ไม่ควรมี… ใครเจ็บบนท้องถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572123

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ไม่ควรมี... ใครเจ็บบนท้องถนน

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี ภาพ : pixabay, มูลนิธิบลูมเบิร์ก

ปัญหาผู้เสียชีวิตบนท้องถนนเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของโลก ในแต่ปีจะมผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนสูงราว 1.3 ล้านคน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 50 ล้านคน

ในการประชุม ชาเลนจ์ บีเบนดัม ริโอ 2010 (Challenge Bibendum Rio 2010) ณ กรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล ได้ร่างกรอบกำหนดการทำงานเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตบนท้องถนนให้เหลือศูนย์ ภายในปี 2593 หรือในอีก 32 ปีข้างหน้า แต่ดูเหมือนว่า 8 ปีที่ผ่านมาหลังจากมีการรณรงค์ ตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศไทยนั้นแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปเลย

ไทยรั้งอันดับหนึ่งของโลก

ในกลุ่ม 100 ประเทศที่ร่วมลงนามรณรงค์ประเทศไทยเรายังคงรั้งอันดับหนึ่งในอัตราการเสียชีวิตราว 36.4 ต่อประชากร 1 แสนคน แซงหน้าประเทศมาลาวี ประเทศไลบีเรีย ประเทศแทนซาเนีย และประเทศรวันดา และเมื่อมองจังหวัดที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดย่อมไม่พ้นกรุงเทพมหานคร หนึ่งในเมืองที่รถติดที่สุดในโลก

สุราษฎร์ เจริญชัยสกุล รองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุในกรุงเทพมหานครว่า “สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุและมีผู้เสียชีวิตนั้นส่วนใหญ่จะเกิดกับกลุ่มประชากรในช่วงอายุ 15-29 ปี โดยยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่คือ รถจักรยานยนต์ มองลึกลงไปอีกจะพบว่ามีการตายเกิดขึ้นกับกลุ่มเยาวชนผู้ที่ไม่มีใบขับขี่สูงขึ้นทุกปี ที่สำคัญกว่านั้นก็คือผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ใส่หมวกกันน็อก”

สอดคล้องกับข้อมูลสถิติอุบัติเหตุของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ปี 2558 พบว่ามีคดีอุบัติเหตุทางบกสูงถึง 69,394 คดี มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 6,273 คน แบ่งเป็นชาย 4,722 คน และหญิง 1,551 คน เสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุทันที 3,331 คน มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2,520 คน

สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงที่สุด คืออุปกรณ์ชำรุด 9,861 ราย การขับตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด 8,027 ราย และการขับตามในระยะกระชั้นชิด หรือการขับจี้ท้ายคันหน้าทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงถึง 5,826 ราย ส่วนคดีเมาสุราแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุนั้นมีอยู่ 1,362 ราย ประเภทพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงที่สุดคือรถจักรยานยนต์ 26,715 คัน ตามด้วยรถเก๋ง 22,637 คัน

รายงานจากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรม ความปลอดภัยทางถนน ได้รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในประเทศไทย ในปี 2561 วันที่ 24 พ.ย. 2561 ทั้งหมด 13,877 คน บาดเจ็บทั้งหมด 912,220 คน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุที่สูงมาก

จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ กรุงเทพมหานคร 845 ราย จ.ชลบุรี 522 ราย และนครราชสีมา 515 ราย ส่วนจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนต่ำที่สุดคือ แม่ฮ่องสอน ที่มีเพียง 38 รายเท่านั้น

เมาไม่ขับและใส่หมวกกันน็อก

“เราไม่รู้เลยว่าเพื่อนที่เรานั่งมอเตอร์ไซค์ของเขาไปด้วยจะดื่มเหล้ามาก่อน ถ้ารู้ก็คงไม่ซ้อนท้ายไปด้วย” นุชจรี เหมราช วัย 39 ปี หนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายจากการซ้อนท้ายคนเมาแล้วขับ เล่าถึงความทรงจำเมื่อ 24 ปีก่อนที่ประสบอุบัติเหตุจนเกือบทำให้ตัวเองต้องเสียชีวิต แต่เคราะห์ดีเธอรอดมาได้เพราะหมวกกันน็อก และเล่าให้แง่คิดเตือนใจกับทุกคนถึงภัยจากความประมาทบนท้องถนน เนื่องในวันรำลึกถึงผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรบนท้องถนนแห่งโลก โดยมูลนิธิบลูมเบิร์กเพื่อสาธารณประโยชน์ (Bloomberg Philanthropies Initiative for Global Road Safety: BIGRS) เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

“ตอนที่เกิดเหตุประมาณสามทุ่ม นุชนั่งรอรถอยู่ริมถนนแถวบางแค เพื่อที่จะกลับเข้าบ้านหลังจากไปทำธุระ โชคไม่ดีที่วันนั้นฝนตกหนัก ทำให้ต้องรอรถนานมากจนถึงเวลาสี่ทุ่มก็ยังไม่มีรถประจำทางมา พอดีมีเพื่อนขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านมาบริเวณนั้น จึงอาสาพาไปส่งที่บ้าน

เราก็ไม่ทราบมาก่อนว่าเพื่อนคนนี้ได้ดื่มแอลกอฮอล์มา ตอนนั้นฝนตกหนักด้วย พอสวมหมวกกันน็อกและรถออกตัวไปได้เพียงไม่นาน รถมอเตอร์ไซค์ที่นุชนั่งซ้อนท้ายได้ชนเข้าอย่างแรงกับรถกระบะที่จอดติดไฟแดงอยู่ข้างหน้า ตอนนั้นความรู้สึกเราเหมือนโดนปิดสวิตช์

มารู้สึกตัวอีกทีขณะที่กู้ภัยกำลังลากตัวเราออกมาจากใต้ท้องรถกระบะ และนำส่งโรงพยาบาล ความรู้สึกตอนนั้นคือตัวชาไปหมด ไม่รู้สึกอะไร เจ้าหน้าที่กู้ภัยบอกว่าหมวกกันน็อกเราแตกละเอียด ถ้าหากไม่สวมหมวกกันน็อก ศีรษะของเราอาจจะไปกระแทกกับเพลาใต้ท้องรถหรือพื้นถนน หรือสมองอาจได้รับความกระทบกระเทือนกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงก็ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราก็คือ กระดูกคอแตกทับเส้นประสาท และกลายเป็นผู้พิการ ต้องนั่งรถเข็นตั้งแต่อายุ 15 และมารู้ทีหลังจากทางตำรวจว่า เพื่อนที่เราซ้อนท้ายเขานั้นตรวจพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูง แล้วขับมาด้วยความเร็วในช่วงเวลาที่ฝนตกหนัก จึงเสียหลักทำให้รถจักรยานยนต์ชนเข้ากับท้ายรถกระบะที่จอดติดไฟแดง แล้วตัวเราก็กระเด็นเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถกระบะ ต้องใช้เวลารักษาตัวในห้องไอซียูนานถึง 3 เดือน

จากนั้นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกเกือบปี เพราะต้องทำกายภาพบำบัดต่อเนื่อง ความฝันทุกอย่างพังทลายหมด จนคิดอยากจะฆ่าตัวตาย เราชอบเรียนภาษาแต่ความฝันที่เคยอยากเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องจบลง รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของพ่อแม่ ทำให้แม่ต้องหยุดทำงานเพื่อดูแลเรา ในขณะที่พ่อต้องเป็นเรี่ยวแรงสำคัญคนเดียวในการทำงานเลี้ยงดูลูกทั้งสามคน แต่กำลังใจจากแม่และครอบครัว ทำให้เราฉุกคิดสู้ชีวิตและอยากกลับมาช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด”

เธอฝากทิ้งท้ายกับทุกคนว่า ครั้งนั้นหมวกกันน็อกช่วยชีวิตไว้ ถ้าตอนนั้นไม่ได้ใส่หมวกกันน็อก ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง “ใกล้ไกลขอให้ใส่หมวก เพราะหมวกกันน็อกคือสิ่งที่ช่วยรักษาชีวิตคุณได้ อย่างน้อยก็ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น” ปัจจุบัน นุชจรีได้เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือคนพิการให้มีงานทำ โดยทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ของบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ทำให้เธอได้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม แม้จะไม่ได้เดินตามความฝันแต่อย่างน้อยก็ได้ใช้ชีวิตอย่างมีค่ากับทุกคนในครอบครัว

จิตสาธารณะแก้ปัญหาอุบัติเหตุ

สุราษฎร์ เสริมถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนว่า แนวทางของกรุงเทพมหานคร โดยสำนักการจราจรและขนส่ง ก็พยายามแก้ปัญหาด้วยการทำงานร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บบนท้องถนน ทั้งด้านการสื่อสารรณรงค์ และการออกแบบพัฒนาปรับปรุงถนนในกรุงเทพมหานครให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่มีอัตราความเสี่ยงสูงกว่ารถประเภทอื่นมีตัวเลขความพิการทุพพลภาพ และสูญเสียชีวิตมากกว่า หากเป็นรถเก๋งหรือรถโดยสารอื่นเมื่อประสบอุบัติเหตุ ก็จะเสียหายแค่ทรัพย์สิน แต่รถจักรยานยนต์นั้น ผู้ขับขี่มีความเสี่ยงถึงชีวิต โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงที่ส่งผลให้มีการบาดเจ็บรุนแรงและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น เช่น การไม่สวมหมวกนิรภัย

เราพบว่าในกรุงเทพฯ มีผู้ไม่ใส่หมวกกันน็อกแล้วขับขี่ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 45 เปอร์เซ็นต์ มีแนวโน้มการเกิดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชนผู้ที่ไม่มีใบขับขี่สูงขึ้น กรุงเทพมหานคร โดยสำนักการจราจรและขนส่ง ได้ดำเนินกิจกรรมการสื่อสารรณรงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ปลุกจิตสำนึก ค่านิยม วัฒนธรรมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนให้กับประชาชน รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ในการรณรงค์ให้ผู้ขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ให้มากขึ้น

“สิ่งสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหานี้ก็คือการมีจิตสาธารณะในการใช้รถใช้ถนน เพราะถนนเป็นของส่วนรวม เรื่องความปลอดภัยทางถนนจึงควรเป็นของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง หากเรามีจิตสาธารณะแล้ว เราจะปฏิบัติตามกฎจราจร แล้วอุบัติเหตุจะไม่เกิดขึ้น” สุราษฎร์ กล่าวทิ้งท้ายให้กับทุกคน โดยเฉพาะช่วงเวลาใกล้เทศกาลที่ทุกคนเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยแล้วยิ่งควรตระหนักถึงความปลอดภัยให้มากขึ้น

ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ กับสัญลักษณ์มิสยูนิเวิร์ส 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572126

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ กับสัญลักษณ์มิสยูนิเวิร์ส 2018

เรื่อง  วราภรณ์ ภาพ  ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ

นับเป็นเกียรติและสิ่งภาคภูมิใจครั้งสำคัญของจิตรกรมากฝีมือ ป๋วย-ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ที่มีโอกาสออกแบบสัญลักษณ์ที่จะใช้ในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ทั้งหมด อาทิ ออกแบบโลโก้มงกุฎนกยูงและสัญลักษณ์ในการประกวดอื่นๆ ที่เขาได้รับแรงบันดาลใจจากมวลบุปผาราชินี 6 ชนิด ซึ่งล้วนเป็นตำนานที่ออกแบบขึ้นใหม่ภายใต้สัญลักษณ์แห่งดวงดาว เพื่อเป็นการถวายพระพรเนื่องในโอกาสสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 66 พรรษา ในปีนี้

ที่สำคัญ ดอกไม้งามที่เขานำมาออกแบบทั้ง 6 ชนิดนี้เป็นดอกไม้ในพระนามาภิไธย และดอกไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม หนึ่งในนั้นคือ ดอกดารารัตน์ สัญลักษณ์ต่างๆ ที่ชูศิษฐ์ออกแบบจะไปปรากฏในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ทั้งหมดโดยเลือกใช้ให้เหมาะกับแต่ละโอกาส

สำหรับรางวัลการันตีฝีมือด้านการวาดภาพของชูศิษฐ์ ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ชูศิษฐ์คือศิลปินไทยคนแรกที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดวาดภาพลายเส้นจาก “อเมริกัน อาร์ติสต์แมกกาซีน” ที่ได้รับการยอมรับแวดวงศิลปะมานานกว่า 70 ปี และด้วยฝีมือหาตัวจับยากทำให้ชูศิษฐ์ได้รับทุนจาก Leslie T. Posey Foundation ศึกษาปริญญาโทในสาขาจิตรกรรมที่ New York Academy of Art สหรัฐอเมริกา ขณะกำลังศึกษาอยู่ที่สหรัฐ ชูศิษฐ์ยังได้รับเกียรติให้เป็น 1 ใน 7 ศิลปินร่วมแสดงผลงานในนิทรรศการ Painting From the Part ที่จัดโดย The Metropolitan Museum of Art มหานครนิวยอร์ก ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของจิตรกรไทยตัวเล็กๆ เนื่องจากนิทรรศการประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ล่าสุด ชูศิษฐ์ได้ทำงานศิลปะที่จะเข้าไปอยู่การประกวดมิสยูนิวิร์ส 2018 ออกแบบเชิงสัญลักษณ์ แทรกแนวคิด เพื่อนำเสนอความเป็นไทยออกสู่สากล ถือว่ามีความยากในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ชูศิษฐ์กล่าวว่า เพราะไม่ใช่เพียงการออกแบบสัญลักษณ์ แต่ต้องแฝงไปด้วยความหมายที่คมมากพอ และต้องสามารถนำไปใช้ได้จริงในการประกวดครั้งนี้ เพื่อนำไปสู่งาน 3D แอนิเมชั่น แต่จะเข้าไปอยู่ในลักษณะใดต้องมีกระบวนการคิดมากกว่าแค่ออกแบบสัญลักษณ์

“ผมได้ร่วมงานนี้เพราะผมรู้จักกับหนึ่งในคณะผู้จัดประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 บริษัท ทีพีเอ็น คือคุณตี๋-สมชาย ชีวสุทธานนท์ ผมได้เจอคุณตี๋ในงานนิทรรศการศิลปะ อยู่บ่อยๆ คุณตี๋จึงให้โอกาสป๋วยเข้าไปร่วมงานออกแบบครั้งนี้ โดยงานที่คุณตี๋มอบหมายให้ป๋วยทำคือ อยากให้ป๋วยออกแบบและคิดเนื้อหาแนวความคิดที่จะเข้าไปอยู่ในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ซึ่งเป็นงานระดับโลก คุณตี๋คิดว่ามันเป็นงานที่เราต้องสร้างชื่อเสียงให้สาวงามทั้ง 95 ประเทศที่จะเข้ามาประกวด ทำให้เขารู้สึกประทับใจที่เข้ามาร่วมงาน ผมถือว่าเป็นเกียรติมากๆ”

สัญลักษณ์แห่งความรักและภักดี ในงานมิสยูนิเวิร์ส 2018 ที่ชูศิษฐ์ออกแบบ อาทิ ออกแบบโลโก้มงกุฎนกยูง และลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมวลบุปผาราชินี 6 ชนิด ได้แก่ ดอนญ่าควีนสิริกิติ์, มหาพรหมราชินี, โมกราชินี, ดารารัตน์, สรัสจันทร และบัวควีนสิริกิติ์ โดยดึงตำนานแห่งมวลบุปผางาม 6 ชนิด ที่ออกแบบขึ้นใหม่ภายใต้สัญลักษณ์แห่งดวงดาว นอกจากเป็นการถวายพระพรเนื่องในโอกาสสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 66 พรรษาในปีนี้ โดยร่วมกันเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านสู่สายตาชาวโลกในงานนี้ ที่สำคัญดอกไม้งามที่นำมาออกแบบทั้ง 6 ชนิดนี้ คือ มวลบุปผาราชินี อันเป็นดอกไม้ในพระนามาภิไธย และดอกไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม และหนึ่งในนั้นคือ “ดอกดารารัตน์ ดอกไม้แห่งความทรงจำ” ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้ ม.ร.ว.หญิงสิริกิติ์ เสมอเมื่อครั้งที่ยังมิได้ทรงราชาภิเษกสมรส สัญลักษณ์ที่นำมาใช้ในการออกแบบทั้งหมดจึงเป็นเครื่องหมายของการแสดงความรัก ความศรัทธา ที่น้อมถวายแด่พระผู้เป็นที่รักยิ่งแห่งแผ่นดินจากประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ

“แนวความคิดการออกแบบงานศิลปกรรมของผมชุดนี้ที่นำมาออกแบบจะมี 2 ส่วน ประกอบไปด้วย สัญลักษณ์แห่งดวงดาวตามคติความเชื่ออย่างไทยในเรื่องภูมิจักรวาล โดยการนำมวลบุปผาราชินีจำนวน 6 ชนิด นำมาสร้างสรรค์ลวดลายและองค์ประกอบขึ้นใหม่ภายใต้สัญลักษณ์แห่งดวงดาว ด้วยการจัดวางการเคลื่อนไหว ด้วยอัตลักษณ์ความงดงามอย่างดาวเพดานไทย ประกอบกับคติตำนานหมู่ดาวนกยูง ซึ่งนกยูงถูกยกให้เป็นนกที่สวยงามและสง่างามที่สุดของโลก เป็นราชินีแห่งนกทั้งปวง ดั่งที่องค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญลักษณ์นกยูงไทยให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย นกยูงยังเป็นสัญลักษณ์ในสากลที่มีความหมายถึง ความเป็นอมตะ ความโชคดีความสูงส่ง และความรัก ซึ่งบุปผาราชินีออกมาในสัญลักษณ์ของดาวเพดานคือ คติความเชื่อของความเป็นไทย สิ่งเหล่านี้แฝงอยู่ในการตกแต่งอยู่ในดาวเพดานของโบสถ์และอื่นๆสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คติความเชื่อของไทยเรื่องจักรวาล ซึ่งพ้องกับคำว่า จักรวาล ซึ่งมีความเป็นนามธรรมและร่วมสมัย ที่จะมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการประกวดครั้งนี้ แต่ใช้ฟอร์มของดอกไม้ เช่น ดอกไม้ชนิดนี้มี 5 กลีบ เช่น โมกราชินีมีความซับซ้อนของกลีบ เกสรเหมือนหยดน้ำเล็กๆ สวยและหาดูยาก โดยบุปผาราชินีจะไปอยู่ในงานต้อนรับหลายส่วนที่จะเกิดขึ้น เช่น อยู่ในงานเลี้ยง หรือศิลปะที่จะใช้ในงานนี้” โดยโลโก้นกยูงจะถูกส่งต่อไปให้ศิลปินศิลปะดิจิทัล 3D ฝีมือระดับต้นๆ ของเมืองไทย ธีร์นันทวริศ นำไปทำเป็นภาพ 3D แอนิเมชั่น ที่ฝีมือของธีร์ฮือฮาและเป็นที่ชื่นชมมาแล้วในงานแถลงข่าวการเปลี่ยนมือการเป็นผู้จัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ในประเทศไทย ในการเปิดตัวนางงามจักรวาลประจำปี 2017 เดมี-ลีห์ เนล-ปีเตอร์ส บนเวที ณ โรงแรมดุสิตธานี มาแล้ว

งานออกแบบสัญลักษณ์แต่ละชิ้นที่ชูศิษฐ์แสดงฝีมือ ล้วนอยู่ภายใต้ความรัก ความศรัทธา ของเขาที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

“ความยากในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน คือ เพราะไม่ใช่เพียงการออกแบบสัญลักษณ์ แต่ต้องนำไปใช้ได้จริงในการแสดงงานในครั้งนี้ จะนำไปสู่งาน 3D แอนิเมชั่น จะเข้าไปอยู่ในลักษณะใด ต้องมีกระบวนการคิดมากกว่าแค่ออกแบบสัญลักษณ์ งานนี้จึงท้าทายและรู้สึกกดดัน เพราะผลงานตัวแทนของคนไทยที่ทำงานศิลปะไทยที่จะเข้าไปอยู่ในงานนี้ ขณะเดียวกันมันต้องมีความเป็นสากลและเข้าถึงทุกคนได้ เพราะเป็นงานออกสู่สายตาชาวโลก จึงต้องมีความผสมผสานไทยแล้วต้องงดงามในเชิงสากลด้วย คือผมทำงานศิลปะมาเกือบทั้งชีวิต งานครั้งนี้ถือเป็นอีกสาขาหนึ่ง ปกติผมชำนาญงานภาพเหมือนสีน้ำมัน ซิกเนเจอร์ของผมคือ ได้รับการยอมรับในเรื่องการวาดภาพเหมือน พระบรมสาทิสลักษณ์ งานของผมได้ไปโชว์ในระดับนานาชาติมาแล้วหลายครั้ง ประสบการณ์ของผมที่สั่งสมมาทั้งหมดผมนำมาใช้ในงานครั้งนี้ อาจไม่ใช่งานโดยตรงในเชิงศิลปะเพียวอาร์ต แต่เป็นงานที่ใช้แนวความคิดลึกซึ้งแบบการทำงานศิลปะเข้ามาใช้ในการทำงานครั้งนี้ที่จัดขึ้นที่เมืองไทย ผมคิดว่างานครั้งนี้เป็นงานสำคัญของประชาชนคนไทย เพราะเป็นงานเผยแพร่ความเป็นชาติไทย สู่สายตาชาวโลก รู้สึกภูมิใจที่ปีนี้ ในฐานะคนไทยคนหนึ่งก็รู้สึกภูมิใจที่ไทยได้จัดงานเป็นเจ้าภาพเพราะเป็นงานระดับโลก อยากให้คนร่วมเชียร์และมาดูงานศิลปะ ดูโปรดักชั่นที่เป็นมืออาชีพทั้งนั้น”

ชูศิษฐ์ยอมรับว่ากว่าจะกลั่นงานออกแบบเชิงสัญลักษณ์ได้ต้องใช้เวลานาน 1 เดือนกว่าความคิดจะตกผลึก ขณะที่คิดงานเขาหาแรงบันดาลใจด้วยการฟัง Main Theme ของการประกวดแต่ละครั้ง เพื่อเขาต้องเข้าใจถึงมูฟเมนต์ จังหวะแนวดนตรีประกอบกัน

“ทุกอย่างต้องทำงานสอดคล้องกัน เพราะมันต้องใช้ในการเคลื่อนไหว การเดิน การแสดงทุกอย่างที่อยู่บนเวที อย่างที่กองประกวดให้โจทย์ในการทำงานของผมมาคือ เป็นงานของผู้หญิงสมัยใหม่ที่มีความบอบบางแต่แข็งแรง สวยที่สุดในโลก ณ พ.ศ.ปัจจุบัน ฉลาด มั่นใจ ผมต้องแสดงให้เห็นภายใต้การออกแบบ การใช้เส้น การออกลวดลายหนาบาง น้อยแต่มีความเท่ ที่ชัดเจนและน่าจดจำนี่คือโจทย์ที่ผมได้รับ โจทย์เป็นนามธรรมมากๆ ตอนเรียนคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร อยู่แล้ว ผมได้รีเสิร์ชงานในโบสถ์ ตามวัดสำคัญๆ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ผมได้เห็นบรรยากาศความเชื่อ คติความเชื่อไทยที่แฝงอยู่ในสถาปัตยกรรมต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นความผูกพันที่อยู่ในตัวผมอยู่แล้ว ผมถึงรู้ว่าเราจะนำสัญลักษณ์เหล่านี้มาใช้ในงานอย่างไร”

งานครั้งนี้จึงถือเป็นงานที่ท้าทายมาก เพราะเป็นงานที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน เวลาทำงานทุกครั้งเขาจะมีแรงบันดาลใจและเขาชื่นชอบทำงานที่มีความยากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พอที่จะท้าทายตัวเอง ดึงความสามารถของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นงานใหญ่ๆ ที่เขาทำมักจะมีความยากขึ้นเรื่อยๆ

“ผมรู้สึกว่าผมต้องทำงานที่ยากขึ้น อุปสรรคมากขึ้น และผมต้องผ่านอุปสรรคให้ได้ เป็นสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญที่ทำงานในสาขาใดก็แล้วแต่ ต้องมีความมุ่งมั่นความเพียร ข้ามผ่านอุปสรรคให้สำเร็จลุล่วงเป็นดียิ่ง ซึ่งผมได้แรงบันดาลใจนี้มาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 มาตลอดชีวิต เราต้องเพียร มุ่งมั่นในการทำงานตลอดระยะเวลาของการทำงาน“

ยกระดับ ความรู้เรื่องการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572125

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ยกระดับ ความรู้เรื่องการเงิน

เรื่อง ภาดนุ ภาพ Pixabay

การยกระดับความรู้เรื่องการเงินเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ เพราะนอกจากจะต้องเรียนรู้แนวทางการลงทุนต่างๆ รวมไปถึงการเก็บเงิน หาเงิน การใช้เงินให้ประหยัด และการบริหารเงินออมให้งอกเงยแล้ว เรายังจะต้องรู้จริงในเรื่องการเงินทุกแง่ทุกมุมอีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการกู้ยืม จำนอง จำนำ ทั้งในฐานะที่เราเป็นคนกู้และคนให้กู้ กฎหมายแรงงานและการทำงานต่างๆ เรื่องภาษีอากร เรื่องสัญญาซื้อ-เช่า หรือจะซื้อจะเช่าอสังหาริมทรัพย์ ระบบต่างๆ ในธนาคาร ทั้งบัญชีหลากรูปแบบ เช่น ฝากประจำ กระแสรายวัน และออมทรัพย์ รวมถึงกฎ ค่าธรรมเนียมในการใช้บริการแต่ละครั้ง (ปัจจุบันหากใช้แอพพลิเคชั่นของบางธนาคารก็จะไม่เสียค่าธรรมเนียม) กองทุน หุ้น บัตรเครดิต ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องเงินที่คุณควรรู้

ที่ผ่านมามีคนมากมายต้องมาตกม้าตาย หรือไม่ก็ต้องเสียเวลา เนื่องมาจากการไม่มีความรู้เรื่องการเงินเหล่านี้ เช่น จะให้ใครกู้ยืมก็ไม่ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร สุดท้ายก็ชวดเงิน หรือถ้าเราไปยืมเขา ทำเรื่องกู้เรียบร้อย มีสัญญาชัดเจน พอถึงกำหนดเราก็จ่ายไปตามปกติ แต่ดันไม่ได้ทำหลักฐานเอาไว้ ในที่สุดถ้ามีคนคิดจะโกง เขาก็จะหาเรื่องฟ้องร้องเราได้อีก หรือการลืมจ่ายภาษี นี่ก็สร้างปัญหาใหญ่จนถึงขั้นขึ้นศาลและสร้างภาวะล้มละลายให้คนมาแล้วนับไม่ถ้วน

เรื่องเงินคือเรื่องสำคัญ มันอยู่กับเราทุกเวลา และมันมีผลต่ออนาคตของเราโดยตรง เราจึงต้องศึกษากระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ให้ละเอียด ด้วยเหตุผล 4 ประการคือ

1.รู้เรื่องเงินไว้ เราจะได้ไม่เสียรู้หรือประสบปัญหา อันเนื่องมาจากความไม่รู้ เสียรู้ หรือความประมาทเลินเล่อ จนอาจส่งผลให้เราสิ้นเนื้อประดาตัวได้

2.รู้เรื่องเงินไว้ เราจะได้เห็นแนวทางการเพิ่มเงินที่มีให้มากขึ้น เห็นลู่ทางในการส่งเงินไปทำงานแทนเรา

3.รู้เรื่องเงินไว้ เพื่อความมั่นคงในชีวิต ทรัพย์สิน และอนาคต

4.รู้เรื่องเงินไว้ เพื่อช่วยเหลือคนอื่นที่อาจจะต้องประสบความลำบากด้วยความไม่รู้ เช่น คู่ชีวิต บุตรธิดา พ่อแม่พี่น้อง หรือเพื่อนพ้องของเรา รวมไปถึงบริษัทที่เราทำงานอยู่ การที่เรารู้ อาจส่งผลให้เราช่วยในการตรวจสอบไม่ให้บริษัทโกงเรา หรือทำอะไรผิดพลาดจนเกิดความเสียหายต่อตัวบริษัทเองได้

เมื่อถึงตรงนี้หากคุณยังไม่เห็นว่า การรู้เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการเงินเป็นเรื่องสำคัญ ก็ขอให้ระมัดระวังไว้ว่าสักวันหนึ่งเราอาจต้องเสียหายจากความประมาทนี้ก็เป็นได้

คุณอาจจะไม่ต้องถึงขั้นลงทะเบียนเรียน “วิชาเศรษฐศาสตร์” หรือหาตำราระบบเศรษฐกิจมาอ่านเป็นเล่มๆ แต่อย่างน้อยก็ควรทำความเข้าใจเรื่องการจัดการบริหารเงินของเรา ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น การทำบัญชี การฝากเงิน การออม เพราะสิ่งเหล่านี้เราย่อมต้องทำเป็นอยู่แล้ว

สำหรับคนทำงานก็ต้องรู้เรื่องกฎหมายแรงงานไว้เพื่อเป็นเกราะป้องกัน รู้กฎหมายภาษีเพื่อทำหน้าที่พลเมืองผู้มีรายได้อย่างถูกต้อง หรือถ้าเราอยากลงทุนก็ต้องรู้ให้ลึก รู้ให้จริงเกี่ยวกับการลงทุน และรู้รวมไปถึงสิ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อความเสี่ยง กับผลตอบแทนของการลงทุนนั้นๆ ด้วย

ถ้าอยากทำสวนส้มโอให้ออกดอกออกผล ก็ต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับมัน ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ การเลือกสถานที่ปลูก และอื่นๆ ด้วย ถ้าอยากทำเงินให้ออกดอกออกผล เราก็ต้องรู้เกี่ยวกับมันให้ละเอียดที่สุด ตามคำกล่าวที่ว่า “เราจะมีเงินมากน้อยแค่ไหน ก็อยู่ที่ว่าเรามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมันมากน้อยเพียงใด” ถ้ารู้มากก็มีมาก แต่ถ้ารู้น้อยก็ย่อมมีน้อยเป็นเรื่องธรรมดา ว่าแต่คุณอยากจะมีเงินมากหรือน้อยกันล่ะ

ปวดข้อ สัญญาณเตือนแรกโรคเอสแอลอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572124

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ปวดข้อ สัญญาณเตือนแรกโรคเอสแอลอี

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

โรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus : SLE) เป็นโรคไม่ติดต่อ เกิดจากภูมิต้านทานทำร้ายตัวเอง ปกติภูมิต้านทานของเรา จะมีหน้าที่ทำร้ายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เชื้อโรคตายโดยการหลั่งสารอักเสบ แต่ในผู้ป่วยโรคเอสแอลอี ภูมิต้านทานไม่สามารถแยกแยะระหว่างสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายกับเซลล์และเนื้อเยื่อของตัวเองได้ จึงทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายคิดว่าเซลล์ปกตินั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมจึงได้ไปทำร้ายเซลล์นั้น ทำให้เกิดการอักเสบจนมีผลกระทบกับอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะ ผิวหนัง ข้อ ระบบเลือด ไตและระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งถ้าปล่อยให้มีการอักเสบเป็นเวลานานจะทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย จนทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

ดังนั้นในการรักษาจึงต้องรีบควบคุมการอักเสบให้ได้ก่อนที่จะไปทำลายอวัยวะต่างๆ อย่างถาวร โดยมีสาเหตุจากพันธุกรรม ร่วมกับสิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของระบบภูมิต้านทานในร่างกาย เช่น ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งมักจะพบในวัยรุ่นเพศหญิง ความเครียด แสงแดด การติดเชื้อ และยาบางชนิด

รศ.พญ.สุมาภา ชัยอำนวย อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติซั่ม โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า อาการของโรคเอสแอลอี สามารถแสดงอาการได้หลายรูปแบบ แต่ละคนก็จะมีอาการที่ต่างกัน โดยอาการจะมีช่วงกำเริบและสงบสลับกันไป แต่มักจะไม่หายขาด ส่วนใหญ่จะมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนน้อยจะมีอาการแบบรุนแรง รวดเร็ว สามารถเกิดอาการได้ทุกระบบ อาการที่พบบ่อยได้แก่ อาการปวดข้อ อาการผื่นบนใบหน้า เช่น ผื่นผีเสื้อ คือผื่นที่ขึ้นบริเวณจมูกและแก้มทั้งสองข้าง ผื่นแพ้แสงแดด เหนื่อย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว รู้สึกเหมือนมีไข้ต่ำๆ ซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกที่พบได้บ่อยที่สุด มีแผลในปากบริเวณเพดานปากและเหงือก ผมร่วง ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อซีด เป็นจ้ำเลือดง่าย

หากมีอาการที่สมองจะทำให้มีอาการปวดศีรษะ ชัก หรืออ่อนแรงได้ อาจจะมีอาการเยื่อหุ้มปอดและหัวใจอักเสบทำให้มีอาการหายใจแล้วเจ็บหน้าอกได้ หากโรคเอสแอลอี ทำให้ไตอักเสบจะทำให้มีอาการบวมทั้งที่เท้า ขา และหนังตา ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะเป็นฟอง หรือมีเลือดในปัสสาวะ โดยมากกว่าร้อยละ 90 ในผู้ป่วยโรคเอสแอลอี พบอาการปวดข้อเป็นอาการนำ

ส่วนมากมักมีอาการอักเสบของข้อร่วมด้วย โดยสังเกตจากมีอาการบวม ตึงรอบๆ ข้อผู้ป่วยบางรายอาจจะปวดข้อแต่ไม่มีอาการอักเสบก็ได้ ซึ่งบริเวณที่พบได้บ่อย คือ ข้อเล็กๆ ในนิ้วมือ ข้อมือ ข้อศอก และข้อเข่า อาจจะมีการปวด ร่วมกับบวมตึง อาการมักจะแย่ที่สุดในช่วงเช้า หลังจากตื่นนอน หรือหลังจากที่ไม่ได้ขยับข้อมานานๆ จะทำให้มีการสะสมของสารอักเสบรอบๆ ข้อมากขึ้น

พอได้ขยับเขยื้อน หรืออาบน้ำอุ่นๆ จะทำให้อาการดีขึ้น แม้ว่าอาการบวม อักเสบจะไม่มาก แต่ในบางครั้งผู้ป่วยโรคเอสแอลอีจะมีอาการปวดได้มากๆ ไม่สัมพันธ์กับการอักเสบที่เห็น บางคนปวดมากจนแทบลุกจากเตียงไม่ได้ในตอนเช้า อาการปวดข้อในโรคเอสแอลอียังมีอาการปวดแบบย้ายที่ คือ ปวดจากข้อหนึ่งย้ายไปอีกข้อหนึ่ง วันหนึ่งปวดข้อมืออีกวันปวดข้อเข่า บางครั้งญาติหรือคนที่บ้านก็ไม่เข้าใจ เพราะดูไม่เห็นจะอักเสบหรือบวมแดงอะไร

อันนี้หมอต้องอธิบายคนในครอบครัวให้เข้าใจ และขอความเข้าใจ เห็นใจให้คนไข้อยู่เสมอๆ นอกจากอาการปวดบริเวณข้อแล้วยังมีอาการปวดเมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดระบม ตัวรุมๆ ไม่สบายตัว ร่วมด้วยได้ อาการปวดข้อช่วงเช้านี้จะแตกต่างจากการปวดข้ออื่นๆ เช่น อาการปวดข้อจากโรคข้อเสื่อม ซึ่งมักจะปวดเมื่อมีการใช้งาน อาการดีขึ้นเมื่อได้พักหรืออยู่นิ่ง อาการปวดข้อในโรคเอสแอลอี จะเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง มักเป็นทั้งสองข้าง แบบสมมาตรกัน คือเป็นทั้งด้านซ้ายและขวา

หากมีอาการดังข้างต้นและสงสัยว่าตัวเองอาจจะเป็นโรคเอสแอลอี สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ไม่เครียด เพราะความเครียดอาจจะทำให้โรคกำเริบเพิ่มได้ ไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม ซึ่งแพทย์จะตรวจเลือด เพื่อหาโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อทำลายตัวเอง ที่เรียกว่าแอนติบอดีซึ่งหากให้ผลบวก จะเป็นข้อมูลในการช่วยวินิจฉัยโรคเอสแอลอี และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองที่ถูกต้อง เพราะโรคนี้เป็นโรคเรื้อรังและซับซ้อนในหลายๆ ครั้งผู้ป่วยจึงอาจจะท้อแท้และหมดกำลังใจ ดังนั้นครอบครัวมีความสำคัญอย่างมาก ที่จะสนับสนุนในเรื่องจิตใจ ให้ความเข้าใจถึงตัวโรคที่เกิดขึ้น และให้กำลังใจกับผู้ป่วย เพื่อจะได้ต่อสู้กับโรคต่อไป

(อย่า) กังวลกับอนาคต จนไม่กล้าก้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572031

  • วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

(อย่า) กังวลกับอนาคต จนไม่กล้าก้าว

เรื่อง บีเซลบับ

ไม่มีใครที่เก่งมาตั้งแต่เกิด ในชีวิตคนเรามีโอกาสที่จะได้รู้ได้เห็นและได้จดจำสิ่งต่างๆ มากมาย เมื่อได้เรียนรู้อาจจะทีละเล็กทีละน้อย แต่เราก็จะทำดีขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้คือกระบวนการที่เท่าเทียมกันทุกคนหมด หากเราไม่คิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นสิ่งเรียนรู้เพื่อให้ได้มา เราก็จะลองท้าทายทำสิ่งใหม่ๆ ได้เสมอ

อย่ากังวลกับอนาคตจนไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า!

1.ทำไมไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมชอบคาดเดาอนาคตว่า ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จนกังวลวิตกไปเอง ทั้งที่จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ก็ไม่มีใครประกันได้ หรือทำอะไรต่อไปไม่ถูกก็มี ความจริงก็คือยิ่งคิดเช่นนั้นก็ยิ่งเป็นทุกข์ รู้สึกหวาดระแวงกับงานที่ทำอยู่ การกระทำเช่นนี้นี่แหละที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเอาแต่คิดแง่ร้ายกับเรื่องที่คุณมองไม่เห็น หรือเรื่องที่ไม่ได้มีการตกลงอะไรแน่ชัด

นี่อาจทำให้คุณกังวลใจจนนอนไม่หลับ ถ้าทำแบบนั้นแล้วช่วยแก้ไขปัญหาได้จริงๆ คงไม่มีใครว่าอะไร ถึงคุณจะคิดฟุ้งซ่านจนถึงรุ่งเช้า สถานการณ์ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คุณก็แค่ต้องเข้าใจตัวเอง แล้วทำใจให้สบาย เผชิญหน้ากับความเป็นจริง แล้วก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง

2.ทุ่มเทกับเรื่องดีที่เป็นไปได้

หากเราทุ่มเทกับเรื่องใกล้ตัวจนเกิดผลลัพธ์ที่ดี ผลลัพธ์ที่ดีนั้นจะชักพาเรื่องดีๆ เรื่องอื่นๆ เข้ามาหา แต่หากไม่ลองพยายาม เราก็ไม่มีแม้แต่โอกาสที่เรื่องดีๆ จะเข้ามาหาเลย อย่ามัวยึดติดกับเรื่องที่คิดไปก็ไปไม่ได้ไกล และไม่ได้ประโยชน์อะไร แล้วหันหน้ามาเผชิญกับสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ดีกว่า

ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เวลาที่มานั่งกลุ้มใจกับเรื่องในอนาคตจึงเปล่าประโยชน์ นั่นหมายความว่าคุณต้องเปลี่ยนวิธีคิด หันมาสนใจกับเรื่องตรงหน้าแล้วทำมันอย่างดีที่สุดแทน

3.มุ่งมั่นฝึกฝน พัฒนาทักษะ

ในระหว่างหรือในจังหวะชีวิตของคนทุกคน คือการพัฒนาทักษะ และการมุ่งมั่นฝึกฝน เมื่อโอกาสมาถึงก็ไม่มีคำว่า ไม่เอา หรือไม่กล้า นี่เป็นเรื่องจริงที่คนทำงานหลายคนได้จดจำเงื่อนไขแห่งความทุกข์ และเชื่อมโยงมันไว้กับภาพจำแง่ลบ ที่เมื่อทับถมมากเข้าๆ ก็กลายเป็นแก่นแกนความคิด ที่ยึดติดกลายเป็นภาพจำของตัวเองไปจริงๆ และภาพนี้เองที่ทำให้เราต้องเสียโอกาสดีๆ ไปหลายครั้งในชีวิต

ทำไมเราไม่กำหนด “เงื่อนไขแห่งความสุข” และเชื่อมโยงมันไว้กับภาพจำแง่บวก คิดถึงปัจจัยแห่งความสุขและเครื่องมือสู่อนาคตที่แจ่มใสบ่อยๆ ด้วยวิธีนี้ คุณก็จะยืนต่อหน้าโอกาสดีๆ ในทุกจังหวะของชีวิต และจะไม่พลาดมันอีกเลย วิธีนี้ไม่เสียทั้งเงินไม่เสียทั้งเวลา เพราะตัวเราที่มีสวิตช์ควบคุมความสุขและการเดินทางไปสู่ความสำเร็จของเราเอง

4.กล้ากระโดดออกจากคอมฟอร์ตโซน

ความเป็นจริงก็คือ ความคิดเรื่องย้ายงานของคนทำงานจะเปลี่ยนแปลงควบคู่ไปกับสภาพเศรษฐกิจ ความรู้สึกจะโลเลไปมาไม่ต่างจากลูกตุ้มนาฬิกา เปลี่ยนงานไปแล้วสักพักหนึ่ง ก็คิดอยากเปลี่ยนงานอีกด้วยเหตุผลต่างๆ

เมื่อเห็นสัจธรรมของการเปลี่ยนงานแล้ว ก็มองเข้าไปให้เห็นตัวเอง อย่างไรก็ตาม บางทีเหตุผลของการไม่กล้าเปลี่ยนงานอาจไม่ใช่เพราะเหตุผลแรกก็ได้ แต่ไม่กล้าเปลี่ยนงาน เนื่องจากไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงใหม่ๆ คิดเท่าไรก็ไม่ได้บทสรุปจนสุดท้ายก็รู้สึกแย่กับตัวเอง เพราะไม่กล้าตัดสินใจอะไรลงไป

คำแนะนำที่ดีที่สุดคือ คุณต้องกล้าก้าวออกมาจากคอมฟอร์ตโซนนั่นเสีย แม้หน้าที่การงานที่ทำอยู่จะ “ปลอดภัย” เพียงใด แต่นัยหนึ่งก็เป็นกับดักที่ทำให้เราไม่อาจก้าวออกสู่โอกาสและความท้าทายใหม่ๆ อาจเริ่มด้วยลองพักสมองไว้ก่อน แล้วสร้างจินตภาพถึงตัวเลือกและโอกาสต่างๆ

คุณจะประหลาดใจว่า ในที่สุดคุณก็ได้พบทางเลือกที่ดีที่สุด!

Bike อุ่นไอรัก เปิดเส้นทางปั่น แสดงพลังความภักดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572028

  • วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 16:00 น.

Bike อุ่นไอรัก เปิดเส้นทางปั่น แสดงพลังความภักดี

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ภาพประวัติศาสตร์กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แสดงออกได้ชัดแจ้งถึงความรักความจงรักภักดีของพสกนิกรที่มีต่อพระมหากษัตริย์ กับการรวมใจของประชาชนไทย ในการมุ่งเข้าร่วมกิจกรรมปั่นจักรยาน “Bike อุ่นไอรัก” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9 ธ.ค.นี้ ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตามเส้นทางจักรยานจากลานพระราชวังดุสิต ผ่านเส้นทาง 25 คลองประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ ไปยังปลายทางสวนสุขภาพลัดโพธิ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ รวมระยะทางไป-กลับ 39 กิโลเมตร

ทันทีที่เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมปั่นจักรยาน “Bike อุ่นไอรัก” ณ สำนักงานเขตทุกเขตในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งศาลาว่าการทุกๆ จังหวัดทั่วประเทศ โดยผู้สนใจร่วมสมัครหลายแสนคนและสมัครกันเข้ามาอย่างต่อเนื่องให้ความสนใจกันอย่างคึกคัก

กิจกรรมสำคัญครั้งนี้มีการแถลงข่าว “Bike อุ่นไอรัก” โดย พล.อ.ท.ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่า ในวันที่ 9 ธ.ค.นี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” เวลา 13.39 น. จากนั้นเวลา 15.00 น. จะทรงจักรยานนำผู้เข้าร่วมกิจกรรมปั่นจักรยาน “Bike อุ่นไอรัก” ขบวนจักรยานตามเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน เริ่มต้นจากเส้นทางพระลานพระราชวังดุสิต ผ่านสายน้ำและคูคลองสำคัญต่างๆ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดกิจกรรมนี้ให้เป็นพิธีเปิดงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 ธ.ค. 2561-19 ม.ค. 2562

“อุ่นไอรัก คลายความหนาว” กลับมาอีกครั้ง

พล.อ.ท.ภักดี กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเป็นหลัก ทุกพื้นที่ที่ขบวนจักรยานเสด็จผ่าน มีพระราชาอนุญาตให้เปิดหมดโดยจะไม่มีรั้วกั้นระหว่างพระองค์ท่านกับประชาชน ที่สามารถรอเฝ้าฯ รับเสด็จได้ทุกเส้นทาง ในการนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงร่วมกิจกรรมนี้ด้วย

โดยมีระยะทางให้ประชาชนเลือกร่วมขบวนปั่นได้หลายระยะทางใน 9 จุด ตามเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน

จุดที่ 1 คือ ลานคนเมือง ระยะทาง 4.2 กิโลเมตร เริ่มปั่นตั้งแต่เวลา 08.00 น. ซึ่งเป็นกลุ่มครอบครัว ปั่นจักรยานเที่ยวชมจุดสำคัญ ได้แก่ เสาชิงช้า พระบรมมหาราชวัง ท่าราชวรดิฐ และสวนสราญรมย์ เส้นทางลานคนเมือง-อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย-แยกผ่านพิภพลีลา-ศาลหลักเมือง-ถนนหน้าพระลาน-ถนนมหาราช-ถนนท้ายวัง-แยกรักษาดินแดน-ถนนเจริญกรุง-แยกอุณากรรณ-สวนรมณีนาถ

จุดที่ 2 คือ สนามม้านางเลิ้ง ระยะทาง 16.2 กิโลเมตร เส้นทางตั้งแต่ สนามม้านางเลิ้ง-แยกมิสกวัน-แยกผ่านพิภพลีลา-แยกรักษาดินแดน-แยกเอสเอบี-สะพานพระปกเกล้า-แยกบ้านแขก-ถนนอิสรภาพ-ถนนท่าดินแดง-สะพานพุทธ-ถนนมหาราช-ถนนหน้าพระธาตุ-ถนนเจ้าฟ้า-ถนนราชดำเนินกลาง-แยกผ่านฟ้า-ถนนนครสวรรค์-สะพานเทวกรรมรังรักษ์-สนามม้านางเลิ้ง

จุดที่ 3 สนามม้านางเลิ้ง ระยะทาง 6.2 กิโลเมตร เส้นทางตั้งแต่ สนามม้านางเลิ้ง-แยกผ่านพิภพลีลา-สะพานพระปิ่นเกล้า-แยกอรุณอมรินทร์-สะพานพระราม 8-แยกวิสุทธิกษัตริย์-แยก จปร.-แยกมิสกวัน-สนามม้านางเลิ้ง

จุดที่ 4 สนามหลวง ระยะทาง 11 กิโลเมตร เส้นทางตั้งแต่สนามหลวง-แยกรักษาดินแดน-แยกเอสเอบี-สะพานพระปกเกล้า-แยกบ้านแขก-ถนนอิสรภาพ-ถนนท่าดินแดง-สะพานพุทธ-ถนนมหาราช-ถนนหน้าพระธาตุ-สนามหลวง

จุดที่ 5 โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ระยะทาง 20.6 กิโลเมตร เส้นทางตั้งแต่โรงพยาบาลพระปิ่นเกล้า-แยกพระประแดง-ซอยสุขสวัสดิ์ 47-แยกพระประแดง-โรงพยาบาลพระปิ่นเกล้า

จุดที่ 6 แยกตากสิน ระยะทาง 23.6 กิโลเมตร เส้นทางตั้งแต่ใต้สะพานตากสิน-แยกพระประแดง-ถนนสุขสวัสดิ์-แยกตากสิน-ใต้สะพานตากสิน

จุดที่ 7 ถนนอินทรพิทักษ์ ระยะทาง 24.3 กิโลเมตร เส้นทางตั้งแต่วงเวียนใหญ่-แยกพระประแดง-ถนนสุขสวัสดิ์-แยกพระประแดง-วงเวียนใหญ่

จุดที่ 8 พระประแดงอาเขต ระยะทาง 15 กิโลเมตร เส้นทางตั้งแต่พระประแดงอาเขต-แยกมไหสวรรย์-แยกท่าพระ-วงเวียนใหญ่-แยกพระประแดง-ถนนสุขสวัสดิ์-พระประแดงอาเขต

จุดที่ 9 โกดังศุภนาวากรุ๊ป ระยะทาง 23 กิโลเมตร เส้นทางตั้งแต่โกดังศุภนาวากรุ๊ป-แยกพระประแดง-โรงพยาบาลพระปิ่นเกล้า-วงเวียนใหญ่ (วนกลับ)-โรงพยาบาลพระปิ่นเกล้า-แยกพระประแดง-โกดังศุภนาวากรุ๊ป

สำหรับผู้มาร่วมกิจกรรม “Bike อุ่นไอรัก” สามารถจอดรถได้ที่บริเวณสนามม้านางเลิ้ง กรมทางหลวง กรมแพทย์ทหาร กระทรวงวิทยาศาสตร์ สนามหลวง กองสลากกินแบ่งรัฐบาลแห่งเก่า ราชนาวีสโมสร สวนนาคราภิรมย์ ส่วนฝั่งธนบุรีสามารถจอดรถที่กรมอู่ทหารเรือ หอประชุมกองทัพเรือ เดอะมอลล์ บางแค บิ๊กซี สุขสวัสดิ์ และโกดังศุภนาวากรุ๊ป รวมทั้งยังมีทีมแพทย์มาดูแลสุขภาพตลอดเส้นทาง

เสื้อ “BIKE” เสื้อพระราชทานให้แก่นักปั่นทุกคน

เส้นทางปั่นหลักจากพระลานพระราชวังดุสิตไปยังคลองลัดโพธิ์ผ่านคลอง 25 คลอง ในอดีตที่พระมหากษัตริย์มีพระราชดำริให้ขุดคลองขึ้น เพื่อการคมนาคมและประกอบอาชีพตามเส้นทางริมน้ำ โดยเฉพาะคลองลัดโพธิ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ​โปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้น เพื่อบรรเทาอุทกภัยในกรุงเทพฯ ถือเป็นเส้นทางประวัติศาสตร์และสอดคล้องสายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์

ขบวนสำคัญในกิจกรรมครั้งนี้ ขบวน A สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจักรยานเส้นทางตั้งแต่ถนนพระลานพระราชวังดุสิต เข้าสู่ถนนราชดำเนิน ผ่านถนนสนามไชย ถนนเจริญกรุง ถนนจักรเพชร ข้ามสะพานพระปกเกล้า ถนนประชาธิปก เข้าสู่วงเวียนใหญ่ ผ่านถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน ถนนสุขสวัสดิ์ เข้าสู่ถนนเพชรหึงษ์ และเข้าสู่ที่หมายคลองลัดโพธิ์

เส้นทางขากลับถนนเพชรหึงษ์ ถนนสุขสวัสดิ์ จนมาถึงถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน วงเวียนใหญ่ เข้าสู่ถนนประชาธิปก เข้าสู่สะพานพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เลี้ยวซ้ายเจ้าสู่ถนนจักรเพชร จากนั้นเข้าสู่ถนนสนามไชย ราชดำเนิน และพระลานพระราชวังดุสิต

ขบวน B และ C เป็นผู้นำ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปร่วมปั่น โดยทั้ง 3 ขบวนนี้จะปั่นเต็มระยะ 39 กิโลเมตร ผู้ร่วมกิจกรรม 3,800 คน

ขบวน D ลักษณะการปั่นแบบครอบครัว ระยะทาง 4.2 กิโลเมตร เริ่มต้นปั่นเวลา 08.00 น. โดยเป็นการปั่นจักรยานเพื่อเที่ยวชมจุดสำคัญซึ่งมี 4 จุดใหญ่ คือ เสาชิงช้า พระบรมมหาราชวัง ท่าราชวรดิฐและสวนสราญรมย์ เป็นต้น โดยปั่นตามเส้นทางต่อไปนี้ ลานคนเมือง-อนุสาวรีย์ ปชต.-แยกผ่านพิภพลีลา-ศาลหลักเมือง-ถนนหน้าพระลาน-ถนนมหาราช-ถนนท้ายวัง-แยก นรด.-ถนนเจริญกรุง-แยกอุณากรรณ-สวนรมณีนาถ ซึ่งกำหนดผู้ร่วมกิจกรรม 8,000 คน ประชาชนแบ่งขบวน E แบ่งออกเป็น 2 ขบวน โดยขบวน E1 และ E2 จากสนามม้านางเลิ้ง

ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเสื้อแก่ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมปั่นจักรยานในกิจกรรม Bike อุ่นไอรัก เป็นเสื้อที่ทรงออกแบบมีพระราชวินิจฉัยทุกๆ รายละเอียด ด้านหน้าเป็นโลโก้งานอุ่นไอรัก คลายความหนาว ส่วนด้านหลังเป็นภาพวาดฝีพระหัตถ์ครอบครัวสุขสันต์ โดยในวันที่ 28 พ.ย. 2561 ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดจะเข้ารับพระราชทานเสื้อ เพื่อเชิญไปมอบแก่ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมทุกคน ในวันที่ 1 และ 2 ธ.ค. 2561 เวลา 08.00-16.00 น. ที่ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ส่วนในกรุงเทพมหานครรับที่สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ

ประชาชนทุกหมู่เหล่าสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในวันประวัติศาสตร์เฝ้าฯ รับเสด็จ และร่วมกิจกรรมปั่นจักรยาน “Bike อุ่นไอรัก” พร้อมกันทั่วประเทศ เวลา 15.00 น. ตามเส้นทางที่กำหนด โดยจะต้องสมัครลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมปั่นจักรยาน “Bike อุ่นไอรัก” ได้ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ได้ตั้งแต่วันนี้ ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.bikeunairak2018.com หรือสมัครด้วยตนเองได้ที่ สำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร และศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1111

ทาร์เก็ต ไบค์ ปั่นจักรยานสร้างความฟิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572030

  • วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 16:00 น.

ทาร์เก็ต ไบค์ ปั่นจักรยานสร้างความฟิต

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ฟิตเนส เฟิร์สท

เมื่อพูดถึงคลาสปั่นจักรยาน ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์การออกกำลังกาย ที่สายฟิตไม่พลาดที่จะมีอยู่ในลิสต์ประจำสัปดาห์ ซึ่งจากผลการศึกษาหลายกรณียืนยันว่า การออกกำลังกายลักษณะนี้ให้ผลดีกว่าการออกแรงด้วยความหนักคงที่

จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนจะหันมาออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยาน บางคนเลือกที่จะปั่นแบบเอาต์ดอร์ หรือเลือกที่จะเข้าคลาสปั่นจักรยานที่กำลังเป็นกระแสนิยมอยู่ขณะนี้ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่า มีสตูดิโอปั่นจักรยาน (Cycling Studio) เกิดขึ้นมากมาย และมีคลาสให้เลือกสรรกันหลายแห่ง โดยแต่ละคลาสจะมีผู้ฝึกสอนนำการปั่นอยู่ด้านหน้า คอยบอกให้คุณเร่งหรือผ่อนจังหวะ ปรับความหนืดให้ยากขึ้น หรือบอกให้คุณทำท่าต่างๆ โดยอาศัยการปั่นตามจังหวะเสียงดนตรี

บ่อยครั้งการปั่นในรูปแบบเดิมๆ ตามจังหวะดนตรีอาจจะเริ่มจำเจ เราจึงพาคุณไปทำความรู้จักกับคลาสปั่นจักรยานแนวใหม่ ที่จะท้าทายความฟิตในตัวคุณ กับการปั่นแบบโฟกัส ฮาร์ต เรท โซน (Heart Rate Zone)

ฟิตเนส เฟิร์สท คลับ โซน เซ็นทรัลเวิลด์ นำ เอฟ โซน เบลต์ (F Zone Belt) สายคาดหน้าอกสำหรับวัดอัตราการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกาย ไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายด้วยการเล่นอุปกรณ์ต่างๆ หรือจะเข้าคลาสทั้ง 8 โซน เอฟ โซน เบลต์ ก็จะทำหน้าที่ซิงค์อัตราการเต้นของหัวใจ หรือ ฮาร์ต เรท โซน ของคุณขึ้นแสดงผลบนจอมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์ จึงทำให้หลายคลาสที่คลับนี้ ได้ถูกออกแบบคิดค้นขึ้นมาป็นพิเศษ โดยเฉพาะการให้ผู้เล่นได้มาโฟกัส ฮาร์ต เรท โซน ผ่านเทคโนโลยีที่แม่นยำ

สำหรับคลาสปั่นจักรยาน ทาร์เก็ต ไบค์ ในไซคลิ่ง โซน ก็เป็นอีกหนึ่งคลาสที่สาวกสายปั่นน่าจะชื่นชอบ ตลอดระยะเวลาที่ปั่น 45 นาทีนั้น ผู้เล่นสามารถออกแบบท่าทางการปั่นว่าจะนั่งหรือจะยืน จะปั่นเร็วหรือหนืด ความหนักเบา โดยที่ผู้เล่นจะไม่เพียงแค่โฟกัสกับการปั่นจักรยานเท่านั้น แต่ยังต้องโฟกัสที่ฮาร์ต เรท โซน ของตัวเองอีกด้วย โดยการรักษาระดับหรือไต่ระดับฮาร์ต เรท โซนให้ได้ตามโปรแกรมที่ผู้ฝึกสอนได้วางไว้ตลอดคลาส เพื่อให้การออกกำลังกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และยังทำให้ผู้เล่นได้ยกระดับสมรรถภาพร่างกายให้ฟิตไปอีกขั้นหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ จักรยานที่ใช้ในไซคลิ่ง โซน ยังได้รับการออกแบบมาอย่างทันสมัย ตัวเครื่องใช้ระบบแม่เหล็ก ช่วยลดแรงเสียดทาน ทำให้การปั่นมีความสมูทยิ่งขึ้น การปรับเกียร์ก็ง่าย พร้อมกับมีจอมอนิเตอร์ข้างหน้าจักรยาน ที่จะวัดว่าเราใช้แรงขนาดไหน และแฮนด์ข้างล่างยังออกแบบให้เสมือนการปั่นจักรยานของจริงอีกด้วย

บางทีคลาส ทาร์เก็ต ไบค์ อาจทำให้คุณขยับเข้าใกล้ความท้าทายจากการออกกำลังกายแบบเดิมๆ มาสู่การโฟกัสที่ ฮาร์ต เรท โซน ของคุณเอง ที่รับรองว่าจะเต็มไปด้วยความสนุก ความมัน ที่มาพร้อมความฟิตแอนด์เฟิร์ม เรียกว่าเป็นเทรนด์ออกกำลังกายในยุค 4.0 ที่ต้องลอง!

ศิลปะออกแบบตกแต่งกลิ่นอายไทย แรงบันดาลใจจากพับจีบใบตอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572035

  • วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 16:00 น.

ศิลปะออกแบบตกแต่งกลิ่นอายไทย แรงบันดาลใจจากพับจีบใบตอง

เรื่อง  วราภรณ์ ภาพ  วิศิษฐ์ แถมเงิน

ข้อมูลสถิติปริมาณขยะที่เข้าระบบของกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่าในปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีปริมาณขยะอุตสาหกรรมสูงถึง 31 ล้านตัน จากการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ โรงงาน เขตนิคมอุตสาหกรรม การเร่งขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ตลอดจนการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกต่างประเทศและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสถิติปริมาณขยะในทะเลล่าสุดของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าประเทศไทยติดอันดับ 6 ประเทศที่มีขยะในทะเลมากที่สุดในโลก แม้ประเทศไทยจะมีความรู้ความสามารถในการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ แต่ก็ทำให้สูญเสียงบประมาณในการจัดการกับขยะเหล่านี้เป็นจำนวนมาก

จากสาเหตุดังกล่าววงการอุตสาหกรรมมากมายต่างหันมาให้ความสำคัญในการลดปริมาณขยะที่จะเกิดขึ้น และเปลี่ยนขยะเหล่านั้นกลับมาให้ใช้ใหม่ได้อีกครั้ง ไม่เว้นกระทั่งวงการการออกแบบในรั้วมหาวิทยาลัยเอง เช่น สาขาการออกแบบสิ่งทอ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) คณาจารย์ในภาควิชาได้ส่งเสริมให้นักศึกษาใช้แนวคิดออกแบบสินค้าทั้งสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ของตกแต่งบ้าน โดยใช้วัสดุเหลือทิ้งและสิ่งของเหลือใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ มาสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ในงานแสดงวิทยานิพนธ์จัดโดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะสถาปัตยกรรมศาตร์ ภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม สาขาการออกแบบสิ่งทอ ณ สยามดิสคัฟเวอร์รี่ ชั้น 4 ที่เสร็จสิ้นไปแล้ว มีผลงานของ พัช-พัชญ์วิตรา กุลธนาเรืองนนท์ นักศึกษาปี 4 เรียนวิชาเอกสาขาการออกแบบสิ่งทอ วิชาโทออกแบบโลหะ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โครงการของเธอคือการออกแบบของตกแต่งโรงแรมเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานพับจีบใบตอง สำหรับโรงแรมวิลล่ามหาภิรมย์ของเธอ ซึ่งเธอตั้งชื่อแบรนด์ว่า “Phabtong” ก็ได้โชว์ในงานด้วย ซึ่งการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยสอนให้เธอเกิดแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานโดยเฉพาะการออกแบบโดยใช้วัสดุเหลือใช้ที่เหลือจากขั้นตอนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วย

“ก่อนเข้าเรียนหนูรู้อะไรไม่มาก แต่อาจารย์สอนให้หนูมีแนวคิด ที่มหาวิทยาลัยสอนเรื่องวิธีคิด สอนขั้นตอนการคิด การทำงาน จนถึงการผลิตจริงว่าทำได้อย่างไร จนหนูเกิดชิ้นงานนี้ ที่มีแรงบันดาลใจมาจากการจับจีบใบตอง ตอนแรกหนูคิดว่าประเทศญี่ปุ่นมีการพับที่เป็นศิลปะส่งเสริมประเทศของเขา หนูมองย้อนกลับมาที่เมืองไทยของเรา ก็มีงานพับไทยที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองเหมือนกัน น่าจะนำมาต่อยอดเป็นของตกแต่งบ้านได้”

สาเหตุที่พัชญ์วิตรามองไปที่ทำงานในหมวดของตกแต่งบ้านหรือโรงแรม เพราะเธอมองว่าประเทศไทยกำลังบูมเรื่องการท่องเที่ยว ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากฝั่งเอเชียและยุโรปเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยมากมาย ซึ่งนักท่องเที่ยวเหล่านี้ส่วนมากเข้าพักในโรงแรม ที่พักในโรงแรมน่าจะเป็นสถานที่ที่เธออยากสอดแทรกศิลปะไทยที่แตกต่างจากชาติอื่นๆ ให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักได้เห็นศิลปะไทยอันงดงามในจุดนี้ กว่าการพับจีบใบตองจะออกมาเป็นชิ้นงานตกแต่งผนัง โคมไฟ หรือฉากกั้นห้องได้ พัชญ์วิตราต้องใช้เวลาในการตกผลึก คิดต่อยอดอยู่นานเป็นปีทีเดียว ทำให้เธอพบกับอุปสรรคและค้นหาวิธีการแก้ไขมากมาย จนกว่าจะได้ลวดลายการพับใบตองที่สมบูรณ์

“ผลงานชิ้นนี้ค่อนข้างคิดนานค่ะ หนูเริ่มจากโปรเจกต์ตอนหนูเรียนอยู่ปี 3 ในวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ไทย ตอนนั้นหนูมองหาผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมของไทยเพื่อนำมาใช้ในงาน หนูมองและสนใจการพับใบตองอยู่แล้ว ทีแรกคิดจะทำเป็นกระเป๋า พอต้องทำชิ้นงานก่อนศึกษาจบ หนูต้องคิดต่อยอดทำเป็นชิ้นงาน และหนูคิดว่าถ้าความเป็นไทยจ๋ามากๆ ใช้ยาก ตอนนั้นกระเป๋าหนูทรงไทยมากๆ รูปทรงไทยๆ เหมือนกระเป๋าคลัตช์ ต่อมาหนูคิดพัฒนาเป็นของตกแต่งบ้านบ้างดีกว่า หนูเริ่มด้วยการลองพับทุกเทคนิคของไทย ด้วยการไปค้นคว้าว่ามีเทคนิคอะไรบ้างในการพับใบตอง หนูไปดูตามหนังสือต่างๆ ไปดูที่พิพิธภัณฑ์ดอกไม้ที่สามเสน พอไปดูหนูเห็นงานไทย งานพับ เขาสามารถประยุกต์พับเป็นดอกไม้ เครื่องแขวนอย่างไทย หนูรู้สึกตื่นตาตื่นใจและประทับใจมาก เหมือนได้เห็นแนวทางที่จะนำงานของหนูไปต่อยอดได้ ทำให้หนูพอเห็นอนาคตแล้ว ซึ่งตอนแรกหนูคิดแค่วิธีการพับ เหมือนยังไม่เป็นอุตสาหกรรมมาก แต่คำว่าอุตสาหกรรม คือ ทุกคนสามารถพับได้ หนูจึงคิดเป็นแพตเทิร์นในการพับก่อน จากนั้นคิดถึงการต่อลวดลายที่จะนำมาพิมพ์ลงบนทอเทปป้าย Tag มันก็คือป้ายชื่อแบรนด์บนเสื้อผ้านั้นแหละค่ะ หนูจึงสั่งโรงงานผลิตเทปทอเส้นยาวๆ เป็นม้วนๆ และลองนำมาพับดู สาเหตุที่หนูเลือกเทปทอ เพราะตอนแรกหนูทดลองด้วยวิธีอื่นๆ เช่น สกรีนฟอยล์คือ การใช้เทคนิคการพิมพ์ทองลงบนผ้า แต่มีปัญหาเรื่องความคมชัดของลาย เพราะด้วยความร้อนของแม่พิมพ์ ทำให้พิมพ์ไม่ชัด หนูจึงลองมาใช้เทคนิคการทอเทปบวกใช้เทคนิคย้อมด้วยสีดิสเพิร์ส คือ การย้อมสีลงบนผ้าใยสังเคราะห์ โดยผ่านการให้ความร้อนเรียกเทคนิคฮีตทรานส์เฟอร์ (Heat Transfer) คือเริ่มแรกทาสีลงบนกระดาษก่อนแล้วค่อยวางลงบนผ้า แล้วใช้เครื่องฮีตทรานส์เฟอร์ให้ความร้อน ตั้งอุณหภูมิและเวลาแตกต่างก็จะให้สีที่แตกต่างกัน แต่ก่อนหน้านั้นต้องคิดลวดลาย ออกแบบลวดลาย และแพตเทิร์นที่จะพับก่อนว่าเวลาพับแล้วลายจะไปอยู่ตรงส่วนไหนที่จะเกิดเป็นความสวยงาม”

เมื่อเธอคิดลายผ้าบวกเทคนิคการพับ ที่แบ่งลวดลายออกแบบเป็น 7 เทคนิคการพับ อาทิ การพับแบบกลีบเล็บครุฑ การพับแบบกลีบเล็บมือนางซ้อน ฯลฯ ซึ่งเป็นการนำเทคนิคการพับต่างๆ มาผสมกันจนเกิดเป็นเทคนิคการพับของตัวเอง พอได้ผ้าทอเทปเป็นชิ้นๆ แล้วเธอหาแพตเทิร์นในการขึ้นรูปออกมาเป็นโปรดักต์ว่าจะจับเรียงทอเทปชิ้นเล็กๆ ออกมาเป็นลวดลายอะไร เช่น จัดแพตเทิร์นเป็นวงกลมนำมาซ้อนกันสามารถสร้างสรรค์เป็นชิ้นงาน ฉากกั้นห้อง โคมไฟแขวน โคมไฟตั้งโต๊ะ ผลิตภัณฑ์ตั้งโชว์ในโรงแรม ผลิตภัณฑ์ตกแต่งผนัง รวมทั้งหมด 5 ชิ้นงาน

สิ่งที่พัชญ์วิตราคาดหวังจากงานชิ้นนี้คือ อยากให้คนไทยด้วยกันหันมาสนใจศิลปะแบบไทยๆ เพราะหากคนไทยสนใจแต่เทคนิคของเมืองนอก แต่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของสิ่งที่เรามีอยู่ เช่น การพับใบตอง ก็อยากให้คนไทยเห็นถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยบ้าง อีกทั้งเธอหวังว่างานโครงการออกแบบตกแต่งโรงแรมเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากงานพับจับจีบใบตอง สำหรับโรงแรมของเธอจะทำให้ชาวต่างชาติเล็งเห็นถึงศิลปะไทยอันงดงามบ้างก็นับเป็นเรื่องที่ดี

สำหรับสินค้าในโครงการนี้ของเธอ พัชญ์วิตราตั้งชื่อแบรนด์พับตอง (Phabtong) ในอนาคตเธออาจจะแตกไลน์ออกแบบของตกแต่งบ้านภายใต้แบรนด์พับตองอีกเร็วๆ นี้

“หนูสนใจของตกแต่งบ้านเพราะน่าจะเป็นสิ่งที่คนเห็นได้ง่ายเวลาไปสถานที่ต่างๆ หนูเรียนสาขาวัสดุ ซึ่งหนูยังไม่แตกฉานด้านแฟชั่นมากนัก หนูจึงขอทำในสิ่งที่หนูถนัดก่อนดีกว่า อีกทั้งหนูชอบการตกแต่งบ้าน เวลาเราจะมองใคร เราจะดูที่บ้าน บ้านเขาเป็นอย่างไร ที่สำคัญคือพ่อของหนูทำธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง พ่อถือเป็นอีกแรงบันดาลใจหนึ่ง พ่อหนูจบด้านวิศวกร แต่พ่อทำอะไรเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง หนูก็เลยมุ่งมั่นด้านตกแต่งภายในค่ะ”

หากถามว่าการทำงานในฐานะคนรุ่นใหม่มีการทำงานสไตล์ไหน เธอบอกว่าความเป็นคนรุ่นใหม่มักชอบความเรียบง่าย ทันสมัย สะท้อนจากลวดลายการพับใบตอง เธอออกแบบมาให้มีความทันสมัยมากขึ้น ไม่ไทยจ๋า โดยลายของใบตองที่เธอนำมาใช้เป็นลายกราฟฟิก จึงมีความทันสมัยค่อนข้างมาก

ใครสนใจติดต่อได้ที่ ไอดีไลน์ patwitra เฟซบุ๊ก pwtkul หรืออีเมลแอดเดรส patwitra@gmail.com

ฐิตาภา สิริพิพัฒน์ นาทีทองของความโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571887

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 11:07 น.

ฐิตาภา สิริพิพัฒน์ นาทีทองของความโสด

โดย มัลลิกา นามสง่า

ความโสดไม่ใช่โรคร้าย ไม่จำเป็นต้องรีบรักษา หากแต่ความโสดเป็นช่วงเวลานาทีของชีวิตที่จะใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเอง นับเป็นข้อคิดที่ “ปิ๊ง-ฐิตาภา สิริพิพัฒน์” ในวัย 30 ปี ตกผลึกได้หลังจากที่กลับมาครองสถานภาพโสด

ปิ๊งยังถูกรายล้อมไปด้วยเพื่อนฝูงที่ต่างพร้อมใจกันโสดต่างกรรมต่างวาระและเหตุผล จนเกิดเป็นไอเดียอยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของสาวโสด จากประสบการณ์ของเธอและเพื่อนๆ จนลงเอยในรูปแบบของนวนิยายชื่อ “How To Be Single In BKK City” ผลงานเขียนเล่มแรกในชีวิต

ปิ๊งเลือกใช้โลเกชั่นหลักเป็นกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่ไม่เคยหลับใหล หากมีความเหงาซ่อนเร้นไว้อย่างร้ายกาจ เมืองแห่งการแข่งขันที่สร้างแผลเหวอะหวะทางจิตใจ เมืองที่มีผู้คนมากมายแต่สวมหน้ากาก เมืองที่เต็มไปด้วยแสงสีแห่งความสนุกและโอกาส

“อัตราการโสดในกรุงเทพฯ เยอะขึ้น ที่เลือกโฟกัสที่กลุ่มคนเมือง เพราะกรุงเทพฯ มันยากตรงที่ว่าการแข่งขันสูง มิตรภาพหายาก และแรงกดดันก็เยอะ ซึ่งถ้าเราโสด ไม่มีเพื่อนคู่คิด คุณต้องเรียนรู้ทำตัวเองให้แข็งแรง เพื่อที่จะได้อยู่กับความโสดในกรุงเทพฯ ที่ยุ่งเหยิงให้มีความสุข

นวนิยายสามารถใส่บรรยากาศของสถานที่ได้ดีกว่างานเขียนแบบอื่น ปิ๊งใส่ความเป็นกรุงเทพฯ การไปเที่ยวกลางคืน สตรีทฟู้ดบีทีเอสเสีย ได้เห็นสีสันในนั้น ถ้าเขียนแบบฮาวทูไม่ตอบโจทย์ในบรรยากาศ เพราะกรุงเทพฯ เป็นคีย์ที่อยู่ยาก บางคนเกลียดกรุงเทพฯ บางคนรักกรุงเทพฯ เราเลยอยากเล่าเป็นนวนิยายให้ได้เห็นมุมของกรุงเทพฯ ที่ครบถ้วน”

ตัวละครหลัก 4 ตัว สร้างมาจากคาแรกเตอร์ของเธอเองและเพื่อนๆ “เปลี่ยนชื่อตัวละคร สถานที่ เรื่องราวต่างๆ นำเสนอไล่เรียงที่เคยเจอ และด้วยความที่เอาเรื่องรอบตัวมาเขียนเลยง่าย ไม่ต้องวางโครงเรื่องมาก ถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงไปเลย

วางพล็อตหลักๆ เลยอยากให้คนเข้าใจในตัวละครก่อน เป็นผู้หญิงโสด อายุ 30 อัพ มีคาแรกเตอร์ต่างกัน ให้เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงโสด คนที่หนึ่งเคยมีแฟนถูกทำร้ายร่างกาย แฟนนอกใจ โสดเพราะเข็ด อีกคนสาวโสดเพราะรักสนุก ตอนมีความรักก็รักเต็มที่มาตลอด พอโสดหลงใหลความโสด รักสนุก

อีกคนโสดเพราะไม่เจอคนที่ใช่ เป็นตัวแทนของผู้หญิงโสดมีหน้าตาดี หน้าที่การงานที่ดี ไม่กล้าจีบใครก่อน เจอคนไม่ทัดเทียม อีกคนโสดเพราะรักใครไม่เป็น เพราะที่ผ่านมาโสดตลอด ไม่กล้าเริ่มมีความรักสักที

ทุกคนโสดต่างกันแต่มีเป้าหมายเดียวกัน อยากเป็นผู้หญิงพึ่งพาตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้ สร้างความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร

บางคนก็ยังมีกรอบความคิดว่า โสดไม่ดี โสดคือเรื่องแย่ โสดคือเรื่องผิด ความโสดไม่ใช่โรคร้ายไม่ต้องรีบรักษา โสดให้นานไม่สำคัญเท่ากับโสดจนรู้ความต้องการของตัวเองแล้วหรือยัง

พอได้ตัวละครมา 4 ตัว บางคนลองผิดลองถูกกับการมีแฟน เพิ่มเรื่องราวของผู้หญิงโสดไปทำอะไรบ้างที่ทำให้เขาแฮปปี้ เช่น เที่ยว ออกกำลังกาย

ตัวละครผู้ชายที่พูดถึง ไม่ได้ด่าผู้ชายว่าเลวยังไง แต่ในเรื่องนี้จะได้เห็นวิธีคิดเรื่องชีวิตคู่ของผู้ชายหลายๆ คนเหมือนกัน ตัวละครแวดล้อมในเรื่องเยอะ ได้เห็นมุมมองความคิดของคนในเรื่องของการโสด การแต่งงาน ในเรื่องของชีวิตคู่”

นวนิยายมีอรรถรสของหนังสือให้ความรู้คำแนะนำแบบฮาวทูผสมอย่างลงตัว ซึ่งปิ๊งใช้กลวิธีการเขียนอย่างแยบยล

“หนังสือเรื่องนี้มีหลายอารมณ์ โรแมนติก คอมเมดี้ ดราม่า อีโรติก เป็นหนังสือของผู้หญิงที่ให้เข้าใจความโสด เป็นตัวกระตุ้นโสดได้อย่างมีความสุข

เรื่องนี้ไม่ได้โสดตั้งแต่แชปเตอร์แรกถึงสุดท้าย บางตัวละครมีผู้ชายเข้ามา ลองคบ เห็นความกรุบกริบตามบทต่างๆ ตอนแรกที่คิด ตั้งใจเป็นหนังสือนวนิยายก็จริง แต่แฝงความเป็นฮาวทู ทริป เกร็ดความรู้ ในเรื่องเดียวกัน เพราะตัวละครหลักเป็นแอดมินเพจ เป็นบล็อกเกอร์ ก็ได้แชร์ไอเดียต่างๆ เหมือนอ่านหนังสือฮาวทูแชร์ประสบการณ์เรื่องนี้ยังไง มีบทสรุปจบเป็นข้อๆ สิ่งที่ควรรับมือ

บางตอนมีความคิดของตัวเอกของเรื่องสอดแทรกวิธีคิดวิธีพูดในนั้น จะมีประโยคเด็ด ที่คนอ่านจะรู้สึกชอบไอเดียในตัวละคร คำพูดของตัวละครแต่ละตัวสอนประทับใจ คนอ่านจำมาเป็นคำคม ซึ่งมันสอดแทรกอยู่ทั้งเล่มแต่ไม่ได้มาในจังหวะเดิมทุกๆ ตอน มาจากคำพูด ความคิดของตัวละคร ที่ไม่เขียนแบบฮาวทู

ในเรื่องของการเขียนปิ๊งพยายามเป็นตัวเองมากที่สุด ช่วงที่เขียนหนังสือไม่อ่านหนังสือนวนิยายหรืองานเขียวแนวเดียวกับเรา ไม่อยากจำแนวคิดของใครมา เวิร์ดดิ้งเป็นเรามาก”

ในฐานะที่เป็นสาวโสด ปิ๊งเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงว่า ความโสดมีค่า หากใช้ช่วงเวลานั้นให้มีความสุข “ในวัย 40 ปี ความคิดอาจเปลี่ยน แต่ตอนนี้ปิ๊งคิดว่าเป็นโอกาสที่เราได้พัฒนาตัวเอง ได้เรียนรู้มีแฟนคนต่อไปจะทำตัวแบบไหน ไม่ทำตัวแบบไหน เราได้เรียนรู้ความชอบไม่ชอบของตัวเอง ได้ดัดนิสัยของตัวเองก่อนได้เจอคนใหม่”

การเป็นโสด ไม่ได้แปลว่าคุณโดดเดี่ยวคนเดียว ในเมืองหลวงที่ผู้คนมากมายยังมีคนโสด หากแต่คุณเลือกจะโสดแบบสนุก หรือโสดแบบปล่อยเวลาทิ้งไปวันๆ

แรงบันดาลใจ กว่าจะมาเป็น แอร์นสต์ ลุดวิก คีร์ชเนอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571879

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 10:04 น.

แรงบันดาลใจ กว่าจะมาเป็น แอร์นสต์ ลุดวิก คีร์ชเนอร์

โดย อฐิณป ลภณวุษ ภาพ : แอร์นสต์ ลุดวิก คีร์ชเนอร์

Ernst Ludwig Kirchner Imaginary Travels นิทรรศการล่าสุดที่แสดงผลงานของ แอร์นสต์ ลุดวิก คีร์ชเนอร์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม ดี บรุคเค่ (Die Brucke) หรือเดอะ บริดจ์ (The Bridge) ชาวเยอรมัน จัดแสดง ณ หอศิลป์แห่งชาติ เมืองบอนน์ (Bundeskunsthalle, Bonn) ไปจนถึงวันที่ 3 มี.ค. 2019 แสดงให้เห็นผลงานศิลปะซึ่งไม่ธรรมดา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการแสดงคาบาเรต์ คณะละครสัตว์ และการเดินทางของเพื่อนศิลปินคนอื่น!!

ในชั่วชีวิตของ แอร์นสต์ ลุดวิก คีร์ชเนอร์ จิตรกรเอ็กซ์เพรสชันนิสต์ ไม่เคยเดินทางออกนอกเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ ทว่าในภาพวาด งานเขียน และผลงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ล้วนแสดงออกถึงแพสชั่นที่เกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งตัวเขาเองก็เปิดเผยไว้ว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากการได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องของชาติพันธุ์ต่างๆ คาบาเรต์โชว์ คณะละครสัตว์ การอ่านนิตยสาร แล้วก็เรื่องเล่าจากเพื่อนศิลปินนักเดินทางอย่าง เอมิล โนลเด และโปล โกแก็ง

นิทรรศการ Ernst Ludwig Kirchner Imaginary Travels ประกอบด้วยผลงานภาพวาดกว่า 60 ชิ้น รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเด่นๆ ของเขา เช่น เก้าอี้สตูลสไตล์แคเมอรูน ที่เคยอยู่ในสตูดิโอสไตล์โบฮีเมียนของเขาในกรุงเบอร์ลิน รวมทั้งเตียงเดย์เบดที่เขาออกแบบให้ภรรยา เออร์นา ชิลลิง โดยนับเป็นครั้งแรกที่เตียงเดย์เบดนี้เดินทางออกจากพิพิธภัณฑ์คีร์ชเนอร์ ในเมืองดาวอส

ภาพเขียนผู้คนและสิงสาราสัตว์อันเต็มไปด้วยความดิบและมีพลัง คือลายเซ็นของ แอร์นสต์ ลุดวิก คีร์ชเนอร์ พอๆ กับผลงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้สุดเอ็กโซติก ที่มีกลิ่นอายโฟล์กอาร์ตแบบแอฟริกันและเอเชีย ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยเดินทางไปไหนไกลจากเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์เลย

ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการอย่าง คาทารินา ไบซีเกล บอกว่า แอร์นสต์ มีความสนใจในสิ่งแปลกๆ และเรื่องที่เขาไม่เคยรู้เห็น นอกจากนี้เขายังต้องการที่จะหลุดออกจากข้อจำกัดของแวดวงชนชั้นกลางที่รายรอบตัว “ผลงานของเขาจึงมีกลิ่นอายของเรื่องที่เขาต้องการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์รูปทรงแอฟริกัน หรือผู้คนและสิงสาราสัตว์ที่ดูดิบๆ ในภาพวาดของเขาก็ตาม งานศิลปะเป็นคล้ายกับเวทีที่มีไว้สำหรับหลีกหนีสังคมชนชั้นกลาง” คาทารินา กล่าว

แอร์นสต์ ลุดวิก คีร์ชเนอร์ ย้ายจากเยอรมนีไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเข้ารักษาอาการจากโรคซึมเศร้าและติดยา ในปี 1917 นอกจากนี้เขายังถูกนาซีตราหน้าว่าเป็นศิลปินนอกรีต ทำให้เขาไม่กลับไปยังเยอรมนีอีกเลย กระทั่งทำการฆ่าตัวตายในปี 1938 อย่างไรก็ตาม ระหว่างการลี้ภัยนั้น เขาก็พบแรงบันดาลใจมากมายในการสร้างงานศิลปะที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะทิวทัศน์และสีสันจากเทือกเขาแอลป์