‘รัชดา’ เหน็บ นายกฯ เพ้อเจ้อ ตั้งเป้าขายทุเรียน 1 ล้านล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572880

14 เม.ย. 2567

10:54 น.

‘รัชดา’ เหน็บ นายกฯ เพ้อเจ้อ ตั้งเป้าขายทุเรียน 1 ล้านล้าน

อดีตรองโฆษกรัฐบาล มองนายกฯ เพ้อเจ้อ ตั้งเป้าขายทุเรียน 1 ล้านล้านบาท ใน 10 ปี เป็นไปไม่ได้ ถ้าเพิ่มผลผลิต ราคาตกแน่

14 เม.ย.2567 ดร.รัชดา ธนาดิเรก อดีตรองโฆษกรัฐบาล และอดีต ส.ส พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์นายกฯ กับเป้าหมายทุเรียน 1 ล้านล้านบาท ใน 10 ปี ว่า 

แน่นอนว่าการบริหารอย่างมีเป้าหมายของนายกฯ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เป้าหมายขายทุเรียนอันอลังการอที่หวังสร้างคะแนนนิยมในกลุ่มชาวสวนทุเรียนนั้น ฟังแล้วรู้สึกถึงความเป็นไปได้เสียมากกว่า

นายกฯตั้งเป้าภายใน 10 ปี ขายทุเรียนให้ได้ 1 ล้านล้านบาท จากตอนนี้อยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท แปลว่า จะเพิ่มให้ได้อีกเกือบสิบเท่า !!

นายกฯ บอกจะเน้นขายของพรีเมี่ยม คำถามแรกคือ แล้วราคาทุเรียนมันต้องสูงเป็นเท่าไรถึงจะทำยอดได้1 ล้านล้านบาท (ทุเรียนนะไม่ใช่ทอง) เกษตรกรไทยสามารถตั้งราคาขายแพงเท่าไรก็ได้เหรอ ขณะที่เวียดนามมาแรงเหลือเกิน ครองส่วนแบ่งตลาดในจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก อยู่ที่ 31.8% ส่วนของไทยอยู่ที่ 68%

คำถามต่อมา ประเทศไทยจะเอาผลผลิตจากไหน พื้นที่ปลูกต้องเพิ่มอีกกี่เท่า? เมื่อความเป็นจริง ปี2566 มีเนื้อที่เพาะปลูก 1.05 ล้านไร่ ผลผลิต 1.54 ล้านตัน แล้วจะหาที่อีกสิบเท่า คิดง่ายๆคือ 10 ล้านไร่! จากไหน?

หากจะให้ลดปลูกพืชชนิดอื่น แล้วมาทุ่มปลูกทุเรียน ผลผลิตล้นตลาดแน่ ราคาตกแน่นอน อีกประการหนึ่ง กว่าทุเรียนจะเริ่มให้ผลผลิตหลังปลูกก็ประมาณ 4-5 ปีไปแล้ว 

ด้วยประการทั้งปวงที่หยิบยกมา ทำให้เห็นว่าเป้าหมายภายใน 10 ปี ขายทุเรียนให้ได้ 1 ล้านล้านบาท จึงเป็นไปไม่ได้เลย (แล้วจะพูดทำไมหละหนอ)

เช่นเดียวกับนายกฯค่ะ อยากให้เราขายทุเรียนได้เยอะๆ แต่เป้าหมายการบริหารงานต้องไม่เพ้อเจ้อ จะได้ไม่ชี้นำผิดทาง

รมว.อุตสาหกรรม เปิดแผนกลบ – ฝัง ‘แคดเมียม’ ที่ จ.ตาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572878

14 เม.ย. 2567

10:21 น.

รมว.อุตสาหกรรม เปิดแผนกลบ - ฝัง ‘แคดเมียม’ ที่ จ.ตาก

รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม รายงานความคืบหน้าแผนกลบ – ฝัง ‘แคดเมียม’ ที่ จ.ตาก ทำความเข้าใจชุมชนโดยรอบ คุมเข้มระบบขนย้าย จัดทำ EIA

14 เม.ย. 2567  นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม รายงานความคืบหน้าการจัดการตะกอนแคดเมียมว่า เมื่อวานนี้ (13 เม.ย.) คณะกรรมการอำนวยการการขนย้ายกากแคดเมียมและกากสังกะสี พิจารณาแผนขนย้ายกากแคดเมียม นำเสนอโดย บมจ.เบาด์แอนด์บียอนด์ จำกัด (มหาชน) โดยประเด็นที่คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญ ประกอบด้วย

1. ขั้นตอนการเตรียมการ เมื่อบริษัท ฯ มีแผนการขนย้ายกากแคดเมียมที่ชัดเจนแล้ว จะสามารถใช้ในการสื่อสารกับชุมชนได้ บริษัท ฯ ต้องทำความเข้าใจกับชุมชนบริเวณโดยรอบโรงงานที่จังหวัดตาก โดย อก.จะเข้าไปช่วยด้วย และขอให้บริษัทฯ เพิ่มรถขนส่งจาก 10 คันตามที่เสนอมา เป็น 30 คัน เพื่อให้ขนได้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ อก. ได้ดำเนินการพัฒนาระบบงานอิเล็กทรอนิกส์เพื่อควบคุมการขนส่งตั้งแต่ต้นทางจนถึงบำบัดแล้วเสร็จ (ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับแต่งให้สมบูรณ์) และการขนส่งต้องใช้ใบกำกับการขนส่ง เมื่อ บก.ปทส. ตรวจนับของกลางแล้ว จะส่งมอบให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ดำเนินการเคลื่อนย้ายกลับที่ต้นทาง โดยได้มีการเจรจาระหว่าง บริษัท เบาด์ฯ และ บริษัท เจแอนด์บี เมททอล จำกัด (J&B) ในการขนย้ายแล้ว และต้องคุยกับผู้ครอบครองกากแคดเมียมรายอื่น ส่วนการดำเนินการจะเริ่มขนย้ายกากจาก Warehouse ไปลงบ่อก่อน แล้วจึงจะขนย้ายกากจาก J&B เป็นลำดับต่อไป ก่อนจะขนย้ายกากจากพื้นที่ที่เหลือ

2. การตรวจสอบสภาพความแข็งแรงของบ่อฝังกลบ ให้บริษัทฯ ทำสรุปมาตรการ EIA ฉบับเดิม และฉบับล่าสุด เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงหลายรอบ โดยต้องใช้ข้อเสนอการฝังกลบล่าสุดใน EIA ส่วนการตรวจสอบสภาพความแข็งแรงของบ่อ 5 และ 4 ตาม EIA และปรับปรุงซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีการรั่วไหล ต้องเสร็จไม่เกิน 30 เมษายน 2567 ทั้งนี้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จะลงพื้นที่ในวันที่ 17 เมษายน 2567 จะใช้เวลาตรวจสอบ 1 วัน ทั้งนี้ กพร. ได้ประสานขอความอนุเคราะห์สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดตาก ในการตรวจสอบบ่อเก็บกาก ซึ่งหากมีปูนหลุดร่อน ต้องทำการอัดฉีดซ่อมรอยแตกชำรุดทั้งหมด ทั้งนี้ กพร. จะจัดทำรายงานการตรวจสอบบ่อเก็บกาก รวมถึงจะทำการตรวจสอบระบบระบายน้ำชะของทั้งบ่อ 4 และ 5 ด้วย

3. ขั้นตอนการขออนุญาต การขอเข้าดำเนินการในพื้นที่ตามคำสั่งของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทั้งต้นทางและปลายทาง รวมถึงการแจ้งสำนักงานอุตสาหกรรม จ.ตาก ถึงรายละเอียดในการดำเนินการตามแผน การเข้าดำเนินการ ควรระบุวัน เวลา และรายละเอียดให้ชัดเจน ตลอดจนการแจ้งหน่วยงานท้องถิ่น โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งคณะทำงาน 6 กระทรวงเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและการขนย้ายกากตะกอนแคดเมียม โดยจะมีการหารือขั้นตอนการขออนุญาตที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในช่วงสัปดาห์หน้า

4. การเตรียมสถานที่และการตรวจสอบสภาพกากตะกอนแคดเมียม บริษัท ฯ เสนอวิธีการควบคุมการปรับเสถียร โดยใช้การทดสอบ pH เป็นเกณฑ์กำหนดในการควบคุมคุณภาพ มีการดึงตัวอย่างกากมาทำการทดสอบการปรับเสถียรแล้วจึงกำหนดเป็นสูตร หรือควบคุมโดย pH ต่อไป นอกจากนี้ บริษัท ฯ ยังได้จัดพื้นที่โรงงาน โดยแยกโซนซึ่งเป็นพื้นที่ปนเปื้อน และ โซนซึ่งเป็นพื้นที่รับกากจากภายนอก ซึ่งบริษัท ฯ จะต้องทำความสะอาดรถบรรทุกก่อนออกนอกโรงงาน

5. ข้อกำหนดในเรื่องบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง สำหรับการขนส่งสินค้าอันตรายทางถนน (TP2 / ADR) ของกรมการขนส่งทางบกและกรมโรงงานอุตสาหกรรม จำเป็นต้องสวมบรรจุภัณฑ์พลาสติกห่อทับบรรจุภัณฑ์เดิมที่อาจเสื่อมสภาพเพื่อไม่ให้เกิดการรั่วไหลของฝุ่นระหว่างการลำเลียงได้ สำหรับรถขนส่งโรงงานเสนอใช้ Trailer แล้วใช้วัสดุปูรอง ห่อหุ้มปิดคลุมทั้งหมด เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจาย และต้องใช้รถขนส่งวัตถุอันตรายที่ได้รับใบอนุญาตมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายเพื่อการขนส่ง (วอ8) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้ขนส่งของเสียตามบัญชี 5.2 ลำดับที่ 2.8 ของเสียประเภทกากสังกะสี ตะกั่ว และแคดเมียม

6. ให้บริษัทฯ จัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่จำเป็นต้องใช้ ทั้งที่ต้นทาง ระหว่างการขนส่ง และปลายทาง ทั้งนี้ คณะกรรมการ ฯ ได้ขอให้บริษัท ฯ ปรับปรุงแผนตามที่ได้หารือกัน มาเสนอคณะกรรมการ ฯ อีกครั้งภายในวันอังคารที่ 16 เมษายน 2567 เพื่อเตรียมนำเสนอต่อคณะทำงานชุดใหญ่ต่อไป

‘นายกฯ’ บอกชาวหัวหิน ดิจิทัลวอลเล็ต ได้แน่ ไตรมาส 4

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572873

14 เม.ย. 2567

09:42 น.

‘นายกฯ’ บอกชาวหัวหิน ดิจิทัลวอลเล็ต ได้แน่ ไตรมาส 4

‘นายกฯ​‘ ควงภริยา ขับรถเปิดประทุนไปตลาดหัวหิน เจอประชาชนถาม เมื่อไรได้ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000’ ตอบชัดๆ ได้ไตรมาส 4

นายเศรษฐา​ ทวีสิน​ นายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงการคลัง​ พร้อมด้วยแพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน ภริยา ขับรถเปิดประทุน ABARTH  รุ่น​ 695​ Maserati Edition ทะเบียน 3 กฎ 695 กรุงเทพมหานคร ไปที่ตลาดโต้รุ่งหัวหิน ทำบุญใส่บาตรพระสงฆ์ 9 รูป เพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ร่วมกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.กระทรวงคมนาคม 

นายกรัฐมนตรี ยังได้แวะทักทายลุงแต เจ้าของร้านหมูปิ้งเจ้าประจำนายกรัฐมนตรี ที่ตลาดโต้รุ่งหัวหิน โดยได้สอบถามว่าขายดีหรือไม่ ซึ่งลุงแตบอกว่า ขายดีมาก และนายกรัฐมนตรี ยังได้สอบถามถึงค่าครองชีพ ซึ่งลุงแตก็บอกว่า ดีขึ้นแล้ว พร้อมชมนายเศรษฐาว่า มาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ธุรกิจตนดีมากเลย ก่อนจะย้ำว่า ขายดีอยู่แล้ว และขายดียิ่งมากขึ้นด้วย

นายกรัฐมนตรี ยังได้แวะทักทายแม่ค้าร้านข้าวแช่ พร้อมสอบถามว่า การค้าปีนี้ กับปีที่แล้ว ปีไหนดีกว่ากัน ซึ่งแม่ค้าบอกว่า ปีนี้ดีกว่า เนื่องจาก มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากขึ้น ทำให้นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ปีหน้า จะดีขึ้นเรื่อย ๆ และจะนำกิจกรรมมาลงในพื้นที่มาก ๆ

นอกจากนั้น มีหญิงสูงวัยคนหนึ่ง เดินมาสอบถามนายกฯ จะได้ “ปัจจัยหมื่น” หรือ “ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” เมื่อใด เอาให้แน่ๆ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า ได้ในไตรมาส 4 

นายกรัฐมนตรี ยังได้เดินทักทายประชาชน ที่มาจับจ่ายซื้ออาหารในช่วงเช้า และทักทายร้านค้าต่าง ๆ ภายในตลาด เช่น ร้านมะม่วงเจ้าประจำ ที่นายกรัฐมนตรี มาอุดหนุนเป็นประจำตั้งแต่ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว รวมถึงยังมีประชาชน เข้ามาทักทาย และขอถ่ายภาพด้วยอย่างคึกคัก 

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรี มาพักผ่อนที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายกรัฐมนตรี มักจะขับรถส่วนตัว เพื่อมาใส่บาตร เดินตลาด เลือกซื้ออาหาร และซื้อของที่ตลาดโต้รุ่งหัวหินเป็นประจำด้วยตนเอง ตั้งแต่ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว

‘นายกฯ’ ร่วม ‘เล่นน้ำ’ สงกรานต์หัวหิน ฉ่ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572855

13 เม.ย. 2567

15:59 น.

'นายกฯ' ร่วม 'เล่นน้ำ' สงกรานต์หัวหิน ฉ่ำ

‘นายกรัฐมนตรี’ เปิดงาน ‘สงกรานต์หัวหิน’ ร่วม ‘สาดน้ำ’ กับประชาชน นักท่องเที่ยว ชุ่มฉ่ำ แห่ถ่ายรูป ประแป้งคึกคัก

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เล่นน้ำกับประชาชนและนักเที่ยว สงกรานต์หัวหิน ชุ่มฉ่ำนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เล่นน้ำกับประชาชนและนักเที่ยว สงกรานต์หัวหิน ชุ่มฉ่ำ

วันที่ 13 เม.ย.2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สวมชุดสายดอกชบาสีแดง พรรคเพื่อไทย พร้อมบุตรสาว และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นั่งรถสองแถวเล็ก ทะเบียน 30-0237 ประจวบคีรีขันธ์ เปิดงาน สงกรานต์หัวหิน ที่ เทศบาลเมืองหัวหิน ร่วมกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดขึ้น

พร้อมร่วมเล่นกิจกรรม สงกรานต์ สาดน้ำ กับประชาชน และนักท่องเที่ยว ที่สวนโผนกิ่งเพชร อำเภอ หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อย่างสนุกสนาน

โดย ทันทีที่ นายกฯ เดินทางถึงสวนโผนกิ่งเพชร นายกฯ ได้ยื่นใบหน้า ไปให้เด็ก ๆ ที่มาเล่นน้ำ ได้ประแป้งกัน ขณะที่ ประชาชน และนักท่องเที่ยว ก็ได้รุมสาดน้ำใส่อย่างสนุกสนาน

จากนั้น นายกฯ ได้สรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ หลวงพ่อนาค วัด หัวหิน และพระพุทธรูปประจำวันเกิด ก่อนรดน้ำขอพร และมอบของที่ระลึกให้กับผู้สูงอายุ โดยบรรดาผู้สูงอายุ ได้อวยพรให้นายกรัฐมนตรี สุขภาพร่างกายแข็งแรง​ ก่อนที่ นายกฯ จะลั่นคล้องชัย เพื่อปล่อยขบวนรถ สงกรานต์หัวหิน อย่างเป็นทางการ พร้อมเล่นน้ำกับประชาชน ในถนน หัวหิน ซอย 76 ด้านหน้าสวนสาธารณะ ถึงด้านหน้าสถานีรถไฟ หัวหิน

โดยตลอดการ เล่นน้ำ สงกรานต์ กับประชาชนของ นายกฯ ได้มีประชาชน ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ เข้ามาถ่ายรูป สาดน้ำ และประแป้ง​ นายกฯ อย่างชุ่มฉ่ำ

ทั้งนี้ ระหว่างที่ นายกฯ​ ได้ลั่นคล้องปล่อยขบวนรถ สงกรานต์ นั้น ได้มีชายคนหนึ่ง ชู 3 นิ้วตามหลัง นายกฯ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องควบคุมตัวออกจากพื้นที่

นอกจากนั้น ก่อนที่ นายกฯ จะเดินทางกลับ ได้มีประชาชน มาขอท่อส่งน้ำประปาที่อำเภอเมืองประจวบฯ ที่ขณะนี้เหลือเพียงอีก 7 กิโลเมตรสุดท้ายเท่านั้น โดย นายกฯ ยืนยันว่า​ จะนำกลับไปพิจารณา​ไม่ลืมอย่างแน่นอน

ขณะที่ บรรยากาศการเล่นน้ำ สงกรานต์ ของประชาชนชาว หัวหิน และนักท่องเที่ยว ที่สวนโผนกิ่งเพชร อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขัน นั้น เป็นไปอย่างสนุกสนานซึ่งภายในงาน ได้มีการติดตั้งอุโมงค์น้ำ และสระโฟม รวมถึงเวทีการแสดง ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว ได้สนุกสนานกับการ เล่นน้ำ สงกรานต์ การประแป้ง และปาร์ตี้โฟม

ขณะเดียวกัน เทศบาล หัวหิน ยังได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญ ทั้งพระพุทธสิหิงค์ หลวงพ่อนาค วัด หัวหิน และพระพุทธรูปปางประจำวันเกิด มาให้ประชาชนได้สรงน้ำพระ เพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ด้วย

‘ประชาธิปัตย์’ สั่งตรวจสอบ อดีตผู้สมัคร สส. หญิง ปมคลิปฉาวถวายบัวพระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572712

11 เม.ย. 2567

09:56 น.

'ประชาธิปัตย์' สั่งตรวจสอบ อดีตผู้สมัคร สส. หญิง ปมคลิปฉาวถวายบัวพระ

‘ประชาธิปัตย์’ สั่งตรวจสอบ อดีตผู้สมัคร สส. หญิง ปมคลิปฉาวถวายบัวพระ โผล่โซเชียล เผยยังติดต่อเจ้าตัวไม่ได้ ชี้ผิดข้อบังคับพรรคโทษขับออก

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค ประชาธิปัตย์ แถลงข่าวต่อกรณีอดีตผู้สมัคร สส. หญิง ปมคลิปฉาวถวายบัวพระ โผล่โซเชียล ซึ่งระบุว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้รับทราบข้อเท็จจริงตั้งแต่เมื่อวานนี้ ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ติดตามเก็บข้อมูลในทันที ส่วนตนมีการเก็บข้อมูลในฐานะที่เป็นกรรมการบริหารพรรคและได้ทำเรื่องรายงานให้กับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรครับทราบ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญที่บุคคลซึ่งเป็นสมาชิกพรรคจะต้องปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของจริยธรรมคุณธรรมศีลธรรมและวางตนเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของพี่น้องประชาชน และที่สำคัญต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องการเป็นสถาบันครอบครัว

ประชาธิปัตย์ ได้ตรวจสอบพบว่า บุคคลดังกล่าว ได้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จนถึงปัจจุบัน โดยมีการสมัครสมาชิก เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2566 นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบยังเป็นอดีตผู้สมัคร สส. ของพรรค แต่หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมาบุคคลดังกล่าวไม่ได้มีการร่วมดำเนินการทางการเมืองกับพรรคอย่างใด นอกจากนี้ยังมีกานตรวจสอบลึกลงไปอีกเพื่อให้เห็นความชัดเจนว่าปัจจุบันมีการรับตำแหน่งในพรรคหรือไม่

ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีตำแหน่งใดๆ ในพรรค ซึ่งได้มีการรวบรวมข้อเท็จจริงรวมถึงวันนี้จะมีการสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยเพื่อที่จะสอบถามบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก ให้เสร็จสิ้นภายใน 3 วัน หลังจากนั้นจะมีการรายงานต่อคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อพิจารณาต่อไป

ซึ่งเมื่อเข้าสู่การพิจารณาการของกรรมการบริหารพรรค ประชาธิปัตย์ ในส่วนของโทษ มีการกำหนดไว้ ว่าหากมีสมาชิกพรรคฝ่าฝืนข้อบังคับพรรคและมีการประพฤติตนที่ขัดต่อหลักจริยธรรมหลักคุณธรรมและศีลธรรม และการเป็นแบบอย่างที่ดีในสถาบันครอบครัว เรื่องดังกล่าวเหล่านี้ถึงขั้นที่จะต้องให้พ้นจากความเป็นมาสมาชิกพรรค และในฐานะเราเป็นพรรคการเมือง คือความรับผิดชอบในฐานะเป็นสถาบันทางการเมืองเมื่อมีสมาชิกภาคกระทำการที่ไม่ถูกต้องต้องมีการคัดกรองบุคคลต่างๆ 

นายราเมศ ยังเปิดเผยว่า นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล อดีตผู้สมัครจังหวัดสุโขทัยเป็นผู้ชักชวนเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคและลงสมัครรับเลือกตั้ง และในขณะนั้นบุคคลดังกล่าวเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนครบถ้วน สำหรับระยะเวลาในการตรวจสอบ 3 วัน เนื่องจากต้องสอบถามบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมถึงบุคคลที่อ้างว่าเป็นสามีซึ่งเบื้องต้นทราบว่าเป็นนักธุรกิจ ไม่ได้เป็นนักการเมือง รวมถึงเมื่อวานนี้หลังเกิดเรื่องตนได้ติดต่อไปที่เจ้าตัว 3 ครั้งแต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ 


นายเมศ ระบุว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่ยืนยันว่าหากมีการฝ่าฝืน จริยธรรมและ ข้อบังคับก็สามารถขับออกได้ อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าพรรคให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร แต่ยอมรับว่าความเป็นจริงอาจไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัว แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พรรคจะต้องรับผิดชอบในฐานะสถาบันทางการเมืองเมื่อสมาชิกพรรคมีความผิดต้องรับ โดยการพูดความจริงและหากลไกป้องกัน และเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วก็ต้องมีมาตรการที่ชัดเจน เด็ดขาดและนายเฉลิมชัยในฐานะหัวหน้าพรรคก็ได้ย้ำให้ดำเนินการโดยเร็ว ซึ่งปกติจะต้องใช้เวลาถึง 15 วัน 

ประชาธิปัตย์ประชาธิปัตย์

ยังสอบไม่เสร็จ อัยการสูงสุด เลื่อนนัดฟังคำสั่งฟ้อง ‘ทักษิณ’ คดี ม. 112

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572660

10 เม.ย. 2567

11:36 น.

ยังสอบไม่เสร็จ อัยการสูงสุด เลื่อนนัดฟังคำสั่งฟ้อง 'ทักษิณ' คดี ม. 112

อัยการสูงสุดเลื่อนนัดฟังคำสั่ง คดี ‘ทักษิณ’ ผิด ม.112 ไปเป็นวันที่ 29 พฤษภาคม เหตุยังสอบสวนเพิ่มเติมไม่ครบทุกประเด็น ยันเป็นกระบวนการปกติ

นายประยุทธ เพชรคุณ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ และโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด , พร้อมด้วยรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด นายนาเคนทร์ ทองไพรวัลย์, นายณรงค์ ศรีสันต์, นายจิตภัทร พุ่มหิรัญ  ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าคดีนาย “ทักษิณ ชินวัตร”  อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาตาม ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ยังสอบไม่เสร็จ อัยการสูงสุด เลื่อนนัดฟังคำสั่งฟ้อง 'ทักษิณ' คดี ม. 112

โดยนายประยุทธกล่าวว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ 67 นายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งให้สอบสวนในคดีนี้เพิ่มเติม เพื่อให้สิ้นกระแสความ และได้ให้พนักงานสอบสวนส่งรายงานการสอบสวนเพิ่มเติมมาภายในวันที่ 10 เมษายนนั้น

วานนี้ พนักงานสอบสวนได้ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติม มาเพียงบางประเด็นเท่านั้น ยังไม่ครบถ้วนทุกประเด็น ดังนั้น อัยการสูงสุด จึงยังไม่อาจมีความเห็นหรือคำสั่งในทางคดีได้  จึงได้เลื่อนการฟังคำสั่งในคดีนี้อีกครั้ง ไปเป็นวันที่ 29 พฤษภาคม 2567 เวลา 09:00 น. 

ซึ่งวานนี้เวลา 16:00 น. ได้แจ้งผลไปยังนาย “ทักษิณ ชินวัตร” แล้วว่าผลการสอบยังไม่ครบถ้วน และวันนี้นาย “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่ได้เดินทางมาที่ อัยการสูงสุด เพื่อรับทราบคำสั่ง แต่ได้มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจมารับทราบคำสั่งดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว 

ยืนยันว่า กรณีการเลื่อนฟังคำสั่งนั้น มี 2 กรณี คือ เกิดจากเรื่องเพราะเหตุฝั่งหน่วยงานราชการ และเลื่อนเพราะเหตุปัจจัยของฝั่งผู้ที่ต้องมารับทราบนัด ซึ่งกรณีในวันนี้เป็นเหตุขัดข้องจาก หน่วยงานราชการที่งานของกระบวนการยุติธรรมยังไม่แล้วเสร็จ ยืนยันว่าเป็นกระบวนการปกติ 

สำหรับประเด็นที่อัยการสูงสุด ได้สั่งสอบเพิ่มเติมนั้น  ยังคงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่มีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 70 – 80 ซึ่งเป็นการสอบถ้อยคำกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีกร้อยละ 30  นั้น เป็นการดำเนินการด้านเอกสาร หรือด้านอื่นๆ เกี่ยวกับผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญต่างๆ และหากพนักงานสอบสวนได้ส่งประเด็นการสอบสวนเพิ่มเติมครบถ้วน ก่อนวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ คาดว่าไม่น่าจะมีเหตุขัดข้องให้ต้องเลื่อนการฟังคำสั่งในคดี ออกไปอีก

ด้านนายณรงค์  ศรีสันต์ อัยการพิเศษฝ่ายแผนช่วยเหลือทางกฎหมาย กล่าวว่า สำหรับแนวทางการปฏิบัติของผู้ต้องหา หลังจากทราบวันนัดต่อไปแล้ว ผู้ต้องหาจะต้องมารายงานตัวด้วยตนเอง หากไม่มาต้องยื่นคำร้องเพื่อขอเลื่อนการรับฟังคำสั่งของพนักงานอัยการ พร้อมแสดงเหตุผลความจำเป็นเพื่อให้หัวหน้าอัยการใช้ดุลยพินิจว่ามีเหตุควรอนุญาตให้เลื่อนหรือไม่ หากไม่มีจะให้พนักงานสอบสวนติดตามตัวออกหมายจับเพื่อมาฟังคำสั่งในคดีต่อไป

นอกจากนี้ หากกระบวนการสั่งคดีของอัยการ ยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากกระบวนการทางกฎหมายเช่น การสอบสวนเพิ่มเติมไม่แล้วเสร็จ ผู้ต้องหาสามารถมอบหมายให้นายประกัน ญาติ หรือทนายความ เพื่อมารับฟังคำสั่งเลื่อนของอัยการได้ ซึ่งเหมือนกับผู้ต้องหามาขอเลื่อนด้วยตนเอง แต่หากภายหลังมีการผิดนัดผิดสัญญาประกัน ก็สามารถดำเนินการบังคับตามสัญญาประกันได้ 

ขณะเดียวกัน หากในวันนัดฟังคำสั่งครั้งแรก ผู้ต้องหาได้เดินทางมาฟังคำสั่งฟ้องด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้เตรียมหลักทรัพย์การประกันตัวมา ผู้ต้องหาสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อยื่นคำร้องเลื่อนการส่งตัว เพื่อเตรียมหลักประกันชั้นศาลก่อนได้ ยืนยันว่าเป็นกระบวนการตามปกติในการควบคุมตัว

‘เปิดผลสอบ’ เรือหลวงสุโขทัย ‘อับปาง’ ขณะที่ ‘ผู้การเรือ’ ลาออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572634

09 เม.ย. 2567

19:33 น.

'เปิดผลสอบ' เรือหลวงสุโขทัย 'อับปาง' ขณะที่ 'ผู้การเรือ' ลาออก

‘เปิดผลสอบ’ สาเหตุ ‘เรือหลวงสุโขทัย’ อับปาง เกิดจากดินฟ้าอากาศ – เรือเก่า ส่วน ‘ผู้การเรือ’ ตัดสินใจผิดพลาด เจ้าตัวแสดงความรับผิดชอบ ‘ลาออก’ จากราชการ

กองทัพเรือ แถลงผลสอบ สาเหต เรือหลวงสุโขทัย อับปางกองทัพเรือ แถลงผลสอบ สาเหต เรือหลวงสุโขทัย อับปาง

วันที่ 9 เม.ย. 2567 กองทัพเรือ แถลง ผลสอบ สวนข้อเท็จจริง กรณี เรือหลวงสุโขทัย ประสบอุบัติเหตุ และอับปาง ลง เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2565 ทำให้กำลังพลเสียชีวิต 24 นาย และ สูญหาย 5 นาย

โดยมี พลเรือเอก อะดุง พันธ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือตรี อภิรมย์ เงินบำรุง คณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและคณะกรรมการสอบสวนฯ พลเรือเอก ชัยณรงค์ บุญยรัตกลิน คณะกรรมการสอบ ข้อเท็จจริงความรับผิดชอบทางละเมิด พลเรือโท สุรศักดิ์ สิงขรวัฒน์ คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทัพเรือภาคที่ 1 และ นาวาโท พิชิตชัย เถื่อนนาดี อดีตผู้บังคับการเรือหลวงสุโขทัย ร่วมแถลง

พลเรือเอก อะดุง กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจอีกครั้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้สูญหาย กองทัพเรือได้ทุ่มเทยุทโธปกรณ์และกำลังพลทั้งหมดในการค้นหา ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ตั้งแต่ช่วงแรกของเหตุการณ์ ตลอดจนดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตและสูญหายได้ รับการชดเชยทางการเงิน ได้รับยศที่สูงขึ้น รับบุตรและญาติเข้ารับราชการ

นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพเรือ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง 3 คณะ คือ

  1. คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี เรือหลวงสุโขทัย อับปาง ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง และสรุปบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
  2. คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทัพเรือภาคที่ 1
  3. คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิด

ผบ.ทร. กล่าวว่า กองทัพเรือ มีความต้องการ ได้วัตถุพยานจริง และตั้งใจกู้เรือขึ้นมาทั้งลำ แต่เนื่องจากการกู้เรือในความลึก 50 เมตร และต้องการให้นำเรือขึ้นมาทั้งลำโดยไม่มีความเสียหายใดๆ อีกทั้งให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของทีมกู้เรือ ไม่ให้มีการสูญเสียเกิดขึ้นอีก แม้แต่คนเดียว จึงเกิดข้อจำกัดหลายเรื่อง และไม่มีบริษัทใดผ่านเกณฑ์

และช่วงนั้น กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา มีหนังสือแจ้งเรื่องเกี่ยวกับยุทโธปกรณ์ที่ติดอยู่กับเรือ และเมื่อ กองทัพเรือไทย เลือกบริษัทกู้เรือได้แล้ว ต้องผ่านขั้นตอนการเห็นชอบของสหรัฐฯ อีก 6 เดือน เมื่อพิจารณาแล้ว กองทัพเรือ ได้หารือกับ กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขายินดีจะช่วยเหลือในการตรวจสอบทุกประเด็น ค้นหาผู้เสียหายภายในเรือด้วย โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ดังนั้น กองทัพเรือ จึงปรับมาเป็นการกู้เรือแบบจำกัดร่วมกับ กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา เพื่อเก็บภาพต่างๆใต้น้ำ ทั้งภายในและภายนอกตัวเรือ ตามจุดที่ได้จากการสอบ เพื่อยืนยันสาเหตุการจม

โดยมีการสำรวจห้องที่เกี่ยวกับเรือ ที่มีส่วนในการจม ส่วนโทรศัพท์ที่เก็บขึ้นมาได้ ไม่มีซิมการ์ดจึงไม่ปรากฏข้อมูลๆ และกล้องบันทึกวงจรปิดได้นำส่งกองพิสูจน์หลักฐานกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับคำตอบว่าเครื่องเล่นไม่สามารถอ่านได้เนื่องจากชำรุดมาก

ฝ่ายสหรัฐฯ มีหนังสือถึงกองทัพเรือ รอบที่ 2 และให้ความเห็นประกอบ หลังจากได้ดำลงไปตรวจสอบ เรือหลวงสุโขทัย แล้วว่า เรืออยู่ในสถานะปลอดภัย แต่การยกเรือหรือย้ายจากจุดปัจจุบัน จะเสี่ยงสูงต่อความไม่สำเร็จ และเสี่ยงต่อกำลังพล รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายสูง

บัดนี้ คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทุกคณะ ได้ดำเนินการเสร็จสิ้น และรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงให้ กองทัพเรือ ทราบแล้ว จึงเป็นที่มาของการแถลงผลสอบต่างๆ  จากนั้น กองทัพเรือ ได้เปิดวิดีทัศน์รายงานผลสอบเหตุการณ์ เรือหลวงสุโขทัย ล่ม สถานการณ์บนเรือ การติดต่อสื่อสาร และการช่วยเหลือหลังเรือจม

สรุปได้ว่า มีผลกระทบจากสภาพอากาศ คลื่นลมแปรปรวนรุนแรง มีคลื่นสูง 6 เมตร ในขณะที่เรือหลวงสุโขทัย สามารถเดินเรือได้ในความสูงของคลื่น 2.5 เมตร ทำให้การควบคุมเรือเป็นไปได้ลำบาก ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นคืนเดือนมืด ท้องฟ้ามีเมฆมากมีข้อจำกัดในการตรวจการให้ความช่วยเหลือ

ด้าย พลเรือตรี อภิรมย์ กล่าวว่า กองทัพเรือ ดำน้ำสำรวจตัวเรือ 4 ครั้ง ใน 3 ครั้งแรกเป็นการปฏิบัติของ กองทัพเรือ เอง ไม่สามารถเข้าไปในตัวเรือได้ เพราะมีความอันตราย ส่วนครั้งสุดท้ายร่วมกับ กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา

สาเหตุของเรือจม เพราะน้ำเข้าเรือ แบ่งได้ 2 กรณี คือ 1.น้ำเข้าจากทางท้องเรือ ทำให้เรือจมลงไป เรียกว่าการสูญเสียกำลังลอยทำเรือจม  2.น้ำเข้าเรือด้านบนเหนือจุดศูนย์ถ่วงของเรือ ทำให้เรือเสียการทรงตัว เอียงแบบที่เรือหลวงสุโขทัยประสบในช่วงแรก การสำรวจ ก็มุ่งประเด็น ทำไมเรือถึงเอียงก่อนที่จะจมลง ก็พบความเสียหายที่เกิดขึ้นหลายแห่ง

  • ตำแหน่งที่ 1 แผ่นกันคลื่นหน้าป้อมปืน 76 มม. ยุบตัว เพราะเจอคลื่นแรง จนดึงแผ่นเหล็กบนดาดฟ้าเปิด ทำให้เกิดเป็นช่องรูใหญ่ พื้นที่ 1 ตารางนิ้ว
  • ตำแหน่งที่ 2 ความเสียหายของป้อมปืน 76 มม. เนื่องจากโดนวัตถุของแข็งกระแทก ซึ่งไม่พบหลักฐานว่าคืออะไร เพราะวัตถุที่ว่าไม่ติดค้างที่ป้อมปืน แต่เชื่อว่าโดนวัตถุขนาดใหญ่กระแทกแน่นอน จนเป็นช่องที่ทำให้น้ำเข้าเรือได้
  • ตำแหน่งที่ 3 รูทะลุ บริเวณกงที่ 35 กราบซ้าย จำนวน 2 แห่ง สูงจากน้ำ 5 ฟุต  โดนวัตถุภายนอกกระแทกเข้าไป รอยดังกล่าวไม่ได้เกิดที่ส่วนรอยเชื่อม จึงไม่ได้เกิดจากการซ่อม ซึ่งรอยกระแทกดังกล่าว ไม่พบวัตถุที่ตกค้างว่ากระแทกจากอะไร ทำเป็นรอยกว้างยาว 1 ฟุต กว้าง 3-4 นิ้ว มีพื้นที่ 80 ตารางนิ้ว
  • ตำแหน่งที่ 4 ประตูห้องกระชับเชือกที่อยู่ในลักษณะเปิด มีโอกาสน้ำเข้าได้เมื่อประตูเปิด
  • ตำแหน่งที่ 5 ประตูท้ายห้อง gun bay ด้านป้อมปืน 76 มม. ที่ปิดไม่สนิท

ทั้งหมดนี้ สรุปความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เรือเสียการทรงตัวและ อับปาง

ส่วนลำดับเวลาที่เรือวิ่งจาก อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ไปหาดทรายรี จ.ชุมพร เครื่องขัดข้องนั้น กรณีเรือเจอคลื่นสูงก็จะพบได้อยู่บ้าง เนื่องจากน้ำมันที่อยู่ในถังสกปรก ไปเจอเศษฝุ่น อุดตันหัวฉีด ส่งผลให้หัวฉีดบางส่วนใช้การไม่ได้ ทำให้เครื่องยนต์ไม่สามารถรับภาระได้ อีกทั้ง เรือหลวงสุโขทัย ใช้งานมาเกือบ 40 ปีแล้ว อยู่ในช่วงท้าย จะเข้าสู่การปลดประจำการ

ขณะที่ พลเรือโท สุระศักดิ์ ระบุว่า สอบปากคำของผู้ที่เกี่ยวข้อง ถึงความพร้อมของ เรือหลวงสุโขทัย ภายหลังการซ่อมทำในปี 2564 ได้ทดลองเป็นไปตามมาตรฐานที่กรมอู่ทหารเรือกำหนด และได้ออกปฏิบัติราชการตามปกติ การตรวจพบความชื้นบริเวณผนังห้อง Sonar ทางกาบซ้ายของตัวเรือ เนื่องจากใช้ราชการมา 1 ปี 9 เดือน การซ่อมบำรุงของกรมอู่ทหารเรือเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามมาตรฐาน และขณะออกเรือ เรือหลวงสุโขทัย มีความพร้อมในการปฏิบัติงาน

พร้อมยืนยันว่าเสื้อชูชีพมีเพียงต่อจำนวนกำลังพลในเรือ 105 นาย เพราะมีเสื้อชูชีพทั้งหมด 120 ตัว และมีการประกาศให้กำลังพลสมทบมารับชูชีพแล้ว 3 ครั้ง แต่กำลังพลสมทบไม่ได้ไปรับ ขณะที่กำลังพลประจำเรือบางนายไม่มีชูชีพ เพราะไม่ได้สวมตั้งแต่แรก เพราะเมื่อไปผนึกน้ำแล้ว จึงไม่สามารถลงไปนำเสื้อชูชีพมาใช้ได้

ส่วนความพร้อมของแพชูชีพ เรือหลวงสุโขทัย มีแพชูชีพ 6 แพ อยู่ทางกาบซ้าย 3 แพ กาบขวา 3 แพ ขณะเกิดเหตุกำลังพลสามารถปลดแพกาบขวาได้ 2 แพ ส่วนอีก 4 แพ อยู่ในพื้นที่เสี่ยงอันตรายเข้าถึงได้ยาก แต่เมื่อเรือ อับปาง แพชูชีพทั้งหมดก็หลุดออกจากแท่นติดตั้ง

ขณะที่ความพร้อมของกำลังพล ผู้บังคับการเรือหลวงสุโขทัย พิจารณาว่า ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่ภารกิจในการรบเต็มรูปแบบ จึงจัดกำลังพลประจำเรือออกปฏิบัติราชการ 75 นาย จาก 100 นาย เพื่อจัดที่พักอาศัยบนเรือให้แก่กำลังพลจากหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อีก 30 นาย ที่โดยสารไปกับเรือ  เมื่อถึงภาวะที่ต้องปฏิบัติงานในสภาพอากาศ คลื่นลมที่รุนแรง ทำให้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของกำลังพลลดลง ทั้งยังต้องป้องกันความเสียหายที่เกิดหลายสถานที่ในห้วงเวลาเดียวกัน จึงทำให้การป้องกันความเสียหายของเรือกระทำได้อย่างจำกัด

แต่เรือมีอุปกรณ์ป้องกันความเสียหายครบตามอัตราที่กำหนด และพร้อมใช้งาน เมื่อพบว่ามีน้ำเข้าเรือ จนมีการสั่งการแก้ปัญหาด้วยการผลึกน้ำทันที แต่ไม่สามารถออกไปตรวจสอบความเสียหายภายนอกตัวเรือได้ เพราะสภาวะคลื่นลมแรง จึงไม่ทราบความเสียหายภายนอกตัวเรือ

ทั้งนี้ ผลกระทบจากคลื่นลมในวันเกิดเหตุ สภาพอากาศแปรปรวนเปลี่ยนแปลงฉับพลันจากที่มีการพยากรณ์ไว้ ทำให้มีเรือขนาดใหญ่หลายลำ อับปาง ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน และมีน้ำเข้า เรือหลวงสุโขทัย จนเป็นเหตุให้เรือโคลงมาก เป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือกำลังพล จึงมีการสูญเสียเกิดขึ้น

ส่วนการตัดสินใจนำเรือกลับฐานทัพเรือสัตหีบ ของ ผู้บังคับการเรือหลวงสุโขทัย ทั้งที่ระยะทางไกล ใช้เวลาเดินทางมากกว่านำเรือเข้าเทียบ ท่าเรือบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั้น เพราะพิจารณาว่า คลื่นลมบริเวณหน้าท่าเรือมีความรุนแรง เรือไม่สามารถเทียบท่า และไม่มีเรือลากจูงสนับสนุนการเทียบท่า การเข้าเทียบท่าอาจเป็นอันตรายต่อเรือ และในเวลานั้น ผู้บังคับการเรือหลวงสุโขทัย ยังไม่ทราบข้อมูลการฉีกขาดของแผ่นเหล็กกันคลื่นบริเวณหน้าป้อมปืน จึงเห็นว่าหากนำเรือกลับจะทุเลาความรุนแรง ถือเป็นการตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งผู้บังคับการเรือฯ เห็นว่าเป็นหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุด 

คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสรุปว่า เรือหลวงสุโขทัย อับปาง ไม่ได้เกิดจากความจงใจของ ผู้บังคับการเรือฯ รวมถึงกำลังพลบนเรือ แต่ เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวนอย่างฉับพลัน ทำให้เรือเกิดสภาวะผิดปกติ และน้ำเข้าเรือจากรูทะลุ เป็นเหตุทำให้เรือเอียงและอับปาง การตัดสินใจนำเรือกลับสัตหีบของผู้การเรือฯ  ซึ่งมีระยะทางไกลและใช้เวลาเดินทางมากกว่า เป็นดุลพินิจโดยขาดความรอบคอบ ทำให้เกิดความเสียหาย เชื่อว่าการ อับปาง ของ เรือหลวงสุโขทัย มีส่วนเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่

การใช้ดุลพินิจโดยขาดความรอบคอบ ทำให้เกิดความเสียหายของ ผู้บังคับการเรือหลวงสุโขทัย เป็นความผิดตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ 2476 โดยเห็นสมควรลงทัณฑ์ “กัก” เป็นเวลา 15 วัน

ทัพเรือภาคที่ 1 ได้ประเมินให้ กองทัพเรือ ได้ดำเนินการทางวินัย กับ ผู้บังคับการเรือหลวงสุโขทัย แล้ว ส่งผลการพิจารณาให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ความรับผิดทางละเมิดดำเนินการ ในส่ว นที่เกี่ยวข้องความผิดทางอาญา อยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานสอบสวน สภ.บางสะพาน ที่จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ด้าน พลเรือเอก ชัยณรงค์ กล่าวถึง การตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการจงใจ เนื่องจากเป็นเหตุสุดวิสัยจากสภาพอากาศทั้งสิ้น และการตัดสินใจของผู้การเรือฯ ในการหันหัวเรือกับสัตหีบ สามารถดำเนินการได้ จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะต้องรับผิดทางละเมิด ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

ขณะที่ นาวาโท พิชิตชัย กล่าวว่า ในนามของผู้บังคับการเรือ ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าวอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวของผู้ที่สูญเสีย

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ เรือหลวงสุโขทัย ผมขอยืนยันว่าไม่มีผู้ใดตั้งใจทำให้เกิดขึ้น ผมและกำลังพลทุกนายได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างสุดความสามารถ เพื่อกู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น และได้พยายามแก้ไขสถานการณ์ตามขั้นตอน ในเหตุวิกฤตที่เกิดขึ้นรุนแรงเกินกว่าที่จะควบคุมได้

“ในสถานการณ์วิกฤตและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนั้น ในฐานะผู้บังคับการเรือจำเป็นต้องมีการตัดสินใจ ดังนั้นการนำเรือกลับสัตหีบจึงมาจากการใช้ดุลพินิจของผม จากการประเมินสถานการณ์ในช่วงเวลานั้น เรือยังอยู่ในสภาวะปกติไม่เอียง สถานการณ์ในเรือสามารถควบคุมได้ จึงเชื่อว่าสามารถนำเรือกลับได้ แต่หลังจากที่ตัดสินใจนำเรือกลับ สภาพอากาศแปรปรวนอย่างฉับพลันเลวร้ายกว่าเดิม การตัดสินใจของผมอาจเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่รอบคอบ

“ผมในฐานะผู้บังคับการเรือ ขอแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ต่างๆ ขอยอมรับโทษตามกองทัพเรือภาคที่ 1 และผู้บังคับบัญชาระดับสูงจะเห็นควร อีกทั้งหลังจากเรื่องทุกอย่างเสร็จสิ้น ผมขอแสดงเจตจำนงค์ ลาออกจากกองทัพเรือ ที่เป็นถิ่นกำเนิดและบ้านเกิดการอบอุ่นของผม และเป็นการรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงเป็นการดำรงไว้ซึ่งเกียรติและตำแหน่ง ผู้บังคับการเรือหลวงสุโขทัย ที่ทหารเรือตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้ดำรงมา”

จากนั้น ผบ.ทร. ได้กล่าวปิดท้ายการแถลงข่าว พร้อมทั้งชื่นชม อดีต ผู้บังคับการเรือหลวงสุโขทัย ว่า เป็นลูกผู้ชาย ใครไม่เป็นทหารไม่รู้ เพราะตั้งแต่เป็นนักเรียนเตรียมทหาร จนมาเป็นผู้การเรือ ต้องมีใจรัก ซึ่งการเป็นผู้การเรือเกรด A ของกองทัพเรือ เมื่อนำทัพทหารไปสูญเสีย ได้แสดงสปิริต ถ้าเขาไม่ลาออก ก็ยังสามารถอยู่ได้ แต่ขอขอบคุณที่รักษา กองทัพเรือ ไว้

กต. เผย ‘เมียนมา’ ยกเลิกเที่ยวบินพิเศษแล้ว แจงช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572568

08 เม.ย. 2567

16:30 น.

กต. เผย 'เมียนมา' ยกเลิกเที่ยวบินพิเศษแล้ว แจงช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม

รองโฆษก กต.เผย ‘เมียนมา’ ขอยกเลิกเที่ยวบินพิเศษ 8-9 เม.ย.นี้แล้ว ยืนยันให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม-ห้ามนำอาวุธเข้าไทย รัฐบาลเตรียมประชุมกำหนดแนวทางของไทยพรุ่งนี้ (9 เม.ย.)

8 เม.ย. 2567 นายธนวัต ศิริกุล รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงกรณีการอนุมัติเที่ยวบินพิเศษของเมียนมาที่ท่าอากาศยานแม่สอด เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2567  ที่ผ่านมาว่า กระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้รับคำร้องขอจากสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย เมื่อช่วงเย็นวันที่ 6 เม.ย. 2567 เพื่อขออนุมัติเที่ยวบินพิเศษจำนวน 3 เที่ยว สำหรับวันที่ 7, 8 และ 9 เม.ย. 2567  เส้นทางย่างกุ้ง-แม่สอด เพื่อขอขนส่งผู้โดยสาร และสิ่งของ 

นายธนวัต ศิริกุล รองอธิบดีกรมสารนิเทศนายธนวัต ศิริกุล รองอธิบดีกรมสารนิเทศ

ซึ่งภายหลังได้รับคำร้องขอดังกล่าว โดยคำนึงถึงสถานการณ์ที่มีความเร่งด่วน และความเป็นไปได้ที่จะมีการอพยพบุคลากรของเมียนมา และครอบครัว ไปยังพื้นที่ปลอดภัยนั้น จึงมีการตัดสินใจในระดับรัฐบาล ที่จะอนุมัติคำร้องขอจากเมียนมา โดยคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม

ต่อมาสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้ให้ความช่วยเหลือทุกฝ่ายในเมียนมา ตามหลักมนุษยธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติ และหน่วยงานด้านความมั่นคง มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการบริหารจัดการ หากเกิดกรณีที่มีผู้บาดเจ็บ หรือผู้ที่ขออพยพข้ามแดนมายังฝั่งไทย โดยจะไม่อนุญาตให้มีการนำอาวุธจากฝ่ายใด ๆ เข้ามาฝั่งไทย

รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังเปิดเผยด้วยว่า เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2567 ที่ผ่านมา ได้มีเที่ยวบิน 1 เที่ยวบินจากเมียนมา มาลงที่ท่าอากาศยานแม่สอด ตามคำขอ และได้เดินทางออกจากประเทศไทยแล้วในวันเดียวกัน และล่าสุด สายการบินเมียนมา ได้แจ้งขอยกเลิกเที่ยวบินที่เหลือ สำหรับวันที่ 8 และ 9 เม.ย. 2567 แล้ว

รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังยืนยันด้วยว่า ขณะนี้ รัฐบาลไทยได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ชายแดนไทยเมียนมา โดยเฉพาะบริเวณเมืองเมียวดีอย่างใกล้ชิด และมีความพร้อมที่จะดำเนินการที่จำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมทั้งปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย

ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (9 เม.ย. 67) จะมีการประชุมหารือที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์ และกำหนดแนวทางการดำเนินการของไทยต่อไป

‘นิพนธ์ – มาดามเดียร์’ เปิดเวทีระดมสมอง วางอนาคตสงขลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572525

07 เม.ย. 2567

20:32 น.

‘นิพนธ์ -  มาดามเดียร์’ เปิดเวทีระดมสมอง วางอนาคตสงขลา

‘นิพนธ์ – มาดามเดียร์’ เปิดเวทีระดมสมอง วางอนาคตสงขลา รัฐต้องกระจายอำนาจ จังหวัดต้องใช้จ่าย – บริหารภาษี พัฒนาพื้นที่ได้เอง ‘สรรเพชญ’ พร้อมทำหน้าที่ สส.นำทุกความคิดเข้าสภาฯ

7 เม.ย. 67 นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางสาววทันยา บุนนาค อดีตประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ , นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต สส. และนายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา เปิดเวทีระดมความคิดหัวข้อ “อยากเห็นสงขลาเป็นแบบไหน…แหลงได้เลยน้อง” โดย นายนิพนธ์ ถามนำว่า พี่น้องอยากเห็นอะไรในเมืองสงขลา และอยากเห็นประเทศไทยเดินไปทางไหนทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมฯ

‘นิพนธ์ -  มาดามเดียร์’ เปิดเวทีระดมสมอง วางอนาคตสงขลา

นางสางวทันยา กล่าวว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วและประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนใหญ่กระจายอำนาจและการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตย เช่น จีนมีการปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ละมณฑลตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เช่น เซินเจิ้น พัฒนาเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี ตัดสินใจเรื่องการใช้จ่ายเงินภาษีได้เอง สวิตเซอร์แลนด์มีการปกครองประชาธิปไตยแบบทางตรง ไม่ว่าจะเป็นเลือก สส. หรือผู้แทนรัฐ ประชาชนร่วมโหวตได้ทันที

“แม้ทั้งสองประเทศ มีระบอบการปกครองตรงข้ามกัน แต่ทั้งคู่กระจายอำนาจไปยังการปกครองท้องถิ่น สร้างความก้าวหน้าของประเทศ ย้อนกลับมามองที่ประเทศไทย ภาคใต้หารายได้เข้าประเทศมากมาย แต่รายได้กลับเข้าไปที่ส่วนกลาง และค่อยจัดสรรมาอีกที เราควรมีสิทธิร่วมกันออกแบบเมือง และชีวิตที่เราอยากได้ อีกไม่นานจะถึงการเลือกตั้ง อบจ. เป็นช่วงเวลาที่ดีที่เราจะผลักดันเรื่องนี้ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ”

‘นิพนธ์ -  มาดามเดียร์’ เปิดเวทีระดมสมอง วางอนาคตสงขลา

นายสรรเพชญ กล่าวว่า จะนำปัญหาไปหารือในสภา เพื่อย้ำถึงปัญหาและความต้องการของประชาชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และย้ำว่า ไม่ลืมพี่น้องที่โหวตให้เข้าไปในสภา ไม่ว่าอะไรจะขึ้นก็จะอยู่ตรงนี้ ทำตามอุดมการณ์ เป็นฝ่ายค้านให้ดีที่สุด เพราะเชื่อว่าอยู่ตรงไหนก็ทำงานได้เหมือนกัน หากเราไม่ได้แสวงหาประโยชน์เราก็พร้อมทำหน้าที่ทุกแบบอยู่แล้ว “ขายวัวขายที่ ผมขายได้ แต่ศักดิ์ศรีผมไม่ขาย ให้สมกับชาวสงขลาที่ไว้ใจผม”

ด้านนายสามารถ กล่าวถึงการแก้ปัญหาภาคใต้โดยรัฐบาล ว่า โครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลหาดใหญ่ที่ นายนิพนธ์ เสนอตั้งแต่เป็นนายก อบจ. จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้อนุมัติงบประมาณ แต่ตนกลัวว่ารัฐบาลจะเอางบไปสร้างที่เชียงใหม่ ทั้งที่สงขลา-หาดใหญ่ หาเงินเข้าประเทศได้เป็นล้านล้านบาท แต่งบประมาณหมื่นล้านเพื่อรถไฟฟ้าสายแรกในต่างจังหวัดกลับสร้างไม่ได้ ค่าตั๋วเครื่องบินกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ก็มีราคาแพงเพราะรัฐบาลตั้งเพดานราคาไว้สูง โครงการแลนด์บริดจ์ก็ไม่มีคนสนใจมาลงทุนเพราะมันจะไม่คุ้มทุน รัฐบาลต้องปรับโครงการด้วยการให้ความสำคัญกับการสร้างท่าเรือน้ำลึกและมอเตอร์เวย์ รวมไปถึงโครงการรถไฟทางคู่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานของภาคใต้

‘นิพนธ์ -  มาดามเดียร์’ เปิดเวทีระดมสมอง วางอนาคตสงขลา

ขณะที่เสียงจากภาคประชาชนสะท้อนว่าอยากให้ระดับด้านความปลอดภัย และพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวให้สะอาดสวยงานน่าเที่ยว ปรับภูมิทัศน์ด้วยการเอาสายไฟฟ้าลงดิน พร้อมทั้งพัฒนาระบบจราจรและขนส่งมวลนให้ง่ายต่อการเข้าถึงสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยว สร้างอาชีพ และดูแลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยสวัสดิการ

‘นิพนธ์ -  มาดามเดียร์’ เปิดเวทีระดมสมอง วางอนาคตสงขลา

ก่อนปิดการระดมความคิดเห็นนายนิพนธ์ บุญญามณี ได้กล่าวสรุปว่าวันนี้คือความตั้งใจที่จะมารับฟังความคิด ความเห็นในแต่ละปัญหา ของแกนนำในอำเภอมืองสงขลาส่วนพื้นที่อื่นๆก็จะได้เปิดการรับฟังความคิดความเห็นในครั้งต่อๆไปเพื่อนำไปสู้การแก้ไขปัญหาผ่านกลไกต่างๆ ต่อไป

เมียวดี แตก ! ข้าราชการเมียนมา ขอลี้ภัยเข้าแม่สอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572524

07 เม.ย. 2567

20:16 น.

เมียวดี แตก ! ข้าราชการเมียนมา ขอลี้ภัยเข้าแม่สอด

เมียวดี แตก ! รัฐบาลเมียนมา ประสานไทย ขอเครื่องบินทหารลงจอดท่าอากาศยานแม่สอด ขอให้ ข้าราชการ-ตร.-ตม. ลี้ภัย หลังถูกฝ่ายต่อต้านตีแตก

มีรายงานว่า สถานการณ์การสู้รบระหว่างทหารเมียนมากับฝ่ายต่อต้าน ที่มีทหารสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) และกองกำลังปกป้องประชาชน (พีดีเอฟ) เข้ายึดกองบังคับการยุทธวิธี ของทหารเมียนมา ที่บ้านปางกาน จ.เมียวดี ตรงข้าม ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก  

รวมทั้งบุกพื้นที่กองพันที่ 275 เมียวดี ซึ่งเป็นค่ายทหารที่ใหญ่ที่สุด อยู่ในตัวเมืองเมียวดีได้แล้ว ทำให้ฝ่ายต่อต้านควบคุมพื้นที่ จ.เมียวดี ได้ทั้งหมด ส่งผลให้ข้าราชการในสังกัดสภาบริหารทหารเมียนมา เช่น ศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง จ.เมียวดี และหน่วยงานต่างๆ ต้องถอนตัวออกจากตัวเมียวดี และถูกนำไปถูกอพยพไปกอกาเร็ก ในเขตปกครองของ พันเอกหม่องชิตู

ล่าสุด รัฐบาลเมียนมาใช้ช่องทางกระทรวงต่างประเทศ ประสานมายังรัฐบาลไทย ให้เครื่องบินทหารเมียนมา ATR72-600 ลงจอดที่ ท่าอากาศยาน อ.แม่สอด จ.ตาก  เพื่อขอที่ลี้ภัยให้กับข้าราชการ ได้แก่ ตม. ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทำงานในศาลากลาง และ ส่วนราชการอื่นๆ เบื้องต้นทั้งหมดมารอสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา เข้ามาฝั่งไทย