ยุบ ‘พรรคก้าวไกล’ ตั้ง ‘พรรคก้าวใหม่’ ? สวมเสื้อเก่า เปลี่ยนชื่อใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571793

28 มี.ค. 2567

16:30 น.

ยุบ 'พรรคก้าวไกล' ตั้ง 'พรรคก้าวใหม่' ? สวมเสื้อเก่า เปลี่ยนชื่อใหม่

คาดการณ์กันว่า จะใช้เวลา 2 – 3 เดือน วินิจฉัยคดียุบพรรคก้าวไกล แต่ก็มีข่าวว่าจะมีพรรคก้าวใหม่ขึ้นมาแทน แต่การตั้งพรรคขึ้นมาใหม่เป็นไปได้ยาก คาดการณ์ว่าน่าจะเอาพรรคการเมืองที่มีอยู่แล้ว มาเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนโลโก้ใหม่

มีข่าวมาว่า ถ้าพรรคก้าวไกลถูกยุบ จะมีพรรคเกิดขึ้นมาใหม่ชื่อว่า พรรคก้าวใหม่ ขึ้นมาแทนครับ แต่จากการตรวจสอบตอนนี้ ยังไม่มีพรรคก้าวใหม่ ในระบบฐานข้อมูลพรรคการเมืองของ กกต.

ปัจจัยสำคัญของเรื่องนี้ คือระยะเวลาและผลของคำวินิจฉัย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง กกต. ที่ขอให้สั่งยุบพรรคก้าวไกลแล้ว คาดว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาไม่เกิน 2 ถึง 3 เดือน เนื่องจากเป็นการวินิจฉัยตามข้อกฎหมาย ต่อยอดจากคำวินิจฉัยว่าพรรคก้าวไกลล้มล้างการปกครอง ที่ออกมาแล้วก่อนหน้านี้ จึงไม่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงใหม่

หากมีคำวินิจฉัยออกมาว่าไม่ยุบพรรค พรรคก้าวไกลก็เดินหน้าต่อไป แต่ถ้ายุบพรรค คณะกรรมการบริหารพรรคจะถูกตัดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งอย่างน้อย 10 ปี หรืออาจตลอดชีวิต ส่วน สส. ที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ต้องหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 60 วัน ไม่เช่นนั้นจะสิ้นสภาพความเป็น สส.

รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. บอกว่า การตั้งพรรคขึ้นมาใหม่ไม่ง่าย เพราะ สส. ต้องหาพรรคใหม่สังกัดให้ได้ภายใน 60 วัน วิธีการที่เป็นไปได้ที่สุด คือเข้าสังกัดพรรคที่มีอยู่แล้ว และค่อยเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนโลโก้พรรคทีหลัง

สุดท้ายคงต้องรอดูว่าพรรคก้าวไกลในขณะนี้ จะมีการเตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง หากมีการยุบพรรค สส.ทั้งหมดจะยังอยู่พรรคเดียวกัน อยู่ฝ่ายค้านทั้งหมดหรือไม่ หรือจะมีใครเตรียมย้ายไปสังกัดฝ่ายรัฐบาล คงต้องติดตามกันครับ

แสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม Senior Content creator

‘จักรภพ’ ประกันตัว พร้อมช่วยงานรัฐบาล อยากเจอ ‘ทักษิณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571780

28 มี.ค. 2567

14:47 น.

‘จักรภพ’ ประกันตัว พร้อมช่วยงานรัฐบาล อยากเจอ ‘ทักษิณ’

‘จักรภพ เพ็ญแข’ ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวคดีอาวุธ 2 คดี ประกาศพร้อมช่วยงานรัฐบาล หากได้รับการทาบทาม ยอมรับอยากไปพบ ‘ทักษิณ’ พร้อมเป็นตัวกลางประสานนักโทษลี้ภัยการเมืองกลับประเทศ มองประชาธิปไตย ได้รับอนุญาตให้โตขึ้นแล้ว

นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวคดีอาวุธ 2 คดี คดีละ 200,000 บาท โดยมีคดีที่ศาลอาญากรุงเทพฯ และศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยทนายเปิดเผยว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีเงื่อนไขพิเศษอะไร โดยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยจะรวบรวมข้อเท็จจริงพยานหลักฐานต่างๆ ให้การเพิ่มเติมในภายหลัง และมีนัดมาพบพนักงานสอบสวนวันที่ 22-23 เมษายนนี้

นายจักรภพ กล่าวว่า กระบวนการนี้ นายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความ ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทำให้การทำงานวันนี้ราบรื่น และสิ่งที่ผมชื่นชมและประทับใจกับเจ้าหน้าที่มาก คือการอธิบายขั้นตอนต่างๆ เป็นไปอย่างครบถ้วน ทำให้เราสามารถรู้สิทธิของเรา สามารถตอบคำถามได้อย่างมั่นใจว่าจะสู้คดีได้ ส่วนผลจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรม และอยากบอกว่า ออกจากประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 กลับมาในปี 2557 รวมเวลา 15 ปีเต็ม รู้สึกเสียดายเวลาที่จะได้รับใช้ประเทศชาติไปเยอะ จากนี้ไปเลยตั้งใจว่า อะไรที่ทำได้ก็จะทำ การเมืองก็เป็นวิถีทางหนึ่ง การทำงานด้านการต่างประเทศในบทบาทต่างๆ ผมก็จะรับทำต่อไป เมื่อพ้นจากเรื่องคดีแล้ว ก็จะขอทำตัวให้มีประโยชน์ต่อชาติในเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิต

ส่วนที่เคยบอกว่าไม่มั่นใจกระบวนการยุติธรรม นายจักรภพบอกว่า เคยพูดไว้จริงเมื่อเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจตอนปี 2549 ใหม่ๆ ตอนนั้นรู้สึกไม่มั่นใจจริงๆ สิ่งที่ได้พูดสิ่งที่คิดตอนนั้น มาจากความจริงใจ ไม่มีอะไรย้อนกลับไปแก้ไข ยกเว้นแต่บอกว่า 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ได้คิดอะไรขึ้นเยอะ และประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ อยากจะบอกพวกเราข้อนึง เราอยู่เมืองไทยอาจจะไม่ค่อยได้สังเกต แต่ตนเองอยู่ข้างนอกสังเกตได้เยอะว่าการเมืองในภาพใหญ่ เป็นไปในทางที่ดีขึ้นหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบอบประชาธิปไตย ได้รับอนุญาตให้เจริญเติบโตขึ้น อย่างระมัดระวัง ซึ่งตรงนี้ก็จะทำให้ทุกอย่างมั่นคงแข็งแรง โดยที่เราไม่เอาหัวไปชนกำแพง แล้วบอกว่าต้องเอาเดี๋ยวนี้เดี๋ยวนั้น

“ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่การสร้างอย่างเดียวแต่อยู่ที่การทำลายด้วย ถ้าอัตราของการสร้างมันสูงกว่าการทำลายมันก็เป็นเรื่องบวก แต่ถ้าหากสร้างไม่ทันการทำลายก็กลายเป็นเรื่องลบ ขอโทษที่ผมตอบชัดเจนมากกว่านี้ไม่ได้” นายจักรภพ กล่าว

ส่วนกระแสข่าวว่ามีดีล ถึงได้กลับมาเมืองไทย นายจักรภพ บอกว่า ฟังแล้วดูเหมือนกับเรื่องไม่ค่อยดีนะ แต่ทุกอย่างที่มาถึงขนาดนี้ ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการพูดกัน ต้องบอกอย่างนี้ มันมีการคุยกัน แต่การคุยกันไม่ใช่หมายความว่ามาแลกกัน กลับมาแล้วมาแลกกับอันนี้อันนั้นไม่มี เป็นเรื่องการพูดว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะหาจุดร่วม แทนที่จะหาจุดต่างและทะเลาะกันเป็น 10 กว่าปี มันเสียเวลาไปเยอะเลย ก็เลยคุยกันในรูปแบบนั้น แต่ที่สำคัญที่สุด ที่มันเป็นไปได้ก็เพราะว่า การเมืองในภาคใหญ่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งพูดไม่ได้มากกว่านี้ สิ่งที่พัฒนาขึ้นดีขึ้นตรงนั้นแหละ ที่ทำให้การพูดจากัน จากเดิมมันพูดไม่ได้ กลายเป็นพูดได้ แล้วก็นำมาสู่วันนี้

ส่วนการที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล เลยทำให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้น นายจักรภพ คิดว่าเป็นส่วนประกอบเท่านั้น ส่วนหลักก็คือว่า แม้กระทั่งผู้ที่มีส่วนยึดอำนาจในอดีต ก็ปรับวิธีคิดไปเยอะ ย้อนกลับไปดูว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาใน 9 ปี 10 ปี มันเกิดอะไรขึ้น พูดง่ายๆ คือหลายอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดขึ้นเพราะทุกฝ่ายยอม เช่นฝ่ายนี้ต้องการจะสร้าง อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ค้าน ไม่เจาะยาง มันเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าฝ่ายที่ต้องการสร้างประชาธิปไตย เขามุ่งมั่นสร้าง  ฝ่ายที่เคยทำลายประชาธิปไตย ลดบทบาทในการทำลายลงไปเยอะ ตรงนี้มันทำให้บรรยากาศดีขึ้น แต่เรื่องจะให้ทันใจคนมันอาจจะไม่ทันใจทั้งหมด ก็ต้องใจเย็นๆ รอให้ อายุเท่าพี่แล้วจะใจเย็นลง

ส่วนบทบาทหลังจากนี้ ที่เขียนลงใน Facebook เขียนว่า กลับมารับใช้ประเทศไทย ซึ่งความหมายก็คือว่าในบทบาทใดก็ตามการเมืองก็เป็นหนึ่งในนั้น ก็ไม่ได้คิดจะทิ้ง ที่แน่นอนก็คือว่าไม่ได้คิดที่จะมาเปลี่ยนแปลงอะไร หรือมาสร้างความวุ่นวายอะไรกับใครทั้งสิ้น เราจะมาสร้างบทบาทเล็กๆ ของเรา และเมื่อไหร่ที่มันมีบทบาทซึ่งมันเป็นการเสริม และการสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาก็ค่อยเข้ามาตอนนั้น ส่วนถ้าเป็นเรื่องสื่อก็ต้องมาดูว่า มันยังมีพื้นที่ ยังต้องการคนโบราณอยู่หรือเปล่า ถ้ายังต้องการ พี่ขอไปเสริมตรงนั้น เพราะอยากจะให้คนไทยพร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงในระดับระหว่างประเทศ โลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก อย่าง AI ถ้าเราไม่ปรับตัว พวกเราจะอาจจะตกงานครึ่งค่อนประเทศ ซึ่งต้องเตรียมคิดตั้งแต่ตอนนี้เลย ว่าจะเอาอะไรมาทดแทน มาทำอะไร พีอยากทำอะไรต่างๆ เหล่านี้ เรื่องภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป Climate Change พวกเราก็รู้ว่าปีนี้ ทั้งน้ำทั้งฝนทั้งไฟ มันแรงขึ้นขนาดไหน ก็ต้องทำอะไรล่วงหน้าไว้ เรื่องแบบนี้นี่แหละที่จะมาทำ

“กว่า 15 ปีมันนาน เพราะว่ามันคิดถึงเมืองไทยทุกวัน นานเพราะว่าพ่อกับแม่เราเสียไปทั้งคู่ระหว่างที่พี่ไม่อยู่ นานเพราะว่าพวกเราที่เคยทำงานกับพี่มา กับผมมา ขาดโอกาสที่จะได้ทำงานต่อทางการเมือง เนื่องจากเราไม่ได้อยู่เป็นผู้นำหรือไปเชียร์ลีดเดอร์ให้ บรรดาเพราะเหตุพวกนี้ ส่วนตัวเองกี่ปีมันก็รอได้ มันก็ปรับตัวได้ เราคนเดียวจะกินจะอยู่แค่ไหนเชียว แต่ถ้าเราคิดถึงเรื่องโอกาสที่เสียไป มันก็เสียดาย ก็เลยพยายามทำใจตัวเองว่าไม่คิดแบบนั้น เอาว่าต่อไปจะกี่ปีก็ตาม ก็ทำให้มันคุ้มค่าที่สุด” นายจักรภพ กล่าว

ก่อนกลับมาทราบว่ามีคดีอะไรบ้าง ซึ่งตั้งแต่ปี 2549 เคยมีคดีเยอะถือเป็น 10 คดีก็ค่อยๆ ต่อสู้คดีไป มีหมดอายุความไปบ้าง สั่งไม่ฟ้องไปบ้าง ยกฟ้องบ้างในหลายกรณี เช่น ครั้งหนึ่งเคยถึงขั้นมีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็ปรากฏว่าคดีนั้นมีการสั่งไม่ฟ้องไป แต่เหตุที่ผมไม่ได้พูดอะไรในตอนนั้น จนหลายคนนึกว่ายังมีเรื่องนี้อยู่ ก็เพราะว่าบรรยากาศภาพรวมมันยังไม่ให้ ส่วนถ้ามีการพิสูจน์คดีกันแล้วและมีการทาบทามไปช่วยงานรัฐบาล ก็ยินดีรับ แต่จะไม่ไปในลักษณะที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรคเดียวกันหรือพรรคไหนก็ตาม จะเข้าไปเสริม ถ้าไปดูแล้วท่าทางจะไม่ดี ก็ขออยู่เบื้องหลัง

นายจักรภพ ยอมรับว่า ก่อนกลับมา มีการพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมตรี ครั้งหนึ่ง ก็เรียนถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง โดยภาพรวมเป็นอย่างไร แต่เราก็รู้ดีว่า เราก็ต้องต่างคนต่างทำการบ้านของเราในเรื่องคดีของเรา เพราะถึงแม้จะมีคดีการเมืองเหมือนกัน แต่มันคนละคดี ทั้งหมดไม่มีใครจะไปเลียนแบบของใครได้ มีการคุยกันแต่ไม่ได้ปรึกษากัน แต่เมื่อกลับมาแล้วก็จะไปพบกับนายทักษิณแน่นอน ยังไม่มีกำหนดการ แต่ก็พูดได้ว่าในโอกาสวันแรกที่ทำได้ เพราะคิดถึง อยากจะแวะไปหาท่าน ว่าท่านมีความสุขดีไหมตอนนี้ ซึ่งตอนที่โทรศัพท์คุยกันท่านพูดคำสำคัญว่า ยุคนี้หลายอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เราก็พูดได้แค่นั้น

ส่วนการบังคับใช้คดี เมื่อทุกอย่างมันกลับเข้าสู่ล็อคที่ควรจะเป็น เราก็พบว่าบรรยากาศดีขึ้น แต่ว่าเรื่องแบบนี้ เราไม่ไปถามว่าเรื่องไหนมาจากใครอย่างไร เอาว่าเป็นแบบไทย

ส่วนแกนนำเสื้อแดงที่ลี้ภัย จะทยอยกลับมาประเทศไทยหรือไม่ นายจักรภพ บอกว่า ผมขอเสนอตัวเป็นคน ที่ช่วยเหลือสำหรับคนที่อยากจะกลับมา แล้วสามารถจะกลับมาได้ เพราะเรื่องคดีความยกตัวอย่างเช่น นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่พูดอย่างนี้ ไม่ได้พูดเพราะว่าเรื่องที่รักมากมักที่ชังตามตำแหน่งหน้าที่ แต่ดูตามคดีแต่ละท่าน ถ้าคดีจัดการได้ง่ายแล้วก็มองเขาไว้ก่อน การช่วยเหลือคือต้องให้ความมั่นใจว่าเข้ามาแล้ว ตนเองก็เป็นเหมือนหนูทดลองยาเหมือนกัน ว่าผลเป็นอย่างไร เราก็ต้องบอกให้ความมั่นใจ เพราะเราบังคับความเชื่อของแต่ละคนไม่ได้ และพอมีความมั่นใจแล้ว มันถึงจะมาเรื่องคดี ว่าคดีไหนอยู่ที่ตรงไหนอย่างไร จะสู้ด้วยข้อกฎหมายแบบไหน อย่าลืมว่ากฎหมายไม่ได้อยู่ที่เดิม มีกฎหมายใหม่ๆออกมาเยอะ อย่างวันนี้ผมมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ มีความรู้ใหม่ว่ามีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการป้องกันการทรมาน นั่นหมายความว่าในการสอบปากคำ ต้องมีการบันทึกบรรยากาศไว้ตลอดด้วยวีดีโอ ทำให้รู้สึกว่ามีอะไรที่พัฒนาขึ้นเยอะ ซึ่งเหล่านี้เราก็ต้องบอกแต่ละคนว่ามันไม่ได้เหมือนเดิมแล้วนะ เพราะบางคนออกจากประเทศไป 7 ปี 8 ปี 10 ปียังฝังใจอยู่กับเรื่องเดิม

ส่วนมีใครในรัฐบาลติดต่อเข้ามาให้ไปทำงานหรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่ายังไม่มีและคงจะไม่ติดต่อใคร เพราะว่าเราอยากจะให้เขาสบายใจ ว่าทิศทางกำลังดำเนินไปอย่างดีแล้ว ถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปก็ไม่เกี่ยวกับเรา เพราะถ้าเรากลับเข้ามาช่วยชาติ เราก็อย่าไปสร้างปัญหาเพิ่ม เพราะฉะนั้นผมก็คงจะรอเวลาที่มันเหมาะสมอีกทีนึง และระหว่างนี้ก็ต้องทำการบ้านตัวเอง กรุงเทพฯยังเดินไม่ถูกเลย เดี๋ยวหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ก่อนว่าอะไรอยู่ไหน จากนี้ไป จะขอไปกราบพ่อกับแม่ก่อน แม่ยังไม่ได้ฌาปนกิจแต่เก็บอยู่ที่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขนเดี๋ยวออกจากนี้ก็จะไปเลยส่วนพ่อก็ฌาปนกิจไปแล้วก็จะไปกราบอัฐฐิที่บ้านน้องสาว และจากนั้นก็จะไปกราบศาลหลักเมือง

“การเมือง ไม่ได้หมายความว่าต้องลงสมัครรับเลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่อาจจะอยู่ทางนโยบายทางการเมืองการพัฒนาแนวคิดทางการเมืองก็ได้ ซึ่งอันนั้นไม่ปฏิเสธชวนมาไปเลย” นายจักรภพ กล่าว

ส่วนกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือแกนนำคำเสื้อแดง จะกลับประเทศหรือไม่ นายจักภพ บอกว่า นั้นไม่เฉพาะคนเสื้อแดง แต่กรณีทุกคนที่รู้สึกว่าต้องออกไปต่างประเทศเพราะการเมือง เราจะช่วยทั้งหมดแต่ช่วยนั้น หมายความว่าเจ้าตัวต้องเต็มใจ เราไม่ไปบังคับใครให้กลับมา ส่วนทางนายกยิ่งลักษณ์ เท่าที่ทราบก็เหลือเพียงคดีจำนำข้าว คิดว่าท่านก็อยากกลับบ้านเมืองทุกคน แต่ตนเองคงไม่มีสติปัญญาจะไปช่วยอะไรระดับนั้น

ส่วนที่การกลับมาได้วันนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะอำนาจรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่เป็นไปเพราะว่าการเกิดขึ้นของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เพิ่มความมั่นใจว่าบรรยากาศต่างๆ มันเริ่มไปในทางที่ถูกต้องมากขึ้น ไม่ได้พูดว่าทุกอย่างมัน 100% แต่มันเป็นในทางที่ดีขึ้น และผมตัดสินใจรับความเสี่ยงตรงนั้นโดยที่กลับมาเข้ากระบวนการก็แค่นั้นเอง ดีลไม่มี มีแต่พูดคุยถึงบรรยากาศภาพรวมต่างๆ

ส่วนการบริหารงานของรัฐบาลในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีขยันมาก เราไม่ค่อยได้เห็น นายกรัฐมนตรีที่ขอลุยทำงานเดี๋ยวค่อยมาฟังทีหลังว่าจะวิจารณ์ยังไง ท่านทำงานไปข้างหน้าไปก่อน เป็นทัศนะที่ดี ถ้าเราทำเรื่องนึงแล้วท้อถอยเรื่องหนึ่ง มันก็ไม่ได้ทำต้องไปข้างหน้าก่อนแต่แน่นอนว่า ท่านมีข้อเด่นสำคัญคือท่านบริหารงานด้านอสังหาริมทรัพย์มาก่อน ท่านบริหารงานโครงการ เพราะฉะนั้นสามารถบริหารงานทีเดียว 10 โครงการ 20 โครงการก็ได้ เป็นคนที่มีหยักในสมองเยอะ ทำได้หลายเรื่องพร้อมกัน ไม่มีอะไรอยากแนะนำโดยเฉพาะ แต่อยากจะเสริมว่าเราควรจะสร้างทีม 2 คือต้องจับตามองความเปลี่ยนแปลงระหว่างประเทศแล้วนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด มุ่งหน้าไปที่กลุ่มคนที่ยังไม่มีอุปกรณ์หรือทรัพยากรในการต่อสู้เพื่อตัวเอง คนที่ยังไม่มีวิธีสู้คนที่เป็นกลุ่มที่ต่ำที่สุดในสังคมในทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลก็กำลังเดินไป

ส่วนกรณีพรรคก้าวไกลถูกยื่นยุบพรรค เข้าใจว่าทำไมเกิดขึ้นแบบนี้ จะขออนุญาตสงวนความเห็นเรื่องนี้ไว้ก่อน เพราะเพิ่งจะมาถึง เพราะมันเป็นเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตย ที่มันต้องดูว่าอะไรที่มันเป็นไปได้ในช่วงนี้ และอะไรที่ยังเป็นไปไม่ได้พูดง่ายๆ ก็คือว่า ถ้ามีใครที่เป็นวีรชนช่วงนี้ ก็คือเป็นคนที่ทดลองระบบว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น และคนอื่นก็ต้องมองว่า ถ้าทำแบบนี้มันเกินเลยไป ก็ต้องมองว่าถอยแค่ไหน ถึงจะบริหารประเทศได้ คิดว่าประโยชน์มันมีแบบ

นายกฯ หนุน Entertainment Complex ยกเศรษฐกิจสีเทามาอยู่บนดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571770

28 มี.ค. 2567

13:20 น.

นายกฯ หนุน Entertainment Complex ยกเศรษฐกิจสีเทามาอยู่บนดิน

นายกฯ หนุน Entertainment Complex ยกเศรษฐกิจสีเทามาอยู่บนดิน กำกับ – เก็บภาษีได้ ‘จักรภพ’ กลับประเทศ รัฐบาลให้ความสำคัญกระบวนการยุติธรรม

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณารายงานการศึกษาเรื่องการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) เพื่อแก้ไขปัญหาการพนันผิดกฎหมายฯ ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่จริงๆ แล้วเราไม่อยากให้เป็นกฎหมายคาสิโน แต่ต้องเป็นกฎหมายเรื่อง Entertainment Complex ซึ่ง จะรวบรวมมาอยู่กันในหลายส่วน และเป็นที่ทราบกันดีว่าเราต้องยกพวกเศรษฐกิจสีเทามาอยู่ข้างบนให้หมด จะได้ควบคุมกำกับดูแลเรื่องความปลอดภัย ความเหมาะสม และเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง ซึ่งตนก็เห็นด้วยและเป็นเรื่องที่สำคัญ
 

ส่วนยังมีกลุ่มเครือข่ายคนที่เห็นต่างจะสามารถชี้แจงได้อย่างไร นายเศรษฐา กล่าวว่า เราก็มีระบบสภาอยู่แล้ว มีตัวแทนของประชาชนอยู่แล้ว ก็จะชี้แจงในสภา


เมื่อถามย้ำว่าการเปิดคาสิโนถูกกฎหมายจะทำให้มีรายได้เข้าประเทศได้มากขึ้นและจะเป็นการแก้ไขปัญหาการลักลอบเปิดบ่อนผิดกฎหมายได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี หวังว่าอันนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ต้องทำได้ เพราะหากเปิดถูกกฎหมายจะทำผิดกฎหมายทำไม หากคนอยากไปเล่นก็ให้เขาทำถูกกฎหมายที่ทางกฎหมายเขาออกมา ก็สามารถเข้าได้


ส่วนจะทำอย่างไรไม่ให้สังคมมองไปในแง่ลบอย่างเดียว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถึงเวลาที่เราต้องมาดูเรื่องของสังคมอีแอบ เรื่องนี้มันก็มีอยู่แล้ว แต่เราต้องกำกับดูแลให้เหมาะสม ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครองจะได้กำกับดูแลให้ถูกต้อง ซึ่งทุกวันนี้มีอยู่แล้วต้องยอมรับ แต่มันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายซึ่งเราก็ต้องบริหารจัดการไป ซึ่งตนไม่แน่ใจว่ากฎหมายนี้จะผ่านเมื่อไหร่และจะเปิดได้เมื่อไหร่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาพอสมควร ในระหว่างนี้ก็ต้องจัดการที่ๆ ผิดกฎหมายไป

ส่วนกรณีถึงนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ลี้ภัยในต่างประเทศนานกว่า 10 ปี เดินทางกลับประเทศไทย และมอบตัวกับตำรวจ นายกรัฐมนตรี เชื่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความยุติธรรมอยู่แล้ว ใครที่มีปัญหาในอดีตและกลับเข้ามาก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้มันถูกต้อง ซึ่งตนไม่ได้ติดตามเคสของนายจักรภพอย่างละเอียด แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าท่านเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็ขอใช้คำนี้เป็นหลักว่า กลับเข้ามาก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

รู้จัก ‘จักรภพ เพ็ญแข’ จากพิธีกรสู่โฆษกรัฐบาลหลังลี้ภัยนาน 10 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571758

28 มี.ค. 2567

11:08 น.

รู้จัก 'จักรภพ เพ็ญแข' จากพิธีกรสู่โฆษกรัฐบาลหลังลี้ภัยนาน 10 ปี

จำได้ไหม ‘จักรภพ เพ็ญแข’ อดีตพิธีกรคนดัง และคนสำคัญของทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว กับเส้นทางการเมืองที่ต้องลี้ภัย แต่วันนี้กลับมาแล้ว

การกลับมาอีกครั้งของ “จักรภพ เพ็ญแข” หลังจากที่ต้องลี้ภัยทางการเมืองนานกว่า 10 ปีโดยเขาได้อยู่ในประเทศกัมพูชา  ล่าสุด “จักรภพ เพ็ญแข” โพสต์คลิปผ่านเฟซบุ๊ก  จักรภพ เพ็ญแข – Jakrapob Penkair ระบุบางช่วงว่า จะเดินทางถึงไทยในวันที่ 28 มี.ค 2567 เวลา 07.35 น.  ซึ่งเป็นการกลับบ้านในรอบหลายปี หลายจากที่ต้องลี้ภัยทางการเมืองตั้งแต่ปี 2557 

จักรภพ เพ็ญแขจักรภพ เพ็ญแข

เชื่อว่าหลายคนยังคงจำชื่อ  “จักรภพ เพ็ญแข”  ได้ดีทั้งในฐานะพิธีกรชื่อดัง และคนที่เคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญทางการเมืองอย่างตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  แต่ในช่วงที่เกิดรัฐประหารในปี 2557 เป็นต้นเหตุให้ “จักรภพ เพ็ญแข” ต้องขอลี้ภัยทางการเมือง แต่หากใครที่อาจจะจำเขาไม่ได้ คมชัดลึกออนไลน์ จะพากลับไปทำความรู้จัก   “จักรภพ เพ็ญแข” อดีตพิธีกรชื่อดัง และ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง

จักรภพ เพ็ญแข จักรภพ เพ็ญแข 

สำหรับ “จักรภพ เพ็ญแข” เคยตำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีใน รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช พ.ศ.2551 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร พ.ศ.2546 – 2548

จักรภพ เพ็ญแขจักรภพ เพ็ญแข

ส่วนเหตุผลที่ต้องขอลี้ภัยทางการเมืองนั้น  “จักรภพ เพ็ญแข” เพราะเคยโดนฟ้องร้องคดีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการปาฐกถาเป็นภาษาอังกฤษในหัวข้อเรื่อง “ระบบอุปถัมภ์ ในฐานะที่เป็นอุปสรรคขัดขวางความเป็นประชาธิปไตย” เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ปี 2550 ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (เอฟซีซีที) แต่อัยการสั่งยกฟ้อง เมื่อช่วงก.ย. ปี 2554

นอกจากนี้  “จักรภพ เพ็ญแข” มีบทบาทในการก่อตั้ง นปก. แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ ก่อนจะขยายตัวมาเป็น นปช. ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศ ในช่วงปี 2552

อย่างไรก็ตามหลังรัฐประหารในปี 2557 เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ปี 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่งที่ 49/2557 เรียกให้ปรายงานตัว แต่ไม่ได้ไปรายงานตัว ทำให้ศาลทหารออกหมายข้อหาฝ่าฝืนการไปรายงานตัว และถูกกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับอาวุธสงคราม ในปี 2560

จักรภพ เพ็ญแขจักรภพ เพ็ญแข

เป็นเวลากว่า 10 ปี ที่ “จักรภพ เพ็ญแข” ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง และล่าสุด เขาได้เดินทางกลับประเทศไทยโดยมีการโพสต์คลิป พร้อมกับระบุบางช่วง ว่า  กำลังเดินทากลับไทยและจะถึงในวันที่ 28 มี.ค. 2567 เวลา 07.35 น. เป็นการกลับมาพบพี่น้องคนไทยที่คิดถึงหายไปนานมาก ที่ผ่านมาคนไทยคนเกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น  ประเทศไทยมีความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างลี้ภัยอยู่ได้ติดตามข่าวสารในประเทศไทยตลอด อยู่ต่างประเทศไทนาน 15 ปี ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกมากมาย ทั้งนี้ตนพร้อมกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หวังว่าจะอธิบายตัวเองได้ และได้กลับมาทำงานช่วยบ้านเมืองต่อไป 

ชมคลิปเต็ม คลิกที่นี่ 

‘ธนาธร’ ยินดีสมรสเท่าเทียม ชี้ ฝ่ายค้าน – รบ. ทำงานร่วมกันได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571735

27 มี.ค. 2567

17:12 น.

‘ธนาธร’ ยินดีสมรสเท่าเทียม ชี้ ฝ่ายค้าน – รบ. ทำงานร่วมกันได้

ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความแสดงความยินดีสภาฯ ผ่านร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม บทพิสูจน์ฝ่ายค้าน – รัฐบาล ทำงานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ประชาชน

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กหลังจากสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมว่า

ขอแสดงความยินดีกับประชาชนคนไทยทุกคน วันนี้ พ.ร.บ. #สมรสเท่าเทียม ผ่านแล้ว ถือเป็นการยืนยันหลักการคนเท่ากัน ทั้งในแง่ศักดิ์ศรีพลเมืองสิทธิทางกฎหมาย และสวัสดิการที่ได้รับจากรัฐ

และผลการโหวตในวันนี้ยังถือเป็นการพิสูจน์ว่า ฝ่ายค้านและรัฐบาลสามารถทำงานร่วมกันได้ ตราบใดที่เป็นกฎหมายที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน เสียงของประชาชนย่อมเป็นใหญ่ที่สุด และทุกพรรคการเมืองต้องรับไปปฏิบัติ

ผมขอชื่นชมทีมงานพรรคก้าวไกล ที่มุ่งมั่นทำงานผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์

ณัฐวุฒิ บัวประทุม

ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์

เอกราช อุดมอำนวย

คณาสิต พ่วงอำไพ

ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์

และทีมงานที่อยู่เบื้องหลังทุกคน

ผมดีใจที่พวกเราเดินทางร่วมกัน และภูมิใจในการทำงานหนักของพวกคุณทุกคน

‘ธนาธร’ ยินดีสมรสเท่าเทียม ชี้ ฝ่ายค้าน – รบ. ทำงานร่วมกันได้

‘มาดามเดียร์’ โพสต์ยินดีพี่น้อง LGBTQ+ หลังสภาผ่าน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571729

27 มี.ค. 2567

16:53 น.

‘มาดามเดียร์’ โพสต์ยินดีพี่น้อง LGBTQ+ หลังสภาผ่าน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม

‘มาดามเดียร์’ โพสต์ยินดีพี่น้อง LGBTQ+ หลังสภาผ่าน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ได้สิทธิสร้างครอบครัวและมีบุตรได้อย่างเท่าเทียม ย้ำคนเท่ากัน

27 มีนาคม 2567 นางสาววทันยา บุนนาค สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหนึ่งในผู้ยื่นเสนอร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม โพสต์ข้อความลงเฟสบุ๊ก แสดงความยินดีหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎร ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมในวาระที่ 3 ว่า

ยินดีกับพี่น้อง LGBTQ+ โดยเฉพาะเรื่องยินดีที่วันนี้เปรียบเสมือนอีก 1 สัญลักษณ์ของการตระหนักถึงความเท่าเทียมทางเพศได้เกิดขึ้นในสังคมไทย

หลังจากนี้เราจะมีสิทธิ #สมรสเท่าเทียม

แต่วันข้างหน้าเชื่อว่าเราจะมี #สิทธิสร้างครอบครัว และมีบุตรได้อย่างเท่าเทียม

และที่สำคัญคือ สิทธิใน #อัตลักษณ์ทางเพศ

เพราะเราเชื่อว่า #คนเท่ากัน #สิทธิที่เราเลือกได้

‘มาดามเดียร์’ โพสต์ยินดีพี่น้อง LGBTQ+ หลังสภาผ่าน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม

สภาฯ เห็นชอบ ‘สมรสเท่าเทียม’ สิทธิสมรสเพศต่างเพศ – เพศเดียวกัน ที่เท่าเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571724

27 มี.ค. 2567

15:41 น.

สภาฯ เห็นชอบ ‘สมรสเท่าเทียม’ สิทธิสมรสเพศต่างเพศ – เพศเดียวกัน ที่เท่าเทียม

สภาฯ เห็นชอบ ‘สมรสเท่าเทียม’ สิทธิทางแพ่ง สมรสเพศต่างเพศ – เพศเดียวกัน ได้อย่างเท่าเทียม คุ้มครองความรัก ความหลากหลายทางเพศ เตรียมส่งต่อให้วุฒิสภาเห็นชอบก่อนปิดสมัยประชุม

สภาผู้แทนราษฎร มีมติเสียงข้างมาก 400 เสียง ต่อ 10 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือ กฎหมายสมรสเท่าเทียม วาระที่ 3 ตามที่คณะกรรมการธิการฯ พิจารณาแล้วเสร็จ โดยที่ สส.มุสลิม ขอใช้เอกสิทธิ์ไม่ให้ความเห็นชอบ เนื่องจากหลักการร่างกฎหมายดังกล่าวขัดต่อหลักศาสนา

สาระสำคัญกฎหมายสมรสเท่าเทียม เป็นการคืนสิทธิให้แก่บุคคล อาทิ การแก้ไขคำว่า ชาย – หญิง – สามี – ภริยา เป็นคำว่า บุคคล – ผู้หมั้น – ผู้รับหมั้น และคู่สมรส เพื่อให้มีความหมายครอบคลุมคู่หมั้นหรือคู่สมรส ไม่ว่าจะเพศใดก็ตาม โดยบุคคล สามารถหมั้นกันได้ เมื่อบุคคลทั้ง 2 ฝ่าย มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ซึ่งการหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายผู้หมั้นได้ส่งมอบ หรือโอนทรัพย์สินให้แก่ผู้รับหมั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา ให้มีสิทธิเรียกรับผิดใช้ค่าทดแทน และหากผู้รับหมั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญา ให้คืนของหมั้นแก้ผู้หมั้นด้วย

การสมรสจะกระทำได้ เมื่อบุคคลทั้ง 2 ฝ่าย มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสกันก่อนได้ พร้อมห้ามการสมรสในกรณีที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นบุคคลวิกลจริต หรือเป็นคนไร้ความสามารถ หรือสืบสายโลหิตเดียวกัน และไม่สามารถสมรสซ้อนกับบุคคลอื่นได้ รวมถึงการหย่าจะสมบูรณ์ เมื่อคู่สมรสได้จดทะเบียนหย่า ซึ่งเหตุฟ้องหย่า อาทิ มีชู้ร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นประจำ คู่สมรสประพฤติชั่ว ทำร้ายร่างกายและจิตใจ จงใจทิ้งร้างอีกฝ่ายกว่า 1 ปี  เป็นต้น

นอกจากนั้น ยังมีการเพิ่มเหตุเรียกค่าทดแทน และเหตุฟ้องหย่าให้ครอบคลุมกรณีคู่หมั้นหรือคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง ไปมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นไม่ว่าเพศใด พร้อมแก้ไขเงื่อนระยะเวลาการสมรสใหม่ ในกรณีที่หญิงมีชายเป็นผู้สมรสเดิม และจะสมรสกับชายใหม่เท่ากัน (เพื่อป้องกันกรณีที่มีครรภ์จากชายเดิมติดมาด้วย) รวมถึงการเพิ่มเหตุการฟ้องหย่าให้สอดคล้องกับความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสเพศเดียวกัน เช่น มีชู้ร่วมประเวณีกับ “ผู้อื่น” เป็นประจำ

กรรมาธิการฯ เสียงข้างน้อย ที่มาจากภาคประชาชน ได้เสนอขอให้บัญญัติเพิ่มคำว่า “บุพการีลำดับแรก” (ที่ทำหน้าที่เสมือนมารดา-บิดา) เพื่อให้เกิดคำกลาง ๆ ลงในร่างกฎหมายแทนบิดา-มารดา รองรับความสมบูรณ์ของครอบครัวให้คู่สมรสเพศเดียวกัน แต่กรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก ชี้แจงว่า การกำหนดบุพการีลำดับแรก เป็นคำใหม่ที่ไม่เคยบัญญัติในกฎหมาย และไม่มีการให้คำนิยาม จึงอาจเกิดผลกระทบในการบังคับใช้ได้ จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลที่จะกระทบต่อกฎหมายทั้งหมดของประเทศ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จึงมีมติเสียงข้างมาก เห็นชอบตามการปรับแก้ของกรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก 

ทั้งนี้ เมื่อบุคคล 2 คน ไม่ว่าจะเพศเดียวกัน หรือต่างเพศกัน จดทะเบียนสมรสร่วมกันแล้ว ก็จะมีสภานะ “คู่สมรส” ดังนั้น ก็จะไปเข้าเงื่อนไขในกฎหมายอื่น ๆ ที่รองรับสิทธิประโยชน์ของ “คู่สมรส” อาทิ สิทธิจัดการทรัพย์สินของคู่สมรส, สิทธิเป็นผู้จัดการแทนในทางอาญา เช่นเดียวกับสามี-ภรรยา, สิทธิรับมรดกหากอีกฝ่ายเสียชีวิต, สิทธิรับบุตรบุญธรรม, สิทธิการลงนามยินยอมให้รักษาพยาบาลอีกฝ่าย, สิทธิจัดการศพ, สิทธิได้รับประโยชน์ และสวัสดิการจากรัฐในฐานะคู่สมรส เช่น สิทธิประกันสังคม, สิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล รวมถึงคู่สมรส ยังสามารถรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้ พร้อมรับรองถึงกฎหมาย หรือระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรีใด อ้างถึงสามี ภริยา หรือสามีภริยา ให้ถือว่าอ้างตามคู่สมรสที่จดทะเบียนตามกฎหมายสมรสเท่าเทียมนี้ด้วย

ด้าน นายดนุพร ปุณณกันต์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ยืนยันว่า การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่ง หรือ กฎหมายสมรสเท่าเทียมฉบับนี้ เป็นการแก้ไขเพื่อทุกคนในประเทศโดยที่คู่สมรสชาย-หญิง เคยได้รับสิทธิอย่างไร ก็จะไม่เสียสิทธิตามกฎหมายฉบับนี้ และกฎหมายฉบับนี้ จะคุ้มครองผู้มีความหลากหลายทางเพศ และคืนสิทธิให้แก่ผู้มีความหลากหลายทางเพศที่เคยเสียสิทธิไป ทั้งการรักษาพยาบาล การลดหย่อนภาษี การลงนามยินยอมให้คู่สมรสเข้าสู่กระบวนการรักษาพยาบาล เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความเท่าเทียมในสังคมไทย ที่จะทำให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่ 3 ในภูมิภาคเอเชีย ที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม และเป็นประเทศแรกในอาเซียน ที่เปิดโอกาสให้คนเพศเดียวกันสมรสกัน

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ สภาผู้แทนราษฎร จะส่งต่อให้วุฒิสภา พิจารณาตามขั้นตอน โดย นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะโฆษกคณะกรรมธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือ โฆษกวิปวุฒิสภา กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของวุฒิสภา ในการพิจารณาร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม หลังสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบในวาระที่ 3 แล้วว่า วุฒิสภา พร้อมพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว ในวันที่ 1-2 เมษายนนี้ หรือ วันที่ 9 เมษายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของสมัยประชุมสภา สมัยสามัญ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2566 และมั่นใจว่า จะสามารถพิจารณารับไว้พิจารณา พร้อมตั้งกรรมาธิการฯ มาพิจารณาต่อได้ทันอย่างแน่นอน ซึ่งกรรมาธิการฯ จะใช้เวลาในช่วงการปิดสมัยประชุม มาพิจารณา ก่อนจะเสนอกลับมายังวุฒิสภา เพื่อพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบในช่วงเปิดสมัยประชุมสภา สมัยสามัญ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2567 ให้ทันก่อนที่สมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่

ผู้สื่อข่าวยังรายงานว่า สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน จะหมดวาระลงในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ แต่จะยังคงอยู่รักษาการปฏิบัติหน้าที่ต่อ จนกว่าจะมีวุฒิสภาชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในการพิจารณาร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม รวมถึงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 อาจจะอยู่ในช่วงรอยต่อดังกล่าว ดังนั้น วุฒิสภา จึงได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของวุฒิสภา ไปศึกษาความพร้อมหากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อการพิจารณาร่างกฎหมายที่ยังค้างอยู่ในวุฒิสภาชุดปัจจุบัน

เปิด 8 ประเด็น ฝ่ายค้านอภิปรายรัฐบาล 3 – 4 เม.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571714

27 มี.ค. 2567

14:24 น.

เปิด 8 ประเด็น ฝ่ายค้านอภิปรายรัฐบาล 3 – 4 เม.ย.นี้

คาดการณ์ว่าจะมีอย่างน้อย 8 เรื่อง ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะตั้งมาเป็นประเด็นอภิปรายรัฐบาลวันที่ 3 – 4 เม.ย.นี้ แต่คงยังไม่กระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล เพราะเป็นการอภิปรายทั่วไป ไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ

เปิด 8 ประเด็นที่คาดการณ์ว่า ฝ่ายค้าน และ สว. จะนำมาอภิปรายรัฐบาล หลังจากทำงานมาแล้ว 6 เดือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการทวงถามนโยบายที่เคยประกาศต่อที่ประชุมรัฐสภา โดยเฉพาะนโยบาย Quickwin ต่างๆ ที่ต้องทำให้สำเร็จโดยเร็ว จนไปถึงเรื่องที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษ ที่รัฐบาลต้องชี้แจงต่อสาธารณะ

1. ปัญหาเศรษฐกิจ โครงการเงินดิจิตอล 10,000 บาท ที่สัญญาไว้กับประชาชน ยังไม่มีความคืบหน้า โครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อมกับไทยสู่อันดามัน ก็ยังไม่มีความชัดเจน

2. ปัญหากระบวนการยุติธรรม กรณีบังคับโทษและพักโทษ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ข้อสงสัยว่าป่วยและรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจจริงหรือไม่ และหลักเกณฑ์การพักโทษ ที่ดูเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะตัว

3. ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ระหว่างไทยกับกัมพูชา 26,000 ตารางกิโลเมตร ผลประโยชน์ปิโตรเลียมมูลค่ากว่า 5 ล้านล้านบาท การพูดคุยระหว่างแกนนำพรรคเพื่อไทยกับสมเด็จฮุนเซน และความชัดเจนในการรักษาอธิปไตยพื้นที่เกาะกูด ที่ฝ่ายกัมพูชาลากเส้นแผนที่ผ่าเข้ามา

4. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ  มีการตั้งคณะกรรมการมาศึกษา แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

5. ปัญหาราคาพลังงาน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันดีเซลอาจเพิ่มเพดานถึง 32 บาทต่อลิตร และค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม อาจสูงถึง 5.44 บาทต่อหน่วย

6. นายกรัฐมนตรี อยู่ในตำแหน่ง 6 เดือน บิน 16 ประเทศ คิดเป็น 30% ของวันทำงาน กับคำถามถึงงบประมาณที่ใช้ไป และผลที่ได้กลับมา คุ้มค่าหรือไม่

7. ประเด็นพื้นที่ ส.ป.ก. พิพาทกับอุทยานแห่งชาติ นำสู่การตรวจสอบพื้นที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศ

8. การใช้งบประมาณของกองทัพ การจัดซื้อเรือดำน้ำ ยุทโธปกรณ์ต่างๆ งบประมาณที่ใช้กับกำลังพล การเกณฑ์ทหาร และการใช้กำลังผิดวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะประเด็นทหารรับใช้

การอภิปรายที่จะเกิดขึ้น เป็นการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ โดยสภาผู้แทนราษฎรโดยพรรคฝ่ายค้าน จะอภิปรายวันที่ 3 ถึง 4 เมษายนนี้

นายกฯ สั่ง ก.คลัง หางบ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ นอกเหนือเงินกู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571701

27 มี.ค. 2567

12:18 น.

นายกฯ สั่ง ก.คลัง หางบ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ นอกเหนือเงินกู้

นายกฯ เผย คกก.ดิจิทัลวอลเล็ต มอบ ก.คลัง หาแหล่งเงินโครงการ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ นอกเหนือออก พ.ร.บ.เงินกู้ แหล่งเงิน – เงื่อนไข เคาะจบ 10 เม.ย.นี้ เผย ‘เลขาธิการสภาพัฒน์ – ผู้ว่าแบงค์ชาติ‘ เห็นด้วยหมดแล้ว

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ครั้งที่ 2/2567 ที่หน่วยงานต่างๆ ส่งความเห็นกลับมาว่า ที่ประชุมรับทราบว่าเศรษฐกิจมีปัญหา มีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจาก GDP มีการเติบโตต่ำตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเติบโตสูงกว่าไทยเป็นเท่าตัว ฉะนั้นกระทรวงการคลังจึงเสนอความเป็นไปได้ของแหล่งเงินในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต นอกเหนือจากการออก พ.ร.บ.เงินกู้ โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณไปดำเนินการ และรายงานในที่ประชุมใหญ่ในวันที่ 10 เมษายนนี้

รวมถึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์สรุปหลักเกณฑ์ร้านค้าและสินค้า ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และบอร์ดรัฐบาลดิจิทัล สรุปการพัฒนาระบบและจัดทำเปิดให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจกระเป๋าเงินเข้าร่วมโครงการ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วางกรอบการตรวจสอบวินิจฉัยกล่าวโทษและร้องทุกข์และการเรียกเงินคืน และรายงานในที่ประชุมใหญ่ในวันที่ 10 เมษายนนี้เช่นกัน

นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 10 เมษายน เมื่อได้ข้อสรุปทั้งหมด ก็จะมีการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือนเมษายน ยืนยันว่า กรอบเวลาไทม์ไลน์เป็นไปตามที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แถลงก่อนหน้านี้คือ 1.ไตรมาสที่ 3 เปิดให้ร้านค้าและประชาชนลงทะเบียน 2. ไตรมาสที่ 4 เงินถึงมือประชาชน

“ที่ประชุมวันนี้มีการประชุมกันกว่าครึ่งชั่วโมง โดยทุกภาคส่วนเห็นด้วยทั้งหมด อาทิ เลขาธิการสภาพัฒน์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นด้วยในขั้นตอนทั้งหมด ฉะนั้นขอให้ฟังข่าวดีในวันที่ 10 เมษายนนี้” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ส่วนกรณีที่พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.อ.สุรเชษฐ หักผาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังมีการออกมาแฉกันไปมา นายกรัฐมนตรี บอกว่า ตนไม่ทราบ เรื่องนี้มีคณะกรรมการศึกษาหาความจริงเรียบร้อยแล้วทั้ง 3 ท่าน หน้าที่ของตนและพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คือโฟกัสปัญหาของพี่น้องประชาชนให้ดีที่สุด

ผมไม่ขอคอมเม้นต์เรื่องนี้อีกแล้ว ผมเชื่อว่าเรามีกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสตรวจสอบได้ และไม่มีการอินเตอเฟียร์ (แทรกแซง) กับทุกฝ่าย” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกฯ แถลงจัด SUMMER SONIC BANGKOK 2024 ส.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571696

27 มี.ค. 2567

11:59 น.

นายกฯ แถลงจัด SUMMER SONIC BANGKOK 2024 ส.ค.นี้

นายกฯ เปิดงานแถลงข่าวงานเทศกาลดนตรีระดับโลก “SUMMER SONIC BANGKOK 2024” วันที่ 24 – 25 สิงหาคม 2567 มุ่งพัฒนาไทย เป็น World Event Destination ดันไทยเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของโลกดนตรี

27 มีนาคม 2567 ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง เป็นประธานแถลงข่าวงานเทศกาลดนตรีระดับโลก SUMMER SONIC BANGKOK 2024 พร้อมด้วย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ , นายนิชิโอกะ  ทัตสึชิ  (Mr. NISHIOKA Tatsushi) อุปทูตรักษาการ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย นายนาโอกิ ชิมิซุ (Mr. Naoki Shimizu) ผู้ก่อตั้ง SUMMER SONIC และประธานกรรมการบริหารบริษัท Creativeman Productions นางสาวภัทรทิพย์ ศรีประเสริฐ ประธานกรรมการบริหารบริษัท BANGKOK CONNECT ตลอดจนศิลปิน ผู้สื่อข่าวไทยและต่างประเทศ
 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยินดีที่เทศกาลระดับโลกกำลังจะมาจัดงานที่เมืองไทยเป็นครั้งแรกภายใต้ Summer Sonic Bangkok 2024” ในวันที่ 24 -25 สิงหาคมนี้ เป็นการจัดงานครั้งแรกอย่างเป็นทางการนอกประเทศญี่ปุ่นด้วย พบว่างานที่ประเทศญี่ปุ่นได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ยินดีที่ประเทศไทยจะได้มีโอกาสจัดงานนี้ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนงานนี้ให้ประสบผลสำเร็จในประเทศไทย ให้กลายเป็นบ้านหลังที่สองที่อบอุ่น พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ศิลปินและเข้าผู้ร่วมงาน ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จะเป็นส่วนร่วมในการผลักดันงานเทศกาลให้ประสบผลสำเร็จ เพื่อสร้างความทรงจำที่ดีให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน นายกรัฐมนตรี ยังเชิญชวนพี่น้องชาวไทยและชาวต่างชาติจากทั่วโลกที่ชื่นชอบเทศกาลดนตรี เข้าร่วมงาน SUMMER SONIC BANGKOK 2024 ช่วงเดือนสิงหาคม 2567 นี้ ซึ่งจะมีศิลปินกว่า 20 วงตลอดการแสดง 2 วันเต็ม และขอส่งกำลังใจให้ศิลปินไทยและศิลปินจากต่างประเทศในการแสดงผลงานที่ยอดเยี่ยมในงานนี้ โดยเชื่อมั่นว่าการจัดงานครั้งนี้จะพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ให้เป็น World Event Destination ได้อย่างแน่นอน

นางสาวแพทองธาร  ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ  กล่าวว่า การจัดงานคนั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาอุตสาหกรรมดนตรีในไทย สอดรับกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกมิติ ทั้งผู้ประกอบการ ร้านค้าโรงแรม ขณะเดียวกัน ยังมีศิลปินระดับโลกมาพบปะแฟนคนไทยรวมถึงศิลปินในประเทศไทยที่จะส่งออกไปยังสายตาของคนทั่วโลก โดยเฉพาะศิลปินในฝั่งเอเชีย ในฐานะของรัฐบาล การจัดแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้ถือว่าเป็นการสอดรับนโยบายของรัฐบาลที่จะเป็นฮับเฟสติเวอร์ของภูมิภาค ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการจัดเทศกาลต่างๆเพื่อที่จะพัฒนาประเทศไทยให้มีความพร้อมในการจัดกิจกรรมต่างๆ

SUMMER SONIC ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลดนตรีชั้นนำระดับโลกที่ได้รับการพิสูจน์ความสำเร็จมากว่า 23 ปี จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนสิงหาคม พร้อมกันในกรุงโตเกียวและเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น โดยกำหนดจัดงานขึ้นที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 24 – 25 สิงหาคม 2567 นี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี นับเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการเผยแพร่ความบันเทิงและวัฒนธรรมดนตรีสู่ผู้ชมผ่านเวทีระดับโลก รวมถึงยังรวมศิลปินไทยและต่างชาติทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกที่จะมาร่วมสนุกในเทศกาลดนตรีร่วมกัน ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/Summersonicbangkok