‘เพื่อไทย’ พร้อมลุย เคลียร์อภิปรายพาดพิง ‘เศรษฐา’ โหวตนายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556371

18 ส.ค. 2566

'เพื่อไทย'  พร้อมลุย เคลียร์อภิปรายพาดพิง 'เศรษฐา' โหวตนายกรัฐมนตรี

สส.บัญชีรายชื่อพรรค”เพื่อไทย” ประกาศภารกิจล่วงหน้า โหวตนายกรัฐมนตรี หากมีพาดพิงถึงแแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา” ทางฝั่ง สส.เพื่อไทย พร้อมทำหน้าทีเคลียร์แทนในทุกเรื่อง ส่วนกรณีมุ่งไปที่ปมส่วนตัว มั่นใจประธานในที่ประชุม จะควบคุมให้อยู่บนวิสัยที่เหมาะสม

นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย   เปิดเผยว่า ในการประชุมร่วมรัฐสภา   วันอังคารที่ 22  ส.ค.  โดยมีวาระสำคัญคือการโหวตนายกรัฐมนตรี  ซึ่งคาดว่าจะมีการอภิปรายว่าด้วยคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน ทั้งนี้ในประเด็นที่มีข้อติดใจ สส.พรรคเพื่อไทย  พร้อมที่จะทำหน้าที่ชี้แจงแทนนายเศรษฐา  


ส่วนประเด็นที่จะถูกอภิปรายที่อาจจะไปถึงเรื่องส่วนตัวนายเศรษฐา  เชื่อว่าประธานในที่ประชุมคงวางกรอบไว้     ในขณะที่ประเด็นเรื่องคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามนั้น ตนมองว่าที่ผ่านมาถูกคัดกรองในหลายระดับ ทั้งพรรคการเมือง  คือพรรคเพื่อไทย ที่เป็นผู้เสนอชื่อ  และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดังนั้นประเด็นคุณสมบัติไม่มีอะไรที่น่าติดใจ

นายสุทิน กล่าวว่า กรณีที่พรรคเพื่อไทยข้ามขั้วจับมือกับพรรครวมไทยสร้างชาติ   ประเด็นดังกล่าวพรรคเพื่อไทยชี้แจงได้ เหตุที่ต้องไปรวมเพราะมีเหตุผล  เป็นประเด็นบีบบังคับให้ต้องไปร่วม ทั้งนี้เจตนารมณ์ของประชาชนต้องการให้จัดตั้งรัฐบาลให้ได้ แต่เมื่อขั้วในฝั่งเพื่อไทยเกิดกรณีบางพรรคไม่ยอมรับ ทำให้เสียงไม่พอ ดังนั้นเพื่อให้การตั้งรัฐบาลได้ตามเจตนารมณ์ของประชาชน จึงมีความจำเป็น

ขณะเดียวกันหลังจากที่จับมือกับพรรครวมไทยสร้างชาติ สังคมทวงถามถึงการลาออกของนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  การพูดของ นพ.ชลน่าน  เป็นการแสดงจุดยืนจริง แต่เมื่อผลการเลือกตั้งผิดความคาดหมาย และเพื่อให้ตั้งรัฐบาลบนเจตนารมณ์ของประชาชนเป็นไปได้ เป็นความจำเป็นต้องไปร่วม

“ตามเจตนารมณ์ของประชาชน ไม่มีอะไรที่ได้ทุกอย่าง หรือ เสียทุกอย่าง  ส่วนจะต้องรับผิดชอบคำพูดหรือไม่ หรือจะลาออกหรือไม่ ต้องถามนพ.ชลน่าน  ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เทคนิคการหาเสียง แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป บริบทความเป็นจริงเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องทำไม่เหมือนสิ่งที่พูดไป และผมยืนยันว่าเป็นความจำเป็นในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ” นายสุทิน กล่าว 

‘เรืองไกร’ ร้อง กมธ.วุฒิสภา สอบ ‘แสนสิริ’ เชิญ ‘เศรษฐา-ชูวิทย์’ มาให้ข้อมูล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556366

18 ส.ค. 2566

'เรืองไกร' ร้อง กมธ.วุฒิสภา สอบ 'แสนสิริ' เชิญ 'เศรษฐา-ชูวิทย์' มาให้ข้อมูล

‘เรืองไกร’ ร้อง กมธ.วุฒิสภา สอบ ‘แสนสิริ’ ซื้อที่ดินย่านทองหล่อ 1,000 ล้านบาท จี้ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน การบัญชี การเสียภาษี ของ 2 บริษัท ตั้งข้อสังเกต 10 ข้อ พร้อมเชิญ ‘เศรษฐา-ชูวิทย์’ มาให้ข้อมูล

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า กรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ แถลงข่าวกล่าวอ้างเรื่องซื้อที่ดิน 1,000 ล้านบาท ระหว่าง บริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด กับ บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด ซึ่งบริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด อาจเกี่ยวข้องกับนายเศรษฐา ทวีสิน ที่เคยเป็นผู้ถือหุ้นหรือเคยเป็นกรรมการอยู่ด้วย ซึ่งต่อมาวันที่ 15 ส.ค. 2566 บมจ.แสนสิริ ได้มีหนังสือชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว ดังความที่ปรากฏโดยทั่วไปแล้วนั้น กรณีดังกล่าว เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนอย่างแพ่หลาย กรณีจึงควรมีการสอบหาข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ต่อไป

นายเรืองไกร กล่าวว่า ในวันนี้(18 ส.ค. 2566) ตนจึงส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS ไปถึงนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เพื่อขอให้สอบหาข้อเท็จจริงเรื่องการซื้อที่ดินของบริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด จากบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด ว่ามีเส้นทางการเงิน การบัญชี การเสียภาษี ที่ชอบหรือไม่ และธุรกรรมดังกล่าวนายเศรษฐา ทวีสิน ในฐานะเคยเป็นผู้ถือหุ้น หรือ เคยเป็นกรรมการ ของบริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด มีความเกี่ยวข้อง รับรู้ ยินยอม หรือให้ความเห็นชอบ หรือไม่ อย่างไร ดังต่อไปนี้ง

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้มีคำแถลงการณ์ หัวข้อ แสนสิริ ยืนยันการซื้อที่ดินทองหล่อถูกต้อง โดยสรุปความได้ว่า กรณีที่ดินทองหล่อ (KHUN by YOO) ถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ ในทุกขั้นตอน (รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย)

ข้อ 2. กรณีดังกล่าว เนื่องมาจากการแถลงข่าวกล่าวอ้างต่อสื่อมวลชนของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ที่ผ่านมา โดยมีนำเสนอรูปภาพแผนผัง หัวข้อ ปั่น บวม ตัดตอน ซึ่งเป็นกรณีการซื้อขายที่ดิน ระหว่างบริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด จากบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด ประกอบด้วย (รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย)

ข้อ 3. ต่อกรณีดังกล่าว เมื่อตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นจากพยานเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีเหตุที่ควรขอให้สอบหาข้อเท็จจริงเรื่องการซื้อที่ดินของบริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด จากบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด ว่ามีเส้นทางการเงิน การบัญชี การเสียภาษี ที่ชอบหรือไม่ และธุรกรรมดังกล่าวนายเศรษฐา ทวีสิน ในฐานะเคยเป็นผู้ถือหุ้น หรือ เคยเป็นกรรมการ ของบริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด มีความเกี่ยวข้อง รับรู้ ยินยอม หรือให้ความเห็นชอบ ธุรกรรมต่าง ๆ หรือไม่ อย่างไร

ข้อ 4. ตามแผนผัง ปั่น บวม ตัดตอน ประกอบพยานเอกสารต่าง ๆ พบว่า บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด ซื้อที่ดินดังกล่าว เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2551 ซึ่งต่อมาพบว่า ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2558 บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด มีผู้ถือหุ้น 4 คน ถือหุ้นคนละ 250,000 หุ้น รวม 1,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวมเป็นเงินทุนจดทะเบียน 100,000,000 บาท โดยระบุใบหุ้นลงวันที่ 27 ต.ค. 2551

ข้อ 5. ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2558 บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด แจ้งเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหม่ 3 คน โดยคนที่ 1 ถือหุ้น 999,998 หุ้น เลขหมายใบหุ้น ตรงกับผู้ถือหุ้นเดิม 4 คน โดยระบุว่า เป็นผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2558 คนที่ 2 และคนที่ 3 ถือหุ้นคนละ 1 หุ้น เลขหมายใบหุ้น ตรงกับผู้ถือหุ้นเดิมคนที่ 4 โดยระบุว่า เป็นผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2558

ข้อ 6. กรณีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2558 ซึ่งห่างกันเพียง 6 วัน กรณีจึงควรสอบหาข้อเท็จจริงว่า ผู้ถือหุ้นเดิม 4 ราย โอนขายหุ้นออกไปอย่างไร มีการชำระเงินค่าหุ้น หรือไม่ โดยวิธีใด เส้นทางการรับจ่ายเงินค่าหุ้นเป็นเช่นไร ผู้ถือหุ้นใหม่ 3 ราย มีการชำระเงินค่าหุ้น หรือไม่ โดยวิธีใด

ข้อ 7. ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่คัดจากสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2560 บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด มีผู้ถือหุ้น 3 คน โดยมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงเฉพาะผู้ถือหุ้นคนที่ 1 ที่ถือหุ้น 999,998 หุ้น จากคนเดิมที่เป็นผู้หญิงมาเป็นคนใหม่ที่เป็นผู้ชาย (รายละเอียดปรากฏตามข่าว) กรณีจึงควรสอบหาข้อเท็จจริงว่า การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นดังกล่าว มีการโอนขายหุ้นออกไปอย่างไร มีการชำระเงินค่าหุ้น หรือไม่ โดยวิธีใด

ข้อ 8. ตามคำแถลงการณ์ของแสนสิริ วันที่ 15 ส.ค. 2566 ได้แนบหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมสิบสามโฉนดซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2558 ระหว่าง บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด ผู้จำนอง กับ บริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด ผู้รับจำนองโดยในสัญญาระบุถึงสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ 11 ก.พ. 2558 ไว้ด้วย ซึ่งไม่มีการเปิดเผยสัญญาจะซื้อจะขายไว้แต่อย่างใด กรณีจึงควรสอบหาข้อเท็จจริงว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวมีใจความหรือเงื่อนไขไว้อย่างไร มีการวางเงินมัดจำหรือไม่ เท่าใด มีค่าปรับหรือไม่ และเหตุใดต้องทำสัญญาจำนองไว้ด้วย

ข้อ 9. ตามคำแถลงการณ์ของแสนสิริ วันที่ 15 ส.ค. 2566 กรณีที่ดินทองหล่อ (KHUN by YOO) ระบุตอนท้ายไว้ส่วนหนึ่งว่า “บริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของแสนสิริ ไม่เคยให้กู้ยืมเงินแก่บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด โดยมีหลักฐานที่อยู่ในสัญญาจำนองฉบับกรมที่ดิน …” นั้น ย่อมเข้าใจได้ว่า แสนสิริ ยอมรับข้อเท็จจริงบางส่วน และปฏิเสธบางส่วน จากผัง ปั่น บวม ตัดตอน ของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ กรณีจึงควรสอบหาข้อเท็จจริงว่า บริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วเพียง 2,500,000 บาท (จากทุนที่จดไว้ 10,000,000 บาท) เอาเงินจากไหนมาซื้อที่ดินทองหล่อ จ่ายชำระค่าที่ดินอย่างไร กี่ขั้นตอน ขั้นตอนจะซื้อจะขายที่ดินมีการวางเงินมัดจำหรือไม่ เท่าใด ใช้เงินจากบัญชีใด ขั้นตอนการจดนิติกรรมซื้อขายที่ดินมีการจ่ายเงินเท่าใด ใช้เงินจากบัญชีใด จ่ายโดยแคชเชียร์เช็คของธนาคารใด เช็คหรือเงินดังกล่าวมีเส้นทางการเงินในทุกขั้นตอนไปเบิก-ถอนเข้าบัญชีใครบ้าง

ข้อ 10. ตามผัง ปั่น บวม ตัดตอน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ กล่าวอ้างเป็นแผนภาพว่า ณ วันที่ 11 ก.พ. 2558 แสนสิริ ได้ให้บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด กู้ 1,000 ล้านบาท นั้น บริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด ซึ่งปัจจุบันมี แสนสิริ ถือหุ้น 999,998 หุ้น จากจำนวน 1,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 2.50 บาท และเคยมีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ ด้วยนั้น เมื่อ แสนสิริ แถลงข่าวปฏิเสธว่าไม่เคยให้กู้ยืมเงินแก่บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด กรณีจึงควรสอบหาข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย โดยควรเชิญนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ มาให้ข้อมูลและส่งพยานหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้คณะกรรมิการฯ และควรเชิญนายเศรษฐา ทวีสิน มาให้ข้อมูลและส่งพยานหลักฐานทั้งหมดให้คณะกรรมิการฯ อีกทางหนึ่งด้วย เช่น รายชื่อผู้ถือหุ้น รายชื่อกรรมการ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน สัญญาจำนองที่ดิน สัญญาซื้อขายที่ดิน เอกสารการเสียภาษีและค่าธรรมเนียมในการทำนิติกรรม เอกสารใบสำคัญรับ-จ่ายทางบัญชี เอกสารทางการเงิน ของบริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด กรณีกรณีที่ดินทองหล่อ (KHUN by YOO)

ทั้งนี้ เพื่อแสดงความโปร่งใสตรวจสอบได้ และเพื่อพิสูจน์ว่า นายเศรษฐา ทวีสิน มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรับรู้กับกรณีดังกล่าว หรือไม่ อย่างไร และข้อกล่าวอ้างของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ มีข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้หรือไม่ อย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน เจ้าพ่ออสังหาฯ หมื่นล้าน เขาได้รับความไว้วางใจเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย และถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ในการ ‘โหวตนายกรอบ3’ ที่จะจัดประชุมรัฐสภาในวันที่ 22 ส.ค. 2566 นี้ ส่วนนายชูวิทย์ อดีตสส.และนักธุรกิจ กำลังป่วยด้วยโรคมะเร็ง และเป็นคนออกมาแฉความไม่ชอบมาพากลของนายเศรษฐา เกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดี เมื่อครั้งเขายังเป็นผู้บริหารที่ของแสรสิริ ก่อนลาออก มาชิมลางการเมือง ก่อนการเลือกตั้ง 2566

‘โหวตนายกรอบ3’ สมชาย ยอมรับ สว. เสียงแตก ปัดไม่เกี่ยว ‘พรรคลุง’ ร่วมรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556357

18 ส.ค. 2566

'โหวตนายกรอบ3' สมชาย ยอมรับ สว. เสียงแตก ปัดไม่เกี่ยว 'พรรคลุง' ร่วมรัฐบาล

สมชาย แสวงการ ยอมรับ ‘โหวตนายกรอบ3’ สว. เสียงแตก ปัดไม่เกี่ยว ‘รทสช.-พปชร.’ ร่วมรัฐบาล ชี้ทุกคนมีเอกสิทธิ์คิดเองได้ ซัด ก้าวไกล ไม่ควรเสนอทบทวนมติเสนอชื่อนายกฯซ้ำไม่ได้ ลั่นเสนอก็จะค้าน

ที่รัฐสภา นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เปิดเผยว่า การประชุมร่วมวิป 3 ฝ่ายที่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อ ‘โหวตนายกรอบ3’ ในวันที่ 22 ส.ค.2566 นั้น สว.ได้เวลาอภิปราย 2 ชั่วโมง ซึ่งเท่ากับการโหวตให้ความเห็นชอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล ซึ่ง สว.ก็จะใช้เวลานี้ ในการอภิปรายทุกเรื่องของผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 

“ในที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย ผมได้ถามพรรคเพื่อไทยว่าสรุปแล้วจะเสนอชื่อใคร แต่พรรคเพื่อไทยยังพูดไม่ชัดเจน บอกว่า จะมีการแถลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 สิงหาคม เบื้องต้นตอนนี้ยังเป็นนายเศรษฐา ทวีสิน ผมเลยบอกว่า “ผมได้ยินเป็นชื่ออื่น” จึงมองว่าพรรคเพื่อไทยควรทำเรื่องนี้ให้ละเอียดและชัดเจน”

ส่วนความเห็นของ สว.ในการให้ความเห็นชอบ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย นั้น นายสมชาย ยอมรับว่าสว.เสียงแตกเป็นเรื่องปกติ ขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละคนอยู่แล้ว

ทั้งนี้ กรณีที่พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ ประกาศร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยนั้น ไม่ส่งผลให้ สว. เลิกแตกแถวได้เนื่องจาก สว. ทุกคนมีอิสระอยู่แล้ว ทุกคนจะต้องพิจารณาตามคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี

พร้อมปฏิเสธแนวคิดที่สว.ไม่ให้ความเห็นชอบนายเศรษฐาเพื่อได้เสนอชื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งต่อไป และกล่าวว่าไม่มีใครคิดไปไกลขนาดนั้น แม้นายเศรษฐาไม่ได้รับความเห็นชอบพรรคเพื่อไทยก็ยังมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนอื่น

และคงไม่ไปถึงขั้นเสนอชื่อเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของภูมิใจไทย จึงยืนยันว่าสว.ทำหน้าที่ของตนเองตามปกติและอยากให้ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ เข้ามาแสดงวิสัยทัศน์และตอบข้อซักถามของสมาชิก หากไม่มาก็ควรมีการแถลงอย่างเป็นทางการ แต่ถ้ามาก็ถือว่าเป็นโอกาสอันดีของนายเศรษฐาเอง 

แต่ในที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย วันนี้ประธานสภา ได้แจ้งว่าไม่มีในข้อบังคับ ว่าจะต้องให้ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมาแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมรัฐสภา แต่หากมีสมาชิกซักถามผู้ที่ถูกซักถามก็สามารถ ลุกขึ้นอภิปรายได้ จึงถึงเป็นข้อดีถ้าเจ้าตัว แต่หากไม่มา กมธ.ของสว. ก็สามารถซักถามไปยังผู้ที่ถูกเสนอชื่อได้ทุกคนเช่นเดียวกัน ซึ่งในสภาข้อบังคับอาจจะไม่ได้กำหนดไว้ ซึ่งเบื้องต้นนายเศรษฐาไม่ได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะเข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม

สว.ติดใจ ทำไมต้องยกร่างรธน.ทั้งฉบับ

“วันนี้ ต้องเอาให้ชัดเจนเพราะการตั้งรัฐบาล อ้างว่าเป็นการสลายขั้ว สว.ไม่ได้ขัดข้องอะไร ยิ่งตอนนี้พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดในการผลักดันเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สว.บางส่วนสงสัยว่าทำไมต้องล้มรัฐธรรมนูญ ทำไมถึงไม่ใช้วิธีการแก้ไขฉบับเดิมที่มีอยู่ เพราะการยกร่างฉบับใหม่ ต้องมีการทำประชามติถึง 3 ครั้ง ใช้เงินเกือบ 4,000 ล้านบาท และต้องเข้าใจว่า สว.ก็มาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หากเห็นว่า รัฐธรรมนูญมีปัญหาตรงไหนก็เสนอแก้ไขจะดีกว่า แต่เรื่องนี้จะส่งผลให้ สว.ไม่ให้ความเห็นชอบนายเศรษฐาหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ แต่ส่วนตัวกังวลเรื่องนี้ ”นายสมชายกล่าว

พร้อมกันนี้ นายสมชาย ยังเปิดเผยว่า นายรังสิมันต์ โรม สส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ได้ขอหารือในที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อขอให้พิจารณาญัตติ ทบทวนมติเมื่อวันที่19 กรกฎาคม ซึ่งประธานรัฐสภายินดีที่จะเปิดโอกาสให้นายรังสิมันต์ เสนอญัตติดังกล่าวได้ แต่ส่วนตัวหากมีการเสนอจริงก็ขอคัดค้านเพราะมองว่าญัตติดังกล่าวประธานสภาได้ใช้อำนาจในการชี้ขาดไปแล้ว อีกทั้งเมื่อมีมติไปแล้วก็ไม่ควรนำกลับมาทบทวนใหม่ มิฉะนั้นก็จะทำอย่างนี้ไปได้เรื่อยๆ

ส่วนการโหวตนายเศรษฐา ตนไม่ได้บอกว่าจะโหวตหรือไม่โหวตให้ ก็ทำหน้าที่ตรวจสอบตามปกติ ความประพฤติ พฤติกรรม จริยธรรม เหมือนกับองค์กรอิสระ ถ้าไม่มีปัญหาเราก็โหวตให้ และองค์ประกอบของนโยบายร่วมของทุกพรรค นำพาประเทศไปได้เราก็เห็นด้วย นำพาประเทศไม่ได้เราก็ไม่เห็นด้วย

ส่วนความเหมาะสมของนายเศรษฐานั้น ตนขอไม่วิพากษ์เป็นรายบุคคล เนื่องจากไม่เป็นธรรมกับตัวนายเศรษฐา

เมื่อถามว่ามีเสียงวิพากวิจารณ์ ว่าหากครั้งนี้ สว.ไม่โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี สว.จะกลายเป็นอุปสรรค ต่อการเดินหน้าประเทศหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า เป็นวาทกรรมที่กล่าวหาอยู่แล้ว สส.ยังเคยจัดตั้งรัฐบาล 377 เสียง สมัยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พอจัดไม่ได้ก็มาอยู่ที่ สว.ตนคิดว่าไม่มีปัญหาเพราะ สว.ก็ชัดเจนตรงไปตรงมา และไม่ได้กังวลถ้าใครเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีเราก็โหวตให้ทุกคนต้องลุกขึ้นขานชื่อให้ประชาชนรับทราบอยู่แล้ว ไม่มีวัตถุประสงค์จะไปขัดขวางใคร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยที่จะเสนอรัฐสภาในวันที่ 22 ส.ค. 2566 ยังเป็น นายเศรษฐา ทวีสิน  เจ้าพ่ออสังฯ หมื่นล้าน

‘เศรษฐา’ ย้ำ ‘แสนสิริ’ ทำธุรกรรมโปร่งใส เผย ‘เสี่ยหนู’ ต่อสายหนุนนั่งนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556352

18 ส.ค. 2566

'เศรษฐา' ย้ำ 'แสนสิริ' ทำธุรกรรมโปร่งใส เผย 'เสี่ยหนู' ต่อสายหนุนนั่งนายกฯ

‘เศรษฐา’ ย้ำ 30 ปี ‘แสนสิริ’ บริหารงานโปร่งใส เผย ‘อนุทิน’ ต่อสายตรงลั่น 71 เสียงพร้อมหนุนนั่งนายกฯ เชื่อถึงเวลาที่ต้องมีรัฐบาลแก้วิกฤต

วันที่ 18 ส.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน  แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเผยแพร่คลิปชี้แจงการบริหารงานบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) รวมถึงยังได้แฉกลับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ด้วย โดยนายเศรษฐา กล่าวว่า เรื่องนายชูวิทย์นี้ตนอยากจะกล่าวเป็นครั้งสุดท้าย ตนยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่ทำงาน ที่บริษัทแสนสิริ กว่า 30 ปีนั้น เรื่องความโปร่งใส ความมุ่งมั่น ในการนำพาบริษัทไปสู่ความเจริญ ยึดมั่นตามหลักธรรมาภิบาล ให้ถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ทำให้แสนสิริฝ่าวิกฤต มาหลายครั้ง จนเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย เป็นที่ยอมรับของคนในหมู่มาก มีบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลก ที่ปรึกษากฎหมายที่ดี มีคณะกรรมการการตรวจสอบที่มั่นคง ตอนยืนยันมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ได้ยึดมั่นทำตามกฎหมายทุกประการ 

จนกระทั่งเรื่องที่ถูกกล่าวหาจากนายชูวิทย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินที่สารสิน และโครงการคุณบายยู หรือที่ซอยทองหล่อ ยืนยันว่าแสนสิริเป็นผู้ซื้อ ทั้งหมดนี้เราทำงานอย่างถูกต้อง ไม่มีเงินทอนให้กับใครทั้งสิ้น ไม่มีการให้กู้ยืม และไม่มีนอมินี เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีส่วนร่วมกับผู้ขายในการบริหารจัดการภาษี เรื่องภาษีเป็นหน้าที่ของผู้ขายทั้งหมด ซึ่งตนก็ได้ยืนยันหลายครั้งแล้ว และตนก็ไม่ใช่นักการตลาดไม่ใช่นักแฉ ทำงานมาตลอดด้วยความซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ใจ

ส่วนเรื่องของนายชูวิทย์ ไม่อยากพูดแต่ก็ต้องพูดว่าทั้งหมดเกิดขึ้นภายหลังจากที่ตนได้ถูกเสนอชื่อเป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ประมาณเดือนกรกฎาคม 2565 ก็มีคนได้ติดต่อเข้ามา ผ่านนายชูวิทย์ ว่าอยากให้ซื้อที่ เคยคุยกันไว้คือที่ซอยสุขุมวิท 24 และเมื่อกันยายนปีที่แล้ว ได้มีการคุยกันเรื่องซื้อสาย ต่อรองราคากัน 2,000 ล้านบาท เหลือ 1,800 ล้านบาท มีข้อตกลงอย่างชัดเจน และนายชูวิทย์ได้พาลูกมาด้วยเป็นสักขีพยาน แต่ไปพบว่ามีการวางมัดจำไว้แล้ว โดยบริษัทอื่น บริษัทแสนสิริจึงไม่สามารถทำนิติกรรมซ้อนได้กระทั่งเดือนกรกฎาคมที่มีชื่อตนเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายชูวิทย์ได้ติดต่อผ่านผู้ใหญ่มาหลายคนว่า ให้ตนกลับไปซื้อที่ดินแปลงนี้ราคา 2,000 ล้านบาท และข้อเท็จจริงคือตนได้ออกมาจากบริษัทแสนสิริตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว ตนไม่มีอำนาจในการบริหารบริษัทแสนสิริ และไม่มีอำนาจสั่งการให้ใครไปซื้อที่ในนามบริษัทแสนสิริ และบอกว่าถ้าไปซื้อมาจะไม่มีการแฉ มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมบิดเบือนความจริง ตนได้รับความเสียหาย ซึ่งหากหลังจากนี้นายชูวิทย์มีการฟ้องร้องตนก็พร้อมต่อสู้ ดำเนินการต่อไป 

นายเศรษฐา กล่าวต่อด้วยอารมณ์ขึงขัง ว่าเรื่องเงินดิจิตอลวอลเล็ต ที่นายชูวิทย์ได้พูดถึง ที่กล่าวหาว่ามีการรับเงินทอน 5% ตนมองว่าเลอะเทอะ นี่คือโครงการที่ดี ไปถึงที่จ่ายเงินตรงจากรัฐบาลไปถึงพี่น้องประชาชน เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่จะกอบกู้เศรษฐกิจขึ้นมา ทำให้เกิดการจ้างงานการผลิต ประชาชนมีเงินเยอะขึ้นการที่นายชูวิทย์ เอามาพูดอย่างไม่มีหลักการ และที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทย ก็ได้แถลงข่าวอย่างชัดเจนมาโดยตลอด ว่าที่มาที่ไปของเงินนี้เป็นอย่างไร 

“ตอนที่ตนได้เดินเข้ามาในเวทีการเมือง เมื่อตอนต้นเดือนมีนาคมก็มีผู้ใหญ่หลายท่านเตือน ได้ข่าวหวังดีว่า ว่าจะเจอเรื่องอะไรเยอะๆ แต่ไม่มีความคาดคิดเลยว่าจะเจอเรื่องเลอะเทอะและบิดเบือนเกิดความจริงมากมายขนาดนี้ แต่ในเมื่ออาสาเข้ามาแล้วก็ต้องทำให้ได้ มุ่งมั่นเดินหน้าเป็นคดีเด็ดของพรรคเพื่อไทยต่อไป” นายเศรษฐา กล่าว 

นายเศรษฐา ยังกล่าวถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ว่า คณะเจรจาได้คุยกับพรรคร่วมหลายพรรค และมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี ซึ่งวันนี้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็โทรมาหาตนเองยืนยันทั้ง 71 เสียงพร้อมที่จะโหวตให้ ก็ต้องขอขอบคุณ และยังมีอีกหลายพรรคที่แสดงเจตจำนงมาแล้วหากพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อตนในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ตนก็มีความพร้อม และขอวิงวอนว่า เราก็ต้องเสียงจากสว. ด้วย ซึ่งการกระทำของตนเองเป็นที่ประจักษ์ ว่าตนมีความตั้งใจจริง มีความปรารถนาดีกับประเทศชาติ หวังว่าจะได้รับการสนับสนุน สว.

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย นายเศรษฐา กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเรามีความพร้อม และมั่นใจในคณะเจรจา ว่าจะตกลงได้กับพรรคร่วมมาเป็นรัฐบาล ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย เพื่อนำประเทศผ่านพ้นวิกฤต ที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบัน กว่า 3 เดือนแล้ว ตนคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมีนายกรัฐมนตรี ที่มาช่วยเหลือต้องมีรัฐบาลที่มาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน  

จากนั้นนายเศรษฐา ได้ตัดบทขอบคุณสื่อมวลชนและเดินออกจากวงสัมภาษณ์ไปขึ้นลิฟต์ทันที

เลขา กกต. แจงคดี ม. 151 ‘พิธา’ ยังไม่จบ ต้องพิสูจน์เจตนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556347

18 ส.ค. 2566

เลขา กกต. แจงคดี ม. 151 ‘พิธา’ ยังไม่จบ ต้องพิสูจน์เจตนา

เลขา กกต. รับ เลือกตั้งซ่อมระยอง เวลาน้อย แต่มั่นใจไร้ปัญหา แจงคดี ม. 151 ‘พิธา’ ยังไม่จบ ต้องพิสูจน์เจตนา หากไม่มีเจตนาก็ไม่ผิด เผยคดียุบพรรคการเมืองเหลืออีก 24 เรื่องที่ต้องพิจารณา

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งซ่อม สส. จังหวัดระยอง เขต 3 ว่าใช้ฐานข้อมูล จำนวนประชากรเดิมจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา มาเป็นแนวทางการจัดการเลือกตั้ง โดยยอมรับว่าเวลาจากการเลือกตั้งอาจจะน้อยแต่จะไม่กระทบต่อการบริหารจัดการเลือกตั้ง โดยจะมุ่งเน้นประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ด้วยกังวลว่าประชาชนเพิ่งผ่านการเลือกตั้งไปไม่นาน แล้วจะทำยังไงให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ให้มากขึ้น

สำหรับผู้สมัครที่มี 2 คน เป็นการแข่งขันมีลักษณะเป็นขั้วการเมือง จะมีปัญหาหรือไม่ นายแสวงระบุว่า การแข่งขันเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นการสมัครลงรับเลือกตั้งกี่คน จะมายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการ หากมีการแข่งขันเพียงสองคนก็จะเป็นเรื่องของการเมือง โดยย้ำที่จะทำกติกาเลือกตั้งให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย และยอมรับว่าทุกการเลือกตั้งก็จะมีการกล่าวอ้างเรื่องของปัญหาการใช้อำนาจรัฐ แต่ช่วงนี้เป็นรัฐบาลรักษาการ ก็จะเป็นเช่นเดียวกับรัฐบาลทั่วไปแต่ ที่ผ่านมาไม่มีข้อคอรหาเรื่องการใช้อำนาจรัฐ ยืนยันจะดูแลการแข่งขันให้เป็นไปโดยความเสมอภาค และตอนนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนใดเข้ามา เนื่องจากเพิ่งสมัครรับเลือกตั้ง คาดว่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นว่าสนามเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการวัดพลังกันทางการเมืองหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามถึงคดีที่มีการร้องยุบพรรคการเมืองไปมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง เลขาธิการ กกต. ระบุว่ามีคำร้อง 135 เรื่อง พิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้ว 111 เรื่อง ตอนนี้เหลืออยู่ 24เรื่อง ประมาณ 10 พรรคการเมือง ส่วนมากเป็นพรรคการเมืองใหญ่

ส่วนคำร้อง เกี่ยวกับการยุบพรรคก้าวไกล เหตุนโยบายหาเสียงแก้ไขมาตรา 112 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มอบสำนักงาน กกต.ตรวจสอบ นายแสวง ระบุว่าสำนักงาน กกต. ดูแลข้อกฎหมาย ในฐานะกำกับดูแลพรรคการเมือง ยังไม่ได้มีการรายงานขึ้นมา

ส่วนกรณีคำถามจาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลฝากคำถามไว้ยัง กกต. ในคดีอาญา เลขาธิการ กกต. บอกว่ามีกระบวนการตาม มาตรา 151 ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งเรื่องนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ต้องพิจารณาว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาอย่างไร โดยเฉพาะจะต้องดูที่เจตนา หากไม่มีเจตนาก็ไม่มีความผิด จะต้องพิสูจน์เจตนาเนื่องจากเป็นคดีอาญา และคำร้องอยู่ในกระบวนการสืบสวนอยู่ กระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ หากแต่เข้าข่ายการให้คุณให้โทษก็จะต้องมีการเชิญมาชี้แจง แต่เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลและปรากฏในเอกสารราชการอยู่แล้ว โดยบอกว่าไม่ทราบกรณีในชั้นอนุเสนอให้ยกคำร้องไป

สำหรับเรื่องกรณีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เมื่อ กกต. พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามกฏหมายมีอยู่ 3 สาเหตุที่จะทำให้พ้นจากตำแหน่งกรณีถือหุ้นสื่อมวลชน โดย 2 ลักษณะแรกมีคำวินิจฉัยออกมาแล้วเป็นแนวทาง ขณะที่ในกรณีนี้มีข้อเท็จจริงอีกเรื่องหนึ่งซึ่งมีความแตกต่างกัน และ กกต. ไม่ใช่คนตัดสินคนที่ตัดสินคือศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้นายแสวง กล่าวถึงข้อเสนอแนะการเสวนาหัวข้อ “ กกต.มีไว้ทำไม” ว่า ข้อเสนอตรงกับใจและโจทย์ กกต. ที่มีอยู่ ตามข้อสรุปที่ว่าต้องการให้ กกต. เป็นของประชาชน โดยกล่าวทิ้งท้ายว่าจะพยายามดำเนินการไปให้ถึงข้อเสนอแนะนั้น

‘โรม’ จี้ สภาทบทวนโหวตนายกฯซ้ำ เผยเล่นงาน ‘พิธา’ สำเร็จ แต่อย่าทำลายหลักการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556344

18 ส.ค. 2566

'โรม' จี้ สภาทบทวนโหวตนายกฯซ้ำ เผยเล่นงาน 'พิธา' สำเร็จ แต่อย่าทำลายหลักการ

‘โรม’ ยืนยัน ยื่นสภาทบทวนโหวตนายกฯซ้ำ เป็นโอกาสแก้ความผิดพลาด ขอ ‘อย่าเผาบ้านไล่หนู’ เผยเล่นงาน ‘พิธา’ สำเร็จ แต่อย่าทำลายหลักการ

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล ยืนยัน การประชุมรัฐสภา จะยังคงเสนอญัตติทบทวนมติรัฐสภาในการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2  เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตอบสั้นๆคือไม่วินิจฉัย ให้เหตุผลทางเทคนิค จริงเนื้อหาสาระไม่ได้มีการพิจารณาเลย ดังนั้นสภาสามารถทบทวนได้ 

ซึ่งวันนี้ตนก็จะนำเสนอต่อประธานรัฐสภาว่า เราสามารถกำหนดเวลาได้ว่าในญัตติที่จะทบทวนไม่มีความจำเป็นที่จะใช้เวลายืดยาว เพื่อให้โอกาสในการพิจารณาสิ่งที่ตัวเองทำพลาดไป คงไม่ต้องลงรายละเอียดว่าผิดพลาดอะไรบ้าง ตนคิดว่า มีความประจักษ์ชัดเจนอยู่แล้ว

ส่วนทิศทางโหวตจะชนะหรือไม่นั้น หวังอยากให้ชนะ แต่สุดคงไม่ใช่เราเป็นคนตัดสิน คงดูกันหน้างาน แต่พูดกันตรงไปตรงมา “อย่าเผาบ้านไล่หนู”

ถ้าเราทำลายหลักการกันไปสุดท้ายเกิดเป็นบรรทัดฐานจริงๆจะเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่แค่เรื่องตำแหน่งนายกฯ แต่มีอีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ถ้าเล่นงานนายพิธา ไม่ให้เป็นนายกฯก็ทำสำเร็จไปแล้ว แต่ทำไมถึงทำลายหลักการ ทำลายรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากโหวตไม่ผ่านครั้งนี้ ก็ต้องยอมรับว่าสมัยประชุมนี้ มีบรรทัดฐานเป็นแบบนี้ เดี๋ยวในอนาคตเราว่ากันใหม่ 

เมื่อถามว่า พรรคพร้อมจะไปเป็นฝ่ายค้านเลยหรือไม่ หากกระบวนการโหวตนายกฯสำเร็จ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีฝ่ายรัฐบาลก่อน ซึ่งต้องรอดูในวันที่ 22 ส.ค. ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีพรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคก้าวไกลจะมีมติในการโหวตอย่างไร นายรังสิมันต์ ระบุว่า เรื่องนี้พรรคก้าวไกล ยังไม่ได้มีการประชุม แต่จะมีการนัดประชุม ย้ำจุดยืนพรรคยังเหมือนเดิม จะไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่านายเศรษฐา หรือใครก็ตาม เพราะยืนยันไปหลายครั้งว่า “มีลุง ไม่มีเรา”

ส่วนในวันโหวตจะถึงขั้นวอร์คเอ้าท์ หรือไม่ ยังไม่ได้คิด เบื้องต้นต้องทำหน้าที่การประชุม และอยู่ในกลไกปกติ แต่อย่างไรคงต้องประชุมในพรรคอีกครั้ง 

ส่วนความรู้สึกของ สส. ในพรรคตอนนี้ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ที่สัมผัสกับประชาชน เราก็ได้รับความรู้สึกจากประชาชนว่ามีผิดหวังเยอะ และเราก็รู้สึกแบบเดียวกัน ว่าประเทศเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ทำไมกลับมาสู่จุดเดิม 

เพิ่มเติมคือ พรรคการเมืองซึ่งน่าจะเป็นพันธมิตรกับเราต้องยอมรับว่าเราไม่อยากเห็นภาพแบบนี้ นำมาซึ่งความผิดหวัง แต่ไม่เป็นไรเราต้องมูฟออน เดินหน้าต่อ เราต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุดอย่างตรงไปตรงมาให้ได้

เมื่อถามว่าในอนาคตจะสามารถทำงานร่วมกันกับพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า คงเป็นเรื่องของกระบวนการในสภา เพราะกฎหมายที่เสนอไปหลายฉบับ ก็ต้องขอเสียงจากทุกฝ่าย ต้องว่ากันเป็นเรื่อง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนทุกคน คงขอเสียงสนับสนุนปกติอยู่แล้ว

ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ โรม กล่าวถึงนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะต้องลาออก ตามที่เคยประกาศหรือไม่ หากร่วมงานกับพรรคว่า ลุงหาเสียงก่อนการเลือกตั้งว่า พรรคก้าวไกลไม่ต้องทำบทบาทนั้นก็ได้ ให้เป็นเรื่องภายในของพรรคเพื่อไทย เป็นเรื่องของประชาชนที่สนับสนุนพรรค ทางเราก็จะทำหน้าที่ของเรา ถ้ามีความชัดเจนว่าเป็นฝ่ายค้าน ก็จะทำ และถ้าจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็ต้องรอดูก่อนว่าจะเป็นอย่างไร หวังว่าจะไม่ไปถึงจุดที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นนายกฯ ไม่น่าเชื่อ เราฝันตั้งรัฐบาลประชาชน แต่กลายเป็นรัฐบาลลุง เป็นเรื่องยากที่สังคมจะรับไหว

‘เศรษฐา’ ออกตัวโต้ ‘ชูวิทย์’ พร้อมแฉกลับแลก 2,000 ล้านเพื่อปิดปาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556345

18 ส.ค. 2566

'เศรษฐา' ออกตัวโต้ 'ชูวิทย์' พร้อมแฉกลับแลก 2,000 ล้านเพื่อปิดปาก

‘เศรษฐา’ เปิดหน้าชน ‘ชูวิทย์’ โต้ปมตั้งนอมินีซื้อที่ดิน พร้อมแฉกลับขอแลกซื้อที่ดิน 2,000 ล้านแลกปิดปาก ยัน ‘แสนสิริ’ ยึดหลักธรรมาภิบาล

วันที่ 18 ส.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน โพสต์คลิปพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพื่อโต้แย้งการออกมาแฉกรณีการตั้งบริษัทนอมินีเพื่อซื้อขายที่ดิน โดยระบุว่า

สวัสดีครับ 

ผมเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย และอดีตผู้บริหารบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) 

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ในการทำธุรกิจของผม  เป็นที่รับทราบและยอมรับของสังคมมาโดยตลอด วันนี้ผมออกมาพูดในฐานะที่เคยเป็นผู้บริหารบริษัทแสนสิริ   และในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

บริษัทแสนสิริผ่านพ้นวิกฤตมาหลากหลายรูปแบบ  ทีมงานทุกคนบริหารงานอย่างโปร่งใส

ในรูปแบบของคณะกรรมการ  ตามข้อบังคับของบริษัทและตลาดหลักทรัพย์  เราทำงานตามหลักธรรมาภิบาล  แสนสิริเติบโตในวงการอสังหาริมทรัพย์อย่างมั่นคงเข้มแข็ง  ไม่เคยถูกตั้งข้อกล่าวหา หรืแม้กระทั่งตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ในการทำงานและการประกอบการของบริษัทแต่อย่างใด 

ผมออกมาวันนี้เพื่อให้ข้อเท็จจริง  และตอบคำถามของสังคมในกรณีการจัดซื้อที่ดินของแสนสิริและเรื่องนอมินี   ในขณะที่ผมเป็นผู้บริหาร ผมยืนยันว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การซื้อขายที่ดินเพื่อประกอบการบริษัท  เราดำเนินการด้วยความถูกต้องตามกฎหมายในทุกขั้นตอน  ไม่เคยมีวิธีการนอกระบบกฎหมาย เพื่อเบียดบังผลประโยชน์ของรัฐ  หรือแสวงหาประโยชน์เป็นการส่วนตัว  และขอปฏิเสธข้อกล่าวหาในทุกกรณีที่คุณชูวิทย์นำมากล่าวอ้าง   ซึ่งเต็มไปด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ บิดเบือนให้เกิดความเสียหาย  

ในทุก Episode ที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ นำมาสร้างกระแสนั้น ไม่ว่าจะเป็นที่ดินแปลงสารสิน หรือที่ดินซอยทองหล่อ เป็นเรื่องเเบบเดียวกัน   คุณต้องยอมรับว่าแสนสิริในฐานะผู้ซื้อ ทำธุรกรรมกับผู้ขายรายต่างๆ โดยชำระค่าที่ดินตามราคาตลาดที่สมเหตุสมผล  สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน ผู้ซื้อและผู้ขายมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ซึ่งกันและกัน  รวมทั้งหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด บริษัทแสนสิริ คือ ผู้ซื้อ  ซึ่งไม่สามารถที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ  กระบวนการบริหารภายในของฝ่ายผู้ขายได้ในทุกขั้นตอน  ฝั่งผู้ซื้อ ไม่มีนอมินี ไม่มีการปล่อยกู้ให้ผู้ขาย  ความจริงเป็นการจดจำนองเพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาและห้ามผิดสัญญาของบริษัทผู้ขาย  และประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเป็นจำนวนเงิน 1,000 ล้านบาท  มีหลักฐานชัดเจน    ผมยืนยันไม่มีการทำสัญญากู้ครับ  อีกทั้ง  ไม่มีการสมคบคิดใดๆ  และไม่เคยมีเงินทอนใดๆกลับมาที่ผม  หรือพนักงานแสนสิริคนไหนทั้งสิ้น  แปลงโครงการคุณ บาย ยู มูลค่าที่ดินราคา 1,100,000 บาทต่อตารางวา เป็นราคาที่ถือว่าดีมาก   ราคานี้ไม่มีเงินทอนให้ใครหรอกครับ  ขอย้ำอีกครั้งว่า คุณชูวิทย์ต้องแยก ผู้ขาย กับ ผู้ซื้อให้ได้  อย่าบิดเบือน  และแสนสิริไม่มีนอมินีแน่นอน     หลังจากนี้คุณจะพูดเรื่องที่ดินอีกกี่แปลงก็ได้   คุณต้องแยกผู้ขาย กับผู้ซื้อให้ชัดเจน 

คุณชูวิทย์ต้องใช้ความจริงที่ไม่บิดเบือน  คุณโกรธเคืองที่บริษัทไม่ซื้อที่ดินคุณที่ซอย สุขุมวิท 24 เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เราตกลงกันจากราคา 2,000 ล้านเหลือ 1,800 ล้าน  แต่ที่ดินคุณมีเงื่อนไขติดพันธ์กับบริษัทไรมอนแลนด์   แสนสิริไม่สามารถซื้อที่ดินที่มีนิติกรรมซ้อนได้   คุณไม่พอใจ แต่เพราะเงื่อนไขของที่ดินคุณเองแสนสิริเป็นบริษัทมหาชน ผมทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด 100%  และไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย  และรวมถึงไม่ผิดจริยธรรมใดๆ 

ผ่านมา 10 เดือน ตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว จนมาถึงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา  ในวันที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  หลังจากที่ข่าวออกเรื่องมติพรรคเสนอชื่อผมในสภาเพื่อเป็น นายกรัฐมนตรี  ผมโดนข่มขู่   คุณฝากข้อความผ่านคนใกล้ชิดของคุณมาสั่งให้ผมมัดจำเงิน  เพื่อซื้อที่ดินของคุณ และทำ MOU แบบไม่มีเงื่อนไขในการซื้อขายที่ดินกับคุณ  ผมไม่ได้ทำอะไรผิด คุณไม่มีสิทธิ์มาข่มขู่ผม 

คุณติดต่อผู้ใหญ่มากมายให้มาบอกผมว่าคุณจะแฉผม  และทำทุกอย่างเพื่อให้ผมไม่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรี  แต่ถ้าจะให้ไม่แฉ  ให้ผมตกลงซื้อที่ดินราคา 2,000 ล้านทันทีแบบไม่มีเงื่อนไข  ไม่งั้นคุณชูวิทย์จะเดินหน้า Discredit และด้อยค่าผมต่อไป   

คุณชูวิทย์บิดเบือนไปถึงเรื่อง Digital Wallet  ทำให้ประชาชนเข้าใจว่านโยบายนี้จะเป็นการฟอกเงินผ่านทางcoin อะไรเลอะเทอะไปหมด   ผมขอให้คุณชูวิทย์ อย่าได้เอาเรื่องนโยบาย Digital Wallet ของพรรคเพื่อไทยมาโจมตีอย่างไม่มีหลักการ  โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี  มีผลประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้เป็นจำนวนมากกว่า 50 ล้านคน  และเป็นนโยบายสำคัญที่สุดอันหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทันที ทำให้ประเทศนั้นสามารถพลิกฟื้นกลับมาอีกครั้ง และงบประมาณทั้งหมดจะถูกส่งตรงไปยังประชาชนทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป 

การที่ผมพูดความจริงในครั้งนี้  ผมรู้ว่าคุณชูวิทย์ต้องไม่พอใจและอาจจะไปฟ้องศาล  ผมก็พร้อมที่จะนำพยานหลักฐานไปสู้คดีกับคุณชูวิทย์ในศาลต่อไป  

ผม เศรษฐา ทวีสิน  ชีวิตผมตรวจสอบได้หมดทุกอย่าง  ลูกผมมีงานที่ดีทำทุกคนผมไม่มีอะไรต้องห่วง         

ทุกคนเตือนผมว่าอย่าลงการเมือง  มันเปลืองตัว  ผมขอบคุณในความหวังดีของทุกคน

แต่ผม  เศรษฐา ทวีสิน วันนี้ผมตัดสินใจเอง  ผมเข้ามาตรงนี้เพราะอยากทำให้ประเทศชาติ  และเศรษฐกิจให้ดีขึ้น  เพิ่มรายได้ให้ประเทศ  ให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  จากวันแรกที่ผมตัดสินใจจะทำ  จนถึงวันนี้   ผมมั่นใจที่จะทำเพื่อประเทศชาติเหมือนเดิม 

ผมย้ำอีกครั้ง….   ศัตรูของผม….คือความยากจน และความไม่เสมอภาคของประชาชน  เป้าหมายของผม คือความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน  

ขอบคุณครับ

มติวิป 3 ฝ่าย เปิดให้ ‘สส.-สว.’ อภิปรายฯ ‘โหวตนายกรอบ3’ 5 ชม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556343

18 ส.ค. 2566

มติวิป 3 ฝ่าย เปิดให้ ‘สส.-สว.’ อภิปรายฯ ‘โหวตนายกรอบ3’ 5 ชม.

มติวิป 3 ฝ่าย เคาะ ‘โหวตนายกรอบ3’ 22 ส.ค. นี้ ให้ ‘สส.-สว.’ อภิปรายฯ 5 ชม. ก่อนลงมติบ่าย 3 ชี้ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ไม่ต้องแสดงวิสัยทัศน์ เพราะ รธน. ไม่ได้กำหนดไว้ ส่วนญัตติด่วนของ ‘โรม’ ที่ขอทบทวนเสนอชื่อพิธาซ้ำ เสนอมาได้

ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้นัดหมายตัวแทนวิป 3 ฝ่ายหารือ ประกอบด้วย ประธานรัฐสภา ตัวแทนคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา และตัวแทนพรรคการเมือง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณารายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 22 ส.ค. 2566

หลังการหารือ 2 ชั่วโมง นายวันมูหะมัดนอร์ เปิดเผยว่า การประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 22 ส.ค. 2566 จะเริ่มเวลา 10:00 น. โดยกรอบระยะเวลาการอภิปรายเกี่ยวกับ ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯรัฐมนตรี ใช้เวลาไม่เกิน 5 ชั่วโมง(ชม.) แบ่งเป็น สว. 2 ชม. และ สส. ไม่เกิน 3 ชม. พร้อมลงมติไม่เกินเวลา 15.00 น. โดยคาดว่า 17.30 น. ก็คงจะเสร็จสิ้น ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกัน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่า ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ต้องเข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยประธานฝ่ายกฎหมายของสภาได้นำเสนอว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ว่าผู้ที่ถูกเสนอชื่อจะต้องเข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ 

อีกทั้งข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ก็ไม่มีข้อกำหนดว่าผู้ที่ถูกเสนอชื่อ จะต้องเข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ ประกอบกับที่ประชุมของ คณะกรรมาธิการในการร่างข้อบังคับรัฐสภาปี 2563 มีการแสดงเจตนารมณ์ว่า ไม่ต้องเข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ ซึ่งรายละเอียด มีในบันทึกการประชุมเมื่อ 19 ก.ค. 2563 และมีมติของที่ประชุมเมื่อ 24 ก.ค. 2563 สมัยที่นายชวน หลีกภัย เป็นประธานในที่ประชุม ดังนั้นประธานรัฐสภาก็ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนการเสนอญัตติด่วนที่ยังไม่ได้รับการพิจารณาของ นายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคก้าวไกล ที่ให้มีการทบทวนมติที่ประชุมเมื่อ 19 ก.ค. 66 เรื่องเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นั้น ที่ประชุมเห็นควรให้นายรังสิมันต์ ได้แสดงเจตนารมณ์ ถึงการเสนอญัตติ แต่ก็เห็นว่าตามข้อบังคับที่ 151 ไม่สามารถนำมาทบทวนได้ เพราะหากมีการทบทวนจะเกิดปัญหา ว่ามติของสภาที่ออกไปสามารถทบทวนได้เรื่อยๆ ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในการลงมติและมีปัญหา ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าให้ใช้อำนาจของประธานตามรัฐธรรมนูญมาตรา 80 และข้อบังคับข้อที่ 5 และ 151 ประกอบ คือไม่รับว่าเป็นญัตติด่วน แต่นำเสนอได้ เพราะจะมีผลกระทบต่อญัตติที่ลงไปแล้ว และญัตติอื่นที่มีการทบทวนก็จะเกิดประเด็นปัญหาขึ้นมาใหม่ ประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 16 ส.ค. 2566 ก็ไม่ได้บอกว่าต้องทบทวนในสิ่งที่พิจารณาไปแล้ว ดังนั้นก็จะดำเนินการตามนี้

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภานายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ศาลฎีกาฯนัดชี้ชะตา ‘สุเทพ’ กับพวก ทุจริตก่อสร้างโรงพัก-เเฟลตตร. 22 ส.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556341

18 ส.ค. 2566

ศาลฎีกาฯนัดชี้ชะตา 'สุเทพ' กับพวก ทุจริตก่อสร้างโรงพัก-เเฟลตตร. 22 ส.ค.นี้

ศาลฎีกาฯนักการเมือง นัดชี้ชะตาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ‘สุเทพ เทือกสุบรรณ’ อดีตรองนายกฯ กับพวก คดีทุจริตโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน-เเฟลตตำรวจ 22 ส.ค. นี้ หลังเคยยกฟ้องเมื่อ ก.ย. ปี 65

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 22 ส.ค. 2566 เวลา 10.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ศาลฎีกา อม.) ศาลกำหนดนัดฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อม.อธ.11/2565 ที่ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ, พ.ต.ท.สุริยา แจ้งสุวรรณ์, บริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และนายวิศณุ วิเศษสิงห์ เป็นจำเลยที่ 1-6 กรณีร่วมฮั้วประมูลโครงการสร้างโรงพักทดแทนโครงการก่อสร้างอาคารที่พัก (แฟลตตำรวจ)

โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2565 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาเเล้วเห็นว่าจำเลยไม่มีความผิด ยกฟ้องจำเลยทั้ง 6 คน

ต่อมา ป.ป.ช.โจทก์ยื่นอุทธรณ์คดีต่อก่อน ที่จะนัดอ่านคำพิพากษาในวันอังคารที่่ 22 ส.ค. 2566 นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคดีนี้ ป.ป.ช.โจทก์ยื่นฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 9 มิ.ย. 2552-18 เม.ย. 2556 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เปลี่ยนแปลงแนวทางจัดซื้อจัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 หลัง จากราคาภาคแยกสัญญามาเป็นการรวมจัดจ้างก่อสร้างไว้ที่ส่วนกลางสัญญาเดียว จำเลยที่ 5 เป็นผู้ชนะการประกวดราคา 

โดยจำเลยที่ 6 ยื่นเอกสารบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคาได้เสนอราคาต่ำอย่างผิดปกติ จำเลยที่ 3-4 ในฐานะคณะกรรมการประกวดราคาไม่ตรวจสอบราคาที่ผิดปกติดังกล่าว และได้นำเอกสารบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคานั้นไปใช้ในการขออนุมัติจ้างและใช้ประกอบเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญา

ต่อมา จำเลยที่ 5 ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญาเป็นเหตุให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1, 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ลงโทษจำเลยที่ 3, 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 10, 12 กับลงโทษจำเลยที่ 5, 6 ในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำผิด

‘ดำรง พุฒตาล’ จากตำนาน ‘คู่สร้างคู่สม’ สู่ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556338

18 ส.ค. 2566

'ดำรง พุฒตาล' จากตำนาน 'คู่สร้างคู่สม' สู่ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา

‘ดำรง พุฒตาล’ จากตำนาน ‘คู่สร้างคู่สม’ สู่ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา (กิตติมศักดิ์) หลัง วันมูหะหมัดนอร์ มะทา ลงนามแต่งตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ได้ลงนามประกาศแต่งตั้ง ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา (กิตติมศักดิ์) ลงวันที่ 16 ส.ค. 2566 โดยมีใจความระบุว่า

เพื่อช่วยให้การปฎิบัติหน้าที่ด้านต่างๆ ของประธานรัฐสภา ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย จึงแต่งตั้ง นายดำรง พุฒตาล เป็นที่ปรึกษาประธานรัฐสภา (กิตติมศักดิ์) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. 2566 เป็นต้นไป

หนังสือแต่งตั้ง ดำรง พุฒตาล เป็นที่ปรึกษาประธานรัฐสภาหนังสือแต่งตั้ง ดำรง พุฒตาล เป็นที่ปรึกษาประธานรัฐสภา

สำหรับ “ดำรง พุฒตาล” เป็นบุคคลในแวดโทรทัศน์ และสื่อมวลชน ที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะกับการเป็นผู้บุกเบิกนิตยสาร “คู่สร้างคู่สม” ก่อนที่จะปิดตำนานไป

ดำรง พุฒตาล เกิดเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2487 ปัจจุบันอายุ 79 ปี เป็นชาวไทยมุสลิมที่มีเชื้อสายเปอร์เซีย โดยบรรพบุรุษได้เดินทางเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย เมื่อกว่า 400 ปีก่อน ในสมัยอยุธยา ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ เกิดที่ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนน้องชาย “มาโนช พุฒตาล” ก็เดินตามรอยกันมา เป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญในแวดวงดนตรี และนักวิจารณ์เพลงที่มีชื่อเสียง

               วันนอร์-ดำรง พุฒตาลวันนอร์-ดำรง พุฒตาล

ดำรง พุฒตาล เริ่มงานในแวดวงสื่อสารมวลชน มาตั้งแต่ปี 2510 ผลงานที่มีชื่อเสียง คือการเป็นพิธีคู่กับ ธรรมรัตน์ นาคสุริยะ รวมถึงการเป็นพิธีในรายการเจาะใจ ทางช่อง 5 อย่างยาวนานหลายปี คู่กับสัญญา คุณากร และ รายการโทรทัศน์ สู้แล้วรวย โดยเฉพาะกับบทบาทสำคัญ คือการเป็นผู้ผลิตนิตยสารคู่สร้างคู่สม ที่ครองอันดับ 1 บนแผงมาต่อเนื่องเกือบ 40 ปี ถึงขั้นเคยมียอดขายสูงถึงเดือนละ 1,000,000 ฉบับเลยทีเดียว ก่อนปิดตัวไปนานกว่า 5 ปี

จากนั้น ดำรง พุฒตาล เริ่มเข้าสู่แวดวงการเมือง โดยเป็นสมาชิกวุฒิสภา และงานด้านอื่นๆ อาทิ เป็นประธานและผู้ก่อตั้งมูลนิธิเมาไม่ขับ, ประธานมูลนิธิดำรงพุฒตาล (อนุรักษ์ภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย), กรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ, กรรมการมูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ,มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา รวมทั้ง เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อที่มีประสบการณ์ ให้กับสถาบันการศึกษาและองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน

ดำรง พุฒตาลดำรง พุฒตาล

ปัจจุบัน ดำรง พุฒตาล อาศัยอยู่ในบ้านพักที่ใช้ชื่อว่า บ้านเวียงเหล็ก ริมถนนอู่ทอง ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ใน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยอยู่ตรงข้ามกับวัดพุทไธศวรรย์ และห่างจากสถานที่เจ้าตัวเกิดไม่เกินกว่า 2 กิโลเมตร และล่าสุด ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาประธานรัฐสภา (กิตติมศักดิ์)