ผ่าพิภพ ‘สตูล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/491382

ผ่าพิภพ ‘สตูล’

โดย…กาญจน์ อายุ

 ไม่เคยไม่ได้อะไรกลับมา กับการเดินทางร่วมกับทีมกรมทรัพยากรธรณี อย่างครั้งนี้ที่ไปตามหาประวัติศาสตร์หลักร้อยล้านปีใน “สตูล” กับแหล่งฟอสซิลบนพื้นที่กว้างใหญ่ และถ้ำเลสเตโกดอนที่เป็นไฮไลต์ในมุมที่แปลกออกไป

ก่อนเข้าสู่เรื่องธรณีวิทยา ต้องขออัพเดทข่าวความคืบหน้าการผลักดันอุทยานธรณีสตูลให้เป็นอุทยานธรณีโลก โดยหลังจากวันที่ 8 พ.ย. 2559 ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้เสนออุทยานธรณีสตูลเป็นสมาชิกอุทยานธรณีโลกขององค์การสหประชาชาติ (ยูเนสโก) แล้ว วันนี้กำลังอยู่ในกระบวนการการตรวจสอบของยูเนสโก ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลอย่างเป็นทางการภายในปี 2561 และมีแนวโน้มว่าไม่น่าจะมีเรื่องเซอร์ไพรส์ให้ผิดหวัง

เขตข้ามกาลเวลาเขาโต๊ะหงาย

 

อุทยานธรณีโลก คือ พื้นที่รวมแหล่งและสภาพภูมิประเทศที่มีความสำคัญทางธรณีวิทยาระดับนานาชาติ โดยพื้นที่เหล่านี้จะได้รับการบริหารจัดการแบบองค์รวม ได้แก่ การอนุรักษ์ การให้การศึกษา และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปัจจุบันทั่วโลกมีอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก 120 แห่ง ใน 33 ประเทศ โดยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวน 4 แห่ง

ทั้งนี้ อุทยานธรณีสตูลได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2557 มีเนื้อที่ทั้งหมด 2,597 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ ทุ่งหว้า มะนัง ละงู และ อ.เมือง (ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา) มีแหล่งสำคัญทั้งหมด 69 แห่ง ประกอบด้วยแหล่งธรณี ซากดึกดำบรรพ์ แหล่งธรรมชาติ แหล่งโบราณคดี และวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ล่องคายักชมภายในถ้ำเลสเตโกดอน

 

โดยมี นายกโอเล่ย์-ณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า เป็นผู้อำนวยการอุทยานธรณีสตูลคนแรกกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งหากอุทยานธรณีสตูลได้เป็นสมาชิกอุทยานธรณีโลกจริง จะทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ และทำให้ทรัพยากรได้รับการปกป้องอย่างยั่งยืน

ถ้ำเลสเตโกดอน

ความหลากหลายในพื้นที่อุทยานธรณีสตูล แท้จริงแล้วมีสิ่งที่น่าสนใจมากมายแต่ที่ต้องกล่าวถึงเป็นแห่งแรกคงหนีไม่พ้น ‘ถ้ำเลสเตโกดอน’ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ถ้ำวังกล้วย สถานที่เจอฟอสซิลช้างสเตโกดอน อายุ 1.8 ล้านปี อันเป็นที่มาของการจัดตั้งอุทธยานธรณีสตูล

ทางเดินสู่เกาะลิดี

 

ถ้ำเลสเตโกดอนนับเป็นถ้ำลอดที่ยาวที่สุดที่ยังมีซากฟอสซิลสัตว์ทะเลมหายุคพาลิโอโซอิกฝังตามหินภายในถ้ำ หินย้อย และน้ำตกที่อยู่ภายใน โดยเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในปี 2551 ขณะที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังดำน้ำจับกุ้งอยู่ในถ้ำวังกล้วย ได้พบซากดึกดำบรรพ์ (ฟอสซิล) ลักษณะเป็นหินสีน้ำตาลไหม้ น้ำหนัก 5.3 กก. ยาว 44 ซม. สูง 16 ซม. ห่างจากปากทางเข้าถ้ำด้านหมู่บ้านคีรีวงประมาณ 1.6 กม.

จากการศึกษาพบว่า ฟอสซิลดังกล่าวเป็นซากกระดูกขากรรไกรพร้อมฟันกรามซี่ที่ 2 และ 3 ด้านล่างขวาของช้างดึกดำบรรพ์สกุลสเตโกดอน อายุประมาณ 1.8 -0.01 ล้านปีในยุคไพลสโตซีน และสันนิษฐานว่า ฟอสซิลช้างโบราณอาจถูกกระแสน้ำทะเลพัดพาเข้ามาในถ้ำ ซึ่งนับเป็นการค้นพบฟอสซิลสัตว์งวงแห่งแรกของภาคใต้

แว่นขยาย อุปกรณ์ดูฟอสซิลของนักธรณีวิทยา

 

นอกจากนี้ ภายในถ้ำเลสเตโกดอนยังสำรวจค้นพบฟอสซิลช้างโบราณสกุลเอลลิฟาส อายุ 1.1 ล้านปี ฟอสซิลแรดโบราณ 2 สกุล คือ เกนดาธิเรียมและคิโลธิเรียม และฟอสซิลอื่นๆ อีกกว่า 200 ชิ้น สตูลจึงเป็นแหล่งฟอสซิลที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย มีอายุประมาณ 500 ล้านปีมากกว่ายุคไดโนเสาร์

สำหรับนักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการเรือคายักของชาวบ้านในการล่องชมหินงอกหินย้อย ระยะทางประมาณ 2 กม. ตามสโลแกน “ตามหาหัวใจที่ปลายอุโมงค์” โดยปลายถ้ำสามารถทะลุออกทะเลอันดามัน ดังนั้นเมื่อออกจากถ้ำแล้วต้องนั่งเรือใหญ่ผ่านแนวป่าโกงเกงออกไปยังทะเลเพื่อกลับเข้าฝั่ง เส้นทางท่องเที่ยวถ้ำเลสเตโกดอนจึงทำให้เห็นความหลากหลายทางธรรมชาติและทางธรณีวิทยา ซึ่งจะทำให้เข้าใจว่าทำไมสตูลถึงควรค่าแก่การเป็นอุทยานธรณีโลก

ฟอสซิลในหินที่ฟอสซิลแลนด์

 

ฟอสซิลแลนด์

อุทยานธรณีท้องถิ่นที่กำลังจะก้าวสู่อุทยานธรณีระดับโลก ตอกย้ำความโดดเด่นด้านซากดึกดำบรรพ์ด้วยแหล่งฟอสซิลขนาดใหญ่ หรือ ฟอสซิลแลนด์ แผ่นดินยุคแรกเริ่มวิวัฒนาการของโลกเมื่อ 542-251 ล้านปีก่อนในมหายุคพาลิโอโซอิกสัตว์ทะเลและสิ่งมีชีวิต สาหร่ายดึกดำบรรพ์และภูเขาสาหร่าย ยุคก่อนที่จะมีสัตว์มีครีบเกิดขึ้นบนโลก ฟอสซิลแลนด์จึงไม่มีลักษณะเด่นที่เห็นด้วยตา แต่มันฝังอยู่ในพื้นดินแทบทุกตารางเมตร

อย่างสาหร่ายสโตมาโทไล บ้านป่าฝาง ห่างจาก อ.ละงู ประมาณ 6 กม. ลักษณะเป็นแหล่งธรณีวิทยาริมลำธารข้างถนนของบ้านป่าฝาง โดยพบชั้นหินปูนสีแดงยุคออร์โดวิเชียน (อายุประมาณ 470 ล้านปี) ที่มีซากดึกดำบรรพ์ของสาหร่ายสโตรมาโตไลท์ ลักษณะเป็นห้องขนาดเท่าๆ กันปรากฏชัดเจน และยังพบซากดึกดำบรรพ์ของปลาหมึกทะเลโบราณมีเปลือกหุ้มลำตัว หรือนอติลอยด์ (Nautiloid) 2 สายพันธุ์ และส่วนปล้องของพลับพลึงทะเลโบราณ (Crinoid stem)

น้ำตกธารปลิว

 

นอกจากนี้ ยังค้นพบสโตรมาโตไลท์ เขาแดง ในเขตพื้นที่บ้านท่าแลหลา นับเป็นแหล่งที่ค้นพบสโตมาโทไลต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสตูล โดยเขาแดงเป็นภูเขาหินปูนยุคออร์โดวิเชียน (อายุประมาณ 470 ล้านปี) พื้นที่อยู่บริเวณฝั่งตะวันตกของเขา จุดเด่นคือ ซากดึกดำบรรพ์ของสาหร่ายสโตรมาโตไลท์ในลักษณะเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ (Colony) แทรกอยู่ในเนื้อหินปูนกว้าง 4 เมตร ยาว 15 เมตร สูง 6 เมตร

ทั้งนี้ สาหร่ายสโตรมาโตไลท์มีความสำคัญต่อการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เพราะเป็นตัวสร้างออกซิเจนให้กับสิ่งมีชีวิตแรกเริ่มในยุคแคมเบรียน (500 ล้านปี) โดยในยุคก่อนหน้านี้ไม่มีออกซิเจนอิสระอยู่เลย การมีออกซิเจนขึ้นมาทำให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ใช้ออกซิเจนในที่สุด และมีจุดเด่นทางธรณีอีกอย่างคือ การแสดงลักษณะการสะสมตัวเป็นชั้นๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโดยฉับพลัน บ่งบอกสภาวะแวดล้อมโบราณซึ่งมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก

สาหร่ายสโตรมาโตไลท์ บ้านป่าฝาง

 

เกาะลิดี

ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติเกาะเภตราสามารถแบ่งแหล่งธรรมชาติออกเป็น 3 บริเวณ ได้แก่ บริเวณถ้ำหินปูน บริเวณหาดโคลนต้นลำพู และเกาะหว้าหิน

บริเวณเกาะลิดีเป็นพื้นที่ประกอบด้วยหินปูนสีเทาขาว และพบถ้ำขนาดเล็กมีความกว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 15 เมตร สูงประมาณ 3 เมตร ส่วนบริเวณหาดโคลนต้นลำพู จะพบรากต้นลำพูโผล่ขึ้นบนอากาศเป็นจุดเด่นด้านพฤกษศาสตร์ และส่วนบริเวณพื้นที่เกาะหว้าหินประกอบด้วยหินทรายตะกอนขนาดละเอียด การคัดขนาดดี สีเทาขาว มีความหนาของชั้นหินตะกอนขนาด 20-50 ซม. และมีสันทรายเชื่อมต่อระหว่างเกาะลิดีกับเกาะหว้าหิน (ทะเลแหวก) วางตัวเป็นทางเดินแนวเหนือ-ใต้ สะสมตัวเป็นความยาว 100 เมตร และบนเกาะหว้าหินยังพบซากดึกดำบรรพ์หลายชนิด เช่น แบรคิโอพอด (หอยตะเกียง) รูหนอน และฟอสซิลฟองน้ำ

การเดินทางไปเกาะลิดีต้องนั่งเรืออกจากฝั่ง อ.ละงู ไปประมาณ 5 กม. เป็นเกาะที่เงียบสงบ มีชายหาดโค้งยาว ทิวสน และป่าโกงกางขนาดใหญ่ โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินข้ามทะเลไปยังเกาะหว้าหินได้บนสันทรายที่จะเชื่อมถึงกันขณะที่น้ำทะเลลดเท่านั้น

ป่าโกงกางบนเกาะลิดี

 

นอกจากนี้ จากเกาะลิดีสามารถล่องเรือไปดูจุดข้ามภพที่ เขาโต๊ะหงาย ลักษณะเป็นผาหินสองสีแดงและเทา เรียกว่า ธรณีสองภพ ที่มาติดต่อกันโดยธรรมชาติซึ่งมีอายุห่างกันนับร้อยล้านปี

น้ำตกธารปลิว

นอกจากทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล สตูลยังมีน้ำตกสวยงามหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ น้ำตกธารปลิว อ.ทุ่งหว้า เป็นน้ำตกที่สวยงาม มีสายน้ำพวยพุ่งออกมาจากภูเขาต้นน้ำ ไหลลงบนแอ่งชั้นบนตกลงสู่แอ่งน้ำชั้นล่างและไหลมาบรรจบกันเป็นสายน้ำ

ด้านลักษณะธรณีวิทยา พบว่า เป็นน้ำตกที่พบในพื้นที่หินปูนยุคออร์โดวิเชียน (อายุประมาณ 470 ล้านปี) เนื้อหินมีสีเทาดำ มีหน้าผาหินปูนขนาดสูง 5 เมตร ยาว 50 เมตร และมีน้ำตกเล็กๆ สูง 1-2 เมตร กระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งเกิดจากการพอกตัวของคราบหินปูนและตะกอนแขวนลอยที่มากับน้ำ ทำให้เกิดลักษณะเป็นแอ่งน้ำคล้ายทำนบลดหลั่นกันลงมาอย่างสวยงาม รวมถึงมีการแสดงลักษณะการกัดเซาะของน้ำตรงหน้าผาน้ำตกทำให้มีลักษณะเป็นหินย้อยสวยงาม

แสงที่ปลายอุโมงค์หรือทางออกของถ้ำเลสเตโกดอน

 

ส่วนการเดินเท้าเข้าน้ำตกไม่ยาก เพราะมีทางเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าจนไปถึงตัวน้ำตกธารปลิว

อย่างไรก็ตาม ความหมายของคำว่า อุทยานธรณี ตามที่ยูเนสโกกำหนด หมายถึง พื้นที่หรือขอบเขตที่มีแหล่งซึ่งมีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 1 แหล่ง ไม่เฉพาะทางด้านธรณีวิทยา แต่ยังรวมถึงคุณค่าทางโบราณคดี นิเวศวิทยา หรือวัฒนธรรม โดยประเทศต่างๆ สามารถเสนอพื้นที่อุทยานธรณีของประเทศตนเองต่อยูเนสโก เพื่อขอจัดตั้งอุทยานธรณีและเป็นสมาชิกเครือข่ายอุทยานธรณีระดับโลกได้ โดยต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ คือ ต้องมีแหล่งธรณีวิทยาที่มีคุณค่าด้านโบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรม มีการบริหารจัดการและการอนุรักษ์อย่างมีบูรณาการ และมีการถ่ายทอดความรู้แก่ชุมชน

สำหรับประเทศไทยคงต้องรอลุ้นอุทยานธรณีสตูลให้เป็นอุทยานโลก หลังจากได้พัฒนาและผลักดันมาเนิ่นนาน จนถึงตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่นานก็จะรู้กันว่า “สตูล” สามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้วงการธรณีวิทยาในระดับโลก

สันทรายเชื่อมต่อระหว่างเกาะลิดีกับกาะหว้าหิน

 

 

 

อ่างศิลา นั้นหนามีดีกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 12:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/490377

อ่างศิลา นั้นหนามีดีกว่าที่คิด

โดย…กั๊ตจัง ภาพ Thiti Wannamontha

ทุกครั้งที่มีแผนเที่ยวหาดบางแสน เรามีกำหนดการพิเศษก่อนถึงหาดบางแสนก็คือแวะเที่ยวอ่างศิลา แหล่งขายครกหินและอาหารทะเลสดๆ เหตุผลก็ไม่ได้มีอะไรมากครับแค่อยากจะแวะมาซื้ออาหารทะเลราคาถูกชนิดที่เห็นแล้วต้องร้องว้าวกันเลยทีเดียว แต่เมื่อลองเดินอ่างศิลาไปเรื่อยๆ หลายคำถามก็เริ่มเกิดขึ้นในใจ ทำไมถึงชื่ออ่างศิลา ไม่เป็นครกศิลา เดินไปทางไหนก็มีแต่ครกหินชั้นดีที่ต้องมีทุกครัวเรือน จึงทำให้เราต้องค้นหาคำตอบกัน และทำให้เราพบว่าอ่างศิลานั้นมีอะไรมากกว่าที่เห็น

อ่างศิลาลือชื่อเรื่องครก

ต.อ่างศิลา ชื่อเดิมที่ชาวบ้านเรียกขานกันคือ อ่างหิน เพราะเป็นแหล่งหินชั้นดีของประเทศไทย ยังคงความหมายเดิมแต่ฟังเพราะขึ้น ยังไม่มีปีที่ระบุชัดเจนถึงการเปลี่ยนชื่อแต่คาดว่าน่าจะเปลี่ยนในช่วงรัชกาลที่ 4 ซึ่งหาดบางแสนนี้เป็นสถานที่พักตากอากาศของชาวกรุงมาช้านาน มีบันทึกหลักฐานบันทึกถึงชื่อ “อ่างศิลา” อย่างเป็นทางการ ในการบันทึกการเสด็จประพาสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประทับแรมที่ “อ่างศิลา” ลงลายพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 9 ม.ค. 2419

ส่วนสาเหตุที่ชื่ออ่างศิลานั้นเพราะมี อ่างศิลา นั่นเพราะมีแผ่นดินสูงเป็นลูกเนิน มีศิลาก้อนใหญ่ๆ เป็นศิลาดาดขนาดใหญ่ น้ำฝนไม่สามารถซึมผ่านได้ และมีอยู่ด้วยกันถึง 2 แห่ง ชาวบ้านมักจะใช้เป็นแหล่งน้ำยามฤดูแล้ง เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้สั่งการให้หลวงฤทธิ์ศักดิ์ชลเขตร ปลัดเมืองชลบุรี ก่อเสริมปากบ่อโดยรอบไม่ให้น้ำสกปรกไหลกลับเข้าบ่อหินกลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ให้กับชาวบ้านนั่นเอง ส่วนอ่างศิลาที่ว่านี้ ไม่มีปรากฏหลักฐานเด่นชัดว่าตั้งอยู่ที่ใดกันแน่ ถามชาวบ้านก็ไม่มีใครรู้ แต่เมื่อค้นประวัติหลังจากการสร้างก็พบว่าไม่ใช่เพียงเฉพาะอ่างที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เท่านั้น ยังมีบ่อน้ำที่ชาวบ้านขุดก่อกันขึ้นมาภายหลังอีกหลายแห่ง ด้วยพื้นที่บริเวณอ่างศิลาเต็มไปด้วยหินที่เหมาะกับการทำอ่างเก็บน้ำทำให้ไม่ทราบจุดที่ชัดเจน

ส่วนที่มาของครกหินนั้นเริ่มในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมีคนไทยเชื้อสายจีนนำเอาหินในพื้นที่มาสลักเป็นเครื่องโม่แป้งสำหรับทำขนม แล้วนำหินที่เหลือมาทำเป็นครกไว้ตำเครื่องประกอบอาหารและยาต่างๆ เพื่อส่งออกขายไปทั่วประเทศ รวมถึงส่งออกไปต่างประเทศด้วย แต่ทำไปทำมาน่าจะเป็นลูกจ้างที่รู้วิชาออกมาเปิดกิจการร้านขายครกหินอ่างศิลาของตัวเอง ปัจจุบันเราถึงได้เห็นอ่างศิลาเต็มไปด้วยร้านขายครกอย่างที่เห็น

จุดเด่นของครกอ่างศิลาที่รู้แล้วอยากจะซื้อกลับบ้านในทันทีก็คือ หินมีความแข็งแกร่งสูง ตำแล้วไม่เป็นทรายและมีสีขาวนวลหรือเหลืองอ่อน หรือช่างแกะสลักหินเรียก สีมันปู เมื่อยกขึ้นเข้าหาแสงแดดจะมีประกายเพชรเปล่งออกมา เป็นลักษณะพิเศษของอ่างศิลาของแท้และต้องมี 2 หู ผมนี่ฟังแล้วรีบหยิบครกหินที่บ้านมาส่องแดดดูว่ามีประกายเพชรเปล่งออกมาไหม

แต่ข่าวร้ายที่ทราบกันมานานแล้วก็คือหินในพื้นที่อ่างศิลานั้นได้หมดไปเมื่อประมาณปี 2558-2559 ว่ากันว่าชุดครกหินรุ่นสุดท้ายที่ทำจากหินอ่างศิลาแท้ๆ ความกว้าง 11 นิ้ว แกะสลักด้วยมือไม่ใช้เครื่องเจียร นั้นขายได้ลูกละ 2.5 หมื่นบาทกันเลยทีเดียว

ล่าสุดที่เราเดินสำรวจมาก็ยังขายกันอยู่เหมือนเดิมครับ รูปลักษณ์มีทั้งแบบดั้งเดิมคลาสสิกและแบบโมเดิรน์ ทรงเหลี่ยมลูกเต๋าและทรงกลมกระบอก เหมาะสำหรับบ้านยุคใหม่ ส่วนหินนั้นมีการนำหินแกรนิตจากที่พื้นที่อื่นมาทำ เท่าที่สังเกตก็ไม่พบความแตกต่างของเนื้อหินมากนัก เจ้าของร้านต่างๆ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณภาพใกล้เคียงหรือเทียบเท่าหินในพื้นที่แต่ราคาจะสูงขึ้นเพราะต้องบวกค่าขนส่งเข้าไปด้วย

จากตลาดขายครกหินไปที่สะพานปลาอ่างศิลา เวลาที่คุณตั้งพิกัดแผนที่ในแอพนำทางให้ใช้คำว่า “สะพานปลาอ่างศิลา” ถ้าใช้คำว่า “ตลาดอ่างศิลา” แผนที่จะนำทางเราไปตลาด 100 ปีอ่างศิลา ซึ่งเป็นคนละสถานที่แต่อยู่ใกล้ๆ กัน เป็นตลาดร้อยปีที่ดูใหม่มาก เรายังไม่ได้มีโอกาสแวะเดินเที่ยวเพราะหาที่จอดรถได้ยาก ครั้นจะให้จอดรถที่สะพานปลาแล้วเดินย้อนมา 2 กิโลเมตรก็คงไม่ไหว

เลือกอาหารทะลสดๆ ที่สะพานปลา

สะพานปลาอ่างศิลา เป็นท่าเทียบเรือประมง จำหน่ายสินค้าอาหารทะเลสดและแห้งได้รับความนิยมจากพ่อค้าแม่ค้าและนักท่องเที่ยวสะพานปลาอ่างศิลานั้น เริ่มมาจากในสมัยรัชกาลที่ 4 มีความต้องการท่าเทียบเรือเพื่อขนถ่ายสินค้าจากสำเภาจากประเทศจีน สะพานเทียบเรือนี้จึงสร้างขึ้นและเรียกว่า “สะพานหิน” แม้จะชื่อว่าสะพานหินแต่ก็ไม่ได้ทำมาจากหิน แต่ทำให้ยื่นยาวออกไปจากทะเลมากเป็นพิเศษเพื่อให้พ้นเขตหินใต้น้ำที่มีอยู่มากในบริเวณนั้น

ส่วนเรือชาวประมงของชาวบ้านก็อาศัยเทียบหาดหรือท่าเรือเล็กๆ ในบริเวณนั้น จนกระทั่ง ปี 2499 ได้เปลี่ยนเป็นสะพานปลาอ่างศิลา เพื่อขนถ่ายสินค้าอาหารทะเล สินค้าที่นี่จึงมีความสดยกขึ้นจากเรือมาเห็นๆ แถมราคาถูกกว่าซื้อในตลาดสดในกรุงเทพฯ อยู่ประมาณกิโลกรัมละ 50-100 บาท เช่นเราซื้อปูเนื้อที่ตลาดยิ่งเจริญที่ว่าถูกที่สุดแล้วประมาณกิโลกรัมละ 450 บาท ที่ตลาดสะพานปลาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 350-370 บาท ส่วนความสดไม่ต้องพูดถึงยังมีชีวิตกันอยู่ทุกตัวรับประกันความสดแน่ๆ

มาแต่ละครั้งหมดเงินไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท กับค่ากุ้ง หอย ปู ปลา ไม่ต้องถามเทียบกับการไปรับประทานอาหารทะเลที่ภัตตาคารหรือร้านอาหารริมทะเล เพราะถูกกว่ากัน 3 เท่าแน่ๆ แถมได้ของสดและครบกว่า ที่ชอบอยู่อย่างหนึ่งในตลาดนี้ก็คือ การเขียนป้ายของชื่อสินค้าและราคาที่ชัดเจน มือใหม่ที่ไม่สันทัดเรื่องชื่อวัตถุดิบแค่มีใบสั่งจาก ผบ.ทบ. (ผู้บัญชาการที่บ้าน) แล้วยื่นให้พ่อค้าทุกอย่างก็จบ

มีร้านรับปิ้ง ย่าง นึ่ง ขายน้ำจิ้มซีฟู๊ดเสร็จสรรพ ใช้เวลาประมาณ 15-30 นาทีรอรับสินค้า ใส่ถุงไปนั่งกินชิลๆ ที่หาดบางแสนต่อได้เลย แนะนำว่าหากเป็นไปได้ถ้ามาซื้อของช่วงประมาณ ตี 4 ถึง 6 โมงเช้า จะเป็นช่วงเวลาที่ของลงใหม่ๆ เป็นช่วงเวลาของพ่อค้าแม่ค้ามาเลือกซื้อไปขายตามตลาดสด คุณจะได้อีกราคาที่ถูกกว่า หลัง 6 โมงเช้าไปจะเป็นราคาของลูกค้าทั่วไปที่เดินทางเข้ามาซื้อก่อนไปเที่ยวหาดบางแสนและพัทยา แต่ก็ยังถูกกว่าซื้อตามตลาดสดอยู่ดี แต่ถ้าให้ดีควรมาไม่เกิน 10 โมงเช้า จะยังพอมีตัวเลือกดีๆ เหลืออยู่

สถานตากอากาศแห่งแรกของประเทศไทย 

อ่างศิลานี้ค่อนข้างจะมีประวัติความเป็นมาในช่วงรัชกาลที่ 3-5 อยู่พอสมควร เพราะตามประวัติแล้วอ่างศิลาเป็นสถานตากอากาศริมทะเลแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ มีการบันทึกการสร้างพลับพลาที่อ่างศิลา ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริว่า ที่ชายทะเล ต.อ่างศิลา เป็นที่อากาศดี จึงโปรดให้สร้างพลับพลาเป็นที่ประพาส 2 แห่ง ที่สวนอ่างศิลา และเขาสามมุก

กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จไปประพาสอ่างศิลาอีกหลายครั้ง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงสำเร็จราชการแผ่นดินในระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป ได้บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ เพราะเป็นพลับพลาที่พระองค์ท่านเสด็จไปบ่อยครั้ง แล้วพระราชทานนามตึกหลังใหญ่ว่า “ตึกมหาราช” ตึกหลังเล็กว่า “ตึกราชินี” ปัจจุบันตั้งอยู่ตรงข้ามตลาด 100 ปีอ่างศิลา ไว้โอกาสหน้าเราจะมาเล่าความถึงสถานตากอากาศแห่งแรกในประเทศไทยอย่างละเอียดอีกครั้ง

แต่ที่แน่ๆ อ่างศิลาที่เคยเป็นแค่ทางผ่านไปพัทยากับบางแสนนั้นเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และมีดีกว่าที่เราคาดคิดอย่างมาก หากมีโอกาสอย่าลืมมาแวะเที่ยวชมกันครับ รับรองว่าคุ้มไม่รู้สึกเสียเที่ยวอย่างแน่นอน

 

ปรากฏการณ์ระหว่างพัก ณ ทีซิกซ์ไฟว์ ฟีโนมินัล พัทยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 11:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/490241

ปรากฏการณ์ระหว่างพัก ณ ทีซิกซ์ไฟว์ ฟีโนมินัล พัทยา

โดย…นิทรา ราตรี

 แนวคิดในการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากองค์ประกอบของ “เวลา” เป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของโรงแรม ทีซิกซ์ไฟว์ ฟีโนมินัล พัทยา (TSIX5, Phenomenal) ทั้งรูปแบบของเวลา และการเฉลิมฉลองในแต่ละช่วงเวลาที่นำเสนอผ่านสีและการตกแต่งของห้องพักเสมือนเป็นตัวแทนของช่วงเวลาพิเศษใน 365 วัน

คาแรกเตอร์ของกลุ่มโรงแรมทีซิกซ์ไฟว์ทั้ง 3 แห่งในเมืองพัทยา ได้แก่ ทีซิกซ์ไฟว์ โฮเต็ล ทีซิกซ์ไฟว์ 365.25 ที่ได้เล่นดีไซน์เกี่ยวกับคำข้างขึ้นข้างแรม และล่าสุด ทีซิกซ์ไฟว์ ฟีโนมินัล ก็ได้นำปรากฏการณ์หรือฤดูกาลในหนึ่งปีมาใช้ในการดีไซน์ห้องพักทั้ง 270 ห้อง

 ห้องพักแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ คลับดีลักซ์ และห้องสูท ภายใต้การดีไซน์ 3 แบบคือ นีออน ใช้สีสันและแสงไฟเป็นตัวแทนของฤดูร้อน ไฮโดร ใช้หยดน้ำเป็นตัวแทนของฤดูฝน และบรีซ ใช้กังหันลมและจักรยานเป็นตัวแทนของฤดูหนาว รวมทั้งยังได้เลือกใช้ของตกแต่งสไตล์โมเดิร์นและบางชิ้นถูกออกแบบใหม่ให้เข้าธีมของห้องนั้น

นอกจากนี้ โรงแรมยังมีสระว่ายน้ำที่เผยให้เห็นวิวทะเลพัทยาในมุมสูง ห้องออกกำลังกายที่มีเครื่องออกกำลังกายครบทุกประเภทพร้อมเทรนเนอร์ สปา ห้องอาหารไดอะล็อก บาร์บริเวณสระว่ายน้ำและล็อบบี้ และห้องประชุม

ทีซิกซ์ไฟว์ ฟีโนมินัล ตั้งอยู่ในย่านนาเกลือหรือพัทยาเหนือที่บรรยากาศเงียบสงบกว่าในตัวเมือง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายชั่วขณะแต่ไม่อยากห่างจากความสะดวกสบายเกินไป พร้อมวิวท่าเรือและโค้งเว้าของหาดพัทยา

 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโรงแรมจะไม่ติดชายหาดแต่ก็มีบริการรถรับ-ส่งจากโรงแรมไปหาดตลอดวัน และสามารถเลือกใช้สระว่ายน้ำหรือพักผ่อนในโลเกชั่นอื่นของโรงแรมในเครืออัญชลีวิวัฒน์อีก 8 แห่ง ซึ่งเป็นอภิสิทธิ์ของแขกที่ทีซิกซ์ไฟว์ ฟีโนมินัล เท่านั้น

Price: เมื่อจองในเว็บไซต์ของโรงแรม ราคาห้องพักเริ่มต้นที่ประมาณ 2,700 บ.

Place: พัทยาเหนือ นาเกลือ ซ. 12 โทร. 038-225-800 เว็บไซต์ www.tsix5hotel.com/phenomenal

Promotion: เมื่อพักในห้องคลับดีลักซ์ 1 คืนพร้อมอาหารเช้า รับฟรีบัตรเข้าเล่นที่ ฟรอสท์ เมจิคอล ไอซ์ ออฟ สยาม จำนวน 2 ใบ

 

พาลูกเที่ยวรับซัมเมอร์ กับแม่พลอย ชิดจันทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/490240

พาลูกเที่ยวรับซัมเมอร์ กับแม่พลอย ชิดจันทร์

โดย…ฤดูกาล

 ได้ชื่อว่าเป็นคุณแม่ลูกดกไปแล้วสำหรับนักแสดงสาว พลอย-ชิดจันทร์ รุจิพรรณ ที่ตอนนี้มีงานหลักต้องเลี้ยงลูกๆ วัยซนทั้ง 4 คน ได้แก่ ชิโน่ ชิลลี่ ชิต้าร์ และชิลีน ซึ่งแม้ว่างานจะยุ่งแค่ไหน พลอยก็ยังทำให้ทุกสัปดาห์มีวันครอบครัวร่วมกันเสมอ

เธอจึงได้แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น ชายหาด ภูเขา และนานาสัตว์ ที่ลูกๆ ชื่นชอบ

เชียงใหม่

“เพราะบ้านเราอยู่ที่เชียงใหม่ สวนสัตว์จึงเป็นที่ที่เราไปกันบ่อยที่สุด เด็กๆ จะชอบให้อาหารสัตว์ ชอบดูสัตว์ ที่สวนสัตว์เชียงใหม่เราจะใช้เวลาเกือบทั้งวัน เพราะที่นี่มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย” แม่พลอย กล่าวถึงสวนสัตว์เชียงใหม่

ไม่ว่าจะเป็นการดูหมีแพนด้า สวนนกนครพิงค์ ที่ได้เดินชมธรรมชาติและฟังเสียงนกชนิดต่างๆ กว่า 800 ตัว ในพื้นที่ 6 ไร่ ศูนย์จัดแสดงนกเพนกวินฮัมโบลต์ให้เด็กๆ ได้สัมผัส เกาะชะนี สถานที่เพื่อการใช้ชีวิตอย่างอิสระของชะนี เด็กๆ จะได้เข้าใจถึงวิธีการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าสร้างความคุ้นเคยระหว่างคนกับสัตว์ได้อย่างกลมกลืน

อาคารเลี้ยงแมวนํ้า สถานที่จัดแสดงแมวนํ้า (Cape Fur Seal) จำนวน 5 ตัว ที่เดินทางมาจากประเทศแอฟริกาใต้ และอุโมงค์ปลาในอุทยานสัตว์น้ำ จัดแสดงสัตว์น้ำจืดกว่า 60 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นปลาบึกยักษ์ลุ่มแม่น้ำโขง และปลาบึกลาย

“เด็กๆ จะชอบสัตว์มาก บางครั้งเราก็จะไปที่เชียงใหม่ ไนท์ ซาฟารี มีให้เลือกทั้งเดินชมสัตว์ และนั่งรถรอบสวนสัตว์ อย่างเดินชมสัตว์จะมีจุดจากัวร์เทรล มีทะเลสาบไว้ให้เดินเล่น ระหว่างทางจะพบกับสัตว์ป่าถึง 50 ชนิด เช่น เสือขาว เสือจากัวร์ หนูยักษ์คาปิบาลา เสือลายเมฆ สมเสร็จบราซิล”

นอกจากนี้ ยังมีโซนสัตว์เลื้อยคลาน ที่ต้องนั่งรถชมประมาณ 2 กม. ซึ่งเป็นจุดแสดงสัตว์ป่าประเภทนักล่า อาทิ เสือโคร่งขาว เสือโคร่งอินโดจีน เสือโคร่งเบงกอล เป็นต้น และสะวันนา ซาฟารี สัตว์ป่าประเภทสัตว์กีบและสัตว์กินพืชที่มีถิ่นอาศัยในแถบทุ่งหญ้าสะวันนา เช่น เลียงผา กวางผา กระทิง แรดขาว ไฮยีน่า เสือชีต้า เป็นต้น

เชียงราย

แม่พลอยยังชอบยกโขยงพาลูกๆ ไปแคมปิ้งทางภาคเหนืออย่าง สิงห์ปาร์ค จ.เชียงราย เธอกล่าวว่า เกิดขึ้นจากที่เด็กๆ อ่านหนังสือแล้วอยากไปแคมปิ้ง และสิงห์ปาร์ค เชียงราย ก็ใกล้กับบ้านของเธอด้วย เพราะที่นี่มีบริการแคมปิ้งเหมาะสำหรับครอบครัว มีเต็นท์ให้บริการ อยู่ภายในไร่บุญรอดซึ่งปลอดภัย และที่สำคัญมีพื้นที่กว้างมากให้เด็กๆ ได้วิ่งเล่นและปั่นจักรยาน

“ชิโน่กับชิต้าร์ได้ฝึกปั่นจักรยาน และปั่นจักรยานเป็นที่สิงห์ปาร์ค ด้วยที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร เด็กๆ ก็จะได้ดูต้นไม้ เห็นวิธีการปลูกพืชเกษตรกรรมทั้งหลาย มีไร่ชากว้างมากๆ มีไร่สวนผลไม้ต่างๆ เช่น สตรอเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่ ฟักทองยักษ์ สวนผักผลไม้เมืองหนาว อย่างมัลเบอร์รี่ก็สามารถเข้าไปเก็บมากินได้ด้วย และมีฟาร์มปศุสัตว์เลี้ยงสัตว์ของจริงให้ได้ดู และก็ยังมีส่วนที่เป็นสวนสัตว์เป็นทุ่งหญ้าและวิถีชีวิตสัตว์ มียีราฟ และม้าลายคอยต้อนรับ ส่วนเด็กๆ ก็สามารถให้อาหารสัตว์ได้ด้วย” แม่พลอยกล่าวเพิ่มเติม

ชะอำ

แม่พลอยบอกด้วยว่า การท่องเที่ยวนั้น เป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวสามารถใช้ร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพที่สุด เป็นโอกาสที่คุณพ่อคุณแม่จะได้สอนลูกๆ ไปพร้อมกับเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ทุกครั้งที่เด็กออกนอกบ้าน พวกเขาจะรู้สึก “ว้าว” ที่สำคัญยังช่วยให้เด็กๆ มีพัฒนาการตามวัย และสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัวได้ด้วย ยกตัวอย่างการไปรู้จักสัตว์นานาชนิดที่ คาเมล รีพับบลิค เมืองชะอำ

“ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เราบังเอิญแวะไปเที่ยวกันระหว่างทาง มีกิจกรรมให้เล่นสนุกทั้งพ่อแม่และเด็กๆ เป็นทั้งสวนสัตว์และสวนสนุก มีสัตว์มากมายให้พบเจอ เช่น อูฐ อัลปาก้า เป็ด แพะ และนกต่างๆ มีกิจกรรมให้ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น ลองขี่อูฐ ให้อาหารสัตว์ แล้วก็ยังมีเครื่องเล่นในโซนเครื่องเล่นนำเข้ามาจากต่างประเทศ ที่พ่อแม่เองก็ไม่เคยเล่นมาก่อน ซึ่งก็ตื่นเต้นสำหรับพ่อแม่ด้วย” เธอกล่าวทิ้งท้าย

สำหรับพ่อแม่ที่มองหาสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว สามารถมาหาไอเดียได้ใน มหกรรมพาลูกเที่ยวดะ ครั้งที่ 1 ตอน พาลูกตะลุยเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ จัดโดยเพจพาลูกเที่ยวดะ เครือข่ายออนไลน์สำหรับพ่อแม่ที่รักการพาลูกเที่ยวและเรียนรู้ ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรุงเทพมหานคร และบริษัท บัตรกรุงไทย

งานท่องเที่ยวงานเพื่อครอบครัวที่รวบรวมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพที่เหมาะสมสำหรับทุกคนในครอบครัว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 มิ.ย. 2560 ณ สยามพารากอน เว็บไซต์ www.familytripexpo.com

 

เที่ยวพะเยามุมใหม่ ตามรอยการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพแบบองค์รวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 11:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/490239

เที่ยวพะเยามุมใหม่ ตามรอยการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพแบบองค์รวม

โดย…อ.ฟู ม.พะเยา

 เมื่อพูดถึง จ.พะเยา นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนึกถึงกว๊านพะเยา แต่หากขับรถออกจากตัวจังหวัดไปทางทิศตะวันออกเพียง 36 กม.ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที เราจะเจอกับ “หมู่บ้านหนองหล่ม” หมู่บ้านเล็กๆ ใน อ.ดอกคำใต้ ตามคำแนะนำของ อ.ฟู ม.พะเยา” ที่ต้องการนำเสนอเรื่องราวใหม่ๆ ในจังหวัดรองที่กำลังถูกจับตามอง

เขาเล่าว่า วันนี้หมู่บ้านหนองหล่มกำลังพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในรูปแบบ “การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพแบบองค์รวม” ซึ่งเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวแบบผ่อนคลาย สบาย แห่งแรกและแห่งเดียวของพะเยา

“เมื่อเข้าไปสัมผัสชุมชนแห่งนี้ สิ่งแรกรู้สึกได้คือ บรรยากาศของชนบท และสัมผัสได้ถึงความร่วมมือร่วมใจอย่างเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่ที่พยายามจัดกิจกรรมต้อนรับผู้มาเยือน รอยยิ้มและมิตรภาพที่จริงใจ จากการพูดคุยกับผู้นำจัดการท่องเที่ยวในพื้นที่ ทำให้ได้ทราบว่า แนวคิดของการจัดการท่องเที่ยวของหมู่บ้านหนองหล่ม มุ่งเน้นที่จะใช้ประโยชน์สูงสุด และต่อยอดศักยภาพของพื้นที่ที่ภายในหมู่บ้านที่มีความสมบูรณ์ ทั้งของพื้นที่ป่าไม้ ภูเขา ที่ราบสูง และความสวยงามของแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าน้ำออกฮู ซึ่งมีน้ำไหลออกมาจากผิวดินตลอดทั้งปี” เขากล่าว

 ผู้มาเยือนจะได้พบกับกิจกรรมการท่องเที่ยวที่จะช่วยให้ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ด้วยกิจกรรมการท่องเที่ยวชมสวนเกษตรอินทรีย์ วิถีคนชนบท ผสมผสานด้วยศาสตร์ของการนวดไทย สมุนไพรพื้นบ้าน และทัศนียภาพที่มีความสวยงาม

เริ่มต้นด้วยการสักการะครูบาคำ พระเกจิอาจารย์ของหมู่บ้าน ที่เลื่องชื่อด้านแคล้วคลาดปลอดภัย ต่อด้วยไหว้เจ้าพ่อคำปวน แม่ทัพของพญาลิ้นก่านที่ปกปักรักษาชุมชนหนองหล่ม มีประวัติยาวนานกว่า 1,200 ปี ตั้งอยู่ที่ ดงหอ หรือป่าต้นน้ำของหมู่บ้านที่ไหลหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนตลอดปีไม่มีแห้งเหือด

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย ชุมชนสามารถจัดกิจกรรมเดินป่าเพื่อชมความน่าสนใจของต้นตะเคียนยักษ์ อายุกว่า 100 ปี และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์พันปีของหมู่บ้าน ที่มีความเชื่อว่า ดื่มแล้วหายจากการป่วยในบางโรคได้ จากนั้นจบวันด้วยกิจกรรมการผ่อนคลายความเมื่อยล้า ด้วยศาสตร์การนวดไทย สัปปายะ และสปาปลาธรรมชาติ อบอวลด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพรท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมกับการจิบชาสมุนไพรหอมกรุ่น

 นอกจากนี้ ยังสามารถไปเที่ยวน้ำตกธารสวรรค์ ผืนน้ำสีมรกตในอุทยานแห่งชาติดอยภูนาง อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน และตลอดทางเดินจะมีเพื่อนร่วมทางเป็นนกยูงป่าราวกับเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นคอยนำทาง

ทั้งหมดที่กล่าวมาอยู่ในกิจกรรมแบบเช้าเย็นกลับภายใน 1 วัน แต่สำหรับผู้ที่ต้องการค้างแรมในหมู่บ้านจะมีบริการโฮมสเตย์พร้อมรับประทานอาหารปลอดภัยจากสวนเกษตรอินทรีย์ภายในชุมชน

“วันนี้หมู่บ้านหนองหล่มพร้อมแล้วที่จะให้บริการการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพแบบองค์รวม” อ.ฟู กล่าวทิ้งท้าย

และนี่คือความพยายามของคนในชุมชน เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวของชุมชน และเป็นอีกหนึ่งทางสำหรับการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนนอกเหนือจากการทำไร่ทำนาและเลี้ยงสัตว์

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมจัดทริปกับชุมชนได้ตามความต้องการ สอบถามโทร. 09-1747-8555 (จริยา)

น่าน Plus แพร่ เที่ยวมุมใหม่สไตล์ศิลป์บวกธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/490238

น่าน Plus แพร่ เที่ยวมุมใหม่สไตล์ศิลป์บวกธรรม

โดย…กาญจน์ อายุ

 ความน่าตื่นตาตื่นใจของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เนิบช้า เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่สามารถสัมผัสและรับรู้ได้จากดินแดนล้านนาตะวันออกอย่าง “น่าน Plus แพร่” เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงในโครงการเมืองต้องห้าม… พลาด Plus ที่ต้องการกระจายตัวให้นักท่องเที่ยวเดินทางตามแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดเมืองรองที่มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวเช่นกัน

เมืองต้องห้าม Plus เป็นการต่อยอดจากปี 2559 กับแคมเปญเมืองต้องห้ามพลาด และล่าสุดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เน้นปลุกกระแสให้นักท่องเที่ยวร่วมค้นหาและชื่นชมกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวในมุมมองใหม่ หวังสร้างรายได้ให้เติบโต 10% หรือประมาณ 9.5 แสนล้านบาท จากการท่องเที่ยวในปี 2560

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแพร่ (ดูแลพื้นที่แพร่และน่าน) จึงได้เปิดเส้นทางท่องเที่ยวมุมมองใหม่ โดยดึงเอกลักษณ์ของผ้าทอและงานศิลป์ท้องถิ่นขึ้นมาให้เด่นชัด เพื่อส่องสปอตไลต์ไปยังคนพื้นถิ่นและวิถีชีวิตที่จะบอกเล่าตัวตนของจังหวัดนั้นอย่างลึกซึ้ง

ข้าวหลามป้าเพ็ญหลากหลายไส้

น่าน เนิบๆ

น่านเป็นจังหวัดขนาดเล็กมีพื้นที่ประมาณ 7 ล้านกว่าไร่ หากเท้าความย้อนไปในอดีต น่านเป็นนครรัฐเล็กๆ ที่ก่อตั้งขึ้นกลางพุทธศตวรรษที่ 18 บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำน่าน ภายใต้การนำของพญาภูคา โดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองย่าง (บ้านเสี้ยว อ.ท่าวังผา) มีการปรากฏร่องรอยชุมชนในสภาพที่เป็นคูน้ำ คันดิน และกำแพงเมืองซ้อนกันอยู่

ตั้งแต่ พ.ศ. 1993 เป็นต้นไป เมืองน่านได้ซึมซับศิลปวัฒนธรรมของล้านนาแทนที่ศิลปะแบบสุโขทัย หลังจากพระเจ้าติโลกราชกษัตริย์นครเชียงใหม่ยกทัพเข้ายึดเมืองน่าน เพื่อครอบครองแหล่งบ่อเกลือมาง (อ.บ่อเกลือ) เมืองน่านจึงถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาเกือบ 100 ปี

ทั้งเจดีย์วัดพระธาตุแช่แห้ง เจดีย์วัดสวนตาล ล้วนเป็นศิลปะแบบล้านนา หรือเจดีย์วัดพระธาตุช้างค้ำ ที่แม้จะเหลือส่วนฐานที่มีช้างล้อมรอบแบบศิลปะสุโขทัยอยู่ แต่ส่วนองค์เจดีย์ขึ้นไปถึงส่วนยอดได้เปลี่ยนเป็นศิลปกรรมแบบล้านนาทั้งหมด จวบจนปัจจุบันศิลปะและวัฒนธรรมแบบล้านนากลายเป็นส่วนหนึ่งของชาวน่านไปแล้ว

ศิลปินบ้านชมคำแสนกำลังแกะสลักพระไม้

ฝ้ายเงิน เพลินผ้าโบราณ

พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณ ร้านฝ้ายเงินเกิดจากความชื่นชอบสะสมผ้าโบราณของ เทิดศักดิ์ อินแสง ผู้รวบรวมและรักษาผ้าซิ่น เครื่องแต่งกาย ไทยวน ไทลื้อ-เมืองน่าน และชาติพันธุ์ต่างๆ ในอุษาคเนย์

ผ้าที่มีความเก่าแก่ที่สุดมีอายุมากกว่า 160 ปี ปัจจุบันร้านฝ้ายเงินเปิดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าทอที่ยังคงการย้อมเส้นด้ายจากสีธรรมชาติ และยังมีกรรมวิธีในการทอผ้าแบบโบราณ ไม่ว่าจะเป็นลายล้วง ลายเก็บมุก ลายคาดก่าน รวมถึงซิ่นป้อง ซิ่นม่านของชาวไทลื้อที่ล้วนเป็นลายดั้งเดิมของชาติพันธุ์ในเมืองน่าน

นอกจากนี้ เทิดศักดิ์ยังคงพยายามทอผ้าให้ถูกต้องตามงานต้นแบบโบราณ อย่างผ้าซิ่นลื้อเมืองงา อายุกว่าร้อยปีที่สามารถทำให้เสมือนจริง ซิ่นไทขาว นาหมื่น ลื้อเมืองฮุน น้ำปาดฟากท่า ผ้าซิ่นอาคาชิน และผ้าซิ่นมัดก่านไหมแกมฝ้ายที่ต้องทอตามแบบเบ้าโบราณตามต้นแบบของเก่าในคลังสะสมของตน

รูปหล่อสมเด็จพระนเรศวร บ้านเทพ

 นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณฝ้ายเงินได้ทุกวัน เพื่อศึกษาและชื่นชมผ้ากว่าร้อยผืนที่ถูกจัดแสดงด้วยความใส่ใจและหวงแหน

ป้าเพ็ญ ข้าวหลามแจ้งแห่งเมืองน่าน

ข้าวหลามแจ้งขนาดยาว 1 เมตร คือ ความแปลกประหลาด แต่สำหรับข้าวหลามแจ้งป้าเพ็ญ บ้านดอนไชย ต.ศิลาเพชร คือ ความแปลกที่สู้ไม่ได้กับความอร่อย ของขึ้นชื่อที่คนท้องถิ่นยังคลั่งไคล้และเป็นของฝากที่คนต่างถิ่นต้องการครอบครอง

ทุกเช้าบ้านป้าเพ็ญจะเผ่าข้าวหลามเพื่อขายวันต่อวัน ซึ่งเอกลักษณ์ของที่นี่นอกจากจะเป็นข้าวหลามแจ้งขนาดยาวเป็นเมตรแล้ว ยังโดดเด่นด้วยความหลากหลายของไส้ทั้งถั่วดำที่เห็นกันทั่วไป สังขยา เผือก และกุ้ง ที่ทุกไส้ขายดิบขายดีจนต้องพรีออร์เดอร์

ชาวเมืองแพร่นุ่งขาวห่มขาวร่วมงานนมัสการพระธาตุช่อแฮ

 หลายคนอาจเห็นข้าวหลามป้าเพ็ญวางขายอยู่ตามร้านขายของฝาก แต่ต้องบอกว่าป้าเพ็ญไม่มีหน้าร้าน เพราะสถานที่ขายคือบ้านของป้าเอง ดังนั้นหากนักท่องเที่ยวที่ต้องการเห็นกระบวนการทำและอยากซื้อจากป้าเพ็ญโดยตรงคงต้องไปถึงหน้าบ้าน และเมื่อไปถึงบ้านขนาดนั้นแล้ว ป้าเพ็ญคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่มีขาย

แพร่ เมืองอาร์ติสต์

แพร่ หรือ เมืองแป้ เมืองเก่าแก่อายุกว่า 1,100 ปี เป็นที่ตั้งขององค์พระธาตุช่อแฮและนครแห่งวรรณกรรมอมตะเรื่อง ลิลิตพระลอ ปัจจุบันที่ตั้งของแพร่นับเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งทางรถยนต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ สามารถเชื่อมโยงไปยังน่าน พะเยา เชียงราย ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ จึงเรียกได้ว่าแพร่เป็น ประตูสู่ล้านนา

ทว่าปัจจุบันเมืองแพร่ได้รับสมญานามใหม่ว่า เป็นเมืองชิกๆ เพราะเป็นเมืองขนาดเล็ก ใกล้เชียงใหม่ เดินทางง่าย และเป็นขวัญใจสายอาร์ตที่ต้องการค้นหาอะไรใหม่ๆ ในเมืองเล็กๆ

ของเก่ามีคุณค่าในพิพิธภัณฑ์บ้านเทพ

วัดพระธาตุช่อแฮ

ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองแพร่ เป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุและบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ศิลปะเชียงแสน สร้างด้วยอิฐโบกปูน หุ้นด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทอง และยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนปีขาล

ชื่อของพระธาตุช่อแฮ นี้ได้มาจากผ้าแพรชั้นดีที่ชาวบ้านนำมาผูกบูชาองค์พระธาตุ โดยทุกปีจะมีการนมัสการตามจันทรคติในวันขึ้น 9 ค่ำ-15 ค่ำ เดือน 4 ใต้ เดือน 6 เหนือ อย่างที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 6-12 มี.ค. 2560 ได้มีงานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง

พระโกศัยเจติยารักษ์ รองเจ้าคณะจังหวัดแพร่ และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง เล่าว่า เมื่อเริ่มวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 4 ใต้ เดือน 6 เหนือ พุทธศาสนิกชนจากทุกสารทิศจะเดินทางมานมัสการพระธาตุ ด้วยความเชื่อที่ว่าในช่วงระยะเวลาขึ้น 9 ค่ำ ถึงขึ้น 15 ค่ำ พระบรมสารีริกธาตุจะแสดงปาฏิหาริย์แผ่บารมีเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่มาสักการะ

งานพุทธศิลป์ ฝีมือสล่าอิทธิพล

ศิลป์สร้างสรรค์ ชมคำแสนแกลเลอรี่

หอศิลป์ขนาดเล็กจากความตั้งใจของ สล่าอิทธิพล ปัญญาแฝง ช่างฝีมือท้องถิ่นผู้ถนัดงานแกะสลักไม้แนวทางพุทธศิลป์ เปิดบ้านตนให้เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะและสถานที่เรียนรู้ศิลปะ

ชมคำแสนแกลเลอรี่ ตั้งอยู่ที่บ้านวังหลวง อ.หนองม่วงไข่ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า เฮือนคำแสน ภายในจัดแสดงศิลปะหลายรูปแบบแต่ที่โดดเด่น คือ งานแกะสลักแนวพุทธศิลป์ จากแนวคิดการอนุรักษ์ภูมิปัญญาฝีมือช่างพื้นบ้านให้คงอยู่และสืบทอด ให้เป็นแหล่งจัดแสดงผลงานศิลปะ เรียนรู้งานฝีมือด้านการแกะสลักแก่เยาวชนและผู้ที่สนใจ และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชมสัมผัสศิลปะอันงดงามอีกแขนงด้วยตัวเอง

สล่าอิทธิพล ถือว่าเป็นศิลปินด้านแกะสลักของบ้านวังหลวง อย่างช้างสามเศียร วัดห้วยมงคล จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก็เป็นหนึ่งในผลงานของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “สล่าเมืองแพร่” ปัจจุบันศิลปะการแกะสลักจากสล่าอิทธิพลได้รับการถ่ายทอดให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้เรียนรู้ หวังให้งานศิลป์พื้นบ้านให้อยู่คู่กับชาววังหลวงและชาวไทย

ผ้าโบราณร้านฝ้ายเงิน

บายศรี บาติกโมเดิร์น

การย้อมผ้าทอมือด้วยสีธรรมชาติผสมผสานกับเทคนิคการทำบาติกบนผืนผ้าในดีไซน์ร่วมสมัยเป็นเอกลักษณ์ของ ร้านบายศรี หรือ บายศรี ครีเอชั่น สถานที่ที่ไม่ใช่เป็นเพียงร้านค้าแต่ยังเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้การทำลวดลายแบบบาติกด้วยตนเอง

ศักดิ์จิระ เวียงเก่า นักออกแบบและผู้ก่อตั้งบายศรี ครีเอชั่น ได้นำเสนอสินค้าอยู่ 2 ประเภท คือ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และงานผ้าสำหรับการตกแต่งบ้าน โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้ใหญ่วัยทำงานอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่น่าสนใจ คือ งานดีไซน์แบบเฉพาะตัวที่บายศรี ครีเอชั่นทำตลาดกับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นจากฝีมือการออกแบบของศักดิ์จิระและทักษะการผลิตครบวงจรที่โรงงานบายศรี จ.แพร่

โรงงานบายศรีเริ่มตั้งแต่พัฒนาผ้าด้วยการพิมพ์ ย้อม เพนต์ ออกแบบ สร้างแพตเทิร์น ตัดเย็บจนสำเร็จเป็นสินค้า เรียกได้ว่าสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีสไตล์เฉพาะตัวได้ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยทุกลวดลายไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน มีความทันสมัยตามเทรนด์โลก และให้ความรู้ใหม่กับวงการผ้าบาติกตลอดเวลา

เทพหน้าประตูไม้สักสูง 4 เมตร

ของเก่ายังเก๋า พิพิธภัณฑ์บ้านเทพ

แหล่งเรียนรู้ใหม่ในแพร่กับพิพิธภัณฑ์บ้านเทพ จากแนวคิดของ เทพ-วัฒนา เหลืองอุทัยศิลป์ ผู้สะสมของเก่าอันทรงคุณค่าและหาได้ยากมานานกว่า 40 ปี ไฮไลต์สำคัญคือ การสักการะขอพรพระบรมรูปหล่อเสมือนจริงขององค์ดำ (สมเด็จพระนเรศวร) ที่เชื่อว่าจะให้ผลสำเร็จเรื่องยศ ตำแหน่งราชการ และเมตตามหานิยม

รวมถึงบานประตูไม้สักแผ่นเดียวสูงเกือบ 4 ม. อายุกว่า 400 ปี ชุดเฟอร์นิเจอร์ฝังมุกอายุ 100 ปี หีบไม้จันทน์ที่ส่งกลิ่นหอมเป็นอมตะ ตู้คัมภีร์ลายสลักจากงาช้าง เครื่องลายครามสมัยอยุธยา กลองมโหระทึกโบราณ เครื่องกระเบื้องสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งของทั้งหมดหาชมไม่ได้จากที่อื่น ซึ่งทำให้บ้านเทพได้สโลแกนเป็น บ้านนี้… ต้องห้ามพลาด เมื่อมาเยือนเมืองแพร่ไปแล้ว

นอกจากนี้ ททท.สำนักงานแพร่ ยังได้แนะนำให้ลิ้มรสอาหารถิ่นเมืองแป้ที่สามารถบอกวิถีชีวิตของชาวบ้านผ่านอาหารได้ ยกตัวอย่าง ขนมเส้นเมืองแป้ อาหารถิ่นประจำจังหวัดที่คนแป้นิยมนรับประทาน เป็นเมนูที่แสดงถึงเส้นใยของความรักที่ยาวนานในหมู่ญาติมิตร และนิยมใช้เป็นเมนูจัดเลี้ยงในงานมงคลและงานบุญต่างๆ

ดังนั้น เส้นทางน่าน Plus แพร่ จึงเต็มไปด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เนิบช้า และเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่สามารถสัมผัสและรับรู้ได้จากดินแดนล้านนาตะวันออก ตามนโยบาย “เที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง” ที่ทุกคนสามารถเก๋ไก๋ หากเลือกท่องเที่ยวตามวิถีไทยและนำตัวเองเข้าไปสัมผัสอย่างลึกซึ้ง

สล่าอิทธิพล ปัญญาแฝง เจ้าของเฮือนคำแสน

เทิดศักดิ์เจ้าของพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณฝ้ายเงิน

 

 

ทริปไต้หวันหรรษา ครอบครัวตรัยพัทธ์ อัจฉรียา สร้างคุณณ์ จิรายุส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/493553

ทริปไต้หวันหรรษา ครอบครัวตรัยพัทธ์ อัจฉรียา สร้างคุณณ์ จิรายุส

โดย…โสภิตา สว่างเลิศกุล ภาพ : เฟซบุ๊ก Tar Jirayus กับ Traiphat Jirayus

 ครอบครัวแสนอบอุ่นรุ่มรวยไปด้วยกลิ่นอายของความรักความเข้าใจ สามารถเห็นได้จากการเดินทางท่องเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตา

โดยเฉพาะพ่อแม่ลูกที่จูงมือกันลุยไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่แปลกใหม่และท้าทาย ยิ่งเป็นทริปต่างประเทศ ก็เป็นความหมายของสายใยผูกพันที่น่าซึ้งใจ

ความสุขของครอบครัว ตรัยพัทธ์ กับ อัจฉรียา จิรายุส และลูกชายหัวแก้วหัวแหวน สร้างคุณณ์ จิรายุส หรือน้องทาชิ น่าจะเปล่งประกายในเรื่องราวของวันหยุดสุดสุขกับครอบครัวท่องเที่ยว กับทริปเที่ยวกรุงไทเป สาธารณรัฐจีน หรือไต้หวัน

หยิบบันทึกของคุณแม่อัจฉรียา จิรายุส ที่เขียนสรุปบันทึกประสบการณ์ลงในเฟซบุ๊กของเธอเอง ก็สัมผัสได้ถึงความรักความพอใจที่ได้หนีบลูกไปเที่ยวกับพ่อแม่

 ‘#บันทึกของแม่ 17/4/60

เมื่อก่อนเวลาจะไปเที่ยวไหนจะต้องเอาลูกเป็นหลัก ที่ที่ไปต้องสะดวกสบายและมีอะไรให้เด็กทำสนุกๆ ตื่นตาตื่นใจทั้งวัน เลยหนีไม่พ้นเมืองที่มีสวนสนุกทั้งหลาย แต่ตอนนี้ทาชิเริ่มโตขึ้นมากทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ และความคิด เขาไม่ใช่เด็กเล็กอีกต่อไปในความคิดเรา ทำให้เราอยากทดลองพาเขาไปสัมผัสอะไรใหม่ๆ ที่จะเป็นประสบการณ์ให้เขาได้พัฒนาตัวเอง

ครั้งนี้เราเลือกไปไต้หวัน เมืองที่เต็มไปด้วยรีวิวท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ วัดวาอาราม และการกิน (อันนี้ถูกใจแม่) แต่มีรีวิวเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับเด็กน้อยมาก ข้อมูลที่หาได้ก็ดูไม่ได้น่าตื่นเต้นเท่าไรนัก

ก่อนเดินทางก็ทำใจว่าลูกคงบ่นอุบแน่นอนเพราะครั้งนี้เราเน้นกิน เที่ยวธรรมชาติและทำ Workshop ไม่ได้แตะเครื่องเล่นใดๆ แม้แต่น้อย

วันสองวันแรกลูกถามโปรแกรมตลอดว่าเราจะไปไหนบ้างแต่ก็ไม่มีอะไรสำหรับเด็กเลย ทาชิบอกว่าไต้หวันไม่สนุกเลย

วันถัดมาไปสวนสัตว์ แล้วก็ทำขนม ทาชิก็พอยิ้มออกขึ้นมาหน่อย แต่วันสุดท้ายพอทาชิได้มาทำกล่องดนตรี (ซึ่งในโซน diy นี้ส่วนมากมีแต่วัยรุ่นไม่มีเด็กเลย) ทาชิกลับตื่นเต้นมาก ไม่เคยคิดว่าจะมีกล่องดนตรีเป็นของตัวเอง ค่อยๆ เลือกค่อยๆ ทำ

 ช่วงแรกทาชินั่งทำเองทั้งหมดเพราะป๊าก็ต้องทำของตัวเอง แม่ก็ออกไปเดินเล่น พอแม่กลับมา ทาชิก็ทำใกล้เสร็จแล้ว แม่เลยมาช่วยดูว่ากาวที่ทาไปมันติดอยู่ไหม ทาชิดูภูมิใจมากๆ กับผลงานตัวเอง แม่ชวนอยู่เที่ยวต่อทาชิถึงกับตอบรับแต่โดยดี

ทริปไต้หวันครั้งนี้เหมือนเป็นการพิสูจน์ให้ได้เห็นว่าลูกสามารถไปกับพ่อแม่ได้ทุกที่ เที่ยวแบบผู้ใหญ่บ้างก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเที่ยวแบบเด็กๆ ตลอดเวลา (เพราะแม่ก็เบื่อบ้างไรบ้าง) และที่สำคัญทาชิได้เรียนรู้ที่จะเสียสละ ไม่เอาแต่ตัวเองเป็นหลัก ยอมไปที่ใหม่ๆ และลองรับประทานอาหารแปลกๆ

ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออกแค่ไหน ทาชิก็พร้อมลุยไปทุกที่ด้วยกัน แค่นี้แม่ก็มีความสุขมากแล้ว อยากหนีบลูกไปทุกที่และหวังว่าถึงแม้ลูกจะโตเป็นวัยรุ่นก็ยังยอมไปเที่ยวด้วยกันอยู่นะ #รักที่สุด’

ทั้งหมดเป็นบันทึกของแม่ที่ดูพัฒนาการของลูกชายวัยซน ผ่านการท่องเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัว ซึ่งเป็นความสุขผ่านประสบการณ์ร่วมกันของครอบครัวที่จะเป็นความทรงจำที่สวยงามอย่างมิมีวันลืมเลือน

 

Travelkanuman การเดินทางของคู่รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/493552

Travelkanuman การเดินทางของคู่รัก

โดย…รอนแรม ภาพ : TravelKanuman

 คู่รักนักเดินทาง ต้า-นิธิธาดา และ นุ-อนุพันธุ์ สุขะปิณฑะ ได้สร้างสรรค์พื้นที่รวบรวมประสบการณ์การเดินทางผ่านเพจเฟซบุ๊ก Travelkanuman/2 เท้าชาวท่องโลก โดยได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่ายและบทความในฐานะของช่างภาพและนักเขียน

“เราทำเพจเพราะเราเขียนหนังสือ” ต้าเปิดบทสนทนา

“ดังนั้น เวลาเดินทางเราจะใช้เวลาอยู่ที่นั่นนาน เพื่อที่จะได้ลงพื้นที่และสัมผัสมันจริงๆ จากนั้นเมื่อกลับมาเขียนและหนังสือวางแผงแล้ว บางครั้งอาจมีข้อมูลบางอย่างที่อัพเดทใหม่ ซึ่งหนังสือไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติม ณ ขณะนั้นได้เพจเฟซบุ๊กจึงเป็นหนทางที่จะอัพเดทข้อมูล รวมถึงเป็นพื้นที่แชร์ข้อมูลระหว่างเรากับผู้อ่านโดยตรง”

ปัจจุบัน Travelkanuman ออกหนังสือมาแล้ว 8 เล่ม เล่มล่าสุดคือ Backpacker 101 หนังสือคู่มือการเตรียมตัวเป็นนักเดินทาง สำหรับคนที่อยากไปเที่ยวเมืองนอกด้วยตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร

 “เพจของเราจึงไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อบิซิเนสร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราทำขึ้นมาเพื่อซัพพอร์ตคนที่ตามงานหนังสือของเรา และอยากพูดคุยหรือสอบถามเรื่องเส้นทางการเดินทาง เพราะเราจะบอกกับผู้อ่านทุกคนว่า ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจตรงไหนสามารถอินบอกซ์มาถามในเพจ หรือถ้าพวกเขาอยากเดินทางเองก็สามารถจัดเส้นทางมาให้พวกเราดูได้เลย”

ต้า กล่าวต่อว่า ตนและนุท่องเที่ยวเพราะอยากเที่ยว ซึ่งคำว่า “ท่องเที่ยว” ของทั้งคู่คือ ความไม่ลำบาก ไม่จำเป็นต้องเที่ยวให้ถูกที่สุด แต่จะถูกเท่าที่ทำได้และยอมรับได้

ที่สำคัญไม่ใช่การเที่ยวแบบชะโงกทัวร์ แต่จะให้เวลากับสถานที่นั้นอย่างน้อย 1 วัน หรือทริปละอย่างต่ำ 1 เดือน ทั้งสองจึงไม่เร่งรีบในการนับจำนวนสถานที่ แต่จะไปที่เดิมซ้ำๆ เพื่อเจาะลึกแต่ละแห่งอย่างลึกซึ้ง

 “ใน 1 ปีเราจะมีดรีมทริปใหญ่ๆ 2 ทริป ซึ่งเราจะเดินทางด้วยตัวเอง ไม่มีสปอนเซอร์ ยกตัวอย่างทริปแอฟริกาใต้ที่เราเดินทางกันนาน 40 วัน แต่กว่าจะไปได้เราต้องวางแผนและเตรียมตัวกันนานถึง 2 ปี ส่วนเรื่องของการถ่ายรูปนั้นเป็นแค่ผลพลอยได้ ที่บังเอิญนุสามารถถ่ายรูปและขายภาพได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งนุจะถ่ายภาพวิวกับสถาปัตยกรรม ส่วนต้าชอบเที่ยวแบบไปเจอคน วัฒนธรรม เราสองคนเลยเป็นส่วนซัพพอร์ตกันและกัน และพอมารวมกันทำให้มีทั้งภาพวิวและเนื้อเรื่องของคน”

เพจ Travelkanuman/2 เท้าชาวท่องโลก เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกับประสบการณ์การเดินทาง 62 ประเทศทั่วโลก

“เรียกได้ว่า งานที่เราทำในตอนนี้บางส่วนทำให้เราได้เดินทางต่างประเทศบ่อย เลยเป็นช่วงชีวิตที่อยู่เมืองนอกมากกว่าเมืองไทยในตอนนี้” เธอกล่าว และดรีมทริปครั้งต่อไป ทั้งคู่เลือกไปยุโรปตะวันออกเป็นระยะเวลา 2 เดือน

ทั้งนี้ ในด้านงานเขียน ต้าและนุเริ่มเขียนหนังสือมาตั้งแต่ปี 2556 เฉลี่ยปีละ 2 เล่ม โดยส่วนใหญ่เป็นไกด์บุ๊ก ไม่เน้นการแชร์ประสบการณ์ เพราะทั้งคู่เห็นพ้องกันว่า พวกเขาไม่ใช่กูรูการเดินทาง แต่เป็นเพียงคนที่บังเอิญได้ท่องเที่ยวเท่านั้น

 “เราบอกกับแฟนเพจอยู่เสมอว่า อย่าทำตามพวกเรา เพราะแต่ละคนมีความฝันของตัวเอง คุณต้องมุ่งมั่นตั้งใจไปในทางนั้นและลองทำ จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จอยู่ที่คุณจะถอดใจเมื่อไหร่ ไม่มีใครบอกได้เลยว่า พวกเราเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จหรือเปล่า แต่เราทำเพราะเรามีความสุข และเราได้รับการยอมรับจากคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบงานเราจริงๆ แค่นี้เราแฮปปี้แล้ว

“วันแรกที่เราก้าวเข้ามาเรารู้แล้วว่าอยากเป็นอะไร เรามีความสุขกับการเป็นช่างภาพ มีความสุขกับการเป็นนักเขียน และเราสนุกกับการได้เที่ยว ต่อให้วันข้างหน้าเราไม่ได้อยู่ในจุดนี้แล้ว เราก็ยังชอบเที่ยวเหมือนเดิม” ต้า กล่าวเพิ่มเติม

ติดตามเรื่องราวการเดินทาง ทิปส์การประหยัด และแง่คิดต่างๆ จากต้าและนุได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Travelkanuman/2 เท้าชาวท่องโลกและเว็บไซต์ travelkanuman.com

 

หลวงพระบาง ตรงกลางระหว่างความสุขและดิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/493551

หลวงพระบาง ตรงกลางระหว่างความสุขและดิบ

โดย….กาญจน์ อายุ

 ความเป็นหลวงพระบางถูกรักษาไว้ตั้งแต่ปี 2538 หลังจากที่ยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลก ซึ่งตำแหน่งนี้ย่อมมาพร้อมเงื่อนไขเพื่อรักษาและอนุรักษ์เมืองไว้ไม่ให้หลวงพระบางเปลี่ยนแปลงไปนัก

ทั้งการก่อสร้างหรือบูรณะอาคารบ้านเรือน ต้องขออนุญาตและได้รับการอนุมัติจากยูเนสโก อย่างเงื่อนไขที่เห็นได้ชัดคือ ห้ามสร้างอาคารเกิน 2 ชั้นเพื่อรักษาภูมิทัศน์เมือง สีหลังคา หรือกระทั่งแบบผังภูมิอาคารที่จะทำตามอำเภอใจไม่ได้

ทว่า เงื่อนไขเหล่านี้เป็นสิ่งผูกมัดคนหลวงพระบางหรือไม่? เสียงหนึ่งในฐานะคนท้องถิ่นจาก “ปิ่นแก้ว” คุณครูลาวที่ใช้เวลาว่างมาเป็นไกด์ให้ข้อมูล ตอบว่า “ไม่”

พระสงฆ์เดินบิณฑบาตข้าวเหนียว

 เพราะปัจจุบันคนหลวงพระบางประกอบอาชีพอยู่อย่างเดียวคือ การท่องเที่ยว

“หากยูเนสโกไม่เข้ามาก็คงไม่มีนักท่องเที่ยว และบ้านเมืองคงจะเปลี่ยนไปจนไม่เหลือความดั้งเดิม เพราะหลวงพระบางตอนนี้เหมือนเมืองไทยเมื่อ 40-50 ปีก่อน ทั้งบ้านเรือน วิถีชีวิต การแต่งกายของเราที่ยังไม่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ซึ่งเป็นเรื่องดี”

หลวงพระบางเป็นหัวเมืองทางเหนือของ สปป.ลาว เป็นดินแดนที่ไม่มีทางออกทะเล ที่ตั้งของเมืองอยู่ในหุบเขาล้อมรอบด้วยภูเขาสูงชัน โดยมีแม่น้ำคานและแม่น้ำโขงไหลผ่าน มีภูเขาพูสีเป็นหัวใจของหลวงพระบาง และเป็นเมืองพุทธศาสนานิกายเถรวาท มีวัดมากถึง 32 แห่ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นพระสงฆ์และเณรนุ่งห่มจีวรสีเหลืองแซฟฟรอนไปทั่วเมือง

ทัวร์วัด

ปิ่นแก้ว รับหน้าที่เป็นหัวขบวนนำเดินทัวร์วัด โดยสตาร์ทที่วัดเชียงทองกับจุดที่น่าสนใจในโรงราชรถหรือที่เก็บโกศของกษัตริย์ลาว หนึ่งในนั้นคือโกศใหญ่ตรงกลางเป็นของเจ้าศรีสว่างวงศ์

เมืองมรดกโลกใต้หมอกยามเช้า

 รวมถึงองค์พระม่านในหอไตร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่คนหลวงพระบางนับถือ โดยได้ไหลล่องน้ำมากับแพไม้ไผ่จากเมียนมา ซึ่งแม้ว่าจะผลักออกไป แพนั้นก็ยังกลับมาวนเวียนเหมือนเดิม ประตูที่ปิดรักษาองค์พระม่านจะเปิดออกปีละครั้งในวันที่ 22 เม.ย. และจะอัญเชิญองค์พระม่านมาประดิษฐานอยู่หน้าวิหารเป็นเวลา 5 วัน 5 คืน จากนั้นจะอัญเชิญกลับไปประดิษฐานไว้ที่เดิม

อีกสถานที่สำคัญต้องกล่าวถึง หอพระบาง (ภายในรั้วพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ปิ่นแก้ว เล่าว่า พระบางเคยพลัดพรากไปอยู่ที่อื่น แต่ก็ยังมีโอกาสได้กลับคืนมาให้ประชาชนลาวได้บูชากราบไหว้ และถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของหลวงพระบาง

ตามที่ประวัติเล่ากันมาว่า พระบางทำจากทองคำแท้ 90 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 54 กก. มีความสูง 83 ซม. หล่อหลอมขึ้นในช่วงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ 436 ปี และได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 5 ธาตุประดิษฐานไว้ในพระบาง ที่หน้าผาก คาง อก และมือทั้งสองข้าง ลักษณะเป็นปางห้ามญาติ (ไทยเรียกว่าปางห้ามสมุทร)

หลังจากหล่อหลอมเสร็จได้นำไปประดิษฐานที่ประเทศลังกาเป็นเวลา 900 กว่าปี จากนั้นย้ายไปอยู่ที่เขมรเป็นเวลา 500 กว่าปี จนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระเจ้าฟ้างุ่มได้อัญเชิญพระบางมาอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์เป็นเวลา 100 กว่าปี สมัยพระเจ้าวิชุนราชได้อัญเชิญมาอยู่ที่วัดวิชุนเป็นเวลา 200 กว่าปี จากนั้นมาเมื่อถึงรัชกาลของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่เมืองหลวงพระบางจวบจนปัจจุบัน

หอพระบาง

 แต่หากใครต้องการชมวิวแบบแอดวานซ์ ขอท้าให้ขึ้นไปดูซันเซตบนวัดพระธาตุพูสี (ตรงข้ามกับหอพระบาง) ที่สูงกว่าระดับพื้นดิน 328 ขั้นบันได ขึ้นไปจะได้สูดอากาศหายใจเข้าเต็มปอดและปล่อยออกยาวๆ รับชมทิวทัศน์บ้านเมืองยามอัสดง บรรจงมองโค้งแม่น้ำโขง และแนวเทือกเขาสุดโว้งว้างที่พระอาทิตย์จะลับหายไป เหลือไว้เพียงแสงสุดท้ายและภาพซิลลูเอทขององค์พระธาตุ เช่นเดียวกับยามเช้า ตะวันจะโผล่แย้มหลังภูเขาอีกฝั่งหลังจากโลกหมุนรอบตัวเอง ซึ่งไม่อาจตัดสินว่ายามใดสวยกว่ากัน เพราะตะวันนั้นไม่เคยไม่เหมือนเดิม

ทัวร์วัง

หลังจากพรรณนาไปยืดยาวโดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเหนื่อย (กับบันได) หรือความงดงาม วันต่อมา ปิ่นแก้วก็ยังทำหน้าที่เป็นไกด์พาเดินชมบ้านเรือน เธอเล่าว่า สถาปัตยกรรมหลวงพระบางได้รับอิทธิพลด้านการออกแบบจากฝรั่งเศสและเวียดนามในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20 และได้รับนวัตกรรมจากยุโรปและจีนในเวลาต่อมา ทำให้อาคารมีความหลากหลาย และหลายแห่งมีประวัติศาสตร์ที่ชาวหลวงพระบางเองอาจหลงลืม

อย่างวังของกษัตริย์ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไปแล้วนั้น นับเป็นวังที่มีความเรียบง่ายทว่าวิจิตรงดงาม ประกอบด้วยห้องรับแขก ผนังทั้งสี่ด้านมีจิตรกรรมจากศิลปินชาวฝรั่งเศส บอกเล่าเรื่องราวชีวิตประจำวันของชาวลาวและพระราชกรณียกิจของพระเจ้าแผ่นดินลาว ซึ่งลาวมีกษัตริย์ทั้งสิ้น 72 พระองค์ องค์สุดท้ายคือพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ จากนั้นระบอบกษัตริย์ของลาวก็สิ้นสุดลงเมื่อ 42 ปีที่แล้ว หลังเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

พระอาทิตย์ขึ้นจากจุดชมวิวพระธาตุพูสี

 จากห้องรับแรกได้เชื่อมต่อกับห้องท้องพระโรง ที่ตั้งบัลลังก์ของเจ้าศรีสว่างวัฒนา (บุตรชายของพระเจ้าศรีสว่างวงศ์) สร้างขึ้นจากไม้แกะสลักห่อหุ้มด้วยทองคำ และห้องท้องพระโรงยังถูกประดับด้วยแก้วโมเสกจากประเทศญี่ปุ่น ใช้เวลาประดับมากกว่า 3 ปี เพื่อเตรียมสำหรับงานราชาภิเษกของพระองค์ แต่สุดท้ายลาวเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียก่อน นอกจากนี้ยังมีห้องทรงอ่านหนังสือ ห้องบรรทมของพระมหากษัตริย์ และโถงพักผ่อนที่ทั้งหมดล้วนเรียบง่าย

ทัวร์เมือง

ถนนสว่างวงศ์ถือเป็นถนนสายหลักของเมือง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าถนนข้าวเหนียว ซึ่งต่างจากถนนข้าวสารที่เมืองไทยอย่างสิ้นเชิง (ปิ่นแก้วกล่าว) โดยสองข้างทางเป็นตึกสไตล์โคโลเนียลและแบบจีน บ้านเรือนถูกแปรเปลี่ยนเป็นร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านนวด ดังนั้นในช่วงเย็นถนนทั้งสายจะมีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

แต่หากต้องการบรรยากาศแบบโลคัลต้องไปเดินตลาดเช้าที่เปิดตั้งแต่ 05.30 น. และจะวายประมาณ 10.00 น. ในตลาดมีของขายทุกอย่าง ยกเว้นอาหารทะเล ตั้งแต่ของพื้นฐานอย่างผัก ผลไม้ ปลาแม่น้ำโขง ไปจนถึงงู ตัวเงินตัวทอง และนกฮูก

แม่ค้าขายนกฮูกแถลงว่า ได้ไปจับนกฮูกจากในป่ามาขายตัวละประมาณร้อยบาทให้ซื้อไปปล่อยเป็นสิริมงคล ส่วนตัวเงินตัวทองจะขายทั้งตัวเพื่อกินเนื้อ เช่นเดียวกับงูที่ถ้านำไปผัดเผ็ดจะอร่อยกว่าเนื้อทุกชนิดที่เคยกินมา

พระพุทธรูปไม้เก่าแก่ในวัดวิชุน

 ความตื่นตาตื่นใจในตลาดเช้ามันเป็นเช่นนี้ ซึ่งแต่ละวันสินค้าในตลาดจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าแม่ค้าจะจับอะไรมาได้ สมกับเป็นตลาดสดพร้อมของสดใหม่ทุกวัน และความคึกคักทุกเช้าที่พูดได้เต็มปากว่า นี่คือความเป็นหลวงพระบาง 100 เปอร์เซ็นต์

ปิ่นแก้วก้มลงเก็บดอกลีลาวดีหน้าวัดพูสี พลันพูดว่า ดอกจำปาลาว (ดอกลีลาวดี) เป็นดอกไม้ประจำชาติ ประกอบด้วย 5 กลีบ เปรียบเสมือนศีล 5 และคนเราที่มี 5 นิ้ว เมื่อรวมตัวสามัคคีกันก็สามารถปั้นข้าวเหนียวให้เป็นข้าวเหนียวที่แข็งแกร่งได้ฉันใด ลาวนั้นมีหลายเผ่าเมื่อมารวมตัวสามัคคีกันก็สามารถหลุดพ้นจากการเป็นประเทศด้อยพัฒนาได้ฉันนั้น

กล่าวได้ว่าหลวงพระบางไม่เพียงรักษาตัวตนภายใต้ตำแหน่งเมืองมรดกโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นมรดกแห่งวัฒนธรรม และมรดกแห่งประวัติศาสตร์อันล้ำค่า ที่กาลเวลาไม่อาจทำลายความเชื่อ ความศรัทธา และความเป็น “คน” หลวงพระบาง แม้ว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้มากก็ตาม

สายการบินบางกอกแอร์เวย์สให้บริการเส้นทางบิน กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)-หลวงพระบาง ทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน ติดตามโปรโมชั่นพิเศษได้ที่ www.bangkokair.com

 

ร้านขายอาหารในตลาดมืด

 

ท่าน้ำริมฝั่งโขงหลังพระอาทิตย์ตกดิน

ตัวเงินตัวทองก็มีขายกันเป็นๆ

 

พระม่านในหอไตรเมื่อมองจากช่องประตู

 

ร้านขายนกฮูกในตลาดเช้า

 

ชาวหลวงพระบางออกมาจับจ่ายอาหารสด

ปลาแม่น้ำโขงตัวโตในตลาดเช้า

 

นักท่องเที่ยวถ่ายภาพมุมสูงบนพระธาตุพูสี

 

 

“ไทยสมายล์” เปิดเส้นทาง “มณฑลเหอหนาน” ชมประวัติศาสตร์จีนพันปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 19:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/492020

"ไทยสมายล์" เปิดเส้นทาง "มณฑลเหอหนาน" ชมประวัติศาสตร์จีนพันปี

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

มณฑลเหอหนาน ตั้งอยู่ทางภาคกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากเป็นศูนย์กลางทางด้านการเมือง อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี การศึกษา เสน่ห์อีกอย่างที่น่าสนใจของมณฑลแห่งนี้คือ เป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ของชาติจีนมายาวนานนับพันปี มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามมากมาย แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกรวมถึงชาวจีน ต่างเดินทางมาชมความสวยงามไม่ขาดสาย

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวของมณฑลเหอหนาน อาทิ วัดเส้นหลิน หรือ เสี้ยวลิ้มยี่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเทือกเขาซงซาน ในเขตอำเภอเติงฟง เมืองเจิ้งโจว เป็นวัดพุทธนิกายมหายานที่เก่าแก่มากกว่า 1,500 ปี มีชื่อเสียงเรื่องการสอนศิลปะมวยจีนและกังฟูมาเป็นเวลานาน

สถานที่ท่องเที่ยวภายในวัดแห่งนี้น่าชมเกือบทุกจุด เช่น วิหารสหัสพุทธ สถานที่ประดิษฐานประติมากรรมรูปพระพุทธเจ้าขนาดใหญ่ ป่าเจดีย์ 248 องค์ หรือ ถ่าหลิน ซึ่งเป็นสถานที่บรรจุอัฐิอดีตเจ้าอาวาสและพระตำแหน่งสูงของวัดเส้าหลิน บริเวณโดยรอบวัดจะมีร่องรอยการฝึก บริเวณต้นไม้และพื้นของวิหาร

 

 

อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของเมืองเหอหนานที่น่าสนใจไม่เเพ้กันก็คือ “อำเภอไคฟง” เป็นที่ตั้งของศาลไคฟง หรือ ศาลเปาบุ้นจิ้น สถานที่ทำงานของอดีตผู้ว่าของเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความยุติธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต ในสมัยราชวงศ์ซ่ง มาจนถึงปัจจุบัน ภายในศาลไคฟง มีการจัดแสดงภาพวาดรูปร่างจริงของเปาบุ้นจิ้นและสิ่งของจำลอง เช่น เสื้อผ้า เกี้ยวของเปาบุ้นจิ้น เครื่องประหารหัวมังกร หัวพยัคฆ์ หัวสุนัข ที่ใช้ลงโทษผู้กระทำความผิด

 

 

นอกจากนี้ มณฑลเหอหนาน ยังมีสถานที่ทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ในยุคราชวงค์ถังและซ่ง อายุกว่า 1,500 ปี คือ ถ้ำผาหลงเหยิน หรือ ถ้ำประตูมังกร ที่ชาวจีนมักเรียกว่า หลงเหมินสือคู เป็น 1 ใน 4 หน้าผาที่มีการแกะสลักปฎิมากรรม เรื่องราวพระพุทธศาสนา รูปพระพุทธเจ้า เจ้าแม่กวนอิม ฯลฯ อยู่ภายในช่องหน้าฝา ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2543

 

 

ไม่เพียงเท่านั้นที่นี่ยังมีอุทยานทางธรรมชาติหยุนไถซาน เนื้อที่กว่า 190 ตารางกิโลเมตร ทำให้เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงสิ่งแรกจะเห็นความยิ่งใหญ่ของภูเขาที่สูงตระหง่า ขณะที่การท่องเที่ยวของอุทยานหยุนไถซาน เป็นการเดินลัดเลาซอกหิน ข้ามลำธารธรรมชาติระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อชมน้ำตก แอ่งน้ำ และธรรมชาติที่สวยงามของอุทยานแห่งนี้

ทั้งนี้บริเวณดังกล่าวช่วงหน้าหนาวอุณหภูมิจะติดลบจนทำให้น้ำ กลายเป็นน้ำแข็ง

ผู้ที่สนใจเดินทางไปท่องเที่ยวสถานที่ประวัติศาสตร์และธรรมชาติของมณฑลเหอหนาน ปัจจุบันสายการบินไทยสมายล์แอร์เวย์ ได้มีเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ถึง ท่าอากาศยานนานาชาติเจิ้งโจว ใจกลางเมืองเอกของมณฑลเหอหนาน