‘พิธา’ ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551123

14 มิ.ย. 2566

'พิธา' ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน

ผู้ประกาศภาคสนามเนชั่นทีวี เกาะติดภารกิจหัวหน้าพรรคก้าวไกล ลงพื้นที่พบมวลชนที่ลำปาง “พิธา” ปราศรัย ปลุกเชื่อมั่น พร้อมทำงานไม่รู้จักเหน็ด ไม่รู้จักเหนื่อย การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้ รับใช้คนลำปาง  ย้ำต้องอยู่ด้วยความหวังไม่ใช่ความกลัว


อโนทัย สกุลทอง ผู้ประกาศภาคสนาม “เนชั่นทีวี” ซึ่งอยู่ที่ จ.ลำปาง รายงานว่าเวลา 12.50 น. ที่ห้าแยกตรงข้ามหอนาฬิกา อ.เมือง จ.ลำปาง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  ได้ทำกิจกรรมปราศรัยขอบคุณประชาชนที่มอบคะแนนเสียงให้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยมีประชาชนจำนวนมาก  มารอต้อนรับรวมทั้งเดินตามรถม้าเพื่อขอถ่ายรูปและให้กำลังใจ

 จากนั้น นายพิธา ขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถทักทายว่า “สวัสดีลำปาง มากันเยอะขนาดนี้ ต้องบอกว่า ยินดีจ๊าดนัด” นายพิธา  ระบุว่า  หอนาฬิกาลำปาง บ่งบอกถึงเวลาและอารยะของลำปาง เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึงแล้ว พวกเราทำอย่างสำเร็จ โดยเฉพาะเขตนี้  ( เขต 1 อ.เมือง ) 50,000  คะแนน   ขอรับประกันว่าจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน แล้วในเมื่อเวลาของพวกเรามาถึงแล้ว  จะปล่อยเวลาประวัติศาสตร์อย่างนี้ไปไม่ได้โดยเด็ดขาด 

“นี่คือเวลาของประชาชน นี่คือวาระของประชาชน นี่คือความหวังของประชาชน นี่คือความฝันของประชาชน ผมจะไม่มีวันปล่อยให้มันหลุดมือพวกเราไปโดยเด็ดขาด สำหรับคนที่เลือกพรรคก้าวไกล อย่างที่บอกไปตั้งแต่หน้าพระธาตุลำปางหลวงว่า พวกเราจะทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ด ไม่รู้จักเหนื่อย ทำการเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคตขอโอกาสให้นายกฯคนนี้ รับใช้ท่านคนลำปางทุกคน    โดยให้ผมเข้าไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ท่าน ออกแบบระบบเศรษฐกิจที่ทำงานให้กับคนทุกคน ไม่ใช่แค่เจ้าสัวเพียงไม่กี่คน ถ้ามันยังไม่สุด พวกเรายังไม่หยุด เราต้องกระจายเศรษฐกิจไม่ให้คนลำปาง แก่ก่อนรวยอีกต่อไป เรามาสร้างงาน สร้างอาชีพให้ลูกหลาน ที่ต้องไปทำงานที่เชียงใหม่ กรุงเทพหรือระยอง ให้กลับมาอยู่ที่ลำปางพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครอบครัว”

นายพิธา   ปราศรัยว่า จะสู้ไปกับพวกตนหรือไม่ ยังมีงานต้องทำกันอีกมาก เพื่อสร้างการเมืองที่พลเรือนอยู่เหนือทหาร การเมืองสำหรับคนทุกคน ยอมให้คนเห็นต่างได้แย้งเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ที่ผู้นำและการออกแบบระบบ    “ไม่มีอีกแล้วรัฐประหารในประเทศนี้ ให้พวกเราพรรคก้าวไกล สส.ของท่าน ตอนนี้ 3 คน สมัยหน้าไม่แน่ จะเป็น 4 คน ทั้งลำปาง  พอกันทีคอรัปชันประเทศไทย ถ้า สส.ที่เป็นผู้แทนของประชาชน ทำตัวให้คนมั่นใจได้ ศรัทธาได้ การเมืองไทยจะไม่สะดุดหกล้มอีกต่อไป และในเมื่อมีสมาธิกับการเมืองที่เป็นระบบแล้ว เราต้องสร้างเศรษฐกิจที่เติบโต เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาให้คนรุ่นใหม่และคนรุ่นใหญ่ไปพร้อมกัน ทำให้ลำปางเป็นเมืองต้นแบบห้ามพลาด  ซึ่งเรื่องนี้ยังมีงานที่ต้องทำร่วมกันอีกมาก และทุกคนรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยอุปสรรค ขวากหนาม แต่ด้วยอิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ เอกภาพ และความเข้าใจกันของคนทุกคน เชื่อว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าและไม่เหงาอย่างแน่นอน”

เขา กล่าวว่า   สำหรับคนที่ยังกลัวการเปลี่ยนแปลง คนที่ยังกลัวหอนาฬิกาเที่ยง อยู่คู่เรามาตั้งแต่ปี 2497  “การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดาของทุกสังคม บอกได้เลยว่าผู้นำคนใหม่คนนี้ รู้จักเร็วช้าหนักเบา บางเรื่องที่เป็นเรื่องของพี่น้องประชาชน ต้องเร็วต้องหนัก ผมก็ตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาให้พ่อแม่พี่น้องเร็ว บางเรื่องต้องฟังมากกว่าพูด ต้องช้า ต้องเบา ต้องค่อยๆ แล้วเรามาหาฉันทามติใหม่ในความปกติใหม่ของโลกใบใหม่ไปด้วยกัน คุณอย่ากลัวความเปลี่ยนแปลง” 

นายพิธา  กล่าวด้วยว่า รู้ว่าทุกคนเบื่อและเครียด มีคำถามว่าเมื่อไหร่จะจัดตั้งรัฐบาลได้สักที  “เมื่อไหร่จะได้ส่งผมเข้าทำเนียบสักที ผมยังยืนยันคำเดิม เราต้องอยู่ด้วยความหวังไม่ใช่ความกลัว เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคขวากหนามถาโถมเข้ามา เราจะกินพวกมันเป็นอาหารเช้า และอยู่ด้วยความหวัง หวังว่าชีวิตที่ดีกว่า หวังว่าครอบครัวเราจะดีกว่า สังคมของเราจะดีกว่า แล้วต่อมาเปลี่ยนประเทศไทย เปลี่ยนโลกใบนี้ไปด้วยกัน ” นายพิธา กล่าว

หลังจากทำกิจกรรมปราศรัยที่จุดนี้เสร็จ นายพิธา  เดินทางต่อไปที่จ.ลำพูน เพื่อทำกิจกรรมที่บริเวณพระธาตุหิริภุญชัย

'พิธา' ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน
'พิธา' ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน
'พิธา' ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน
'พิธา' ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน
'พิธา' ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน
'พิธา' ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน

‘ไอลอว์-ทะลุฟ้า’ จี้ กกต. เร่งรับรองผลเลือกตั้ง เตรียมรวมพลังศุกร์นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551120

14 มิ.ย. 2566

'ไอลอว์-ทะลุฟ้า' จี้ กกต. เร่งรับรองผลเลือกตั้ง เตรียมรวมพลังศุกร์นี้

‘ไอลอว์’ ชี้ผ่านเลือกตั้ง 30 วันแล้ว ไม่มีเหตุผลใดไม่รับรอง ด้าน ‘มายด์’ เผย ปชช. แสดงชัดเจนอยากได้ ‘รัฐบาลใหม่’ ขณะที่ ‘ไผ่ ดาวดิน’ ชวนรวมพลังหน้าหอศิลป์ฯ วันศุกร์นี้

ภายมา 1 เดือนสำหรับการเลือกตั้ง กลุ่มโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนสังเกตการณ์เลือกตั้ง และกลุ่มทะลุฟ้า ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เร่งประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง


นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการiLaw กล่าวว่า ขณะนี้ทราบผลแล้วว่าใครชนะในเขตไหนและคะแนนรวมออกมาเป็นอย่างไร หาก กกต. ไม่ประกาศรับรองผล ก็ไม่สามารถเปิดสภา เลือกประธานสภา และ เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งเวลา 30 วัน ซึ่งถือเป็นเวลาที่นานพอสมควร แม้ กกต. มีกรอบกฎหมายในการประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ 60 วัน  แต่มองว่าไม่ควรใช้เวลานานขนาดนี้ การเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่เคยใช้เวลานานขนาดนี้ ปี 2548 ใช้เวลา 16 วัน , ปี 2550 ใช้เวลา 29 วัน , ปี 2554 ใช้เวลา 24 วัน และปี 2562 แม้ใช้เวลา 45 วัน ซึ่งมีเหตุผล แต่ปีนี้กลับพบว่า นานผิดปกติ จึงทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัย

โดยก่อนหน้านี้เคยมาร้องเรียนแล้วครั้งหนึ่ง กกต. ให้เหตุผลว่า จำเป็นต้องนับคะแนนใหม่ใน 47 หน่วย เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็นับเสร็จแล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ประกาศรับรองผลอีก รวมถึงปัจจุบันสามารถใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการรับรองผลได้ ยิ่งช้า ยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความอึดอัด เคลือบแคลงสงสัย

ยื่นหนังสือ กกต. เร่งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งยื่นหนังสือ กกต. เร่งประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง

ด้านน.ส. ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือ มายด์ แกนนำกลุ่มราษฎร กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความหวังของประชาชนเป็นจำนวนมาก ประชาชนแสดงเจตจำนงชัดเจน ต้องการเห็น “รัฐบาลใหม่” วันนี้มาด้วยเหตุผลเราไม่ได้มากดดัน เพื่อบอกว่าถ้าหากเกิดกระบวนการขัดขวางประชาธิปไตย คงไม่ใช่แค่พวกเราที่มาส่งเสียง แต่มีประชาชนอีกหลายคนที่ออกมาร่วมเช่นกัน


ด้านนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน เชิญชวนประชาชนรวมพลังที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในวันศุกร์ที่ 16 มิ.ย. เรียกร้องให้ กกต. ประกาศผลรับรอง มองว่า กกต. เป็นเครื่องมือฝ่ายอนุรักษ์นิยมเพื่อขัดขวางรัฐบาลที่มาจากประชาชน

กกต. แจงปมร้อน ยันยังไม่รับรองผล 100 สส. อยู่ระหว่างตรวจสอบคำร้องคัดค้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551108

14 มิ.ย. 2566

กกต. แจงปมร้อน ยันยังไม่รับรองผล 100 สส. อยู่ระหว่างตรวจสอบคำร้องคัดค้าน

กกต.ออกโรงแจงปมร้อน ยันยังไม่มีการประกาศรับรองผล 100 สส. ตามที่บางสื่ออ้าง เผยอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบคำร้องคัดค้าน รับข้อมูลรายงานจากผู้ตรวจการเลือกตั้งอยู่

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2566 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณีเว็บไซต์ https://www.brighttv.co.th ได้โพสต์ข้อความว่า “เลือกตั้ง 66 เดินหน้าแล้วกกต.รับรองสส. แบบแบ่งเขตไปแล้วกว่า 100 รายชื่อ คาดว่าภายในพรุ่งนี้ (14 มิ.ย. 66) จะมีการรับรอง สส. แบบบัญชีรายชื่อ”

กกต. ขอชี้แจงว่า ข้อความที่นำมาโพสต์เป็นความเท็จ เนื่องจาก ขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการตรวจสอบการร้องคัดค้าน รวมทั้งข้อมูลที่ได้รับรายงานจากผู้ตรวจการเลือกตั้ง และข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก ที่ได้รับจากแหล่งข้อมูลต่างๆ

ดังนั้น กกต. จึงยังมิได้พิจารณา หรือให้ความเห็นชอบในการประกาศผลการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต จำนวน 100 ราย และในวันที่ 14 มิถุนายน 2566 จะไม่มีการพิจารณา หรือให้ความเห็นชอบในการประกาศผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือเรียกให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่อาจได้รับการพิจารณาประกาศผลการเลือกตั้ง สส. ทั้ง 2 รูปแบบ มารับหนังสือรับรอง แต่อย่างใด

กกต. แจงปมร้อน ยันยังไม่รับรองผล 100 สส. อยู่ระหว่างตรวจสอบคำร้องคัดค้าน

อนึ่ง กกต. จะเร่งดำเนินการพิจารณาและประกาศผลการเลือกตั้งส.ส. ทั้ง 2 รูปแบบ ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อแจ้งให้แก่ประชาชนรับทราบต่อไป ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ

คำเตือน: ผู้ใดแชร์ข่าวดังกล่าวด้วยวิธีการกดไลค์ กดแชร์ รีทวิต รีโพสต์ ทางยูทูบ ทางติ๊กต๊อก ส่งต่อทางไลน์ไปยังกลุ่มต่างๆ หรือช่องทางสื่อสารอื่นๆ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ป.ป.ช. มึน เอกสาร ‘พิธา’ ผู้จัดการมรดก ปม ถือหุ้นสื่อไอทีวี ศาลไม่ได้เก็บไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551112

14 มิ.ย. 2566

ป.ป.ช. มึน เอกสาร 'พิธา' ผู้จัดการมรดก ปม ถือหุ้นสื่อไอทีวี ศาลไม่ได้เก็บไว้

เลขาธิการ ป.ป.ช. แจงการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน “พิธา” เมื่อครั้งรับตำแหน่งสส.ปี 62 กลายเป็นว่า เอกสารคำสั่งศาล อ้างถึงการเป็นผู้จัดการมรดก “ถือหุ้นสื่อไอทีวี” เมื่อครั้งปี 50 ศาลไม่ได้เก็บไว้ ต้องขอให้หัวหน้าพรรคก้าวไกล หาหลักฐานเพิ่มเข้ามา

นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  เปิดเผยว่า  จากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายพิธา ลิ้ม​เจริญ​รัตน์​ หัวหน้าพรรคก้าวไกล​และแคนดิเดท​นายก​รัฐมนตรี​พรรคก้าวไกล เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( สส. ) ปี 2562  พบว่า กรณีการ “ถือหุ้นสื่อไอทีวี”    นายพิธา แนบเอกสารคำสั่งศาล ว่า เป็นผู้จัดการมรดกมาด้วย ซึ่งเป็นเอกสารราวปี 2550 ทั้งนี้ จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน  ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารกับทางศาล 

 อย่างไรก็ตามทางศาลตอบมาว่าไม่ได้เก็บเอาไว้แล้ว   แนวทางคือต้องพยายามหาเอกสารตัวนี้มาเพื่อยืนยัน ว่าเป็นเอกสารที่ศาลรับรองถูกต้องใช่หรือไม่ ทั้งนี้เอกสารที่ผู้ยื่นมาทุกอย่างป.ป.ช. จะต้องมีการตรวจสอบซ้ำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   ส่วนเหตุที่ตรวจสอบล่าช้า เพราะจะต้องสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ส่งสำเนาตอบกลับมาว่าจริง และเมื่อศาลระบุว่าแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก กรณีไม่ได้เก็บต้นเรื่องเอาไว้ คู่ฉบับก็ไม่มีแล้ว  ก็ต้องให้นายพิธา แนบเอกสารเพิ่มเติมเข้ามา   ส่วนคำสั่งศาลดังกล่าว  จะทำให้มีน้ำหนักหรือไม่ว่านายพิธา เป็นผู้จัดการมรดกโดยศาลสั่ง ไม่ได้เป็นผู้ที่ตั้งใจจะถือ หุ้นสื่อไอทีวี มาตั้งแต่ต้น  เรื่องเจตนาก็ต้องไปดูกัน

แต่ทรัพย์สินที่เยื่นมาไม่ว่าจะยื่นในนามส่วนตัวหรือในนามผู้จัดการมรดกได้ยื่นมา และเป็นการยื่นตามกฎหมาย ป.ป.ช. ไม่เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามการเป็น สส.  ซึ่งตามกฎหมาย ป.ป.ช. เมื่อยื่นมาก็จะตรวจสอบตามประเด็นที่ยื่น ส่วนจะเป็นผู้จัดการมรดกจริงหรือไม่ ก็ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมตามที่ได้ชี้แจงไว้ 

ทั้งนี้ การยื่นทรัพย์สินหลังจากพ้นตำแหน่งหากยื่นภายในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ ก็ต้องแจกแจงว่าโอนมรดกนี้ไปให้น้องชายนั้น โดยหลักแล้วจะยื่น ณ วันที่พ้นแล้วว่า มีทรัพย์สินอะไร ถ้าไม่มีหุ้นไอทีวีอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องยื่น เพียงแต่ว่าอาจจะมีกรณีที่ป.ป.ช.อาจจะต้องสอบถามไปเพราะเป็นในกรณีประเด็นสำคัญว่าตกลงแล้วหุ้นไอทีวี  ได้มีการจำหน่าย จ่ายโอนหรือไม่จากกรณีปกติถ้าไม่มี ณ วันที่พ้น ก็ไม่ต้องยื่น

ตามกฏหมายป.ป.ช.ที่กำหนดให้มีการยื่นบัญชีจะยื่นบัญชีของผู้ยื่น ณ วันที่มีหน้าที่ ต้องยื่นต้องเป็นทรัพย์สินของตนจริง ๆ เช่น วันนี้มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนายพิธา มีการค้ำประกันให้กับบุคคลอื่น ซึ่งการค้ำประกันเมื่อยังไม่มีการผิดนัด ผู้ค้ำประกันยังไม่ถูกเรียก มูลหนี้ยังไม่เกิด ดังนั้น  นายพิธายังไม่มีหนี้ที่ต้องยื่น ซึ่งก็เหมือนกับกรณีผู้จัดการมรดก ถ้าถือในฐานะผู้จัดการมรดกก็ยังไม่รู้ว่าสัดส่วนที่จะได้รับเท่าไร หุ้นไม่มีการจ่ายในฐานะส่วนตัวหรือแบ่งแยกในฐานะส่วนตัว

ส่วนจะมีการเปิดเผยข้อมูลส่วนนี้ในการเปิดบัญชีทรัพย์สิน  กรณีพ้นจากตำแหน่ง  สส. หรือไม่   ป.ป.ช. กำลังพิจารณาอยู่ และยืนยัน ว่า ป.ป.ช. พร้อมให้ข้อมูล หาก กกต. ขอข้อมูลหลักฐานส่วนนี้เข้ามา เพราะเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณชนอยู่แล้ว

‘แพทองธาร’ แจง ครอบครัวไม่ได้ห้าม ‘ทักษิณ’ กลับไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551106

14 มิ.ย. 2566

‘แพทองธาร’ แจง ครอบครัวไม่ได้ห้าม ‘ทักษิณ’ กลับไทย

‘อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร’ ยัน ครอบครัวไม่ได้ห้าม ‘ทักษิณ’ กลับไทย โยน เจ้าตัวตัดสินใจเอง กลับตามไทม์ไลน์เดิมหรือไม่ ลั่น ไม่ได้กลัวถูกหลอก แต่อยากให้ดูข้อมูล-สถานการณ์เหมาะสม

ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวว่าครอบครัวชินวัตรได้ห้ามนายทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทยว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรเลย มิติทางการเมืองก็ไม่มีอะไร มีแต่มิติเรื่องครอบครัว หากเป็นเรื่องที่จริงจังขนาดนั้น ก็คงไม่ต้องนัดกันกินข้าวนอกบ้าน เพราะคุยที่บ้านก็คงจบได้ 

‘คุณหญิงพจมาน’ เสาหลักครอบครัว เป็นห่วงทุกเรื่อง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นพูดจริง ๆเป็นเพียงแค่ความห่วงใยของคุณแม่ (คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์) เพราะเป็นเหมือนเสาหลักของครอบครัวที่ห่างกับพ่อมา 17 ปี แม่ก็เป็นห่วงทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องของตนเอง เวลาที่ท่านพูดก็พูดในฐานะแม่ของลูกสาว ไม่ได้พูดในฐานะแม่ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นความเป็นห่วงเป็นใยคุณพ่อ ครอบครัวมีมาเสมอ ซึ่งไม่มีมิติทางการเมืองด้านอื่นจริงๆ ตนได้อ่านข่าวก็มีการวิเคราะห์กันไปมากมาย ตนก็อยากจะบอกว่ามันไม่มีอะไรเลย มีแค่ความเป็นห่วงเท่านั้น

ส่วนสถานการณ์การเมืองขณะนี้อยากให้นายทักษิณ กลับมาอยู่อีกหรือไม่นั้น น.ส.แพทองธาร ระบุว่า เรื่องให้กลับ อยากให้กลับอยู่แล้ว แต่อยากจะให้นายทักษิณเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะอยากกลับมาตอนไหน อยากจะกลับมาอย่างไร

ส่วนตัวมองว่า คุณพ่อออกไปนานแล้วก็มีความตั้งใจอยากกลับมาหลายๆครั้ง ไม่ว่าจะเป็นปีแรกๆ ปีกลางๆ หรือ 1-2 ปีที่ผ่านมา ท่านอยากกลับมาก อยากกลับมาเลี้ยงหลาน ยิ่งเฉพาะตอนนี้เพิ่งมีหลานคนที่ 7 ก็ยิ่งอยากกลับเลย 

พร้อมยืนยันว่า ครอบครัวไม่ได้มีการเบรกคุณพ่ออย่างที่มีการเสนอข่าวมา เราพูดแค่ว่าเป็นห่วง ขอให้ดูข้อมูลให้ครบ อยากกลับมาเมื่อไหร่ก็ต้องดู นี่คือข้อความที่คุยกันเสมอว่าดูให้ดี ตัดสินใจให้ดี มันคือความเป็นห่วงของคนในครอบครัว ไม่ใช่การเบรคว่าอย่ากลับมานะ ตอนนี้ยังกลับไม่ได้

“อิ๊งค์ ว่ามันไม่แฟร์กับตัวคุณพ่อด้วยที่ออกไปกว่า 17 ปี เพราะฉะนั้นท่านจะกลับมาเมื่อไหร่ให้เป็นเรื่องที่ท่านตัดสินใจเองจะดีกว่า ชีวิตก็เป็นของท่าน”

เมื่อถามย้ำว่านายทักษิณ ก็รับฟังใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวทันทีว่า รับฟัง คือเราฟังกันอยู่แล้วในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น ระหว่างพี่น้อง พ่อแม่ หรืออะไรก็ตามเราฟังกัน แต่สุดท้ายการตัดสินใจเรื่องของใครก็เป็นเรื่องของคนนั้น เราเป็นอย่างนี้กันอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่านายทักษิณ ยังคงยืนยันจะกลับเดือนกรกฎาคมนี้อยู่เหมือนเดิมหรือไม่นั้น น.ส.แพทองธาร บอกว่าล่าสุดคุยกันก็ยังเป็นอย่างนั้น เมื่อถามท่านว่าดูสถานการณ์การเมืองอย่างไร ท่านก็บอกว่าดูอยู่แล้ว เขาก็ไม่ได้อยากจะกลับมาแล้วสร้างความวุ่นวาย เพราะแน่นอนคุณพ่อมีความสำคัญทางการเมือง เพราะฉะนั้นการกลับมาต้องดูความเหมาะสม ถ้าจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็ต้องดูความเหมาะสมทางการเมืองต่างๆด้วย

เมื่อถามว่าหากฟังอย่างนี้มีความเป็นไปได้ว่าจะเลื่อนวันกลับหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ระบุว่า ไม่ ตอนนี้ยังไม่มี แต่ที่พูดเราก็ต้องดูว่าใกล้ๆจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนคิดแทน คุณพ่อไม่ได้พูดกับตน เขาก็ยังไม่ได้บอกว่าจะเลื่อน

ส่วนกรณีที่ครอบครัวออกมาเบรกไม่อยากให้ น.ส.แพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร กล่าวทันทีว่า นั่นไง จริงๆแล้ว ไม่ใช่ทางครอบครัวเบรก เป็นเรื่องที่คุณแม่พูดคุยกับลูกสาวคนเล็ก ที่ในใจท่านก็มีความภูมิใจลูกสาวคนเล็กที่มายืนจุดนี้ แต่ลึกๆท่านก็ยังเห็นตนเป็นเด็ก แต่ในชีวิตจริงตนก็รู้ว่าตนเองไม่ใช่เด็ก การที่คุณแม่เป็นห่วงก็ไม่รู้สึกโกรธอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะเรารู้ว่าเราไม่ใช่เด็ก รู้สึกว่าเขาเป็นห่วง ทั้งตอนที่ท้องแล้วไปหาเสียงท่านก็เป็นห่วงมาก ตนก็ต้อง คอยพูดตลอดว่าตนยังโอเค หาหมอแล้ว ก็จะบอกแม่อยู่ทุกครั้ง เป็นแค่ความเป็นห่วงเท่านั้นไม่มีมิติอื่นจริงๆ

เมื่อถามย้ำว่าส่วนตัวพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ถ้าตนไม่พร้อมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีก็คงจะไม่เป็น ถ้าไม่พร้อมก็คงไม่ให้ชื่อตนไปลง และคุยกันในพรรคถ้าตนไม่พร้อมก็คงไม่ก้าวเข้ามาตรงนี้ เพราะ ถ้าเราไม่พร้อมก็ต้องบอกคนในพรรคว่าเราไม่พร้อม

ถามต่อแปลว่าคุณหญิงพจมาน มองข้ามช็อตที่ได้เบรกไม่ให้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แสดงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรืออาจมีอุบัติเหตุทางการเมืองกับนายพิธาถึงได้มีการพูดออกมาในสถานการณ์การเมืองขณะนี้ น.ส.แพทองธาร ยิ้ม พร้อมตอบว่า ส่วนตัวมองว่า สิ่งที่คุณแม่คิดตั้งแต่ตอนแรกก่อนจะเลือกตั้ง ตนก็ต้องมีสิทธิ เพราะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ไม่ว่าทั้งตน นายเศรษฐา ทวีสิน และนายชัยเกษม นิติสิริ ก็มีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นอันดับ 1 แม่ก็คงคิดถึงตอนนั้นว่ายังจะเป็นแบบนี้อยู่หรือไม่ว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นอันดับหนึ่งจริงตนก็ต้องได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เราจะคุยอย่างไรกันในพรรค แม่ก็เป็นห่วงตรงนี้เสมอ ตนพูดด้วยความสัตย์จริงว่ามันเป็นแค่นั้นเองในมุมของแม่

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าในกระแสข่าวมีการระบุว่าที่ยังไม่อยากให้นายทักษิณกลับเพราะอาจจะถูกหลอก น.ส.แพทองธาร ระบุว่า คำว่าถูกหลอกมันคือ ตลอดเวลาที่พ่อของตนไม่อยู่ ประเทศไทยมา 17 ปี มันก็ต้องมีข้อมูลข่าวสารที่ท่านได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนก็ตาม ถูกบ้างผิดบ้าง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 17 ปี

“ เราไม่ได้คิดว่าใครจะมาหลอกเราเป็นพิเศษ นั่นคือสิ่งที่ครอบครัวบอกว่าให้ดูข้อมูลให้ดี ให้คิดให้ดีว่าจะทำอย่างไร มันเป็นการห่วงใย และเป็นการเตือนสติกันมากกว่า ว่าดูให้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือสิ่งที่เราเตือนกันได้ไม่ใช่ว่ามีใครจะหลอกหรืออะไร”น.ส.แพทองธาร กล่าวสรุป

‘อุ๊งอิ๊ง’ ยัน ‘เพื่อไทย’ไม่มีเกมพลิกขั้ว ย้ำหนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551103

14 มิ.ย. 2566

‘อุ๊งอิ๊ง’ ยัน ‘เพื่อไทย’ไม่มีเกมพลิกขั้ว ย้ำหนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ยัน ‘เพื่อไทย’ ไม่มีเกมพลิกขั้ว ย้ำ หนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ขอ ทุกฝ่ายยึดมั่นในประชาธิปไตย เคารพเสียงประชาชน ‘ ดีใจ ‘ก้าวไกล’ หยิบนโยบายเอสเอ็มอีกลับมาใช้

ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันว่า พรรคเพื่อไทยโดยกระบวนการยุบพรรคมาแล้ว 2 ครั้ง จึงอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหนักแน่นในประชาธิปไตย เคารพเสียงของประชาชน เพราะในเมื่อประชาชนเลือกมาแล้วก็อยากจะตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด เพื่อแก้ปัญหาประเทศต่อไป

เพื่อไทยไม่มีพลิกขั้ว ยัน หนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

 และขอให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณากันตามข้อมูลหลักฐาน และขอส่งกำลังใจให้หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพราะคิดว่าประชาชนและประเทศรอไม่ไหวในการที่จะเคลื่อนไปข้างหน้า สิ่งที่พรรคเพื่อไทย และครอบครัวเจอมา อยากให้ยุติลง และอยากให้มีการเมืองสร้างสรรค์ที่พร้อมพัฒนาประเทศให้ดีขึ้นโดยการเคารพเสียงประชาชน

นาทีนี้ ยังไม่อยากพูดถึงกรณีหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง เพราะยังไม่เกิดขึ้น แต่โจทย์ขณะนี้คือการร่วมตั้งรัฐบาลกับก้าวไกล รวมถึงกรณีเกมหุ้นสื่อไอทีวี ที่อาจทำให้นายพิธาไปไม่ถึงการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องจับมือกันให้แน่น ซึ่งพรรคเพื่อไทยพร้อมสนับสนุน และต้องเคารพเสียงของประชาชน และให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ 

พร้อมปฏิเสธข่าวเรื่องการพลิกขั้วทางการเมือง ยืนยัน พรรคเพื่อไทยไม่มีแผนที่จะพลิกไปไหน ซึ่ง งง กับข่าวที่ออกมา และไม่มีรู้เรื่องดีลลับ ไปดีลกันตอนไหน คงเป็นดีลลับมาจนไม่รู้เรื่อง จึงอยากให้หนักแน่นว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยคุยกับพรรคก้าวไกลยังคงเป็นแบบเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป

ถามว่าหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เสียงที่ขาดอยู่กว่า 60 เสียงจะทำอย่างไร น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องคุยกับกรรมการบริหารพรรคที่ไปคุยกับพรรคก้าวไกลจะดีกว่า

ส่วนกระแสข่าวการจัดโผคณะรัฐมนตรีในโซเชียลมีเดีย ที่มีชื่อนางสาวแพทองธาร นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีนั้น นางสาวแพทองธาร หัวเราะก่อนตอบว่า “ตายแล้ว รู้ก่อนอิ๊งค์อีกแล้ว” ซึ่งเห็นหลายทีแล้ว เขียนว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็มี และล่าสุดเป็นรองนายกรัฐมนตรี และขอขอบคุณสำหรับทุกตำแหน่ง แต่ยืนยันว่า ไม่ใช่เรื่องจริง ยังไม่ทราบเรื่องนี้ และไม่ทราบว่าโผ นั้นมาจากไหน ซึ่งส่วนตัวเห็นพร้อมกับคนในโซเชียล ส่วนจะรับตำแหน่งหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบ แต่เรื่องที่ออกไปยังไม่เคยรับรู้ ขอให้พรรคร่วมตกลงกันดีกว่า

ขอบคุณก้าวไกลสานต่อนโยบายเอสเอ็มอี

น.ส.แพทองธาร ยังขอบคุณที่พรรคก้าวไกลยิบหยกนโยบายเอสเอ็มอีมาขับเคลื่อน และบางนโยบายที่เป็นนโยบายเดิมของพรรคไทยรักไทย สมัยนายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และในช่วงที่หาเสียง พรรคเพื่อไทยก็มีแผนที่จะเอานโยบายที่ดี เป็นประโยชน์กลับมาใช้ ถึงวันนี้จะไม่ได้เป็นพรรคอันดับ 1 แต่หลายนโยบายถูกกลับนำมาใช้ ก็รู้สึกดีใจมาก อยากเห็นความสำเร็จอีกครั้งในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม วันนี้ น.ส.แพทองธาร เข้าพรรคเพื่อประชุมปรับแบรนด์และปรับการสื่อสารของพรรคเพื่อไทย หลังผลการเลือกตั้ง 2566 ไม่ได้คะแนนเสียงแบบแลนด์สไลต์ตามที่คาดหมาย 310 เสียงขึ้นไป

เปิดเอกสารหลุด ไม่ประกาศผลรับรองเลือกตั้ง 71 เขต 37 จังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551095

14 มิ.ย. 2566

เปิดเอกสารหลุด ไม่ประกาศผลรับรองเลือกตั้ง 71 เขต 37 จังหวัด

เอกสารหลุด รายงานที่ประชุม สำนักงาน กกต. ไม่เสนอประกาศผล 71 เขต 37 จังหวัด กทม. ‘ไอซ์-รัชนก’ พรรคก้าวไกล โดนร้องคัดค้านด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกสารหลุด สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอข้อมูลประกาศผลเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต จำนวน 400 เขต ให้กับ กกต. เพื่อพิจารณาในการประกาศรับรองผล 


โดยเสนอประกาศผลจำนวน 329 เขต และไม่เสนอประกาศผลจำนวน 71 เขต ที่มีเรื่องร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง จากนั้นจะนำกลับไปพิจารณาให้ได้ข้อยุติ ก่อนนำเสนอเข้าสู่ ที่ประชุม กกต. อีกครั้ง คาดว่าช่วงสัปดาห์หน้า 

พรรคที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด คือ พรรคภูมิใจไทย 23 เขต พรรคเพื่อไทย 17 เขต พรรคพลังประชารัฐ 16 เขต พรรคก้าวไกล 6 เขต พรรคประชาธิปัตย์ 3 เขต พรรครวมไทยสร้างชาติ 3 เขต พรรคไทยสร้างไทย 2 เขต และ พรรคเพื่อไทยรวมพลัง 1เขต 

สำหรับ 71 เขต ที่สำนักงาน กกต. ไม่เสนอประกาศผล จัดอยู่ใน 37 จังหวัด ประกอบด้วย 

– กรุงเทพมหานคร 33 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 32 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรองเขต 28 คือ น.ส.รัชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ รัชนก พรรคก้าวไกล

– กาญจนบุรี 5 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 1 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ พรรคเพื่อไทย เขต 3 นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน พรรคภูมิใจไทย และเขต 4 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ พรรคเพื่อไทย

– กำแพงเพชร 4 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 3 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นายไผ่ ลิกค์ พรรคพลังประชารัฐ

– ขอนแก่น 11 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 9 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 4 นายเอกราช ช่างเหลา พรรคภูมิใจไทย และ เขต 11 นายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ พรรคภูมิใจไทย     

– ฉะเชิงเทรา 4 เขต 
ประกาศรับรอง 3 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 3 นายศักดิ์ชาย ตันเจริญ พรรคเพื่อไทย

– ชลบุรี 10 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 7 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 8 นายจรัส คุ้มไข้น้ำ พรรคก้าวไกล เขต 9 นายยอดชาย พึ่งพร พรรคก้าวไกล และ เขต 10 นายสะถิระ เผือกประพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ

– ชัยภูมิ 7 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 4 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 3 นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ พรรคภูมิใจไทย เขต 5 นายศิวะ ธงศ์ธีระดุลย์ พรรคเพื่อไทย และเขต 7 นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ พรรคพลังประชารัฐ 

– เชียงใหม่ 10 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 8 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 1 น.ส.เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู พรรคก้าวไกล และเขต 9  นายนเรศ  ธำรงทิพยคุณ พรรคพลังประชารัฐ


– ตรัง มี 4 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 3 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 คือ เขต 2 นายทวี สุระบาล พรรคพลังประชารัฐ 

– นครพนม มี 4 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 1 นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ พรรคเพื่อไทย เขต 2 นางมนพร เจริญศรี พรรคเพื่อไทย 

– นครราชสีมา 16 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 13 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 5 นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล พรรคเพื่อไทย เขต 10 นายอภิชา เลิศพัชรกมล พรรคเพื่อไทย และเขต 12 นายนรเสรฎฐ์ ศิริโรจนกุล พรรคเพื่อไทย

– นครศรีธรรมราช มี 10 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 6 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 4 เขต คือ เขต 7 นายษฐา ขาวขำ พรรคภูมิใจไทย เขต 8 นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล พรรคภูมิใจไทย เขต 9 นางอวยพรศรี เชาวลิต พรรคประชาธิปัตย์ และเขต 10  น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล พรรครวมไทยสร้างชาติ
 
– บึงกาฬ มี 3 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 2 นายสุวรรรณา กุมภิโร พรรคภูมิใจไทย

– บุรีรัมย์ มี 10 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 6 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 4 เขต คือ เขต 4 นางรังสิกร ทิมาตฤกะ พรรคภูมิใจไทย เขต 5 นายโสภณ ซารัมย์ พรรคภูมิใจไทย เขต 6 นายศักดิ์ ซารัมย์ พรรคภูมิใจไทย และ เขต7 นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน พรรคภูมิใจไทย


– ประจวบคีรีขันธ์ มี 3 เขต  
เสนอประกาศรับรอง 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นายสังคม แดงโชติ พรรคภูมิใจไทย

– พระนครศรีอยุธยา มี 5 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 2 นายชริน วงศ์พันเที่ยง พรรคก้าวไกล เขต 3 น.ส.พิมพฤดา ตันจรารักษ์ พรรคภูมิใจไทย และ เขต 5 นายประดิษฐ์ สังขจาย พรรคภูมิใจไทย 

– พังงา มี 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 1 นายอรรถพล ไตรศรี พรรคภูมิใจไทย และ เขต2 นายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์ พรรคพลังประชารัฐ

– พัทลุง มี 3 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นางสุพัชรี ธรรมเพชร จากประชาธิปัตย์ 

– พิจิตร มี 3 เขต 
เสนอประกาศรับรอง  2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ พรรคภูมิใจไทย

– พิษณุโลก มี 5 เขต 
เสนอประกาศรับรอง  3 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 1 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา พรรคก้าวไกล และ เขต3 นายพงษ์มนู ทองหนัก พรรครวมไทยสร้างชาติ

– เพชรบุรี มี 3 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 2 นายฤกษ์ อยู่ดี จากภูมิใจไทย

– เพชรบูรณ์ มี 6 เขต  
เสนอประกาศรับรอง 3 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 2 นายจักรัตน์ พั้วช่วย พรรคพลังประชารัฐ เขต 5 นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ พรรคพลังประชารัฐ และเขต 6 นายอัคร ทองใจสด พรรคพลังประชารัฐ

– ภูเก็ต มี 3 เขต เสนอประกาศรับรอง 2 เขต ไม่รับรอง 1 เขต คือ เขต 1 ว่าที่ร้อยตรีสมชาติ เตชถาวรเจริญ พรรคก้าวไกล, จังหวัดมหาสารคาม มี 6 เขต เสนอประกาศรับรอง 5 เขต ไม่รับรอง 1 เขต คือ เขต 2 นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ พรรคเพื่อไทย 

– มุกดาหาร มี 2 เขต 
เสนอประกาศรับรอง  1 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นายวิริยะ ทองผา พรรคพลังประชารัฐ

– ยโสธร มี 3 เขต 
เสนอประกาศรับรอง  2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นางสุภาพร สลับศรี พรรคไทยสร้างไทย

– ร้อยเอ็ด มี 8 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 7 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 3 นางรัชนี พลซื่อ พรรคพลังประชารัฐ  

– เลย มี 4 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 1 เขต ไม่รับรอง 3 เขต คือ เขต 1 นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล พรรคเพื่อไทย เขต 2 นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ พรรคเพื่อไทย และเขต 4 นายสมเจตน์ แสงเจริญรัตน์ พรรคเพื่อไทย 

– ศรีสะเกษ มี 9 เขต
 เสนอประกาศรับรอง 5 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 4 เขต คือ เขต 1 นายธเนศ เครือรัตน์ พรรคเพื่อไทย เขต 2 นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ พรรคเพื่อไทย เขต 3 นายธนา กิจไพบูลย์ชัย พรรคภูมิใจไทย และเขต 8 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ พรรคภูมิใจไทย 

– สกลนคร มี 7 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 5 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง  2  เขต คือ เขต 4 นายพัฒนา สัพโส พรรคเพื่อไทย และเขต 5 นายชัยมงคล ไชยรบ พปชร.

– สงขลา มี 9 เขต 
เสนอประกาศรับรอง  8 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 5 นายเดชอิศม์ ขาวทอง พรรคประชาธิปัตย์ 

– สระแก้ว มี 3 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 1 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 1 นางขวัญเรือน เทียนทอง พรรคพลังประชารัฐ และเขต 3  นายสรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย

– สิงห์บุรี มี 1 เขต 
เสนอประกาศไม่รับรอง 1 เขต คือ นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ พรรคพลังประชารัฐ

– สุราษฎร์ธานี มี 7 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 6 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือเขต  2 นายพิพิธ รัตนรักษ์ รวมไทยสร้างชาติ

– อำนาจเจริญ มี 2 เขต 
เสนอไม่ประกาศรับรองทั้ง 2 เขต คือ เขต 1 นางสุขสมรวย วันทนียกุล พรรคภูมิใจไทย และเขต 2 นางญาณีนาถ เข็มนาค พรรคภูมิใจไทย

– อุดรธานี มี 10 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 9 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ ส.ส.เขต 3 นายหรั่ง ธุระพล พรรคไทยสร้างไทย

– อุบลราชธานี มี 11 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 7 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 4 เขต คือ เขต 1 นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ เพื่อไทย เขต 4 นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี เพื่อไทย เขต 7 นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ เพื่อไทย และเขต 10 นายสมศักดิ์ บุญประชม พรรคเพื่อไทรวมพลัง

เช็คที่นี่ ‘สส.ใหม่’ รายตัวต่อสภาฯ ต้องเตรียม ‘เอกสาร’ อะไรบ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551061

13 มิ.ย. 2566

เช็คที่นี่ ‘สส.ใหม่’ รายตัวต่อสภาฯ ต้องเตรียม 'เอกสาร' อะไรบ้าง

สภากลับมาคึกคัก ‘รัฐสภา เกียกกาย’ เป็นสถานที่รองรับ ‘สส.ใหม่’ ชุดที่ 26 รายงานตัว พร้อมโชว์นิทรรศการ ผลงาน สภาฯ ชุดที่25 รู้ยังสส.ใหม่ สส.ป้ายแดง ต้องเตรียม ‘เอกสาร’ อะไรบ้าง เช็กรายละเอียดที่นี่

นับถอยหลัง ‘สส.ใหม่’ ต้องไปรายงานตัวต่อรัฐสภา เกียกกาย หลังมีรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมประกาศรับรอง ผลการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป ภายในสัปดาห์นี้ 

ล่าสุด ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดเตรียมสถานที่เพื่อรับรายงานตัว สส. หลังจากที่ กกต. ประกาศรับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยจะใช้ห้องสัมมนา ชั้นบี1 รัฐสภา เกียกกาย สามเสน กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่รับรายงานตัว ‘สส.ใหม่’ หรือสส.ป้ายแดง รวมทั้ง สส.หลายสมัย อีกด้วย

สภาฯเตรียมต้อนรับ ‘สส.ใหม่’ ชุดที่ 26

โดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้จัดโซนพื้นที่รับรายงานตัว ซึ่ง สส.ที่ผ่านการรับรองแล้ว ต้องกรอกเอกสารรายงานตัว พร้อมกับยื่นหลักฐาน ที่ประกอบการรายงานตัว 

เช็คที่นี่ ‘สส.ใหม่’ รายตัวต่อสภาฯ ต้องเตรียม 'เอกสาร' อะไรบ้าง

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้มีการติดตั้งป้ายข้อความ “ยินดีต้อบรับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26” ภายในพื้นที่ห้องรับรายงานตัว เบื้องต้นคาดว่าการติดตั้งป้ายและตกแต่งห้องรับรายงานตัว ‘สส.ใหม่’ นั้นจะแล้วเสร็จในอีก 1-2 วัน 

ขณะที่ระบบสารสนเทศ ของสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการรับรายงานตัว ‘สส.ใหม่’ ได้ดำเนินการทดสอบระบบ และพร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการในวันรายงานตัวเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ออกประกาศ เรื่อง การรับรายงานตัว สส. เพื่อแจ้งถึงรายละเอียดของการเตรียมพร้อมก่อนเข้ารายงานตัว และได้เพิ่มช่องทางกรอกเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ฟอร์มเพื่อเตรียมพร้อมล่วงหน้าได้ ทั้งนี้กำหนดให้ต้องลงนามรับรองเอกสารต่อหน้าเจ้าหน้าที่

‘สส.ใหม่’ รายตัวต้องเตรียม เอกสาร อะไรบ้าง

สำหรับเอกสารที่ใช้ประกอบการรายงานตัว ประกอบด้วย 

  1. หนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้ง 
  2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 
  3. สำเนาทะเบียนบ้าน 
  4. สำเนาใบสำคัญการสมรส 
  5. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของคู่สมรส 
  6. สำเนาหลักฐานวุฒิการศึกษา 
  7. รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวก ไม่สวมแว่นตา ถ่ายไว้ไม่เกิน6 เดือน ขนาด 1 นิ้ว จำนวน3รูป และขนาด 2 นิ้วจำนวน 6 รูป

นอกจากนั้นสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ยังจัดโซนรับรอง สส. ที่รอการรายงานตัวในห้องสัมมนา โซนถ่ายภาพเพื่อทำบัตรประจำตัว สส. และพื้นที่สำหรับให้ผู้ติดตามหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับ สส. รอคอยบริเวณโถงด้านหน้าห้องสัมนาด้วย 

และยังพบว่า ทางเดินของโถงชั้น บี 1 มีการจัดนิทรรศการ เพื่อแสดงผลงานของ คณะกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ด้วย ขณะที่บริเวณด้านหน้าทางเข้าห้องสัมมนา ได้ติดตั้งโทรทัศน์ซึ่งเป็นจอแสดงผลความคืบหน้าของการรับรายงานตัวของ สส. ชุดที่ 26 ด้วย

เรียก ประชุมสภาฯ ได้เมื่อไหร่

สำหรับขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการสภาผู้แทนราษฎร กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 กำหนด ว่า ในการเลือกตั้งทั่วไป หากสส.ได้รับเลือกตั้ง ถึง 95% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด หรือ 475 คน จาก 500 คน หากจำเป็นต้องเรียกประชุมรัฐสภา ให้ดำเนินการเรียกประชุมรัฐสภาได้

เลือก ประธานสภาฯ วันไหน?

ทั้งนี้ มาตรา 121 ระบุว่า ภายใน 15 วันนับแต่วันประกาศผลเลือกตั้ง สส. ให้เรียกประชุมสภาฯ เป็นครั้งแรก ซึ่งหมายถึงงานรัฐพิธี และหลังจาก ที่แล้วเสร็จงานรัฐพิธีแล้ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 121 วรรคสี ประกอบข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ 5 และ ข้อ19 กำหนดให้ภายใน 10 วันต้องประชุมสภาฯ ครั้งแรก เพื่อเลือกประธานสภาฯ

‘อดีตเลขาฯสมช.’ เผย ชายแดนใต้ถูกกดมา 8 ปี ‘กระจายอำนาจ’ ทางออกแทน ‘แยกดินแดน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551060

13 มิ.ย. 2566

'อดีตเลขาฯสมช.' เผย ชายแดนใต้ถูกกดมา 8 ปี 'กระจายอำนาจ' ทางออกแทน 'แยกดินแดน'

‘อดีตเลขาฯสมช.’ เผย ชายแดนใต้ถูกกดมา 8 ปี ถึงเวลาสร้างสันติสุขร่วมกับคนในพื้นที่ เชื่อ ‘รัฐบาลใหม่’ แก้ปัญหาได้และเร็ว ชี้ น.ศ. เสนอทำประชามติ คือ เสรีภาพเชิงวิชาการ ไม่ใช่ยุยงปลุกปั่น

ความคิดเห็นของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการแก้ปัญหาชายแดนใต้ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กรณีกลุ่ม PELAJAR BANGSA ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ เสนอประชามติแยกดินแดน โดยมองว่า การที่ออกมาเวลานี้ เพราะถูกรัฐบาลยึดอำนาจและกดมาตั้ง 8-9 ปี ประกอบกับเหตุการณ์ความรุนแรงตั้งแต่ปี 2547 กำลังจะครบ 20 ปี เป็นสภาพที่กดสังคมในพื้นที่และสันติภาพยังไปไม่ถึงไหน 

สร้างสันติภาพไปสู่สันติสุขต้องเกิดจากการพูดคุย แต่ที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจ เป็นปรปักษ์กับกลุ่มที่จะพูดคุย แต่ไม่เกิดประสิทธิภาพลักษณะเหมือน “ซอยเท้าอยู่กับที่” ให้เกิดการเคลื่อนไหวแต่ไม่น่าเดิน ส่วนอีกฝ่ายซื้อเวลาเพื่อรอ “รัฐบาลประชาธิปไตย” เมื่อเวลามาถึงพร้อมเดินหน้า มีส่วนร่วมแสดงทัศนคติ 

ส่วนที่แม่ทัพภาค 4 ออกบอว่า การทำประชามติผิดกฎหมาย คนพูดก็เป็นคนที่อยู่ในเงื่อนไข เอียงซ้ายเอียงขวา เพราะ 8 ปีที่ผ่านมา “รัฐบาลเผด็จการ” ใช้ทหารเป็นหัวหอกในการแก้ปัญหา ประกาศกฎอัยการศึก กดทับสิทธิเสรีภาพเขาเอาไว้ ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเลย ดังนั้นต้องใช้กระบวนการสันติวิธีที่คนกลุ่มนี้เข้าใจว่า ปลายทางไปไม่ถึง แต่จะพบกันครึ่งทางได้อย่างไร เช่น การกระจายอำนาจ จังหวัดจัดการกันเอง หากไปถามประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่เค้าต้องการกระจายอำนาจที่มีความสมเหตุสมผลพอควร ซึ่งถ้าอธิบายด้วยเหตุด้วยผล เชื่อว่าไม่บานปลาย 

พล.ท.ภราดร มั่นใจ “รัฐบาลใหม่” จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอนและไปได้เร็ว หากไม่เกิดการยึดอำนาจ ป่านนี้เหตุการณ์ชายแดนภาคใต้คลี่คลายแล้ว พร้อมยืนยันพรรคร่วมรัฐบาลไม่เห็นด้วยแน่กับการแบ่งแยกดินแดนแต่เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจที่เหมาะสม

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตรพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร

ทั้งนี้กิจกรรมของกลุ่มนักศึกษาเป็นลักษณะทางวิชาการที่พูดคือหัวข้อ “การกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี” ไม่ได้เป็นการยุยงปลุกปั่น หากดูในบริบทหัวข้อของนักศึกษากลุ่มนี้ไปทางวิชาการ บุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นนักศึกษา จัดในเป็นสถานศึกษา ไม่ใช่เวทีHyde Park

ถ้าดูจากประเด็นข้อเท็จจริงตอนนี้ยังไม่ชัดเจน ฝ่ายความมั่นคงจะต้องไปแสวงหาว่า การข่าวจะมีการทำประชามติแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ อาจเป็นแค่ถกแถลงเท่านั้น และต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องสิทธิประชาชนพลเมือง สามารถพูดคุยได้ แต่ในกฎหมายไทยก็มีรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 ประเทศไทยรัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้ มาตรา 2 ปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้เช่นกัน 

แต่การแสดงออกของนักศึกษากลุ่มนี้ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญไทย หมวดสิทธิเสรีภาพ มาตรา 34 ว่า ประชาชนมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงข้อคิดเห็น รวมถึงเสรีภาพทางเชิงวิชาการที่จะนำเสนอพูดกันได้ ซึ่งสอดรับกัน แต่แน่นอนว่ามีข้อยกเว้น “การสื่อสารหรือการแสดงสิทธิเสรีภาพ ห้ามส่งผลกระทบที่เป็นปัญหาในความมั่นคง ดังนั้นรัฐบาลก็มีสิทธิที่จะเข้ามาใช้กฎหมายดูแลได้” ทำให้เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา เพราะข้อยกเว้นนี้ไว้ซึ่งการระงับยับยั้งตอนที่จะเกิดเหตุบานปลายเกี่ยวกับความมั่นคง จึงเป็นเส้นบางๆที่เจ้าหน้าที่จะต้องใช้ดุลยพินิจว่าขัดหรือไม่ 

พล.ท.ภราดร ระบุว่า หากมีการพูดคุยกันลึกจนถึงหัวข้อแบ่งแยกดินแดงต้องกลับมาดูว่าความเป็นไปได้และกระทบความมั่นคงหรือไม่ รวมถึงต้องมาดูด้วยว่า มีกระบวนการเบื้องหลัง มีกองกำลังสนับสนุนหรือไม่ ถ้าแบบนี้ถึงจะเข้าเกณฑ์ผิดกฎหมาย แต่หากไม่มี คือ เรื่องสิทธิเสรีภาพ และการกล่าวหาจะต้องมีหลักฐานชัดเจน ปราศจากข้อสงสัยก่อน โดยการสอบสวนชั้นต้นจะใช้เหมือนกฎหมายอาญาปกติไม่ได้ ต้องมีทหาร ตำรวจ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม บริบทและพื้นที่ที่พูดในประเด็นนี้แตกต่างจากพื้นที่ปกติ เพราะเป็นพี่น้องชาวมุสลิมพูด พื้นที่มีประวัติศาสตร์ ศาสนา ชาติพันธุ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี 

ทนายรัชพล ฟัด คิมห์ สิริทวีชัย – เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ แจ้งความเท็จ ปลอมเอกสาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551063

13 มิ.ย. 2566

ทนายรัชพล  ฟัด คิมห์ สิริทวีชัย  - เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ  แจ้งความเท็จ ปลอมเอกสาร

ปมถือหุ้นสื่อไอทีวี คราวนี้  “ทนายรัชพล” เข้าร่วมวง แจ้งความตำรวจสน.ทุ่งสองห้อง ขอให้เรียกสอบ คิมห์ สิริทวีชัย และ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรณีใช้บันทึกการประชุมผู้ถือหุ้น ไอทีวี เข้าข่ายแจ้งความเท็จ ใช้เอกสารปลอม  รับที่ต้องออกมาชนเอง เพราะเกี่ยวพันไปถึงชะตากรรม “พิธา”

ที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง ( สน.ทุ่งสองห้อง)  กรุงเทพฯ  แขวงตลาดบางเขต เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ  นายรัชพล ศิริสาคร  “ทนายรัชพล” เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน เพื่อให้สอบสวน นายคิมห์ สิริทวีชัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด ผู้ทำหน้าที่เป็นประธานประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี  และ ลงนามบันทึกการประชุม และ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ กรณีใช้บันทึกการประชุมผู้ถือหุ้น ไอทีวี ประจำปี 2566 เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมา ขัดแย้งกับคลิปวีดีโอการประชุมผู้ถือหุ้น เข้าข่ายแจ้งความเท็จ เเละ การใช้เอกสารปลอม    ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบ หากพบว่ากระทำผิดจริง ขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย เอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ  โดยเรื่องดังกล่าวเกี่ยวพันมาถึงประเด็นคุณสมบัติของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 

การมาเเจ้งความเพื่อเอาผิด  นายคิมห์ สิริทวีชัย และ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ  เนื่องจากพบเห็นพิรุธ เรื่องที่เข้าข่ายการกระทำความผิดในเบื้องต้น ซึ่งที่เห็นมีพบความผิด 3 ประการ  ประการเเรก คือ ทั้งคลิปวีดีโอทีเผยแพร่ และ  เนื้อหาเอกสารการประชุม ไม่ตรงกัน  ,  ถัดมาคือ นายจตุรงค์ สุขเอียด อดีตพนักงานไอทีวี อ้างว่ามีการลบไฟล์ทิ้ง ซึ่งไม่รู้ว่าลบทำไม ลบหรือหรือไม่ เรื่องนี้อาจต้องให้ความเป็นธรรม ต้องไปเปรียบเทียบกับปีก่อน ๆว่ ามีการลบหรือไม่  3 .กรณีการพิรุธ ของ นายคิมห์ ที่ไปออกหนังสือฉบับหนึ่งขอให้มีการตรวจสอบคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่จริง นายคิมห์ ต้องออกมาขี้เเจง เพราะตัวนายคิมห์เอง เป็นประธานในการประชุม เเละเป็นคนเซ็นต์เอกสารเอง  

สำหรับนายเรืองไกร อาจพูดอะไรก็ได้  ซึ่งตำรวจมีอำนาจในการเรียกสอบสวนได้ ซึ่งหากยื่นจริง มีการสืบไปสืบมา เเล้วมีเจตนาในการกลั่นเเกล้ง ยื่นเอกสารเท็จ ก็สามารถดำเนินเนินคดีกับนายเรืองไกรได้  ” ผมมองว่าเรื่องที่เกิดมันเป็นเรื่องสำคัญ ระดับประเทศ เพราะมีผลต่อตัว นายกรัฐมนตรี หากมีการกลั่นเเกล้ง ใส่ร้าย คนที่ทำความผิดจะต้องรับโทษ ส่วนพรรค หัวหน้าพรรคที่เกี่ยวข้อง ลูกน้องน้องทำผิดก็ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม   สำหรับการแจ้งความเท็จเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  ผู้ที่ทำเอกสารปลอม จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรร 264 จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ”

 เขากล่าวว่า  ” นิติสงคราม ”  คือ การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ การกระทำความผิด หากทำความผิดชัดเจน ความผิดกฎหมายคนทำผิดก็ต้องรับโทษอยู่เเล้ว เเต่ถ้าหากใช้กลั่นเเกล้งกันทางการเมือง ถือเป็นคนจิตใจที่สกปรก  ส่วนกรณีที่นายเรืองไกร ระบุว่า คลิปวิดีโอการประชุม ไม่ใช่สาระสำคัญไม่ได้มีน้ำหนัก ต่อการถือหุ้นของนายพิธา ตนมองว่าเวลาพิจารณา ย่อมใช้ทุกส่วนประกอบ เชื่อว่าหลักฐานใหม่มีน้ำหนักอยู่เเล้ว  หลังจากนี้หากทางนายคิมห์ หรือ นายเรืองไกล จะฟ้องกลับตนเองก็ไม่กลัว เพราะเป็นสิทธิของพลเมืองที่พบเห็นสิ่งผิดปกติและอยากให้มีการตรวจสอบ ส่วนที่ตนไม่ไปยื่นให้ คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต. ) ตรวจสอบ มองว่า เป็นการทำงานที่ล่าช้าเพราะหาก กกต.ตรวจสอบ พบความผิดก็ต้องมาแจ้งความที่ สน. เช่นกัน

ทนายรัชพล  ฟัด คิมห์ สิริทวีชัย  - เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ  แจ้งความเท็จ ปลอมเอกสาร

รัชพล ศิริสาคร  “ทนายรัชพล” เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง  เพื่อให้สอบสวน คิมห์ สิริทวีชัย และ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ   กรณีใช้บันทึกการประชุมผู้ถือหุ้น ไอทีวี ประจำปี 2566 เข้าข่ายแจ้งความเท็จ เเละ การใช้เอกสารปลอม