‘สมชาย’ ไม่ปล่อยผ่าน งัดหนังสือ สลค.ขวาง ‘พิชิต’ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557516

01 ก.ย. 2566

'สมชาย' ไม่ปล่อยผ่าน งัดหนังสือ สลค.ขวาง 'พิชิต' นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี

แม้ยังอยู่ระหว่าง รอคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาคุณสมบัติรัฐมนตรีของ ‘พิชิต’ ชื่นบาน แต่’สมชาย’ แสวงการ ก็ยังไม่วางมือ

ในระหว่างที่ รอคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาคุณสมบัติ ของ พิชิต ชื่นบาน ว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขาดคุณสมบัติ ในการดำรงตำแหน่งหรือไม่ เนื่องจากเคยถูกสั่งจำคุกกรณี ถุงขนม

หนังสือเวียน สลค. ที่ นร.1508/ว 101หนังสือเวียน สลค. ที่ นร.1508/ว 101

สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา โพสต์หนังสือเวียน จากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สองฉบับ มีเนื้อหา เกี่ยวกับการกรณีการเสนอเรื่องขอพระราชทานพระมหากรุณาในเรื่องต่าง ๆ ที่ส่วนราชการจะต้องพึงระวังตรวจสอบกลั่นกรอง

ว่าได้ดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับหลักเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องแล้ว รวมทั้งหากเป็นเรื่องที่มีข้อร้องเรียนว่า มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือแนวทางปฏิบัติได้กำหนดไว้ ก็สมควรได้ตรวจสอบ


หรือดำเนินการแก็ไขให้เป็นที่ยุติเสียก่อนรวมทั้งเรื่องที่เสนอต้องไม่เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้อง ต่อศาล อันอาจเป็นเหตุให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้

นอกจาก พิชิต แล้ว ยังมีว่าที่รัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย ที่ถูก ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นหน้งสือพร้อมพยานหลักฐานไปยังนายกรัฐมนตรี ผ่านสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ ของว่าที่รมช.กระทรวงพาณิชย์ จากพรรคภูมิใจไทย อดีต สว.ราชบุรี ที่มีชื่อติดโผ ครม.เศรษฐา 1 ว่ามีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.160(5)

เนื่องจากเคยถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการจ้างวานฆ่า  แม้อัยการจะไม่สั่งฟ้องก็ตาม

‘ก้าวไกล’ เคลียร์ปมนับองค์ประชุม ‘สภาล่ม ‘- ยำเละ พักเที่ยงสส.กลับบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557508

31 ส.ค. 2566

'ก้าวไกล' เคลียร์ปมนับองค์ประชุม 'สภาล่ม '- ยำเละ  พักเที่ยงสส.กลับบ้าน

องค์ประชุมไม่ครบ “สภาล่ม” ครั้งแรก ในยุครัฐบาลภายใต้พรรคเพื่อไทย  ฝั่ง”ก้าวไกล” ที่กลายเป็นคู่กรณี จากการขอให้นับองค์ประชุม  ระบุหากเห็นความสำคัญของปัญหาที่เกษตรกรเดือดร้อน ทำไมไม่อยู่รับฟัง  สับเละต่อให้ได้เสียงจากก้าวไกลทั้งหมด ก็ยังไม่ถึงเกณฑ์

นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล  แถลงว่า  ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรช่วงบ่ายวันนี้ มีการพิจารณาญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำ โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา  พรรคพลังประชารัฐ  เป็นผู้เสนอ    เมื่อเริ่มการอภิปรายญัตติแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ กลับไม่มี สส. อยู่ร่วมในห้องประชุม    ตนจึงเสนอนับองค์ประชุม ปรากฏว่ามีสมาชิกเข้าแสดงตนเพียง 96 คน จากทั้งหมด 498 คน     ประธานรัฐสภาจึงสั่งปิดการประชุมในเวลาต่อมา ถือเป็นครั้งแรกของสภาชุดที่ 26 ที่มีเหตุการณ์  “สภาล่ม”


นายปิยรัฐ  กล่าวว่า พรรคก้าวไกลยืนยันว่า การทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ กับการแก้ไขปัญหาปากท้อง เป็นเรื่องเดียวกัน ถ้า สส.ฝ่ายรัฐบาลให้ความสำคัญจริง ก็พร้อมรับฟังและร่วมอภิปรายด้วย   หลังจากการอภิปรายของสมาชิกท่านแรกผ่านไป ไม่เห็นเพื่อนสมาชิกของพรรคร่วมรัฐบาลจะลุกขึ้นอภิปราย หรือเข้ามาในที่ประชุมเพียงพอ จึงสงสัยว่าที่อ้างญัตตินี้ อาจเป็นเพียงการโฆษณาเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าปัญหาปากท้องสำคัญ และแม้ว่าพรรคก้าวไกลร่วมแสดงตนตามที่พรรคร่วมรัฐบาลขอร้อง องค์ประชุมก็ไม่ครบอยู่ดี   ก็เป็นปัญหา ” สภาล่ม”  อย่างเลี่ยงไม่ได้ 


.

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ  พรรคก้าวไกล ระบุว่า   ปัญหาของเกษตรกรมีความสำคัญอย่างมาก  และจำนวนสมาชิกที่ประชุมคือตัวสะท้อนที่ชัดเจนว่า ให้ความสำคัญกับญัตติที่เป็นปัญหาของเกษตรกรหรือไม่  การพูดในสภาว่าเห็นความสำคัญ แต่ไม่มาประชุม จะมาอ้างว่าอยู่ในห้องประชุมที่อื่น  แต่ตอนนี้กรรมาธิการสามัญยังไม่มี   ถ้าไปดูที่จอดรถ หลังเที่ยงก็กลับบ้านกันแล้ว มาพูดว่าเกษตรกรสำคัญ แล้วทำไมไม่ตามกันมาประชุม ทำไมกลับบ้านก่อน  วันนี้พรรคก้าวไกลมาประชุมกันครบ แต่ต่อให้พรรคก้าวไกลเข้าไปช่วยเป็นองค์ประชุมให้  แต่จำนวนก็ไม่ถึง 250  สภาก็ต้องล่มอยู่ดี  “พวกเราให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร และเรายืนยันด้วยจำนวน สส. ที่ร่วมประชุมในญัตตินี้  จึงขอให้พี่น้องประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงนี้ ว่าใครกันแน่ที่ใส่ใจจริง ๆ ใครกันแน่ที่ใส่ใจเพื่อการโฆษณา ”  นายวิโรจน์  ระบุ

'ก้าวไกล' เคลียร์ปมนับองค์ประชุม 'สภาล่ม '- ยำเละ  พักเที่ยงสส.กลับบ้าน

‘สุวัจน์’ ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพ ‘ฝ่ายค้าน’ ที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557504

31 ส.ค. 2566

'สุวัจน์' ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพ 'ฝ่ายค้าน' ที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์

‘สุวัจน์ ลิปตพัลลภ’ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ย้ำ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ‘ฝ่ายค้าน’ ที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์ ขอรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ลดราคาสินค้า ทุกคนมีงานทำ กระตุ้นเศรษฐกิจ

ในรายการเคลียร์ ชัด ชัด ช่องเวิร์คพอยท์ 23 ดำเนินรายการโดย ดร.ภูวนาท คุนผลิน กับสุภาพบุรุษ…นักการเมือง “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2566 มีประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจดังนี้

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

ปรากฎการณ์ “สลายขั้ว”

นายสุวัจน์ มองว่าที่ผ่านมาการแบ่งขั้วทางการเมืองมันแรงมากในประเทศไม่ว่าจะเป็นสี หรือจะเป็นอะไร แต่ละยุคแต่ละสมัย มีการเกิดความรุนแรง มีการสูญเสียเกิดขึ้น และวันนี้เราเห็นสิ่งที่มีอุดมคติว่ า”จบสลายขั้ว”สารพัดสีรวมกันได้หมด เพราะการเมืองนําไปสู่การเดดล็อก ทําให้มีการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้

ฉะนั้น พรรคการเมืองที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็คือ พรรคที่เป็นแกนนําในการจัดตั้งรัฐบาล อันนี้เหมือนเป็นราคาที่ต้องสูญเสียหมายความว่าต้องพยายามคลี่คลายวิกฤติในการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ยกตัวอย่าง หมอชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พรรคแกนนําท่านเคยบอกไว้ว่าจะไม่จับมือกับคนนั้น ไม่จับมือกับพรรคนี้ แล้ววันนี้ด้วยเหตุจําเป็นทางการเมืองว่าถ้าไม่จับมือกับพรรคนั้นพรรคนี้ พรรคแกนนําไม่สามารถจะรวบรวมเสียงที่นําไปสู่การมีนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลได้ จําเป็นจะต้องไปจับมือ 

'สุวัจน์' ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพ 'ฝ่ายค้าน' ที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์

เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ หมอชลน่าน แสดงสปิริตประกาศลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้ว ( 30 สค.66) พรรคการเมืองอาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์บ้าง แต่สิ่งที่พี่น้องประชาชนได้รับ คือ การกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศชาติเดินหน้า พี่น้องประชาชนมีความสุข

นายสุวัจน์ กล่าวว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลผสม ที่เรียกว่า”สลายขั้ว” รัฐบาลผสม คือ พรรคแกนนําไม่สามารถที่จะกําหนดอะไรได้จะต้องแบ่งกระทรวงให้พรรคนั้นพรรคนี้ ไม่สามารถที่จะเป็นลีดเดอร์ชิพได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และพอแบ่งกระทรวงไปให้พรรคนั้นพรรคนี้แล้ว ก็เป็นเรื่องภายในของแต่ละพรรคว่าจะไปจัดบุคคลอย่างไร มันเป็นขีดจํากัดของรัฐบาลผสม ซึ่งมันจะไม่เกิดเหตุการณ์นี้เลยถ้าแลนด์สไลด์ ถ้าเกิดมีพรรคหนึ่งพรรคใดได้เกินครึ่งไปเลยไม่ต้องพึ่งพรรคอื่น แต่เมื่อเป็นรัฐบาลผสมสิ่งที่เห็น คือ เสถียรภาพ และเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรคการเมืองนั้น จะลดลง

บทบาทแกนนำฝ่ายค้านสำคัญอย่างไร

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ตําแหน่งผู้นําฝ่ายค้าน เป็นตําแหน่งที่สําคัญที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ว่าจะต้องมีผู้นําฝ่ายค้าน และเป็นตําแหน่งโปรดเกล้า รัฐธรรมนูญต้องให้ความสําคัญกับตําแหน่งผู้นําฝ่ายค้าน เพราะในการบริหารประเทศเมื่อเลือกตั้งมาแล้วก็มีรัฐบาลกับมีฝ่ายค้าน ผู้นํารัฐบาล ก็คือนายกรัฐมนตรี ผู้นําฝ่ายค้าน ก็คือ ตําแหน่งผู้นําฝ่ายค้าน

ฉะนั้น ถ้าพรรคที่ได้อันดับหนึ่งของการเป็นฝ่ายค้านไม่รับตําแหน่ง ก็ต้องไปพรรคอันดับสอง พรรคอันดับสามที่จะไปเลือกกันตามที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

แต่ศักยภาพของความเป็นผู้นําฝ่ายค้านถ้าเป็นพรรคใหญ่ก็จะมีน้ำหนัก มีศักยภาพ ถ้าพรรคเล็กเป็นผู้นําฝ่ายค้าน ศักยภาพก็น้อย

“ถ้าตําแหน่งผู้นําฝ่ายค้าน อยู่กับพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านที่มีเสียงเยอะๆ จะทําให้การทํางาน มีพลัง เป็นประโยชน์ต่อประเทศ คือ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์”

'สุวัจน์' ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพ 'ฝ่ายค้าน' ที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์

นโยบายเร่งด่วนที่สุดของรัฐบาล

นายสุวัจน์ กล่าวว่าทําอย่างไรของไม่แพง น้ํามันจะถูกลงได้อย่างไร ไฟฟ้าจะถูกลงได้อย่างไร เพื่อทําให้ต้นเหตุของราคาสินค้าต่างๆ มีราคาลดลง และทําให้ทุกคนมีงานทํา คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ทําอย่างไรนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทําอย่างไรส่งออกดีขึ้น ทําอย่างไรให้เอสเอ็มอีได้กลับมาทํางานกันอีกครั้ง ฉะนั้น ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาล คือ จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจกลับมากระเตื้อง

'สุวัจน์' ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพ 'ฝ่ายค้าน' ที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์
'สุวัจน์' ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพ 'ฝ่ายค้าน' ที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์

ขอบคุณที่มา: รายการเคลียร์ ชัด ชัด 

ย้อน ‘นโยบายประชานิยม’ คนนิยมเพราะได้เงิน แจกสะบัด สะพัดแสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557503

31 ส.ค. 2566

ย้อน 'นโยบายประชานิยม' คนนิยมเพราะได้เงิน แจกสะบัด สะพัดแสนล้าน

ย้อน ‘นโยบายประชานิยม’ ผ่านไป 20 กว่าปีคนก็ยังนิยม แจกเงินสะบัดสะพัดแสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจตามคำอ้าง หรือแต่ผลาญงบประมาณแผ่นดิน

“นโยบายประชานิยม” นโยบายเรียกคะแนนนิยมของพรรคการเมืองที่ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งกี่ครั้งก็สามารถดูคะแนนจากประชาชนได้อย่างท่วมท้น ในประเทศไทยเอง “นโยบายประชานิยม” เริ่มเป็นที่รู้จักกันมาขึ้นในยุคของนายทักษิณ ชินวัตร โดยงานวิจัยของ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรราชวิทยาลัย ระบุเอาไว้ว่า นโยบายประชานิยมถูกนำมาใช้อย่างจริงจังในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร  ผ่านการบริหารราชการแผ่นดินในรูปแบบต่างๆ   

ในปี 2548 นั่นเองที่พรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้งและทำให้คนชนะการเลือกตั้งและทำให้คนไทยเข้าใกล้กับคำว่า “นโยบายประชานิยม” มากขึ้น หลังจากที่นโยบายประชานิยมสามารถโกยคะแนนได้อย่างเด็ด ขาด ส่งผลให้หลายพรรคการเมืองใช้แนวทางดังกล่าว มาเป็นแคมเปญหาเสียงหลัก แต่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา “นโยบายประชานิยม” ก็ผลาญงบประมาณแผ่นดินจำนวนมากเช่นกัน

  • ย้อน “นโยบายประชานิยม”  ของพรรคการเมืองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีดังนี้ 

-ปี 2548 โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการกองทุนหมู่บ้าน  

-ปี 2554  เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม 2554 เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 2554 โดยให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมครัวเรือนละ 5,000 บาท จำนวน 174,383 ครัวเรือน ใน 44 จังหวัด วงเงินทั้งสิ้น 871.91 ล้านบาท 

-ปี 2557  เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย  เพื่อชดเชยผลการขาดทุนในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำมากจนต่ำกว่าต้นทุน  ให้เงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท แก่ชาวนา ซึ่งมีที่ดินทำกินไม่เกิน 15 ไร่ ช่วยเหลือครอบครัวละ 15,000 บาท วงเงินทั้งสิ้น 40,000 ล้านบาท

-ปี 2559 เช็คช่วยชาติ แจกเงิน 2,000 บาท จากพรรคประชาธิปปัตย์ ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่เกิดภาวะเศรษฐกิจหดหัวในช่วงปี 2551 วงเงินทั้งสิ้น 19,400 ล้านบาท เป็นการแจกเงินให้กับบุคลากรภาครัฐและผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท ให้ได้รับเงินช่วยเหลือ 2,000 บาท/คน เป้าหมายจำนวน 9.7 ล้านคน

-ปี 2560-2566 โครงการกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม หรือ กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก เพื่อช่วยเหลือประชาชนในระดับฐานรากและกลุ่มเปราะบาง ให้วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 200-300 บาท/คน/เดือน ค่าโดยสารรถสาธารณะ 500 บาท/เดือน โดยงบประมาณเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 40,000 ล้านบาท วงเงินทั้งสิ้นประมาณ 333,229 ล้านบาท

ระยะที่ 2 เติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,000 บาทต่อเดือน 14 ล้านคน ตกปีละ 168,000 ล้านบาท 4 ปี 672,000 ล้านบาท

  • “นโยบายประชานิยม” ช่วงเลือกตั้ง 2566 เรียกว่าแทบจะทุกพรรคที่ออกนโยบาย ดังนี้ 

-พรรคเพื่อไทย กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท แจกเงินให้คนที่อายุ 16 ปีขึ้นไป ประมาณ  55 ล้านคน คนละ 10,000 บาท รวมเป็นเงินถึง 5.5 แสนล้านบาท

-พรรคไทยสร้างไทย นโยบาย บำนาญประชาชน 3,000 บาท ซึ่งจะแจกเงินให้ผู้สูงอายุ 3,000 บาท/เดือน ซึ่งจะใช้เงินประมาณ 3 แสนล้านบาท/ปี

-เสรีรวมไทย บำนาญประชาชน 65 ปีขึ้นไป เดือนละ 3,000 บาทต่อเดือน 8.3 ล้านคน ตกปีละ 298,800 ล้านบาท 4 ปี 1,195,200 ล้านบาท

-พรรคก้าวไกล  บำนาญประชาชน 60 ปีขึ้นไป เดือนละ 3,000 บาท 12 ล้านคน ตกปีละ 432,000 ล้านบาท 4 ปี 1,728,000 ล้านบาท

-พรรคพลังประชารัฐ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 60 ปี 3,000 บาท 70 ปี 4,000 บาท 80 ปี 5,000 บาท 4 ปี คิดไม่ออกแล้วว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ แต่มากกว่า 2 ล้าน ล้านบาท 

หรือ นโยบายเดียว เท่ากับ 4 เท่าของนโยบาย 10,000 บาท เพื่อไทย

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แสดงความคิดเห็นถึงนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองเอาไว้ ว่า “นโยบายประชานิยม” เป็นทีทบื่นชอบของประชาชน เพราะประชาชนได้ประโยชน์โดยตรง ส่วนใหญ่มักจะเป็นสิทธิประโยชน์รูปแบบของตัวเงิน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ  

แต่ที่สนใจไปกว่าการแจกเงินคือ “นโยบายประชานิยม” ที่มีการแจกเงินนั้นจะต้องทำอย่างต่อเนื่องซึ่งถือว่าเป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน และสร้างความเคยชินให้ประชาชนคิดว่าไม่ต้องทำอะไรอยู่เฉยๆก็ได้เงิน ซึ่งจะทำให้ประชาชนคาดความเอาจริงเอาจังกับการประกอบอาชีพ 

ที่ผ่านมาเราพบว่า “นโยบายประชานิยม” ได้รับความนิยมอย่างมาก และสามารถตีกลับมาเป็นคะแนนเสียงได้ในรัฐบาลสมัยนายทักษิณ ชินวัตร พรรคไทยรักไทย โดยพรรคไทยรักไทยมีการทำสำรวจความเห็นของประชาชน และแปลงออกมาเป็นนโยบาย หลังจากนั้นก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก และได้คะแนนเสียงกลับมาอย่างล้นหลามทำให้พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มออกนโยบายแนวประชานิยม เพื่อเรียกคะแนนเสียงบ้าง 

นายสมชัย แสดงความคิดเห็นถึง “นโยบายประชานิยม” ต่อว่า หากมองในมุมกระตุ้นเศรษฐกิจนโยบายประชานิยมไม่ได้เกิดผลทางเศรษฐกิจมากเท่าไหร่ แต่เป็นแค่การเพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชนให้มีกำลังใช้จ่ายมากขึ้นเท่านั้น หนำซ้ำนโยบายประชานิยมยังเป็นภาระให้แก่การใช้จ่ายในงบประมาณแผ่นดินอย่างเช่น นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่ต้องใช้งบประมาณราวๆ 1 ใน 6 ของเงินงบประมาณแผ่นดินหรือประมาณ 16-17%  ของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากและไม่รู้ว่าจะต้องหาแหล่งเงินมาจากที่ใด 

“ในการเลือกตั้งปี 2566 ทุกพรรคมีนโยบายประชานิยม ทำให้ในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่แข่งกันด้วยนโยบายประชานิยมมากที่สุด แม้ว่ากกต.จะมีกฎออกมาว่าจะต้องชี้แจงแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะไม่มีการบังคับใช้ที่ชัดเจน” 

‘ศาลปกครองกลาง’ สั่งเพิกถอน คำสั่ง มท.1 ปลด ‘นิพนธ์ บุญญามณี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557484

31 ส.ค. 2566

‘ศาลปกครองกลาง’ สั่งเพิกถอน คำสั่ง มท.1 ปลด ‘นิพนธ์ บุญญามณี’

ศาลปกครองกลาง สั่งเพิกถอน คำสั่ง มท.1 ปลด ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ อดีตนายกอบจ.สงขลา และให้คุ้มครองจนกว่าศาลปกครองสูงสุด จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น พร้อม ขอบคุณศาลปกครองฯ คืนความยุติธรรมให้ ยืนยัน ทุกอย่างทำถูกขั้นตอนตามระเบียบกฎหมาย เพื่อรักษาประโยชน์ทางราชการ

วันที่ 31 สิงหาคม 2566 ศาลปกครองกลาง พิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 เรื่อง ให้นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา(นายกอบจ.สงขลา) พ้นจากตำแหน่งในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่่ 4 สิงหาคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2562

‘ศาลปกครองกลาง’ สั่งเพิกถอน คำสั่ง มท.1 ปลด ‘นิพนธ์ บุญญามณี’

โดยให้มีผลย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว และให้คำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 มีผลต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

นายนิพนธ์ บุญญามณี

ซึ่งภายหลังที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา นั้น นายนิพนธ์ ได้กล่าวขอบคุณศาลปกครองฯ ที่คืนความยุติธรรมให้ พร้อมกับยืนยันว่าสิ่งที่ตนได้ทำนั้น ได้ทำตามขั้นตอนระเบียบกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยการที่ไม่อนุมัติจ่ายเงินให้กลุ่มผู้ฮั้วประมูล นั้น เป็นการรักษาผลประโยชน์ให้กับทางราชการ และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับแผ่นดิน

ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถกราคากุ้ง วุ่น องค์ประชุมไม่ถึง ‘สภาล่ม’ครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557486

31 ส.ค. 2566

ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถกราคากุ้ง วุ่น องค์ประชุมไม่ถึง  'สภาล่ม'ครั้งแรก

ประชุมสภาผู้แทนราษฎร    โดยมีวันมูหะมัดนอร์ มะทา   ประธานสภาผู้แทนราษฎร   ทำหน้าที่ประธานการประชุม    ญัตติขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำ กลายเป็นวาระทำให้ “สภาล่ม” เมื่อสส.ก้าวไกล เสนอนับองค์ประชุม มีเข้าร่วมเพียง 98 คน

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร    โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา   ประธานสภาผู้แทนราษฎร   ทำหน้าที่ประธานการประชุม    ระหว่างการพิจารณาญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำ ที่นายอรรถกร ศิริลัทยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้เสนอ  ในขณะนั้น  นายปิยะรัตน์ จงเทพ สส.กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล  เสนอให้มีการนับองค์ประชุม   ซึ่งผลนับองค์ประชุม  พบว่ามี สส.แสดงตนเพียง 98 คน จากทั้งหมด 498 คน   ทำให้   นายวันมูหะมัดนอร์ สั่งปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ” สภาล่ม ” 

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรครวมไทยสร้างชาติ   กล่าวว่า  ปัญหาราคาสินค้าทางการเกษตร เป็นปัญหาที่เกษตรกรรอการแก้ไขมาอย่างยาวนาน และหากพรรคก้าวไกล จะเสนอให้มีการนับองค์ประชุม ทั้ง ๆ ที่เสนอญัตติยังไม่เสร็จสิ้น  ถือว่าไม่เป็นธรรมกับเกษตรกรที่รอการแก้ไขปัญหาอยู่

นายปิยะรัตน์ จงเทพ สส.กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล    ผู้เสนอให้นับองค์ประชม กล่าวว่า    ตนเองให้ความสำคัญกับปัญหาราคากุ้ง และเคยไปช่วยเหลือเกษตรกร ขายกุ้งที่สนามหลวง  ดังนั้นจึงขอให้ สส. คนอื่น ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการนับองค์ประชุม ไปเรียกเพื่อน สส.ในพรรคการเมืองของตน   มาเข้าร่วมประชุมพิจารณาญัตติดังกล่าว

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ยืนยันว่า  พรรคฯ เสนอให้มีการนับองค์ประชุม เพราะการให้ความสำคัญกับเกษตรกร ขึ้นอยู่กับจำนวน สส.ที่เข้าร่วมการประชุมรับฟังในญัตตินี้ จึงขอให้มีการนำองค์ประชุม เพื่อพิจารณาว่า พรรคใดให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว

ขณะที่ นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ได้ขอความร่วมมือจากพรรคก้าวไกล ให้ถอนญัตติการนับองค์ประชุม เพื่อไม่ให้เกษตรกร และชาวประมงต้องสูญเสีย เพราะขณะนี้ ยังไม่มีรัฐบาล และญัตติก็ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางกฎหมาย และร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ที่ปรากฏชื่อที่จะไปทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอยู่ด้วย จึงขอให้ที่ประชุมเดินหน้าพิจารณาต่อ

เช่นเดียวกับ สส.พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการเสนอให้มีการนับองค์ประชุมของพรรคก้าวไกล และขอให้ทบทวนการดำเนินการดังกล่าว เนื่องจาก สภาฯ ควรเดินหน้าพิจารณาปัญหาความเดือดร้อนของประขาชน 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีผู้มาแสดงตนไม่เพียงพอต่อต่อการที่จะพิจารณาญัตติดังกล่าว   เพราะไม่ถึงครึ่งหนึ่ง  ทำให้การประชุมต้องสิ้นสุดลงไปโดยปริยาย  อนึ่งสำหรับเหตุการณ์สภาล่มในครั้งนี้ ถือเป็นการเกิดขึ้นครั้งแรกของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค.  ที่ผ่านมา โดยมีเสียงพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล 314 เสียง

‘กัณวีร์’ แล้วแต่กติกามารยาท หากให้เป็น ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ชี้ควรเร่งนัดหารือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557456

31 ส.ค. 2566

'กัณวีร์' แล้วแต่กติกามารยาท หากให้เป็น 'ผู้นำฝ่ายค้าน' ชี้ควรเร่งนัดหารือ

‘กัณวีร์’ ไม่ปฏิเสธ หากยกตำแหน่ง ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ เผยแล้วแต่กฎกติกามารยาท แนะควรเร่งนัดหารือเพื่อได้ข้อสรุป เตรียมผนึกกำลัง ‘ก้าวไกล’ ตรวจสอบรัฐบาลเชิงรุก

นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ระบุถึงสถานการณ์ “ผู้นำฝ่ายค้าน” ที่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า  เป็นไปตามกระบวนการกฎกติกาต่างๆ ตนแล้วแต่ทางพรรคก้าวไกลที่กำลังพิจารณาว่าจะคงไว้ซึ่งตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 หรือไม่

ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องไล่ลงมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ แต่ยังไม่มีหัวหน้า พรรคไทยสร้างไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ก็ไม่ได้เป็น สส. แล้ว และตัวของตนก็เป็นแค่เลขาธิการพรรคเป็นธรรม ฉะนั้นต้องมีการพูดคุยกันโดยเร็ว เพราะการจัดตั้งรัฐบาลน่าจะเกิดขึ้นภายในอาทิตย์นี้ เราต้องมีผู้นำฝ่ายค้านเร็วๆ ส่วนตนจะได้เป็นผู้นำฝ่ายค้านหรือไม่ “แล้วแต่กฎกติกามารยาท”

ส่วนการทำงานของฝ่านค้านจะแข็งแกร่งมากน้อยแค่ไหน นายกัณวีร์ กล่าวว่า ถ้าดูจำนวนพรรคก้าวไกลและพรรคเป็นธรรม ตอนนี้มี 151 เสียง อาจจะคงยากหน่อย แต่ผมเชื่อมั่นในฝีมือในทักษะต่างๆของทั้งพรรคก้าวไกลและตัวผมเองที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลทำการเมืองใหม่ โดยเราจะเป็นฝ่ายค้านเชิงรุก นำภาคประชาชน ภาคประชาสังคม เข้าร่วมตรวจสอบและถ่วงดุลการทำงานของฝ่ายรัฐบาลฝ่ายบริหารด้วย เพราะฉะนั้นการเมืองครั้งนี้ จะเป็นฝ่ายค้านเชิงรุกปรับเปลี่ยนให้ดูว่า การตรวจสอบถ่วงดุลย์อย่างสร้างสรรค์เป็นอย่างไร จะแสดงตรรกะและเหตุผลให้ได้ว่า ทำไมเราถึงไม่เห็นชอบการจัดการบ้านเมืองที่เปลี่ยนไป

ส่วนหน้าตารัฐบาลใหม่ นายกัณวีร์ มองว่า ตนให้ความสำคัญเกี่ยวกับการต่างประเทศและความมั่นคงเพราะฉะนั้น 2 เรื่องนี้คนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรวมถึงนายกรัฐมนตรี ดูแล้วตนค่อนข้างจะมีความกังขา อย่างเช่นเรื่องของการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำเป็นจะต้องเป็นคนมีความรู้ความสามารถในการที่จะมาเป็นประธานสมช. เนื่องจากมีอำนาจสร้างความสัมพันธ์อย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้น แต่ตอนนี้ตนดูว่า ไม่ว่าจะเป็นตัวรัฐมนตรีก็ไม่ใช่คนที่มีภูมิหลังเกี่ยวกับความมั่นคง แต่มีภูมิหลังทางด้านการค้าเศรษฐกิจการลงทุน 

นายกัณวีร์ ย้ำถึงเหตุผลที่ตามพรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้านว่า อยากจะทำให้การเมืองของประเทศไทยตรงไปตรงมาให้เป็นระบอบประชาธิปไตยไม่บิดเบี้ยว การเมืองไทยประเทศไทย เราเห็นว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลมีความชอบธรรมสูงสุด เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหารเป็นประมุขนิติบัญญัติ พรรคก้าวไกลจำเป็นจะต้องได้ เพียงแต่ว่าตอนนี้กลไกต่างๆที่อยู่ในตัวรัฐธรรมนูญมันเป็นสิ่งที่ขัดขวางความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยอย่าง เช่นการมี สว.ขึ้นมาโหวตนายกรัฐมนตรี การยึดมั่นในอุดมการณ์ตรงนี้พรรคเป็นธรรมก็จะแสดงให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าเราจะต้องร่วมมือกันสร้างความเป็นประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ยึดหลักพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ในการสร้างระบอบประชาธิปไตย เพื่อรับประชาชน

ที่ผ่านมาการเลือกตั้งจะเห็นได้ว่าประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง ตนยืนยันชัดเจนว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเชิญทำพรรค 2 ลุง เข้ามา เราจะไม่เป็นไม้พยุงให้กับเผด็จการอีกต่อไป เราจะต้องยืนยันชัดเจนในอุดมการณ์และจุดยืนของเรา

แบ่งคณะกมธ.แล้ว ‘ก้าวไกล-เพื่อไทย’ ได้ ปธ. เท่ากัน 10 คณะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557478

31 ส.ค. 2566

แบ่งคณะกมธ.แล้ว 'ก้าวไกล-เพื่อไทย' ได้ ปธ. เท่ากัน 10 คณะ

‘พิเชษฐ์’ เผย แบ่งกมธ.แล้ว ‘ก้าวไกล-เพื่อไทย’ ได้ ปธ. เท่ากัน 10 คณะ เชื่อตกลงกันได้ ทุกพรรคเห็นพ้อง ไม่เลื่อนวันเลือก

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานประชุมตัวแทนพรรคการเมือง เพื่อจัดสรรสัดส่วนกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ เปิดเผยถึงข้อสรุปการประชุมว่า เบื้องต้นได้ข้อสรุปตามหลักการ พรรคก้าวไกลได้ 10 ประธาน พรรคเพื่อไทย ได้ 10 ประธาน พรรคที่เหลือก็เป็นการเรียงลำดับไป

ในที่ประชุมพรรคก้าวไกลได้ขอให้พ้นวันเลือกตั้งซ่อมเขต 3 จ.ระยอง วันที่ 10 ก.ย. ไปก่อนเพราะมีสัดส่วน ถ้าพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งซ่อม ก็จะได้ประธาน 11 คณะ แต่ถ้าแพ้ก็จะได้เท่าเดิม 

โดยทางตัวแทนทุกพรรคเห็นว่า เราควรอยู่กับปัจจุบันที่มีสมาชิก 499 คนตามสัดส่วน จึงตกลงกันว่าให้เดินตามหลักปัจจุบัน ทุกพรรคก็ได้สัดส่วนตามที่เราได้ประกาศไว้ ดังนั้นในช่วงนี้ทางพรรคก็ได้เจรจานอกรอบว่า พรรคไหนจะได้ประธานกรรมาธิการคณะไหน 

ส่วนในวันที่ 4 ก.ย. ให้ทุกพรรคมาประชุมอีกครั้ง เพื่อจะทราบความคืบหน้ามีสมาชิกคนไหนสังกัดอยู่ในกรรมธิการคณะไหนบ้าง สุดท้ายเราจะไปจบในวันที่ 13 ก.ย. เป็นวันสุดท้ายที่เราจะสรุปว่า สมาชิก 499 คน จะไปสังกัดในคณะ กมธ. ประธาน 35 คณะมีพรรคการเมืองไหนที่ได้คณะไหนบ้าง และในวันที่ 14 ก.ย. จะเป็นการประชุมนัดแรกของแต่ละกรรมธิการ ทั้งหมดคือไทม์ไลน์ที่วางไว้  

ส่วนวิธีการเลือกประธาน นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า เอาความต้องการของแต่ละพรรค ถ้าไม่ซ้ำกัน ทุกพรรคก็สามารถดำเนินการ แต่ถ้าซ้ำ ต้องมีการคุยกันรอบ 2 จากที่ดูมีโอกาสไม่ซ้ำกันเยอะ ซ้ำเพียงไม่กี่คณะ ก็คงสามารถตกลงกันได้ 

ส่วนกรณีที่พรรคก้าวไกลมองว่า ไม่อยากให้คนที่นั่งประธานกรรมาธิการซ้ำกับกระทรวงของรัฐบาล เพราะจะทำให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างยากลำบาก นายพิเชษฐ์ ระบุว่า ถ้าทุกพรรค เอาความต้องการมาแชร์กัน ถ้าไม่ซ้ำก็เอาไปเลย ถ้าซ้ำคงต้องหาวิธีการในรอบ 2 คงไม่เกี่ยวกับรัฐมนตรีที่อยู่กระทรวงไหนแล้วจะได้ตามนั้น อยู่ที่ความต้องการของแต่ละพรรคที่จะถนัดตรวจสอบดำเนินการทางด้านไหนใน 35 คณะกมธ.

เมื่อถามย้ำ พรรคก้าวไกลเป็นพรรคเดียวหรือไม่ที่ขอให้ผ่านการเลือกตั้งซ่อมไปก่อน นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ถ้าเลือกตั้งเสร็จแล้ว กว่า กกต. จะรับรองไม่ใช่ภายใน 5-10 วัน อาจจะ 1-2 เดือน เราขอเอาปัจจุบันก่อน เพราะ สส. ทั้งหมดจะได้มีโอกาสทำงานในฐานะ กมธ.ที่จะไปพบประชาชน แก้ปัญหาได้เร็วขึ้น จึงติดว่าต้องเดินหน้าและจบภายในวันที่ 14 ก.ย. หากพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งซ่อม เราก็มีวิปของแต่ละพรรค ประชุมกันแล้วสามารถเปลี่ยนแปลงได้ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มี 8 พรรคการเมืองที่จำนวน สส. ถึงเกณฑ์ได้รับตำแหน่งประธานกรรมาธิการ ประกอบด้วย 

พรรคก้าวไกล 10 ตำแหน่ง

พรรคเพื่อไทย 10 ตำแหน่ง

พรรคภูมิใจไทย 5 ตำแหน่ง

พรรคพลังประชารัฐ 3 ตำแหน่ง

พรรครวมไทยสร้างชาติ 3 ตำแหน่ง

พรรคประชาธิปัตย์ 2 ตำแหน่ง

พรรคชาติไทยพัฒนา 1 ตำแหน่ง

พรรคประชาชาติ 1 ตำแหน่ง

สำหรับสัดส่วนกรรมาธิการสามัญ ทั้งหมด 525 ตำแหน่ง ประกอบด้วย

พรรคก้าวไกล 158 ตำแหน่ง

พรรคเพื่อไทย 138 ตำแหน่ง

พรรคภูมิใจไทย 45 ตำแหน่ง

พรรคพลังประชารัฐ 42 ตำแหน่ง

พรรครวมไทยสร้างชาติ 3 ตำแหน่ง

พรรคประชาธิปัตย์ 26 ตำแหน่ง

พรรคชาติไทยพัฒนา 11

พรรคประชาชาติ 10

พรรคไทยสร้างไทย 6

พรรคชาติพัฒนากล้า 2

พรรคเพื่อไทรวมพลัง 2

พรรคเสรีรวมไทย 1

พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1

พรรคใหม่ 1

พรรคท้องที่ไทย 1

พรรคเป็นธรรม 1

พรรคพลังสังคมใหม่ 1

พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 1

‘ทักษิณ’ ‘ขอพระราชทานอภัยโทษ’ ส่วนตัวแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557479

31 ส.ค. 2566

'ทักษิณ' 'ขอพระราชทานอภัยโทษ' ส่วนตัวแล้ว

รองนายกฯ วิษณุ ยอมรับว่า เรื่องการ ‘ขอพระราชทานอภัยโทษ’ ส่วนตัวของ ‘ทักษิณ’ ถึงมือแล้ว แต่ต้องใช้เวลาพิจารณาตามขั้นตอน

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ ของทักษิณ ชินวัตร ถึงมือแล้ว เป็นการขอพระราชทานอภัยโทษส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับการขอพระราชทานอภัยโทษส่วนรวมที่ขึ้นอยู่กับวันสำคัญ หรือมีเงื่อนไขว่าต้องรับโทษมาแล้วเท่าไหร่  ส่วนเรื่องอาการป่วย เป็นข้อมูลส่วนหนึ่ง ที่จะนำไปประกอบ

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

แต่ส่วนใหญ่จะอ้างถึงคุณงามความดี ที่เคยทำในอดีต หรือคุณงามความดีในในปัจจุบัน กรณีรับโทษในเรือนจำเช่น เป็นนักโทษชั้นดี หรือสอนหนังสือในเรือนจำ

ส่วนกระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษ จะเสร็จทันรัฐบาลนี้หรือไม่ ยังประเมินไม่ถูก และรัฐบาลชุดใหม่ก็ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เพราะยังตั้งรัฐบาลไม่เสร็จ แต่เมื่อเรื่องมาถึงรัฐบาลแล้วจะต้องใช้เวลาตามขั้นตอน

เมื่อถามว่าการขอพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณ ขอทั้ง 3 คดีเลยใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ขอไม่ตอบ เมื่อถามว่าในการขอพระราชทานอภัยโทษมีการระบุถึงการจะขอบวชหลังได้รับการอภัยโทษด้วยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่ตอบ

เปิดคำวินิจฉัย ‘พัชรวาท’ คดีสลายชุมนุมพันธมิตร ชี้ชัด ขัดความเป็น รมต.?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557475

31 ส.ค. 2566

เปิดคำวินิจฉัย 'พัชรวาท' คดีสลายชุมนุมพันธมิตร ชี้ชัด ขัดความเป็น รมต.?

เปิดคำวินิจฉัยส่วนตัว ‘ชำนาญ รวิวรรณพงษ์’ องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ชี้ชัด ‘พัชรวาท’ ไม่ผิด คดีสลายชุมนุมพันธมิตรปี 51 หลังโดนร้อง ขาดคุณสมบัติเป็น รัฐมนตรี

เก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ที่คาดว่าจะตกเป็นของ “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” ดูเหมือนจะไม่ง่าย หลังจากถูกนายสิทธิชัย หอมศิริวรรณ ทนายความของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ยื่นตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี ที่เคยถูกคำสั่งให้ออกจากราชการ เมื่อปี 2552 เมื่อครั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ จากเหตุสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา ปี 2551 แต่ “พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” ได้อุทธรณ์คำสั่ง และต่อสู้จนได้รับการยกโทษ ปลดออกจากราชการ เมื่อปี 2557

พัชรวาท วงษ์สุวรรณพัชรวาท วงษ์สุวรรณ

โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2560 ได้มีคำพิพากษาของศาลฎีกา ยกฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 , พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร., พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีกล่าวหาว่าเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 รัฐบาลนายสมชาย ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขอคืนพื้นที่การชุมนุมจากกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา ซึ่งภายหลังการสลายการชุมนุมโดยมิชอบ ไม่เป็นไปตามหลักสากล กระทั่งมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และ บาดเจ็บ 471 คน

โดยมีประเด็นที่น่าสนใจในคำวินิจฉัย ของนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกาและกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต) ในศาลฎีกา ในฐานะองค์คณะผู้พิพากษาในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ในขณะนั้น ส่วนหนึ่งสรุปได้ว่า โจทก์อุทธรณ์ข้อกฎหมายว่า การแถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้น สามารถดำเนินการเลื่อนวันประชุมรัฐสภา หรือเปลี่ยนสถานที่ประชุม เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนผู้ชุมนุมได้ จึงเห็นควรวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะนายกรัฐมนตรี หรือนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา อาจเลื่อนการแถลงนโยบาย หรือเปลี่ยนสถานที่ประชุมได้หรือไม่ แม้โจทก์จะไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษนายชัยมาด้วย แต่มีความจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัย เพราะนอกจากจะต้องวินิจฉัยถึงการกระทำความผิดแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการแก้ไขปัญหา เพื่อป้องกันความสูญเสียแก่ประเทศชาติ และประชาชนที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ชำนาญ รวิวรรณพงษ์ชำนาญ รวิวรรณพงษ์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า การแถลงนโยบายเป็นหน้าที่เพื่อประเทศ จะได้มีคณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ แต่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้การว่า ได้ขอให้มีการเลื่อน หรือย้ายสถานที่แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีไป จำเลยที่ 4 แก้อุทธรณ์ว่า การเลื่อนหรือย้ายสถานที่แถลงนโยบายของจำเลยที่ 1 และคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 4 และบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 176 เป็นเงื่อนไขข้ออ้างสำคัญของฝ่ายการเมือง ว่าไม่อาจเปลี่ยนแปลง หรือเลื่อนกำหนดการแถลงนโยบายเกินกว่า 15 วัน นับแต่วันเข้ารับหน้าที่ได้

เห็นว่าตามมาตรา 176 ไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดว่า การไม่แถลงนโยบายตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิด ทั้งไม่ใช่เหตุตามกฎหมายที่จะมีผลให้จำเลยที่ 1 และคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง แม้จะกำหนดให้เป็นหน้าที่ต้องแถลงนโยบาย ก็มีผลบังคับเพียงให้ต้องดำเนินการแถลงนโยบาย โดยชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดำเนินการใด ในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แต่มิได้บังคับว่าต้องทำภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ เพราะแม้ยังไม่ได้แถลงนโยบาย จำเลยที่ 1 และคณะรัฐมนตรีก็ยังมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นได้

ทั้งอาจมีเหตุสุดวิสัยเช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามคำฟ้องในคดีนี้ ที่อาจทำให้ไม่สามารถแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายได้ การยืนยันหรือฝืนสถานการณ์ที่เล็งเห็นได้ว่าอาจเกิดความสูญเสียแก่ชีวิตร่างกายของประชาชนไม่แต่เฉพาะผู้มาชุมนุม แต่ยังรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนในสถานการณ์เผชิญหน้าเช่นนั้น จึงไม่ควรได้รับการรับรองว่าถูกต้อง

แม้รัฐธรรมนูญฯ 2550 มาตรา 176 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่การจะแถลงนโยบาย ณ สถานที่ใด กำหนดเวลาใดนั้น ย่อมอาจขยายหรือย่นระยะเวลาได้ตามความจำเป็น โดยต้องคำนึงถึงความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง

การเรียกประชุมคณะรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้องช่วงค่ำวันที่ 6 ต.ค. 2551 ไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 จะเชื่อว่า การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 และคณะรัฐมนตรี รวมทั้งนายชัย ประธานรัฐสภา ซึ่งอาสาเข้ามาบริหารประเทศ มิได้ตระหนักถึงหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของบ้านเมือง และความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน การไม่หลีกเลี่ยงภยันตรายที่เล็งเห็นได้ว่า จะต้องขึ้นด้วยการไม่เลื่อนหรือย้ายสถานที่ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นเหตุให้มีการเผชิญหน้า ปะทะกัน เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน งบประมาณแผ่นดิน รวมทั้งเกิดความเกลียดชังกันระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จึงเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของฝ่ายการเมือง คือจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี และนายชัย ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาในขณะนั้น แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ โดยขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 มาด้วย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์ฟ้องได้ และการไม่หลีกเลี่ยงภยันตรา ยที่เล็งเห็นได้ว่าจะต้องเกิดขึ้น ด้วยการไม่เลื่อน หรือย้ายสถานที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา จึงไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. และจำเลยที่ 4 ผบช.น.

ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าว ชี้ชัดได้ว่า “พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” ไม่ผิด และสามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้