Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สุดทน! ชาวบ้านกระโจนลงหลุมกลางถนน หว่านแหจับปลาประชด

Posted on July 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666654

สุดทน! ชาวบ้านกระโจนลงหลุมกลางถนน หว่านแหจับปลาประชด

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 07.26 น.

14 ก.ค.65 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก นายเผือก แก่นกระโทก อายุ 60 ปี  ตัวแทนชาวบ้าน บ้านสระมะค่า ม.2 ต.หนองไม้ไผ่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา พร้อมด้วยชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ได้ทำการหว่านแห ลงหลุมถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อและมีน้ำขัง ไร้การพัฒนามาหลายปี เพื่อเป็นการประชดประชัน องค์การบริหารส่วนตำบลหนองไม้ไผ่ ที่ไม่มีการจัดสรรงบประมาณ มาช่วยเหลือเพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ให้กับชาวบ้านที่สัญจรไปมา โดยเส้นทางดังกล่าวเป็นถนนสายรองสามารถสัญจรผ่านไปพื้นที่อำเภอครบุรีและอำเภอเสิงสาง ออกไปทางจังหวัดบุรีรัมย์ได้

นายเผือก กล่าวว่า ถนนเส้นกลางดังกล่าวได้พังชำรุดเสียหายเป็นหลุมเป็นบ่อมานานหลายปีแล้ว หลังจากที่มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไม้ไผ่เกิดขึ้นในพื้นที่ ก็มีการสัญญากับชาวบ้านว่าจะพัฒนาถนนหนทางให้มีมาตรฐาน แต่ก็เป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้น ถนนก็ยังพังเหมือนเดิม ไร้การพัฒนา บางครั้งผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ก็ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บ ต่อมาชาวบ้านไปร้องขอให้มีการทำถนนที่มาตรฐาน แต่ก็ไร้วี่แวว จึงได้มีการประชดประชันโดยการนำแหหว่านปลามาหว่านลงหลุมที่เป็นถนน เพื่อต้องการสื่อสารให้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไม้ไผ่ ได้รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น หรืออยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาช่วยเหลือจัดสรรงบประมาณในการซ่อมแซมถนนให้มีความเป็นมาตรฐานเกิดขึ้นในหมู่บ้าน หรือจะต้องรอให้เกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิตถึงจะทำถนนให้ จึงอยากวิงวอนขอถนนสายใหม่ เพื่อเป็นการทำทาน ให้กับชาวบ้านเนื่องในวันเข้าพรรษา. -008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เก็บตกภาพบรรยากาศ! เวียนเทียนวันอาสาฬหบูชา ‘วัดใหญ่ชัยมงคล’

Posted on July 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666651

เก็บตกภาพบรรยากาศ! เวียนเทียนวันอาสาฬหบูชา 'วัดใหญ่ชัยมงคล'

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 07.15 น.

วัดใหญ่ชัยมงคล เปิดให้พุทธศาสนิกชนร่วมกิจกรรมเวียนเทียน เนื่องในวันอาสาฬหบูชา หลังเว้นกิจกรรมเวียนเทียนมากว่า 3 ปี

13 กรกฎาคม 2565 เมื่อเวลา 20.00 น. ที่วัดใหญ่ชัยมงคล ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา พระครูสิริชัยมงคล รองเจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยา เจ้าอาวาสวัดใหญ่ชัยมงคล ได้นำคณะสงฆ์ คณะแม่ชี อุบาสกและอุบาสิกา วัดใหญ่ชัยมงคล จัดกิจกรรมเวียนเทียน เพื่อเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันอาสาฬหบูชา ประจำปี 2565 ซึ่งทางวัดใหญ่ชัยมงคล ได้จัดกิจกรรมเวียนเทียนเป็นการภายใน 

โดยได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเวียนเทียนได้ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ ช่วงเช้า จนถึง เวลา 24.00 น. รอบอุโบสถและพระมหาเจดีย์ชัยมงคล เป็นการเปิดโอกาสให้ หนุ่มสาว โรงงาน บริษัท ห้างร้าน ที่เลิกงานจากการทำโอที ได้มีโอกาสได้เวียนเทียน เนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาหลังจากที่ทางวัดใหญ่ชัยมงคล งดให้บุคคลภายนอก ร่วมกิจกรรมเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา มานานกว่า 3 ปี ส่งผลให้ กิจกรรมเวียนเทียนในครั้งนี้ มีพุทธศาสนิกชน หมุนเวียนกันมาเวียนเทียนเนื่องในวันอาสาฬหบูชาเป็นจำนวนมาก ภายใต้มาตราการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด19) กันเป็นอย่างดี

พระครูสิริชัยมงคล รองเจ้าคณะอำเภอ พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ในช่วงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของทุกปี ประชาชน และนักท่องเที่ยว ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ใกล้เคียง จะเดินทางมาทำบุญ กราบไหว้ขอพรพระที่วัดใหญ่ชัยมงคลเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกิจกรรมการเวียนเทียน รอบอุโบสถ และมหาเจดีย์ชัยมงคล ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญของวัดใหญ่ชัยมงคล ประชาชน และนักท่องเที่ยว จะเดินทางมาเวียนเทียนตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะหนุ่มสาวโรงงาน ที่ต้องทำงาน และออกกะมาช่วงกลางคืน จะรีบเดินทางมาเวียนเทียนที่วัดใหญ่ชัยมงคลก่อนที่จะเดินทางกลับที่พัก เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : กว่าจะมีกฎหมาย‘คาร์ซีท’ เบื้องหลังและข้อจำกัด‘ไทย’

Posted on July 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666578

สกู๊ปแนวหน้า : กว่าจะมีกฎหมาย‘คาร์ซีท’  เบื้องหลังและข้อจำกัด‘ไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

“53 วัน” เป็นตัวเลขนับถอยหลังจากวันนี้ (14 ก.ค. 2565) ไปจนถึงวันที่ 5 ก.ย. 2565 ซึ่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษามาตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2565 โดยสาระสำคัญคือ “กำหนดให้เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ” หรือ “คาร์ซีท(Car Seat)” จะมีผลบังคับใช้

หากจำกันได้ ในช่วงเดือนแรกที่มีข่าวกฎหมายดังกล่าว เกิด “ดราม่า” เกิดกระแสคัดค้าน เพราะแม้จะรู้ว่าเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับบุตรหลาน อีกทั้งเป็นมาตรฐานสากลที่ประเทศพัฒนาแล้วให้ความสำคัญ แต่ก็เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค. 2565 มีการหยิบยกเรื่องนี้มาพูดถึงกันในการเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “คาร์ซีท…คาใจ” จัดโดย แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.)

นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะรองประธาน
คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร
 เปิดเผยเบื้องลึกเบื้องหลังของการออกกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งผ่านการถอดบทเรียนจากต่างประเทศ แล้วพบว่า ประเทศระดับเดียวกับไทยที่มีการบังคับใช้กฎหมายแบบเดียวกัน ก็มีปัญหาเรื่องภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนเหมือนกัน

“เราไม่เทียบกับอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ที่เขาพัฒนาแล้ว มันผ่านไปแล้ว สถานะไม่เหมือนกัน แต่ฟิลิปปินส์คล้ายเรา
มาเลเซียคล้ายเรา เราก็เลยขอข้อมูลจากฟิลิปปินส์ แล้วฟิลิปปินส์ก็ชี้ตรงกับที่เราคิด คือประชาชนเขาก็ยากในการเข้าถึงเหมือนกัน เขาก็เลยกำหนดว่า 1.ให้รัฐส่งเสริมให้ราคาถูกลง 2.ราคาถูกลงแล้วต่อมาให้มีการผลิตขึ้น มีการส่งเสริมให้ทำในประเทศ ของเราเองยังไม่เคยมีบริษัทไหนทำเลยในประเทศไทย ก็มีสถานะด้อยกว่าฟิลิปปินส์อยู่ เรานำเข้าล้วนๆ”
 นิกร กล่าว

แต่ถึงจะทำทั้งการส่งเสริมให้ผลิตในประเทศ หรือลดภาษีหากนำเข้าจากต่างประเทศ ก็ยังมีครัวเรือนส่วนหนึ่งที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึง นิกร เล่าต่อไปว่า ฟิลิปปินส์ พยายามแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการจัดให้มีระบบ “เช่าคาร์ซีท” จึงกลายมาเป็นแนวทางการออกกฎหมายคาร์ซีทในไทย ที่ส่งเสริมให้มี “คาร์ซีทมือสอง” รวมถึงส่งเสริมการบริจาคสำหรับครัวเรือนที่เข้าไม่ถึง

ขณะเดียวกัน การพูดคุยกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในฐานะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจราจร เบื้องต้นทาง สตช. เห็นด้วยกับการระบุในกฎหมายว่าที่นั่งจัดพิเศษสำหรับเด็กไม่ใช่ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ซึ่งหากจะใช้มาตรฐานสูงสุดระดับสากล คาร์ซีทหรือนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ที่ได้มาตรฐานดังกล่าวจะตกอยู่ราคาตัวละเกือบ 2 หมื่นบาท นอกจากนี้ กฎหมายที่ออกมายังให้อำนาจ สตช. ไปกำหนดหลักเกณฑ์ลักษณะที่นั่งจัดพิเศษสำหรับเด็ก

อีกทั้งยังขอความร่วมมือ สตช. ว่า ในช่วงแรกๆ ของการบังคับใช้กฎหมาย ขอให้ดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป “อย่าทำให้คาร์ซีทเป็นเรื่องคาใจ..เพราะถ้าประชาชนไม่ยอมรับกฎหมายจะเสียตั้งแต่ต้น” แต่เมื่อกฎหมายไปถึงการพิจารณาของวุฒิสภา (สว.) ที่ประชุม สว. ต้องการให้ใช้คำว่าที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ซึ่งในขั้นตอนนี้กลายเป็นความเห็นที่ขัดแย้งกันระหว่างวุฒิสภา กับสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กระทั่งต้องตั้ง กมธ. ขึ้นมาพิจารณากันใหม่

“มันจะมี 3 แบบ 1.ที่นั่งนิรภัยเต็มรูป ก็คือคาร์ซีทเต็มรูป ที่ปลอดภัย ที่เป็นมาตรฐาน 2.ที่นั่งพิเศษที่จัดสำหรับเด็กตรงนี้เบาลงมาหน่อย ให้ปลอดภัย และ 3.วิธีการอื่นใดสำหรับประเทศเรา แล้วตกลงกัน เจอกันครึ่งทางเป็นแบบนี้ กฎหมายขณะนี้เป็นแบบนี้ เราก็ยอมให้ผ่านตอนหลัง พอถึงจุดนี้เราก็จัดให้มีการประชุม กมธ. แล้วผมก็ได้เชิญหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้อง มีกรมศุลกากร กรมการค้าภายใน กระทรวงอุตสาหกรรม
” นิกร ระบุ

รอง ปธ.กมธ. การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ขยายความเพิ่มเติมในส่วนความเห็นแย้งกันระหว่างที่ประชุม สว. กับ สส. ว่า ในขณะที่ทาง สว. ต้องการให้ใช้คำว่านิรภัย แต่การใช้คำดังกล่าวจะเกิดปัญหาตามมา เพราะมาตรฐานความปลอดภัยที่กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศไว้ อิงกับมาตรฐานสากลโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) หรือมาตรฐานสูงสุดเพียงมาตรฐานเดียว ทำให้กฎหมายบังคับใช้จริงได้ยากเพราะคาร์ซีทมาตรฐานระดับนี้มีราคาแพง

อีกด้านหนึ่ง องค์การอนามัยโลก (WHO) หน่วยงานด้านสุขภาพของสหประชาชาติ ยังทักท้วงมาอีกว่า หากไทยประกาศกฎหมายคาร์ซีทในลักษณะให้ทางเลือก 3 แบบข้างต้น จะไม่ผ่านการประเมินของ WHO ที่ใช้มาตรฐานสูงสุดเป็นเกณฑ์ เรื่องนี้ได้แย้งไปว่าหากใช้มาตรฐานดังกล่าวประชาชนคนไทยจะเดือดร้อนอย่างมาก ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ต้องการมาตรฐานระดับนั้น ซึ่งเป็นมาตรฐานของประเทศพัฒนาแล้ว เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ที่ไทยยังอะลุ้มอล่วยให้ทำได้ อาทิ การนั่งท้ายรถกระบะ การนำพาหนะอื่นๆ มาดัดแปลงเป็นรถรับ-ส่งนักเรียน เป็นต้น

“บริบทสังคมไทย คือเราไม่ได้เป็นประเทศร่ำรวย อย่างรถโรงเรียนของเรา รถโรงเรียนของอเมริกา ผมเคยไปอยู่ มันแข็งแรงมาก ชนกับรถถังยังได้ มันถูก Design (ออกแบบ) มาเป็นพิเศษ แต่ของเรารถสองแถว แล้วถ้าไม่มีเด็กจะไปโรงเรียนอย่างไร มันเป็นลักษณะของประเทศที่เรียกว่ากำลังพัฒนาก็ได้ เราก็ต้องหาทางเอาตัวรอดไปตามบริบทของเรา

ดังนั้นการนั่งข้างหลังของรถกระบะก็ยังให้นั่งอยู่จนปัจจุบัน เราก็มาคิดค้นวิธี ตามหลักคือต้องไม่นั่งเลยเพราะถ้าชนแล้วบางทีตายยกครัว เราก็คิดวิธี 1.อย่าให้นั่งเกิน 6 คน เพราะถ้าเกิน 6 คนน้ำหนักมันจะเหวี่ยงตัว แล้วความเร็วไม่ให้เกิน 80 กม./ชม. มันก็ปลอดภัย คือนั่งข้างหลังไปงานทอดกฐินได้ แต่อย่านั่งให้มากแล้วอย่าขับให้เร็ว” นิกร ยกตัวอย่างเทียบเคียง

รอง ปธ.กมธ. การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ยังกล่าวอีกว่า เมื่อมีกฎหมายการทำความเข้าใจกับประชาชนก็เริ่มขึ้น และจะดีขึ้นต่อไปในอนาคต ขณะเดียวกัน ยังฝากถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง หากมีฐานะดีหน่อยก็ซื้อคาร์ซีทเต็มรูปแบบ หากฐานะด้อยลงมาบ้างก็ซื้อที่นั่งเสริมสำหรับเด็ก หรือหากไม่มีจริงๆ ก็พยายามขับรถให้ช้าลง ด้วยความตระหนักว่ามีเด็กที่เป็นบุตรหลานของตนเองอยู่ในรถ

ขณะที่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควรหาแนวทางออกมาตรฐานความปลอดภัยแบบไทย (นอกเหนือจากมาตรฐานสากล) สำหรับคาร์ซีท..เพื่อเป็นทางเลือกแก่ประชาชน!!!


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชมกันเต็มตา! พระจันทร์เต็มดวงคืนเข้าใกล้โลกที่สุดในรอบปี ‘SuperFullMoon2022’

Posted on July 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666641

ชมกันเต็มตา! พระจันทร์เต็มดวงคืนเข้าใกล้โลกที่สุดในรอบปี 'SuperFullMoon2022'

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 23.13 น.

วันนี้! 13 กรกฎาคม 2565 เพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้เปิดให้ประชาชนส่งภาพดวงจันทร์เต็มดวงคืนเข้าใกล้โลกที่สุดในรอบปี #SuperFullMoon2022 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา 2565 เพื่อบอกเล่าบรรยากาศการชมดวงจันทร์มีขนาดใหญ่กว่าปกติด้วยตาเปล่าได้ทั่วประเทศ โดยทาง NARIT ได้เปิดจุดสังเกตการณ์หลักทั้ง 4 แห่ง ประกอบด้วย ที่อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา ที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา และที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา

ล่าสุด NARIT เปิดเผยภาพดวงจันทร์เต็มดวงกลมโตสวยงามที่ส่งตรงจากโคราช ขณะที่มีประชาชนจากทั่วประเทศ ได้แชร์ภาพพระจันทร์เต็มดวงมายังหน้าเพจของ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เป็นจำนวนมากอีกด้วย อาทิ 

จ.ภูเก็ต

จ.พิจิตร

จ.สตูล

กทม.

ที่ตลิ่งชัน กทม.

จ.ศรีสะเกษ 

จ.พระนครศรีอยุธยา

จ.กระบี่ 

จ.บุรีรัมย์ มีเมฆเยอะ เห็นไม่เต็มดวง

จ.นนทบุรี 

จ.นครปฐม

ขอบคุณข้อมูลNARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ  และเจ้าของภาพทุกภาพมา ณ ที่นี้

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชื่นชมป้าใจบุญ ตระเวนให้อาหารน้องหมา–แมวจรจัดต่อเนื่อง 10 ปี ไม่ขอรับบริจาค

Posted on July 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666613

ชื่นชมป้าใจบุญ ตระเวนให้อาหารน้องหมา–แมวจรจัดต่อเนื่อง 10 ปี ไม่ขอรับบริจาค

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 20.19 น.

ป้าใจบุญ!ตระเวนให้อาหารน้องหมา – แมวจรจัด ต่อเนื่อง 10 ปี ไม่ขอรับบริจาค

วันที่ 13 ก.ค.65 ผู้สื่อข่าวรายได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าในย่านตำบลโพธิ์เสด็จ  อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยเฉพาะในซอยทวดทอง 3 ต.โพธิ์เสด็จและใกล้เคียง เขตเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช มีป้าใจบุญคนหนึ่งนำอาหารตระเวนให้น้องหมาและแมวจรจัดที่อาศัยอยู่ริมถนนตามจุดต่าง ๆ รวมกว่า 30 ตัว และทราบว่า หากหมา และแมว ถูกรถชนก็จะไปไปหาหมอ พร้อมกับทำหมัน หมาแมว โดยใช้เงินส่วนตัวทั้งหมด ซึ่งจะปฏิบัติต่อเนื่องมาทุกวันไม่เว้นวันหยุด แม้วันฝนตกหนักหรือช่วงน้ำท่วม ก็ไม่เว้นยังพยายามนำอาหารมาให้หมา และแมวตามปกติ จนเป็นที่ยกย่องชื่นชมของผู้คนที่พบเห็นจนชินตา

นางลำไย กาวเพชร อายุ 50 ปี ชาวบ้านริมถนนชลประทาน ต.โพธิ์เสด็จ  อ.เมืองนครศรีธรรมราช เล่าว่า ตนมีอาชีพเย็บผ้าอยู่บ้าน ส่วนสามี และลูก 3 คน เติบโตกันหมดแล้ว และช่วยงานพ่อที่รับเหมาออกแบบและตกแต่งภายใน ครอบครัวของตนจึงไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง รายได้ของตนทั้งหมด จะนำมาใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลี้ยงดูหมา แมวจรจัด ทั้งหุงข้าว ซื้อโครงไก่ อาหารสำเร็จรูปไปวางตามจุดต่างๆ ทีมีหมา แมวจรจัด รวมทั้งหมาแมวที่พิการ ปกติสามีทำหน้าที่ขับรถกระบะตระเวนส่งตนให้อาหารหมา แมวจรจัด ตามสถานที่ต่างๆ เกือบ 10 จุด ก่อนจะกลับบ้าน สำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตนไม่ขอรับบริจาค และใช้เงินส่วนตัวทั้งหมดใช้เลี้ยงดูหมา แมวจรจัดหากพบหมาแมวบาดเจ็บ จะพาไปหาหมอ และทำหมัน

“ป้าคิดกว่าสัตว์ทุกชนิดมีหัวใจ มีความหิวเหมือนมนุษย์ รู้สึกรักและสงสาร โชคดีที่มีสามีและลูก 3 คนทุกคนรักสัตว์เหมือนกัน ทั้งหมา แมว แม้กระทั่งนกทุกชนิด โดยช่วงเย็นของแต่ละวันป้าและสามีจะตระเวนนำอาหารไปให้หมา แมวจรจัดตามจุดต่าง ๆ วันใดสามีติดงาน ป้าจะจ้างเพื่อนบ้านช่วยขับรถพาเอาอาหารไปให้หมา แมวจรจัด ส่วนค่าใช้จ่ายประมาณ 300 บาท/วัน อย่างไรก็ตามช่วงนี้โครงไก่ราคาแพงขึ้น กก.31 บาท ซึ่งตนซื้อครั้งละ 15 – 20 กก.”ป้าลำไย กล่าว

นางลำไย กาวเพชร กล่าวอีกว่า ใครจะมองตนและครอบครัวอย่างไรก็ช่างเขา แต่เรารักและเอ็นดูสงสารมันทำแล้วมีความสุขและสบายใจ ถือว่าได้บุญกุศล ทำมาแล้วเกือบ 10 ปี และจะทำอย่างนี้ตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่  ตามปกติที่บ้านก็เลี้ยงน้องหมาไว้ 3 ตัวแต่ต่อมามันเสียชีวิตไป จึงคิดว่าจะไม่นำมาเลี้ยงที่บ้านเพิ่มอีก แต่จะเลี้ยงหมา แมวจรจัดและพิการตามจุดต่าง ๆ ให้มันได้กินอาหารอิ่มท้อง

-001

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แฉดันทุรังจัดงานจนได้ ทั้งที่เจ้าอาวาสวัดธาตุทองไม่อนุญาต จับพิรุธท่าที’ไวยาวัจกร’

Posted on July 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666612

แฉดันทุรังจัดงานจนได้ ทั้งที่เจ้าอาวาสวัดธาตุทองไม่อนุญาต จับพิรุธท่าที'ไวยาวัจกร'

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 20.18 น.

จัดงานจนได้! แฉกลุ่มหาผลประโยชน์จากวัดธาตุทอง เย้ยสำนักงานเขตวัฒนาที่แจ้งยกเลิกจัดงานในวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา บริเวณลานจอดรถหน้าวัด 13-21 ก.ค.นี้ ทั้งที่เจ้าอาวาสวัดยังไม่ได้เซ็นอนุญาตให้จัดแต่อย่างใด จับพิรุุธ “ไวยาวัจกรวัด”ส่อมีเอี่ยว อ้างบอกต่อหน้า “พระราชวรญาณโสภณ” แจ้งให้ผู้จัดยกเลิกแล้ว แต่เอาเข้าจริงกลับมีการเปิดงานหน้าตาเฉย ขณะที่ประชาชนตั้งข้อสงสัยเงินค่าเช่าล็อกละ 15,000 บาทเข้ากระเป๋าใคร? ขณะที่หน.ฝ่ายสิ่งแวดล้อมเตือนหากเกิดคลัสเตอร์โควิดใหม่ โดนดำเนินคดีแน่

ความคืบหน้ากรณีประชาชนร้องเรียนไปยังสำนักงานเขตวัฒนา ขอให้ยกเลิกการจัดงานในวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาช่วงวันที่ 13 -21 ก.ค.65 ภายในบริเวณลานจอดรถวัดธาตุทอง เขตวัฒนา กทม.เนื่องจากเป็นช่วงสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิดกลับมาระบาดรอบใหม่จึงไม่เหมาะที่จะรวมกลุ่มทำกิจกรรมใดๆ ที่เป็นการสุ่มเสี่ยงให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่ โดยเฉพาะภายในบริเวณวัดธาตุทอง เนื่องจากเกรงจะส่งผลกระทบกับโรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง, โรงเรียนวัดธาตุทอง, โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง และอาจมีกิจกรรมที่ขัดต่อหลักศาสนาและสร้างความเดือดร้อนต่อส่วนรวมมากกว่าเกิดประโยชน์ ซึ่งทางเรื่องนี้ผู้อำนวยการเขตวัฒนาได้มีหนังสือแจ้งขอยกเลิกการจัดงานไปแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.65 ที่ผ่านมา และพระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดธาตุทอง ก็ไม่ได้เซ็นอนุญาตให้มีการจัดงานแต่อย่างใด ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด เมื่อช่วงค่ำวันที่ 13 ก.ค.65 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บริเวณลานจอดรถวัดธาตุทอง ปรากฎว่า ทางผู้จัดงานไม่ได้มีการยกเลิกการจัดงานแต่อย่างใด และวันนี้เป็นวันแรกของการจัดงานและตรงกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาคือวันอาสาฬหบูชา จากการเดินสำรวจบริเวณพื้นที่จัดงานที่เต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ ที่พากันมาออกร้านขายของตามเต๊นท์ที่ทางผู้จัดงานจัดให้เช่าล็อกละ 15,000 บาท แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเหลือพื้นที่ว่างอีกมากที่ยังไม่มีพ่อค้าแม่ค้ามาจับจอง และจากการสำรวจโดยรอบไม่พบว่ามีจุดคัดกรองโควิดแต่อย่างใด อีกทั้งรอบๆ บริเวณพื้นที่จัดงานถึงแม้จะมีป้ายบอกทางเข้าออกชัดเจน แต่ก็ไม่ได้ควบคุมพื้นที่เป็นสัดส่วนเท่าใดนัก สามารถเข้าออกได้โดยรอบ

สอบถามแม่ค้าที่มาร่วมออกงานทราบว่า การที่จะจับจองพื้นที่ร้านค้าได้จะต้องติดต่อผู้จัดงาน ซึ่งก็คือชื่อและเบอร์ที่ติดอยู่บนป้ายประกาศโดยจ่ายเหมาล็อกละ 15,000 บาท ซึ่งวันนี้เป็นวันแรกไม่รู้ว่าค่าเช่าที่จ่ายไปในครั้งนี้จะคุ้มกับที่ขายได้หรือไม่ ส่วนค่าเช่าที่จะตกไปอยู่ที่ใครนั้นเราไม่อาจรู้ได้ เพราะเราติดต่อผ่านคนกลางตามประกาศเท่านั้น

พ่อค้ารายหนึ่ง (ขอสงวนชื่อและนามสกุล) ที่ตั้งร้านขายอยู่บริเวณหน้าวัดธาตุทอง บอกว่า บริเวณลานจอดรถของวัดธาตุทองนั้นทุกวันจะเต็มไปด้วยญาติโยมที่มาทำศาสนกิจ เช่น งานศพ งานบวช งานทำบุญ จะทำให้ลานจอดรถนั้นเต็มทุกวัน หากมีการจัดงานกิจกรรมจริงๆ ก็จะเดือดร้อนญาติโยมเหล่านี้และอาจเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดระลอกใหม่ อีกทั้งการจัดงานกิจกรรมในครั้งนี้มีกำหนดหลายวัน ซึ่งอาจทำให้ทั้ง 3 โรงเรียนวัดธาตุทองได้รับผลกระทบ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 12 ก.ค.65 ที่ผ่านมาพระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดธาตุทอง ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ช่วงเย็น (วันที่12ก.ค.) ทางคณะกรรมการจัดงานและกรรมการวัดจะร่วมประชุมหารือกันเพื่อหาข้อสรุปว่าจะยังคงดำเนินจัดกิจกรรมต่อหรือยกเลิก เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก

ต่อมาเวลา 16.10 น.วันเดียวกันกรรมการมูลนิธิวัดธาตุทองได้เข้ากราบพระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดธาตุทองเพื่อหารือเกี่ยวกับกรณ๊ดังกล่าวโดยมีไวยาวัจกรวัดและเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนานั่งร่วมหารืออยู่ด้วยโดยทางไวยาวัจกรวัดได้แจ้งต่อหน้าพระราชวรญาณโสภณว่า ได้บอกให้ผู้จัดงานเลิกจัดแล้วโดยจะใช้ระยะเวลา 2 วันในการจัดเก็บเต็นท์และอุปกรณ์ต่างๆ ออกไปจากบริเวณจัดงาน แต่จากการสังเกตกลับตรงกันข้ามกับที่ทางไวยาวัจกรวัดคนดังกล่าวที่บอกต่อหน้าพระราชวรญาณโสภณว่า ได้แจ้งให้ผู้จัดเลิกจัดแล้ว แต่กลับพบว่ามีรถขนของมาลงในพื้นที่บริเวณจัดงานอย่างต่อเนื่อง แม้ทางพระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดธาตุทอง จะยืนยันว่าทางสำนักงานเขตได้มีหนังสือแจ้งยกเลิกการจัดงานมาแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมาและทุกคนภายในวัดก็ทราบกันแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.65 

จนกระทั่งวันนี้ (13 ก.ค.65) ผู้จัดก็ได้มีการจัดงานขึ้นมาจนได้ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ได้รับอนุญาตจากใคร หน่วยงานไหน และเงินค่าจับจองตั้งร้านล็อกละ 15,000 บาทซึ่งมีจำนวนหลายล็อกนั้นจะตกไปอยู่ที่ใด ทั้งนี้ เนื่องจากทางวัดไม่ได้เป็นผู้อนุญาตให้จัด แต่การจัดงานในครั้งนี้คาดว่าน่าจะมีการแอบอ้างชื่อพระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดธาตุทองว่าอนุญาตให้จัดมากกว่า ขณะที่มีผู้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า พระราชวรญาณโสภณ ไม่ได้เซ็นอนุญาตให้มีการจัดงานนี้แต่อย่างใด

ด้านนายวาน อุทัยศรี หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทางสำนักงานเขตวัฒนาได้มีการยื่นหนังสือขอให้ยกเลิกงานกิจกรรมดังกล่าวไปแล้วถึง 2 ครั้ง เนื่องจากเชื้อไวรัสโควิดยังระบาดอยู่ หากทางวัดยังคงดำเนินการที่จะจัดกิจกรรมต่อก็ทำได้ ทางสำนักงานเขตคงไม่มีอำนาจที่จะสั่งห้ามได้ แต่หากเกิดคลัสเตอร์โควิดขึ้น ทางวัดต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ รวมไปถึงผู้จัดงานด้วยในฐานความผิดฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมโรค – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิดประวัติความเป็นมา ‘วันเข้าพรรษา’ และ ‘อานิสงส์แห่งการจำพรรษา’ ของพระสงฆ์

Posted on July 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666574

เปิดประวัติความเป็นมา 'วันเข้าพรรษา' และ 'อานิสงส์แห่งการจำพรรษา' ของพระสงฆ์

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.45 น.

“วันเข้าพรรษา”ปีนี้ตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคม 2565 ซึ่งเป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่งที่พระสงฆ์เถรวาทจะอธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดระยะเวลา 3 เดือนตามที่พระวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรือภาษาปากว่า จำพรรษา (“พรรษา” แปลว่า ฤดูฝน, “จำ” แปลว่า พักอยู่) การเข้าพรรษานี้ถือเป็นข้อปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์โดยตรง พระสงฆ์จะไม่จำพรรษาไม่ได้ เนื่องจากรูปใดไม่จำพรรษาถือว่าต้องอาบัติทุกกฏตามพระวินัย การเข้าพรรษาตามปกติเริ่มนับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี (หรือเดือน 8 หลัง ถ้ามีเดือน 8 สองหน) และสิ้นสุดลงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา

วันเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หรือปีอธิกมาส จะเลื่อนเป็นวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 หลัง) หรือเทศกาลเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือปีอธิกมาส จะเลื่อนเป็นวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 หลัง ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) ถือว่าเป็นวันและช่วงเทศกาลทางศาสนาพุทธที่สำคัญเทศกาลหนึ่งในประเทศไทย โดยมีระยะเวลาประมาณ 3 เดือนในช่วงฤดูฝน โดยวันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ต่อเนื่องมาจากวันอาสาฬหบูชา (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8) ซึ่งพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั้งพระมหากษัตริย์และคนทั่วไปได้สืบทอดประเพณีปฏิบัติการทำบุญในวันเข้าพรรษามาช้านานแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัย

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการจำพรรษาอยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งตลอด 3 เดือนแก่พระสงฆ์นั้น มีเหตุผลเพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุดพักการจาริกเพื่อเผยแพร่ศาสนาไปตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นไปด้วยความยากลำบากในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันความเสียหายจากการอาจเดินเหยียบย่ำธัญพืชของชาวบ้านที่ปลูกลงแปลงในฤดูฝน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาจำพรรษาตลอด 3 เดือนนั้น เป็นช่วงเวลาและโอกาสสำคัญในรอบปีที่พระสงฆ์จะได้มาอยู่จำพรรษารวมกันภายในอาวาสหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ที่ทรงความรู้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ด้วย

ในวันเข้าพรรษาและช่วงฤดูพรรษากาลตลอดทั้ง 3 เดือน พุทธศาสนิกชนชาวไทยถือเป็นโอกาสอันดีที่จะบำเพ็ญกุศลด้วยการเข้าวัดทำบุญใส่บาตร ฟังพระธรรมเทศนา ซึ่งสิ่งที่พิเศษจากวันสำคัญอื่น ๆ คือ มีการถวายหลอดไฟหรือเทียนเข้าพรรษา และผ้าอาบน้ำฝน (ผ้าวัสสิกสาฏก) แก่พระสงฆ์ด้วย เพื่อสำหรับให้พระสงฆ์ได้ใช้สำหรับการอยู่จำพรรษา โดยในอดีต ชายไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชนเมื่ออายุครบบวช (20 ปี) จะนิยมถือบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์เพื่ออยู่จำพรรษาตลอดฤดูพรรษากาลทั้ง 3 เดือน โดยพุทธศาสนิกชนไทยจะเรียกการบรรพชาอุปสมบทเพื่อจำพรรษาตลอดพรรษากาลว่า “บวชเอาพรรษา”

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2551 รัฐบาลได้ประกาศให้วันเข้าพรรษาเป็น “วันงดดื่มสุราแห่งชาติ” โดยในปีถัดมา ยังได้ประกาศให้วันเข้าพรรษาเป็นวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วราชอาณาจักร ทั้งนี้เพื่อรณรงค์ให้ชาวไทยตั้งสัจจะอธิษฐานงดการดื่มสุราในวันเข้าพรรษาและในช่วง 3 เดือนระหว่างฤดูเข้าพรรษา เพื่อส่งเสริมค่านิยมที่ดีให้แก่สังคมไทย

*ความสำคัญและประโยชน์ของการเข้าพรรษา

1.ช่วงเข้าพรรษานั้นเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านประกอบอาชีพทำไร่นา ดังนั้น การกำหนดให้ภิกษุสงฆ์หยุดการเดินทางจาริกไปในสถานที่ต่างๆ ก็จะช่วยให้พันธุ์พืชของต้นกล้า หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อย ไม่ได้รับความเสียหายจากการเดินธุดงค์

2.หลังจากเดินทางจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนามาเป็นเวลา 8 – 9 เดือน ช่วงเข้าพรรษาเป็นช่วงที่ให้พระภิกษุสงฆ์ได้หยุดพักผ่อน 

3.เป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์จะได้ประพฤติปฏิบัติธรรมสำหรับตนเอง และศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตลอดจนเตรียมการสั่งสอนให้กับประชาชนเมื่อถึงวันออกพรรษา

4.เพื่อจะได้มีโอกาสอบรมสั่งสอนและบวชให้กับกุลบุตรผู้มีอายุครบบวช อันเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป

5. เพื่อให้พุทธศาสนิกชน ได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศลเป็นการพิเศษ เช่น การทำบุญตักบาตร หล่อเทียนพรรษา ถวายผ้าอาบน้ำฝน รักษาศีล เจริญภาวนา ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม งดเว้นอบายมุข และมีโอกาสได้ฟังพระธรรมเทศนาตลอดเวลาเข้าพรรษา

*มูลเหตุที่พระพุทธเจ้าอนุญาตการจำพรรษาแก่พระสงฆ์

ในสมัยต้นพุทธกาล พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงวางระเบียบเรื่องการเข้าพรรษาไว้ แต่การเข้าพรรษานั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์และพระสงฆ์สาวกปฏิบัติกันมาโดยปกติเนื่องด้วยพุทธจริยาวัตรในอันที่จะไม่ออกไปจาริกตามสถานที่ต่าง ๆ ในช่วงฤดูฝนอยู่แล้ว เพราะการคมนาคมมีความลำบาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสงฆ์ในช่วงต้นพุทธกาลมีจำนวนน้อยและส่วนใหญ่เป็นพระอริยะบุคคล จึงทราบดีว่าสิ่งใดที่พระสงฆ์ควรหรือไม่ควรกระทำ

ต่อมาเมื่อมีพระสงฆ์มากขึ้น และด้วยพระพุทธจริยาที่พระพุทธเจ้าจะไม่ทรงบัญญัติพระวินัยล่วงหน้า ทำให้พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้ทรงบัญญัติเรื่องให้พระสงฆ์สาวกอยู่ประจำพรรษาไว้ด้วย จึงเกิดเหตุการณ์กลุ่มภิกษุจาริกไปในที่ต่าง ๆ โดยไม่ย่อท้อทั้งในฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ทำให้ชาวบ้านได้พากันติเตียนว่า พวกพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาไม่ยอมหยุดพักสัญจรแม้ในฤดูฝน ในขณะที่นักบวชในศาสนาอื่น พากันหยุดเดินทางในช่วงฤดูฝน การที่พระภิกษุสงฆ์จาริกไปในที่ต่างๆ แม้ในฤดูฝน อาจเหยียบย่ำข้าวกล้าของชาวบ้านได้รับความเสียหาย หรืออาจไปเหยียบย่ำโดนสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ออกหากินจนถึงแก่ความตาย เมื่อพระพุทธเจ้าทราบเรื่อง จึงได้วางระเบียบให้ภิกษุประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง เป็นเวลา 3 เดือนดังกล่าว

*การเข้าพรรษาของพระสงฆ์ตามพระวินัยปิฎก

ตามพระวินัย พระสงฆ์รูปใดไม่เข้าจำพรรษาอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงปรับอาบัติแก่พระสงฆ์รูปนั้นด้วยอาบัติทุกกฎ และพระสงฆ์ที่อธิษฐานรับคำเข้าจำพรรษาแล้วจะไปค้างแรมที่อื่นไม่ได้ แต่ถ้าหากเดินทางออกไปแล้วและไม่สามารถกลับมาในเวลาที่กำหนด คือ ก่อนรุ่งสว่าง ก็จะถือว่าพระภิกษุรูปนั้น “ขาดพรรษา” และต้องอาบัติทุกกฎเพราะรับคำนั้น รวมทั้งพระสงฆ์รูปนั้นจะไม่ได้รับอานิสงส์พรรษา ไม่ได้อานิสงส์กฐินตามพระวินัย และทั้งยังห้ามไม่ให้นับพรรษาที่ขาดนั้นอีกด้วย

การเข้าพรรษาตามพระวินัยแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.ปุริมพรรษา (เขียนอีกอย่างว่า บุริมพรรษา) คือ การเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 (สำหรับปีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน จะเริ่มในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง) จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังจากออกพรรษาแล้ว พระที่อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือน ก็มีสิทธิที่จะรับกฐินซึ่งมีช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือน นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

2.ปัจฉิมพรรษา คือ การเข้าพรรษาหลัง ใช้ในกรณีที่พระภิกษุต้องเดินทางไกลหรือมีเหตุสุดวิสัย ทำให้กลับมาเข้าพรรษาแรกในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไม่ทัน ต้องรอไปเข้าพรรษาหลัง คือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 แล้วจะไปออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งเป็นวันหมดเขตทอดกฐินพอดี ดังนั้น พระภิกษุที่เข้าปัจฉิมพรรษาจึงไม่มีโอกาสได้รับกฐิน แต่ก็ได้พรรษาเช่นเดียวกับพระที่เข้าปุริมพรรษาเหมือนกัน

*ข้อยกเว้นการจำพรรษาของพระสงฆ์

แม้การเข้าพรรษานี้ถือเป็นข้อปฏิบัติสำหรับพระภิกษุโดยตรง ที่จะละเว้นไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม แต่ว่าในการจำพรรษาของพระสงฆ์ในระหว่างพรรษานั้น อาจมีกรณีจำเป็นบางอย่าง ทำให้พระภิกษุผู้จำพรรษาต้องออกจากสถานที่จำพรรษาเพื่อไปค้างที่อื่น พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตให้ทำได้โดยไม่ถือว่าเป็นการขาดพรรษาโดยมีเหตุจำเป็นเฉพาะกรณี ๆ ไป ตามที่ทรงระบุไว้ในพระไตรปิฎก ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการพระศาสนาหรือการอุปัฏฐานบิดามารดา แต่ทั้งนี้ก็จะต้องกลับมาภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน การออกนอกที่จำพรรษาล่วงวันเช่นนี้เรียกว่า “สัตตาหกรณียะ” ซึ่งเหตุที่ทรงระบุว่าจะออกจากที่จำพรรษาไปได้ชั่วคราวนั้นเช่น

1.การไปรักษาพยาบาล หาอาหารให้ภิกษุหรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย เป็นต้น กรณีนี้ทำได้กับสหธรรมิก 5 และมารดาบิดา

2.การไประงับภิกษุสามเณรที่อยากจะสึกมิให้สึกได้ กรณีนี้ทำได้กับสหธรรมิก 5

3.การไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น การไปหาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิที่ชำรุด หรือ การไปทำสังฆกรรม เช่น สวดญัตติจตุตถกรรมวาจาให้พระผู้ต้องการอยู่ปริวาส เป็นต้น
หากทายกนิมนต์ไปทำบุญ ก็ไปให้ทายกได้ให้ทาน รับศีล ฟังเทสนาธรรมได้ กรณีนี้หากโยมไม่มานิมนต์ ก็จะไปค้างไม่ได้

4.ซึ่งหากพระสงฆ์ออกจากอาวาสแม้โดยสัตตาหกรณียะล่วงกำหนด 7 วันตามพระวินัย ก็ถือว่า ขาดพรรษา และเป็นอาบัติทุกกฎเพราะรับคำ (รับคำอธิษฐานเข้าพรรษาแต่ทำไม่ได้)

ในกรณีที่พระสงฆ์สัตตาหกรณียะและกลับมาตามกำหนดแล้ว ไม่ถือว่าเป็นอาบัติ และสามารถกลับมาจำพรรษาต่อเนื่องไปได้ และหากมีเหตุจำเป็นที่จะต้องออกจากที่จำพรรษาไปได้ตามวินัยอีก ก็สามารถทำได้โดยสัตตาหกรณียะ แต่ต้องกลับมาภายในเจ็ดวัน เพื่อไม่ให้พรรษาขาดและไม่เป็นอาบัติทุกกฎดังกล่าวแล้ว

*อานิสงส์การจำพรรษาของพระสงฆ์ที่จำครบพรรษา

เมื่อพระสงฆ์จำพรรษาครบไตรมาสได้ปวารณาออกพรรษาและได้กรานกฐินแล้ว ย่อมได้รับอานิสงส์ หรือข้อยกเว้นพระวินัย 5 ข้อ คือ

1.เที่ยวไปไหนไม่ต้องบอกลา (ออกจากวัดไปโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งเจ้าอาวาสหรือพระสงฆ์รูปอื่นก่อนได้)

2.เที่ยวไปไม่ต้องถือไตรจีวรครบสำรับ 3 ผืน

3.ฉันคณะโภชน์ได้ (ล้อมวงฉันได้)

4.เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา (ยกเว้นสิกขาบทข้อนิสสัคคิยปาจิตตีย์บางข้อ)

5.จีวรลาภอันเกิดในที่นั้นเป็นของภิกษุ (เมื่อมีผู้มาถวายจีวรเกินกว่าไตรครองสามารถเก็บไว้ได้โดยไม่ต้องสละเข้ากองกลาง) – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘เชอรี่ เข็มอัปสร’ รำบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช ‘วันรวมพลคนเกิดวันอังคาร’

Posted on July 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666568

'เชอรี่ เข็มอัปสร' รำบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช 'วันรวมพลคนเกิดวันอังคาร'

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.29 น.

‘เชอรี่ เข็มอัปสร’ ดารานักแสดงชื่อดังรำบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราชวันรวมพลคนเกิดวันอังคาร ผบ.มทบ.210 นำคณะหน่วยงานความมั่นคงร่วมพิธี

ณ งานบวงสรวงองค์พญาศรีสัตตนาคราช ระหว่างวันที่ 7-13 กรกฎาคม 2565 บริเวณริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม โดยในแต่ละวันจะมีชนเผ่าต่าง ๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมารำบวงสรวงไม่น้อยกว่า 500 คน โดยเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พล.ต.สถาพร บุญชู ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 (ผบ.มทบ.210) ค่ายพระยอดเมืองขวาง เป็นประธานพิธีบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช พร้อมด้วยคุณจีระนุช บุญชู ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มทบ.210 และคณะผู้บังคับบัญชา โดยมีส่วนราชการฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพกระทำพิธีบวงสรวงฯ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม และความเชื่อของชาวไทยและชาวลาวที่อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำโขงเกี่ยวกับพญานาคที่คอยดูแลปกปักษ์รักษาผู้คนในแถบลุ่มน้ำโขง ในการนี้ นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ร่วมเป็นเกียรติในพิธี พร้อมด้วยส่วนราชการฝ่ายความมั่นคง ภาครัฐ เอกชน และประชาชนเข้าร่วมพิธี ณ บริเวณลานพญาศรีสัตตนาคราช

นอกจากนี้ เชอรี่ เขมอัปสร ดารานักแสดงชื่อดัง ได้ร่วมรำบูชา ซึ่งเป็นการรวมพลคนเกิดวันอังคาร โดยมีพระธาตุศรีคูณเป็นพระธาตุประจำวันเกิดผู้ที่เกิดวันอังคาร อยู่ที่วัดพระธาตุศรีคูณ อ.นาแก จึงมีนางรำจาก อ.นาแก และ อ.วังยาง ร่วมกับนางรำเทศบาลเมืองนครพนมรำถวายแก่องค์พญานาค แม้จะมีฝนตกลงแต่ประชาชน นักท่องเที่ยวก็ไม่ยี่หระ เดินทางร่วมชมการรำบวงสรวงแน่นทั้งสองฟากถนนนิตโย (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 22) และดาราสาวก็ไม่ทำให้แฟนคลับผิดหวัง ด้วยท่วงท่ารำที่อ่อนช้อยสามารถเรียกเสียงปรบมือดังเป็นระยะๆ ซึ่งวันที่ 13 กรกฎาคมจะเป็นวันสุดท้าย เป็นวันรวมพลคนเกิดวันพุธ ทั้งพุธกลางวันและพุธกลางคืน จึงเป็นหน้าที่ของนางรำจาก อ.ปลาปาก ที่ประดิษฐานพระธาตุมหาชัยซึ่งเป็นพระธาตุประจำวันผู้ที่เกิดวันพุธกลางวัน และนางรำ อ.ธาตุพนม (บางส่วน) ที่มีพระธาตุมรุกขนครเป็นพระธาตุประจำวันผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืนประดิษฐานอยู่ ต.ดอนนางหงส์ รวมแล้วมากกว่า 500 ชีวิต – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ลากไส้! อาหารกลางวันนักเรียน คิดหัวละ 21 บาท แต่สภาพไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์

Posted on July 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666521

ลากไส้! อาหารกลางวันนักเรียน คิดหัวละ 21 บาท แต่สภาพไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 16.04 น.

แฉอาหารกลางวันนักเรียน คิดหัวละ 21 บาท แต่สภาพสวนทาง จี้ตรวจสอบ เผยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ โรงเรียนแห่งหนึ่งในประจวบฯ

วันที่ 13 กรกฎาคม 256เพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทริน์ part 3 เผยแพร่ภาพอาหารกลางวันนักเรียนที่ดูแล้วปริมาณและคุณภาพไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์

โดยระบุว่า #ร้องเรียนตรวจสอบ ณ ตอนนี้ข้าวของก็แพงขึ้น อาหารกลางวันของเด็กนักเรียนยังไหวอยู่ไหม..และถ้าการบริหารจัดการดีๆ จะดีกว่านี้หรือไม่ อาหารกลางวันของเด็ก ร.ร.แห่งหนึ่งในประจวบฯ สื่อสังคมช่วยตรวจสอบและขยายผลไปถึงงบประมาณค่าอาหารกลางวันต่อหัว มันพอหรือไม่

อาหารกลางวันของโรงเรียนแห่งหนึ่ง (โรงเรียนอนุบาล…) อาหารกลางวันได้รับการจัดสรร หัวละ 21 บาท ดูถาดอาหาร มีอาหารกับผลไม้ ลองคิดกันดูว่าถึงหัวละ 21 บาทหรือไม่ ?

เด็กต้องการอาหารที่มีคุณภาพ อิ่ม ไม่ใช่แค่กินไปวันๆ งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้จ่ายค่าอาหารกลางวัน หัวละ 21 บาท ให้มีขนมหวาน หรือผลไม้อย่างใดอย่างหนึ่งต่อวัน และจัดแบบให้มีคุณภาพ ต่อนักเรียน แต่งบประมาณที่ ร.ร. ใช้ (ไม่คุ้มค่าภาษีประชาชน) บางวันมีครบ บางวันก็มีไม่ครบ

โดยมีราคาต่อหัวละ 21 บาท × 227 (จำนวนเด็กทั้งหมด) 227 = 4,767 ต่อวัน (ตกเดือนหนึ่งๆ ใช้งบหลักแสน) และอาหารที่โรงเรียนจัด ตามรูปภาพ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ จึงทำให้นักเรียนเสียโอกาสเรื่องอาหารกลางวัน โดยไม่มีหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบได้รับทราบถึงข้อมูลดังกล่าว จึงมาขอสื่อ เป็นที่พึ่งเพื่อความเป็นธรรมต่อนักเรียน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘เจ๊จุก คลองสาม’จับตา’สีดาลุยไฟ’จะกล้าไปพรรคก้าวไกลไหม? ยุเล่นให้หนักเหมือน’ปชป.’

Posted on July 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666516

'เจ๊จุก คลองสาม'จับตา'สีดาลุยไฟ'จะกล้าไปพรรคก้าวไกลไหม? ยุเล่นให้หนักเหมือน'ปชป.'

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 15.54 น.

“เจ๊จุก คลองสาม”จับตาท่าทีของกลุ่มสีดาลุยไฟ ที่เคยออกมาเคลื่อนไหวกรณีปัญหาการคุกคามทางเพศว่า เมื่อเกิดคดี ส.ก.ก้าวไกล ถูกแจ้งความดำเนินคดีล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ จะกล้าไปพรรคก้าวไกลหรือไม่? และจะกล้าเล่นให้หนักเหมือนที่เคยไปพรรค ปชป.หรือไม่? ขณะที่กลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอกนัดหมายเจอกันคืนนี้

13 ก.ค.65 หลังจากที่พนักงานสอบสวนสน.ทุ่งมหาเมฆ ได้นำตัวนายอานุภาพ ธารทอง อายุ 38 ปี ส.ก.พรรคก้าวไกล เขตสาทร ผู้ต้องหาดีล่วงละเมิดทางเพศหญิงสาวผู้เสียหายวัย 18 ปีรายหนึ่งมายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วันตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.-24 ก.ค.นี้ โดยศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้นายอานุภาพประกันตัวไปวงเงินประกัน 100,000 บาทนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดพฤติการณ์‘ส.ก.ก้าวไกล’ ตร.หิ้วฝากขังอนาจารสาววัย18 รอดคุก-ได้ประกัน)

ล่าสุด เจ๊จุก คลองสาม  ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านทวิตเตอร์ โดยตั้งคำถามว่า #สีดาลุยไฟ โพสต์แล้ว แต่จะกล้าไป #พรรคก้าวไกล ไหม? ขอให้ช่วยกันติดตามอย่างใกล้ชิดนะคะ  จะได้รู้กันสักที่ว่า เฟมินิสต์ที่ออกมาเคลื่อนไหวกันเนี่ย เรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศจริงๆ หรือแค่ออกมาเพื่อช่วยเหลือพวกพ้องเท่านั้น เล่นให้หนักเหมือน #ประชาธิปัตย์ สิค่ะ อย่า 2 มาตรฐาน

“ตอนนั้น #ปริญญ์ ได้ประกันตัว กับตอนนี้ ส.ก. #พรรคก้าวไกล ก็ได้ประกันตัวเหมือนกัน แต่ทำไมเอเนอจี้ต่างกันจริงจังมากคะ ไม่มีใครออกมาวิจารณ์กระบวนการยุติธรรมกันหน่อยเหรอค่ะ หมู่สู! หายไปไหนกันเหมิดน้ออ” ทวิตฯ เจ๊จุกระบุ

ก่อนหน้านี้ เพจเฟซบุ๊กของ เฟมินิสต์ปลดแอก ได้ออกมาเคลื่อนไหวระบุว่า ร่วมกันจับตาการแก้ปัญหาของพรรคก้าวไกล  หลังแถลงขอโทษประชาชนในกรณี  ส.ก.อานุภาพ  ธารทอง เขตสาทร ถูกแจ้งความคดีคุกคามทางเพศ “พรรคก้าวไกลจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร เพราะความรุนแรงทางเพศคือการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม” #สีดาพร้อมลุย #พรรคก้าวไกล #ก้าวไกล

ล่าสุด มีการโพสต์ว่า คืนนี้พบกันที่สเปซเฟมินิสต์ปลดแอก พร้อมภาพข้อความว่า ร่วมสร้างตำนานวันพระใหญ่ เฟมทวิตจะรวมตัวกันโดยนัดหมาย ขอเชิญร่วมสังฆกรรมความไม่เป็นธรรมทางเพศ เราจะเป็นเฟมินิสต์เหี้ยๆ ในสังคมปิตาธิปไตยได้อย่างไร? คืนนี้ 13 ก.ค.2565 เวลา 20.00 น.เป็นต้นไป สังคมกดดันเฟมินิสต์คือนิมิตรหมายอันดีหรือแค่มิติใหม่ของการกดทับ? #สกก้าวไกล #ปริญญ์ #แฉนิวมธ #แฉสายน้ำทะลุวังถอดถุง และอื่นๆ

ขอบคุณข้อมูลเจ๊จุก คลองสาม,เฟซบุ๊ก เฟมินิสต์ปลดแอก

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,972,222 hits

Join 4,111 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

นายกฯ หารือปธน.เวียดนาม ต่อยอดวิสัยทัศน์ จับมือและเติบโตไปด้วยกัน
'ในหลวง-พระราชินี' ทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ
SudoC เปิดตัว พิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะบุคคล อย่างเป็นทางการในไทยโดย Innowaita Lab และ SMTIA ดันสู่ Health Tech เจาะตลาด Preventive Health
แตะเบรกเตือน ‘กลุ่มนักกฎหมาย’ เตรียมถวายฎีกาปม ‘เขากระโดง’ ส่อก้าวล่วง ‘อำนาจศาล-ขัดหลักนิติธรรม’
สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ร่วมสนับสนุนคุณค่าทุกความต่างอย่างเท่าเทียม
อนุทินสั่งถอยปมตัดสิทธิพ่อแม่ ดับไฟบัตรคนจน
ราคาน้ำมันวันนี้ 9 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด "เบนซิน-ดีเซล" ลิตรละกี่บาท
ติดหวานเกินไป ลดอย่างไร ไม่เกิดอาการซึม(เศร้า)
แม่ก็คือแม่ ลูกเกด เมทินี หน้าเด็กโกงอายุ สวยฉ่ำจนสะเทือนทั้งวงการ
ชัชชาติ แจงยิบขั้นตอนสอบวินัย สั่งทบทวนบทลงโทษ ย้ำ ป.ป.ช. กำลังลุยสอบเส้นทางเงิน

Recent Posts

  • จับตานัดแรก คณะผู้แทนพิเศษฯ ถกเครียดแก้ปัญหาไฟใต้พุ่ง หลังเกิดเหตุรายวัน
  • ช็อก! ข้อมูลสุขภาพคนไทย 67.1 ล้านคนรั่วไหล แฉแฮกเกอร์เร่ขายหลักสิบ ต้นตอจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • นายกฯสั่งไปแล้ว รอ เอกนิติ แจงปมทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่
  • แตะเบรกเตือน ‘กลุ่มนักกฎหมาย’ เตรียมถวายฎีกาปม ‘เขากระโดง’ ส่อก้าวล่วง ‘อำนาจศาล-ขัดหลักนิติธรรม’
  • ผบ.ทร.ลั่นไม่เปิดด่าน เตรียมพร้อมรับมือกัมพูชาเสริมรถถังจีน เผยคืบหน้าต่อเรือฟริเกต

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d