เดินทางพ่อ เรื่องเล่าจากดอยอินทนนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/469614

เดินทางพ่อ เรื่องเล่าจากดอยอินทนนท์

โดย…กาญจน์ อายุ

หลายคนเคยไปพิชิตดอยอินทนนท์ แต่จะมีสักกี่คนที่เคยไป “สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์” จำได้ว่าคำตอบที่เขียนในใบสมัครทริปเดินทางพ่อเป็นประมาณนี้

เดินทางพ่อ Walk Of The King เป็นโครงการที่ได้คัดเลือกคนรุ่นใหม่จำนวน 100 คน เดินทางไปตามรอยพ่อใน 5 สถานที่ (20 คน/ทริป) ได้แก่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โครงการหลวงแม่ลาน้อย สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน เพื่อสานต่อสิ่งที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงทำด้วยการส่งต่อมุมมองใหม่จาก 5 สถานที่ ซึ่งการเดินทางพ่อนี้เป็นหนึ่งในโครงการสานต่อที่พ่อทำ

น้ำตกในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน

 

โชคดีที่ได้เป็น 1 ใน 5,000 คน

สมุดจดมุงหลังคาจำนวน 20 แผ่น ถูกแจกพร้อมปากกาสีดำให้แก่ผู้ร่วมทริปทั้ง 20 คน มันเป็นกระดาษถนอมสายตาไร้เส้น ซึ่งได้เขียนประเดิมกระดาษหน้าสุดท้ายไว้ว่า

“11 พ.ย. 59 หมอก เย็น อาหารอร่อย ดอกไม้สวย แปลงปลูกดอกไม้ การพัฒนา การแก้ไขปัญหา ฝิ่น ต้นไม้ ในหลวงคือต้นไม้ ความรู้สึกแรกคือ ความร่มเย็น”

บทสรุปหลังจากอยู่ที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อความที่เขียนขึ้นหลังได้คุยกับ พี่ แดงศรี จุลศิริ นักปรับปรุงพันธุ์ไม้ดอก ของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ เธอได้ปวารณาตนเป็น เกษตรกรของแผ่นดิน

ช่องทางลมของป่าสังเกตได้จากกิ่งก้านของต้นไม้

 

เธอเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯ มายังโครการหลวงอินทนนท์เมื่อปี 2512 ซึ่งในขณะนั้นอินทนนท์มีสภาพเป็นเขาหัวโล้น ชาวบ้านชาวปกาเกอะญอและชาวม้งทำไร่ฝิ่นและไร่เลื่อนลอยเพื่อยังชีพ พระองค์จึงมีพระราชประสงค์ที่จะช่วยเหลือชาวเขาเหล่านั้นให้มีพื้นที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง จึงได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ทางด้านการเกษตรแผนใหม่ ด้วยการหันมาทำการเกษตรแบบถาวรเพื่อปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ต่อมาพระองค์มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์” ขึ้นในปี 2522 บริเวณบ้านขุนกลาง เพื่อเป็นสถานีวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวง ดำเนินงานวิจัยด้านไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผัก และไม้ผล รวมทั้งถ่ายทอดผลงานวิจัยไปสู่การส่งเสริมให้เป็นรายได้ของครอบครัวเกษตรกร พร้อมกับการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานด้านสังคมและการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารควบคู่กันไป และโปรดให้เป็น “สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์” ในปี 2550

ต้นทางของดอกไม้

ปัจจุบันสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านงานวิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน แยกย่อยเป็น งานวิจัยจำพวกไม้ดอกและไม้ประดับที่ได้พัฒนาและรวบรวมสายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อจำหน่ายเป็นไม้ตัดดอกและไม้ตัดใบ ประเภทผักที่มีการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ต้านทานโรค ประเภทพืชไร่ที่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพันธุ์ข้าว ประเภทไม้ผลที่ได้ปรับปรุงเพื่อทดสอบสายพันธุ์ใหม่ให้ทนต่อการปลูกบนที่สูงของประเทศไทย เช่น เซเลอรี่ เฟนเนล มะเขือเทศโครงการหลวง ซุกินี เคพกูสเบอรี่ เสาวรส และประเภทส่งเสริมงานประมงบนพื้นที่สูงอย่าง ปลาเทราต์สายรุ้ง และปลาสเตอร์เจียน

พวงมะเขือเทศลูกโตส่งโครงการหลวงในบ้านผาหมอน

 

ด้านที่สองคือ การเป็นศูนย์การเรียนรู้การเกษตรบนพื้นที่สูง เพื่อส่งเสริมให้ผลงานวิจัยของสถานีเผยแพร่ไปยังชุมชนและผู้สนใจ ทั้งการจัดแสดงรวบรวมพันธุ์ไม้บนที่สูง งานผลิตพืชและไม้กระถาง และงานวิจัยประมงบนพื้นที่สูง

และสุดท้ายในด้านการดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรชาวไทยภูเขาไปพร้อมกับการฟื้นฟูอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยมีการส่งเสริมปลูกพืชไร่ งานหัตถกรรม งานท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ งานเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน งานฟื้นฟู และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

กลุ่มเมฆลอยเหนือโรงเรือนดอกไม้บนดอยอินทนนท์

 

โดยสรุปคือ ต้นทางของดอกไม้ เกิดขึ้นจากการวิจัยปลูกพืชต่างถิ่นที่เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งไม้ดอกและไม้ผล ซึ่งต้องวิจัยให้ได้พันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ก่อนจึงนำไปสู่ขั้นตอน การขยายพันธุ์ เมื่อวิจัยจนได้พันธุ์ที่แข็งแรง สถานีฯ จะขยายพันธุ์เพื่อแจกจ่ายให้ชาวบ้าน พร้อมๆ กับขั้นตอนสุดท้าย การส่งเสริมชาวบ้านให้ปลูก และเมื่อพืชผลงอกงามพร้อมขาย ทางโครงการหลวงจะรับซื้อไว้ทั้งหมดเพื่อนำไปขายทั่วประเทศ

ต้นทางของกาแฟ

เมล็ดพันธุ์ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงหว่านไว้เมื่อ 37 ปีก่อน วันนี้ได้เติบโตสูงใหญ่เป็นต้นไม้ที่แข็งแรงและแผ่ขยายรากออกไปไกลทั่วทุกหมู่บ้านอย่างที่ บ้านหนองหล่ม

โรงเรียนจัดแสดงพันธุ์ เช่น ฟิวเซีย บีโกเนีย เป็นต้น

 

หมู่บ้านเล็กๆ กลางป่าใหญ่ที่ยากแก่การสัญจรและติดต่อสื่อสาร ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จฯ มาถึง 3 ครั้ง และผู้ที่คอยรับเสด็จทุกครั้งคือ คุณตา พะโย่ ตาโร อดีตผู้ใหญ่บ้านหนองหล่ม ตาพะโย่ กล่าวว่า เมื่อมีรับสั่งถามถึงต้นกาแฟ จึงได้นำทางไปทอดพระเนตรต้นกาแฟ 2-3 ต้นหลังบ้าน ทรงมีรับสั่งสอนให้มีการใส่ปุ๋ย และนำหญ้ามาใส่โคนต้น จากนั้นตาพะโย่ได้นำเมล็ดกาแฟทูลเกล้าถวายพระองค์ 2-3 กก. และทรงทอดพระเนตรเห็นว่าเมล็ดกาแฟมีความสมบูรณ์ดี ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือได้ จึงมีรับสั่งให้ส่งเสริมการปลูกกาแฟโดยใช้เมล็ดที่ตาพะโย่นำมาทูลเกล้าถวาย ไปวิจัย และนำกลับคืนให้ชาวบ้านนำไปปลูกต่อ ต่อมาในปี 2525 ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จทอดพระเนตรแปลงกาแฟที่ขุนวาง (ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ในปัจจุบัน) และทรงมีพระราชดำริให้กรมวิชาการเกษตรพัฒนาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพที่สูงของประเทศไทยเพื่อปลูกทดแทนฝิ่นบนพื้นที่สูง จึงกล่าวได้ว่า เมล็ดกาแฟของตาพะโย่ คือ ต้นทางของการปลูกก้าแฟอราบิกาในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 24 ศูนย์

“ฝิ่นไม่มีแล้ว ป่าอยู่ได้ ในหลวงบอกว่าให้ปลูกกาแฟไป อีกปีสองปีจะเห็นว่าพัฒนา” ตาพะโย่ กล่าวและเล่าต่อว่า พระองค์ตรัสให้สานต่อการปลูกกาแฟเพื่อเป็นตัวอย่างแก่คนอื่น เพราะกาแฟมีราคาดี สภาพพื้นที่เหมาะสม ปลูกแล้วป่าอยู่ได้ และน้ำก็ยังอยู่คง

โรงเรือนปลูกกุหลาบที่บ้านผาหมอน

 

เช่นเดียวกันกับหมู่บ้านผาหมอน ที่ได้รับการส่งเสริมให้ปลูกกุหลาบ กาแฟ และมะเขือเทศ จนกลายเป็นอาชีพหลักของคนในหมู่บ้าน และหมู่บ้านแม่กลางหลวงที่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเปลี่ยนไร่ฝิ่นให้เป็นนาข้าวกว่า 10 สายพันธุ์ ทำให้ชาวบ้านมีข้าวกินและมีรายได้จากการขายเมล็ดกาแฟ

ต้นทางของสายธาร

ผลลัพธ์ของการรักษาป่าคือ น้ำ ป่าต้นน้ำจึงสำคัญต่อทุกชีวิตตั้งแต่คนต้นน้ำ กลางน้ำ และคนปลายน้ำอย่างคนกรุงเทพฯ ตัวอย่างเส้นทางศึกษาธรรมชาติอันเป็นผลของการรักษาป่าและต้นน้ำอยู่ที่ เส้นทางกิ่วแม่ปาน ภายในเขตอุทยานแห่งชาติอินทนนท์

คุณตาพะโย่ ตาโร เจ้าของกาแฟต้นแรก

 

 

พี่ เมย์-ภาวิณี เกียรตากุล ผู้นำเที่ยวเฉพาะถิ่น เป็นคนนำทาง และอธิบายจุดต่างๆ ทั้ง 21 จุดระหว่างทางเดินกิ่วแม่ปาน เริ่มที่จุดที่ 1 ป่าเฟิร์นยุคโบราณอายุประมาณ 230 ล้านปีซึ่งเป็นเฟิร์นใบบางที่สุดในโลก ต่อด้วยป่าเมฆ ป่าที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกหลายเดือนจนทำให้การย่อยสลายใบไม้ยาก ไม้ที่พบมาก เช่น ก่อ หว้า กุหลาบพันปี และป่าต้นน้ำ สถานที่กำเนิดสายธารบริสุทธิ์สะอาด มีออกซิเจน ซึ่งลำห้วยทุกสายในลุ่มน้ำนี้จะไหลลงสู่แม่น้ำปิง ก่อนเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่หล่อเลี้ยงคนภาคกลางอย่างในปัจจุบัน พี่เมย์พาเดินไปเรื่อยๆ ผ่านจุดต่างๆ ทั้งป่าเมืองหนาว เฟิร์นทนไฟ จนกระทั่งถึงจุดไฮไลต์ที่ กิ่วแม่ปาน

กิ่วแม่ปาน หรือป่าสองมุมบนสันเขา ลักษณะเป็นสันบนเขา ป่าด้านนอกจะถูกแดดส่องและถูกลมปะทะแรงจนตัดยอดไม้ให้เตี้ยลง ผิดกับป่าด้านในที่ชุ่มชื้นด้วยพันธุ์ไม้ดั้งเดิม และบนนั้นยังเป็นแหล่งกำเนิดของกุหลาบพันปี พืชที่ปรับตัวเองให้เข้ากับอากาศหนาวเย็น มีดอกสีแดงสดเพื่อให้แมลงเข้ามากินน้ำหวานและผสมเกสรได้สะดวก รวมถึงเรื่องราวของสายน้ำ ยอดของสูงสุดของไทย อธิบายใจความว่า ห้วยน้ำเล็กๆ ปกคลุมด้วยป่าดิบเขา มีฝนชุก หมอกหนาตลอดปี ทำให้อากาศชื้นมาก ต้นไม้คายน้ำได้น้อย ทำให้ใบไม้ย่อยสลายช้า เกิดเป็นผ้าห่มที่ซับน้ำฝนแล้วส่งไปเก็บใต้ดินร่วนพรุน และกลายมาเป็นป่าต้นน้ำชั้นเยี่ยมที่เก็บกักน้ำไว้และปล่อยน้ำได้ทั้งปี

ภาวิณี เกียรติยากุล ไกด์ท้องถิ่นคอยอธิบายเรื่องราวของป่ากิ่วแม่ปาน

 

เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน มีระยะทาง 3.2 กม. ซึ่งสามารถแสดงให้ประจักษ์ถึงความเป็นมาของสายน้ำที่มีความสัมพันธ์กับป่าโดยตรง ไม่ใช่เพียงการเปิดก๊อกแล้วน้ำไหลออกมาอย่างที่เคยทำ

ทั้งสามต้นทางที่กล่าวมา ต้นทางของดอกไม้ ต้นทางของกาแฟ และต้นทางของสายธาร ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของหลายชีวิตไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ ชาวบ้าน และชาวเมือง อย่างคนรุ่นใหม่ทั้ง 20 ชีวิตในทริปเดินทางพ่อที่จะกลายเป็นต้นทางของอะไรบางอย่างในการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งให้ดีขึ้น เพราะเมล็ดพันธุ์ที่ถูกบ่มเพาะมาตลอด 2 วัน 3 คืน จะเติบโตมาเป็นต้นไม้ใหญ่พร้อมออกผลแพร่พันธุ์ และไม่ว่าใครก็สามารถมีเมล็ดพันธุ์นั้นได้ หากมองเห็น ศึกษา และเข้าใจ ก็จะพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ตามทางของพ่อ

แกะขนปุยในสถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์

 

ชาวบ้านแกะต้นขึ้นฉ่ายจากกระถางเพื่อนำ ไปขาย

 

ผักปลอดสารพิษในแปลงปลูกผักโครงการหลวง

 

ความสวยงามย้อนเวลา พระราชวังบางปะอิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/468542

ความสวยงามย้อนเวลา พระราชวังบางปะอิน

โดย…สืบสิน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ยังจำได้เมื่อคราวยังเด็ก คุณครูจะพามาทัศนศึกษาเป็นครั้งแรกที่พระราชวังบางปะอิน ตอนนั้นทั้งรู้สึกตื่นเต้นระคนความประทับใจเพราะเป็นพระราชวังสมัยโบราณที่ยังไม่ได้ถูกทำลาย

ตามประวัติแล้ว พระราชวังแห่งนี้เป็นพระราชวังบนเกาะกลางน้ำอันงดงามและกว้างขวาง ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน ย้อนไปถึงสมัยอยุธยาตอนกลาง และยังเป็นต้นแบบการปรับตัวให้เข้ากับยุคตะวันตกในรัชกาลที่ 5 ทั้งยังกลายเป็นแหล่งรวมปูชนียสถานสำคัญหลายแห่งตกทอดมาถึงปัจจุบันอีกด้วยนะครับ

 

ตามพงศาวดารยังเล่าว่า “พระเจ้าปราสาททองหรือพระศรีสรรเพ็ชญ์ที่ 5” (พ.ศ. 2172-2199) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นบนเกาะบ้านเลนในลำแม่น้ำเจ้าพระยา อันเนื่องมาจากเรือพระที่นั่งของสมเด็จพระเอกาทศรถ พระราชบิดาของพระเจ้าปราสาททองล่มลงแถวเกาะบางปะอิน ครั้งนั้นจึงทรงได้พบหญิงชาวบ้านซึ่งต่อมาทรงเป็นพระราชมารดาของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

ครั้นใน พ.ศ. 2175 เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ 2 ปี จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดที่เกาะบางปะอิน บริเวณบ้านเดิมของพระราชมารดา แล้วพระราชทานนามว่า วัดชุมพลนิกายาราม รวมทั้งขุดสระน้ำสร้างพระราชนิเวศขึ้นกลางเกาะ และสร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งริมสระ พระราชทานนามว่า พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ ซึ่งพระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับเมื่อยามเสด็จประพาสของพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยาเสมอมา กระทั่งเสียกรุงครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310 บริเวณนี้จึงรกร้างไป

 

กาลต่อมาในรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงทำนุบำรุงและ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งและสิ่งก่อสร้างอีกหลายแห่งขึ้นภายในบริเวณพระราชวังบางปะอิน โดยเฉพาะรัชกาลที่ 5 โปรดประทับที่นี่มาก ด้วยเป็นพระราชวังบนเกาะกลางน้ำอันสงบร่มเย็น และเคยเป็นที่ประทับเมื่อสมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จประพาสบางปะอินมาก่อน ยังทรงใช้ที่นี่เป็นที่รับรองพระราชอาคันตุกะและพระราชทานเลี้ยงรับรองอยู่เนืองๆ อีกด้วย

เนื่องจากบริเวณพระราชวังกว้างขวางมาก และแบ่งเป็น 2 เขตใหญ่ๆ คือ เขตพระราชฐานชั้นนอก ซึ่งใช้เป็นที่สำหรับออกมหาสมาคมและพระราชพิธีต่างๆ และยังมีเขตพระราชฐานชั้นในอันเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ สำหรับส่วนที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยมชมได้ คือ เขตพระราชฐานชั้นนอกเท่านั้น

 

สิ่งที่ยังยืนยัดท้ากาลเวลามาจนถึงทุกวันนี้ ก็คือ หอเหมมณเฑียรเทวราช ปรางค์ศิลาจำลองแบบจากปรางค์ขอม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2423 เพื่อทรงอุทิศถวายแด่พระเจ้าปราสาททอง

นอกจากนี้ ยังมีพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างมหาปราสาทโถงทรงจตุรมุขกลางน้ำในสถาปัตยกรรมแบบไทยสร้างด้วยไม้ทั้งองค์ ถอดแบบมาจาก พระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ และพระราชทานนามตามพระที่นั่งองค์แรกที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ภายในประดิษฐานพระบรมรูปหล่อสัมฤทธิ์ของรัชกาลที่ 5 ขนาดเท่าพระองค์จริง ทรงเครื่องยศจอมพลทหารบก ซึ่งรัชกาลที่ 6 สร้างถวายและมีรับสั่งให้เปลี่ยนเป็นเสากับพื้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด

 

สิ่งที่งดงามไม่แพ้กัน พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระที่นั่งทรงวิหารกรีกแบบคอรินเธียรออร์เดอร์ ใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกขุนนางในงานพระราชพิธี เคยเป็นที่รับรองแขกเมืองหลายครั้ง เช่น พ.ศ. 2436 รับรองพระเจ้าซาร์นิโคลัสแห่งรัสเซีย พ.ศ. 2436 รับรองเมอร์ซิเออร์ปาวีร์ ทูตฝรั่งเศส และ พ.ศ. 2452 รับรองดยุกและดัชเชสโยฮันเบรตแห่งเมืองบรันทวีทแห่งเยอรมนี ภายในตกแต่งภาพเขียนสีน้ำมันชุดพระราชพงศาวดารอิเหนา พระอภัยมณี สังข์ทอง จันทโครพ และรามเกียรติ์ ตลอดจนเก็บอาวุธโบราณ ตุ๊กตาหินสลัก และเครื่องราชบรรณการต่างๆ

ที่ผมชอบใจและรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้เห็นอีกอย่าง ก็คือ สภาคารราชประยูร อาคาร 2 ชั้น ริมน้ำตรงข้ามพระที่นั่งวโรภาษพิมาน สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายหน้าและข้าราชบริพาร นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างเขตพระราชฐานชั้นนอกและชั้นใน คือ สะพานจากพระที่นั่งวโรภาษพิมานและประตูทางเข้าพระราชฐาน นามว่า ประตูเทวราชครรไล โดยออกแบบให้มีฉากคล้ายบานเกล็ดกั้นกลาง เพื่อแยกทางเดินของฝ่ายหน้าและฝ่ายใน สำหรับบริเวณเขตพระราชฐานชั้นใน มีอาคารที่น่าดูชมหลายแห่ง ได้แก่

 

พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร พระที่นั่งเรือนไม้สไตล์ชาเลต์สวิส ซึ่งมีเฉลียงทั้งสองชั้น ทาสีธรรมชาติงดงาม ด้านนอกเป็นสีเขียวอ่อนแก่สลับกัน ตัดกับเครื่องเรือนไม้มะฮอกกานีจัดสลับลายทองทับจากยุโรป รอบด้านตกแต่งเครื่องราชบรรณาการจากหัวเมืองต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นของหายากประจำเมืองทั้งสิ้น แต่ใน พ.ศ. 2481 เกิดอัคคีภัยขึ้นระหว่างการซ่อมแซม เป็นเหตุให้พระที่นั่งทั้งองค์สูญสิ้นไปกับเปลวเพลิง เหลือเพียงหอน้ำ ที่สร้างตามแบบหอรบของยุโรป ทว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามคำกราบบังคมทูลของสำนักพระราชวัง ให้สร้างพระที่นั่งคอนกรีตขึ้นแทนองค์เก่า

พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ สถานที่ประทับฤดูหนาวสร้างตามสถาปัตยกรรมจีน จึงมีชื่อเรียกง่ายๆ ว่าเก๋งจีน และมีชื่อเป็นภาษาจีนด้วยว่า เทียน (เวหา) เม่ง (จำรูญ) เต้ย (พระที่นั่ง) โดยพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก) สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีงานสถาปัตย์และงานประณีตศิลป์งดงามยิ่ง อาทิ ลายแกะสลักโถงหน้าปูพื้นกระเบื้องกังไส ซึ่งทุกแผ่นประดับภาพเขียนงานฝีมือ พร้อมเครื่องตกแต่งจากจีน เปิดให้เข้าชั้นล่างได้บางห้อง

 

นอกจากนี้ ยังมี เก๋งบุปผาประพาส ตำหนักเก๋งเล็กกลางสวนริมสระอันงดงาม สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2424 และยังมีหอวิฑูรทัศนา ถ้าจะชมทิวทัศน์กว้างรอบด้าน ต้องขึ้นบันไดมาที่พระที่นั่ง 3 ชั้น มีลักษณะเป็นหอสูงยอดมนที่ตั้งอยู่บนเกาะน้อย ระหว่างพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรและพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นหอส่องกล้องชมทิวทัศน์

และยังมีอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ หรืออนุสาวรีย์พระนางเรือล่ม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสาวรีย์แห่งความรักและบรรจุพระสรีรังคารของพระมเหสีผู้เป็นที่รักยิ่งของพระองค์ ซึ่งเสด็จทิวงคตขณะทรงพระครรภ์ 5 เดือน พร้อมกับสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ พระราชธิดาเมื่อ พ.ศ. 2423 จากเหตุเรือพระที่นั่งล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปช่วยเหลือตามกฎมณเฑียรบาลที่ว่า ห้ามผู้ใดแตะต้องพระวรกายพระมเหสี มิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งโคตร เป็นเหตุให้ทรงเสียพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง

อนุสาวรีย์แห่งนี้มีฐานรูปทรงสี่เหลี่ยมและยอดหกเหลี่ยมทรงสูง สร้างด้วยหินอ่อนจากประเทศอิตาลี ตอนกลางเป็นรูปสี่เหลี่ยม ด้านตะวันตกมีจารึกเป็นภาษาไทย ทางด้านใต้ของอนุสาวรีย์ทำเป็นรูปช่อดอกไม้ และใบไม้ล้อมพระนามย่อ “สกร” อยู่ภายใต้มงกุฎ ทางด้านเหนือทำเป็นรูปช่อดอกไม้ หรือพวงหรีดล้อมเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ คำจารึกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่รัชกาลที่ 5 พระราชนิพนธ์เองต่อปิยมหาราชินีผู้เป็นที่รักยิ่ง โดยรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2426 ซึ่งตรงกับวันที่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์เสด็จทิวงคตครบรอบ 3 ปี

 

รวมไปถึงอนุสาวรีย์พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ และเจ้าฟ้า 3 พระองค์ ปีเดียวกับที่พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ พระอัครชายาองค์ที่ 1 ในรัชกาลที่ 5 สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2430 ขณะพระชันษา 33 พรรษา พระราชโอรสและพระราชธิดาที่ประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สิ้นพระชนม์ลงอีก 3 พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้า (หญิง) พาหุรัดมณีมัยกรมพระเทพนารีรัตน์ พระชันษา 9 ปี, สมเด็จเจ้าฟ้า (ชาย) ตรีเพชรรุตม์ธำรง พระชันษา6 ปี และสมเด็จเจ้าฟ้า (ชาย) ศิริราชกกุธภัณฑ์ พระชันษา 2 ปี พระศพของเจ้านายทั้ง 4 พระองค์นี้ ได้พระราชทานเพลิงใน พ.ศ. 2430 ณ พระเมรุท้องสนามหลวง และใน พ.ศ. 2431 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์ที่ระลึกทำด้วยหินอ่อนแกะสลักพระรูปเหมือนไว้ใกล้กับอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี

นอกเหนือจากพลับพลาที่ประทับและสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมหลากหลายชาติแล้ว รอบๆ ยังเป็นสวนร่มรื่นที่มีดอกไม้นานาพรรณบานสะพรั่งให้ได้ถ่ายรูปกันด้วย

นอกจากจะยังมีสิ่งสวยงามสะท้อนวันและเวลาแล้ว ถ้าไม่ต้องการจะเดินชม ก็ยังมีบริการรถกอล์ฟให้เช่าอีกด้วยนะครับ

เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็กนักเรียน นิสิตนักศึกษา (ในเครื่องแบบต้องมีบัตรประจำตัวนักศึกษา) 20 บาทสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักพระราชวังบางปะอิน โทร.035-261-044, 035-261-549, 035-261-673

 

เป็กกี้ โคฟ รีสอร์ท หมู่บ้านชาวประมงริมหาดคุ้งวิมาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/468488

เป็กกี้ โคฟ รีสอร์ท หมู่บ้านชาวประมงริมหาดคุ้งวิมาน

โดย…นิทรา ราตรี

หมู่บ้านริมทะเลในแคนาดาถูกสร้างขึ้นริมหาดคุ้งวิมาน เป็กกี้ โคฟ รีสอร์ท (Peggy’s Cove Resort) จันทบุรี ถูกสร้างขึ้นโดยมีแรงบันดาลใจมาจากหมู่บ้านชาวประมงตะวันตกที่ชื่อว่า เป็กกี้ โคฟ วิลเลจ (Peggy’s Cove Village) หมู่บ้านขนาดเล็กบนชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกแห่งโนวาสโกเชีย โดดเด่นด้วยบ้านหลากสีที่ถูกจำลองมาใช้เป็นห้องพัก รวมถึงบรรยากาศริมทะเลที่ถูกแทนที่ด้วยสระว่ายน้ำ และสะพานไม้ที่ใช้เป็นทางเดินล้วนให้บรรยากาศเสมือนหมู่บ้านชาวประมง

รีสอร์ทมีห้องพัก 38 ห้อง เริ่มต้นที่ห้องดีลักซ์ ขนาด 45 ตร.ม. ภายในตกแต่งเรียบง่าย เน้นสีขาว ใช้เฟอร์นิเจอร์สีขาว มีระเบียงกว้าง และอ่างอาบน้ำ ดีลักซ์ พูล แอ็กเซส ขนาด 45.6 ตร.ม. ห้องสีฟ้าอ่อน มีระเบียงติดสระว่ายน้ำ และอ่างอาบน้ำ ดีลักซ์ จากุซซี่ วิลล่า ขนาด 50 ตร.ม. ห้องเดี่ยวริมน้ำพิเศษตรงที่มีอ่างจากุซซี่ในห้องกระจก และแกรนด์ ดีลักซ์ พูล วิลล่า ขนาด 60 ตร.ม. มีสระว่ายน้ำส่วนตัวขนาด 14 ตร.ม. มีระเบียง สวนส่วนตัว และอ่างอาบน้ำ โดยทุกห้องใช้ที่นอนแบบหนาพิเศษ 12 นิ้ว หมอนขนเป็ด ฟรีมินิบาร์ ฟรีอินเทอร์เน็ต ลำโพงเซรามิก และฟรีชากาแฟ

 

สระว่ายน้ำมี 2 แห่ง ด้านหน้ารีสอร์ทมีสระว่ายน้ำแบบอินฟรีนิตี้พูลและสระจากุซซี่ ส่วนตรงกลางโซนห้องพักมีสระว่ายน้ำแบบทะเลสาบที่อนุญาตให้ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นลงไปเล่นน้ำได้ นอกจากนี้รีสอร์ทยังมีร้านกาแฟและร้านอาหารที่ได้รับความนิยม ห้องอาหารไลท์เฮาส์ บาร์ แอนด์ กริลล์ ให้บริการอาหารจันท์ฟิวชั่น ซีฟู้ด พิซซ่า และอาหารฝรั่ง ส่วนร้านกาแฟคอฟฟี่ โคฟ มีทั้งเครื่องดื่ม ของหวาน และในร้านยังมีประภาคารให้ขึ้นไปชมวิวหาดคุ้งวิมานมุมสูงด้วย

สำหรับกลุ่มประชุมขนาดเล็กสามารถใช้บริการที่ห้องประชุม เซ็นต์ มาร์กาเร็ต เบย์ รับได้สูงสุด 80 คน พร้อมโปรเจกเตอร์และระบบเสียงทันสมัย และสำหรับใครที่ยังไม่มีแพลนเที่ยว ทางรีสอร์ทมี 2 กิจกรรมให้เลือกระหว่างกิจกรรมทำผ้ามัดย้อมที่รีสอร์ท กับล่องเรือชมโขดหินสีชมพู และให้อาหารปลาฉลามที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน เป็นกิจกรรมเสริมให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสความเรียบง่ายและวิถีชีวิตติดน้ำของชาวประมง

 

หมู่บ้านชาวประมง เป็กกี้ โคฟ วิลเลจ เป็นต้นแบบด้านสถาปัตยกรรม แต่บรรยากาศ การตกแต่ง และมู้ดแอนด์โทนของ เป็กกี้ โคฟ รีสอร์ท ช่างตอบโจทย์คนไทย เพราะไม่ว่ามุมไหนก็สบาย (และถ่ายรูปสวย)

Price : ดีลักซ์ 9,100 บาท ดีลักซ์ พูล แอ็กเซส 10,600 บาท ดีลักซ์ จากุซซี่ วิลล่า 10,600 บาท แกรนด์ ดีลักซ์ พูล วิลล่า 16,600 บาท

Place : ริมหาดคุ้งวิมาน ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต จ.จันทบุรี โทร. 039-460-345, 06-1405-4499 เว็บไซต์ peggyscoveresort.com

Promotion : แพ็กเกจออลอินวัน รวมห้องพัก อาหารเช้า อาหารเย็น และกิจกรรม เริ่มที่แพ็กเกจห้องดีลักซ์ 4,499 บาท เฉพาะการเข้าพักคืนวันอาทิตย์-วันศุกร์ ตั้งแต่วันนี้-29 ธ.ค. 2559

 

 

 

 

ความยิ่งใหญ่ของดอกไม้กระจิริด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/468487

ความยิ่งใหญ่ของดอกไม้กระจิริด

โดย…จำลอง บุญสอง

ความสูงของป่าเต็งรังในภูมิภาคอีสานใต้อยู่ที่ 150-700 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นป่าที่มีลักษณะจำเพาะแบบหนึ่งที่แตกต่างจากป่าเต็งรังในภาคกลางและภาคใต้ ด้วยเป็นผืนป่าที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เป็นหินทราย หรือ Sand Stone ซึ่งประกอบไปด้วยทรายขนาด 1/16-2 มม. หรือแร่ควอตซ์ หินทรายจึงถูกน้ำฝนกัดกร่อนประมาณ 800-1,500 มม./ปี ผสมกับใบไม้ใบหญ้าที่ร่วงหล่นทำให้กลายเป็นดินตะกอนที่มีแร่ธาตุไม่มากนักส่งผลให้ต้นไม้ขึ้นเป็นหย่อมๆ ไม่หนาแน่น

แต่ด้วยลักษณะเฉพาะนี้เองทำให้ภูเขาหินทรายและป่าอีสานใต้มีเสน่ห์ในตัวมันเอง เช่น มีน้ำตกหินทรายที่ผู้คนสามารถเข้าไปเล่นน้ำตกที่มีหลุมหรือโบกได้ มีดอกหญ้าที่ขึ้นบนพลาญหินทรายที่สวยงามในช่วงปลายฝนต้นหนาว อดีตที่ผ่านมาดอกไม้สีสันสวยงาม ทั้งเหลือง ส้ม แดง ภายใต้อัตลักษณ์จำเพาะของพืชพันธุ์เหล่านั้น สร้างความตื่นตาตื่นใจกับช่างภาพจำนวนมาก ซึ่งภาพที่ถูกเผยแพร่ออกไปได้เชิญชวนคนทั่วไปให้เข้ามาเห็นความงามของดอกไม้เหล่านั้นด้วย

ดอกดุสิตา

 

ดอกเล็กจำนวนนับไม่ถ้วนเติบโตขึ้นอยู่บน “พลาญหินทราย” พลาญหินในส่วนที่น้ำในฤดูฝนพัดพาเอาตะกอนดินทรายบางๆ มาบวกกับซากต้นหญ้าเล็กๆ กองรวมกันเป็นหย่อมๆ ซึ่งพลาญหินที่เกิดของดอกไม้เล็กๆ เหล่านี้ไม่สามารถให้กำเนิดต้นไม้ใหญ่อย่างเหียง พลวง รัง และเต็ง อันเป็นไม้หลักของป่าเต็งรังได้ เพราะเนื้อดินมีน้อย ธาตุอาหารมีน้อยเกินไป ที่พอจะขึ้นได้ก็มักเป็นในช่องแยกของหินทรายที่มีตะกอนดินสะสมไว้มากพอ รากของต้นไม้จะเกาะยึดหินทรายเอาไว้อย่างแน่นเหมือนหนวดปลาหมึกสายที่เกี่ยวมือคน เพื่อให้มันไม่ล้มไปกับลมและฝนที่จะรุนแรงในบริเวณลานหินทราย

ปีนี้ทุกภาคมีฝนนานเป็นพิเศษ ทว่าก็ไม่ได้พิเศษสำหรับดอกไม้บนพลาญหินมากมายนัก เพราะหลังจากฝนหยุด ลมหนาวโชยมาแม้เพียงเล็กน้อย นั่นก็เพียงพอต่อการส่งสัญญาณให้ต้นไม้ต้นเล็กๆ ผลิดอกออกมาให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมแล้ว อีสานมีแหล่งชมทุ่งดอกไม้ป่าหลายแห่ง ทั้งในอุบลราชธานี ได้แก่ บนเนินผาแต้ม แถวน้ำตกสร้อยสวรรค์ ภูจองนายอย ภูฆ้องคำ ภูแอ่วขัน น้ำตกผาหลวง ภูอานม้าของ อ.ศรีเมืองใหม่ หนองหญ้าม้า และภูสมุยตระการพืชผล

กล้วยไม้ป่าสีม่วงสด

 

สถานที่ยอดนิยมต้องขยายความถึงทุ่งดอกไม้ป่า อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ลักษณะเป็นลานหินทรายโล่งแล้งอยู่เหนือน้ำตกสร้อยสวรรค์ ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นทุ่งดอกไม้ป่านับล้านดอกเมื่อสายลมแห่งฤดูหนาวมาเยือน ทั้งดอกสร้อยสุวรรณา ดุสิตา มณีเทวา ทิพเกสร อันเป็นชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยดอกไม้มักออกดอกในช่วงเดือน ต.ค.-ก.พ. และช่วงเวลาที่ดอกไม้ป่าเบ่งบานเต็มที่ คือ ในช่วงเช้าก่อนแดดแรง

ภายในอุทยานแห่งชาติผาแต้มยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นให้ชม เช่น น้ำตกสร้อยสวรรค์ เสาเฉลียง และลานหินแตก

ในมุมของขอนไม้

 

แหล่งชมทุ่งดอกไม้ป่าวนอุทยานน้ำตกผาหลวง ทุกๆ ปีหลังสายน้ำจากน้ำตกผาหลวงค่อยๆ แห้งไป มวลหมู่ดอกไม้ป่าบนพลาญยอดภูหลวงจะค่อยๆ ผลิดอกเบ่งบานรับลมหนาว ปรากฏเป็นทุ่งดอกไม้ป่ากว้างใหญ่ ซึ่งทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมมือกับชุมชนและทางป่าไม้ส่งเสริมให้ลานดอกไม้ป่าน้ำตกผาหลวงเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในอุบลราชธานี

นอกจากนี้ยังมีแหล่งชมดอกไม้ป่าใน จ.อำนาจเจริญ ได้แก่ ภูผาเทิบ อุทยานภูสิงห์ ภูผาผึ้ง และในมุกดาหารที่อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว ซึ่งมีทุ่งดอกหญ้าบนยอดภูวัด เป็นภูเขาสูงประมาณ 367 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง อยู่ต่อจากลานภูผาแต้มออกไปทางทิศเหนือ 500 เมตร เป็นบริเวณที่ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้ และบนลานหินบนภูวัดมีดอกไม้ป่าหลายชนิด เช่น เอนอ้า กระดุมเงิน ดุสิตา สร้อยสุวรรณา และหยาดน้ำค้าง ทั้งนี้ทุกที่ล้วนมีดอกไม้บนพลาญหินให้ดูทุกปีซึ่งจะมีเวลาอวดความงามต่างกันแล้วแต่ช่วงเวลาของความชื้นและความแห้งของดิน

เหลืองเด่นบนลานหิน

 

ดอกไม้ต้นกระจิริดที่พบมากมีทั้ง ดุสิตาหรือหญ้าข้าวก่ำ ช่อสีม่วงเข้ม แทงขึ้นจากโคนกอ ช่อดอกตั้งสูงประมาณ 5-20 ซม. สรัสจันทรหรือดอกดิน มีกลีบดอกสีชมพูแกมม่วงและสีม่วงอ่อนเกือบขาวจนถึงสีม่วงเข้ม สร้อยสุวรรณาหรือหญ้าสีทอง พืชกินแมลงมีดอกสีเหลืองที่จะเปลี่ยนเป็นสีทองเมื่อต้องแดด มณีเทวาหรือกระดุมเงิน ดอกเล็กสีขาวทรงกลมคล้ายกระดุมเม็ดจ้อย ตามท้องนาก็จะเริ่มมีดอกกระดุมเงินแทรกขึ้นมาจากพื้นดิน โดยเฉพาะช่วงอากาศปลายฝนต้นหนาวจนถึงปลายเดือน ม.ค. เหลืองพิศมร กล้วยไม้ดิน ออกเป็นช่อโปร่ง 5-8 ดอก มีสีเหลือง และอาจมีขีดสีม่วงที่โคน รวมถึงดอกไม้หลากสี แดงอุบล เทียนน้อย เทียนดอย ฝ้ายป่า หญ้ารากหอม โคลงเคลง ส้มเช้า ทั้งนี้ดอกสวยๆ ส่วนใหญ่เป็นพืชกินแมลงแทบทั้งสิ้น เพราะผืนดินที่มีธาตุอาหารน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไนโตรเจน ดอกไม้จึงต้องหาหนทางอยู่รอดซึ่งก็คือการดักกินสัตว์โดยใช้ยางเหนียวๆ ที่ติดอยู่กับดอกหรือรากจับแมลงตัวเล็กๆ เป็นอาหาร

แผ่นดินอีสานใต้นั้นมีอัตลักษณ์ของผืนดินเฉพาะถิ่นที่แตกต่างไปจากภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออก ก่อนไปดูถ้าได้ศึกษากายภาพของผืนดินและความหลากหลายพรรณไม้ไปก่อนจะได้รับความเพลิดเพลินและเที่ยวสนุก แนะนำให้รีบไปเที่ยวปลายฝนต้นหนาวหรือภายในเดือน ธ.ค.นี้ จะได้เห็นฟ้าใส แสงสวย และดอกไม้ป่าที่งามที่สุดในรอบปี

ดอกไม้สีผสม

 

น้ำตกผาหลวง

 

ทุ่งดอกหญ้า

 

ลานดอกไม้ป่าผาแต้ม

 

แมลงเต่าทองบนดอกกระดุมเงิน

 

พลังเลนส์มาโครทำให้ดอกไม้จิ๋วกลายเป็นใหญ่

 

หยดน้ำค้างบนกลีบดอกไม้

 

หินเทินแบบนี้จะเห็นได้บนเทือกเขาหินทราย

 

กระดุมเงิน

 

เพชฌฆาตสีสวย

 

ดอกไม้กินแมลง

 

เมือกเหนียวจากจอกบ่วายเป็นเครื่องมือในการจับแมลงเพื่อทดแทนสารอาหารประเภทไนโตรเจนที่มีน้อยของดิน

 

พาหัวใจ…ไปดอยเชียงดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/467443

พาหัวใจ...ไปดอยเชียงดาว

โดย…สมแขก ภาพ : จิ ดาภา/สมแขก

หนาวแล้ว! ขึ้นเหนือไปเดินเล่นบนดอยกัน ชักชวนเพื่อนร่วมทางตั้งแต่ยังไม่พ้นร้อน จากนั้นก็รอวันที่ได้แบกเป้ตะลอนป่าที่ดอยหลวงเชียงดาว ภูเขาที่ร่ำลือกันว่าขึ้นยากไม่ใช่น้อย ด้วยระดับความสูงอันดับ 3 ของประเทศ สูงถึง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเลยิ่งท้าทายหัวใจและร่างกายว่าเราจะพิชิตยอดดอยแห่งนี้ได้หรือไม่ คณะของเราเลือกไปเชียงใหม่ด้วยรถไฟไทยขบวนใหม่ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ แล้วต่อรถสู่ อ.เชียงดาว

ก่อนจะเดินขึ้นยอดดอย เราไม่พลาดเรื่องเล่าของดอยหลวง เรื่องเล่าจากโบราณของดอยหลวงเชียงดาวเดิมเรียกว่า “ดอยอ่างสลุง” ตามตำนานว่ากันว่าเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาพร้อมพระอรหันต์ 8 รูป ทรงลงสรงน้ำบริเวณอ่างสลุง บางคนเรียกดอยแห่งนี้ว่า “ดอยหลวง” ตามขนาดที่สูงใหญ่ (หลวง หมายถึง ใหญ่) และเพี้ยนมาเป็นดอยหลวงเพียงดาว จนกระทั่งกลายมาเป็นดอยหลวงเชียงดาว หรือดอยเชียงดาว นอกจากตำนานความเชื่อแล้ว ทางภูมิประเทศดอยหลวงเชียงดาวเป็นภูเขาหินปูนล้วน มีอายุระหว่าง 230-250 ล้านปี เกิดจากการทับถมของตะกอนทะเล และซากสัตว์ที่มีหินปูน สันนิษฐานว่าพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน

 

ที่นี่เป็นภูเขาที่ไม่มีน้ำตก หรืออ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติ และอากาศเย็น เมื่อฝนตกลงมาจะไหลตามซอกหิน รวมกันเป็นธารน้ำเล็กๆ ไหลสู่เบื้องล่าง ความพิเศษของพืชพรรณที่นี่จึงเป็นกึ่งอัลไพน์ คือกลุ่มพุ่มไม้เตี้ยและไม้ล้มลุก เพราะหน้าดินมีน้อย พืชเฉพาะถิ่นจึงมีดอกไม้สวยๆ ที่เราพบได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น เช่น เทียนนกแก้วที่รูปร่างเหมือนนกแก้ว ค้อเชียงดาวหรือปาล์มรักเมฆ ที่ท้าแรงลมอยู่ตามไหล่เขา เหยื่อจงหรือเทียนหมอคา ชมพูพิมพ์ใจ ฟองหินเหลือง หญ้าดอกลาย เลื้อยเชียงดาวหรือศรีจันทรา นอกจากนี้ดอยหลวงเชียงดาวยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธุ์ เช่น ผีเสื้อสมิงเชียงดาว ไก่ฟ้าหางลายขวาง กวางผาหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าม้าเทวดาและเลียงผา เป็นต้น

ความยิ่งใหญ่ไม่ได้มีเฉพาะดอยหลวงเชียงดาว ความโดดเด่นของป่าผืนนี้ยังมีดอยกิ่วลม ดอยเหนือหรือดอยพีระมิด ดอยหนอก ดอยสามพี่น้อง ซึ่งเราได้รับอนุญาตให้ท่องเที่ยวเฉพาะยอดดอยกิ่วลมและยอดดอยหลวงเชียงดาว ยอดดอยกิ่วลมซึ่งเหมาะกับการไปชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกหยอกเย้ากับดอกไม้ที่สวยสดรอรับแดดยามเช้า ส่วนยอดดอยสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาว เหมาะสำหรับไปชมพระอาทิตย์ตกยามเย็น ซึ่งจะเห็นยอดดอยโดยรอบ

 

ช่วงเวลาที่เหมาะกับการไปเดินป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวเปิดให้ท่องเที่ยวได้เป็นเวลา 5 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ย.-สิ้นเดือน มี.ค.ของทุกปี เส้นทางขึ้นดอยหลวงเชียงดาวมี 2 เส้นทาง คือ เด่นหญ้าขัด-อ่างสลุง เดินสบายเป็นเส้นทางที่นิยมใช้มากที่สุด เพราะเส้นทางไม่ชันมาก แต่ระยะทางไกลกว่าอีกเส้นทางหนึ่ง ส่วนเส้นทางที่สอง คือ ปางวัว-อ่างสลุง เส้นทางค่อนข้างชันผ่านดงไผ่หก

โดยทั้งสองเส้นทางจะมาบรรจบกันที่สามแยก หลังจากนั้นเดินต่อไปยังเส้นทางเดียวกัน ผ่านดงกล้วยป่าแดง ซึ่งแต่ละต้นสูงใหญ่ สัมผัสที่เปลือกเย็นเยียบที่มือ ไม่แปลกใจที่เมื่อหนที่เจอไฟป่า เราจะใช้กล้วยช่วยระงับไฟก่อนจะลุกลามเข้าป่าได้ ผ่านดงกล้วยก็เข้าดงน้อย กิ่วป่าคา เส้นทางเล็กๆ ล้อมด้วยทุ่งหญ้าสูงเทียมหัว มีก้อนหินและภูเขาหินปูนล้อมรอบ แดดบ่ายจึงส่งมาถึงโดยไม่มีที่กำบัง ผ่านกิ่วป่าคาเข้าดงเย็น ทำเลที่ต้นไม้ดกรกชื้น ภาพมอส เถาวัลย์ โยงพันต้นไม้น้อยใหญ่ยังติดตา ป่านี้เป็นป่าดักเมฆดักฝน พื้นที่จึงชุ่มชื่นตลอดเวลา ต้นไม้จึงต้องแข่งกันแทงยอดให้สูงเพื่อใกล้แดด

 

เวลาใกล้ค่ำก็พ้นดงเย็นเข้าอ่างสลุงจุดกางเต็นท์ ฝ่าความเมื่อยต้องเดินเรื่อยหาจุดกางเต็นท์ ก่อนจะเตรียมตัวปีนยอดดอยหลวง เพื่อดูพระอาทิตย์ลับฟ้า ลงมาเมื่อแสงสุดท้ายหมดไป มาล้อมวงกินข้าวเย็น ก่อนจะมองดูดาวชัดๆ ในคืนที่แสนสงัดและหนาวเย็นให้เห็นดาวและทางช้างเผือก ก่อนจะสลัดความหนาวไปชมทะเลหมอกในตอนเช้า แน่นอนว่าจะต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ วอร์มร่างกายให้อบอุ่น พาไฟฉายฝ่าความมืดปีนให้ถึงยอดดอยกิ่วลม

ข้อควรรู้ถ้าอยากไปดอยหลวงเชียงดาว คือที่นี่จำกัดจำนวนคนเดินทางขึ้นสู่ยอด ไม่เกิน 150 คน/วัน และต้องติดต่อขออนุญาตล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน เมื่ออยู่บนดอยเชียงดาว คุณจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น ต้องเตรียมอาหารและน้ำดื่ม รวมไปถึงสัมภาระขึ้นไป เช่น เต็นท์ ถุงนอน เสื้อกันหนาว ผ้าห่ม ไฟฉาย ไฟแช็ก เทียนไข กระดาษทิชชู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ถุงมือ ถุงเท้า หมวก เสื้อกันฝน ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำดื่มและน้ำใช้ทั้งหมดจะต้องจ้างลูกหาบเพื่อแบกเข้าไป ฉะนั้นควรใช้น้ำอย่างประหยัด

ดอยหลวงเชียงดาวไม่ได้มีไว้เพื่อพิชิตความสูงอย่างเดียว ในความงดงามมีความหลากหลายของป่า เส้นทาง พืชและสัตว์น้อยใหญ่ถ้อยทีถ้อยอาศัย ทำให้ผืนป่าแห่งนี้ยังสมบูรณ์และน่าค้นหาเสมอ หนีร้อนจากตึกสูงมาพิจารณาและฟังเสียงหอบเหนื่อยของตัวเองพร้อมกับมองธรรมชาติสีเขียว เป็นเรื่องที่น่าทำไม่น้อย…แล้วคุณจะหลงรักดอยเชียงดาว

 

 

 

 

 

 

น้ำตาหลั่งริน แผ่นดินช้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/467396

น้ำตาหลั่งริน แผ่นดินช้าง

โดย…ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ช่วงเดือน พ.ย.ของทุกปี จ.สุรินทร์ จะจัดเทศกาลประจำปี งานช้างจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจำนวนมากสนใจเดินทางมาชม สร้างความคึกคักให้ดินแดนถิ่นเลี้ยงช้างที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศแห่งนี้

แต่ปีนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง และคงจะหาชมไม่ได้อีกแล้ว เมื่อทางจังหวัดได้เปลี่ยนรูปแบบงานเป็น การแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งจริงๆ แล้วงานนี้เกือบจะไม่ได้จัดขึ้น เนื่องจากหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต ยังความเศร้าโศกแก่คนไทยทั้งประเทศ รวมถึงชาว จ.สุรินทร์ ด้วย ข้าราชการและพสกนิกรล้วนอยู่ในอารมณ์แห่งความเศร้า จนแทบไม่มีจิตใจจะคิดถึงการจัดงานดังกล่าว อนึ่ง การจัดงานดังกล่าวอาจกลายเป็นงานรื่นเริงซึ่งไม่เหมาะในช่วงนี้

ผวจ.สุรินทร์ พร้อมข้าราชการระดับสูงในจังหวัดประชุมร่วมกันคิด และเห็นพ้องกันว่าควรจะต้องจัด และต้องจัดอย่างยิ่งใหญ่เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เริ่มจากกิจกรรม “ชาวสุรินทร์ ร้อยดวงใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง” วันที่ 18 พ.ย. 2559 ข้าราชการ พสกนิกร และนักเรียน นักศึกษาจากหลายสถาบันใน จ.สุรินทร์ ร่วมกันแปรอักษรเป็นรูปหัวใจ และเลข ๙ ขบวนช้าง 189 เชือก เดินตามถนนเข้าสู่งาน ณ อนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง พร้อมหมอบลงหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกคนร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่แสนประทับใจและน่าจดจำ

 

ส่วนอีกกิจกรรมคือ “งานช้างจังหวัดสุรินทร์” ก็ได้จัดในรูปแบบการแสดงความอาลัยเช่นกัน ในชื่อ “รวมช้าง รวมใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง” วันที่ 19-20 พ.ย. 2559 ณ ลานแสดงช้าง อัฒจันทร์ แน่นขนัดไปด้วยผู้ชม ซึ่งการแสดงในปีนี้พิเศษกว่าทุกปีและคงหาชมไม่ได้อีกแล้ว เพราะนอกจากการแสดงตามเนื้อเรื่องตามปกติของทุกปีแล้ว ปีนี้ยังมีการเพิ่มสาระสำคัญของการทำฝนหลวงซึ่งเป็นโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การเสด็จพระราชดำเนินเยือน จ.สุรินทร์ เมื่อปี 2498 นอกนั้นก็เป็นการแสดงตามปกติเหมือนทุกปี คือเกี่ยวกับประวัติพระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (เจ้าเมืองในอดีต) ที่มีส่วนในการติดตามหาช้างเผือกที่หลุดหนีจากกรุงศรีอยุธยามาที่ จ.สุรินทร์ แล้วนำส่งคืนในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ และการทำยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งเป็นช่วงไฮไลต์ของทุกปี

แต่ตอนท้ายสุดของการแสดงปีนี้ ยิ่งใหญ่และอลังการกว่าทุกปี เมื่อควาญช้างนำช้างที่ร่วมแสดง 160 เชือก ออกมาแปรอักษรเป็นเลข ๙ ล้อมรอบด้วยรูปหัวใจ นักแสดงทุกคนออกมาแปรอักษรเป็นคำว่า “Surin” พร้อมชูพระบรมฉายาลักษณ์ไว้เหนือหัว

เพลงสรรเสริญพระบารมีเริ่มบรรเลง ผู้ชมทั้งสนามลุกขึ้นยืนตรงและร้องตาม ข้าพเจ้าร้องตามไปได้ 2 วรรค และไม่อาจจะร้องต่อไปได้ เพราะยิ่งร้องน้ำตายิ่งไหล พสกนิกรทั้งสนามต่างร้องเพลงไปร้องไห้ไป บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าโศก แต่น่าประทับใจยิ่งนัก

 

สุวิกรม อัมระนันทน์ ขอเดินทางตามรอยพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/467395

สุวิกรม อัมระนันทน์ ขอเดินทางตามรอยพ่อ

โดย…รอนแรม

การเดินทางในโครงการ “เดินทางพ่อ” เส้นทางอินทนนท์ ไม่เพียงคัดเลือกคนรุ่นใหม่จำนวน 20 คน มาร่วมทริป แต่ยังเลือก เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์ มาเป็นหนึ่งในสมาชิกด้วย เขาร่วมกิจกรรมทุกอย่าง ล้อมวงสนทนาแลกเปลี่ยนทัศนคติกับทุกคน ซึ่งสิ่งที่เขาถ่ายทอดออกจากความคิดนั้น ช่างไม่ธรรมดา

เปอร์เป็นผู้ชายวัย 28 ปี ที่เหมือนกับว่าผ่านเรื่องราวมามาก เพราะเขาเข้าใจชีวิต และพยายามเดินบนทางที่เลือกอย่างไม่ยอมแพ้ โดยมีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นแบบอย่าง ทั้งด้านการใช้ชีวิต การทำงาน และการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นต่อไป

ทำเพื่อพ่อ

เปอร์เล่าว่า เขากำลังมีโปรเจกต์ทำรายการพิเศษเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ชื่อโครงการว่า กาลครั้งนั้นของฉันกับในหลวง โดยจะทำภาพยนตร์สั้น 70 เรื่อง จากผู้กำกับ 70 คน เป็นตัวแทนของพสกนิกรทั้งหมด 70 ล้านคน เพื่อฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี

 

“เราอยากให้พระองค์ท่านเห็นว่าพสกนิกรมีความรู้สึกอย่างไร” เขากล่าว

และระหว่างการทำงานนั้น ทางโครงการเดินทางพ่อได้ติดต่อให้มาร่วมทริป ซึ่งเขาตอบรับคำทันทีด้วยความรู้สึกยินดี ทว่าความรู้สึกนั้นกลับเปลี่ยนไป เมื่อเกิดเหตุการณ์วันที่ 13 ต.ค. 2559 วันเสด็จสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9 จากที่คิดว่าจะมาเพียงศึกษาพระราชกรณียกิจ ความรู้สึกข้างในกลับกลายมี “ปม” นั่นคือ ปมของความโศกเศร้าเสียใจที่ติดตัวมา ซึ่งทำให้เขาตั้งใจมาศึกษาสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำไว้อย่างลึกซึ้ง

“ผมตั้งใจเรียนรู้เพื่อจะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้จริง ทริปเดินทางพ่อที่ได้ศึกษาโครงการหลวงอินทนนท์ เราพยายามค้นหาคำตอบว่าพระองค์ทรงทำอะไร เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่เป็นอย่างไร (ดอยอินทนนท์) พวกเขารู้สึกรักและศรัทธาพระองค์ท่านแบบไหน รักด้วยเหตุผลอะไร เราอยากได้ยินจากปากของเขาเอง แน่นอนว่าคนไทยทุกคนบอกว่ารักในหลวง แต่ความรักของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงอยากรู้ว่าความรักของชาวอินทนนท์นั้นมีความหมายว่าอะไร”

 

คำตอบที่เขาได้จากการไปคลุกคลีกับชาวบ้านมาตลอด 3 วัน ชาวบ้านบนดอยอินทนน์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พวกเขาไม่เดือดร้อนกับการที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จฯ มา แต่ทุกอย่างที่พระองค์ทรงแนะนำและพวกเขาได้ทำตามมีแต่เรื่องดีๆ ทั้งสิ้น ทำให้พวกเขาเข้าใจคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง จากวันนั้นที่ชาวบ้านปลูกข้าวไม่พอกิน วันนี้ผืนป่าอุดมและผืนนาสมบูรณ์ มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว พวกเขายังคงใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ และยังยึดหลักความพอเพียงที่พระองค์ทรงสอนไว้มาปรับใช้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเขานิยามมันว่า “มหัศจรรย์”

ทำตามพ่อ

ตลอด 70 ปีที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงงานหนัก เปอร์ได้ตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอดว่า อะไรคือสาเหตุที่พระองค์ทรงทำ ซึ่งเขาได้อุปโลกน์คิดคำตอบเองว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงตั้งคำถามกับตัวเองเสมอ ในขณะที่พระองค์อยู่ในวัง มีข้าราชบริพารมากมาย และมีชีวิตที่สุขสบาย มีพร้อมทุกอย่าง แต่สำหรับคนอื่นๆ ในฐานะที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน เขารู้สึกอย่างไร

“พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า ชีวิตของคนอื่นนั้นสำคัญไม่แพ้ไปกว่าชีวิตของตัวเอง พระองค์จึงอุทิศสิ่งที่ตัวเองมีทั้งหมดให้กับคนอื่น ให้กับการทำเพื่อคนอื่น ผมรู้สึกว่านี่คือแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้เรามองเห็นว่าพระองค์ท่านเห็นคุณค่าของชีวิตทุกคน นอกจากนี้ ตลอด 70 ปีที่พระองค์ทรงครองราชย์ เราได้สังเกตและคิดตามเอาเองด้วยเหตุและผลแล้วพบว่า พระองค์ท่านเป็นคนที่เวลาคิดแล้วจะลงมือทำจริงๆ ผมเชื่อว่า ต่อให้ไม่มีคนมาช่วยท่านทำ ท่านก็จะทำอยู่ดี และเมื่อท่านทำจริงจึงส่งผลให้มีคนทำตาม ส่งผลให้เกิดความศรัทธา ไม่มีข้อกังขาว่าจะทำตามไปเพื่ออะไร พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างที่ดีจริงๆ และเมื่อพระองค์ท่านทำได้ คนอื่นก็ต้องทำได้”

 

เปอร์ยังกล่าวด้วยว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9 ไม่ได้ทำเพื่อให้คนรัก ไม่ได้ทำให้คนมาเคารพ เชิดชู สรรเสริญ แต่พระองค์ทำเพื่อเป็นตัวอย่าง ทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ซึ่งโครงการต่างๆ ที่พระองค์ทรงริเริ่มนั้นต่างประสบความสำเร็จประจักษ์แล้วว่า พระองค์ทรงทำเพื่อประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง

“ผมไม่รู้ว่าผมเป็นคนพอเพียงหรือเปล่า” เขากล่าวถึงชีวิตพอเพียง “ชีวิตของผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับความพอเพียงเป็นหลัก แต่ผมให้ความสำคัญกับเรื่องของความรู้ ความรู้สำหรับผมมันไม่เคยพอเพียงเลย ถ้าเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวัน แก้วแหวนเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ หรืออะไรก็ตาม ไม่ใช่สิ่งมีค่าสำหรับผมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงไม่รู้สึกว่าเราต้องพอเพียงหรือไม่พอเพียง เพราะมันไม่เคยมีค่า เงินทองไม่สามารถนำพาไปสู่สิ่งที่ต้องการ สิ่งที่มีค่าสำหรับผมคือ ความรู้ ถามว่าผมใช้ชีวิตแบบไหน ผมอยู่เพื่อเรียนรู้ ทำให้ชีวิตของผมแปรเปลี่ยนตลอดเวลาเพื่อที่จะได้ทำการศึกษามนุษย์ในวิธีที่แตกต่างกันออกไป การที่เรามีความรู้จะทำให้เรามีคุณค่า และเมื่อเรามีคุณค่าเงินก็จะมาเอง”

อาชีพพิธีกรจึงเป็นอาชีพที่เขาค้นหามาเนิ่นนาน ด้วยเป็นอาชีพที่ได้ศึกษาชีวิตคนอื่น ศึกษาความรู้ใหม่ๆ และสามารถบอกต่อแก่คนหมู่มาก

 

เดินทางพ่อ

เส้นทางเดินทางพ่อในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีเส้นทางที่ต้องขึ้นเขา ลงเขา เผชิญกับอากาศร้อนสลับอากาศหนาว ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเส้นทางที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เคยเสด็จฯ มาเมื่อครั้งที่ถนนหนทางยังไม่เจริญ เส้นทางเดินป่ายังไม่มี ดังนั้นการเดินตามรอยเท้าพ่อจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักแม้จะในห้วงเวลาปัจจุบันก็ตาม

“หลายคนคิดว่าพระองค์ท่านลำบาก แต่โดยส่วนตัวของผม ผมคิดว่า พระองค์ทรงชอบป่า ชอบเขา ชอบธรรมชาติ เพราะถ้าพระองค์ท่านไม่ชอบจะเป็นเรื่องที่ยากมากที่ท่านจะอยู่กับมันได้มากขนาดนี้ คนเรามีความชอบไม่เหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องเดินป่า ขึ้นเขา แต่จงทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด เรื่องที่ทำอาจจะแตกต่าง แต่วิธีการในการปฏิบัติสามารถศึกษาจากพระองค์ท่านได้ ผมรู้สึกแบบนั้น พระองค์ท่านรักแม่ขนาดไหน พระองค์ท่านรักประชาชนขนาดไหน พระองค์รักหน้าที่และความรับผิดชอบขนาดไหน เราคนไทยสามารถนำวิธีการใช้ชีวิตเหล่านี้มาเป็นเชื้อเพลิงให้ตัวเองได้”

 

เขายังกล่าวด้วยว่า การเดินทางพ่อครั้งนี้ตรงกับสุภาษิตไทย สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น กล่าวคือ คนไทยได้ยินเรื่องของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาตั้งแต่เด็ก แต่เราไม่เคยเห็นด้วยตัวเอง และสิบตาเห็น ไม่เท่าลงมือทำ เมื่อเห็นแล้วก็ต้องลงมือทำ เพราะการลงมือทำจะทำให้รู้ถึงปัญหา รู้จักวิธีการแก้ไข เฉกเช่นพระองค์ท่านที่นำสันติวิธีมาแก้ไขปัญหา และถ้าตั้งใจทำแล้ว สุดท้ายก็จะทำได้

“พระองค์ท่านเป็นแบบอย่างให้กับผม ผมจึงต้องทำ ทำ ทำ ทำให้เต็มที่ ถ้าเจออุปสรรคก็ต้องทำ ทำ ทำ ทำไปเรื่อยๆ เวลาจะพิสูจน์เอง อย่างน้อยคนรอบข้างที่เห็นจะเกิดการทำตาม เราสามารถเป็นเชื้อเพลิงให้คนอื่นต่อไป ซึ่งสิ่งนี้แหละเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะทุกอย่างต้องเริ่มจากตัวเองก่อน จากนั้นมันจะขยายไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด” เขากล่าวทิ้งท้าย

 

อัล มีรอซ โรงแรมฮาลาลแห่งแรกของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/467394

อัล มีรอซ โรงแรมฮาลาลแห่งแรกของไทย

โดย…นิทรา ราตรี

โรงแรมฮาลาลแห่งแรกของไทย อัล มีรอซ (Al Meroz) มีจุดเด่นชัดเจนกับการเป็นโรงแรมฮาลาล 100% ใจกลางกรุงเทพฯ ทั้งห้องพัก อาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ได้ถูกจัดสรรให้เป็นไปตามหลักของศาสนาอิสลาม

สถาปัตยกรรมของโรงแรม อัล มีรอซ ถูกดีไซน์แบบอิสลามิกทันสมัย และเน้นโทนสีทองและสีน้ำตาล โดยมีห้องพักจำนวน 242 ห้อง แบ่งเป็นห้องสุพีเรียร์ ขนาด 30 ตร.ม. ห้องเดอลักซ์ ขนาด 30 ตร.ม. และห้องสวีทขนาด 60 ตร.ม. พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพัก ทั้งชุดชงชา ชุดชงกาแฟ คัมภีร์อัลกุรอาน สัญลักษณ์บอกทิศตะวันตกหรือกิบลัต พรมปูละหมาด และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน

 

ห้องอาหารมี 2 ห้อง ห้องอาหารดีวาน บริการอาหารนานาชาติแบบฮาลาลทั้งหมด ทั้งไทย จีน ยุโรป ญี่ปุ่น และได้เพิ่มความแปลกใหม่ของอาหารตะวันออกกลาง อาทิ แก้มวัวตุ๋น อกเป็ดราดซอสส้ม ซี่โครงแกะย่างกับเครื่องเทศ โซปราโน่สุพรีมพิซซ่า รวมถึง นาซิ เลอมัก ข้าวบรียานี โดยได้นำเข้าข้าวบัสมาตีหรือราชินีแห่งความหอมจากอินเดียมาใช้ในการปรุงอาหาร และห้องอาหารบารากัต บริการอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ในครัวแบบโอเพ่นที่จะได้สัมผัสกลิ่นหอมของอาหาร สร้างอรรถรสในการรับประทานอาหาร

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนสเซ็นเตอร์ ที่ได้จัดสรรเวลาการให้บริการสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีในช่วงเวลาที่ต่างกัน ห้องละหมาด ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่รองรับได้ 1,200 คน ห้องประชุมบนดาดฟ้าชั้น 16 จุได้ 200 คน และห้องประชุมขนาดต่างๆ ตั้งแต่ 30-150 คน

 

ทั้งนี้ คอนเซ็ปต์โรงแรมฮาลาลไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม แต่รวมถึงการบริการ ความปลอดภัย ความสะอาดที่ต้องได้คุณภาพตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามหลักการอิสลาม นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้เกิดการมึนเมา และทำให้ขาดสติทุกประเภท ทางโรงแรมจะไม่นำมาเป็นส่วนผสมในอาหาร และไม่มีให้บริการในโรงแรมโดยเด็ดขาด อัล มีรอซ จึงเป็นโรงแรมที่ชาวมุสลิมสามารถไว้วางใจว่าทุกอย่างจะถูกต้องตามกฎเกณฑ์

Price : สุพีเรียร์ราคาเริ่มต้น 4,000 บาท เดอลักซ์ 5,000 บาท. สวีท 5 หมื่นบาท

Place : ถนนรามคำแหงซอย 5 สวนหลวง กรุงเทพฯ โทร. 02-136-8700 เว็บไซต์ www.almerozhotel.com

Promotion : โปรโมชั่นซูเปอร์เซฟ ส่วนลด ห้องพัก 35% ตั้งแต่ วันนี้ – 31 ธ.ค. 2559

 

 

 

 

‘พะเยา’ อย่ารีบมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/467393

‘พะเยา’ อย่ารีบมา

โดย…กาญจน์ อายุ

เกิดขึ้นแล้ว กับการเดินทางมาราธอนตลอด 4 วัน ในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และพะเยา พื้นที่ 5 จังหวัดทางภาคเหนือที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปมากที่สุด โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติครองแชมป์ที่เชียงใหม่ รองลงมาคือ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และพะเยา ส่วนนักท่องเที่ยวไทยนิยมไปที่ เชียงใหม่ มากที่สุดเช่นกัน รองลงมาคือ เชียงราย ลำปาง ลำพูน และพะเยา

ดังนั้น จะขอเรียงไล่ไปตามความนิยมจากน้อยไปหามาก ทว่ามีเสน่ห์จากมากไปหาน้อย

เจดีย์วัดติโลกอาราม (วัดกลางน้ำกว๊านพะเยา)

 

พะเยา

น่าสงสาร “พะเยา” ที่มีคนสนใจน้อยที่สุด ทั้งที่เป็นจังหวัดเจ้าเสน่ห์ที่สุด เรื่องนี้ วีระวุฒิ ต๊ะปินตา ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพะเยา รับทราบและเข้าใจดี เพราะตัวเลขแต่ละปีชี้ชัด อาจมีสาเหตุมาจาก หนึ่ง พะเยาไม่มีสนามบิน ทำให้ต้องพ่วงผลพวงจากจังหวัดอื่น เช่น ลำปางหรือเชียงรายที่มีสนามบิน แล้วลุ้นให้นักท่องเที่ยวขับรถมาทางพะเยาซึ่งอยู่ตรงกลางของ 2 จังหวัด ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. กล่าวคือ ต้องตั้งใจมา เพราะต่อให้ขับรถมาจากกรุงเทพฯ ผ่านลำปาง พะเยาจะเป็นได้แค่จุดแวะเข้าห้องน้ำ แล้วต่อไปเชียงรายในที่สุด

สองเด้งมาเจอกันทั้งไม่มีสนามบินและเป็นทางผ่าน ทำให้พะเยากลายเป็นจังหวัดที่ไม่มีอะไรในสายตาของนักท่องเที่ยว แต่จริงๆ แล้ว พะเยามี “กว๊านพะเยา” ไฮไลต์เด่นที่หลายคนอาจคิดว่ามีแค่นี้ แต่เพียงแค่นี้ก็คุ้มค่าการมา

วิถีเรือพายของชาวบ้านรอบกว๊านพะเยา

 

กว๊าน หมายถึง หนองน้ำหรือบึงน้ำขนาดใหญ่ เป็นภาษาล้านนาที่ใช้เฉพาะที่พะเยาแห่งเดียวเท่านั้น ตัวกว๊านพะเยาตั้งอยู่ในเขตตัวเมือง เป็นบึงน้ำรูปพระจันทร์เสี้ยวเกือบครึ่งวงกลม เกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลกเมื่อประมาณ 70 ล้านปีมาแล้ว มีความลึกเฉลี่ย 1.5 เมตร ซึ่งกว๊านพะเยานี้เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญที่สุดของพะเยา รวมทั้งเป็นแหล่งประมงน้ำจืดและแหล่งเพาะพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ อย่างปลาบึกและปลาเทพา ที่สำคัญที่สุดของภาคเหนือตอนบน

ใจกลางกว๊านพะเยา เป็นที่ตั้งของ วัดติโลกอาราม เป็นโบราณสถานที่จมอยู่ในกว๊านพะเยามาเนิ่นนาน พระเจ้าติโลกราชแห่งราชอาณาจักรล้านนาโปรดให้พระยายุทธิษฐิระ เจ้าเมืองพะเยา สร้างขึ้นราวปี 2019-2029 ในบริเวณที่เรียกว่า บวกสี่แจ่ง โดยวัดแห่งนี้ปรากฏชื่ออยู่ในศิลาจารึกที่ถูกค้นพบในวัดร้างกว๊านพะเยาอายุมากกว่า 500 ปี วัดถูกจมอยู่ในกว๊านเนื่องจากในปี 2482 กรมประมงสร้างประตูกั้นน้ำในกว๊านเพื่อกักเก็บน้ำ ทำให้บริเวณกว๊านที่แต่เดิมเป็นชุมชนโบราณและมีวัดจำนวนมากต้องจมน้ำไป จนกระทั่งปริมาณน้ำค่อยๆ ลดลงจนเห็นเจดีย์วัดติโลกอารามที่อยู่บนเนินคล้ายเกาะกลางน้ำโผล่ขึ้นมา เปลี่ยนสภาพจากโบราณสถานกลับมาเป็นวัดติโลกอารามและหลวงพ่อศิลาพระพุทธรูปเก่าแก่กว่า 500 ปีภายในวัด ได้กลับมาเป็นที่เคารพบูชาของชาวพะเยาอีกครั้ง โดยแต่ละปีจะมีการเวียนเทียนทางน้ำรอบวัดติโลกอาราม 3 ครั้งในวันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นการเวียนเทียนบูชาองค์พระปฏิมากลางน้ำแห่งเดียวในโลก

ประติมากรรมนูนต่ำบนหน้าผาหินทราย วัดห้วยผาเกี๋ยง

 

นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการเรือพายของชาวบ้านที่จุดให้บริการเพื่อไปยังวัดติโลกอาราม ไป-กลับ ราคาคนละ 20 บาท นั่งได้ลำละ 20 คน ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ ยามเย็น ต้องกะเวลาให้พอดีกับช่วงพระอาทิตย์อัสดง เพราะการล่องเรืออยู่กลางกว๊านพะเยายามที่แสงสุดท้ายอาบท้องน้ำนั้น ช่างวิจิตรประหนึ่งจิตรกรรมสีน้ำที่ธรรมชาติละเลงอย่างไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะยามเย็นในฤดูหนาว พระอาทิตย์จะแดงกลมใหญ่และจะทิ้งแสงสุดท้ายไว้ให้ตะลึงไม่เว้นวัน

ขณะนั้นเองมีบทเพลงดังก้องอยู่ในหัว “แดดรอนรอน เมื่อทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา ทอแสงเรืองอร่ามช่างงามตา ในนภาสลับจับอัมพร… ต้องอยู่เดียวเปลี่ยววิญญาณ์ เหมือนดังนภาไร้ทินกร โอ้ยามเย็น จวบยามนี้เป็นเวลาสุดอาวรณ์ ยามไร้ความสว่างห่างทินกร ยามรักจำจะจรจากกันไป”

ประติมากรรมพระพุทธรูปบนหน้าผา

 

บทเพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ 2 ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แว่วเข้ามาเหมือนมีใครเปิดทรานซิสเตอร์กลางกว๊านพะเยา ทำให้พลันคิดถึงพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ที่ติดไว้ริมผนังวิหารครูบาศรีวิชัย ครั้งนั้นในปี 2501 ในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสพะเยาครั้งแรก เพื่อเยี่ยมสถานีประมงกว๊านพะเยา และทรงปล่อยพันธุ์ปลาริมแม่น้ำอิงในบริเวณสถานีประมงกว๊านพะเยา จากนั้นเสด็จฯ ไปยังวัดศรีโคมคำเพื่อทรงนมัสการพระเจ้าตนหลวง

วัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง) ถูกสร้างมานานกว่า 525 ปี พร้อมกับการสร้างพระเจ้าตนหลวง โดยความร่วมมือระหว่างเจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่กับพระยาเมืองตู้ เจ้าผู้ครองเมืองพะเยา พระเจ้าตนหลวงเป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนที่ใหญ่ที่สุดในล้านนา ชาวพะเยาถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งหากไม่ได้ไปนมัสการพระเจ้าตนหลวงแล้ว จะถือว่ามาไม่ถึงพะเยา โดยทุกเดือน พ.ค.จะมีงานประเพณีไหว้สาปู๋จา พระเจ้าตนหลวง-แปดเป็ง หรืองานนมัสการพระเจ้าตนหลวง เดือนแปดเป็ง เป็นงานบุญใหญ่ประจำ จ.พะเยา ที่ชาวบ้านต่างเฝ้ารอ

วิหารครูบาศรีวิชัย วัดศรีโคมคำ จ.พะเยา

 

นอกจากนี้ ท่านผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพะเยา ยังโปรโมท วัดห้วยผาเกี๋ยง ตั้งอยู่บนเขาที่เต็มไปด้วยหินและผาหิน ซึ่งเป็นแนวเขตเดียวกันกับเมืองโบราณ เมืองผายาว หรือพะเยาในปัจจุบัน ภายในวัดมีอุทยานพุทธศิลป์ที่เกิดขึ้นจากการแกะสลักผาหินทรายเป็นรูปพระพุทธรูปโดยฝีมือของพระสงฆ์รูปหนึ่ง ตอนนี้มีงบประมาณราว “204” ล้านบาท ในการแกะสลักหน้าผาหินความยาวหลายกิโลเมตร สร้างลานพระเจ้าห้าตน เจดีย์ และลานประทักษิณ เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนา (ที่ใหญ่โตมโหฬาร) ของ จ.พะเยา

นอกจากวัดที่ถูกจัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนาแล้ว คำว่าอารยธรรมล้านนาน่าจะตีความหมายไปถึงชุมชนประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณคดี และธรรมชาติ เข้าไปในเขตที่ว่าด้วย เช่น แหล่งเตาเวียงบัวที่บ้านเวียงบัว จุดพบเตาเผาและเครื่องถ้วยชามในพื้นที่เมืองโบราณเวียงบัวตามริมห้วยแม่ต๋ำ สันนิษฐานว่าเตาเผาจะมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17-18 โบราณสถานเวียงลอ ปรากฏซากกำแพงเมืองเก่าและวัดร้างมากมาย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 21 หรือประมาณ 900 กว่าปี บ้านร่องไฮและบ้านแม่นาเรือ สองหมู่บ้านที่ยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิม ที่บ้านร่องไฮยังคงเป็นแหล่งตีมีดและเครื่องมือทางการเกษตร ส่วนบ้านแม่นาเรือ ชาวบ้านยังสร้างแบบบ้านเฮือนวาน หรือบ้านที่ชาวบ้านร่วมแรงหรือเอามือร่วมสร้างให้กัน และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง บ้านบัว หมู่บ้านที่พึ่งพาตนเองตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9

รอยเท้าและฝ่ามือครูบาศรีวิชัยจากเมืองลำพูน

 

พะเยายังมีอุทยานแห่งชาติหลายแห่งที่เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในพื้นที่ เช่น อุทยานแห่งชาติดอยหลวง ประกอบด้วย น้ำตกผาเกล็ดนาค น้ำตกแม่เหยี่ยน น้ำตกจำปาทอง และดอยหนอกหรือภูเขาหินทรงพีระมิด แห่งขุนเขาผีปันน้ำ ซึ่งบนยอดดอยจะเห็นทิวทัศน์ได้ 360 องศา ชมพระอาทิตย์ขึ้นจากฝั่งพะเยาและชมพระอาทิตย์ตกจากฝั่งลำปาง ถ้ำปางงุ้นใน เขตอุทยานแห่งชาติดอยภูนองวนอุทยานแห่งชาติภูลังกา มีดอยภูลังกาเป็นไฮไลต์ด้วยลักษณะเป็นสันเขาแคบ ฝั่งตะวันตกเป็นป่าดงดิบเขา และฝั่งตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชัน มีหญ้าปกคลุม ลมพัดแรง นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นไปนอนเต็นท์ชมพระอาทิตย์ขึ้น ชมทะเลหมอก และภูมิประเทศฝั่ง สปป.ลาว วนอุทยานไดโนเสาร์แก่งหลวง จากการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์พันธุ์ซอโรพอดที่สันนิษฐานว่าได้พลัดหลงมาจากทางอีสาน อุทยานแห่งชาติดอยภูนาง เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำยม และน้ำตกธารสวรรค์ และ อุทยานแห่งชาติภูซาง มีน้ำตกภูซางซึ่งมีน้ำอุณหภูมิสูงถึง 35-36 องศาเซลเซียส เป็นน้ำตกอุ่นเพียงแห่งเดียวที่พบในไทย

นอกจากนี้ ช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้าพะเยาจะงดงามไปด้วยทุ่งดอกไม้ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวของ อ.ดอกคำใต้ ม่อนทานตะวัน แหล่งปลูกต้นทานตะวันกว่า 1,000 ไร่ ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ และถนนสายดอกไม้ ทองกวาว เมื่อถึงเดือน ก.พ. ถนนจาก อ.ดอกคำใต้ไปทาง อ.จุน จะกลายเป็นเส้นทางที่สวยที่สุดเพราะเป็นช่วงเวลาที่ดอกทองกวาวสีส้มแสดจะบานสะพรั่งเป็นระยะทางกว่า 20 กม. โดยเส้นทางนี้สามารถเดินทางต่อไปที่ภูลังกาและภูชี้ฟ้าได้

พระอารามหลวงวัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง)

 

ตามเส้นทางของเขตอารยธรรมล้านนา ต้องเริ่มเดินทางจาก จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา และไปจบที่เชียงราย นักท่องเที่ยวจะได้นั่งเครื่องบินมาลงเชียงใหม่และกลับจากเชียงรายอย่างสะดวกรวดเร็ว แต่หากมีเวลาจำกัดเหมือนหน้ากระดาษนี้ ถ้าให้เลือกหนึ่งจังหวัด คงเลือก “พะเยา” จังหวัดที่คนมาเที่ยวน้อยที่สุด แต่มีเสน่ห์ที่สุด ซึ่งเสน่ห์ที่แท้จริงอาจเป็นเพราะมีนักท่องเที่ยวน้อย (ที่กำลังแนะนำอยู่นี้ก็กลัวว่าคนจะแห่กันไป) แต่ดูจากระยะทางพิสูจน์ใจ ใครไปถึงพะเยาได้ก็สมควรได้เชยชมอย่างเต็มที่ จาก 4 วัน เที่ยวมาราธอนล้านนา 5 จังหวัด เปลี่ยนมาอยู่พะเยา 4 วันติดก็คิดว่าไม่ผิดอะไร ดีเสียกว่ารีบเที่ยวจนลืมหยุดมองความงามที่แท้ของสถานที่ที่ไป มิฉะนั้นจะเรียกว่า เสียเที่ยว

เจดีย์สีทองอร่ามในวัดปงสนุกจ.ลำปาง

 

ชามลายรถม้าสัญลักษณ์เมืองลำปาง

 

เซรามิกลวดลายของธนบดีเซรามิคจ.ลำปาง

 

เด็กอนุบาลมาทัศนศึกษาที่วัดร่องเสือเต้น จ.เชียงราย

 

เชียงรายมีหอพระหยกที่ประดิษฐานพระหยกองค์แทนพระแก้วมรกตองค์จริง

 

เจ้าแม่กวนอิม ณ วัดห้วยปลากั้งจ.เชียงราย

 

BL Journey กระเตงลูกเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/474315

BL Journey กระเตงลูกเที่ยว

โดย…ป้าเมย์ ภาพ… BL Journey

ครอบครัวสุดน่ารักแห่ง BL Journey พ่อแบงค์-ธิติ วิวัฒนาทร และแม่เล้ง-นันทกาญจน์ คารวะพรพุทธ ที่ได้กระเตงลูกเที่ยวตั้งแต่เด็ก หนึ่งคือ น้องเบลล่า วัย 4 ขวบ ลูกสาวคนโตที่ตอนนี้เริ่มเชี่ยวชาญด้านการเดินทาง และสอง น้องลัลลาเบล วัย 8 เดือน ที่เพิ่งเป็นนักเดินทางมือใหม่แต่ดูท่าจะชอบทางนี้ไม่แพ้พี่สาว

ทั้ง 4 คนออกเดินทางด้วยกันทั้งในและต่างประเทศ โดยเรื่องราวการเดินทางถูกรวบรวมในเว็บไซต์ www.BLJOURNEY.com และเพจเฟซบุ๊ก BLJourney ที่นอกจากจะเป็นบันทึกการเดินทางให้กับลูกทั้งสองแล้ว พวกเขายังหวังที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ครอบครัวอื่นๆ กล้าออกเดินทางด้วย

พ่อแบงค์เล่าว่า เธอและภรรยาชอบเดินทางอยู่แล้วตั้งแต่เป็นแฟนกัน จนกระทั่งมีเจ้าตัวเล็กเพิ่มเข้ามาทั้งคู่จึงเปลี่ยนสไตล์การท่องเที่ยวเป็นแบบครอบครัว

 

“การท่องเที่ยวแบบครอบครัวเป็นเรื่องสนุก เราสามารถพาลูกเล็กไปเที่ยวได้โดยที่ไม่ต้องคิดถึงความสนุกของพ่อแม่แล้ว” แบงค์ กล่าว

น้องเบลล่าได้ออกเดินครั้งแรกเมื่ออายุ 3 เดือน และได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกตอนอายุ 6 เดือน ส่วนน้องลัลลาเบล ออกเดินทางครั้งแรกเมื่ออายุ 1 เดือนกว่านี่เอง

“ก่อนมีลูกพวกเราเที่ยวแบบปกติคือ แอดเวนเจอร์ ลุยๆ แบบที่ผู้ใหญ่เที่ยวกัน แต่พอมีลูกเราก็เปลี่ยนมาเที่ยวแนวครอบครัว คือต้องมีแพลนหลวมๆ และสถานที่ต้องดึงดูดเด็ก อย่างโรงแรมก็ต้องมีคิดส์คลับ สถานที่เที่ยวต้องเป็นพวกสวนสัตว์ สวนสนุก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราต้องใส่วันแรกๆ ของทริป เพื่อให้เขารู้สึกว่านี่คือทริปของเขา ให้เขารู้สึกแฮปปี้กับทริปนี้ไปเลย ส่วนวันช็อปปิ้ง
ของแม่หรือการศึกษาประวัติศาสตร์ของพ่อจะมาอยู่วันหลังๆ

 

“เราจะเล่าประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนั้นให้ลูกฟังก่อน เล่าเหมือนเป็นนิทานให้ลูกฟัง พอลูกไปถึงที่แห่งนั้นจะได้มีความตื่นเต้นสนใจกับสถานที่ที่พ่อแม่เลือกให้ ดีกว่าเราไม่ได้เล่าอะไรให้ลูกฟัง เขาอาจงอแงเพราะเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาจะไปเจอนั้นมันน่าสนุกและน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน” เล้ง กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ หลักสำคัญอีกอย่างของการพาลูกเที่ยว คือ อย่าเปลี่ยนริทึ่ม (Rhythm) หรือชีวิตประจำวันของลูก ไม่ว่าจะเป็นเวลากิน เวลานอน และเวลาเล่น ทุกอย่างต้องเหมือนเดิมทั้งเวลาและสิ่งที่ต้องทำ

“จัดตารางการเที่ยวยังไงก็ได้ โดยไม่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยน เวลากินข้าวยังเป็นเช้า กลางวัน เย็นเหมือนเดิม เข้านอนบ่ายและเย็นเหมือนเดิม เพราะเด็กพอถึงเวลาบ่ายสองโมงจะเกิดอาการง่วง ถ้าเขาจะหลับ เราก็ต้องให้เขาหลับ หรือก่อนนอนจะอ่านนิทานให้ลูกฟังเหมือนอยู่บ้าน เราจะยึดตารางชีวิตของเขาไว้ทุกอย่าง ไม่ไปเปลี่ยนแปลงอะไร เราจะเดินช้าลงให้เท่ากับก้าวเดินของลูก เราไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะความหมายของการเที่ยวแบบครอบครัวคือการใช้เวลาร่วมกัน เราไม่ได้เที่ยวแบบชะโงกทัวร์แล้วไป แต่เราจะดื่มด่ำและใช้เวลาคุณภาพอย่างเต็มที่ทุกครั้ง” แบงค์ กล่าว

 

สำหรับเวลาท่องเที่ยวของครอบครัวจะยึดเวลาของลูกเป็นหลัก นั่นคือช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และช่วงเวลาปิดเทอมของน้องเบลล่า ซึ่งส่วนใหญ่จะเที่ยวทริปต่างประเทศปีละ 2-3 ครั้ง นอกนั้นจะเป็นทริปในประเทศ ซึ่งประเทศแรกที่น้องเบลล่าได้ไปคือ ญี่ปุ่น ตอนอายุ 1 ขวบครึ่ง

ทั้งคู่แนะนำว่า ประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์เป็นประเทศที่ง่ายต่อการพาเด็กเที่ยว เพราะมีทางลาดสำหรับรถเข็นเด็กและมีลิฟต์ในระบบขนส่งสาธารณะ

“หลายคนมองว่าทำไมครอบครัวเราดูเลี้ยงง่ายจังเลย จริงๆ แล้ว เราแค่จัดแพลนทุกอย่างให้เหมาะสมกับเด็กมากกว่า ลูกๆ เลยไม่งอแง เช่น การเลือกร้านอาหาร เราก็จะเลือกร้านที่มีอาหารสำหรับเด็ก พวกร้านที่ดังๆ ต้องไปต่อแถวนานๆ พวกนั้นเราจะตัดออกไปเลย”

ในความคิดของพ่อและแม่แล้ว การพาลูกออกเดินทางตั้งแต่เด็ก คือ การสร้างประสบการณ์ที่อยู่ในความทรงจำของลูก แม้ว่าเมื่อโตขึ้นลูกอาจจำเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้ก็ตาม ทว่าเรื่องนี้ พ่อแบงก์ไม่กลัวว่าลูกสาวทั้งสองคนจะจำเรื่องราวในวัยเด็กได้หรือไม่ แต่เขาและภรรยาจำได้แน่นอน

“ผมไม่รู้ว่าโตขึ้นมาลูกจะจำได้ไหม แต่การที่เราได้ท่องเที่ยวด้วยกัน มันคือความทรงจำดีๆ ในครอบครัวของเรา และการใช้เวลาร่วมกันมากกว่า เราเห็นเขามีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีขึ้น เข้ากับคนง่าย ร่าเริง ทำให้ลูกๆ ออกจากคอมฟอร์ต โซน แล้วได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้ออกจากบ้าน ออกจากโรงเรียน ซึ่งมันคือสิ่งที่ดีต่อลูก แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

ทว่าที่ต้องเป็นห่วงมากที่สุดคือ เรื่องสุขภาพ ทุกครั้งที่ออกเดินทางทั้งสองจึงต้องเตรียมยาให้พร้อมให้ครบ ซึ่งครั้งแรกที่พาน้องเบลล่าไปเที่ยว ทั้งสองได้ไปปรึกษาแพทย์ก่อนว่าควรเตรียมตัวอย่างไร และต้องเตรียมยาอะไรบ้าง เช่น ยาแก้ไข้ธรรมดา ยาแก้ไข้สูงน้ำเกลือสำหรับเด็ก ยาลดน้ำมูก และอีกอย่างที่สำคัญ คือประกัน ทั้งประกันการเดินทางและประกันสุขภาพ

ในฐานะพ่อและแม่ พวกเขาจะพาลูกสาวทั้งสองเดินทางต่อไปเพื่อให้ลูกๆ ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ห้องเรียนไม่ได้สอน ซึ่งแบงค์กล่าวว่า การได้เห็นสิ่งใหม่ทำให้เด็กๆ ได้เก็บเรื่องราวเหล่านั้นไว้ในความทรงจำ และประสบการณ์จะช่วยพัฒนาอีคิว พัฒนาทักษะการเข้าสังคม และพัฒนาเด็กให้เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

“สังคมสมัยนี้ลูกกับพ่อแม่ค่อนข้างห่างกัน พ่อแม่ออกจากบ้านไปทำงาน กลับมาลูกนอนแล้วซึ่งทำให้ครอบครัวไม่มีเวลาคุณภาพ แต่การท่องเที่ยวทำให้เราได้อยู่พร้อมหน้าด้วยกัน 24 ชั่วโมง ความสัมพันธ์ในครอบครัวจะแน่นแฟ้น แล้วเรายังได้เรียนรู้ไปด้วยกันว่าการออกไปเที่ยวแบบนี้ เราต้องทำตัวยังไงซึ่งบางที่เราสอนเขา เขาก็สอนเรา คำที่ผมพูดบ่อยๆ คือ เดินช้าลง เที่ยวช้าลง แต่คุณจะมีความสุขมากขึ้น” แบงค์ เพิ่มเติม

ทั้งสองให้คำมั่นว่า การเดินทางของครอบครัวจะดำเนินต่อไปจนกว่าลูกๆ จะโต และต้องการไปเที่ยวเอง ซึ่งพ่อแบงค์และแม่เล้งเชื่อว่าการปลูกฝังให้เขาเดินทางตั้งแต่แบเบาะเช่นนี้ จะส่งผลดีต่อการใช้ชีวิตในอนาคตอย่างแน่นอน