‘ส.ว.สรรหา’ก้าวที่พลาดและโอกาสแก้ตัวของ‘คสช.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160321/224444.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม 2559
‘ส.ว.สรรหา’ก้าวที่พลาดและโอกาสแก้ตัวของ‘คสช.’

‘ส.ว.สรรหา’ก้าวที่พลาดและโอกาสแก้ตัวของ‘คสช.’ : ขยายปมร้อน โดย ขนิษฐา เทพจร (@joize_nna) สำนักข่าวเนชั่น

           วันนี้ ถึงวันครบกำหนดนัดหมาย ที่ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)” จะนำข้อเสนอแนวทางปรับปรุงบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ ของ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” มาพิจารณา พร้อมกับตัดสินกันให้สิ้นความว่า ข้อเสนอ 3 ประเด็น จะรับทั้งหมด,รับไว้เป็นบางส่วน หรือไม่รับข้อเสนอไว้พิจารณา

โดย 3 ประเด็นที่ “คสช.” เสนอให้ปรับแก้ ประกอบด้วย 1.ให้ ส.ว.ชุดแรกหลังจากมีรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ มาจากการสรรหา คัดสรร หรือแต่งตั้ง โดยคณะกรรมการที่เป็นอิสระ เป็นกลาง น่าเชื่อถือ จำนวน 8- 10 คน จำนวนทั้งสิ้น 250 คน เพื่อทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจ “สภาผู้แทนราษฎร” และมีหน้าที่พิเศษคือ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ, สนับสนุน ตรวจสอบ หรือควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล, ขับเคลื่อนการปฏิรูป สร้างความปรองดอง ซึ่งในจำนวน 250 คนนั้น ให้มีจำนวน 6 คน ที่มาจากผู้นำกำลังทหารทุกเหล่า-ตำรวจ และปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมกับวางวาระทำงาน ส.ว.ชุดแรกไว้ 5 ปี ทั้งนี้ในข้อเสนอเดียวกัน ยังร้องขอให้ปรับตัวบทบัญญัติในมาตรา 102 ว่าด้วยจำนวน ส.ว. ให้มีจำนวน 250 คน แทนจำนวนที่กำหนดไว้เดิม 200 คน

2.วิธีการเลือกตั้ง ส.ส. ใช้ระบบเลือกตั้งแบบเขตใหญ่ ให้มี ส.ส.ได้ 3 คน แต่ประชาชนใช้สิทธิลงคะแนนได้เพียง 1 คน ขณะที่บัตรเลือกตั้งให้ปรับใช้ 2 ใบ สำหรับเลือก ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

และ 3.งดใช้มาตราว่าด้วยการให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลที่จะสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ จำนวน 3 รายชื่อ รวมถึงเงื่อนไขให้ที่ประชุมสภาโหวตเลือกบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายกฯ

แต่ข้อเสนอที่ถูกวิพากษ์และถูกจับตามากที่สุด คือ ส.ว.ชุดแรกที่มาจากการสรรหา ที่มาพร้อมกับสายป่านอำนาจ ซึ่งโยงร้อยจากอำนาจของคณะรัฏฐาธิปัตย์ จะทำให้กลายเป็นร่างทรงของ คสช. ที่แตกหน่อซึมลึกในระบอบการปกครองในระบบประชาธิปไตยไทยหรือไม่?

หลังข้อเสนอ คสช.ปรากฏรายละเอียด “นักการเมือง-นักวิชาการ” ได้ตั้งข้อกังขาถึงการไม่ยอมคายอำนาจของ คสช. ที่ยกประเด็นความกังวลเรื่องความขัดแย้งในบ้านเมือง เพราะผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิรูป และผู้ที่เสียผลประโยชน์จะไม่ยอมรามือ ว่า ไม่ใช่เหตุผลของจริง!

โดยข้อวิจารณ์ยังเพิ่มความกังขาในกลไก “วุฒิสภาจากการสรรหา” อาจไม่ใช่ของจริงที่นำไปสู่ทางออกเมื่อเกิดวิกฤติหลังรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ และทางกลับกัน ส่อว่าจะเป็นชนวนที่นำไปสู่จุดเริ่มแห่งวิกฤติเสียเอง หาก ส.ว.แสดงบทบาทเป็นผู้พิทักษ์บุคคลที่เป็นคู่ขัดแย้งของประชาชน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนเดือนพฤษภาคม 2557

ซึ่งคำวิจารณ์นั้น ถูกยกเทียบกับประวัติศาสตร์การเมืองที่ ส.ว.เป็นตัวผสมโรงความล้มเหลวทางการเมือง แต่ทำไม “คสช.” ฐานะผู้พิทักษ์สันติของประชาชน จึงต้องการให้บทบาทของ “ส.ว.สรรหา” เป็นผู้ดูแล-หาทางออกให้ประเทศ นั่นอาจเป็นเพราะ “คสช.” ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต ที่ใจเร็วด่วนได้ ประกาศยึดอำนาจการปกครอง ทั้งที่กลไกของ “ส.ว.ภาคสรรหา ซึ่งนำโดย สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2” กำลังขับเคลื่อนไปสู่ทางออกของสุญญากาศทางการเมือง ด้วยการใช้กลไกตามครรลองของฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการ หลังจากที่นักกฎหมายภายใต้สำนักงานกฤษฎีกาตีความการทำหน้าที่ของรองประธานวุฒิสภาสามารถปฏิบัติงานตำแหน่งประธานรัฐสภาได้ เมื่อภาวะที่ไม่มีบุคคลตามตำแหน่งทำหน้าที่ “คสช.” จะต้องการมอบโอกาสแก้ตัวให้แก่ “ร่างทรง คือ ส.ว.สรรหา”

แต่บทสรุปผสมกับความหวาดกลัวภาพในอนาคตของ คสช. กลายเป็นปัญหาที่สร้างความหนักใจให้แก่ “คณะทำร่างรัฐธรรมนูญ” ว่า จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ประเด็นของ ส.ว.สรรหากลายเป็นเดดล็อกทางการเมือง ครั้นจะไม่ทำตามใบสั่งก็ยากที่จะแข็งขืนต่อผู้มีอำนาจได้

ดังนั้นแนวโน้มต่อข้อเสนอนี้…ที่เน้นย้ำถึงบทเฉพาะกาลเพื่อใช้ช่วงเปลี่ยนผ่าน “กรธ.” จะรับไปพิจารณา โดย “ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หนึ่งในกรธ.” ระบุว่า เรื่อง ส.ว.สรรหา จะเขียนในบทเฉพาะกาลให้สิทธิขาด “นายกฯ” ที่ดำรงตำแหน่งหลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้เป็นผู้ดำเนินการให้ได้มาซึ่ง ส.ว. ส่วนรายละเอียดอื่นๆ รวมถึงวิธีการคัดสรรตามความรู้ความเชี่ยวชาญ 6 กลุ่มตามที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช.” พูดไว้นั้น จะนำมาเขียนไม่ได้ ต้องให้เป็นดุลพินิจของนายกฯ ว่าจะทำอย่างไร

ในตอนท้าย เมื่อใครก็ตามที่ลงเรือแป๊ะแล้ว ก็ต้องตามใจแป๊ะเป็นที่สุด ดังนั้นเมื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” ขอโอกาสแก้ตัวจากความผิดพลาดในอดีต เป็นใครจะกล้าขัด แต่ผลที่ออกมาในขั้นท้าย จะส่งผลให้ได้รับคำชมพร้อมดอกไม้ หรือ ก้อนกรวดพร้อมก่นด่า ผู้ที่ลงเรือแป๊ะต้องร่วมรับผิดชอบ!

ร้านปืนคุมเข้มลูกค้าต่างชาติย้ำทุกร้านต้องหมั่นทดสอบวงจรปิด : สายตรวจระวังภัย โดยกัมปนาท ละออง

ผ่านมาแล้วเกือบหนึ่งเดือนสำหรับเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมจับคนร้ายชาวจีนที่ใช้อาวุธปืนปลอมและมีดบุกเข้าไปปล้นร้านขายปืนภายในซอยสามยอดพลาซ่า ถนนเจริญกรุง แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้ทั้งหมด 5 คน พฤติกรรมของกลุ่มคนร้ายมีการวางแผนในการปล้นมาเป็นอย่างดี แบ่งกันทำงานเป็น 2 ทีม ชุดแรก 4 คน ทำหน้าที่เข้าไปภายในร้านแล้วลงมือก่อเหตุ ส่วนอีก 1 ชุด คือตัวหัวหน้าแก๊ง จะคอยสั่งการอยู่บริเวณใกล้กับร้านที่ลงมือ โดยสั่งการผ่านทางวิทยุ

หลังเกิดเหตุ นายฐิติธร บุพพารัมณีย์ อายุ 40 ปี นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจอาวุธปืนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เดิมทีทางสมาคมมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดอยู่แล้ว คือ 1.ทุกร้านค้าจะมีกล้องวงจรปิดทั้งบริเวณหน้าร้านค้าและภายในร้าน 2.ทุกร้านค้าจะมีลูกจ้างเฝ้าอยู่บริเวณหน้าร้านเพื่อคัดคนหรือผู้ที่มาติดต่อก่อนเข้าร้าน 3.ทุกร้านค้าจะไม่มีการจำหน่ายอาวุธปืนให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว ดังนั้นจะไม่มีการนำปืนมาแสดงให้ลูกค้าชาวต่างชาติ และจะคัดคนเฉพาะที่มีใบอนุญาตเท่านั้น ทั้งนี้ สมาคมจะมีกลุ่มไลน์สำหรับส่งข้อมูลต่างๆ อาทิ การแจ้งบุคคลต้องสงสัยที่เข้ามาภายในบริเวณร้านค้า

“หลังเกิดเหตุอุกอาจครั้งนี้ ทำให้สมาคมต้องเฝ้าระวังกลุ่มชาวต่างชาติมากยิ่งขึ้น และกลุ่มที่มีการขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดเป็นเวลานาน อีกทั้งยังมีการเน้นย้ำให้ทุกร้านค้าตรวจสอบกล้องวงจรปิดใหม่เพื่อทดสอบการทำงานของกล้องวงจรปิด” นายฐิติธร ระบุ

นายฐิติธร กล่าวอีกว่า การก่อเหตุดังกล่าวถือได้ว่าทางผู้ประกอบการร้านค้ามีความพร้อมในการรับมือ เนื่องจากผู้ประกอบการร้านค้าในละแวกใกล้เคียงมีการแจ้งเพื่อให้ช่วยกันสกัดกั้นกลุ่มคนร้าย จึงทำให้กลุ่มคนร้ายไม่สามารถก่อเหตุได้สำเร็จ อีกทั้งตำรวจร่วมติดตามอย่างใกล้ชิด จึงจับได้ยกแก๊ง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการป้องกันและปราบปรามปัญหาคนร้ายชาวต่างชาติที่เข้ามาก่อเหตุอาชญากรรมในประเทศไทยของ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. สั่งให้มีการจัดอบรมเพิ่มความรู้ให้แก่อาสาสมัครและพี่น้องที่ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะไม่ว่าจะเป็นวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง และรถแท็กซี่ ให้ช่วยเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ รวมการจัดตั้งกลุ่มไลน์เพื่อเอาไว้แจ้งเหตุเพื่อสกัดจับกรณีคนต่างชาติเข้ามาทำผิดแล้วหลบหนี และการติดกล้องวงจรปิดตามจุดเสี่ยงต่างๆ

การจับกุมคนร้ายได้อย่างรวดเร็วครั้งนี้ ทำให้ พ.ต.อ.ชุมพล ชาญชนะโยธิน ผกก.สน.สำราญราษฎร์ นายวิเชียร สุภาพ ประธาน กต.ตร.สน.สำราญราษฎร์ และนายฐิติธร บุพพารัมณีย์ นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจอาวุธปืนแห่งประเทศไทย ได้มอบประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติและเงินจำนวนหนึ่งให้แก่พลเมืองดีและตำรวจ ได้แก่ 1.ร.ต.อ.ธวัชชัย ผิวผ่อง รอง สว.จร.สน.พลับพลาไชย 2.ด.ต.จรินทร์ สุบรรพวงศ์ ผบ.หมู่ ป. สภ.ปากเกร็ด 3.นายนิธิศ อิ่มรส อายุ 44 ปี จักรยานยนต์รับจ้างที่ตัดสินใจใช้รถพุ่งชนคนร้าย 4.นายขวัญชัย ทิพย์ชัย อายุ 38 ปี จักรยานยนต์รับจ้าง และ 5.นายธนพัทย์ โชคธนาวิสิทธิ์ อายุ 50 ปี จักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งทั้งสองคนใช้ปฏิภาณไหวพริบจากการที่เคยผ่านอบรมหลักสูตรอาสาสมัครแจ้งข่าวอาชญากรรม และอาสาสมัคร HOME GUARD. จึงใช้โทรศัพท์มือถือโทรวิดีโอคอลเข้าหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นสมาชิกในห้องห้องไลน์กลุ่ม HOME GUARD. ของ บช.น. เพื่อรายงานเหตุการณ์เฉพาะหน้าจนนำมาสู่การล้อมจับคนร้ายได้ในที่สุด

ถอดรหัส‘ชินดาวงศ์’จากมุมมอง‘บิ๊กจิ๋ว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160316/224221.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 มีนาคม 2559
ถอดรหัส‘ชินดาวงศ์’จากมุมมอง‘บิ๊กจิ๋ว’

ถอดรหัส‘ชินดาวงศ์’จากมุมมอง‘บิ๊กจิ๋ว’ : ขยายปมร้อน โดยทีมข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น

           “การทำงานการเมืองของผมนั้น ไม่เคยเกี่ยวข้องกับผู้ใด และไม่เคยไปเกาะหรืออาศัยเงินทองใดๆ แต่ที่ต้องบอกเพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นสอดรับกัน ที่ผมออกจากพรรคเพื่อไทยมา เพราะสมัยนั้นผมกับนายเสนาะ เทียนทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้สไกป์พูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร และพบว่านายทักษิณจะนำ “ชินดาวงศ์” (ชินวัตร, ดามาพงศ์, วงศ์สวัสดิ์) เข้ามา ซึ่งผมไม่เห็นด้วยจึงลาออกจากพรรค (สมัครเข้าพรรคเพื่อไทยปี 2552-ลาออกปี 2554) ส่วนเรื่องจะพานายทักษิณกลับประเทศนั้น ผมไม่สนใจ เพราะเห็นว่ายังมีความขัดแย้งอยู่ และผมไม่ใช่คนที่จะนำนายทักษิณกลับมาได้”

นี่คือบางส่วนของการแถลงข่าวครั้งล่าสุดจากบ้านปิ่นประภาคมของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาแถลงข่าวสถานการณ์การเมืองและบ้านเมือง รวมทั้งความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “คนไกลบ้าน” ที่ส่งสัญญาณบางอย่างมาจากสหรัฐอเมริกา

ความขัดแย้งดังกล่าวที่บิ๊กจิ๋วระบุนั้น ตีความได้ไม่ยากเลยว่า “ใคร..คือความขัดแย้ง” และใครจะเป็น “คนที่จะนำนายทักษิณกลับมาได้” เพราะบิ๊กจิ๋วบอกชัดเจนว่า “ผมไม่ใช่คนที่จะนำนายทักษิณกลับมาได้”

มองกันแบบลึกๆ แล้ว แสดงว่า ทักษิณเชื่อ “อะไรบางอย่าง” ที่อาจจะช่วยเหลือให้กลับประเทศไทยได้ในอนาคตอันใกล้ แต่บิ๊กจิ๋วกลับไม่มองแบบนั้น และยังย้ำประโยคว่า ”ความขัดแย้งยังอยู่”

หากตีความนัยนี้ในมุมมองของบิ๊กจิ๋ว แสดงว่า “ทักษิณ” คือปัญหาหลัก หากพรรคเพื่อไทยยังเดินหน้าตามนโยบาย ”พานายใหญ่กลับบ้าน” เป็นธงหลักนั้น น่าจะยากลำบากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา

สมมุติว่าหลังการเลือกตั้งครั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยยังเพียรพยายามที่จะใช้แนวทางนี้ต่อไป…บทเรียนจาก กปปส.และการยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 หรือเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 น่าจะเป็นตัวอย่างสำคัญที่อาจจะเลี้ยวกลับมาอีกคราวบนถนนการเมืองและอาจจะทำให้คนไกลบ้านลำบากกว่าเดิม

ช่วงหนึ่งที่คนไกลบ้านครองตำแหน่ง สร.1 นั้น หนึ่งในความปรารถนาสูงสุดคือ “เป็นนายกฯ 20 ปี และวันหนึ่งจะเป็นรัฐบุรุษ” ประโยคนี้ที่หลุดออกมานั้นอาจทำให้ชะตาชีวิตของคนไกลบ้านและคนแวดล้อมตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้

“ชินดาวงศ์” จากปากของบิ๊กจิ๋ว น่าตีความและเจาะลึกยิ่งนัก เพราะสามตระกูลนี้คือคีย์แมนตัวจริง-เสียงจริงในการบริหารพรรคเพื่อไทย บทบาทสำคัญของคนในสามตระกูลนี้จึงมีน้ำหนักทางการเมือง รวมทั้งทางรอดของคนไกลบ้าน แม้ช่วงนี้หลายชีวิตของสามตระกูลนี้กำลังไต่บนเส้นลวดจากหลายคดีที่อยู่ในการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรม

ฉะนั้น..ใครคือนอมินีที่จะมาทำหน้าที่แทน “ชินดาวงศ์”

ครั้งหนึ่งคนไกลบ้านเคยใช้บริการนอมินีที่ชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน แม้ครั้งนั้นจะมีเลขาธิการพรรคคือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ซึ่งเป็นคนในคอนโทรลของนายใหญ่ ยามนั้น “สมัคร” ช่วยอำนวยความสะดวกให้คนไกลบ้านได้กลับประเทศหลังตระเวนไปต่างบ้านต่างเมืองระยะหนึ่ง แต่อำนาจในการบริหารบ้านเมืองนั้น “สมัคร” มิได้ดำเนินการตามความต้องการของบ้านจันทร์ส่องหล้ามากนัก

“คุณหญิงไม่ต้องกังวลกับการบริหารงานของรัฐบาล พักผ่อนเถอะครับ ผมบริหารงานของผมได้” อดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชนเผยคำพูดของคีย์แมนรัฐบาลพลังประชาชนกับสตรีนางหนึ่งที่อยู่หลังม่านการเมืองไทยในช่วงปี 2551 คำพูดนี้แม้เหมือนไม่มีอะไร แต่ความจริงแล้วมันสะท้อนว่า “แก๊งออฟโฟร์” ในยามนั้นทรงพลังยิ่งนัก และแทบไม่สนใจคำร้องขอจาก ”บ้านจันทร์ส่องหล้า” เลย

ตรงนี้เองที่เมื่อ “สมัคร” พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว คนไกลบ้านมองเห็นบทเรียนจากการใช้ “คนอื่น” จึงวกกลับมาใช้คนในสังกัด “ชินดาวงศ์” เพื่อที่จะกดปุ่มต่างๆ ได้ดั่งใจ

คนการเมืองบางส่วนมองอนาคตหลังมีการเลือกตั้งว่า อย่างไรเสียพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่มีจำนวน ส.ส.มากสุดและมีโอกาสเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแน่นอน รอเพียงว่าจะมีเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งหรือไม่เท่านั้น

แต่แม่ทัพที่จะนำอดีต ส.ส.ลงสมัครหลังฟ้าเปิด หลายคนในวงการการเมืองคาดกันแล้วว่า “น่าจะเป็นคนที่ใกล้ชิดนายใหญ่ที่สุดแม้ว่านายหญิงจะไม่ปลื้ม” ก็ตาม ขณะเดียวกันก็มีการโยนชื่อใครบางคนที่สานสัมพันธ์กับตำรวจ-ทหารได้มาประกบ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด

การออกตัวครั้งนี้ของอดีตขงเบ้งแห่งกองทัพ แม้บางฝ่ายจะมองว่า “เป็นความเห็นจากสิ่งชำรุดทางการเมือง” แต่มันก็อดวิเคราะห์ไม่ได้ว่า หากทักษิณยังคงเดินเกมแบบนี้และใช้คนในแวดวง “ชินดาวงศ์” ต่อไปนั้น

ความฝันในการกลับบ้านน่าจะทอดนานออกไป จนแทบไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายทาง!

ทางเลือกที่เหลือน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160315/224125.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 มีนาคม 2559
ทางเลือกที่เหลือน้อย

ทางเลือกที่เหลือน้อย : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

              จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เท่าใดนักสำหรับข้อเสนอของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองหัวหน้า คสช. ที่อยากให้ กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนเรื่องการมีวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา เอาไว้ในบทเฉพาะกาล เพื่อมาทำหน้าที่ “พิเศษ” สัก 5 ปี

เพราะในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เอง ก็มีเรื่องราวทำนองนี้เหมือนกัน

แต่ตอนนั้น ดูเหมือนจะตกลงกันได้

เพราะกำหนดให้ มีวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ 1 คน มี 77 จังหวัด ก็เท่ากับมี วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง 77 คน

แต่ร่างรัฐธรรมนูญของ อาจารย์บวรศักดิ์ นั้น เปิดให้มีการแต่งตั้งวุฒิสภาอีก 123 คน

นั่นก็เท่ากับว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ ผ่านและมีผลบังคับใช้ ก็จะมีวุฒิสภาที่มาจากสายสัมพันธ์กับ คสช.อยู่ดี

ในครั้งนี้ก็ไม่น่าจะต่างกันเท่าไหร่

ถึงแม้ว่า อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรนูญ จะบอกว่า ให้ พล.อ.ประวิตร อยากได้ก็ให้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร

คือ พูดง่ายๆ อยากได้ ก็เขียนใบสั่งมา…ประมาณนั้น!

หลายคนก็มองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ คสช.อยากจะเข้าไปคุมตรงจุดนั้น

เพราะจะว่าไปแล้ว จุดที่ คสช.จะอยู่ในรูปแบบวุฒิสภานั้น ก็ไม่ได้มีอำนาจถอดถอน หรือล้มล้างรัฐบาล

มีสิทธิที่จะขอเปิดอภิปรายซักถาม แต่ไม่มีการลงมติ

มีสิทธิที่จะเลือกกรรมการในองค์กรอิสระ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถชี้นิ้วสั่งการให้กรรมการในองค์กรอิสระเดินออกนอกรีต นอกรอย

จะทำได้ก็แค่คอยเคาะให้กรรมการในองค์กรอิสระเดินตามกฎ ตามกติกา ตามเงื่อนเวลาที่ควรจะเป็น

แนวคิดที่ออกมาอย่างนี้ อาจจะเป็นเพราะไม่เชื่อมั่นนักเลือกตั้ง หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่นี่คือการแสดงออกที่มาจากการประเมินสถานการณ์แล้วว่า ระยะเปลี่ยนผ่านนั้้นบ้านเมืองยังต้องการความมั่นใจมากกว่านี้

นั่นคือเรื่องที่ คสช. กังวล

แต่ที่ชาวบ้านเขากังวลก็คือ เรื่องที่ วุฒิสภา จะมีอำนาจในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยหรือเปล่า

เพราะเมื่อไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ก็ไม่ควรมีอำนาจตรงนั้น

แต่ถ้าจะมีอำนาจในการกลั่นกรอง หรือทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นยากขึ้นก็ว่ากันไป เพราะนั่นคือเจตนารมณ์ของ คสช. ไม่อยากให้มีการแก้ไขกติกาประเทศได้ง่ายและรวดเร็ว ชนิดที่เรียกว่า ทันทีที่ได้อำนาจจากการเลือกตั้งแล้วก็จะรื้อใหม่ยกฉบับ

หากให้เดาก็เชื่อว่า อาจารย์มีชัย คงจะไม่ขัดข้อง เพราะถ้าออกมาในรูปแบบนี้ คงจะไม่ขัดกับหลักการของ อาจารย์มีชัย ที่ไม่ต้องการให้มีรัฐซ้อนรัฐ เหมือนกับที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ จะให้มี คปป.ขึ้นมาคุมรัฐบาล

ทั้งหมดนั้นก็ต้องไปดูอีกทีว่า เมื่อมีวุฒิสภาจากการสรรหาแล้ว ประชาชนผู้มีสิทธิลงประชามติ จะเห็นด้วยหรือไม่

แต่ประชาชนก็ต้องไปคิดด้วยเช่นกันว่า ถ้าไม่เอาด้วยกับ คสช. ถ้าหาก คสช.วางมือ แล้วกลับบ้าน จากนั้น จะทำอย่างไรกันต่อ

ทางเลือกของแต่ละฝ่ายเหลือไม่มากแล้ว !

‘สูตร’ของการ‘เปลี่ยนผ่าน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160314/224080.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม 2559
‘สูตร’ของการ‘เปลี่ยนผ่าน’

‘สูตร’ของการ‘เปลี่ยนผ่าน’ : ขยายปมร้อน โดย อนพัทย์ ดีช่วย (@anapat_nna) สำนักข่าวเนชั่น

           การประชุมแม่น้ำ 5 สาย เมื่อสัปดาห์ก่อนที่ได้รับการจับตามอง แต่กลับได้รับการเปิดเผยที่ยังไม่มีความคืบหน้าในประเด็นที่จับตาอย่างที่คิด อีกทั้งในวันที่ประชุมก็เหลือเพียง 4 สาย ไม่ครบมหานทีใหญ่ เพราะแม่น้ำสาย “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) ไม่ได้เข้าร่วม

เรื่องที่เป็นประเด็นไฮไลท์สำคัญในความเคลื่อนไหวทางการเมืองตอนนี้คือข้อเสนอให้ ส.ว.มาจากการสรรหา มีวาระ 5 ปี โจทย์ร้อนถึง กรธ. ที่มาจากฝั่ง คสช. แม้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เองจะออกตัวว่า เป็นข้อเสนอส่วนตัวก็ตาม แต่ก็เป็นในฐานะแนวคิดจาก “รองหัวหน้า คสช.” อีกทั้งยังมีกระแสข่าวว่ามีสูตรให้ ส.ว.สรรหานี้ เลือก “นายกฯ” ด้วย

“รองนายกฯ วิษณุ” มือกฎหมายรัฐบาล ได้ให้เหตุผลที่ กรธ.ไม่เข้าประชุมร่วมว่า ทาง กรธ.เองมีภารกิจต้องเร่งปรับแก้ร่างให้เสร็จสิ้น ซึ่งนายกฯ จะมีการเรียกประชุมใหม่เต็มคณะอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้งในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน

ด้าน “บิ๊กตู่” เองก็เคยย้ำตลอดอยู่แล้วว่าต้องการให้มีกลไกที่สามารถดูแลในเรื่องที่รัฐบาลทำให้เดินต่อไปได้ พร้อมยกมือหนุนแนวคิดของ “พี่ป้อม” ในการมี ส.ว.สรรหา แต่เบือนหน้าปฏิเสธกับสูตรให้เลือก “นายกฯ” นั้นมองว่าควรจะเป็นกลไกปกติตามเดิมของระบบสภา

“การเมืองทั้งหมดทุกกลุ่มพร้อมที่จะร่วมมือเดินหน้าประเทศหรือยัง ถ้าตอบได้ว่าพร้อมแล้วบอกผมมา ใครมั่นใจจะรับรองแทนบ้าง เพราะวันนี้ยังตีกันอยู่ทุกวัน ขณะผมมีอำนาจยังขนาดนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าวันหน้าจะแค่ไหน ผมถึงบอกว่าไปคิดกันมาเถอะ ไม่ว่าจะเป็น กรธ. สนช. ไปหาวิธีการที่ทำอย่างไรให้สถานการณ์เหล่านี้บรรเทาเบาบางลง กลายเป็นว่าสิ่งเหล่านี้ผมต้องการจะสืบทอดอำนาจ ผมสืบเพื่อใคร เพื่ออะไรหรือ สมมุติว่าการใช้อำนาจ ถ้าจะให้มี ส.ว.อะไรที่ว่ามาทั้งหมด ส.ว.เขาจะทำอะไร ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการให้มาเลือกนายกฯ อะไรที่ทำได้ผมก็ให้ในเรื่องประชาธิปไตย แต่อันไหนที่ควรจะต้องสงวนไว้บ้าง อาจจะต้องไปใส่ไว้ในบทเฉพาะกาลบ้างหรือไม่”

จากคำพูด “พล.อ.ประยุทธ์” ข้างบนนี้ มองได้ว่า สถานการณ์ตั้งแต่ยึดอำนาจมาจนถึงปัจจุบันนี้ “บิ๊กตู่” เองก็คิดว่า “ยังปล่อยไปไม่ได้ทั้งหมด” ซึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ ก็ระบุเองเลยว่าประเทศยังต้องมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี โจทย์ในการผ่าทางตันนี้จึงถูกนำเสนอ โดยก่อนหน้านี้สูตร คปป. (คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ) ในสมัยทีมร่าง รธน.ของ “บวรศักดิ์” เองก็ไปไม่ถึงฝั่งมาแล้ว

อย่างไรก็ตามในเมื่อมีการให้ “มีชัย” มาจากหลังม่าน คสช. ลงเวทีนำร่าง รธน.ด้วยแล้ว ก็ย่อมรู้เจตนารมณ์จากหลังม่านอยู่ แต่เพียงแง่ของการเขียนกฎหมายนั้นจะได้ไม่ได้อย่างไร ตามที่ได้ตอบคำถามถึงข้อเสนอ ส.ว.สรรหาว่าต้องรอหนังสือเป็นทางการก่อน “ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ได้ แต่ถ้าทำได้ก็ทำ”

ด้าน “นายกฯ ตู่” ตอนนี้ก็เหมือนเข้าสู่โหมดก้มหน้าทำอย่างเดียว ลดการพูดผ่านสื่อให้น้อยลง เพื่อเลี่ยงการถูกนำไปขยายความ ลดภาพการปะทะคารมในประเด็นร้อนกับสื่อ โดยจะมีกำหนดการลงพื้นที่ จ.อุดรธานี เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำ และประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในปลายสัปดาห์นี้

การลงพื้นที่ที่เคยเป็นฐานเสียงใหญ่ของพรรคการเมืองครั้งนี้ “บิ๊กตู่” ก็คงลงไปวัดเสียงตอบรับว่าจะเดินหน้ากับสถานการณ์การเมืองที่เข้าสู่ช่วงสำคัญนี้อย่างไร

เพราะไม่ว่าสูตรไหน สุดท้ายต้องเป็นเสียงประชาชนตัดสิน

‘รัฐบาล-กรธ.’ในวันที่ไม่เหมือนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160309/223820.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 มีนาคม 2559
‘รัฐบาล-กรธ.’ในวันที่ไม่เหมือนเดิม

‘รัฐบาล-กรธ.’ในวันที่ไม่เหมือนเดิม : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

            เหมือนจะกลายเป็นชะตากรรมเสียแล้ว สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญภายใต้การกุมบังเหียนประเทศของ คสช. เพราะหากจำกันได้สมัยกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธานก็ประสบชะตากรรมหนักเช่นกัน

ตอนแรกขณะที่ร่างกันนั้น ไม่มีใครคิดด้วยซ้ำไปว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะไม่ผ่าน แต่สิ่งที่เป็นจริงคือร่างถูกคว่ำตั้งแต่ชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสียด้วยซ้ำ โดยไม่ต้องถึงชั้นประชามติ ทั้งๆ ที่ขณะนั้นหลายคนมองว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ “บวรศักดิ์” เขียนออกมานั้นน่าที่จะตอบโจทย์ของ คสช. ได้เป็นอย่างดี

แต่สุดท้ายร่างฉบับนั้นก็เป็นได้แค่ร่าง โดยไม่มีโอกาสที่จะมาเป็นกฎหมายแม่บทของประเทศ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน เบื้องแรกพอเห็นตัวประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทุกคนก็มองแบบยาวๆ ไปว่าร่างฉบับนี้แหละที่น่าจะเป็นของจริง เพราะชื่อชั้น “มีชัย ฤชุพันธุ์” นั้นเป็นตัวจริงที่ทำงานมากับ คสช.ตั้งแต่เริ่มต้น ทุกคนคิดว่าเขาคงไม่ยอมเปลืองตัวลงมารับหน้าเสื่อหากไม่มั่นใจว่าที่สุดแล้วสิ่งที่เขาทำจะต้องประสบความสำเร็จ และในที่นี้ก็คือผ่านการประชามติประกาศออกมาใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

เราจะเห็นความเหมือนกันของร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ กล่าวคือพยายามทำตามโจทย์ที่ผู้มีอำนาจกำหนดเอาไว้เป็นอย่างดี ผ่านชั้นเชิงทางกฎหมายของมือระดับปรมาจารย์ แต่นั่นดูเหมือนว่าจะยังไม่เพียงพอสำหรับบางกลุ่มที่สมัยร่างของ “บวรศักดิ์” มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างบอกว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างถูกคว่ำในชั้น สปช. เพราะมีการเดินเกมของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บางคนที่ต้องการให้กำหนดไปให้ชัดเลยว่าให้มี ส.ว.สรรหา ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. เพื่อการันตีว่าพวกของตัวเองจะได้กลับเข้าสู่สภาในฐานะ ส.ว.

หากมาเทียบดูกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็จะเห็นได้ว่าเป็นข้อเสนอที่คล้ายกันยิ่งนัก หากแต่ครั้งนี้เป็นข้อเสนอที่ออกมาจากคนในรัฐบาลเองด้วยซ้ำ ภายใต้วาทกรรม “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” และ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”

แน่นอนว่าคนอย่าง “มีชัย” ย่อมรู้ว่าการเขียนอะไรแบบโต้งๆ ไม่มีชั้นเชิง รังแต่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะข้อเสนอเช่นนี้หากพูดกันตรงๆ ก็คือมีความทับซ้อนกับคำว่า “สืบทอดอำนาจ” อยู่ไม่น้อยและเรื่องนี้เองจะทำให้สังคมไม่ยอมรับ และอาจขยายไปนอกเหนือขอบเขตการทำประชามติ และอาจจะกลายเป็นจุดแตกหักกับรัฐบาล  เพราะหากดูประวัติศาสตร์แล้วจะพบว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่เปราะบางไม่น้อย

“มีชัย” จึงพยายามยืนกรานสิ่งที่ออกแบบเอาไว้  ไม่ว่าจะเป็นที่มา หรืออำนาจ  และในวันที่ถูกแรงกดดันถาโถมเข้ามาใส่ เขาก็บอกเพียงว่ายังพิจารณาไม่ถึง แต่หากดูท่าทีแล้วบอกได้ว่ายากที่เขาจะเปลี่ยนวิธีคิดในเรื่องนี้

เราจึงได้เห็นอาการที่เขาและกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่เข้าร่วมประชุมแม่น้ำห้าสายที่จัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

หากดูคำชี้แจงอย่างเป็นทางการก็คล้ายกับว่าไม่มีอะไร เช่น การที่ “วิษณุ เครืองาม” ระบุว่า “สาเหตุที่ไม่เชิญ กรธ.เข้าร่วมประชุมด้วย เพราะ กรธ.เหลือเวลาอีกไม่กี่วันต้องปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จในวันที่ 29 มีนาคม โดยที่ประชุมมีการติดตามงานแต่ละด้าน เนื่องจากไม่ได้ประชุมนานแล้ว แต่ละฝ่ายรายงานถึงข้อติดขัดว่ามีอะไรบ้าง และนายกฯยังแจ้งด้วยว่าจะเรียกประชุมแม่น้ำ 5 สายเต็มคณะในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน”

แต่หากไปดูคำสัมภาษณ์ของ “มีชัย” จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน โดยเขาบอกว่า “ที่ไม่เข้าร่วมประชุมแม่น้ำ 5 สายที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะไม่ได้รับเชิญ กรธ.จึงไม่ได้ส่งใครไปร่วมประชุม ไม่ใช่เพราะ กรธ.หารือนอกรอบกับ ครม.ก่อนหน้านี้แล้ว และหากจะเข้าร่วมประชุมกลัวว่าจะถูกผูกมัด”

เมื่อนักข่าวซักต่อว่าที่ไม่ไปเพราะกลัวถูกใบสั่งใช่หรือไม่ “มีชัย” ก็มีคำตอบที่น่าคิดว่า “หากจะสั่งก็สั่งได้ แต่สั่งแล้วจะฟังหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเหตุผล”

น่าคิดว่าสุดท้ายแล้ว หากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญยืนกรานในวิธีคิดของตัวเอง อนาคตของร่างฉบับนี้จะเป็นอย่างไร  จะยังคงได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจหรือไม่ หรือที่สุดแล้วผู้มีอำนาจอาจลอยแพปล่อยให้ตกไปตามยถากรรม เพื่อรอวันเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นอย่างที่ต้องการ ให้สมกับที่ใจคิดโดยที่ไม่ต้องมีชั้นเชิงหรือเหนียมอาย

สำหรับพระแล้ว‘เงิน’คืออสรพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160308/223745.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 มีนาคม 2559
สำหรับพระแล้ว‘เงิน’คืออสรพิษ

สำหรับพระแล้ว‘เงิน’คืออสรพิษ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

            มีคนบอกว่า เรื่องวุ่นๆ ที่เกิดกับวงการสงฆ์ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องทรัพย์สินเงินทอง ที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง ก็เป็นเรื่องขึ้นมา

แต่ก็มีคนบอกว่า ยังไงเสีย มันก็ต้องเป็นเรื่อง เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นนี้มันถูกละเลยมานาน

พระที่มีชื่อเสียงในมวลหมู่พระด้วยกัน รวมทั้งฆราวาสทั้งหลายเองต่างก็รู้จักให้ความเคารพนับถือต่างพากันออกมาร้องเรียนกัน ตามที่ภาษาพระเขาบอกว่า เป็นการ “โจษ” อีกฝ่าย ว่ากระทำผิดพระธรรมวินัย

เรื่องราวมันบานปลายใหญ่โต ก็เพราะเรื่องมันมาเกี่ยวพันกับการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่

ถึงแม้จะไม่โดยตรง แต่องค์รวมมันก็โยงกันได้ !

ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ บอกว่า จริงๆ แล้วถ้าหากพระสงฆ์ยึดถือในพระธรรมวินัยเป็นหลัก เรื่องราวฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ มันก็จะไม่เกิด

เพราะพระพุทธเจ้าเคยตรัสเอาไว้ว่า “เงินนั้น สำหรับพระสงฆ์แล้วไม่ต่างจากอสรพิษ” แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนว่า เงิน หรือทรัพย์ นอกจากจะไม่ใช่ “อสรพิษ” หากแต่ไม่ต่างจากสิ่งที่ควรค่าแก่การมีไว้ประดับบารมี

แต่เรื่องที่ว่า ก็ไม่ใช่เพิ่งจะมาเกิดเอาในยุคสมัยนี้ เมื่อกาลก่อนก็มีภิกษุที่ละเลยพระธรรมวินัยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไพบูลย์ บอกว่า “อลัชชี” เกิดขึ้นมากที่สุดในยุคของ พระเจ้าอโศก ยุคนั้นมีการจับสึกไปร่วม 6 หมื่นคน

มีการสังคายนาพระไตรปิฎกใหม่ จนทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองต่อมาจนถึงวันนี้ได้

แต่สำหรับประเทศไทย ก็ไม่ได้ราบรื่นมาขนาดนั้น โดยเฉพาะหลังเสียกรุงศรีอยุธยา !

ก็อย่างที่รู้กัน ศาสนาพุทธ ไม่ได้มีบทบังคับว่าหากไม่ทำตามพระวินัย หรือทำผิดเพี้ยน หรือบิดเบือนพระธรรมวินัย ก็ไม่ได้ถึงกับต้องเอาเข้าคุก กุดหัว

การเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นสิ่งที่รับรู้ด้วยตน เพราะฉะนั้น เมื่อใดที่ผิดเพี้ยน บิดเบือน ตนย่อมรู้ด้วยตนเองเช่นกัน

บันทึกไม่ได้ระบุว่า ผิดเพี้ยน บิดเบือนมากมายแค่ไหน แต่ระบุว่า สมัยรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎหมายคณะสงฆ์ที่เรียกว่า กฎพระสงฆ์ ขึ้นในระหว่าง ปี พ.ศ.2325-2344 รวม 10 ฉบับ (อยู่ในกฎหมายตราสามดวง)

กฎหมายที่ว่านี้มีไว้เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์และสามเณร ประพฤติปฏิบัติตนเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ให้พระราชาคณะ เจ้าอธิการ และเจ้าหน้าที่สังฆการี ทำการกำกับดูแลและลงโทษผู้ที่ประพฤติผิดพระธรรมวินัย ตามสมควรแก่โทษหนักเบา

กฎอันเกี่ยวกับเรื่องเงิน เรื่องทรัพย์สินนั้น ว่าไว้ในกฎข้อที่ 2 กฎให้ไว้แก่สังฆการีธรรมการ…

“ห้ามอย่าให้ภิกษุสามเณรทั้งปวงรับของฝากฆราวาส จะเสียพระวินัยพระศาสนาไป ถ้าภิกษุไม่รับฝาก ห้ามปรามผู้ฝาก ผู้ฝากมิพัง กลัวภัยขืนทิ้งไว้ที่กุฏิ… เร่งเอาเพื่อนพรหมจรรย์ที่ใกล้กันให้หลายองค์รู้เห็นเป็นพยาน… พาสงฆ์ซึ่งรู้เห็นนั้นไปแจ้งเนื้อความ และสิ่งของแก่พระราชาคณะเจ้าอธิการ พระราชาคณะเจ้าอธิการจงประชุมนุมกันปรึกษาจงละเอียด ให้ต้องตามพระวินัยบัญญัติ…ถ้าพระสงฆ์ราชาคณะผู้ใหญ่ผู้น้อยจะปรึกษาประการใด จงประพฤติตาม ให้สงฆ์เป็นอันมากรู้เห็นเป็นพยานไว้…อย่าให้ผู้อื่นแคลงในพระพุทธศาสนา แลห้ามฝ่ายฆราวาส อย่าให้เอาของเงินของทองไปฝากภิกษุสามเณรไว้ ทำให้เจ้ากูเสียวินัยสิกขาบทเป็นอันขาดทีเดียว ถ้าผู้ใดมิได้กระทำตามพระราชกำหนดกฎหมายนี้ ฝ่ายภิกษุสามเณรจะลงพระอาชญาโทษดุจโทษ อทินนาทานปาราชิก จะสึกออกขับเฆี่ยนจงสาหัส ฝ่ายฆราวาสจะให้ริบราชบาทขับเฆี่ยนจงหนักโดยโทษานุโทษ”

ข้อความตามกฎหมายของรัชกาลที่ 1 ว่าอย่างนั้น

ทุกวันนี้ก็น่าจะเป็นประจักษ์กันแล้วว่า เป็นอย่างไร ปัญหาที่พาพวกเราทั้งหลายมาถึงจุดนี้ รู้กันแล้วใช่ไหมว่าเพราะอะไร !

‘รธน.สืบทอดอำนาจ’อยู่ถึง-ไม่ถึงวันลงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160307/223674.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม 2559
‘รธน.สืบทอดอำนาจ’อยู่ถึง-ไม่ถึงวันลงประชามติ

“รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ” อยู่ถึง-ไม่ถึงวันลงประชามติ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี

            “รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ” ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงทันที หลังเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญตอนหนึ่งระบุว่า ให้ ส.ว.สรรหาเลือกนายกฯ

เพราะหาก ส.ว.สรรหาทำหน้าที่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีจริง พรรคการเมืองปกติทั้งพรรคใหญ่ พรรคกลาง และพรรคเล็ก จะหมดความหมายในทันที

ขณะที่ ส.ว.สรรหาจะกลายเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสภา มีอิทธิพลทั้งต่อการกำหนดตัวนายกฯ การจัดตั้งรัฐบาล และการขับเคลื่อนกลไกการบริหาร

พรรคการเมืองปกติต่อให้ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายไปก็เท่านั้น เพราะสุดท้ายก็ใช่ว่าจะมีสิทธิ์ได้เลือกนายกฯ ของตัวเองเสมอไป

เมื่อไม่มีอำนาจที่จะทำอะไรตามนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ได้โดยสะดวก สุดท้ายก็จะตกเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดของ คสช.หรือข้าราชการประจำไปโดยปริยาย

และยิ่งหาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่รีบออกมาปฏิเสธให้ชัดเจนว่า จะไม่มีคนของ คสช.เข้าไปนั่งเก้าอี้ ส.ว.สรรหาชุดนี้อย่างแน่นอนด้วยแล้ว ภาพการสืบทอดอำนาจของ คสช.ก็มีแต่จะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.พูดไว้น่าคิดว่า “นี่เป็นมูลเหตุหนึ่งให้ต้องรณรงค์ควํ่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ไม่ใช่เพราะว่าพรรคการเมืองเห็นว่าเสียประโยชน์ แต่เพราะเราเห็นว่ารูปแบบนี้จะทำให้ประเทศเข้าสู่วิกฤติที่ไม่มีใครรับผิดชอบไหว”

สิ่งที่แกนนำ นปช.พูดนั้น ต้องยอมรับว่าคงไม่ผิดนัก หากดูจากกลไกต่างๆ ของ คสช.ที่ปฏิเสธความรับผิดชอบทุกกรณีอย่างชัดเจน ด้วยการนิรโทษกรรมให้ตัวเองไว้ในร่างรัฐธรรมนูญด้วย

ยังมีการนำเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเทียบเคียงกับรัฐธรรมนูญของเมียนมาร์ด้วยว่า มีหลักคิดเดียวกัน เพียงแต่เมียนมาร์กำหนดสัดส่วนสมาชิกในสภาไว้ให้รัฐบาลทหารอย่างชัดเจน

ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ของไทยแปรรูปไปเป็น ส.ว.สรรหา ซึ่งไม่อยากให้ลืมว่า สุดท้ายแล้วชาวเมียนมาร์ปฏิเสธแนวทางนี้อย่างสิ้นเชิงด้วยการเลือกพรรคของนางออง ซาน ซูจีอย่างถล่มทลาย

ที่ผ่านมา เรื่องการเตรียมการรณรงค์ควํ่าร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั้น เรียกว่ามีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในทางลับ ไม่เอิกเกริกหรือโฉ่งฉ่าง

เป้าหมายก็เพื่อให้ชาวบ้านได้รับรู้ถึงข้อมูลอีกด้านที่อาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีผลเสียอะไรที่ถูกซ่อนเอาไว้บ้าง

เพียงแต่อาจจะยังไม่ขยับหรือเคลื่อนไหวอะไรที่เป็นรูปธรรมมากนัก เพราะยังมีข้อจำกัดในเรื่องของสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศอยู่

เวลานี้ฝ่ายรณรงค์ควํ่าร่างรัฐธรรมนูญจึงยังรอดูกติกาของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญอยู่ว่าจะออกมาหน้าตาเป็นแบบไหน ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการรณรงค์ หรือการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

การใช้วาทกรรมว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกงนั้น คงไม่มีใครคิดไปขัดขวางการปราบโกง แต่มันสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องร่างรัฐธรรมนูญให้เนื้อหาขัดหลักการประชาธิปไตยก็ได้มิใช่หรือ

การร่างรัฐธรรมนูญแบบขัดหลักการ แล้วใช้ความเจ้าเล่ห์อธิบายผ่านเทคนิคทางกฎหมายเพื่อให้ประชาชนยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตยนั้น สุดท้ายผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะไม่เป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้เสมอไปก็ได้

จึงไม่แปลกเลยหากมีคนคัดค้านวาทกรรมเรื่องประชาธิปไตยครึ่งใบ เพราะหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยคือ อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

หากรัฐธรรมนูญทำได้เพียงให้สิทธิเลือกตั้งเป็นของประชาชน แต่อำนาจทั้งหมดถูกรวบไปรวมไว้ที่มือใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้ว แบบนั้นคงจะเรียกว่าประชาธิปไตยไม่ได้

จนเป็นที่มาของฉายาที่ว่า “เผด็จการผลัดใบ” เพราะต่อให้แตกใบใหม่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม แต่หากรากและลำต้นยังเป็นเครือข่ายของคณะยึดอำนาจแล้ว การปกครองแบบนี้ก็ยังคงต้องเรียกว่าเผด็จการอยู่ดี

หากดึงดันที่จะคงทุกมาตราที่หลายฝ่ายต่างออกมาบอกว่ามีปัญหาเอาไว้ วันทำประชามติก็คงไม่ต่างอะไรกับการเอาของมีตำหนิไปถามประชาชนว่าจะรับหรือไม่รับ บทสรุปในขั้นตอนสุดท้ายที่รออยู่ คงเดาได้ไม่ยากนัก

หากเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญยังคงเป็นแบบนี้ ไม่อยากพูดว่าจะผ่านเสียงประชามติได้หรือไม่ เพราะลึกๆ แล้วไม่แน่ใจว่า

ผู้มีอำนาจจะกล้าให้ร่างรัฐธรรมนูญร่างนี้ เดินไปถึงวันลงคะแนนประชามติหรือไม่ด้วยซํ้า

‘กฎหมาย’สะท้อนเจตนาผู้ร่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160302/223400.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 2 มีนาคม 2559
‘กฎหมาย’สะท้อนเจตนาผู้ร่าง

‘กฎหมาย’สะท้อนเจตนาผู้ร่าง : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

             คำถามที่มักจะได้ยินอยู่เรื่อยไปในขณะนี้ คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธานนั้น มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เหมาะสมหรือไม่ และนำไปสู่คำถามว่าเมื่อถึงขั้นลงประชามติควรจะตัดสินใจอย่างไรให้ผ่านหรือไม่ผ่าน

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะถึงคำถามดังกล่าวซึ่งเป็นเหมือนปลายทางของกระบวนการ ก็ควรมาทำความเข้าใจกันตั้งแต่ต้นทาง เพราะจะนำมาซึ่งคำตอบดังกล่าวว่า เราสมควรที่จะกาบัตรให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวกลายเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทหรือไม่

คำกล่าวที่ว่า “ชนชั้นใดร่างกฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น” ยังคงเป็นความจริง ไม่ว่ายุคใดหรือสมัยใด ยุคสมัยและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็ไม่มีข้อยกเว้น  ซ้ำยังจะมีความชัดเจนมากกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมา

ต้องเข้าใจกันตั้งแต่ต้นเลยว่า การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เกิดขึ้นมาจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่พวกเขามองว่ารัฐบาลที่ผ่านมาเป็นปัญหาของประเทศ และจะเอาให้ชัดยิ่งกว่านั้นก็เพื่อทำเรื่องที่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทำไม่สำเร็จให้สำเร็จลุล่วงไปได้

แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขามองเป็นปัญหามีสองส่วน 1.นักการเมือง หรือเอาให้ชัดเฉพาะเจาะจงไปกว่านั้นคือ กลุ่มขั้วเครือข่ายของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ชนะการเลือกตั้งมาครั้งแล้วครั้งเล่า และยังมีทีท่าว่าจะครองใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งข้างมากไปอีกนาน

และ 2.ระบบกฎหมายที่เอื้อต่อการเติบโตของนักการเมืองและพรรคการเมืองจนได้รัฐบาลเลือกตั้งที่เข้มแข็งจนเกินกว่าที่อีกกลุ่มขั้วอำนาจจะรับไหว หรือให้ชัดคือ รัฐธรรมนูญ 2540 นั้นเป็นปัญหาที่สร้างระบบการเมืองเช่นนี้ขึ้นมาและแม้จะถูกฉีกทิ้งในการรัฐประหารปี 2549 แต่ระบบระเบียบวิิธีคิดก็ถูกฝังลึกในจิตใจคนเรียบร้อยแล้ว  อีกทั้งโครงสร้างทางการเมืองตามแบบรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ถูกวางไว้เป็นมาตรฐานของการเขียนรัฐธรรมนูญแล้ว ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ยังคงมีกลิ่นของรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้ถูกมองว่า เป็นการทำงานที่ไม่เสร็จของคณะรัฐประหารปี 2549

สิ่งที่เราได้ยินตั้งแต่วันแรกๆ ของการรัฐประหารรอบนี้คือจะไม่ทำให้ “เสียของ”  ซึ่งแปลความง่ายๆ ว่า พวกเขาย่อมต้องการวางระบบระเบียบ รวมถึงวิธีคิด และเจตนารมน์ของคณะผู้กระทำการ เพื่อไม่ให้บ้านเมืองกลับไปเป็นแบบเดิม ที่พวกเขาลงแรงและเสี่ยงยึดอำนาจมา

แน่นอนมุมหนึ่งคือการมุ่งสลายขั้วกำจัดความเคลื่อนไหวของนักการเมืองที่เขามองว่าเป็นปัญหา ซึ่งหากนับจากวันนั้นก็ถือว่าทำได้อย่างดี  แต่การทำเรื่องแบบนี้เป็นการใช้กำลังเข้าจัดการและจะคงอยู่เพียงชั่วคราว   หากการจะจัดการแบบฝังรากลึก ก็ต้องจัดการด้วยการวางโครงสร้างบ้านเมืองใหม่ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อให้เป็นแบบที่พวกเขาต้องการ

ดังนั้นเราจึงได้เห็นการวางระบบโครงสร้างทางการเมืองใหม่ ชนิดที่แม้จะขัดหูขัดตาใครหลายๆ คน แต่พวกเขาก็ไม่สนใจ เพราะเชื่อว่าการกระทำแบบนี้จะทำให้สิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการสูญสลายไปจากบ้านเมือง

เราจึงฟันธงได้เลยว่าเราจะไม่เห็นการแก้ไขในเรื่องระบบการเมืองต่างๆ เว้นแต่จะทำให้อยู่ในลักษณะที่แข็งกร้าวยิ่งขึ้น  เช่นเรื่องระบบเลือกตั้ง ที่พวกเขายืนยันจะใช้ระบบบัตรใบเดียวเลือก ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ และใช้ระบบที่เรียกว่าสัดส่วนผสมเพื่อให้เกิดเพดาน ส.ส. และที่สุดก็นำไปสู่การออกแบบเพื่อไม่ให้เกิดรัฐบาลพรรคเดียวที่เข้มแข็ง หากแต่ต้องการให้เกิดรัฐบาลผสม

นอกจากนี้ ยังมีการจำกัดการใช้อำนาจในเรื่องต่างๆ ของรัฐบาลปกติไว้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งวางระบบตรวจสอบแบบถี่ยิบและยิ่งกว่านั้น ยังมีองค์กรอิสระที่ถูกออกแบบควบคุมการทำงานของรัฐบาลชนิดที่เรียกได้ว่าถึงชนะเลือกตั้งได้ก็อาจไม่มีค่าอะไร

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขียนมานี้อาจยังไม่พอใจผู้ถืออำนาจในปัจจุบัน เราจึงได้ยินข้อเสนอเช่น ให้มีระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี หรือการปรับให้ ส.ว. มีที่มาจากการสรรหาทั้งหมด เพื่อการันตีความเข้มแข็งของอำนาจหลังการเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง

เมื่อเราเข้าใจที่มา เจตนารมณ์ และกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทีนี้เราก็สามารถตัดสินใจในขั้นสุดท้ายได้ไม่ยากว่าหากต้องการระบบการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีเจตนารมณ์ของ คสช.แฝงอยู่เราก็เลือกลงมติเห็นชอบ แต่หากต้องการประชาธิปไตยคำตอบก็มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น

เห็น‘บิ๊กจิ๋ว’นึกถึง‘วาดะห์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160301/223313.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 1 มีนาคม 2559
เห็น‘บิ๊กจิ๋ว’นึกถึง‘วาดะห์’

เห็น‘บิ๊กจิ๋ว’นึกถึง‘วาดะห์’ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

           ห่างหายไปนานมาก จนคิดว่า ไม่น่าจะได้เห็น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีสมัย ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ จะออกมาแถลงข่าวแสดงความเป็นห่วงเป็นใยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

“แบล็ก สวอน” ที่พล.อ.ชวลิตนำมาพูดถึง อาจพูดด้วยเพราะความห่วงใยว่า นั่นอาจเป็นองค์กรที่เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มก่อการร้ายไอเอสว่าอาจจะก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ได้

แล้วก็ให้บังเอิญที่มีเหตุคาร์บอมบ์ที่ปัตตานีหลังจาก พล.อ.ชวลิตเตือนว่าจะมีการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงแค่ 2 วัน

นายทหารทีี่ทำหน้าที่แก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้บอกว่า ไม่เคยได้ยิน แบล็ก สวอน หรือหงส์ดำ อะไรนั่นมาก่อน เว้นแต่ “หงส์แดง” ที่เพิ่งแพ้จุดโทษอดชิงลีกคัพ ไปเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์

แต่สิ่งที่ พล.อ.ชวลิต พูดมานั้น อาจมองได้ 2 ทาง

หนึ่ง เป็นการพูดเรื่องความมั่นคงภายหลังทักษิณออกมาเคลื่อนไหวครั้งล่าสุด

ส่วนอีกหนึ่ง ก็อาจจะห่วงใยการทำงานของทหารจริงๆ ในฐานะที่เป็นอดีตนายทหาร

เพราะจะว่าไปแล้ว ปัญหาภาคใต้นั้น ถ้าไปดูแนวทางและสิ่งที่พล.อ.ชวลิตได้ทำมา ถ้าจะให้ พล.อ.ชวลิตมาแก้ ก็น่าเชื่อว่า จะทำให้พื้นที่ภาคใต้สงบสุขลงได้

เพราะถ้าหาคนในประเทศไทยที่รู้เรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างดี รู้ความต้องการของคนที่นี่เป็นอย่างดี ก็ต้องเป็น พล.อ.ชวลิต คนนี้

กลุ่ม “วาดะห์” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศก็เป็น พล.อ.ชวลิต ที่ได้พูดคุยให้ความหวังและดึงเข้าสู่เส้นทางการเมือง

ส่วนใครที่ไปถึงฝั่งฝันได้หรือไม่ คงต้องไปถาม เด่น โต๊ะมีนา หรือไม่ก็ วันมูหะมัดนอร์ มะทา

แต่สิ่งที่ให้คำมั่นกันไว้ในตอนนั้น โดยเฉพาะ กฎหมายมุสลิม ไปถึงไหนแล้ว วันนี้ บิ๊กจิ๋ว อาจไม่ต้องการที่จะเอ่ยถึง

นั่นอาจเป็นเพราะเป้าหมายในการดึงวาดะห์นั้น เพื่อ “การเมือง” ที่จะลดทอนอิทธิพลของประชาธิปัตย์ในพื้นที่ด้ามขวานทั้งด้าม

ตอนนั้นก็ทำได้จริงเสียด้วย!

พล.อ.ชวลิต นำพรรคความหวังใหม่ ที่มีกลุ่มวาดะห์เป็นกำลังสำคัญ สามารถกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งจนเข้ามาบริหารประเทศได้สำเร็จ

นั่นเป็นเรื่องเมื่อวันวาน ที่หาก บิ๊กจิ๋ว ไม่ออกแถลงข่าว ก็คงจะนึกไม่ออกเหมือนกันว่า บิ๊กจิ๋วกับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มี “บางส่วน” ที่ผู้คนยังไม่ได้พูดถึง

แต่นายทหารที่ทำงานแก้ปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ก็ยังมั่นใจว่า ข้อมูลเกี่ยวกับภาคใต้นั้น บิ๊กจิ๋วมีความรู้มากจริงๆ แต่จะใช้ความรู้นั้นเพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ หรือถักทอเส้นใยการเมือง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เพราะความจริงแล้ว ในการพูดคุยเพื่อสันติที่ พล.อ.อักษรา เกิดผล นำทีมพูดคุยกับผู้ที่เห็นต่าง โดยมีมาเลเซียเป็นผู้ประสานงานให้นั้น ตอนนี้ถือว่า คืบหน้าไปมาก ภายในเดือนมีนาคมจะถึงจุดที่ต้องตรวจสอบกรอบที่จะพูดคุยบนโต๊ะพูดคุยอย่างเป็นทางการแล้ว

ที่ผ่านมาในระดับที่ไม่เป็นทางการนั้น ทั้งฝ่ายเห็นต่างทั้ง 6 กลุ่ม และฝ่ายรัฐบาลไปกินไปนอนพูดคุยกันมาแล้วหลายหน

ซึ่งหลังจากผ่านขั้นตอนการตรวจสอบกรอบการพูดคุย ก็จะไปถึงจุดที่เรียกว่า การจัดทำ “เซฟตี้โซน” ซึ่งตรงนี้ฝ่ายเห็นต่างจะไปกำหนดว่า บริเวณใดที่จะร่วมมือกันทำให้เป็นเซฟตี้โซนได้บ้าง

แต่โดยรวมแล้วความคืบหน้าในการพูดคุยเพื่อสันติสุขนั้นมีมากแล้ว

“การเมือง” คือบทสรุปของทหารในพื้นที่ต่อบทบาทของ “บิ๊กจิ๋ว” ที่ออกมาในครั้งนี้ เป็นการเมืองเหมือนเมื่อครั้งไปดึงกลุ่มวาดะห์มาเสริมทัพให้แก่พรรคความหวังใหม่เพียงแต่คนละรูปแบบเท่านั้น

จับตาภาคประชา‘ชน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160229/223270.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559
จับตาภาคประชา‘ชน’

จับตาภาคประชา‘ชน’ : ขยายปมร้อน โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง สำนักข่าวเนชั่น

             ช่วงนี้ถ้าดูความเคลื่อนไหวของ “ภาคประชาชน” นับวันก็ได้เห็นปฏิกิริยาไม่พอใจ ไม่ค่อยจะแฮปปี้กับหลายเรื่อง และนับวันจะยิ่งสะสมความไม่พอใจขึ้นเรื่อยๆ ประหนึ่งกำลังตั้งระเบิดเวลา ที่รอถึงเวลาระเบิดเท่านั้น

เริ่มจากฟากมุมของการคัดค้านคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3 และ 4 เกี่ยวกับการยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองจาก “เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่กลุ่มนี้เป็นการรวมกลุ่มกันของภาคประชาชนกว่า 100 เครือข่ายที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งคสช.ทั้งสองฉบับ โดยหัวหอกของเครือข่าย อาทิ กลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินและกลุ่มเชียงรากใหญ่ จ.ปทุมธานี ที่ต่อสู้กับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอยู่ในพื้นที่

ซึ่งคนกลุ่มนี้เดินทางมานับร้อยชีวิตที่ศูนย์บริการประชาชน ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล และได้ออกแถลงการณ์ข้อเรียกร้องจำนวน 4 ข้อ ถึง “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.” เพื่อขอให้ยกเลิกคำสั่งคสช.ทั้ง 2 ฉบับทันที โดยหนึ่งในข้อเรียกร้องระบุเนื้อหาว่า

“คสช.กลายเป็นผู้สร้างเงื่อนไขแห่งความขัดแย้งภายใต้คำสั่งยกเลิกผังเมืองซึ่งเครือข่ายไม่อยากเห็นประเทศเดินไปสู่หายนะและความขัดแย้งครั้งใหม่จากเงื่อนไขที่คสช.สร้างขึ้น จากการยกเลิกกติกา กลไกและกฎหมาย เป็นการทำลายเกราะป้องกันที่สังคมสร้างมาหลายสิบปี จึงเหลือเพียงปราการด่านสุดท้ายคือการลุกขึ้นสู้ของประชาชน ความขัดแย้ง การนองเลือดจะเกิดขึ้นทั่วทุกพื้นที่หลังจากนี้ ประชาชนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลุกขึ้นปกป้องบ้านตัวเอง”

ซึ่งเป็นแถลงการณ์ที่เป็นสัญญาณเดินหน้าชนของเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะหลังจากการยื่นหนังสือเสร็จแล้วก็ไม่ได้เดินทางกลับทันทีได้ทำการปักหลักชุมนุมแบบสงบ และพักค้างแรมกันอยู่ใกล้ๆ ทำเนียบรัฐบาลภายในวัดโสมนัสฯ ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อเกาะติดความเคลื่อนไหวในการแก้ปัญหาในสิ่งที่ได้เรียกร้อง และอาจจะมีปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์อะไรให้เห็นเป็นระยะ

และในส่วนประเด็นของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ภาคประชาชนวิจารณ์ผ่านเวทีเสวนา “เมื่อสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญหายไป ชาวบ้านจะพึ่งพาใคร?” ซึ่งจัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ที่เชิญภาคประชาชนหลายเครือข่ายมาร่วมงาน ที่เห็นตรงกันว่า “สิทธิของชุมชนและประชาชน” ในการปกป้องชุมชนของตัวเองได้หายไปจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเมื่อนำไปเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ถือว่าให้สิทธิในการต่อสู้มากกว่า

“นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน” บอกว่าฝ่ายกรธ.อาจจะมีข้อโต้แย้งว่า เรื่องดังกล่าวเขียนอยู่ในร่างฯ นี้ ที่กำหนดให้ชุมชนเข้าร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและชุมชน แต่ถามกลับว่าที่ผ่านมาชุมชนเข้าร่วมกับอปท.ได้แค่ไหน ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะให้ชุมชนใช้สิทธิ์ตัวเองแต่ต้องใช้ผ่านอปท. ที่ประชาชนจะกลายเป็นผู้ถูกปกครองตลอดเวลา ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 และ2550 ที่ให้เราร่วมปกป้องคุ้มครองดูแลชุมชนของตัวเอง แต่รัฐมีหน้าที่เพียงต้องเข้ามาส่งเสริมบทบาทหน้าที่เท่านั้น

“แต่ปรากฏว่าในร่างฯ นี้ กระบวนการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมหายไปทุกมาตรา คือ มาตรา 56 57 58 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ในเรื่องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน การตัดสินใจให้ความเห็นในการที่รัฐเปิดรับฟังความเห็นก็หายไป กลายเป็นว่านี่เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะให้ข้อมูลหรือไม่ หรือเข้ามาจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ดังนั้น ถ้าร่างรธน.ฉบับนี้ถูกประกาศใช้ทั้งหมดได้รับการรับรองประชามติ น่ากลัวมากในการที่ประชาชนจะออกใช้สิทธิ์ใช้เสียง หากบุคคลเหล่านั้นจะลุกขึ้นมาปกป้อง เขามีสิทธิ์ แต่เขาจะใช้สิทธิ์อะไร อะไรคือสิ่งที่ก่อตั้งสิทธิ์ของประชาชนนับจากนี้ไป

ตรงนี้ยังไม่นับถึงอารมณ์ไม่พอใจกับผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง จ.เลย ที่มีความเป็นไปได้ในการสร้าง และยังมีเรื่องการจะเดินหน้าสร้างเขื่อนแม่วงก์ ที่เคยมีความขัดแย้งมาแล้ว ที่จะเพิ่มอารมณ์ความไม่พอใจมากขึ้น