ว่าด้วยการลงพื้นที่ของ‘บิ๊กตู่’และแนวร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160509/227272.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม 2559
ว่าด้วยการลงพื้นที่ของ‘บิ๊กตู่’และแนวร่วม

ว่าด้วยการลงพื้นที่ของ‘บิ๊กตู่’และแนวร่วม : ขยายปมร้อน โดยอนพัทย์ ดีช่วย สำนักข่าวเนชั่น

             ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนไหน จะเข้ามานั่งเก้าอี้ด้วยรูปแบบ สถานการณ์ใด เมื่อเข้ามาบริหารประเทศ ภารกิจที่สำคัญที่ต้องทำโดยไม่ต้องเขียนไว้ไปเป็นบทข้อบังคับใดๆ คือการลงพื้นที่ไปเยี่ยมพบปะหน้ากับประชาชน เพื่อเป็นการตรวจการบ้านที่สั่งการไปด้วยตาตังเอง เพื่อการรับฟังปัญหาในพื้นที่ หรือแม้แต่ลงไปช่วยเหลือให้กำลังใจยามเกิดภัยพิบัติ

ผู้นำประเทศแต่ละคนล้วนมีสไตล์การลงพื้นที่แตกต่างกันไป และสมัยรัฐบาล “บิ๊กตู่” เองการลงพื้นที่นั้นส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะ “วันเดย์ทริป” ไม่มีค้างคืน อาจเนื่องด้วยการรักษาความปลอดภัยที่ไม่ต้องการให้กระทบกับความเป็นอยู่ประชาชน หรือภารกิจที่รัดตัวก็ตามแต่ โดยในช่วงเกือบ 2 ขวบ ที่เข้ามาบริหารประเทศ “นายกฯ ตู่” ลุกจากโต๊ะทำงานทำเนียบรัฐบาล นำคณะสู่ต่างจังหวัดมาแล้วหลายครั้งเหนือจรดใต้ เรียกได้ว่าไปมาครอบคลุมทุกภาคแล้ว

ล่าสุด เมื่อปลายเดือนเมษายนอันร้อนระอุ “พล.อ.ประยุทธ์” ได้บินวันเดย์ทริปลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ลงเยี่ยมจังหวัดใหญ่ทางภาคเหนือที่ถือว่ามีความเข้มข้นทางการเมืองระดับท็อป แต่ก็เป็นการจับตาในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองกำลังเดินหน้าสู่จุดสำคัญว่าเป็นเรื่องของเชิงสัญลักษณ์หรือไม่อย่างไร อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็มีการจับยึด “ขันแดง” ซึ่งแจกกันเป็นที่ระลึกจากอดีตนายกรัฐมนตรีในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ จนเป็นคดีที่มองกันว่าดูพิลึกแบบนี้ก็มีด้วยมาแล้ว

อย่างไรก็ดีการลงพื้นที่ครั้งที่ผ่านมาเป็นไปอย่างราบเรียบโดยที่นายกฯ ได้ใช้เวลาทั้งหมดอยู่ที่ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ในการประชุมคณะกรรมการประสานงานและสนับสนุนงานโครงการหลวง (กปส.) โดยในช่วงบ่ายสักขีพยานในการมอบหนังสืออนุญาตให้อยู่อาศัยหรือทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ชมนิทรรศกาลการแก้ปัญหาหมอกควัน และได้มีการขึ้นเวทีกล่าวและพบปะประชาชนเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงด้วย

แต่ดูเหมือน “เชียงใหม่วันเดย์ทริป” เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ยังไม่ถูกใจ “บิ๊กตู่” โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อครั้งล่าสุดนี้ ได้มีการสั่งให้ “บิ๊กอ้อ” พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี สหายเตรียมทหารร่วมรุ่น จัดโปรแกรมใหม่อีกหน เพราะ นายกฯ มองว่าครั้งก่อนยังไม่สามารถติดตามโครงการของรัฐบาลได้ทั่วถึง และไม่ได้พบปะประชนถึงที่อย่างแท้จริง ซึ่งจังหวัดที่ลงพื้นที่ก่อนๆ นั้น จะมีการลงพื้นที่ไปตรวจการบ้าน ถึงพื้นที่ชุนชนหมู่บ้านบ้าง

ทั้งนี้ทริปแอ่วเชียงใหม่รอบหน้า “พล.อ.ประยุทธ์” จะขอไปอย่างเงียบๆ เรียบง่าย ไม่ต้องมีการขึ้นป้ายตั้งแถวรอรับ เสียเวลามาเตรียมการจนกระทบงานที่รับผิดชอบ ซึ่งนายกฯ เองเคยบอกไว้ตั้งแต่รับตำแหน่งใหม่ๆ แล้วว่าไม่ค่อยพิสมัยกับความเอิกเกริกยามออกย่ำภูธร

นอกจากนี้สัปดาห์ที่ผ่านมายังมีเรื่องของการลงพื้นที่ของอีกฝ่ายฟากสายแม่น้ำ คือการออกจากเมืองกรุงสู่ภูธรของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่ง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ได้บอกไว้ว่าไม่ขอเสี่ยงลงพื้นที่อ่อนไหวทางการเมือง ให้เป็นหน้าที่ของอาสาสมัครพื้นที่ ขอไปแบบเซฟๆ ทั้งที่ คสช.เองประกาศพร้อมใช้ยาแรงแล้ว ก็ยังไม่อาจอุ่นใจ

ขณะที่อีกซีกฝ่ายสายน้ำคือ สนช. ก็มีแผนการลงพื้นที่ต่างจังหวัดชี้แจงคำถามพ่วงประชามติ ให้ทั่วถึงครอบคลุมทั่วประเทศเช่นกันกับจุดที่ช่วงเวลาของการเมืองเดินเข้าช่วงสำคัญ การลงพื้นที่ของผู้กุมอำนาจในทุกภาคส่วนย่อมควรค่าแก่การติดตาม จับตาประเมินผล

เสียงตอบรับที่ได้มาย่อมบอกอะไรได้ถึงเส้นทางที่เหลือ

คำตอบที่‘เงียบงัน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160504/226998.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 4 พฤษภาคม 2559
คำตอบที่‘เงียบงัน’

คำตอบที่‘เงียบงัน’ : ขยายปมร้อน โดยสำนักข่าวเนชั่่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

             วันที่ 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมานั้น เป็นวัน “เสรีภาพสื่อมวลชนโลก” โดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติประกาศให้มีวันดังกล่าวเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของเสรีภาพสื่อ และย้ำเตือนรัฐบาลถึงหน้าที่เคารพและสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

สื่อมวลชนกลุ่มหนึ่งในไทยก็นับเอาโอกาสนี้ในการจัดอีเวนท์เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจัดงานเสวนา ทำเสื้อ ออกแถลงการณ์ พร้อมคิดคำขวัญ “ถูกต้อง รอบด้าน หลักประกันเสรีภาพ” และที่สำคัญเริ่มงานด้วยการไปพบนายกรัฐมนตรีเพื่อมอบเสื้อและยื่นหนังสือ

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันว่า การนำเสนอข่าวที่ถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้านนั้น มิอาจได้มาแบบลอยๆ หากแต่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพคอยหนุนหลังอยู่ การทำข่าวที่มีคุณภาพและมีความเป็นกลางนั้น จำเป็นต้องได้ข้อมูลอย่างครบถ้วน

ลองสมมุติสถานการณ์กันดู เราจะนำเสนอข่าวเรื่องการออกกฎหมายหนึ่งฉบับ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก แต่มีผู้มาบอกว่าให้ทำได้เฉพาะผลดีที่จะมาจากกฎหมายฉบับนี้ ส่วนอะไรที่เป็นผลร้ายหรือผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ละเว้นเสีย อย่างนี้จะเรียกว่าข่าวที่ “ถูกต้อง รอบด้าน” ได้หรือไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็เป็นเพียงข่าวที่มีข้อมูลด้านเดียวเท่านั้น ไม่มีความครบถ้วนและเสริมสร้างความรับรู้อันเป็นประโยชน์ให้แก่สังคมแต่อย่างใด

การเข้าถึงข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น ก็จำเป็นต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “เสรีภาพ” ของสื่อมวลชน เพราะหากไม่มีเสรีภาพแล้วการเข้าถึงข้อมูลจะมิอาจทำได้เลย ที่ผ่านมานั้นบ้านเราสู้กันถึงขนาดที่สามารถผลักดัน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ

แต่เมื่อปราศจากเสรีภาพการเข้าถึงข้อมูลก็มิอาจทำได้เช่นกัน ลองนึกถึงเหตุการณ์สมมุติอีกเหตุการณ์หนึ่ง หากจะนำเสนอเรื่องการทุจริตในหน่วยงานหนึ่ง แต่กลับไม่มีเสรีภาพในการเข้าถึง ถูกปิดกั้นทุกวิถีทาง อย่างนี้จะนำเสนอข่าวออกมาได้อย่างไร

และที่สำคัญที่สุดคือ เสรีภาพในการนำเสนอ จะมีค่าอันใดหากทำข่าวที่ทั้งถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน แต่ไม่อาจนำเสนอได้ เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่ว่าจะเป็นด้วยอำนาจรัฐ อำนาจเงิน หรืออำนาจอันไม่ชอบธรรมใดๆ

แต่ในวันเช่นนี้เอง สื่อมวลชนบางกลุ่มกลับเลือกที่จะชูคำขวัญในลักษณะกลับหัวกลับหาง โดยอ้างว่าต้องทำให้ถูกต้องครบถ้วนก่อน จึงจะถือเป็นหลักประกันเสรีภาพได้  ด้วยวิธีคิดเช่นนี้เอง เป็นการสยบยอมต่อการกระทำอันที่จะเข้าควบคุมและจำกัดเสรีภาพสื่อ

เพราะการทำเช่นนี้เท่ากับยอมรับว่า “สมควรแล้ว” ที่เสรีภาพจะถูกจำกัดโดยอำนาจไม่ว่าอันใดก็ตาม

ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงเสรีภาพของสื่อนั้น จะควรจะถูกตรวจสอบจากเพียงกฎหมายปกติ เช่น กฎหมายหมิ่นประมาท และอำนาจที่ควรจะตรวจสอบการใช้เสรีภาพมากที่สุดคือ การไม่ยอมรับ ไม่เชื่อถือ ไม่บริโภคของประชาชนนั่นเอง

มิพักต้องพูดถึงแถลงการณ์ ที่ออกมาคล้ายกับเตือนให้ระมัดระวังเรื่องการใช้เสรีภาพทั้งของสื่อและบุคคลทั่วไป ซึ่งไม่น่าใช่ท่าทีของการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพพื้นฐานแต่อย่างใด

และท่าทีที่สมยอมต่ออำนาจในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา จึงทำให้สื่อมวลชนเองยิ่งถอยห่างจากคำว่าเสรีภาพออกไปทุกขณะ

การเข้าหาและเรียกร้องวิงวอนต่ออำนาจรัฐ ก็พิสูจน์ทราบได้อย่างที่เห็นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เมื่อทางสมาคมวิชาชีพเข้าไปพบนายกฯ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายบางฉบับที่เกี่ยวข้องกับสื่อ อาทิ  คำสั่ง คสช.ที่ 97/2557 และ 103/2557 สิ่งที่ตอบรับมาก็ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร

เมื่อนายกรัฐมนตรีตอบกลับมาว่า “เสรีภาพเท่าที่มีอยู่ยังไม่พออีกหรือ”   แถมด้วยคำที่บอกว่า “ถ้ายกเลิกบางข้อก็ต้องเพิ่มในบางข้อ” และปฏิเสธการรับหนังสือ โดยทีมงานนายกฯ ระบุว่า เกรงจะเป็นตัวอย่างในการยื่นเอกสารถึงนายกฯ

คำตอบเช่นนี้ก็คงพอให้เห็นว่าการอ้อนวอนนั้นผู้ถืออำนาจจะตอบสนองอย่างไร

ซ้ำเมื่อผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาลอย่าง “เจ๊ยุ” หรือ “ยุวดี ธัญญศิริ” พูดขึ้นมาว่า “เสรีภาพสื่อคือเสรีภาพประชาชน” นายกฯ ก็หันกลับมาถามทันทีว่า “ใครพูด” เมื่อผู้พูดตอบว่าเป็นใคร นายกฯ ก็ตอบกลับว่า “ระวังตัวด้วย”

เสียงเรียกร้องเพื่อ “เสรีภาพ” ในวัน “เสรีภาพสื่อโลก” จึงมีคำตอบคือความเงียบงันทั้งจากอำนาจรัฐ และจากองค์กรสื่อด้วยกันเอง

หรือยิ่งลักษณ์พูดถึง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160503/226918.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม 2559
หรือยิ่งลักษณ์พูดถึง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

ขยายปมร้อน : หรือยิ่งลักษณ์พูดถึง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม : โดย…ศรายุทธ สายคำมี

                    เป็นเรื่องที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้แน่ เมื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงเรื่องราวเมื่อครั้ง ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น ผู้บัญชาการทหารบก
                    อดีตนายกฯ บอกกับนายกฯ ปัจจุบันอย่างสุภาพว่า วันนี้ขออนุญาตเขียนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะแม้ว่าวันนี้สถานะเราจะต่างกัน แต่เมื่อก่อนเราก็เคยร่วมงานกัน และดิฉันก็เคยอยู่ในสถานะเช่นท่านมาก่อน แม้ว่าที่มาที่ไปของเราจะต่างกัน จึงเข้าใจความรู้สึกของท่านเวลาถูกต่อว่าต่างๆ นานา ในฐานะที่เป็นผู้นำถือเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องพร้อมเปิดใจรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในด้านดีและด้านลบที่มีต่อตัวเองหรือรัฐบาล
                    ดิฉันเคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ต้องเป็นฝ่ายอดทนมาโดยตลอด ย่อมเข้าใจความรู้สึกท่านดี เพียงแต่ดิฉันไม่สามารถที่จะออกกฎหมายหรือคำสั่งการใดๆ ให้เป็นกฎหมายได้เช่นท่าน ซึ่งเมื่อก่อนท่านก็เคยพูดกับดิฉันว่า “ยามบ้านเมืองแตกแยกถ้าคิดแต่เอากฎหมายมาปลดคนนั้นคนนี้ออกเพียงเพราะไม่สนองตอบนโยบายหรือเอากฎหมายมาใช้บังคับคนให้ทำงานตามคำสั่ง จะยิ่งทำให้สถานการณ์มันแย่และเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ”
                    ทั้งนี้ ดิฉันก็พูดมาโดยตลอดว่า คนที่มีความคิดเห็นต่างก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้บ้านเมืองแตกแยก แต่จะเป็นการดีที่จะได้ช่วยกันแสดงความคิดความเห็นในการพัฒนาประเทศมากกว่า ดิฉันจึงอยากจะขอฝากสิ่งที่ท่านเคยพูดไว้ หวังว่าท่านคงจะไม่ลืมและนำไปใช้เช่นเดียวกันตามที่เคยบอกกับดิฉันเมื่อสองปีที่แล้ว
                    ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่า เรื่องกฎหมายในวันนั้น ที่คุยกับผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นว่าเป็นกฎหมายอะไร ซ้ำไม่ได้บอกอีกว่า ที่ยกเรื่องกฎหมายที่ว่ามาในตอนนี้เป็นกฎหมายฉบับไหน
                    แต่ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นี้ เป็น พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่หลายคนไปตีความเอาตามความคิด ความรู้สึก รวมไปถึงความอยากได้ใคร่ดีของตนเอง จนสับสนไปหมด
                    ยิ่ง กกต.ไปแนะว่า ทำได้หรือไม่ได้ ก็เลยถูกเอาไปตีความซ้ำ ก็งงหนักเข้าไปอีก
                    จนน่าเชื่อว่า การออกเสียงประชามติที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนสิงหาคม ชาวบ้านอาจจะไปใช้สิทธิแบบงงๆ เพราะฟัง กกต.แล้วมึนๆ
                    ขนาด พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ประธาน กกต.กรุงเทพฯ ยังบอกเลยว่า เป็นเรื่องของ กกต.ท่านเดียว
                    แต่ก็นั่นแหละ ยังไม่รู้ว่า อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะหมายความว่าเป็นกฎหมายประชามติหรือเปล่า
                    หรือจะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายอาญา มาตรา 116 เข้าจับกุมคน 8 คน ที่ไปทำเพจ เรารักพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งทั้ง จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ซึ่งคุ้นเคยกับทั้ง 8 คนนั้นดีออกมาโวยวายว่า คนเหล่านั้นไม่ได้ทำผิด แต่กลับถูกจับกุม
                    ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่า ยิ่งลักษณ์ หมายความว่า เป็นกฎหมายอาญามาตรานี้หรือเปล่า ?
                    แต่จะว่าไปกฎหมายอาญามาตรา 116 นี่ ก็ใช่ว่า คนปกติทั่วไปจะไปละเมิดกันได้ง่ายๆ เพราะการกระทำที่เข้าข่ายว่า อาจขัดต่อกฎหมายนั้น ต้องไปทำให้ชาวบ้าน ทั้งการพูด การเขียน ที่ไม่เป็นการทำโดยสุจริต แล้วยังมุ่งให้เกิดความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่อง จนถึงขนาดก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้น
                    กฎหมายเขาว่ามาก็ชัดเจน ถ้าไม่ได้ทำขนาดนี้ ก็ไม่เข้าข่ายความผิด
                    แต่ที่ ยิ่งลักษณ์ ว่ามานั้น เมื่อไม่ชัดเจนก็เลยต้องตั้งคำถามว่า ที่ได้พูดคุยกับผู้บัญชาการทหารบกในวันนั้น เป็นกฎหมายฉบับไหน
                    ถ้าเป็น พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่เนื้อหาเอื้อประโยชน์ให้ ทักษิณ ชินวัตร ด้วยนั้น ก็คงไม่มีใครเถียง เพราะนับแต่กฎหมายผ่านสภาผู้แทนราษฎร หายนะของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็เริ่มขึ้นทันที
———————-
(ขยายปมร้อน : หรือยิ่งลักษณ์พูดถึง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม : โดย…ศรายุทธ สายคำมี)

ประชามติร่างรธน.ส่อยุ่ง ตั้งแต่หลักกิโลเมตรแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160502/226865.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม 2559
ประชามติร่างรธน.ส่อยุ่ง ตั้งแต่หลักกิโลเมตรแรก

ขยายปมร้อน : ประชามติร่างรธน.ส่อยุ่ง ตั้งแต่หลักกิโลเมตรแรก : โดย…ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี

                    กลายเป็นประเด็นร้อนทันที เมื่อมีการจับกุม 8 ผู้ต้องหากระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกฎหมายอาญามาตรา 116 ถือเป็นการประเดิม พ.ร.บ.ประชามติมีผลบังคับใช้ แต่ที่ถูกจับตานั้นไม่ใช่เพราะว่าทั้ง 8 คนเป็นใครมาจากไหน แต่เป็นการจับตาว่า ทั้ง 8 คนนั้นจะถูกโยงใยไปถึงใครทางการเมืองบ้างต่างหาก
                    คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มุมหนึ่งย่อมถูกมองว่า สิ่งที่ทหารทำในครั้งนี้ไม่ถูกต้อง เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และรังแต่จะทำให้ทุกอย่างยิ่งเลวร้ายลงไปกว่าเดิม
                    ถ้าหากมองจากภาพรวมของสถานการณ์ในขณะนี้แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า สิ่งที่รัฐบาลและ คสช.กำลังทำอยู่ในขณะนี้นั้น คงไม่ได้ทำเพราะสับสนหรือว่าทำเพราะไม่เข้าใจ
                    ถ้าพูดให้ชัดๆ ไปเลยก็คือ ไม่คิดว่ารัฐบาลจะทำไปแบบมั่วๆ แต่ทั้งหมดนั้นน่าจะเป็นโรดแม็พของการดำเนินการในช่วงเวลาที่กำลังจะมีการทำประชามติ
                    สังเกตเห็นได้ว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาของการทำประชามตินั้น ท่าทีของรัฐบาลต่อผู้ที่เห็นต่างและผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นั้น เพิ่มความเข้มข้นขึ้นทันที
                    ต้องยอมรับว่าถึงนาทีนี้ยังคงสรุปไม่ได้จริงๆ ว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่นั้นจะนำไปสู่แนวทางไหน ระหว่างนำไปสู่การผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อไม่ให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นกันแน่
                    เพราะการพยายามกดทุกฝ่ายให้นิ่งนั้น เสมือนกับว่าต้องการที่จะให้ได้ชัยชนะจากการทำประชามติ ขณะที่การใช้อำนาจจับกุมตัวอาจจะกลายเป็นการจุดชนวนให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมาเพื่อไม่ให้มีการทำประชามติเกิดขึ้น
                    หากมองในมุมที่ว่า เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อไม่ให้มีการลงประชามตินั้น ถ้าพูดจริงๆ ก็คือไม่รู้ว่าจะเดินไปถึงวันที่จะมีการทำประชามติ ที่กำหนดไว้ในวันที่ 7 สิงหาคมหรือไม่
                    แต่ที่แน่ๆ คือ สำหรับสถานการณ์เฉพาะหน้าของประชาชนบางกลุ่มในขณะนี้นั้น ต่างออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยที่มีการใช้อำนาจแบบนี้ หรือหนักข้อไปถึงขั้นที่ว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้ประชาชนเป็นเครื่องรองรับอำนาจเพื่อเดินไปสู่เป้าหมายทางการเมือง
                    มุมมองแรกที่ว่า อาจจะไม่มีการทำประชามติ เพราะมีกระแสข่าวออกมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ชอบรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” เพราะเป็นคนละแนวคิดกันนั้น
                    คสช.คงไม่ได้อย่างใจทั้งหมดในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย หรือแม้กระทั่งจะมีการบวกคำถามพ่วงเข้าไปด้วยแล้วก็ตาม ตรงนี้จึงอาจจะเป็นที่มาที่ฝ่ายผู้มีอำนาจจะต้องพิจารณาว่า เมื่อเป็นแบบนี้ยังจะเอาจริงหรือไม่ ถ้าเอาจริงก็คงพยายามให้การทำประชามติผ่านไปได้ แต่ถ้าจะไม่เอานั้น ก็เชื่อว่าคงมีวิธีการอื่นที่คิดเอาไว้แล้ว
                    แต่คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิตฉันใด คนที่นั่งคิดย่อมไม่สามารถคิดแทนคนทั้งประเทศได้ฉันนั้น
                    สำหรับมุมมองต่อมาที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังอยากจะเขียนรัฐธรรมนูญที่เอื้อมากกว่านี้ มุมนี้ถือว่าเป็นมุมที่ต้องคิดหนัก เพราะถ้าหากไม่มีการทำประชามติเกิดขึ้น แล้วมีการล้มร่างรัฐธรรมนูญไปเฉยๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม การร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยมีเนื้อหาที่หนักหนาสาหัสกว่านี้ คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบากมากๆ แล้วในนาทีนี้
                    เมื่อเป็นแบบนี้ก็ทำให้อดคิดถึงวลีของ นายบวรศักดิ์  อุวรรณโณ ที่ว่า “เขาอยากอยู่ยาว” ไม่ได้ว่า หรือจะเป็นความจริง แต่จะเดินไปแบบไหนนั้นเชื่อว่ารัฐบาลคงเตรียมไว้หลายแนวทาง คงต้องชั่งน้ำหนักสถานการณ์ไปเรื่อยๆ ก่อน
                    ส่วนมุมมองสุดท้ายที่ว่า รัฐบาลประเมินแล้วว่าหากมีการเลือกตั้งขึ้นเมื่อไหร่ก็แพ้พรรคเพื่อไทยอยู่ดี มุมมองนี้ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลเท่านั้นที่มอง เพราะคนทั่วๆ ไปก็มองออกว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะได้รับคะแนนมากที่สุดในการเลือกตั้งอยู่ดี โจทย์ข้อนี้จึงไม่น่าจะใช่โจทย์หลัก
                    แต่ถ้าการเดินไปสู่การทำประชามติแล้วผลคะแนนออกมาแบบชนิดที่ว่าคะแนนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมหาศาลนั้น โจทย์ข้อนี้น่าจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ มุมมองนี้ถือว่าน่าคิด เพราะถ้าแพ้แล้วแพ้เยอะ อันนี้จะยิ่งยุ่งไปกันใหญ่
                    ดูเหมือนว่าแค่เริ่มก็ทำท่าจะยุ่งเสียแล้ว ทั้งๆ ที่ยังเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นหลักกิโลเมตรแรกๆ ของการบริหารสถานการณ์ในช่วงที่จะมีการทำประชามติเท่านั้นเอง
——————
(ขยายปมร้อน : ประชามติร่างรธน.ส่อยุ่ง ตั้งแต่หลักกิโลเมตรแรก : โดย…ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี)

‘เจ้าของพรรค’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160427/226595.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 27 เมษายน 2559
‘เจ้าของพรรค’

‘เจ้าของพรรค’ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

              การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ “บรรหาร ศิลปอาชา” อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทย สร้างความเสียใจให้แก่ผู้คนจำนวนมาก เพราะชื่อนี้ทำคุณงามความดีและประโยชน์ให้แกประเทศไม่น้อย

แต่ในเวลาเดียวกันที่ทุกคนเสียใจ ก็เกิดข้อสงสัยพอๆ กับข้อสงสัยที่ “พรรคชาติไทย” จะมีอนาคตอย่างไรต่อไปบนเวทีการเมืองไทย

บางคนอาจตั้งข้อสังเกตแล้วบอกว่าจะกล่าวถึงพรรคชาติไทยได้อย่างไร เพราะ “พรรคชาติไทย” นั้นได้ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 แล้ว   แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือ แม้พรรคจะถูกยุบไป แต่องคาพยพเดิมยังอยู่ และเกิดใหม่ภายใต้ชื่อ “พรรคชาติไทยพัฒนา”   แม้กรรมการบริหารพรรคจะถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า “ใคร” เป็นตัวจริงในพรรค

ดังนั้น “พรรคชาติไทยพัฒนา” ก็คือ “พรรคชาติไทย” นั่นเอง และคอการเมืองก็คุ้นปากกับชื่อ “ชาติไทย” มากกว่า “ชาติไทยพัฒนา” เสียด้วยซ้ำไป

ยิ่งไปกว่านั้นที่ทำให้คนรู้สึกว่าทั้งสองพรรคคือพรรคเดียวกันก็คือ คนที่กุมบังเหียนพรรคคือคนคนเดียวกันอย่าง “บรรหาร ศิลปอาชา” นั่นเอง

ว่ากันว่าความเป็น “บรรหาร” นั้นยิ่งใหญ่กว่าตัวพรรค หากเปรียบเป็นฟุตบอล เขามิใช่ผู้เล่นที่ใหญ่กว่าสโมสร แต่เขาเป็นเจ้าของทีม และเป็นทุกๆ อย่างของพรรคนี้ จนบางคนเรียกว่า “พรรคบรรหาร” ด้วยซ้ำไป

หากไปดูประวัติ ก็ไม่แปลกที่เขาจะมีภาพลักษณ์ที่ทับซ้อนกับความเป็นพรรค เพราะเขาค่อยๆ เติบโตในสายการเมืองมากับพรรคนี้ จนพรรครุ่งเรืองที่สุดก็มีเขาอยู่ในตำแหน่งสูงสุด หรือกระทั่งพรรคถดถอยเขาก็ร่วมอยู่ด้วยในทุกสถานการณ์

“บรรหาร” ก้าวเข้าสู่การเมืองพร้อมๆ กับการตั้งพรรคชาติไทย โดยการเชื้อเชิญของ “บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ”     ภายใต้หัวหน้าพรรคที่ชื่อ “ประมาณ อดิเรกสาร”  เบื้องต้นมีเลขาธิการชื่อ “พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ” และมี “บรรหาร” เป็นรองเลขาธิการพรรค

ต่อมาปี 2523 “ชาติชาย” ขยับขึ้นเป็นรองหัวหน้า  “บรรหาร” ก็ก้าวขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค  จากนั้นเขาก็ครองตำแหน่งนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 2537 เขาก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรค   และในอีก 1 ปีต่อมาเขาก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก “พรรคชาติไทย” ได้ ส.ส.มากที่สุดในสภาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

จากนั้นพรรคชาติไทยก็เริ่มถดถอยจนเหลือแค่พรรคขนาดกลาง  แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ เขาอยู่ร่วมทุกรัฐบาล   ซึ่งลักษณะนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ทำได้ หากแต่ต้องเป็น “บรรหาร” เท่านั้น ที่แม้แต่ “ทักษิณ ชินวัตร” วันที่เรืองอำนาจสุดๆ ก็ยังเกรงใจชวนมาร่วมรัฐบาล

กระทั่งปี 2551 พรรคชาติไทย ถูกยุบ  “บรรหาร” ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งห้ามยุ่งเกี่ยวการเมือง แต่ทางพฤตินัยใครๆ ก็รู้ว่าพรรคนี้เป็นของใคร ใครเป็นคนบริหาร  หัวหน้าพรรคคนแรกที่ถูกเลือกมาก็คือ “ชุมพล ศิลปอาชา” น้องชายแท้ๆ ของเขานั่นเอง  และคนต่อมาก็คือ “ธีระ วงศ์สมุทร” อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ที่รู้กันว่ามีสายสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมเช่นเดียวกัน

วันที่ “บรรหาร” ถูกเพิกถอนสิทธิ เขาก็มีอำนาจบารมีในการเจรจาการเมือง นอกจากนี้เขาก็มีบารมีในการบริหารราชการในกระทรวงที่พรรคดูแล  ว่ากันว่าใหญ่กว่ารัฐมนตรีเสียด้วยซ้ำไป

หลายคนที่อยู่ใต้สังกัดพรรคก็ยอมรับกันตรงๆ ว่าอยู่เพราะ “บรรหาร”

เขาคือทุกสิ่งทุกอย่างของพรรคนี้  จึงไม่แปลกว่าเมื่อสิ้นเขา จะมีคำถามว่าพรรคนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

แต่ต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคชาติไทยนั้น ห่างไกลกับคำว่า “พรรคการเมือง” ตามนิยามที่ควรจะเป็นไปไกลโข  เพราะที่ถูกต้องพรรคการเมืองไม่ควรเป็นของใครคนใดคนหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว  หากแต่ควรเป็นของกลุ่มคน และบริหารโดยกลุ่มคน มีสถานะเป็นองค์กรหรือสถาบันที่เปิดกว้าง

การที่ให้พรรคการเมืองขึ้นกับคนเพียงคนเดียวก็ไม่ต่างจากบริษัทส่วนตัว ซึ่งจะทำให้การตัดสินใจอะไรก็ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าของไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง  และเมื่อเจ้าของไม่อยู่ไม่ว่าในกรณีใดๆ พรรคก็ต้องสิ้นตามไปด้วย  ต่างจากพรรคการเมืองจริงๆ ที่แม้ผู้บริหารพรรคจะไม่อยู่แต่ก็จะมีตัวตายตัวแทน  เป็น “สถาบันทางการเมือง” ที่แท้จริง

เอาเข้าจริงในเมืองไทยก็ยังมีพรรคอีกจำนวนมากที่เป็นเช่นนี้ และรอวันว่าเมื่อเจ้าของหมดบุญ หรือสิ้นอำนาจบารมีพรรคก็จะจบตามลงไปในไม่ช้า

ได้เวลาเลือดใหม่ชาติไทยพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160426/226523.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 26 เมษายน 2559
ได้เวลาเลือดใหม่ชาติไทยพัฒนา

ได้เวลาเลือดใหม่ชาติไทยพัฒนา : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

             เอาเป็นว่า คงจะสบายใจได้แล้ว สำหรับใครที่อยากให้มีการเลือกตั้งในเร็ววันนี้

เพราะถึงแม้ว่า บรรหาร ศิลปอาชา จะมาด่วนจากไปเสียก่อน ทั้งที่เพิ่งให้สัมภาษณ์ไปเมื่อไม่นานมานี้ว่า อยากเห็นการเลือกตั้ง ซึ่งก็หมายความว่า ต้องมีรัฐธรรมนูญเสียก่อน

ใครที่กังวลว่า เมื่อไม่มีมังกรเมืองสุพรรณเสียแล้ว วันเลือกตั้งอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน

จริงอยู่ ลำพังเพียงแค่ บรรหาร อาจไม่สามารถชี้เป็นชี้ตายประชามติได้ แต่เมื่อออกมาให้เหตุให้ผลแล้ว ก็คงจะมีคนคล้อยตามอยู่บ้าง

ยิ่งได้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ออกมาบอกว่าถูกอกถูกใจรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็น่าจะทำให้การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ว่ากันว่าจะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้มีสีสันมากขึ้น

อย่างน้อยๆ ก็น่าจะมากกว่าการได้เห็นข้อความผ่านเฟซบุ๊กของ วัฒนา เมืองสุข รวมทั้งได้เห็นภาพใหม่ๆ ของวัฒนาบ้าง ไม่ใช่เห็นแต่ตอนไปรายงานตัวกับทหาร แถมระยะหลังนี่ เฉียดคุกเข้าไปทุกที

ทายาทของ บรรหาร ที่ดูเหมือนจะไม่ได้เดินตามรอยเท้าพ่อ หากแต่มาวันนี้ จะสานเจตนารมณ์ของพ่อ อย่าง หนูนา น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ลูกสาวคนโตของ บรรหาร

หนูนา ไม่เพียงแค่ยืนยันว่า พรรคชาติไทยพัฒนา จะยังคงอยู่และจะทำสิ่งดีๆ เพื่อบ้านเพื่อเมือง

สิ่งหนึ่งที่ น.ส.กัญจนา (ซึ่งอาจหมายรวมไปถึงพรรคชาติไทยพัฒนาด้วย) ก็คืออยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วตามที่บรรหารได้พูดเอาไว้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา

หากเป็นอย่างที่ว่านั้น ก็มีความเป็นไปได้ที่ พรรคชาติไทยพัฒนาจะมีผู้นำที่เป็นผู้หญิง ที่บรรดาแกนนำพรรคในรุ่นของบรรหารเองก็คงจะให้การยอมรับ เพราะหากจะให้ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนเอง บางคนก็คงจะไม่ไหวแล้ว

ในส่วนของ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ก็คงจะเข้ามาเกี่ยวข้องได้ไม่สะดวกเท่าใดนัก เนื่องจากโดนคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สิน อันเป็นของแสลงของรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย

แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ก็เอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคชาติไทยพัฒนา ที่หากเดินหน้าสู้ต่อในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เพราะแทนที่จะตัดเศษคะแนนไปให้พรรคใหญ่ แต่ระบบเลือกตั้งบัตรเดียวก็เอื้อให้พรรคขนาดกลาง ได้คะแนนที่ประชาชนเลือกไปแบบเต็มๆ

นี่ยังไม่นับรวมถึงกรณีที่ “พรรคเพื่อไทย” ไม่ใช่แหล่งพักพิง หรือเสริมสร้างฐานคะแนนให้แก่อดีต ส.ส.ทั้งหลาย ที่อาจโดนกระแส “ทักษิณ ชักใย” อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.หลุดปากออกมาในวันนั้น จนทำให้อยู่ไม่ได้… “พรรคชาติไทยพัฒนา” ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี

เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะสลับขั้วไปที่ประชาธิปัตย์ หรือไปขอไออุ่นจากพรรคภูมิใจไทย ที่แม้วันนี้จะไม่มี เนวิน ชิดชอบ อยู่แล้วก็ตาม

แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์เอง ในวันนี้ ก็ยังไม่แน่ว่า เมื่อถึงวันที่ปี่กลองเชิดเข้าสู่โหมดเลือกตั้งแล้ว สมาชิกจะยังคงเดิมหรือไม่

ไม่แน่ว่า การจากไปอย่างกะทันหันของ มังกรเมืองสุพรรณในครั้งนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งของบ้านเมืองที่อยู่ในภาวะอึมครึมมานาน

แต่ที่แน่ๆ ที่พรรคชาติไทยพัฒนานั้น “เลือดใหม่” คงได้แสดงศักยภาพกันอย่างเต็มที่!

ภารกิจถอนฟ้อง‘ป.ป.ช.’จ้องอุ้มใคร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160425/226452.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 25 เมษายน 2559
ภารกิจถอนฟ้อง‘ป.ป.ช.’จ้องอุ้มใคร?

ภารกิจถอนฟ้อง‘ป.ป.ช.’จ้อง อุ้มใคร? : ขยายปมร้อน โดย ณัฐภัทร พรหมแก้ว สำนักข่าวเนชั่น

            คลิกออฟการทำงานเข้าเดือนที่ 4 คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่ ที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธาน กำลังจับเรื่องร้อนกับการพยายามดำเนินการถอนฟ้องคดีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ตามที่ 3 จำเลยอย่าง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. และพล.ต.อ.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผบช.น. ยื่นขอความเป็นธรรมพร้อมอ้างหลักฐานใหม่ ให้ ป.ป.ช.พิจารณา แม้คดีจะอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตาม

มติเสียงข้างมากของที่ประชุม ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมา ระบุว่า มีสิทธิส่งเรื่องให้ศาลฎีกาฯ พิจารณาถอนฟ้อง จึงตั้งคณะทำงานชุดหนึ่งขึ้นมาวิเคราะห์หลักฐานใหม่ของจำเลยว่าใหม่จริงหรือไม่ หรือมีเหตุผลเพียงพอเปลี่ยนแปลงความเห็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดก่อนที่สั่งฟ้องได้แค่ไหนก่อนความเห็นของคณะทำงานจะถูกชงเข้าที่ประชุม ป.ป.ช. เพื่อมีมติว่าสมควรส่งเรื่องถอนฟ้องต่อไปหรือไม่

แม้ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นต่อคณะกรรมการว่าไม่สมควรถอนฟ้อง เกรงว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ถ้าทำไปแล้วอาจเข้าข่ายทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ หรืออาจถูกฟ้องกลับ แต่ก็ถูกตีกลับให้ทบทวน โดยเฉพาะให้นำคดีสลายกลุ่ม นปช.ปี 2553 ซึ่ง ป.ป.ช.ชุดก่อนตีตก มาเทียบเคียง

สอดคล้องกับความเห็นของเซียนกฎหมายอย่าง “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ที่เคยพูดถึงเรื่องถูกฟ้องกลับว่า “พอดีพอร้ายคนที่เคยเป็นจำเลยจะกลับมาฟ้องเอง แต่ต้องรอให้ถูกถอนฟ้องเสียก่อน เพราะการที่เขาถูกฟ้องนั้น เขาต้องทนทุกข์ทรมานอยู่พักหนึ่ง ดังนั้น เมื่อมีการถอนก็แปลว่า เชื่อว่าเขาไม่ผิดใช่หรือไม่ แล้วตอนนั้นทำไมถึงฟ้องเขา มันโดนได้ทุกอย่าง จึงต้องอธิบายให้ได้ พร้อมกับเตือนว่า “เสี่ยงมากกรณีฟ้องและถอน เพราะจะเกิดความสงสัย ใครทำอาจโดนสอบกันเจ็ดชั่วโคตร เนื่องจากตอนฟ้องก็คิดว่าคุณพิจารณาดีที่สุดแล้ว อยู่ๆ มาคุณมาถอนก็ต้องอธิบายให้ศาลเข้าใจได้ อธิบายให้สังคมเข้าใจได้ ไม่อย่างนั้นเขาจะเข้าใจว่าคุณไปกินสินบนมาหรือเปล่า มวยล้มต้มคนดูหรือเปล่า”

ถามว่า ทำไมเมื่อ ป.ป.ช.ทำเรื่องนี้ ถึงได้เกิดข้อกังขากับสังคมทันที นั่นเพราะหลายคนจับตาไปที่ความสัมพันธ์ระหว่าง พล.ต.อ.วัชรพล ที่แนบแน่นกับพี่น้อง “บ้านวงษ์สุวรรณ” ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ ที่มีตำแหน่งแห่งหนในรัฐบาลคสช. ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิก สนช. และเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ของพล.อ.ประวิตร ซึ่งถูกจับตามาตั้งแต่มีชื่อลงสมัครชิงเก้าอี้กรรมการ ป.ป.ช. จนได้รับเลือก และได้เป็นประธาน ป.ป.ช.ในที่สุด ตอนนั้นก็มีการตั้งข้อสังเกตแล้วว่า มีพลังพิเศษจากผู้มีอำนาจบางคนหนุนให้ได้ตำแหน่งเพื่อหวังให้เข้ามาทำภารกิจพิเศษอะไรหรือไม่

แล้วถ้าย้อนกลับไปในสมัยประธาน ป.ป.ช.คนนี้ยังรับราชการตำรวจ ก็เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพล.ต.อ.พัชรวาท น้องเลิฟพล.อ.ประวิตร ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในตำแหน่งโฆษกสตช. เมื่อปี 2551 โจทย์ยากจึงอยู่ที่ว่า จะอธิบายเรื่องนี้ต่อสังคมให้หายแคลงใจได้แค่ไหนว่าไม่ได้ต้องการช่วยใครเป็นพิเศษ

แล้วถ้าดูภารกิจที่แท้จริงของ ป.ป.ช. คือเร่งเคลียร์คดีโกงส่งอัยการสูงสุด ยื่นต่อศาลพิจารณา ตามนโยบายของประธาน ป.ป.ช.คนนี้ ที่ต้องการสางคดีโกงนับหมื่นที่ค้างอยู่ให้พ้นมือโดยเร็ว

หรือการถอนฟ้องคดีที่ตัวเองเคยฟ้อง จะเป็นภารกิจใหม่ที่ ป.ป.ช.ไม่เคยประกาศ แต่เริ่มเดินหน้าคืนความเป็นธรรมจำเลยแล้ว โดยดึงคดีเก่ามาปัดฝุ่นล้างน้ำทั้งๆ ที่พ้นมือตัวเองไปแล้ว แสดงว่าที่ผ่านๆ มา คดีที่ ป.ป.ช.ฟ้องเองมีข้อบกพร่อง หรือไร้มาตรฐานใช่หรือไม่

จึงต้องจับตาว่า เร็วๆ นี้ หาก ป.ป.ช.มีมติยื่นเรื่องถอนฟ้องคดีนี้ต่อศาลจริง คงเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้แก่องค์กร แต่คงไม่ใช่หลักประกันสร้างความเชื่อมั่นใดๆ ทั้งสิ้น ซ้ำจะยิ่งอีนุงตุงนังเข้าไปอีก ถ้าจำเลยคดีอื่นๆ ที่ป.ป.ช.สั่งฟ้องเอง กลับมาอ้างคดีนี้เป็นแบบอย่าง ถึงตอนนั้นคนที่ต้องนั่งกุมขมับ เผลอๆ จะเป็นเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. ที่จะเดินหน้าก็ไปได้ไม่สุด เพราะคดีเก่าพอกเป็นหางหมู ส่วนคดีร้องตรวจสอบใหม่ที่รับมาก็ไม่รู้เมื่อไหร่ถึงจะถูกชายตา คำครหาทำคดีชักช้าจะพะยี่ห้อปะหลัง ป.ป.ช.อย่างที่ผ่านมา

แต่นั่นคงไม่เท่ากับคำครหาว่า ป.ป.ช.ชุดนี้ จ้องจะอุ้มใครให้พ้นคดีหรือไม่?

อำนาจ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160420/226188.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 20 เมษายน 2559
อำนาจ!

อำนาจ! : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

            “อำนาจ” นั้น ยิ่งใช้ยิ่งสนุก ยิ่งใช้ยิ่งเพลิน เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งอยู่เหนือกว่ามนุษย์อีกคนหนึ่ง ซึ่งอาจหมายรวมถึงคนกลุ่มหนึ่ง อยู่เหนือคนอีกกลุ่มหนึ่ง และอำนาจเช่นว่ายิ่งเมื่อใช้เรื่อยๆ ก็จะยิ่งหลงยิ่งไหล ในพลังที่ตัวเองมี

แต่ในทางกลับกัน ย่อมสร้างภาวะความอัดอั้นให้ผู้คนที่อยู่ใต้อำนาจนั้นๆ เพราะไม่มีใครที่ชอบให้คนอื่นอยู่เหนือตัวเอง ดังนั้น หากใช้เกินเลยไปแบบไม่ถูกต้องก็ย่อมทำให้อำนาจนั้นเสื่อมลง เนื่องด้วยอำนาจมิใช่อยู่ได้ด้วยตัวมันเอง หากแต่ต้องมีฐานการสนับสนุนที่แข็งแกร่ง ที่เรียกว่าความชอบธรรม การใช้อำนาจที่ปราศจากความชอบธรรมนั้น ย่อมทำให้ผู้ใช้อำนาจนั้นเสื่อมลงเรื่อยๆ

วันนี้เราจะยกตัวอย่างสามเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น โดยไม่บอกหรือฟันธงว่านี่คือการใช้อำนาจในลักษณะไหน ในลักษณะที่ถูกหรือผิด แต่การใช้อำนาจในทั้งสามเหตุการณ์กำลังถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความชอบธรรม

กรณีแรกกับการรณรงค์ รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในการทำประชามติ ตามปกติแล้วการทำประชามตินั้นสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ การให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของเรื่องที่จะไปออกเสียงประชามติได้อย่างเต็มที่ ต้องเปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายต้านออกแคมเปญรณรงค์ได้ เพื่อให้ประชาชนสามารถชั่งน้ำหนักของทั้งสองฝ่ายได้

แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ มีความพยายามปิดกันการรณรงค์ รับหรือไม่รับร่าง ซึ่งนั่นหมายถึงการปิดโอกาสการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน ล่าสุดหนักถึงขนาดที่มีกลุ่มที่ทำเสื้อรณรงค์ “Vote No” แล้วปรากฏว่าถูกพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บอกห้ามใส่ ใครใส่ก็จะให้ถอด

“รณรงค์ไม่ได้ ห้ามรณรงค์ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ ชอบก็ชอบ รวมถึงการใส่เสื้อโหวตโน หรือ โหวตเยส ก็ไม่ได้ จะไม่มีการเชียร์ หากเจอต้องถอดออก”

นี่จึงเป็นหนึ่งของการใช้อำนาจที่ถูกตั้งคำถามว่าเพื่ออะไร เป็นไปบนพื้นฐานอะไร

อีกเหตุการณ์ที่ถูกตั้งคำถามคือการจับกุมตัว “วัฒนา เมืองสุข” จริงอยู่ที่นายวัฒนา เป็นนักการเมืองและบางคนจะมองว่าการกระทำของเขานั้นหวังผลทางการเมือง หรือเบื้องหลัง และที่สำคัญขัดต่อคำสั่งของ คสช.

แต่หากพิจารณากันจริงๆ แล้วการกระทำของ “วัฒนา” นั้น ย่อมถูกตั้งคำถามตามหลักสากลได้ไม่ยาก เพราะสิ่งที่เขาทำคือการ “แสดงความเห็น”

การแสดงความเห็น อาจจะผิด อาจจะถูก อาจจะถูกใจใครบางคน หรืออาจจะไม่ถูกใจผู้กุมอำนาจ แต่การแสดงความเห็นตามหลักสากลนั้นไม่ควรนับเป็นความผิดเพราะถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล และการให้ทหารไปจับกุม หรือนำไปกักขังควบคุมนั้น ย่อมผิดหลักสากลอย่างเห็นได้ชัด

จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นตัวแทนทูตของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และแคนาดา ไปสังเกตการณ์ในครั้งนี้ด้วย และจะไม่แปลกที่อาจจะมีความเคลื่อนไหวกดดันจากนานาชาติตามมา

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งการใช้อำนาจที่ถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะต่อหลักสากล

และอีกเหตุการณ์ที่กำลังเป็นที่โจทก์ขานกันก็คือ การบรรจุบุตรชายของ “พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา” เข้ารับราชการทหาร ด้วยวิธีพิเศษ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า การกระทำแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะคำชี้แจงที่ว่า ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่มีคุณสมบัติพิเศษ ทำให้หลายคนสงสัยว่ามีความพิเศษถึงขนาดไหน เพราะวุฒินิเทศศาสตร์นั้นเรียกได้ว่ามีเกลื่อนเมือง ไม่ได้ขาดแคลนแต่อย่างใด

เราเคยตั้งคำถามกับนักการเมืองถึงคำว่าจริยธรรม และประโยชน์ทับซ้อนกับเรื่องเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแทรกแซงการแต่งตั้ง หรือโยกย้ายข้าราชการ และในกรณีนี้ผู้ที่เซ็นคำสั่งรับก็คือ “บุพการี” ของผู้ที่จะเข้ารับราชการ ซึ่งมองอย่างไรก็หนีไม่พ้นคำว่า “ผลประโยชน์ทับซ้อน”

แต่ดูเหมือนยิ่งชี้แจงยิ่งเข้ารกเข้าพง ไม่ว่าจะเป็นการที่ “พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา” บอกว่า “มีหลายคนในกองทัพที่ทำแบบนี้”

หรือคำชี้แจงของ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ที่บอกว่า “เป็นอำนาจของผม”

อำนาจหากใช้ให้ดีก็เป็นประโยชน์ แต่หากใช้อย่างไม่ระวัง หรือลุแก่อำนาจ สิ่งนั้นก็จะกลับกลายมาเป็นหอกทิ่มแทงตัวเอง ประวัติศาสตร์ก็พิสูจน์ทราบด้วยตัวเองมาหลายครั้งแล้วว่า อำนาจทำให้คนยิ่งใหญ่ได้พอๆ กับที่ทำให้คนตกต่ำถึงที่สุดได้เช่นเดียวกัน และสถานการณ์การเมืองที่แหลมคมเช่นนี้แค่พลิกฝ่ามือก็อาจกลายเป็นรอง

เมื่อพระฟ้องพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160419/226125.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 19 เมษายน 2559
เมื่อพระฟ้องพระ

เมื่อพระฟ้องพระ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

            ในที่สุดเราก็เดินมาถึงจุดนี้กันจนได้ เมื่อเกิดคดีความขึ้นระหว่าง พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม เดินทางมาศาลอาญา ยื่นฟ้องทั้งพระทั้งฆราวาส

พระที่ถูกฟ้อง ประกอบด้วย พระเมธีธรรมาจารย์ หรือประสาร จันทสาโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร, พระอธิการฉัตรชัย อธิจิตโต เจ้าอาวาสวัดบางใหญ่ ต.บางจาก จ.นครศรีธรรมราช ประธานองค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนากลุ่มพระสงฆ์ภาคใต้ และพระปลัดนรุตม์ชัย อภินันโท เลขาธิการองค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนากลุ่มพระสงฆ์ภาคใต้

ส่วนฆราวาสมีคนเดียว คือ เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ รองคณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เหตุที่ฟ้องนั่นก็เพราะ พระพุทธะอิสระเห็นว่า ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องที่ว่านั้นไปพูดกล่าวประกาศจะขับไล่พระพุทธะอิสระให้ออกจากหมู่สงฆ์ด้วยการประกาศอุกเขปนียกรรม ซึ่งอุกเขปนียกรรม เป็นวิธีการลงโทษสงฆ์ผู้ต้องอาบัติที่ไม่ยอมรับอาบัติ ด้วยการวางเฉย ไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย

พระไตรปิฎกฉบับประชาชน บอกกล่าวที่มาของ อุกเขปนียกรรม ว่า มีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าแล้ว

ตอนนั้น มีภิกษุชื่อ กัสสปโคตร เป็นผู้เอื้อเฟื้อดีต่อภิกษุที่เป็นอาคันตุกะ เมื่อมีภิกษุอาคันตุกะมาก็ต้อนรับถวายความสะดวกด้วยประการต่างๆ ภิกษุที่มาติดใจพักอยู่ด้วย แต่เมื่อพักอยู่นานไป ภิกษุชื่อกัสสปโคตรก็ไม่ขวนขวายอาหารให้ เพราะถือว่ารู้ทำเลบิณฑบาตแล้ว ถ้าขืนขวนขวายมากก็จะต้องรบกวนชาวบ้านเป็นการประจำ

ภิกษุอาคันตุกะ ไม่พอใจ สวดประกาศยกเสียจากหมู่

ภิกษุกัสสปโคตรจึงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลถาม พระองค์ตรัสสั่งให้ภิกษุกัสสปโคตรกลับไปอยู่ที่เดิม ทรงชี้แจงว่า ภิกษุที่ลงโทษนั้น ทำไปโดยไม่เป็นธรรม ภิกษุกัสสปโคตรไม่มีอาบัติอะไร

ฝ่ายภิกษุพวกที่ลงโทษ ร้อนตัว จึงมาขอขมาต่อสมเด็จพระบรมศาสดา พระองค์ประทานอภัยแล้ว จึงทรงแสดงการทำสังฆกรรมที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรมหลายอย่างหลายประการ

ความขัดแย้งในหมู่สงฆ์นั้นมีมานานแล้ว แต่ก็สามารถแก้ไขได้ลุล่วง และบางครั้งก็อาจมีอุบาสกอุบาสิการ่วมด้วยช่วยแก้ปัญหา

แต่ความขัดแย้งของสงฆ์ในยุคนี้มีช่องทางมากกว่านั้น…ใครจะคิดว่า วันหนึ่งตุลาการก็ต้องไปเรียนรู้พระไตรปิฎกเพื่อนำมาประกอบข้อกฎมายเพื่อยุติความขัดแย้งที่ว่า

ทำไม?ห้ามพูดคำว่า‘ไม่รับร่างรธน.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160418/226068.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 18 เมษายน 2559
ทำไม?ห้ามพูดคำว่า‘ไม่รับร่างรธน.’

ทำไม?ห้ามพูดคำว่า‘ไม่รับร่างรธน.’ : ขยายปมร้อน โดยสำนักข่าวเนชั่น ขนิษฐา เทพจร

             ระหว่างที่ “ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ….” ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รอการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

เป็นอำนาจอันชอบธรรมของ “หน่วยงานความมั่นคง” ภายใต้การกำกับของ “รัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ที่จะใช้อำนาจนั้นยับยั้ง ระงับ และห้ามปราม บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่แสดงความเห็นสู่สาธารณะว่า “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ”

จากปรากฏการณ์ของ “วัฒนา เมืองสุข สมาชิกพรรคเพื่อไทย” ที่ใช้พื้นที่ส่วนตัวผ่านเครือข่ายเฟซบุ๊กแสดงเจตนารมณ์ของตนเองต่อร่างรัฐธรรมนูญ ที่ไปกระทบใจคนของรัฐบาล จนถึงขั้นต้องส่งเจ้าหน้าที่รัฐไปถึงบ้านพัก เพื่อรับตัวไปปรับทัศนคติ รวมถึงเครือข่ายนักวิชาการ อย่าง “คณะนิติราษฎร์” ที่โพสต์แถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ของกลุ่ม แสดงความเห็นต่อเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับประกาศว่าจะไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้เว็บไซต์ของกลุ่มต้องถูกหน่วยงานของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารตามบล็อกเว็บไซต์ ทำให้กลายเป็นคำถามว่า ทำไม? การใช้เสรีภาพส่วนบุคคลหรือทางวิชาการว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จึงกลายเป็นภัยแก่ตัว หรือพื้นที่ของผู้ที่ให้ความเห็นนั้น

จากคำตอบ ผ่านมุมมองของ “นักการเมือง” มองว่า

“คสช.กลัวรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านจริงๆ จึงต้องปราบปรามความเห็นที่ว่านั้น และยิ่งกลไกในรัฐธรรมนูญที่วางไว้ถูกใจองค์รัฏฐาธิปัตย์ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจริงๆ สิ่งที่อยากได้จะสูญหายไปทั้งหมด ซึ่งยิ่งเป็นที่ยืนยันต่อมุมมองคือ ท่าทีของ คสช.ที่ออกมาเคลื่อนไหว สะท้อนว่าไม่มั่นใจว่าเขาจะเอาความเห็นต่างนั้นอยู่หมัด รวมถึงด้วยยุทธวิธีทางทหาร หากไม่ทำอะไรกับความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอาจทำให้ คสช.พลาดท่าเสียที ต่อเกมที่ถูกรุกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเป็นจังหวะที่ คสช.ต้องมีท่าทีเอาคืนบ้าง เพื่อไม่ให้กลายเป็นไฟลามทุ่ง และที่สำคัญต้องประคองสถานการณ์ให้เป็นไปตามโรดแม็พ ที่จะให้มีการเลือกตั้งภายในปี 2560 หาก คสช.ไม่สามารถทำได้ ความน่าเชื่อถือจะถูกลดทอน และการตอบคำถามสังคมโลกจะทำได้ยาก ซึ่งผลร้ายอาจถูกแซงชั่นจากประเทศมหาอำนาจได้”

แต่ในมุมมองของฝ่ายการเมืองที่ให้คำตอบนั้น….ยังวิเคราะห์ไว้ด้วยว่า เหตุผลที่ คสช.จะกลัวว่ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แท้จริงไม่ใช่เพราะความเคลื่อนไหวของฝ่ายผู้ที่ไม่ยอมรับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติโดยเฉพาะเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญ คือ คำถามประกอบการประชามติ ที่ถอดรหัสได้ว่า “ให้อำนาจ ส.ว.ชุดแรกซึ่งมาจากการคัดเลือกของ คสช.จำนวน 250 คน ให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ร่วมกับการลงมติของ ส.ส. ด้วย” ซึ่งเสมือนเป็นจุดสำคัญลำดับต้นๆ ที่จะชี้เป็นชี้ตายร่างรัฐธรรมนูญในวันออกเสียงประชามติได้ จึงทำให้ความหวั่นเกรงต่อกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติของ คสช.มีอยู่สูง และยิ่งเจอกระแสและความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้เห็นต่าง ทำให้หลักประกันที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติตามความต้องการของผู้มีอำนาจ ถูกสั่นคลอนได้ง่าย

ขณะที่มุมมองของ “นักรัฐศาสตร์ – ตระกูล มีชัย นักวิชาการอิสระ จากรั้วจามจุรี” กลับให้คำตอบที่สวนทางจากมุมของนักการเมือง ว่า “คสช.” ไม่มีความกลัวว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ เพราะในผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน “องค์รัฏฐาธิปัตย์” ยังเป็นผู้ควบคุมอำนาจรัฐไว้อยู่ดี

“ภาพที่ฝ่ายความมั่นคงพยายามปราบปรามกลุ่มผู้เห็นต่าง ซึ่งประกาศว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขานั้นใช้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือเพื่อหยุดการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มการเมืองที่ คสช.มองว่าเป็นคู่ต่อสู้ หากสังเกตได้ คือ การดำเนินการกับผู้ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญจะมีลักษณะคล้ายการเหวี่ยงแห แต่การเลือกจะจับปลา หรือใช้กฎเหล็กใดๆ กับคนที่แสดงความเห็น จะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่เป็นคู่ต่อสู้ทางการเมือง ผลที่จะได้ตามมาคือ คสช.สามารถควบคุมความเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น และเปลี่ยนบทบาทเป็นฝ่ายรุกกลับ จากเดิมที่เล่นบทบาทตั้งรับหรือถอยเท่านั้น ดังนั้นเป้าหมายสุดท้ายของ คสช.ไม่ใช่อยู่ที่รัฐธรรมนูญ เพราะต่อให้รัฐธรรมนูญตกไป คสช.ยังคุมเกมได้ และไม่ได้อยู่ยากมากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้” อ.ตระกูล ให้มุมมอง

จากคำถามที่ถูกตั้งต้น สงสัย และมุมมองของฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญที่ถูกถ่ายทอด แม้จะสะท้อนเป็นบทสรุปเดียวกัน คือ คสช.ยังพยายามใช้ยุทธศาสตร์เชิงอำนาจ เพื่อควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองให้อยู่ในความเรียบร้อย ไม่ขัดแย้ง เพื่อปูทางไปสู่โรดแม็พที่วางไว้ แต่จะด้วยภายใต้การปฏิบัติการใดก็ตาม จงอย่าความกลัวแม้เพียงคำว่า “ไม่” เพราะหากลัวและปิดกั้นแม้แต่ความเห็น

สุดท้ายอาจนำไปสู่เส้นทางและสถานการณ์ ที่ “คสช.” ก็เอา “ไม่” อยู่