‘ร.อ.ธรรมนัส’ ปัดตอบ ‘บิ๊กป้อม’ หวังส้มหล่นหรือไม่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575845

31 พ.ค. 2567

18:40 น.

‘ร.อ.ธรรมนัส’ ปัดตอบ ‘บิ๊กป้อม’ หวังส้มหล่นหรือไม่

‘ธรรมนัส’ ปัดตอบกระแส ’บิ๊กป้อม‘ รอส้มหล่น เผยพรรคพลังประชารัฐ พร้อมเป็นเจ้าภาพ ‘ดินเนอร์พรรคร่วม’ รอนายกฯกำหนดวัน

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์(ซ้าย)ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์(ซ้าย)

วันที่31พ.ค.2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ ถึงการ ดินเนอร์พรรคร่วม  ซึ่งพลังประชารัฐเป็นเจ้าภาพในครั้งถัดไป ว่า เตรียมสถานที่ไว้เรียบร้อยแล้ว ต้องรอกำหนดวันที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะว่าง หากนายกรัฐมนตรีสรุปเมื่อไหร่ ก็พร้อมเมื่อนั้น ครั้งนี้เป็นของพรรคพลังประชารัฐ โดยตนเป็นผู้ประสาน

ส่วนจะเชิญ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มาร่วมดินเนอร์ด้วยหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เดี๋ยวค่อยว่ากัน ปกติการ ดินเนอร์พรรคร่วม จะมาพูดคุยเรื่องทิศทางการบริหารราชการ ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดเอาไว้

ส่วนการรับประทานอาหารร่วมกันกับ พล.อ.ประวิตร ที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ เมื่อวานนี้(30พ.ค.67) ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นการรับประทานอาหารร่วมกันตามปกติทุกเดือน ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ

ส่วนกระแสข่าวว่า พล.อ. ประวิตร หวังส้มหล่น หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ทราบ ตนทำงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอนนี้ปัญหาของพี่น้องประชาชนมีเยอะ แทบจะไม่มีเวลาคิดเรื่องพวกนี้

เมื่อถามว่า ได้ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองไว้หรือไม่ เนื่องจากตอนนี้นายกรัฐมนตรี ต้องชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนเองอยู่ในแวดวงการเมือง ปีนี้ปีที่ 31 แล้ว เห็นอะไรมาเยอะ

‘ศรีสุวรรณ’ บุกศาลฟ้อง ‘ภูมิธรรม’ ขอเบรกขายข้าว 10 ปี เชื่อรัฐหวังผลการเมือง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575811

31 พ.ค. 2567

13:39 น.

'ศรีสุวรรณ' บุกศาลฟ้อง 'ภูมิธรรม' ขอเบรกขายข้าว 10 ปี เชื่อรัฐหวังผลการเมือง

ศรีสุวรรณ บุกศาลปกครองฟ้อง ภูมิธรรม รมว.พาณิชย์ สั่งระงับการประมูลข้าวเก่า 10 ปี เชื่อรัฐหวังผลทางการเมือง ไม่คำนึงความปลอดภัย

วันนี้ (31 พ.ค.67) เวลา 10.00 น. ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ประชาชนได้มอบอำนาจให้มายื่นฟ้อง รมว.พาณิชย์ องค์การคลังสินค้า (อคส.) และคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ฐานใช้อำนาจโดยมิชอบและละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตาม ม.9 (1) และ (2) แห่ง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกรณีที่รัฐบาลโดย นบข. และ รมว.กระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) นำข้าวสารในโกดังจังหวัดสุรินทร์ทั้ง  2 โกดัง ปริมาณ 15,000 ตันออกมาประมูลขาย โดยได้จัดทำ TOR และออกประกาศเป็นการทั่วไปแล้วเมื่อ 27 พ.ค.67 ที่ผ่านมาโดยไม่มีเงื่อนไขการให้ผู้เข้าร่วมประมูลตรวจสอบอะไรอีก แค่ตรวจสอบกองข้าวด้วยสายตาก็พอ อันเป็นข้อพิรุธและสงสัยกันอย่างมาก ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากโดยเฉพาะข้อมูลที่ขัดกันระหว่างนักวิชาการจากสถาบันวิชาการต่าง ๆ กับข้อมูลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ขัดแย้งกัน เกี่ยวกับคุณภาพของข้าวเก่า 10 ปีจะนำมาบริโภคได้หรือไม่ ขัดต่อประกาศของกระทรวงสาธารณะสุข และประกาศของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือไม่ ซึ่งทำให้ประชาชนไม่รู้จะเชื่อข้อมูลของใครดี

การนำข้าวเก่าทีอายุ 10 ปีมาเปิดประมูลขาย เป็นการแก้ไขปัญหาทางการเมืองของนักการเมืองและอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงที่อยากจะกลับเข้าประเทศเพื่อมิให้เป็นข้อครหาเท่านั้นหรือไม่ หรือหวังผลแต่จะให้ได้เงินกลับเข้ารัฐแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค หรือชื่อเสียงของข้าวไทย ที่สั่งสมมานานนับร้อยปี อาจจะถูกทำลายไปสิ้นก็ด้วยการประมูลข้าวขายในครั้งนี้ เพราะเงื่อนไขใน TOR ไม่มีข้อจำกัดให้ผู้ที่อาจจะประมูลได้ดำเนินการนำข้าวดังกล่าวไปขายหรือจำหน่ายภายในประเทศก็ได้ ซึ่งอาจจะมีการหลบเลี่ยงประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยฉลากอีกด้วย

ด้วยเหตุดังกล่าวมีประชาชนจำนวนมากร้องขอให้สมาคมโลกร้อนได้เป็นธุระในการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งระงับหรือให้ อคส. กระทรวงพาณิชย์ หรือ นบข. สั่งทบทวนการจัดทำ TOR ประมูลขายข้าวเก่าดังกล่าวเสียใหม่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภคต่อไป โดยในการยื่นฟ้องในวันนี้ ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือกำหนดมาตรการอย่างใด ๆ เพื่อคุ้มครองชั่วคราว หรือคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนไว้ก่อนด้วย เนื่องจากจะมีการยื่นซองและเปิดซองประมูลกันในเดือนมิถุนายนศกนี้แล้ว นายศรีสุวรรณกล่าวในที่สุด

เปิดคำสั่งตั้ง ‘วิษณุ’ เป็น ที่ปรึกษานายกฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575752

30 พ.ค. 2567

16:08 น.

เปิดคำสั่งตั้ง ‘วิษณุ’ เป็น ที่ปรึกษานายกฯ

เปิดคำสั่ง แต่งตั้ง ‘วิษณุ เครืองาม’ เป็น ‘ที่ปรึกษานายกฯ’ ด้านกฎหมาย ให้คำแนะนำ ในฐานะที่ปรึกษาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และนายกฯมอบหมาย

วันที่30พ.ค.2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี  มี คำสั่ง สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 205ก2567 เรื่อง การแต่งตั้ง ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติราชการ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินและการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญและเร่งด่วนของรัฐบาล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้คำปรึกษา เสนอความเห็น และประสานความร่วมมือกับหน่วยราชการต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534  จึงสมควรแต่งตั้ง นายวิษณุ เครืองาม เป็น ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติราชการ เพื่อให้คำปรึกษาและพิจารณาเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ด้วย

  1. ตรวจสอบและกลั่นกรองร่างกฎหมายและร่างนุบัญญัติที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย หรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ร้องขอ
  2. ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นทางกฎหมายแก่นายกรัฐมนตรีตามที่มอบหมาย
  3. เชิญเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม หรือให้ข้อมูลรายละเอียดหรือจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานได้ตามที่เห็นสมควร
  4. ให้ข่าวสารในประเด็นที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนได้ตามความจำเป็น ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
  5. แต่งตั้งคณะทำงานหรืออนุกรรมการเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการ ข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สนับสนุนการดำเนินการของที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติราชการ และคณะทำงาน หรืออนุกรรมการ สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยให้เบิกจ่ายจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

ศาลยืนยกฟ้อง “ปารีณา ไกรคุปต์” ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ปกปิดบัญชีพระเครื่อง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575751

30 พ.ค. 2567

16:05 น.

ศาลยืนยกฟ้อง "ปารีณา ไกรคุปต์" ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ปกปิดบัญชีพระเครื่อง

ศาลฎีกายืนยกฟ้อง “ปารีณา ไกรคุปต์” ยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ปกปิดบัญชีพระเครื่อง เตรียมฟ้องกลับ ป.ป.ช. ถามกลับเป็นองค์กรอิสระจริงหรือไม่

ที่ศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง สนามหลวง ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดี อม.อธ. 10/2566 ชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง “ปารีณา ไกรคุปต์” อดีต ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จฯ โดย องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง และ เตรียมฟ้องกลับ ป.ป.ช. มาตรา 157 พร้อมถามกลับเป็นองค์กรอิสระจริงหรือไม่

คำฟ้องสรุปว่าเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2565 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน 2 รายการ ขอให้ลงโทษตาม พรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯมาตรา 114 วรรคสอง (1), 167และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตาม พรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 81 ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ

คดีนี้เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มติเสียงข้างมาก เห็นว่า สำหรับรายการเงินให้กู้ยืม นาย ป. ยอมรับว่า ผู้ถูกกล่าวหาให้เงินสนับสนุนในการหาเสียงเลือกตั้งเเละทำสัญญากู้ยืมไม่ได้เป็นการช่วยเหลือแบบให้เปล่า ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสัญญาเงินกู้ดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิปลอม หรือมีการสมคบกันทำสัญญาเงินกู้ขึ้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและ หนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ 

ส่วนรายการ พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ส้นด้าย และ พระสมเด็จนางพญาพิษณุโลก พิมพ์อกนูนใหญ่ ศาลมติเสียงข้างมาก เห็นว่า นาย อ. อดีตสามี เป็นเจ้าของพระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์เส้นด้าย (กรุใหม่) และพระสมเด็จนางพญา พิษณุโลก พิมพ์อกนูนใหญ่ ซึ่งเป็นองค์เดียวกับที่แสดงในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของคู่สมรส เนื่องจากนาย อ.กำลังจะหย่ากับผู้ถูกกล่าวหา นาย อ. เคยให้ผู้ถูกกล่าวหายืมใส่พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์เส้นด้าย (กรุเก่า) และพระนางกำแพง หลังจากหย่ากันผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้คืนให้ 

พระเครื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาครอบครองเป็นคนละองค์กับพระเครื่องสององค์ดังกล่าว และผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำว่าหลังจดทะเบียนหย่าผู้ถูกกล่าวหาครอบครองพระเครื่อง สององค์เรื่อยมาเป็นเหตุให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจว่าตนเป็นเจ้าของพระเครื่องทั้งสององค์ที่อยู่กับตนและเป็นองค์เดียวกับที่เคยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจมาโดยตลอดว่าพระเครื่องทั้งสององค์ที่ได้รับมาจากนาย อ. ระหว่างสมรสและอยู่ในความครอบครองเรื่อยมา พฤติกรณ์แห่งคดีจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาแสดงรายการพระเครื่องไม่ตรงกับที่มีอยู่จริงและระบุราคาสูงกว่าความเป็นจริง พิพากษายกคำร้อง

โดยในวันนี้ น.ส.ปารีณา เดินทางมาศาลพร้อมทนายความเเละบุตรชาย โดยองค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิพากษายกฟ้อง 

ภายหลังอ่านคำพิพากษา นายทิวา การกระสัง ทนายความของ “ปารีณา” กล่าวว่า ป.ป.ช. มีการอุทธรณ์ใน 2 ประเด็น ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า น.ส.ปารีณา จะให้การในชั้นการสอบสวนของ ป.ป.ช. ที่แตกต่างกันว่า มีการกู้เงินจริง เพราะลูกหนี้ยอมรับ ว่า น.ส.ปารีณา ได้ช่วยเหลือในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2555 จึงมีการกู้เงินจำนวน 10 ล้านบาท แต่ใช้คืนไม่หมด จึงมีการทำสัญญาในปี 2561 ซึ่งถือว่าเป็นมูลเหตุของคดีนี้ โดยในที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาไม่ได้เชื่อคำอุทธรณ์ของ ป.ป.ช.

ส่วนกรณีครอบครองพระ 2 องค์ แม้ว่าจะมีความแตกต่างกัน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า น.ส.ปารีณาไม่มีความรู้เรื่องพระเครื่อง จึงเชื่อได้ว่าพระ 2 องค์ดังกล่าว เป็นพระองค์เดียวกัน ถึงแม้กรอบพระจะแตกต่างกัน แต่การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เป็นการตีราคาพระ ไม่ได้ตีราคากรอบพระ จึงเชื่อได้ว่าน.ส.ปารีณาไม่ได้มีเจตนาจงใจ ที่จะไม่แสดงบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สิน หรือที่มาของทรัพย์สิน พร้อมกับย้ำว่าศาลฎีกาในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ จึงมีคำวินิจฉัยยกคำร้องอุทธรณ์ของ ป.ป.ช. นอกจากนี้จะมีการฟ้องกลับในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 157 เนื่องจากการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ผู้ที่แสดงเป็นเท็จต้องมีเจตนาพิเศษคือ การจงใจที่จะปกปิดทรัพย์สินไม่ให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ ทั้งยังไม่เชื่อเอกสารที่มีการยื่นโต้แย้งไป อีกทั้งยังยืนยันว่าเรามีเจตนาพิเศษที่จะปกปิด ดังนั้นจึงมีสิทธิฟ้องเรื่องการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยหลังจากนี้จะมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวกับ น.ส.ปารีณา อีกครั้ง 

ในขณะที่ “ปารีณา” ระบุว่า วันนี้รู้สึกดีใจ และรู้สึกว่าวันนี้ยังมีข้อบกพร่องของกระบวนการยุติธรรม และเรื่องขององค์กรอิสระที่ไม่มีความเป็นอิสระ ซึ่งมีการใช้หน้าที่เกินขอบเขตของกฎหมายกฎหมาย โดยในวันนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังมีที่พึ่งหวังคือศาลฎีกา ที่ยังสามารถใช้ต่อสู้คดี เพื่อหาความยุติธรรม

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะมีการดำเนินการทางกฎหมาย ฟ้องกลับ ป.ป.ช. หรือไม่ น.ส.ปารีณา ระบุว่า จะมีการฟ้องกลับอย่างแน่นอน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้กับผู้อื่น เพราะการกู้ยืมเงินครั้งนี้ มีสัญญาเงินกู้ บ้านและที่ดินค้ำประกัน มีการเซ็นเช็ก เพื่อชำระ และเรื่องของพระ ก็มีฎีกาออกมาแล้ว ว่าเป็นเรื่องของความพอใจ และยืนยันว่าส่วนตัวตนไม่เคยครอบครองพระมาก่อนแต่งงาน

แต่หลังจากนั้นอดีตสามีได้มอบพระให้กับตน ยืนยันว่าตนไม่ใช่เซียนพระที่มีความรู้เรื่องพระ เพียงแต่มีสามีที่เป็นเซียนพระเท่านั้น และเคยมอบพระให้กับตน พร้อมยืนยันว่ามีความบริสุทธิ์ ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมระบุว่า ตนรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ที่ถูกชี้มูลความผิดในครั้งนี้ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นการทำเกินขอบเขตอำนาจของกฎหมาย และก่อนที่จะถูก ป.ป.ช. ชี้มูลทนายความตนได้ทำหนังสือไปค้าน และขอยื่นอุทธรณ์แล้วว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย แต่ ป.ป.ช. ยังคงเดินหน้าชี้มูลความผิดตน 

ทั้งนี้ น.ส.ปารีณา ได้กล่าวขอบคุณศาลฎีกา ที่ได้ให้ความยุติธรรม และเตรียมฟ้อง ป.ป.ช.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ สิ่งที่ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการกับตนเองนั้น ตนมองว่าเป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจ วันนี้คนจำนวนมากถูกชี้มูลความผิดอย่างไม่เป็นธรรม และไม่ได้ต่อสู้ ซึ่งตนรู้สึกว่า กฎหมายธรรมนูญปี 60 ได้ให้อำนาจกับ ป.ป.ช. มากเกิน และหลงอำนาจมากเกินไปหรือไม่ หากเมื่อองค์กรอิสระทำผิดพลาด ก็ต้องถูกดำเนินการตรวจสอบด้วยเช่นกัน ว่าพฤติกรรมต่าง ๆ การใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่

ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ล่ารายชื่อประชาชน เพื่อถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช.บางท่านนั้น น.ส.ปารีณา มองว่า เป็นความเห็นของประชาชนกลุ่มหนึ่ง แต่ตนมองว่าควรจะยุบ ป.ป.ช.ไปเลย เพราะไม่รู้ว่าจะมีไว้ทำไม ซึ่งความรู้มีไม่เท่ากับอัยการ และ ป.ป.ช. ไม่มีความรู้ด้วยกฎหมาย ไม่ได้เรียนนิติศาสตร์หรือไม่ อย่างไร จึงบอกว่าควรยุบ ป.ป.ช. และให้อำนาจชี้มูลกับทางอัยการ จะดีกว่าหรือไม่ ซึ่งวันนี้ ป.ป.ช. ก็เป็นองค์กรอิสระ แต่ตั้งคำถามว่าเป็นอิสระจริงหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม “ปารีณา” เคยถูกศาลฎีกาพิพากษาตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี ไปเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2565 กรณีรุกที่ป่าสงวนครอบครอบที่ดินโดยไม่คืนที่ดินสู่การปฏิรูป จำนวน 711 ไร่ทำฟาร์มไก่ใน จ.ราชบุรี จากคำร้องของ ป.ป.ช.ฐานกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2561

‘วิษณุ’ ไม่ขอตอบ ประเด็นอัยการสั่งฟ้อง ‘ทักษิณ’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575749

30 พ.ค. 2567

15:39 น.

‘วิษณุ’ ไม่ขอตอบ ประเด็นอัยการสั่งฟ้อง ‘ทักษิณ’

‘วิษณุ’ ปัดตอบปม อัยการสูงสุด สั่งฟ้อง ‘ทักษิณ’ โยนถามเจ้าตัวเองกังวลหรือไม่ ตั้งข้อสังเกตระยะหลังคดี ‘ม.112’ ได้ประกันตัวหมด

วันที่30พ.ค.2567 นายวิษณุ เ​ครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูก อัยการสูงสุด สั่งฟ้องคดี ม.112 โดยนัดให้มาพบเพื่อยื่นฟ้องศาลในวันที่18มิ.ย.2567 หลังจาก นายทักษิณ ให้ทนายความยื่นขอเลื่อนนัดฟังการสั่งคดี เนื่องจากติดโควิด โดยมีการวิเคราะห์กัน ว่า ดีลมีปัญหา ว่า

ตนไม่รู้เรื่อง เพราะไม่ได้ดีลด้วย และระหว่างตนกับ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้มีดีล ไม่ได้แลกเปลี่ยนอะไร

เมื่อถามว่า คดี ม.112 น่ากังวลกับ นายทักษิณ หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ให้ไปถาม นายทักษิณ น่าจะตอบได้ หากถามตน ตนตอบไม่ถูก แต่ในวันที่18มิ.ย.2567นี้ อัยการต้องคุมตัว นายทักษิณ ไปที่ศาล หากศาลประทับรับฟ้อง ก็จะต้องมาดูว่า ศาลให้ประกันตัวหรือไม่

เมื่อถามว่า หากศาลไม่ให้ประกันตัว นายทักษิณ ก็ต้องติดคุกใช่หรือไม่ นายวิษณุ ตอบว่า ใช่ แต่ในระยะหลัง คดี ม.112 ศาลให้ประกันตัวแทบทุกคดี

‘วิษณุ’ เปิดใจ 3 สาเหตุ ไม่นั่งรองนายกฯ กับเรื่องราวที่ ‘นายกฯเศรษฐา’ ตามตื้อ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575735

30 พ.ค. 2567

13:01 น.

‘วิษณุ’ เปิดใจ 3 สาเหตุ ไม่นั่งรองนายกฯ กับเรื่องราวที่ 'นายกฯเศรษฐา' ตามตื้อ

‘วิษณุ เครืองาม’ เปิดใจ ถึง 3 เหตุผล ที่ไม่รับตำแหน่ง รองนายกฯ พร้อมเผยถึงลูกตื้อของ ‘นายกฯเศรษฐา’ จนยอมเป็น ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี

วันที่30พ.ค.2567 นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ครั้งแรก ภายหลัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ​เตรียมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่สามารถพูดอะไรได้มากกว่าที่นายกรัฐมนตรีพูดไปก่อนหน้านี้

แต่จะเล่าเหตุการณ์​ให้ฟังว่า นายกรัฐมนตรี เดินทางมาพบตนเมื่อวันที่ 25 พ.ค.2567 บอกให้ช่วยเป็น รองนายกรัฐมนตรี แต่ตนแจง 3 เหตุผล ปฏิเสธนายกรัฐมนตรีไป คือ 1. เรื่องสุขภาพ ที่เป็นทั้งโรคไต และโรคตา  2.ในช่วงเวลา 10 เดือนที่พ้นจากตำแหน่ง ได้รับงานอื่นไว้จำนวนมาก หากต้องลาออก งานก็จะเสียงาน 3.มีปัญหาที่บ้านต้องจัดการหลายอย่าง

นายกรัฐมนตรี จึงเสนอให้เป็น ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ตนจึงตอบว่า ไม่อยากจะวุ่นวาย กับการยื่นบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน จึงถูกชวนอีกว่า ให้มาเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ต้องเป็นข้าราชการการเมือง ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ไม่มีห้องและรถประจำตำแหน่ง มีแค่เบี้ยประชุม เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้รัฐบาล

ตนจึงถามกลับว่า รัฐบาลมีปัญหาอะไร นายกรัฐมนตรี รับว่า ที่ผ่านมามีการถกเถียงระหว่างผู้ไม่รู้กับผู้ไม่รู้ หรือบางครั้งเป็น ครม.กับชาวบ้านนอก ครม. ดังนั้น เมื่อมีปัญหาอะไรจึงอยากปรึกษา ตนจึงตอบรับว่า งั้นเป็นที่ปรึกษาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือ สลค. จะได้โลว์โปรไฟล์มาหน่อย และอาจจะช่วยดูวาระ ครม. ที่สำคัญๆ นายกรัฐมนตรี จึงพูดว่า จากการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล เห็นตรงกันว่า อยากให้นายวิษณุ ร่วมประชุม ครม.ด้วย เพื่อจะได้ทักท้วงได้ทันท่วงที ไม่ใช่มีมติไปแล้วจึงมาแก้ไข

ตนก็ท้วงไปอีกว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีกฤษฎีกา และรัฐมนตรีหลายคน ก็เป็นนักกฎหมาย เช่น นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แต่ นายกรัฐมนตรี ตอบกลับว่า ในบางเรื่องอยากจะได้ผู้ที่เป็นกลาง เพราะหากนายพีระพันธ์ พูดอะไร ก็มีหัวโขนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานด้วย และหากทะเลาะข้ามกระทรวงแล้วใครจะฟัง ตนจึงบอกว่า แล้วแต่ท่านนายกรัฐมนตรีไปจัดการ แต่หากหาผู้ที่มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้แล้ว ตนขอบ๊ายบาย กลับไปทำงาน

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า  ขณะนี้ดำรงตำแหน่งอะไร นายวิษณุ ระบุว่า ตอนแรกจะเป็นที่ปรึกษาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แต่ติดปัญหาหลายอย่างเช่น การเบิกเบี้ยประชุม และไม่มีสิทธิ์​ออกความเห็นไปนั่งในที่ ประชุม ครม. จึงได้ยิน ว่า จะยกขึ้นเป็นตำแหน่ง ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ตนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะอย่างไร ก็ไม่มีรถ และห้องประจำตำแหน่ง

เมื่อถามย้ำว่า การกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง เป็นเพราะนายกรัฐมนตรี ถูก 40สว. ยื่นร้องใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรี จะมาปรึกษาเรื่องนี้ แต่ตนไม่ใช่เจ้าของเรื่อง นายพิชิต ชื่นบาน ต้องเป็นผู้ดำเนินการ รวมทั้งกฤษฎีกา ทีมกฎหมาย และอัยการ ที่ต้องเข้ามาดูเรื่องนี้ และอาจจะให้ตนเข้าไปช่วยดูได้

เมื่อถามต่อว่า คดีนี้จะเป็นอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่เห็นสำนวน และคำร้อง แต่ก็เข้าใจว่านายกรัฐมนตรี อยากให้ตนเข้าไปช่วยดู ซึ่งเมื่อครั้งของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกร้อง 5 คดี ตนก็เข้าไปช่วยดู แต่ไม่ได้เข้าไปดูในฐานะหัวหน้าทีม ส่วนคดีนี้ตนยังไม่สามารถตอบได้ ว่า คดีนี้จะเป็นอย่างไร เนื่องจากยังไม่เห็นคำร้อง แต่หากจะ จะตอบแบบมีความหวัง ก็คิดว่า พอมีหนทางในการสู้คดี แต่สู้แล้วชนะหรือไม่ ไม่รู้

เมื่อถามว่ามีการขุดกันในโซเชียล ว่า นายเศรษฐา​ ทวีสิน​ เคยรีทวิต​ พร้อมข้อความที่ระบุว่า “ไม่มียางอาย” จากการให้ความเห็นที่เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล​ นายวิษณุ​ ย้อนถามคำถามว่า “ใครไม่มียางอาย ผมไม่รู้ และไม่ติดใจ อย่างที่นายกทักษิณ​ เคยโพสต์ข้อความว่าตน​ และตอนนั้นตนก็แลกกันไปคนละหมัดแล้ว”

ส่วนที่นายเศรษฐา ออกมาชี้แจงว่า ที่พูดไปคือว่าที่ความ ไม่ได้ว่าที่คน นายวิษณุ รับว่า อันนี้จริงท่านก็พูดกับผม ก็พูดอย่างนั้น ท่านถึงว่าเราเอาความเป็นใหญ่​ อย่าไปเอาคน​ และตนสนิทและรู้จักกับนายเศรษฐา​ อยู่ก่อนนานแล้ว ก่อนที่ท่านจะว่าอะไรที่คุณว่าด้วยซ้ำ

เมื่อถามว่าเหตุผลที่ใจอ่อน เพราะ ขณะนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการตระบัดสัตย์ว่า  ก่อนหน้านี้จะไม่รับตำแหน่ง และกลับไปเลี้ยงหลาน นายวิษณุ​ ระบุว่า ตนก็ปฏิเสธ​ ไม่รับตำแหน่ง ถ้าตระบัดสัตย์ ก็รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีไปแล้ว

ผมอุตส่าห์เขียนหนังสือเรื่องชีวิตที่เหมือนทรายกับทะเล วันหนึ่งทะเลก็คือการเมือง ก็ขึ้นมาซัดทรายอยู่เรื่อยๆ ที่หมอดูเคยทายเอาไว้ ซึ่งวันนี้ก็มาถึง ว่าให้เป็นรองนายกฯตนไม่เป็น และย้ำว่าถ้าใครมาชวนตนก็เปิดสะดือให้ดู และก็เปิดจริงๆ เมื่อเขาชวนเป็นรองนายกฯ แต่พอชวนเป็นที่ปรึกษา ซึ่งสถานที่ธรรมดาอาทิตย์หนึ่งทำงานที่บ้าน 6 วัน ใครมีเรื่องอะไรก็เอาแฟ้มมาให้ตนดูที่บ้าน ไม่ได้ลำบากลำบนอะไร ทุกวันนี้สอนหนังสือเนติบัณฑิตเหนื่อยกว่าอีก

โดย นายวิษณุ​ ยืนยันว่า​ ไม่ได้รู้สึกหนักใจกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของโซเชียล​มีเดีย​ ไม่ได้ลำบากใจ เราอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ใครจะว่าอย่างไรก็ว่ากันได้​ ข้อสำคัญคือ “สุทธิ​ อสุทธิปัจจัตตัง” บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ใจ​ ย่อมรู้แก่ตัวเอง 

ส่วนหากนายกรัฐมนตรี หากยังหารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายไม่ได้ ก็จะทำงานต่อไปหรือไม่ นายวิษณุ​ กล่าวว่า ไปถึงจังหวะพอสมควร ถ้านานเกินไป ตนก็มีเหตุผล 108 เช่นเจ็บป่วยลง ผู้สื่อข่าวจึงกล่าวแซวนายวิษณุว่า อย่าแช่งตัวเอง

ส่วนที่มีการมองกันว่าการมาของ นายวิษณุ เพื่อปูทางการกลับมาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร​ อดีตนายกรัฐมนตรี และมาช่วยดูคดีของนายทักษิณ​ ใช่หรือไม่​ นายวิษณุ​ ระบุว่า  ยืนยันว่าไม่จริง เพราะการที่จะนำคุณยิ่ง​ลักษณ์​กลับมา ไม่ได้ยากเลย​ ซื้อตั๋วส่งไปให้แก แกก็มาได้แล้ว สิงคโปร์-กรุงเทพฯ ลอนดอน-กรุงเทพฯ หรือดูไบ-กรุงเทพฯ ส่งไปแกก็มาแล้ว​ ปัญหาคือมาแล้วถูกจำคุก 5 ปี เป็นการจำคุกที่ศาลได้ตัดสินแล้ว ตนจะไปช่วยอะไรตรงนี้ได้

ส่วนนายทักษิณ เองก็ไม่มีใครจะไปช่วยอะไรได้ เพราะแกได้รับพระราชทานอภัยโทษ แล้วตนจะไปช่วย พระราชทานอภัยโทษอะไรได้อย่างไร เขาก็ต้องทำของเขาเองทั้งหมด

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า มีดีลในการเชิญ มารับตำแหน่งในครั้งนี้ จากกลุ่มขั้วอำนาจเดิม นายวิษณุ​ ยืนยันว่า ไม่มีดีล ไม่เกี่ยวเลย พร้อมกับระบุว่า ช่วงนี้ไม่ได้มีการติดต่อกับ พล.อ.ประวิตร​ วงษ์สุวรรณ​ เพราะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ รวมไปถึง พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา​ องคมนตรี​ โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์​ ท่านไม่ได้ติดต่ออะไรกับใครเพราะท่านไม่ยุ่งการเมืองอยู่แล้ว พล.อ.ประวิตร​ ก็ไม่รู้​ แต่ได้ยินว่าท่านป่วย

ส่วนที่มีคนไปโยงว่าเกี่ยวข้องกับ บิ๊ก ฉ.​ อดีตปลัดกระทรวง​ นายวิษณุ ย้อนถามว่า ปลัดฉิ่ง​ รู้จักแต่ไม่ได้มาดีลกับตน สื่อมวลชนจึงย้อนถามว่าแล้วใครดีล  นายวิษณุ​ จึงระบุว่า​ คนดีลคือนายกรัฐมนตรี นายกฯเศรษฐา​ โทรศัพท์มาจากเมืองนอก​ จากอิตาลี หรือฝรั่งเศส​ ตนไม่แน่ใจ​ แต่ใครไปแนะนำท่านผมไม่รู้

ส่วนนายกรัฐมนตรี โทรหาก่อนหรือหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องของ 40สว.​ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่รู้ไม่ได้นับแต่รู้สึกว่า จะโทรมาจากอิตาลี

‘เศรษฐา’ มั่นใจ ‘ทักษิณ’ คดี ม.112 ไม่กระทบภาพลักษณ์ ‘รัฐบาลเพื่อไทย’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575699

29 พ.ค. 2567

20:26 น.

'เศรษฐา' มั่นใจ 'ทักษิณ' คดี ม.112 ไม่กระทบภาพลักษณ์ 'รัฐบาลเพื่อไทย'

‘เศรษฐา’ มั่นใจ ปมอัยการสั่งฟ้อง ‘ทักษิณ’ คดี ม.112 ไม่กระทบภาพลักษณ์ ‘รัฐบาลเพื่อไทย’ ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง ลั่นต้องเคารพ ไม่ขอพูดในรายละเอียด

29 พ.ค. 2567  “นายเศรษฐา​ ทวี​สิน”​ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ติดโควิด 19 จนต้องเลื่อนนัดฟังคำสั่งอัยการสูงสุด ในคดีมาตรา 112 ว่า ยังไม่ได้โทรไปถามเรื่องอาการป่วย เนื่องจากมีภารกิจแน่นทั้งวัน

ส่วนการที่อัยการสูงสุดสั่งฟ้องคดี ตนพูดมาตลอดว่า แม้แต่คดีของตนเองที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ ตนก็ให้ความเคารพกระบวนการยุติธรรม ส่วนรายละเอียดตนไม่อยากพูดอะไรมาก ต้องเคารพกระบวนการยุติธรรม​ ขณะที่คดีของนายทักษิณ ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ก็เป็นฝ่ายจำเลยที่จะต้องไปชี้แจง ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการขั้นตอนที่ถูกต้อง

เรื่องนี้จะกระทบต่อความรู้สึก ของพรรคคนในพรรคเพื่อไทยหรือไม่?

นายเศรษฐา กล่าวว่า ต้องไปสอบถามคนในพรรคเพื่อไทย แต่ตนมีหน้าที่ต้องทำงานต่อไป ส่วนกรณีที่ตนเคยระบุจะลงพื้นที่กับนายทักษิณ จะต้องชะลอไปก่อนหรือไม่ นายเศรษฐา​ กล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคต ไม่สามารถกำหนดได้ จะเป็นปีหรือ 2 ปีตนก็ยังไม่แน่ใจ

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นายทักษิณออกมา และตั้งแต่ตนเป็นนายกฯ ก็ยังไม่เคยพูดคุยว่าจะลงพื้นที่พร้อมกัน เพราะตนก็ไม่ทราบว่า นายทักษิณ​ มีความประสงค์แบบนั้นหรือไม่ อยู่ดีๆ จะไปพูดเองว่าท่านอยากลงพื้นที่ด้วยก็ไม่ถูก ก่อนจะย้ำว่าตั้งแต่มาเป็นนายกฯ ไม่เคยพูดคุยกับนายทักษิณเรื่องนี้

เมื่อถามว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลนายทักษิณและพรรคเพื่อไทย ค่อนข้างที่จะแยกกันยาก การถูกสั่งฟ้องคดี 112 จะกระทบต่อภาพลักษณ์​ของรัฐบาล และพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายเศรษฐา​ กล่าวว่า เชื่อว่าไม่กระทบ เพราะเป็นคดีบุคคล แต่หากถามว่ากระทบกับพรรคเพื่อไทยในแง่ของบุคคล อาจจะกระทบกับหัวหน้าพรรคไทย เรื่องนี้ต้องไปถาม นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เอง แต่ในแง่ของรัฐบาลพรรคการเมืองและนายทักษิณแยกกันชัดเจน

ย้อนเส้นทางคดี ‘ทักษิณ’ ผิด ม.112 ก่อนลุ้น จะมาตามนัดฟังคำสั่ง 18 ม.ย. 67 ไหม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575685

29 พ.ค. 2567

17:32 น.

ย้อนเส้นทางคดี 'ทักษิณ' ผิด ม.112 ก่อนลุ้น จะมาตามนัดฟังคำสั่ง 18 ม.ย. 67 ไหม

เปิดเส้นทางคดี “ทักษิณ ชินวัตร” กระทำผิด มาตรา 112 ก่อนลุ้นเจ้าตัว จะมาตามนัดฟังคำสั่ง 18 เม.ย. 2567 นี้หรือไม่?

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกดำเนินคดีข้อหา ม.112 หลังจากที่ ให้สัมภาษณ์นิตยสารไทม์ ในปี 2552 โดยครั้งนั้น มีข้อความดูหมิ่นแสดงความอาฆาตมาดร้ายสถาบันกษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท และนำเข้าข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมฯ ต่อมา วันที่ 9 พ.ย.2558 “ทักษิณ” ให้สัมภาษณ์ กับสื่อท้องถิ่นประเทศเกาหลีใต้ และ เหตุการณ์ในวันนั้นนับเป็นจุดเริ่มต้น คดี มาตรา 112  ถึงทุกวันนี้

  • หากย้อนกลับไป “ทักษิณ” ถูกดำเนินคดีทางการเมือง และได้ลี้ภัยในต่างเป็นเวลา 15 ปี และในวันที่ 22 
  • 22 ส.ค.2566 “ทักษิณ” เดินทางกลับประเทศไทย มารับโทษหลังจากศาลฎีกา มีคำพิพากษาตัดสินจำคุก 3 คดี รวมกำหนดโทษ 8 ปี 
  • ต่อมาได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ เหลือโทษจำคุก 1 ปี แต่ก็ได้รับการพักโทษ เนื่องจากนายทักษิณ จัดอยู่ในกลุ่มผู้มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นประกาศกรมราชทัณฑ์  เรื่องหลักเกณฑ์การคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดเข้าโครงการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ เนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง หรือพิการ หรือมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป
  • แต่หนึ่งในคดี ที่ยังไม่หมดอายุความ และยังอยู่ในการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรร คือ คดีมาตรา 112 
  • และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีที่นายทักษิณ ให้สัมภาษณ์สื่อที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2558 
  • หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2558 พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แจ้งความเอาผิดกับ นายทักษิณ กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท.กรณีที่นายทักษิณ ซึ่งเดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้ และให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์  มีเนื้อหาบางช่วงเข้าข่ายหมิ่นสถาบันฯ
  • 16 ก.พ.ปี 2559 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) สรุปสำนวนส่งอัยการเสนอฟ้องนายทักษิณ
  • 19 ก.ย. ปี 2559 อัยการสูงสุด มีความเห็นสั่งฟ้อง และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นำไปสู่หมายจับ นายทักษิณ คดีมีอายุความ 15 ปี (2558-2573
  • เดือน ต.ค.2560 นายทักษิณ ส่งทนายความยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมถึงอัยการสูงสุด ขอให้มีคำสั่งทบทวนคดี
  • 22 ส.ค.2566 นายทักษิณ เดินทางกลับประเทศไทย
  • 28 ส.ค.2565  ตำรวจ นำหมายจับไปแจ้งกรมราชทัณฑ์ ขออายัดตัวนายทักษิณ คดี ม.112  
  • 17 ม.ค.2567  ตำรวจ ปอท. และอัยการสำนักงานสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหานายทักษิณ ที่โรงพยาบาลตำรวจ
  • 19 ก.พ.2567 ทักษิณ เข้ารายงานตัว รับทราบข้อหา แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยื่นขอความเป็นธรรม
  • 10 เม.ย.2567 อัยการสูงสุด นัดฟังคำสั่งคดี 
  • 25 พ.ค.2567 ทักษิณ ให้ทนายเลื่อนฟังคำสั่งอัยการ เหตุติดโควิด-19
  • 29 พ.ค.2567 ประยุทธ เพชรคุณ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด อ่านคำสั่งฟ้องนายทักษิณ คดีม.112 ตามกำหนด 

 
โดยในวันนี้ (29 พ.ค.67) ทางอัยการสูงสุด อนุญาตให้นายทักษิณ เลื่อนฟังคำสั่งในวันที่ 18 มิ.ย. 2567 เวลา 9.00 น. เพื่อนัดให้นายทักษิณ ชินวัตร มาพบพนักงานอัยการ เพื่อยื่นฟ้องต่อศาล และหากว่าในวันดังกล่าว นายทักษิณ ไม่มาตามนัด และไม่มีการแจ้งเหตุขัดข้อง  ทางอัยการ จะทำหนังสือแจ้งไปยังพนักงานสอบสวนให้นำตัวผู้ต้องหามาฟ้องภายในกำหนดเวลาต่อไป 

โดยในวันที่ยื่นฟ้องศาล จำเลย สามารถยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลได้ และเป็นดุลยพินิจของศาลที่พิจารณา

ศาล รธน. ไม่รับคำร้องวินิจฉัยแจก “เงินดิจิทัล“

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575666

29 พ.ค. 2567

13:19 น.

ศาล รธน. ไม่รับคำร้องวินิจฉัยแจก "เงินดิจิทัล“

ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติไม่รับคำร้อง วินิจฉัยนโยบาย พรรคเพื่อไทย ปมแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ชี้หลักฐานไม่เพียงพอ

สำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่เอกสารการประชุมปรึกษาของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีที่นายคงเดชา ชัยรัตน์ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่า การกระทำของพรรคเพื่อไทย (ผู้ถูกร้องที่ 1) ที่นำนโยบาย แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท มาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้คะแนนเสียงเลือกตั้งไม่ได้มาจากเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 

และการมีพฤติการณ์ยินยอมให้นายทักษิณ ชินวัตร (ผู้ถูกร้องที่ 4) ชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ทำให้การใช้เสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามกฎหมาย การกระทำของคณะรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่นำนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท มาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ขี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 

ศาล รธน. ไม่รับคำร้องวินิจฉัยแจก \"เงินดิจิทัล“การกระทำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ 3) ในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ไม่ให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องครบถ้วนแก่ประชาชน กระทำการเป็นสื่อมวลชนประเภทสื่อออนไลน์ อันเป็นลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี 

และมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการแต่งตั้งบุคคลที่ขาดคุณสมบัติเพื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี  เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม และการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 4 ที่อาจเป็นการชี้นำกิจกรรมของผู้ถูกร้องที่ 1 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพทางการเมืองเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง

ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องเพิ่มเติมและเอกสารประกอบ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ และยังไกลเกินกว่าเหตุที่แสดงให้เห็นได้ว่าผู้ถูกร้องทั้ง 4 กระทำการใด ๆ ที่เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง คำร้องเป็นเพียงการแสดงความเห็นต่างของผู้ร้องเท่านั้น

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

รอก่อน “วิษณุ เครืองาม” ยังไม่เข้าทำเนียบพรุ่งนี้ รอ นายกฯ ลงนามแต่งตั้ง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575658

29 พ.ค. 2567

12:40 น.

รอก่อน "วิษณุ เครืองาม" ยังไม่เข้าทำเนียบพรุ่งนี้ รอ นายกฯ ลงนามแต่งตั้ง

“วิษณุ เครืองาม” เปลี่ยนใจยังไม่เข้าทำเนียบพรุ่งนี้ บอกรอ นายกฯ ลงนามแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา สลค. ก่อน หลังมีกระแสข่าวจะเข้าดูห้องทำงาน ก่อนร่วมประชุม ครม. 4 มิ.ย. 2567

หลังจากที่มีข่าวออกมาว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดที่จะแต่งตั้ง “วิษณุ เครืองาม” อดีตรองนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นที่ปรึกษาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการร่างหนังสือเพื่อแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (30 พ.ค. 2567) หลัง นายวิษณุ ไปบรรยายพิเศษที่เนติบัณฑิตยสภา ในพระบรมราชูปถัมภ์แล้ว จะเดินทางเข้ามา ทำเนียบรัฐบาล เพื่อดูห้องทำงานที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก่อนที่จะเข้าร่วมประชุม ครม. 4 มิ.ย. 2567 ตามที่ นายกรัฐมนตรี มอบหมาย

ล่าสุด มีรายงานว่าในวันพรุ่งนี้ นายวิษณุ อาจจะยังไม่เข้า ทำเนียบรัฐบาล โดยจะรอ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งก่อน ซึ่งเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีระบุจะตั้ง นายวิษณุ เป็นที่ปรึกษาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)