Trip and Teach สาวสวยสายเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/482659

Trip and Teach สาวสวยสายเที่ยว

โดย…รอนแรม ภาพ : Trip and Teach-ไปตามน้ำ

เที่ยวไปเรียนไปตามทางของ น้ำ-ณีรนุช ไตรจักร์วนิช เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก Trip and Teach-ไปตามน้ำ และเว็บไซต์ tripandteach.com สาววัย 27 ปี ที่จะพาทุกคนไปเที่ยวหรูอยู่สบายตามแบบฉบับของผู้หญิงรักสวยรักงาม และจะสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนละทิ้งกฎ “ไม่มีเวลา” เพราะนอกจากการเป็นแอดมินเธอยังเป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษ นักข่าวโทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษ และนักเรียนทุนปริญญาโท

น้ำ เล่าว่า ตนสร้างเพจเมื่อต้นปีที่ผ่านมา (2559) เพื่อรวบรวมการเดินทางครั้งก่อนๆ ไว้เป็นอัลบั้ม โดยตั้งชื่อเพจว่า Follow Me แต่ไม่นานได้เปลี่ยนชื่อเป็น Trip and Teach พร้อมแฮชแท็ก#ไปตามน้ำ เพื่อบ่งบอกตัวตนและสร้างความแตกต่างจากเพจท่องเที่ยวอื่น

 

“ตอนแรกน้ำโพสต์ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ เพราะอยากเล่าถึงทริปและสอนภาษาอังกฤษไปในตัว ปรากฏว่ามีคนอ่าน มีคนกดไลค์เพจเพิ่มขึ้น น้ำก็เริ่มจริงจังกับมันมากขึ้น จนกระทั่งยอดไลค์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากโพสต์ข้อมูลภาษาไทย ซึ่งทำให้น้ำจับทางถูก อาจเป็นเพราะคนอ่านง่ายและติดตามได้ง่าย หลังจากนั้นน้ำก็โพสต์ภาษาไทยเป็นส่วนใหญ่ ส่วนภาษาอังกฤษจะอยู่ในเว็บไซต์ที่ลิงค์กัน” เธอกล่าว

ปัจจุบันมีคนกดไลค์มากกว่า 2 หมื่นคน ซึ่งเป็นจำนวนคุณภาพที่มีการโต้ตอบกันระหว่างแอดมินกับลูกเพจอยู่ตลอด โดยเธอเผยว่าลูกเพจส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง ตามเนื้อหาและคอนเซ็ปต์เรื่อง กิน เที่ยว พัก และไลฟ์สไตล์ของสาวๆ ที่เน้นความหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นการรีวิวโรงแรม ร้านอาหาร สปา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยจะเขียนอธิบายในภาษาอ่านง่าย ประเด็นแตกต่าง รูปภาพสวยงาม และวิดีโอน่าติดตามประกอบเข้าด้วยกัน

 

“บางโพสต์ น้ำจะบูสต์เพื่อเพิ่มช่องทางการมองเห็น แต่จะไม่เสียเงินเยอะๆ เพื่อเพิ่มยอดไลค์ เพราะน้ำพอใจกับจำนวนที่มีอยู่ เพราะนี่คือคนที่เข้ามาอ่านของเราจริงๆ เข้ามาคอมเมนต์พูดคุยกันจริงๆ ตามความตั้งใจที่อยากให้เพจนี้สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนออกเดินทาง โดยไม่มีข้อแม้ หรืออย่างน้อยก็เพื่อจุดประกายอะไรบางอย่างให้ผู้หญิงเห็นว่าการเดินทางไม่ใช่เรื่องยากเลย”

ล่าสุด เธอเพิ่งได้รับตำแหน่งบล็อกเกอร์สวยสายเที่ยว จากผู้หญิงธรรมดาที่ชอบเที่ยวไปวันๆ แต่วันนี้เธอกลายเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้สาวๆ กล้าออกจากบ้าน ซึ่งบรรลุเป้าหมายการทำเพจเฟซบุ๊กตั้งแต่เริ่ม สามารถติดตามการเดินทางของสาวคนนี้ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Trip and Teach-ไปตามน้ำ เว็บไซต์ tripandteach.com และอินสตาแกรม TripandTeach

 

 

เกาะลัมมา อันซีนใหม่ในฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/482657

เกาะลัมมา อันซีนใหม่ในฮ่องกง

โดย…ประลองยุทธ ผงงอย

คนไปเที่ยวฮ่องกงส่วนใหญ่คงคิดถึงการไปช็อปปิ้งหรือไหว้พระที่วัดชื่อดัง แต่อีกมุมฮ่องกงยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ถือว่าเป็นอันซีนที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จักอย่าง เกาะลัมมา

เกาะลัมมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปโดยใช้เรือเฟอร์รี่ข้ามฟากที่มีบริการตลอดทั้งวัน ทั้งเรือแบบปกติหรือเรือด่วนใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที ลัมมาเป็นเกาะที่ชาวฮ่องกงมักจะพาครอบครัวหนีความวุ่นวายออกมาซบอกความสงบ ดื่มด่ำบรรยากาศธรรมชาติโดยไม่ต้องเดินทางไกลเกิน รวมถึงมีชาวต่างชาติบางส่วนที่เปลี่ยนบรรยากาศมาพบธรรมชาติที่นี่

เมื่อถึงท่าเทียบเรือจะพบกับร้านอาหารทะเลมากมายที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่ ซึ่งแนะนำว่าควรเติมพลังก่อนออกทัวร์ ปัจจุบันเกาะลัมมาเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าถ่านหิน มีปล่องปล่อยควัน 3 ปล่องคล้ายธูปขนาดใหญ่ 3 ดอกปักเรียงกันบนผืนน้ำริมผืนดินหันหน้าออกไปยังทะเล ส่วนบรรยากาศบนเกาะกลับเต็มไปด้วยป่าไม้สลับกับหมู่บ้านคนท้องถิ่น โดยชุมชนไม่ได้รับผลกระทบและไม่ได้รู้สึกถึงมลพิษใดๆ ทว่ายังมีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจ

โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ตั้งยื่นบนคาบสมุทร

 

นักท่องเที่ยวสามารถเดินเท้าบนเทรลเล็กๆ รอบเกาะได้ ระยะทางที่สั้นที่สุดอยู่ที่ประมาณ 4 กม. แต่ถ้าเป็นสายโหดสามารถเลือกเส้นทางที่ไกลออกไปประมาณ 10 กม. โดยทางเดินจะเทด้วยปูนซีเมนต์ตลอดทางทอดยาวไปสู่ศาลาชมวิวบนยอดเขา ที่มองเห็นวิวทะเลและเกาะได้เกือบ 360 องศา นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถปั่นจักรยานซึ่งเป็นยานพาหนะชนิดเดียวที่อนุญาตให้ใช้ได้ เพื่อรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด

บนเกาะลัมมายังมีร่องรอยความเจริญที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ในบางมุมในอดีตอย่าง ถังบรรจุขนาดใหญ่ที่สร้างแทรกอยู่ตามแนว เพราะในอดีตเคยถูกใช้เป็นพื้นที่ทำเหมืองหินปูน หรือถ้ำคามิคาเซ่ ที่กองทัพทหารญี่ปุ่นเป็นผู้สร้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไว้เป็นที่เก็บซ่อนอาวุธเพื่อโจมตีทำลายกองเรือสัมพันธมิตร

เส้นทางเดินเที่ยวธรรมชาติที่จัดวางให้เดินโดยรอบเกาะสามารถชมธรรมชาติบนเกาะและวิวทะเล

 

จากนั้นเมื่อถึงเส้นทางถนนวัฒนธรรมที่ปรับสภาพเป็นร้านขายงานฝีมือของคนท้องถิ่นต่างๆ ทั้งหมวก ผ้าพันคอ ผ้าม่าน กระเป๋า เสื้อผ้าแบบท้องถิ่น รวมถึงอาหารขึ้นชื่ออย่าง เต้าฮวย แต่หากนักเที่ยวต้องการพักค้างคืนสามารถเดินหาที่พักแบบเกสต์เฮาส์ได้ไม่ยาก หรือหากต้องการเล่นน้ำทะเลจะมีชายหาดฮุงซิงเย่ให้พักเล่นน้ำได้

ส่วนทางใต้ของเกาะฮ่องกงยังมีแหล่งท่องเที่ยวอันซีนอีกแห่งที่อยากแนะนำ คือ หว่องจ๊กห่าง ย่านที่ถูกปรับปรุงและแปลงสภาพโรงงานร้างให้เป็นแหล่งชิลเอาต์ใหม่ของเหล่าวัยรุ่น แหล่งรวมร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสถาบันการสอนต่างๆ โดยสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียว

จุดพักชมวิวบนยอดเขาที่สามารถนั่งพักขาสูดอากาศบริสุทธิ์คู่กับดูทิวทัศน์รอบเกาะ

 

มาลี ถามรางกุล คุณป้ามัคคุเทศก์การท่องเที่ยวฮ่องและกรรมการผู้จัดการ บริษัท Marvelous Tour อธิบายว่า หากนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาฮ่องกงในช่วงเทศกาลปีใหม่จีนหรือตรุษจีน จะมีโอกาสได้พบกับงานเทศกาลที่ในเมืองไทยหาดูได้ยาก ขณะที่ร้านค้าหรือแหล่งช็อปปิ้งจะมีความคึกคัก ไม่ได้ปิดร้านเหมือนที่นักท่องเที่ยวเข้าใจ

การท่องเที่ยวฮ่องกงกำลังโปรโมทเกาะลัมมาและย่านวองชุคฮังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีนที่คนไทยต้องไปเยือน ซึ่งตอบโจทย์คนรักธรรมชาติ ชอบความแอดเวนเจอร์ เอาใจสายฮิปสเตอร์ และบำเรอขาช็อปขาชิม งานนี้ใครไปก่อน ฟินก่อน อินเทรนด์ก่อน และชื่นชมก่อนที่อะไรๆ จะเปลี่ยนไป

ท่าเรือของชาวประมงและชาวเกาะที่จอดเตรียมไว้เดินทาง

 

จุดพักสิ้นสุดการเดินบนเขาแบบเทรลก่อนเดินทางเข้าย่านชุมชนอาศัย

 

เล่นน้ำทะเลนั่งพักผ่อนบนหาด Hung Shing Yeh Beach

 

งานกราฟฟิตี้แทรกอยู่กับอาคารเก่าบนเกาะ

 

อาหารทะเลสดที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกวัตถุดิบเองได้หลากหลายปรุงรสชาติออกมาใกล้เคียงกับอาหารไทย

 

ถ้ำคามิคาเซ่ที่กองทัพญี่ปุ่นสร้างขึ้นใช้เป็นสถานที่ปล่อยเรือเร็วบรรทุกระเบิดและอาวุธสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

 

ท่าเทียบเรือ Sok Kwu Wan Pier เพื่อเดินทางไป-กลับ

 

ถนนชุมชนบนเกาะที่มีร้านค้าขายอาหารและงานฝีมือ

 

นิวซีแลนด์ ดินแดนแห่งชีวิตกลางแจ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/481668

นิวซีแลนด์ ดินแดนแห่งชีวิตกลางแจ้ง

โดย…Withaya Heng

ในช่วงที่ค่อนโลกเป็นฤดูหนาว ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่อยู่ซีกโลกใต้ กลับเป็นฤดูร้อนที่มีอากาศอบอุ่น มองไปที่ไหนก็มีแต่ฟ้าใสๆ กับสายลมและแสงแดด บวกกับวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาอันสลับซับซ้อน หยอดท็อปปิ้งหิมะขาวโพลนไว้บนยอดเขาสักนิด ให้ตัดกับทะเลสาบสีฟ้าเทอร์คอยส์เบื้องล่างเกิดเป็นวิวที่แสนจะสวยงาม ทำให้นิวซีแลนด์เป็นจุดหมายปลายทางในการหนีหนาวของคนค่อนโลก สำหรับคนไทยเราช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงที่เหมาะกับการท่องเที่ยวที่นิวซีแลนด์ด้วยเช่นกัน แต่เราไม่ได้หนีหนาวในเมืองไทยหรอกนะ (เราไม่เคยต้องทำแบบนั้น) ที่นิวซีแลนด์สามารถท่องเที่ยวได้เกือบตลอดทั้งปีเว้นช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. ไว้หน่อยเนื่องจากเป็นฤดูหนาว อากาศหนาวจัดและการเดินทางไปที่ต่างๆ อาจจะไม่สะดวกนัก

ด้วยภูมิประเทศที่ประกอบขึ้นด้วยเกาะใหญ่สองเกาะ คือ เกาะเหนือและเกาะใต้ แยกโดดเดี่ยวออกจากแผ่นดินทวีปใหญ่ ทำให้ชาวนิวซีแลนด์ต้องพึ่งพาตัวเอง และรู้จักใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เทือกเขาหิมะที่ทอดยาวบนเกาะใต้ได้สร้างนักปีนเขาอย่าง เซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลารี ผู้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จเป็นคนแรก การละลายของการ์เซียน้ำแข็งบนยอดเขา ทำให้เกิดธารน้ำตื้นๆ ไหลไปตามร่องเขากระจายไปทั่วทั้งเกาะ เรือเจ็ตโบตที่ปราศจากใบพัดสามารถแล่นได้เร็วในลำน้ำที่ตื้นเหมาะกับธารน้ำแบบนี้ก็ได้คิดค้นขึ้นจากที่นี่ รวมทั้งกิจกรรมกลางแจ้งรูปแบบแปลกใหม่ ท้าทายต่อมความกล้าอย่างบันจี้จัมพ์ก็มีต้นกำเนิดในเมืองควีนสทาวน์ เมื่องที่ถือเป็นศูนย์กลางแห่งชีวิตกลางแจ้งทุกรูปแบบ

 

เราสังเกตรถที่แล่นผ่านไปมารอบๆ เมืองควีนสทาวน์ มากกว่าครึ่งจะต้องมีแร็กสำหรับติดตั้งอะไรสักอย่างอยู่บนหลังคา ถ้าไม่ลากเรือมาก็ต้องมีจักรยานหรือกระดานโต้คลื่นติดอยู่ เป็นเมืองเดียวที่คุณจะพบเห็นจักรยานแบบฟูลซัส จอดเรี่ยราดอยู่ตามที่จอดจักรยานข้างถนน เป็นที่เดียวที่คุณจะได้เห็นคนขี่จักรยานดาวน์ฮิลไปตามท้องถนน ใช้ขี่ออกมาซื้อของแวะกินกาแฟ ราวกับว่ามันเป็นจักรยานแม่บ้าน เพราะที่นี่เมืองควีนสทาวน์เป็นเมืองแห่งเมาเท่นไบค์อย่างแท้จริง

เคยมีคำกล่าวไว้ว่าถ้าคุณอยู่ในเมืองควีนสทาวน์ แล้วเขวี้ยงก้อนหินออกไปสักก้อน มันต้องไปตกลงในแทร็กของเมาเท่นไบค์ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ เพราะใจกลางเมืองนั้นมี Skyline Bike Park อยู่ใกล้แทบเอื้อมถึง ที่นี่มีรถกระเช้าพาตรงดิ่งขึ้นไปยังยอดเขา และมีเส้นทางจักรยานให้ไหลลงมาตามแทร็กธรรมชาติได้หลายเส้นทาง แต่โดยมากจะเป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับจักรยานดาวน์ฮิลล้วนๆ

 

นอกจากนี้ เมื่อนั่งกระเช้ากอนโดล่าขึ้นไปอีกขั้นจะเป็นการเล่น Luge Ride คล้ายๆ รถโกคาร์ตแต่ไม่มีเครื่องยนต์ มีแค่คันโยกที่โยกได้สามระดับ จอด-เดินหน้า-เบรก ใช้แรงโน้มถ่วงของโลกดึงรถให้ไหลลงมาตามเส้นทางที่ทำไว้ ซึ่งนอกจากจะคดเคี้ยวจนต้องเอี้ยวตัวตามแต่ละโค้งแล้ว วิวโดยรอบจะเห็นเมืองควีนสทาวน์ทั้งเมืองปรากฏอยู่เบื้องหน้าอย่างสวยงาม

ห่างออกไปจาก Skyline Hill ไม่กี่กิโลเมตร จะเป็นแม่น้ำ Shotover ต้นกำเนิดการเล่นเรือผาดโผน Shotover Jet ที่ไม่ใช่แค่เล่นให้คุณดูแต่ให้คุณลงเรือไปด้วยกันเลย เรือ Jet Boat สีแดงสดจะพาผู้โดยสารเหาะเหินไปบนผิวน้ำด้วยความเร็ว โฉบเฉี่ยวเกาะแก่งหน้าผาสองข้างทางในระยะประชิดให้หวาดเสียวเล่นๆ ต่อด้วยไฮไลต์คือการดริฟต์เรือหมุน 360 องศา ที่เรียกเสียงกรี๊ดกันสนั่นเรือ

 

นอกเมืองออกไปจะเป็นสวรรค์ของผู้ที่ชื่นชอบการแคมป์ปิ้ง เราจะเห็นรถบ้านวิ่งกันขวักไขว่ พอๆ กับจักรยานทัวริ่งแบบ Full Load อุทยานแห่งชาติเมาท์คุก (Mt.Cook) ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของย่านควีนสทาวน์ เพราะนอกจากเทือกเขาหิมะที่ทอดตัวเป็นแนวยาว ยังมีทะเลสาบปูกากิที่มีน้ำเป็นสีฟ้าเทอร์คอยส์ เกิดจากน้ำที่ละลายจากการ์เซียน้ำแข็งบนยอดเขาพัดพาเอาแร่ธาตุต่างๆ ไหลลงมารวมกัน เรียกว่าเป็นทะเลสาบน้ำแร่ก็ไม่ผิด ข้างๆ กันยังมีทะเลสาบเทคาโป ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้กัน ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเมาท์คุกรวมถึงทะสาบทั้งสองแห่งนี้ มีเส้นทางปั่นจักรยานอยู่หลายเส้นทางหลายระดับความยากง่าย ซึ่งตอนหน้าเราจะพาไปเจาะลึกถึงเส้นทางปั่นที่เด่นๆ อีกครั้งครับ

 

 

 

 

 

 

 

ตามรอยเมืองพุทธศาสนา… วิถีสร้างสังคมให้เป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/481464

ตามรอยเมืองพุทธศาสนา... วิถีสร้างสังคมให้เป็นสุข

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา facebook : โลก 360 องศา youtube : โลก 360 องศา

มีหลายทฤษฎีที่กล่าวถึงจุดกำเนิดของศาสนา บางทฤษฎีก็ว่าศาสนามีขึ้นมาเพื่อรับใช้ชนชั้นปกครอง ชนชั้นสูง อีกทฤษฎีก็อ้างว่าเกิดจากความกลัวของมนุษย์ รวมถึงความไม่รู้ หาเหตุผลมาอธิบายปรากฏการณ์ในสังคมไม่ได้ แม้จะต่างกันในมุมมองถึงจุดกำเนิดและที่มาของแต่ละศาสนา แต่ทุกศาสนาก็ล้วนมีส่วนช่วยให้มนุษย์ในแต่ละสังคมอยู่กันด้วยความเป็นมิตร เอื้ออาทร เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ สร้างให้สังคมอยู่กันได้อย่างสงบสุข

ทีมงานโลก 360 องศา ผ่านการเดินทางท่องไปในเมืองพุทธศาสนาหลายแห่ง แม้จะต่างนิกาย ต่างพิธีกรรมและวิถีปฏิบัติ แต่แกนหลักๆ ยังคงยึดถือไว้เหมือนกัน คือ ทำความดี ละเว้นความชั่ว และการรักษาใจให้บริสุทธิ์ ที่มาของการแตกออกเป็นนิกายต่างๆ ของศาสนาพุทธ เกิดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้า ปรินิพพานได้ประมาณ 100 ปี บรรดาสาวกก็เริ่มมีแตกแยกในด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับพระธรรมวินัย

จนนำไปสู่การแบ่งแยกออกเป็น 2 นิกายใหญ่ๆ คือ “มหายาน” กับ “เถรวาท”

“นิกายมหายาน” ไปเจริญรุ่งเรืองในประเทศทิเบต จีน มองโกเลีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ส่วน “นิกายเถรวาท” จะมีผู้นับถือมากในศรีลังกา เมียนมา ลาว กัมพูชา และประเทศไทย

การตามรอยเมืองพุทธศาสนาของทีมงานโลก 360 องศา เริ่มต้นที่ “อินเดีย” ประเทศที่มีเมืองลุมพินีวันเป็นสถานที่ประสูติ พุทธคยาเป็นสถานที่ตรัสรู้ สารนาถเป็นสถานที่แสดงปฐมเทศนา และกุสินาราเป็นสถานที่ปรินิพพาน ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมากเดินทางไปอินเดียเพื่อเยือน 4 สังเวชนียสถานข้างต้น พร้อมปฏิบัติธรรม ถือว่าเป็นมงคลสูงสุดสำหรับชีวิต

แม้อินเดียจะเป็นจุดกำเนิดของศาสนาพุทธ แต่ปัจจุบันมีคนนับถือศาสนาพุทธน้อยมาก ด้วยกาลเวลาที่สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัย แต่ศาสนาพุทธก็ได้แผ่ขยายและฝังรากลึกไปในหลายประเทศ โดยเฉพาะในแถบประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่าง เมียนมาลาว และกัมพูชา วิถีปฏิบัติในพุทธศาสนาของประเทศเหล่านี้จะมีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยอย่างมาก ทั้งคำสวด วิธีการกราบไหว้ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะต่างก็เป็นกลุ่มนิยายเถรวาทเหมือนกัน ประกอบกับมีรากวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน เป็นสังคมที่มีพื้นฐานเชื่อมกับพระพุทธศาสนามาแทบทั้งสิ้น ทั้งการที่มีวัดเป็นโรงเรียนในสมัยก่อน มีพระเป็นผู้นำทางความคิดของชุมชนในสมัยก่อน และมีเกณฑ์ในการตัดสินการกระทำที่ถูกที่ควร โดยมักอ้างอิงตามหลักพระพุทธศาสนาที่คล้ายกันนั่นเอง

ถัดจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยขยับออกไปอีกหน่อยก็คือ ราชอาณาจักรภูฏาน เป็นประเทศเล็กๆ กลางหุบเขา ทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย มีประชากรประมาณ 7 แสนกว่าคน ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงที่ชื่อว่า “ทิมพู” (Thimphu)

ภูฏานถือเป็นเมืองพุทธที่ต่างนิกายออกไป เป็นนิกาย “วัชรยาน” หรือ “ตันตรยาน” ซึ่งน่าจะเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่นับถือพุทธศาสนามหายานแบบตันตระเป็นศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ โดยนิกายตันตรยานหรือวัชรยานนี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงสุดท้ายของพัฒนาการอันยาวนานของพุทธศาสนา

ชื่อ “ตันตระ” มาจากภาษาอินเดีย เป็นชื่อคัมภีร์ลึกลับที่รู้กันในวงจำกัด และปรากฏขึ้นในราวช่วงศตวรรษที่ 3-10 โดยแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม จากคำสอนที่ง่ายที่สุดจนไปถึงคำสอนที่ซับซ้อนที่สุด พุทธศาสนาตันตรยานสูญหายไปจากอินเดีย ต้นศตวรรษที่ 13 เมื่อมุสลิมเข้าไปและไปรุ่งเรืองอยู่ในทิเบต ลาดัคห์ สิกขิม มองโกเลีย และภูฏาน พิธีกรรมของพุทธศาสนาตันตรยานมักกระทำกัน เพื่อปัดเป่าสิ่งเลวร้ายออกไป และชักนำสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต โดยมักเริ่มต้นด้วยการอัญเชิญเทพยดา ตามด้วยการสารภาพความผิดหรือบาปกรรม จากนั้นจึงถวายเครื่องบวงสรวงและสวดบูชาเทพเจ้า ส่งท้ายด้วยการร่ายมนต์อัญเชิญเทพยดาให้กลับไปยังที่สถิต ซึ่งอาจเป็นรูปเคารพหรือภาพเขียน

ศิลปะและวัฒนธรรมการแสดงของชาวภูฏาน ส่วนใหญ่จะสอดคล้องกับความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ระบำกลอง และระบำสวมหน้ากาก เป็นเหมือนกับการขับไล่สิ่งชั่วร้ายเช่นกัน

การไปสัมผัสพุทธศาสนาในภูฏาน มีสถานที่หนึ่งที่เป็นบททดสอบแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนก็คือวัด “พาโร ตั๊กซัง (Paro Taktsang)” หรือที่เรียกว่า Tiger’s Nest ที่แปลว่ารังหรือถ้ำเสือนั่นเอง

ว่ากันว่า “หากใครมาภูฏานแล้วไม่ได้ขึ้นวัดตั๊กซังเหมือนมาไม่ถึงภูฏาน” และที่กล่าวว่าเป็นบททดสอบแรงศรัทธา ก็เพราะต้องเดินเท้าขึ้นไปชมวัดที่ตั้งอยู่บนชะง่อนผาสูงจากระดับน้ำทะเล 2,950 เมตร แม้จะยากลำบากแต่พอได้ชมวัดอันวิจิตรงดงามแล้วก็จะนึกในใจว่าถ้าคิดท้อ ไม่ขึ้นไปชมวัดเสียแต่แรกแล้ว จะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตเลยทีเดียว

ชาวภูฏานมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย โดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิต และมีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ภูฏานยังคงได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งความสุขแบบยั่งยืน” แห่งหนึ่งของโลก

อีกประเทศที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ “ศรีลังกา” แม้จะเป็นประเทศที่แตกต่างกับไทย ทั้งอาหารการกิน  การแต่งกาย ภาษา และวัฒนธรรม แต่สามารถเชื่อมต่อความรู้สึกถึงกันได้ง่าย ด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชนเหมือนกัน

“ศรีลังกา” เป็นประเทศที่มีคนนับถือศาสนาพุทธเป็นคนกลุ่มใหญ่สุดของประเทศ และเป็นนิกายเถรวาทเหมือนกับไทย แต่จะต่างกันตรงที่จะแบ่งออกเป็น 3 นิกายย่อย โดยแต่ละนิกายจะมีประมุขสงฆ์ของตนเอง ได้แก่ สยามนิกาย อมรปุระนิกาย และรามัญนิกาย

พระพุทธศาสนาเผยแผ่จากอินเดียมายังดินแดนที่เคยเรียกว่า “ลังกา” เมื่อประมาณปี พ.ศ. 236 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งพุทธศาสนามีความรุ่งเรืองมาก พุทธศาสนาในลังกาเคยเสื่อมถอยไปหลายครา ทั้งเหตุจากสงครามกับชาวทมิฬ จากการรุกรานจากอินเดีย การเข้ามาของโปรตุเกส และตามมาด้วย การล่าอาณานิคมของฮอลันดา ที่นำเอาศาสนาอื่นเข้ามาแทนที่จนถึงขั้นไม่มีพระสงฆ์เหลืออยู่เลย เหลืออยู่บ้างก็เป็นแค่สามเณร จนถึงขั้นต้องมานิมนต์พระสงฆ์จากกรุงศรีอยุธยาไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในปี 2294 และนั่นจึงเป็นที่มาของ “นิกายสยามวงศ์”

ต่อมามีสามเณรอีกคณะจากลังกาไปขอรับการอุปสมบทจากประเทศเมียนมา เกิดเป็น “อมรปุระนิยาย” ขึ้น และอีกคณะหนึ่งที่ไปอุปสมบทจากเมืองมอญ ก็กลับมาตั้ง “รามัญนิยาย” นั่นจึงเป็นเหตุให้ที่นี่มีพุทธเถรวาทถึง 3 นิกายย่อย ที่ศรีลังกาจะมีประเพณียิ่งใหญ่อยู่ 2 งาน คือ งานแห่พระธาตุเขี้ยวแก้ว และงานวันวิสาขบูชา โดยพิธีแห่พระธาตุเขี้ยวแก้วจะจัดขึ้นทุกปีช่วงต้นเดือน ส.ค. ที่เมืองแคนดี้ (Kandy) ณ วัดดาลลา มัลลิกาวะ (Dallada Vailgava) หรือที่คนไทยเรียกวัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว

ส่วนเทศกาลวิสาขบูชา ชาวศรีลังกาเรียกว่า “เวสัก (Visak)” จะถือว่าเป็นเหมือนวันขึ้นปีใหม่ด้วยมีการตกแต่งประดับประดาเมืองอย่างสวยงามและมีงานกันหลายวัน เดินทางไปไหนก็จะเห็นมีการทำบุญทำทานกันทุกหมู่บ้าน จะเห็นว่าวิถีแห่งเมืองพุทธในแต่ละประเทศ แม้จะแตกต่างนิกายกันออกไป แต่ก็ล้วนค้ำจุนสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และที่สำคัญคือเป็นศาสนาที่มุ่งให้ทุกคนทำดี ซึ่งความดีเป็นภาษาสากล ที่ผู้คนทั่วโลกล้วนเข้าถึงและสื่อสารถึงกันได้

ติดตามเรื่องราวเหล่านี้ได้ทางรายการ โลก 360 องศา เสาร์นี้ ทาง ททบ.5

 

ออกเดินทางเพื่อ ‘สังเคราะห์แสง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/480404

ออกเดินทางเพื่อ ‘สังเคราะห์แสง’

โดย…ฤดูกาล ภาพ : สังเคราะห์แสง

ประสบการณ์ล้วนเกิดจากการสังเคราะห์แสง เป็นอีกคำนิยามของคำว่า “การเดินทาง” จากคู่หูนักเดินทางเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “สังเคราะห์แสง” ที่ได้แบ่งปันเรื่องราวระหว่างการออกจากบ้านในแบบที่สาวออฟฟิศสามารถเที่ยวตามได้

เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน เอ้-สุรางค์รัตน์ แก่นบุบผา ได้สร้างเพจนี้ขึ้นแต่แทบไม่จริงจังเพราะติดภารกิจจากงานประจำ กระทั่งเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว เธอได้ชวน ก้อย-ธัญลักษณ์ ยอดชาญ เพื่อนสายเที่ยวอีกคนมาร่วมทำเพจ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นสังเคราะห์แสง

“พวกเราสองคนชอบออกไปตากแดด” เอ้เริ่มเล่า

 

“การเดินทางมันช่วยหล่อเลี้ยงเรา เหมือนต้นไม้ที่ต้องสังเคราะห์แสงผลิตอาหารไปหล่อเลี้ยงลำต้น โดยเราได้นำเวลาว่างมาช่วยกันทำเพจ ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย อยากลงอะไรก็ลงแต่เน้นเป็นเรื่องเที่ยวออกจากบ้าน ไปกิน ไปช็อปปิ้ง ไปนอนโรงแรม ไปไหนได้หมด ซึ่งเราเคยได้ยินมาว่า ถ้าจะทำให้เพจรุ่งต้องซื้อสปอนเซอร์ในช่วงแรก แล้วเราก็ไปซื้อ มีคนกดไลค์เพิ่มขึ้นแต่เราก็คิดว่า คนที่เข้ามาไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเราจริงๆ ก็เลยมาคุยกับก้อยว่า เราทำแบบค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า ไม่ต้องซื้อสปอนเซอร์แล้ว”

ปัจจุบันเพจสังเคราะห์แสงมียอดไลค์มากกว่า 4,400 ไลค์ ที่เพิ่มขึ้นจากหลักร้อยในเวลาเพียง 2 เดือน ซึ่งหนึ่งในแอดมินเชื่อว่า เป็นเพราะเนื้อหาที่ดึงดูดคน

“คอนเทนต์ของเรายังต้องค่อยเป็นค่อยไปอยู่ ต้องตบๆ ว่าจะไปในทิศทางไหนเพราะเราทำกันสองคน แต่คิดว่าก็ยังคงเป็นสไตล์เรา ทำแล้วคิดถึงความสุขของเราสองคนเป็นหลักก่อนเลย แล้วเราจะมองตัวเลขการเข้าถึง (แอดมินเพจจะเห็น) มากกว่ายอดไลค์โพสต์ เพราะเราสนใจว่าจะมีคนมาอ่านมาดูรูปของเราหรือเปล่า เขาจะได้อะไรกลับไปไหม มากกว่าจำนวนไลค์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน” ก้อยกล่าวเพิ่มเติม

 

ทั้งสองยังกล่าวเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ลูกเพจจะได้รับกลับไปเมื่อมาเยือนเพจแล้วนั้นคือ ข้อมูลในรูปแบบของคนทำงานประจำที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาอย่างที่ทั้งคู่เป็นอยู่

“เราแค่อยากหาความสุขข้างนอกออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานทุกวัน เราจะสังเกตได้เลยว่าเรามีความสุขกับอะไร ตอนที่เราเขียนเรื่องลงเพจเราจะอยากทำมันตลอดเวลา อยากนั่งเขียนนู่นเขียนนี่ทุกครั้งที่ว่าง” เอ้กล่าว ส่วนอีกฝ่ายก็เช่นเดียวกันที่ทำเพจเพราะมีความสุขเท่านั้นเอง

นอกจากนี้ ยังถามต่อถึงเรื่องการต่อยอดไปสู่ธุรกิจอย่างที่หลายเพจท่องเที่ยวเป็นตัวอย่างให้เห็นนั้น เอ้สารภาพว่า ยังไม่ได้คิดถึง

 

“เราสองคนยังไม่คิดว่าจะทำเพจนี้ไปในรูปแบบเชิงธุรกิจ เพราะเราเริ่มทำตามที่อยากทำ ตอนนี้มันคืองานอดิเรกที่เรากำลังสนุกอยู่ ดังนั้นความตั้งใจที่อยากแบ่งปันยังเป็นหัวใจสำคัญอยู่ในตอนนี้”

เป้าหมายที่แท้จริงของเอ้และก้อย คือ อยากให้ทุกคนออกไปสังเคราะห์แสง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางให้ชีวิต ดั่งคำนิยามของเพจที่ว่า “It’s better to see something once than to hear about it a thousand times.”

ออกไปมองด้วยตาเพียงหนึ่งครั้งย่อมดีกว่าการฟังเป็นพันครั้ง จะเป็นจริงหรือไม่? ไม่รู้ จนกว่าจะได้ออกไปตากแดดนอกบ้านและหัดสังเคราะห์แสงได้ด้วยตัวเอง

 

มหัศจรรย์ ‘จอร์แดน’ ผจญภัยเมืองมรดกโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/480403

มหัศจรรย์ ‘จอร์แดน’ ผจญภัยเมืองมรดกโลก

โดย…กนกวรรณ บุญประเสริฐ

หลายคนไม่เคยคิดจะไปเที่ยว “จอร์แดน” เพราะไม่ใช่ดินแดนสวรรค์ของนักช็อป รวมทั้งยังดูเหมือนจะเป็นดินแดนที่มีความอันตราย เพราะที่ตั้งของจอร์แดนทางทิศเหนือติดกับซีเรีย ทิศตะวันออกติดกับซาอุดิอาระเบีย ทิศตะวันตกติดกับอิสราเอล และทิศใต้ติดกับทะเล ทว่าทางธนาคารกสิกรไทยได้จัดกิจกรรม “Journey to the Mysterious Arabic in Jordan” ให้ลูกค้าเดอะวิสดอม ธนาคารกสิกรไทย (THE WISDOM) เดินทางไปยังดินแดนเก่าแก่ที่มีสมบัติทางโบราณคดีอันยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องในโอกาสครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ปีระหว่างไทยและจอร์แดน

เราเริ่มเดินทางไปยังที่หมายแรก คือ เมืองอัมมาน (Amman) มหานครเมืองหลวงแห่งอารยธรรมยุคเก่ากว่า 6,000 ปี ตั้งอยู่บนภูเขา 7 ลูก โดยตัวเมืองอยู่ในหุบเขาตรงกลาง อัมมานเคยเป็นศูนย์กลางของโรมัน ฟิลาเดลเฟีย มีสถานที่ไฮไลต์ คือ ป้อมปราการแห่งกรุงอัมมาน สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดสังเกตการณ์ประจำเมือง แม้สิ่งที่หลงเหลือในปัจจุบันมีแต่เสาระเบียงใหญ่ แต่จากโครงสร้างที่เห็นทำให้เราจินตนาการไปไกลว่า สถานที่แห่งนี้เคยยิ่งใหญ่มาอย่างไรบ้าง

ทางเดินในนครเปตรา

 

นอกจากนี้ยังมีโรงละครโรมัน (Roman Theatre) เป็นโรงละครที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 2 จุผู้ชมได้ถึง 5,000 คนแบ่งออกเป็น 3 ชั้น เริ่มตั้งแต่ชั้นล่างสุดสำหรับผู้ที่มีตระกูลสูงศักดิ์หรือขุนนาง สำหรับสมาชิกวุฒิสภา และชั้นสูงสุดสำหรับประชาชนทั่วไป สร้างขึ้นระหว่างการครองราชย์ของแอนโทเนียส พีอุส (Antonius Pius) ก่อนคริสต์ศตวรรษ 138-161 บ่งบอกถึงความเจริญของคนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

จากกรุงอัมมานขึ้นไปทางตอนเหนือคือที่ตั้งของเมืองโรมันโบราณชื่อ เจราช(Jerash) หรือ “เมืองพันเสา” หรือปอมเปอีแห่งตะวันออก ตั้งอยู่จุดต่ำสุดบนผิวโลก ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,300 ฟุต เป็นอดีต 1 ใน 10 หัวเมืองเอกอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน แต่เพราะมีแผ่นดินไหวทำลายเมืองหลายครั้งทำให้นครเจราชถูกทิ้งร้างจนกระทั่งปี ค.ศ. 1878

เดอะ เทรชัวรี

 

สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของเมืองเจราช ต้องยกให้จัตุรัสรูปไข่ใจกลางเมือง (Oval Forum) ลักษณะเป็นวงรี กว้าง80 เมตร ยาว 90 เมตร มีเสาหินสูงกว่า 10 เมตร เรียงรายรอบจัตุรัสจำนวน 67 ต้น และที่อัศจรรย์ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ โรงละครโรมัน (Roman Theatre) เป็นอัฒจันทร์สูงชันโอบเป็นครึ่งวงกลม มีเวทีใหญ่ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เทคนิคการสร้างโรงละครสมัยนั้นถือว่า ชั้นสูงมาก เพราะเมื่อมีการจัดแสดงใดๆจะมีเสียงดังก้องกังวานโดยไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการเดินชมสถาปัตยกรรม สามารถใช้เวลาเดินเที่ยวที่นี่ไปรอบๆ ได้ในหนึ่งวันเต็ม

อีกสถานที่สำคัญที่ต้องไปให้ถึงอยู่ทางตอนใต้ ณ เมืองมาดาบา หรือเมืองแห่งโมเสก เป็นที่ตั้งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มียอดเขาเนโบ (Mount Nebo) ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นบริเวณที่เสียชีวิตและฝังศพของ “โมเสส” ผู้นำชาวยิวผู้ที่รับบัญญัติ 10 ประการจากพระเจ้า

เดอะ เทรชัวรี วิหารแกะสลักด้วยการเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก

 

นอกจากนี้ ยังมีโบสถ์แห่งเมาท์เนโบเป็นโบสถ์กรีก-ออร์โทดอกซ์แห่งเซนต์จอร์จ สร้างในราวปี ค.ศ. 600 ยุคของไบแซนไทน์ พื้นโบสถ์ภายในเป็นภาพตกแต่งโดยโมเสกสีต่างๆ ประมาณ 2.3 ล้านชิ้น แสดงแผนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในแถบรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เยรูซาเลม แม่น้ำจอร์แดน ทะเลเดดซี เขาไซนาย อียิปต์ ฯลฯ

ไฮไลต์สำคัญของการมาเที่ยวจอร์แดน คือการได้มาชมเมืองเปตรา(Petra) มหานครศิลาทรายสีชมพู หรือนครสีดอกกุหลาบ ที่ถูกลืมหายไปจากความทรงจำของผู้คนเป็นเวลานานกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท (Johann Ludwig Burckhardt) เดินทางผ่านมาพบเมื่อปี 2355 เปตราได้รับลงทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “เมืองมรดกโลก” เมื่อปี 2528 โดยกล่าวอธิบายไว้ว่า “เป็นหนึ่งในสิ่งที่ล้ำค่ามากที่สุดของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งมวลมนุษยชาติ”

ป้อมปราการแห่งกรุงอัมมาน

 

ต้องยอมรับว่า เปตรา เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างแท้จริง เพราะเป็นนครหินแกะสลักโบราณที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในหุบเขาวาดี มูซา (Wadi Musa Valley) หรือหุบเขาโมเสส (Valley of Moses) ในอดีตทำเลที่ตั้งของเมืองนี้เป็นพื้นที่แห้งแล้งจัด แต่ถือเป็นศูนย์กลางทางการค้า ชนกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาสู่เปตราคือ ชาวเอโดไมต์ เข้ามาเมื่อราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ชนชาติที่สร้างเมืองเปตราขึ้นมานั้นกลับเป็นชาวนาบาเทียน (The Nabataeans)ที่มีความสามารถทางด้านการค้า และเก็บภาษีผ่านทางที่สำคัญของกองคาราวานสินค้าที่สัญจรไปมาระหว่างตอนใต้ของคาบสมุทรอาระเบีย ซีเรีย อียิปต์ และเมืองท่าบนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งยังมีวิวัฒนาการเรื่องการเก็บกักน้ำไว้ใช้ มีจุดสังเกตคือร่องน้ำตลอดทางเดินที่ชาวนาบาเทียนทำไว้เพื่อให้น้ำไหลเข้ามาใช้ในเมืองนี้ได้

เสน่ห์ของการเดินเที่ยวในเปตราคือ ซิค (Siq) ช่องแคบระหว่างก้อนหินขนาดยักษ์ที่มีความสูงไล่เรียงประมาณ 80-90 เมตร ทำให้ต้องเดินเท้าเข้าไปในเมืองเท่านั้น ซิคเกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลกและการซัดเซาะของน้ำเมื่อหลายล้านปีก่อน กลายเป็นถนนทรายระหว่างผาหินสูงชันที่คดเคี้ยว ริ้วลายและเส้นสายของลายหินที่งดงาม โดยเส้นทางจะนำไปสู่มหาวิหารบนหน้าผาหินทรายที่ชื่อว่า เดอะ เทรชัวรี หรือ เอล-คาซเนท์ (The Treasury หรือ Al Khazneh) เป็นวิหารแกะสลักด้วยการเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก มีความสูงเกือบ 40 เมตร ที่จะสะกดทุกสายตาไว้เป็นตาเดียวกัน

โรงละคร โรมัน

 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งสีสันของการมาเที่ยวจอร์แดน ต้องลองเดินทางด้วยรถโฟร์วิลท่ามกลางทะเลทรายวาดิรัม ทะเลทรายที่ได้ชื่อว่าสวยงามแปลกตามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยทรายสีแดงอมชมพู สลับกับโขดเขารูปร่างแปลกตาราวกับพื้นผิวขรุขระ จนได้ชื่อว่าเป็น “หุบเขาแห่งพระจันทร์” (The Valley of the Moon) และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก

หนึ่งในหินขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลทรายวาดิรัมคือจุดหมายที่เราจะเดินทางไปชมคือ “เจ็ดเสาหลักแห่งปัญญา” (The Seven Pillars of Wisdom) ซึ่งคำนี้มาจากหนังสือที่ T.E. Lawrence เขียนหลังจากกลับไปอังกฤษ และต่อมายังได้ถูกใช้เป็นสถานที่ในการถ่ายทำภาพยนตร์อมตะเรื่อง Lawrence of Arabia

เมืองอัมมาน

 

เกร็ดเล็กของการเดินทางกลางทะเลทรายที่มีสีแดงอมชมพูเหล่านี้ เราสามารถนำทรายขึ้นมาขัดโลหะ เช่นเหรียญเก่าที่มีสีหมอง สร้อยนาก เพียงพริบตาเดียวของเหล่านี้จะมันวาวเหมือนใหม่เพราะในทรายที่มีสีแดงอมชมพูเหล่านี้มีแร่เหล็กผสมอยู่มาก

ปิดท้ายการเดินทางมาจอร์แดนที่ทะเลสาบเดดซี (Dead sea) หรือทะเลแห่งความตาย ที่มีความเค็มที่สุดในโลกตั้งอยู่พรมแดนระหว่างอิสราเอลและจอร์แดน มีส่วนประสมของโซเดียมและแมกนีเซียม ทำปฏิกิริยากับน้ำพุร้อนที่อยู่ด้านล่างของทะเลสาบ โดยมีความเค็มมากกว่าทะเลอื่นถึง 4 เท่า จุดที่ลึกที่สุดคือ 400 เมตร และอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 417.5 เมตร ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลกด้วย

ทะเลทรายวาดิรัม

 

ความที่น้ำมีเกลือละลายอยู่ถึง 25%จึงทำให้วัตถุหรือคนสามารถลอยเหนือน้ำได้ แต่มีข้อห้ามคือ ต้องติดน้ำเปล่าเอาไว้ล้างตา เผื่อน้ำทะเลเข้าตาและห้ามลงไปเล่นนานเกิน 15 นาที เพราะความเค็มจะดูดน้ำจากร่างกายของเราออกไปมาก และหากแช่อยู่นานๆความเค็มของเกลือจะทำให้ผิวลอกเป็นขุยด้วย

หลายคนไม่เคยคิดจะไปเที่ยว “จอร์แดน” แต่ในทางตรงข้ามใครที่ได้เคยสัมผัสกลับพบว่า จอร์แดนเป็นประเทศที่สงบมาก ผู้คนไม่พลุกพล่าน สถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมดูแปลกตาน่าค้นหาโดยเฉพาะกับพวกเราชาวเอเชีย

ลอยตัวบนทะเลสาบเดดซี

 

ทะเลสาบเดดซี

 

อูฐโดยสารรับนักท่องเที่ยว

 

โบสถ์แห่งเมาท์เนโบ

 

ยอดเขาเนโบ

 

ป้อมปราการแห่งกรุงอัมมาน

 

เที่ยว 3 วัด รับปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 11:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/474430

เที่ยว 3 วัด รับปีใหม่

โดย…สืบสิน

ยังอยู่ในช่วงของปีใหม่ หลายคนตั้งเป้าหมายที่จะทำสิ่งดีๆ ให้กับชีวิต การเข้าวัดเพิ่มความสุข และเป็นสิริมงคลกับการดำเนินชีวิตทางใจ จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ในโปรแกรมของหลายคน หากมีเวลาไม่มากนัก แนะนำว่าให้มานมัสการและไหว้พระกันที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มาเพียงวันเดียวก็จะสุขทั้งกายและใจ

วันนี้เราหลบจากวัดใหญ่ๆ ที่ใครเดินทางมาที่จังหวัดนี้แล้วต้องแวะไปไหว้พระกันเป็นประจำ เป็นวัดร้างที่อาจถูกหลงลืม ทั้งที่ในอดีตนั้นล้วนเป็นวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์เช่นกัน และมาครั้งเดียวก็สามารถไหว้พระได้ 3 วัดเลยทีเดียว ซึ่งทั้ง 3 วัดนี้ตั้งอยูที่ ต.ประตูชัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านหลังพระราชวังหลวง

วัดโลกยสุธาราม วัดที่มีพระนอนองค์ใหญ่ที่สุด

สันนิษฐานว่าได้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ในรัชสมัยสมเด็จพระนครินทราธิราช พระราชบิดาเจ้าสามพระยา ราว พ.ศ. 1995 เป็นวัดที่ขึ้นเชื่อว่ามีพระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ก่ออิฐถือปูน มีความยาว 42 เมตร และสูง 8 เมตร พระพักตร์หันไปทางทิศเหนือ ที่พระเศียรมีดอกบัวเกยซ้อนรองรับพระเศียรแทนพระเขนย พระบาทซ้อนกันเป็นมุมฉาก นิ้วพระบาทยาวเท่ากัน สันนิษฐานว่าแต่เดิมเป็นพระพุทธรูปไม่ทรงเครื่อง แต่การบูรณะใน พ.ศ. 2499 คงมีการแก้พระเศียรเป็นอย่างพระพุทธรูปทรงเครื่อง รอบองค์พระมีเสาอิฐ 8 เหลี่ยม รวม 24 ต้น ซึ่งแต่เดิมคงจะมีการสร้างวิหารครอบพระพุทธไสยาสน์ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้พังทลายลงเมื่อใด ยามที่ดวงอาทิตย์ทอแสงอ่อนจะแลเห็นพระพุทธไสยาสน์องค์สีขาวห่มคลุมด้วยจีวรสีสดตัดกับท้องฟ้าจะงดงามมากทีเดียว

 

วัดแห่งนี้อยู่ใกล้กับเขตพระราชวังโบราณ และวัดพระศรีสรรเพชญ์ ด้วยเค้าโครงของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่หลงเหลือในพระอารามร้างที่ถูกผลาญด้วยไฟแห่งสงครามนั้น แสดงให้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของวัดโลกยสุธารามในอดีต เช่น ฐานรากที่เหลืออยู่ของพระวิหารขนาดใหญ่ถึง 9 ห้อง ที่ตั้งอยู่ตรงกลางมีความยาวถึง 49.50 เมตร กว้าง 20.10 เมตร มีมุขยื่นออกมาทั้งสองด้าน พระประธานขนาดใหญ่ที่ชำรุดเสียหายเหลือเพียงฐานด้านหลังพระอุโบสถ ยังมีพระปรางค์องค์ใหญ่สูงถึง 30 เมตร และมีแนวกำแพงแก้วล้อมรอบเขตพุทธาวาสทั้งหมด

ทุกวันนี้วัดโลกยสุธารามมักมีผู้เดินทางมาสักการะพระพุทธไสยาสน์อยู่เสมอ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ยังมีความเชื่อที่แพร่หลายในหมู่ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาว่าการได้มานมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดโลกยสุธารามซึ่งมีพระพักตร์ที่เปี่ยมด้วยเมตตาบารมีแห่งนี้ ถือเป็นดังนิมิตหมายอันดีที่ช่วยส่งเสริมสิริมงคลให้ชีวิต และให้คุณทางด้านเมตตามหานิยมแก่ผู้นั้นด้วย

 

วัดวรเชษฐาราม วันสำคัญที่ถูกลืม

วัดเล็กๆ ที่มีป้ายบอกเล่าเรื่องราวที่ง่ายต่อการเลยผ่านไป แต่หากได้แวะชมที่วัดนี้แล้ว นอกจากที่จะพบกับความร่มรื่นด้วยสถานแห่งธรรมะภายในขอบสีมาธรรมจักรแห่งบวรพุทธศาสนาแล้ว ยังได้แวะหาข้อมูลความรู้เชิงประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งอีกด้วย

จากประวัติของวัดเล่าว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ทางตะวันตกของพระราชวังหลวงและด้านหลังของพระราชวังหลัง ภายในกำแพงเมืองพระนครศรีอยุธยา วัดนี้ตามพระราชพงศาวดารสมเด็จพระเอกาทศรถทรงสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2136 ซึ่งเป็นวัดที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระเชษฐาของสมเด็จพระเจ้าเอกาทศรถได้ยกทัพไปตีเมืองตองอู และขณะเคลื่อนทัพถึงเมืองหางทรงประชวรหนักและเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเอกาทศรถจึงโปรดให้อัญเชิญพระศพมายังกรุงศรีอยุธยา และให้แต่งพระเมรุสูงเส้น 17 วา แล้วเสด็จไปถวายพระเพลิงศพให้นิมนต์พระสงฆ์มาร่วมในพิธีจำนวน 1 หมื่นรูป เข้าใจว่าได้ถวายพระเพลิงศพ ณ วัดวรเชษฐารามแห่งนี้

 

ภายในกำแพงวัดประกอบด้วยเจดีย์ประธานทรงลังกาแบบสุโขทัย พระวิหารจำนวน 3 หลังพระอุโบสถ และเจดีย์ย่อมุมขนาดเล็ก 2 องค์ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกันเชื่อกันว่าน่าจะมีการบรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไว้ภายในเจดีย์องค์ใดองค์หนึ่งภายในวัดนี้

ยังมีเรื่องราวกล่าวถึงวันนี้อีกว่าในสมัยโบราณ วัดวรเชษฐ์ถูกเรียกว่าวัดเจ้าเชษฐ์ ถือเป็นวัดประจำพระองค์พระนเรศวร แต่ที่มาเพี้ยนเป็น วัดวรเชษฐาราม นั้นอนุมานได้ว่าเป็นเพราะภายหลังการถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว

ผู้เฒ่าแม่แก่ชาวกรุงเก่ายังเล่าให้ฟังอีกว่าเคยมีผู้ที่ลงไปในเจดีย์ทรงปรางค์องค์ใหญ่ จะได้พบกับโกศขนาดใหญ่และมีงูเห่าเผือกนอนขดอยู่ใกล้ๆ จากนั้นให้หลังประมาณ 30 ปีก็มีเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรลงไปเก็บสมบัติและของมีค่าเพื่อนำไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ ก็พบงูเห่าเผือกที่อยู่เฝ้าโกศขนาดใหญ่นี้เช่นกัน และเมื่อเร็วๆ นี้ที่ผ่านมาที่ได้มีการบวงสรวงเจดีย์เหล่านี้ ก็มีผู้พบงูเห่าเผือกเลื้อยออกมาจากช่องเจดีย์เช่นกัน

 

น่าเสียดายที่วัดแห่งนี้ถูกทอดทิ้งปล่อยให้วัดโบราณที่มีหมู่เจดีย์และเต็มไปด้วยซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ วิหารที่มีเสมาโบราณที่ควรได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ จนภายหลังได้มีกรมศิลปากรมาบูรณะจึงได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยส่วนตัวผมชอบวัดนี้มาก ผนังโบสถ์ดูขลังและงดงามมาก นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้กราบนมัสการองค์พระภายในโบสถ์ที่แสดงถึงความสวยงาม รวมถึงองค์พระพุทธรูปด้านนอกที่ตั้งเด่นสง่าท้ากาลเวลา

วัดวรโพธิ์ วัดที่พระเจ้าทรงธรรมเคยผนวช

วัดวรโพธิ์ตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดวรเชษฐ์ เดิมชื่อ วัดระฆัง ใกล้กับวัดโลกยสุธาราม เป็นวัดสำคัญมาแต่อดีตโดยเป็นวัดที่ประทับของพระสังฆราชในสมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างที่แน่ชัด แต่มีชื่อวัดปรากฏในพงศาวดารว่า พระศรีศิลป์ (ภายหลังได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็น พระเจ้าทรงธรรม) ได้ผนวชที่วัดแห่งนี้ โดยได้สมณศักดิ์เป็น พระพิมลธรรมอนันตปรีชา ต่อมาในสมัย พระเจ้าบรมโกศ ได้มีการปลูกต้นโพธิ์ ซึ่งได้จากเกาะลังกา คราวที่คณะสงฆ์ได้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา และได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดวรโพธิ์ นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ภายในวัดประกอบด้วย ปรางค์ประธาน มีระเบียงคตล้อมรอบ ปัจจุบันเหลือให้เห็นเฉพาะฐานเท่านั้น ด้านทิศเหนือของปรางค์ประธานยังคงปรากฏซากของอาคาร วิหารและเจดีย์เหลี่ยม ส่วนทางทิศใต้มีพระวิหารสำหรับประดิษฐานรอยพระพุทธบาทตั้งอยู่ซึ่งงดงามมาก อาคารโบราณสถานของวัดทั้งหมด มีกำแพงวัดล้อมรอบอยู่อีกชั้นหนึ่ง และต่างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

 

 

 

 

‘โลหะปราสาท’ พุทธศิลป์สถาปัตย์หัวแหวนแห่งรัตนโกสินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/474327

‘โลหะปราสาท’ พุทธศิลป์สถาปัตย์หัวแหวนแห่งรัตนโกสินทร์

โดย…โสภิตา สว่างเลิศกุล ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีอายุเดินทางมาถึง 235 ปี เข้าไปแล้ว เพราะฉะนั้นทุกพื้นที่ในเขตเมืองเก่าแก่ชั้นใน รวมถึงชั้นนอกก็มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เรียกว่าหากจะศึกษาและท่องเที่ยวกันอย่างละเอียดลออคงต้องใช้เวลากันมากมายหลายสิบปีอย่างแน่นอน

ตัวเมืองเก่าของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้รับสมญาว่าเป็น “หัวแหวนแห่งรัตนโกสินทร์” มีสถาปัตยกรรมไทยที่มีรูปแบบแปลกไปจากธรรมเนียมประเพณีบนพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก นั่นคือ “โลหะปราสาท” มียอดปราสาทประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร และอยู่ในบริเวณลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์

โดยในปี 2555 กรมศิลปากรได้ร่วมกับทางวัดบูรณะมณฑปให้เป็นสีทอง ปัจจุบันเสร็จแล้วเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2560

โลหะปราสาท หมายถึง คฤหาสน์ที่มียอดเป็นโลหะ เป็นชื่อดั้งเดิมของอินเดีย เรียกมาแต่ครั้งพุทธกาล

แนวความคิดของมนุษยชาติที่มีต่อการสร้างสถาปัตยกรรมในศาสนสถานที่ตนนับถือนั้น อุรา สุนทรศารทูล ช่างเอกแห่งกรมโยธาธิการให้ความเห็นว่า ช่างมักมีปรัชญาอย่างเดียวกัน ลักษณะของสถาปัตยกรรมย่อมมีความคล้ายคลึง และมีความสำคัญเท่าเทียมกันด้วย

โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร เป็นพุทธสถานสำคัญ นับเป็นองค์ที่ 3 ของโลก ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย องค์แรกสร้างขึ้นในประเทศอินเดีย องค์ที่ 2 ที่เมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา ซึ่งทั้งสององค์ได้ปรักหักพังสูญสิ้นไปแล้ว

ในประวัติศาสตร์ก็เคยมีการสร้างโลหะปราสาทมาแล้ว 2 หลังด้วยกัน หลังแรกก็คือปราสาทของนางวิสาขา บุตรีของธนัญชัย เศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี ประเทศอินเดีย โดยได้สร้างโลหะปราสาทที่มีชื่อว่า “มิคารมาตุปราสาท” เพื่อถวายเป็นที่อยู่ให้แก่พระสงฆ์ มีลักษณะเป็นปราสาท 2 ชั้น มี 1,000 ห้อง ปัจจุบันโลหะปราสาทหลังนี้หักพังจนไม่เหลือร่องรอยให้เห็นแล้ว

ส่วนโลหะปราสาทหลังที่ 2 ผู้สร้างคือพระเจ้าทุฏฐคามณี กษัตริย์แห่งกรุงอนุราชปุระ ประเทศลังกา ทรงสร้างเมื่อประมาณปี 382 โลหะปราสาทหลังนี้มี 9 ชั้น 1,000 ห้อง หลังคามุงด้วยแผ่นทองแดง ผนังเป็นไม้ประดับด้วยหินมีค่าและงาช้าง สร้างให้พระภิกษุสงฆ์อยู่อาศัยเช่นกัน ภายหลังโลหะปราสาทนี้ได้ถูกไฟไหม้และถูกทำลาย จนตอนนี้เหลือเพียงซากปราสาท แต่ก็ยังเห็นความยิ่งใหญ่ของเสาหินถึงประมาณ 1,600 ต้นด้วยกัน

สำหรับโลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร ตั้งอยู่ข้างพระอุโบสถ ถัดไปทางทิศตะวันตก ตรงส่วนที่เป็นศูนย์กลางของพื้นที่ทั้งหมด พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ช่างออกแบบก่อสร้างเมื่อปี 2389 ตามลักษณะของโลหะปราสาทที่พรรณนาไว้ในหนังสือมหาวงศ์ พงศาวดารลังกา ซึ่งพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย กษัตริย์ลังกาสร้างไว้เมื่อปี 387 โดยมอบหมายให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ขณะยังเป็นพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา ดำรงตำแหน่งอธิบดีก่อสร้าง ว่าช่างสิบหมู่และช่างศิลา เป็นแม่กองดำเนินการก่อสร้าง การออกแบบก่อนก่อสร้างได้เล่าขานกันว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ช่างเดินทางไปดูแบบโลหะปราสาท ณ ลังการประเทศด้วย โดยนำเค้าเดิมมาเป็นแบบ แล้วปรับปรุงให้เป็นสถาปัตยกรรมตามลักษณะศิลปกรรมไทย

แผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสตามโลหะปราสาทที่เมืองลังการ ส่วนลักษณะสถาปัตยกรรมนั้น สร้างตามแบบศิลปกรรมไทย ฐานกว้างด้านละ 23 วา เป็นอาคาร 7 ชั้น ลดหลั่นกันขึ้น อาคารชั้นล่างชั้นที่ 3 และชั้นที่ 5 จะเป็นคูหาและระเบียงรอบ ในชั้นที่ 2 ชั้นที่ 4 ชั้นที่ 6 ทำเป็นคูหาจตุรมุขมียอดเป็นบุษบกชั้นละ 12 ยอด และชั้นที่ 7 เป็นยอดปราสาทจตุรมุขสำหรับประดิษฐานพระบรมธาตุ รวมเป็น 37 ยอด หมายถึงหลักธรรมในพระพุทธศาสนา 37 ประการ ที่เป็นปัจจัยให้ดำเนินไปสู่ความหลุดพ้นเข้าสู่ดินแดนพระนิพพาน ที่เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ” การขึ้นสู่โลหะปราสาทแต่ละชั้น จะมีบันไดวนตั้งอยู่ใจกลางของอาคาร โดยตั้งซุงขนาดใหญ่ยึดเป็นแม่บันได

โลหะปราสาท ได้รับการปรับปรุงหลายครั้ง ภายหลังก่อสร้างขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ภายหลังพระองค์สวรรคตลง โลหะปราสาทก็มิได้ปรับปรุงแล้วเสร็จ จนกระทั่งได้บูรณะครั้งใหญ่จนแล้วเสร็จในสมัยพระราชปัญญาโสภณ (สุข ปุญญรํสี) ปี 2506 โดยมี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ร่วมกันปรับปรุงแล้วเสร็จ เป็นแบบก่อโบกปูนสีแดง มณฑปทาสีขาว และเมื่อปี 2525 ครั้งสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี โลหะปราสาทได้รับการตกแต่งให้สง่างามอีกครั้งหนึ่ง

ครั้งเมื่อปี 2530 มีการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ 200 ปีวันพระราชสมภพ ได้มีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ได้มีการรื้อถอนอาคารหรือโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทยที่บดบังโลหะปราสาทอยู่เป็นเวลานานออก โลหะปราสาทจึงปรากฏให้เห็นความงามสง่าเด่นชัดอยู่ท่ามกลางสถาปัตยกรรมไทยของวัดราชนัดดารามวรวิหาร

ในปี 2539 พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่นศิลปินแห่งชาติสาขาสถาปัตยกรรม (ในเวลาต่อมา) ได้ออกแบบวัสดุมุงและเครื่องประดับหลังคาเป็นโลหะและทองแดงรมดำ ทำให้ออกมาเป็นสีดำ ก่อนที่จะบูรณะมณฑปให้เป็นสีทองในปัจจุบัน

สามารถเข้าชมโลหะปราสาทได้ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. มีรถโดยสารประจำทาง สาย 2 5 12 15 35 39 503 511 512 หรือจะนั่งเรือโดยสาร (คลองแสนแสบ) มาลงท่าเรือผ่านฟ้าลีลาศ

 

เดินชิลเสพงานศิลปะเก๋ๆ ARTBOX At Chatuchuk

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/474326

เดินชิลเสพงานศิลปะเก๋ๆ ARTBOX At Chatuchuk

โดย…

ใครชื่นชอบงานศิลปะและงานแฮนด์เมดเก๋ๆ ขอแนะนำให้ไป ARTBOX ที่หลายคนตั้งตาคอย คราวนี้มายึดโลเกชั่นแถวสวนจตุจักร จึงใช้ชื่อว่า ARTBOX At Chatuchuk เริ่มเปิดตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว

ครั้งนี้ ARTBOX At Chatuchuk ขยายเวลาเดินชิลให้เร็วกว่าเดิมราวเที่ยงๆ บ่ายๆ ก็สามารถไปเดินเที่ยวเล่นได้จนถึง 5 ทุ่ม เปิดเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์เท่านั้น คาดว่าจะมีไปถึงปลายเดือน เม.ย.นู้น

ตลาดแห่งนี้แบ่งโซนออกเป็นร้านอาหารสมัยใหม่ คือ โซน Food Truck ที่จะมีเวทีคอนเสิร์ตให้ดื่มด่ำกับเสียงเพลงเพราะๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมี Street Art ที่กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ อีกด้วย

 

ที่น่าสนใจสำหรับหญิงสาวและคนที่มาเป็นครอบครัว คือ โซนแฟชั่นที่มีขายตั้งแต่กระเป๋า รองเท้า หมวก เครื่องประดับ เคสโทรศัพท์มือถือเก๋ๆ มากมาย และอีกจุดที่ดึงดูดใจสำหรับคนรักงานศิลปะ คือ มุมวาดภาพอาร์ตสวยๆ โดยนักวาดส่วนใหญ่มาจากรั้วศิลปากร เช่น บูธของ ขนุน-ศิริพรศรีศุภวิชากิจ วัย 19 ปี นักศึกษาคณะมัณฑนศิลป์ เอกออกแบบตกแต่งภายใน ให้บริการวาดภาพสีน้ำเป็นภาพวิวและพอร์ตเทรต ราคาย่อมเยาแต่ฝีมือใช้ได้เลย คือ ภาพเดี่ยว 180 บาท ภาพคู่ 300 บาท ภาพ 3 คน 400 บาท หากใครจองคิววาดภาพของเธอก่อนในเฟซบุ๊กหรือไลน์ส่วนตัว ก็สามารถเอารูปที่คุณต้องการวาดมาให้เธอวาดได้เลยที่ไลน์ไอดี k-kanun หรือทางเฟซบุ๊ก kanun srisupavichakit จะได้เป็นคิวแรกๆ แล้วเดินต่อไปเที่ยวหลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงสามารถมารับภาพสวยๆ ไปได้เลย

เช่นเดียวกับนักวาดภาพ นันท์-กุลนันท์ โอภาสสถาพร วัย 19 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร คณะนิเทศศิลป์ สาขาออกแบบ ภาพที่นันท์ถนัดวาดคือภาพประกอบ หรือภาพการ์ตูนมีคาแรกเตอร์ นันท์มีบริการส่งภาพทางไปรษณีย์ด้วยหากส่งธรรมดาคิดค่าบริการ 30 บาท ส่งทางอีเอ็มเอส 50 บาท หากใครอยากได้ภาพเร็วสามารถไปจองคิวและส่งภาพที่ต้องการให้วาดผ่านทางไอดีไลน์ nun_3004 หรือทางไอจี : nunnlk ได้เลย

สำหรับการเดินทางมา ARTBOX At Chatuchuk ก็ง่ายสะดวกสบายด้วยการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT กำแพงเพชร ทางออกที่ 1 เดินต่อไปอีกนิดก็จะเจอ สังเกตง่ายๆ คือมีบอลลูนสีขาวสกรีน ARTBOX ลอยอยู่บนฟ้ารับรองเห็นง่ายแต่ไกล

 

 

ใกล้ภูเขาเคียงทะเล เซ็นทรา ภูพาโน รีสอร์ท กระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/474316

ใกล้ภูเขาเคียงทะเล เซ็นทรา ภูพาโน รีสอร์ท กระบี่

โดย…นิทรา ราตรี ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

เขาหินปูนทอดยาวเป็นภาพพาโนรามาขนานกับโรงแรม เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ภูพาโน รีสอร์ท กระบี่ โรงแรมน้องใหม่ใกล้อ่าวนางที่สร้างบรรยากาศแบบใหม่ ด้วยการเอาใจคนรักภูเขาและหลงทะเล

เซ็นทรา ภูพาโน ตกแต่งสไตล์ไทยร่วมสมัยโดยนำตัวละครหนุมาน จากเรื่องรามเกียรติ์มาดัดแปลงให้เป็นภาพและกราฟฟิก ประดับตกแต่งตั้งแต่ล็อบบี้ไปจนถึงห้องพักทั้งหมด 158 ห้อง ประกอบด้วย ห้องเซ็นทรา สุพีเรียร์ ขนาด 24 ตร.ม. พร้อมระเบียงชมวิวเมือง ห้องเซ็นทรา สุพีเรียร์ พูลวิว ขนาดเดียวกันกับประเภทแรก แต่ได้วิวภูเขาพาโน สระว่ายน้ำ และทะเลอ่าวนางจากมุมไกล และห้องเซ็นทรา แฟมิลี่ เรสซิเดนซ์ ขนาด 49 ตร.ม. มี 9 ห้อง สำหรับการเข้าพักแบบครอบครัว ด้วยห้องนอนใหญ่แยกต่างหากกับห้องนั่งเล่น พร้อมเตียงสองชั้นสำหรับเด็กๆ จุผู้ใหญ่ได้ถึง 3 คน และเด็กอีก 2 คน

 

ห้องอาหารมีให้บริการริมสระว่ายน้ำที่มิกซ์ บิสโทร เปิดให้บริการตลอดวันตั้งแต่อาหารเช้าไปจนถึงเวลา 23.00 น. เสิร์ฟทั้งอาหารไทย อาหารนานาชาติ ของหวาน ชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยจะไม่มีบาร์ชัดเจนเพื่อเคารพต่อชุมชนอิสลามที่อยู่โดยรอบ และผู้เข้าพักยังสามารถสั่งไปรับประทานในห้องส่วนตัวได้ (In-Room Dining) โดยจะบริการในห้องพักทุกประเภท

สำหรับสระว่ายน้ำมีทั้งสระผู้ใหญ่และสระเด็ก พร้อมเก้าอี้อาบแดดที่หันหน้าไปยังภูเขาพาโน นอกจากนี้โรงแรมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ทั้งฟิตเนส ห้องประชุมและสัมมนา รถชัตเติลบัสไป-กลับจากโรงแรมและอ่าวนางจักรยานให้เช่า และอินเทอร์เน็ตไว-ไฟฟรีทั่วโรงแรม

 

กลุ่มประชุมและสัมมนา ทางโรงแรมมีห้องประชุม 2 ห้อง ได้แก่ ห้องหนุมาน รองรับเฉพาะการประชุมขนาดเล็กไม่เกิน 14 คน และห้องรามา ขนาด 163 ตร.ม. รองรับการประชุมแบบเธียเตอร์ได้ถึง 160 คน ทำให้เซ็นทรา ภูพาโน ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มองค์กร ครอบครัว กลุ่มเพื่อน และคู่รัก ที่ต้องการช่วงเวลาอันเป็นส่วนตัวในย่านอ่าวนาง ซึ่งเป็นทำเลที่สะดวกสบาย ท่องเที่ยวได้ และจะได้รับประสบการณ์ใหม่กับวิวภูเขาพาโน

Price: เซ็นทรา ซูพีเรียร์ ราคาเริ่มต้นที่ 2,340 บ. เซ็นทรา ซูพีเรียร์ พูลวิว 2,520 บ. และเซ็นทรา แฟมิลี่ เรซสิเดนซ์ 3,420 บ. ทั้งนี้ราคาจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน

Place: อยู่ห่างจากอ่าวนางประมาณ 5 นาที โทร. 075-607-888-9 เว็บไซต์ www.chr.co.th

Promotion: –