ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160413/225819.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160413/225819.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160412/225771.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160411/225732.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160406/225409.html
เหมือนจะจบแต่ยังไม่จบ เพราะแม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์จะเสร็จสิ้นเพื่อรอทำประชามติแล้ว แต่เรื่องเจ้าปัญหากลับมาปรากฏในกระบวนการคำถามที่จะประกบไปกับคำถามประชามติหลักที่ว่า ประชาชนเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่
โดยกระบวการตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ฉบับแก้ไข ระบุว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติสามารถเสนอประเด็นอื่นใดไม่เกินหนึ่งประเด็น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบพร้อมไปในคราวเดียวกันด้วยก็ได้ ซึ่งเรามักจะเรียกกันว่า “คำถามพ่วง” หรือ “คำถามประกบ”
ทั้งนี้คำถามพ่วงนี้ รัฐธรรมนูญชั่วคราวยังกำหนดให้ฟังความเห็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศประกอบไปด้วย
และเมื่อวันศุกร์ ที่ผ่านมา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ได้มีมติเลือกคำถามที่จะเสนอ โดยคำถามระบุว่า “จะให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่” แปลความหมายง่ายๆ ว่า “จะให้ ส.ว.เข้ามามีส่วนร่วมในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีกับ ส.ส.หรือไม่”
ที่น่าสนใจและเป็นนัยคือ ส.ว.ที่ว่าคือ ส.ว.ชุดเฉพาะกิจ ที่บทเฉพาะกาลตามร่างรัฐธรรมนูญของ “มีชัย ฤชุพันธ์ุ” กำหนดให้มาจาการเลือกของ คสช. ทั้ง 250 คน
ประเด็นจึึงอยู่ที่ว่า หากคำถามเช่นว่าผ่านประชามติจริง ผลที่เกิดขึ้นคือ ส.ว.แต่งตั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือมีส่วนเกี่ยวโยงกับประชาชน จะมีสิทธิร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี มีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากับ ส.ส. ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีอำนาจในการเลือกนายกฯ ก็ย่อมจะมีอำนาจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจพ่วงติดตามมาด้วย
และแน่นอนว่า ข้อสงสัยเรื่องการสืบทอดอำนาจก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น
แม้จะปฏิเสธว่าเป็นความต้องการของ สปท. ที่จะถามคำถามเช่นนี้เอง ไม่เกี่ยวกับ “ใบสั่ง” จากผู้มีอำนาจ แต่ชื่อคนที่โหวตหลักๆ ก็ชวนให้คิดถึงความเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ เช่น การลงคะแนนเห็นด้วยของ “ทินพันธุ์ นาคะตะ” และ “วลัยรัตน์ ศรีอรุณ” ประธานและรองประธาน ซึ่งตามปกติแล้ว คนที่เป็นประธานหรือรองประธานมักจะงดออกเสียง
หรือการลงคะแนนของ “ฐิติวัจน์ กำลังเอก” ที่ถูกมองว่ามีความใกล้ชิดกัับผู้มีอำนาจและมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเขาเป็นหนึ่งในแกนนำเดินหน้าคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” หรือ สปท. สายทหารตำรวจที่ลงคะแนนไปในทางเดียวกัน จนมีคะแนนท่วมท้นถึง 136 เสียง จาก 151 เสียง
ซึ่งทันทีที่ สปท.ลงคะแนนสนับสนุนคำถามนี้ เหล่า สนช.บางส่วนก็ออกมาแสดงความเห็นที่สอดรับ ในทำนองที่แม้ไม่บอกตรงๆ แต่ก็ตีความได้ไม่ยากว่า พวกเขาสนับสนุนในแนวทางนี้ นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยด้วยว่าแนวคำถามจากกรรมาธิการสามัญของ สนช. ที่เสนอมาจากหลายคณะก็มีบางคณะที่ถามลักษณะที่คล้ายกับ สปท.
โดยวันที่ 7 เมษายน ที่จะถึงนี้ พวกเขาจะพิจารณาว่าจะถามคำถามหรือไม่ และถามคำถามอะไร ซึ่งจะเป็นวันชี้ชะตาว่า คำถามประกบที่เสนอไปนั้นจะกลายเป็นประเด็นหลักหรือไม่
น่าสนใจว่า ทำไม “มีชัย” ถึงไม่ใส่เรื่องนี้ไว้ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ผ่านความเห็นไปในคราวเดียว ซึ่งดูเหมือนจะง่ายกว่า
เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ใน 3 ทฤษฎี 1. “มีชัยและคณะ” เล็งเห็นว่า การบัญญัติดังกล่าวจะก่อให้เกิดปัญหา จึงไม่ยอมทำตามความต้องการของ คสช. และให้อำนาจเท่าที่ให้ได้ ทำให้ผู้ที่อยากได้ต้องดิ้นรนมาออกในทางนี้
2.ทั้งผู้มีอำนาจและคนร่างเองต่างก็เห็นตรงกันว่า เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นร้อน หากบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญก็อาจจะทำให้กระแสต่อต้านรัฐธรรมนูญพุ่งสูงจนถึงขั้นรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ดังนั้นแม้อยากได้ก็ยังไม่ทำ จึงนำไปผ่านกระบวนการประชามติ ซึ่งหากที่สุดแล้วผลออกมาเห็นด้วย พวกเขาก็บรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญได้อยู่ดี หรือตอนท้าย แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่าน แต่ประเด็นนี้ผ่านประชามติ ก็จะเหมือนเป็นความชอบธรรมที่จะเขียนเรื่องนี้ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
และทฤษฎีที่ 3.เป็นการจัดการงานนอกสั่งของคนที่หวังจะกลับมามีบทบาทอีกครั้งในฐานะ ส.ว.สรรหา
ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีไหน แต่ผู้มีีอำนาจคิดและตัดสินใจในขั้นสุดท้ายพึงระมัดระวังและใช้วิจารณญาณสูงสุด เพราะคำถามเช่นว่าอาจส่งผลต่อความขัดแย้งให้พุ่งสูงสุดขีดอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งหากผ่านแล้วก็ย่อมทำให้สภาพการเมืองในอนาคตของไทยกลับสู่สภาวะประชาธิปไตยครึ่งใบอย่างสมบูรณ์แบบ
จริงๆ ยังมีคำถามอื่นที่น่าถาม เช่น การศึกษาฟรีของเราจะให้ถึง ม.3 หรือ ม.6. หรือระบบการเลือกตั้งว่าจะใช้บัตรใบเดียวหรือบัตรสองใบ ยกเว้นแต่ว่า พวกท่านกำลังหมกมุ่นกับอำนาจทางการเมืองเฉพาะหน้า
สนช. เท่านั้น ที่จะตอบคำถามนี้
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160405/225358.html
ระยะหลังมานี้ “เกณฑ์ทหาร” กลายเป็นเรื่องดราม่าที่ไม่ว่าจะเป็นทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ รวมไปถึงโลกโซเชียลทั้งหลายต่างให้ความสนใจ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ข้ามเพศ หรือดารา นักร้อง มาเข้ารับการเกณฑ์ทหาร หรือมาขอผ่อนผัน
อย่างเมื่อล่าสุด ดารานักร้องรายหนึ่งโชว์ใบรับรองแพทย์ว่า เป็นโรคหอบหืด แล้วก็ไม่ได้เป็นทหารเกณฑ์ตามที่ระบุไว้ในใบรับรองแพทย์
ดูเหมือนว่า โรคหอบหืดนี่ช่วงเกณฑ์ทหารดาราจะเป็นกันมาก เพราะปีก่อนพระเอกสุดหล่อก็เอาใบรับรองแพทย์มายื่นเหมือนกัน
พล.ท.วีรชัย อินทุโสภณ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน บอกว่า โรคหืดหอบเป็นโรคที่ขัดตามกฎระเบียบการเกณฑ์ทหาร
แต่บุคคลที่เป็นโรคที่ขัดตามกฎระเบียบที่กำหนด จะต้องไปตรวจร่างกายก่อนการเกณฑ์ทหารประมาณ 10 วัน และต้องมีใบรับรองจากแพทย์มายืนยันกับเจ้าหน้าที่หน่วยตรวจเลือกทหาร จากนั้นเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจเอกสารว่าถูกต้องหรือไม่ และการตรวจโรคจะต้องตรวจที่โรงพยาบาลทหาร หรือโรงพยาบาลที่กองทัพบกกำหนดเท่านั้น
ขั้นตอนการตรวจก็จะมีแพทย์เฉพาะทางตรวจให้ จากนั้นทางโรงพยาบาลจะตั้งคณะกรรมการที่เป็นแพทย์เฉพาะทาง 3 คน เพื่อมาวินิจฉัยว่าบุคคลดังกล่าวนั้นเป็นโรคที่ขัดตามกฎระเบียบการเกณฑ์ทหารหรือไม่
ขั้นตอนว่ามาอย่างนั้น
นักร้องนักแสดงที่ว่าก็คงจะไปตรวจตามขั้นตอน เมื่อมาเกณฑ์ทหารแสดงใบรับรองแพทย์แล้ว เจ้าหน้าที่ทหารที่ตรวจเลือกก็คงดูละเอียดแล้วจึงได้แทงเรื่องออกไปอยางนั้น
แต่ปัญหาคือ โลกโซเชียลทุกวันนี้ นอกจากความจริงแล้วมันมีเรื่องของความรู้สึก ความเชื่อ กันอยู่
เสียงค่อนแคะก็เลยดังแล้วก็ลามไปไวกว่าไฟลามทุ่ง
หนักเข้าก็เลยกลายเป็นเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” ที่บั่นทอนสังคมไทยมานาน จนมีคนเชื่อว่า ถ้า “รวย-ดัง-สกุลใหญ่” ไม่ต้องติดคุก
ความเหลื่อมล้ำที่หมักหมมมานาน ทำให้ไม่ว่าเรื่องใหญ่ หรือเรื่องเล็ก ก็จะถูกเหมารวมกันไปหมดว่า อำนาจรัฐถูกความ “รวย-ดัง-สกุลใหญ่” สั่งการได้
นั่นอาจเป็นที่มาของคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ติดตามทุกคดีความที่อาจส่งผลกระทบกับความรู้สึกเหลื่อมล้ำในสังคม
นับแต่คดี สาวซีวิคชนรถตู้โดยสารจนมีผู้เสียชีวิตถึง 9 ศพ คดีเบนซ์ซิ่งนรกชนรถเก๋งจนไฟคลอก 2 นิสิตปริญญาโทเสียชีวิต อานิสงส์ของการตื่นตัว ยังส่งไปถึงคดีทายาทมหาเศรษฐีซิ่งซูเปอร์คาร์ชนตำรวจเสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อน ที่คดีเงียบหายไป จนบางข้อหาหมดอายุความไปแล้ว ก็ถูกรื้อ ถูกเร่งคดีกันขึ้นมาใหม่ รวมทั้งมีการสอบสวนว่า ตำรวจปล่อยให้คดีหมดอายุความได้อย่างไร
บางคนเห็นว่า คดีอุบัติเหตุเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ขนาดตำรวจเจ้าของพื้นที่ที่เกิดอุบัติเหตุรถเบนซ์ชนรถเก๋งกว่าจะตื่นขึ้นมาตามคดีก็ล่วงเลยเวลาไป 3-4 วัน
ไม่คิดว่า เรื่องเล็กๆ ในสายตาบางคน อาจเป็นเรื่องใหญ่ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคม และส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคน
แล้วก็เรื่องอย่างนี้แหละที่บ่อนทำลายโครงสร้างใหญ่ด้วยคำพูดที่ว่า “สองมาตรฐาน”
ความแตกแยกของบ้านเมืองที่ผ่านมาคำว่า “สองมาตรฐาน” คือส่วนสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองมาถึงจุดนี้
และที่ผ่านมาก็ไม่เคยเห็นผู้มีอำนาจคนไหนเห็นความสำคัญของปัญหาความเหลื่อมล้ำ มีแต่จะช่วยส่งเสริมให้มันเกิดขึ้น ย้อนไปดูแต่ละคดี แต่ละเรื่องในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่คนทั่วไปยันพระห่มผ้าเหลือง บ้านเมืองถึงได้เป็นอย่างนี้
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160404/225281.html
แนวคิดเรื่อง “หลักสูตรอบรมนักการเมือง” หรือที่เรียกกันติดปากว่า หลักสูตรปรับทัศนคตินักการเมืองที่เห็นต่างจากคสช.และรัฐบาลนั้น
หลุดออกจากปากของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
แนวคิดเรื่องการเปิดหลักสูตรอบรมนักการเมืองของคสช.นั้น เกิดขึ้นหลังจากที่คสช.ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของนักการเมืองที่เคยถูกเชิญตัวมาปรับทัศนคติแล้วหลายครั้ง แต่ยังคงมีพฤติกรรมเหมือนเดิม
ข้อสรุปเบื้องต้นของกรอบและแนวทางการจัดทำหลักสูตรนั้น พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แย้มให้ฟังว่า คสช.จัดทำหลักสูตรเสร็จสิ้นและพร้อมเปิดอบรมนักการเมืองแล้ว เบื้องต้นคาดว่าอาจจะใช้ระยะเวลาในการอบรมตามหลักสูตรขั้นต่ำประมาณ 7 วัน แต่ยังไม่ขอเปิดเผยลงลึกในรายละเอียด
แต่ย้ำว่า หลักสูตรนี้จัดทำขึ้นสำหรับกลุ่มบุคคลที่ยังไม่เข้าใจการทำงานของรัฐบาลและคสช. ซึ่งขณะนี้มีรายชื่อบุคคลที่คาดว่าต้องเข้ารับการอบรมอยู่แล้ว
คงไม่ต้องถามว่าจะมีใครบ้าง เพราะไม่แคล้วก็คงเป็นบุคคลกลุ่มเดิมๆ ที่เคยถูกเรียกไปปรับทัศนคตินั่นแหละ นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมสถานที่สำหรับจัดอบรมไว้แล้วทั่วประเทศอีกด้วย
มาดูที่เนื้อหาของการอบรมกันบ้าง หัวข้อที่ถูกกำหนดไว้เบื้องต้นในหลักสูตรนั้น อาทิ การบริหารราชการแผ่นดิน ธรรมาภิบาล ศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม
แต่ถ้าว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว ใคร..ที่เรียกว่าเหมาะสม ใคร..ที่ถือว่าคุณสมบัติครบ สำหรับการรับหน้าที่วิทยากรหรืออาจารย์ใหญ่ในหลักสูตรอมรมนักการเมืองครั้งนี้
อะไรที่จะเป็นตัวตัดสินว่า มีความเหมาะสมกับการเป็นต้นแบบการบริหารราชการแผ่นดินที่ดี เป็นต้นแบบของผู้ที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ตลอดจนศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม
เพราะแน่นอนว่า อย่างน้อยคนที่จะมารับหน้าที่วิทยากรหรืออาจารย์ประจำหลักสูตรนั้น หากคิดที่จะสอนผู้อื่น ก็ต้องเคยประสบความสำเร็จมาก่อนนั่นเอง
สอนเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน อย่างน้อยก็น่าจะต้องเคยแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองได้เป็นผลสำเร็จมาก่อน ซึ่งถ้าหากว่าเราไม่หลอกตัวเอง ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าประเทศไทยจะมีคนที่เคยบริหารประเทศชนิดที่เรียกว่า บ้านเมืองสงบเรียบร้อยนั้น แทบจะนับคนได้เลยทีเดียว
ดังนั้น ถ้าหากเริ่มต้นที่การหาตัวบุคคลต้นแบบที่เหมาะสมไม่ได้แล้วละก็…เรื่องการที่จะให้ประชาชนยอมรับอย่างสนิทใจ หรือความหวังที่จะให้นักการเมืองรับฟังนั้น คงไม่ต้องพูดถึง
แต่ที่น่าจะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดก็คือ จากนี้ไปฝ่ายที่หวังจะใช้ผลของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญมาขยายผลเพื่อลดทอนคะแนนนิยมของรัฐบาลนั้น
คงต้องบอกว่าเหนื่อยแน่ๆ เพราะถูกบีบไว้ด้วยกฎเหล็กของ คสช. รวมถึงร่าง พ.ร.บ.ประชามติที่กำหนดบทลงโทษของการบิดเบือนเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญเอาไว้
และอาจเป็นไปได้ว่า หากคอร์สอบรมนักการเมืองรอบนี้ยังไม่บรรลุเป้าหมาย การสั่งห้ามทำธุรกรรมทางการเงินนั้น จะเป็นเครื่องมือถัดไปที่ถูกหยิบขึ้นมาใช้
สำหรับ “พรรคเพื่อไทย” และ “คนเสื้อแดง” นั้น เริ่มเห็นแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้นแล้ว ผ่านการให้สัมภาษณ์และการออกแถลงการณ์ของพรรคในลักษณะ “หมูไม่กลัวน้ำร้อน”
แถลงการณ์พรรคเพื่อไทยระบุชัดเจนว่า ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ยอมรับอำนาจของประชาชน ขอให้ประชาชนออกมาลงประชามติ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ยอมรับอำนาจของประชาชนและขาดความเป็นประชาธิปไตย
เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ก่อนการลงว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาปรับแก้และประกาศใช้เป็นการชั่วคราว พร้อมกับจัดให้มีการเลือกตั้งภายในไม่เกิน 6 เดือน
หลังจากนั้นให้รัฐบาลจัดให้มีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการยกร่างจนถึงการให้ความเห็นชอบด้วยการลงประชามติ
ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มีหลักสูตรอบรมใดจะทำให้คนคิดเหมือนกันทั้งหมด ที่ผ่านมาไม่เคยมีความเคลื่อนไหวใต้ดิน ทุกอย่างที่พูดทำโดยเปิดเผย
บรรยากาศแบบเรียกคนเข้าค่ายทหาร ดำเนินคดีกับชาวบ้านที่โพสต์รูปขันน้ำสีแดงนั้น ไม่น่าจะเป็นผลดีกับภาพรวม
คงต้องรอดูว่า หลักสูตรอบรมนักการเมืองนั้นจะเป็นเพียงแค่แนวคิด แต่ไม่ถูกนำมาปฏิบัติจริงเหมือนกับหลายๆ เรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาก่อนหน้านี้หรือไม่
หลักสูตรปรับทัศนคตินักการเมือง สุดท้ายอาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องขู่กันเล่นก็เป็นไปได้ เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วเชื่อเถอะว่า…“หมากกระดานนี้คงไม่มีใครอยากเสี่ยงหรืออยากลองวัดกระแสแน่ๆ”
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160330/224983.html
ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจร่างรัฐธรรมนูญลงไปแล้ว จากนี้ไปก็เข้าสู่โหมดการทำประชามติ โดยการตัดสินใจจะอยู่ที่ประชาชนว่าจะรับหรือไม่รับผลงานที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” และคณะใช้เวลาร่วมหกเดือนในการเขียนขึ้นมา
น่าสนใจว่าคอนเซ็ปต์ที่ “มีชัย” เขียนรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอย่างไร ที่แน่ๆระหว่างการแถลงได้นิยามคำว่า “ประชาธิปไตย” ในแบบของเขาว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่ให้ประชาชนเป็นใหญ่ แต่ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่” หากทำความเข้าใจประโยคนี้ดีจะเห็นภาพทั้งหมดที่เขาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
หมายถึง ประชาชนไม่จำเป็นต้องเป็นผู้กำหนดสิ่งที่ควรได้ด้วยตัวเอง หรือมีส่วนร่วมทางการเมืองใดๆ และเป็นได้แค่ผู้รับการจัดสรรประโยชน์จาก “ผู้ให้”
ดังนันทั้งร่างรัฐธรรมนูญ เราจึงได้เห็นอำนาจที่เหนือกว่าคอยบงการสิ่งต่างๆ โดยอ้างประโยชน์ของประชาชน โดยที่ประชาชนไม่สามารถบอกได้ด้วยซ้ำว่านี่คือผลประโยชน์ของพวกเขาจริงหรือไม่
ตัวอย่างชัดที่สุดอยู่ที่มาตราซึ่งว่าด้วย “ส.ว.” ซึ่งไม่ว่าทั้งที่มาหรืออำนาจก็มีปัญหาทั้งสิ้น โดยเฉพาะในบทเฉพาะกาล
ในส่วนของที่มานั้น “มีชัย” รับแบบไม่เหนียมว่าเมื่อขอมาจึงจัดให้ เราจึงได้เห็นว่า ส.ว.จำนวน 250 คนนั้นล้วนมาจาก คสช.ทั้งสิ้น โดย 200 คนแรกให้มีกรรมการสรรหาที่แต่งตั้งจาก คสช.นั่นแหละมาคัดเลือกคน 400 คน และ คสช. เป็นผู้เลือกเหลือ 194 คน ส่วนอีก 50 คนให้ไปดำเนินกระบวนการเลือกไขว้จนได้มา 200 คน และเป็น คสช.อีกเช่นกันที่จะเป็นคนจิ้มว่าใครจะมีสิทธิได้เป็น ส.ว. 50 คน
ส่วน 6 คนสุดท้าย แม้ คสช.จะไม่ได้เป็นคนเลือก แต่คือเหล่าบรรดาผู้นำเหล่าทัพไม่ว่าจะเป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และปลัดกระทรวงกลาโหม
สรุปง่ายๆ ว่าทั้ง 250 คนล้วนก่อกำเนิดจากถิ่นเดียวกัน โอกาสที่จะแปลกแยกทางความคิดจึงเป็นไปแทบไม่ได้ เราจึงจะไม่เห็นสภาพ ส.ว.ที่แบ่งแยกกันอีกต่อไป หากแต่จะเห็น ส.ว.ที่ซ้ายหันขวาหันไปในทางเดียวกัน ยิ่งกว่านั้นยังมีขุนทหารเข้าไปนั่งคุมอยู่ในสภาอีกด้วย
ที่สำคัญคืออำนาจที่ ส.ว. ซึ่งจะมาจากการสรรหานั้นมีอย่างมหาศาลทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการที่รัฐบาลต้องมารายงานเรื่องการปฏิรูปทุกสามเดือน หรือการแต่งตั้งถอดถอนองค์กรอิสระ
แต่ที่น่าสนใจที่สุด คืออำนาจในการร่วมพิจารณากฎหมายที่ถูกยับยั้งในสภาไม่ว่าจะในสภาใดก็ตาม จะให้ ส.ว.มาร่วมพิจารณาในฐานะรัฐสภา
อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า จากเดิมกระบวนการพิจารณากฎหมายนั้น สภาผู้แทนราษฎรจะมีอำนาจสูงสุด หากร่างกฎหมายใดเข้ามาแล้วตกไปตั้งแต่ชั้นสภาผู้แทนฯ ก็ถือว่ากฎหมายนั้นมีอันจบไป แต่หากผ่านก็ส่งไปต่อที่วุฒิสภา หากวุฒิสภาตีตกก็ต้องตั้งกรรมาธิการร่วมและให้โหวตอีกครั้ง หากยืนยันตีตกก็ให้สภาผู้แทนฯ นำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง หากยืนยันมติให้ผ่านก็สามารถทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยเพื่อประกาศใช้ต่อไป
แต่แบบใหม่นี้ แม้จะถูกตีตกในชั้นสภาผู้แทนฯ ก็ต้องนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งในที่ประชุมร่วมรัฐสภา หมายความว่าหาก ส.ส.อยากให้กฎหมายใดตกก็ไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง หรือกระทั่งหากอยากให้กฎหมายใดผ่านก็ไม่สามารถใช้อำนาจของสภาตัวเองยืนยันได้ หากแต่ต้องใช้เสียงของ ส.ว.มาร่วม
เท่ากับว่าในกระบวนการพิจารณากฎหมาย ส.ว.จะมีศักดิ์และสิทธิ์เท่า ส.ส. แม้ไม่ได้มาจากประชาชนก็ตาม และย่อมหมายความว่ารัฐบาลอาจต้องรับผิดชอบในกรณีกฎหมายสำคัญๆ ไม่ผ่าน แม้ว่าพวกเขาจะพยายามเต็มที่แล้วก็ตาม หรืออาจหมายถึงมีกฎหมายที่ขัดต่อนโยบาย แต่พวกเขาก็ขัดขวางไม่ได้เช่นกัน
แต่สิ่งที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญอธิบาย คืออะไรที่เป็นประโยชน์ก็เชื่อว่า ส.ว.ที่ทรงคุณวุฒิจะผ่านหรือพิจารณาอย่างรอบคอบ
นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ว่า “ประโยชน์ของประชาชนที่มีผู้จัดสรรให้” โดยที่ “ประชาชนในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุด” ไม่สามารถเลือกได้
นิยามประชาธิปไตยแบบสากลที่ว่า “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” จึงถูก “มีชัย ฤชุพันธุ์” ลบทิ้งไป และได้ประชาธิปไตยแบบไทยๆ อย่างที่วาดฝันกันไว้ตั้งแต่วันที่ยึดอำนาจ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160329/224919.html
คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาเป็นแน่ สำหรับเรื่องแอบอ้างชื่อไปหากิน
ถึงขั้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า มีคนแอบอ้างชื่อเพื่อไปแสวงผลประโยชน์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และรองหัวหน้า คสช. ก็มาพูดทำนองว่า เป็นคนถูกแอบอ้างชื่อ
พล.อ.ประวิตรบอกว่า มีการติดตามเรื่องนี้มาตลอด และกำลังตามตัวผู้แอบอ้างชื่ออยู่ พร้อมกับบอกว่า ถ้ามีคนอ้างชื่อ ก็อย่าไปเชื่อ แต่ให้มาถามได้โดยตรง
จะว่าไปมันก็ยากอยู่!
คนมากบารมีระดับ พล.อ.ประวิตร มีตำแหน่งเป็นประธานนั่นนี่กว่า 20 ตำแหน่ง แถมยังเป็นพี่ใหญ่ของบรรดาน้องๆ บูรพาพยัคฆ์ จะมีใครกล้าโทรถาม
อีกอย่าง ด้วยบุคลิกที่รักพี่รักน้อง เรื่องนิดๆ หน่อยๆ พล.อ.ประวิตรก็มักจะให้อภัย ก็อาจเป็นช่องทางให้คนไปแอบอ้างชื่อ
นอกจากนี้ ถ้าเทียบกันแล้ว คณะรัฐมนตรี คสช.ทั้งหมดนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประวิตรเป็นผู้กว้างขวางที่สุด ทั้งในแวดวงทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ไปจนถึงนักธุรกิจ
นั่นอาจเป็นเพราะนอกจากความเป็นพี่ใหญ่แล้ว พล.อ.ประวิตรยังมีตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด มาอย่างยาวนาน
และก็มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัดนี่แหละ ที่น่าจะเป็นส่วนสำคัญทำให้ พล.อ.ประวิตรเชื่อมต่อกับบรรดานักธุรกิจ เนื่องจากคณะกรรมการมูลนิธินั้น ถ้าไม่เป็นนักธุรกิจก็ต้องมีสายสัมพันธ์กับนักธุรกิจอยู่บ้าง
ครบเครื่องอย่างนี้ ก็เลยไม่แปลกที่จะถูกแอบอ้างชื่อ
ปัญหาก็คือ มีเรื่องอย่างนี้ไปเข้าหู พล.อ.ประยุทธ์
แต่ครั้นถามหาหลักฐานหรือใบเสร็จ ก็ใบ้กันไปหมด แต่เรื่องอย่างนี้ก็มากวนใจไม่เลิก เหมือนก้อนกรวดในรองเท้า เสียงบ่นก็เลยหลุดรอดออกมา
ที่บ่นก็เพราะเกี่ยวข้องกับการทุจริต อย่างที่ พล.อ.ประวิตรบอกนั่นแหละ
ที่ พล.อ.ประยุทธ์กังวล ก็เพราะเรื่องทุจริตเป็นเรื่องที่ คสช.ให้ความสำคัญถึงขั้นตั้ง ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ ศอตช. มอบหมายให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็นประธาน
เรื่องใหญ่ที่ ศอตช.สอบก็คือ การก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ที่เพิ่งจะได้บทสรุปไปหมาดๆ
เรื่องนี้ก็กวนใจ พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร มานาน แล้วก็ยังมามีเรื่องแอบอ้างชื่อนี่อีก
ที่สำคัญปมอุทยานราชภักดิ์นั้น ก็ยังไม่จบเด็ดขาด แม้ สตง.และป.ป.ท.จะได้บทสรุปค่อนข้างคล้ายกันก็คือ ไม่พบการชักหัวคิวจากการก่อสร้าง หรือจากการหล่อพระบรมรูปบูรพกษัตริย์
เซียนอุ๊ กรุงสยาม ที่ว่า น่าจะเป็นคนได้เงินหัวคิว หน่วยงานหนึ่งสอบแล้วก็บอกว่า ไม่ใช่หัวคิว แต่เป็นเงินค่าชักนำงานมาให้ ขณะที่อีกหน่วยงานบอกว่า เป็นค่าที่ปรึกษาควบคุมการออกแบบ ถือว่าเมื่อออกแรง ให้ความรู้ ก็ต้องมีค่าตอบแทน
ส่วนเงิน 20 ล้านบาท ที่เซียนอุ๊เอาไปบริจาคให้มูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ในนามโรงหล่อนั้น ก็ว่ากันไป
พอเรื่องจบแบบนี้ก็แฮปปี้กันทุกฝ่าย ซึ่งก็น่าจะรวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ด้วย
แต่ไม่รู้ว่า เซียนอุ๊ กรุงสยาม จะมีความสุขและเต็มใจกับการเอาค่าจ้างจากการชักนำงาน-ค่าจ้างจากการออกแบบ 20 ล้านบาท ไปบริจาคเข้ามูลนิธิอุทยานราชภักดิ์หรือเปล่า ตรงนี้ยังไม่มีใครรู้
คำถามนี้อาจไม่สำคัญ เพราะไม่มีใครสนใจ ยังเหลืออีกหน่วยงานที่ต้องไปสอบต่อ คือ ป.ป.ช. ช่วยหาคำตอบให้สิ้นสงสัยด้วยก็แล้วกัน
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160323/224562.html
เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เกิดเหตุขัดข้องขึ้นกับรถไฟฟ้าบีทีเอส ทำเอาปั่นป่วนไปทั่วกรุง เพราะปัจจุบันมีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าถึง 7 แสนเที่ยวคนต่อวัน เมื่อเกิดเหตุย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยครั้งนั้นเกิดเหตุกับระบบรางระหว่างสถานีสยามและสถานีชิดลม
ภาวะที่เห็นเฉพาะหน้าคือมีผู้โดยสารตกค้างเป็นจำนวนมาก แน่นชานชาลาสถานี เพราะวันนี้รถไฟฟ้ากลายเป็นเส้นเลือดหลักของคนกรุงที่จะเข้ามาทำงานใจกลางเมือง ที่สำคัญคือการแก้ไขใช้เวลากว่าหนึ่งวัน ทำให้วันนั้นทั้งวันปัญหาลามล้นออกจากสถานีรถไฟฟ้าสู่ท้องถนนจนการจราจรติดขัดไปทั่ว
แต่ก็ยังโชคดีที่ปัญหามีอยู่แค่นั้น ไม่กระทบต่อสวัสดิภาพของผู้ใช้บริการ
ถัดมาอีกไม่กี่วัน ก็เกิดเหตุกับระบบขนส่งมวลชนซ้ำสอง แต่คราวนี้เปลี่ยนไปเกิดกับเรือโดยสารที่คลองแสนแสบ กล่าวคือ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม เรือโดยสารคลองแสนแสบเกิดติดไฟขึ้นมา จากหลักฐานที่เกิดขึ้นแม้จะเรียกไม่ได้เต็มปากว่าเป็นการระเบิด แต่หากใช้ภาษาปากของชาวบ้านก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดเช่นนั้น
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นปรากฏมีประกายไฟออกมา ที่เกิดขึ้นก็เนื่องมาจากเรือโดยสารนั้นใช้ระบบก๊าซแอลเอ็นจี และก๊าซได้รั่วออกมาจนเกิดประกายไฟ ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บไปหลายราย
เหตุการณ์ครั้งนั้นก็ยังโชคดีที่มีเพียงผู้บาดเจ็บ ไม่ได้มีผู้เสียชีวิต ทั้งๆ ที่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะทั้งเกิดประกายไฟและอยู่ในน้ำ
ต่อมาอีกไม่ถึงเดือน เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เกิดกับ “แอร์พอร์ตลิงค์” โดยเกิดปัญหากับระบบจ่ายไฟทำให้รถไฟหยุดนิ่งอยู่ที่บริเวณสถานีหัวหมาก เมื่อไม่มีไฟระบบปรับอากาศก็ไม่ทำงาน ทำให้ผู้โดยสารที่ติดอยู่ในขบวนขาดอากาศ จนสุดท้ายต้องเปิดประตูฉุกเฉินและลงเดินมาตามรางรถไฟเพื่อช่วยเหลือตัวเอง
ที่สำคัญคือกว่ากระบวนการช่วยเหลือจะทำได้ เวลาก็ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่ง มีผู้โดยสารจำนวนหนึ่งเป็นลมจากสภาพขาดอากาศ
ยังโชคดี ที่ไม่มีใครเป็นอะไรไปมากกว่านั้น หรือไม่เกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงไปกว่านี้
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบขนส่งมวลชนทั้งสาม ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน และทั้งหมดเราต้องขอบคุณคำว่า “โชคดี” ที่ไม่ทำให้ใครเป็นอะไรไปมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้น คำถามคือเราจะพึ่งพา “โชคดี” ไปได้นานขนาดไหน
สำหรับรถบีทีเอส จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีคำอธิบายที่กระจ่างเพียงว่า ปัญหาที่เกี่ยวกับระบบสับรางเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะความบกพร่องของมนุษย์ หรือของระบบ และจะเกิดโอกาสอีกหรือไม่
ขณะที่สิ่งที่เกิดกับเรือโดยสารนั้น ใครที่เคยใช้บริการย่อมเห็นว่าสภาพตัวเรือนั้นเป็นอย่างไร เก่าแค่ไหน และมีระบบความปลอดภัยที่ดีพอหรือไม่ แม้จะบอกว่ายกเลิกเรือที่ใช้ระบบก๊าซ แต่ปัญหาที่เราเห็นกับระบบเรือนั้น ยังมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นสภาพตัวเรือที่เก่า ระบบความปลอดภัย หรือการให้ผู้โดยสารลงไปในเรืออย่างไม่มีกำหนด จนหวั่นว่าจะเกินจำนวนที่เรือจะรับน้ำหนักได้หรือไม่
หรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับแอร์พอร์ตลิงค์ ก็ชัดเจนโดยการยอมรับของผู้บริหารเองว่าขบวนรถที่ใช้ในตอนนี้เลยระยะเวลาซ่อมบำรุงใหญ่มาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำ มีแต่เพียงการซ่อมบำรุงบางส่วน กล่าวคือตามคู่มือการบำรุงรักษานั้นต้องซ่อมบำรุงใหญ่ หรือยกเครื่อง(overhaul) เมื่อรถวิ่งถึง 1.2 ล้านกิโลเมตร แต่ปัจจุบันรถวิ่งไปแล้วประมาณ 1.6-1.7 ล้านกิโลเมตรก็ยังไม่ได้ทำ
ผู้บริหารชี้แจงว่าเป็นเพราะติดปัญหา จึงได้แต่เพีียงการซ่อมบำรุงบางส่วน ขณะเดียวกันก็พยายามอธิบายว่าทดแทนกันได้
แต่หากแทนกันได้จริงคู่มือซ่อมบำรุงคงไม่ระบุเช่นนั้น
ที่สำคัญพวกเขาวางแผนกันว่าจะยกเครื่องใหญ่เมื่อรถวิ่งถึงระยะ 2.4 ล้านกิโลเมตร ซึ่งหมายถึงเกินกว่าระยะที่กำหนดไว้ถึงหนึ่งเท่าตัว ในฐานะผู้ใช้บริการก็คงต้องบอกว่าหากเป็นเช่นนี้ก็ตัวใครตัวมัน
เหล่านี้คือการบริหารและการจัดการการขนส่งมวลชนแบบไทย มิพักต้องพูดถึงรถเมล์ที่มีปัญหาชนิดรายวัน จึงไม่แปลกที่คนในเมืองหลวงจำนวนหนึ่งขวนขวายที่จะหารถส่วนตัวมาใช้ หรือเลือกจะเมินบริการขนส่งมวลชนแม้จะประหยัดเวลากว่าก็ตาม
เพราะ ไม่มีใครมั่นใจได้เลยว่า “โชคดี” ที่อาศัยกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นจะหมดลงเมื่อไหร่
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160322/224510.html
บนความสูญเสียจากกรณีต่างๆ นอกจากความเศร้าโศกเสียใจแล้ว ช่วงนี้ น่าฉกฉวยให้เป็นโอกาสของความเบ่งบานของ “ความยุติธรรม” ที่ผู้คนในสังคมพุ่งไปในทิศทางเดียวกัน
เป็นทิศทางที่ไม่อนุญาตให้ “ความจริง” ถูกบิดเบือน ไม่อนุญาตให้ “ความยุติธรรม” มีได้เฉพาะแค่คนบางกลุ่ม
ไม่ว่าจะเป็นกรณีเบนซ์เล่นบทซิ่งทะลุฟอร์ดจนมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ ไม่ว่าจะเป็นกรณีดีเจวัยรุ่นถอยรถกระบะชนคู่กรณีแล้วทำดราม่าสวนกับความจริงที่ปรากฏต่อผู้คนบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก
แม้กระทั่งกรณี “เด็กสาว” ที่ขับรถเก๋งซีวิคเสยท้ายรถตู้สาธารณะจนมีผู้เสียชีวิตถึง 9 ศพ เมื่อหลายปีก่อน
พลังของโลกโซเชียลนั้น กำลังเปลี่ยนความคิดของคนที่พยายามบิดเบือนความจริง และปรับให้สังคมเดินไปตามครรลองที่มันควรจะเป็น
ถึงแม้จะมีผู้ที่พยายามจะท้าทาย หรือพยายามจะบรรเทาความผิดพลาดของตนด้วยการบอกว่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ตั้งใจ หรือบอกว่า มันเป็นอุบัติเหตุ แต่โซเชียลเน็ตเวิร์กก็ทำลายเหตุผลที่ไม่ได้เกิดจากสำนึกทางสังคมเหล่านั้น
คดีดีเจวัยรุ่นนั้น คลี่คลายลงไปแล้ว เมื่อศาลได้มีคำพิพากษา
คดีเบนซ์ชนฟอร์ด ก็เชื่อว่า ไม่นานศาลก็คงได้มอบความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ส่วนคดีเด็กสาวซีวิคนี่สิ แม้ศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่า จะยังไม่จบ
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกแต่เพียงว่า ต้องไปดูข้อมูลหลักฐานว่า จำเลยในคดีปฏิบัติตามคำสั่งศาลหรือไม่
ส่วน พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ บอกว่า การไปทำประโยชน์ต่อสาธารณะนั้น จะต้องได้รับความเห็นชอบกันทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายจำเลย และฝ่ายเจ้าพนักงานคุมประพฤติ
แต่เท่าที่กรมคุมประพฤติได้รับรายงานมาก็คือ จำเลยไปบริจาคเลือด ซึ่งถือว่าได้ทำงานเพื่อสังคมไปแล้ว 6 ชั่วโมง ซึ่งก็ยังไม่ครบตามที่ศาลมีคำพิพากษา
ปัญหาก็คือ มีหนังสือรับรองจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าไปว่า “เด็กสาวซีวิค” ได้ทำงานบริการสังคมเกือบครบแล้ว และกำหนดคุมประพฤติก็เลย 3 ปีมาแล้ว
ขั้นตอนจะทำกันอย่างไร จะไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่ไหน เป็นเรื่องของกรมคุมประพฤติกับจำเลย ที่จะต้องว่ากันต่อไป
แต่ประเด็นก็คือ เกิดอะไรขึ้นกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสังกัดกองทัพบก
จะชี้แจงได้หรือไม่ว่า “เด็กสาวซีวิค” ได้มาทำงานบริการสังคมที่โรงพยาบาลแล้วจริงๆ
เรื่องนี้ ทางทีมงานโฆษกกองทัพบก บอกว่า ให้สอบถามไปยังโรงพยาบาลได้เลย และเมื่อนักข่าวสอบถามไปก็ได้รับการยืนยันจากโรงพยาบาลว่า “เด็กสาวซีวิค” ได้มาทำงานที่โรงพยาบาลจริง โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลจริง
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นข้อยุติในการตรวจสอบ ในเมื่ออธิบดีกรมคุมประพฤติบอกว่า ไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าจำเลยจะไปทำงานบริการสังคมที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และได้ตั้งกรรมการสอบวินัยเจ้าหน้าที่คุมประพฤติไปแล้ว
แม้จะเชื่อว่า ในยุค คสช.เรื่องอย่างนี้คงจะไม่เงียบหายไปเป็นแน่ เพราะเป็นโรงพยาบาลสังกัดกองทัพบก
แล้วก็คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะค้นหาความจริง เพราะ พล.อ.ไพบูลย์ ทีี่กำกับดูแลกรมคุมประพฤติ ก็เติบโตมาจากกองทัพบก และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าแห่งนี้ ก็เป็นที่ภาคภูมิใจของกองทัพบก ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่เพียงเจ้าหน้าที่ทหารที่ไปรับบริการ ประชาชนทั่วไปก็ไปด้วย เพราะบุคลากรที่นี่มีคุณภาพ
ถึงแม้จะเชื่อมั่นในความดี ความมีคุณภาพ แต่ก็ยังอยากรอดูว่า พลังของโซเชียลเน็ตเวิร์กจะเป็นอย่างไร!