Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

บุญกุศลใหญ่!! ชายพิการวัย 45 ปี บริจาคอวัยวะ ‘ดวงตา-ตับ-กระดูก-เนื้อเยื่อ’ ช่วย 17 ชีวิต

Posted on December 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/697956

บุญกุศลใหญ่!! ชายพิการวัย 45 ปี บริจาคอวัยวะ 'ดวงตา-ตับ-กระดูก-เนื้อเยื่อ' ช่วย 17 ชีวิต

บุญกุศลใหญ่!! ชายพิการวัย 45 ปี บริจาคอวัยวะ ‘ดวงตา-ตับ-กระดูก-เนื้อเยื่อ’ ช่วย 17 ชีวิต

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 07.19 น.

บุญกุศลใหญ่!! ของ ชายพิการวัย 45 ปี อาชีพคนงานโรงงานทอผ้า และ อาสาสมัครมูลนิธิ ชาวราชบุรี เกิดช็อกเสียชีวิต ครอบครัวบริจาคอวัยวะ ดวงตา ตับ และ กระดูก  เนื้อเยื่อ มอบ 17 ชีวิตใหม่ ครอบครัวเผย ผู้ตายเป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่นแม้ร่างกายจะพิการ เป็นที่รักของคนในชุมชน และยังเป็นจิตอาสามูลนิธิคอยช่วยเหลือสังคม นับเป็นรายที่ 3 ภายในเดือนเดียวกัน ของโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี ที่นำอวัยวะไปช่วยเหลือผู้ป่วย 50 ราย ให้สามารถมีชีวิตและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

14 ธ.ค.65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงพยาบาลราชบุรี ได้มอบใบประกาศเกียรติคุณยกย่องครอบครัวของ นายโสภณ ดิษณะ อายุ 45 ปี ชาวบ้าน ต.คุ้งกระถิน อ.เมือง จ.ราชบุรี ผู้วายชนม์ ที่เสียชีวิตจากสภาวะเลือดออกในสมอง โดยมี นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยนายแพทย์อนุกูล ไทยถานันดร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชบุรี และ แพทย์หญิงปาจรีย์ อารีย์รบ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดราชบุรี และ นายรถณภพ เหลืองไพโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ได้ร่วมกันมอบใบประกาศเกียรติคุณยกย่อง นายโสภณ ดิษณะ ผู้เสียชีวิตที่ได้บริจาค อวัยวะมอบชีวิตใหม่ 17 ราย ให้กับทาง นางสมศิริ ดิษนะ อายุ 62 ปี ซึ่งเป็นมารดาของนายโสภณ พร้อมทั้งมอบพวงหรีดดอกไม้สด เพื่อเป็นการร่วมไว้อาลัยและแสดงความเสียใจกับทางครอบครัว ของนายโสภณ โดยมีสื่อมวลชนจากหลายสำนักร่วมทำข่าว

โอกาสเดียวกัน นายรถณภพ เหลืองไพโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ได้เป็นผู้แทนสภากาชาดไทย ได้อ่านประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย มีพระราชเสาวนีโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า “นายโสภณ ดิษณะ ได้บริจาค ตับ และ ดวงตา ให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะและดวงตาสภากาชาดไทย ซึ่งสภากาชาดไทยได้นำไปช่วยเหลือกับผู้ป่วยตามเจตนารมณ์แล้ว ขอกุศลกรรมที่ได้บำเพ็ญเพื่อประโยชน์แก่ผู้ป่วย จงเป็นอานิสงส์ดลบันดาลให้ นายโสภณ ดิษณะ ประสบกับความเกษมสำราญในสัมปรายภพชั่วนิรันดร์ และครอบครัวมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงปรารสจากโรคภัยอายุยืนนาน ให้ไว้ ณ วันที่ 11 ธันวาคม 2565”

นายแพทย์ อนุกูล ไทยถานันดร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชบุรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา นายโสภณ ดิษณะ อายุ 45 ปี ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลราชบุรีด้วยอาการชักเกร็งเรียกไม่รู้สึกตัว 1 ชั่วโมงก่อนมาถึงโรงพยาบาลราชบุรี หลังจากนั้นได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลราชบุรีได้รับการตรวจรักษาและส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง พบว่ามีภาวะเลือดออกในสมองโดยได้เข้าพักรักษาตัวในหอผู้ป่วยศัลยกรรมระบบประสาท 1 เนื่องมาจากนายโสภณมีโรคประจำตัวอยู่เดิมคือความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ซึ่งเคยผ่าตัดใส่ขดลวดเมื่อเข้ารับการรักษาพบว่าผู้ป่วยมีเลือดออกในปริมาณมากมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้

นายแพทย์ อนุกูล กล่าวต่อว่า นายโสภณ มีสถานะโสด อาศัยอยู่กับมารดาและน้องสาวโดยมีสุขภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์แข็งแรง อีกทั้งนายโสภณป่วยเป็นโรคโปลิโอตั้งแต่กำเนิด “แขนขาซีกขวาที่รีบเล็กกว่าด้านซ้าย” แต่สามารถดำรงชีวิตและเข้าทำงานในโรงงานทอผ้าเพื่อหาเลี้ยงชีพและครอบครัวได้ อีกทั้งยังมีภาวะความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เคยเข้ารับการผ่าตัดเพื่อใส่ขดลวด

โดยทางโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีได้แจ้งเรื่องการขอรับบริจาคอวัยวะกับทางมารดา ของนายโสภณ พร้อมทั้งแจ้งอาการของของนายโสภณ ทางมารดาและครอบครัวของนายโสภณ จึงประสงค์ที่จะบริจาคดวงตาและอวัยวะทุกส่วนที่จะนำประโยชน์ ไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่สิ้นหวังและยังเป็นการสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ให้กับตัวผู้ป่วยเอง โดยมารดาผู้ป่วยคิดว่าชาตินี้ผู้ป่วยมีสุขภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์หากเมื่อเกิดใหม่ชาติหน้าจะได้มีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงและอายุยืนยาว

ภายหลังจากที่ทางมารดาและครอบครัวของนายโสภณ ได้ประสงค์บริจาคอวัยวะ ทางทีมแพทย์สภากาชาดไทย พร้อมด้วย ทีมแพทย์ศูนย์เนื้อชีวภาพกรุงเทพฯในพระอุปถัมภ์ฯ จึงได้ผ่าตัดนำอวัยวะที่สามารถนำไปใช้ได้ประกอบด้วย ดวงตา 2 ข้าง ตับ และ กระดูกแขน-ขา พร้อมเนื้อเยื่อ รวมทั้งหมด 17 ชิ้น นำไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่กำลังรอการปลูกถ่ายอวัยวะทั้งหมด 17 ราย ทั้งนี้ ดวงตา 2 ข้าง และ ตับ ทางสภากาชาดได้นำส่งมอบให้กับทางโรงพยาบาลได้ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายตับให้กับผู้ป่วยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างพักฟื้น ในส่วน ดวงตาได้ทำการผ่าตัดให้กับผู้ป่วยแล้ว 2 รายเช่นกัน

นายแพทย์ อนุกูล กล่าวอีกว่า สำหรับนายโสภณ ดิษณะ นับเป็นรายที่ 3 ภายในเดือนเดียวกัน ของโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี รายแรก 14 พ.ย. 65 นายอชิระ กัญญา ชาว จังหวัดสมุทรสงคราม บริจาคอวัยวะช่วยเหลือ 15 ชีวิต รายที่สอง วันที่ 30 พ.ย. 65 นางแสงจันทร์ คุณฮวย อายุ 48 ปี ชาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี บริจาคอวัยวะช่วยเหลือ 18 ชีวิต และ นายโสภณ ดิษณะ รายที่ 3 ชาว อ.เมืองราชบุรี บริจาคอวัยวะช่วยเหลือ 17 ชีวิต รวมแล้วทั้ง 3 รายสามารถนำอวัยวะไปช่วยเหลือผู้ป่วยได้จำนวน 50 ราย ให้สามารถมีชีวิตและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ขณะที่บรรยากาศพิธีบำเพ็ญกุศลศพ นายโสภณ ดิษณะ ครอบครัวได้นำร่างอัญไร้วิญญาณ ภายหลังจากที่ทางโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีได้ทำการผ่าตัดนำอวัยวะออกจากร่างกายและนำอวัยวะเทียมเข้าไปทดแทนจากนั้นได้ทำการผ่าตัดตกแต่งศพมอบให้ทางครอบครัวนำมาบำเพ็ญกุศลศพที่วัดบางศรีเพชร ต.คุ้งกระถิน อ.เมือง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายโสภณ บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีญาติ และ เพื่อนบ้าน ผู้ที่รู้จักมักคุ้นกับทางนายโสภณ และ ครอบครัวของนายโสภณ ได้เดินทางมาร่วมแสดงความเสียใจกับทางครอบครัว

นายสุพร ดิษนะ อายุ 72 ปี และ นางสมศิริ ดิษนะ อายุ 62 ปี พ่อและแม่ของนายโสภณ โดยทั้งคู่ได้เปิดใจกับผู้สื่อข่าวพร้อมทั้งน้ำตาว่า ตอนนี้พ่อและแม่ยังไม่สามารถที่จำทำใจได้ เพราะเลี้ยงดูนายโสภณมาตั้งแต่เกิด นายโสภณ เป็นลูกชายคนโต ตอนเกิดมาไม่มีอาการผิดปกติใดๆ จนกระทั่งอายุ 7 ขวบ เริ่มมีอาการแขนขาซีกขวาไม่มีแรง จนกระทั่งมารู้ว่าเป็น โปลิโอ เดินไม่ได้ เสียการทรงตัว แต่ทางซ้ายแข็งแรงดี หลังจากโตเป็นหนุ่ม ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ผลต่อการดณรงค์ชีวิต นายโสภณเป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่นแม้ตนเองร่างกายจะพิการ อาสาช่วยงานต่างๆ ในหมู่บ้าน และยังเป็นจิตอาสามูลนิธิด้วย เป็นที่รักของคนทั่วไป จนเมื่อ 5 ปี ก่อนทางโรงงานทอผ้า ได้เปิดโอกาสให้ทางคนพิการสามารถเข้าสมัครทำงานได้ นายโสภณ ก็ได้เข้าไปทำงานได้ค่าแรงวันละ 305 บาท เงินเดือนที่ได้มาก็จะนำมาให้พ่อกับแม่เก็บไว้ใช้ ไม่ยอมเอาเงินไว้ติดตัว เป็นลูกยอดกกตัญญูเลยก็ว่าได้

“วันนี้สูญเสีย ลูกไปแล้ว จึงตัดสินใจมอบให้กับทางโรงพยาบาลเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยคนอื่นๆต่อ เพราะมีความคิดว่า หากลูกชายเกิดชาติหน้าก็ขอให้มีร่างกายที่สมบูรณ์ไม่มีความพิการเหมือนในชาตินี้” นายสุพร และนางสมศิริ กล่าว

ส่วนศพนายโสภณ ดิษณะ ทางครอบครัวได้ตั้งศพไว้บำเพ็ญกุศลที่วัดเป็นเวลา 4 คืน และจะมีพิธีฌาปนกิจศพในวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2565 เวลา 16.00 น.

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แสงสุดท้าย!! กลางหุบเขา ‘บ้านต้นไม้แม่กำปอง’ วิวเมืองเชียงใหม่ 180 องศา

Posted on December 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/697954

แสงสุดท้าย!! กลางหุบเขา ‘บ้านต้นไม้แม่กำปอง’ วิวเมืองเชียงใหม่ 180 องศา

แสงสุดท้าย!! กลางหุบเขา ‘บ้านต้นไม้แม่กำปอง’ วิวเมืองเชียงใหม่ 180 องศา

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 07.07 น.

หลายคนหนีความวุ่นวายจากเมืองกรุง อยากมาสัมผัสอากาศท่ามกลางธรรมชาติ แน่นอนว่าสถานที่อันดับต้นๆคือ “หมู่บ้านแม่กำปอง” เพื่อไปสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้าน การพูดจาไพเราะ มีน้ำใจ แม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่มนต์เสน่ห์ของแม่กำปองนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี เพราะว่าธรรมชาติได้โอบกอดหมู่บ้านแม่กำปองไว้ เป็นรูปตัว G เรียกได้ว่าหมู่บ้านกลางหุบเขา

นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เหมาะสำหรับมาสูดอากาศให้เต็มปอด เดินเล่นชิลๆ เดินถ่ายรูป เดินหาของกิน ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ใครชอบเที่ยวแบบ Slow life แนะนำเลยว่าต้องมาสักครั้งในชีวิต

แน่นอนว่าแม่กำปองมีจุดให้ถ่ายรูปมากมาย และวันนี้ “ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์” จะพาไปชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในหมู่บ้านแม่กำปอง นั้นคือ “บ้านต้นไม้แม่กำปอง” ซึ่งจะถึงก่อนทางเข้าหมู่บ้าน อยู่ถัดจากหมู่บ้านไปไม่ไกลมาก บรรยากาศเงียบสงบ และมีที่พักราคาน่ารัก และคาเฟ่บนต้นไม้ คอยบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย

“บ้านต้นไม้แม่กำปอง” ตั้งอยู่ที่ ม.3 หมู่บ้านแม่กำปอง ต.ห้วยแก้ว อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ถือว่าตอบโจทย์การพักผ่อนท่ามกลางหุบเขา ได้สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด ค่าบริการก่อนเข้า 50 บาท ใช้เป็นคูปองซื้อเครื่องดื่ม หรืออาหารในคาเฟ่ได้ และแน่นอนว่าจุดชมวิวอยู่ในที่เดียวกัน โดยมีทางเดินไม้ให้เราถ่ายรูป และสัมผัสธรรมชาติได้อย่างเต็มอิ่ม

ส่วนไฮไลท์ของที่นี่คือ “วิวพระอาทิตย์ตกดิน” ที่เห็นวิวได้แบบ 180 องศา แสงอาทิตย์สีส้มกำลังลับขอบฟ้า  กลางคืนจะเห็นวิวตัวเมืองเชียงใหม่ ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน มาที่เดียวถือว่าคุ้มมาก มาแม่กำปองอย่าลืมแวะชมพระอาทิตย์ตกที่ “บ้านต้นไม้แม่กำปอง” รับประกันวิวสวย100%.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สู่ยุคสมัย‘ผันผวน-ปรวนแปร’รุนแรง ‘ไทย’ยังเป็น‘ดาวจรัสแสง’อยู่หรือเปล่า?

Posted on December 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/697941

สู่ยุคสมัย‘ผันผวน-ปรวนแปร’รุนแรง  ‘ไทย’ยังเป็น‘ดาวจรัสแสง’อยู่หรือเปล่า?

สู่ยุคสมัย‘ผันผวน-ปรวนแปร’รุนแรง ‘ไทย’ยังเป็น‘ดาวจรัสแสง’อยู่หรือเปล่า?

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานวันธรรมศาสตร์ ประจำปี 2565 เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2565 ณ อาคารสมาคมฯ ซ.งามดูพลี แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ ซึ่งมีการปาฐกถาหัวข้อ “อุตสาหกรรมไทยก้าวไกลในอนาคต” โดย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และหัวข้อ“โลกเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ประเทศไทยจะเปลี่ยนไหม” โดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี

นายเกรียงไกร ฉายภาพโลกที่ผันผวนและคาดเดาได้ยาก จาก 2 คำคือ “วูกา (VUCA)” ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 (ปี 2523-2532) โดยมาจาก 4 คำในภาษาอังกฤษคือ Volatility (ผันผวน) Uncertainty (ไม่แน่นอน) Complexity (ซับซ้อน) และ Ambiguity (คลุมเครือ) วูกาเป็นคำที่ใช้เรียกสถานการณ์ที่ผันผวนคาดเดาได้ยาก กระทั่งในปัจจุบัน มีอีกคำเกิดขึ้นมาแทนวูกา คือ “บานี (BANI)”
ซึ่งมาจาก 4 คำในภาษาอังกฤษเช่นกัน คือ Brittle (เปราะบาง) Anxious (วิตกกังวล) Nonlinear (คาดเดายาก) และIncomprehensible (ไม่เข้าใจ)

บานีเป็นคำใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2563 ซึ่งโลกต้องเผชิญสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 โดยสรุปคือ “วูกานั้นว่าซับซ้อนแล้ว แต่บานีนั้นเข้าใจยากยิ่งกว่า” ทั้งนี้เมื่อดูสถานการณ์โลกในปัจจุบันจะพบสารพัดปัญหาถาโถมเข้ามา ไล่ตั้งแต่ 1.เงินเฟ้อ สหรัฐอเมริกาขึ้นไปแตะที่ระดับร้อยละ 9.1 สูงที่สุดในรอบ 40 ปี ขณะที่ประเทศไทยขึ้นไปถึงร้อยละ 7 สูงที่สุดในรอบ 14 ปี ขณะที่ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) เงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 10

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเงินเฟ้อของแต่ละชาติมีที่มาที่ไปแตกต่างกัน เช่น กรณีของสหรัฐฯ เกิดจากมาตรการอัดฉีดเงินให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งสหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่พิมพ์ธนบัตรได้เองแบบไม่จำกัด หรือ QE แต่เมื่อสถานการณ์โรคระบาดเริ่มลดความรุนแรงลง กิจการต่างๆ เริ่มกลับมาเปิดทำการและความต้องการแรงงานเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น สหรัฐฯ ก็เผชิญปัญหาอีกด้านคือขาดแคลนแรงงานเพราะประชาชนยังใช้เงินช่วยเหลือที่ได้รับจากรัฐยังไม่หมด อีกทั้งมีเงินอยู่ในระบบมากจนเกินไป

ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่มาตรการ QT หรือการดึงเงินออกจากระบบ รวมถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายโดยมองว่าชาติตนเองต้องรอดก่อนแล้วค่อยไปช่วยเหลือประเทศอื่น ส่งผลให้ค่าเงินของประเทศอื่นๆเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ของสหรัฐฯ อ่อนตัวลง เช่น สกุลเงินบาทของไทยที่อ่อนลงประมาณร้อยละ 12-13 แต่สำหรับไทยยังถือว่าอ่อนลงไม่มากนัก และเมื่อเร็วๆ นี้ก็พลิกกลับมาแข็งอีกครั้ง เงินเฟ้อจึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างของสถานการณ์โลกที่ผันผวน

2.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นเรื่องที่ทุกคนทั้งโลกต้องระมัดระวัง เพราะแม้จะมีเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างไร มนุษย์เมื่อต้องเผชิญภัยธรรมชาติทำได้เพียงตรวจจับและอพยพเท่านั้น ซึ่งระยะหลังๆ จะพบภัยธรรมชาติแบบรุนแรงเกิดขึ้นหลายพื้นที่ทั่วโลกในความถี่สูงขึ้น อาทิ ไฟป่าในสหรัฐฯ และออสเตรเลียฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมจนมีผู้เสียชีวิตหลายรายในปากีสถานภัยแล้งที่จีนซึ่งแม่น้ำสายหลักในประเทศล้วนเหือดแห้ง

จากสภาพที่เกิดขึ้น บรรดาผู้นำทั่วโลกต่างตั้งเป้าหมายร่วมกันผ่านการประชุม COP26 และ COP27 ว่า จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ขณะที่สหภาพยุโรป ออกมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) เก็บเงินจากสินค้าที่ผลิตจากโรงงานทุกแห่งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนี่คือสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัวเพราะรายได้สำคัญของไทยมาจากการส่งออก หากไม่ปรับตัวก็ขายสินค้าไม่ได้

3.ภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันของ 2 มหาอำนาจคือสหรัฐฯ กับจีน มีแนวโน้มทำให้โลกต้องแบ่งขั้วมากขึ้นในทุกมิติด้วยความที่จีนพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในระดับที่สหรัฐฯ กังวล สหรัฐฯ จึงต้องสกัดกั้นในทุกวิถีทางอาทิ กดดันให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกจากจีนซึ่งที่ผ่านมาจีนได้ชื่อว่าเป็นโรงงานของโลก ออกกฎหมาย CHIPS and Science Act สั่งห้ามบริษัทผลิตชิปชั้นนำของเนเธอร์แลนด์ขายชิพให้จีน ไปจนถึงไหว้วานชาติพันธมิตรอย่างแคนาดาช่วยควบคุมตัวผู้บริหารระดับสูงของหัวเว่ย บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีน

มาตรการสกัดกั้นของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีชิปเป็นส่วนประกอบของสินค้าอย่างมาก ทำให้จีนพยายามดิ้นรนโดยประกาศจะผลิตชิปแบบโฟโตนิก (Photonic) ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไปว่าจะสามารถปฏิวัติวงการชิปแบบเดิมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันได้หรือไม่ ทั้งนี้ จากการแข่งขันของทั้ง 2 ชาติ จึงเป็นไปได้ที่ในอนาคตอุปกรณ์อย่างเดียวกันแต่ละคนอาจต้องมีถึง 2 เครื่องตามการแบ่งระหว่างค่ายสหรัฐฯ กับค่ายจีน

นอกจากนั้นยังมีปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งประเทศที่ลำบากที่สุดหนีไม่พ้นชาติใน EU โดยเฉพาะ เยอรมนี เนื่องจากเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมหนัก เพราะจากเดิมที่อยู่กับราคาพลังงานที่ถูกและมีเสถียรภาพมานาน 30-40 ปี ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของเยอรมนีเข้มแข็งมาก แต่ปัจจุบันราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น 7-8 เท่าตัว และอาจกระทบต่อแผนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะเยอรมนีเริ่มหันกลับมาลงทุนในอุตสาหกรรมถ่านหินเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้านพลังงาน

และ 4.ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในระดับสร้างความปั่นป่วน (Disrupt) ในอดีตที่ผ่านมา เทคโนโลยี
มีการปรับเปลี่ยนจากสิ่งเดิมไปสู่สิ่งใหม่เฉลี่ยทุกๆ 10 ปี ดังนั้น เมื่อใกล้ครบ 10 ปีของแต่ละรอบ ผู้ประกอบการจะเตรียมปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่เมื่อเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านแบบดิจิทัล (Digital Transformation) ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดทั้งเทคโนโลยี กระบวนการผลิตและความต้องการของตลาด อีกทั้งยังเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วทวีคูณ (Exponential) ด้วย ซึ่งกิจการที่ปรับตัวไม่ทันย่อมเสี่ยงต่อการล้มหายตายจากไม่ว่าจะเคยยิ่งใหญ่มาก่อนเพียงใด

“วันนี้มันลามไปถึงอุตสาหกรรมภาคบริการ ซึ่งรวมถึงภาคการเงินอย่างธนาคารยังกลัว เมื่อก่อนใครมีธนาคารสาขามากที่สุด Coverage (ครอบคลุม) มากที่สุดคนนั้นได้เปรียบ แต่วันนี้มันกลับกัน มันเป็น Burden (ภาระ) มันเป็นต้นทุน เด็กรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี อย่างเช่นลูกผมคนเล็กวันนี้ไม่เคยไปธนาคาร เพราะการทำธุรกรรมต่างๆ ทำบน Mobile (โทรศัพท์มือถือ) ได้หมด ฉะนั้นจะเห็นได้ชัดว่าธนาคารหรือสาขาต่างๆ ที่รุ่นพ่อรุ่นปู่จะต้องไปวิ่งก่อน 3-4 โมงในการผ่านเช็ค เขาไม่เคยรู้สึกแบบนั้น” นายเกรียงไกร ยกตัวอย่าง

เมื่อหันมามองความเป็นไปในภาคอุตสาหกรรมของไทย ปธ.สภาอุตฯ แบ่งเป็น “อุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industries)” 45 กลุ่มอุตสาหกรรม 11 คลัสเตอร์76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด และ 5 ภาค 18 คลัสเตอร์จังหวัด อุตสาหกรรมเหล่านี้อยู่กับประเทศไทยมานานหลายสิบปีและมีความเสี่ยงในยุคเปลี่ยนผ่าน ดังนั้นทำอย่างไรจะให้อุตสาหกรรมในกลุ่มนี้อยู่รอดในช่วงเตรียมการผันตัวไปทำอุตสาหกรรมอื่น หรือทำอย่างไรให้เพิ่มประสิทธิภาพได้สูงสุด โดยสภาอุตฯ ก็มีเรื่องของนวัตกรรมเพื่อเข้าไปช่วยให้อุตสาหกรรมกลุ่มนี้แข่งขันได้ดีขึ้น

กับ “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries)” อาทิ อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ซึ่งมี12 ประเภท เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่การมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) เพิ่มขึ้น นำพาไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ท่ามกลางโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยซึ่งสัดส่วนผู้สูงอายุมีมากขึ้นตรงข้ามกับเด็กเกินใหม่มีน้อยลง

อุตสาหกรรมที่ตอบสนองเศรษฐกิจ BCG หมายถึงเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular) และเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green) สืบเนื่องจากประเทศไทยส่งออกสินค้าเกษตรเป็นจำนวนมากแต่มีมูลค่าการส่งออกน้อย ดังนั้นจะเปลี่ยนสินค้าเกษตรที่เป็นวัตถุดิบ
เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าได้อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาทำได้แต่เพียงหมวดอาหาร จึงต้องการขยายไปยังหมวดอื่นๆเช่น แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยา

ขณะเดียวกัน ของเสียหรือของเหลือจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรต้องถูกนำมาเข้ากระบวนการแปรรูปเพื่อใช้ซ้ำหรือผลิตเป็นสินค้าใหม่ๆ ได้ประโยชน์ทั้งการลดขยะและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดย ส.อ.ท. ในฐานะศูนย์รวมของภาคอุตสาหกรรม มีการทำแพลตฟอร์มกลางซื้อ-ขายวัสดุเหล่านี้สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมใหม่ๆ และทำร่วมกับองค์กรระดับสากล เช่น AEPW (Alliance to End Plastic Waste)
เพื่อแก้ปัญหาขยะพลาสติก ซึ่งความรุนแรงของปัญหานี้ ของไทยอยู่ในอันดับ 6 ของโลก

“ในอนาคต ด้วย CBAM ด้วยมาตรการกีดกันทางการค้า บรรจุภัณฑ์ทุกอย่างที่เป็นพลาสติกที่ส่งไปในยุโรปและอเมริกา เขาจะบังคับให้มีเม็ดที่เป็นเม็ดพลาสติกหมุนเวียนหรือรีไซเคิลประมาณ 20-25% ฉะนั้นอันนี้เป็นเรื่องที่เราจะทำ ส่วนตัว G หรือ Green เราก็ทำเต็มที่ในเรื่องอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ การที่โรงงานจะอยู่กับชุมชนได้ ไม่ปล่อยน้ำเสียไม่อะไรต่างๆ สิ่งเหล่านี้เรามี Certificate (ใบรับรอง) ให้กับโรงงานในสมาชิกของเรา แล้วก็เติบโตขึ้นไปเรื่อย” ปธ.สภาอุตฯ ระบุ

อนึ่ง ความท้าทายสำคัญของไทยคือ “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” ซึ่งล่าสุด IMD (International Institute for Management Development) ซึ่งประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติต่างๆ มาต่อเนื่องทุกปีชี้ว่า ในปี 2565 ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในภาพรวมลดลงมาอยู่อันดับที่ 33 ของโลก จากอันดับ 28 ในปี 2565 และเมื่อดูเป็นรายด้าน พบว่า ด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ปี 2565 อยู่อันดับ 34 ลดลงจากอันดับ 21 ในปี 2564

ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ปี 2565 อยู่อันดับ 31 ลดลงจากอันดับ 20 ในปี 2564 ด้านประสิทธิภาพของธุรกิจ ปี 2565 อยู่อันดับ 30 ลดลงจากอันดับ 21 ในปี 2564 และด้านโครงสร้างพื้นฐาน ปี 2565 อยู่อันดับที่ 44 ลดลงจากอันดับ 43 ในปี 2564 ขณะที่การแข่งขันของมหาอำนาจเมื่อสหรัฐฯ กดดันให้ผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไทยยังต้องเผชิญกับคู่แข่งสำคัญร่วมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง เวียดนาม เห็นได้จากการส่งออกที่ในอดีตเคยแพ้แต่ปัจจุบันก็ชนะไทย หรือการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ก็ไหลไปเวียดนามแรงขึ้น

นายเกรียงไกร ยังยกตัวอย่างเพิ่มเติมอีกว่า เวียดนามมีข้อได้เปรียบไทยเรื่องมีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) มากถึง16 ฉบับ ครอบคลุม 55 ประเทศ ขณะที่ไทยมี 14 ฉบับน้อยกว่า 36 ประเทศ นั่นทำให้ต่างชาติอยากไปลงทุนที่เวียดนามเพราะผลิตสินค้าส่งออกไปหลายประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษี อีกทั้งประชากรวัยแรงงานของเวียดนามยังมากกว่าไทย แม้กระทั่งค่าไฟฟ้า เวียดนามอยู่ที่ 2.7-2.8 บาทต่อหน่วย ส่วนไทยขึ้นจาก 3 เป็น 4 บาทต่อหน่วย

ด้าน นายสมคิด กล่าวเช่นกันถึงประเทศเวียดนาม ว่า ในปี 2541 มีการปฏิรูปใหญ่ อนุญาตให้บุคคลเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ ปรับปรุงการออกใบอนุญาตประกอบกิจการต่างๆ ให้เร็วขึ้น ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) จากนั้นในปี 2556 เวียดนามเริ่มปฏิรูปการศึกษา ให้ความสำคัญกับ “สะเต็ม (STEM)” มาจากคำภาษาอังกฤษของ 4 วิชา คือ Science (วิทยาศาสตร์) Technology (เทคโนโลยี) Engineering (วิศวกรรมศาสตร์) Mathematics (คณิตศาสตร์) เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างๆ กับตลาดแรงงาน

ผลที่ได้คือ เวียดนามผลิตนักวิจัยออกมาได้มากที่สุดในอาเซียน และทำผลงานโดดเด่นในการสอบ “PISA (Programme for International Student Assessment)” หรือโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ ซึ่งจัดโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) อีกทั้งผลดังกล่าวของเวียดนามยังมาปรากฏในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมสินค้าเทคโนโลยีกำลังหาพื้นที่ลงทุนใหม่ๆ นอกประเทศจีนพอดี

“กลายเป็นประเทศที่ โอเค! เรามีเกษตรกรรมนะ เราท่องเที่ยวนะ แต่อุตสาหกรรมอย่างนี้ไปได้ยากมาก
เราถึงบอกว่าเราต้องมี S-Curve ใหม่ แต่ความพยายามในการสร้าง S-Curve มันกลับกลายว่าอยู่ในแผนพัฒนา มันเกิดได้จริงแค่ไหนอยู่ที่เอกชนแล้วนะเพราะไม่ได้อยู่ที่ภาครัฐ ถ้าเอกชนดิ้นรนเขาดิ้นของเขาเอง ฉะนั้นเมื่อ 3 ปี ที่แล้ว ผมจำได้ว่ายังคุยกันไว้ เวียดนามมันรดต้นคอแล้วนะตอนนี้แซงไปแล้ว เราต้องทำใจว่าความเป็นจริงมันคืออย่างนี้”
 อดีตรองนายกฯ สมคิด ระบุ

นอกจากเวียดนามแล้ว อินโดนีเซีย เป็นอีกประเทศในอาเซียนที่ต้องจับตามอง โดย นายสมคิด กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 อินโดนีเซียเผชิญปัญหาหนักไม่ต่างจากไทย อีกทั้งในช่วงเวลาเดียวกันอินโดนีเซียยังมีปัญหาการเมืองโดยประชาชนประท้วงต่อต้านระบอบเผด็จการภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีซูฮาร์โต แต่จากเหตุการณ์ครั้งนั้น อินโดนีเซียมีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญคือ “ส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” ทั้งการเลือกตั้งผู้บริหาร การจัดเก็บรายได้ การจัดสรรและบริหารงบประมาณ

ขณะที่รัฐบาลกลางรับผิดชอบเองเพียงไม่กี่เรื่อง เช่น นโยบายการต่างประเทศ นโยบายการเงิน นโยบายความมั่นคง ซึ่งผลที่ได้คือ “แต่ละท้องถิ่นมีแผนพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของท้องถิ่นเอง” เพราะแต่ละพื้นที่มีความต้องการพัฒนาแตกต่างกัน เช่น บางพื้นที่อยากได้สะพาน อยากสร้างเขื่อน หรืออยากวางโครงข่ายเทคโนโลยีดิจิทัลฯลฯ นำไปสู่การที่แต่ละจังหวัดเป็นตัวสร้าง GDP ให้กับประเทศ

โดยเฉพาะการลงทุนด้านดิจิทัล ทำให้อินโดนีเซียมีมูลค่าการใช้จ่ายผ่านดิจิทัลมากถึง 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2.8 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งเห็นได้ชัดว่าอำนาจซื้อในประเทศขยายตัวขึ้น ตลาดในประเทศจึงใหญ่ขึ้น คนจนลดลงและเกิดชนชั้นกลางมากขึ้น แต่เมื่อย้อนกลับมาดูประเทศไทย ซึ่งมีความพยายามกระจายอำนาจในช่วงเวลาเดียวกันโดยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ

ซึ่งในเวลานั้นก็มีการต่อสู้กันมาก โดยฝ่ายราชการเชื่อว่าท้องถิ่นไม่สามารถใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ(Efficient) จึงไม่ยอมให้เกิดการกระจาย สิ่งที่เกิดขึ้นคือประชาชนไม่มีโอกาสได้เรียนรู้และลงมือทำ ขนาดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กว่าจะเกิดขึ้นได้ก็ยากลำบาก อำนาจส่วนใหญ่จริงๆ ยังอยู่กับส่วนกลางก็คือกระทรวง

อินโดนีเซียพัฒนาประเทศมาตามลำดับ จนถึงยุคของประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ โจโก วิโดโด หรือโจโกวี ซึ่งน่าสนใจมากเพราะเป็นผู้นำประเทศที่ไม่ได้มีพื้นเพเป็นทหารหรือมีตระกูลการเมืองหนุนหลัง แต่มาจากผู้ประกอบการขนาดกลาง-ขนาดย่อม (SME) และสร้างชื่อเสียงขึ้นมาจากการเป็นผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเมื่อ โจโกวี ได้เข้ามามีอำนาจบริหารประเทศ สิ่งทำคือลดความยุ่งยากในการขอใบอนุญาตเพื่อประกอบกิจการต่างๆ เพราะมีประสบการณ์มาก่อนจึงรู้ว่าภาคธุรกิจประสบปัญหามากเพียงใดในเรื่องนี้

“เขากำจัดกฎหมายเป็นร้อยๆ ฉบับ เริ่มออก License (ใบอนุญาต) ให้ง่ายขึ้น ให้คนเข้าทำธุรกิจง่ายขึ้นเริ่มลงทุนใน Project (โครงการ) ใหม่ๆ ลองนึกภาพดูประชากรกว่า 250 ล้านคน ชนชั้นกลางกำลังขยายใน 250 ล้านคนนี้ 60% อยู่ในวัยทำงาน ยิ่งใหญ่มาก ฉะนั้นทุกอย่างเอื้อคนของเขาหมด แล้วเขายังกำจัดอุปสรรค กระจายอำนาจ อินโดนีเซียจากประเทศที่จนมากๆ เริ่มค่อยๆ พลิกขึ้นมา” นายสมคิด กล่าว

อดีตรองนายกฯ สมคิด ยังกล่าวอีกว่า ที่ต้องจับตามองคือ ปธน.โจโกวี เดินเกมนโยบายต่างประเทศเชิงรุก ถึงขนาดที่สามารถพบปะกับผู้นำประเทศมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นโจ ไบเดน ปธน.สหรัฐฯ วลาดีมีร์ ปูติน ปธน.รัสเซีย สี จิ้นผิง ปธน.จีน ตลอดจนผู้นำชาติยุโรป โดยวางตำแหน่งแห่งหนของอินโดนีเซีย ในฐานะประเทศมุสลิมที่มีประชากรมาก ซึ่งต้องการให้โลกเป็นกลาง

และแม้การประชุม G20 ที่บาหลี จะไม่มีอะไรได้ข้อยุติแต่ภาพเชิงสัญลักษณ์ของอินโดนีเซียมาแรงมาก กลายเป็นประเทศที่มีอิทธิพลสูงมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) หรือนโยบายด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีแร่นิกเกิลสำหรับผลิตแบตเตอรี่เป็นจำนวนมาก หากเป็นประเทศอื่นคงส่งออกไปแล้ว แต่อินโดนีเซียประกาศไม่ส่งออก โดยชวนค่ายรถยนต์ที่ผลิตรถ EV ให้ไปลงทุนในอินโดนีเซีย

อาทิ ปธน.โจโกวี เป็นผู้เจรจากับผู้บริหารของเทสลาหนึ่งในรถ EV แบรนด์ดัง ด้วยตนเอง รวมถึงค่ายรถประเทศอื่นๆ เช่น จีน เกาหลีใต้ จนล่าสุดทราบว่า เกาหลีใต้ตอบรับการลงทุนแล้ว โดยสรุปแล้วคือการผสมผสานระหว่างประชาธิปไตยกับการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้ผลเพราะคนจนลดลง และแม้คนส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่ แต่ GDP ของอินโดนีเซียอยู่ที่ร้อยละ 7 แลค่อนข้างเสถียรมาหลายปีแล้ว อย่างนี้อินโดนีเซียจะไม่ใช่ดาวจรัสแสงได้อย่างไร เพราะ
ทุกชาติต่างพากันไปที่นั่น

“อินโดนีเซีย โจโกวี ขึ้นมาสมัยที่ 2 กฎหมายหมดไปแล้วเป็นร้อยๆ ฉบับ แล้วไม่เพียงแค่นั้น เวียดนามนี่แสบมาก ขนาดเขามากันอย่างนี้ เพิ่งต้นปีที่ประกาศเขาจะทำให้ตัวเขาเองความสามารถมากขึ้นอีก จะลด Corporate Compact (ทำให้องค์กรกระชับ) จากเดิม 20-22% เหลือ 15-17% แล้วคราวนี้คุณจะไปแข่งอะไร?” อดีตรองนายกฯ สมคิด ฝากประเด็นทิ้งท้าย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แม่สงสารลูกบ่นหิวข้าว! สั่ง‘ข้าวผัดกุ้ง’ให้กิน 80 บาท เปิดกล่องมาแทบร้องไห้

Posted on December 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/697946

แม่สงสารลูกบ่นหิวข้าว! สั่ง‘ข้าวผัดกุ้ง’ให้กิน 80 บาท เปิดกล่องมาแทบร้องไห้

แม่สงสารลูกบ่นหิวข้าว! สั่ง‘ข้าวผัดกุ้ง’ให้กิน 80 บาท เปิดกล่องมาแทบร้องไห้

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 21.47 น.

วันที่ 13 ธันวาคม 2565 ผู้ใช้ TikTok ชื่อว่า “ctm202020” พร้อมข้อความระบุว่า “สงสารลูกบ่นหิวข้าว แม่เลยสั่งข้าวผัดกุ้งมาป้อนให้ลูกกิน ปรากฏว่า ข้าวผัดจริงๆเลยนะไม่มีไข่สักใบเลยมีแค่ข้าวคะน้าและกุ้งน้อยๆ 3 ตัว (จิ๋วม้าก) อยากจะร้องไห้ แพงเกิ๊นไปไหมนั้น 80 บาท #ข้าวกล่อง #สั่งข้าวกล่อง ขอตกใจแป๊บ ใครเจอบ้าง ต้องหาหมูและไข่ใส่เพิ่มเพราะกลัวลูกไม่ได้สารอาหาร”

หลังโพสต์ออกไปมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันต่างๆ นานา และแชร์กันออกไปจำนวนมาก

https://www.tiktok.com/embed/v2/7175751555663007003?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Flikesara%2F697946

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เวลาหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็ตาย เวลาหายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ตาย

Posted on December 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/697915

เวลาหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็ตาย เวลาหายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ตาย

เวลาหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็ตาย เวลาหายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ตาย

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 19.36 น.

นักปฏิบัติธรรมได้ถามธรรมะกับพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโตว่า : เราควรจะระลึกถึงความตายอย่างไรดีเจ้าคะ ควรนึกว่าอีกไม่นาน เราต้องตายหรือนึกว่าความตายจะต้องมาถึงเราสักวัน หรือนึกว่าเราไม่พ้นความตาย อย่างไรดีเจ้าคะ

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต : ได้ทั้งนั้นแหละเพื่อไม่ให้เราลืมว่าเราต้องตายก็แล้วกัน จะเอาแบบพิสดารแบบเต็ม ๑๐๐ ก็เอาแบบพระพุทธเจ้าสอนพระอานนท์ พระพุทธเจ้าทรงสอนพระอานนท์ว่า อานนท์ ให้เธอพิจารณาความตายแบบนี้ว่า เวลาหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็ตาย เวลาหายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ตาย ฉะนั้น ความตายมีอยู่แค่ปลายจมูกนี่เอง อยู่ที่หยุดหายใจเมื่อไหร่ แล้วไม่มีใครรู้ว่ามันจะหยุดหายใจเมื่อไหร่ จะไปคิดว่าอีก ๕๐ ปี อีก ๒๐ ปี ไม่มีใครไปกำหนดได้

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ดอกกระดุมเงินกระดุมทอง’บานเต็มทุ่งนาบ้านลิ้นฟ้า เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งเที่ยว

Posted on December 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/697880

'ดอกกระดุมเงินกระดุมทอง'บานเต็มทุ่งนาบ้านลิ้นฟ้า เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งเที่ยว

‘ดอกกระดุมเงินกระดุมทอง’บานเต็มทุ่งนาบ้านลิ้นฟ้า เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งเที่ยว

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 18.19 น.

ศรีสะเกษอากาศหนาวเย็นลง อุณหภูมิลดเหลือ 14 องศา “ดอกกระดุมเงินกระดุมทอง” ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติกำลังบานสะพรั่งบนพื้นที่นา 16 ไร่แห่งเดียวในโลก นักท่องเที่ยวแห่ถ่ายรูปเก้บไว้เป็นที่ระลึก พร้อมเตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของตำบลลิ้นฟ้า อำเภอยางชุมน้อย

ที่จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงนี้อากาศได้หนาวเย็น อุณหภูมิลดลงเหลือ 14 องศา วันนี้ได้มีผู้พบเห็นทุ่งดอกกระดุมเงินกระดุมทอง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ดอกขี้กาก” ซึ่งเป็นวัชพืชของต้นข้าวของเกษตรกร แต่วันนี้หลังเก็บเกี่ยวข้าวออกไปแล้ว ดอกกระดุมเงินกระดุมทอง ยืนต้นสูงขึ้นราว 50 ซม.แทงช่อดอกบานสะพรั่งที่ทุ่งนาบ้านลิ้นฟ้า หมู่ที่ 10 ต.ลิ้นฟ้า อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ 

โดยกระดุมเงินจะออกดอกสีขาวเงินและกระดุมทองจะออกดอกสีเหลืองทอง โคนดอกสีน้ำตาลแก่สลับไปกันเต็มทุ่งนามองดูสวยงาม ชาวบ้านที่พบเห็นได้พากันถ่ายรูปลงในเฟสบุ๊คโชว์เพื่อนๆ จนกลุ่มเพื่อนที่พบเห็นต่างพากันสอบถามว่า อยู่ที่ไหน และได้พากันเดินทางเข้าไปถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไปที่เริ่มทราบข่าวเพราะความสวยงามให้ความสนใจได้เดินทางมาชม 

สำหรับ “ดอกกระดุมเงินกระดุมทอง” นี้ ไม่มีใครปลูก พบขึ้นเองในพื้นที่แปลงนาที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ได้ใช้สารเคมีในการทำนาข้าว ต้นดอกขึ้นอยู่บนแปลงนาเป็นบริเวณกว้างกว่า 16 ไร่ กำลังบานสะพรั่งสวยงาม ภายใต้อากาศที่หนาวเย็น อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่บ้านลิ้นฟ้า ห่างจากตัวเมืองศรีสะเกษราว 20 กิโลเมตร ซึ่งทาง อบต.ลิ้นฟ้า เตรียมพัฒนาเป็นแลนด์มาร์กเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด นอกจากนี้ยังพบว่ามีต้นตะแบกขึ้นอยู่ปากทางเข้าทุ่งนาแปลงที่มีดอกกระดุมเงินกระดุมทองเกิดขึ้น เป็นต้นไม้ที่มีลักษณะเหมือนกับต้นไม้แห่งเวทมนต์ ในภาพยนตร์เรื่อง แฮรี่พอตเตอร์ ด้วย

นายรุ่งโรจน์ เสาเวียง รองนายก อบต.ลิ้นฟ้า กล่าวว่า ที่นี่คือทุ่งนาบ้านลิ้นฟ้า หมู่ที่ 10 ต.ลิ้นฟ้า อ.ยางชุมน้อย ซึ่งแปลงนาตรงนี้เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นพื้นที่การเกษตรที่มีต้นกระดุมเงินกระดุมทอง ซึ่งชาวบ้านแถบนี้ถือว่าต้นดอกไม้ชนิดนี้เป็นดอกไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านในภาคอีสานเราเรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่าต้น “ขี้กาก” ซึ่งถือว่าเป็นวัชพืชที่ทำให้ท้องนาเสียหาย 

แต่ต่อมาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงเห็นความสำคัญของดอกไม้ชนิดนี้ที่มีลักษณะคล้ายเม็ดกระดุม จึงทรงพระราชนามว่า ดอกกระดุมเงินกระดุมทอง หรือ “ดอกมณีเทวา” มีในพื้นที่นี้แห่งเดียวในโลก คิดว่าจะพลิกธรรมชาติตรงนี้ให้เป็นโอกาสให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้มาชื่นชมธรรมชาติที่สวยงาม สำหรับผู้ที่รักษ์ในธรรมชาติ ซึ่งนักท่องเที่ยวก็กำลังตามหาธรรมชาติที่หายไปวันนี้ธรรมชาติที่มีแต่ดั้งเดิมอยู่ที่นี่ก็คือทุ่งกระดุมเงินกระดุมทอง

“เบื้องต้น อบต.ลิ้นฟ้า ต้องการให้พื้นที่ตรงนี้เป็นแลนด์มาร์ก เราได้เริ่มคุยกับผู้นำฝ่ายปกครอง ผู้ใหญ่บ้าน และคุยกับชาวบ้าน ว่าพื้นที่ตรงนี้ นอกจากเราได้ผลผลิตจากข้าวนาปีแล้วและสิ่งเหล่านี้ทุกคนเริ่มเห็นคุณค่า เรากำลังระดมความคิดอยากพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างน้อยถ้าหากวันนี้ มีคนทราบข่าว และเดินทางมาเที่ยวชมมาดู ตนเชื่อมั่นว่า จะทำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่นี้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวแน่นอน” นายรุ่งโรจน์ กล่าว – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

นศ.มหิดลต่อยอดกิจกรรมร่วมพัฒนาชุมชนเชื่อมโยงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

Posted on December 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/697869

นศ.มหิดลต่อยอดกิจกรรมร่วมพัฒนาชุมชนเชื่อมโยงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

นศ.มหิดลต่อยอดกิจกรรมร่วมพัฒนาชุมชนเชื่อมโยงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.58 น.

นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลวิทยาเขตกาญจนบุรี นำเสนอโครงงานต่อยอดกิจกรรมชุมชนร่วมพัฒนาชุมชน โดยใช้หลักการศึกษาแบบสหวิทยาการเชื่อมโยงกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งผลักดันชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน 

อาจารย์ ดร.จุฑามาศ สุคนธปฏิภาค อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา ผู้นำชุมชนบ้านไตรรัตน์ นำโดยผู้ใหญ่บ้าน นายติณณภพ ไตรรัตนชัยกูล ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมผู้ช่วย ส.อบต. อสม. คณะกรรมการหมู่บ้านหมู่ ที่ 9 ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอโครงงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลวิทยาเขตกาญจนบุรี เพื่อต่อยอดพัฒนาให้กับชุมชนจำนวน 10 โครงงาน 

ประกอบด้วย 1.ตลาดชุมชนบ้านไตรรัตน์ 2.น้ำหมักกลอย 3.สบู่ไตรรัตน์ 4.บรรจุภัณฑ์ชาฝาง 5.สูตรชาฝาง 6.น้ำสมุนไพร welcome drink 7.หัวไชเท้าดอง 8.บรรจุภัณฑ์ขนมเทียนแก้ว 9.บรรจุภัณฑ์กล้วยฉาบ และ 10.การเต้นบาสโลบ ซึ่งเป็นกิจกรรมในรายวิชาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยรายวิชานี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี ทุกหลักสูตร ได้มาเรียนรู้และทำงานเพื่อสังคมร่วมกัน และมุ่งเน้นให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจด้านสหวิทยาการเชื่อมโยงกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นำเสนอแนวทางในการพัฒนาชุมชนหรือสังคมให้เกิดความยั่งยืน โดยมุ่งประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมมีทัศนคติที่เห็นคุณค่าของตนเองต่อการมีส่วนร่วมทางสังคม (Social Engagement) 

โดยอาจารย์และนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี ได้มีการลงพื้นที่ พบปะพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจปัญหาและหาแนวทางพัฒนา ร่วมกับ ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน ประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งผู้สูงอายุ ในหมู่บ้านไตรรัตน์ หมู่ที่ 9 ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งโครงงานดังกล่าว จะมีส่วนช่วยพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับ ชุมชนบ้านไตรรัตน์ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง และวิสาหกิจชุมชนแปรรูปอาหารบ้านไตรรัตน์อย่างยั่งยืน

โดยนายติณณภพ ไตรรัตนชัยกูล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ที่ 9 ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้รับคำชื่นชม จากชาวบ้านในหมู่บ้าน ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ ไฟแรง มุ่งมั่นพัฒนาชุมชนอย่างไม่หยุดยั้ง ได้ให้ความเห็น ถึงกิจกรรม ดังกล่าวว่า “หมู่บ้านไตรรัตน์ ได้ดำเนินการตลาดชุมชนบ้านไตรรัตน์ และกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล โดยการรวมพลังชุมชนของหมู่บ้าน ที่มีคณาจารย์และนักศึกษา จากมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี เป็นที่ปรึกษา และการจัดกิจกรรมให้ความรู้กับประชาชนในพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง มีการนำภูมิปัญญาชาวบ้านและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งอาจารย์และนักศึกษายังได้มีการจัดกิจกรรม เสริมสร้างสุขภาวะทางกายใจให้กับผู้สูงอายุของชุมชน ผู้สูงอายุ ไม่เงียบเหงา ซึ่งทางมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี เป็นผู้ให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะและแนวคิด ออกแบบ วางแผนในการร่วมจัดกิจกรรมในชุมชน การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของดีชุมชน 

“ซึ่งโครงงานดังกล่าวจะทำให้ เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ คุณภาพชีวิตของชาวบ้านชุมชน มีการพัฒนาดีขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์กับหมู่บ้านเป็นอย่างมาก ชาวบ้านมีรายได้จากการขายสินค้าในตลาดชุมชน ทำให้เกิดรายได้ เข้ามาในชุมชน ซึ่งในปัจจุบันความเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับหมู่บ้าน มีการสานสัมพันธ์อันดี  เกิดพลังชุมชนที่เข้มแข็ง มีความสามัคคี  ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณ นักศึกษา และคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี เป็นอย่างยิ่ง”

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

จำได้ไหม! เจ้าของเสียงในตำนาน ‘ธงชาติและเพลงชาติไทย’ ที่คุ้นหูตั้งแต่เด็ก (คลิป)

Posted on December 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/697861

จำได้ไหม! เจ้าของเสียงในตำนาน 'ธงชาติและเพลงชาติไทย' ที่คุ้นหูตั้งแต่เด็ก (คลิป)

จำได้ไหม! เจ้าของเสียงในตำนาน ‘ธงชาติและเพลงชาติไทย’ ที่คุ้นหูตั้งแต่เด็ก (คลิป)

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.45 น.

วันที่ 13 ธันวาคม 2565 ผู้ใช้ TikTok ชื่อว่า @poizz3 โพสต์คลิปวิดีโอชายท่านหนึ่งด้วยท่าทางยิ้มแย้ม อารมณ์ดี พร้อมระบุแคปชั่นว่า “เจ้าของเสียงในตำนานที่เราได้ยินทุกเช้า ตอน 8 โมง กับตอน 6 โมงเย็น #เสียงในตํานาน #ผู้ประกาศในตำนาน”

ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะพูดออกมาเป็นประโยคหนึ่งว่า “ธงชาติและเพลงชาติไทย เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เราจงร่วมใจยืนตรงเคารพธงชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราช และความเสียสละของบรรพบุรุษไทย”

ซึ่งเสียงและประโยคดังกล่าวเรียกได้ว่าคุ้นหูคนไทยเป็นอย่างดี เพราะจะได้ยินเป็นประจำในทุกช่วงเวลา 08.00 น. และ 18.00 น. ก่อนจะมีการเปิดเพลงชาติไทย

โดยเจ้าของคลิป ก็ยืนยันว่านี่คือเจ้าของเสียงตัวจริงที่เราได้ยินบ่อยๆ เป็นเสียงในตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ คือ คุณประพันธ์ หิรัญพฤกษ์ อดีตผู้ประกาศข่าว (วิทยุ) กรมประชาสัมพันธ์ ที่ตอนนี้ยังแข็งแรงดี แม้จะอายุ 81 ปีแล้ว

https://www.tiktok.com/embed/v2/7175362574542703898?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Flikesara%2F697861

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ลองวิธีนี้ดูสิ! แก้เผ็ดถูกจอดรถขวางหน้าบ้าน ไม่ต้องทะเลาะเป็นเรื่อง

Posted on December 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/697856

ลองวิธีนี้ดูสิ! แก้เผ็ดถูกจอดรถขวางหน้าบ้าน ไม่ต้องทะเลาะเป็นเรื่อง

ลองวิธีนี้ดูสิ! แก้เผ็ดถูกจอดรถขวางหน้าบ้าน ไม่ต้องทะเลาะเป็นเรื่อง

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.23 น.

วันที่ 13 ธันวาคม 2565 โลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวจากแฟนเพจเฟซบุ๊กชื่อดังอย่าง อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทริน์ part 5.2 ได้ออมาเผยคลิปวิดีโอวิธีแก้ปัญหาการถูกจอดรถขวางหน้าประตูบ้าน 

โดยเพจได้ระบุคลิป พร้อมข้อความว่า “วิธีนี้ได้ผลและดีมากๆ แจ้งแนวทางการแก้ไขปัญหา โดนจอดรถขวางหน้าประตูบ้านครับ กรณีจอดรถกีดขวางประตูบ้านตามเจ้าของรถไม่ได้ รอมา 2 วันแล้ว รถแบ๊กโฮต้องเข้าทำงาน อย่า! ไปเคลื่อนย้ายรถเอง อย่า! ไปทำความเสียหายรถ อย่า! ไปทะเลาะให้เป็นเรื่องราว ขั้นตอนคือ โทร. 191 บอกเจ้าหน้าที่, ไปแจ้งความ และให้มาจัดการยกออกไป

ขอขอบพระคุณ สถานีตำรวจภูธรดอนหัวฬ่อ จังหวัดชลบุรี ขอขอบพระคุณ งานจราจร สภ.ดอนหัวฬ่อ มากครับผม ลงไว้เพื่อเป็นหลักฐาน มิได้มีเจตนาให้เกิดความเสื่อมเสีย แบบนี้ใครจ่ายค่ายกครับพี่/คนจอดรถขวางครับ”

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปเป็นสาธารณะ ต่างก็มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย อาทิ รถทรงแบบนี้ไม่มีแผ่วจริงๆ, ใช่ๆ ถ้าไม่จ่ายค่ายก ก็เอารถไปไม่ได้, เคยแจ้งนะ ตร.จะมาดูหาเจ้าของรถก่อน ไม่เจอก็เรียกรถยกมาจัดการให้แบบนี้เลย, อยากรู้ว่าเจ้าของรถต้องเสียค่าปรับกี่บาท, ทำทุกอย่างเป็นขั้นตอนถูกกฎหมาย 

ขอบคุณภาพประกอบ : อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทริน์ part 5.2

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=311&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F100083401773891%2Fvideos%2F1192356728375281%2F&show_text=false&width=560&t=0

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ตามไปดูอาชีพอยู่กับหิน! ชาวบ้านคัดหินกรวดสวยงามขายโกยรายได้เดือนละแสน

Posted on December 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/697855

ตามไปดูอาชีพอยู่กับหิน! ชาวบ้านคัดหินกรวดสวยงามขายโกยรายได้เดือนละแสน

ตามไปดูอาชีพอยู่กับหิน! ชาวบ้านคัดหินกรวดสวยงามขายโกยรายได้เดือนละแสน

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.16 น.

ตามไปดูอาชีพอยู่กับหิน ชาวบ้านตำบลคำเตย อำเภอเมืองนครพนม คัดหินกรวดสวยงามบรรจุถุงส่งขาย โกยเดือนละแสน สร้างงาน สร้างรายได้ทั้งหมู่บ้าน

วันที่ 13 ธ.ค.65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงนี้หลังเข้าสู่ฤดูแล้ง อีกทั้งหมดฤดูกาลเก็บเกี่ยวนาปี ทำให้ชาวบ้านหลายพื้นที่ในจังหวัดนครพนม ว่างงานไม่สามารถทำอาชีพการเกษตรสร้างรายได้เสริมได้ ต้องหันไปยึดอาชีพอื่นเสริมสร้างรายได้แทน เช่นเดียวกับพื้นที่ ต.คำเตย อ.เมืองนครพนม ถือเป็นพื้นที่ที่มีอาชีพแปลกแหวกตลาดคือขุดหินกรวด และคัดหินสวยงามสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะชาวบ้านโพนสวรรค์ หมู่ 18 ต.คำเตย อ.เมืองนครพนม เป็นหมู่บ้านที่มีอาชีพแปลกในช่วงฤดูแล้ง ที่หันมาทำอาชีพ คัดหินกรวดสวยงามบรรจุถุงส่งขาย โดยลูกค้านำไปประดับตกแต่งสวน มีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อไม่อั้น และส่งขายทั่วประเทศ ถึงแม้ในช่วงเจอวิกฤตโรคโควิดระบาด แต่ยังสามารถขายได้ อีกทั้งยังมีภาระต้นทุนต่ำ เพราะขุดหินกรวดมาจากทรัพยากรธรรมชาติใต้ดิน ที่มีอยู่ในผืนที่ดินท้องไร่ท้องนา ก่อนนำมาคัดแยกตามขนาดความสวยงาม ล้างด้วยน้ำสะอาดบรรจุถุงส่งขายในราคาถุงละ 25-30 บาท ลูกค้าต่างจังหวัดมีออเดอร์รับไม่อั้น เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ ทั้งผู้ประกอบการรวมถึงแรงงานชาวบ้านครบวงจร บางรายสร้างรายได้เดือนละนับแสนบาท ส่งผลดีมีเงินหมุนเวียนสะพัดในพื้นที่ ปีละหลายล้านบาท ที่สำคัญชาวบ้านไม่ตกงาน ไม่ต้องไปทำงานต่างถิ่น

ทั้งนี้ อาชีพขุดหินกรวดสวยงาม เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ คือ หินกรวดที่ขุดขึ้นมาจากใต้ดิน มีความสวยงามเป็นสีขาวนวล มีความแตกต่างจากที่อื่น จึงลองผิดลองถูกคัดหินสวยงามส่งขาย โดยชาวบ้านมีการศึกษาเรื่องหินกรวดประดับสวนมานานกว่า 10 -20 ปี เนื่องจากมีการตรวจสอบ พบว่าสภาพพื้นที่นาในหมู่บ้าน มีความพิเศษกว่าที่อื่น เมื่อขุดลึกลงไปประมาณ 1-2 เมตร จะเป็นดินปนหินกรวดที่มีสีสันสวยงาม จึงคิดว่าจะเป็นการเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ จึงขุดหินกรวดเหล่านั้นขึ้นมาคัดแยกออกจากดิน ด้วยการนำน้ำมาฉีดคัดแยกให้ได้แต่หินกรวดล้วนๆ ภายหลังพัฒนาต่อยอดเป็นอาชีพสร้างรายได้ตลอดปี

 นอกจากนี้ในการคัดแยกหินกรวดสวยงาม ส่งขายนำไปประดับสวน ได้มีการว่าจ้างชาวบ้านในพื้นที่ เป็นการสร้างงานให้มีรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น ตกวันละประมาณ 300-500 บาท แรงงานท้องถิ่นจะมาทำงาน ตามหน้าที่ที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่คัดแยกหิน คัดแยกสีหิน ขนาด ประกอบด้วย คัดแยกขนาดตามเบอร์ตามขนาด ตั้งแต่เบอร์ 1-5 และจะเน้นหินสีขาว ส่วนหินหลากสีจะแยกประเภทขายอีกราคาหนึ่ง โดยจะบรรจุใส่ถุงละประมาณถึงละ 7-10 กิโลกรัม ขายในราคาส่งถุงละ 25-30 บาท  นอกจากนี้ยังมีหินขนาดเม็ดเล็กๆ ที่ตกเกรดคัดแยกออกจากเบอร์ 1-5 เรียกว่าหินแกรบขายอีกราคาหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านจะมีรายได้วันละ 300-500 บาทต่อคน โดยรายได้ขึ้นอยู่ที่ความเร็วและความชำนาญในการคัดแยก ส่วนคนรับซื้อจะสามารถสร้างรายได้เดือนละเป็นแสน สร้างเงินหมุนเวียนสะพัดในพื้นที่ปีละหลายล้านบาท

สำหรับการขุดหินกรวดขาย ไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ เมื่อขุดหินมาคัดแยกขายแล้ว เจ้าของที่ดินจะปรับพื้นที่เป็นที่นาสามารถทำนาได้ตามปกติ ชาวบ้านเชื่อกันว่าในอดีตพื้นที่ดังกล่าวน่าจะเป็นสายน้ำไหลผ่านที่เป็นศูนย์รวมของหินกรวด ถือเป็นการสร้างรายได้ดีให้กับชาวบ้านพอสมควร สำคัญที่สุดในช่วงฤดูแล้งชาวบ้านในพื้นที่ ไม่ต้องไปทำงานต่างจังหวัด เพราะมีอาชีพรับจ้างคัดแยกหินสร้างรายได้ทุกวัน วันละ 300-500 บาท

นางบุตรศรี บอดดี อายุ 55 ปี ชาวบ้านโพนสวรรค์ หมู่ 18 ต.คำเตย อ.เมืองนครพนม ที่มีอาชีพรับจ้างคัดหินกรวดส่งขาย เปิดเผยว่ามาทำงานรับจ้างคัดหินกรวดในบ่อนับสิบปี สร้างรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาทเป็นอย่างน้อย แล้วแต่ความสามารถเฉพาะตัว เพราะผู้ว่าจ้างจะจ่ายเงินตามจำนวนหินที่ได้ ตะกร้าละประมาณ 4-5 กิโลกรัม คัดมากได้มากในราคาตะกร้าละ 5 บาท ถือว่าเป็นรายได้ที่ดี นายจ้างก็ไม่เอาเปรียบลูกจ้าง และไม่ต้องไปทำงานต่างถิ่น ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้าน มีอาชีพคัดหินกรวดกันแทยทุกหลังคาเรือน

ส่วนการคัดแยกมีขั้นตอนการคัดแยกขนาดตามไซน์ 5 เบอร์ เริ่มจาก 1-5 ใหญ่สุดคือเบอร์ 5 แต่ต้องเป็นหินสีขาวทั้งหมด  ที่สำคัญต้องคัดหินที่แตกเสียหายไม่สวยงามออก ก่อนจะบรรจุถุงชั่งน้ำหนักประมาณ 8-10 กิโลกรัม  แต่ขายในราคาเท่ากันประมาณถุงละ 25-30 บาท ส่วนหินที่ขนาดเล็กจะคัดแยกขายอีกราคา  นอกจากนี้ยังมีหินหลากสีที่บรรจุรวมขายในราคาเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดี ส่วนพ่อค้าที่มารับซื้อจะนำไปขายต่อราคาถุงละ 50-60 บาท แล้วแต่พื้นที่ขึ้นอยู่ระยะทางขนส่ง เพื่อนำไปประดับตกแต่งสวนตามสถานที่บ้านเรือน ให้เกิดความสวยงาม จึงเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดีพอสมควร ทำให้ชาวบ้านมีอาชีพเสริมในช่วงฤดูแล้ง ที่สำคัญไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานไปหากินต่างพื้นที่ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,935,070 hits

Join 4,117 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ชงพรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตตอ.กลาง คลังเสนอครม. 5 พ.ค. นี้
เท้ง นำทัพพรรคประชาชน เดินขบวนยื่นร่างปฏิรูปประกันสังคม
"ปตท.-บางจาก" ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน มีผลตี 5 พรุ่งนี้ 1 พฤษภาคม 2569
นายกฯ อวยพรวันแรงงานสากล ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง มีความมั่นคงในชีวิต
ทวี ชี้ปรับโครงสร้างค่าไฟ แค่ย้ายภาระ ไม่ใช่การ แก้ปัญหา จี้แก้ให้ถูกจุด เลิกค่าไฟทิพย์
ศาลสิงคโปร์สั่งปรับนักกิจกรรมหญิง 3 คน เดินขบวนหนุนปาเลสไตน์
ค่าไฟใหม่ถูกลงแน่ นายกฯ บอก อนาคตโซลาร์รูฟจะไม่แพง
ซูเปอร์มาร์เก็ตแทบแตก มิ้นท์ รัญชน์รวี ในลุค Grocery run ที่ทำเอาโซเชียลนอนไม่หลับ
เปาบุ้นจิ้นไทยภักดี หมอวรงค์ อาสาตีแผ่ความจริงกลางสภา หลังอธิบดีฝนหลวงร่อนจดหมายลาออก ชมคลิป
รมว.พม. ผนึกกำลัง 20 กระทรวง ขับเคลื่อนกลไกพัฒนาสตรี ลดความเหลื่อมล้ำทางเพศ สร้างสังคมที่ทุกคนได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน

Recent Posts

  • นักเขียนซีไรต์ ฉะ ‘พรรคส้ม-ไอซ์’ สร้างความแตกแยกระหว่างรุ่น แต่ยังหาเสียงกับคนแก่
  • จุลพันธ์ เดินหน้าเชิงรุก สกัดบริษัทหลอกคนไปทำงานต่างแดน
  • คนใกล้ชิดไล่ไทม์ไลน์โต้ ยันหลานสุริยะไม่เคยพบราเชน
  • พรรคประชาชน เปิดแคมเปญใหญ่ 100 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ชวนคนกรุงตั้งคำถาม กรุงเทพฯ ยากไปไหม
  • ศธ. ย้ำชัด ทุกโรงเรียน ต้องลดภาระผู้ปกครองทันที ไม่มีข้อยกเว้น

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d