เสียงจาก กสทช. “ไม่มีใครได้ของถูกไปแน่นอน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 12:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/413677

เสียงจาก กสทช. "ไม่มีใครได้ของถูกไปแน่นอน"

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ตกตะลึงไปตามๆ กัน เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น มีมติเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติให้กลุ่มทรูฯ เพิ่มทุน ผ่านการจัดสรรหุ้นสามัญใหม่ เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มเงินทุนเสริมสร้างความแข็งแกร่งของสถานะการเงิน พร้อมรองรับการเติบโตทางธุรกิจ รวมทั้งตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะสร้างโครงข่ายที่ดีที่สุดและครอบคลุมที่สุดในประเทศ พร้อมรักษาความเป็นผู้นำโทรคมนาคมด้านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทั้งแบบมีสายและไร้สาย (ทั้ง 4จี และ 3จี)

ราคาที่เสนอขายจะมีการกำหนดอีกครั้ง โดยจะเฉลี่ยจากราคาซื้อขายหุ้น 20 วันทำการ จนถึงการซื้อขายในวันที่ 30 มี.ค. 2559 (5 วันทำการ ก่อนการประชุมสามัญประจำปีของผู้ถือหุ้น ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 เม.ย. 2559) โดยจะลดราคาลงอีก 10% ของราคาเฉลี่ยดังกล่าว

ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรูฯ เปิดเผยว่า การระดมทุนครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายกลุ่มทรูฯ ในการรักษาอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ให้ได้ที่ระดับไม่เกิน 2 ต่อ 1 ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง รวมทั้งยังจะคงอันดับเครดิตเรตติ้งที่เป็นระดับการลงทุน

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทยังมิได้มีการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน เนื่องจากปัจจุบันตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงมีความผันผวน จึงมีมติให้กำหนดเป็นวิธีการคำนวณ โดยราคาที่จะเสนอขายเป็นราคาเฉลี่ยจากราคาซื้อขายหุ้น 20 วันทำการ จนถึงก่อน 5 วันทำการประชุมสามัญประจำปีของผู้ถือหุ้น เพื่อให้เป็นไปตามราคาที่แท้จริงของตลาดได้มากที่สุด และสะท้อนศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่แท้จริง

“เราเชื่อว่าการสร้างความแข็ง แกร่งทางการเงิน ผนวกกับความมุ่งมั่นที่จะสร้างโครงข่ายที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่องครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะเสริมสร้างให้บริษัทมีศักยภาพในการขยายธุรกิจ รองรับโอกาสที่มีมูลค่าสูงจากการเติบโตของธุรกิจโมบาย บรอดแบนด์ และวิวัฒนาการของยุคเศรษฐกิจดิจิทัล อันเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ ลูกค้า และผู้ถือหุ้น ทั้งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตเป็นบริษัทไทยที่มีบทบาทในระดับภูมิภาคต่อไป” ศุภชัย ชี้แจง

แน่นอนว่า แรงเหวี่ยงจากการเพิ่มทุนของกลุ่มทรูฯ ในครั้งจะส่งผ่านไปยัง บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ ที่ชนะการประมูลคลื่น 4จี ไปในราคา 7.56 หมื่นล้านบาทด้วย เพราะต้องหาผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาซื้อหุ้น และต้องหาสถาบันการเงินมาออกหนังสือค้ำประกันก้อนโตด้วยเช่นกัน ไม่เช่นนั้นอาจมีปัญหาได้

ล่าสุด ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยผ่านรายการเสียงจากสายลม สถานีวิทยุ 98.5 ว่า ในกรณีที่ผู้ชนะการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ไม่สามารถจ่ายค่าใบอนุญาต หรือหาแบงก์การันตี ภายในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าเป็นผู้ทิ้งงานของรัฐ ซึ่งจะมีผลต่อสัญญาที่บริษัทดังกล่าวทำไว้กับหน่วยงานภาครัฐ โดยอาจจะมีผลให้สัญญาที่ทำไว้สิ้นสุดลง เนื่องจากถือว่าคู่สัญญาเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ เช่น กรณีของเจ๊ติ๋ม พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ไม่มาชำระค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถทำช่องทีวีดาวเทียมได้

ทั้งนี้ มั่นใจว่า เอกชนทั้งสองรายจะหาเงินมาจ่ายค่าประมูลได้ตามกำหนดแน่นอน เช่น แจสฯ น่าจะหาผู้ร่วมทุนจากต่างชาติได้

อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีที่ผู้ชนะการประมูลไม่สามารถนำเงินมาจ่ายได้ กสทช.จะดำเนินการเปิดประมูลใหม่ โดยในส่วนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ราคาตั้งต้นจะอยู่ที่ 7.5 หมื่นล้านบาท แต่หากไม่มีเอกชนสนใจเข้าร่วมประมูล ก็จะพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร

ฐากร กล่าวด้วยว่า การประมูลคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะประมูลในปี 2560 จะต้องพิจารณาอีกครั้งว่าราคาจะเป็นเท่าไร เพราะหากเปรียบคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ เหมือนรถโรล์สรอยซ์ คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จะเหมือนรถเบนซ์ คลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ จะเหมือนกับแคมรี่ ที่มีราคาลดหลั่นกันไป และในอนาคตหากคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ หมดอายุสัมปทานใน 15 ปี ราคาจะอยู่ที่ 7,000 ล้านบาท/เมกะเฮิรตซ์ บวกอัตราเงินเฟ้อ ส่วนราคาคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จะอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท ต่อเมกะเฮิรตซ์ และยืนยันว่า ไม่มีใครได้ซื้อของถูกไปแน่นอน

ขณะที่ ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ณ ขณะนี้ยังมีเวลาให้ผู้ชนะการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ มาชำระเงินประมูลงวดแรกและวางแบงก์การันตี 90 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 21 มี.ค. ดังนั้นอย่าเพิ่งพูดกันว่าจะไม่มาจ่ายเงินประมูล หรือไม่มาจ่ายแล้วจะโดนบทลงโทษอย่างไร ผู้ชนะประมูลทั้งสองรายเอาจริงในการทำธุรกิจ

ก่อกิจ กล่าวว่า หลังจากประมูลคลื่นได้แล้ว สิ่งที่ผู้ชนะประมูลต้องทำคือจัดหาโครงข่ายหรือเสาเพื่อให้บริการ ซึ่งเสาก็มีอยู่แล้วทั้งของ ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ดังนั้นผู้ชนะประมูลก็ต้องไปเจรจาเช่าเสาให้เสร็จก่อน จึงไม่มีความจำเป็นต้องรีบมาชำระเงิน เพราะหากมาจ่ายเงินก่อน ดอกเบี้ยก็เริ่มเดิน แต่ยังไม่มีเสาให้บริการอยู่ดี ฉะนั้นขณะนี้สิ่งที่ต้องทำคือไปเจรจาเช่าเสาให้พร้อมเสียก่อน

นอกจากนี้ หากคำนึงถึงเงื่อนไขการออกแบงก์การันตี คือต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 30% ของวงเงิน ซึ่งวงเงินประมูล 7 หมื่นล้านบาท ก็ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน 2 หมื่นล้านบาท และเมื่อคำนึงถึงฐานะทางการเงินของผู้ชนะการประมูลทั้งสองราย ก็ถือว่ามีทรัพย์สินที่สามารถนำมาค้ำประกันได้อยู่แล้ว

 

โมโนฯรีแบรนด์สู้ศึกวิดีโอออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/413626

โมโนฯรีแบรนด์สู้ศึกวิดีโอออนไลน์

โมโนฯ สู้ยักษ์เน็ตฟลิกซ์ บุกวิดีโอออนไลน์ นำหนังกว่า 1 หมื่นเรื่อง 3 ปีบูม

นายปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโน ฟิล์ม หรือโมโน กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ เปิดเผยว่า ได้ทุ่มงบ 50-70 ล้านบาท รีแบรนด์หรือเปลี่ยนชื่อเว็บไซต์ดูหนังดอทคอม (doonung.com) หลังจากดำเนินธุรกิจ 4 ปี มาเป็นโมโนแม็กซ์ (Monomaxxx) พร้อมกับนำเสนอคอนเทนต์ ใหม่กว่า 1 หมื่นเรื่อง จากเดิม 2,800 เรื่อง

ทั้งนี้ เบื้องต้นนำคอนเทนต์เพิ่ม 5,600 เรื่อง ชูจุดเด่นผสมผสานคอนเทนต์อเมริกา 50% เอเชีย 50% พร้อมกับใช้จุดแข็งการมีระบบ 4จี ของจัสมินเอื้อให้กับธุรกิจ โดยราคาแพ็กเกจยังเหมือนเดิมเดือนละ 129 บาท เมื่อเทียบกับคู่แข่ง เน็ตฟลิกซ์ สหรัฐ ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งรายใหญ่ของโลก เข้ามาเปิดตลาดในไทย แพ็กเกจเดือนละ 280 บาท

“การที่ไทยเปิดใช้ 4จี มีเน็ตเวิร์กที่พร้อม และมีอุปกรณ์ที่ใช้ต่ออินเทอร์เน็ตมารองรับการดูคอนเทนต์แบบสตรีมมิ่ง อีกทั้งจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มเป็น 48.2 ล้านเครื่อง หรือ 50% ของผู้ใช้มือถือ ผลักดันให้ตลาดวิดีโอออนไลน์ 2-3 ปี มูลค่าเพิ่มเป็น 2,500 ล้านบาท โดยปีนี้มูลค่าเพิ่มจาก 500 ล้านบาท เป็น 1,000 ล้านบาท” นายปฐมพงศ์ กล่าว

สำหรับสิ้นปีตั้งเป้าสมาชิกเพิ่มจาก 1 ล้านคน เป็น 2 ล้านคน สามารถรักษาส่วนแบ่ง 18-20% ของตลาด สัดส่วนรายได้เพิ่มจาก 8-10% เป็น 12% ของรายได้รวมทั้งกรุ๊ป 1,000 ล้านบาท

 

กสทช.มั่นใจผู้ประมูลคลื่น900ไม่เบี้ยวจ่ายเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 13:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/413492

กสทช.มั่นใจผู้ประมูลคลื่น900ไม่เบี้ยวจ่ายเงิน

เลขาธิการ กสทช. ยันโอกาสที่ผู้ชนะการประมูลทั้ง 2 บริษัทจะไม่ชำระเงินค่าประมูลคลื่น 900 เป็นได้ยากเพราะมีเงื่อนไขกำหนดชัด

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ตามที่หลายฝ่ายกังวลใจว่าผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz จะไม่นำเงินค่าประมูลงวดแรก 8,040 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินมาชำระให้กับสำนักงาน กสทช. นั้น สำนักงาน กสทช. ขอยืนยันว่ามีโอกาสเป็นไปได้ยากหรือไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลย

ทั้งนี้เนื่องจากสำนักงาน กสทช. ได้กำหนดเงื่อนไขการประมูลไว้อย่างรัดกุมถึงกรณีการชำระเงินค่าประมูลนี้ไว้แล้ว ว่า หากผู้ชนะการประมูลไม่ชำระเงินค่าประมูลให้ครบถ้วนแล้ว ไม่เพียงแต่จะต้องถูกริบหลักประกันจำนวน 644 ล้านบาท ผู้ชนะการประมูลรายนั้นยังจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วย ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นหากจะต้องมีการจัดประมูลคลื่นความถี่ใหม่เต็มจำนวน นอกจากนั้นยังสงผลกระทบว่าอาจเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในใบอนุญาตประกอบการเดิมที่ได้รับจากสำนักงาน กสทช. ที่ใช้ประกอบกิจการอยู่ในปัจจุบันด้วย ยังไม่รวมถึงชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัทที่จะต้องเสียไป หากไม่มาชำระเงินค่าประมูลงวดแรก

นายฐากร กล่าวว่า จากเงื่อนไขและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงขอให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าโอกาสที่ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz จะไม่มาชำระเงินค่าประมูลงวดแรกแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย และขณะนี้เวลาที่ผู้ชนะการประมูลที่จะนำเงินค่าประมูลมาชำระ พร้อมทั้งดำเนินการตามเงื่อนไขการประมูลให้ครบถ้วนนั้นยังมีเวลาถึงวันที่ 21 มี.ค. 2559

 

“แกร็บ” โฉมใหม่ หวังยกระดับขนส่งเอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/413433

"แกร็บ" โฉมใหม่ หวังยกระดับขนส่งเอกชน

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

หลังเปิดให้บริการแพลตฟอร์มขนส่งสาธารณะมา 3 ปี อันประกอบไปด้วย แท็กซี่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์และขนส่งสินค้าใน 6 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในชื่อ “แกร็บแท็กซี่” เพื่อสร้างความเหมือนในชื่อเดียวกันทุกประเทศจึงเปลี่ยนเป็น “แกร็บ (GRAB)” แพลตฟอร์มที่รวมระบบขนส่งสาธารณะสัญชาติมาเลเซีย

แอนโทนี่ ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แกร็บ (GRAB) กล่าวว่า ภาพรวมตั้งแต่เปิดให้บริการแกร็บแท็กซี่ตั้งแต่ปี 2555 จนถึงวันนี้ มีการเติบโตด้านการใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า และยังคงมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาในตลาดต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทเน้นความสำคัญในเรื่องของนวัตกรรมมาโดยตลอด หลังจากนี้จะเน้นการลงทุนด้านการตลาดและเทคโนโลยีควบคู่กัน รองรับการใช้งานทั่วโลก 1.5 ล้านครั้ง/วัน มีผู้ขับกว่า 2 แสนราย และดาวน์โหลดไปใช้งานทั้งสองระบบปฏิบัติการแล้วกว่า 11 ล้านดาวน์โหลด

“รายได้ในปี 2558 โตขึ้นจากปี 2557 กว่าเท่าตัว และมีการใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า เช่น แกร็บคาร์ มีการเติบโต 35% ทุกเดือน และแกร็บไบค์ โต 75% ทุกเดือน ทำให้ในบางบริการสามารถสร้างรายได้คืนทุนจากที่ลงไปตั้งแต่แรกได้แล้วในปีนี้ ซึ่งแท็กซี่ยังคงมีการเรียกใช้งานมากที่สุด 95% และรถยนต์ส่วนบุคคล 50% สำหรับการเริ่มต้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทเติบโต ซึ่งตรงกับเป้าหมายที่ต้องการเป็นหนึ่งในแอพพลิเคชั่นที่เข้าไปอยู่ในประชากรทั้งหมดในภูมิภาคนี้ที่มีอยู่ 230 ล้านคน” แอนโทนี่ กล่าว

ทั้งนี้ ทางด้านข้อกฎหมาย บริษัทได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างถูกต้องของทุกประเทศที่ให้บริการ ยกตัวอย่าง ทางประเทศไทย ก็ได้เข้าไปทำงานร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงกรมการขนส่งทางบก เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์และเวียดนามก็เป็นแอพขนส่งรายเดียวที่ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้โดยสารและตรวจสอบปัญหาการใช้งานในมาตรฐานเช่นเดียวกับทุกประเทศ ที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐมาโดยตลอด

“เราได้ระดมทุนก้อนแรกมาจากพาร์ตเนอร์กว่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท และได้แบ่งงบจำนวน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,500 กว่าล้านบาท ในการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา 3 แห่ง คือ สิงคโปร์ ซีแอตเทิล และปักกิ่ง หลังจากนี้จะเป็นการลงทุนเพิ่มเติมในเรื่องของคลาวด์อินฟราสตรักเจอร์บนระบบซอฟต์แวร์ของอเมซอนเว็บเซอร์วิส เพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลทุกด้านเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและครบถ้วน” แอนโทนี่ กล่าว

ทั้งนี้ แกร็บแท็กซี่ ได้เพิ่มเติมในส่วนของฟีเจอร์ใหม่เข้ามาให้บริการ เช่น แฟลช (Flash) แกร็บเพย์ (Grabpay) แกร็บเวิร์ก (Grabwork) จะทยอยเปิดให้บริการในแต่ละประเทศเรียงลำดับกันไป เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น และยังได้พัฒนารูปแบบการเข้าใช้งาน (User Experience) เพิ่มเติม เพื่อให้ลูกค้าทั้งรายเก่าและใหม่เข้าใช้งานได้สะดวกขึ้น

ฟีเจอร์ใหม่ทั้ง 3 ตัวได้ทยอยเปิดตัวไปในประเทศต่างๆ บ้างแล้ว เช่น แฟลช (Flash) เป็นการตรวจสอบบริการต่างๆ ของแกร็บที่อยู่รอบตัวผู้โดยสารให้เลือกได้ว่าจะใช้งานแท็กซี่หรือรถยนต์ทั่วไป โดยเปิดให้บริการในสิงคโปร์ เวียดนาม และฟิลิปปินส์แล้ว ส่วนในไทยจะเริ่มใช้งานได้ในเดือน ก.พ. แกร็บเพย์ (Grabpay) เป็นรูปแบบการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตที่เปิดให้บริการในประเทศอื่นๆ แล้ว ยกเว้นไทยกับเวียดนามที่จะเริ่มใช้งานได้ไม่เกินไตรมาส 2 ของปี 2559 และแกร็บเวิร์ก (Grabwork) ระบบการจัดการบัญชีที่จะออกเอกสารการใช้งานหรือใบเสร็จสำหรับองค์กรได้เปิดให้บริการทุกประเทศแล้ว

 

เปิดผลวิจัยคนไทยติดแชต กระทบงาน-การเรียนหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/413432

เปิดผลวิจัยคนไทยติดแชต กระทบงาน-การเรียนหนัก

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

การเสพติดแชต ติดเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ และติดการใช้สมาร์ทโฟนของผู้บริโภคคนไทย ในมุมมองเชิงบวกถือเป็นผลดีกับเจ้าของสินค้าที่จะปรับรูปแบบการทำตลาดและโยกงบโฆษณามาลงในเครือข่ายสังคมออนไลน์มากขึ้น แต่ในเชิงวิชาการกลับวิเคราะห์ว่าพฤติกรรมเหล่านั้นล้วนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น

ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโส สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวว่า จากการสำรวจพฤติกรรมและความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปในกรุงเทพฯ และปริมณฑลต่อการใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภทกลุ่มส่วนตัว (Private Group) ช่วงเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาจำนวน 1,158 คน เป็นเพศหญิงและเพศชายสัดส่วนใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่อายุเฉลี่ย 25-34 ปี โดยและส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกลุ่มส่วนตัวบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ 7-10 กลุ่ม

สำหรับประเภทกลุ่มส่วนตัวฯ ที่เป็นสมาชิกมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.กลุ่มเพื่อนสนิท 85.32% 2.กลุ่มเพื่อนร่วมงาน/เจ้านาย-ลูกน้อง 82.9% 3.กลุ่มเพื่อนร่วมชั้น/ร่วมวิชาเรียน/ครูอาจารย์-ลูกศิษย์ 80.57% 4.กลุ่มองค์กร/สถาบันที่ตนเรียน/ทำงานอยู่ 77.81% และ 5.กลุ่มที่มีความชอบเฉพาะอย่าง 75.3% ส่วนสมาชิกกลุ่มครอบครัว/ญาติพี่น้อง มีสัดส่วน 72.02%

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตา คือ มีสัดส่วนสูงถึง 83.42% ที่มีสมาชิกร่วมกลุ่มส่วนตัวฯ ที่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวที่ว่าคนที่เป็นสมาชิกกลุ่มส่วนตัวฯ มากถึง 59.24% รู้สึกกลัวว่าจะมีสมาชิกร่วมกลุ่มส่วนตัวบนเครือข่ายสังคมออนไลน์จะนำข้อมูลส่วนตัวของตนไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น แอบอ้างทำธุรกรรมต่างๆ ขายสินค้า การหลอกลวง เป็นต้น ส่วนประเด็นความกังวลอื่น เช่น คนที่เป็นสมาชิกกลุ่มส่วนตัวฯ มีความคิดเห็นว่าการเป็นสมาชิกกลุ่มส่วนตัวหลายกลุ่มบนเครือข่ายสังคมออนไลน์จะส่งผลให้มีสมาธิทำงานหรือเรียนลดลง ได้พูดคุยกับบุคคลทั่วไปน้อยลง พักผ่อนน้อยลง มีเวลาทำกิจกรรมทั่วไป เช่น อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ รับประทานอาหาร ลดลง

ปัจจัยดังกล่าวในมุมวิชาการ มองว่าล้วนกระทบการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น อีกทั้งมีกรณีคนที่เป็นสมาชิกกลุ่มส่วนตัวฯ หลายกลุ่มส่งข้อความผิดกลุ่ม สัดส่วนมากถึง 60.02% เคยส่งข้อมูลเข้ากลุ่มส่วนตัวฯ ผิดกลุ่มบ้างเป็นบางครั้ง และมีกลุ่มคน 17.27% ยอมรับว่าส่งข้อความผิดกลุ่มเป็นประจำ จากความรีบร้อนและพฤติกรรมที่ไม่ชอบดูชื่อกลุ่มส่วนตัวก่อนส่ง

 

ธุรกิจคูปองโตรับอี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 21:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/413419

ธุรกิจคูปองโตรับอี-คอมเมิร์ซ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

“คูปองส่วนลด” เคยเป็นสิ่งที่แฝงอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร รอให้ผู้อ่านได้ตัดออกมาเพื่อนำไปใช้ และคูปองส่วนลดก็กลายร่างออกไปในยุคดิจิทัลนี้ โดยส่วนใหญ่มักจะมาในรูปแบบคูปองทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอพพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือหรือเว็บไซต์

ธุรกิจส่วนลดทางออนไลน์จึงถือกำเนิดขึ้น ธุรกิจดังกล่าว คือ ธุรกิจที่คอยเป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายผ่าน “คูปอง” ตามเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่น และจะคอยเสนอคูปองส่วนลดเหล่านั้นให้กับผู้ใช้ ในขณะที่ทางธุรกิจได้รับค่าโฆษณาหรือตามที่ตกลงกันไว้กับค้าปลีกเป็นค่าตอบแทน

ในปี 2012 จากผลสำรวจพบว่า มากกว่า 79.8 ของนักช็อปมีการใช้คูปองอยู่เป็นประจำ ปรับตัวขึ้นจากเกือบ 15% จากช่วง 5 ปีก่อนหน้า และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นจนเกือบ 100% ภายในปี 2020 โดยสำหรับค้าปลีกหรือธุรกิจค้าขายแล้ว การใช้คูปองในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายโฆษณาทางสิ่งพิมพ์ ซึ่งมักจะราคาสูงไปได้มากโข

เพราะฉะนั้น ธุรกิจค้าปลีกและค้าขายจึงหันไป “เปิดดีล” หรือให้ส่วนลดกับลูกค้าผ่านทางเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น ทางโทรศัพท์มือถืออย่างแพร่หลาย และสำหรับธุรกิจส่วนลดตัวกลางที่เป็นที่รู้จักกันดี คงหนีไม่พ้น “กรุ๊ปออน” ซึ่งก่อตั้งในปี 2006 และสามารถผลักดันตัวเข้าตลาดหุ้นไปได้ จนมีมูลค่าตลาดราว 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.79 แสนล้านบาท)

กรุ๊ปออนได้รับความชื่นชมจากสื่ออย่างมาก จนนิตยสารฟอร์บส์เคยพาดหัวกรุ๊ปออนว่า เป็นธุรกิจที่ “เติบโตเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ท่ามกลางยุคดิจิทัลและพฤติกรรมของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม การพาดหัวและการรายงานข่าวตามสื่อมวลชน ทำให้ผู้คนคาดหวังต่อกรุ๊ปออนมาก

กรุ๊ปออนปิดตัวลงใน 4 ชาติยุโรป ได้แก่ ออสเตรีย โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ และยูเครน เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา ตามหลังจากที่ปิดสาขาในกรีซ ตุรกี และประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ในขณะที่ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา กรุ๊ปออนประกาศปรับลดพนักงาน 1,100 ตำแหน่ง หลังดำเนินธุรกิจผิดพลาด มีการบริการลูกค้าที่ย่ำแย่ และมีคู่ค้า ซึ่งเป็นร้านอาหาร ร้องเรียนว่า ถูกกรุ๊ปออนข่มขู่หลังร้านอาหารได้รับรีวิวไม่ดี

ในขณะเดียวกัน การแข่งขันในธุรกิจส่วนลดก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บรรดาสตาร์ทอัพต่างตบเท้าเข้าร่วม จนบางแห่งก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ยกตัวอย่างเช่น แอพพลิเคชั่น “ลิตเติ้ล” สตาร์ทอัพจากอินเดีย ที่สามารถหาทุนได้ไม่ยากจากบริษัทเงินทุนถึง 50 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,790 ล้านบาท) โดยแม้กระทั่งจีไอซี กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (เอสดับเบิลยูเอฟ) ของสิงคโปร์ยังเข้าร่วมลงทุนด้วย

ปัจจุบัน แอพพลิเคชั่นลิตเติ้ลครอบคลุมร้านอาหาร ภาพยนตร์ โรงแรม ร้านเสริมสวย ฟิตเนส สปา และภาคส่วนอื่นๆ มากกว่า 8,000 แห่ง และมีส่วนลดนำเสนอลูกค้านำเสนอลูกค้ามากถึง 2.7 หมื่นดีล ขณะที่วางแผนจะให้ถึง 5 หมื่นดีล ภายในเดือน มี.ค.

นอกจากนี้ ยังมีบรรดาสตาร์ทอัพอื่นๆ ที่กำลังมาแรง เช่น สนิปสแนป ซึ่งมีลูกค้าถึง 4 ล้านคน ทางกับสไลซ์ ธุรกิจสตาร์ทอัพค้นหารูปภาพจากแคนาดา กำลังจะควบรวมกิจการด้วยมูลค่า 6.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 232 ล้านบาท)

ความล้มเหลวของกรุ๊ปออนจึงไม่ใช่ตัวแทนของธุรกิจส่วนลด เพราะอีมาร์ เกเตอร์ บริษัทวิจัยการตลาดจากสหรัฐ ประเมินว่า การใช้คูปองผ่านทางโทรศัพท์มือถือนั้นมากขึ้นกว่า 5,000 ล้านใบ ในปี 2012 เป็นมากกว่า 1 หมื่นล้านใบในปี 2014 และจากการตบเท้าเข้าตลาดของธุรกิจส่วนลด ก็จะยิ่งทำให้การใช้งานคูปองของผู้บริโภคมีแนวโน้มมากขึ้นในอนาคต

ไม่ใช่เพียงธุรกิจคูปองเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากยุคดิจิทัล บรรดาธุรกิจรายย่อยก็สามารถคว้าโอกาสจากธุรกิจคูปองได้ด้วยเช่นกัน โดย ฮาเรศ คูมาร รองประธานฝ่ายการตลาดของมูฟเว็บ เว็บไซต์ข่าวสารเทคโนโลยีจากซานฟรานซิสโก เปิดเผยว่า ธุรกิจรายย่อยควรจับโอกาสการค้ามือถือยุคดิจิทัลให้ดี

“คุณมีลูกค้ามาอยู่หน้าประตูคุณแล้ว ดำเนินการให้เหมาะสมเพื่อลูกค้าจะได้ซื้อสินค้าคุณ” คูมาร กล่าว

 

“แอพฯ ส่วนลด”รุ่ง… คนรุ่นใหม่ยิ่งลดยิ่งช็อป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 18:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/413413

"แอพฯ ส่วนลด"รุ่ง... คนรุ่นใหม่ยิ่งลดยิ่งช็อป

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ในยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โลกแห่งการซื้อขายที่ไม่เคยเห็นได้กลายเป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ก็คือการซื้อสินค้าหรือดีลออนไลน์ โดยเฉพาะข้อเสนอส่วนลดหรือการลดเปอร์เซ็นต์พิเศษจากปกติที่สูงมาก กลายเป็นธุรกิจหลักที่รองรับวิถีชีวิตของคนยุคนี้ ในการตอบสนองความต้องการของคนซื้อ ซึ่งเพียงสัมผัสหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตก็สามารถซื้อได้ทันที ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนๆ เวลาเท่าไหร่ก็ได้ แอพพลิเคชั่นที่ทำธุรกิจด้านนี้จึงเติบโตทำรายได้จนน่าอิจฉา

หนึ่งในธุรกิจแอพพลิเคชั่นที่บริการส่วนลดให้กับลูกค้าที่บุกเบิกตลาดและเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในเมืองไทยคือ Eatigo (อีททิโก) ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นจองร้านอาหารแห่งแรกในเอเชีย ที่ใช้สำรองที่นั่งในร้านอาหารพร้อมส่วนลดพิเศษ ซึ่งเปิดตัวในประเทศไทยในปี 2557 และประเทศสิงคโปร์ในปี 2558

อีททิโกก่อตั้งโดย ไมเคิล คลูเซล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อีททิโก และ ภูมินทร์ ยุวจรัสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีททิโก (ประเทศไทย) เพื่อให้เป็นฐานระบบปฏิบัติการแรกของโลกที่ช่วยให้ลูกค้าได้รับประทานอาหารในกรุงเทพฯ ด้วยส่วนลดที่มากขึ้น โดยส่วนลดจะผันเปลี่ยนตามแต่ละช่วงเวลาของวัน โดยมีโธมัส ซิงเกนเบอร์เกอร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญ

ภูมินทร์ กล่าวว่า ในไทยได้เปิดให้บริการมาปีครึ่ง และในสิงคโปร์ประมาณ 1 ปี มีคนใช้บริการจองร้านอาหารนับล้านคน ในร้านอาหารที่เปิดให้บริการ 400 แห่ง ที่เป็นทั้งร้านขายไอศกรีมและร้านกาแฟในสยามฯ จนถึงร้านอาหารในโรงแรม 5 ดาว โดยมีส่วนลด 10-50% และลูกค้าที่จองร้านอาหารอยู่ในวัยประมาณ 25-35 ปีมากที่สุด ในบรรดาลูกค้าทั้งหมดที่อยู่ในวัย 18-45 ปี โดยยอดจองร้านอาหารเพิ่ม 20-25% ทุกเดือน

เมื่อเดือนที่แล้ว อีททิโกได้รับเงินสนับสนุน Series A มาหลายล้านเหรียญสหรัฐจากนักลงทุนหลายราย ในวันนี้ยอดสำรองที่นั่งในร้านอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นอีททิโกนั้นมากกว่า 1 ล้านแล้ว ซึ่งตัวเลขนี้รวมการใช้งานทั้งในกรุงเทพฯ พัทยา และประเทศสิงคโปร์

“สำหรับเงินทุนสนับสนุนที่ได้รับมานั้น จะนำไปใช้ในการเพิ่มฐานลูกค้าและจำนวนร้านอาหารบนแอพพลิเคชั่น ซึ่งได้ลงทุนกับโฆษณาทางสื่อออฟไลน์ไปแล้วกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสื่อโฆษณานี้จะปรากฏในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งรวมถึงสถานีรถไฟใต้ดิน และสื่อภายนอกที่พักอาศัย ป้ายโฆษณาบนทางด่วนและบนถนนสายหลักต่างๆ”

มาดูพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ คูปองส่วนลดทำให้พวกเขาช็อปกันแบบเข้าเส้น และเป็นแรงดึงดูดใจที่จะทำให้คนเปลี่ยนไลฟ์สไตล์มาช็อปปิ้งออนไลน์ ด้วยกลยุทธ์ลดแลกแจกแถมของการซื้อคูปองลดราคาสามารถทำให้คนรุ่นใหม่พร้อมที่จะเป็นสาวกของการซื้อดีลออนไลน์ วนัสนันท์ ศรีไพศาล คือหนึ่งในผู้คนเหล่านั้นที่บอกว่า ยังไม่ถึงเข้าเส้น แต่ห้ามใจไม่ค่อยอยู่ ใช้บริการซื้อของออนไลน์ผ่านเอ็นโซโก้ (ensogo) จนเป็นปกติ

“เพราะถ้าเจออะไรที่น่าสนใจก็จะซื้อเลย เรียกว่าซื้อมาเรื่อยๆ ก็ซื้อของหลายแบบ แต่ที่เยอะสุดก็คือที่ดีลกับร้านอาหาร ของใช้จุกจิกในบ้าน เสื้อผ้ากับกระเป๋าก็มีบ้าง”

วนัสนันท์ บอกว่า การซื้อดีลบัตรอาหารคุ้มค่ามาก เพราะมีคูปองส่วนลด ก็จะเลือกที่ลด 35% ขึ้นไปถึง 50% นอกจากลดแล้วก็จะมีลดเพิ่มอีกถ้าซื้อภายในเวลาเท่านี้ถึงเท่านี้จะลดเพิ่มอีก 10%

“มีไลน์แอกเคาต์ หรือเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งจะคอยเตือนเราอยู่ตลอด แต่ละวันถ้ามีโปรโมชั่นอะไรเราก็จะรู้ก่อน ซึ่งทำให้เราใจจดใจจ่อดูว่าวันนี้มีอะไรลดหรือเปล่า? หรือบางวันอยากกินอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้จะกินอะไรก็ลองเปิดไล่ดู เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ไปเลย สัญญาณเตือนเด้งขึ้นมาปุ๊บก็รีบทันที ทุกวันก่อนนอนก็ต้องเปิดดู กลายเป็นมนุษย์ที่ต้องซื้อคูปองเอ็นโซโก้ติดกระเป๋าไว้ ก็ตลกตัวเองเหมือนกัน เวลาจะกินอะไรก็เอาคูปองขึ้นมาเปิดดูว่ามีคูปองอะไรบ้าง กินตามคูปองที่ลด และก็ต้องมีเครื่องพิมพ์ไว้พรินต์คูปองออกมา ก็เป็นอย่างนี้มา 3-4 ปีแล้ว

ด้วยความที่เป็นคนขี้เกียจ วนัสนันท์บอกว่าการซื้อคูปองลดเหล่านี้ถือเป็นความสะดวก ทำให้รู้สึกว่าดีเหมือนกัน แต่ก็มาคิดได้เมื่อตัวเลขหนี้ในบัตรเครดิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเริ่มเพลาการซื้อ

เช่นเดียวกับ รุ้งตะวัน สงวนพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของช่อง 8 ซึ่งมองว่ายุคนี้การซื้อของผ่านออนไลน์ดูจะเป็นเรื่องที่ง่ายและแสนธรรมดา

“ก็ซื้อคูปองบุฟเฟ่ต์ผ่านเอ็นโซโก้มาได้ 3-4 ปีแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น อิตาเลียน หรือซีฟู้ดตามโรงแรมและร้านอาหารดังๆ ซึ่งคูปองบุฟเฟ่ต์นี้จะราคาถูกกว่าที่ขายจริง 15-20% วิธีการก็ไม่ยาก แค่เข้าไปลงทะเบียนออนไลน์เพื่อเป็นสมาชิกเอ็นโซโก้ โดยกรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน เราจะได้รหัสสมาชิกและอีเมลประจำตัว ซึ่งทางเอ็นโซโก้ก็จะส่งข่าวสารและโปรโมชั่นคูปองส่วนลดมาให้ ซึ่งเราต้องคอยเช็กอีเมลที่เราเป็นสมาชิกบ่อยๆ ถ้าสนใจคูปองบุฟเฟ่ต์ที่ไหนก็คลิกเลือกซื้อและจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต จากนั้นจึงค่อยพรินต์คูปองนั้นออกมาอีกที โดยคูปองเหล่านี้จะมีเงื่อนไขบอกไว้ว่าสามารถใช้ได้เลย หรือต้องโทรจองคิวล่วงหน้า 3 วัน หรือ 7 วัน เป็นต้น”

ส่วน ชาตรี ตีรณโกศล บล็อกเกอร์จากเพจ “เที่ยวสบายกับนาย Booking” ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการรีวิวบุฟเฟ่ต์ตามโรงแรม บอกว่า เขาได้ใช้บริการแอพพลิเคชั่น โฮเท็ล ควิกลี่ (Hotel Quickly) เพื่อจองโรงแรมเป็นครั้งแรก นั่นคือ โรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ

“สาเหตุที่ผมจองโรงแรมในครั้งนี้ เพราะวันรุ่งขึ้นผมต้องรีวิวบุฟเฟ่ต์ที่ปาร์คนายเลิศพอดี แล้วบ้านผมอยู่แถวพุทธมณฑล ซึ่งไกลมาก ผมขี้เกียจตื่นเช้าและไม่อยากเผชิญกับรถติด ก็เลยจองโรงแรมนอนดีกว่า วิธีการก็คือสมัครและโหลดแอพโฮเท็ล ควิกลี่ ลงบนมือถือ ซึ่งจะมีรายชื่อให้เห็นว่าโรงแรมไหนถูกที่สุด ถ้าต้องการก็คลิกและจ่ายเงินด้วย Paw Pal บัตรเครดิตหรือเดบิตได้เลย ซึ่งห้องพักที่ผมจองได้เป็นห้องสแตนดาร์ด แต่พอไปถึงจริงๆ ทางโรงแรมก็อัพเกรดให้เป็นห้องสวีทในราคาที่เราจ่ายไป”

ชาตรี บอกว่า ในอนาคตอันใกล้นี้เขาก็จะใช้แอพพลิเคชั่นนี้จองโรงแรมอีกแน่นอน ข้อดีคือจะได้พักโรงแรมหรูในราคาถูก

อีกหนึ่งสาวที่หลงใหลการช็อปปิ้งสินค้าแฟชั่นผ่านแอพพลิเคชั่น ของ ShopSpot และ Shopee วิศัลยา เมฆานุรัตน์ เธอบอกว่าทั้งสองแอพพลิเคชั่นนี้กำลังได้รับความนิยมจากหนุ่มสาวที่ชื่นชอบแฟชั่นแบรนด์ไทย แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ทำหน้าที่รวบรวมสินค้าที่กระจัดกระจายอยู่ในอินสตาแกรมกว่า 1,000 ร้าน มาไว้ในแอพพลิเคชั่นเดียว เป็นตัวกลางการซื้อขายระหว่างร้านค้าและผู้บริโภค โดยมีจุดดึงดูดคือส่วนลดที่มากกว่าหน้าร้าน จึงทำให้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

“ในวัยเรียนมหาวิทยาลัย เราไม่ต้องการเสื้อผ้าที่มีราคาแพง และการตอบโจทย์สไตล์ของเราชอบเสื้อผ้าแบรนด์ไทยที่ราคาไม่แพงอยู่แล้ว ปกติก็ซื้อเสื้อผ้าในร้านค้าออนไลน์บ้าง ดังนั้นเมื่อมีแอพที่รวมร้านค้าไว้มากถึงกว่าพันร้าน ในฐานะผู้บริโภคก็สะดวกไม่ต้องไปตามหาทีละร้าน ประหยัดเวลา เพราะเขาจัดหมวดหมู่ให้ว่าเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ ไว้ให้เราเลือกซื้อได้สะดวก”

 

ชง “กสท.” ถกขยายเวลาเลิก “Z Pay TV”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 12:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/413393

ชง "กสท." ถกขยายเวลาเลิก "Z Pay TV"

อนุผู้บริโภคเสนอ กสท. ถก “จีเอ็มเอ็ม บี” ขยายเวลาเลิก Z Pay TV ทำแผนเยียวยาผู้บริโภค

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ครั้งที่ 4/59 วันจันทร์ที่ 1 ก.พ. นี้ มีวาระการประชุมน่าจับตา ได้แก่ ข้อเสนอของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ต่อกรณี บริษัท จีเอ็มเอ็ม บี จำกัด แจ้งเปลี่ยนระบบการให้บริการแพ็กเกจ Z Pay TV ทางกล่องรับสัญญาณ GMMZ ซึ่งผู้ใช้บริการไม่สามารถรับชมรายการช่อง Z Pay TV ได้ตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. 59 และไม่สามารถเติมช่องรายการได้ตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค.

เมื่อวันอังคารที่ 26 ม.ค. อนุฯได้เชิญทั้งสองบริษัทมาชี้แจงเพิ่มเติมพบว่า บริษัทได้แบ่งกลุ่มผู้ใช้บริการที่จะประสงค์จะได้รับการชดเชยออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.แพ็คเกจต่ำสุด(Gold) ค่าสมาชิก299 บาท จะได้รับการชดเชยช่องรายการที่เป็น Pay TV ประมาณ 40 ช่องรายการเป็นเวลา 4 เดือนโดยไม่ต้องชำระค่าบริการเพิ่ม 2.แพ็คเกจที่สูงขึ้นไปก็จะได้รับการชดเชยในลักษณะเดียวกันด้วยแพ็คเกจที่สูงสุดของบริษัท แต่จะมีระยะเวลารับชมได้ต่างกันไปตามสิทธิ์ที่ลูกค้าชำระเงินแล้ว และ 3.แพ็คเกจที่สามารถรับชมการแข่งขันฟุตบอลได้จะรับชมได้ในลักษณะเดียวกันโดยมีระยะเวลานาน 12 เดือนและไม่ต้องชำระค่าบริการเพิ่ม ซึ่งหากไม่พอใจ บ.ยินดีชดเชยคืนเงินได้

ทั้งนี้ บริษํทจะเริ่มส่งกล่องรับสัญญาณดาวเทียมตามที่ลูกค้าที่แจ้งความประสงค์รับการเยียวยา ทั้งทาง Call Center 1619 และ 1629  และ เวบไซต์ http://welcomecth.co.th ให้ตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค.  แต่ทั้งนี้การชดเชยจะไม่รวมถึงลูกค้าแบบเติมเงิน(Pre-paid) และผู้ที่ใช้จานดาวเทียมระบบ C-band จะไม่สามารถรับชมช่องรายการแพ็คเกจใหม่ได้ สำหรับแพ็คเกจในอนาคตของ CTH จะให้บริการบนกล่อง GMMz ได้หรือไม่ ยังไม่มีข้อยุติเป็นเรื่องการตัดสินใจทางธุรกิจต่อไป

น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า เพื่อให้เกิดคุ้มครองผู้บริโภคในระหว่างที่ทุกฝ่ายได้พยายามร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหา อนุฯได้เสนอมอบหมายให้สำนักงานทำหนังสือให้ทั้งสองบริษัทร่วมกันพิจารณาขยายระยะเวลาการหยุดให้บริการออกไปก่อนอย่างน้อย 30 วัน เพื่อให้ทั้งสองบริษัทมีเวลาในการกำหนดมาตรการเยียวยาผู้บริโภคให้ชัดเจน รอบคอบ รัดกุม และครอบคลุมผู้ที่จะได้รับผลกระทบ รวมทั้งมีเวลาดำเนินการแก้ไขปัญหาไม่เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคและมีการสื่อสาร ชี้แจงให้ผู้บริโภคได้รับทราบ ทำความเข้าใจ และตัดสินใจต่อกรณีดังกล่าวด้วยข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้าน รวมทั้งมอบหมายให้คณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณาเพิ่มเติมต่อไป

“ดิฉันอยากให้ผู้ประกอบการคำนึงถึงผู้บริโภคให้มาก โดยเฉพาะการไปกระทบสิทธิ์ที่เขาเคยมีมาก่อน ถ้าเวลา 30 วันที่เอกชนระบุมาเองนั้นยังไม่พร้อมพอจะแก้ไขปัญหาสมาชิก เช่น ระบบคอลเซ็นเตอร์ การส่งกล่องชดเชย และบริการอื่นๆ ดังนั้น ทางเอกชนก็ควรขยายเวลาออกให้บริการ Z Pay TV ออกไปก่อน เพราะถ้าเยียวยาผู้บริโภคไม่ทันหรือไม่เป็นธรรมพอในเวลาจำกัด อาจนำไปสู่การฟ้องร้องเรียนตามมามากมาย สำหรับผู้บริโภคที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถร้องเรียนตรงมาได้ที่สำนักงานกสทช. โทรฟรี 1200 ร้องเรียน 1 ครั้ง ดีกว่าบ่นพันครั้ง ช่วยกันปกป้องสิทธิ์ของตนเอง”น.ส.สุภิญญา กล่าว

 

กสทช.ยันไม่ตั้งคณะทำงานดูเรื่องการชำระเงินค่าประมูลคลื่น900 MHz

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 16:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/413088

กสทช.ยันไม่ตั้งคณะทำงานดูเรื่องการชำระเงินค่าประมูลคลื่น900 MHz

กสทช.ยืนยันไม่มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูเรื่องการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน900MHz และไม่มีการหารือกฤษฎีกาเรื่องการจัดประมูลใหม่

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ตามที่มีข่าวผ่านมวลชน ว่าสำนักงาน กสทช. ได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูเรื่องการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz หรือมีการหารือเป็นการภายใน รวมทั้ง    ได้มีการหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาประเด็นการจัดประมูลใหม่ กรณีที่บริษัทที่ชนะการประมูลไม่สามารถนำเงินค่าประมูลงวดแรก 8,040 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินมาชำระให้กับสำนักงาน กสทช. ได้นั้น สำนักงาน กสทช. ขอเรียนว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง สำนักงานฯ ไม่มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูเรื่องการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz และไม่มีการหารือเป็นการภายใน อีกทั้งไม่เคยมีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้ ผู้ชนะการประมูลยังมีสิทธิที่จะชำระเงินดังกล่าวภายใน 90 วัน ซึ่งจะครบในวันที่ 21 มี.ค. 2559

นายฐากร กล่าวว่า สำนักงานขอเรียนยืนยันว่าในประเด็นต่างๆ ที่ได้มีการนำเสนอข่าวออกไปนั้น    ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น ทั้งนี้ ที่ผ่านมา บริษัทที่ชนะการประมูลทั้ง 2 บริษัทได้มาติดต่อกับสำนักงาน กสทช. ในการดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องในการที่จะประกอบกิจการ อาทิ การติดต่อเพื่อประสานขั้นตอนการนำเข้าอุปกรณ์และติดตั้งอุปกรณ์เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการประกอบกิจการ

 

ล้ำ!ร้านมือถือในญี่ปุ่นเตรียมให้หุ่นยนต์เป็นพนง.ขายแทนคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 15:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/413079

ล้ำ!ร้านมือถือในญี่ปุ่นเตรียมให้หุ่นยนต์เป็นพนง.ขายแทนคน

ร้านมือถือญี่ปุ่นเตรียมใช้หุ่นยนต์เป็นพนักงานขายแทนคนภายในเดือนมี.ค.

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า SoftBank ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือในญี่ปุ่นได้แถลงเตรียมเปิดตัวร้านขายมือถือ Pepper Phone Shop ที่ให้หุ่นยนต์ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานขายแทนคน ให้บริการจริงในวันที่ 28 ม.ค.

รายงานระบุว่า ทางร้านค้าจะมีการแบ่งหน้าที่ของหุ่นยนต์แต่ละตัวอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการร้าน พนักงานเอกสาร รวมถึงพนักงานต้อนรับและพนักงานสำหรับคุยเล่นฆ่าเวลาอีกด้วย

ทั้งนี้ หุ่นยนต์เหล่านี้จะมีชื่อว่า Pepper เป็นผลงานการพัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัท SoftBank และ IBM ที่มาพร้อมกับปัญญาประดิษฐ์ซึ่งช่วยให้หุ่นยนต์สามารถเรียนรู้ข้อมูลจากหุ่นยนต์ตัวอื่นๆ ได้ ทั้งยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ดึงจากอินเทอร์เน็ตได้ รวมถึงถ่ายทอดภาพและเสียงในเชิงลึกได้อีกด้วย

ที่มา engadget