‘วันวิชิต’ เชื่อ เวลายังไม่เหมาะ คุยพื้นที่ทับซ้อนทะเล ไทย -กัมพูชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569936

28 ก.พ. 2567

16:30 น.

‘วันวิชิต’ เชื่อ เวลายังไม่เหมาะ คุยพื้นที่ทับซ้อนทะเล ไทย -กัมพูชา

‘วันวิชิต’ เชื่อ เวลายังไม่เหมาะ คุยพื้นที่ทับซ้อนทะเล ไทย -กัมพูชา เพราะเพิ่งเข้ามาเป็นรัฐบาล มีความกังวลวาระซ่อนเร้น เวลาไม่เหมาะสม มองกัมพูชาสร้างกระแส เพิ่มคะแนนนิยมการเมืองภายใน

เหตุการณ์ที่สมเด็จฮุนเซน ประธานองคมนตรีกัมพูชา พบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และกรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กำลังจะนำกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยไปพบสมเด็จฮุนเซน 18 – 19 มีนาคมนี้  เชื่อมโยงถึงการเจรจาพื้นที่พิพาทและผลประโยชน์ทางทะเลอ่าวไทย รวมถึงสถานะของเกาะกูด
 

ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง นักวิชาการด้านความมั่นคง อาจารณ์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เชื่อว่า คงไม่มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ ต่างฝ่ายต่างเพิ่งเข้ามาเป็นรัฐบาล น่าจะเป็นการกระชับอำนาจการเมืองระหว่างประเทศให้มีความใกล้ชิดแน่นแฟ้นมากขึ้น สองตระกูลทางการเมืองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมาก และอาจจะมีบทบาททางการเมืองเหนือรัฐบาลของกันและกันก็ได้ ดังนั้นสิ่งนี้จึงกังวลเรื่องวาระซ่อนเร้น แต่เชื่อว่าฝ่ายการเมืองก็คงตกผลึกเช่นกันว่า เวลานี้คงไม่เหมาะที่จะมาพูดคุยประเด็นเหล่านี้ แต่น่าจะกองทัพและกระทรวงการต่างประเทศ ที่รับบทบาททางการทูตเรื่องนี้


ส่วนกรณีเส้นแบ่งไหล่ทวีปหรือเส้นเขตแดนทางทะเลที่ฝ่ายกัมพูชาลากผ่ากลางเกาะกูด ผศ.วันวิชิต บอกว่า ฝ่ายความมั่นคงทั้ง 2 ประเทศ คงมีการหารือกันก่อนกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา (JBC) แต่หากในอนาคตมีข้อพิพาทจนต้องขึ้นศาลโลก ก็จะมีการพิจารณาเรื่องประชากร วัฒนธรรม ภาษา รากเหง้า อันนี้จะเป็นเครื่องมือชี้วัด แต่เชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาคงไม่อยากไปถึงขั้นนั้น แต่ถ้าจะมีการชี้วัด แผนที่สากลจะเป็นหลักประกัน และเป็นที่รู้กันว่าเกาะกูดอยู่ในการปกครองของไทย มีสนธิสัญญาชัดเจน  เชื่อว่ากระแสนี้เกิดขึ้นมาอีกครั้งเพื่อคาดหวังผลทางการเมืองภายในกัมพูชา แต่การเลือกตั้งทั่วไปของกัมพูชาจบไปแล้ว การโหนกระแสชาตินิยมในกัมพูชาคงลดไประดับนึง ฝ่ายไทยจึงต้องระมัดระวังการเจรจาเรื่องนี้ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกันยาวนาน

‘เศรษฐา’ ประกาศเพิ่มท่องเที่ยว – ลงทุน 3 จังหวัดชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569922

28 ก.พ. 2567

14:49 น.

‘เศรษฐา’ ประกาศเพิ่มท่องเที่ยว – ลงทุน 3 จังหวัดชายแดนใต้

‘เศรษฐา’ เยือน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สั่งเพิ่มไฟลท์บิน ขยายด่าน เพิ่มการลงทุน อำนวยความสะดวกเข้าประเทศ เพิ่มศักยภาพท่องเที่ยวสู่ระดับโลก ดูแลภูมิภาคนี้อย่างเสมอภาค เท่าเทียม

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.​​กระทรวง​การคลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นแหล่งดึงดูดการท่องเที่ยวชั้นนำของประเทศไทย หากพัฒนาให้ดีจะเป็นจุดหนึ่งที่สามารถเป็นจุดท่องเที่ยวของชาวโลกได้ด้วย สำหรับด่านศุลกากรที่เบตงมีความคับแคบจะต้องมีการพัฒนาต่อไป ระยะหลังมีการเปลี่ยนวิธีการปลูกพืชเศรษฐกิจจากยางพารามาเป็นผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งมีความต้องการสูงมากจากทั่วโลก ฉะนั้นด่านนี้จะต้องมีการพัฒนาให้เหมาะสม กับบริบทของเกษตรกรและเกษตรกรรม ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ต้องมีการขยายเลนส์ทางเข้าและ ออกอาจรวมไปถึงห้องเย็นด้วย ตรงนี้รัฐบาลจะให้ความสำคัญ มีการสั่งการแล้วจะให้ขยายด่านศุลกากรนี้รวมถึงใบ ตม .6 ที่ ทำไปแล้วที่ด่านสะเดา สงขลา ทำให้นักท่องเที่ยวแต่ละสัปดาห์เพิ่มขึ้น 3 เท่า ทำให้การค้าหมุนเวียนได้ดีขึ้นมาก จึงสั่งการไปที่ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ และรมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ไปปรับทุกด่าน ยกเลิก ใบตม.6 ทำให้การเข้าเมือง สะดวกสบายยิ่งขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ใช่แค่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเดียว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็เช่นกัน

นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการพูด คุยถึงเรื่องของการขยายถนนจากยะลาไปจังหวัดอื่น ไม่ว่าจะเป็นทางหลวง 410 หรือการเจาะอุโมงค์ ที่จะทำให้การจราจรดีขึ้น ตรงนี้อยู่ในแผนงานของ รมว.กระทรวงคมนาคม อยู่แล้ว โอกาสนี้ยังได้ไปเดินที่เบตง มีโอกาสได้ไปทานข้าว เห็นความคึกคัก ความปลอดภัย รอยยิ้มของพี่น้องที่มอบให้กับคณะของตนที่เดินทางลงมาในพื้นที่ เห็นศักยภาพของอำเภอเบตง เรื่องการท่องเที่ยวในอนาคตคิดว่าโรงแรมไม่เพียงพอ แหล่งเงินทุนเพียงพอหรือเปล่า อันนี้เป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องไปตรวจสอบให้แน่ใจกับธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารอิสลาม เป็นแหล่งทุนที่ดีให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้

นายก​รัฐมนตรี​กล่าวว่า มา จ.นราธิวาส เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกมาเมื่อปลายปี ดูเรื่องน้ำท่วม วันนี้ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างถึงวัฒนธรรมที่ดี ได้ไปวัดและที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จริงๆแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่เคยทราบมาก่อนเลย ว่าประเทศไทยมีนักซ่อมคัมภีร์ศาสนาอิสลามระดับโลกอยู่ 2 คน ซึ่งคัมภีร์ต่าง ๆ ถูกส่งกลับมาซ่อมที่นี่ จึงบอกไปทางกระทรวงการต่างประเทศว่า ต่อไปนี้เรา จะต้องโปรโมทเรื่องนี้ และมีการสนับสนุนให้คนที่มีความสามารถซ่อมหรือเย็บเล่มคัมภีร์เหล่านี้ได้ และอีกสัปดาห์หนึ่งก็จะเข้าสู่เทศกาลของเดือนรอมฎอน เป็นเทศกาลที่ต้องมีความ อดทน อดกลั้น เป็นเทศกาล การให้อภัย ขออวยพรให้ทุกท่านมีความ สุข และภูมิภาคนี้จะได้รับการดูแลให้มีความเสมอภาค มีความเท่าเทียม

เมื่อถามว่า จะยกระดับสนามบินนราธิวาสอย่างไร เพราะว่ามีชาวมุสลิมทั้งไทยและมาเลเซียมาใช้มากเพื่อเดินทางไปทำฮัจญ์ นายเศรษฐากล่าวว่า คิดว่าไม่ใช่แค่มาเลเซียอย่างเดียว สิงคโปร์  อินโดนีเซีย ด้วย ได้เห็นถึงศักยภาพอยู่แล้ว โดยรัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะพยายามพัฒนาจุดท่องเที่ยวต่างๆ ให้เป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยว เริ่มแรกต้องเพิ่มไฟท์ ส่วนเรื่องด่านศุลกากรตรวจคนเข้าเมืองตนคิดว่าไม่มีปัญหา ตรงนี้เราอยากให้พี่น้องที่จะเดินทางไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย สามารถบินจองได้เหมือนกัน

นายกฯ กล่าวย้ำว่า จุดประสงค์ในการมาลงพื้นที่ครั้งนี้ เน้นเรื่องศักยภาพของเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องความไม่มั่นคง เกือบไม่มีแล้ว การที่เราได้ไปเมืองต่างๆ ได้เห็นนักท่องเที่ยวเข้ามาอย่างมโหฬาร เชื่อว่านักท่องเที่ยวมีความมั่นใจอยู่แล้ว ส่วนการพูดคุยสันติภาพ นโยบายของพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างไร นายเศรษฐา บอกว่า ไม่มีนโยบายพรรคเพื่อไทย มีนโยบายของรัฐบาล เรามีการพูดคุยกันไปโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พูดคุย ทำงานควบคู่กับฝ่ายการต่างประเทศด้วย ซึ่งได้มีการพูดคุยกันตลอด

ฝ่ายค้าน เดือด ! 4 รมต. หนีตอบกระทู้ สภาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569916

28 ก.พ. 2567

13:12 น.

ฝ่ายค้าน เดือด ! 4 รมต. หนีตอบกระทู้ สภาฯ

ฝ่ายค้าน เดือด ! 4 รมต.หนีตอบกระทู้สภา ‘สส.ก้าวไกล’ ชูรูป Wanted ประกาศหาคนหาย ‘ประธานวิปรัฐบาล’ ยอมรับต้องตำหนิ รมต. จี้นายกฯ กำชับฝ่ายบริหาร หากไม่ให้ความสำคัญสภา อย่ามาขอมือโหวตซักฟอก

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (29 ก.พ. 2567)  มีวาระสำคัญตั้งกระทู้ถามสดและกระทู้ถามทั่วไปรัฐมนตรี โดยนายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ได้ตั้งกระทู้ถามสดนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถึงการอพยพของประชาชนชาวเมียนมา เข้าสู่ประเทศไทย จากสถานการณ์ในประเทศ แต่นายปานปรีย์ ติดภารกิจไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้ จึงทำให้นายกัณวีร์ ตำหนินายปานปรีย์ ที่ไม่ให้ความสำคัญ และขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะต้องมาตอบกระทู้ดังกล่าวให้ได้ในการประชุมครั้งหน้า

ส่วนกระทู้ถามของนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล เรื่องการกู้เรือหลวงสุโขทัย นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ไม่ได้เดินทางมาตอบกระทู้ เนื่องจากติดภารกิจราชการที่จังหวัดกาญจนบุรี นายจิรัฏฐ์จึงบอกว่า เมื่อวานเห็นนายสุทินอยู่ที่รัฐสภา ยังดีใจว่าจะมาตอบเรื่องกู้เรือหลวงสุโขทัย เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนสนใจ  แต่นายสุทินก็ไม่มา เวลาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน กลับพูดเป็นต่อยหอย จึงไม่รู้สัปดาห์หน้าจะมาตอบได้หรือไม่ 

เช่นเดียวกับ พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดภารกิจเร่งด่วนไม่มาตอบกระทู้ถามนายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคก้าวไกล ถึงการแก้ไขปัญหาช้างป่า ที่มีประชาชนเสียชีวิตจากช้างป่าแล้ว 207 คน และมีช้างตายไปแล้ว 190 ตัว ทำให้นายชุติพงศ์ แสดงความไม่พอใจ เพราะถูกเลื่อนกระทู้มาตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ตอนนี้รวมเลื่อนเป็น 4 ครั้งแล้ว จึงฝากชื่อพลตำรวจเอกพัชรวาทไปยังนายกรัฐมนตรี ใช้ในการปรับ ครม. พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ พี่ชายของพลตำรวจเอกพัชรวาท วันนี้ก็ไม่เห็นลงชื่อเข้าประชุม และตนเอง เคยเสนอนายกรัฐมนตรีให้เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว หรือจะแต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยก็ได้ หากยังทำงานกันเช่นนี้ พร้อมนำภาพลักษณะการประกาศจับ พลตำรวจเอกพัชรวาท พร้อมข้อความว่า WANTED มาแสดงในห้องประชุม

รวมถึงนายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.กระทรวงมหาดไทย ที่ไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามของนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคก้าวไกล เรื่องการแก้ไขฝุ่น PM2.5 ได้ โดยนัดหมายจะมาตอบในวันที่ 4 เมษายน 2567 จนทำให้ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ใช้สิทธิ์หารือถึงกรณีที่รัฐมนตรีไม่มาตอบกระทู้ถาม ทำให้ สส.เสียสิทธิการตั้งกระทู้ถาม ซึ่งวิปทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล พยายามทำให้ทุกอย่างราบรื่น รัฐมนตรีบางคนยืนยันล่วงหน้าว่าจะมาตอบกระทู้ถาม แต่กลับยกเลิกในวันถัดมา จึงขอหารือกับวิปรัฐบาลว่า จะดำเนินการอย่างไร เพราะฝ่ายค้าน ก็ให้ความร่วมมือมาโดยตลอดแล้ว เพื่อให้สภาราบรื่น

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประธานวิปรัฐบาล ลุกขึ้นยอมรับว่า ต้องตำหนิรัฐมนตรี เพราะมีข้อตกลงกันว่าในช่วงเช้าวันพฤหัสฯ ให้โอกาสสภาตั้งกระทู้ถาม เพราะรัฐมนตรีถือเป็นฝ่ายบริหาร และสภาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ แต่หากรัฐมนตรีไม่ให้เกียรติฝ่ายนิติบัญญัติในสภาแล้ว เวลาที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่ามาขอเสียงสนับสนุนจากฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้นจึงขอแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีว่า กรุณาเตือนรัฐมนตรีด้วยว่า อย่าไปภารกิจอื่น หรือเลื่อนภารกิจอื่นออกไปจากเช้าวันพฤหัสบดีได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้ทำงานร่วมกันลำบาก เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบปัญหาต่างๆ ให้ประชาชนทราบ และต้องเตือนไปยังรัฐมนตรีทั้งหลาย อีกไม่กี่เดือนก็ต้องพิจารณาตนเอง ถ้าทำงานลำบากไม่มีเวลา พวกตนก็ไม่สบายใจในเรื่องนี้

‘ชัยธวัช ยืนยัน ฝ่ายค้านไม่แผ่ว ข้อมูลเต็มกระดาน เตรียมซักฟอก รบ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569912

28 ก.พ. 2567

12:31 น.

‘ชัยธวัช ยืนยัน ฝ่ายค้านไม่แผ่ว ข้อมูลเต็มกระดาน เตรียมซักฟอก รบ.

‘ชัยธวัช’ ยืนยัน ฝ่ายค้านไม่แผ่ว ข้อมูลเต็มกระดาน เตรียมซักฟอก รบ. คาดอภิปรายได้ ต้น เม.ย. เรื่อง ‘ทักษิณ’ ต้องแตะที่กระบวนการ

นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ฝ่ายค้านไม่ได้แผ่ว มีการพูดคุยกันว่า ให้แต่ละพรรคไปเตรียมข้อมูล ที่จะอภิปรายตรวจสอบรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ ว่าจะยื่นหรือไม่ เมื่อไหร่ เมื่อวานนี้หารือกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ถึงความพร้อมในการยื่นอภิปราย ซึ่งแนวโน้มน่าจะพร้อม วันนี้ก็จะมีการหารือความพร้อมจากพรรคประชาธิปัตย์ และสัปดาห์หน้าก็จะมีการประชุมร่วมฝ่ายค้าน ส่วนพรรคก้าวไกลยืนยันว่าพร้อมอยู่แล้ว เมื่อวานหารือกับ สส. เบื้องต้นไปแล้วว่าพร้อมที่จะอภิปราย อย่างน้อยก็เป็นการอภิปรายแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 ก็ได้

ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวว่า สัปดาห์หน้าต้องมีมติเพื่อที่จะยื่นในสัปดาห์ถัดไป ถึงจะทันในสมัยประชุมนี้  ดูไทม์ไลน์วาระงานในสภาช่วงปลายเดือนมีนาคม จะต้องอภิปราย พ.ร.บ. งบประมาณฯ ในวาระ 2 , 3 จากนั้นสมาชิกวุฒิสภาก็มีการอภิปรายทั่วไปรัฐบาลก่อน ถ้าฝ่ายค้านยื่น ลำดับต้องถัดจาก สว. ซึ่งเวลาก็จะอยู่ที่สัปดาห์สุดท้ายของสมัยประชุมนี้ นั่นก็คือสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน แต่ก็ยังต้องขอดูข้อมูลฝ่ายค้านก่อนว่ามีเยอะแค่ไหน

เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลเตรียมประเด็นอะไรไว้บ้าง นายชัยธวัช ยิ้ม พร้อมกล่าวว่า เยอะครับ ใจเย็นๆ เมื่อวานคัดไว้เต็มกระดานจนต้องคัดออก ปัญหาการบริหารงานของรัฐบาลมีค่อนข้างเยอะ แต่สำหรับข้อมูลเรื่องของการทุจริต จะนำมาใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้นั้นต้องขอดูก่อน เนื่องจากตอนนี้รัฐบาลแทบจะไม่ได้ใช้เงินเลย ซึ่งเป็นปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินอีกแบบหนึ่ง เพราะมีการแก้ พ.ร.บ.งบประมาณฯ ทั้งที่สาระสำคัญไม่ได้เปลี่ยน ทำให้หน่วยงานราชการเสียโอกาส ในการเบิกจ่ายงบประมาณ

ส่วนเรื่องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ดูเหมือนพรรคก้าวไกลไม่กล้าแตะ นายชัยธวัช กล่าวว่า ความจริงต้องแตะที่กระบวนการถูกต้องแล้ว เพราะเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล สัปดาห์ที่ผ่านมาเราเอากฎหมายระเบียบและประกาศกระทรวง ที่เกี่ยวข้องกับการพักโทษ มาถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่เป็นคำถามที่ไม่ได้คำตอบ ยังไงเรื่องนี้พรรคก้าวไกลเกาะติดตรวจสอบอยู่ ซึ่งต้องถามรัฐบาล เพราะถ้ามีการ ใช้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ โดยมิชอบรัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

‘สุทิน’ บอกคิดไปได้ ไม่มีหรอก ‘ตระกูลชิน – ฮุนเซน’ ฮั๊ว ‘เกาะกูด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569910

28 ก.พ. 2567

12:09 น.

‘สุทิน’ บอกคิดไปได้ ไม่มีหรอก ‘ตระกูลชิน – ฮุนเซน’ ฮั๊ว ‘เกาะกูด’

‘สุทิน’ ยัน ไม่มีหรอก คิดไปได้ โยง ‘ทักษิณ – ฮุนเซน – อุ๊งอิ๊ง’ ฮั๊ว ‘เกาะกูด’ เรื่องพื้นที่ทางทะเล ให้ กต. เป็นผู้สรุป ไม่กังวลปรับ ครม. สัญญาณยังดีอยู่ ย้ำ พิพาทที่ดิน สปก. ต้องมี One Map

เหตุการณ์การพบกันระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา รวมถึงกรณีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย มีกำหนดการเดินทางไปกัมพูชาในเดือนมีนาคมนี้ ถูกเชื่อมโยงไปถึงการจัดสรรเขตแดนและผลประโยชน์ทางทะเล โดยเฉพาะกรณีลากเส้นเขตแดนทางทะเลของฝ่ายกัมพูชา ลากผ่ากลางของเกาะกูด จ.ตราด ของประเทศไทย จนหลายฝ่ายเกิดความกังวล ตามมาด้วยการเคลื่อนไหวของกลุ่ม คปท. และ ศปปส. ยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารเรือ ให้ยึดมั่นการปกป้องดินแดนประเทศไทย

โดยนายสุทิน คลังแสง รมว.กระทรวงกลาโหม บอกว่า เรื่องนี้ก็คิดไปได้ แต่ว่าพื้นที่ทางทะเล กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้หาข้อสรุป ทหารจะเป็นคนรักษาข้อสรุปนั้น ส่วนข้อกังวลที่อาจจะต้องเสียเกาะกูดไป ต้องให้กระทรวงการต่างประเทศ กรมสนธิสัญญา เป็นผู้ตอบ และที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า จะกลายเป็น 2 ตระกูลหาผลประโยชน์ ทำให้เราเสียดินแดนนั้น นายสุทิน ยืนยันว่า ไม่มีหรอก

รมว.กระทรวงกลาโหม ยังกล่าวถึงกระแสการปรับ ครม. ที่นายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะนั่งควบกระทรวงกลาโหม และโยกให้นายสุทิน ไปกระทรวงศึกษาธิการว่า การปรับ ครม. เป็นการพูดถึงกันมานาน เป็นธรรมชาติของประเทศไทยที่จะมีข่าวการปรับ ครม. ทันที ตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา ส่วนตำแหน่งของตน คิดว่าเป็นเรื่องของการคาดหมาย ซึ่งก็สามารถคาดหมายไปได้ต่างๆ นานา แต่ไม่ได้คิดอะไรมากในเรื่องนี้ ไม่มีอะไรต้องไปคิดมากขนาดนั้น ตอนนี้มีแต่สัญญาณบวก ไม่มีสัญญาณลบ และเป็นสัญญาณที่มีกำลังใจทำงาน และสัญญาณที่เดินหน้าได้ตามปกติ ผลงานจะเป็นเครื่องชี้วัดของทุกคน

ส่วนกรณีที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ ไม่ยอมรับแผนที่ของกรมแผนที่ทหาร และเตรียมจะฟ้องศาล นายสุทิน กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ ที่ผ่านมามีปัญหามากในเรื่องที่ดินของประเทศไทยที่ถือแผนที่คนละฉบับ วันนี้จึงมาปูดขึ้น ปัญหาแบบนี้ก็ต้องหาแผนที่สักฉบับเป็นตัวยึด จึงเรียกว่าวันแมพ และหากได้ข้อสรุปเป็นแผนที่เดียวแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าอะไรอยู่ตรงไหน ซึ่งคิดว่ายุติที่วันแมพดีที่สุด ส่วนจะยอมรับหรือไม่ ก็มีกระบวนการอุทธรณ์ได้

‘เกาะกูด’ เป็นของใคร เกิดอะไรขึ้นกับ ‘เกาะกูด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569874

28 ก.พ. 2567

18:23 น.

'เกาะกูด' เป็นของใคร เกิดอะไรขึ้นกับ 'เกาะกูด'

ความสัมพันธ์ ไทย – กัมพูชา แน่นแฟ้นขึ้น แต่การประกาศเขตแดนทางทะเลของฝ่ายกัมพูชา ยังคงลากเส้นผ่ากลางเกาะกูด ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงการลุกล้ำอธิปไตยแผ่นดินไทย และการเจรจาผลโยชน์ปิโตรเลียม ในพื้นที่ทับซ้อนทะเลอ่าวไทย

เมื่อพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล ความสัมพันธ์ไทย – กัมพูชา แน่นแฟ้นขึ้น ทุกคนจึงต่างจับตาความคืบหน้าเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลรอบใหม่

ประเด็นสำคัญคือ ‘เกาะกูด’ ที่มีสถานะเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดตราด ของประเทศไทย แต่การประกาศเขตพื้นที่ไหล่ทวีปของฝ่ายกัมพูชา กลับลากเส้นเขตแดนทางทะเล มาผ่ากลางเกาะกูดของไทย ตั้งแต่ปี 1972 และพยายามอ้างสิทธิ์มาถึงปัจจุบัน

ภากจากเฟสบุ๊ก Kamnoon Sidhisamarn ภากจากเฟสบุ๊ก Kamnoon Sidhisamarn

มีข้อโต้แย้งว่า การกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลของฝ่ายกัมพูชา ไม่เป็นไปตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ คือ ‘อนุสัญญาเจนีวา 1958’ และ ‘อนุสัญญา UN กฎหมายทางทะเล 1982’ และสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี 1907 ก็ระบุชัดเจนว่า “รัฐบาลฝรั่งเศสยอมยกดินแดนเมืองด่านซ้ายและเมืองตราด กับทั้งเกาะทั้งหลาย ซึ่งอยู่ภายใต้แหลมสิงห์ ลงไปจนถึงเกาะกูดนั้น ให้แก่กรุงสยาม”

สนธิสัญญาสยาม - ฝรั่งเศส ค.ศ.1907สนธิสัญญาสยาม – ฝรั่งเศส ค.ศ.1907

จากอดีดถึงปัจจุบัน เกาะกูดอยู่ในการปกครองของประเทศไทยมาตลอด มีการตั้งชุมชน โรงเรียน สถานีตำรวจ และหน่วยราชการต่างๆ

แต่การเจรจาไม่ใช่มีแค่เรื่องเกาะกูดเท่านั้น ยังมี พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร ที่มีก๊าซธรรมชาติถึง 11 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต 3.5 ล้านล้านบาท น้ำมันดิบอีกกว่า 500 ล้านบาเรลล์ 1.5 ล้านล้านบาท

แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะแน่นแฟ้นกว่าเดิม จากความสัมพันธ์ของพรรคเพื่อไทยกับฝ่ายกัมพูชา แต่ทุกฝ่ายต่างจับตา ดูผลการเจรจารอบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

รู้จัก ‘เสี่ยต้อยติ่ง’ สุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล ผู้สร้างตำนานให้ อุดรธานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569866

28 ก.พ. 2567

17:14 น.

รู้จัก 'เสี่ยต้อยติ่ง' สุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล ผู้สร้างตำนานให้ อุดรธานี

เปิดประวัติ ‘เสี่ยต้อยติ่ง’ สุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล ผู้ก่อตั้ง นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี กุนซือ-ที่ปรึกษารองนายกฯ ภูมิธรรม เวชยชัย

ชื่อของ “เสี่ยต้อยติ่ง” นายกองเอก สุวิทย์ พิพัฒนวิไลกุล เป็นที่รู้จักกันดีของชาวอุดรธานี เพราะเขาเป็นผู้ก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรม ลำดับที่ 56 ของประเทศ และทำคุณประโยชน์มากมายให้ชาวอุดรธานี นอกจากนี้ เขายังอยู่ในแวดวงการเมือง ในฐานะกุนซือรัฐมนตรีหลายกระทรวง มาหลายยุคหลายสมัย และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษารองนายกฯ นายภูมิธรรม เวชยชัย

เปิดประวัติ “เสี่ยต้อยติ่ง” ผู้สร้างตำนานให้อุดรธานี

นายกองเอก สุวิทย์  พิพัฒนวิไลกุล หรือที่เรียกกันว่า เสี่ยต้อยติ่ง เป็นนักลงทุนภูธรรายใหญ่ชาวอุดรธานี เจ้าของโรงโม่หินขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน กำลังผลิต 5,000-7,000 ตัน/วัน นอกจากนั้น เขายังเคยเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลอุดรธานีเอฟซี

แต่สิ่งที่สร้างชื่อให้กับ “เสี่ยต้อยติ่ง” มากที่สุด น่าจะมาจากการเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมลำดับที่ 56 ของประเทศ ที่มุ่งมั่นยกระดับเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ NeEC เทียบเท่าเขตเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย

เสี่ยต้อยติ่งเสี่ยต้อยติ่ง

นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ตั้งอยู่ที่ ต.โนนสูง อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี มีพื้นที่ประมาณ 2,170 ไร่ ดำเนินการโดย บริษัท เมืองอุตสาหกรรมอุดรธานี จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2557 มูลค่าการลงทุนโครงการประมาณ 1 แสนล้านบาท และคาดการณ์ว่าสร้างเม็ดเงินสะพัดได้ประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท จ้างงานได้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคนต่อปี และสร้างรายได้ให้กับภาครัฐประมาณ 15,0000 – 20,000 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันมีลูกค้าแล้ว 8 ราย ซึ่งความได้เปรียบของนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ที่จะดึงดูดนักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาในพื้นที่ เพราะมีเส้นทางรถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-หนองคาย นอกจากนี้ พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ ยังเคยใช้เป็นศูนย์พักคอยผู้เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงสูงโควิด-19 ด้วย

       นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี

ธุรกิจในมือ “เสี่ยต้อยติ่ง” โดยเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนรวมกันกว่า 2,000 ล้านบาท ได้แก่

  1. บริษัท เมืองอุตสาหกรรมอุดรธานี จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท ประกอบกิจการนิคมอุตสาหกรรม
  2. บริษัท โชคอนันต์ก่อสร้างอุดรธานี จำกัด ทุนจดทะเบียน 15 ล้านบาท ประกอบธุรกิจการทำเหมืองหินที่ใช้ในการก่อสร้าง
  3. บริษัท ต้อยติ่งทัวร์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ประกอบธุรกิจการขนส่งผู้โดยสาร
  4. บริษัท ทรัพย์เพิ่มไพศาล จำกัด ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ประกอบกิจการให้กู้ยืมเงินโดยมีบุคคลค้ำประกัน
  5. บริษัท อรพินก่อสร้าง จำกัด ทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ประกอบธุรกิจ การทำเหมืองหินที่ใช้ในการก่อสร้าง

เสี่ยต้อยติ่งเสี่ยต้อยติ่ง

ประวัติการทำงานทางการเมือง

เสี่ยต้อยติ่ง สุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล ทำงานการเมืองในฐานะกุนซือ มาตั้งแต่ปี 2535 ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเกียรติชัย ชัยเชาวรัตน์, ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย 

‘คำนูณ’ เตือน รบ. เจรจาพื้นที่ทับซ้อน ไทยต้องไม่เสีย ‘เกาะกูด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569865

28 ก.พ. 2567

16:58 น.

‘คำนูณ’ เตือน รบ. เจรจาพื้นที่ทับซ้อน ไทยต้องไม่เสีย ‘เกาะกูด’

‘คำนูญ’ เตือน รบ. เจรจาพื้นที่ทับซ้อน ไทยต้องไม่เสีย ‘เกาะกูด’ แบ่งเขตทางทะเลให้ชัด ก่อนแบ่งผลประโยชน์ปิโตรเลียม รัฐบาลต้องระวังท่าที หวั่นกระทบคนรุ่นหลัง

27 ก.พ. 2567 นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงกลไก MOU 44 เพื่อกำหนดพื้นที่ทับซ้อนกับประเทศกัมพูชา ที่ทำขึ้นสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชิณวัตร ว่า ค่อนข้างชัดเจนเรื่องการนำเอาทรัพยากรปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ และการเร่งเจรจาในพื้นที่ทับซ้อน เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ เมื่อปี 2544 รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เซ็น MOU ฉบับนี้กับรัฐบาลกัมพูชา ตอนนี้ก็ต้องยอมรับความจริง ว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีความใกล้ชิดกับกัมพูชามากกว่ารัฐบาลใดๆ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ผิด และอาจจะเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ

ประเด็นสำคัญการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาในเรื่องผลประโยชน์ทรัพยากรปิโตรเลียมในทะเล ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2513 หรืออาจจะนับจาก MOU ปี 2544 รวม 20 ปีกว่า แต่ทำไม่สำเร็จเสียที เพราะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ 2 ประเทศ ยอมรับเส้นเขตแดนทางทะเลหรือเส้นเขตไหล่ทวีปของอีกประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยากที่จะยอมรับเส้นเขตไหล่ทวีปของประเทศกัมพูชา ที่ประกาศออกมาเมื่อปี 2515 ได้ ซึ่งนี่คือจุดแห่งปัญหาทั้งมวล เส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาลากผ่านกลางเกาะกูดไปกึ่งกลางอ่าวไทย แล้ววกลงใต้ ซึ่งเกาะกูดเป็นของไทย 2 ล้านเปอร์เซ็นต์ จากสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ.1907 ซึ่งเมื่อกัมพูชาลากเส้นไหล่ทวีปดังกล่าว จึงทำให้เป็นการรุกล้ำอธิปไตยของไทย

ในปี 2515 ไทยเคยมีการเจรจากับประเทศกัมพูชาแล้ว กัมพูชาแจ้งว่าการประกาศเส้นไหล่ทวีปนี้ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ระดับล่างเสนอขึ้นมา โดยคำแนะนำของบริษัทน้ำมันต่างชาติ ความจริงแล้วทางกัมพูชาเองไม่มีความประสงค์คร่อมทางเกาะกูดของไทยแต่ประการใด แต่ถ้าจะให้กัมพูชาเปลี่ยนแปลงอะไรก็ต้องเข้าใจการเมืองของกัมพูชาที่มีความเปราะบาง ซึ่งสมัยนั้นไทยมีการตอบโต้โดยการประกาศเส้นเขตไหล่ทวีปของเราเองออกมาในปี 2516 คิดเส้นขึ้นมาตามหลักการกฎหมายระหว่างประเทศโดยลากจากแผ่นดินจุดเดียวกันคือหลักเขตที่ 73 ลากลงทะเลกึ่งกลางระหว่างเกาะกูดของไทย และเกาะกงของกัมพูชา ซึ่งพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศแบ่งเขตไหล่ทวีปแตกต่างกัน ก็เลยกลายเป็นจุดที่เรียกว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนหรือเนื้อที่ทั้งหมด 26,000 ตารางกิโลเมตรกลางอ่าวไทย

เรื่องนี้เจรจาเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ เพราะกัมพูชาก็มีสงครามกลางเมือง สถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง จนมาถึงยุคนายทักษิณ ชินวัตร จึงมีการเซ็น MOU เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่ง MOU นี้ มีลักษณะสำคัญที่ว่าได้มีการแบ่งพื้นที่ 26,000 ตารางกิโลเมตร กลางอ่าวไทยเป็น 2 ส่วน โดยใช้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือเป็นตัวแบ่ง ส่วนข้างบนกำหนดให้เจรจาแบ่งเขตแดน ซึ่งในส่วนนี้จะมีเกาะกูดของไทยอยู่ด้วย ส่วนข้างล่างใต้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ แบ่งผลประโยชน์ไม่พูดถึงเรื่องเขตแดน ซึ่งใน MOU ได้ระบุว่าต้องทำทั้ง 2 ส่วนนี้พร้อมกันไป และจะแยกจากกันไม่ได้ ดังนั้นที่ผ่านมาการเจรจาแบ่งผลประโยชน์ ค่อนข้างมีความคืบหน้า มีตัวแบบต่างๆ แต่เส้นเขตแดนข้างบนไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร” นายคำนูญกล่าว

ดังนั้น จึงต้องมาดูทิศทางของรัฐบาลชุดนี้ ถ้าจะเจรจาเรื่องแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเลขึ้นมา จะใช้แนวทางใด ตนเคยตั้งกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรี แล้วได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาตอบ ซึ่งให้ข้อมูลว่า คงจะยึดตาม MOU ปี 2544 แต่ไม่ได้บอกว่าจะเดินตาม MOU ปี 2544 ทั้งหมดหรือไม่ เพราะพิสูจน์แล้วว่าเป็นไปได้ยากพอสมควร นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเคยไปปาฐกถาในงานพลังงานหนึ่ง โดยระบุท่อนหนึ่งที่สำคัญว่า “จะเดินหน้าเร่งเจรจา กับกัมพูชาเพื่อเอา ทรัพยากรปิโตรเลียมที่ไปใช้ให้เร็วที่สุด โดยจะแยกปัญหาและเขตทับซ้อนทางทะเล”

นายคำนูญ จึงเห็นว่า เป็นแนวคิดที่อยากจะเจรจาเฉพาะเรื่องแบ่งปันผลประโยชน์จากปิโตรเลียมก่อนใช่หรือไม่ เรื่องเขตแดนสำเร็จยากก็ยังไม่แตะใช่หรือไม่ ซึ่งนี่เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องดูว่านายกรัฐมนตรีจะชี้แจงอย่างไร ซึ่งตนเห็นว่าแนวทางอย่างที่นายกรัฐมนตรีได้พูดออกมา ถ้าจริงจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่าเขตอ้างสิทธิทับซ้อนที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร แล้วเราไปกำหนดเขตที่จะพัฒนาร่วมเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์กัน ก็หมายถึงว่าเราไปยอมรับเส้นเขตไหล่ทวีปของกัมพูชาโดยปริยาย ซึ่งจะมีข้อเสีย 2 อย่างคือ 1.ทำให้ผลประโยชน์ที่ควรจะเป็นของไทยมากกว่านี้ ต้องสูญเสียไปบางส่วน 2. การยอมรับโดยปริยายจะเป็นผลเสียอย่างไรหรือไม่ หากมีการเจรจาแบ่งเขตแดนในอนาคต นี่เป็นประเด็นสำคัญมาก

“ทางที่ถูกต้องคือต้องเอาเรื่องเขตแดนทางทะเลก่อน ไม่ได้หมายความว่าเห็นตรงกันยึดเส้นเดียวกัน แต่เส้นที่มาลากผ่านเกาะกูดของไทยเรายอมไม่ได้ เขาต้องถอยออกไป แล้วมีจุดเหลือบอยู่เท่าไหร่ค่อยมาคุยกัน ว่าจะเป็นเขตพัฒนาร่วมที่จะแบ่งปันผลประโยชน์กัน เพราะตนเชื่อว่าคนไทยยอมไม่ได้ที่เกาะกูด เป็นของเราตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้วอยู่ดีๆ กัมพูชานึกจะลากผ่านก็ลากผ่าน” นายคำนูณ กล่าว

นายคำนูญ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลต้องชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนว่ากำลังทำอะไรอยู่ เมื่อเจรจาแล้วต้องมีหลักประกันว่าประเทศไทยจะไม่เสียประโยชน์ ไม่เสี่ยงเสียเขตแดนทางทะเลในอนาคต ซึ่งการตัดสินใจของเราในวันนี้จะส่งผลให้คนรุ่นลูกรุ่นหลาน เขาลำบาก

“ถ้าเรามีความเข้าใจกับรัฐบาลกัมพูชา มีความใกล้ชิดกันก็ลองทำความเข้าใจกับเขา เบื้องต้นให้กัมพูชาแสดงความจริงใจกับเรา โดยการยกเลิกเส้นเขตไหล่ทวีป ของเขาที่ลากผ่านเกาะกูด แล้วพยายามทำเส้นเขตหลายทวีปของเขาใหม่ หรือมาเจรจาร่วมกันให้ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ทั้ง 2 ประเทศ เป็นภาคีสมาชิกให้ได้มากที่สุด ถ้าทำได้แบบนั้นแล้วมีเขตที่ยังเหลืออยู่เท่าไหร่ เอามาเป็นเขตพัฒนาร่วม ก็เชื่อว่าประชาชนคนไทยจะเข้าใจ แต่ถ้าหากไม่พูดถึงเรื่องเขตแดนเลย เส้นที่เขาลากผ่านเกาะกูดก็ยังอยู่ เส้นของเราก็ยังอยู่แล้วเราบอกประชาชน ว่าไม่กระทบไม่เกี่ยวกับเรื่องเขตแดน เอาผลประโยชน์ในทะเลมาขึ้นมาใช้รัฐบาลต้องบอกประชาชนว่าถ้าทำเช่นนั้นจะเสี่ยงมหาศาล ซึ่งถ้าหากเราพูดคุยกันเรื่องดินแดนให้ชัดเจนกว่านี้ ถ้าจะไม่ต้องแบ่งมากเท่านี้หรือไม่” นายคำนูณกล่าว

นายคำนูณ กล่าวด้วยว่า จะนำเรื่องสมเด็จฮุนเซนมาพบนายทักษิณ และเรื่องที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมกรรมการบริหารพรรค จะเดินทางไปพบสมเด็จฮุนเซน เข้าในญัตติอภิปรายทั่วไป วันที่ 25 มีนาคมนี้ด้วย

‘อุ๊งอิ๊ง’ เข้ารอบ ‘มินิ วปอ.’ นักการเมืองพรึบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569861

28 ก.พ. 2567

16:33 น.

‘อุ๊งอิ๊ง’ เข้ารอบ ‘มินิ วปอ.’ นักการเมืองพรึบ

‘อุ๊งอิ๊ง’ เข้ารอบ 1 ใน 150 “มินิ วปอ.” เริ่มเรียน เม.ย.นี้ นักการเมือง – ทายาทตระกูลใหญ่ ร่วมชั้นเรียนเพรียบ รวมตัวหลักสูตรไฮโซ

เว็บไซต์วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ประกาศรายชื่อ ผู้ที่เข้ารับการอบรม “หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 1”  หรือที่เรียกกันว่า “มินิ วปอ.” 150 รายชื่อ มี พล.อ.อ.ภูมิใจ เลขสุนทราการ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ลงนามวันที่ 28 ก.พ. 2567 โดยปรากฎชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อยู่ลำดับที่ 97

การสมัครเข้าอบรมหลักสูตร มินิ วปอ. รุ่น 1 มีผู้สมัครจำนวนมาก แต่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ เข้าสอบสัมภาษณ์ 492 คน โดยมีทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน นักการเมือง และนักธุรกิจ จนคัดเหลือ 150 คน โดยบุคคลที่มีชื่อเสียง นามสกุลดังนักการเมือง ได้ผ่านเข้ารับการอบรมรุ่นนี้ด้วย อาทิ นายชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ , นางสาว รัดเกล้า สุวรรณคีรี รองโฆษกรัฐบาล , นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ หรือเอิง ทีมงานนายกฯ เพื่อนสนิทอุ๊งอิ๊ง

นอกจากนี้ ยังมีลูกหลานคนดัง และทายาทนักการเมืองหลายคน เช่น นาย พชร นริพทะพันธ์ , นส.ศิรินันท์ ศิริพาณิชย์ , นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ , นายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล , นายพสุ ลิปตพัลลภ , นส.ณัฐธิดา เทพสุทิน , นายรวิศ สอดส่อง และ นส.นคนัน ชาญสุนทร โดยระยะเวลาเข้าการอบรมตั้งแต่เดือน เม.ย.- ก.ย. 2567

สภาฯ มติเอกฉันท์ รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569858

28 ก.พ. 2567

15:59 น.

สภาฯ มติเอกฉันท์ รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์

สภาฯ รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ 5 ฉบับ ทุกฝ่ายเห็นด้วยต้องมีกฎหมายรับรองสิทธิ์ – ศักดิ์ศรี – วิถีชีวิต กลุ่มชาติพันธุ์ เข้าถึงที่ทำกิน รักษาวัฒนธรรมดั่งเดิม ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

สภาผู้แทนราษฎร มีมติเอกฉันท์ 414 เสียง รับหลักการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ วาระแรก ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ และมีมติ 386 ต่อ 25 เสียง รับหลักการร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชน นำโดยนายศักดา แสนมี่ และมีมติ 386 ต่อ 25 เสียง รับหลักการร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชน นำโดยนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด รวมถึงมีมติเอกฉันท์ 412 เสียง รับหลักการร่างกฎหมายที่พรรรคเพื่อไทยเสนอ  และมีมติ 389 ต่อ 25 เสียง รับหลักการร่างกฎหมายที่เสนอโดยพรรคก้าวไกล

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ที่รัฐจะต้องส่งเสริมและคุ้มครองชาวไทยทุกชาติพันธุ์ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวิถีชีวิต และวัฒนธรรมดั้งเดิมได้อย่างสงบสุข โดยจะต้องไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ และเพื่อคุ้มครอง ส่งเสริมความเสมอภาคแก่ทุกกลุ่มชาติพันธุ์

นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ตัวแทนภาคประชาชนที่เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า เพื่อให้มีกฎหมายคุ้มครองชนเผ่าพื้นเมือง ที่มีอัตลักษณ์ และวัฒนธรรมเป็นของตนเอง มีการตั้งถิ่นฐานกระจายในภูมิภาคต่างๆ ทั้งพื้นที่สูง เกาะแก่งตามชายฝั่ง อาศัยในป่า และกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานบนพื้นราบกลมกลืนกับคนไทยปกติ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้รับรองให้บุคคลเสมอกันตามกฎหมาย และประเทศไทยยังลงนามพันธะสัญญาระหว่างประเทศ แต่ก็ยังมีการเลือกปฏิบัติจากรัฐ ไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิบางประการ เช่น การกำหนดสถานะบุคคล สิทธิอาศัยในที่ดินที่ทับซ้อนพื้นที่อนุรักษ์ทางราชการ ขาดการเข้าถึงการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน และขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่อาจกระทบต่อวีถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายคุ้มครอง

นายเล่าฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้เสนอร่างกฎหมาย กล่าวว่า สามารถใช้เป็นเครื่องมือของชุมชนและรัฐ สู่การแก้ปัญหาละเมิดกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการและพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งสังคมโลกกำลังให้ความสำคัญการคุ้มครองให้ทุกคนมีวิถีชีวิตที่ดีอย่างเสมอภาค โดยเฉพาะชนเผ่าพื้นเมือง ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนโยบายในสมัยใหม่ ไปกระทบต่อวัฒนธรรมและจารีตท้องถิ่น

นายสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้เสนอกฎหมาย ชี้แจงหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า แม้ที่ผ่านมารัฐจะมีมาตรการคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ยังขาดกฎหมายเฉพาะที่กำหนดมาตรการอันเหมาะสมในการปฏิบัติ ทำให้ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิบางประการ เช่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินทับซ้อนพื้นที่ราชการ ตลอดจนขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่กระทบต่อวิถีชีวิต จึงควรมีกฎหมายส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ

ขณะที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ใช้สิทธิการอภิปราย เห็นว่า มี 4 เสาเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตชนเผ่า และชาติพันธุ์ ได้แก่ การให้สิทธิที่ทำกิน การคุ้มครองส่งเสริมวัฒนธรรม การให้สิทธิเด็กรหัสจี และการให้สัญชาติเพื่อได้รับการคุ้มครองสิทธิและเข้าถึงการบริการขั้นพื้นฐานของรัฐ แต่ในสภาพความเป็นจริงของประเทศไทยนั้น กลับพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไม่มีที่ทำกินของตนเอง วัฒนธรรมสูญหาย โดยเฉพาะภาษาสื่อสาร เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้รับการบริการจากรัฐ ถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ ได้แก่ กฎหมาย เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ ป่าสงวน อุทยาน, งบประมาณต่อผู้ไร้สัญชาติไม่เพียงพอ, การบริหารงานภาครัฐ ที่ยังเข้าใจผิดกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง จึงขอให้สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกันรับหลักการร่างกฎหมายเหล่านี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งแนวโน้มของโลกพิสูจน์แล้วว่า กลุ่มชาติพันธุ์มีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ป่า และเปลี่ยนวิธีคิด ไม่แยกคนออกจากป่า เศรษฐกิจชาติพันธุ์ กำลังส่งเสริมทั่วโลก เปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

เช่นเดียวกับ การอภิปรายของ สส.คนอื่น ๆ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สนับสนุนต่อหลักการในร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับสวัสดิการ รวมถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงได้รับมากขึ้น

รายละเอียดภายในร่างกฎหมาย กำหนดให้มีการคุ้มครองส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตตามวัฒธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ไม่ถูกเกลียดชัง เหยียดหยาม หรือถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม สามารถอนุรักษ์ และแสดงออกทางภูมิปัญหา วัฒธรรม ความเชื่อ ตามวิถีชีวิตได้ โดยไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน และให้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐเข้าถึง พร้อมกำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรองประธานโดยตำแหน่ง เพื่อทำหน้าที่กหนดนโยบายเกี่ยวกบการคุ้มครอง ส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี เห็นชอบ รวมถึงการประกาศกำหนดกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้ พร้อมกำหนดให้มีสมัชชากลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทยที่มาจากสมาชิกผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มละไม่เกิน 5 คน มีการเลือกประธาน และรองประธานสมัชชา และเลขานุการสมัชชา โดยจัดให้มีการประชุมปีละ 2 ครั้ง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ กับสังคม เสนอแนะโยบายและมาตรการในการคุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ต่อคณะกรรมการฯ

นอกจากนั้น ยังกำหนดให้มีการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิต และประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อคุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญ เพื่อประกอบการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกฎหมายในการรับรองสถานะบุคคล หรือในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่มีกฎหมายกำหนด เพื่อการอนุรักษ์ หรือใช้ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการดำเนินการอื่นของรัฐที่กระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น