ใจสู่ใจสไตล์ญี่ปุ่น โรงแรมอิมพีเรียล โตเกียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/491385

ใจสู่ใจสไตล์ญี่ปุ่น โรงแรมอิมพีเรียล โตเกียว

โดย…คีตะ

ฤดูกาลดอกไม้บานทำให้ญี่ปุ่นคึกคักและมีชีวิตชีวา สำหรับลูกค้าของโรงแรมอิมพีเรียล โตเกียว เพียงย่างออกจากห้องพักไม่กี่ก้าวก็จะได้ร่วม “ฮานามิ” (ชมดอกไม้) เพราะสวนสาธารณะฮิบิยาซึ่งอยู่อีกฟากถนนมีนานาดอกไม้รอคอยอยู่ ไม่ไกลจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญอย่างพระราชวังอิมพีเรียล โรงละคร แกลเลอรี่ รวมทั้งถนนสายช็อปปิ้งชั้นนำของโลกอย่างกินซ่าและตลาดปลาซึคิจิ ทั้งหมดล้วนอยู่ในระยะที่เดินไปถึงได้

ตลอด 127 ปีโรงแรมแห่งนี้ ได้ให้การต้อนรับผู้นำและบุคคลสำคัญของนานาประเทศ ด้วยที่ตั้งซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้าจึงเป็นตัวเลือกที่สะดวกสบายสำหรับนักธุรกิจ เพราะบรรยากาศและการเอาใจใส่ดูแลที่แสนอบอุ่น อิมพีเรียล โตเกียว จึงเหมือนเป็นบ้านสำหรับนักเดินทางทั้งคู่รักหนุ่มสาวและครอบครัว

โรงแรมแบ่งเป็นเมนบิวดิ้งและอิมพีเรียลทาวเวอร์ มีพื้นที่ใช้สอยรวมกัน 24,379 ตารางเมตร ห้องพักทั้งหมด 931 ห้อง นอกจาก 56 ห้องสูทแล้วยังมีห้องพรีเมียมดีลุกซ์, ดีลุกซ์, สุพีเรียร์ และสแตนดาร์ด (ราคาเริ่มต้นที่ 41,800 เยน) ตกแต่งในบรรยากาศคลาสสิกและร่วมสมัย มีกลิ่นอายอดีต-ปัจจุบันผสม พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ห้องพักที่เรียกว่า เดอะ แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ สูท สะท้อนบรรยากาศที่งดงามในทศวรรษ 1920 เมื่อครั้งที่อาคารซึ่ง แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ สถาปนิกคนสำคัญของโลกออกแบบยังเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยตึกหลังใหม่ อิทธิพลในงานออกแบบของสถาปนิกคนดังยังคงอยู่ในรายละเอียดของห้องสูท ซึ่งสะท้อนกลิ่นอายชนเผ่าอินเดียนรวมทั้งอาร์ตเดโคออกมา

หนึ่งศตวรรษแห่งประสบการณ์ทำให้โรงแรมแห่งนี้เป็นสถานที่จัดงานแต่งยอดนิยม ที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมความอร่อยติดอันดับต้นๆ ของโตเกียว นอกจากอาหารญี่ปุ่นทั้งแบบดั้งเดิมและสร้างสรรค์ใหม่แล้วยังมีอาหารจีน ฝรั่งเศส ฯลฯ ให้บริการ ในส่วนของช็อปปิ้งอาเขตซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1922 ยังคงสร้างความปลาบปลื้มให้นักช็อป ด้วยสินค้าไฮแบรนด์จากทั่วโลกและสินค้าชั้นนำของญี่ปุ่น

วัฒนธรรมการต้อนรับและดูแลแขกในสไตล์ญี่ปุ่นที่เรียกว่า “โอโมเตะนาชิ” เป็นหัวใจของการให้บริการ ห้องพักในชั้นอิมพีเรียลและชั้นพรีเมียร์จะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากพนักงานดูแลแขกในชุดกิโมโน ซึ่งสืบทอดประเพณีดั้งเดิมของโรงแรมญี่ปุ่นเอาไว้ มีหลากหลายเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่สร้างความประทับใหญ่หลวง อย่างเช่น ดอกกุหลาบสีชมพูสวยงามสดชื่นในลิฟต์ทุกตัว หรือนกกระดาษที่พับมาวางไว้ที่โต๊ะหัวเตียงทุกๆ คืน เป็นต้น

โรงแรมอิมพีเรียลตั้งอยู่ในแขวงชิโยดะใจกลางมหานครโตเกียว ซึ่งเป็นพื้นที่ของหน่วยงานราชการ สถานที่สำคัญ รวมทั้งสถานทูต และศูนย์กลางธุรกิจ โทร. (03) 3504-1111 แฟกซ์ (03) 3581-9146 www.imperialhotel.co.jp

ไม่ว่าจะฤดูกาลไหน ด้วยการบริการจากใจสู่ใจทำให้ที่ โรงแรมอิมพีเรียล โตเกียว อบอุ่นเสมอ

 

 

พาเที่ยว พบเพื่อนใหม่ที่ “จิ่วจ้ายโกว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 16 ต.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743217


“ถ้าเอ็งเคยรักใครมากๆ อย่างสุดหัวใจนะ เอ็งจะไม่มีวันรักใครอื่นได้อย่างเต็มที่อีกเลย” รุ่นพี่ของผมที่เพิ่งอกหักเคยกล่าวไว้ในวงเหล้าเมื่อ 5 – 6 ปีก่อน “เปรียบเทียบง่ายๆ นะอย่างตอนที่พี่ไปจิ่วจ้ายโกว พอกลับมาก็ไม่เคยชอบทะเลสาบที่ไหน หรือเห็นว่าทะเลสาบที่ไหนสวยอีกเลย เพราะที่นั่นแมร่งคือที่สุดแล้ว”

พอฟังถึงตรงนี้ ผมก็เลิกสนใจแล้วว่าพี่เขาจะเศร้าแค่ไหน หรือคิดจะกลับไปคืนดีกับแฟนหรือเปล่า หันมาสนใจว่าจิ่วจ้ายโกวมันสวยขนาดนั้นเลยหรือ แบบนี้ต้องหาโอกาสพิสูจน์ซะแล้ว

เวลาชวนมิตรสหายให้ไปแบกเป้เที่ยวที่นั่นด้วยกัน คำตอบที่มักจะได้รับกลับมาคือ “จิ่วจ้ายโกวมันไปเองได้ด้วยหรือ เห็นมีแต่คนซื้อทัวร์ไป” อาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ของที่นี่ถูกผูกติดกับบริษัททัวร์แนวอากงอาม่ามาช้านาน ประกอบกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่จริงบ้างไม่จริงบ้างว่า การเดินทางลำบาก มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ไปกับบริษัททัวร์เวิร์คกว่า เป็นต้น

ถ้าเป็นสมัยก่อน การเดินทางไปที่นั่นถือเป็นเรื่องยากลำบากจริง เห็นได้จากหนังสือบันทึกการเดินทางเลียบเลาะชายคาโลกของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่ผู้เขียนต้องนั่งรถข้ามทางขรุขระ, ทางขาด, ทางริมเหวอยู่หลายวันกว่าจะไปถึงจุดหมาย (เรียกได้ว่าแค่อ่านก็เหนื่อยแล้ว) แต่ด้วยความที่ตอนนี้จีนได้พัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด ทำให้จิ่วจ้ายโกวไม่ใช่ความฝันที่อยู่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น มีสายการบินโลว์คอสต์ที่บินตรง, การขอวีซ่าที่ไม่ยุ่งยาก, ป้ายต่างๆ ที่เริ่มมีภาษาอังกฤษปะปน, ห้องน้ำที่พัฒนาขึ้น (บ้าง) บวกกับถนนสายเฉิงตู-จิ่วจ้ายโกวที่ปรับเปลี่ยนเป็นลาดยางอย่างดี

หลังจากเคลียร์วันว่างได้ 5 – 6 วัน ผมกับเพื่อนอีกคนก็จัดทริปมาที่จิ่วจ้ายโกวทันที เรานั่งเครื่องบินมาถึงเมืองเฉิงตูตอนบ่ายแก่ๆ แผนการแรกของเราคือนั่งรถไปจิ่วจ้ายโกวคืนนั้นเลย เพื่อประหยัดค่าที่พักและเพิ่มเวลาเที่ยว แต่ปรากฏว่ารถมีแค่รอบเช้าเท่านั้น พนักงานโรงแรมบอกเราว่า เส้นทางไปนั้นคดเคี้ยวสูงชันจนเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำตอนกลางคืนบ่อยครั้ง จึงมีการยกเลิกรถเที่ยวกลางคืนทั้งหมด

ด้วยความที่เป็นมนุษย์ประเภทนอนดึกตื่นสาย ทำให้เราเลือกซื้อตั๋วรถเที่ยวที่ออกสายที่สุดซึ่งก็คือ 07.40 น. (นี่คือสายที่สุดของพี่แล้วใช่ไหม – ร้องไห้แป๊บ)

ตอนเช้า รถแล่นออกจากท่ารถแบบตรงเวลาเป๊ะจนเราเกือบตกรถ พอพ้นเขตเมืองรถก็ค่อยๆ พาเราไต่ไปตามภูเขาที่สูงชันมากขึ้นเรื่อยๆ ทัศนียภาพสองข้างทางสวยจนแทบหยุดหายใจ พอหันมามองทัศนียภาพข้างในรถบัสก็พบว่านอกเหนือจากผมกับเพื่อนและชาวยุโรปอีก 2 คน ที่เหลือในรถล้วนแต่เป็นคนจีน ซึ่งจากการสังเกตรถคันอื่นก็ไม่ค่อยพบคนต่างชาติสักเท่าไร

ขณะที่เรากำลังเอนตัวบนที่นั่งเตรียมงีบหลับ ก็มีหนุ่มจีนอายุประมาณ 25 ปีที่นั่งข้างๆ มาสะกิดถามเราว่า “Can I see your book?” เราเลยยื่นหนังสือนิยายภาพของ “สะอาด” ที่อ่านค้างไว้ให้เขาดู เขาหยิบเอาไปดูสักพักก็ส่งคืนพร้อมบอกว่าผมก็เขียนการ์ตูนได้เหมือนกัน เดี๋ยวรถจอดจะวาดให้ดู ซึ่งเราไม่ได้ตกใจที่เขามีทักษะการเขียนการ์ตูนมากเท่ากับการที่เขามีทักษะการพูดภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่วเหนือมาตรฐานคนจีน เราเลยคิดว่า ยังไงก็ขอติดสอยห้อยตามคนนี้ไว้ก่อน เผื่อขอความช่วยเหลือเวลาอยากติดต่อสื่อสารกับคนอื่น (เพราะคนจีนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้)

“ผมชื่อเคียว ทำงานในบริษัทคอมพิวเตอร์ที่ปักกิ่ง ช่วงนี้เป็นช่วงพักร้อนเลยเดินทางมาเที่ยวที่นี่คนเดียว” เคียวบอกกับเราอย่างนั้น “เดี๋ยวนี้คนจีนฐานะดีขึ้น ทำให้มีคนออกไปเที่ยวในที่ต่างๆ กันมากขึ้น ทั้งในและนอกประเทศ ลองดูที่เที่ยวดังๆ อย่างจิ่วจ้ายโกว จางเจี่ยเจี้ย กำแพงเมืองจีน คุณจะเห็นนักท่องเที่ยวจีนอัดแน่นไปหมดทุกที่ทุกวัน ไม่มีวันไหนที่คนน้อยเลย คุณควรทำใจเรื่องคนเยอะไว้เลยนะ”

ระยะทางจากเฉิงตูไปจิ่วจ้ายโกวประมาณ 460 กิโลเมตร ตามหลักน่าจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 8-9 ชั่วโมง แต่ด้วยความที่รถบัสจอดแวะตามร้านค้า (ที่ขายของเหมือนกันทุกร้าน) เกิน 10 รอบ ทำให้กว่าจะถึงที่หมายก็ปาไป 6 โมงเย็น ซึ่งตอนแรกเราก็เครียดว่าจะหาที่พักได้ไหม แต่เอาเข้าจริงต้องบอกว่าหาง่ายมาก เพราะจิ่วจ้ายโกวเป็นเมืองที่ใหญ่และเจริญกว่าที่คิดไว้มาก ให้ความรู้สึกเหมือนมียูเอฟโอยกเมืองใหญ่ทั้งเมืองมาวางไว้กลางหุบเขาอันไกลโพ้น

อุทยานจิ่วจ้ายโกวตั้งอยู่กลางหุบเขา ภายในมีทะเลสาบ ป่าไม้ และน้ำตกสวยงามมากมาย จุดขายของที่นี่คือทะเลสาบที่ใสปิ๊งและมีสีสันสวยงาม ทั้งเขียว เหลือง ฟ้า ม่วง ซึ่งมีหลายคนวิเคราะห์ว่าเกิดจากตะกอนใต้น้ำบวกกับการหักเหของแสง ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวดังกล่าวทำให้มันถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก และเป็นที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้นๆ ของจีน

จากเกสต์เฮาส์ของเราไปตรงทางเข้าอุทยานใช้เวลาเดินประมาณ 20 นาที เราวางแผนว่าไปให้เช้าแบบเว่อร์ๆ เลยสัก 05.30 น. จะได้ไม่ต้องเจอกรุ๊ปทัวร์และกองทัพนักท่องเที่ยวมหาศาล ปรากฏว่าเอาเข้าจริงไม่มีใครตื่นไหว จนต้องขอเลื่อนเวลาตื่นเป็น 7 โมง พอตื่นสายก็เป็นไปตามคาด นั่นคือมีนักท่องเที่ยวนับพันยืนรอที่หน้าทางเข้าเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่อคิวเพื่อรอขึ้นรถบัสที่บริการขับวนรอบอุทยาน (จ่ายค่ารถครั้งเดียวสามารถขึ้นลงกี่ครั้งก็ได้ที่จุดไหนก็ได้) ที่จริงจะเรียกว่าเป็นการต่อคิวก็ไม่ค่อยถูกนัก ต้องเรียกว่าเบียดเสียดแย่งกันเข้าจะตรงกว่า เวลามีรถบัสมาเทียบท่าสักคันหนึ่งก็เกิดการแย่งขึ้นรถราวกับอยู่ในหนัง Train to Busan

ตัวอุทยานมีขนาดใหญ่มากจนต้องใช้เวลา 2-3 วันขึ้นไปถึงจะเก็บไฮไลต์ได้ครบ แต่ด้วยความที่ค่าตั๋วต่อวันราคาแพงหูฉี่ถึง 310 หยวน หรือ 1,600 บาท (ถือเป็นราคาค่าตั๋วมาตรฐานของที่ท่องเที่ยวในจีนซึ่งส่วนใหญ่แพง) บวกกับเวลามีจำกัด ทำให้เราเลือกที่จะเก็บเฉพาะไฮไลต์ที่โคตรเด็ด โดยใช้เวลาวันเดียวพอ ส่วนวันอื่นเราจะเก็บไว้ไป “หวงหลง” อุทยานที่อยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกล

จุดแรกที่เราแวะได้แก่ Long Lake หรือทะเลสาบยาว ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่น้ำที่โคตรใสจนเห็นทุกอย่างที่อยู่ข้างล่าง และยังสะท้อนภาพท้องฟ้ากับภูเขาลงบนผิวน้ำ ที่อยู่ข้างๆ กันคือสระ 5 สี (The Jade-Colored Lake) ซึ่งจุดเด่นอยู่ที่น้ำหลากสีสัน ทั้งเขียว ม่วง น้ำเงิน ราวกับมีคนเอาสีเทลงไปในน้ำ ซึ่งเป็นภาพที่สวยจนกล้องถ่ายรูปก็ไม่อาจบันทึกความสวยงามลงไปได้ทั้งหมด แต่ด้วยความป็อปปูลาร์ของมันทำให้มีนักท่องเที่ยวต่อคิวถ่ายรูปเยอะมาก จนต่อให้หลบหลีกยังไงก็ยังต้องมีคนอยู่ในภาพ

ระหว่างที่เราเดินงงหลงทิศทางกันอยู่ มองไปข้างหน้าก็เห็นอีกคนหนึ่งที่ดูงงหลงทิศทางไม่แพ้เรา เราก็เลยชวนเขาเดินไปด้วยกัน

“ค่าเข้าชมคนละ 310 หยวน ดูแล้วมีคนเข้าชมวันละเป็นหมื่น นี่ขนาดไม่ใช่ช่วงไฮซีซั่นนะเนี่ย ไม่อยากนึกเลยว่าปีหนึ่งที่นี่จะทำเงินได้กี่พันล้านหยวน” ผมกล่าว

“แต่เงินค่าตั๋วที่เก็บไปก็มีการแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมนะ ทั้งรถบัสในอุทยาน มีทางเดินที่เป็นไม้ปูยาวทั่วอุทยานหลายกิโล มีถังขยะ มีป้ายบอกทางที่ดูดีมาก” เคียวกล่าว

“เออ ประเทศคุณเคยมีการประท้วงเรียกร้องไม่ให้สร้างกระเช้าหรือทางเดินในป่าไหม เพราะมันน่าจะทำลายธรรมชาติมากอยู่นะ” เพื่อนผมถามต่อ

“ก็ไม่ค่อยได้ยินนะ แต่ในประเทศจีนคุณก็รู้ เราประท้วงอะไรมากไม่ได้หรอก” เคียวตอบ

เราเลือกที่จะหยุดคุยประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมกับความเจริญไว้เพียงเท่านี้ แล้วหันไปถ่ายรูปทะเลสาบต่อ

เรามองสำรวจคนที่มาเที่ยวพบว่ามีนักท่องเที่ยวจีนหลากหลายวัย ตั้งแต่เด็กประถม วัยรุ่น ไปจนถึงอาแปะอาม่า สิ่งที่สะดุดตาพวกเราคือการแต่งตัว เพราะในขณะที่เครื่องแต่งกายในยามขึ้นเขาเข้าป่าของนักท่องเที่ยวไทยหรือตะวันตกคือเสื้อกางเกงรองเท้าที่ทนทานรัดกุม แต่นักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่กลับใส่เสื้อสีฉูดฉาดและกระเป๋ารองเท้าแฟชั่นราวกับเดินอยู่ในห้าง (บางคนใส่รองเท้าส้นสูงส้นแหลมเปี๊ยบเดินในอุทยาน เห็นแล้วยอมใจในความสามารถของพวกนาง)

หลังจากนั้นเราเดินทางไปที่เส้นทางสระธนูไผ่ (The Arrow Bamboo Lake) ซึ่งเป็นทางเดินเท้า 12 กม. โดยผ่านจุดต่างๆ อย่างสระแพนด้า, น้ำตกแพนด้า (ชื่อดูหน่อมแน้มแต่ของจริงอลังการมาก), สระ 5 บุปผชาติ, สระไข่มุก, น้ำตกไข่มุก, ทะเลสาบกระจก สิ่งที่ทำให้เราทึ่งได้แก่ภาพสระน้ำหลากสีที่มีซากต้นไม้โบราณนอนนิ่งอยู่ใต้น้ำ เกิดเป็นภาพประหลาดเกินบรรยาย

เวลาลุล่วงมาหลังเที่ยง และอาหารที่อยู่ในท้องเรามีแค่แอปเปิล 1 ลูกซึ่งสลายไปนานแล้ว โชคดีที่ระหว่างทางมีแม่ค้าวางขายมาม่าแบบแบกับดิน แม้ราคาจะพุ่งไปถึงถ้วยละ 15 หยวน (ประมาณ 80 บาท จากราคาปกติ 3.5 หยวน) แต่เราก็ยอมจ่ายโดยดี มาม่าจีนต่างจากมาม่าไทยตรงที่ถ้วยใหญ่ เส้นบวมอืดกว่า เรียกได้ว่ากว่าจะกินหมดถ้วยก็เล่นเอาเรานั่งอืดจนไม่อยากเที่ยวต่อ

จากนั้นเราก็เดินไปต่อที่น้ำตกเน่อเย่อหลัง, สระแรด, สระเสือ, น้ำตกซู่เจิ้ง, หมู่บ้านธิเบตซู่เจิ้ง ผลจากการเดินไม่หยุดตั้งแต่ 07.30 ถึง 18.00 น. ทำให้ช่วงหลังเรากับเคียวถึงขั้นต้องลากขาเดิน เราเดินขากะเผลกไปที่ร้านอาหาร ก่อนสั่งเบียร์แกล้มอาหารเสฉวนที่มีส่วนผสมเป็นหมาล่า ซึ่งกินแล้วชาปากสุดขีด ด้วยบทสนทนาที่ลื่นไหลทำให้เรานั่งกินจนถึงเวลาร้านปิด 4 ทุ่ม จนเจ้าของร้านแทบจะเชิญเราออกไปจากร้าน

ก่อนจากกัน เราแลกเปลี่ยนอีเมลกับเคียวเอาไว้ โดยสัญญาว่าถ้ามาเมืองไทยเมื่อไรจะพาเที่ยว เราจับมือแยกย้ายกันโดยบอกว่าแล้วพบกันใหม่

แต่ดั่งที่เพลง Polycat บอกไว้ว่า คนที่บอกว่าแล้วพบกันใหม่มักจะไม่พบกันอีก เพราะผมเผลอดันลืมหนังสือที่ข้างในมีเศษกระดาษจดอีเมลของเคียวเอาไว้ที่โรงแรม มารู้ตัวก็ตอนกลับไปที่เฉิงตูแล้ว ทำได้แต่รอให้เคียวติดต่อมาตามอีเมลที่ให้ไว้ แต่ถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ติดต่อกลับมาหาเรา และที่สำคัญคือผมกับเพื่อนที่ถ่ายรูปวิวทิวทัศน์เป็นร้อยๆ รูป แต่กลับไม่เคยถ่ายรูปเคียวเอาไว้เลยสักรูป ทำให้ความทรงจำของผมที่มีต่อใบหน้าของเขาเริ่มเลือนรางไปเรื่อยๆ

ซึ่งก็เป็นเหมือนที่บางคนกล่าวไว้ว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ยั่งยืนถาวร ไม่เว้นแม้แต่ความทรงจำดีๆ

How to go there

-แม้จะไปจิ่วจ้ายโกวได้จากหลายเมือง แต่เมืองต้นทางหลักคือเฉิงตู โดยสามารถไปได้ทั้งรถบัสโดยใช้เวลา 10 ชั่วโมง และเครื่องบินโดยใช้เวลาเดินทางแค่ 1 ชั่วโมง แต่ว่ามีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า และสภาพอากาศบริเวณนั้นมีความแปรปรวนสูงจนเครื่องบินดีเลย์อยู่บ่อยๆ

-อุทยานแห่งนี้จะมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงฤดู ทั้งช่วงที่ใบไม้เป็นสีเขียว สีเหลือง หรือเป็นหิมะปกคลุมทั้งหมด ซึ่งช่วงที่ฮอตฮิตที่สุดได้แก่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีปลายเดือนตุลาคม แต่แน่นอนว่านักท่องเที่ยวก็จะคับคั่งไปด้วย

-ค่าใช้จ่ายที่นี่ไม่แพงอย่างที่คิด ด้วยเงิน 12,000 – 15,000 บาท (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน) ก็สามารถจัดทริปแบกเป้ได้แบบสบายๆ

เรื่อง-ภาพ: บดินทร์ เทพรัตน์

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

ดาลัด – โฮจิมินห์ ทริปง่ายเที่ยวครบกับเงินไม่ถึงหมื่น (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 15 ต.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/751236


อากาศช่วงปลายฝนต้นหนาวกลับมาเยือนอีกแล้วนะครับท่านผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ ช่วงนี้หลายคนคงวางแผนเที่ยวปลายปีกันแล้ว แบกกล้องเที่ยวก็มีทริปราคาเบาๆ จัดกระเป๋าไม่ยุ่งยาก เพราะอากาศดี๊ดี วิวสวย อาหารเริด ที่สำคัญไปไม่ยากก็ที่ เวียดนาม ไงครับ!

ก่อนอื่นสิ่งที่ต้องเตรียมก็คือจองตั๋วราคาโปร ซึ่งตอนนี้มีมากมายให้เลือกกดซื้อกันรัวๆ  ในเว็บไซต์ จากนั้นเช็กพาสปอร์ตว่าใกล้หมดอายุหรือยัง กำเงินไปสัก 5,000 – 6,000 บาท เพื่อไปแลกเงินดอง (อัตราช่วงนี้อยู่ที่ 10.000 VND = 17 บาท) เสื้อผ้าหนาสักหน่อย อย่าลืมเสื้อกันฝนด้วยนะ

วันแรก กรุงเทพฯ – โฮจิมินห์

เรามาถึงไฟลต์เช้า อย่างแรกเลยซื้อซิมไว้เล่นเน็ตที่สนามบินก่อนเลย ราคาประมาณ 100.000 VND (170 บาท) จากนั้นเดินออกมาขึ้นรถเมล์สาย 152 นะ ไปฟามหงุเหลา คนละ 5.000 VND (8.50 บาท) ฟามหงุเหลา คือ แหล่งที่พักในเมืองไซ่ง่อน  คล้ายถนนข้าวสารบ้านเรา บอกคนขับได้เลยเราจะลงตรง ฟามหงุเหลา เขาจะจอดรถเมล์ให้ แล้วเดินต่อหน่อย

ตรงนี้จะเป็นดงที่พัก หาที่พักก่อนเลย แต่คืนนี้เราไม่นอนเอาไว้สำหรับเก็บของอาบน้ำเท่านั้น หลังจากนั้นไปหาซื้อตั๋วรถ FUTA Bus Line ไปดาลัด ค่าตั๋วรถนอนคนละ 270.000 VND (459 บาท) จากนั้นเดินถ่ายรูปเก๋ๆ กันเลย

สถานที่แนะนำก็เช่น Notre Dame Cathedral โบสถ์นอร์ทเธอดาม, Reunification Palace เป็นทำเนียบของอดีตประธานาธิบดี, Tran Nguyen Hai Statue

วันที่สอง ดาลัด

ก่อนมาดาลัด แนะนำให้จองโรงแรมไว้ล่วงหน้าเลยครับ เพราะเราจะมาถึงเช้ามากๆ  แต่รถทัวร์เขาจะมาส่งที่หน้าโรงแรมเลย ราคาส่วนมากห้องดีๆ ไม่ถึงพัน หารสองก็ตกคนละไม่เท่าไร จากนั้นซื้อ One Day Trip กับที่โรงแรม ทริปนี้เราเหมารถ 700.000 VND (1,190 บาท) ตกคนละ 198 บาท (เรามา 6 คน) จะได้เที่ยวทั้งหมด 5 ที่ด้วยกัน คือ Bao Dai’s Summer palace พระราชวังฤดูร้อนบ๋าวได๋, โบสถ์เมืองดาลัด (Nhà thờ chính tòa Đà Lạt), Robin hill, cable car ชมวิวมุมสูงเมืองดาลัด อันนี้ต้องจ่ายค่าขึ้นกระเช้า one way คนละ 50.000 VND (85 บาท), Datanta waterfall น้ำตกดาทันลา ไฮไลต์ของที่นี่ก็คือ Roller Coaster ให้เราได้เล่นขับลงไปถึงน้ำตก ค่ารถโรลเลอร์โคสเตอร์ แบบ return คนละ 50.000 VND (85 บาท) และที่สุดท้าย Valley of love หุบเขาแห่งความรัก

หลังจากเที่ยวมาทั้งวัน แถวที่พักจะมีตลาดนัด ของกินเพียบ ราคาถูก กินจนจุกแค่ไม่ถึงร้อย พร้อมลุยอีกวัน

วันที่สาม ดาลัด

วันนี้เรายังอยู่ดาลัด เราเหมารถเช่นเคย เพราะวันนี้เราจะออกจากตัวเมืองไปไกลหน่อย  ประมาณ 50 กม. เพื่อไปน้ำตกฟงกัว Pongour Waterfall ก่อนไปเราแวะเที่ยว Truc lam zen วัดตั๊กลัม วัดพุทธนิกายเซนแบบญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนเทือกเขาเฟืองฮว่าง ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ และดอกไม้นานาพันธุ์ ด้านในก็จะมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้ มีองค์พระแก้วมรกตจำลองที่นี่ให้กราบไหว้สักการะด้วย

มาถึงน้ำตกมีค่าเข้า 10.000 VND/คน (17 บาท) ได้รับการขนานนามให้เป็นน้ำตกที่สวยงามที่สุดในดาลัด และเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเวียดนาม นอกจากนี้ก็ยังมี น้ำตกเพรนน์ Prenn Waterfall อยู่ห่างจากใจกลางดาลัดประมาณ 10 กิโลเมตร

จากนั้นเราแวะที่โบสถ์โดเมนเดมารี Domain Church บนถนนโงเกวี่ยนเป็นโบสถ์สีชมพู ตั้งอยู่อย่างสงบและสง่างาม อีกทั้งยังเห็นวิวหมู่บ้านของชาวเวียดนามที่นี่ด้วย  และไปที่ Linh Quang Pagoda มีรูปปั้นมังกรตัวใหญ่อยู่ทางซ้าย ส่วนด้านขวา เป็นรูปปั้นจำลองประสูติพระพุทธเจ้า

ถ้าใครชอบความสนุกสนานก็ลองแวะมาที่ Crazy House บ้านหน้าตาแปลกประหลาด ค่าเข้าคนละ 40.000 VND (68 บาท) เป็นอาคารที่ทำด้วยปูนแบบแปลกๆ ทรงแปลกตา ลูกสาวประธานาธิบดีคนที่ 2 ของเวียดนาม เป็นผู้ออกแบบ ซึ่งจบสถาปัตย์มาจากฝรั่งเศส อารมณ์เหมือนหลุดไปในโลกนิทานบ้านยักษ์ สีสันสวยงาม มีทางเดินขึ้นลงแคบๆ ไปยังห้องต่างๆ ที่นี่สามารถจองติดต่อห้องพักได้ด้วย

ว่ากันเรื่องกินบ้าง เขาว่ามาดาลัดต้องกินหอย มื้อเย็นนี้พวกเราเลยจัดบุฟเฟ่ต์ที่ Ngon Buffet จะคิดค่าหัว 220.000 VND/คน (374 บาท) มีอาหารให้เลือกทานเยอะมาก ทั้งอาหารทะเล มีตั้งแต่ปลาแซลมอน ทูน่า จระเข้ หอยเยอะมาก ส่วนค่าเครื่องดื่มคิดแยกต่างหาก ของคาวเสร็จต้องตบด้วยของหวานที่ร้าน Tung cafe มาลองโยเกิร์ตดาลัด และกาแฟราคาไม่แพง

ทริปของเรายังไม่จบนะครับ มาติดตามต่อกันสัปดาห์หน้ารับรองว่าฟินจนอยากบินตามกันเลยทีเดียว…

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

 

ลองสักครั้งจะติดใจ! อร่อย น่ารัก เช็กอินถ่ายรูปเก๋ๆ ‘Warm Wood Cafe’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ต.ค. 2559 14:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736981


ฝนตกแทบทุกวันแบบนี้ เราเชื่อว่าหลายคนต้องมีอาการ ‘มองบน’ เพราะถ้าฝนตกเมื่อไหร่ กรุงเทพฯ เมืองรถติดเป็นดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้วยิ่งติดไปกันใหญ่ คู่มือคนเมือง ไทยรัฐออนไลน์ เลยขอแนะนำในระหว่างฝนตก รถติดหลังเลิกงาน ขอให้คุณทำใจเย็นๆ มองหาร้านอาหารและคาเฟ่บรรยากาศอบอุ่นๆ ที่สามารถพาตัวเองและครอบครัวมานั่งชิลๆ ได้สะดวก หรือจะชักชวนเพื่อนมานั่งพูดคุยกันไป รับประทานอาหารกันไป แบบสบายๆ เราขอแนะนำให้รู้จักร้าน Warm Wood Café (วอร์มวู้ด คาเฟ่)

เปิดประตูร้านเข้ามา ร้านไม่ได้ใหญ่มาก แต่เรารู้สึกหลงรักกับบรรยากาศและการออกแบบร้านที่มีสไตล์ เรียบเก๋ ให้ความรู้สึกอบอุ่น ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการสัมผัสได้ถึงความเป็นกันเอง สบายๆ เหมือนได้นั่งอยู่ในบ้านแถบชานเมืองในแนว La Provence (โพรวองซ์) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส

ตกแต่งร้านได้น่ารักใช้โทนสีอ่อน ทำให้เรามีความรู้สึกอบอุ่น ดูสบายตา และที่สำคัญอยู่ในยุคโซเชียลแบบนี้ต้องมีการถ่ายรูป เช็กอินกันบ้าง ที่นี่ก็มีมุมถ่ายรูปหลากหลาย พร้อมอาหารและของหวานแสนอร่อยที่ทำให้ลูกค้าได้ใช้เวลาอันอบอุ่นร่วมกัน ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ลูกค้าจะสัมผัสได้เมื่อเข้ามาที่ Warm Wood Café

ซึ่งการตกแต่งและทุกเมนูของร้านรังสรรค์ภายใต้คอนเซปต์ “From our warm heart and crafty hands” ทุกเมนูเกิดขึ้นจากการใส่ใจในทุกรายละเอียด เน้นทำสดใหม่ออกจากเตา อาหารและขนมที่ทำใหม่จานต่อจาน มีเมนูอาหารและเครื่องดื่มอร่อยๆ ให้เลือกมากมาย

Warm Wood Café พิถีพิถันในการคัดสรรเมนูอาหาร แบบสไตล์ Comfort food ซึ่งที่นี่ลูกค้าสามารถใช้เวลาร่วมกับเพื่อน พร้อมมีความสุขกับอาหารที่หลากหลาย แบบ All Day Brunch, Salad, Snack, Pasta, Main Course, and French Style Dessert เพื่อตอบโจทย์ของลูกค้าในหลากหลายสไตล์ พร้อมด้วยเครื่องดื่มรสชาติเยี่ยมให้เลือกดื่มคู่กับอาหารได้อย่างมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น

ทดสอบ 5 เมนู เยือน Warm Wood Café แล้วต้องลอง

เมนูแรก : Soft Shell Crab Salad

เมนูแรกที่ลองถึงแม้เราจะไม่ใช่คนนิยมการทานผัก แต่จานนี้เรารู้สึกชอบ กินแล้วคุณจะรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก ผักกาดแก้วเย็นๆ กรอบๆ กินคู่กับปูนิ่มทอด ราดด้วยซอสบัลซามิกกับผักสดๆ ทั้งยังมีสับปะรดและมะเขือเทศดึงดูดรสชาติให้มีความเปรี้ยว หวาน ตัดคาวของปูนิ่มได้เป็นอย่างดี เป็นอีกหนึ่งมีเมนูที่มีประโยชน์ทั้งจากปูนิ่มที่มีแคลเซียมสูงและไขมันต่ำ ลองทานผักสลัดจานนี้กันเถอะ!

เมนูที่ 2 : Spaghetti Black Ink

สปาเกตตีแบล็กอิงก์ เป็นเมนูที่ทำจากเส้นสปาเกตตีสีดำนั่นเองใส่เนื้อปูลงไป เด็ดตรงซอสที่เป็นมันกุ้งกับพริกเผาผสมครีม เป็นซอสที่เชฟของร้านได้คิดขึ้นมาเองเช่นกัน เป็นเมนูที่เชฟบอกกับเราว่าอยากได้ความแปลกใหม่ อารมณ์เหมือนได้ทานซีฟู้ดด้วย บอกเลยว่าอร่อยเหาะค่ะคุณผู้ชม

เมนูที่ 3 : Pork Ribs BBQ

เป็นเมนูที่ทำจากซี่โครงหมูนำไปตุ๋นในอุณหภูมิที่เชฟได้กำหนดไว้ไม่ถึง 100 องศา และพิเศษสุดๆ ตรงซอสบาร์บีคิวที่ราดลงไป ทางร้านคิดขึ้นมาเป็นพิเศษ รสชาติออกเปรี้ยวหวานไม่เหมือนอย่างที่เคยกินจากร้านอื่น ขอบอกว่าฟินสุดๆ ไปเลยแหละ

เมนูที่ 4 : Grape Chicken

เมนูนี้เป็นไก่หมักกับซอสและไวน์แดง ซอสที่ว่าจะมีความเย็นๆ นิดนึง กินกับองุ่นและมัน เข้ากันเป็นอย่างดี ถูกปากคนที่มาทานหลายๆ คน เป็นอีกหนึ่งเมนูที่เราอยากแนะนำ

เมนูที่ 5 : Pink Coral

เขาว่ากันว่า กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่ งั้นเราต้องจัดของหวานกันสักหน่อย อีกหนึ่งมนูสุดครีเอต ด้วยการนำ Molecular Gastronomy เข้ามาช่วยสร้างสรรค์ความอร่อยให้กับ Strawberry Cheesecake เสิร์ฟพร้อม Raspberry Ravioli และไมโครเค้ก ทานคู่กับผลไม้รสหวานอมเปรี้ยว และ Almond Crumble บอกเลยว่าคนรักของหวานอย่างเราประทับใจมากๆ กับรสชาติความอร่อย ฟิน ของเมนูนี้

พิกัดร้าน : ‘Warm Wood Cafe’ ปากซอยทองหล่อ 10

หนาวจนปากสั่น! ชวนขึ้นดอยอินทนนท์ สัมผัส 6 องศา งานล่าทะเลหมอกแห่งปี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ต.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750217


ฝนซาไปไม่ทันไร แว่วมาว่าอากาศทางภาคเหนือเริ่มมีลมหนาวมาให้ได้สัมผัสกันแล้ว โดยวันที่ 8-9 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่า ‘ดอยอินทนนท์’ อุณหภูมิลดฮวบ เหลือเพียง 6 องศาเซลเซียส ต่ำมากที่สุดครั้งแรกของปี

ไทยรัฐออนไลน์ จะพาขาเที่ยวที่ชอบท่องเที่ยวในหน้าหนาวไปเจาะประเด็นเรื่องนี้กัน  โดยเฉพาะการเดินทางไปเที่ยวตามยอดดอยต่างๆ เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยแม่สลอง ภูชี้ฟ้า ม่อนแจ่ม ฯลฯ หลังจากที่เราตามข่าวพยากรณ์มาสักพัก ทราบข้อมูลคร่าวๆ ว่าปีนี้หน้าหนาวจะค่อนข้างหนาวจัดกว่าปีที่ผ่านๆ มา

ใครอยากไปเที่ยวดอยปลายปีนี้ ตามมาอ่านทางนี้ด่วนๆ

1. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ถูกประกาศเป็นอุทยานฯ ในลำดับที่ 6 ของประเทศไทย มีพื้นที่ 482.4 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ที่ 119 หมู่ 7 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ

2. ดอยอินทนนท์แต่เดิมดอยนี้มีชื่อว่า ‘ดอยหลวง’ หรือ ‘ดอยอ่างกา’ ดอยหลวง มาจากขนาดของดอยที่ใหญ่มาก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า ‘ดอยหลวง’ (หลวง: เป็นภาษาเหนือ แปลว่า ใหญ่) ส่วนที่มาของ ‘ดอยอ่างกา’ มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากยอดดอยไปทางทิศตะวันตกประมาณ 300 เมตร มีหนองน้ำแห่งหนึ่งลักษณะเหมือนอ่าง ฝูงกาจำนวนมากมายมักพากันไปเล่นน้ำที่หนองน้ำแห่งนี้ จึงพากันเรียกว่า อ่างกา

3. เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา มีรายงานจากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ระบุว่า สภาพอากาศบนดอยอินทนนท์ในช่วงเช้า มีอากาศหนาวเย็นแล้ว อุณหภูมิบนยอดดอยหนาวมาก วัดได้ต่ำสุดที่ 6 องศาเซลเซียส ขณะที่จุดชมวิวกิ่วแม่ปานวัดได้ต่ำสุด 9 องศาเซลเซียส จึงนับว่าเป็นอากาศลดต่ำที่สุดในหนาวแรกของปีนี้ และคาดการณ์ปีนี้ฤดูหนาวของจังหวัดเชียงใหม่ปีนี้จะมาถึงเร็วกว่าปกติ

4. บนยอดดอยที่มีอุณหภูมิ 6 องศาเซลเซียส พบว่ามีน้ำค้างบนยอดหญ้า แต่ยังไม่ใช่เหมยขาบหรือแม่คะนิ้ง พอสายๆ แดดเริ่มออกก็หายไป นอกจากสภาพอากาศโดยทั่วไปค่อนข้างจะหนาวเย็นแล้ว ในช่วงนี้แสงอาทิตย์ยามเช้าจะเป็นสีทองอร่ามสวยงาม เหมาะกับการเดินทางมาท่องเที่ยว

5. อัพเดตต่อเนื่อง เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา พบว่าบริเวณกิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์ ท้องฟ้าปิด มีหมอกกระจายตัวอยู่เต็มไปหมด วัดอุณหภูมิได้ประมาณ 12 องศาเซลเซียส แต่ตอนนี้ยังปิดเส้นทางสำรวจธรรมชาติอยู่ เนื่องจากมีหมอกหนาจัดอาจเป็นอันตรายได้

6. สำหรับเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์ ในปีนี้จะเปิดเส้นทางให้นักท่องเที่ยวได้มาเที่ยวกันในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป ในเส้นทางนี้นอกจากมีวิวทิวทัศน์สวยอลังการแล้ว ยังอาจจะได้พบสัตว์หาชมยากที่จะออกมากินอาหารตามเส้นทางนี้ด้วย ขาเที่ยวเตรียมจองตั๋ว จองที่พัก และฟิตร่างกายให้ดี เพื่อไปตามล่าทะเลหมอกสวยๆ ครั้งแรกของปีที่นี่กัน

7. ในเดือนพฤศจิกายน 2559 นี้ คาดการณ์กันว่าที่ยอดดอยอินทนนท์จะมีปรากฏการณ์น้ำค้างแข็ง หรือ แม่คะนิ้ง ให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันอย่างแน่นอน เนื่องมาจากสภาพอากาศที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว บวกกับสภาพธรรมชาติของป่าที่ฟื้นตัวเต็มที่  นอกจากนี้ยังมีทุ่งกุหลาบพันปีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศกว่า 100 ไร่ให้ได้ชมอีกด้วย

8. ในช่วงนี้เริ่มมีนักท่องเที่ยวทยอยขึ้นดอยอินทนนท์เพื่อสัมผัสอากาศหนาวกันแล้ว  โดยเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ มีนักท่องเที่ยวประมาณ 1,500 คน จากการสอบถามนักท่องเที่ยวพบว่า ส่วนใหญ่อยากมาชมแสงแรกยามเช้าบนดอย, ชมทะเลหมอก, สัมผัสอากาศเย็นครั้งแรกของปี, ชมน้ำค้างบนยอดหญ้า และตามล่าแม่คะนิ้ง

9. ส่วนใครที่อยากเที่ยวต่อในจุดอื่นๆ บนดอยอินทนนท์ ก็สามารถไปเที่ยวชมน้ำตกที่สวยที่สุดในประเทศไทยจำนวน 3 แห่ง ทั้งน้ำตกแม่กลาง, น้ำตกแม่ยะ, น้ำตกวชิรธาร รวมทั้งยังมีสมอลฟาร์ม ตั้งอยู่บริเวณปากทางขึ้นดอยอินทนนท์ เป็นฟาร์มที่มีบรรยากาศดี มีบรรดาสัตว์เล็กนานาชนิดให้ได้ชมและป้อนอาหาร เช่น แกะ, แพนด้า, นกยูง, ม้าแคระ เป็นต้น

10. มีข้อมูลเพิ่มเติมจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ รายงานว่า ฤดูหนาวที่เชียงใหม่ในปีนี้จะเริ่มหนาวอย่างจริงจังในช่วงปลายเดือนตุลาคมเป็นต้นไป  และจะไปสิ้นสุดประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้อากาศจะหนาวกว่าทุกปีที่ผ่านมา  อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงฤดูหนาวจะอยู่ที่ประมาณ 16-18 องศาเซลเซียส

ใครจะไปตามล่าทะเลหมอกยอดดอยอินทนนท์ปีนี้ เตรียมตัวขึ้นเหนือให้ไว จะได้ไปแชะภาพมาอวดได้ก่อนเพื่อนเนอะ!

แหล่งท่องเที่ยวแปลกใหม่ที่ชวนให้ขนลุก!! สัมผัสชีวิตราชาสัตว์เลี้อยคลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/751361


สร้างสรรค์สถานที่ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ สยามปาร์ค เรคครีเอชั่น เปิดตัว สยาม เซอร์เพนทาเรี่ยม (Siam Serpentarium) ศูนย์การเรียนรู้เพื่อ เข้าใจชีวิตงู ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชีย

ฐวัฒน์ สมมะโนพัฒน์ ผู้บริหารสยาม เซอร์เพนทาเรี่ยม กล่าวว่า สยาม เซอร์เพนทาเรี่ยม เป็นศูนย์การเรียนรู้ เพื่อเข้าใจชีวิตงู รูปแบบใหม่ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ บนถนนหลวงแพ่ง ลาดกระบัง กรุงเทพฯ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่จะพาไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ผ่านมุมมองชีวิตที่แรกและที่เดียวในเอเชีย ร่วมศึกษาเรื่องงูๆ ไปพร้อมกับกิจกรรมที่นำเสนอความรู้ กับนิทรรศการสื่อผสมเหนือจินตนาการ สู่ประสบการณ์แห่งโลกของงูเสมือนจริง

ภายในศูนย์แห่งนี้ จะมี 3 โซนกิจกรรม ได้แก่ โซนพิพิธภัณฑ์ประสบการณ์เสมือนจริง มหัศจรรย์แห่งการเรียนรู้ ด้วยประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ร่วมผจญภัยไปในดินแดนลี้ลับแห่งราชาของสัตว์เลื้อยคลานที่น่าค้นหาในรูปแบบ immersive museum สื่อผสมในรูปแบบดิจิตอล ที่พาทุกคนไปพบกับวงจรชีวิตของงู ตั้งแต่การเกิด, การล่า, การเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่างๆ ตลอดถึงการสืบพันธุ์, โซนสวนงู พื้นที่การจัดแสดงงูระดับโลก ที่รวบรวมงูมากกว่า 50 สายพันธุ์จากทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่งูสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในโลกจนถึงขนาดเล็กที่สุดในโลก ตลอดจนงูสายพันธุ์แปลกๆ เช่น งูอนาคอนด้าขนาดยักษ์, งูเห่าทอง และงูหลามบอลหลากสี ซึ่งจะให้ทั้งความรู้และความสนุกสนานไปพร้อมๆกัน และสุดท้าย โซนโรงละครนาคาเธียเตอร์ สุดยอดของการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจ ในระบบแสงสีเสียง และฉากการแสดงที่ยิ่งใหญ่อลังการ และในช่วงฉลองการเปิดตัวนี้จึงจัดให้คนไทยเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 พ.ย.ศกนี้.

 

ขี่อูฐในทะเลทราย First Time ที่อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 9 ต.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737487


หลังจากที่ผมเคยผ่านประสบการณ์เที่ยวเมืองปีนัง, เสียมเรียบ, เวียงจันทน์, สิงคโปร์ ในช่วงหน้าร้อน ซึ่งแดดแผดเผาในระดับที่ถ้าไฟจะไหม้ลุกท่วมตัวก็ไม่แปลกใจ ทำให้ผมตั้งปณิธานว่าจะไม่เที่ยวเมืองร้อนๆ ในช่วงหน้าร้อนอีกแล้ว (โว้ย!!!)

ตัดภาพมาหน้าร้อนปีนี้ สถานที่ที่ข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวก็คือ ทะเลทราย (ร้องไห้แป๊บ..)

จุดหมายปลายทางของผมคือ การได้มาขี่อูฐที่ทะเลทรายธาร์ เมืองจัยซัลแมร์ (Jaisalmer) แคว้นราชาสถาน ประเทศอินเดีย ซึ่งผมอยากมาตั้งแต่ตอนที่ได้อ่านหนังสือ “ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย” ของบินหลา สันกาลาคีรี ซึ่งเขียนถึงเมืองนี้ ส่วนเหตุผลที่เลือกมาช่วงหน้าร้อนก็คือค่าตั๋วเครื่องบินและโรงแรมถูกมาก ด้วยความเป็นช่วงโลว์ซีซั่นแบบสุดขีด (Lonely planet เขียนไว้ว่าการเที่ยวจัยซัลแมร์ในช่วงหน้าร้อนถือเป็นการกระทำที่ crazy) อีกทั้งมิตรสหาย 2 คนของผมที่กำลังแบกเป้เที่ยวอินเดียหลายเดือนก็มีโปรแกรมที่จะมาเมืองดังกล่าวช่วงนั้นพอดี พอมีคนเที่ยวด้วยก็เลยต้องรีบคว้าโอกาสไว้ เพราะรู้ดีว่าอินเดียเป็นประเทศที่ชวนเพื่อนแบกเป้เที่ยวด้วยยากขนาดไหน จะเที่ยวคนเดียวก็จะรู้สึกว่าเลเวลตัวเองยังไม่แข็งแกร่งพอ

จัยซัลแมร์มีความน่าสนใจตรงไหน? ที่เห็นได้ชัดมีอยู่สามข้อ คือ 1.อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ในเมืองถูกสร้างขึ้นด้วยหินทรายสีเหลืองทอง ทำให้เวลามองจากระยะไกลเราจะเห็นทั้งเมืองเป็นสีทองอร่ามจนได้รับฉายาว่า Golden City 2.ป้อมปราการยักษ์สีทองอายุ 900 ปีอย่าง Jaisalmer Fort ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ความคัลท์คือในป้อมมีชาวบ้านอาศัยอยู่มากมาย (ต่างจากป้อมอื่นๆ ในอินเดียที่ถือเป็นโบราณสถานและมีการสงวนพื้นที่ไม่ให้ประชาชนขึ้นมาอยู่อาศัย) เรียกได้ว่าตากผ้าขายของกันแบบไม่แคร์ความเป็นมรดกโลกกันเลย 3.ทะเลทรายขนาดใหญ่ สำหรับผู้ที่ฝันอยากขี่อูฐหรือนอนในกระโจมแต่ไม่มีเงินถุงเงินถังไปที่แอฟริกาหรืออาหรับ ที่นี่ก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

แต่การเดินทางมาเมืองนี้ก็ใช่ว่าจะสบาย เนื่องจากมันอยู่ติดชายขอบทางซ้ายของอินเดีย ห่างจากปากีสถานไม่ถึง 100 กิโลเมตร และไม่ใช่เมืองทางผ่าน คนที่มาต้องตั้งใจมาจริงๆ สำหรับการเดินทางมีทั้งรถไฟและรถบัส ส่วนเครื่องบินนั้นถึงในเมืองจะมีสนามบิน แต่ก็ปิดใช้งาน เนื่องจากความขัดแย้งเรื่องชายแดนระหว่างอินเดีย – ปากีสถานที่ยังไม่จบสิ้น

เราเลือกที่จะไปจัยซัลแมร์จากเมืองจ๊อดปูร์ (Jodhpur หรือคนไทยชอบเรียกกันว่าโยธปุระ) ด้วยรถไฟรอบตี 5 เพื่อจะไปถึงที่หมายก่อนเที่ยง จะได้มีเวลาเที่ยวทะเลทรายตลอดช่วงบ่าย แผนการอันเพอร์เฟกต์ของเรามีช่องโหว่อย่างหนึ่งคือ มันเป็นเวลาที่เช้าเกินกว่าจะตื่นไหว ยิ่งคืนก่อนหน้านั้นเราซัดเบียร์ร่วมกับเพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่นจนเมามาย ทำให้พอถึงเวลาที่ควรจะตื่น เราก็เลยกดปิดนาฬิกาปลุกในมือถือของเราอย่างไม่ใยดี (พร้อมเสียงด่าขึ้นมาลอยๆ ของมิตรสหายว่าใครแมร่งเป็นต้นคิดในการซื้อตั๋วรอบตีห้าวะ)

เราจึงต้องเปลี่ยนแผนมานั่งรถบัสท้องถิ่นช่วงสายๆ แทน ซึ่งทำให้เราได้พบกับประสบการณ์การผจญภัยแบบเต็มอิ่ม เพราะรถบัสนั้นสภาพเก่า ไม่มีแอร์ เบาะเล็กแคบ ทุกที่นั่งอัดแน่นไปด้วยคนท้องถิ่นและข้าวของพะรุงพะรัง จอดแวะบ่อย แถมสภาพอากาศภายนอกก็เป็นทะเลทรายที่ร้อนสุดขีดและเต็มไปด้วยฝุ่น

ผลคือ ตอนที่รถพาเราไปถึงที่หมายตอน 3 โมง พวกเราหิวและเหนื่อยจนอยากเข้าไปนอนในห้องแอร์แบบกูไม่สนใจอะไรแล้ว แต่พอเช็กอินปุ๊บพนักงานก็ถามเราว่า สนใจไปทะเลทรายไหม ยังทัน

“ต้องขึ้นรถไปตอนไหนครับ” พวกเราถาม

“ตอนนี้เลย เก็บกระเป๋าในห้องแล้วขึ้นรถทันที” พนักงานตอบ

จริงอยู่ที่ว่าการขี่อูฐทะเลทรายคือจุดหมายที่เราต้องการ แต่การที่อยู่ดีๆ ก็ต้องนั่งรถไปในทันทีโดยไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ และไม่ทันได้อาบน้ำกินข้าวเลยนั้น ก็ดูเป็นการกระทำที่ระห่ำไปหน่อย ใครมันจะบ้าไปวะ

ตัดภาพเป็นอีก 5 นาทีต่อมา เราก็ได้นั่งอยู่บนรถที่ซิ่งไปทะเลทรายอย่างรวดเร็วเพื่อให้เรากลับเข้าเมืองทันก่อนมืด (ความบ้านี่มันไม่เข้าใครออกใครจริงๆ)

ทัวร์ทะเลทรายหรือ Desert Safari Tour มีแพ็กเกจให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ครึ่งวันไปจนถึง 3 วัน (พี่กะจะขี่อูฐทะลุเส้นทางสายไหมเลยหรือ) ตอนแรกเราวางแผนจะนอนค้างกระโจม 1 คืน แต่คุยไปคุยมาสรุปว่าขอเป็นทัวร์ครึ่งวันพอ เพราะจะได้เอาเวลาวันอื่นไปเที่ยวในเมือง และเพื่อถนอมร่างกายเอาไว้เที่ยวเมืองอื่นต่อ สำหรับการนอนกระโจมถ้ามีวาสนาได้กลับมาคราวหน้าค่อยว่ากัน

รถพาเราออกนอกเมืองไปทางปากีสถานมากขึ้นทุกที ระหว่างทางเราเห็นทหารถือปืนประปราย สองข้างทางนั้นมีแต่ความเวิ้งว้าง มีพื้นทรายที่แทรกด้วยต้นไม้แห้งๆ เพียงไม่กี่ต้น ให้ความรู้สึกเหมือนพวกเรากำลังอยู่ในหนังเรื่อง Mad Max ต่างกันที่ไม่ต้องรอให้มีคนมาไล่ยิงเหมือนในหนัง แค่เพียงรถเสียหรือยางแตกกลางทางพวกเราก็คงตายกันหมดแล้ว เพราะสองข้างทางแทบไม่พบเจอสิ่งมีชีวิตอยู่

รถพาเรามาส่งยังที่หมาย ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ทะเลทรายเสียทีเดียว แต่เป็น Sam Sand Dunes หรือเนินทรายขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านนอกของทะเลทรายอีกที แต่เราก็ยังสัมผัสได้ถึงความใหญ่โตอลังการของเนินทรายที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา

เราเดินไปที่จุดนำเที่ยว คนขับรถแท็กซี่ของโรงแรมและเจ้าของทัวร์ได้เชิญชวนให้เรานั่งรถจี๊ปซิ่งข้ามทะเลทรายเพื่อเข้าไปยังจุดขี่อูฐโดยต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เราเลยทักท้วงว่า อ้าวเฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หน่า เพราะว่าตอนจ่ายเงินค่าทัวร์ที่โรงแรม พนักงานเขาบอกว่ารวมทุกอย่างเสร็จสรรพแล้วไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่สุดท้ายเราก็ตกลงกันว่ายอมจ่ายก็ได้ เพราะที่นี่มันจัยซัลแมร์นะเว้ยไม่ใช่สมุทรปราการ จะได้มีโอกาสมาได้บ่อยๆ

รถได้พาเราทั้งสามคนยืนอยู่หลังกระบะรถโดยไม่มีการใส่เครื่องป้องกันใดๆ ซิ่งกระโดดข้ามเนินทรายอย่างรวดเร็วจนเราโคตรเสียวว่าสุดท้ายถ้าไม่ลงเอยที่รถคว่ำก็เป็นพวกเรากระเด็นตกรถ แต่พอมองไปที่สีหน้าท่าทางของพี่คนขับ พวกเราก็รู้สึกอุ่นใจว่าคงปลอดภัยเพราะพี่แกดูชิลมาก มีท่าทีไม่ต่างจากการขับรถออกไปหน้าปากซอย

สักพักพี่เขาก็พาเรามาส่งที่จุดปล่อยอูฐโดยสวัสดิภาพ รอบตัวเรามีอูฐยืนอยู่เรียงราย รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวซึ่งแน่นอนว่าเป็นทัวร์จีน (หนีพวกเขาไม่พ้นจริงๆ) นอกจากนั้นยังมีร้านค้าที่เอาโค้ก น้ำ และเบียร์แช่น้ำแข็งเย็นๆ วางขายกันกลางทะเลทรายเลย (เห็นแล้วยอมใจในระบบทุนนิยม)

“เอาให้เต็มที่เว้ย นี่อาจเป็นครั้งเดียวในชีวิตของเราที่จะได้ขี่อูฐนะ” เพื่อนของผมบอกก่อนขึ้นอูฐซึ่งมีคนเลี้ยงอูฐคอยจูงให้

การขี่อูฐนั้นให้ความรู้สึกแปลกประหลาดดี เพราะมันไม่เหมือนกับการขี่ม้าที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่อูฐมันเป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้า และมีการส่ายตัวขึ้นลงซ้ายขวาตลอดเวลา ทำให้ตอนขี่รู้สึกเกร็งและเมื่อยมาก (ยิ่งอูฐที่เราขี่เป็นพันธุ์โหนกเดียวก็ยิ่งทำให้เมื่อยเป็นพิเศษ) ตอนขี่แรกๆ ก็รู้สึกสนุกดีอยู่หรอก แต่พอนั่งไปได้สัก 5 นาทีก็เริ่มเบื่อ คิดว่าเมื่อไรจะหมดรอบสักที จะมีตื่นเต้นเป็นพิเศษก็เวลาขึ้นลงจากตัวอูฐ เพราะมันจะขยับตัวขึ้นลงอย่างรวดเร็วจนให้ความรู้สึกวูบไม่ต่างจากเครื่องเล่นสวนสนุก

จากตอนแรกที่เราหวั่นๆ ว่าขนาดในเมืองยังร้อนทะลุปรอทขนาดนี้ กลางทะเลทรายจะร้อนฉิบหายวายป่วงขนาดไหน แต่เอาเข้าจริงแล้วในทะเลทรายนั้นไม่ร้อนและเต็มไปด้วยฝุ่นอย่างที่คิด (หรือเราจะโชคดีที่มาตอนอากาศเย็นพอดี)

ขี่อูฐเสร็จแล้ว พี่คนขับรถจี๊ปก็พาเรากลับไปยังแท็กซี่โรงแรมที่ถนนใหญ่ พี่คนขับถามเราว่ามาจากไหน พอเราตอบว่าเมืองไทย พี่แกก็บอกว่า โอ้ ไอเลิฟเมืองไทย เคยไปเที่ยวพัทยามา ชอบมาก (เป็นคำตอบที่เราได้รับกลับมาประมาณ 50% เวลาบอกกับพ่อค้าหรือแท็กซี่อินเดียว่ามาจากเมืองไทย) เดี๋ยวไอขับรถแถมให้พวกยูคนไทยสัก 4 – 5 เนิน แม้เราจะบอกว่าไม่เอาแล้ว แต่พี่เขาคงไม่ใส่ใจ เราก็เลยได้กระเด้งกระดอนที่หลังรถกันอีกหลายรอบ

พอถึงที่หมาย เราเอ่ยปากขอบคุณพี่รถจี๊ปพร้อมให้ทิปไปหลายรูปีแล้วเดินขึ้นรถแท็กซี่ของโรงแรม กะว่าจะกลับเข้าเมืองไปกินข้าวและนั่งจิบเบียร์บนดาดฟ้าโรงแรมให้สะใจ แต่แท็กซี่โรงแรมกลับพาเราไปตรงข้ามกับทางกลับเข้าเมือง

“พี่จะพาเราไปไหนครับ” เราถามออกไป แต่คนขับน่าจะฟังภาษาอังกฤษไม่ออก ก็เลยยิ้มให้เราแทนคำตอบ

คนขับรถพาเรามายังจุดขี่อูฐอีกจุดหนึ่ง ระหว่างที่เรากำลังงงๆ เขาก็ชี้บอกเราว่าให้ขึ้นอูฐได้ พอเราถามเจ้าของอูฐ เขาก็บอกว่ายูจ่ายเงินที่โรงแรมแล้ว ไม่ต้องจ่ายเพิ่มอีก เอาเว้ย ขึ้นก็ขึ้นวะ

พวกเราพากันวิเคราะห์ในขณะที่นั่งอยู่บนหลังอูฐว่า ที่จริงแล้วทัวร์ที่เราซื้อจากโรงแรมนั้นคือการขี่อูฐครั้งที่สองตอนนี้นี่แหละ แต่การขี่อูฐครั้งแรกคือ คนขับแท็กซี่มั่วนิ่มพาไปเองเพื่อเอาค่าคอมมิชชั่น สรุปคือกูโดนหลอกจ้า (ถือเป็นการโดนหลอกครั้งที่ 3,317 ของเราในอินเดีย) ทำให้เราได้ขี่อูฐสองรอบติดกันภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงโดยไม่ได้ร้องขอ แต่เราก็ไม่ได้โวยวายอะไร เพราะเบ็ดเสร็จทั้งหมดเราเสียเงินไปแค่คนละ 1,000 กว่าบาท ซึ่งถือว่าถูกเมื่อเทียบกับประสบการณ์ที่ได้รับ

อูฐพาเรามาถึงเนินทรายขนาดใหญ่ตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกพอดี ภาพดวงอาทิตย์ตกโคตรสวยงามจนเกิดเป็นความรู้สึกฟินถึงขีดสุดจนสามารถกลับเมืองไทยพรุ่งนี้เลยก็ได้ ลุงที่จูงอูฐถามเราด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดียว่า Are you happy? เรายิ้มให้แทนคำตอบ

เรานั่งรถออกจากทะเลทรายด้วยความหวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสกลับมาที่นี่ใหม่ บวกกับความหวังที่ว่าจะไปถึงร้านอาหารในเมืองไวๆ เพราะหิวจนจะเป็นลมแล้ว (โว้ย!)

หมายเหตุ

1. วิธีการไปจัยซัลแมร์จากประเทศไทยที่ง่ายที่สุดคือ นั่งเครื่องบินไปลงที่นิวเดลี จากนั้นนั่งรถไฟหรือรถบัสสายตรงไปที่เมืองจัยซัลแมร์ หรือสามารถนั่งจากเมืองต่างๆ ในแคว้นราชาสถานไปก็ได้ (นักท่องเที่ยวนิยมไปที่เมืองใหญ่ เช่น ไจปูร์, จ๊อดปูร์ก่อนแล้วค่อยไปจัยซัลแมร์ต่อ)

2. ช่วงเวลาที่แนะนำสำหรับการไปจัยซัลแมร์หรือเมืองอื่นๆ ในแคว้นราชาสถานคือ พฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ เพราะอากาศกำลังสบาย ไม่ร้อนมาก

3. เนื่องจากทะเลทรายถือเป็นจุดขายของเมือง ทำให้มีการขายแพ็กเกจ Desert Safari ในเมืองมากมาย ตั้งแต่โรงแรมยันบริษัททัวร์ ควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ปุบปับเอาเลย (สรุปคืออย่าทำแบบผู้เขียน)

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

เกาะโลมา Dolphin ดูฟินมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ต.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/747472


จู่ๆ ก็เห็นรอยยิ้ม เห็นความสุขจาก ใบหน้า และแววตาของพวกเขาในระยะประชิด, ยิ่งเวลาเขาได้รับรางวัลเป็น ‘ปลาแฮริ่ง ปลาเคปลิน’ ตัวใหญ่จ้ำม่ำที่นอนยิ้ม ‘พลีกาย’ อยู่ในถังที่ภายนอกมีหยดน้ำเม็ดใส ต่างขนาดเกาะก่าย ภายในมีน้ำแข็งทรงกลม ทรงมน ใกล้ชิดเย็นชื่นใจแล้วกิริยา ‘ยิ้มตาหยี’ ของมันยิ่งนอกหน้าเป็นเท่าทวีคูณ

‘กินปลาเย็นๆ ในน้ำเย็นๆ มันจะหนาวฟันกันไปใหญ่ไหม…’ ผมสงสัยแต่ไม่ได้เปล่งเสียงถามออกไป แต่ดูอากัปกิริยาไม่ว่าจะเย็นฟันหรือไม่ เชื่อได้ว่าหลังกลืนปลาแช่เย็นตัวอวบลงท้อง เขาคงมีความสุขมากเหลือคณา ภาษามนุษย์วัยรุ่นเรียกได้ว่า ‘ฟิน’ โคตร

ภาพเล่าเรื่องไทยรัฐออนไลน์สัปดาห์นี้เก็บมาจาก เกาะโลมาที่รีสอร์ตเวิลด์เซ็นโตซ่า เป็นภาพที่แสนรู้ เป็นภาพที่น่ารัก เป็นภาพที่ผมแอบเห็นว่า ไม่ใช่แค่รอยยิ้มของโลมา ผมแอบเห็นความสุขบนใบหน้าพี่เลี้ยงของมันเปล่งประกายวิบวับ มีความสุขเพราะเพื่อนต่างสายพันธุ์กระโดดโลดเต้นได้อย่างมีความสุข

ป็นภาพที่ทำให้ทั้งปลา คนฝึก และคนดูใกล้ๆ อมยิ้มได้จนเมื่อยแก้มเลยทีเดียว.

อ่านเพิ่ม : รีวิว! ความสนุก สุดสยอง ฮาโลวีน ฮอร์เรอร์ ไนท์ ยูนิเวอร์แซล สิงคโปร์

**
รู้หรือไม่ว่า**

1. เกาะโลมาที่รีสอร์ตเวิลด์เซ็นโตซ่าประกอบด้วยลากูนขนาดใหญ่ 11 แห่งที่เชื่อมต่อกันที่นี่ เป็นที่อยู่อาศัยของโลมาพันธ์ุปากขวดอินโดแปซิฟิกกว่า 20 ตัว หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 2013 โลมาแสนน่ารักมีโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนับหลายพันคน ที่นี่ทุกคนจะรู้จักโลมามากขึ้น ผ่านกิจกรรมแบบ Interactive ที่ทำให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตใต้น้ำ

2. การดูแลโลมาที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล ที่เกาะโลมาเรามีทีมสัตวแพทย์สัตว์น้ำผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำและผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะพันธุ์ และการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ได้รับการฝึกฝนและมีประสบการณ์ระดับโลกด้านการดูแลสัตว์ เพื่อให้มั่นใจว่าโลมาได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ดีที่สุด ปัจจุบันมีผู้ฝึก 35 คน จาก 10 ประเทศทั่วโลกที่คอยดูแลโลมาตลอด 24 ชั่วโมง

3. ครูฝึกเหล่านี้ให้การดูแลโลมาอย่างพิถีพิถันผ่านองค์ความรู้ในหลากหลายรูปแบบ ผ่านการเรียนการสอน การสำรวจ และการเล่น เพื่อกระตุ้นพัฒนาการ ทั้งด้านสมอง ร่างกาย และจิตใจ อาทิ การสัมผัสทางกายกับครูฝึก และนักท่องเที่ยว การกระตุ้น พัฒนาการผ่านสื่อการเรียนการสอน เช่น โยนของ หรือทำให้จม การมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับครูฝึกให้โลมามีสุขภาพกาย และใจที่ดี

4. โลมาจะได้รับอาหารที่มีคุณภาพ เพื่อโภชนาการที่ดี ซึ่งเป็นปลาแฮริ่ง ปลาเคปลิน และหมึกคุณภาพดีที่สุด ที่นำเข้ามาจากประเทศแคนาดา สหรัฐอเมริกา และไอซ์แลนด์ โลมาสามารถกินอาหาร ได้มากกว่า 160 กิโลกรัมต่อวัน

กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมพิเศษสำหรับแพ็กเกจวีไอพี ที่จะได้สัมผัสกับโลมาเป็นการส่วนตัว โดยสามารถเลือกน้ำตื้น-ลึกได้

สามารถพาครอบครัว และเพื่อนๆ เข้ามาร่วมกิจกรรมได้ด้วย

 ทั้งนี้ รอบละ 1.30 ชั่วโมง (30 นาทีในน้ำ) ราคาทั่วไป 288 เหรียญสิงคโปร์ ราคาเด็ก /ผู้อาวุโส 278 เหรียญสิงคโปร์ 
ลองเข้าไปชมข้อมูลได้ที่ http://www.rwsentosa.com/th

เรื่อง : raydo_trnews / ภาพ : ปิยะวรรณ แสงอรุณ

 

วัดความกล้า ท้าความเสียว ที่ “เขาช้างเผือก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 8 ต.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744476


สวัสดีท่านผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ทุกท่านครับ สัปดาห์นี้ แบกกล้องเที่ยวจะพาเพื่อนๆ ไปขึ้นเขาที่ขึ้นยากอันดับต้นๆ แห่งหนึ่งในประเทศไทย ไม่ได้หมายความว่าทางขึ้นเขาลำบาก หรือยากนะครับ แต่หมายถึงกว่าจะจองแล้วได้ขึ้นเนี่ยยากมาก ทั้งนี้เพราะพื้นที่มีจำกัดและคนสนใจจะไปกันเยอะครับ ซึ่งเขาที่ว่าก็คือ เขาช้างเผือก นั่นเอง

เขาช้างเผือก ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี บนยอดเขามีลักษณะเป็นภูเขาหญ้า มีหินบ้างตามสันเขา การเดินทางไปยังยอดเขาช้างเผือกนั้น จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เพื่อลงทะเบียนรายชื่อคนที่ขึ้นเขา ในแต่ละวันทางอุทยานฯ มีการจำกัดคนบนเขาไว้ที่ 60 คน เพราะพื้นที่กางเต็นท์บริเวณยอดเขามีพื้นที่จำกัด ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะนิยมมาแบบ 2 วัน 1 คืน ปกติช่วงที่เปิดให้ขึ้นจะอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงมกราคม ซึ่งปีนี้ยังไม่รู้ว่าจะเปิดหรือไม่ต้องลุ้นกันครับ

การเดินขึ้นสู่เขาช้างเผือกจะเริ่มจากบริเวณหลังหมู่บ้านอีต่อง ตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ เป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงในการเดินขึ้นไปจนถึงจุดกางเต็นท์ เดินช่วงแรกจะผ่านป่าโปร่งๆ เป็นเนินเขาเตี้ยบ้าง สูงบ้าง เป็นเนินทุ่งหญ้าที่มีวิวสวยๆ เป็นจุดที่เหมาะกับการถ่ายรูปมาก จากนั้นก็จะเป็นการเดินตามเชิงเขาบ้าง สันเขาบ้าง ช่วงนี้จะเป็นทุ่งหญ้าความสูงพอท่วมหัว แล้วจึงจะถึงจุดตั้งแคมป์

การเดินทางให้ถึงบริเวณยอดเขาช้างเผือก จะต้องเดินไปจากจุดตั้งแคมป์อีกประมาณ 500-600 เมตร และจะต้องผ่านจุดที่ถือเป็นไฮไลท์ของเขาช้างเผือก คือช่วงที่เรียกว่า “สันคมมีด” หรือ “สันวัดใจ” ที่ท้าทายผู้กล้าทั้งหลาย เพราะจะเป็นช่วงสันเขาบางๆ แคบๆ ช่วงนี้สันเขาจะมีก้อนหินใหญ่บ้างเล็กบ้าง ต้องเดินแถวเรียงเดี่ยวปีนผาหินขึ้นไป ถึงจะเป็นผาไม่สูงมาก แต่ก็ทำเอาหลายคนใจสั่น หน้ามืด ถึงกับก้าวขากันไม่ออก หรือบางคนถึงกับยอมถอดใจไม่ขึ้นไปเลยทีเดียว เพราะเป็นการปีนอยู่บนยอดสันเขาเปิดโล่ง ทั้งสองข้างเป็นไหล่เขาลาดลึกลงไปเป็นเหว ทางเดินสอบแคบขนาดไม่เกินเมตร ทำให้รู้สึกเหมือนเดินอยู่บนคมมีด ที่น่าหวาดเสียว เรียกได้ว่าพลาดไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว แม้จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ และมีเชือกให้คอยจับพยุงตัวขึ้นไปยังยอดเขา บางคนถึงกับเสียน้ำตา และอีกหลายคนยอมที่จะคลานไปตามพื้นสันเขาที่กว้างไม่ถึงเมตรนี้ เพื่อไม่ให้มองเห็นความลึกของเหวสองข้างทาง

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ การปีนสันคมมีด ทำได้ง่ายขึ้นมากแล้ว เพราะว่าทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการขึงเชือกให้นักท่องเที่ยวสามารถปีนขึ้นไปได้ง่ายขึ้น

เมื่อพ้นช่วงสันคมมีด จะเป็นเนินเขาที่ให้เดินต่อไปจนถึงจุดสูงสุดของเขาช้างเผือก ที่ความสูง 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเล จุดนี้จะเป็นจุดที่สามารถเห็นวิวได้รอบตัวแบบ 360 องศา ไม่มีต้นไม้ใหญ่บดบังทิวทัศน์ ใครที่ได้มาถึงจุดนี้แล้วล่ะก็ อย่าลืมถ่ายรูปคู่กับป้ายพิชิตยอดเขา เพื่อเป็นที่ระลึกว่าได้ผ่านการทดสอบการเดินทางสู่เขาช้างเผือก สันคมมีด มาแล้ว

การเดินทางขึ้นเขาช้างเผือก ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งวัน จึงไม่สามารถเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับได้ บนเขาไม่มีร้านค้า ร้านอาหาร หรือที่พัก นักท่องเที่ยวต้องนำเสบียงอาหารไปทำกินเอง โดยจ้างลูกหาบขนสัมภาระขึ้นไปตั้งแคมป์ค้างคืนบนยอดเขา และควรเตรียมอาหารระหว่างทาง และน้ำดื่มให้เพียงพอด้วย นอกจากนี้ บนเขายังไม่มีแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ด้วย

ค่าใช้จ่าย

1. ค่าลูกหาบอยู่ที่ 700-900 บาทต่อคน จำกัดน้ำหนักที่ 30 กิโลกรัม ต่อลูกหาบ 1 คน
2. ค่าที่พัก หนึ่งคืนจะตกอยู่ไม่เกิน 700 บาทครับ ค่าเต็นท์และถุงนอน ถ้าไม่ได้เตรียมมาก็ไปเช่าเอาได้ รวมกันไม่เกิน 300 บาท
3. ค่ารถ บขส.ประมาณ 200 บาท

รวมค่าใช้จ่ายต่อหัวในการมาเที่ยวเขาช้างเผือก 3 คืน 2 วัน จะตกหัวละประมาณ 1,500-2,000 บาท

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. เต็นท์ ถุงนอน แผ่นปูนอน
2. เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว(ยีนส์) เพราะเดินฝ่าดงหญ้าจะได้ไม่คันและบาดตัว ยังมีหมวกปิดหัวคอ รองเท้าผ้าใบ รองเท้าแตะ (ไม่ค่อยได้ใช้)

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

 

ไม่สดไม่ขาย! อลังการอาหารทะเลชั้นเลิศ ไม่ลองไม่รู้ ‘The Raw Bar’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ต.ค. 2559 13:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737362


เป็นอีกครั้งที่เราเอาใจสาวก Oysters และอาหารทะเลชั้นเลิศ มามุงทางนี้กันเร็ว คู่มือคนเมือง ไทยรัฐออนไลน์ มีนัดกันที่ร้านอาหารทะเล The Raw Bar  เริดจริงค่ะคุณเราลองมาแล้ว…

อาหารทะเลขึ้นชื่อเรื่องมีรสชาติชัดเจนเฉพาะตัวและความสดก็คือหัวใจหลักสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำมาปรุงโดยผู้ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญนั้นคงจะยิ่งเสริมรสชาติของวัตถุดิบให้ดีขึ้นอีกหลายเท่าตัว ซึ่ง ‘เดอะ รอว์ บาร์’ (The Raw Bar) นับว่าเป็นร้านอาหารที่ขึ้นชื่อระดับต้นในด้านนี้

ถ้าคุณอยากกินหอยนางรมสดสายพันธุ์ดี, กุ้งล็อบสเตอร์ที่มีตั้งแต่ขนาดปานกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ และหอยแมลงภู่รสชาติหวานหอมละมุนลิ้น ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีแล้วจากทั่วทุกมุมโลก นำมาปรุงด้วยขั้นตอนพิเศษเพื่อคงรสชาติความสดของวัตถุดิบหลักเอาไว้ที่นี่ ‘เดอะ รอว์ บาร์’ (The Raw Bar) พร้อมสร้างสรรค์เมนูพิเศษให้คนรักอาหารทะเลเพลิดเพลินได้ไม่รู้จบ ทั้งยังมีบรรยากาศร้านสไตล์ลอฟต์ที่กว้างขวางจำลองกลิ่นอายอู่ต่อเรือในสมัยโบราณที่ดูเป็นเอกลักษณ์

ทดสอบเมนูเด่นของร้านที่ขาดไม่ได้

เมนูแรก : หอยนางรมสด (Oysters)

หอยนางรมสดนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส, สหรัฐอเมริกา, ไอร์แลนด์, ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ซึ่งที่ร้านมีให้เลือกถึง 16 สายพันธุ์ด้วยกัน หอยนางรมสดจะถูกจัดวางเป็นดิสเพลย์อยู่ตรงบริเวณบาร์ โดยลูกค้าสามารถเลือกสายพันธุ์ให้พนักงานแกะให้ทานกันแบบสดๆ เสิร์ฟพร้อมมะนาวเหลือง และน้ำจิ้มสูตรพิเศษของทางร้าน ทั้งน้ำจิ้มซีฟู้ดและไวน์แดง (Red Wine Vinaigrette) โดยการทานหอยนางรมสดนั้นแนะนำให้ทานน้ำที่อยู่ในฝาหอยด้วย เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุจากน้ำทะเลของแหล่งที่มาจากประเทศนั้นๆ

เมนูที่ 2 : ‘Beyond Oysters’

เมนูสุดล้ำ ซึ่งวัตถุดิบที่ดีสุดซึ่งประกอบไปด้วย ไข่หอยเม่น, ไข่ปลาคาเวียร์ และไข่นกกระทา นำมารับประทานคู่กับหอยนางรมสดในหนึ่งคำเดียวกัน จะสัมผัสได้ถึงรสชาติความสด หอมหวานของวัตถุดิบแต่ละชนิดได้เป็นอย่างดี

เมนูที่ 3 : Grilled Garlic Herbs Butter

ถือเป็นเมนูยอดฮิตวัตถุดิบที่นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทุกตัวที่นำเข้ามายังคงความสดและถูกส่งตรงมาที่บ่อพักของทางร้าน เมื่อลูกค้าสั่งเมนูล็อบสเตอร์ (Lobster) ก็จะได้วัตถุดิบที่สดใหม่ผ่านการปรุงที่ไม่ทำให้อาหารทะเลเสียรสชาติ ด้วยการย่างหรือนึ่งกับซอสเนย Clarified Butter สูตรพิเศษของทางร้านที่มีความหอมและเผ็ดเล็กน้อย เพิ่มความจัดจ้านด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดที่ถูกปากคนไทย”

เมนูที่ 4 : KAGOSHIMA Wagya Striploin

ใครรักการกินเนื้อต้องไม่พลาด เพราะเมนูนี้เป็นเนื้อคาโกชิมาที่มีมันแทรกอยู่ อร่อย เป็นเมนูที่ทำให้สุกแค่ด้านนอก แล่บางๆ ทางกับซอสสุดพิเศษที่ทางร้านทำเอง อธิบายไปคุณอาจจะไม่ค่อยมั่นใจต้องลองแล้วคุณจะติดใจ

เมนูที่ 5 : เส้นแองเจิลแฮร์ผัดไข่ปลาคอด และหอยเชลล์ฮอกโกไดย่าง

เมนูนี้อร่อยเด็ด เส้นแองเจิลแฮร์เป็นเส้นเล็กๆ ไม่ใหญ่เกินเมื่อคลุกเข้ากับไข่ปลาจะเข้ากันได้ดี ทานกับหอยเชลล์ฮอกไกโดที่ทั้งสดและอร่อย มีวิธีการปรุงที่เรียบง่ายมากเลย ให้มันพอดูไม่ได้เน้นความปรุงแต่งมากเกินไปให้เสียรสชาติธรรมชาติของมัน บอกเลยว่าได้ทานแล้วมีความฟิน มัน นุ่มลิ้น อย่างบอกไม่ถูก

เมนูที่ 6 : Lobster Roll

เป็นเมนูคลาสสิกอีกหนึ่งเมนู ตัวขนามปังนุ่มอร่อยไม่เหมือนร้านอื่นที่เราเคยลองมา เป็นขนมปังที่ทำเองจากเนยฝรั่งเศส ล็อปสเตอร์ก็จะมีความสดทุกตัว และมีให้เลือกหลายเยอะมากมายถึง 5 เมนู

*ล้อมกรอบ*

ลิ้มรสอาหารทะเลที่ถูกรังสรรค์ผ่านกรรมวิธีการปรุงอันพิถีพิถันโดยเชฟผู้เชี่ยวชาญที่สามารถรักษารสชาติของอาหารทะเลสดเอาไว้ได้เป็นอย่างดี พร้อมกันได้แล้ววันนี้ 4 สาขา ‘เดอะ รอว์ บาร์’ (The Raw Bar) สาขาทองหล่อ อยู่ระหว่างซอยทองหล่อ 14-16 , The Raw Bar ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ชั้น 1 ,The Raw Bar ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม ชั้น 4 และ บีลอน ออยสเตอร์ แอนด์ รอว์บาร์’ (Belon Oyster & Raw Bar) สาขาซีนสเปซ ทองหล่อ 13 ชั้น 1