เอชไอดี โกลบอล ผ่านการรับรองระดับสูงจาก มาสเตอร์การ์ด ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านคุณภาพของบริษัท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

ออสติน, เท็กซัส–(บิสิเนส ไวร์)–1 ก.พ. 2559

ไฮไลท์ข่าว:

– Card Quality Management (CQM) ของมาสเตอร์การ์ด ครอบคลุมการตรวจสอบรูปแบบการจัดวางอินเตอร์เฟส ทั้งแบบไร้สัมผัสและแบบสองระบบ สำหรับโซลูชั่นการชำระเงินและการธนาคารของเอชไอดี โกลบอล

– การจัดวางอินเตอร์เฟสแบบไร้สัมผัสและแบบสองระบบของบริษัทสามารถผ่านการทดสอบ และตรวจสอบมาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว ขณะที่เมื่อเร็วๆนี้ มาสเตอร์การ์ดเพิ่งเปิดตัวการตรวจสอบและฉลากรับรองสำหรับสายอินเตอร์เฟสแบบ สองระบบโดยเฉพาะ

– ทั่วโลกมีสถานที่ผลิตเพียงไม่กี่แห่งที่ตรงตามข้อกำหนด CQM

เอชไอดี โกลบอล ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการระบุอัตลักษณ์บุคคลที่มีความปลอดภัย ประกาศ ว่า ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีระบุอัตลักษณ์บุคคลสำหรับอุตสาหกรรมสมาร์ทการ์ดเพื่อการ ชำระเงินและการธนาคารของบริษัท ผ่านการตรวจสอบ 2015 Card Quality Management (CQM) ของมาสเตอร์การ์ด ในด้านการจัดวางอินเตอร์เฟสแบบสองระบบ ขณะที่สถานที่ผลิตของเอชไอดี โกลบอล ในมาเลเซียผ่านกระบวนการทดสอบตามข้อกำหนด CQM และได้รับสิทธิ์ให้ติดฉลาก CQM Label ซึ่งปัจจุบันมีสถานที่ผลิตเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่ผ่านข้อกำหนดเหล่านี้

“การจัดวางอินเตอร์เฟสแบบสองระบบถือเป็นส่วนสำคัญของโซลูชั่นระบุอัตลักษณ์ บุคคลที่มีความปลอดภัยสำหรับการชำระเงินของเอชไอดี โกลบอล การรับรองจาก CQM ตอกย้ำให้เห็นถึงความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องของเราเพื่อรับประกันว่าผลิตภัณฑ์ และโซลูชั่น Genuine HID(R) มีคุณภาพสูงสุด” Marc Bielmann รองประธานและกรรมการผู้จัดการฝ่าย Identification Technologies ของเอชไอดี โกลบอล กล่าว “การรับรองดังกล่าวเป็นการมอบหลักประกันให้แก่ผู้ผลิตการ์ดและอุตสาหกรรม สมาร์ทการ์ดโดยรวม และเรายินดีที่เป็นบริษัทแรกๆที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ซึ่งผ่านการรับรองตามข้อ กำหนด Card Quality Manag ement ล่าสุดของมาสเตอร์การ์ด”

การวางอินเตอร์เฟสแบบไร้สัมผัสและแบบสองระบบของ เอชไอดี โกลบอล สามารถผ่านการทดสอบและตรวจสอบมาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว แม้ว่าทางมาสเตอร์การ์ดเพิ่งได้เปิดตัวการตรวจสอบรูปแบบการวางอินเตอร์เฟส แบบสองระบบโดยเฉพาะไปเมื่อไม่นานมานี้ CQM คือหลักประกันว่าผู้ออกบัตรรักษาคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอและสามารถสอบทานได้ อีกทั้งยังเป็นการขยายขั้นตอนการรับรองทั้งหมดของมาสเตอร์การ์ด ซึ่งมีข้อกำหนดที่เข้มงวดสำหรับสถานที่และขั้นตอนการผลิต

สำหรับข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอชไอดี โกลบอล สามารถเยี่ยมชมได้ที่ Media Center, อ่านบล็อกของเราที่ Industry Blog, สมัครรับ RSS Feed, รับชมวิดีโอ และติดตามความเคลื่อนไหวของเราได้ทาง Facebook, LinkedIn และ Twitter

เกี่ยวกับ เอชไอดี โกลบอล
เอชไอดี โกลบอล ได้รับความไว้วางใจในด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ บริการ โซลูชั่น และทักษะความ รู้ที่เกี่ยวกับการสร้าง การจัดการ และการใช้อัตลักษณ์ที่มีความปลอดภัยสำหรับลูกค้าหลายล้านรายทั่วโลก ตลาดที่บริษัทให้บริการ ได้แก่ การควบคุมการเข้าถึงทางกายภาพและตรรกศาสตร์ อาทิ การพิสูจน์ตัวตนที่มีประสิทธิภาพและการจัดการข้อมูลลับ การพิมพ์บัตรและการปรับแต่งตามแต่ละบุคคล ระบบจัดการผู้เข้าชม หมายเลขประจำตัวราชการและประชาชนที่มีความปลอดภัยสูง และเทคโนโลยีระบุอัตลักษณ์ RFID ที่ใช้ในหมายเลขประจำตัวของสัตว์ และการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ สำหรับแบรนด์หลักของบริษัทได้แก่ ActivID(R), EasyLobby(R), FARGO(R), IdenTrust(R), LaserCard(R), Lumidigm(R), Quantum Secure และ HID(R) ทั้งนี้ เอชไอดี โกลบอล มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส มีพนักงานมากกว่า 2,200 คนทั่วโลก และมีสำนักงานระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในกว่า 100 ประเทศ HID Global(R) เป็นแบรนด์ของ ASSA ABLOY Group รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.hidglobal.com

(R) HID, โลโก้ HID และ Genuine HID เป็นเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายการค้าจดทะเบีย นของ HID Global ในสหรัฐ และ/หรือประเทศอื่นๆ MasterCard(R) เป็นเครื่องหมายการค้าของ MasterCard International Incorporated สำหรับเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ รวมถึงชื่อผลิตภัณฑ์และบริการอื่นๆ เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัทที่เป็นเจ้า ของตามลำดับ

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160125006648/en/

ติดต่อ:
เอชไอดี โกลบอล
วิเวียน ซือ (Vivian Shi)
ผู้จัดการประชาสัมพันธ์ เอเชียแปซิฟิก
โทร. +852-3160-9831
อีเมล: vshi@hidglobal.com

“เดวิด เบคแฮม” ร่วมถ่ายโฆษณา H&M เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ Modern Essentials ที่ไม่ว่าใครก็ดูดีได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

นิวยอร์ก–(บิสิเนส ไวร์)–29 ม.ค. 2559

เดวิด เบคแฮม สไตล์ไอคอนขวัญใจคนทั่วโลก ได้ร่วมการถ่ายแคมเปญโฆษณาล่าสุดของ H&M เพื่อเปิดตัวคอลเลคชั่นเสื้อผ้า Modern Essentials selected by David Beckham ประจำฤดูใบไม้ผลิปี 2559 ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ถ่ายทำบนท้องถนนของกรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ด้วยแนวคิดที่ว่าทุกคนล้วนต้องการแต่งตัวให้ดูดีมีสไตล์เหมือนเดวิด เบคแฮม สำหรับคอลเลคชั่น Modern Essentials selected by David Beckham นี้พร้อมวางจำหน่ายในบางสาขา และบนเว็บไซต์ hm.com ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ Smart News Release ซึ่งประกอบด้วยสื่อมัลติมีเดียและข่าวฉบับเต็มได้ที่:
http://www.businesswire.com/news/home/20160129005904/en/


http://mms.businesswire.com/media/20160129005904/en/506851/4/3046_05_sRGB_300.jpg
H&M Modern Essentials Selected By David Beckham (รูปภาพ: บิสิเนส ไวร์)

เป็นครั้งที่สองแล้วที่เดวิดได้ร่วมงานกับผู้กำกับ เฟรดริค บอนด์ โดยแคมเปญโฆษณาตัวใหม่ดำเนินเรื่องราวต่อมาจากโฆษณาก่อนหน้านี้ที่ เควิน ฮาร์ท นักแสดงตลกชื่อดังแต่งตัวเหมือนกับเดวิดตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยภาพยนตร์โฆษณาล่าสุดนี้เป็นฉากที่เดวิดเดินออกจากโรงแรม และพบว่าทุกคนรอบตัวต่างแต่งตัวเหมือนกับเขา ทั้งเด็กเล่นสเก็ตบอร์ด เด็กทารก คุณยาย และทุกคนในเมือง โดยนอกจากภาพยนตร์โฆษณาแล้ว แคมเปญนี้ยังจะประกอบด้วยภาพถ่ายฝีมือของมาริโอ ซอร์เรนตี้อีกด้วย

แคมเปญโฆษณาชุดนี้ชูบทบาทของเดวิด เบคแฮม ในฐานะผู้นำสไตล์การแต่งตัวของผู้ชายหลายล้านคนทั่วโลก สำหรับเดวิดแล้ว การผสมผสานรูปแบบการแต่งตัวของผู้ชายเข้ากับแนวคิดสดใหม่นั้นเป็นสิ่งที่ขับ เคลื่อนวงการเสื้อผ้าผู้ชาย โดยเ สื้อผ้าที่เดวิดสวมใส่ในภาพยนตร์นั้น เป็นชิ้นที่เดวิดเลือกเองทั้งหมดจากคอลเลคชั่น Modern Essentials ซึ่งสื่อให้เห็นถึงสไตล์การแต่งตัวอันเหนือกาลเวลาของเดวิดได้ อย่างสมบูรณ์แบบ

เดวิด เบคแฮม กล่าวว่า “ผมชื่นชอบการถ่ายโฆษณา H&M เสมอ เพราะเขาเข้าใจสไตล์และอารมณ์ขันของผมอย่างถ่องแท้ ผมรู้สึกดีที่ได้สวมใส่เครื่องแต่งกายที่มีสไตล์เฉียบคมจากคอลเลคชั่น Modern Essentials และรู้สึกเพลิดเพลินไปพร้อมๆกัน”

แคมเปญโฆษณานี้เป็นชิ้นล่าสุดจากคอลเลคชั่น Modern Essentials selected by David Beckham โดยแต่ละซีซั่นนั้นเดวิด เบคแฮม เป็นผู้เลือกเครื่องแต่งกายที่เขาชื่นชอบจากคอลเลคชั่นเสื้อผ้าผู้ชาย Modern Essentials ของ H&M เพื่อนำเสนอเสื้อผ้ารูปแบบใหม่ๆที่ใส่ได้ทุกวัน อีกทั้งมอบสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ที่คุณผู้ชายสามารถสวมใส่ได้ตลอดทั้งซีซั่น

สามารถรับชมภาพยนตร์โฆษณาได้ที่นี่: https://www.youtube.com/watch?v=oYjwXjwvAv0
&nbs p;

สามารถรับชมภาพโฆษณาได้ที่นี่:https://www.wetransfer.com/downloads/b52e5554d75fc7692212c3e682c6532320160129143944/782878
สามารถรับชมภาพนิ่งได้ที่นี่: https://www.wetransfer.com/downloads/7378c30629faf1f4e768cea3c5fcde9820160129144021/49599a

H & M Hennes & Mauritz AB (publ) ก่อตั้งขึ้นที่ประเทศสวีเดนเมื่อปี 2490 และจดทะเบียนในตลาด Nasdaq Stockholm โดยแนวคิดในการดำเนินธุรกิจของ H&M คือการนำเสนอแฟชั่นคุณภาพดีในราคาที่ดีที่สุดและในแนวทางที่ยั่งยืน นอกเหนือจากแบรนด์ H&M เองแล้ว กลุ่มบริษัทยังประกอบไปด้วยแบรนด์อื่นๆ ได้แก่ Other Stories, Cheap Monday, COS, Monki และ Weekday รวมถึง H&M Home ทั้งนี้ H&M Group มีร้านค้ากว่า 3,800 สาขาใน 61 ประเทศ รวมถึงตลาดแฟรนไชส์ ด้วยยอดขายปี 2557 รวม VAT อยู่ที่ 1.77 แสนล้านโครนสวีเดน และมีพนักงานรวมกันกว่า 132,000 ราย สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ hm.com

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160129005904/en/

ติดต่อ:
H&M
Marybeth Schmitt
โทร. 212-564-9922
อีเมล: Mediarelations.US@hm.com
หรือ
Paul Wilmot Communications
Nicolette Ficchi
โทร. 212-206-7447
อีเมล: NFicchi@paulwilmot.com

DERMALOG ส่งมอบเล่มหนังสือเดินทางไบโอเมตริกรูปแบบใหม่ให้รัฐบาลมัลดีฟส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

 มาเล่, มัลดีฟส์–1 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          DERMALOG ผู้นำด้านนวัตกรรมไบโอเมตริกจากเยอรมนี ได้จัดส่งหนังสือเดินทางที่มีการบันทึกข้อมูลชีวภาพ (Biometric Passport) แบบใหม่ รวมถึงระบบไอทีสำหรับการประทับตราและการบันทึกข้อมูลหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่สาธารณรัฐมัลดีฟส์ นอกจากนี้ DERMALOG ยังได้ส่งมอบระบบควบคุมการผ่านแดนแบบใหม่ ซึ่งรวมถึงประตูอัตโนมัติและระบบตรวจสอบลายนิ้วมืออัตโนมัติ (Automatic Fingerprint Identification System – AFIS) ความเร็วสูงให้แก่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมัลดีฟส์ โดยมัลดีฟส์เป็นประเทศแรกในสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ (South Asian Association for Regional Cooperation – SAARC)ที่ริเริ่มการใช้หนังสือเดินทางไบโอเมตริกที่มีความซับซ้อน รวมทั้งระบบควบคุมการผ่านแดนดังกล่าว

          – อ้างอิง: สามารถรับชมรูปภาพได้ที่ AP Images ( http://www.apimages.com ) –

          ประธานาธิบดีอับดุลลา ยามีน อับดุล กายูม แห่งมัลดีฟส์ ได้เปิดตัวหนังสือเดินทางที่มีการบันทึกข้อมูลชีวภาพแบบใหม่ของมัลดีฟส์ ประกอบด้วยหน้าข้อมูลโพลีคาร์บอเนตที่มีความปลอดภัยสูง โดยฝังข้อมูลและรูปถ่ายด้วยเลเซอร์ ขณะที่หน้าวีซ่าแต่ละหน้าในหนังสือเดินทางจะมีแบบลวดลายที่แตกต่างกันออกไป ด้วยฝีมือการวาดภาพประกอบของนายฮุสเซน อาลี มานิก ศิลปินชาวมัลดีฟส์ ด้านนายโมฮัมหมัด อันวาร์ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมัลดีฟส์ ได้เน้นย้ำในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานว่า หนังสือเดินทางรูปแบบใหม่ของมัลดีฟส์คือหนึ่งในหนังสือเดินทางไบโอเมตริกที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดในโลก โดยประกอบด้วยคุณลักษณะด้านความปลอดภัยทั้งที่มองไม่เห็นและมองเห็นถึง 34 จุด อีกทั้งยังสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดสำหรับหนังสือเดินทาง

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160128/326894 )

          พร้อมกันนี้ ในวันเดียวกันยังได้มีการเปิดตัว DERMALOG eGates ที่สนามบินนานาชาติอิบราฮิม นาซีร์ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารในการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองได้โดยอัตโนมัติโดยใช้หนังสือเดินทางแบบใหม่ ทั้งนี้ ผู้โดยสารจะต้องสแกนหนังสือเดินทางรูปแบบใหม่ บัตรโดยสาร รวมถึงลายนิ้วมือ ประตูอิเล็กทรอนิคส์จึงจะเปิดและอนุญาตให้ผู้โดยสารผ่านเข้าไปโดยอัตโนมัติ   

          หนังสือเดินทางไบโอเมตริกและประตูอัตโนมัติเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมการผ่านแดน และระบบ AFIS ความเร็วสูงจาก DERMALOG นับเป็นอีกครั้งที่DERMALOG ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำด้านโซลูชั่นไบโอเมตริกเปี่ยมนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของเอกสารและการควบคุมการผ่านแดนอัตโนมัติ

          เกี่ยวกับ DERMALOG:

          DERMALOG Identification Systems GmbH ในเมืองฮัมบูร์ก เป็นผู้ผลิตโซลูชั่นไบโอเมตริกรายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมไบโอเมตริก

          คณะนักวิทยาศาสตร์ของบริษัทได้ร่วมกันพัฒนาระบบ “Automatic Biometric Identification Systems” (ABIS และ AFIS) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงเครื่องสแกนลายนิ้วมือรุ่นล่าสุด ระบบควบคุมการผ่านแดนไบโอเมตริก บัตรประชาชนไบโอเมตริก และเอกสารอื่นๆ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของ DERMALOG ยังรวมไปถึง “FingerLogin”, “FingerPayment” และ “FingerBanking” ตลอดจนระบบพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลด้วยการสแกนใบหน้าและม่านตา

          นอกจากเยอรมนีและยุโรปแล้ว ตลาดหลักของ DERMALOG ยังรวมถึงเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และตะวันออกกลาง โดยปัจจุบัน บริษัทได้ส่งมอบเทคโนโลยีและโซลูชั่นให้แก่หน่วยงานรัฐบาลกว่า 140 หน่วยงาน ใน 75 ประเทศ

          DERMALOG ยังเป็นผู้จัดหาโซลูชั่นไบโอเมตริกให้แก่ธนาคารและผู้ผลิตตู้เอทีเอ็มหลายราย รวมถึงโครงการธนาคารไบโอเมตริกขนาดใหญ่ที่สุดของโลก (50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยได้มีการพัฒนาและติดตั้งระบบ DERMALOG: An ABIS สำหรับธนาคาร 23 แห่ง และธนาคารกลางไนจีเรีย เพื่อรับรองความปลอดภัยให้กับทุกๆอัตลักษณ์ของลูกค้าธนาคาร และรับประกันว่าธนาคารมีระบบ KYC ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันมีตู้เอทีเอ็มมากมายทั่วโลกที่ติดตั้งเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือของ DERMALOG แทนระบบ PIN ที่ไม่ปลอดภัย

          สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไบโอเมตริกที่เปี่ยมนวัตกรรมของ DERMALOG ได้ที่ http://www.dermalog.com

 

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

          DERMALOG Identification Systems GmbH

          สื่อมวลชนสัมพันธ์

          Jon Augestad

          Mittelweg 120

          20148 Hamburg

          Germany

          โทร. +49-(40)-413227-0

          แฟกซ์: +49-(40)-413227-89

          อีเมล: Jon.Augestad@dermalog.com

          ที่มา: Dermalog Identification Systems GmbH

G2A 3D+ บริการพิมพ์สินค้าในเกมรูปแบบ 3 มิติ เปิดตัวที่งาน Taipei Game Show 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เชชูฟ, โปแลนด์, ลอนดอน และ ฮ่องกง–1 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          เกมเมอร์เล่นเกมนานต่อเนื่องเป็นชั่วโมงๆ เพื่ออัพเลเวลและปรับแต่งตัวละคร ลองนึกภาพตามดูสิว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าคุณสามารถดึงตัวละครออกมาจากเกมและนำมาตั้งเด่นเป็นสง่าบนโต๊ะของคุณ ถึงจะฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่นี่คือสิ่งที่ G2A 3D+ กำลังจะนำเสนอให้เหล่าคอเกมทั่วโลกได้สัมผัส โดยผู้เล่นเกมจะสามารถจับต้องเกมได้จริงด้วย G2A 3D+

 G2A 3Dplus / G2A Co-founders Bartosz Skwarczek (CEO) and Dawid Rozek (CMO), Patryk Kadlec, the G2A Head of Business Development and Yao Song, the Chinese Region Manager at G2A announcing G2A 3D+ in Taipei Game Show 2016. (PRNewsFoto/G2A.com)

G2A Co-founders Bartosz Skwarczek (CEO) and Dawid Rozek (CMO), Patryk Kadlec, the G2A Head of Business Development and Yao Song, the Chinese Region Manager at G2A announcing G2A 3D+ in Taipei Game Show 2016. (PRNewsFoto/G2A.com)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160129/327355 )

          G2A.COM คว้าตำแหน่งผู้นำ พร้อมผงาดขึ้นเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเกม โดย Bartosz Skwarczek ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ G2A.COM กล่าวภายหลังจากร่วมพิธีตัดริบบิ้นเปิดงาน Taipei Game Show 2016 ว่า “G2A 3D+ สะท้อนให้เห็นว่าเราจริงจังกับปี 2559 และอนาคตของเกม นี่เป็นการลงทุนแรกๆของ G2A ในด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้เราสามารถรักษาตำแหน่งในตลาดเอเชียและเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆทั่วโลก”

          เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจาก Dawid Rozek ผู้ร่วมก่อตั้งและซีเอ็มโอของ G2A โดยเขากล่าวที่ยุโรปในวันนี้ (29 ม.ค.) ว่า “ขณะนี้ G2A 3D+ สามารถนำเสนอโซลูชั่นพิมพ์ 3 มิติแบบออล-อิน-วันให้แก่อุตสาหกรรมเกม ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมในการปฏิวัติประสบการณ์การเล่นเกม”

          “การพิมพ์ 3 มิติมอบโอกาสไร้ขีดจำกัดในการแต่งตัวฟิกเกอร์ โมเดล และอุปกรณ์ชนิดใดก็ได้ ผู้เล่นเกมจะสามารถจับต้องเกมได้จริง และทำให้สิ่งที่มองเห็นในจอคอมพิวเตอร์กลายมามีชีวิต” Patryk Kadlec หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ G2A และผู้ก่อตั้ง 3DGence กล่าว โดยทาง G2A.COM ได้ร่วมมือกับ 3DGence ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ 3 มิติชั้นแนวหน้าของยุโรป

          G2A 3D+ สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมอบความสุขให้แก่เกมเมอร์ และเพื่อให้เหล่านักพัฒนาได้เติมความสมบูรณ์ให้เกมในแนวทางใหม่ๆ โดย Yao Song ผู้จัดการ G2Aประจำภูมิภาคจีน กล่าวว่า “คุณสามารถรอรับฟิกเกอร์ตัวแรกของคุณที่บ้านในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และจากการที่มีบริษัทในเอเชียให้ความสนใจเข้ามาอย่างมากG2A จึงเปิดโอกาสให้กับเหล่าพันธมิตรหน้าใหม่ที่งาน Asia Pacific Game Summit ในไทเป”

          “การก้าวสู่โลกแห่ง G2A 3D+ นั้นอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง G2A และผู้ให้บริการคอนเทนท์ พันธมิตรผู้มีความสนใจแต่มีทรัพยากรจำกัดก็สามารถปล่อยให้ G2A เป็นผู้พัฒนาและดำเนินการแทนได้ โดยในสายตาของลูกค้านั้น สองสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ การที่เขาได้รับผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยม และการได้ผลิตภัณฑ์นั้นทันทีที่นักพัฒนารายใหม่เริ่มเข้าสู่แพลตฟอร์ม

          G2A ให้ความสำคัญลำดับแรกในด้านความปลอดภัยของคอนเทนท์ที่อยู่บนแพลตฟอร์ม เพื่อจัดการกับความกังวลของชุมชนพัฒนาเกม ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่มีโอกาสเกิดขึ้น และการแจกจ่ายคอนเทนท์แบบผิดกฎหมาย โดยทาง G2A 3D+ ได้ดำเนินแนวทางจัดการสิทธิดิจิทัล (DRM) สามแนวทางเพื่อผู้ใช้ ได้แก่ การจัดการผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผูกขาดด้านสิทธิ (DRM free), ซอฟต์แวร์ DRM และฮาร์ดแวร์ DRM

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเข้าชมได้ที่ http://3dplus.g2a.com/

          หมายเหตุถึงบรรณาธิการ:

          คุณสมบัติเด่นของ G2A 3D+

          – โซลูชั่นแบบออล-อิน-วัน อาทิ การดึงไฟล์ออกจากเกม เครื่องมือปรับแต่ง โซลูชั่นการพิมพ์ โซลูชั่นบริการส่งทั่วโลก บริการลงสีแบบมืออาชีพ วิธีการชำระเงินทั่วโลก

          – การบูรณาการที่ง่ายและรวดเร็ว ไม่ว่ารูปแบบทำมือ หรือ API

          – คอนเทนท์แบบจับต้องได้และแบบดิจิทัลวางจำหน่ายในตลาด (ตอบโจทย์ลูกค้าที่มีหรือไม่มีเครื่องพิมพ์ 3 มิติส่วนตัว)

          – การให้ความสำคัญกับชุมชน, ประวัตินักออกแบบ/ศิลปิน, ประวัติองค์กร, ประวัติร้านค้า และประวัติลูกค้า

          – ใช้งานง่าย แม้กระทั่งผู้ใช้ที่เพิ่งเริ่มพิมพ์ 3 มิติ

          ที่มา: G2A.com

GUESS เลิกใช้ขนกระต่ายแองโกราในผลิตภัณฑ์ของบริษัท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอสแองเจลิส–1 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

 

ในปี 2558 ที่ผ่านมา GUESS ได้พัฒนาแนวทางการดำเนินงานอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเผยแพร่รายงานความยั่งยืนฉบับแรก และในระหว่างนั้นได้มีการพิจารณาเรื่องการใช้ขนกระต่ายแองโกราในการทำเสื้อผ้า ซึ่งผลปรากฏว่า GUESS ได้ตัดสินใจยุติการใช้ขนกระต่ายแองโกราในผลิตภัณฑ์ที่จะวางจำหน่ายในสาขาทั่วโลกในอนาคต โดยวิคเตอร์ เฮอร์เรโร ซีอีโอของ GUESS กล่าวว่าก่อนหน้านี้ GUESS พยายามใช้ขนกระต่ายแองโกราน้อยที่สุดและต้องมาจากแหล่งที่มีจริยธรรม ทว่าการตัดสินใจยุติการใช้ขนกระต่ายแองโกราเป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าควรทำ

 

ติดต่อ: Rachael Matican

GUESS?, Inc

โทร. 212.852.0513

อีเมล: rmatican@guess.com

JA Solar เผยเซลล์แสงอาทิตย์ของบริษัทมีคุณสมบัติครบถ้วน 100% ตามมาตรฐาน IEC62804

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ปักกิ่ง–1 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

 

JA Solar Holdings Co., Ltd. (Nasdaq: JASO) ผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์แผงเซลล์แสงอาทิตย์ทั้งหมดของบริษัทได้ผ่านการทดสอบการต้านทานการเสื่อมสภาพ (PID) เป็นเวลา 96 ชั่วโมง ภายใต้อุณภูมิ 85 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 85%(double 85) และแรงดันไบอัส 1,000 โวลต์ ตามมาตรฐาน IEC62804 นับว่า JA Solar เป็นผู้ผลิตรายแรกที่แผงเซลล์แสงอาทิตย์ทั้งหมดของบริษัทมีประสิทธิภาพในการต้านทาน PID ในระดับ double 85

 

http://photos.prnasia.com/prnh/20150522/0861504483LOGO

 

นอกจากนี้ ตามที่ได้รายงานไปก่อนหน้านี้ Si RIECIUM ซึ่งเป็นเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกโพลีคริสตัลไลน์ของบริษัท ยังผ่านการทดสอบ PID ระยะเวลา 500ชั่วโมง ที่ทำการทดสอบโดย TUV SUD โดยมีการเสื่อมสภาพต่ำกว่า 2% ผลลัพธ์ดังกล่าวนับเป็นบทพิสูจน์ถึงศักยภาพในการต้านทาน PID ที่โดดเด่นของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงดังกล่าว ซึ่งการันตีว่าผ่านการทดสอบ PID ตามมาตรฐาน IEC62804 ด้วยเวลาที่ใช้ทำการทดสอบมากกว่าปกติถึงสองเท่า (192 ชั่วโมง) นอกจากนั้นยังผ่านการรับรองจาก PI-BERLIN และ PVEL ด้วย ทั้งนี้ ประสิทธิภาพในการต้านทาน PID อันยอดเยี่ยมจะช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า แผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่นำไปติดตั้งจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นตลอดอายุการใช้งานมากกว่า 25 ปี

 

จุดเด่นของ JA ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหลักที่มีประสิทธิภาพและความคุ้มค่าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ด้วย” ดร.เว่ย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ JA Solar กล่าว “การที่แผงเซลล์แสงอาทิตย์ทั้งหมดที่ผลิตในปริมาณมากผ่านการทดสอบการต้านทาน PID ในระดับ double 85 นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในด้านศักยภาพการผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความน่าเชื่อถือสูง เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าและหุ้นส่วนโครงการของเรา

 

โลโก้ – http://photos.prnasia.com/prnh/20150522/0861504483LOGO

หลักสูตร MBA ของ ACEM ติดอันดับที่ 39 ของโลก จากการจัดอันดับของไฟแนนเชียล ไทม์ส ประจำปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซี่ยงไฮ้–1 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

 

วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการบริหารจัดการอานไท่ (ACEM) ในสังกัดมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง (SJTU) ยังคงความโดดเด่นในแวดวงสถาบันการศึกษาด้านธุรกิจ โดยในปี 2559 หลักสูตร MBA ของ ACEM ได้ไต่ขึ้นสู่อันดับที่ 39 ของโลก จากการจัดอันดับขององค์กรข่าวธุรกิจชั้นนำของโลกอย่างไฟแนนเชียล ไทม์ส นับว่าเป็นการขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3 ปีติต่อกัน หลังจากอยู่ในอันดับที่ 77 ในปี 2557 และอันดับที่ 55 ในปี 2558

 

หลักสูตร MBA ของ ACEM ทุ่มเทให้กับการพัฒนานักศึกษาและเบิกทางสู่การประกอบหน้าที่การงานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นอย่างเด่นชัดจากการจัดอันดับต่างๆ รวมถึงการจัดอันดับโดยไฟแนนเชียล ไทมส์ ทั้งนี้ อัตราการจ้างงานของผู้จบการศึกษาหลักสูตร MBA ของ ACEM อยู่ที่ 100% ขณะที่อัตราการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนอยู่ที่ 168% และอันดับความสำเร็จในการบรรจุเข้าทำงานอยู่ในอันดับที่ 22 ด้านระดับประสบการณ์ของคอร์สนานาชาติอยู่ในอันดับที่ 36 และความคุ้มค่าอยู่ในอันดับที่ 33 นอกจากนี้ หลักสูตร MBA ของ ACEM ยังครองอันดับที่ 10 ในด้านการสอนวิชาเกี่ยวกับอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการผลิต และโลจิสติกส์ จากการจัดอันดับหลักสูตร MBA ทั่วโลกประจำปี 2559

 

นอกจากนี้ ไฟแนนเชียล ไทม์ส เปิดเผยว่า รายได้เฉลี่ยของศิษย์เก่าภายหลังจบการศึกษา 3 ปี อยู่ที่ 113,340 ดอลลาร์ต่อปี

 

ACEM เป็นสถาบันการศึกษาด้านธุรกิจแห่งแรกในจีนแผ่นดินใหญ่ที่ได้รับการรับรองจากสมาคมรับรองสถาบันการศึกษาด้านธุรกิจอันทรงอิทธิพลที่สุดในโลก 3 แห่ง อันประกอบด้วย AMBA, EQUIS และ AACSB สำหรับหลักสูตร MBA ของ ACEM นั้น มีมานานกว่า 20 ปีแล้ว และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากมาโดยตลอด ทั้งนี้ จากการจัดอันดับประจำปี 2559 ของไฟแนนเชียล ไทม์ส พบว่า ระดับคุณวุฒิและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของคณาจารย์ประจำอยู่ในระดับสูง โดยอาจารย์กว่า 91% จบการศึกษาระดับปริญญาเอก ด้านจำนวนบทความที่ได้รับการตีพิมพ์เมื่อเทียบกับจำนวนคณาจารย์อยู่ในอันดับที่ 86

 

ทางวิทยาลัยใช้ทรัพยากรหลากหลายรูปแบบเพื่อสร้างบรรยากาศที่สมบูรณ์และสมจริงในการพัฒนาความเป็นผู้นำทางธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น การทำงานกับบริษัทจริง และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นต้น

 

เพื่อเป็นการผลักดันให้นักศึกษาเริ่มทำธุรกิจเป็นของตนเอง หลักสูตรนี้จึงมีการเรียนการสอนด้านความเป็นผู้ประกอบการด้วย โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการภายใต้หลักสูตรดังกล่าว ได้ให้เงินทุนสนับสนุนโครงการของนักศึกษาไปแล้วกว่า 37 โครงการ คิดเป็นเงินรวมกว่า 11 ล้านหยวน (1.67 ล้านดอลลาร์)

นอกจากนี้ หลักสูตรดังกล่าวยังส่งเสริมให้นักศึกษาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในโลกกว้าง โดยมีโครงการศึกษายังต่างประเทศในระยะสั้น โครงการแลกเปลี่ยนต่างประเทศ รวมถึงหลักสูตร 2 ปริญญา ซึ่งในแต่ละปีมีนักศึกษากว่า 300 คนที่ได้รับโอกาสเดินทางไปเรียนในต่างประเทศ

ทั้งนี้ มีสถาบันการศึกษาด้านธุรกิจแห่งอื่นๆในประเทศจีนที่ได้รับการจัดอันดับด้วยเช่นกัน เช่น มหาวิทยาลัยเหรินหมิน ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 43 และมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 47

Pearl River Tower ขึ้นแท่นอาคารสีเขียวมาตรฐาน LEED Platinum แห่งแรกในกว่างโจว พร้อมดึงดูดความสนใจจากบริษัทข้ามชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กว่างโจว,จีน–1 ก.พ.–ซินหัว-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

 

          Pearl River Tower อาคารอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ตั้งตระหง่านเหนือขอบฟ้าของเมืองกว่างโจว ได้รับการรับรองมาตรฐาน LEED-CS Platinum ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสูงสุดของ LEED ส่งผลให้อาคารแห่งนี้กลายเป็นพลังดึงดูดเหล่าองค์กรธุรกิจข้ามชาติ

 ทัศนียภาพของอาคาร

ทัศนียภาพของอาคาร

          อาคารสูงระฟ้า 72 ชั้นแห่งนี้เป็นโครงการแรกในเมืองกว่างโจวที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน LEED-CS Platinum โดยปัจจุบันอาคารแห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่ตั้งของบริษัทข้ามชาติที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก ซึ่งรวมถึง ABB (จีน), Otis (จีน), Carrier, SGD Asia Pacific, Regus, Ford Motor, HBA Design, Alpine Electronics (จีน), Chugai Pharma, PCM (จีน), Jotun Group, CITIC Securities, Shenyin & Wanguo Securities, CNINSURE Inc., China Railway Oil, China Huaneng, Ping An Group และอีกมากมาย

          LEED หรือ Leadership in Energy & Environmental Design ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยสภาอาคารเขียวแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Green Building Council – USGBC) ในปี พ.ศ. 2541 ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นระบบการให้คะแนนอาคารสีเขียวที่กำหนดเกณฑ์มาตรฐานในการวางแผนโครงการ การออกแบบ การก่อสร้าง การดำเนินการ และการซ่อมบำรุง LEED เป็นมาตรฐานการประเมินที่เป็นระบบและมีอิทธิพลมากที่สุดในการวัดความยั่งยืนของอาคาร

          ด้วยการรับรองมาตรฐานระดับสูงสุดจาก LEED ทำให้ Pearl River Tower กลายเป็นอาคารระฟ้าแห่งแรกของจีนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในประเทศอีกด้วย

          อาคารซึ่งตั้งตะหง่านอย่างโดดเด่นอยู่ใจกลาง Pearl River New City แห่งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลกในแง่ของความคิดริเริ่มในการนำนวัตกรรมต่างๆที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ ซึ่งรวมถึงแนวคิดการออกแบบที่ใช้พลังงานเป็นศูนย์ ด้วยความสูงถึง 309 เมตร บนพื้นที่ 71 ชั้น อาคารแห่งนี้ได้สร้างนิยามใหม่ของความเป็นไปได้ในการออกแบบเพื่อความยั่งยืน โดยการนำเอาเทคโนโลยีล้ำยุคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหลายรูปแบบมาผสมผสานกันกับความก้าวหน้าทางวิศวกรรม อาคารแห่งนี้จึงเป็นการผสมผสานระหว่างแนวปฏิบัติด้านสถาปัตยกรรมทางโครงสร้างและวิศวกรรมที่เน้นความยั่งยืน ซึ่งบันดาลให้โครงการอย่าง Pearl River Tower กลายเป็นจริงได้

          องค์ประกอบการออกแบบและวิศวกรรมของอาคารแห่งนี้เป็นไปตามแนวทางเพื่อความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นระบบระบายความร้อนเพดาน แผงโซลาร์เซลล์ ผนังกระจกสองชั้น ระบบระบายอากาศตามความต้องการ และการควบคุมด้วยแสง ซึ่งล้วนถูกนำมาประกอบกันเพื่อทำให้อาคารแห่งนี้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยถึงแม้คุณลักษณะด้านความยั่งยืนเหล่านี้ได้เคยถูกนำไปใช้ตามอาคารสูงระฟ้าหลายแห่งทั่วโลกมาแล้ว แต่ก็เป็นการใช้งานเฉพาะอย่าง ขณะที่ในการออกแบบอาคาร Pearl River Tower นั้นได้มีการนำคุณลักษณะเหล่านี้มาใช้ร่วมกันเป็นครั้งแรก จนได้รับการขนานนามจากวอลล์สตรีท เจอร์นัลว่าเป็น “หนึ่งในอาคารสำนักงานพาณิชย์ที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก” และจากบีบีซีว่าเป็น “อาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก”

          ด้วยการหลอมรวมกันระหว่างสถาปัตยกรรมเพื่อความยั่งยืน โซลูชั่นด้านวิศวกรรม และรูปทรงอาคารอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้อาคาร Pearl River Tower แห่งนี้ เป็นอาคารสูงระฟ้าที่มีความล้ำสมัยที่สุดในโลก

          สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:

          http://www.gd.xinhuanet.com/zt12/zjc/

          ที่มา: Xinhuanet Guangdong Channel

          ลิงค์ข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมัลติมีเดีย (MNR) :

          http://asianet.multimediarelease.com.au/bundles/1c30c8c6-941e-495a-9cff-d696c2a8e139

          ชื่อและคำบรรยายภาพ

          ภาพที่ 1

          ชื่อ: ทัศนียภาพของอาคาร Pearl River Tower

          คำบรรยาย: ทัศนียภาพของอาคาร Pearl River Tower

          ภาพที่ 2

          ชื่อ: Pearl River Tower

          คำบรรยาย: กังหันลมผลิตไฟฟ้าของอาคาร Pearl River Tower

          ภาพที่ 3

          ชื่อ: ภาพมุมสูงของศูนย์การประชุมนานาชาติ

          คำบรรยาย: ภาพมุมสูงของศูนย์การประชุมนานาชาติ

          ภาพที่ 4

          ชื่อ: ห้องประชุม

          คำบรรยาย: ภายในห้องประชุม

          ชื่อและคำบรรยายวิดีโอ

          วิดีโอ 1

          ชื่อ: Pearl River Tower

          คำบรรยาย: Pearl River Tower

LEED Platinum Certified Guangzhou Pearl River Tower: a Big Draw to Multinational Enterprises

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

GUANGZHOU, China–1 Feb–Xinhua-AsiaNet/InfoQuest

          The Pearl River Tower, an environmentally-smart building that stands as a landmark within the Guangzhou skyline, has passed LEED-CS platinum certification – the highest LEED rating, thus becoming a big draw to multinational enterprises.

          The 71-storey skyscraper is the first project in Guangzhou that achieves the LEED-CS platinum certification. So far, it has been home to a number of well-known multinational enterprises. They include ABB (China), Otis (China), Carrier, SGD Asia Pacific, Regus, Ford Motor, HBA Design, Alpine Electronics (China), Chugai Pharma, PCM (China), Jotun Group, CITIC Securities, Shenyin & Wanguo Securities, CNINSURE Inc., China Railway Oil, China Huaneng, Ping An Group, etc.

          Developed by the U.S. Green Building Council (USGBC) in 1998, LEED or Leadership in Energy & Environment Design, is internationally recognized as a green building rating system that sets up the benchmark in project planning, design, construction, operation, and maintenance. It is the most systematic and influential assessment standard for measuring building sustainability.

          Having attained the rigorous level of LEED certification, the Pearl River Tower is considered as China’s first true green skyscraper and labeled the greenest building in China.

          Rising at the heart of Pearl River New City, the tower has garnered global attention by virtue of its innovative green initiatives, including the design concept of zero energy consumption. At 309 meters with 71 floors, the tower redefines what is possible in sustainable design by incorporating an array of cutting-edge eco-friendly technologies and engineering advancements. It is the collaboration between structural architecture and sustainable engineering practices that allow a project such as Pearl River Tower to become reality.

          A series of sustainable design and engineering elements, including radiant ceiling cooling system, solar panels, double-glazing curtain wall, demand-based ventilation air, and daylight responsive controls all contribute to the building’s energy efficiency. While many of these sustainable attributes have been incorporated individually into skyscrapers around the world, the Pearl River Tower design represents the first time that they are used collectively, and thus it has been described as “one of the world’s most energy-efficient commercial office towers” by Wall Street Journal and “world’s greenest tower” by BBC.

          The holistic sustainable architecture, engineering solutions and unique building form all come together to make the Pearl River Tower one of the most innovative skyscrapers in the world.

          For more information, please visit:

           http://www.gd.xinhuanet.com/zt12/zjc/

          SOURCE: Xinhuanet Guangdong Channel

          Multimedia News Release (MNR) Link:

            http://asianet.multimediarelease.com.au/bundles/1c30c8c6-941e-495a-9cff-d696c2a8e139

          Image titles and captions to be translated

          Image 1

          Title: General View of Pearl River Tower

          Caption: General View of Pearl River Tower

          Image 2

          Title: Pearl River Tower

          Caption: The wind generator of Pearl River Tower

          Image 3

          Title: Bird’s Eye View of the International Conference Centre

          Caption: Bird’s Eye View of the International Conference Centre

          Image 4

          Title: Conference Room

          Caption: The Inside of the Conference Room

          Video title and caption to be translated

          Video 1

          Title: Pearl River Tower

          Caption: Pearl River Tower

ASTA เปิดตัวระบบลงทะเบียนผู้ป่วยแบบอัตโนมัติที่โรงพยาบาล Pantal Hospital กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กัวลาลัมเปอร์ และ โตเกียว–29 ม.ค.–เกียวโด เจบีเอ็ม-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

          บริษัท Almex System Technology Asia Sdn. Bhd. (“ASTA”) และโรงพยาบาล Pantai Hospital ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ (“Pentai KL”) พร้อมกับ บริษัท Almex Inc. (“Almex”) ได้ร่วมกันจัดทำบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) เมื่อวันที่ 28 ม.ค. เพื่อเปิดตัวระบบลงทะเบียนผู้ป่วยแบบอัตโนมัติซึ่งจะนำมาใช้ในโรงพยาบาลPantai ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยโรงพยาบาลดังกล่าวเป็นโรงพยาบาลเรือธง ในเครือโรงพยาบาล Pantai

          คุณฮิเดโยริ ฮิระฮาระ กรรมการผู้จัดการบริษัท ASTA คุณโรนัลด์ โคห์ ประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท Pantai Holdings คุณอันวาร์ อานิส ซีอีโอของโรงพยาบาล Pantai KL และคุณโชเฮย์ มาบุชิ ประธานบริษัท Almex ได้เข้าร่วมในพิธีการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ซึ่งจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ณ ศูนย์ประสานงานที่โรงพยาบาล Pantai KL

          ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว Almex และ ASTA จะทดลองติดตั้งเครื่องให้บริการอัตโนมัติแก่โรงพยาบาลสาขาย่อยแห่งนี้ในมาเลเซียซึ่ง Almex เป็นเจ้าของ โดยมีจุดประสงค์เพื่อการอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนผู้ป่วยนอกและทำการออกลำดับหมายเลขในการเข้าปรึกษาแพทย์ ซึ่งในการเปิดตัวระบบอัตโนมัติดังกล่าวครั้งนี้ Pentai KLมีความคาดหวังที่จะยกระดับการให้บริการแก่ผู้ป่วย โดยหวังว่าจะเป็นการลดระยะเวลาในการนั่งรอและเป็นการผลักดันประสิทธิภาพของกระบวนการดำเนินงานภายในโรงพยาบาล อีกทั้งจะเป็นการช่วยประหยัดเวลาในการทำงานอีกด้วย

          โรงพยาบาล Pentai KL เป็นผู้บุกเบิกในการนำเครื่องให้บริการต้อนรับระบบอัตโนมัติมาใช้งานในมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นการยกระดับเทคโนโลยี และยกระดับความรู้ด้านโซลูชั่นเพื่อการบริหารงานในโรงพยาบาลของบริษัท ASTA/Almex ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อลดความเครียดจากการรอคอยของผู้ป่วย อีกทั้งยังเป็นการสร้างประสบการณ์ในการเข้าพบแพทย์ที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ป่วยด้วยเช่นกัน

          บริษัท ASTA จัดตั้งขึ้นที่ประเทศมาเลเซียเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557 โดยทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับการปฏิบัติงานระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัท Almex ซึ่งมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าจากโรงพยาบาล ร้านอาหาร และโรงแรม บริษัท Almex ซึ่งเป็นบริษัทแม่อยู่ที่กรุงโตเกียวนั้น เป็นผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องให้บริการชำระเงินอัตโนมัติ เครื่องรับรองแบบอัตโนมัต และเครื่องจัดแสดงข้อมูล โดย Almex สามารถครองส่วนแบ่งตลาดระบบอัตโนมัติสำหรับโรงพยาบาลได้มากถึง 60% ในญี่ปุ่น

          โรงพยาบาล Pental KL เป็นศูนย์รักษาพยาบาลชั้นนำภายใต้บริษัท Parkway Pantai Limited (PPL) ซึ่งเป็นเครือโรงพยาบาลที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2517  ตั้งอยู่ในอำเภอบังซาร์ซึ่งเป็นย่านที่มีประชากรหนาแน่น โรงพยาบาลแห่งนี้เริ่มต้นจากการให้บริการเตียงผู้ป่วยจำนวน 68 เตียง และมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จำนวน 20 ราย จนมาปัจจุบัน มีเตียงผู้ป่วย 331 เตียง พร้อมกับการให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทางอย่างเต็มรูปแบบ และมีศูนย์แห่งความเป็นเลิศ 5 แห่ง พร้อมกับบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์อีกกว่า 180 ราย โรงพยาบาล Pantai KL ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ใกล้กับใจกลางเมืองและใกล้กับเมืองแห่งดาวเทียมอย่างเมืองเปตาลิงจายา และเป็นโรงพยาบาลที่มีความเหมาะสมในการทำหน้าที่เป็นศูนย์พยาบาลที่ได้รับความนิยมจากผู้ป่วยทั้งจากในประเทศและต่างประเทศที่กำลังมองหาการให้บริการรักษาพยาบาลระดับดีเยี่ยม

          ASTA: www.almex-sta.com

          Almex: http://www.almex.jp/company/corporate_en.html

          Pantai KL: http://www.pantai.com.my/OurHospitals/PantaiHospitalKualaLumpur.aspx

          ที่มา: ASTA (Almex System Technology Asia Sdn. Bhd.)

                  Almex Inc.