‘สมชาย วงษ์สวัสดิ์’ อดีตนายกรัฐมนตรี ถือฤกษ์ 09.00 น. ลงสมัคร สว. เชียงใหม่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575057

20 พ.ค. 2567

10:31 น.

'สมชาย วงษ์สวัสดิ์' อดีตนายกรัฐมนตรี ถือฤกษ์ 09.00 น. ลงสมัคร สว. เชียงใหม่

สว.วันแรกเชียงใหม่คึกคัก ‘สมชาย วงษ์สวัสดิ์’ อดีตนายกรัฐมนตรี ถือฤกษ์ 09.00 น. เดินทางมาลงสมัครชิงเก้าอี้ สว.

วันที่ 20 พ.ค. 67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่บรรยากาศผู้มาสมัคร อ.แม่ริม ส่วนใหญ่จะเป็นอดีตข้าราชการ เพราะเป็นที่ตั้งของศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ และบุคคลมีชื่อเสียง เช่น นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ธนชา ธนสาร อดีตผู้ใหญ่บ้านแหนบทองคำ กลุ่มหลากหลายทางเพศ แต่เลือกสมัครในกลุ่มเกษตรกร

โดยในเวลา 9:00 น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางนำเอกสารมาลงสมัคร ซึ่งได้ดำเนินการผ่านขั้นตอนต่าง ๆ เช่นเดียวกับผู้สมัครคนอื่นๆ

นอกจากนี้ และยังมีข้าราชการบำนาญ อดีตตำรวจ อีกหลายคน เช่น ร.ต.ต.สุเวช คุณวิเศษ ด.ต.พงษ์ศักดิ์ เหมือนศิริ และมีอดีตข้าราชการท้องถิ่น หัวหน้าสำนักปลัดในอำเภอแม่ริม นางศิริกาญ แก้วคำมี มาสมัครด้วย

ด้านนายนพดล สุยะ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยที่หอประชุมอำเภอแม่ริม ในช่วงเช้าวันนี้ ทั้ง 25  อำเภอ ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีปัญหาติดขัดอะไร คาดว่าการสมัครคัดเลือกสว. ครั้งนี้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่จะมีผู้มายื่นลงสมัครประมาณ 1,500 คน

นาย นพดล สุยะ ผอ.กกต.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่ถือว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้ขอใบสมัครมากเป็นอันดับต้นต้นของประเทศไทยรองจากกรุงเทพมหานครและจังหวัดศรีสะเกษ โดยบรรยากาศเปิดรับสมัครสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. วันแรกของจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้ไปสังเกตการณ์อยู่สองแห่งก็คือพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอแม่ริม ก็มีผู้สมัครเดินทางทยอยมาอย่างต่อเนื่อง

โดยในช่วงการรับสมัครนั้นไม่สามารถเปิดเผยชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งจนกว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งวันนี้ถือว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยทั้ง 25 อำเภอ ทาง กกต. ได้ขอให้ผู้สมัครนั้นตรวจสอบคุณสมบัติของตัวเอง และต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม

ทางจังหวัดเชียงใหม่คาดว่าจะมีผู้สมัคร 1,500 คนกระจายอยู่ 25 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ ในส่วนการแนะนำตัว สามารถแนะนำตัวเองในกระดาษ A4 สองหน้ากระดาษ สามารถแนะนำตัวให้กับผู้สมัครด้วยกัน และสามารถแนะนำตัวผ่านระบบอิเล็คทรอนิกส์ให้กับผู้สมัครด้วยกันหรือบุคคลใดใดที่สามารถเข้าถึงได้

นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำผู้สมัครให้ปฏิบัติตามกฏหมายเลือกตั้งอย่างเคร่งครัดไม่ให้มีการทุจริตในรูปแบบต่างๆ และ ขอความร่วมมือสื่อสื่อมวลชน ระมัดระวังเรื่องการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่อาจจะเกิดประโยชน์หรือโทษแก่ผู้สมัคร ด้วย โดยผู้ที่สัมคร จะสามารถเปิดเผยรายชื่อและกลุ่มผู้สมัครได้หลังจากประกาศรายชื่อการรับสมัครและประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการ จาก กกต.

‘จตุพร’ เชื่อ การตาย ‘บุ้ง’ ไม่สูญเปล่า จุดประกายปฏิรูปความยุติธรรม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575035

19 พ.ค. 2567

19:38 น.

'จตุพร' เชื่อ การตาย 'บุ้ง' ไม่สูญเปล่า จุดประกายปฏิรูปความยุติธรรม

‘จตุพร’ ร่วมงานฌาปนกิจ ‘บุ้ง ทะลุวัง’ เชื่อไม่สูญเปล่า แต่จุดประกายปฏิรูปความยุติธรรม เรียกร้องนายกฯรับผิดชอบ พร้อมปล่อยผู้ต้องขังทางการเมือง

นายจุตพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เดินทางร่วมงานฌาปนกิจ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง ทะลุวัง ที่วัดสุธาโภชน์ ลาดกระบัง พร้อมเปิดเผยว่า ส่วนตัว ตนกับพ่อของ น.ส.เนติพรเป็นเพื่อนกัน เรียนมาด้วยกัน และต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ฉะนั้นเราต่างมีความเข้าใจในการต่อสู้ในแต่ละยุคแต่ละสมัย

นายจุตพร เล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์พฤษภาคมปี 35 ที่มีการอดอหารประท้วงของ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ รวมถึงพ่อของบุ้งก็ถูกยิงในเหตุการณ์นั้น ในตอนที่ตนอยู่บนเวที โดยเราก็ต่างเห็นร่วมกันว่า บ้านเมืองควรจะเดินไปในแนวทางที่ถูกต้อง ก่อนจะแยกไปใช้ชีวิตตามวิถีของตัวเอง

สำหรับการเสียชีวิตของบุ้ง เรียกร้องให้ตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรีลงมารับผิดชอบ เพราะบุ้งเสียชีวิตขณะอยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม นายกรัฐมนตรีควรจะแสดงออกเรื่องความรับผิดชอบมากกว่าการแสดงความเสียใจผ่านคำพูด ต้องดำเนินการสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันเหตุในอนาคต เพราะเป็นการเสียชีวิตที่ไม่ได้รับความยุติธรรม เพื่อเป็นบรรทัดฐานในวันข้างหน้า

และเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะคนอาจจะติดเพียงแค่ท่วงทำนอง แต่ข้อเรียกร้องไม่ใช่เพื่อตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่มีหลากหลายกระบวนการ ตั้งแต่ ตำรวจ, ดีเอสไอ, อัยการ, ศาล, ราชทัณฑ์ ไปจนถึงกรมควบคุมประพฤติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เกี่ยวกับการยกเครื่อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และเป็นที่พึ่งที่หวังให้กับพี่น้องประชาชนได้ ฉะนั้นการตายของบุ้งจะไม่ใช่การตายที่สูญเปล่า แต่จะเป็นคุณูปการของประเทศในวันข้างหน้า เพราะข้อเรียกร้องไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องส่วนรวมที่ทุกคนตระหนักแล้วว่า ความยุติธรรมไม่บังเกิด เราจะหาความสามัคคีขึ้นมาไม่ได้ภายในชาติ จึงวาดหวังว่า ข้อเรียกร้องของบุ้งจะสัมฤทธิ์ในวันข้างหน้า เพราะเขาเป็นผู้จุดประกาย

นายจตุพร ระบุว่า คนไทยจำนวนหนึ่งอาจจะไม่เข้าใจและไม่ได้ดูในข้อเรียกร้อง ซึ่งเราเห็นการปราบปรามประชาชน และนักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชั่น เทียบไม่ได้กับท่วงทำนองในการแสดงออก แต่ข้อเรียกร้องที่เป็นแกนยังเป็นหลัก และมีความหวังอยู่ เราควรมองปรากฏการณ์นี้ อย่าปล่อยให้มันผ่านไปอย่างไม่มีค่า เชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นการจุดประกายอย่างมีความหวังในเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 

“เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า แต่ชั้นพนักงานสอบสวนตำรวจวันนี้พังพินาศย่อยยับ จะเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนได้ยังไง ก็ควรที่จะต้องมีการปฏิรูป อัยการปฏิรูปไปบ้างแต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ ศาลก็ปฏิรูปไปไกลแล้วเพียงแต่กระบวนการต่างๆ ต้องสอดคล้องกัน แม้กระทั่งราชทัณฑ์ ต่างก็ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า การดูแลนักโทษเด็ดขาดกับคนที่ไม่ได้เป็นนักโทษ การอำนวยความยุติธรรมมันแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว และความอยุติธรรมมีมากขึ้นเท่าไหร่ ความสงบสุขก็มีน้อยมากขึ้นเท่านั้น และมองว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ควรจะตราเป็นพระราชกำหนดนิรโทษกรรม ปล่อยผู้ต้องขังที่มีแนวความคิดต่างทางการเมืองทุกคน ซึ่งเวลานี้มีอยู่ทุกฝ่าย ทุกคดีความควรได้รับการนิรโทษกรรม เพราะแม้แต่คดีกบฏก่อการร้ายก็ยังนิรโทษกรรมกันได้ เพราะฉะนั้นมาตรา 112 ก็ต้องไปได้พร้อมๆ เช่นกัน เห็นชัดอยู่แล้วว่านักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชั่นยังได้รับการดูแลเหนือกว่าผู้ต้องหาที่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนเป็นนักโทษ ซึ่งมาตรฐานเป็นคนละเรื่อง แค่จุดสตาร์ทก็เป็นปัญหา “ถ้าเรามีผู้นำที่จิตใจใหญ่ ปลดปล่อยทุกคนออกมาได้ นั้นจะเป็นวันที่เริ่มต้นนับหนึ่งประเทศไทยกันใหม่”

‘ชัยธวัช’ ย้ำผลเลือกตั้งปี 66 พลิกประวัติศาสตร์ ‘การเมืองไทย’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575031

19 พ.ค. 2567

18:18 น.

‘ชัยธวัช’ ย้ำผลเลือกตั้งปี 66 พลิกประวัติศาสตร์ 'การเมืองไทย'

‘ชัยธวัช’ ย้ำผลเลือกตั้งปี 66 พลิกประวัติศาสตร์ ‘การเมืองไทย’ ยืนยัน ‘ก้าวไกล’ จะยังทำงานหนักเตรียม พร้อมเป็นรัฐบาลที่ดีที่สุด

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวปาฐกถาปิดงานมหกรรมนโยบายพรรคก้าวไกล Policy Fest ครั้งที่ 1นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวปาฐกถาปิดงานมหกรรมนโยบายพรรคก้าวไกล Policy Fest ครั้งที่ 1

วันที่19พ.ค.2567 นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้า พรรคก้าวไกล กล่าวปาฐกถาปิดงาน มหกรรมนโยบายพรรคก้าวไกล Policy Fest ครั้งที่ 1 “ ก้าวไกล Big Bang ” ถึงอนาคต การเมืองไทย ว่า 3 เดือนหลังการเลือกตั้งปี 2566 ที่ประชุมรัฐสภา เห็นชอบให้นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี นับเป็นหมุดหมายการเมืองใหม่ หลังการรัฐประหาร 2549 และ 2557 เป็นการสิ้นสุดการเมืองเหลือง-แดง

แต่พลังเหลือง-แดงไม่ได้หายไป เพียงแต่ผู้คนที่เคยสังกัดการเมืองสีเสื้อ ได้ตระหนักว่า ที่สุดแล้วเป้าหมายของชนชั้นนำทั้ง 2 ฝ่าย อาจไม่ได้ตรงกับประชาชน และกลายเป็นการเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ระหว่างชนชั้นนำ เพื่อชนชั้นนำ กับการเมืองของประชาชน เพื่อประชาชน

ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การจัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน เป็นการเมืองของชนชั้นนำอย่างโจ่งแจ้งล่อนจ้อน การพิจารณาผู้ต้องขังคนใดป่วยมาก ป่วยน้อย ไม่ใช่เรื่องของวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือสิทธิตามกฎหมาย แต่กลายเป็นเรื่องของสถานภาพทางสังคม เมื่อประชาชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะผิดมากหรือน้อย หรือควรได้รับการประกันตัว กลายเป็นเรื่องของสถานสภาพทางเศรษฐกิจสังคม และมีข้อพิพาทกับใคร

หลายครั้งที่ระบบนิติรัฐแบบไทยๆ เป็นกลไกในการโบยตีประชาชน สะท้อนความต่ำสูงของคนไม่เท่ากัน ดังนั้น โอกาสของผู้ต้องหาการเมืองจะได้รับนิรโทษอย่างถ้วนหน้า จะถูกพิจารณาจากความพึงพอใจ หรือความเมตตาของผู้มีอำนาจต่อประชาชน และประชาชนต้องรอคอยว่า ชนชั้นนำ จะแสดงพระเดช หรือพระคุณ

นายชัยธวัช ยังเห็นว่า การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 สะท้อนว่า การเมืองสิ่งเก่ากำลังจะตาย และสิ่งใหม่กำลังจะเกิด และสุดท้าย สังคมไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น ก็อยู่กับดุลยภาพใหม่ หรือฉันทามติ ระหว่างการเมืองของชนชั้นนำ กับการเมืองของประชาชนในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญนี้

ซึ่งเป็นสภาพการณ์สถานการณ์ปัจจุบัน โดยที่พรรคก้าวไกล จะเป็นสะพานเชื่อมแห่งยุคสมัย เชื่อมสังคมไทยแบบเก่า และสังคมไทยแบบใหม่ และเชื่อมความฝัน ความหวัง และความเป็นจริง พร้อมยืนยันว่า พรรคก้าวไกล พร้อมก้าวไปกับประชาชนทุกคน เพื่อสถาปนาการเมืองของประชาชนเพื่อประชาชน

ยอมรับว่า แม้พรรคก้าวไกล จะไม่ได้ดีพร้อมตั้งแต่วันแรก แต่ก็ได้เรียนรู้ และเติบโตขึ้นทุกวัน ทุกปี และใช้เวลาทำงานอย่างเต็มที่ในรัฐสภา เพื่อเข้าใจระบบงบประมาณ ระบบราชการ และกลไกบริหาร เพื่อเตรียมพร้อมเป็นรัฐบาลที่ดีที่สุดของประชาชนให้ได้

นายชัยธวัช ยังย้ำว่า ผลการเลือกตั้ง 2566 มีความหมายต่อพรรคก้าวไกล และขอบคุณผู้สนับสนุนทุกคนในการสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย และแม้พรรคก้าวไกล จะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่เสียงของประชาชนได้เปล่งออกมาชัดเจนว่า เพดานการเมืองแบบเดิมของไทยได้พังทลายลงจนหมดแล้ว และการเปลี่ยนแปลงใหญ่ผ่านระบอบประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้งเป็นไปได้ และมีความหวังว่า การเปลี่ยนแปลงใหญ่ผ่านการเลือกตั้งเป็นไปได้ หากประชาชนร่วมแรงร่วมใจกัน

ดังนั้น ไม่ว่าจะอะไรเกิดขึ้น พรรคก้าวไกลจะทำงานอย่างหนัก เพื่อสร้างการระเบิดครั้งใหญ่ เพื่อปลดปล่อยศักยภาพสังคมไทย และปลดปล่อยความรู้สึกนึกคิดของประชาชน และปลดปล่อยการเมืองออกจากการเมืองของชนชั้นนำ และสถาปนาการเมืองของประชาชนเพื่อหาฉันทามติใหม่ เพื่อเชื่อมสังคมไทยแบบเก่า เข้าสู่สังคมไทยแบบใหม่ พร้อมขอให้ประชาชนก้าวไกล ก้าวไปด้วยกัน

เคลื่อนศพ “บุ้ง ทะลุวัง ” วนรอบเมรุก่อนพิธีฌาปนกิจ ไร้เงา “หยก”

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575023

19 พ.ค. 2567

16:36 น.

เคลื่อนศพ “บุ้ง ทะลุวัง ” วนรอบเมรุก่อนพิธีฌาปนกิจ ไร้เงา “หยก”

กลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ทำกิจกรรมวนรอบเมรุ ก่อนร่วมส่ง ” บุ้ง ทะลุวัง “ ครั้งสุดท้าย ไร้เงา “หยก” ก่อนพิธีฌาปนกิจ

ร่วมอาลัยบุ้งทะลุวังครั้งสุดท้ายร่วมอาลัยบุ้งทะลุวังครั้งสุดท้าย

จากกรณี นางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน  วันนี้ (19 พ.ค.) เวลา 14.24  น. มีพิธีฌาปนกิจศพ โดยญาติและครอบครัว พร้อมกลุ่มเพื่อน ซึ่งมีนางสาวณัฐนิษ ดวงมุสิทธิ์ หรือ ใบปอ เป็นผู้ถือรูปหน้าศพ พี่สาวของบุ้ง ถือ กระถางธูป 

นอกจากนี้ ยังมีนายนภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์ หรือ สายน้ำ นางสาวอรวรรณ ภู่พงษ์ หรือแบม นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และเพื่อนกลุ่มทะลุวัง ร่วมกันเข็นรถเคลื่อนโลงศพ และมีกลุ่มประชาชน เดินต่อท้ายขบวนเพื่อเวียนรอบเมรุ จำนวน 3 รอบ 

โดยระหว่างเวียนรอบเมรุ ได้เปิดเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา , เพื่อมวลชน , ฝากรักถึงเจ้าผีเสื้อ รวมถึงการตะโกนเรียกร้องสิทธิการประกันตัวผู้ต้องหาคดีทางการเมือง ก่อนช่วยกันยกโลงศพขึ้นไปบนเมรุ 

จากนั้น ทางเพื่อนและครอบครัวได้มีการแสดง รำมโนราห์ และทำกิจกรรมหน้าไฟ เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับบุ้งเป็นครั้งสุดท้าย

บุคคลทางการเมืองร่วมงานศพบุ้งครั้งสุดท้ายบุคคลทางการเมืองร่วมงานศพบุ้งครั้งสุดท้าย

ส่วน บุคคลสำคัญทางการเมืองที่มาร่วมงาน มีนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตประธาน นปช.  แต่การสังเกตไม่พบเยาวชนหญิงที่เคยอยู่ในการดูแลของบุ้ง (หยก) มาร่วมงานฌาปนกิจ

ขณะที่นาย กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน แถลงคำชี้แจงหน้าเมรุเผาศพบุ้ง หลังกรมราชทัณฑ์ออกเอกสารยืนยันการรักษา นางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง นักกิจกรรมทางการเมือง ว่าให้การช่วยเหลือตามมาตรฐานการรักษาวิชาชีพของแพทย์ 

โดยแพทย์ดำเนินการใส่ท่อช่วยหายใจ ได้นวดหัวใจ พร้อมให้ยากระตุ้นหัวใจ ยากระตุ้นความดันโลหิตตามมาตรฐานการช่วยชีวิตขั้นสูง และทีมบุคลากรทางการแพทย์ให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงเวลา จนส่งตัวผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 

หลังจากที่ ทนายกฤษฎางค์อ่านคำแถลง ชี้แจงของกรมราชทัณฑ์เสร็จก็ได้ฉีกกระดาษที่เป็นเพลสของกรมราชทัณฑ์ทันที 

จากนั้น ทนายกฤษฎางค์ ได้นำบันทึกการรักษาของ นางสาวเนติพร หรือ บุ้ง จากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มาอ่านเพื่อชี้แจงว่า นางสาวเนติพร หมดสติในเวลา 06.23 น. ซึ่งขณะนั้นไม่มีสัญญาณชีพ และมีการทำ CPR จนกระทั่งถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ในเวลา 09.30 น. และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

โดยสาเหตุการเสียชีวิตจากการชันสูตรพลิกศพ ลงความเห็นว่าภาวะหัวใจล้มเหลวโดยเฉียบพลัน ภาวะสมดุลเกลือแร่ผิดปกติ และภาวะหัวใจโต ส่วนผลการตรวจหาสารพิษอยู่ระหว่างการรอผล

ข้อมูลการรักษาจากเวชระเบียนที่ได้รับจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่รับบุ้งมารักษาในเวลา  09:30 น. ขณะนั้น ไม่มีสัญญาณชีพคลื่นหัวใจแรกรับไม่มีคลื่นไฟฟ้าของหัวใจข้างล่าง (Asystole) ไม่มีเสียงลมในปอด แต่กลับได้ยินที่บริเวณลิ้นปี่ และพบท่อช่วยหายใจอยู่ในหลอดอาหารรวมถึงค่าคาบอนได


อ๊อกไซด์ ที่วัดการหายใจ ( ETCO2) เท่ากับ 0 มิลลิเมตรปรอต ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจใหม่ที่ห้องฉุกเฉินและหลังใส่ท่อช่วยหายใจใหม่ก็ได้ยินเสียงลมที่ปอดทั้ง 2 ข้าง และ ค่าคาบอนไดอ๊อกไซด์ ที่วัดการหายใจ ( ETCO2) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 10 มิลลิเมตรปรอท

ทนายกฤษฎางค์ ได้ตั้งข้อสงสัย ถึงการกู้ชีพ ตั้งแต่ที่ บุ้ง ล้มและไม่มีสัญญาณชีพ เมื่อตอน 06.23 น. เป็นเวลา 3 ชั่วโมง กว่าจะมาถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ 

ทนายกฤษฎางค์  ยังบอกอีกว่าการใส่ท่อช่วยหายใจในหลอดอาหารเป็นสิ่งที่พบได้ แต่ตามมาตรฐานวิชาชีพ การตรวจสอบเพื่อยืนยันตำแหน่งข้อช่วยหายใจทันทีเป็นเรื่องพื้นฐาน หากไม่แน่ใจต้องมีวิธีในการยืนยัน เพื่อแน่ใจว่าตำแหน่งของท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องหรือไม่ และแม้การใส่ท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่งอาจไม่ได้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตแต่ก็เป็นหนึ่งในความผิดพลาดร้ายแรงที่ทำให้โอกาสการคืนชีพของบุ้งน้อยลงจนกลายเป็นแทบไม่มีโอกาสการรอดชีวิต

ดังนั้นทนายความและครอบครัวจึงตั้งคำถามกับทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ บุ้ง ตั้งแต่การดูแลก่อนการเสียชีวิตการกู้ชีพไปจนถึงการส่งตัวเพื่อรักษาต่อ เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ทราบถึงมาตรฐานของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ถูกคุมขังคนอื่นที่ต้องใช้โรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่เกิดเหตุในลักษณะเช่นเดียวกับบุ้งอีก ทนายกฤษฎางค์ ยังบอกอีกว่าสิ่งที่ตนและครอบครัวบุ้ง สงสัยนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง 

นอกจากนี้ทนายกฤษฎางค์ ยังบอกอีกว่าได้สอบถามรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ว่ารถฉุกเฉินที่นำตัวบุ้งไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ภายในมีแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์อยู่ในรถคันดังกล่าวอีกด้วย

ขณะที่ พรุ่งนี้ เวลา 09.30 น. ทีมทนายความ และกลุ่มเพื่อนจะเดินทางไปยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์เพื่อขอประวัติการรักษาบุ้ง 5 วันก่อนเสียชีวิต หลังถูกเลื่อนการส่งเอกสารมาถึง 7 ครั้ง

‘อ.อุ๋ย’ ชี้ข้าว10ปี ต้องผ่านรับรองจาก อย. – พณ. สร้างความเชื่อมั่นให้ ปชช.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575003

19 พ.ค. 2567

13:35 น.

'อ.อุ๋ย' ชี้ข้าว10ปี ต้องผ่านรับรองจาก อย. - พณ. สร้างความเชื่อมั่นให้ ปชช.

‘อ.อุ๋ย’ เรียกร้อง อย.-พาณิชย์ ออกใบรับรองข้าว10ปี หากพบมีคุณภาพ ไร้อันตราย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและผู้บริโภค

จากกรณีมีข่าวผลการตรวจแล็บข้าวล็อต 10 ปี ในโครงการรับจำนำข้าวนั้น ไม่มีสารพิษ หรือสารปนเปื้อนใด ๆ ที่เป็นอันตราย 

นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความคิดเห็นผ่านเฟสบุ๊กว่า ต้องได้รับการรับรองจากขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) โดยระบุ

ข้าว 10 ปี ในโครงการรับจำนำข้าว ( แฟ้มภาพ)ข้าว 10 ปี ในโครงการรับจำนำข้าว ( แฟ้มภาพ)

“กรณีตรวจข้าวสิบปี ถ้าจะให้ประชาชนหรือผู้บริโภคไม่ว่าในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ มีความเชื่อมั่น ต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงซึ่งได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลทั้งอาหารสดและอาหารแปรรูป ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 

และหากจะส่งออกต้องผ่านการรับรองจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีอำนาจตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 

นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งผมยังไม่เห็นหน่วยงานเหล่านี้ออกมาให้ความเห็นต่อประชาชนหรือออกเอกสารรับรองคุณภาพของข้าวล็อตดังกล่าวแต่อย่างใด

ผมจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการรับรองคุณภาพสินค้าอาหาร สินค้าเกษตรโดยตรง เข้ามาตรวจสอบตามมาตรฐานทางวิชาการ มีการถ่ายทอดสดกระบวนการเก็บตัวอย่างและการตรวจ และออกมาแถลงข่าวให้ความเชื่อมั่นแก่ประชน และออกเอกสารรับรองเป็นลายลักษณ์อักษร ลงนามโดยผู้มีอำนาจ เพื่อให้ความมั่นใจแก่ประชาชนต่อไป ไม่ใช่เพียงแค่ให้นักข่าวเอาตัวอย่างบางส่วน ซึ่งไม่รู้ว่าสะท้อนคุณภาพของข้าวทั้งล็อตหรือไม่ เอาไปตรวจแล็บ แล้วออกมาให้ข่าวครับ”

‘ก้าวไกล’ ไม่จัดงานชน ‘เพื่อไทย’ หากได้เป็น รบ. ระเบิดเวลาจุดศักยภาพประเทศ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574996

19 พ.ค. 2567

12:31 น.

'ก้าวไกล' ไม่จัดงานชน 'เพื่อไทย' หากได้เป็น รบ. ระเบิดเวลาจุดศักยภาพประเทศ

‘ก้าวไกล’ จัดงาน Policy Fest ยืนยันไม่ชน ‘เพื่อไทย’ ย้ำ พ.ค. มีหลายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เทียบหากได้เป็นรัฐบาลจะระเบิดเวลาจุดศักยภาพประเทศ

ในวันนี้พรรคก้าวไกลจัดงาน Policy Fest ในโอกาสครบ 1 ปี เลือกตั้ง แต่ในขณะที่พรรคเพื่อไทยก็จัดงาน “10 เดือนที่ไม่รอ ไปต่อให้เต็ม 10” เช่นกัน ถือเป็นการเลือกจัดงานชนกันหรือไม่ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าวันนั้นเป็นรัฐบาลก้าวไกล วันนี้จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เปิดเผยว่า ใช่ครับ เราคิดว่ามี 6 ระเบิดเวลาของประเทศไทยที่หากรัฐบาลตั้งใจทำงานและมีวาระเป็นของตัวเองก็จะทำให้ระเบิดเวลาเหล่านั้นกลายเป็นศักยภาพที่ดีได้ ซึ่งตนได้เคยพูดเรื่องนี้ในการอภิปราย ม.152 ไปแล้ว ว่าเมื่อฟังรัฐบาลแล้วไม่พบว่ารัฐบาลมีวาระอะไร วันนี้จึงเป็นการแสดงว่าพรรคก้าวไกลมีวาระอะไร เมื่อเราเป็นฝ่ายค้านเชิงรุกเราก็มีวาระ แต่หากเราได้เป็นรัฐบาลเราก็จะมีวาระของเรา เพราะหากรัฐบาลไม่มีวาระก็จะทำงานไปเรื่อยๆไม่มีทิศทาง จึงอยากนำเสนอว่า สิ่งที่เป็นระเบิดเวลาและเป็นศักยภาพด้วยมันตรงใจกับที่ประชาชนคิดไว้ในใจหรือไม่ โดยงานนี้เป็น Policy Fest ครั้งแรก ต่อไปก็คงมีการจัดงานลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

\'ก้าวไกล\' ไม่จัดงานชน \'เพื่อไทย\' หากได้เป็น รบ. ระเบิดเวลาจุดศักยภาพประเทศ

นอกจากนี้วันนี้ยังเป็นวันครบรอบการกระชับพื้นที่ กลุ่ม นปช. 19 พฤษภาคม 2553 การจัดงานมีแฝงนัยยะหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ในเดือนพฤษภาคมมีประวัติศาสตร์ทางการเมืองเยอะ หากไปจัดในวันที่ 22 ก็จะตรงกับวันรัฐประหาร ส่วนที่จัดวันนี้ 19 พฤษภาคม หัวหน้าพรรค นายชัยธวัช ตุลาธน ยังไม่อยู่ในช่วงเช้าเพราะไปทำบุญให้กับผู้สูญเสียที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ซึ่งการคืนความยุติธรรมให้กับผู้สูญเสียพี่น้องคนเสื้อแดงเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคก้าวไกลด้วย 

ส่วนจัดงานเพื่อใช้งบประมาณทิ้งทวนก่อนโดนยุบพรรคหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า เรายังสู้คดีเต็มที่และไม่ตีตนไปก่อนไข้ เราจัดงานเพราะครบหนึ่งปีเลือกตั้งไม่ได้เกี่ยวข้องว่าพรรคจะโดนยุบหรือไม่ยุบ เช่นกันกับที่มีคนบอกว่ามีประชุมสภาฯ วันที่ 18-19 มิถุนายน จะตรงกับวันที่พรรคโดนยุบ ตนก็ยังต้องเตรียมตัวอภิปราย พ.ร.บ.ประชามติหรืองบประมาณแผ่นดินอย่างเต็มที่ที่สุด เรื่องนี้ไม่ทำให้เสียสมาธิในการทำงาน

\'ก้าวไกล\' ไม่จัดงานชน \'เพื่อไทย\' หากได้เป็น รบ. ระเบิดเวลาจุดศักยภาพประเทศ

ด้านนายวีรยุทธ์ กาญจน์ชูรัตน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ยืนยันเป็นงานที่เตรียมล่วงหน้ามาพอสมควร งานนี้มีความตั้งใจให้เป็นหมุดหมายของการทำงานครบหนึ่งปีอยู่แล้ว หากดูจากขนาดงานที่จัดและรายละเอียดต่างๆ

สำหรับการจัดงาน Policy Fest ของพรรคก้าวไกล นายพิธา ประเมินการทำงานของ สส.พรรคก้าวไกล ว่า ทำได้อย่างเต็มที่ แต่มีเรื่องที่ยังต้องพัฒนาอีกเยอะ จึงทำให้เกิดงานดังกล่าว เป็น Policy รวมกับ Festival ซึ่งพยายามมีการเทรนทั้งกรรมาธิการหรือ สก. ว่าที่ผู้สมัคร อบจ. รวมถึงท้องถิ่นที่เราชนะมาแล้ว เพื่อทำให้การเมืองเป็นเรื่องสนุก

ด้านนายวีรยุทธ์ กาญจน์ชูรัตน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า งาน Policy Fest ครั้งที่ 1 จัดขึ้นเพื่อรวบรวมนโยบาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องยาก คนอาจเข้าไม่ถึงและเป็นการสื่อสารทางเดียว พรรคก้าวไกลจึงอยากจัดในรูปแบบมหกรรมที่อยากให้คนได้มีส่วนร่วมและถือโอกาสครบรอบหนึ่งปี ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เป็นการเลือกตั้งที่มีประชาชนตื่นตัวและออกมาใช้สิทธิ์มากเป็นประวัติการณ์ 

นายวีรยุทธ์ กล่าวว่า มีที่ผ่านมามีการตั้งคำถาม เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างที่สังคมไทยคาดหวังแล้วหรือยัง พรรคก้าวไกลจะมาทำให้เห็นว่า ทุกองคาพยพทำอะไรไว้บ้าง ทั้ง สก. สส. แยกรายประเด็นถึง 6 ประเด็น ให้ผู้สนใจเข้าไปเรียนรู้และให้ความเห็น เสียงตอบรับต่อนโยบายต่างๆของพรรคด้วย ทำให้พรรครู้ว่าผู้คนให้ความสนใจกับประเด็นใด

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่ามีประชาชนจำนวนมากจากในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัดเดินทางมาร่วมงาน อีกทั้งพบนายปดิพันธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง เดินทางมาร่วมงานด้วย และบอกผู้สื่อข่าวว่า “มาเยี่ยมเพื่อนๆ”

‘พิธา’ ปัด ‘ก้าวไกล’ ฉวยโอกาสโหน ‘บุ้ง ทะลุวัง’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574993

19 พ.ค. 2567

12:10 น.

'พิธา' ปัด 'ก้าวไกล' ฉวยโอกาสโหน 'บุ้ง ทะลุวัง'

‘พิธา’ ปัด ‘ก้าวไกล’ ฉวยโอกาสโหน การเสียชีวิตของ ‘บุ้ง ทะลุวัง’ แนะ ตะวัน นึกถึงภาพรวม เพราะการต่อสู้ยังยาวไกล ฝาก 5 ‘ข้อเรียกร้อง’ หยิบฟืนออกจากกองไฟ

วันที่19พ.ค.2567 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่ทนายความของ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง ทะลุวัง ระบุว่า สาเหตุของการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร เนื่องจากมีการใส่ท่อช่วยหายใจผิด ว่า  อยากให้รอฟังความชัดเจนจากแพทย์ผู้ให้การรักษา ซึ่ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมบอกว่า วันจันทร์นี้ (20 พ.ค.) จะให้ข้อมูลกับครอบครัวในเรื่องนี้ ขอให้สังคมตั้งสติ และรอฟังข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ 

ส่วนกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร ถูกนำไปโยงกับคดีมาตรา 112 นั้น นายพิธา กล่าวว่า ต้องแยกกัน เพราะการ แก้ไขมาตรา 112 เป็น สิ่งที่ น.ส.เนติพร เรียกร้อง แต่การที่ต้องอดอาหารเวลานาน เป็นการเรียกร้องสิทธิการประกันตัว เพราะการถูกฝากขังยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จึงได้ตัดสินใจอดอาหารประท้วง

ส่วนที่ น.ส.เนติพร เคยได้รับสิทธิ์การประกันตัวแล้วแต่กระทำผิดซ้ำ ในคดีทำร้ายเจ้าหน้าที่ศาล จึงถูกถอดสิทธิการประกันตัวนั้น  นายพิธา กล่าวว่า ไม่สามารถตอบแทนได้ เพราะ น.ส.เนติพร เสียชีวิตไปแล้ว แต่ถ้าจะให้เดาเชื่อว่า น.ส.เนติพร ไม่ได้ต่อสู้เพื่อตนเองเพียงคนเดียว แต่ต่อสู้เพื่อเพื่อนและเสรีชนที่มีความคิดแบบเดียวกัน ว่า ทุกคนเสมอภาคตามกฎหมาย และการขังคน 2-3 เดือน โดยที่เขาไม่มีความผิดเป็นเรื่องที่ เขาติดใจและเรียกร้อง ไม่ใช่เพื่อตัวเองคนเดียวแต่เพื่อคนไทยทุกคน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุผลที่ ส.ส. พรรคก้าวไกล ไม่ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงที่ น.ส.เนติพร ออกมาเรียกร้องแต่กลับมาแสดงความเห็นในช่วงที่ น.ส.เนติพร เสียชีวิตไปแล้ว  ถือเป็นการฉกฉวยหรือไม่ 

นายพิธา กล่าวว่า ไม่ใช่การฉกฉวยแน่นอน เพราะการเคลื่อนไหวของเยาวชนมีอิสระเป็นของตัวเองไม่ได้ยึดโยงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง  แต่ พรรคก้าวไกล เชื่อในหลักนิติรัฐนิติธรรม เชื่อในสิทธิการประกันตัว  และสิทธิ์การเข้าถึงทนาย แต่ไม่ได้หมายความว่าพรรคก้าวไกลกับกลุ่มเยาวชนเห็นไปในทิศทางเดียวกันทุกเรื่อง พร้อมกล่าวว่า หากฝั่งตรงข้ามถูกฝากขังเราก็จะออกมาพูดเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ไม่ใช่การฉกฉวยผลประโยชน์ทางการเมืองแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคก้าวไกลจะเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มผู้ต้องขัง ที่ยังอดอาหารหรือไม่ หลังสูญเสีย น.ส.เนติพร ไปแล้วหนึ่งคน

นายพิธา กล่าวว่า เราพยายามพูดคุยมาโดยตลอด  3 ปีที่ผ่านมา ว่าไม่อยากให้เอาชีวิตไปเสี่ยงเสี่ยง แต่เราไม่สามารถก้าวก่าย ความมุ่งมั่นและความเด็ดเดี่ยว และจิตใจของเขาได้ เพราะตนไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่หากมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยม ก็จะบอกว่าให้เอาชีวิตตัวเองมาก่อน เพราะการต่อสู้ ยังอีกยาวนาน แต่เขาจะฟังหรือไม่ถือเป็นสิทธิ์ของเขา เพราะบางครั้งการเลือกทำแบบนี้อาจจะเพื่อให้สังคมได้รับรู้ ข้อเรียกร้อง

ส่วนอีกคนที่น่าเป็นห่วงคือ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ นั้น จำเป็นจะต้องพูดคุยหรือไม่  นายพิธา กล่าวว่า เท่าที่ทราบขณะนี้ถูกย้ายตัวมาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติแล้ว อยากให้ ทานตะวัน คิดถึงภาพรวม ซึ่งตนทราบดีว่า ตอนนี้เสียใจกับการสูญเสีย แต่ชีวิตของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ ฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ทานตะวันไว้ด้วย

นายพิธา กล่าวว่า มี ข้อเรียกร้อง 5 ข้อ คือ ความโปร่งใสชัดเจนจากทางราชทัณฑ์ ระบบยุติธรรมที่แต่เริ่มตั้งแต่ตำรวจและอัยการ หากสองหน่วยงานนี้ได้รับนโยบายจากรัฐบาล ไม่เอาผิดผู้เห็นต่างทางการเมือง และมองผู้ที่มีความเห็นต่างกับผู้มีอำนาจเป็นเรื่องปกติ  อาจจะชะลอและรับฟังความเห็นจากรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

ทั้งนี้ มองว่าสามเสาหลักของประเทศทั้งศาล ฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร น่าจะพูดคุยกันเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ 

เรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม  ต้องรีบผลักดันให้ออกมาเร็ว ไม่ควรแยกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออก และไม่ควรผลักอนาคตของชาติออกไป จนไม่มีพื้นที่เหลือให้พูดคุยกัน เอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงแบบนี้ ตนหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะเชื่อว่าหากต้นทางถึงปลายทางเห็นตรงกันเราจะหยิบฟืนออกจากกองไฟทางการเมืองได้

ดร.ผึ้ง โพสต์เพลง “ส่วนต่าง” สุดบาดใจ เหมือนส่งไปให้คณะ หรือ ให้ใครกันนะ?

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574990

19 พ.ค. 2567

11:41 น.

ดร.ผึ้ง โพสต์เพลง "ส่วนต่าง" สุดบาดใจ เหมือนส่งไปให้คณะ หรือ ให้ใครกันนะ?

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น? ทำไมรองโฆษกรัฐบาลคนสวยอย่าง “ดร. ผึ้ง เกณิกา” จู่ๆก็โพสต์ภาพเหม่อเผลอๆ เหมือนอยู่ต่างประเทศพร้อมแปะเนื้อหาเพลง “ส่วนเกิน” ลงเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว งานนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เพลงเพราะ? อยากบอกความในใจ? หรือความน้อยใจ กันแน่?

 

เรียกว่าเป็นการโพสต์ข้อความบอกผ่านอารมณ์แบบบาดใจสุดๆสำหรับ รองโฆษกรัฐบาลคนสวยอย่าง ดร. ผึ้ง เกณิกา อุ่นจิตร์ ก็ไม่รู้ว่าอารมณ์ไหน จู่ๆก็โพสต์ภาพเหม่อเผลอๆ เหมือนอยู่ต่างประเทศ พร้อมแปะเนื้อหาเพลง “ส่วนเกิน” ลงเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ดร.ผึ้ง เกณิกา – Dr.Kenika  พร้อมระบุแคปชั่นว่า “เพลงเพราะ”  แต่โพสต์นี้ปลิวไปไว้แท้ เจ้าตัวลบออกไปแล้วจ้า แต่เอ๊ะ! ถ้ามองผ่านๆก็สวยดีดู เพลงเพราะไม่มีอะไร แต่ให้คิดไปลึกๆก็มีประเด็นที่ให้คิดเหมือนกันนะ 

ดร.ผึ้ง โพสต์เพลง \"ส่วนต่าง\" สุดบาดใจ เหมือนส่งไปให้คณะ หรือ ให้ใครกันนะ?

 

โดยปกติแล้วเราก็มักจะเห็นภาพ นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ และดร. ผึ้ง เกณิกา ไปไหนมาไหนอยู่ด้วยเสมอๆ ทั้งที่ในเวลางานและในสื่อโซเชี่ยล  แต่ทำไมหนอ? ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะเดินสายต่างประเทศ แต่ไร้เงา ดร. ผึ้ง เกณิกา! 

ดร.ผึ้ง โพสต์เพลง \"ส่วนต่าง\" สุดบาดใจ เหมือนส่งไปให้คณะ หรือ ให้ใครกันนะ?

โดยการเดินสายต่างประเทศครั้งนี้ เศรษฐา ทวีสิน พร้อมคณะ ได้ออกเดินทางไปต่างประเทศเพื่อนำนักธุรกิจไทยเข้าร่วมงานต่างๆ นอกเหนือจากการปฏิบัติภารกิจตามคำเชิญ วันที่ 15-24 พฤษภาคม ระยะเวลารวม 10 วัน  เริ่มต้นที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการเยือนเพื่อนำคณะนักธุรกิจไทยร่วมงาน Thailand-France Business Forum จากนั้น นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐอิตาลี เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิตาลี ซึ่งในปี 2567 จะครบรอบ 156 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน จบทริปด้วยกรุงโตเกียว ญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาในการประชุม Nikkei Forum Future of Asia

ดร.ผึ้ง โพสต์เพลง \"ส่วนต่าง\" สุดบาดใจ เหมือนส่งไปให้คณะ หรือ ให้ใครกันนะ?

มาเปิดความหมายของเพลง ที่บาดลึกกินใจเหมือนอยากบอกอะไรบางอย่างกับเพลง ส่วนต่าง (Do It With out Me) ที่ ดร. ผึ้ง เกณิกา โพสต์ชมว่าเพราะแถมยังเอาข้อความบางส่วนของในเพลงมาใส่ภาพอีกด้วยกับข้อความว่า… I know you can do it with out me  ( ฉันรู้ว่าคุณสามารถทำได้โดยไม่มีฉัน)  งานนี้ก็ไม่รู้ว่าที่โพสต์เนื่องจาก เพลงเพราะ?  อยากบอกความในใจ?  หรือความน้อยใจ กันแน่? 

ดร.ผึ้ง โพสต์เพลง \"ส่วนต่าง\" สุดบาดใจ เหมือนส่งไปให้คณะ หรือ ให้ใครกันนะ?

“ส่วนต่าง (do it with out me)” ซิงเกิลใหม่ล่าสุด ของ “BOWKYLION” ที่ชวนค้นหาคำตอบในความสัมพันธ์ที่จำใจให้ต้องแยกจาก แต่ยังคงคอยดูแลอยู่ห่างๆ ซึ่งยังคงเต็มไปด้วยความยินดีกับความสำเร็จ  “You can do it with out me”  ถึงแม้ว่าจะไม่มีคำว่าเรา อีกแล้วก็ตาม “ส่วนต่าง”  เพลงนี้นอกจากเพื่อแสดงความยินดีแล้ว ยังสามารถใช้ปลอบใจตัวเอง และบรรยายอาการคนที่ยิ้มทั้งน้ำตาได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

เอาเป็นว่าที่เขียนๆมาทั้งนี้หมดนี้ ก็ยังไม่รู้ว่าทำไม ดร. ผึ้ง เกณิกา ถึงโพสต์แบบนั้นและรีบลบทิ้งในทันทีทันใด เอาเป็นว่าก็ต้องรอฟังคำตอบจากเจ้าตัวแล้วกันเนอะ  ซึ่งในตอนนี้ความคลื่อนไหวล่าสุดเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวของ ดร. ผึ้ง เกณิกา เหมือนจะโพสต์รูปเก่าที่ไป อุทยานหินเขางูที่ จ. ราชบุรี ซึ่งก่อนหน้านี้มี การประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 19/2567 “ฐานเศรษฐกิจสีเขียว และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” กลุ่มจังหวัดภาดกลางตอนล่าง2  (เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร) ในวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี

ดร.ผึ้ง โพสต์เพลง \"ส่วนต่าง\" สุดบาดใจ เหมือนส่งไปให้คณะ หรือ ให้ใครกันนะ?
ดร.ผึ้ง โพสต์เพลง \"ส่วนต่าง\" สุดบาดใจ เหมือนส่งไปให้คณะ หรือ ให้ใครกันนะ?

เนื้อเพลง ส่วนต่าง (Do It Without Me) BOWKYLION

จำได้ทุกทุกอย่าง จำได้ทุกทุกการเดินทาง

ทุกความฝันในตอนที่ฉันยังยืนข้างเธอ แต่ก่อน

เปลี่ยนไปทุกทุกอย่าง อยู่ไกลกันคนละเส้นทาง

แต่ยังเห็นสิ่งที่เธอนั้นเคยพยายาม

ไม่ต้องกลัวสักนิดอย่าคิดว่ามันจะสาย

เธอเก่งจะตาย โดยไม่ต้องมีฉันข้างเธอ

เห็นไหม เธอทำได้ดี

โดยไม่ต้องมีฉันอยู่

ก็รู้เธอทำได้ทุกอย่าง

ดูแลตัวเองดีดี

ส่งเธอได้ไกลสุดแค่นี้

I know you can do it without me

ไม่จำเป็นต้องเศร้าเลย ยินดีที่เคยได้ร่วมทาง

ในวันนี้หากเธออ้างเธออ้างว้างก็คงไม่ต่างกัน

ทุกวันยังใจหายกับเรื่องที่มันสาย

ยอมรับความจริงไม่ได้ว่าเราไม่มีกันและกัน

ออกไปจากตรงนี้ทั้งที่ยังใจสลาย

อยากอยู่ให้ได้ ต่อให้ไม่มีเธอข้างฉัน

เห็นไหม เธอทำได้ดี

โดยไม่ต้องมีฉันอยู่

ก็รู้เธอทำได้ทุกอย่าง

ดูแลตัวเองดีดี

ส่งเธอได้ไกลสุดแค่นี้

I know you can do it without me

ความทรงจำยังคงงดงามเสมอ

แม้ในตอนที่เธอไม่ได้อยู่ข้างฉัน

วันที่เดินคนละทางฉันพบส่วนต่าง หล่นจากความฝัน

ส่วนที่ต่างกันคือฉันอยู่ไม่ไหว

เห็นไหม เธอทำได้ดี

โดยไม่ต้องมีฉันอยู่

ก็รู้เธอทำได้ทุกอย่าง

ดูแลตัวเองดีดี

ส่งเธอได้ไกลสุดแค่นี้

I Know you can do it without me

“พิธา” ย้ำ ก้าวไกล ไม่มีเจตนาล้มล้างการปกครอง พร้อมยอมรับหากถูกยุบพรรค

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574987

19 พ.ค. 2567

10:55 น.

“พิธา” ย้ำ ก้าวไกล ไม่มีเจตนาล้มล้างการปกครอง พร้อมยอมรับหากถูกยุบพรรค

“พิธา” ย้ำ ก้าวไกล ไม่มีเจตนาล้มล้างการปกครอง พร้อมยอมรับหากถูกยุบพรรค ยันจะทำทุกทางนำพา 150 สส. อยู่พรรคใหม่ด้วยกัน

“นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ประธานที่ปรึกษาหัวหน้า “พรรคก้าวไกล” กล่าวถึงกรณีการยุบ “พรรคก้าวไกล” ว่า หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ขยายเวลาการส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2567 นี้ ก็พร้อมที่จะยื่น โดยได้มีการเตรียมเอกสารไว้แล้ว ซึ่งในทางการต่อสู้ต้องแก้ข้อกล่าวหามาตรา 91 และมาตรา 92

ขณะเดียวกันต้องใช้หลักฐานจากภายนอก ซึ่งข้อกล่าวหาในคำร้องคดีนี้แตกต่างจากคำร้อง คดีล้มล้างการปกครอง เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา พร้อมกล่าวว่า ได้เตรียมใจตั้งแต่วันแรกตั้งแต่เป็นนักการเมือง ที่จะรองรับเหตุการณ์ที่ต้องเผชิญหน้า

“การเป็นนักการเมือง เตรียมใจแต่วันแรกที่เข้ามาทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นได้ทั้งหมด แต่ว่าเราอย่าเอาเวลาไปกังวลให้มากจนเกินไป ในสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น แต่ต้องทำสิ่งที่อยู่ต่อหน้าปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และวันนี้มี Policy Fest เดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ และวันที่ 18 มิถุนายนนี้ มีอภิปรายกฎหมายประชามติที่จะได้อภิปรายด้วย รวมถึงกฎหมายงบประมาณยังคงทำหน้าที่ทุกวัน”

นายพิธา กล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดถึงพรรคสำรอง ตอนนี้ขอโฟกัสเรื่องงาน แม้จะมีคำสั่งยุบ “พรรคก้าวไกล” มั่นใจว่า สส. ในพรรคกว่า 150 คนจะคงไปสังกัดพรรคใหม่ ยืนยันว่า จะทำทุกอย่างให้ทุกคนได้ไปอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่แค่คนที่รอดหรือไม่รอด โดยไม่ห่วงว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยโดนดูด สส.อย่างตอนยุบ “พรรคอนาคตใหม่”

“ผมฟังแต่ยังไม่เชื่อ ไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าพรรคไหนต้องการที่จะได้ไป เพื่อให้มีโควตา สส. เอาไว้ต่อรองใน ครม. หรืออาจจะมีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้น อย่าง 2-3 วันที่ผ่านมา ก็รับฟังทุกเรื่อง ขณะเดียวกันเป็นการบ่อนเซาะทำลายความเชื่อมั่นของพรรคในช่วงที่แย่ ซึ่งก็ได้เตือนผ่านหัวหน้าพรรค และช่วยพูดกับคนในพรรคว่ายังคงฟังซึ่งกันและกัน

จะไม่ล่าแม่มดหรือกล่าวหาว่าเป็นใครในพรรคหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นในพรรคหายไป และทำให้การ ดูด สส.ง่ายขึ้น ขอให้ทุกคนหนักแน่นกับพรรคก้าวไกล พรรคเข้มแข็งหนักแน่นในอุดมการณ์ และต้องถามตัวเองบ่อยๆ ว่ามาเป็นนักการเมืองและ สส.พรรคก้าวไกลทำไม” 

นายพิธา กล่าวต่อว่า หากให้อธิบายเรื่องข้อกฎหมายต่อศาลว่า “พรรคก้าวไกล” ไม่มีเจตนาล้มล้างการปกครอง เพราะการล้มล้างคือการทำรัฐประหาร การร่วมมือกับรัฐบาลต่างประเทศการแบ่งแยกแผ่นดิน หรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง โดยยืนยันว่า สิ่งที่พรรคทำมีเจตนาดีต่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันในประเทศไทยผ่านนิติรัฐ นิติธรรม และความศรัทธา

พร้อมย้ำว่า คดียุบพรรคไม่ได้ทำให้เสียสมาธิ ไม่ว่าจะมีคำสั่งใดออกมายังคงเตรียมการอภิปรายแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ การออกเสียงประชามติที่จะมีขึ้นช่วงวันที่ 18 มิถุนายนนี้ โดยช่วงเย็นวันนี้ นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกลจะขึ้นพูดถึงอนาคตการเมืองไทย และอนาคตของ “พรรคก้าวไกล” ด้วย

“เศรษฐา” เสี่ยงผิด ถึงขั้นพ้นเก้าอี้ เหตุจงใจปฎิบัติหน้าที่ขัดต่อ รธน.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574980

19 พ.ค. 2567

09:09 น.

"เศรษฐา" เสี่ยงผิด ถึงขั้นพ้นเก้าอี้ เหตุจงใจปฎิบัติหน้าที่ขัดต่อ รธน.

นายกฯ เสี่ยงผิด ถึงขั้นพ้นเก้าอี้ เหตุจงใจปฎิบัติหน้าที่ขัดต่อ รธน. สว.สายทหาร ยัน สว.มาจากหลายสายไม่เฉพาะ “สายลุงป้อม – ลุงตู่” ยันไม่มีใบสั่ง

19 พ.ค. 2567 หลังจากที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” นัดพิจารณาคำร้อง 40 สว. เรื่องคุณสมบัติของ นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนัก “นายกรัฐมนตรี” และการเสนอชื่อนายพิชิตขึ้นทูลเกล้าฯ ของนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” โดยจะมีการบรรจุเข้าวาระการพิจารณา ของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ในวันพฤหัสบดีที่ 23 พ.ค. 2567 นี้

การประชุมของตุลาการ “ศาลรัฐธรรมนูญ” วันพฤหัสบดีที่ 23 พ.ค.นี้ มีวาระพิจารณาว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ และจะพิจารณาว่าต้องพักการทำหน้าที่ไว้ก่อนระหว่างพิจารณาคำร้องหรือไม่ หากมีมติรับคำร้องไว้พิจารณา

นายประพันธ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา หนึ่งใน สว.ที่ร่วมลงชื่อในคำร้องส่ง “ศาลรัฐธรรมนูญ” ให้วินิจฉัยสถานภาพการเป็นรัฐมนตรีของ นายพิชิต ชื่นบาน เพราะอาจขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี

โดยนายประพันธ์ กล่าวถึงกรณีมีกระแสโต้แย้งจาก สว.บางส่วนในการร่วมลงชื่อ จนอาจทำให้คำร้องไม่สมบูรณ์ว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ระบุเอาไว้ชัด ให้ใช้เสียง สว. 1 ใน 10 ก็คือไม่น้อยกว่า 25 คน ฉะนั้นจึงเป็นไปตามขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญทั้งหมดแล้ว สมาชิกเสนอผ่านประธานวุฒิสภา จากนั้นประธานฯ ก็ส่งคำร้องให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” จึงไม่มีอะไรเป็นปัญหา

ส่วนรัฐมนตรีที่ถูกยื่นคำร้อง ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่นั้น อยู่ที่ดุลยพินิจของศาล ซึ่งศาลก็มีคำวินิจฉัยในแนวทางนี้มาหลายครั้งแล้ว คือให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เอาไว้ก่อน เพื่อรอคำวินิจฉัย อย่างกรณีของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยถูกศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน กรณีมีข้อสงสัยว่าดำรงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”  ครบ 8 ปี หรือ 2 วาระแล้วหรือยัง ฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นดุลยพินิจของศาล และในคำร้องของ สว. ก็มีคำขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่แนบไปด้วย

สว.ประพันธ์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะหาก นายพิชิต ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี นายกฯ เศรษฐา ก็ต้องรับผิดชอบ อาจถึงขั้นถูกวินิจฉัยว่าจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเปลี่ยนนายกฯ ใหม่ ต้องซาวด์เสียงกันใหม่ โดยเรื่องนี้ถือว่ามีมูล เพราะหลายฝ่ายท้วงติงมาตั้งแต่ต้นแล้ว และนายกฯ ก็รับทราบ ตัวนายกฯ เอง จึงถูกยื่นคำร้องต่อ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ว่า  

“รู้อยู่แล้วว่านายพิชิต มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ และในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีครั้งแรก ก็ไม่ได้แต่งตั้งด้วยปัญหาเรื่องคุณสมบัติ แต่มาครั้งที่ 2 กลับแต่งตั้ง ถือเป็นการจงใจกระทำการอันขัดต่อรัฐธรรมนูญ และจริยธรรมของผู้บริหาร เสนอรายชื่อคนขาดคุณสมบัติขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ”

การดำเนินการในส่วนนี้ จึงมีปัญหาเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ มีปัญหาการแต่งตั้งบุคคลขัดต่อมาตรฐานจริยธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160

สว.ประพันธ์ บอกด้วยว่า เรื่องนี้นายก ฯอาจไม่ได้คิด หรือ คิดไม่รอบคอบ เพราะกระทำไปตามความเห็นของผู้มีอำนาจเหนือกว่า เมื่อขอให้ตั้ง ก็ตั้งไป แต่นายกฯ ย่อมหนีความรับผิดชอบไม่พ้น อย่างไรก็ดี ยอมรับว่า กรณีของ “นายกรัฐมนตรี” ยังต้องรอการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่กรณีของนายพิชิต ไม่มีประเด็นน่าสงสัยเลย โดยเฉพาะคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (7) ที่ว่า ต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือ มีการรอการลงโทษ

ฉะนั้นคุณสมบัติข้อนี้จึงเข้มกว่าคุณสมบัติการลงสมัคร สส. ที่เคยต้องโทษจำคุกได้ แต่ต้องพ้นโทษมาเกิน 10 ปีแล้ว (ซึ่งเป็นคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตามมาตรา 160 (6) ด้วย) แต่มาตราเดียวกัน ยังมีคุณสมบัติที่เข้มยิ่งขึ้นกว่าคุณสมบัติการลงสมัคร สส.

ส่วนกรณีที่นายพิชิต บอกว่า โทษจำคุกของตน มาจาก “คำสั่งศาล” ไม่ใช่ “คำพิพากษาของศาล” ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (7) นั้น สว.ประพันธ์ เผยว่า เป็นเรื่องที่นายพิชิตพูดและคิดเอาเอง  เพราะจริงๆ แล้วคำพิพากษาของศาล มี 2 ลักษณะ คือ “คำพิพากษา” กับ “คำสั่ง” แต่มีผลให้ต้องจำคุกเหมือนกันใช่หรือไม่ ฉะนั้นคำสั่งจึงมีผลตามคำพิพากษา อยากบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ตีความอย่างแคบ จึงขอให้ไปศึกษาคำวินิจฉัยเก่าๆ ของศาลรัฐธรรมนูญ

ยกตัวอย่าง อดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช แค่ไปรับเงินบริษัทเอกชน ทำกับข้าวออกทีวี ก็ถือว่าเป็นลูกจ้างแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีสัญญาจ้าง นี่คือการตีความแบบกว้าง และความเป็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่นำมาอ้าง ก็ไม่ใช่ถึงที่สุด

กล่าวโดยสรุป คำสั่งของศาลที่มีผลให้จำคุก ก็คือคำพิพากษา เพียงแต่บางเรื่องเป็นคำร้อง ศาลก็จะพิพากษาโดยใช้คำสั่ง แต่ถ้าเป็นคดีพิพาท 2 ฝ่าย ศาลจะใช้คำว่า “พิพากษา” แต่ก็มีผลบังคับแบบเดียวกัน คือบุคคลผู้นั้นต้องจำคุก

หากนายพิชิต และ นายกรัฐมนตรี ลาออกก่อนศาลมีคำวินิจฉัย ทุกอย่างจะจบหรือไม่ สว.ประพันธ์ กล่าวว่า หากลาออกทั้ง 2 คน ศาลอาจสั่งจำหน่ายคดี แต่ถ้านายพิชิต ลาออกคนเดียว คดียังไม่จบ เพราะยังมีประเด็นวินิจฉัยเรื่องนายกฯอยู่ เพราะถือว่ากระทำผิดสำเร็จไปแล้ว

แหล่งข่าวจาก สว.สายทหาร ระดับ “ผู้คุมเสียง สว.” ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับ “ข่าวข้นคนข่าว” ว่า การล่าชื่อของ 40 สว. ที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีของนายพิชิต ชื่นบาน และพฤติการณ์กระทำการขัดรัฐธรรมนูญของนายกฯ เศรษฐา นั้น ไม่มีใบสั่งจากใครแน่นอน

พร้อมยืนยันว่า สว.ที่ร่วมลงชื่อ ไม่ได้มีเฉพาะ “สายลุงป้อม – ลุงตู่” หรือสายลุงคนไหน แต่มาจากหลายสาย แม้แต่สายนักธุรกิจก็มี เพราะมองเห็นความไม่เป็นธรรมในบ้านเมือง

แหล่งข่าวบอกด้วยว่า เรื่องนี้มีน้ำหนักบานปลายทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน เพราะผู้มีอำนาจเหนือพรรคเพื่อไทย กระทำหลายเรื่องอย่าง “ย่ามใจ” ไม่เคารพกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และไม่สนใจความรู้สึกของประชาชน พวกตนในฐานะ สว.จึงต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก่อนที่ทุกอย่างจะพังไปกว่านี้