ปลอมคลิป-รายงานประชุมผู้ถือ ‘หุ้นitv’ หรือไม่ ใช้วิธีตรวจสอบได้แบบละเอียด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551002

13 มิ.ย. 2566

ปลอมคลิป-รายงานประชุมผู้ถือ 'หุ้นitv' หรือไม่ ใช้วิธีตรวจสอบได้แบบละเอียด

อ.อ๊อด วิเคราะห์ ตัดต่อคลิป-ปลอมเอกสารรายงานการประชุมผู้ถือ ‘หุ้นitv’ หรือไม่ใช้กระบวนการพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบลายเซ็นและคลิปได้แบบละเอียด

เรื่องราวร้อนในวงการการเมืองหลังจากที่ข่าว 3 มิติเปิดเผยคลิปวีดีโอประชุมผู้ถือ “หุ้นitv” ซึ่งในคลิปและเอกสารรายงานการประชุมมีเนื้อความที่ไม่ตรงกัน โดยเฉพาะที่มีการสอบถามประธานที่ประชุมจากผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง ซึ่งมีการถามถึงสถานะของ itv ว่ายังทำสื่ออยู่หรือไม่ เรื่องราวดังกล่าวสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่ามีการปลอมแปลงเอกสารการประชุมผู้ถือ “หุ้นitv” หรือไม่  

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ หรือ อ.อ๊อด อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นถึงวิธีการ และกระบวนการตรวจสอบว่าเอกสารรายงานการประชุมและคลิปการประชุมผู้ถือ “หุ้นitv” มีการปลอมแปลงหรือไม่ ไว้อย่างน่าสนใจว่า ตามหลักการและขบวนการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ว่าเอกสารและคลิปวิดีโอมีการปลอมแปลงหรือไม่นั้น สามารถตรวจสอบได้โดยการใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์  โดยการตรวจเอกสารเป็นหนึ่งสาขาของนิติวิทยาศาสตร์ มีการปฏิบัติงานจริงในหน่วยงานของนิติวิทยาศาสตร์ โดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์  หรือ อ.อ๊อดรศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ หรือ อ.อ๊อด 

ในกระบวนการตรวจสอบนั้น จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านที่ทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์ เอกสารว่าเป็นเอกสารปลอม ลายเซ็นปลอมหรือไม่ และคนที่จะดำเนินการตรวจสอบได้จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้นับการแต่งตั้งโดยศาลเท่านั้น 

ตัวอย่างการตรวจสอบลายเซ็นตัวอย่างการตรวจสอบลายเซ็น

ส่วนสาขาดังกล่าวมีการเรียนการสอนทั่วประเทศ หลักๆเป็นการตรวจฟิสิกส์ เคมี เพื่อดูความเก่าของกระดาษ อายุของกระดาษ มีการทำกระดาษเก่าหรือกระดาษใหม่ รวมไปถึงการตรวจสอบว่าเป็นลายเซ็นจริงหรือปลอม สำหรับกระบวนการตรวจสอบลายเซ็นปลอมนั้นจะมีการดูเรื่องของน้ำหนัก การโค้งเว้า ดูเรื่องการลงน้ำหนักในแต่ละจุด แต่ละตัวอักษร แต่ละตารางมิลลิเมตร ผ่านการใช้กล้องส่อง เพื่อเปรียบเทียบกับลายเซ็นจริง  นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาน้ำหนัก ความตื้นลึกหนาบาง และดูชนิดของน้ำหมึกว่าเป็นตัวเดียวกันหรือไม่  กรณีการตรวจสอบชนิดของน้ำหมึกขทางกองพิสูจน์หลักฐานมีการทำข้อมูลชนิดของน้ำหมึกแต่ละวันหมดเลย  หลังจากนนั้นมีการใช้เทคนิคการแยกสีน้ำหมึก เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของยี่ห้อหมึก เวลาใช้ปากกาตัวไหนเซ็นสามารถเทียบกับเอกสารฉบับได้ ดังนั้นหากมีการทำเอกสารปลอม รายงานการประชุมปลอม เซ็นเอกสารปลอม สามารถตรวจสอบได้ที่สถาบันนิติเวช  กระทรวงยุติธรรม กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

รศ.ดร.วีรชัย ยังระบุเพิ่มเติมถึงประเด็นเอกสารและคลิปวีดีโอประชุมผู้ถือ “หุ้นitv” ว่า สำหรับรายงานการประชุมผู้ถือ “หุ้นitv” หากต้องมีการพิสูจน์หลักฐาน รายงานที่ถูกจัดทำขึ้นนั้นใครเป็นคนทำกันแน่ เป็นของจริงหรือของปลอม มีการสารภาพกันแล้วหรือแม้แต่เรื่องเสียงที่มีการบันทึกไว้ ก็จะมีอีกฝ่ายเป็นผู้ตรวจสอบ digital footprint ทั้งนี้สามารถตรวจสอบในเรื่องของความถี่ ได้แน่นอน ตนเชื่อว่าพรรคก้าวไกลสามารถตรวจสอบได้ เพราะมีบุคลากรที่เคยทำงานพิสูจน์หลักฐานมาก่อน รู้วาจะต้องดำเนินการอย่างไร 

ตัวอย่างตรวจสอบยน้ำหมึกตัวอย่างตรวจสอบยน้ำหมึก

‘ก้าวไกล’ แถลงพิรุธ ประชุมผู้ถือ ‘หุ้น ITV’ บี้เปิดคลิปฉบับเต็ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550976

12 มิ.ย. 2566

‘ก้าวไกล’ แถลงพิรุธ ประชุมผู้ถือ ‘หุ้น ITV’ บี้เปิดคลิปฉบับเต็ม

‘ชัยธวัช’ เลขาฯ ก้าวไกล ชี้พิรุธ คลิปเสียง-ขัดแย้ง ผลประชุมผู้ถือ ‘หุ้น ITV’ ดักคอขบวนการสกัด ‘พิธา’ นั่งนายกฯ จี้คนเกี่ยวข้องเคลียร์ มั่นใจรอดคดี ม.151 เหมือนคดีหุ้นวีลัค ‘ธนาธร’ ขอบคุณสื่อเปิดโปง

ที่อาคารอนาคตใหม่ นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) แถลงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบการถือหุ้นสื่อบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ‘หุ้นitv’ ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีว่า จากการรายงานข่าวของรายการข่าว 3 มิติ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2566 มีข้อมูลที่มีนัยสำคัญ ดังนี้

1.ความขัดแย้งระหว่างคลิปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2566 กับรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีของบริษัท ในประเด็นที่ว่าไอทีวียังดำเนินกิจการเกี่ยวกับสื่อหรือไม่

คลิปไม่ตรงกับบันทึกประชุมผู้ถือ หุ้นitv

นายชัยธวัชระบุว่า ถ้าดูคลิปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2566 ซึ่งเกิดขึ้นหลังการรับสมัครเลือกตั้งจะปรากฏข้อเท็จจริงว่านายภาณุวัฒน์ ขวัญยืนในฐานะผู้ถือหุ้น ได้ถามในที่ประชุมว่า“บริษัท ไอทีวี มีการดำเนินกิจการเกี่ยวกับสื่อหรือทีวีไหมครับ” 

จากนั้นนายคิมห์ สิริทวีชัยประธานคณะกรรมการบริษัท ในฐานะประธานในที่ประชุม ได้ตอบอย่างชัดเจนว่า“ตอนนี้บริษัทยังไม่มีการดำเนินการใดๆ นะครับ ก็รอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อนนะครับ” 

อย่างไรก็ตามในเอกสารรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของ บมจ.ไอทีวี กลับบันทึกไม่ตรงกับคลิปการประชุมอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ กลับบันทึกรายงานการประชุมว่า นายคิมห์ สิริทวีชัย ได้ตอบคำถามของคุณภาณุวัฒน์ ขวัญยืนว่า“ปัจจุบันบริษัทยังดำเนินกิจการอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของบริษัท และมีการส่งงบการเงินและยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ”

‘ก้าวไกล’ แถลงพิรุธ ประชุมผู้ถือ ‘หุ้น ITV’ บี้เปิดคลิปฉบับเต็ม

นายชัยธวัชกล่าวอีกว่า หลังจากมีการจัดทำรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของ บมจ.ไอทีวี ออกมานายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะก็ได้นำเอกสารนี้ไปใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการยื่นร้องต่อ กกต.ให้ตรวจสอบการถือหุ้นไอทีวีของนายพิธาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ชี้พิรุธประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวีนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ชี้พิรุธประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี

ทั้งนี้ ก่อนที่นายเรืองไกร จะไปยื่นร้องต่อ กกต.นั้นนายนิกม์ แสงศิรินาวิน ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กของตนเองเมื่อวันที่ 24 เมษายน ก่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทไอทีวี 2 วันว่า“นักการเมืองที่กำลังถือหุ้น ITV เตรียมตัวประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี และมอบตัว กกต.ด้วยนะครับ หัวหน้าพรรคหนึ่งถือ 42,000 หุ้น”

เข้าข่ายทำรายงานประชุมผู้ถือ ‘หุ้นitv’ เป็นเท็จ

นายชัยธวัช ระบุว่า โพสต์ดังกล่าวทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่ามีการวางแผนจะให้นายภานุวัฒน์ ผู้ถือหุ้นไอทีวีที่รับโอนหุ้นมาจากนายนิกม์ และยังเป็นผู้จัดการคลินิกของครอบครัวของนายนิกม์ด้วยนั้น ตั้งคำถามในที่ประชุมผู้ถือ ‘หุ้นitv’  เพื่อต้องการให้ผู้บริหารของไอทีวีตอบว่าไอทีวียังดำเนินกิจการสื่อมวลชนอยู่ใช่หรือไม่แต่ 

เมื่อนายคิมห์ตอบคำถามในที่ประชุมว่าตอนนี้ไอทีวียังไม่มีการดำเนินกิจการสื่อ ภายหลังกลับมีการบันทึกการประชุมให้เข้าใจได้ว่าปัจจุบันไอทีวียังดำเนินกิจการสื่ออยู่พฤติการณ์เช่นนี้เข้าข่ายการทำรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นเท็จหรือไม่ และถือเป็นการทำผิดกฎหมายอีกหลายฉบับใช่หรือไม่เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้มีอำนาจในบริษัทไอทีวี รวมทั้งนายจิตชาย มุสิกบุตรกรรมการผู้สอบทานและแก้ไขรายงานการประชุม ต้องตอบคำถามต่อสังคมให้ชัดเจน

เป็นที่น่าสังเกตว่า นายจิตชาย กรรมการผู้สอบทานและแก้ไขรายงานการประชุมนั้น ยังเป็นผู้บริหารสายงานกฎหมายและเลขานุการบริษัทของ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของไอทีวีอีกด้วย ทำให้มีคำถามว่า บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ รับรู้หรือเกี่ยวข้องกับแก้ไขรายงานให้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในการประชุมด้วยหรือไม่

พยายามฟื้นชีพไอทีวีสกัดก้าวไกลตั้งรัฐบาล

“ประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นหนึ่งในข้อพิรุธที่นายพิธาได้เคยตั้งคำถามไว้ว่านี่คือความพยายามฟื้นคืนชีพไอทีวีให้กลับมาเป็นสื่อมวลชน เพื่อสกัดกั้นการจัดตั้งรัฐบาลตามฉันทานุมัติของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ใช่หรือไม่ ซึ่งพฤติการณ์เช่นนี้อาจเข้าข่ายกระทำการอันเป็นเท็จ เพื่อจะแกล้งให้ผู้สมัคร สส.ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 143 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.” เลขาฯพรรคก้าวไกลระบุ

2.ความขัดแย้งกันระหว่างคลิปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของ บมจ.ไอทีวี เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2566 กับแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ที่ไอทีวียื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 และเอกสารงบไตรมาสแรกปี 2566 ของ บมจ.ไอทีวี ข้อพิรุธอีกประการหนึ่ง หากพิจารณาใจความสำคัญของข้อความที่ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขในบันทึกรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นของไอทีวี กล่าวคือ แก้ไขคำตอบของนายคิมห์ สิริทวีชัย ประธานในที่ประชุม ต่อนายภาณุวัฒน์ ขวัญยืน จาก“ตอนนี้บริษัทยังไม่มีการดำเนินการใดๆ นะครับ ก็รอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อนนะครับ” 

กลายเป็น“ปัจจุบันบริษัทยังดำเนินกิจการอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของบริษัท และมีการส่งงบการเงินและยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ” นั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ“แบบนำส่งงบการเงิน”(ส.บช.3) ที่ไอทีวียื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในวันที่ 10 พ.ค. 2566 ก่อนวันเลือกตั้ง 4 วัน และเป็นวันเดียวกับที่นายเรืองไกรไปยื่นร้องต่อ กกต.หรือไม่

เพราะเมื่อพิจารณา “แบบนำส่งงบการเงิน” (ส.บช.3) ที่ไอทีวียื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2566 (ซึ่งเป็นงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2565) จะพบว่ามีการระบุประเภทธุรกิจว่า“สื่อโทรทัศน์”และระบุสินค้า/บริการว่า“สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน”จากเดิมที่เอกสารงบการเงิน (ส.บช.3) ของไอทีวีในปีบัญชี 2561-2562 ระบุประเภทธุรกิจว่า“กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งส์ที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก”แล้วในปีบัญชี 2563-2564 ระบุประเภทธุรกิจว่า“สื่อโทรทัศน์”

โดยในส่วนสินค้า/บริการ ระบุว่า“ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากติดคดีความ”การเปลี่ยนแปลงข้อความในแบบนำส่งงบการเงินครั้งหลังสุดของไอทีวีดังกล่าวขัดแย้งกับการตอบของนายคิมห์ สิริทวีชัย ประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 26 เมษายน 2566 ต่อข้อซักถามอีกข้อหนึ่งที่ว่า“หากคดีความต่างๆ จบสิ้นเรียบร้อย บริษัทจะมีปันผลไหม บริษัทจะมีแผนการดำเนินงานธุรกิจต่อไป หรือจะเข้าตลาดหลักทรัพย์อีกหรือเปล่า บริษัทจะมีแผนชำระบัญชี หรือกิจการคืนเงินแก่ผู้ถือหุ้นหรือไม่”

‘ก้าวไกล’ แถลงพิรุธ ประชุมผู้ถือ ‘หุ้น ITV’ บี้เปิดคลิปฉบับเต็ม
‘ก้าวไกล’ แถลงพิรุธ ประชุมผู้ถือ ‘หุ้น ITV’ บี้เปิดคลิปฉบับเต็ม
‘ก้าวไกล’ แถลงพิรุธ ประชุมผู้ถือ ‘หุ้น ITV’ บี้เปิดคลิปฉบับเต็ม
‘ก้าวไกล’ แถลงพิรุธ ประชุมผู้ถือ ‘หุ้น ITV’ บี้เปิดคลิปฉบับเต็ม

ที่บอกว่าขัดแย้งกันเพราะนายคิมห์ได้ตอบข้อซักถามดังกล่าวว่า“ผลของคดีเป็นจุดสำคัญที่สุดของบริษัท ถ้าผลคดียังไม่ได้ออกมา มันเป็นไปได้ยากมากที่เราจะดำเนินการใดๆ กับไอทีวี ณ ขณะนี้นะครับ อย่างในอดีตที่ผ่านมา เราก็ได้มีการว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินมาดูเงื่อนไขต่างๆ ทางเลือกต่างๆ ยังไม่มีทางเลือกใดๆ ที่เหมาะสม ณ ขณะนี้ ฉะนั้น ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องรอผลของคดี ถ้าผลคดีสิ้นสุดลงแล้วทางบริษัทก็จะพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมให้กับทางผู้ถือหุ้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิจารณาจะจ่ายเงินปันผลอย่างไร จะดำเนินธุรกิจต่อไปหรือไม่ อย่างไร หรือจะชำระบัญชี อะไรยังไง ทางเราจะพิจารณาทางเลือกที่มีอยู่ทั้งหมด และเลือกทางเลือกที่เหมาะสมให้กับผู้ถือหุ้นต่อไปนะครับ”

คำตอบของนายคิมห์ในที่ประชุมผู้ถือ ‘หุ้นitv’ แสดงให้เห็นว่า ณ วันที่ 26 เม.ย. 2566 นายคิมห์ สิริทวีชัย ในฐานะประธานที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นและประธานกรรมการบริษัท มิได้ทราบถึงข้อเท็จจริงที่ว่าไอทีวีประกอบกิจการ“สื่อโทรทัศน์”และมีรายได้จาก“สื่อโฆษณา”แต่อย่างใด แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรว่าแบบนำส่งงบการเงิน (แบบ ส.บช.3) ที่ไอทีวีนำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2565 ในวันที่ 10 พ.ค. 2566 จะระบุว่ารายได้ของไอทีวีในรอบปี 2565 มาจากสื่อโทรทัศน์ โดยมีสินค้า/บริการคือ “สื่อโฆษณา” มิพักต้องกล่าวถึงกรณีที่นายคิมห์ได้ตอบผู้ถือหุ้นถึงแนวโน้มที่จะมีการชำระบัญชี ปิดบริษัทหลังจากทราบผลของคดีด้วยซ้ำ

‘ก้าวไกล’ แถลงพิรุธ ประชุมผู้ถือ ‘หุ้น ITV’ บี้เปิดคลิปฉบับเต็ม

ข้อพิรุธนี้ยังทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับรายงานงบแสดงฐานะการเงินไตรมาส 1/2566 ของไอทีวี  เพราะในหมายเหตุประกอบงบการเงินงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม หน้าสุดท้ายมีการระบุว่า “เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ บริษัทมีการนำเสนอการลงสื่อให้กับกิจการที่เกี่ยวข้องกัน และเมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2/2566 มีมติรับทราบรูปแบบการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยเป็นผู้ให้บริการลงสื่อโฆษณา จากการที่บริษัทได้มีการให้บริการแก่บริษัทในกลุ่มข้างต้น บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2 ของปี 2566”

นายชัยธวัช ตั้งข้อสังเกตว่า  คำถามคือเป็นไปได้อย่างไรที่ไอทีวีจะมีรายได้จากการเป็น“ผู้ให้บริการลงสื่อโฆษณา”ในช่วงไตรมาสที่ 2/2566 โดยวันประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 เม.ย. 2566 ซึ่งอยู่ในช่วงไตรมาส 2/2566 เป็นช่วงเวลาที่มีการรายงานงบแสดงฐานะการเงินไตรมาส 1/2566 นายคิมห์กลับตอบคำถามว่าบริษัทยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ต้องรอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อน และเป็นไปได้อย่างไรว่าหลังจากประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 เมษายนแล้ว ซึ่งประธานในที่ประชุมได้ระบุว่าบริษัทไม่ได้ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับสื่อ แต่ในหมายเหตุประกอบงบการเงินสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2566

กลับไประบุว่า“ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2/2566 มีมติรับทราบรูปแบบการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยเป็นผู้ให้โฆษณาลงสื่อโฆษณา จากการที่บริษัทได้มีการให้บริการแก่บริษัทในกลุ่มข้างต้น บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2 ของปี 2566”

ข้อความดังกล่าวขัดแย้งต่อกับสิ่งที่นายคิมห์กล่าวในที่ประชุมผู้ถือหุ้นอย่างชัดเจน เพราะถ้าไอทีวีมีแผนธุรกิจดังกล่าวจริง นายคิมห์ย่อมต้องแจ้งในที่ประชุมผู้ถือหุ้นตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน ถึงความเป็นไปได้ในการมีแผนธุรกิจใหม่แล้ว แต่ปรากฏว่าหลังจากการประชุมผู้ถือหุ้นเพียง 2 วัน คือวันที่ 28 เม.ย. 2566 คณะกรรมการบริษัทมีมติรับทราบ “แผนธุรกิจใหม่” ในช่วงไตรมาสที่ 2/2566 และบริษัทจะรับรู้รายได้ในไตรมาสเดียวกันทันที ซึ่งผิดวิสัยเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น 2 วัน นายคิมห์ ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมผู้ถือหุ้นยังไม่เคยรับทราบความเป็นไปได้ในการดำเนินกิจการใดๆ และยังให้ข้อมูลตอบผู้ถือหุ้นว่าจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เป็นไปได้ยากมากที่บริษัทจะดำเนินการใดๆ

ฉะนั้น เรื่องนี้จะเห็นได้ว่าในแง่พฤติการณ์ ข้อเท็จจริง และช่วงระยะเวลาการเสนอแผนธุรกิจ รวมถึงการรับรู้รายได้จากแผนธุรกิจใหม่มีความไม่สอดคล้องกันและขัดแย้งกันเองเป็นอย่างยิ่งการดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในบันทึกรายงานการประชุมดังกล่าวให้แตกต่างจากการตอบข้อซักถามตามคลิปการประชุมจึงไม่น่าจะใช่ความผิดพลาดโดยบังเอิญ หรือเป็นการจัดทำเอกสารรายงานการประชุมตามแบบแผนปกติหากแต่เมื่อวิญญูชนได้ทราบถึงพฤติการณ์ดังกล่าวแล้ว ย่อมเกิดข้อสงสัยได้ว่า เป็นการจงใจแก้ไขให้สอดรับกับบรรดาเอกสารต่างๆ ที่ตกแต่งจัดทำขึ้นในภายหลังหรือไม่

ก้าวไกล เชื่อมั่น กกต.ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม

3.สุดท้ายพรรคก้าวไกล ขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่าเราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องรักษาเสียงของประชาชน ผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศในระบอบประชาธิปไตยให้ได้ แม้จะมีความพยายามจากบุคคลบางกลุ่มที่ต้องการจะใช้ประเด็นหุ้นไอทีวีเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หัวหน้าพรรคก้าวไกล หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ก่อนจะมีการประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

“พรรคก้าวไกลยังเชื่อมั่นว่าอำนาจของประชาชนจะได้รับชัยชนะในที่สุด และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างบริสุทธิ์และยุติธรรมตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ ประกอบกับบรรทัดฐานคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาที่ผ่านมา” เลขาณก้าวไกล กล่าวด้วยความเชื่อมั่น

ส่วนกรณีที่ กกต.อาจจะดำเนินคดีกับนายพิธาในอนาคต ตามความผิดฐานรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 151 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.นั้น นายชัยธวัช แจกแจงว่า พรรคก้าวไกลมั่นใจว่าข้อกล่าวหานี้ ไม่มีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ เช่นเดียวกับที่อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งไม่ฟ้องนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปแล้วเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2565 ในคดีหุ้นวีลัค

“สำหรับการเปิดโปงขบวนการปลุกผีไอทีวีครั้งนี้ พรรคก้าวไกล ขอขอบคุณการทำงานอย่างหนักของสื่อมวลชน อดีตผู้สื่อข่าวไอทีวีเก่า แม้ไอทีวีจะยุติการดำเนินงานไปหลายปีแล้ว แต่จิตวิญญาณของสื่อมวลชนมืออาชีพที่ก่อร่างมาตั้งแต่ยุคไอทีวี ยังคงอยู่ในตัวผู้สื่อข่าวเหล่านี้เสมอ”เลขาฯก้าวไกล กล่าวขอบคุณอดีตผู้สื่อข่าวไอทีวี

ปลุกผี ITV ไม่ชอบด้วยกฏหมาย

เมื่อถามว่า หลักฐานคลิปวิดีโอไม่ได้หักล้างโดยตรงว่านายพิธาได้ถือหุ้นไว้จริงหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า มีส่วนสำคัญ หากฟังดีๆ จะมีเนื้อหาบางส่วนที่มีนัยสำคัญว่าตกลงไอทีวียังดำเนินกิจการสื่อมวลชนอยู่หรือไม่ และอาจนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีกับกระบวนการ ‘ปลุกผี ITV’ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายราย

เมื่อถามว่า ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการนี้ นายชัยธวัชกล่าวว่า ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะกล่าวหาคนใดคนหนึ่ง แต่เชื่อว่าพี่น้องประชาชนสามารถคาดเดาได้จากพฤติกรรมดังกล่าวว่ามีใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ พรรคก้าวไกลเริ่มเห็นแล้วว่าพอจะมีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ทราบว่ามีพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ส่วนจะดำเนินคดีกับใครและเมื่อไหร่นั้น นายชัยธวัชกล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่

ก้าวไกล บี้ ผู้บริหารไอทีวีเปิดคลิปฉบับเต็ม

เมื่อถามว่า หาก กกต.มีการสอบสวนเรื่องนี้เพื่อเตรียมส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ นายชัยธวัชกล่าวว่า เราก็จะต่อสู้เต็มที่ทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อไม่ให้ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครกล้ารวบรัดตัดตอนฟ้องร้องได้อีก เพราะเห็นแล้วว่ากรณีนี้มีความซับซ้อน และทางไอทีวีไม่มีเหตุผลที่จะรีรอ ไม่ชี้แจง ควรต้องเปิดเผยคลิปการประชุมฉบับเต็ม เพื่อให้สังคมหายสงสัย ไม่มีเหตุผลที่จะชะลอการเปิดคลิปออกมา

เมื่อถามย้ำว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังใช่อดีตผู้สมัคร ส.ส.อนาคตใหม่หรือไม่ นายชัยธวัชตอบทันทีว่าไม่ใช่ ตัวเล็กไป

“สำหรับเรื่องที่บอกว่ามีการสร้างเอกสารเท็จ โจทก์อาจกลายเป็นผู้ต้องหา และผู้ต้องหาอาจจะกลายเป็นโจทก์ก็ได้ อย่าเพิ่งสรุปตอนนี้ ต้องรอดูข้อเท็จจริงจากไอทีวีและผู้เกี่ยวข้อง ถ้าเรื่องนี้ตรงไปตรงมาจริงๆ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะชะลอการชี้แจงและเปิดเผยหลักฐานทั้งหมด โดยเฉพาะคลิปฉบับเต็ม” นายชัยธวัชกล่าว

นายชัยธวัชยังกล่าวอีกว่า หากเรื่องนี้มีความกระจ่างสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก็ไม่มีข้ออ้างในการโหวตนายพิธาเป็นนายกฯ ขณะที่รายละเอียดในการต่อสู้ทางกฎหมายต้องรอว่า กกต.จะส่งเรื่องมาที่พรรค ก.ก.อย่างไร

“ผมคิดว่าตอนนี้สังคมกำลังรอคำตอบจากไอทีวีส่งถึงผู้บริหารสายงานกฎหมายของอินทัชที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง การตรวจสอบ และอีกหลายคนที่อาจเกี่ยวข้องกับงบการเงินของบริษัทไอทีวี” นายชัยธวัชกล่าว

รายงานงบแสดงฐานะการเงินไตรมาส 1/2566 ของไอทีวี (สามารถดูได้ในเว็บไซต์ คลิก)

กกต. จัดให้ขอคลิปประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี เข้าชั้นการสอบสวนคุณสมบัติ พิธา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550975

12 มิ.ย. 2566

กกต. จัดให้ขอคลิปประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี เข้าชั้นการสอบสวนคุณสมบัติ พิธา

ประธานกรรมการการเลือกตั้ง “อิทธิพร บุญประคอง “สนองตอบความรวดเร็ว หลังมีการเผยแพร่คลิปการประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี เตรียมขอมาเป็นหลักฐาน ประกอบกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ “พิธา” ปมถือหุ้นสื่อ ด้าน สว.สายทหาร พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์  ระบุเปิดใจพร้อมคุย ก้าวไกล

นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.  เปิดเผยว่า  ประเด็นคลิปวีดีโอการประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี ที่รายการข่าวนำมาเผยแพร่สู่สังคม ซึ่งมีความ เกี่ยวพันกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ถือหุ้นสื่อ  หรือถือหุ้นไอทีวี  ที่อาจจะมีความผิดในเรื่องคุณสมบัติ  เรื่องนี้มีคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนของกกต. รับผิดชอบอยู่แล้ว เนื่องจากได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน ขึ้นมาพิจารณาคดีคุณสมบัติของนาย  “พิธา” ในส่วนของคดีอาญา ตามมาตรา 151 ของกฎหมายเลือกตั้ง ฐานรู้อยู่แล้วว่าไม่มีคุณสมบัติ แต่ฝ่าฝืนลงสมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้นคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน จะเรียกข้อมูลดังกล่าว จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาพิจารณาในส่วนนี้ด้วย

พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์  สมาชิกวุฒิสภา(สว.) กล่าวว่า  ปัญหาของนาย “พิธา”  ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล  สว.จะนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจหรือไม่นั้น ตนยังไม่มั่นใจ  อย่างไรก็ตามท่าทีตนเอง คุณสมบัตินายกรัฐมนตรีที่จะโหวตให้ ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ  ทำงานเพื่อประเทศชาติ  ยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  “ผมยังไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคก้าวไกล ถ้าติดต่อมาก็พร้อมรับฟัง เพราะมีเพื่อนอยู่ทุกพรรค ไม่ใช่แค่พรรคใดพรรคหนึ่ง  รู้จักแกนนำหมดทุกพรรค ” เขา กล่าว 

จับตาหัวโขน ‘หมอชลน่าน’ ในรัฐบาลใหม่ ‘รมช.สธ.’ หรือ ‘ประธานรัฐสภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550973

12 มิ.ย. 2566

จับตาหัวโขน 'หมอชลน่าน' ในรัฐบาลใหม่ 'รมช.สธ.' หรือ 'ประธานรัฐสภา'

‘หมอชลน่าน’ ยังสงวนท่าทีนั่ง ‘รมช.สธ.’ หรือ ‘ประธานรัฐสภา’ เผยตอบลำบาก มี คกก. พรรคร่วมคอยพิจารณาอยู่ ยังหนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่กำลังถูกจับตามองอีกครั้งกับเส้นทางการเมืองใน “รัฐบาลใหม่” จะกลับไปนั่งเก้าอี้ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้งหรือไม่

หลังเคยเป็น “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข” หรือ จะได้เห็นอีกมุมมองหนึ่ง บทบาท “ประธานรัฐสภา”

จากการที่ทีมข่าวสัมภาษณ์ นพ.ชลน่าน ยังไม่ขอตอบกรณีทั้ง 2 ตำแหน่งดังกล่าว รวมถึงกรณีอยากรับตำแหน่ง “ฝ่ายบริหาร” หรือ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” เพราะหากตอบช่วงเวลานี้ จะทำให้เกิดประเด็น เกรงจะไม่เหมาะสม เนื่องจากมีคณะกรรมการพรรคร่วมรัฐบาลพิจารณาอยู่ ซึ่งจะมีความคาบเกี่ยวกันในหลายประเด็น การแสดงความคิดเห็นในส่วนบุคคลต้องหลีกเลี่ยงช่วงนี้ ตอบลำบาก

ส่วนเจตนารมณ์มุ่งมั่นผลักดันนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หรือไม่ นพ.ชลน่าน ยืนยัน ตั้งแต่แรกพรรคเพื่อไทยไม่มีทางเลือกที่ 2 ที่ 3 จึงได้ให้สัมภาษณ์มาตลอด ไม่ว่าจะเวลาใด ที่ใด ยังยึดมั่นว่าเราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นต้องผลักดันให้พรรคก้าวไกลเป็นพรรคแกนนำสามารถ “จัดตั้งรัฐบาล”  โดยมีนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี 

‘ปริญญา’ มึนผู้บริหาร ไอทีวี สั่งสอบตัวเอง ยิ่งมีเงื่อนงำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550971

12 มิ.ย. 2566

'ปริญญา' มึนผู้บริหาร ไอทีวี สั่งสอบตัวเอง ยิ่งมีเงื่อนงำ

‘ปริญญา’ อ.นิติศาสตร์ มธ. มึนผู้บริหาร ไอทีวี เซ็นเอกสารประชุมเอง สั่งตรวจสอบตัวเอง ทำไมไม่ชี้แจงข้อเท็จจริง ชี้ทำแบบนี้ ยิ่งมีเงื่อนงำ ทำคนสงสัย

วันที่ 12 มิ.ย. 2566 นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงกรณีบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์จำกัด (มหาชน) ออกเอกสารชี้แจงปม ‘หุ้นitv’  ลงนามโดย นายคิมห์ สิริทวีชัย กรรมการผู้อำนวยการบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)

ระบุว่า เมื่อความปรากฏว่า#รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี#ไม่ตรงกับคลิปที่บันทึกการประชุมกรรมการผู้อำนวยการ#บริษัทอินทัชซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นบริษัทไอทีวี จึงมีหนังสือ#สั่งให้คณะกรรมการบริษัทไอทีวีดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง

'ปริญญา' มึนผู้บริหาร ไอทีวี สั่งสอบตัวเอง ยิ่งมีเงื่อนงำ

เรื่องนี้ประหลาดตรงที่กรรมการผู้อำนวยการบริษัทอินทัช ประธานคณะกรรมการบริษัทไอทีวี และคนเซ็นรายงานการประชุม#เป็นคนเดียวกันหมดก็คือตัวเองสั่งตัวเองให้ตรวจสอบในเรื่องที่ตัวเองทำ

'ปริญญา' มึนผู้บริหาร ไอทีวี สั่งสอบตัวเอง ยิ่งมีเงื่อนงำ

“ผมสงสัยว่าทำไมท่านจึงไม่ชี้แจงไปเลยว่า ทำไมรายงานการประชุมจึงคลาดเคลื่อนไปจากที่ประชุมกัน แต่กลับมาสั่งให้ตนเองตรวจสอบเรื่องที่ตนเองทำ แบบนี้ผมว่านอกจากผลตรวจสอบจะไม่น่าเชื่อถือแล้ว ยิ่งดูมีเงื่อนงำ และทำให้คนยิ่งสงสัยนะครับ”

อลงกรณ์ มอง ‘พิธา’ ถือ ‘หุ้น itv’ ในนามผู้จัดการมรดก เชื่อจบในชั้น กกต.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550967

12 มิ.ย. 2566

อลงกรณ์ มอง 'พิธา' ถือ 'หุ้น itv' ในนามผู้จัดการมรดก เชื่อจบในชั้น กกต.

‘อลงกรณ์’ วิเคราะห์กรณี ’หุ้น itv’ พิธา ถือหุ้นในนามผู้จัดการมรดก ไม่ใช่ในนามส่วนตัว เชื่อ เรื่องจบในชั้น กกต. เพราะไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 151 แม้เป็นคู่แข่งการเมือง แต่ต้องช่วยผดุงความยุติธรรม เมื่อเห็นว่ามีความไม่ยุติธรรม

นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีและอดีต สส.หลายสมัย โพสต์เฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นคดี ‘หุ้นitv’ ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า กรณีหุ้นไอทีวี.จบในชั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เรื่องง่ายๆไม่มีอะไรซับซ้อน

โดยสรุปว่านายพิธาไม่ได้เป็นเจ้าของ ‘หุ้นitv’ จึงไม่เข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา151 และชี้ว่าคดีนี้จะจบลงในชั้นกกต.ภายใน 45 วัน โดยมีข้อความดังนี้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มีการระบุไว้ในมาตรา 98(3) ซึ่งว่าด้วยคุณสมบัติที่ห้ามลงสมัคร ส.ส. โดยระบุว่า “ห้ามเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ”

ดังนั้นกฎหมายลูกคือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 แก้ไขเพิ่มเติม 2566 จึงบัญญัติมาตรา 151 ความว่า “..ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่า ตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร …(ลักษณะต้องห้ามเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นสื่อ)

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทยพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย

นายอลงกรณ์ ระบุอีกว่า กรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถือครองเป็นเจ้าของ ‘หุ้นitv’ จะเข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา 151 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 แก้ไขเพิ่มเติม 2566 หรือไม่

เรื่องนี้มีหลายมุมมอง แต่สำหรับผมมีความเห็นดังนี้ครับ

1.ประเด็น ‘หุ้นitv’ไม่มีอะไรซับซ้อนเพราะมีคำถามเดียวที่ต้องพิสูจน์คือ หุ้นไอทีวี.เป็นของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือเป็นของกองมรดกที่นายพิธาเป็นผู้จัดการมรดก เป็นปมสำคัญที่สุด

2.การพิจารณาข้อกฎหมายเรื่อง ‘หุ้นitv’ ของนายพิธาคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยเฉพาะ บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก

3.จากการประมวลข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบโดยปราศจากอคติจากทุกฝ่ายได้ความว่า นายพิธาถือหุ้นในนามผู้จัดการมรดกไม่ใช่ถือในนามส่วนตัวและในฐานะทายาทได้สละมรดกแล้วซึ่งมีผลว่าไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นตั้งแต่ปี2550

4.เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงจึงสรุปได้ว่า นายพิธาไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 151

5.ดังนั้นประเด็นเรื่อง ‘หุ้นitv’ จะปิดสำนวนในชั้นกกต.ภายใน 30 วันหรือ 45 วัน

การพิจารณาประเด็น ‘หุ้นitv’ ต้องยึดหลักความยุติธรรมโปร่งใสเป็นบรรทัดฐานในการวินิจฉัย อย่าทำให้เป็นคดีการเมือง

“ผมสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งแข่งขันกับนายพิธาและพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แต่เป็นหน้าที่ที่เราต้องช่วยผดุงความยุติธรรมเมื่อเห็นว่ามีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นกับใครก็ตามแม้แต่คู่แข่งทางการเมือง

เพราะความยุติธรรมที่เที่ยงธรรมจะไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมือง

การบริหารประเทศด้วยหลักนิติรัฐและนิติธรรมสำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทยในวันนี้และวันข้างหน้าครับ”

เลขา ป.ป.ช. ชี้เส้นตายยื่นบัญชีทรัพย์สิน พ้นตำแหน่ง 18 มิ.ย. – พิธา ยังเงียบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550964

12 มิ.ย. 2566

เลขา ป.ป.ช. ชี้เส้นตายยื่นบัญชีทรัพย์สิน พ้นตำแหน่ง 18 มิ.ย. - พิธา ยังเงียบ

เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ การยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสส. หลังพ้นตำแหน่งรอบสุดท้ายมีเส้นตาย 18 มิ.ย. โดยหัวหน้าพรรคก้าวไกล ขอเลื่อนการยื่นจากรอบแรก จะมาสิ้นสุดรอบสองคือ 18 มิ.ย. ย้ำประเด็น “หุ้นไอทีวี” รอตรวจสอบ

นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)   เปิดเผยว่า การยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสส.   หลังพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งตามกฎหมายต้องยื่นทรัพย์สินภายใน 60 วัน หลังจากพ้นตำแหน่ง  โดยครบกำหนดไปเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 
 ที่ผ่านมา  ซึ่งมีหลายรายที่ขอขยายเวลาการยื่น โดยตามกฎหมายสามารถขอขยายได้ 30 วัน ซึ่งจะครบในวันที่ 18 มิ.ย. ในส่วนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล  ยังไม่ได้ยื่น  “บัญชีทรัพย์สิน” และทราบว่ามีหนังสือขอขยายเวลาส่งมาที่ป.ป.ช. ซึ่งจะครบกำหนดยื่นในวันที่ 18 มิ.ย.  นี้  

ส่วนหากครบกำหนดวันที่ 18 มิ.ย.  จะสามารถขอขยายเวลาได้อีกหรือไม่นั้น  สำหรับการยื่น  “บัญชีทรัพย์สิน”  ในกฎหมายไม่มีเขียนว่าให้ขยายได้อีก แต่อยู่ที่ผู้ยื่น โดยดูที่เจตนาว่ายื่นล่าช้าหลังจากพ้นตำแหน่งสส. เป็นเพราะอะไร ดูเจตนาเป็นหลัก หลักกฎหมายที่เขียนไว้คือ หากมีเจตนาปกปิด อำพราง ซ่อนเร้น ทรัพย์สินหรือหนี้สินและตรวจพบว่ามีพฤติการณ์เช่นนั้น จึงจะสามารถวินิจฉัยชี้มูลความผิดได้ กรณีที่นายพิธา  ถูกสังคมจับตาเป็นพิเศษ ป.ป.ช.จะตรวจสอบปกติ ไม่ได้เพ่งเล็งแต่อย่างใด ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการเดียวกัน มีบรรทัดฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นไปตามหลักการ

“ที่นายพิธา ยื่นทรัพย์สินเพิ่มในส่วนของหุ้นไอทีวีมา  เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ สำหรับเรื่องหุ้นไอทีวีนายพิธาได้ยื่นเพิ่มเติมในภายหลัง เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง สส.เมื่อปี 2562 และเมื่อมีข่าว มีข้อมูลเกี่ยวกับการกล่าวหา ป.ป.ช.ก็จะต้องไปตรวจสอบว่าเป็นหุ้นไอทีวีหรือไม่ หรือหุ้นอะไร มีมูลค่าเท่าไหร่ เป็นการยื่นในฐานะผู้จัดการมรดก ตามที่หมายเหตุเอาไว้หรือไม่ มีคำสั่งศาลหรือไม่ ตรงนี้ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนกรณีนายพิธาโอนหุ้นบริษัทไอทีวีล่าสุดตามที่เป็นข่าวนั้น ต้องคอยดูข้อมูลประกอบในกรณีที่นายพิธา  จะยื่นทรัพย์สินกรณีพ้นตำแหน่งสส. โดยดูประกอบกันระหว่างวันที่เข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง เปรียบเทียบกัน เพื่อดูว่ายังมีอยู่หรือไม่ แต่ขณะนี้นายพิธายังไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินกรณีพ้นตำแหน่งเข้ามา จึงยังไม่ได้ดู ซึ่งหากยื่นมาแล้วไม่มีหุ้นไอทีวี ก็ต้องดูว่าหุ้นที่หายไปมีมูลค่าเท่าไหร่ ซึ่งเจ้าหน้าที่อาจจะต้องตรวจสอบเพิ่มเติมได้ถ้าเห็นว่าเป็นสาระสำคัญ”  นายนิวัติไชย  กล่าว

‘มัลลิกา’ ชี้ไอทีวีเป็นสื่อ ซัด ‘พิธา ถือหุ้นมา 17 ปี ไม่มีคุณสมบัติสมัคร สส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550936

12 มิ.ย. 2566

'มัลลิกา' ชี้ไอทีวีเป็นสื่อ ซัด 'พิธา ถือหุ้นมา 17 ปี ไม่มีคุณสมบัติสมัคร สส.

จบนะ ‘มัลลิกา’ อดีตกรรมการบริหารปชป. ชี้ไอทีวีเป็นสื่อ ซัด ‘พิธา’ ถือหุ้นมา 17 ปี ไม่มีคุณสมบัติสมัคร สส. ระบุ พิธา ไม่สำคัญมากถึงขนาดไอทีวีต้องวางแผนตั้งแต่ปี 53

ปมถือหุ้นสื่อไอทีวี กลายเป็นประเด็น เพิ่มอูณหภูมิการเมืองไทยให้ร้อนแรงขึ้น หลังข่าว 3 มิติ แฉคลิปประชุมผู้ถือหุ้นสื่อไอทีวี แต่ไม่ตรงกับบันทึกการประชุมแบบอิเลคทรอนิกส์ เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้าง ถึงสถานภาพของไอทีวี ยังดำเนินการธุรกิจสื่ออยู่หรือไม่ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากพรรคร่วมรัฐบาลก่อนการเลือกตั้งอย่างพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2566 ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตกรรมการพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และอดีตสส.ปชป. ทวีตข้อความถึงกรณีสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ITV) ยังคงสถานะสื่ออยู่หรือไม่ว่า “เถียงอะไรกันนัก! ไอทีวี #ITV เป็นสื่อตั้งแต่การจดทะเบียนวัตถุประสงค์บริษัท สิ้นสุดกระแสความที่ตรงนี้ค่ะ ไม่ต้องเถียงกันหรือหาหลักฐานอะไรมาว่าไอทีวีจะกลับมาเป็นสื่ออีกหรือไม่!!!!

พิธาหรือใครที่ถือหุ้นสื่อ โดยที่จะเป็นโทรทัศน์ หรือจะเป็นบริษัทที่จดทะเบียนวัตถุประสงค์เป็นสื่อและยังไม่ได้ปิดบริษัท ต่างก็ล้วนกระทำผิดไปแล้ว การโอนหุ้นออกอันนั้นเพื่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง #ปิดไม่มิด กับการกระทำที่เกิดขึ้นไปแล้ว

ดังนั้นการจะจับโกหกนิกม์ หรือการจะเอาผู้สื่อข่าวคนใดมาเปิดหลักฐานใดก็ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่ #ถือหุ้นสื่อ ถืออยู่ ถือแล้ว ถือเอง 17 ปี

ส่วนเรื่องไอทีวี #ITV เขาจะกลับมาเป็นสื่อหรือทำธุรกรรมอะไรของเขา มันเป็นเรื่องที่เขาพยายามมานานแล้วตั้งแต่ปี 53 ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพิธาหรือผู้ใด #พิธา ไม่ได้สำคัญมากขนาดที่ไอทีวีต้องวางแผนตั้งแต่ปี 53 มั้ง

การถือหุ้นสื่อในบริษัทที่จดวัตถุประสงค์เป็นสื่อ จึงไม่มีคุณสมบัติที่จะสมัคร สส. และเมื่อเทียบกับคนของพรรคไทยภักดีก่อนหน้านี้เขามีหุ้นสื่อช่องหนึ่งเพียงแค่ 1 หุ้น=5บาท เขาก็โดนตัดสิทธิ์ไปแล้วเรียบร้อย !! #จบเนาะ”

‘ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน’ คือใคร หลังตั้งคำถาม itv ดำเนินการเกี่ยวกับสื่อ-ทีวีไหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550933

12 มิ.ย. 2566

'ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน' คือใคร หลังตั้งคำถาม itv ดำเนินการเกี่ยวกับสื่อ-ทีวีไหม

‘ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน’ คือใคร หลังถูกเอ่ยชื่อในที่ประชุมผู้ถือ หุ้นitv และเป็นเจ้าของคำถามเด็ด “มีการดำเนินการเกี่ยวกับสื่อหรือทีวีไหมครับ”

กลายเป็นกระแสแรงสำหรับการเปิดคลิปประชุมผู้ถือ หุ้นitv ซึ่งพบว่าคำตอบของประธานในที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนนไลน์ไม่ตรงกับที่มีการบันทึดประชุมเอาไว้ โดยเฉพาะคำถามจาก “ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน”  ที่ระบุคำถามว่า “มีการดำเนินการเกี่ยวกับสื่อหรือทีวีไหมครับ” จากนั้นนายคิมห์ สิริทวีชัย ประธานที่ประชุม ตอบว่า “ตอนนี้บริษัทยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ รอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อนนะครับ”
 

หลังจากที่มีการเปิดเผยคลิปดังกล่าวออกมา ส่งผลให้หลายคนสงสัยว่า ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน คือใคร ทำไมจึงมีการถามถึงการดำเนินกิจการของ itv   สำหรับ “ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน” เป็นผู้จัดการคลินิคนวลจันทร์  ซึ่ง พล.ต.ท.ดร.สิทธิเดช แสงศิรินาวิน อดีต แพทย์ รพ.ตร. ปัจจุบันเป็นเจ้าของคลินิกนวลจันทร์  และเป็นบิดาของ นิกม์ แสงศิรินาวิน ผู้สมัครสส.พรรคภูมิใจไทย 

พบว่าเมื่อ ก.พ. ปี 2566   “ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน”  ได้เข้าให้ปากคำในฐานะพยานบริษัทคลีนิคนวลจันทร์ ของนิกม์ ซึ่งเป็นผู้จัดการอยู่ ได้แจ้งความเมื่อปลายปี 2565 ว่าโดนปลอมใบสั่งซื้อยาอันตรายมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท โดยยาดังกล่าวสามารถนำไปผลิตยาเสพติดได้ 

ทั้งนี้เมื่อในคลิปที่ประชุมผู้ถือ หุ้นitv  “ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน”  ถูกเอ่ยถึงในฐานะผู้ถือหุ้นที่มีการตั้งคำถามถึงสถานะการดำเนินการกิจการของ itv  และเขายังถูกตั้งคำถามจากพรรคก้าวไกล ว่าได้หุ้นมาอย่างไร ทำไมจึงตั้งคำถามดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นิกม์ แสงศิรินาวิน เปิดใจในรายการข่าว 3 มิติ ยอมรับว่า รู้จักกับ ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน ซึ่งเป็นรุ่นน้องในที่ทำงาน และได้ทำการโอนหุ้น itv ก่อนลงสมัคร สส. ในการเลือกตั้ง 2566 ส่งผลให้ “ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน”  กลายเป็นผู้ถือหุ้น itv นั่นเอง 

‘ชลน่าน’ เตรียมถก สิทธิรักษาพยาบาล-บำเหน็จ ‘ลูกจ้างส่วนราชการ’ หลังเกษียณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550931

12 มิ.ย. 2566

'ชลน่าน' เตรียมถก สิทธิรักษาพยาบาล-บำเหน็จ 'ลูกจ้างส่วนราชการ' หลังเกษียณ

‘สมาคมลูกจ้างส่วนราชการฯ’ ร้อง ‘เพื่อไทย’ ช่วยเหลือเพิ่มสิทธิรักษาพยาบาล-บำเหน็จรายเดือน ให้ ‘ลูกจ้างส่วนราชการ’ หลังเกษียณเหมือนกับข้าราชการ พร้อมจี้ทวงค่าเสี่ยงภัยโควิด

สมาคมลูกจ้างส่วนราชการและผู้รับบำเหน็จรายเดือน ยื่นหนังสือถึง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เรียกร้องขอให้ช่วยเหลือ 3 ข้อ

1.เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีการสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ.2553 หลังลูกจ้างประจำในขณะยังรับราชการมีสิทธิรับสวัสดิการรักษาพยาบาลบัตรข้าราชการทุกอย่าง แต่เมื่อเกษียณลูกจ้างประจำถูกเปลี่ยนสถานะเป็นผู้รับบำเหน็จรายเดือน สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลที่เคยได้รับจากถูกตัดไปโดยทันที ให้ไปใช้หลักประกันสุขภาพ หรือ บัตรทอง 

จึงขอเรียกร้องขอให้ไรับการดูแลการรักษาพยาบาลเมื่อเกษียณอายุราชการ เทียบเท่ากับสิทธิที่ข้าราชการได้รับ

'ชลน่าน' เตรียมถก สิทธิรักษาพยาบาล-บำเหน็จ 'ลูกจ้างส่วนราชการ' หลังเกษียณ

2.เสนอแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่8) พ.ศ.2553 เพื่อให้ลูกจ้างประจำที่ได้รับราชการ 10 ปีขึ้นไปจนถึงเกษียณแต่อายุราชการไม่ถึง 25 ปี มีสิทธิ์เลือกรับบำเหน็จรายเดือน ได้ด้วยเหตุสูงวัยเหมือนข้าราชการ ซึ่งปัจจุบันมี 7,439 คน    

3.ขณะนี้ลูกจ้างสาธารณสุข ยังไม่ได้รับค่าเสี่ยงภัยโควิดค้างจ่าย 5-7 เดือนแล้ว 

ขอให้ช่วยประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวเร่งจ่ายให้ครบทุกโรงพยาบาล

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว

ด้านนพ.ชลน่าน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เห็นใจบุคลากรทุกท่าน และขอรับข้อเสนอไปหารือในคณะทำงานและพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงจากการปฏิรูประบบราชการปี 2540 ที่ต้องการลดจำนวนคน จึงต้องระงับการจ้างลูกจ้างประจำ จึงส่งผลต่อสิทธิประโยชน์ต่างๆ ส่วนค่าเสี่ยงภัยจะเร่งประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง