‘กองทัพ’เชิงรับ-รุกภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160324/224623.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม 2559
‘กองทัพ’เชิงรับ-รุกภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์

‘กองทัพ’เชิงรับ-รุกภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ : ตะลุยกองทัพ จิตตราภรณ์ เสนวงศ์

            การจัดตั้งประชาคมไซเบอร์ของกองทัพ เพื่อพัฒนาการปฏิบัติการร่วมกันในมิติไซเบอร์ ให้เป็นรูปธรรม และมีความเข้าใจในกรอบแนวทางการปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีหน้าที่รักษาความมั่นคงความปลอดภัยด้านไซเบอร์ ให้แก่หน่วยทหารในสังกัดเป็นหลัก พร้อมรับมือกับการโจมตีด้านไซเบอร์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งในเชิงรับและเชิงรุก

ภายหลังที่ประชุมสภากลาโหม ให้ความเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2558 ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ 1.ให้มีหน่วยงานกลาง ร่วมกับหน่วยความมั่นคง ในการดูแลการใช้ไซเบอร์ 2.ด้านการป้องปราม จะจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังการแทรกแซง และ 3.ผนึกกำลังเพิ่มมาตรการ ให้มีขีดความสามารถให้ปฏิบัติการป้องกันไซเบอร์ระดับชาติ

ทั้งนี้ กองทัพบกเตรียมเป็นเจ้าภาพในการประชุมประชาคมไซเบอร์ของกองทัพ ในวันที่ 30 มีนาคมนี้ โดยมี พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ รองเสนาธิการทหาร เป็นประธาน พร้อมด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)

พล.อ.ธารไชยยันต์ กล่าวว่า การประชุมประชาคมไซเบอร์ของกองทัพ  เป็นแนวคิดของการผนึกกำลัง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานด้านไซเบอร์ ในระดับวางแผนและระดับปฏิบัติการ  ได้มีโอกาสพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ประสบการณ์การทำงานและองค์ความรู้ต่างๆ จุดมุ่งหมายในการจัดตั้งประชาคมไซเบอร์ของกองทัพ เพื่อป้องกันตัวเองต่อภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่หน่วยทหารเท่านั้น ยังส่งผลกระทบไปสู่หน่วยงานอื่นทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน ที่จะต้องมาแสวงหาความร่วมมือกันในการป้องกัน เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2558 และขยายความร่วมมือยกระดับให้เป็นประชาคมไซเบอร์ระดับชาติ

ก่อนหน้านี้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยผลสำรวจ ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ปี 2558 พบว่า ประเทศไทย ติดปัญหาภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากสถิติ เป็นการเจาะหน้าเว็บของหน่วยงานภาครัฐ สูงถึงร้อยละ  81.56  ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงไอซีที ระบุ ประเทศไทยถูกภัยคุกคามไซเบอร์เป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย โดย แบ่งการกระทำโดยกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีต่างๆ เช่น กลุ่มอาชญากรรมทางไซเบอร์ กลุ่มก่อการร้าย  กลุ่มมิจฉาชีพ  กลุ่มนิรนาม  รวมถึงกองกำลังไซเบอร์

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งประชาคมไซเบอร์ของกองทัพ  นับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่อระดมสรรพกำลังให้เป็นประชาคมไซเบอร์ระดับชาติ เพื่อให้ประเทศไทยจะมีความพร้อมในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับที่สูงขึ้นไป รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการเชิงรุก เพื่อใช้เป็นกำลังอำนาจที่ไม่มีตัวตนในการปฏิบัติการบนโลกไซเบอร์

เทิดพระเกียรติ‘ในหลวง’90พรรษาทร.ต่อเรือตรวจการณ์ไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160310/223889.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม 2559
เทิดพระเกียรติ‘ในหลวง’90พรรษาทร.ต่อเรือตรวจการณ์ไกล

เทิดพระเกียรติ‘ในหลวง’90พรรษาทร.ต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่2 : ตะลุยกองทัพ โดยจิตราภรณ์ เสนวงศ์

           กว่า 1,000 วันกับภารกิจต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่ 2 ของกองทัพเรือ ไม่เพียงแต่จะเป็นการพัฒนากำลังรบตามยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือ เพื่อรองรับการปฏิบัติการทางทหาร ในการป้องกันประเทศและช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้มีขีดความสามารถในการลาดตระเวน ตรวจการณ์รักษาฝั่ง ป้องกันการแทรกซึมทางทะเล คุ้มครองเรือประมง ตลอดจนการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเท่านั้น

แต่ยังเป็นโครงการเทิดพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 90 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2561 ภายหลังกองทัพเรือประสบความสำเร็จในการต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำแรกมาแล้ว คือ เรือหลวงกระบี่ เมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นการขยายแบบและรูปทรง จากเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.991 และ ต.994 ตามพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนมาถึงเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่ 2 มีกรอบเวลาในการดำเนินการปี 2559–2561 ใช้งบประมาณกว่า 5 พันล้านบาท

พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะโฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า พระองค์ท่านทรงพระปรีชาสามารถและทรงริเริ่มการต่อเรือ พร้อมพระราชทานแนวทางการต่อเรือ ต.91 เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง กับกรมอู่ทหารเรือในสมัยนั้น และกองทัพเรือได้พัฒนาแบบมาจากเรือ ต.91-เรือ ต.99 จนมาเป็น เรือ ต.991-เรือ ต.994

“ในสมัย พล.ร.อ.สามภพ  อัมระปาล ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.ร.อ.สุรินทร์ เริงอารมณ์ เสนาธิการทหารเรือ ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านรับสั่งว่ากองทัพเรือควรจะต่อขยายแบบขึ้น จึงเป็นที่มาของชุดเรือหลวงกระบี่ และกำลังจะต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่ 2 โดยจะแล้วเสร็จในปี 2561 ซึ่งจะตรงกับวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 90 พรรษา” พล.ร.ท.จุมพล กล่าว

ทั้งนี้ กองทัพเรือได้ลงนามในสัญญาซื้อขายแบบเรือและพัสดุ กับ บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงกลาโหม โดยใช้แบบเรือของเรือหลวงกระบี่ มีต้นแบบมาจากแบบเรือของบริษัท BAE Systems Ships จำกัด จากประเทศอังกฤษ เป็นแบบพื้นฐานในการปรับปรุงแบบเรือและการส่งมอบพัสดุ

ในขณะที่ อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ จะดำเนินการประกอบตัวเรือ การต่อบล็อกเรือ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์และระบบต่างๆ ของเรือ และกรมสรรพาวุธทหารเรือจะดำเนินการในส่วนของระบบอาวุธ โดยใช้ศักยภาพและความรู้ความสามารถของกำลังพลกองทัพเรือ ในการดำเนินการติดตั้ง ทดสอบ ซึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกับเรือหลวงกระบี่ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและการพึ่งพาตนเอง

อย่างไรก็ตาม เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ลำที่ 2 นอกจากจะติดตั้งปืนหลักและปืนรองเช่นเดียวกับเรือหลวงกระบี่แล้ว ยังได้ติดตั้งระบบอาวุธปล่อยนำวิถี พื้นสู่พื้นแบบฮาร์พูน ซึ่งเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีที่มีสมรรถนะและความแม่นยำสูง เพิ่มขีดความสามารถในการดูแลปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศได้ครบรอบด้านมากยิ่งขึ้น

ต่อไม่ต่อ‘อนุสัญญาออตตาวา’รอบ3กู้ทุ่นระเบิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160303/223471.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม 2559
ต่อไม่ต่อ‘อนุสัญญาออตตาวา’รอบ3กู้ทุ่นระเบิด

ต่อไม่ต่อ‘อนุสัญญาออตตาวา’รอบ3กู้ทุ่นระเบิด : ตะลุยกองทัพ โดยจิตราภรณ์ เสนวงศ์

             การผลักดันศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ศูนย์บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ ด้านปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ในภูมิภาคอาเซียน ตามนโยบายของ พล.ท.วิทยา วชิรกุล ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ผ่านการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา ที่มองว่าไทยมีความแข็งแกร่งและมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้

ภายหลังจากไทยได้ลงนามพันธกรณีในอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือ อนุสัญญาออตตาวา ณ กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 มีอายุสัญญา 10 ปี และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2542 เพื่อเก็บทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่ 2,560 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 27 จังหวัดของไทย ในห้วงเวลาที่กำหนด

แต่การดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ จนทำให้ไทยต้องต่อ อนุสัญญาออตตาวา อีกเป็นครั้งที่ 2 โดยต้องเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดในประเทศไทยให้แล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2561 ก่อนที่สัญญาจะหมดอายุอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้เหลือพื้นที่เสี่ยงประมาณ 450 กว่าล้านตารางเมตรใน 14 จังหวัด

พล.ท.วิทยา กล่าวว่า ขณะนี้มีสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีความสนใจและเดินทางมาดูงาน สำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้แล้วเสร็จก่อนที่จะหมดอายุสัญญานั้น เรากำลังเร่งดำเนินการ โดยในปีนี้ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จ 6 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน สระแก้ว ชุมพร และยะลา

ในขณะที่สหรัฐถือเป็นผู้ให้การสนับสนุนเงินทุนในการดำเนินการจำนวน 525 ล้านบาท เมื่อ ค.ศ.2000 และล่าสุดเตรียมส่งยุทโธปกรณ์ คือ รถเก็บกู้ทุ่นระเบิดรุ่นใหม่ล่าสุดให้ไทยจำนวน 1 คัน ในวันที่ 14 มีนาคมนี้ เตรียมที่จะนำไปใช้ปฏิบัติงานครั้งแรกใน จ.สระแก้ว

นายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวว่า ไทยเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดกับสหรัฐที่ต้องทำงานร่วมกัน เพราะเป็นประเทศพัฒนาในเรื่องการเก็บกู้วัตถุระเบิด ในขณะที่สหรัฐจะสนับสนุนยุทโธปกรณ์ ต่อไปไทยจะกลายเป็นพื้นที่ทดสอบเทคนิคใหม่ๆ และจะได้นำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ในสถานที่จริงต่อไป ยืนยันว่าการที่ไทยมีรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ไม่ได้เป็นเหตุผลทำให้สหรัฐชะลอการช่วยเหลือ เพราะเป็นเรื่องมนุษยธรรม

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอแนวทางหากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดไม่แล้วเสร็จตามสัญญาว่า ควรจะมีการต่ออนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 3 โดยนายกรัฐมนตรี ลงนามตั้งคณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมแห่งชาติ เพื่อยื่นเรื่องขอต่อสัญญาภายในปีนี้ หรือจะทุ่มงบประมาณ บุคลากร เทคโนโลยี เพื่อเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา

เสียงคนชนชั้นกลาง20เปอร์เซ็นต์ชี้ชะตาประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223082.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559
เสียงคนชนชั้นกลาง20เปอร์เซ็นต์ชี้ชะตาประชามติ

เสียงคนชนชั้นกลาง20เปอร์เซ็นต์ ชี้ชะตาประชามติ : ตะลุยกองทัพ โดยจิตราภรณ์ เสนวงศ์

           สถานีสร้างการรับรู้ ณ ค่ายฝึกภาคสนามของนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) เขาชนไก่ จ.กาญจนบุรี ที่หวังผลิต นศท.ทั้งชายและหญิง ให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตลอดจนการให้ความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ และการออกเสียงลงประชามติ ในโครงการ “รด.จิตอาสา” ตามนโยบาย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก

โดยกำหนดห้วงการฝึกไว้ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม–5 มีนาคม 2559 นี้ โดยมีนักศึกษาวิชาทหารเข้ารับการฝึกจำนวนทั้งสิ้น 69,552 นาย แบ่งเป็น นศท.ชั้นปีที่ 2 และ 3 จากส่วนกลาง จาก กรุงเทพฯ ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี สมุทรสาคร และสมุทรปราการ นอกเหนือจากนี้จะทำการฝึก ณ มณฑลทหารบกที่เป็นต้นสังกัด และนศท.ชั้นปีที่ 4 และ 5 จากทั่วประเทศ ทำการอบรมวันละ 2 ชั่วโมง

สำหรับหลักสูตรการฝึกประกอบด้วย 3 วิชาหลัก คือ 1.ชีวิตกับการเมือง โดยให้ นศท.อธิบายการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน 2.ต้นไม้ประชาธิปไตย มี 6 หลัก คือ สิทธิเสรีภาพ, ความเสมอภาค, ภราดรภาพ, หลักการอำนาจอธิปไตยของปวงชน, หลักเหตุผล, หลักนิติธรรม และ 3.พลเมืองดีวิถีประชาธิปไตย สอนความแตกต่างระหว่างพลเมืองกับประชาชน การสร้างพลเมืองดีตามหลักสากล และพลเมืองไทยใครควรสร้าง

หลังจากการฝึกเสร็จสิ้น นศท.จะได้รับมอบภารกิจ ผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ทยอยลงพื้นที่ไปทำกิจกรรมการให้ความรู้และการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธ์ลงประชามติ โดยไม่ให้ชี้นำ และตั้งเป้าให้มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ 80% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนทั้งหมด

“ประเทศกำลังมีปัญหามากมาย นศท.ทุกคนที่ได้รับความรู้จากที่นี่ ถือว่ามีบทบาทในการทำความเข้าใจกับประชาชน และในอนาคตที่จะมีการปฏิรูปประเทศ มีรัฐธรรมนูญที่จะเป็นประชาธิปไตย ท่านถือเป็นส่วนสำคัญที่จะไปรณรงค์ให้เกิดประชามติ บอกให้ประชาชนออกมากันมากๆ เพื่อให้เห็นว่าเสียงส่วนใหญ่ของประเทศต้องการอะไร เราไม่ต้องการไปชี้นำว่าจะประชามติได้หรือไม่ได้ แล้วแต่ว่าจะทำอย่างไร จะเลือกอย่างไร แล้วแต่ประชาชนคนไทย” พล.อ.ธีรชัย กล่าว

จากการวิเคราะห์ผู้มีสิทธิ์ลงประชามติทั่วประเทศประมาณ 60% คิดเป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย 17 ล้านเสียง และเป็นฐานเสียงที่ไม่เอาพรรคเพื่อไทย 14 ล้านเสียง ดังนั้น นศท.ชั้นปีที่ 3 ปีที่ 4 และปีที่ 5 ซึ่งส่วนใหญ่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย และเป็นครอบครัวที่มาจากชนชั้นกลาง ประมาณ 20% น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่น้อย

ทบ.ผลิตจรวดหลายลำกล้องนำวิถีรุ่นDTI-1Gเสริมเขี้ยวเล็บใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160218/222677.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559
ทบ.ผลิตจรวดหลายลำกล้องนำวิถีรุ่นDTI-1Gเสริมเขี้ยวเล็บใหม่
ทบ.ผลิตจรวดหลายลำกล้องนำวิถีรุ่นDTI-1Gเสริมเขี้ยวเล็บใหม่
ทบ.ผลิตจรวดหลายลำกล้องนำวิถีรุ่นDTI-1Gเสริมเขี้ยวเล็บใหม่
ทบ.ผลิตจรวดหลายลำกล้องนำวิถีรุ่นDTI-1Gเสริมเขี้ยวเล็บใหม่
ทบ.ผลิตจรวดหลายลำกล้องนำวิถีรุ่นDTI-1Gเสริมเขี้ยวเล็บใหม่

ทบ.ผลิตจรวดหลายลำกล้องนำวิถีรุ่นDTI-1Gเสริมเขี้ยวเล็บใหม่ : ตะลุยกองทัพ โดย… ทีมข่าวความมั่นคง

 

          นับเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ หรือ สทป. ที่เป็นองค์กรมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงกลาโหม โดยมี พล.อ.สมพงศ์ มุกดาสกุล เป็น ผอ.สปท.ในการผลิตต้นแบบระบบจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถี DTI-1G ส่งมอบให้แก่กองทัพบก ผ่าน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานรับมอบ เพื่อนำเข้าประจำการ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 712 จ.ลพบุรี
          สำหรับจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถี DTI-1G ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากต้นแบบจรวดหลายลำกล้องแบบไม่นำวิถี DTI-1 ที่มีระยะยิงไกล 180 กม. และเป็นโครงการแรกของ สปท.โดยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศจีนทั้งสองแบบก่อนจะส่งมอบให้กองทัพบกนำไปใช้เมื่อปี 2554 และประสบปัญหายิงไม่ตรงเป้า จึงมีการปรับแก้ในด้านเทคนิคจนสามารถใช้งานได้ ก่อนจะพัฒนามาเป็น DTI-1G
          โครงการวิจัยและพัฒนาจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถี DTI-1G ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือวิจัยและพัฒนาระบบจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถี ระหว่างกองทัพบก และ สทป. เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2556 เพื่อส่งมอบจำนวน 3 ระบบ ให้กองทัพบกนำไปทดลองใช้งาน ภายหลังสภากลาโหมได้มีมติเห็นชอบแผนการพัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยเทคโนโลยีจรวดและอาวุธนำวิถีของ สทป.
          เนื่องจากกองทัพไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการจัดหาจรวดและอาวุธนำวิถีเข้าประจำการอยู่จำนวนหนึ่ง เพราะถือเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีบทบาทในการสงครามและการป้องกันประเทศเชิงรุก เนื่องจากมีระยะยิงไกล มีอำนาจการทำลายล้าง และมีความแม่นยำสูง แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ตามแผนการเสริมสร้างกำลังกองทัพ อีกทั้งเป็นอาวุธที่มีเทคโนโลยีสูง การปรนนิบัติรักษา และซ่อมบำรุงมีความซับซ้อน ขณะที่อำนาจการรบของประเทศรอบบ้านมีการพัฒนายุทโธปกรณ์จรวดที่มีศักยภาพสูงและเพิ่มจำนวนมากขึ้น
          ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านยุทโธปกรณ์ของกองทัพ เสริมอำนาจการยิงของกองทัพให้เพียงพอแก่การป้องกันตนเอง ซึ่งการพัฒนาจรวดและอาวุธนำวิถีที่พัฒนาโดยหน่วยงานวิจัยของไทยเข้าประจำการ จะทำให้กองทัพไทยสามารถพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์และดุลยภาพความมั่นคงของชาติ รวมทั้งเป็นอำนาจต่อรองในการเจรจากรณีเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

 

ทอ.เฟ้นหานักบินลำเลียงหญิงอุดสมองไหล-ค่าตอบแทนสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222225.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559
ทอ.เฟ้นหานักบินลำเลียงหญิงอุดสมองไหล-ค่าตอบแทนสูง

ทอ.เฟ้นหานักบินลำเลียงหญิง อุดสมองไหล-ค่าตอบแทนสูง : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง

             โครงการผลิตนักบินหญิงลำเลียงกองทัพอากาศ เพื่อสร้างความเสมอภาคระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง ภายใต้ความคิดริเริ่มของ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่เล็งเห็นถึงขีดความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงานของผู้หญิงที่มีไม่ด้อยกว่าผู้ชาย จึงสั่งการให้กรมยุทธการกองทัพอากาศ จัดทำโครงการดังกล่าว เพื่อคัดเลือกผู้หญิงเข้ารับราชการทหารอากาศ สังกัดเหล่านักบิน และเตรียมชงเรื่องให้กระทรวงกลาโหมอนุมัติ

พล.อ.อ.ตรีทศ กล่าวว่า ขณะนี้โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการศึกษาคุณสมบัติ ว่าถ้ากองทัพอากาศมีนักบินหญิงแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะประเทศเพื่อนบ้านก็มีนักบินหญิงที่สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เช่นสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ โดยจะทำเรื่องขออนุมัติจากกระทรวงกลาโหมเพื่อทำโครงการนำร่องขึ้นมาช่วงระยะหนึ่ง คาดว่าปีนี้จะเป็นผลเป็นรูปเป็นร่างและจะรับนักบินหญิงประมาณ 5 คน ส่งไปฝึกกับกองบินต่างๆ เพื่อจะได้รู้ว่าสามารถปรับตัวใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายได้หรือไม่ และประมาณ 2-3 ปี จะประเมินผลว่าถ้ามีการรับนักบินหญิงเข้ามาทำงานกับกองทัพจะเป็นอย่างไร รวมถึงผลกระทบและข้อขัดข้อง หากโครงการดังกล่าวเป็นไปได้ด้วยดีก็จะดำเนินการต่อในระยะยาว

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังเป็นการเตรียมแผนรองรับปัญหานักบินลำเลียงสมองไหลในระยะยาว เนื่องจากอุตสาหกรรมการบินของประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงทำให้สูญเสียนักบินลำเลียงให้แก่ภาคอุตสาหกรรมการบินพอสมควร โดยปีหนึ่งกองทัพอากาศสามารถผลิตนักบินได้ประมาณ 48 คน และจะสูญเสียนักบินประมาณ 10 คน คาดว่าในอนาคตจะมีตัวเลขสูงกว่านี้

พล.อ.อ.ตรีทศ กล่าวยอมรับว่าขณะนี้กองทัพอากาศประสบปัญหาเรื่องนักบินสมองไหล เพราะค่าตอบแทนจากภายนอกที่สูงกว่า เป็นแรงดึงดูดทำให้เราเสียนักบินเก่งๆ ให้แก่ภาคอุตสาหกรรมการบินของประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากมีนักบินหญิงเข้ามาช่วยกองทัพอากาศอีกแรงก็จะเป็นเรื่องดี แทนที่จะเสียนักบินไปเพียงอย่างเดียว เราจะมีคนข้างนอกมาช่วยงาน

พยายามปลูกฝังให้นักบินชายและหญิงมีความภูมิใจในความเป็นนักบินของกองทัพอากาศ และพยายามที่จะให้สวัสดิการความจำเป็นพื้นฐานให้เพียงพอมาช่วยงาน

“ผมมองว่าถ้าเขามีความภูมิใจ แต่ไม่ต้องการเงินเดือนที่มากขึ้น เขาก็จะอยู่กับกองทัพอากาศ อีกทั้งต้องให้ความยุติธรรมในเรื่องเส้นทางการรับราชการของพวกเขาต้องมีความชัดเจน หากเขาพอใจแม้อยู่กับกองทัพอากาศเงินเดือนจะน้อย แต่ก็มีความสุขในการทำงาน คิดว่าเขาจะอยู่กับเราเพื่อช่วยพัฒนากองทัพต่อไป” พล.อ.อ.ตรีทศ กล่าว

โครงการผลิตนักบินหญิงลำเลียงของกองทัพอากาศ แม้ยังอยู่ในระยะศึกษาและทดลอง แต่หากได้รับการฝึกฝนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งเชื่อว่าในเวลาไม่นาน นักบินลำเลียงหญิงก็จะเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศต่อไป

อาเซียนลงมติแพทย์ทหารบกไทยเป็นศูนย์กลางบรรเทาภัยพิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160204/221775.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559
อาเซียนลงมติแพทย์ทหารบกไทยเป็นศูนย์กลางบรรเทาภัยพิบัติ

อาเซียนลงมติแพทย์ทหารบกไทย เป็นศูนย์กลางบรรเทาภัยพิบัติ : ตะลุยกองทัพ โดยจิตราพร เสนวงศ์

            ถือเป็นก้าวสำคัญของกรมแพทย์ทหารบก ครบรอบการก่อตั้ง 116 ปี ในการยกระดับกิจกรรมด้านการแพทย์ โดยการจัดตั้งศูนย์การแพทย์ทหารอาเซียน (ASEAN Center of Military Medicine) ที่ประกอบด้วยตัวแทนด้านการแพทย์จาก 10 ประเทศอาเซียน อาทิ ไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมาร์

ศูนย์การแพทย์ทหารอาเซียน จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในอาเซียนและนอกภูมิภาค เพื่อบูรณาการและให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ ตลอดจนโรคภัยไข้เจ็บ การแพร่ระบาดของโรคใหม่ๆ นำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประเทศในสมาชิกอาเซียน จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือและแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม โดยอาศัยร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ

ด้าน พล.ท.ไตรโรจน์ ครุธเวโช เจ้ากรมแพทย์ทหารบก กล่าวว่า รูปแบบของศูนย์การแพทย์ทหารอาเซียน จะมีลักษณะเป็นการประสานงานจากตัวแทนด้านการแพทย์ 10 ประเทศ ที่จะถูกส่งมาประจำศูนย์ดังกล่าว คล้ายกับการทำงานขององค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น

“การจัดตั้งศูนย์การแพทย์ทหารอาเซียน เพื่อสร้างระบบการทำงานด้านการช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย ถือเป็นเรื่องใหญ่ และประเทศไทยเองจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องการแพทย์ เพราะประเทศไทยได้รับการยอมรับจาก 10 ประเทศอาเซียน ให้เราเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน และในปี 2559 จะมีการฝึกร่วมด้านการแพทย์ทหารกับด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ ครั้งใหญ่ที่ประเทศไทยเพื่อทดสอบศูนย์ฝึกดังกล่าว ซึ่งได้รับการตอบรับจากทุกประเทศ” พล.ท.ไตรโรจน์ กล่าว

พล.ท.ไตรโรจน์ กล่าวอีกว่า พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ได้เน้นย้ำให้เตรียมความพร้อม ทั้งการฝึกซ้อมช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย การใช้ภาษา ซึ่งไม่ใช่เฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น เราจะต้องฝึกคนให้มีความรู้ด้านภาษาของแต่ละประเทศด้วย

อย่างไรก็ตาม แนวคิดการจัดตั้งศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน ได้รับการลงนามเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ครั้งที่ 9 ที่ประเทศมาเลเซีย โดยให้กระทรวงกลาโหมไทยเป็นประธานร่วมคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทหารกับกระทรวงกลาโหมสหพันธรัฐรัสเซีย ในการรับมือต่อสถานการณ์วิกฤติและภัยคุกคาม ซึ่งประเทศสมาชิกในอาเซียนได้ให้ความเห็นชอบให้ไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ทหาร

โครงการประชารัฐร่วมใจฯเข็มทิศมุ่งดับไฟใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160128/221356.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2559
โครงการประชารัฐร่วมใจฯเข็มทิศมุ่งดับไฟใต้

โครงการประชารัฐร่วมใจฯเข็มทิศมุ่งดับไฟใต้ : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง

             โครงการประชารัฐร่วมใจสร้างอำเภอสันติสุข ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ที่นำนโยบายประชารัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการดึงประชาชนทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะกลุ่มที่หวาดระแวง ไม่เชื่อมั่นและเห็นต่างจากรัฐ ให้เข้ามาช่วยกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา เพื่อยุติสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภายในปี 2559 นี้

โดย พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้นำบทเรียนการแก้ไขปัญหาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในห้วง 12 ปี มาวิเคราะห์ถึงนโยบายและแบบแผนการปฏิบัติงานในทุกๆ เรื่อง แม้ว่าทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่โครงสร้างปัญหาก็ยังคงอยู่ จึงมองว่าสาเหตุสำคัญน่าจะมาจากวิธีการและวัฒนธรรมการทำงานของภาครัฐ ที่ทำให้จบเป็นปี เป็นโครงสร้างการไม่ได้วางเข็มมุ่งในการยุติสถานการณ์

จึงเป็นที่มาของ การปรับวิธีการ และ วัฒนธรรมการทำงาน ใช้งานการทหารและการมีส่วนร่วมของประชาชนควบคุมพื้นที่ สกัดกั้นการก่อเหตุของผู้เห็นต่างควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนแนวคิด ทัศนคติของผู้หวาดระแวงและต่อต้านรัฐบาลจากลบมาเป็นบวก ก่อนจะนำเข้าสู่โครงการพาคนกลับบ้านและใช้งานพัฒนา ช่วยเหลือประชาชนเป็นเครื่องมือร้อยรัดความคิดและจิตใจของประชาชนให้อยู่กับฝ่ายรัฐบาล

โดยในห้วงแรก โครงการประชารัฐร่วมในสร้างอำเภอสันติสุข ถูกนำไปใช้ใน 5 อำเภอนำร่อง ประกอบด้วย อ.เจาะไอร้อง อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส อ.ยะหา จ.ยะลา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และ อ.นาทวี จ.สงขลา และหากการดำเนินการประสบความสำเร็จจะขยายการดำเนินการให้ครบทั้ง 37 อำเภอ

ขณะที่ พล.ท.เรืองศักดิ์ สุวรรณนาคะ แม่ทัพน้อยที่ 4 กล่าวว่า ภาพรวมของสถานการณ์ความรุนแรงลดลง 60% โดยการทำงานเน้นการปฏิบัติงานเพื่อไม่ให้เกิดเงื่อนไขในพื้นที่ หากมีข้อสงสัยหรือความหวาดระแวงต้องรีบชี้แจงประชาชนในพื้นที่รับทราบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ สำหรับท่าทีของประชาชนในพื้นที่ปฏิเสธความรุนแรงมากขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้การทำงานของเรามีความคืบหน้ามากยิ่งขึ้น

“สิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจว่า โครงการดังกล่าวจะนำไปสู่การยุติสถานการณ์ความรุนแรงได้ในปี 59 นั้น คือการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ถือเป็นไฮไลท์สำคัญและเป็นหลักที่ใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานมากกว่าการใช้กำลังทหาร เพราะกำลังของประชาชน 2 ล้านคนในพื้นที่ มีความสำคัญมาก หากไม่สนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง หรือผู้ที่มีแนวคิดสุดโต่ง เชื่อว่าการสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แน่นอน” แม่ทัพน้อยที่ 4 กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โครงการประชารัฐร่วมใจสร้างสันติสุขอำเภอ ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยจะใช้เวลา 2 เดือน นับตั้งแต่มกราคม-กุมภาพันธ์ ในการสำรวจข้อมูล ทัศนคติต่อรัฐ ความเดือดร้อนและต้องการของประชาชน ก่อนจะนำข้อมูลมาจัดระเบียบ และจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำโครงการงบประมาณเข้าดำเนินการ

สำหรับระยะที่ 2 จะใช้เวลา 4 เดือน คือ มีนาคม-มิถุนายน เพื่อดำเนินการควบคุมพื้นที่ ควบคุมคน งานการเมือง การพัฒนา การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

ส่วนระยะที่ 3 ใช้เวลา 2 เดือน กรกฎาคม-สิงหาคม ในการขยายผลการดำเนินการไปสู่การจัดตั้งกลุ่มมวลชนฝ่ายรัฐ จัดตั้งครอบครัวคุณธรรม หมู่บ้านสันติสุข ตำบลสันสุข และอำเภอสันติสุข ตามลำดับ..!!

เหล่าทัพเตรียมแผนกู้วิกฤติภัยแล้ง59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160121/220879.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2559
เหล่าทัพเตรียมแผนกู้วิกฤติภัยแล้ง59

เหล่าทัพเตรียมแผนกู้วิกฤติภัยแล้ง59 : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง

           ถือเป็นข้อกังวลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2559 ซึ่งคาดว่าจะมีความรุนแรงและเกิดขึ้นเร็วในหลายพื้นที่ จนส่งผลกระทบต่อประชาชนขาดแคลนน้ำอุปโภคและบริโภค ตลอดจนถึงน้ำในภาคเกษตรนานกว่าปีที่ผ่านมา จึงได้สั่งการให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานของภาครัฐ ตลอดจนถึงกองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพ ให้ร่วมกันบูรณาการ เตรียมพร้อมในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดความพอเพียง และไม่ให้เกิดภาพประชาชนแย่งน้ำเหมือนเช่นที่ผ่านมา

ในส่วนของกองทัพไทย พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มอบหมายให้หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา รับผิดชอบขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล 579 แห่งในพื้นที่ภัยแล้งและดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคในพื้นที่ต่างๆ นอกเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา 1,042 แห่ง โดยการดำเนินการทั้งหมดคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 เพราะคาดว่าจะมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก

ขณะที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ได้ดำเนินโครงการแก้ปัญหาภัยแล้งเร่งด่วน 164 โครงการ จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินโครงการแก้มลิง 24 แห่งในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.หนองคาย จ.บึงกาฬ จ.นครพนม และจ.มุกดาหาร ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2559 เช่นกัน นอกจากนี้ในส่วนของการขุดบ่อขนมครก ในพื้นที่ 18 จังหวัดภาคอีสาน ได้เร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นในสิ้นเดือนมกราคมนี้ สำหรับกองทัพ 4 ภาค ได้สำรวจและกำจัดผักตบชวาในแหล่งน้ำ แม่น้ำ ลำคลองสาธารณะในพื้นที่รับผิดชอบทั่วประเทศ โดยกำหนดกรอบเวลาให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 มีนาคมนี้

ด้านกองทัพเรือ แม้ว่าพื้นที่ที่รับผิดชอบทั้ง 7 ศูนย์ของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ ไม่ใช่พื้นที่ประสบภัยแล้งซ้ำซาก แต่ พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้สั่งการให้ทั้ง 7 ศูนย์ของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ เร่งสำรวจข้อมูลเพื่อกำหนดพื้นที่เสี่ยงจะประสบภาวะภัยแล้ง ทั้งในส่วนทัพภาคเรือ 1, 2 และ 3 ฝั่งชายทะเลอ่าวไทยทั้งตอนบนและล่าง รวมถึงฝั่งอันดามัน หน่วยปฏิบัติการจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.นราธิวาส กองกำลังจันทบุรี-ตราด และหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง พร้อมทั้งเตรียมการเข้าช่วยเหลือให้ทันท่วงที

กองทัพอากาศ โดย พล.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้สั่งเตรียมพร้อมในการสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงโดยใช้เครื่องบิน 3 แบบคือ 1.บีที-67 เป็นการทำฝนหลวงในเมฆชั้นต่ำ โดยให้การสนับสนุนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากมีการร้องขอ 2.เอยู-23เอ จ.ประจวบคีรีขะนธ์ 3.อัลฟ่าเจ็ต กองบิน 23 จ.อุดรธานี ในการทำฝนหลวงในเมฆชั้นสูง นอกจากนี้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ ได้ประสานไปยังศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทุกกองบิน ให้เตรียมน้ำอุปโภคบริโภคเพื่อแจกจ่ายประชาชนในพื้นที่ประสบภัย และสนับสนุนกำลังทหารหากมีการร้องขอขุดเจาะบ่อบาดาล

อย่างไรก็ตาม ทุกเหล่าทัพ ยังได้สั่งการให้หน่วยทหาร สนับสนุนกระทรวงมหาดไทยประสานกับส่วนราชการในท้องถิ่น เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในภาพรวมถึงแนวทางบริหารจัดการน้ำตามที่รัฐบาลกำหนด ควบคู่กับการตระหนักรู้และการใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญให้สามารถผ่านพ้นสถานการณ์ภัยแล้งไปด้วยกัน

รัฐบาลเดินหน้าหวังหลุด‘เทียร์3’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160114/220499.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2559
รัฐบาลเดินหน้าหวังหลุด‘เทียร์3’

รัฐบาลเดินหน้าหวังหลุด‘เทียร์3’ : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง

            การตั้งโต๊ะแถลงข่าวใน 2 ประเด็นหลักของรัฐบาล โดยความรับผิดชอบของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อชี้แจงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ และการทำทริปรีพอร์ตเตรียมส่งให้ประเทศสหรัฐอเมริกา ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายไร้การควบคุม (ไอยูยู) ในวันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมความพร้อมรับการตรวจจากคณะกรรมการสหภาพยุโรป (อียู) ที่จะเดินทางมาตรวจวันที่ 18-22 มกราคม นี้

การชี้แจงของ พล.อ.ประวิตร ได้เทน้ำหนักในเรื่องการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมการทำประมง ที่อยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์บัญชาการการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ภายหลังคณะกรรมการอียู ได้เพิ่มเติมโจทย์แก้ปัญหาอีก 2 ข้อ เมื่อเดือนตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา คือการใช้แรงงานในเรือประมงและแรงงานโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ พร้อมแสดงความห่วงใยว่า หากไม่เร่งแก้ไข การประเมินครั้งต่อไปไทยอาจจะถูกใบแดง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาการจัดอันดับการค้ามนุษย์

ปัจจุบัน พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะ ผบ.ศปมผ. ได้กำหนดนโยบายไว้อย่างชัดเจนตามการประกาศใช้พระราชกำหนดการประมง ปี 2558 ในการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ที่สำคัญกฎหมายลูกได้ร่างเรียบร้อย 52 ฉบับ สามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษา 31 ฉบับ เหลืออีก 21 ฉบับที่รอการประกาศ ส่วนการบังคับใช้กฎหมาย มีการตรวจเรือในน่านน้ำไทย ซึ่งสหภาพยุโรปกำหนดให้ตรวจ 220 ลำ หรือ 10% ของเรือทั้งหมด แต่สามารถตรวจได้ 317 ลำ คิดเป็น 144%

พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะผู้แทน ศปมผ. กล่าวว่า ขณะนี้การแก้ไขปัญหาของ ศปมผ. ตอบโจทย์ทุกข้อตามที่คณะกรรมการอียูได้ให้ไว้ อาทิ ความก้าวหน้าเรื่องที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับกฎหมาย แผนปฏิบัติการของชาติ แผนการต่อต้านของไอยูยูตามมาตรฐานสากล ที่ได้ออกเป็นกฎหมายไปแล้ว การบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามมาตรฐานต่างๆ การตรวจโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ การตรวจเรือประมงในทะเลทั้งในและนอกน่านน้ำ โดยเฉพาะการวางและพัฒนาระบบ เอ็มซีเอส วีเอ็มเอส การติดตั้งวีเอ็มเอสในเรือทั้งหมด การติดตามและตรวจสอบเรือประมงย้อนกลับ

“ขณะนี้ไม่มีการใช้แรงงานทาส แรงงานเด็กในระบบแรงงานประมงของไทยแล้ว และหากคณะกรรมการอียูพอใจการดำเนินการดังกล่าว ก็จะส่งผลต่อการพิจารณาการเลื่อนอันดับการค้ามนุษย์ไทย เพราะจะทำให้เห็นผลที่ชัดเจน และทำให้สหรัฐได้เห็นถึงความจริงใจในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ เชื่อว่าจะได้คะแนนเพิ่มแน่นอน” พล.ร.ท.จุมพล กล่าว

ถึงแม้ว่า การแก้ปัญหาแรงงานประมง ของ ศปมผ. จะไม่ใช่ทั้งหมดของการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในภาพใหญ่ ที่ครอบคลุมไปถึงการใช้แรงงานทุกอุตสาหกรรมของไทย การค้าประเวณี ฯลฯ แต่นั่นก็เปรียบเสมือนใบผ่านทาง ที่สร้างความหวังให้รัฐบาลในการปลดล็อกประเทศไทยหลุดจากเทียร์ 3