โกลเด้นไทม์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/473205

โกลเด้นไทม์

โดย…ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ฤดูหนาว นอกจากอากาศที่สดชื่นเย็นสบายแล้ว ดอกไม้หลายๆ พื้นที่ ยังพร้อมใจกันผลิบานให้ชื่นชม นับเป็น “โกลเด้น ไทม์” หรือช่วงเวลาสำคัญของเหล่าช่างภาพ ที่จะออกมาเก็บเกี่ยวความสวยงามของดอกไม้และแสงยามเช้าของฤดูหนาว การเฝ้าสังเกตลักษณะดอกไม้ และช่วงเวลาของการถ่ายรูปเป็นหัวใจสำคัญของการถ่ายภาพ

เพียงไม่กี่ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ สู่สวนดอกไม้นานาพรรณสีสันสดใส ที่ “ฟ้าประทาน ฟลอร่า พาร์ค” อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ครั้งนี้ผมตั้งใจเดินทางมาถึงสถานที่แต่เช้าตรู่ เพื่อรอแสงยามเช้า และทันทีที่พระอาทิตย์พ้นขอบฟ้าแสงสีส้มเริ่มฉาบท้องฟ้า ตัดกับทิวเขาสีเข้ม และสีสันของเหล่าดอกไม้ก็เริ่มสดใสขึ้นทีละน้อย

ความตื่นเต้นของผู้คนรอบตัว เมื่อยกโทรศัพท์มาเก็บภาพความสวยงามของดอกไม้ ทำให้ผมเผลอยิ้มให้หลายครั้ง จริงๆ แล้ว การมองโลกเป็นอะไรที่ง่ายดาย ตราบใดที่เรายังรู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่เห็น

 

 

Village to the World ซีเอสอาร์เอื้อการท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ธันวาคม 2559 เวลา 11:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/472604

Village to the World ซีเอสอาร์เอื้อการท่องเที่ยว

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

การส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชนให้ประสบความสำเร็จเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก เพราะประเทศไทยมีชุมชนท่องเที่ยวหลายร้อยชุมชน แต่ละชุมชนมีศักยภาพและอัตลักษณ์ทางการท่องเที่ยวแตกต่างกันไป ซึ่งถ้าเป็นชุมชนที่มีทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ทะเล น้ำตก เป็นจุดขาย การส่งเสริมให้คนเข้าไปท่องเที่ยวในชุมชนก็จะไม่ใช่เรื่องยาก คำถามคือ แล้วถ้าเป็นชุมชนที่ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจ ชุมชนเหล่านั้นจะทำอย่างไร

จากโจทย์ที่ท้าทายนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จับมือกับ 9 หน่วยงานพันธมิตร จัดทำโครงการ Village to the World มีภารกิจที่เรียกว่า ปฏิบัติการเพิ่มมูลค่า ยกระดับท่องเที่ยวชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างนวัตกรรมทางการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ๆ ให้กับชุมชน เปลี่ยนมุมการนำเสนอจาก Attraction based เป็น Activity based กล่าวคือ ไม่ผูกติดกับแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ แต่นำเสนอเรื่องราวของกิจกรรมการเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชุมชน ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยว ขยายตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ สร้างโอกาสให้ชุมชนมีช่องทางตลาดที่จะหารายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

การทำงานในเรื่องของการท่องเที่ยวชุมชนมานาน ททท.พบว่า ชุมชนส่วนใหญ่ไม่เหมาะกับนักท่องเที่ยวอิสระ หรือ FIT ที่จะเดินเข้าไปเที่ยวเมื่อไหร่ เวลาไหนก็ได้ เพราะชุมชนไม่ได้มีแหล่งท่องเที่ยวไว้พร้อมขาย แต่ชุมชนจะขายกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ดังนั้นการจะสร้างสินค้าท่องเที่ยวชุมชนจึงต้องดูบริบทในชุมชนว่ามีศักยภาพที่จะขายในมิติไหน ขายให้กับใคร กลุ่มเป้าหมายคนที่ชอบท่องเที่ยวชุมชนไม่ใช่กลุ่มแมส (Mass) แต่เป็นนิชมาร์เก็ต (Niche market) ที่ถึงแม้ว่าจะหายาก แต่ถ้าหาเจอกลุ่มคนที่ใช่ ก็จะเป็นตลาดที่ยั่งยืนของชุมชน

 

กลุ่มเป้าหมายที่ “ใช่” สำหรับการท่องเที่ยวชุมชน คือ กลุ่มองค์กร (Corporate) เพราะจากการที่กลุ่มองค์กรและบริษัทต่างๆ มีการจัดกิจกรรมพาพนักงานไปเที่ยวประจำปี (Outing) และเทรนด์ที่องค์กรต่างๆ ต้องการผนวกกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) จิตอาสาให้พนักงานได้บำเพ็ญประโยชน์ จากโจทย์นี้ ททท.จึงได้วางกรอบแนวทางในการทำงานพร้อมทั้งทำการสำรวจความต้องการของกลุ่มองค์กร เพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปพัฒนาสร้างนวัตกรรมท่องเที่ยวชุมชนที่ตอบโจทย์กลุ่มองค์กร

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า โครงการวิลเลจ ทู เดอะ เวิลด์ เป็นโครงการที่จัดขึ้นตามยุทธศาสตร์สานพลังประชารัฐเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างนวัตกรรมทางการท่องเที่ยวใหม่ให้เหมาะสมกับศักยภาพและอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ชุมชนสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนได้อย่างยั่งยืน โดยในปีนี้ทางโครงการเปิดตัวโปรแกรมแรกภายใต้ชื่อ MEET IN THE VILLAGE #Best CSR Outing Ever เป็นโปรแกรมท่องเที่ยวรูปแบบ CSR Outing สำหรับตลาดกลุ่มองค์กร (Corporate) โดยนำอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ ที่มีอยู่เดิมของชุมชนนำมาสร้างสรรค์ต่อยอดพัฒนาใหม่ให้เป็นโปรแกรมท่องเที่ยวใหม่สำหรับลูกค้าองค์กรในรูปแบบ CSR Outing ที่รับรองได้ว่าจะเป็นประสบการณ์สุดพิเศษที่จะทำให้ทุกองค์กรสนุกสนานกับอัตลักษณ์และเสน่ห์ของวิถีชุมชนที่หลากหลาย และที่สำคัญทุกคนในองค์กรจะมีความสุขที่ได้แบ่งปัน และทำกิจกรรมอาสา CSR ที่เป็นประโยชน์กับชุมชน

โดยในปี 2559 ทางโครงการได้คัดเลือก 10 ชุมชน ที่มีรายได้ต่อปีต่ำกว่า 1 ล้านบาท เป็นชุมชนท่องเที่ยวขนาดเล็กที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมาก และไม่มีจุดขายด้านแหล่งท่องเที่ยว (Attraction) แต่มีศักยภาพด้านกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตในชุมชนที่สามารถต่อยอดได้ (Activity based) ได้แก่ ภาคเหนือ 3 ชุมชน ภาคอีสาน 2 ชุมชน ภาคกลาง 3 ชุมชน ภาคใต้ 2 ชุมชน ดังนี้ ชุมชนบ้านไร่กองขิง จ.เชียงใหม่ ชุมชนเมืองเก่า จ.สุโขทัย ชุมชนพระบาทห้วยต้ม จ.ลำพูน ชุมชนกู่กาสิงห์ จ.ร้อยเอ็ด ชุมชนบ้านโคกโก่ง จ.กาฬสินธุ์ ชุมชนบ้านดงเย็น จ.สุพรรณบุรี ชุมชนบ้านถ้ำเสือโฮมสเตย์ จ.เพชรบุรี ชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ จ.สมุทรสงคราม ชุมชนลีเล็ด จ.สุราษฎร์ธานี และชุมชนวิสาหกิจราไวย์ จ.ภูเก็ต

นพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า ทางโครงการได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และสมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย หรือ สนท. เชิญบริษัทจัดทัวร์ บริษัทจัดสัมมนาสำหรับองค์กรชั้นนำของไทย เพื่อมาร่วมขยายผลช่วยทำตลาดขายโปรแกรมท่องเที่ยว CSR Outing ให้กับลูกค้าองค์กรทั้งในและต่างประเทศ โดยทางโครงการตั้งเป้าว่าโมเดลท่องเที่ยว CSR Outing นี้จะสามารถสร้างรายได้ 1 ล้านบาท/ชุมชน ภายในปี 2560 และเป้าหมายสูงสุดของโครงการวิลเลจ ทู เดอะ เวิลด์ คือ การสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ๆ ให้ชุมชน สร้างโอกาสให้ชุมชนมีช่องทางที่จะหารายได้เพิ่ม เพราะการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ชุมชนเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตัวเองได้ยั่งยืนต่อไป

นอกจากนี้ ทางโครงการยังได้เชิญซีอีโอชื่อดังให้ร่วมเชิญชวนไป Outing ในชุมชนด้วย เช่น ดร.วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ลำพูน แม้จะเป็นจังหวัดเล็กๆ แต่ก็เป็นแผ่นดินประวัติศาสตร์ล้านนามาอย่างยาวนาน ในฐานะดินแดนแห่งพระพุทธศาสนาที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากว่า 600 ปี ทำให้ลำพูนมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะที่ชุมชนพระบาทห้วยต้ม เป็นชุมชนชาวปะเกอกะเญอที่ศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างมาก ผู้คนในชุมชนถือศีลห้า และกินมังสวิรัติ ผมคิดว่าบริษัทที่มีผู้บริหารและพนักงานชอบเข้าวัด ทำบุญ เสริมมงคลชีวิต เรียกได้ว่าเป็นแนวสายบุญจะต้องชอบที่นี่แน่นอน”

ด้าน พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ กล่าวว่า “ตอนนี้สิ้นปีแล้ว ถ้า Corporate ไหนกำลังวางแผนพาพนักงานไป Outing ผมขอนำเสนอชุมชนเมืองเก่าสุโขทัย จ.สุโขทัย มีประวัติศาสตร์ อารยธรรมยาวนาน มีเรื่องเล่าสถานที่ อาหารท้องถิ่นสุโขทัยก็อร่อยมากๆ กรุงเทพฯ-สุโขทัย ชั่วโมงเดียวถึงนะครับ นั่งรถเมื่อย ไปทางเครื่องบินครับ เราทำสิ่งที่ทำให้ชุมชนยืนอยู่ได้อย่างยั่งยืน สิ่งดีๆ ของสุโขทัยมีมากมาย นอกจากสถานที่ซึ่งอยู่ในบริเวณประวัติศาสตร์ สุโขทัยชนะเลิศทั้งโบราณสถาน ชาวบ้านมีกิจกรรมวัฒนธรรมที่เป็น Signature ของสุโขทัยให้แข่งประลองฝีมือ มี Photo scenery สวยมากๆ ให้ถ่ายรูป และก็อย่าลืมพาพนักงานไปนั่งรถคอกหมูสุโขทัยกันนะครับ”

 

ยุทธศักดิ์ กล่าวสรุปว่า ขอเรียนเชิญทุกองค์กรร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสานพลังประชารัฐเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ด้วยการไปจัดกิจกรรมซีเอสอาร์ เอาต์ติ้ง (CSR Outing) เพราะการที่แต่ละองค์กรเข้าไปเที่ยวทำกิจกรรมในชุมชน เท่ากับเป็นการทำ CSR ช่วยเหลือชุมชน เพราะชุมชนนำรายได้ไปพัฒนาในด้านต่างๆ สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน

ทั้งนี้ ชุมชนจะได้รับประโยชน์จากโครงการ Village to the World โดยจะได้สินค้าท่องเที่ยวรูปแบบใหม่แบบ CSR Outing ไว้เสนอขายสำหรับกลุ่มเป้าหมายใหม่คือกลุ่มนักท่องเที่ยวองค์กร ซึ่งเป็นสินค้าที่ขายได้ตลอดไม่มีข้อจำกัดเรื่องฤดูกาล โปรแกรมท่องเที่ยวรูปแบบ CSR Outing จะทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่า จากการท่องเที่ยวรูปแบบเดิมๆ ที่ชุมชนเคยได้รับ และชุมชนจะได้รับโอกาสที่ดีมาก ที่จะได้พบกับกลุ่มผู้บริหารองค์กรบริษัทต่างๆ ที่มาเที่ยวและทำกิจกรรมในชุมชน ซึ่งถ้าหากชุมชนได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจดี ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาชุมชนอย่างเข้มแข็ง เชื่อได้ว่ากลุ่มองค์กรเหล่านั้นก็ยินดีที่จะมาช่วยชุมชนพัฒนาต่อยอดในด้านต่างๆ ต่อไป

หน่วยงานใดที่สนใจ CSR Outing สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธันยพร ศิรประภาเดโช โทร. 09-4842-4545 นันท์ดาภัทร ธนสุคนธสิทธิ์ โทร. 06-4242-3555 อิชย์ชญา ธีราทรง โทร. 08-1354-5827

 

ท่องโลกทั้งใบในวันเดียว @สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/472101

ท่องโลกทั้งใบในวันเดียว @สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์

โดย…สมแขก

เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ สำหรับเมืองจำลองฝีมือคนไทยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก บนพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตร เมืองจำลอง “สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์” ย่อโลกทั้งใบในสัดส่วน 1:87 เกิดจากความมุ่งมั่นและตั้งใจและงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท เพื่อสร้างให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวใจกลางกรุงที่จะเปิดมุมมองความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการให้คนทุกเพศทุกวัย ก่อตั้งโดยคนไทยและใช้ช่างฝีมือชาวไทยในการสร้างสรรค์งานทุกขั้นตอน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Perspective of Happiness and TO be Little Again” เหมือนเราได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

จุดเด่นของสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ คือขั้นตอนการคิดและการสร้างชิ้นงานจริงเกิดจากทีมงานชาวไทยกว่า 20  ชีวิต ที่ใช้เวลาศึกษาดูงาน และทำงานต่อเนื่องมากว่า 3 ปี จนออกมาเป็นเมืองจำลองที่มีชีวิตทั้ง 11 โซน โดยรวบรวมพัฒนาการของมนุษย์ในแต่ละห้วงเวลา สะท้อนผ่านภาพหลากหลายมุมมอง เช่น วิวัฒนาการของโลก สิ่งแวดล้อมในโลกของเรา ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน สำหรับ 11 โซนแห่งความสุขและความมหัศจรรย์ ประกอบด้วย

โซน11 Very Thai เมืองไท๊ยไทย

 

โซนที่ 1 เมืองแห่งทรัพยากร ต้นกำเนิดชีวิต (Resource Town) เมืองนี้รวบรวมทรัพยากรต่างๆ ที่จำเป็นต่อโลกมาไว้ในเมืองนี้ ไฮไลต์เด็ดของโซนนี้คือเขื่อน Hoover Dam จำลองที่ได้รับการรับรองว่าเป็นที่สุดของวิศวกรรมโลก นอกจากนี้ยังมีเหมืองแร่ดีบุกที่นำมาแปรรูปเป็นของใช้ ทั้งพลาสติก จาน ชาม และอีกมากมาย รวมทั้งโซนก่อสร้างที่จำลองให้เห็นถึงขั้นตอนการทำงานของช่างก่อสร้าง และเหมืองแร่ทองคำ โซนที่ 2 เมืองแห่งเกษตรกรรมและปศุสัตว์ (Organic Farm) เมื่อค้นพบทรัพยากรธรรมชาติแล้ว เราก็ต้องนำมาใช้ประโยชน์ สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ จะพาคุณก้าวเข้าสู่ความอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ ด้วยการเติมพื้นที่ด้วยสีเขียว อุดมไปด้วยต้นไม้และทุ่งหญ้า ไลฟ์สไตล์ของคนในเมืองนี้แสนจะเรียบง่ายและพึ่งพาธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกสวนผัก-ผลไม้ ฟาร์มสัตว์ และไฟฟ้าที่ได้จากแรงลม

เมืองแห่งเรื่องราวและประวัติศาสตร์ (Residential and Historical Town) อยู่ในโซนที่ 3 เข้าถึงตัวเมืองมากขึ้น แบ่งได้เป็นสองรูปแบบ คือเมืองอเมริกาและยุโรป ฝั่งแรกที่เป็นอเมริกาเป็นภาพของเมืองที่แข็งแรง สะท้อนออกมาจากดีไซน์ที่เรียบง่ายไม่หวือหวา ซึ่งจากโซนยุโรปที่เน้นความวิจิตร มีจุดเด่นที่รูปแบบสถาปัตยกรรม หน้าต่าง ประตู และการจัดผังเมืองที่เน้นความโรแมนติก และไม่หยุดนิ่งในโซนที่ 4 เมืองแห่งความหรรษาและบันเทิง (Transportation and Entertainment) เมืองนี้ต้องยกให้รถไฟเป็นพระเอก ไฮไลต์ที่จะได้เห็นคือ Round House ซึ่งเป็นโกดังเก็บรถไฟที่หาชมยาก จากนั้นก็มาถึงฝั่งของความบันเทิงที่จะได้เห็นสวนสนุก คอนเสิร์ต และไฮไลต์อีกอย่างหนึ่งคือสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ที่เราย่อส่วนมาให้ได้ชม

โซน7 Cave ถ้ำกาลเวลา

 

สำหรับโซนที่ 5 ที่เรียกว่าเมืองแห่งทะเลทราย (Desert) เราจะเห็นการเดินทางของคาราวานพ่อค้ากลางทะเลทราย ไฮไลต์คือโอเอซิสจำลอง นอกจากนั้นยังตื่นตาตื่นใจไปกับสวนสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น ม้าลาย ฮิปโปโปเตมัส ยีราฟ หมีโคอาลา ฯลฯ และสุดท้ายกับมิวเซียมไดโนเสาร์หลากหลายสายพันธุ์ มาถึงโซนที่ 6 เมืองแห่งท้องทะเล (Beach) หาดทรายและทะเลสีมรกตที่เรียกร้องให้เราอยากไป และภาพเรือเก่าแก่ที่จมอยู่ใต้ทะเลลึกร้องเรียกให้คุณส่องดูด้านในเพื่อหาสมบัติที่ซ่อนอยู่คือไฮไลต์ของจุดนี้ ขยับมาที่ถ้ำแห่งกาลเวลา (Cave) ในโซนที่ 7 เราจะได้เห็นสิ่งที่ไม่คาดว่าจะได้เห็นแต่เจอได้ที่ถ้ำแห่งนี้  หรือว่าจะเป็นต้นถั่วและต้นไม้ยักษ์ที่ประหนึ่งว่าหลุดมาจากเทพนิยาย ไดโนเสาร์สัตว์ยุคกำเนิดโลก ค้างคาวที่นอนห้อยหัว มังกรพ่นไฟ การทำรังของนกนางแอ่น

ต่อเนื่องมาที่ โซนที่ 8 เมืองท่าสีขาว (Port) เมืองท่าที่มีหิมะปกคลุมทั่ว คุณจะได้เห็นความน่ารักของสัตว์ขั้วโลก เช่น เพนกวิน หมีโพลาร์ นอกจากนั้นยังมีกระเช้าลอยฟ้าขยับได้จริง และเครนยกคอนเทนเนอร์ที่ทำงานเสมือนจริงร่วมกับเรือขนสินค้าขนาดใหญ่ โซนที่ 9 เป็นสนามบินไร้ขอบฟ้า (Airport) แสดงถึงการเดินทาง คุณจะได้เห็นถึงฉากโรแมนติก ภาพการจากไปของคู่รัก หรือจะเป็นการจากลาของพ่อแม่ลูกที่ลูกไปเรียนต่อยังต่างประเทศ ความซาบซึ้งทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ และยังได้เห็นความอลังการของการ Take Off และ Landing ของเครื่องบินมากกว่า 30 ลำ รวมไปถึงเครื่องบินเจ็ตของทหาร สมจริงและตระการตา

โซน8 Port เมืองท่าสีขาว

 

ขยับเข้าใจกลางเมืองก้าวสู่ความเจริญรุ่งเรืองในโซนที่ 10 ย่านธุรกิจ (CBD) ในโซนนี้จะเต็มไปด้วยตึกระฟ้าที่มีชื่อเสียงในโลก ไม่ว่าจะเป็น Chrysler Building, Oakland Tower, Empire State, World Financial Center, Metlife Building ฯลฯ แต่ท่ามกลางความเจริญก็มีมุมที่สะท้อนภาพของชุมชนแออัดเป็นข้อเปรียบเทียบ เด็กๆ สามารถศึกษาความเป็นไปของผู้คนในแบบจำลองได้ และปิดท้ายที่โซน 11 เมืองไท๊ยไทย (Very Thai) ที่ยกแลนด์มาร์คสำคัญๆ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตลาดนัดสวนจตุจักร ตลาดน้ำ และสารพัดกลิ่นอายความเป็นไทย และบ้านเมืองของไทยสมัยโบราณ และไฮไลต์ที่เด็ดที่สุดคือรถรางที่ได้กลิ่นอายแบบไทยจริงๆ

สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าเกตเวย์ เอกมัย เปิดอาณาจักรแห่งความสุขแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ระหว่างเวลา 10.00-20.00 น. ค่าเข้าชมบัตรราคา 650 บาท (สำหรับผู้ใหญ่) และราคา 450 บาท (สำหรับเด็ก) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-248-9924 เฟซบุ๊ก : StanleyMiniVenture หรือ www.stanleyminiventure.com

โซน4 Transportation and Entertainment เมืองที่ไม่หยุดนิ่งและความหรรษาบันเทิง

 

โซน3 Residential and Historical Town เมืองแห่งเรื่องราวและประวัติศาสตร์

 

โซน2 Organic Farm เมืองแห่งเกษตรกรรมและปศุสัตว์

 

โซน9 Airport สนามบินไร้ขอบฟ้า

 

โซน10 CBD-ย่านธุรกิจพันล้าน

 

โซน6 Beach เมืองแห่งท้องทะเล

 

โซน5 Desert เมืองแห่งทะเลทรายที่ร้อนระอุ

 

ศิลปะเพื่อพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/471992

ศิลปะเพื่อพ่อหลวง

จ.สกลนคร ห่างจากกรุงเทพมหานคร647 กิโลเมตร แต่ความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของคนที่นี่ ไม่ได้ลดลงตามระยะทางเลย ภายในงานนิทรรศการศิลปะกำพืด การแสดงผลงานทางศิลปะของกลุ่มศิลปินในนาม กลุ่มสกละ และกลุ่มสกลเฮ็ด ณ จังหวัดสกลนคร เมื่อกลางเดือน ธ.ค. 2559 มี 2 งานที่น่าสนใจงานชิ้นแรก คือ ปกสมุดรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 89 เล่ม ผลงานของพระอาจารย์ฉัฐกรณ์ มหาปุญโญ แห่งวัดป่าภูมิธนารักษ์ธรรมาราม หรือสถานปฏิบัติธรรมชลประทานเดชมี บ้านหนองแคน ต.ไร่ อ.พังโคน จ.สกลนคร ปกของสมุดทั้ง 89 เล่ม อันเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ใน 89 พระอิริยาบถที่ไม่ซ้ำกัน ผ่านงานศิลปะแบบเดโคพาจ โดยนำผ้าแคนวาสผสมทิชชู่ แล้วพิมพ์เป็นรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ลงบนหน้าปกสมุด ภาพที่ได้คล้ายภาพวาดที่มีสีสันที่สดใสสวยงามยิ่งขึ้นถัดมาอีกมุมหนึ่งเด็กนักเรียนจาก โรงเรียนบ้านดงขวาง อ.เมือง จ.สกลนคร กำลังร่วมทำภาพพิมพ์ด้วยเทคนิคเจลาติน เพลส โดยมีศิลปินในงานเป็นผู้สอน ด้วยการทาสีลงบนเพลส แล้วนำวัสดุใบไม้ที่มีร่องลวดลายสวยงาม ประกอบกับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ดัดแปลงทำเป็นเพียงโครงร่าง วางลง จากนั้นนำกระดาษขาววางทับลง ก็จะได้ภาพที่สวยงาม 1 รูป จากนั้นดึงใบไม้ออก แล้ววางกระดาษอันใหม่ลงอีกครั้ง ก็จะได้อีก 1 ภาพที่สวยงามเช่นกันในอดีตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงงานที่ จ.สกลนคร มากกว่า 100 ครั้ง ทรงติดตามความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ และการเสด็จฯ ส่วนพระองค์ โดยไม่มีหมายกำหนดการ เพื่อรับทราบความต้องการของประชาชน ก่อเกิดเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจำนวนมากจากพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ เป็นผลให้ชาวสกลนครรักพระองค์ท่านเหมือนกับคนไทยทั้งประเทศ งานศิลปะจากหัวใจของศิลปินเหล่านี้ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สื่อแทนหัวใจของชาวสกลนคร

การพิมพ์ภาพด้วยเทคนิคเจลาติน เพลส

 

นักเรียนจากโรงเรียนบ้านดงขวาง อ.เมือง จ.สกลนคร ทำภาพพิมพ์ด้วยเทคนิคเจลาตินเพลส

 

ยู อินจันทรี มุมใหม่ริมแม่น้ำแคว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 10:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/471988

ยู อินจันทรี มุมใหม่ริมแม่น้ำแคว

โดย…นิทรา ราตรี

ระยะเวลากว่า 6 ปี ที่โรงแรม ยู อินจันทรี กาญจนบุรี อยู่คู่แม่น้ำแคว ด้วยเสน่ห์จากความเรียบง่าย เงียบสงบ และอยู่เย็นสบาย ทำให้โรงแรมกลายเป็นที่หนีความวุ่นวายจากเมืองหลวงมาเนิ่นนาน ทว่าเมื่อต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ยู อินจันทรี เพิ่งมีเซอร์ไพรส์เปิดโซนใหม่ เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

แต่เดิมโรงแรมให้บริการห้องพักประเภทสุพีเรียร์และสวีท จำนวน 24 ห้อง ห้องทั้งหมดอยู่บนตึก 2 ชั้น ตั้งอยู่ล้อมรอบสนามหญ้า และต้นอินจัน อันเป็นเอกลักษณ์และที่มาของชื่อโรงแรม โดยห้องสุพีเรียร์มีขนาด 18 ตร.ม. เป็นห้องขนาดกะทัดรัดแต่สามารถบรรจุสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้ครบ ทั้งเตียงนอนใหญ่ เครื่องเล่นไอพอดและลำโพง ตู้เย็น ตู้เซฟ และเครื่องทำชา-กาแฟ พร้อมมุมนั่งเล่นริมหน้าต่าง โดยทุกอย่างจัดวางไว้ไม่อึดอัดและง่ายต่อการใช้งาน ส่วนห้องสวีทพิเศษตรงที่มีห้องรับแขก อ่างอาบน้ำแยกส่วนจากห้องอาบน้ำ และมีพื้นที่มากกว่าด้วยขนาด 36 ตร.ม.

 

ล่าสุด โรงแรมเพิ่งเปิดโซนใหม่ โซนห้องดีลักซ์จำนวน 26 ห้อง อยู่บนอาคารแบบโลว์ไรส์ 2 ชั้น เป็นรูปตัวยู โดยแต่ละห้องมีขนาดกว้าง 30 ตร.ม. ซึ่งยังคงมาตรฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ แต่การดีไซน์นั้นต่างไป ด้วยสีน้ำตาลเทาทันสมัย เฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายแต่มีสไตล์ และภาพบนหัวเตียงที่บ่งบอกความเป็นกาญจนบุรี นอกจากนี้โซนใหม่จะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เพราะเป็นโซนที่สร้างขึ้นสำหรับห้องดีลักซ์เท่านั้น

ห้องอาหารมีให้บริการที่เปปเปอร์ ห้องอาหารไทยพื้นเมืองและนานาชาติ เปิดให้บริการตลอดวัน ซึ่งช่วงเย็นบริเวณริมแม่น้ำแควจะงดงามเป็นพิเศษ โดยสามารถดื่มด่ำบรรยากาศพร้อมจิบเครื่องดื่มต่อได้ที่เทอเรส เลานจ์ ระเบียงชิลริมน้ำที่สามารถมองเห็นโค้งแม่น้ำแควได้สวยที่สุด

 

ทั้งนี้ โรงแรมแบรนด์ยูทุกแห่งจะมีบริการที่เป็นเอกลักษณ์ของยู ได้แก่ การให้บริการห้องพัก 24 ชั่วโมง เมื่อเช็กอินเวลาใดสามารถเช็กเอาต์ได้ในเวลาเดียวกันของวันถัดไป สามารถรับประทานอาหารเช้าได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องตื่นเช้ามากินข้าว แต่สามารถเลือกกินตอนไหนและที่ไหนก็ได้จนถึงเวลา 4 ทุ่ม ในห้องพักมีบริการไอพอดที่สามารถเลือกเพลงที่ชอบ บริการเลือกหมอน ชา และสบู่ที่ถูกใจตอนเช็กอิน รวมถึงฟิตเนส ห้องสมุด และที่ยู อินจันทรี ยังมีจักรยานฟรีให้ขี่ชมเมืองกาญจน์ด้วย

นอกจากนี้ เมื่อพักที่ยู ทางโรงแรมจะนำเงินทุก 30 บาทจากอัตราห้องพักทุกห้องต่อวันไปบริจาคให้มูลนิธิธรรมานุรักษ์ สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า จ.กาญจนบุรี ปีละ 2 ครั้ง ซึ่งนับเป็นกิจกรรมหนึ่งของแบรนด์ยู เพื่อช่วยเหลือหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ที่ตั้งอยู่ใกล้โรงแรม

 

Price: ห้องดีลักซ์ราคาเริ่มต้นที่ 2,999 บ.

Place: ริมแม่น้ำแคว ห่างจากสะพานข้ามแม่น้ำแคว 500 ม. โทร. 034-521-584 เว็บไซต์ www.ukanchanaburi.com

Promotion: โปรโมชั่นเปิดตัวห้องดีลักซ์ ราคาคืนละ 2,999 บ. รวมอาหารเช้า และเมื่อพักต่อเนื่องตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไป รับบัตรรับประทานทานอาหาร มูลค่า 500 บ. สำหรับใช้ในห้องอาหารภายในโรงแรม

 

 

 

ตามรอยพ่อ ณ แม่ฮ่องสอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/471987

ตามรอยพ่อ ณ แม่ฮ่องสอน

โดย…กาญจน์ อายุ

บอกลา “พ่อ” เป็นครั้งสุดท้าย ณ สถานที่ที่พ่อเคยไปใน “แม่ฮ่องสอน” จังหวัดที่โอบล้อมด้วยภูเขาที่พ่อปลูก บนพื้นที่เกษตรกรรมที่พ่อสร้าง และในชุมชนชาวเขาที่พ่อพัฒนา เพื่อให้เราได้ไปศึกษาในสิ่งที่พ่อทำ

บ้านห้วยห้อม โครงการหลวงแม่ลาน้อย

หมู่บ้านเลี้ยงแกะ ปลูกข้าว และไร่กาแฟ 3 อย่างในบ้านห้วยห้อมที่ล้วนมาจากการส่งเสริมของโครงการหลวงแม่ลาน้อย ซึ่งสิ่งที่น่าเซอร์ไพรส์ที่สุดต้องยกให้เจ้าแกะขนปุย สัตว์แปลกถิ่นที่ไม่คิดว่าจะเติบโตในไทยได้

แกะตัวแรกเดินทางมาพร้อมกลุ่มมิชชันนารี มันมาโดยไม่มีใครรู้จักและไม่มีใครคิดว่าจะรอด และเมื่อเวลาผ่านไป สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทราบข่าว จึงมีรับสั่งให้นำแกะจากต่างประเทศมาปรับปรุงสายพันธุ์ เพราะเห็นว่าบ้านห้วยห้อมสามารถเลี้ยงแกะได้ กระทั่งปัจจุบันมีแกะที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของไทย 3 สายพันธุ์ ซึ่งถูกแจกจ่ายให้ชาวบ้านในภาคเหนือนำไปเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมควบคู่ไปกับการเกษตร

ยามเช้าที่โครงการพระราชดำริปางตอง 2

 

แม่มะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะและกาแฟ เจ้าของฝูงแกะ ไร่กาแฟ และทุ่งนา ให้ความรู้ว่า ชาวบ้านห้วยห้อมส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและเลี้ยงแกะเพื่อตัดขน โดยแต่ละปีจะตัดได้ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 5 กก. จากนั้นจะนำขนแกะไปแปรรูปต่อเป็นผ้าพันคอ เสื้อผ้า และสิ่งทอต่างๆ ซึ่งขายได้ราคางามกว่าการทำเกษตร

นอกจากนี้ บ้านแม่มะลิวัลย์ยังเปิดบ้านเป็นโฮมสเตย์ มีร้านกาแฟ และเป็นจุดศูนย์กลางการท่องเที่ยวในหมู่บ้าน โดยมีโปรแกรมเที่ยวแบบวันเดียวเห็นทุกอย่าง เริ่มด้วยแม่จะพาเดินเท้าตัดผ่านหมู่บ้าน ทักทายบ้านหลังนู้นหลังนี้จนถึงปากทางเข้าป่า ลัดเลาะสันเขาไปเรื่อยๆ จนหยุดที่ไร่กาแฟ (ของใครก็ไม่รู้) จุดนี้แม่เล่าว่า กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงและสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านห้วยห้อมปีละกว่า 1 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์อราบิก้าจากบริษัท สตาร์บัคส์คอฟฟี่ประเทศไทย โดยจะปลูกใต้ร่มไม้ใหญ่ซึ่งจะช่วยอนุรักษ์สภาพป่าไปด้วย จากนั้นแม่นำทางไปผ่านกอไผ่ปล้องใหญ่สองข้างทาง แม่เล่าต่อว่า แต่เดิมป่าแห่งนี้ไม่มีไผ่ แต่เพราะสมัยก่อนยังไม่มีระบบประปา ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงแนะนำให้ปลูกไผ่เพื่อใช้ปล้องลำเลียงน้ำจากภูเขาไปสู่หมู่บ้านแทน (คนกรุงถึงกับอึ้งกับภูมิปัญญา)

จากนั้นแม่พาเดินต่อไปดูอ่างเก็บน้ำที่พ่อของเธอเป็นคนขุดเอง แม่มะลิวัลย์ เล่าว่า ครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มา ทรงแนะนำให้สร้างบ่อน้ำบนภูเขาเพื่อเก็บกักน้ำฝนและน้ำซับไว้ใช้ยามหน้าแล้ง หลังจากนั้นพ่อของเธอก็เริ่มลงมือขุดด้วยแรงตัวเองจนได้บ่อขนาดใหญ่และยังเก็บกักน้ำไว้ใช้ถึงรุ่นปัจจุบัน

หมอกบนผิวน้ำที่ปางอุ๋ง

 

นอกจากนี้ ระหว่างทางเดินกลับบ้าน แม่ยังเล่าต่อว่า อาชีพแรกของครอบครัวคือ ชาวนา ปลูกไว้กินในครอบครัว จนกระทั่งโครงการหลวงแม่ลาน้อยสามารถวิจัยและพัฒนาการปลูกกาแฟ และเลี้ยงแกะได้สำเร็จ แล้วนำมาส่งเสริมให้ชาวบ้าน ทำให้เธอและชาวห้วยห้อมมีตัวเลือกมากกว่าเดิม พร้อมตลาดรองรับผลผลิตที่การันตีราคาว่าจะไม่ตกต่ำแน่นอน

ทั้งนี้ โครงการหลวงแม่ลาน้อยกำลังทดลองการเลี้ยงแกะที่แม่แจ่มและดอยอินทนนท์ เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านในภาคเหนือมีอาชีพเสริมสร้างรายได้จากการเป็นเกษตรกร

ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตอง ตามพระราชดำริ

เมื่อครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาประทับแรมที่ปางตอง ทรงมีรับสั่งให้หาทางแก้ไขปัญหาเรื่องความมั่นคง และปัญหายาเสพติด ด้วยการสร้างศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริขึ้น โดยได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และราบ 21 สร้างฐานเรียนรู้ให้คนเข้าไปเรียนและตักตวงนำไปใช้ประโยชน์

แกะขนปุยรอนักท่องเที่ยวป้อนอาหาร

 

ภายในศูนย์มีความรู้หลายแขนงให้ศึกษา ทั้งการสร้างฝายให้เป็นตัวอย่างเรื่องน้ำ โดยกรมชลประทาน การทดลองเลี้ยงปลากดหลวง และปลาสเตอร์เจียน (ทดลองมาแล้ว 10 ปี) โดยกรมประมง การสนับสนุนปลูกพืชนาขั้นบันได และการใช้หญ้าแฝก เพื่อป้องกันดินสไลด์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน การเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเพื่อขยายคืนกลับธรรมชาติ โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช การส่งเสริมและปรับปรุงการเลี้ยงแกะและการแปรรูปขนแกะ โดยกรมปศุสัตว์ การปลูกกาแฟสายพันธุ์อราบิก้าและการพัฒนาชุมชนให้อยู่กับป่า โดยกรมวิชาการเกษตร และการสนับสนุนพันธุ์ข้าวและจัดหาพันธุ์ข้าวโดยศูนย์ข้าว

นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวในศูนย์ได้ด้วยตนเอง อย่างโรงเรือนเฟิร์น โรงเรือนกล้วยไม้ บ่อเลี้ยงปลากดหลวงและปลาสเตอร์เจียน รวมถึงฟาร์มแกะที่ทางศูนย์จะปล่อยออกมากินหญ้าตามธรรมชาติในช่วงเช้าและเย็นที่มีอากาศไม่ร้อนจัด ซึ่งอาจต้องวัดดวงกันเล็กน้อยว่าจะเจอหรือไม่ แต่ที่เจอแน่ๆ คือ แกะประมาณ 5-6 ตัวในคอกที่รอให้นักท่องเที่ยวป้อนหญ้า

ในปีหน้าทางศูนย์จะเริ่มพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยวมากขึ้น หลังเห็นว่านักท่องเที่ยวให้ความสนใจและเข้ามาชมฐานต่างๆ วันละหลายร้อยคน ซึ่งการพัฒนาให้มีร้านค้าและร้านอาหารจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้จับจ่าย และชาวบ้านที่เข้ามาเปิดร้านก็จะได้รายได้อีกทางหนึ่งด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยวจะอยู่ภายในกรอบเดิมคือการเป็นแหล่งเรียนรู้ ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่ทำให้รบกวนฝูงแกะและสิ่งแวดล้อมเด็ดขาด

รอยยิ้มของชาวลัวะที่บ้านป่าแป๋

 

โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)

วัยรุ่นไทยรู้จักปางอุ๋ง ในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวหน้าหนาวที่มีบึงน้ำ มีป่าสน และมีความฮิปสเตอร์เหมาะสมแก่การท่องเที่ยว ซึ่งปางอุ๋งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ซึ่งนอกจากอ่างเก็บน้ำแล้ว ภายในโครงการยังมีหมู่บ้านรวมไทยที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นหมู่บ้านตัวอย่างด้านเกษตรกรรม และขณะเดียวกันก็สามารถเป็นยามชายแดนระหว่างไทยกับเมียนมาด้วย

ก่อนที่จะมีโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ที่นี่มีสภาพเป็นป่าหัวโล้นจากการทำไร่เลื่อนลอย กระทั่งกรมป่าไม้เข้ามาปลูกป่า สร้างฝาย และปล่อยน้ำให้ชุมชนทำการเกษตรแทนถางป่าทำไร่เลื่อนลอย ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนำไปสู่การฟื้นฟูป่า สร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้ชาวบ้าน รวมทั้งแก้ปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่

นักท่องเที่ยวนิยมมานอนกางเต็นท์ริมปางอุ๋งในช่วงฤดูหนาว เพื่อรอชมไอหมอกยามเช้าและชมดวงดาวยามค่ำคืน ซึ่งการเดินทางมาที่นี่ช่างสะดวกสบาย และไม่ต้องลำบากมากมายก็สามารถสัมผัสธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าใครก็สามารถไป (ถึงขั้นแย่งกันไป) ปางอุ๋งช่วงต้นหนาวแบบนี้

ผลกาแฟสายพันธุ์อราบิก้า

 

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะเรียง

น้อยคนนักที่จะรู้จักบ้านป่าแป๋ ในเขตพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะเรียง ซึ่งเป็นสถานที่กำเนิดธนาคารข้าวแห่งแรกในประเทศไทย

ในอดีตช่วงปี 2499-2508 ชาวบ้านป่าแป๋ประสบปัญหาขาคแคลนข้าวอย่างหนัก เพราะทุกคนต่างทำไร่เลื่อนลอย ทำให้ไม่มีต้นไม้และไม่มีน้ำเพียงพอแก่การปลูกข้าว เมื่อถึงฤดูแล้งชาวบ้านจึงจำเป็นต้องไปซื้อข้าวราคาแพงจากนายทุน หรือต้องติดหนี้ดอกเบี้ยสูงเพื่อมีข้าวพอประทังชีวิต ทว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทอดพระเนตรเห็นความยากลำบาก จึงได้พระราชทานข้าว และมีพระราชดำริให้จัดตั้งธนาคารข้าวแห่งแรกในประเทศไทยขึ้น โดยมีหลักการว่าชาวบ้านต้องช่วยกันสร้างยุ้งข้าวและรวมกลุ่มกันดูแลการจ่ายออกและทวงคืน เมื่อไม่มีข้าวกินให้มายืมข้าวจากธนาคาร และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวให้นำข้าวมาคืนแบบยืมสิบบวกสอง เช่น ถ้ายืมข้าวไป 10 ถัง ให้คืน 12 ถัง อันเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนข้าวได้อย่างถาวร

จากนั้นเมื่อมีการก่อตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะเรียง ทำให้ชาวบ้านหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว เสาวรส อโวคาโด พลับ เคฟกูสเบอร์รี่ กาแฟอราบิก้า และเลี้ยงสุกร รวมทั้งได้ส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้ดูแลเรื่องโปรแกรมการท่องเที่ยว โฮมสเตย์ และการบริหารจัดการการท่องเที่ยว

กระบวนการตีขนแกะให้ฟูก่อนนำไปทอเป็นผ้าทอขนแกะ

 

ในวันนั้น ไกด์ท้องถิ่นได้นำทางไปยังธนาคารข้าวและเริ่มอธิบายว่า เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2513 ในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้แก่ราษฎรบ้านป่าแป๋ จำนวน 2 หมื่นบาท เพื่อจัดตั้งธนาคารข้าว และทรงรับสั่งว่าเป็น “ธนาคารข้าวแห่งแรกของโลก”

นอกจากนี้ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ก็เคยเสด็จมา และทรงปลูกต้นลิ้นจี่ไว้ในโรงเรียนเจ้าพ่ออุปถัมภ์ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2518 ซึ่งปัจจุบันต้นลิ้นจี่ยังเติบโตสมบูรณ์และออกผลให้ชาวบ้านเก็บมารับประทานทุกปี

นับตั้งแต่ปี 2489 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงริเริ่มโครงการหลวงส่วนพระองค์และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากกว่า 4,000 โครงการทั่วประเทศ เพื่อให้ราษฎรในพื้นที่ห่างไกลมีความเป็นอยู่ที่ดี และสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง อย่างที่พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธ.ค. 2540 ไว้ว่า

ต้นลิ้นจี่ของสมเด็จย่า

 

“…การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกินแบบพอมีพอกินนั้น หมายความว่าอุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…

…ความพอเพียงนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก อย่างนี้ท่านนักเศรษฐกิจต่างๆ ก็มาบอกว่าล้าสมัยจริง อาจจะล้าสมัย คนอื่นเขาต้องมีการเศรษฐกิจที่ต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียกว่าเป็นเศรษฐกิจการค้าไม่ใช่เศรษฐกิจความพอเพียง เลยรู้สึกว่าไม่หรูหรา แต่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ว่าผลิตให้พอเพียงได้…

…ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียงไม่ต้องทั้งหมดแม้แต่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อน แต่ถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็สามารถที่จะแก้ไขได้…”

ชาวบ้านป่าแป๋กำลังโกยข้าวลงถังเพื่อนำไปเก็บไว้ในยุ้ง

 

อาหารกลางวันแบบชาวลัวะ

 

ลานกางเต็นท์ริมปางอุ๋ง

 

โรงเรือนเฟิร์นในศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตอง ตามพระราชดำริ

 

ธนาคารแห่งแรกในประเทศไทย

 

อ่างเก็บน้ำช่วงใกล้รุ่ง

 

อ่างเก็บน้ำปางตอง

 

ทุ่งดอกคอสมอส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/471109

ทุ่งดอกคอสมอส

นักท่องเที่ยวแห่เข้าชมทุ่งดอกคอสมอส รับลมหนาว บริเวณก่อนทางขึ้นอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อ.นครไทย จ.พิษณุโลก สวยงาม

 วันที่ 19 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงวันหยุดได้มีประชาชนเดินทางมาไปเที่ยวสัมผัสรับลมหนาวอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เลี้ยวเข้าทางแยกบ้านหนองกระท้าว ก่อนถึงทางขึ้นภู ประมาณ 10 กิโลเมตร จะมีร้านกาแฟ ได้ปลูกดอกคอสมอส ดอกเสี้ยนฝรั่ง และดอกแวววิชียร ในแปลงขนาดใหญ่ ที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งหลากหลายสีสันสวยงามรับลมหนาว ทุ่งดอกคอสมอส” หรือ “ดอกดาวกระจาย” หรือที่ภาษาเหนือจะเรียกว่า ทุ่งดอกคำแผ้แหล้ มีต้นดอกคอสมอสสีชมพูมากมาย ถูกปลูกอย่างงดงามเป็นทุ่งขนาดใหญ่ พร้อมจัดทางเดินเล็ก ๆ เชื่อมถึงกัน และให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปคู่กับดอกไม้หลากสีสันเหล่านี้ได้อย่างใกล้ชิด

นอกจากทุ่งดอกคอสมอสแล้ว เจ้าของยังได้ปลูก ดอกเสี้ยนฝรั่งหลายสี คือ สีขาว สีชมพู และสีม่วง และ ดอกแวววิเชียรหรือบางทีเรียกว่าเทียนญี่ปุ่น เดิมเคยเรียกว่าฟอร์เกตมีนอท ที่กำลังออกดอกสีม่วงอย่างงดงาม ทั้งนี้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเที่ยวชมทุ่งดอกคอสมอสได้ฟรี โดยดอกคอสมอสจะบานไปจนถึงปลายเดือนมกราคม 2560 และที่นี่มีลานจอดรถกว้างขวางให้บริการ รวมทั้งยังอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอื่น ๆ ของจังหวัดพิษณุโลก อาทิ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ภูแผงม้า ภูลมโล อีกด้วย

 

ยุคทองแห่งความศิวิไลซ์ เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/470795

ยุคทองแห่งความศิวิไลซ์ เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124

โดย…รอนแรม

อดีตอันรุ่งโรจน์ยุคสมัยรัชกาลที่ 9 กลับมามีชีวิตอีกครั้งที่ เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 จ.กาญจนบุรี สถานที่ที่จะให้คนไทยได้ไปสัมผัสรากเหง้าความเป็นไทย ผ่านสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตของชาวสยามในอดีตช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้ถ่ายทอดวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวไทยสมัยโบราณ เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสถึงแก่นประวัติศาสตร์มากกว่าการชื่นชมเศษซากหรือร่องรอยทางวัฒนธรรมที่หลงเหลือจากอดีตถึงปัจจุบัน

พื้นที่กว่า 60 ไร่ด้วยงบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท เป็นแนวคิดของ พลศักดิ์ ประกอบผู้ก่อตั้งที่สนใจประวัติศาสตร์ยุค ร.ศ. 124 ซึ่งเป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงบนแผ่นดินสยามที่ส่งผลต่อรูปแบบการดำรงชีวิตของคนในยุคต่อไป ทั้งการประกาศเลิกทาส การแผ่ขยายอิทธิพลจากโลกตะวันตกเข้ามาในแผ่นดินสยาม และนำไปสู่การผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างวิถีชีวิตคนไทยดั้งเดิมกับวัฒนธรรมตะวันตก จนได้รับการนิยามว่าเป็นยุคทองแห่งความศิวิไลซ์ โดยชื่อ มัลลิกา เป็นชื่อแม่น้ำที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำอิรวดีในเมียนมาที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมอารยธรรมโบราณในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ด้วยกัน

 

ภายในเมืองประกอบด้วยเรือนไทย 4 ประเภท ซึ่งสะท้อนภาพสถานะของผู้อยู่อย่างชัดเจน เริ่มจาก เรือนเดี่ยว เป็นเรือนชาวบ้านชนชั้นกรรมาชีพ ชาวนา มีหน้าที่ผลิตปัจจัยพื้นฐานในการยังชีพ เรือนนี้นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับภูมิปัญญาชาวบ้าน ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อส่งต่อไปใช้ในเรือนครัว กระบวนการสี และตำข้าวแบบโบราณ

เรือนคหบดี มีความพิเศษอยู่ที่ เรือนครัว สะท้อนวิถีชีวิตการทำอาหารอย่างวิจิตรของคนสมัยก่อน โดยกิจกรรมของนักท่องเที่ยวจะเน้นไปที่งานฝีมือ อย่างงานใบตอง งานดอกไม้ งานเครื่องแขวน งานแกะสลักผลไม้ ซึ่งเป็นผลงานศิลปะที่หาชมได้ยาก

 

เรือนหมู่ เป็นเรือนรับแขกบ้านแขกเมืองของคหบดี โดยปกติเรือนเหล่านี้มักมีคณะนาฏศิลป์ของตัวเองสำหรับรับแขก รวมทั้งความวิจิตรบรรจงของสำรับกับข้าวไทยที่ขึ้นชื่อทั้งรสชาติและหน้าตาอาหาร ที่นี่จึงถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ เพราะเป็นเรือนหมู่ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ปิดท้ายด้วย เรือนแพ ที่ตั้งของร้านค้า จำลองบรรยากาศย่านการค้าในอดีตบริเวณริมน้ำ รายล้อมไปด้วยร้านค้า เช่น ร้านกาแฟตงฮู ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นร้านกาแฟที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น เพราะมีการนำเข้าเมล็ดกาแฟสดจากต่างประเทศเข้ามาใช้ ร้านข้าวแกง ที่สร้างจุดขายได้อย่างน่าสนใจด้วยการนำเมนูข้าวแกงที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรด มานำเสนอเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับรสชาติของอาหารแบบไทยแท้แบบดั้งเดิม รวมถึงร้านจำหน่ายของชำร่วย เพื่อเป็นตัวแทนความทรงจำให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อ

 

นอกจากนี้ เมืองมัลลิกายังมีการแสดงโชว์เพื่อให้เห็นวิถีแบบไทยแท้ โดยได้จำลองให้เมืองนี้มีประชากรราว 400 คน ประกอบด้วยกลุ่มคนใน 3 ช่วงวัย ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่ และวัยรุ่น แต่งกายโบราณ และดำรงชีวิตในแต่ละวันเสมือนจริงในยุคสมัยนั้นให้เห็นภาพวัฒนธรรมผ่านการแสดงเสมือนจริง

สำหรับอาหารไทยโบราณ นักท่องเที่ยวจะได้ชิมอาหารไทยหายาก เช่น ขนมเสน่ห์จันทน์ ขนมจ่ามงกุฎ ขนมทองเอก ขนมหยกมณี ขนมบุหลันดั้นเมฆ ขนมน้ำดอกไม้ ขนมไข่ปลา เป็นต้น นักท่องเที่ยวจะได้ชมขั้นตอนการผลิตอย่างละเอียด ผ่านการใช้เตาถ่านแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ ระหว่างการเดินชม นักท่องเที่ยวสามารถเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้เป็นคนไทยโบราณสมัย ร.5 ให้เข้ากับบรรยากาศและอรรถรสในการรับชม สถานที่แห่งนี้จึงสร้างขึ้นเพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิตของผู้คนในยุคหลังเลิกทาสไว้ในรูปแบบ Living Heritage หรือมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจ รวมถึงส่งต่อความทรงจำในอดีตที่เกือบเลือนหายสู่คนรุ่นหลัง

เมืองมัลลิกา ร.ศ. 214 การันตีว่าเป็นหนึ่งเดียวในไทยและแห่งเดียวในโลก เปิดให้บริการทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ โดยจำหน่ายบัตรสำหรับผู้ใหญ่ 150 บาท และเด็ก 75 บาท หากนักท่องเที่ยวจะเข้าชมพร้อมรับประทานอาหารโบราณและชมการแสดง มีบัตรจำหน่ายเหมารวม ผู้ใหญ่ 550 บาท และเด็ก 350 บาท (เด็กมีความสูงต่ำกว่า 80 ซม. เข้าฟรี) สอบถามรายละเอียดโทร. 034-540-884

 

 

 

 

 

ฤดูล่า ทะเลหมอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/470689

ฤดูล่า ทะเลหมอก

โดย…กาญจน์ อายุ

เสมือนเป็นธรรมเนียมของคนไทยไปแล้ว ที่เมื่อเข้าฤดูหนาวเมื่อไร คนจะเดินทางไปแอ่วเหนือเมื่อนั้น โดยเฉพาะแถวๆ ยอดดอยที่กำลังแผ่ไอหมอก กระจายสายลมหนาว และมีอุณหภูมิลดฮวบฮาบสวนทางกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นทุกที

ภาคเหนือน่ารัก คนก็คึกคักไปด้วย

1 ใน 9 จังหวัดทางภาคเหนือที่ไม่ค่อยมีใครคิดถึงนักอย่าง “แม่ฮ่องสอน” กลับเป็นไฮไลต์หนึ่งของฤดูกาลนี้ ด้วยความที่เป็นเมืองสามหมอก (ถูกปกคลุมด้วยหมอกทั้งสามฤดู) ขนาดเมืองเล็ก และอยู่ท่ามกลางป่าเขา ทำให้แม่ฮ่องสอนเป็นเมืองนอกสายตาแต่จะหลงรักโดยไม่รู้ตัว

ดอกบัวตองบานรับแดดแรกของวันใหม่

 

ล่าทะเลหมอกหยุนไหล

เมื่อพูดถึงปายจะนึกถึงอะไร แบ็กแพ็กเกอร์ ฝรั่ง ความหนาว ตัวเลข 1,864 โค้ง หรือวลีนิยามที่ว่า ปายช้ำแล้ว แต่ถ้ามองให้ดี มองให้ลึก ปายยังมีอีกมุมที่คนไม่ใคร่สังเกต นั่นคือ ธรรมชาติ อันเป็นตัวตนของเมืองปายที่กำลังจะหายลับไปกับนักท่องเที่ยว อย่างทะเลหมอกหยุนไหล ในชุมชนชาวจีนยูนนาน บ้านสันติชล

หยุนไหลคือสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่งดงามอลังการ หยุน แปลว่า เมฆ และ ไหล แปลว่า มา รวมกันได้ความหมายตรงตัวว่า เมฆมา ที่อธิบายถึงกลุ่มหมอกขนาดมหึมาที่ลอยสูงคลอยอดเขาที่สร้างเป็นจุดชมวิว ซึ่งในช่วงฤดูหนาวจะมีหมอกมากและหนาเป็นพิเศษ โดยทุกวันการันตีว่าเห็น

การขึ้นไปบนจุดชมวิวที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านไปประมาณกิโลเมตรครึ่งต้องใช้บริการรถกระบะของชาวบ้าน (ยกเว้นผู้ที่ค้างแรมในหมู่บ้านจะสามารถนำรถส่วนตัวขึ้นไปเองได้) ลักษณะเป็นถนนผ่ากลางชุมชน ลดเลี้ยวไปตลอดจนถึงลาดจอดรถ จากนั้นเดินขึ้นบันไดไปอีกหน่อยจะเจอร้านขายชาแบบจีนและด่านเก็บเงิน นอกจากค่ารถกระบะคนละ 30 บาท ยังมีค่าเข้าชมอีกคนละ 20 บาท เป็นค่าธรรมเนียมก่อนออกล่าทะเลหมอก

แสงแรก ณ ปางอุ๋ง

 

จุดชมวิวหยุนไหลเป็นลานกว้าง มองเห็นทิวทัศน์ได้ 360 องศา ซึ่งแต่ละด้านจะสวยต่างกัน ด้านทิศตะวันออกทิศที่พระอาทิตย์ขึ้นจะงดงามมากที่สุด โดยในช่วงเช้ามืดก่อนมีแสงจากขอบฟ้าจะเห็นดาวบนดินจากบ้านสันติชลส่องแสงระยิบแต่ไม่ระยับ จากนั้นแสงที่เห็นชัดจะเริ่มเบลอด้วยม่านหมอกเบาบางลอยปกคลุม หมอกเหล่านั้นเหมือนเป็นตัวเบิกทางให้กองทัพใหญ่ เพราะไม่นานที่เห็นสายหมอก ทะเลหมอกก็ซัดเข้าโถมพื้นดินจนเกือบมองไม่เห็นสิ่งใด มันเคลื่อนตัวแบบไร้ทิศทางจนไม่สามารถคะเนได้ว่า ตรงไหนจะบางตรงไหนจะบัง ตรงไหนจะต่ำตรงไหนจะสูง บางขณะมันก็ลอยปะทะหน้าเหมือนท้าทายให้ยิงเสียงชัตเตอร์ต่อสู้ แต่บางช่วงมันก็หลบหายแล้วเปลี่ยนไปสนทนากับดอกบัวตองเหมือนเพื่อนสนิทที่ห่างหน้าไปนาน

“หยุนไหลสมชื่อ” ฉันคิด

แต่หมอกไม่มีลักษณะนามจึงกล่าวไม่ได้ว่ามันมากมายขนาดไหน มันมากมายจนกลายเป็นทะเล และอยู่หนาแน่นจนไม่หวั่นพระอาทิตย์ วันนั้นกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไม่ผิดเพี้ยน แสงแรกสาดอาบโลกตามเวลา เปลี่ยนทะเลสีขาวให้กลายเป็นทะเลสีทองตัดกับทิวเขาสีฟ้า เป็นภาพที่วัดไม่ได้ว่างดงามอย่างไรเหมือนกับความรู้สึก อาจจะใช้คำว่า สวย งาม อลังการ มหัศจรรย์ หรือเหนือความคาดหมายก็คงใช้ได้ทั้งนั้น ภาพลักษณ์ของปายในห้วง 5 ปีที่ผ่านมาทำให้หมดความตื่นเต้นแบบไม่เหลือ แต่ทะเลหมอกตรงหน้าทำให้คิดถึงปายที่เป็นปาย จนต้องกลับไปทบทวนใหม่อีกทีว่า ตัวตนของปายคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าหรือร้านเหล้าที่เปิดอยู่ในเมือง เราเลือกมองและเลือกดื่มด่ำได้โดยไม่คิดถึงข้อครหาในใจ

นักท่องเที่ยวแห่นอนเต็นท์ริมอ่างเก็บน้ำปางตอง

 

“ปายก็จะยังคงเป็นปายในความทรงจำ” ฉันรู้สึก

ไอหมอกเหนือปางอุ๋ง

ปางอุ๋งคือชื่อในวงเล็บของโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) เกิดขึ้นจาก ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเห็นว่า บริเวณอ่างเก็บน้ำปางตองใหม่และฝายปางอุ๋ง เป็นพื้นที่ที่มีการบุกรุกพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว สภาพป่าไม้ไม่สามารถที่จะฟื้นตัวขึ้นเองตามธรรมชาติได้ทันกับความต้องการในด้านอุปโภคบริโภค การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และขาดสมดุลทางระบบนิเวศ ถ้าปล่อยให้สภาพการณ์เป็นไปเช่นนี้ก็จะมีผลเสียหาย และกระทบกระเทือนสู่บริเวณลุ่มน้ำแม่สะงา ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และนิเวศวิทยา พระองค์จึงทรงมีพระราชกระแสรับสั่งกับ พล.อ.ปิ่น ธรรมศรี หัวหน้าคณะทำงานส่วนพระองค์ในขณะนั้น เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2527 ว่า

“…ให้มีการปรับปรุงสภาพป่าบริเวณอ่างเก็บน้ำปางตองใหม่และฝายปางอุ๋ง ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม…”

ถ่ายภาพแสงสุดท้ายบนยอดภูชี้เพ้อ

 

โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ได้เข้าดำเนินการกิจกรรมเกี่ยวกับการฟื้นฟูสภาพป่าและปรับปรุงระบบนิเวศ มาตั้งแต่ปี 2528 จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ การปลูกป่าในรูปแบบต่างๆ ทั้งการปลูกป่าทั่วไป ปลูกไม้ใช้สอย ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ปลูกหวายตามแนวพระราชดำริ ปลูกป่าปรับปรุงระบบนิเวศ การปลูกป่าเปียก รวมเนื้อที่ 20,710 ไร่ การจัดทำแนวกันไฟ การจัดทำฝายต้นน้ำชะลอความชุ่มชื้น รวมถึงการส่งเสริมการจัดทำโครงการธนาคารอาหารชุมชนเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร ซึ่งส่งผลทำให้ป่ามีความสมบูรณ์ ระบบนิเวศกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง นอกจากนี้โครงการยังได้พัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของโครงการอยู่บนพื้นที่สูงมีทัศนียภาพป่าสนสามใบ มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี

ในช่วงเช้ามืดของฤดูหนาว อ่างเก็บน้ำจะเต็มไปด้วยหมอกลอยต่ำอยู่บนผิวน้ำ ซึ่งเป็นอีกมุมมองของการชมหมอก ที่โดยทั่วไปตัวคนจะอยู่บนยอดเขาแล้วมองลงมา แต่คราวนี้คนกับหมอกอยู่ในระนาบเดียวกัน หากเช่าเรือไม้ไผ่ที่ไม่มีหลังคาและกราบเรือให้นายท้ายเรือล่องไปกลางอ่างเก็บน้ำ จะเป็นวิธีที่จะได้สัมผัสหมอกแบบนำตัวเข้าไปอยู่ในม่านหมอกได้อย่างน่าทึ่ง

“เหมือนในนิทาน” ฉันจินตนาการ

นอกจากหมอกที่ทำให้ตื่นใจ แนวต้นสนริมอ่างเก็บน้ำยังน่าตื่นตา มันอยู่ฝั่งตรงข้ามของทิศตะวันออกทำให้ลำแสงเล็ดลอดจากต้นและกิ่งใบเปล่งประกายแตกแฉกเหมือนในภาพวาด โดยใต้ป่าสนนั้นเป็นลานกางเต็นท์ที่ยากแก่การจับจอง เพราะในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมมากกว่า 1 แสนคน โดยเฉพาะในหน้าหนาว

จุดชมวิวทะเลหมอกบนความสูง 1,818 ม.

 

ปางอุ๋ง ตั้งอยู่ที่บ้านรวมไทย ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 44 กม. ได้รับสมญานานว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่เหมือนนัก เพราะที่นี่เป็นโครงการพระราชดำริที่ได้เปลี่ยนไร่ฝิ่นให้เป็นสวนดอกไม้ เปลี่ยนจากเขาหัวโล้นให้เป็นป่า และเปลี่ยนความหิวโหยให้ชาวเขามีชีวิตที่ยั่งยืนคู่กับธรรมชาติ ปางอุ๋งจึงไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวป๊อปปูลาร์ แต่ยังเป็นพื้นที่ศึกษาการพัฒนาตามหลักความยั่งยืน

ภูชี้เพ้อ ถึงขั้นเพ้อถึงเธอ

ไม่อาจเรียกว่าแหล่งท่องเที่ยวได้เต็มปาก เพราะเขตของหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอด สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ใน อ.ขุนยวม ที่ตั้งของภูชี้เพ้อ ไม่สามารถเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้เต็มรูปแบบ แต่สามารถเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ได้แบบไม่ผิดกฎเกณฑ์

ภูชี้เพ้ออยู่บริเวณเดียวกับทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ ซึ่งหมดช่วงเบ่งบานแล้ว เข็มทิศจึงเบนไปที่ภูชี้เพ้อที่อยู่ก่อนถึงทุ่งดอกบัวตอง 5 กม. ข้อมูลระบุว่า ยอดภูมีระดับความสูง 1,818 ม. จากระดับน้ำทะเล เป็นจุดวิวแห่งใหม่ของขุนยวม ต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ ในการเดินทางหรือเหมาของคนในพื้นที่ขึ้นไป (โทร. 06-1529-2278) เส้นทางลัดเลาะไปตามไหล่เขาประมาณ 7 กม. และเมื่อไปจนสุดทางแล้วต้องขึ้นบันไดเดินต่อไปอีกจนถึงยอดภู จากนั้นเมื่อก้าวไปถึงจุดที่สูงที่สุด วินาทีนั้นจะเข้าใจความหมายของชื่อภูอย่างลึกซึ้งว่า ภูชี้เพ้อ หมายถึง สวยจนเพ้อ หรือเหนื่อยจนเพ้อ กันแน่

นักท่องเที่ยวจำ นวนมากแห่ไปสัมผัสอากาศหนาวบนยอดดอย

 

 

“เหนื่อยนั่นแหละถูกแล้ว” ฉันตอบ

ทิวทัศน์จากด้านบนจะมองเห็นแนวเขาสลับซับซ้อน เช่น ดอยอินทนนท์อยู่ลิบๆ ทางซ้าย และดอยแม่อูคอเหลืองอร่ามอยู่ทางขวา โดยในช่วงเช้ามืดจะมีทะเลหมอกหนาจัดอวดโฉมตระการตา มีพระอาทิตย์กลมโตเป็นไข่แดง และมีลมหนาวปะทะร่างให้สะใจตลอดเวลาที่อยู่บนนั้น

ภูชี้เพ้อจึงเป็นอันซีนเฉพาะผู้ที่ไปไม่ถึงเท่านั้น เพราะตอนนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน กำลังโปรโมทให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างดอยแม่อูคอและจากขุนยวมขึ้นมา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติแห่งใหม่ที่ธรรมชาติได้คัดเฉพาะคนรักษ์ธรรมชาติตัวจริงด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว

ทะเลหมอกน่ารัก คนก็คึกคักไปด้วย

กลายเป็นเทรนด์ของวัยรุ่นยุคนี้ที่หันมาเที่ยวธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะสถานที่ที่ถ่ายรูปสวยเหมาะแก่การโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย (ทั้งสามแห่งมีสัญญาณมือถือชัดแจ๋ว) และเป็นสถานที่ใหม่ที่ทำให้เป็นคนแรกที่รีวิว ซึ่งเทรนด์เหล่านี้ดีต่อการท่องเที่ยว และเชื่อว่าวัยรุ่นจะตระหนักรู้พอที่จะไม่ทำลายสถานที่ท่องเที่ยวให้เป็นประเด็นดราม่า ทว่าจะเป็นพลังชักชวนพวกพ้องให้ออกไปสัมผัสธรรมชาติกันมากขึ้น

ทะเลหมอกบนภูชี้เพ้อ

 

นักท่องเที่ยวต่างเฝ้ารอพระอาทิตย์ขึ้นบนจุดชมวิวหยุนไหล

 

ความสวยงามที่เห็นแล้วต้องเพ้อ

 

นอนชิล อิงลมหนาว ชมดอกไม้ ฟลอร่า ครีค เชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/469616

นอนชิล อิงลมหนาว ชมดอกไม้ ฟลอร่า ครีค เชียงใหม่

โดย…พุสดี

ร้อยทั้งร้อยของนักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางมาปักหมุดที่เชียงใหม่ในช่วงปลายปีแบบนี้ คงหนีไม่พ้นความหวังที่จะได้สัมผัสลมหนาว สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด พร้อมชมความงามของดอกไม้เมืองหนาวที่พร้อมผลิดอกสวยๆ ให้เชยชม สำหรับขาลุย ชอบผจญภัยขึ้นดอยปีนเขา ความหวังนี้คงไม่ไกลเกินเอื้อม แต่สำหรับขาเที่ยวที่รักความสบาย ไม่โลดโผน แต่อยากสัมผัสประสบการณ์ฟินครบรสของการมาเที่ยวเชียงใหม่ที่ไม่ใช่แค่ซิตี้ทัวร์ ลองแวะมาฟลอร่า ครีค เชียงใหม่ รีสอร์ทสุดหรูแห่งใหม่ที่พร้อมมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟด้วยทัศนียภาพที่สวยงามของวิวทิวทัศน์ และสวนดอกไม้กฤษดาดอยที่แวดล้อมด้วยบรรยากาศของดอกไม้และสายน้ำที่ยังคงความเป็นธรรมชาติสูง ภายใต้บริการระดับ 5 ดาว

บนพื้นที่กว่า 21 ไร่ของถนนสายหางดง-สะเมิง เป็นที่ตั้งของฟลอร่า ครีค รีสอร์ทสุดหรูท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม ประกอบด้วยห้องพักทั้งหมด 70 ห้อง แบ่งออกเป็น 4 แบบ ได้แก่ ดีลักซ์ แพลนเทชั่น ดีลักซ์ ฮอร์ริซอน สุพีเรียร์ การ์เดน วิว ทั้งสามแบบมีขนาดตั้งแต่ 33-63 ตารางเมตร แต่หากชื่นชอบความสะดวกสบาย ต้องการพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขึ้น แนะนำห้องพักแบบพูล วิลล่า ขนาด 140 ตารางเมตร

ภายในห้องพักทั้งหมดได้รับการตกแต่งภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกันคือ การผสมผสานระหว่างความอ่อนหวานของดอกไม้และโทนสีเบจเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นราวกับอยู่บ้านของตัวเอง มีกลิ่นอายความเป็นตะวันตกผสมกับเสน่ห์ของล้านนา ด้วยการเลือกใช้โครงสร้างและวัสดุตกแต่งที่ทำมาจากไม้และอิฐ ผสานกับการนำกลิ่นอายล้านนาและศิลปะร่วมสมัยมาไว้ด้วยกัน

นอกเหนือจากความสวยงามและความสะดวกสบายที่สามารถสัมผัสได้จากทุกตารางนิ้วภายในห้องพักแล้ว ทางโรงแรมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนรักสุขภาพ ทั้งสระว่ายน้ำและห้องออกกำลังกาย และสปา ซึ่งนอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าแล้ว ยังมอบความสดชื่นกลับคืนสู่ร่างกายและจิตใจได้ด้วยทรีตเมนต์ที่คัดสรรมาอย่างดี

บำบัดร่างกายและจิตใจจนสดใสสดชื่นแล้ว อย่าพลาดแวะมาเดินเล่นชมสวนดอกไม้เพลินๆ พร้อมเก็บภาพสวยๆ ณ สวนกฤษดาดอย สวนดอกไม้ขนาด 15 ไร่ ที่ได้ สกุล อินทกุล นักจัดดอกไม้มือหนึ่งของเมืองไทยร่วมจัดสวนดอกไม้ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้อิ่มเอมกับความสดชื่นและความงดงามของดอกไม้ได้ในทุกฤดูกาล อีกหนึ่งไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ ห้องอาหารครีค คาเฟ่ ที่สามารถดึงดูดความสนใจได้ตั้งแต่แรกเห็นด้วยสไตล์ตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ในสไตล์ทรอปิคอลล้านนา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า ผสมผสานกับความอบอุ่นจากไม้ เสริมความแข็งแรงจากเหล็ก สามารถรองรับได้กว่า 150 ที่นั่ง บริการอาหารรสชาติไทยแท้ๆ และเมนูอาหารนานาชาติตลอดทั้งวัน

 

อย่างไรก็ตาม แม้จุดเด่นของโรงแรมจะมีความงดงามของธรรมชาติเป็นไฮไลต์ แต่อย่าเพิ่งมโนไปไกลว่าที่ตั้งของโรงแรมจะต้องซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา เดินทางเข้าไปแล้วแทบไม่อยากกลับออกมา เพราะการเดินทางยังสะดวกสบาย ด้วยโลเกชั่นที่ห่างจากสนามบินนานาชาติเชียงใหม่เพียง 21 กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองไม่มาก ใช้เวลาเพียง 30 นาที ก็สามารถไปเดินเล่น หาของอร่อยกินในตัวเมืองได้แล้ว นอกจากนี้ยังใกล้แหล่งท่องเที่ยวมากมาย อาทิ ไร่สตรอเบอร์รี่ ปางช้าง สวนงู และไนท์ซาฟารี

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งรีสอร์ทที่ควรค่าแก่การมาปักหมุดสำหรับนักเดินทางที่อยากรู้จักเชียงใหม่ในอีกมุมอย่างแท้จริง

Price : สุพีเรียร์ การ์เดน วิว ราคา4,500-7,000 บาท/คืนดีลักซ์ แพลนเทชั่น ราคา 6,000-1 หมื่นบาท/คืนดีลักซ์ ฮอร์ริซอน ราคา 7,000-1.1 หมื่นบาท/คืน พูล วิลล่า ราคา 1.8-3 หมื่นบาท/คืน

Place : 90 หมู่ 4 ต.บ้านปง อ.หางดงจ.เชียงใหม่ 50230 โทร. +66(0)52-001-400 www.floracreekchiangmai.com

Promotion : สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี เมื่อสำรองห้องพักประเภทดีลักซ์ แพลนเทชั่น พร้อมอาหารเช้าในราคา 6,500บาท (จากราคาปกติ 29,675 บาท) นอกจากนี้ เมื่อสมาชิกสำรองห้องพัก 2 คืน หรือ 1คืน 2 ห้องขึ้นไป สามารถอัพเกรดเป็นห้องพักประเภทดีลักซ์ ฮอร์ริซอน พร้อมรับชุดอาฟเตอร์นูนที 1 มื้อ สำหรับ 2 ท่าน มูลค่า2,000 บาท ตั้งแต่วันนี้-31 มี.ค. 2560