‘ใจเย็นๆ อย่าใช้อารมณ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160203/221721.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559
‘ใจเย็นๆ อย่าใช้อารมณ์’

‘ใจเย็นๆ อย่าใช้อารมณ์’ : ขยายปมร้อน โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

            เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีการทำนายทายทักแล้วว่า หลังจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ แถลงร่างรัฐธรรมนูญ 270 มาตรา เสร็จสิ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องอารมณ์บูดกับสารพันความเห็นและสารพัดคำถามจากสื่อมวลชนเป็นแน่แท้

ภาวะกู๊ดกาย ที่บิ๊กตู่รับปากผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลว่าจะปรับอารมณ์และคำตอบที่ฉุนเฉียวยามที่โดนไล่สอบถามเรื่องที่ไม่อยู่ในภาวะการชี้แจง แต่ด้วยหน้าที่สื่อมวลชนนั้น ทำให้อดไม่ได้ว่า คำถามร้อนๆ ในแต่ละวันนั้น ทำให้ผู้สื่อข่าวละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ แม้อาจจะรู้ล่วงหน้าว่าบิ๊กตู่จะอยู่ในภาวะ อารมณ์ไม่ดี”

ว่ากันด้วยเรื่องของ “อารมณ์” กับ “สาระ” ยามที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติแบบนี้ นับตั้งแต่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน คสช.กำลังขับเคลื่อนงานปฏิรูปผ่านแม่น้ำทุกสายตามโรดแม็พ 3 ระยะ และปัจจุบันกำลังเดินอยู่ในระยะที่ 2 ควบคู่ไปกับการร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ เพื่อนำไปสู่โรดแม็พระยะที่ 3 คือ “การเลือกตั้ง” ตามที่รับปากไว้กับเลขาธิการสหประชาชาติและคนไทยทั้งชาติ เพื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามารับไม้งานปฏิรูปที่วางไว้

แต่ตลอดระยะเวลาเรื่อยมาบ่อยครั้งที่เราจะได้เห็น “อารมณ์” ของพล.อ.ประยุทธ์ ที่มีมากเสียจนบางครั้งกลบ “สาระ” ของเรื่องที่ต้องการจะสื่อสาร โดยเฉพาะการปะทะคารมกับผู้สื่อข่าวที่เกิดขึ้นบ่อยจนสังคมเห็นเป็นจนชินตา

และจนถึงวันที่ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ฉบับ “มีชัย” ร่างแรก เปิดเผยต่อสาธารณชน ก็เหมือนการเตรียมก้าวขาเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ทว่ามีเสียงตอบรับแสดงความคิดเห็นกับร่างรัฐธรรมนูญร่างนี้ไปต่างๆ นานา ถาโถมตอบกลับไปยังแม่น้ำสาย “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ฉับพลันและรุนแรง โดยเฉพาะกระแสวิจารณ์จาก “นักการเมือง” ที่บางส่วนออกมาชน ไม่ยอมรับและตำหนิติติงชนิดที่ผลักไสให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอสูรกายที่ดุร้ายของประเทศนี้ ด้วยคำว่า “ไม่เป็นประชาธิปไตย”

หากจะมองเรื่องนี้แบบง่ายๆ เลยนั้น ต้องย้อนไปดูบรรยากาศของการร่างรัฐธรรมนูญยุคก่อนๆ ที่ไม่ใช่แค่ในยุค คสช. เพราะการยกร่างรัฐธรรมนูญแต่ละยุค บรรยากาศไม่ค่อยแตกต่างกัน เพราะแต่ละครั้งที่มีการเขียนกฎหมายหลักของบ้านเมืองขึ้นมาใหม่ครั้งใด เสียงวิจารณ์แรงๆ แบบนี้ที่มาจาก “นักการเมือง-นักวิชาการที่ไม่กลัว” มักจะออกมาเป็นด่านหน้าด่านแรกชนกับคนร่างฯ ก่อนกลุ่มคนอาชีพอื่นๆ

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เช่นกัน “นักการเมือง” ยังคงออกมากระตุกหนวดเสือแบบแรงๆ ให้รู้ว่า ไม่ชอบ-ไม่ยอมรับ ไม่อยากใช้กติกานี้ หรือแม้แต่บางคนมองไปล่วงหน้าแบบไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าพรรคใหญ่บางพรรคอาจจะประกาศไม่ลงเลือกตั้งในปี 2560

หากเป็นแบบนั้นจริง คนที่ยิ้มหวานคือ คสช. และขั้วตรงข้ามพรรคใหญ่พรรคนั้น เพราะไร้คู่แข่งและเข้ากับคอนเซ็ปต์รัฐธรรมนูญฉบับปราบคนโกงไปโดยฉับพลัน แต่เมื่อไล่ดูข้อเท็จจริงในยามนี้ ชัดเจนเลยว่า ทุกพรรคค้านกฎหมายหลักฉบับนี้ แต่ไม่เคยพูดให้ได้ยินว่าจะคว่ำบาตรการเลือกตั้ง

แต่ไม่ว่าจะมามุมใด บิ๊กตู่ก็ย่อมเลี่ยงไม่ได้ แม้จะหงุดหงิดเพียงใด เห็นชัดๆ อาการนอตหลุดตอนเช้าก่อนเข้าประชุม ครม. แต่ตกช่วงบ่ายบิ๊กตู่ก็ปรับอารมณ์ใหม่โดยพลัน

“ในส่วนของผมในฐานะที่ต้องรับผิดชอบในภาพรวมได้สั่งการว่าเรื่องทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามโรดแม็พที่วางไว้ โรดแม็พว่าอย่างไรก็จะว่าไปตามนั้น คือมีการเลือกตั้งในปี 2560 และกระบวนการเลือกตั้งผมก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมคือเดือนกรกฎาคม 2560 อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในกระบวนการเลือกตั้งให้ได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาถามผมอีกว่าจะอย่างไร ผมยังยืนยันกรกฎาคม 60 เริ่มกระบวนการเลือกตั้ง หรือจะเลือกตั้งได้เร็วก็เร็ว เพราะหลังรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะมีกระบวนการอีกเยอะแยะ 3-4 อย่างก็ไปทำให้เร็วขึ้น เดือนกรกฎาคมต้องเริ่มเลือกตั้งให้ได้ และกว่าจะได้รัฐบาลมาก็อีก 1-2 เดือนมิใช่หรือ ต้องมีการประชุมสภา ซึ่งก็ต้องดูในรายละเอียดกันอีก คงไม่ใช่เรื่องกฎหมายลูกอย่างเดียว ผมไม่เคยพูดเป็นอย่างอื่นเลย ยังยืนยันว่าเป็น กรกฎาคม 60 เหมือนเดิม”

ต้องคอยดูว่า จากนี้ไปบิ๊กตู่จะมีภาวะทางอารมณ์แบบนี้อีกหรือไม่ จึงขอฝากลมฝากฟ้าไปถึงบิ๊กตู่ว่า จะทำการใดๆ ของให้ใจเย็นๆ ไว้นะโยม

เร่งเลือกตั้งเพื่อนักการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160202/221655.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559
เร่งเลือกตั้งเพื่อนักการเมือง

เร่งเลือกตั้งเพื่อนักการเมือง : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

เหตุผลที่ทำให้มีการขยับ “โรดแม็พ” ออกไป 2-3 เดือน จากเดิมที่ รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม วางจังหวะเอาไว้ที่ 6-4 6-4 แต่เมื่อ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มาแถลงถึงในการลงมือทำกันจริงๆ กลับขยับเวลาเพิ่มเป็น 6-4 8-5

8 เดือนที่เพิ่มมานั้น อ้างว่า ใช้ในการร่างกฎหมายลูก ทั้งที่เคยมีคนพูดว่า แค่ 3-4 เดือน ก็เขียนจบแล้ว

แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเร่งปั๊มกฎหมายลูกให้เสร็จภายในกำหนดเดิม เพราะต้องเขียนกันถึง 10 ฉบับ

ความเป็นจริงอาจเป็นเช่นนั้น ว่าต้องการเวลาเพิ่มขึ้นจริงๆ

แต่ในมุมของนักการเมืองนี่คือการเลื่อนโรดแม็พออกไปอย่างไม่ต้องมีคำอธิบายอย่างอื่น

เพราะการเลือกตั้งเท่านั้น ที่จะเปิดทางให้นักเลือกตั้งทั้งหลายมีสิทธิมีเสียง มีอิสระในการพูดคุย หรือแสดงออกทางการเมือง

และหากโชคดี หลังการเลือกตั้งได้เข้ามาบริหารประเทศ ก็อาจจะไปแก้ไขบางสิ่งบางอย่าง โดยเฉพาะคดีความ หรือการสอบสวนของหน่วยงานในกำกับที่กำลังคุกคามอิสรภาพในขณะนี้ไปได้

การยืดเวลาออกไป 3 เดือน ก็เท่ากับการเพิ่มความไม่แน่นอนออกไปอ่ีก

เพราะเอาเข้าจริง ก็ยังไม่รู้ว่า รัฐธรรมนูญที่เพิ่งเห็นร่างแรกนี้ จะผ่านประชามติไปได้หรือไม่

เพราะความชัดเจนจากร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นปฏิปักษ์กับบรรดานักการเมืองที่เคยโลดแล่นฮึกเหิมในก่อนหน้านี้

ศัพท์แสงจาก อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตนักการเมืองรุ่นเก่า ยังออกปากว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ย่ำยีนักการเมืองให้เป็นตัวเสนียดจัญไร

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่ได้ไกลจากนั้นเท่าใดนัก

ดูจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดูจากท่าทีของ คสช. ดูจากนายทหารที่กำลังคร่ำเคร่งกับการแก้ปัญหาให้ประเทศ

ก็ไม่ได้ห่างไกลจากที่ว่าเท่าใดนัก

ปัญหาการทำประมงอย่างบ้าคลั่งจนได้ใบเหลืองจากสหภาพยุโรป และทำให้ต้องมาแก้ปัญหาในทุกด้าน ก็สืบเนื่องมาจากนักการเมืองในยุคก่อนที่เพิกเฉยต่อเสียงเตือน

กฎหมายการทำประมงที่ควรจะได้รับการพิจารณาแก้ไขเสร็จสิ้นตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว ก็เลยค้างเติ่งจนกระทั่งมาในยุคนี้

เช่นเดียวกับมาตรฐานการบิน ที่ต้องมาเร่งแก้ปัญหาในยุคนี้

รวมทั้งปัญหาการค้ามนุษย์จนทำให้ประเทศต้องตกลงไปอยู่ในลำดับที่เลวร้ายที่สุด

ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นเพราะน้ำมือของนักการเมือง

คงไม่ต้องอธิบายว่า เหตุใดนักการเมืองเหล่านั้นถึงได้เพิกเฉยต่อการออกกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของโลก

ผลประโยชน์ที่ได้จากการอนุญาต หรือไม่อนุญาต หรือลักลอบทำ หลับตาข้างหนึ่ง สร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง แต่ประเทศชาติประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ต้องมาชดใช้ในสิ่งที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย

นี่ยังไม่นับการที่นักการเมืองเอาเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ไปหาเสียง สร้างความวิบัติให้บ้านเมืองมานับอีกต่างหาก

งานนี้วัดใจกันเลยว่า ถ้าออกมาอย่างนี้แล้วนักการเมืองจะปลุกให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญหรือเปล่า เพราะทหาร เมื่อออกมารบแล้ว คงไม่ได้คิดเพียงแค่ว่า รัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน หรือผ่านเพราะอะไร ไม่ผ่านเพราะอะไร แต่เป็นเรื่องของการที่ว่า จะผ่านเมื่อใดนั่นต่างหาก

แล้วถ้าเป็นแบบนี้วันเลือกตั้งจะมีขึ้นหลัง 3 เดือนที่เพิ่มขึ้น ก็ยิ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้ว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อใด

เพราะในมุมที่ไม่ใช่นักการเมืองแล้ว การเลือกตั้งในเร็ววันนี้ไม่น่าจะตอบโจทย์ประเทศไทย !

รธน.ฉบับปฏิรูปประเทศ+ปราบคนโกง..รอดหรือไม่รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160201/221577.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
รธน.ฉบับปฏิรูปประเทศ+ปราบคนโกง..รอดหรือไม่รอด

รธน.ฉบับปฏิรูปประเทศ+ปราบคนโกง..รอดหรือไม่รอด : ขยายปมร้อน โดยสำนักข่าวเนชั่น สมัชชา หุ่นสาระ

           หนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กัน หลังจากที่ทุกฝ่ายได้ยินเสียงของกุนซือ คสช.และมือกฎหมายชั้นนำของเมืองไทย ที่ชื่อ มีชัย ฤชุพันธุ์ อธิบายความในตัวบทกฎหมาย 270 มาตรา แห่ง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศ” ที่จะขยายเวลาเลือกตั้งออกไปจากกลางปี 2560 เป็นช่วงปลายปีแทน โดยอ้างการเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับ

รวมทั้งการที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ย้ำหัวหมุดว่า “เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบคนโกง” ที่มีนัยว่า บ้านเมืองที่มีปัญหาไม่หยุดหย่อนนั้น มาจากคนโกงที่อาศัยเสียงประชาชนเข้ามาบริหารประเทศ

“รัฐบาลเชื่อว่า ทั้งร่างรัฐธรรมนูญและบทเฉพาะกาลล้วนมีความสำคัญเพราะมีเป้าหมายในการสกัดคนโกงคนเลวไม่ให้เข้าสู่อำนาจในการบริหารประเทศชาติและแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของชาติอีก ซึ่งไม่จำกัดวงเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น แต่รวมไปถึงเครือข่ายทั้งหลายด้วย ในส่วนของรัฐบาลก็จะมีการหารือเพื่อส่งข้อเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญจากมุมมองของรัฐบาลเช่นกัน”

ฉะนั้นการปฏิรูปและปราบคนโกงจึงเป็นภารกิจสำคัญสุดของ พล.อ.ประยุทธ์และนายมีชัย โดยยาแรงที่มีการสกัดจากบทเรียนในอดีตเพื่อป้องกันมิให้ “ลมพัดหวน” บรรจุไว้ในร่างตัวบทกฎหมายหลักของประเทศที่ทุกฝ่ายน่าจะผ่านสายตากันไปบ้างแล้ว

เพียงเท่านี้ ฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคเพื่อไทย ก็ดาหน้าออกมา “ปะ-ฉะ-ดะ” กันแบบไม่ยั้งมือ

แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังออกมาแสดงท่าทีที่ไม่สนองรับเท่าใดนัก

ส่วนเครื่องเคียงของสองพรรคใหญ่อย่าง นปช.และกปปส.นั้น ก็แสดงอารมณ์ไม่แตกต่างจากพรรคที่ฝ่ายของตนสนับสนุน

ขณะที่โพลล์อย่าง สวนดุสิตโพล ก็ยังออกไปสำรวจความเห็นประชาชนในเรื่องนี้ ก็ยังมีคำตอบกลายๆ ล่วงหน้าแล้วกับคำว่า “ไม่แน่ใจ” ว่าหากมีประชามติ-ประชาพิจารณ์แล้วร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่

บทเรียนเกี่ยวกับการรับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549-2550 ในยุคคมช.นั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่ฝ่ายกุมอำนาจไม่อยากให้ลมพัดหวน แต่ขั้วตรงข้ามกลับต้องการโหมกระแสคว่ำกฎหมายหลักของประเทศแบบไม่กลัวมาตรา 44

สถานการณ์ยามนี้ หากมีการหย่อนบัตรถามความเห็นประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ แน่นอนว่า …ไม่ใช่เรื่องที่ดีนักกับสถานะของรัฐบาล-คสช.-กรธ. เพราะการที่ฝ่ายการเมืองที่โดนยึดอำนาจไปเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ตบเท้ามาแสดงตนแบบไม่นัดหมายในช่วงเวลาที่พร้อมๆ กันเพื่อประกาศจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย

มันคือสัญญาณแตกหักและสิ่งบ่งชี้ว่า การเมืองไทยยังไม่นิ่งและยังมีความแตกแยกทางความคิดแบบยากที่มียาใดๆ เยียวยาให้หายขาด

บทเพลง “คืนความสุขให้คนในชาติ” หากเปรียบเทียบการรับฟังในวันนี้กับเมื่อหลายวันก่อนที่ผ่านมา แม้ว่าเนื้อร้อง-ทำนองจะมิแปรผัน แต่อารมณ์ร่วมของมวลชนในการรับฟังยามนี้กับยามนั้น แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

เชื่อเลยว่า อีกไม่นานนัก พล.อ.ประยุทธ์น่าจะอารมณ์ไม่สู้ดีแน่ๆ เมื่อพบเจอผู้สื่อข่าวที่จะสอบถามเรื่องนี้ยามที่พบหน้ากัน เพราะรับประกันซ่อมฟรีไว้ตรงนี้เลยว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่น่าจะอยู่ในภาพ กู๊ดกาย อย่างที่เคยรับปากกับผู้สื่อข่าวไว้เป็นแน่แท้

ยิ่งเป็นแบบนั้นเร็วขึ้นเมื่อใด ขั้วตรงข้ามย่อมยิ้มในใจและเตรียมขยายผลจากอารมณ์ร้อนๆ ของพล.อ.ประยุทธ์ให้เป็นกระแสที่สามารถลากยาวไปได้นานเท่านาน

น่าหวาดเสียวยิ่งนักว่า…ร่างตัวบทกฎหมายหลักของประเทศไทยฉบับนี้ จะไปรอดหรือไม่ เพราะเสียงวิจารณ์ที่ดังกระหึ่มเมืองตั้งแต่บ่ายแก่ๆ เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว และจะเริ่มเร่งเสียงวิจารณ์ให้ดังขึ้นเรื่อยๆ นั้น มันจะกระตุ้นต่อมเดือดของ พล.อ.ประยุทธ์เพียงใด แม้ปรมาจารย์กฎหมายอย่างนายมีชัย จะออกตัวไว้ว่า พร้อมรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไข แต่ก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขมากน้อยและโดนใจฝ่ายคัดค้านเพียงใด

การเมืองไทยจากนาทีนี้ไป เสมือนว่าคนไทยทุกคนกำลังไต่เชือกบนหน้าผาที่ไม่รู้เลยว่า ลมจะพัดให้ซวนเซแล้วพลัดตก หรือจะสามารถพิชิตฝั่งฝันได้

ต้องติดตามแบบไม่กะพริบตา

เพราะมันคืออนาคตของชาติและคนไทยทุกคน

ตัดขาด-ลอยแพใคร‘ผู้ว่าฯหรือประชาชน’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160127/221277.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 27 มกราคม 2559
ตัดขาด-ลอยแพใคร‘ผู้ว่าฯหรือประชาชน’?

ตัดขาด-ลอยแพใคร‘ผู้ว่าฯหรือประชาชน’? : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

            “เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสมาชิกพรรคและประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร พรรคขอแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ต่อไปนี้พรรคไม่สามารถแสดงความรับผิดชอบร่วมกับการทำงานของกรุงเทพมหานครอีกต่อไป และไม่สามารถดำเนินการกิจการทางการเมืองร่วมกัน”

นี่คือคำแถลงของ “จุติ ไกรฤกษ์” เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีต่อ “ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร” ผู้ว่าฯ กทม. เพื่อแสดงความชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ตัดขาดลอยแพ “คุณชายหมู” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แม้ในทางนิตินัย “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์” ยังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพราะขณะนี้ทางพรรคไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองใดๆ ได้ จากการที่ คสช.ได้ประกาศห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งแน่นอนว่า การขับออกจากสมาชิกพรรคก็ทำไม่ได้เช่นกัน

แต่การที่คนระดับเลขาธิการพรรค อย่าง “จุติ ไกรฤกษ์” และรองหัวหน้าพรรคอย่าง “องอาจ คล้ามไพบูลย์” ออกมานั่งแถลงด้วยกัน ก็น่าที่จะเห็นถึงความชัดเจนว่า นาทีนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาอยู่ในระดับใด

ทั้งนี้ก็เป็นอย่างที่เคยฉายภาพให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจู่ๆ ปุ๊บปั๊บเกิดขึ้น แต่เป็นเรื่องที่มีที่มาที่ไป เพราะพรรคประชาธิปัตย์เริ่มจับกระแสความไม่พอใจของคนกรุงต่อการทำงานของ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์” ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาเล็งเห็นภาวะการจัดการกับปัญหาที่เป็นปัญหาของ กทม. เช่น ปัญหาเรื่องกล้องดัมมี่ ปัญหาเรื่องการทุจริต ปัญหาเรื่องน้ำท่วม  และทุกอย่างจบที่ปัญหาวุฒิภาวะของผู้ว่าฯ ที่พูดจาให้ชาว กทม.เจ็บช้ำน้ำใจ

แน่นอนว่า พรรคการเมืองเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ย่อมจับอารมณ์ได้ว่า ขืนปล่อยไป พรรคจะเสียคะแนนอย่างแน่นอน และที่มั่นนี้ก็ถือเป็นฐานเสียงใหญ่ ดังนั้นพวกเขาจึงคิดที่จะจัดการอะไรบางอย่าง

การกระทำทุกอย่างเป็นกระบวนการ เช่น ออกมาปล่อยข่าวก่อนว่าจะมีการขับ “คุณชาย” ออกจากพรรค โดยให้เหตุผลว่า ไม่สามารถติดต่อหรือประสานงานกันได้มาระยะหนึ่ง และออกมาปฏิเสธข่าว ต่อมาก็ให้ “วิลาศ จันทร์พิทักษ์” ออกมาทำหน้าที่หัวหมู่ทะลวงฟัน ไล่ตามจับเรื่องทุจริตใน กทม. เป็นการขย่มชนิดรายวัน

สุดท้ายก็เป็นการแถลงข่าวจากแกนนำพรรคอย่าง “จุติ-องอาจ”

แน่นอนว่า ถ้าดูจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น การแถลงข่าวครั้งนี้ ไม่มีอะไรที่มากเกินไปกว่าหวังดึงกระแสคนกรุงให้กลับมาอยู่กับพรรค เนื่องจากไม่ว่าอย่างไรผลทางนิตินัยก็ไม่เกิดขึ้น พรรคก็ยังขับ “สุขุมพันธ์ุ” ไม่ได้จริงๆ เป็นการดึงกระแสคนกรุงให้กลับมาอยู่กับพรรค

หรือแม้แต่ถึงประชุมพรรคได้ คิดหรือว่าจะสามารถขับ “สุขุมพันธ์ุ” ให้พ้นพรรคได้ เพราะเบื้องหลังมีคนตัวดำคอยหนุนหลังอยู่ และคนที่ว่าก็มีบารมีอยู่ในพรรคไม่ใช่น้อย

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าคิด คือ การตัดสัมพันธ์ครั้งนี้เป็นการลอยแพ “ผู้ว่าฯ กทม.” จริงหรือ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว “สุขุมพันธุ์” เองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรในพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้ว เพราะถ้าสนใจจริง อย่างน้อยการติดต่อพูดคุยกันเพื่อปรับความเข้าใจหรือแก้ปัญหาก็ย่อมเกิดขึ้น

ที่น่าสนใจคือ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์จะส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. หรือผู้บริหารท้องถิ่น มักจะหาเสียงว่าควรเลือกคนที่มีพรรคสังกัด เพราะพรรคจะเป็นผู้การันตีผลงานและคอยควบคุมการทำงานของผู้สมัครได้หากได้รับเลือกตั้ง แปลว่าผู้สมัครของพรรคหากได้รับเลือกตั้งจะทำตามแนวนโยบายของพรรคที่วางเอาไว้อย่างแน่นอน

แต่มาถึงวันนี้ คำสัญญาหาเสียงเช่นว่า กลับหันมาย้อนทิ่มแทงพรรคเสียเอง เพราะเมื่อพรรคมีปัญหาการทำงานกับผู้ว่าฯ ในสังกัด ควบคุมการทำงานไม่ได้ หรือผลงานผู้ว่าฯ ไม่เข้าตา สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียคะแนนเสียงในพื้นที่ ก็ประกาศตัดขาดความสัมพันธ์ไม่รับผิดชอบการกระทำ

ลักษณะนี้ไม่ใช่เป็นเพียงการ “ลอยแพ” ผู้ว่าฯ แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่มองอีกมุมก็เท่ากับลอยแพประชาชนที่ตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ เพราะมีพรรคการันตีด้วย

เอาเข้าจริงหากมีปัญหาการทำงานหรือประสานงานกัน สิ่งที่ควรเป็นคือพรรคต้องหาทางแก้ปัญหา โดยเฉพาะพยายามทำอย่างไรก็ได้ ให้ผู้ว่าฯ ทำตามนโยบายพรรคหรือทำให้ประชาชนเกิดความพอใจ ไม่ใช่ประกาศตัดขาดเอาดื้อๆ เพราะวิธีเช่นนี้บอกได้เลยว่า “ง่ายเกินไป” และเป็นการไม่รับผิดชอบต่อผู้ที่เลือกผู้สมัครของพรรค

หากเป็นเช่นนี้ อีกหน่อยเมื่อสมัครรับเลือกตั้งพรรคก็การันตี แต่พอทำไปทำมามีเรื่องไม่ดี พรรคก็ตัดทิ้ง การการันตีของพรรคจะมีความหมายอะไรมากไปกว่าคำพูดที่ไร้ความหมาย และเป็นการทำงานในลักษณะที่เรียกกันว่า “รับชอบ ไม่รับผิด”

คอบร้าโกลด์ปรอทวัดท่าทีมะกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160126/221203.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 26 มกราคม 2559
คอบร้าโกลด์ปรอทวัดท่าทีมะกัน

ขยายปมร้อน : คอบร้าโกลด์ปรอทวัดท่าทีมะกัน : ทีมข่าวความมั่นคง

      เป็นที่รู้กันว่า การฝึกผสมภายใต้รหัส “คอบร้าโกลด์” เป็นการฝึกร่วมผสมทางทหารระหว่างกองทัพไทยกับพันธมิตรอีก 20 กว่าประเทศ โดยมีหัวเรือใหญ่คือ “สหรัฐอเมริกา” นั้นมีมานานแล้ว จุดประสงค์หลักของการฝึกคือ พัฒนาความร่วมมือทางด้านความมั่นคงในการแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้ง การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติรวมถึงกระชับความสัมพันธ์ทางด้านการทหารแต่ปัจจุบัน “คอบร้าโกลด์” กลายเป็นปรอทวัดอุณหภูมิการเมืองระหว่างประเทศ
      พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สหรัฐก็ประกาศลดความช่วยเหลือด้านการทหารแก่ไทยทันที และแม้ว่า “คอบร้าโกล์ด” จะยังคงมีอยู่ แต่ก็เป็นการฝึก แบบเบา ที่เรียกว่า Light Year
      ปกติแล้วการฝึกคอบร้าโกลด์นั้นแต่ละปีจะสลับกันไป นั่นก็คือ หากปีนี้เป็น Light Year แล้ว ปีหน้าก็จะฝึกแบบหนัก หรือHeavy Year
      แต่การฝึกผสมคอบร้าโกลด์ที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้เป็นการฝึกภายใต้รหัส “คอบร้าโกลด์ 2016” มีขึ้นระหว่างวันที่ 9 -19 กุมภาพันธ์ เป็นการฝึกแบบHeavy Year ซึ่งแหล่งข่าวจากกองทัพบอกว่าเป็นท่าทีของสหรัฐที่มีต่อไทยล่าสุด ภายหลังประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการทำรัฐประหาร
      คอบร้าโกลด์นั้นถือได้ว่า เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค นอกจากกองทัพไทยได้รับประโยชน์จากการพัฒนาขีดความสามารถและหลักนิยมทางการรบ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะการใช้ยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหารที่ทันสมัยแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางทหารในทุกระดับกับมิตรประเทศ
      แต่ละประเทศที่เข้าร่วม จะถูกแบ่งออกเป็นหลายระดับ อาทิ ประเทศที่ร่วมฝึกหลัก 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซียโครงการช่วยเหลือประชาชน มี 2 ประเทศ ได้แก่ จีนและอินเดีย
      สำหรับประเทศที่เข้าร่วมสังเกตการณ์มี 9 ประเทศ คือ ชิลี เวียดนาม เมียนมาร์ ลาว แอฟริกาใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เนเธอร์แลนด์ บรูไน และซาอุดีอาระเบีย
      ส่วนประเทศในโครงการเสนาธิการร่วมผสมส่วนเพิ่มนานาชาติ มี 10 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย บังกลาเทศ แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี มองโกเลีย เนปาล อังกฤษ ฟิลิปปินส์ และนิวซีแลนด์
      มีกำลังพลเข้าร่วมทั้งสิ้น 8,775 นาย ประกอบด้วย ไทย 4,000-4,500 นาย สหรัฐ 3,000-3,500 นาย ญี่ปุ่น 300 นาย สิงคโปร์ 50 นาย เกาหลีใต้ 300-400 นาย มาเลเซีย 130 นาย อินโดนีเซีย 30 นาย ที่เหลือจะเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์
      สำหรับการฝึกแบ่งออกเป็น 3 ลำดับ คือ 1.การฝึกปัญหาที่บังคับการ โดยจัดตั้ง บก.กองกำลังร่วมผสมนานาชาติ ฝึกที่จ.ระยอง
      2.การฝึกภาคสนาม เป็นการฝึกปฏิบัติการทางยุทธวิธีแบบพหุภาคี ฝึกที่ จ.ชลบุรี นอกจากนี้ยังมีการฝึกอพยพพลเรือนออกนอกพื้นที่ขัดแย้ง ฝึกที่ จ.ระยอง การฝึกใช้กำลังทางอากาศขนาดใหญ่ ระหว่างกองทัพอากาศไทยและนาวิกโยธินสหรัฐ ฝึกที่จ.นครราชสีมา และการฝึกด้วยกระสุนจริง ที่สนามฝึกกองทัพเรือ จ.จันทบุรี
      3.โครงการช่วยเหลือประชาชน โครงการก่อสร้างและชุดแพทย์เคลื่อนที่มี 6 โครงการในพื้นที่ 6 จังหวัด คือ ลพบุรี สระบุรี สระแก้ว ตราด ระยอง และจันทบุรี
      ถ้าหากความร่วมมือด้านการทหารคือปรอทวัดอุณหภูมิความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ คอบร้าโกลด์ที่กำลังจะมีขึ้นนี้ น่าจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ภาพรวมของสหรัฐต่อนโยบาย“ปักหมุดเอเชีย” ตามที่ ประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ ยังคงเดินหน้าต่อไป แม้ว่า ไทยจะยังไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม

‘4เงื่อนไข’ชี้ชะตาร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160125/221154.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2559
‘4เงื่อนไข’ชี้ชะตาร่างรธน.

ขยายปมร้อน : ‘4เงื่อนไข’ ชี้ชะตาร่างรธน. : โดย..ขนิษฐา เทพจร /สำนักข่าวเนชั่น

     จากปรากฏการณ์ที่ “พลพรรคเพื่อไทย-แนวร่วมกลุ่มนปช.” กระหน่ำเสนอความคิดสู่สาธารณะ ในทำนองที่ว่า จะรณรงค์ให้โหวตคว่ำรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งที่ยังไม่เห็นเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับว่ามีปัญหาที่เนื้อในจริงหรือไม่
     และแม้ท่าทีของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล จะยังไม่ชัดเจนว่า จะยกประเด็นอะไรในร่างรัฐธรรมนูญไปปลุกกระแสคว่ำ แต่ถือว่าการแสดงความเห็นทำนองขู่นั้น สร้างความไม่พอใจให้แก่ “รัฐบาลคสช.” ไม่น้อย จนถึงขั้นที่ “บิ๊กตู่“ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ บอกให้ใช้อะไรทิ่มปาก “ตู่” จตุพร พรหมพันธ์ ประธาน นปช. ผ่านวงสัมภาษณ์ของสื่อมวลชนหลังจตุพรให้สัมภาษณ์ในรายการ “คม ชัด ลึก” เนชั่นทีวี ว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” บกพร่องทางประชาธิปไตย และจงใจเขียนให้ไม่ผ่านประชามติ
     ขณะที่ท่าทีของผู้ทำร่างรัฐธรรมนูญ เหมือนไม่หวาดวิตก ในคำขู่ของคนฝ่ายคิดต่าง ที่พยายามปลุกกระแสต้านร่างรัฐธรรมนูญแบบรายวัน หากจับอาการผ่าน “อาจารย์มีชัย” ตั้งแต่ที่ประเด็นคว่ำรัฐธรรมนูญถูกจุด จนมาถึงมีบุคคลที่แสดงตัวเป็นผู้นำการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ยังคงสงบนิ่งและเยือกเย็น แม้จะถูกตั้งคำถาม แต่คำตอบที่ได้ คือใครที่ไม่เห็นด้วยต่อให้อธิบายจนสุดไม้ถ่อเขาก็ไม่เข้าใจ และยังนำประเด็นไปบิดเบือนเพื่อใช้ต่อสู้
     แต่ในความนิ่งสงบ ยังพบความกังวลว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะล่มกลางเรือแป๊ะ และไม่ถูกยอมรับจากประชาชน ซึ่ง “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” เคยยกเป็นประเด็นพูดคุยถึงโอกาส ปัญหา และทางรอด ซึ่งได้ข้อสรุปที่ออกมาในหลายแนวทาง อาทิ หาแนวร่วมเพิ่ม ขยายเครือข่ายที่สนับสนุน และสร้างความเข้าใจไปยังสังคม
     แต่หากถามใจ “กรธ.” อีกครั้งว่า “กลัวประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านหรือไม่?”
     คำตอบที่ได้ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ “ไม่กลัว” แต่หากร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านได้ ต้องมีเงื่อนไข คือ
     “ผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติต้องเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิทั้งหมด แม้มีคนต้าน แต่ผลวิจัยยืนยันว่าคิดเป็น 20-30 เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยเท่านั้น ที่เหลือคือพลังเงียบ ดังนั้นหากคนออกมาใช้สิทธิ์เยอะ ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านแน่นอน” เงื่อนไขแรกนี้ อมร วาณิชวิวัฒน์ กรธ. สายรัฐศาสตร์ กล่าวไว้หลังถูกเพื่อนที่เป็นหมอทหารปรามาสไว้ว่า คน 70-80 เปอร์เซ็นต์จะไม่ผ่านรัฐธรรมนูญให้
     ต่อมา คือ “การใช้ดุลพินิจของผู้ลงประชามติต้องเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอคติ และฟังความให้ครบทุกด้าน ไม่ใช่เชื่อเพราะถูกชี้นำ” พล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ กรธ.สายทหาร จากกรมพระธรรมนูญ ให้ความเห็นในเงื่อนไขที่สอง พร้อมเสนอแนวทางให้คิด วิเคราะห์ ก่อนตัดสินใจออกเสียงประชามติว่า ต้องดูเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญว่าถูกเขียนเพื่ออะไร และนำไปสู่อะไร
     ถัดไป คือ “ปัจจัยที่มีรัฐบาลฝ่ายทหาร และกลุ่มการเมือง หรือ พรรคการเมืองฐานะผู้นำความคิดถูกแช่แข็งไว้ ไม่ใช่ปัจจัยที่ชี้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านประชามติหรือไม่ เพราะ คสช.ไม่มีพลังอำนาจไปบังคับการตัดสินใจของประชาชน ดังนั้นปัจจัยที่จะให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านไปได้ คือ การยอมรับกลไกในร่างรัฐธรรมนูญ ที่แก้ปัญหาซึ่งสังคมเห็นร่วมกันว่าบ่อนทำลายชาติ คือ การทุจริต” อาจารย์ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย กรธ.สายนิติศาสตร์ ชี้มุมมองในเงื่อนไขที่สาม
     และเงื่อนไขที่สี่ ซึ่งหลายฝ่ายเห็นตรงกันคือความกระหายอยากเลือกตั้งของนักการเมืองเพราะหากร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่าน ผลคือต้องยืดการเลือกตั้งออกไป จนถึงปี 2561 เพราะไม่มีทางที่ “คสช.” จะหยิบรัฐธรรมนูญ 2540 หรือ 2550 มาปัดฝุ่นใช้บังคับ เพราะเนื้อในยังมีช่องว่างที่สร้างปัญหาชาติ และยิ่งไม่มีทางที่จะนำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ โหวตคว่ำ หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับไม่ผ่านประชามติมาใช้ เพราะมีปัญหาด้านการยอมรับ ดังนั้นทางออกที่เป็นไปได้เพื่อตอบโจทย์คสช. คือ ตั้งคนทำรัฐธรรมนูญชุดใหม่มาแทน
     แต่จะด้วยเงื่อนไข หรือคำขู่ ที่มีตอนนี้ไม่สามารถสรุปได้ว่าผลจะออกหัวหรือก้อย เพราะยังมีสถานการณ์และหลายเงื่อนไขทางการเมืองและสังคม ที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กลายเป็นจุดจบก่อนจะเริ่มต้นใช้บังคับ

ยังไงก็ยังได้เปรียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160120/220851.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 20 มกราคม 2559
ยังไงก็ยังได้เปรียบ

ยังไงก็ยังได้เปรียบ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

           การประชุมกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนอกสถานที่ เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกที่จะเผยแพร่เพื่อฟังความเห็นต่อประชาชนได้เสร็จสิ้นลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยร่างแรกจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมเผยแพร่ในวันที่ 29 มกราคม ที่จะถึงนี้

แต่เอาเข้าจริงแล้วสถานการณ์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ในสถานะที่ค่อนข้างแย่ทีเดียว เพราะจับอารมณ์โดยทั่วไปแล้ว มีคนเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่ดูจะพอใจกับเนื้อหาที่ถูกเขียนออกมา ไม่นับถึงรัฐบาลที่ยังสงวนท่าทีอยู่

แน่นอนว่ากลุ่มหลักๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ คือกลุ่มพรรคการเมืองและนักการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มของพรรคเพื่อไทยที่มองเชิงปฏิเสธทั้งเนื้อหาและกระบวนการ ขณะที่นักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์เองแม้จะยังไม่ชัดเจน แต่ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาอยู่เนืองๆ

จุดหลักที่ทำให้นักการเมืองไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ การกำหนดระบบเลือกตั้งที่ทำให้ไม่เกิดรัฐบาลพรรคเดียว ซึ่งหากไม่เกิดปาฏิหาริย์ปรากฏการณ์ “แลนด์สไลด์” โอกาสที่จะมีรัฐบาลพรรคเดียวแทบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งจะทำให้เกิดรัฐบาลผสมโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ การไม่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากผู้ที่เป็น ส.ส.ยิ่งทำให้เกิดข้อครหา หวาดระแวงเรื่องนายกฯ คนนอก แม้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะบอกว่า แม้ไม่กำหนดให้เป็น ส.ส. แต่คนที่จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกฯต้องประกาศในบัญชีรายชื่อผู้ที่พรรคจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ โดยต้องประกาศเมื่อสมัครรับเลือกตั้ง แต่ก็ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดถึงต้องให้มีบัญชีรายชื่อถึงสามคนเพราะเป็นธรรมชาติอยู่แล้วที่พรรคการเมืองที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งจะประกาศชื่อคนที่จะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ แต่นี่กำหนดถึงสามทุกคนจึงยังสงสัยในเจตนาที่แท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้นยังเกิดคำถามว่าทำไมต้องใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวที่จะเลือกทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ เพราะการใช้บัตรเลือกตั้งสองใบก็ตอบคำถามถึงเจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนนเสียงได้อย่างชัดเจน และก็ไม่ได้สร้างความลำบากแต่อย่างใด เพราะประชาชนก็เข้าใจกับระบบเลือกตั้งด้วยบัตรสองใบมาเป็นเวลานานแล้ว การใช้บัตรใบเดียวจะกลายเป็นการทำให้ถอยหลังเพราะเราได้ละเลยเจตนารมรณ์อย่างละเอียด กลับไปใช้วิธีที่จับแค่เจตนารมณ์ที่หยาบกว่าเพียงเพื่อความต้องการบางอย่างที่ดูน่าเคลือบแคลง

ขณะที่ระบบอื่นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ทำให้รัฐบาลใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้งทำงานได้ยากขึ้น โดยมีการตรวจสอบและการกำหนดห้ามอย่างละเอียดยิบ หรือการกำหนดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตีความปัญหาต่างๆ ที่ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้ในอนาคตองค์กรแห่งนี้จะกลายเป็นองค์กรชี้ขาดปัญหาทางการเมือง แต่สภาพที่ปรากฏคือการเข้าสู่ตำแหน่งขององค์กรอิสระต่างๆ ยังคงถูกโจมตีถึงที่มาว่าไม่เป็นกลางเนื่องจากเป็นตัวแทนอำนาจของคนบางกลุ่ม
มิพักต้องกล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยาก หรือนิรโทษกรรมที่ยังจับตาอยู่ว่าจะมีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่

เหล่านี้จึงทำให้กลุ่มการเมืองต่างๆ ตั้งป้อมว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หากพรรคการเมืองจับมือกันจริงๆ ก็บอกได้เลยว่ายากที่รัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติไปได้

ประกอบกับเนื้อหาที่ปรากฏออกมาถึงขณะนี้ทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการร่างเพื่อไม่ให้ผ่านใช่หรือไม่

เพราะต้องไม่ลืมว่าแม้รัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หรือทำให้สถานการณ์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่กุมอำนาจอยู่ในขณะนี้ย่ำแย่ลงหรืออยู่ในสถานะเสียเปรียบ เอาเข้าจริงแล้วอยู่ในสถานะได้เปรียบเสียด้วยซ้ำ

ลองมาดูสถานการณ์กัน หากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ พวกเขาก็สามารถสืบทอดเจตนารมณ์และอำนาจผ่านระบบที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

แต่หากไม่ผ่านยังมีทางเลือกได้สองทาง ทางแรกให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปเรื่อยๆ วนไปจนกว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ ซึ่งหมายความว่า คสช.จะอยู่ต่อไปในอำนาจเรื่อยๆ

ทางที่สอง คือเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยตัวเองและประกาศใช้โดยที่ไม่ต้องผ่านประชามติ ซึ่งทางนี้เท่ากับว่าจะสามารถเขียนทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ อยากให้กฎหมายเป็นอย่างไรก็สามารถเขียนได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากใครทั้งสิ้น

นี่จึงเป็นเหตุให้ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ยังกุมสถานการณ์ได้อยู่หมัด โดยอาศัยความเป็นรัฏฐาธิปัตย์

ซื้อยาง-เลี่ยงปัญหารุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160119/220800.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 19 มกราคม 2559
ซื้อยาง-เลี่ยงปัญหารุม

ซื้อยาง-เลี่ยงปัญหารุม : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

           การวิ่งแก้ปัญหาราคายางของรัฐบาล ที่ตอนนี้กลายเป็น “สิ่งที่ต้องทำ” ไปแล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สวนกลับ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการมูลนิธิมวลมหาประชาชน ว่า รัฐบาลไม่มีเงินมากพอที่จะไปรับซื้อยางตามราคาที่เรียกร้องคือ กิโลกรัมละ 60 บาท

แต่ดูเหมือนว่า วันนี้รัฐบาลไม่มีทางหลีกเลี่ยงที่จะต้องเจียดเงินที่ปกติก็กระเหม็ดกระแหม่ในการใช้จ่ายอยู่แล้วไปชดเชยเงินที่น่าจะต้องกู้จากสถาบันการเงินของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ธ.ก.ส. หรือธนาคารออมสิน

เพราะลำพังเงินที่ได้จากค่าธรรมเนียมจากการส่งออกยาง หรือที่เรียกว่า “เซสส์” นั้น ตามกฎหมายยาง เอามาใช้ได้แค่ 10% จากที่มีอยู่ ซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไรแค่ 800 ล้านบาทเท่านั้น

ในขณะที่หากจะซื้อยางแผ่นดิบในราคาประมาณกิโลกรัมละ 45 บาท ก็จะต้องใช้เงินราว 45,000 ล้านบาท

งานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะการทีี่จู่ๆ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะไปกู้เงิน ธ.ก.ส. เอาเงินมาแทรกแซงราคายาง แล้วบอกว่า จะหาเงินมาชดใช้ดอกเบี้ยส่วนต่างให้แก่ธนาคารเองนั้น มันจะเป็นเรื่องในภายหลัง

หรือจะใช้เหตุผลว่า รัฐบาลขาดทุนไม่เป็นไรเพราะชาวสวนยางได้ประโยชน์ มันก็จะไปย่ำรอยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ทำโครงการรับจำนำข้าวตันละหมื่นห้า จนขาดทุนยับนับกันไม่ถูกจนถึงทุกวันนี้

เรื่องนี้จึงต้องรอบคอบทั้งในแง่ของการใช้เงินที่จะต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย

ที่สำคัญไปกว่านั้น ก็อย่างที่นายกฯ พูดไปวันก่อน ว่าจะให้ชดเชยไปชั่วนิจนิรันดร์กันเลยคงไม่ได้

การใช้เงินของรัฐบาลจึงไม่ใช่แค่เพียงรอบคอบตามกรอบกฎหมาย แต่ยังต้องเป็นการใช้เงินให้เกิดความยั่งยืนในวันข้างหน้าด้วย

เรื่องนี้ต้องเอาความจริงมาพูดคุยกัน ไม่ใช่เอาฐานเสียงมาคุย !

ชาวสวนยางจะต้องรับรู้และเข้าใจว่าถ้าหากราคาน้ำมันโลกยังมีแนวโน้มที่จะต่ำลงไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ก็ไม่ต้องหวังว่า ราคายางจะกลับไปที่กิโลกรัมละ 100 บาท

เอาวันนี้กลับไปที่ 50 บาทก็เป็นไปไม่ได้แล้ว เว้นแต่ว่า อยู่ๆ น้ำมันโลกจะพุ่งพรวดกลับไปที่ 70-80 บาท…ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย เมื่ออิหร่านกลับเข้าสู่ตลาดน้ำมัน และเดินหน้าผลิตเต็มกำลังเช่นเดียวกับประเทศผู้ค้าน้ำมันรายอื่น

เมื่อน้ำมันดิบในตลาดโลกราคาต่ำ ราคายางเทียมซึ่งผลิตได้จากน้ำมันก็ต่ำลงไปด้วย แล้วยางจากธรรมชาติมันจะแหวกอากาศพุ่งพรวดขึ้นไปได้อย่างไร

ก็น่าจะเอาอย่างที่ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี แนะนำเอาไว้ว่า ชาวสวนยางเองก็ต้องปรับตัว ปลูกพืชอย่างอื่นทดแทน หรือเลี้ยงสัตว์เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป

สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ บอกว่า นายหัวชวนยังบอกให้อดีต ส.ส.ในพรรคลงพื้นที่ไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากราคายางตกต่ำ ให้ช่วยหาพันธุ์พืช หรือติดต่อกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ รวมทั้งลดค่าใช้จ่าย สำรวจค่าใช้จ่ายในการศึกษา ค่าที่พัก ค่าเดินทาง เผื่อว่า ใครมีกำลังพอจะช่วยเหลือกันได้

แต่ก็นั่นแหละ รัฐบาลไม่มีทางเลี่ยงที่จะใช้วิธีที่ตนเองรังเกียจอย่างนี้ไปได้ เพราะปัญหานี้กลายเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องทำไปแล้ว

นั่นก็เพราะปัญหาที่จะต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่ว่าจะเป็น “รัฐธรรมนูญ” ที่ร่างแรกกำลังออกมา เดือนเมษายน ก็จะได้อีกร่าง ก่อนที่จะไปทำประชามติเดือนกรกฎาคม ท่ามกลางผงฝุ่นที่คละคลุ้งจาก “ภัยแล้ง” ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เป็นไปอย่างยากลำบาก

‘กมธ.สันติสุข’ต้องไม่ใช่แค่เครื่องช่วยอธิบาย’ผู้กุมอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160118/220726.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 18 มกราคม 2559
‘กมธ.สันติสุข’ต้องไม่ใช่แค่เครื่องช่วยอธิบาย’ผู้กุมอำนาจ

‘กมธ.สันติสุข’ต้องไม่ใช่แค่ ‘เครื่องช่วยอธิบาย’ของผู้กุมอำนาจ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี

             ประเด็นร้อนวันนี้หนีไม่พ้น การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุข มุ่งเน้นแสวงหาความปรองดอง…อีกครั้ง

ที่ต้องบอกว่าอีกครั้ง ก็เพราะว่า ที่ผ่านมามีการตั้งคณะกรรมการในเรื่องนี้มาแล้วหลายชุด ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการอิสระเพื่อความปรองดอง (คอป.) ที่มี นายคณิต ณ นคร เป็นประธาน หรือคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่มี นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครนำเอาไปปฏิบัติอย่างจริงจังให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมเสียที

การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อให้สังคมเกิดความสันติสุขนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดี และควรที่จะทำมาตั้งนานแล้ว แต่ต้องยอมรับตรงๆ ว่า ไม่เชื่อว่าหากมีการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาแล้วจะทำอะไรได้ในเชิงปฏิบัติ

เพราะขนาดว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันที่มักจะพูดอยู่เสมอว่า เข้ามาเพื่อที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความปรองดอง แต่ขณะนี้เวลาก็ล่วงเลยผ่านมา 2 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ อย่างที่กล่าวเอาไว้เลย

ถ้าพูดให้ชัดก็คือ ที่เราไม่เชื่อว่าจะได้ผลในเชิงปฏิบัตินั้น เพราะสาเหตุหลักของความแตกแยกในทุกวันนี้เกิดจากฝ่ายหนึ่งมองว่า ถ้าตราบใดที่บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย ตราบใดที่กฎหมายยังถูกบังคับใช้สองมาตรฐาน ฝ่ายหนึ่งไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิด แต่อีกฝ่ายหนึ่งกลับทำอะไรก็ไม่ผิด ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่ก็คงยากที่จะยอมรับได้ โดยเฉพาะ นปช.

ดังนั้น ถ้าคิดที่จะจับเข่าคุยกับ นปช.ก็คงต้องทำปัจจัยเหล่านี้ให้หมดความค้างคาใจไปเสียก่อน จึงจะทำให้ นปช.ยอมรับได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นหน้าที่ที่ผู้มีอำนาจจะต้องไปคิดเอง ถ้าหากไม่เริ่มต้นที่การทำเรื่องนี้ให้ถูกต้องก็คงเปล่าประโยชน์ที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกกี่ชุดต่อกี่ชุดก็ตาม เพราะผลสุดท้ายก็คงจะไม่ต่างจากเดิม

ถ้า สนช. หรือ กรธ. มีความตั้งใจที่จะให้ประเทศเกิดความปรองดองขึ้นจริงๆ ก็ควรนำข้อมูลที่เคยมีการศึกษามาก่อนหน้านี้โดยคณะกรรมการชุดต่างๆ มาต่อยอด หรือจะเชิญคณะกรรมการปรองดองที่เคยตั้งมาแล้วก่อนหน้านี้ทุกชุดมาช่วยกันนำเสนอว่า ที่ผ่านมานั้นได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และมีผลคืบหน้าอย่างไร แล้วผลักดันขับเคลื่อนให้เกิดผลขึ้นในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าคณะกรรมการปรองดองมีสถานะเป็นเพียงแค่ “เครื่องช่วยอธิบาย” ของผู้มีอำนาจ สังคมไทยจึงจะหลุดพ้นจากความขัดแย้งที่กัดกร่อนประเทศมานานหลายปีได้

ไม่จำเป็นต้องให้ทุกฝ่ายมานั่งสุมหัวคุยกันด้วยซ้ำ เพราะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ปัจจัยความขัดแย้งทุกวันนี้มีอะไรบ้าง ถ้าทำปัจจัยเหล่านั้นให้จบสิ้นลงได้ อย่างน้อยๆ นปช.ก็คงยอมรับได้

แต่ถ้าใช้เพียงแต่ปากพูดว่า เราก็รักประเทศ รักคนไทยทุกคน แล้วจับคนไปนั่งคุยกันในกลุ่มที่เรียกว่า คณะกรรมการ แต่สุดท้ายแล้วต่างคนต่างก็ยึดจุดยืนเดิมของตัวเองอยู่ดี พูดกันใหม่อีกกี่หนก็คงไร้ค่า เพราะมันแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย

หัวใจของการปรองดองนั้นจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่การทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ภายใต้กติกาที่เป็นที่ยอมรับ และเป็นสากล ถ้าตราบใดที่กติกาของบ้านเมืองยังคงขัดกับหลักการประชาธิปไตย ย่อมไม่ใช่คำอธิบายว่า จะนำพาประเทศออกจากความขัดแย้งได้

ดังนั้น ถ้าหากคิดที่จะทำให้เกิดความปรองดองขึ้นในบ้านเมืองจริงๆ แล้วละก็ คงต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ตรงไปตรงมา ซึ่งไม่ได้หมายความถึงเฉพาะรัฐบาลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายด้วย ทุกอย่างจึงจะเริ่มต้นนับหนึ่งกันได้

อย่าให้สังคมจดจำหรือหยิบภาพใดภาพหนึ่งไปเปรียบเทียบว่า ตัดสินในคดีที่คล้ายคลึงกัน ต่างกันเพียงแค่ปี พ.ศ.นั้น ฝ่ายหนึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิด แต่อีกฝ่ายหนึ่งกลับไม่มีความผิดใดๆ เลย เพราะแบบนั้นสังคมคงจะยอมรับไม่ได้ ต้องสร้างภาพให้เห็นว่า กำลังพยายามทำอะไรอยู่ และมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้จริงๆ เพื่อให้สังคมยอมรับ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ตราบใดที่คณะกรรมการยังไม่คุยกับผู้มีอำนาจในปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมาก็คงยากที่จะผลักดันเรื่องความปรองดองให้เกิดผลขึ้นจริงได้

‘ลุงกำนัน’กับราคายาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160113/220437.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 13 มกราคม 2559
‘ลุงกำนัน’กับราคายาง

‘ลุงกำนัน’กับราคายาง : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

          ปัญหาราคายางกลายเป็นเรื่องใหญ่รับปีใหม่ของรัฐบาลไปเสียแล้ว เรื่องของเรื่องเริ่มขึ้นเมื่อสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำลงเรื่อยๆ จนอยู่ที่ประมาณ 30 กว่าบาท

อย่างแรกที่ต้องยอมรับกันก่อนคือราคายางที่ตกในวันนี้ไม่ใช่ปัจจัยที่มาจากในประเทศแต่เพียงอย่างเดียวหากแต่ส่วนหนึ่งเกิดจากราคายางพาราในตลาดโลกที่ร่วงต่ำลงไม่แพ้กัน แต่ในขณะเดียวกันหากยอมรับต่อชะตากรรมของตลาดโลก โดยไม่ทำอะไรอย่างนี้เราไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาลก็ได้เช่นกัน นี่คือสองมุมที่ยังปะทะกันอยู่และต้องหาจุดสมดุลให้ได้

เอาจริงๆ ปัญหาเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรถือเป็นปัญหาของทุกรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นปัญหาทางการเมืองมากที่สุดเมื่อครั้งช่วงวิกฤติการเมืองในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งครั้งนั้นชาวสวนยางออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคายางโดยต้องการให้ราคาขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 120 บาท พร้อมทั้งออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่ม กปปส.

หากสถานการณ์ในวันนี้เรียกได้ว่ากระอักเลือดกว่าวันนั้นมากนัก ราคายางดิ่งเหวเป็นประวัติการณ์ หากย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2558 “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเคยพูดไว้ว่า “การปรับราคายางในกิโลกรัมละ 80 บาท เป็นเรื่องกล้วยๆ”

แต่ถึงวันนี้ “รองนายกฯ ประวิตร” คงต้องก่ายหน้าผากเพราะสิ่งที่เจอไม่ง่ายเหมือนกับสิ่งที่คิด ซึ่งรัฐบาลคงต้องแก้ปัญหากันต่อไป เพราะมิใช่ราคายางเพียงอย่างเดียวแต่ยังจะมีราคาพืชผลการเกษตรอื่นให้แก้ไขอีกมาก และหากแก้ไขไม่ทันท่วงทีม็อบก็จะตามมา การใช้กฎหมายห้ามการชุมนุมเพียงอย่างเดียวมิอาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ เพราะถึงวันหนึ่งเมื่อเดือดร้อนมากๆ คนก็จะเริ่มหมางเมินต่อกฎห้ามชุมนุม

อย่างไรก็ตามเรื่องราคายางนี้มิได้เป็นปัญหากับรัฐบาลอย่างเดียว หากย้อนกลับมาเล่นงาน “สุเทพ เทิือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. ด้วย ต้องไม่ลืมว่าเมื่อครั้งการชุมนุมนั้น กปปส. ออกมาเรียกร้องให้ชาวสวนยางออกมาร่วมชุมนุมโดยอาศัยปัญหาราคายางในขณะนั้นเป็นหัวเชื้อ และเมื่อสถานการณ์บานปลายทหารก็เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครอง

มาวันนี้กลุ่มเกษตรกรได้เรียกร้องให้ “สุเทพ” ออกมาเป็นแกนนำในการเรียกร้อง โดยขอให้เขาเสียสละเช่นวันที่เรียกร้องให้ชาวสวนยางเสียสละ ปัญหานี้จึงน่าหนักอกยิ่งนักว่าจะทำอย่างไร

“สุเทพ” แม้จะบอกว่าตัวเองเลิิกเล่นการเมืองไปแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงการเล่นการเมืองในระบบปกติที่เขายุติบทบาทลง แต่บทบาททางการเมืองที่แท้จริงของเขากลับไม่ยุติไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความเห็นทางการเมิือง หรือการที่ยังมีอดีต ส.ส. และนักการเมืองจำนวนมากยังขึ้นตรงต่อเขา และแน่นอนเขาก็ต้องดูแลคนเหล่านี้เช่นกัน

ซึ่งก็อย่างทีเราเห็นว่า ท่าทีของ “สุเทพ” นั้น กระอักกระอ่วนและแบ่งรับแบ่งสู้ไม่น้อยแม้ไม่พูดออกมาชัดๆ ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมาตัวเขานั้นมีความสัมพันธ์แนบแน่นอันดีกับทหารเพียงใด และออกมาปกป้องทหารในทุกๆ ครั้ง

หนึ่งอาจเป็นเพราะร่วมหัวจมท้ายกันมาหลายครั้ง และอีกหนึ่งเป็นเพราะเมื่อวันนี้ทหารมีอำนาจสูงสุด เขาเองก็ย่อมอยู่ในสถานะที่ต้องรักษาตัวรอด เพราะถือเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งเช่นกัน

เราจึงเห็นคำพูดที่เมื่อถูกถามถึงการเป็นแกนนำว่า “ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นเจ้าภาพร่วมขบวนเคลื่อนไหวด้วย แต่พร้อมยินดีร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชน ในการคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหา”

พร้อมยังระบุว่า “เกษตรกรต้องตั้งสติให้มาก เรื่องการออกมาชุมนุมใช่ว่าจะออกมาทำไม่ได้ แต่ถามว่าสมควรทำหรือไม่ การออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา เชื่อว่าตอนนี้รัฐบาลได้ยินแล้ว ซึ่งรัฐบาลก็ต้องออกมาแสดงให้เห็นด้วย”

ท่าทีที่ออกมาเช่นนี้ก็ชัดว่า แทนที่เขาจะมาเป็นแกนนำเรียกร้องพร้อมชาวสวนยาง เขาอาจกลายเป็นแนวร่วมในการเกลี้ยกล่อมไม่ให้ชาวบ้านออกมาชุมนุมเสียมากกว่า

มิพักที่เขาถูกสวนหมัดจาก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เมื่อถูกถามถึงราคา 60 บาทต่อกิโลกรัมที่เขาเสนอว่า “ก็ช่างเขาสิ แล้วจะเอาอะไรมาอุ้ม เอาเงินที่ไหน ถามมาสิเงินที่ไหน ตอบมา

คำถามคือ “สุเทพ” จะจัดสมดุลต่อไปอย่างไร เพราะหากทุกอย่างยังไม่ดีขึ้นชาวบ้านจะต้องเรียกร้องอีกแน่นอน เมื่อฐานเสียงต้องรักษา แต่ความสัมพันธ์กับทหารก็ต้องดูแล จากนี้เราอาจจะเห็นนักการเมืองในพื้นที่บางคนลงไปร่วมกับชาวบ้าน ขณะที่ระดับบนก็จะเกลี้ยกล่อมให้ใจเย็นๆ

วิธีการเช่นนี้ใครจะเรียกเช่นไรก็ตามแต่จะนิยามกัน