” ทั้งทัศนคติ (Attitude) ทักษะ (Skills) และความรู้ (Knowledge) ทั้งสามอย่างต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ครูต้องไม่หลงอยู่แค่การสอนวิชาแต่มองไปที่การสอนลูกศิษย์ ดังนั้น การประเมินผลจึงไม่ใช่แค่การประเมินวิชา แต่ต้องเป็นการประเมินครบทุกด้านที่เชื่อมโยงกับชีวิตผู้คนโดยรอบและเชื่อมโยงกับเป้าหมายชีวิตในอนาคต

ผู้บริหารโรงเรียนและครูที่สนใจสามารถร่วมเรียนรู้โดยติดตามการ PLC Online ทุกครั้ง และสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ www:plc.scbfoundation.com

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : การพนันกับสังคมไทย #SootinClaimon.Com

Posted on January 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/543777

บทความพิเศษ :  การพนันกับสังคมไทย

บทความพิเศษ : การพนันกับสังคมไทย

วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.10 น.

บ่อนการพนัน ได้ปรากฏมาเป็นข่าวใหญ่ และเป็นต้นเหตุแห่งการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนประชาชนก่นประณามทั้งเมือง สั่นสะเทือนเสถียรภาพรัฐบาล และสะท้านเก้าอี้นายตำรวจใหญ่ทั้งกรม จึงขอย้อนประวัติศาสตร์นำเรื่องการพนันมาเล่า ว่ารัฐบาลจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

การพนันเป็นกิจกรรมที่มีอยู่คู่กับมนุษย์มาแต่โบราณกาลนับหลายพันปี หลักฐานในประวัติศาสตร์ เชื่อว่ามีต้นกำเนิดที่ประเทศจีนเมื่อประมาณ 100 ปี ก่อนคริสต์ศักราช และได้แพร่หลายเข้าไปในประเทศอินเดีย บาบิโลนและต่อไปยังประเทศตะวันตก กรีก โรมัน ประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป โดยเฉพาะเยอรมันและฝรั่งเศส อังกฤษ เรียกได้ว่าบรรดาประเทศต่างๆแม้ในยุโรปที่มีความเจริญ ก็ยอมรับเอาการพนันเป็นวัฒนธรรมของตนตั้งแต่นั้นมา ถึงขนาดที่ประเทศอังกฤษ ได้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการพนันใช้บังคับเป็นผลสำเร็จเมื่อปี ค.ศ.1541 จากนั้นก็มีกฎหมายเกี่ยวกับการพนันใช้บังคับในหลายๆ ประเทศในยุโรป

การพนันประเภทลูกเต๋าที่นิยมเล่นในยุโรปต้นกำเนิดก็มาจากการพนันประเภทถั่วโป สมัยราชวงศ์ตั้งฮั่นและในสมัยพระเจ้าสูนฮ่องเต้ที่ 7 โดยขุนนางจีนชื่อ เลียงกี เป็นคนคิดการพนันประเภทถั่วขึ้นภาษาจีนเรียกว่า “อีจี๋หรือหัวจี๋” และต่อมาสมัยราชวงศ์ใต้เช็ง เมื่อ พ.ศ.2100 จีนได้คิดค้นวิธีเล่นลูกเต๋าขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกว่า “ป๊อหรือโป” และแพร่หลายมาจนปัจจุบัน ส่วนการพนันประเภท“หวย” ที่คนไทยนิยมเล่นกันนักหนา และเป็นต้นกำเนิดของสลากกินแบ่ง สลากกินรวบหรือลอตเตอรี่นั้น ก็มีกำเนิดมาจากจีนเช่นกัน ในยุคสมัยพระเจ้าเตากวาง แห่งราชวงศ์ใต้เช็ง
ประมาณ พ.ศ.2364-2394 ซึ่งแต่เดิมเรียกกันว่า “ฮวยหวย”พอเข้าถึงยุโรปก็พัฒนาเป็น สล็อตแมชชีนหรือบิลเลียดไฟฟ้า

ส่วนประเทศไทยนั้นการพนันเริ่มเข้ามาในยุคใดไม่มีบันทึกหลักฐานแน่ชัด แต่ก็สันนิษฐานเอาว่า การพนันน่าจะเข้ามาโดยการติดต่อการค้าขายกับประเทศจีน และจีนก็เป็นผู้นำเข้าการพนันประเภทถั่วโปมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อว่าประมาณปี พ.ศ.1450 มีการเล่นการพนันที่เรียกว่า “กำถั่ว” และประมาณปี พ.ศ.2100 ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ สมัยอยุธยามีการเล่นการพนันที่เรียกว่า“โป” ด้วยเหตุนี้หลักฐานชัดเจนจึงปรากฏขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ดังปรากฏในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง หรือในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็ได้มีการเล่นพนันชนิดหนึ่งเรียกว่า “กำตัด” ซึ่งวิธีเล่นและอุปกรณ์คล้ายกันกับการเล่นถั่วหรืออีจี๋ ของจีน จึงสันนิษฐานได้ว่า คนไทยรู้จักการเล่นการพนันมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์

จะเรียกว่าประเทศไทยยอมรับให้มีบ่อนเล่นการพนันแบบถูกกฎหมายครั้งแรก น่าจะเป็นในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศที่ทรงเห็นว่า ประชาชนนิยมเล่นการพนันกันมาก จึงโปรดให้มีการเก็บค่าธรรมเนียมจากเจ้าของบ่อนการพนันเพื่อเป็นเงินช่วยราชการเรียกว่า “อากรบ่อนเบี้ย” และยอมให้มีผู้ผูกขาดอากรไปตั้งบ่อนเบี้ยตามหัวเมืองต่างๆทั่วไป ซึ่งระบบดังกล่าวนี้ ยังคงใช้ต่อมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็ยังมีการจัดเก็บภาษีการพนันเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากบ่อนเบี้ยอีกประเภทหนึ่ง เพื่อใช้ทดแทนรายได้ภาษีที่ขาดไปเนื่องจากผลของการยกเลิกภาษีผูกขาดหลายประเภท จึงจะเห็นได้ว่าในอดีต ตั้งแต่ยุคสุโขทัย อยุธยาถึงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นประเทศไทยมีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการพนันด้วยการแสวงหาประโยชน์จากการเล่นการพนันมากกว่าการจำกัดหรือควบคุม จนกระทั่งมาในยุคสมัยของรัชกาลที่ 5 จึงได้มีการควบคุมการเล่นการพนันอย่างเคร่งครัดจริงจัง โดยมีการปิดบ่อนการพนันแทบทุกจังหวัด เนื่องจากปรากฏว่า ราษฎรพากันหมกมุ่นกับการพนันจนยากจนลงไปมาก ตลอดจนอาชญากรรมก็เกิดขึ้นมากมาย เพราะสาเหตุจากการพนัน

การหมกมุ่นในการพนันของคนไทยจำนวนมากส่วนหนึ่ง เป็นที่เลื่องลือและรู้จักกันดี ดังปรากฏบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรของ มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์(Monsieur De La Loubere) เอกอัครราชทูตพิเศษฝรั่งเศส ที่มาเจริญสัมพันธไมตรีสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในปี พ.ศ.2230 โดยบันทึกไว้ว่า“ชาวสยามอยู่ค่อนข้างรักเล่นการพนันเสียเหลือเกินจนถึงจะยอมผลาญตัวเองให้ฉิบหายได้ ทั้งเสียอิสรภาพความชอบธรรมของตัวเองหรือลูกเต้า ในเมืองนี้ใครไม่มีเงินพอจะใช้เจ้าหนี้ได้ ก็ต้องขายลูกเต้าของตัวเองลงใช้หนี้สิน และถ้าแม้ถึงเช่นนี้แล้วก็ยังมิพอเพียง ตัวของตัวเองก็ต้องกลายตกเป็นทาส การละเล่นการพนันที่ไทยรักเป็นที่สุดนั้นคือ “ติกแตก” ชาวสยามเรียกว่า “สะกา” บันทึกนี้สะท้อนพฤติกรรมและวัฒนธรรมของคนไทยที่ผีพนันเข้าสิงอย่างแจ่มชัด

เรื่องราวเกี่ยวกับการพนันในสังคมไทย มีบันทึกประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องมากมาย บางยุคก็เปิดให้เล่นแล้วเก็บภาษีจากบ่อนเบี้ย ถึงกระนั้นก็หาเกิดประโยชน์แก่บ้านเมืองแต่อย่างใด ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีการห้ามไม่ให้ข้าราชการเล่นการพนัน และหากผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษเฆี่ยนตี 90 ที พร้อมทั้งถอดยศบรรดาศักดิ์ลงเป็นไพร่ พิจารณาสังคมไทยปัจจุบันแล้ว นายกฯน่าจะนำบทลงโทษดังกล่าวมาปรับใช้กับนายตำรวจที่ปล่อยปละละเลยให้มีบ่อนบ้างก็ดี

ประเทศไทยเคยผ่านเรื่องการพนันมาทุกรูปแบบ เคยมีบ่อนถูกกฎหมาย แม้แต่บ่อนกาสิโนก็เคยมี และเคยเปิดให้เล่นครั้งหนึ่ง ที่ตำบลหัวหิน เมื่อวันพุธที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2482 และใกล้สงครามโลกครั้งที่ 2ยุติรัฐบาลเคยเปิดสถานกาสิโนเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2488 สถานที่แห่งแรกก็คือ สนามม้านางเลิ้ง และเยาวราช นั่นเอง

ในที่สุดถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงได้โปรดเกล้าฯให้เลิกบ่อนการพนัน ด้วยพระองค์ทรงเห็นว่า “การมีราษฎรมัวเมาในการพนัน ย่อมเป็นเหตุนำไปสู่ความวิบัติทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ในความมั่นคงของประเทศชาติ” จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปรับปรุงงานพระคลัง เพื่อหารายได้อื่นมาทดแทนรายได้จากอากรบ่อนเบี้ย มีการประกาศลดจำนวนบ่อนลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียง 9 ตำบล ในปี 2453 แต่กว่าจะเลิกบ่อนกาสิโนได้ในประเทศไทย ก็แสนยากลำบาก เพราะคนไทยติดพนัน จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 6 จึงได้มีการประกาศปิดบ่อนทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2460

นี่ก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับบ่อนการพนันในประเทศไทยแบบย่อๆ ยังมีเรื่องราวในประวัติศาสตร์อีกมากมาย ที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้ยกเลิกการพนัน และต้องต่อสู้กับความคิดของผู้มีประโยชน์ได้เสีย และที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำริหลายประการเกี่ยวกับบ่อนการพนันนั้น พสกนิกรอย่างพวกเราจึงควรจะน้อมใส่เกล้า สำหรับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะจัดการกับบรรดาข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ขุนนางนักการเมือง และบรรดานายบ่อนทั้งหลาย ที่เกี่ยวข้องกับการพนันอย่างไร ควรได้ศึกษาประวัติศาสตร์ และน้อมนำเอาแนวทางของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5 และบูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ใส่เกล้าด้วยก็จะดี จะได้เป็นคุณูปการที่ดีกับบ้านเมืองของเราจึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ประพันธุ์ คูณมี

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : 2564 ปีแห่ง ‘การคิดนอกกรอบ’ ของ ‘กนก วงษ์ตระหง่าน’ #SootinClaimon.Com

Posted on January 15, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/543189

บทความพิเศษ : 2564 ปีแห่ง‘การคิดนอกกรอบ’ของ‘กนก วงษ์ตระหง่าน’

บทความพิเศษ : 2564 ปีแห่ง‘การคิดนอกกรอบ’ของ‘กนก วงษ์ตระหง่าน’

วันพุธ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

1.สวัสดีปีใหม่ 2564 ทุกท่านด้วยความยินดีปรีดา ว่าด้วยธรรมเนียมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็เป็นอีกครั้งที่ผมตั้งใจมาบอกเล่า “งาน” ที่ได้ลงมือทำไปในปีที่ผ่านมา (2563) เช่นเดียวกับที่เคยได้สื่อสารไปแล้วสำหรับปี 2562 ซึ่งมีความสืบเนื่องเชื่อมโยงกันในแผนงานที่มีชื่อว่า “จังหวัดโมเดล” และเป้าหมายยังคงอยู่ที่การยกระดับรายได้ของชาวบ้านเพิ่มขึ้นครัวเรือนละหนึ่งหมื่นบาทต่อเดือนอย่างยั่งยืน ด้วยการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาเสริมกำลัง สร้างกระบวนการ เพื่อพัฒนาผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพสูง และราคาที่น่าพอใจสำหรับชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการทุกท่าน

ผมเองในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ยังคงเป็นหลักในการประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงส่วนราชการ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอาจารย์และนักวิจัยของมหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัย รวมไปถึงเกษตรกรฐานราก ให้เข้ามาทำงานหนักร่วมกันอย่างตั้งใจ เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ดังที่หวังเอาไว้กลายเป็นผลสำเร็จในเร็ววัน ซึ่งก็ต้องบอกว่าในบางพื้นที่อย่างสกลนคร โครงการย่อยเกี่ยวกับดินและผลไม้ก็สามารถเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่วางเอาไว้ได้แล้วส่วนกระบี่ และจันทบุรี ก็เดินหน้าอย่างเต็มกำลัง ที่สำคัญ ในปีที่ผ่านมามีการเข้าร่วมรูปแบบการทำงานของ “จังหวัดโมเดล” อีกหลายพื้นที่ อาทิ นครราชสีมา กาฬสินธุ์ หนองคายเชียงใหม่ สมุทรปราการ และสงขลา นี่คือความคืบหน้าของผมในหนึ่งปีที่ผ่านมา กับหลักแห่งการไม่รอ ไม่ขอ เกษตรกรต้องลุกขึ้นมาสร้างอนาคตด้วยตัวเอง ด้วยศาสตร์แห่งความรู้ความทันสมัยของเครื่องมือ และความเอาใจใส่ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่จะมาร่วมด้วยช่วยกัน “พาทำ” จนสำเร็จ

2.ในด้านของการศึกษา ผมยังคงผลักดันในเรื่อง “โรงเรียนขนาดเล็ก” ที่อยู่ห่างไกล ไม่ให้ถูกควบรวมอย่างเต็มกำลัง เพราะมองว่า ในที่ห่างไกล สถานที่ในการจัดการเรียน
การสอนและพัฒนาศักยภาพของนักเรียนควรต้องเอื้ออำนวยกับเด็กให้มากที่สุด โดยที่ไม่บกพร่องในเรื่องของคุณภาพสำหรับการเรียนรู้ด้วย รัฐบาลต้องจริงใจในการบริหารจัดการเรื่องนี้ และไม่ทำแบบขอไปที แต่ต้องทำอย่างมีความรู้ความเข้าใจและที่สำคัญต้อง “มีใจ” ให้กับการยกระดับคุณภาพทางศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนที่ห่างไกล เพราะนี่คือเครื่องมือสำคัญอันจะยึดเหนี่ยวจิตใจของเหล่านักเรียนในถิ่นทุรกันดารให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาภายใต้ความรู้สึกอบอุ่นและผูกพันกับประเทศไทย รวมไปถึงแผ่นดินไทยผืนนี้ดังนั้น เด็กทุกคนต้องมีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม และได้รับการเอื้ออำนวยจากภาครัฐด้วยความจริงใจ

อีกส่วนที่ผมสนใจและพยายามสื่อสารมาโดยตลอดก็คือ “กระบวนการสอนที่ได้ผล” คือ สอนแบบไหนให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งผมเน้นย้ำในเรื่องของการคิดวิเคราะห์เป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น ดังนั้น การสอนของครูจึงไม่ใช่แค่การสั่งให้นักเรียนทำตามเท่านั้น หรือปฏิบัติให้ได้คำตอบตามที่ครูกำหนดไว้เหมือนที่ผ่านมา แต่หมายถึงว่า ครูต้องทำให้นักเรียนได้คิดเอง ทำเอง และตอบในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ก่อนจะมาสนทนาในคำตอบที่ได้ร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียน เพื่อ “ตกผลึก” ไปสู่การเรียนรู้ในสาระวิชาหรือประเด็นที่ได้รับการนำเสนอนั้นๆ และเมื่อไม่นานมานี้ ผมเพิ่งนำเสนอเรื่องการปรับหลักสูตรการเรียนของมหาวิทยาลัยให้ตอบสนองกับตลาดแรงงาน และความต้องการของประเทศ ด้วยการเรียกร้องอย่างเป็นรูปธรรมให้มหาวิทยาลัยยกเลิกหลักสูตรที่ไม่มีนักศึกษาเรียนหรือเรียนน้อยลง ควบคู่ไปกับการปรับวิธีการเรียนให้ยืดหยุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเรียนที่ไหน เวลาใดก็ได้ที่พวกเขาต้องการ ซึ่งเป็นการปรับให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการศึกษาในปัจจุบัน และอนาคต

3.สำหรับการทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อพัฒนาระบบในการบริหารประเทศ ผมอภิปรายเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินใน 3 เรื่องหลักคือ ระบบการจัดสรรงบประมาณ ระบบการจัดซื้อจัดจ้างและระบบการตรวจสอบซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลางและสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นี่คือการ “จัดระเบียบระบบราชการในการจัดสรรงบประมาณ” เสียใหม่ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปฏิบัติกันแบบเดิมๆ ซ้ำมาไม่รู้กี่ปี ทั้งที่ประเทศของเราต้องสูญเสียงบประมาณออกไปมหาศาล โดยที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รวมไปถึงปัญหาของชาวบ้านมากมายก็มิได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน

ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างก็มีปัญหา ฝ่ายอนุมัตินั่งอยู่บนหอคอยกำหนดกฎกติกาขึ้นมา เพื่อทำให้ฝ่ายปฏิบัติต้องทำงานยาก เพราะถูกปิดกั้นการได้มาซึ่งเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม อาทิ การประกวดราคาเป็นหลักคิดของการจัดซื้อ ดังนั้น บริษัทที่เข้าประมูลเหล่านั้น ก็จะพยายามลดราคาเพื่อให้ชนะ ท้ายที่สุดส่วนราชการจึงได้เครื่องมืออุปกรณ์ราคาถูก แต่คุณภาพที่ต้องการกลายเป็นเรื่องรอง เป็นต้น ส่วนสตง. ก็ให้ความสำคัญไปกับการตรวจการใช้เงิน มากกว่าผลสำเร็จของงานในการใช้งบประมาณ เหล่านี้เองที่ทำให้ผมต้องลุกขึ้นเป็นปากเป็นเสียงแทนชาวบ้านในทุกครั้งที่หน่วยงานเหล่านี้ต้องมาตอบคำถามที่สภาฯ และดูเหมือนว่า ผมยังคงต้องทำเช่นนี้ต่อไป เพราะยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จากหน่วยงานดังกล่าว

4.ผมยังคงยืนยันเช่นเคยว่า ภาพรวมการทำงานของผมนั้น ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งในพื้นที่ชนบท คือการต่อสู้เพื่อจัดการกับปัญหา 2 เรื่องอย่างแม่นยำ ได้แก่ หนึ่งความยากจน และสอง ความไม่รู้ของประชาชน ปัญหา2 เรื่องนี้เป็นบ่อเกิดของความเหลื่อมล้ำที่หมักหมมอยู่ในทุกภาคส่วนของประเทศไทยมาอย่างนมนาน จนค่อยๆ กัดเซาะความเป็นหนึ่งเดียวของพี่น้องประชาชนให้ปริแตกจนกลายเป็นความขัดแย้งดังที่ปรากฏมาตลอดช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบันที่หนักหนาสาหัสมากขึ้นอย่างที่ทราบกันดี

และด้วยการประเมินส่วนตัวนั้น ผมยอมรับว่า “งานที่ทำ”ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่หวังใจเอาไว้ แต่ทิศทางที่ได้มุ่งไปแล้วนั้น ผมเชื่อว่า เรามาถูกทางอย่างแน่นอน ดังนั้น 2564 จึงเป็นปีที่ผมตั้งใจจะพยายาม “คิดนอกกรอบ” ให้มากขึ้น เพื่อค้นหา “กระบวนการใหม่ๆ อันแม่นยำ” มาทำให้ปัญหาเก่าๆลุล่วงไปได้ นอกจากนั้น สำหรับปัญหาใหม่ที่เข้ามา ผมมองว่าเป็นความท้าทายที่พวกเรา (ผมและทีมงาน) จะร่วมกันหาคำตอบของโจทย์เหล่านั้น แล้วช่วยพากันผ่านไปให้ได้เหมือนในปีที่ผ่านมาเพราะความสำเร็จจะไม่มีค่า ถ้าไม่มีใครร่วมเดินหน้าไปด้วยกันขอบคุณทุกคนจริงๆ ครับ

กนก วงษ์ตระหง่าน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,908,307 hits

Join 4,114 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

บางกอกเคเบิ้ล จัดงานวิ่งเพื่อพลังงานสะอาด ส่งต่อรายได้สนับสนุนโซลาร์ให้โรงเรียน
'2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY' ปีที่ 9 เชิดชูผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด
เช็กที่นี่! อนุทิน เซ็นแบ่งงาน 3 รมช.มหาดไทย
ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
กกต.รับรองแล้ว ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็น สส.สุพรรณบุรี เขต 2
ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 9 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดล่าสุดลิตรละกี่บาท
กกต.เคาะแล้ว 28 มิ.ย.นี้ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกเมืองพัทยา และสมาชิกเมืองพัทยา
สยามพารากอน เนรมิตพื้นที่งานคราฟต์สไตล์ไทยกับดีไซน์ล้ำสมัย จัดงาน ‘SIAM PARAGON SUMMERBEATS MUSIC FEST 2026’
คูเวต-UAE อ้างอิหร่านยังโจมตีหลังหยุดยิง เตหะรานโวยโดนยิงก่อน
26 ปีผู้ตรวจการแผ่นดิน โชว์ผลงานแก้ปัญหาประชาชนแล้วเสร็จกว่า 6.4 หมื่นเรื่อง

Recent Posts

  • “Deep Purple” พบแฟนพันธุ์แท้ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกฯ ญี่ปุ่น
  • ช็อกพบสุนัขกว่า 250 ตัวถูกเลี้ยงแออัดในบ้าน องค์กรคุ้มครองสัตว์เผยเป็นภาพจริงไม่ใช่ AI
  • “สี จิ้นผิง” พบผู้นำฝ่ายค้านไต้หวัน ชี้ไม่ยอมรับการประกาศเอกราช มั่นใจสองฝั่งรวมเป็นหนึ่ง
  • “มิน อ่อง หล่าย” สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา
  • สหรัฐฯ เตรียมปรับระบบ “ลงทะเบียนเกณฑ์ทหารอัตโนมัติ” สำหรับชายอายุ 18-25 ปี

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d