เที่ยวสบาย 9 Booking กลุ่มคนรักพักโรงแรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/474313

เที่ยวสบาย 9 Booking กลุ่มคนรักพักโรงแรม

โดย…ฤดูกาล ภาพ… เที่ยวสบาย 9 Booking

ความสุขของผม คือ การได้พักโรงแรม แต่ความสุขที่แท้จริง คือการได้ถ่ายโรงแรม นี่คือคำจำกัดความของเพจเฟซบุ๊ก “เที่ยวสบาย 9 Booking” ของ บุ๊ค-ชาตรี ตีรณโกศล ชายผู้รักการเดินทางเพื่อไปพักโรงแรมใหม่ๆ และตอบสนองวิถีเที่ยวสบายของครอบครัว

เขาเริ่มต้นจากความชอบเพียงเท่านี้ แต่โอกาสก็ทำให้เขากลายเป็นนักรีวิวโรงแรมเต็มตัว บุ๊คเล่าที่มาที่ไปว่า ตนได้โอกาสจากเจ้าของเพจ “พักสบาย” ที่ต้องการนักรีวิวโรงแรมหน้าใหม่มาอยู่ในวงการ

 

“เขาสอนผมว่าอาชีพนักรีวิวมันไม่จีรัง เขาเลยเปิดรับสมัครคนที่ชอบพักโรงแรมมาเรียนกับเขาผ่านอินบ็อกซ์ในเฟซบุ๊ก ซึ่งตอนนั้นผมก็ถ่ายภาพแบบนักท่องเที่ยวทั่วไป ไม่รู้หลัก ไม่รู้เทคนิคการถ่ายภาพโรงแรม แต่ก็ลองส่งไปสมัครดู ปรากฏว่าได้ หลังจากนั้นเขาก็ให้ผมไปพักและถ่ายโรงแรม พอถ่ายมาก็ถามเขาว่าดีหรือไม่ ต้องปรับตรงไหน ผมยอมให้คนอื่นว่าเพราะผมอยากพัฒนา เพราะการถ่ายโรงแรมก็เหมือนกับการถ่ายสถาปัตยกรรมซึ่งเราไม่รู้หลักอะไรเลย เขาแนะนำผมจนผมคิดว่าหรือนี่ไม่ใช่ทางของเรา เพราะกว่าจะปรับให้ได้อย่างที่เขาสอนมันเหนื่อยมาก เหมือนกับว่าผมต้องเริ่มจากศูนย์ใหม่หมดเลย แต่เขาก็สอนผมมาเรื่อยๆ จนผมเริ่มรู้สึกสนุก และถ่ายได้ดีขึ้น เขาก็แนะนำให้ผมเปิดเพจของตัวเอง แต่ผมไม่อยากเปิด เพราะผมคิดว่าคงไม่มีใครติดตามแน่ กระทั่งสุดท้ายผมก็มีหลังจากวันที่เขาสอนผมประมาณครึ่งปี และไม่คิดเลยว่าเพจมันจะโตได้ขนาดนี้”

ปัจจุบันเพจเที่ยวสบาย 9 Booking มีคนติดตามมากกว่า 1.2 แสนคน ซึ่งนอกจากจะรีวิวให้คนที่สนใจได้รับข้อมูลแล้ว การทำเพจและเว็บไซต์ยังเป็นการเก็บบันทึกเรื่องราวของตนและครอบครัวด้วย

 

“เวลาผมไปเที่ยวจะอยู่แต่ในโรงแรม ชอบใช้สิ่งต่างๆ ในโรงแรมให้ครบอยู่ซึมซับกันไป ซึ่งโดยส่วนตัวผมกับแฟนชอบเที่ยวแบบสบายๆ อยู่แล้ว ไปเที่ยวก็ไม่อยากลำบาก เวลาไปไหนก็จะคิดถึงโรงแรมเป็นหลัก” บุ๊ค กล่าวเพิ่มเติม

ส่วนการทำเพจให้เป็นที่น่าติดตามนั้น เขาเผยว่าในช่วงแรกได้ลองบูสต์เพจ (Boost Page) ปรากฏว่า มีคนเข้ามากดไลค์แต่เป็นจำนวนน้อยมาก ต่างจากการบูสต์โพสต์ (Boost Post) ที่จะมีคนเข้ามากดไลค์มากกว่าซึ่งทำให้รู้ว่า เนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

 

“การบูสต์ชื่อเพจอย่างเดียวไม่เพิ่มยอดไลค์ เพราะคนอยากอ่านเนื้อหาของเพจมากกว่าว่าเกี่ยวข้องกับอะไร ซึ่งเนื้อหาและรูปโรงแรมมันดึงดูดคนอยู่แล้ว ทำให้เกิดการไลค์การแชร์อย่างรวดเร็ว” โดยตัวเขาเองเป็นทั้งช่างภาพและนักเขียนเสร็จสรรพในคนเดียว ซึ่งวิชาการรีวิวนั้นเขาได้ฝึกมาบ้างแล้วในพันทิป

และเมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งทราบข้อมูลใหม่ว่า ลูกเพจไม่ได้ต้องการเสพแค่ข้อมูลโรงแรมอย่างเดียว เพราะหลังจากที่เขาได้โพสต์ภาพและข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งไป มีคนแชร์มากกว่า 1 แสนครั้ง และมีคนไลค์มากกว่า 6 หมื่นคน ซึ่งเป็นนัยบางอย่างที่สำคัญมากสำหรับเจ้าของเพจ

“คนชอบสถานที่่ท่องเที่ยวมากกว่าเพราะคนเลือกนอนโรงแรมไหนก็ได้ โรงแรมมีหลายเกรด หลายระดับ หลายดีไซน์ ซึ่งโรงแรมที่เรารีวิวไปอาจไม่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกเพจก็ได้” นอกจากนี้เขายังได้เรียนรู้ว่า

“คนที่ติดตามเพจ เขาไม่อยากกดลิงค์เข้าไปอ่านต่อ แต่ต้องการเห็นทุกอย่างในหน้าเฟซบุ๊กนั้น และคนส่วนใหญ่ชอบดูรูปเยอะๆ สไลด์ดูเร็วๆ ซึ่งนอกจากต้องมีคอนเทนต์ที่น่าสนใจแล้ว รูปต้องดี รูปต้องดึงดูดด้วย”

 

อย่างไรก็ตาม บุ๊คยังยึดหลักรีวิวโรงแรมแต่ต้องคิดมากกว่าเดิมว่า จะทำอย่างไรให้คนสนใจโรงแรมมากขึ้น

“แฟนเพจจะเข้ามาเรื่อยๆ เอง ถ้าคอนเทนต์เราดีพอให้เขาติดตาม”

ซึ่งจุดเด่นของเพจ เที่ยวสบาย 9 Booking คือการบินโดรนถ่ายโรงแรม ทำให้เห็นแลนด์สเคปมุมสูง ซึ่งทำให้ภาพ “ว้าว” กว่าการถ่ายโรงแรมทั่วไป

“ไม่เคยมีเป้าหมายว่าจะต้องมีคนกดไลค์มากแค่ไหน เพราะตอนนี้ก็มาเกินกว่าที่คิดไว้แล้ว จุดประสงค์หลักที่ผมทำเพจคือผมอยากไปโรงแรมเยอะๆ และอยากพาครอบครัวไปเที่ยวบ่อยๆ ส่วนเพจและยอดไลค์คือผลพลอยได้ที่จะสร้างโอกาสให้ผมและครอบครัวเดินทางไปพักโรงแรมใหม่ๆ มากขึ้น” เขาทิ้งท้าย

ติดตามการเดินทางแสนสบายและภาพโรงแรมทั่วเมืองไทยได้ที่เว็บไซต์ www.ninebooking.com และเพจเฟซบุ๊ก เที่ยวสบาย 9 Booking

 

ตามหาวันวานที่โอตารุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/474312

ตามหาวันวานที่โอตารุ

โดย…กาญจน์ อายุ

เท้าความตอนที่แล้วกับเรื่อง “ตามหาความรักที่ฮอกไกโด” อันเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางตามรอย “แฟนเดย์” โดยได้เล่าถึงฉากที่คุณเด่นชัยไปลั่นระฆังแห่งความรักที่คิโรโระ รีสอร์ท และฉากที่คุณนุ้ยเล่นสกีจนเกิดอุบัติเหตุให้ความจำเสื่อม สำหรับฉบับนี้คือเส้นทางต่อเนื่องจากคิโรโระไปยังเมืองโอตารุ อดีตเมืองท่าริมทะเลที่เคยรุ่งโรจน์ แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นเมืองอนุรักษ์ที่เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว

การเดินทางไปยังเมืองโอตารุจะใช้บริการฟรีชัตเติลบัสของโรงแรมในคิโรโระ รีสอร์ท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที โดยรถจะไปจอดที่สถานีรถไฟโอตารุจิกโกะ จากนั้นแนะนำให้เดินทางด้วยรถประจำทาง Otaru Stroller’s tourist bus line สำหรับท่องเที่ยวภายในเมืองโอตารุ

คู่รักบนถนนซาไกมาจิ ถนนค้าขายที่ได้รับการอนุรักษ์กลางเมืองโอตารุ

 

คลองโอตารุ

จุดถ่ายภาพที่มีชื่อเสียงของเมืองโอตารุต้องยกให้คลองโอตารุ ซึ่งนอกจากจะเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม จุดนี้ยังเป็นสถานที่ที่สามารถบอกเล่าประวัติศาสตร์ของเมืองได้อย่างยืดยาว

ย้อนกลับไปในอดีต สมัยที่เมืองโอตารุยังเป็นเมืองท่าเพื่อการค้าขายทางทะเล คลองโอตารุเสมือนเป็นถนนสายหลักที่ไว้ขนส่งสินค้าไปยังโกดังมากมายที่อยู่ริมคลอง โดยฝั่งฮอกไกโดส่งออกอาหารเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเล ผลผลิตจากโคนม เพราะเกาะฮอกไกโดมีพื้นราบให้ทำปศุสัตว์มาก รวมถึงมันและข้าวโพด เมืองโอตารุจึงเป็นจุดนัดพบของสินค้าจากนานาประเทศก่อนกระจายไปสู่เมืองต่างๆ ชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขายจึงนำวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของตนเข้ามาเผยแพร่ด้วย

นาฬิกาไอน้ำหน้าพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี

 

จากสะพานข้ามคลองโอตารุ เมื่อหันหน้าออกจะเห็นโกดังร้างตั้งเรียงรายเป็นแนวยาวขนานลำคลองอยู่ด้านขวาซึ่งบางโกดังได้ถูกปรับให้เป็นร้านอาหาร ส่วนด้านซ้ายเป็นทางเดินเลียบคลอง โดยน้ำในคลองโอตารุไม่เคยเป็นน้ำแข็งแม้ว่าอุณหภูมิจะติดลบ

ในเดือน ก.พ. เมืองโอตารุจะจัดเทศกาลแสงไฟริมคลองโอตารุ (Otaru Snow Light Path Festival) โดยทั้งเมืองจะประดับประดาไปด้วยแสงไฟและรูปปั้นหิมะขนาดเล็กเป็นระยะเวลา 10 วัน ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่จะตกแต่งร้านค้าและที่อยู่อาศัยด้วยโคมไฟเช่นกัน

ทางเดินหิมะริมคลองโอตารุ

 

เทศกาลแสงไฟจัดขึ้นใน 2 พื้นที่ ได้แก่ บนถนนริมคลองโอตารุ ยาว 300 ม. จะประดับด้วยโคมไฟก๊าซแบบโบราณทำให้บรรยากาศโรแมนติกมากขึ้น แห่งที่ 2 คือ พื้นที่ระหว่างคลองและสถานีรถไฟ (Temiyasen Kaijo) เป็นถนนทอดยาวประมาณครึ่งกิโลเมตรไปตามรางรถไฟเทมิยาเซ็น โดยข้างทางจะมีซุ้มอาหาร โคมไฟ และรูปปั้นหิมะ ซึ่งการจัดไฟเช่นนี้ทำให้คลองโอตารุกลับมีชีวิตอีกครั้ง

ถึงกระนั้นคุณเด่นชัยกับคุณนุ้ยไม่ได้เน้นคลองโอตารุเท่าไรนัก เพราะกำลังตื่นเต้นกับนาฬิกาเก่าๆ หนึ่งเรือนหน้าพิพิธภัณฑ์ที่กำลังส่งเสียงดนตรี

นักท่องเที่ยวรอชมนาฬิกาพ่นไอน้ำ

 

ถนนซาไกมาจิ

จากนั้นนั่งรถประจำทางคันเดิมไปลงที่ถนนซาไกมาจิ ถนนสายเก่าแก่ตั้งแต่ยุคที่โอตารุรุ่งเรือง ช่วงปลายยุค 1800 ถึงต้นยุค 1900 อาคารต่างๆ เป็นแบบตะวันตก ปัจจุบันได้รับการดัดแปลงเป็นร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ร้านเสื้อผ้า และพิพิธภัณฑ์มากมาย

หลักฐานของการค้าขายกับชาวต่างชาติมีให้เห็นประจักษ์อยู่ที่โรงงานผลิตเครื่องแก้ว ซึ่งได้รับความนิยมหลังจากอุตสาหกรรมการประมงปลาเฮอร์ริ่งทรุดตัวลงในปี 2493 ทำให้หลายคนหันไปผลิตเครื่องแก้ว ปัจจุบันเมืองโอตารุก็ยังขึ้นชื่อในอุตสาหกรรมเครื่องแก้วอยู่ ซึ่งนอกจากร้านขายแล้ว ยังมีหลายร้านที่ให้ลูกค้าเข้าร่วมเวิร์กช็อปทำถ้วยแก้วด้วยตัวเอง โดยมีค่าใช้จ่ายในการทำแก้ว ชาม หรือแจกันราคาคนละ 2,000-3,000 เยน

กล่องดนตรี ของฝากเมืองโอตารุ

 

นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะเวเนเชียล บนอาคาร 5 ชั้น เพื่อแสดงศิลปะเมืองเวนิสทั้งเครื่องแก้วเวเนเชียลเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงเรือกอนโดล่าขนาดจริง และอีกแห่งที่พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่น ได้ตั้งสาขาอยู่ที่เมืองโอตารุตั้งแต่ปี 2455 แต่มาถูกดัดแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 2546 ภายในจัดแสดงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและเงินตราญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ริมสองฝั่งถนนซาไกมาจิยังคงสภาพบ้านเรือนดั้งเดิมไว้ แต่ได้ปรับเปลี่ยนสภาพภายในให้เป็นร้านค้าทั้งร้านขายอาหารซีฟู้ดสดๆ ร้านกาแฟดีไซน์เก๋ ร้านซูชิ หรือร้านขนมเลอเตาที่โด่งดัง นับเป็นการอนุรักษ์อย่างญี่ปุ่น คือ อนุรักษ์โครงสร้างสถาปัตยกรรม แต่พัฒนาให้เป็นมากกว่าบ้านเก่าธรรมดาเพื่อสร้างมูลค่าและคุณค่าให้กับมัน

ถนนซาไกมาจิ

 

นาฬิกาไอน้ำ

สุดทางถนนจะไปบรรจบที่สี่แยกซึ่งหัวมุมถนนตรงข้ามจะมีคนพลุกพล่าน นั่นคือพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี โดยด้านหน้าพิพิธภัณฑ์เป็นที่ตั้งของนาฬิกาไอน้ำที่ทางประเทศแคนาดาสร้างให้เป็นที่ระลึก มันคือนาฬิกาเรือนใหญ่อายุมากที่ตั้งอยู่หัวมุมถนนมาเนิ่นนาน คนเดินผ่านไปมาหลายชั่วอายุแต่ไม่มีใครสนใจมากนัก จนกระทั่งตอนนี้ตอนที่มันไปปรากฏในหนังแฟนเดย์จนทำให้คนไทยอยากไปถ่ายรูปคู่

นาฬิกาไอน้ำจะส่งเสียงดังปู๊นปู๊นเมื่อน้ำด้านในเดือดทุกๆ 15 นาที มันเป็นแบบนี้เสมอแม้ในวันที่หิมะตกหนัก ทว่าสิ่งที่น่าสนใจกว่ารออยู่ด้านหลังประตู เสียงดนตรีที่ได้ยินมาตลอดขณะเดินอยู่บนถนนซาไกมาจิ นั่นคือ เสียงกล่องดนตรีที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์

สองสาวเซลฟี่ในร้านกาแฟที่ดัดแปลงจากโกดังเก่า

 

กล่องดนตรีหลายรูปแบบวางเรียงรายรอบตัวมากกว่า 1,000 ชิ้น บ้างเป็นเครื่องแก้วแบบที่คนเมืองนี้ถนัด บ้างเป็นเซรามิก บ้างเป็นพลาสติก มีให้เลือกจนลายตา ส่วนชั้น 2 เป็นพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเจ้ากล่องดนตรีที่คนโอตารุผูกพัน (เป็นภาษาญี่ปุ่น)

คุณเด่นชัยกับคุณนุ้ยก็ได้เข้าไปเลือกกล่องดนตรีในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งถ้าอยากซื้อของสักชิ้นฝากคนที่รัก กล่องดนตรีน่าจะเหมาะสม เพราะเชื่อสิว่ากว่าคุณจะหากล่องที่ใช้ได้ มันยากเหมือนงมเข็มในเสียงดนตรี

เมืองโอตารุเป็นเมืองเล็กๆ ริมทะเลที่สามารถเก็บเรื่องราวในอดีตไว้ได้อย่างครบถ้วน (ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่งานโชว์ก็ตาม) ไม่ว่าจะเป็นคลองสายเก่าที่น้ำยังสะอาดเหมือนแต่ก่อน โกดังร้างที่เปลี่ยนไปเป็นร้านอาหาร โรงเป่าแก้วที่เปลี่ยนเป็นร้านกาแฟ บ้านเรือนที่เปลี่ยนอินทีเรียร์เป็นร้านค้า นาฬิการุ่นทวดที่ถูกอนุรักษ์ รวมถึงกล่องดนตรีที่คนยังคิดถึง ซึ่งทั้งหมดเป็นการพัฒนาแบบไม่ทำลาย และเป็นการรักษาอดีตให้อยู่กับในปัจจุบันไว้ ซึ่งสำคัญต่ออนาคต

ร้านอาหารในบ้านเรือนเก่าใกล้กับคลองโอตารุ

 

อาหารซีฟู้ดเลื่องชื่อของเมืองริมทะเลอย่างโอตารุ

 

บ้านเรือนริมถนนซาไกมาจิ

 

ย้อนรอยเส้นทางสร้างชาติ แห่งเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/473327

ย้อนรอยเส้นทางสร้างชาติ แห่งเวียดนาม

โดย…โยโมทาโร่

คราวที่แล้วผมทิ้งท้ายการเดินทางเวียดนามไว้ที่ วัดวันเหมียว มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม ที่นำเที่ยวโดยสายการบิน เวียดเจ็ตแอร์ แต่ถ้าเราจะไม่พาไปเดินชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของชาวเวียดนามอื่นๆ โดยเฉพาะสถานที่ที่มีส่วนในการสร้างชาติ 2 ยุคสมัยอย่าง ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม หรือทะเลสาบคืนดาบ และบ้านพักของโฮจิมินห์ นั่นก็คงกระไรอยู่ ซึ่งความเป็นมาในการสร้างชาติของเวียดนามนั้น เรียกได้ว่า พวกเขาต้องผ่านอะไรมามากทีเดียว

จุดที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเวียดนาม ก็คือ วัดหงอกเซิน ตั้งอยู่กลางทะเลสาบคืนดาบ (ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม) สถานที่นี้มีสะพานไม้อันเป็นเอกลักษณ์ ที่มีชื่อว่า สะพานเทฮุก (The Huc) หรือ “สะพานแสงอาทิตย์” สถานที่นี้เน้นสีแดงซึ่งได้อิทธิพลตามสถาปัตยกรรมจีนที่เข้ามาครอบครองดินแดนเวียดนาม หรืออาณาจักร วัน ลาง ตั้งแต่ 111 ปีก่อนคริสต์ศักราช ทะเลสาบคืนดาบโดยรอบได้รับการปรับปรุงตกแต่งด้วยต้นไม้ใหญ่อย่างร่มรื่น มีความสวยงามไม่ว่าจะเดินเที่ยวในช่วงกลางวันหรือกลางคืน เราก็จะได้เห็นความสวยในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปเป็นอีกหนึ่งสถานที่

 

วัดหงอกเซิน เป็นวัดขนาดเล็ก ภายในมีวิหารชั้นเดียวสำหรับบูชาเทพเจ้ามีมุมสวยๆ ที่ประดับประดาด้วยไม้ดัด รูปทรงต่างๆ มีศาลาและจุดชมวิวทะเลสาบที่เวลานี้ล้อมรอบไปด้วยเมืองตึกรามบ้านช่องที่ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว บริเวณกลางทะเลสาบ จะได้เห็นเจดีย์โบราณ โผล่พ้นน้ำขึ้นมา ว่ากันว่าเจดีย์โบราณกลางทะเลสาบนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 เรียกกันว่า หอคอยเต่าซึ่งเต่านี้อย่างที่เคยเล่าไปว่าในลัทธิขงจื๊อ เต่า นกกระเรียน และมังกร เป็นสัตว์มงคลที่มีอิทธิพลทางความเชื่ออย่างมาก และหอคอยนี้เองที่เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในการสร้างชาติของเวียดนาม

เล่ากันว่าในช่วงศตวรรษที่ 15 แม่ทัพเลเหล่ย ต้นราชวงศ์เล นำทัพต่อสู้กับกองทัพแห่งราชวงศ์หมิง แต่การต่อสู้นั้นยาวนานและไม่มีทีท่าว่าจะชนะในการศึก ระหว่างที่ล่องเรืออยู่ในทะเลสาบ ก็มีเต่าตัวหนึ่งโผล่มาจากน้ำ ปากนั่นคาบดาบไว้เล่มหนึ่ง ว่ายน้ำมาใกล้ๆ มอบดาบเล่มนี้ให้แล้วก็ดำน้ำหายไป แม่ทัพเลจึงเชื่อว่าเป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ จึงนำมาใช้ในการขับไล่ชาวจีนที่เข้ามารุกรานให้ออกไปจากเวียดนามและก็ทำได้สำเร็จ สถาปนาราชวงศ์เล ปกครองเวียดนามในเวลาต่อมา

 

วันหนึ่งจักรพรรดิเล ล่องทะเลสาบแห่งนี้อีกครั้ง ก็มีเต่าโผล่ออกมา กล่าวว่า ท่านต้องคืนดาบเล่มนี้แก่เจ้ามังกร แล้วดาบเล่มนั้นก็ลอยออกจากฝักไปหาเต่าแล้วดำน้ำหายไป ชาวเวียดนามเชื่อกันว่าทะเลสาบแห่งนี้เป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่มาของทะเลสาบคืนดาบนั่นเอง ถ้าอยากรู้รายละเอียดเรื่องราวต่างๆ ก็มีการแสดงอยู่ที่โรงละครฮานอย ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามสะพามข้ามไปยังวัดหงอกเซินนั่นเอง

โรงละครแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1911 เป็นโรงละครที่ใช้แสดงในการแสดงหลายอย่าง แต่ที่เป็นไฮไลต์และจัดแสดงวันละหลายๆ รอบเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว ก็คือ การแสดงหุ่นกระบอกน้ำ ซึ่งหาดูชมได้ยาก จะว่าไปแล้วก็คล้ายๆ กับการแสดงหุ่นกระบอกบ้านเรานั่นละครับแต่ของเขาแสดงกันในน้ำ มีไม้และเครื่องเชิดบังคับอยู่ใต้น้ำ ที่ต้องใต้น้ำนั่นก็เพราะประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่อยู่ติดทะเล ทะเลเป็นชีวิตของชาวเวียดนาม การแสดงนี้ก็แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของพวกเขาได้ดีเช่นกัน

 

การแสดงจะเริ่มตั้งแต่วิถีชีวิตชาวนาของเวียดนาม มีการละเล่น การเกี้ยวพาราสี คล้ายๆ กับบ้านเรา ดูกันเพลิน ขับกล่อมเล่าเรื่องราวด้วยทำนองเสียงร้องและเครื่องดนตรีพื้นบ้านและจบท้ายด้วยการแสดงที่เล่าเรื่องราวของทะเลสาบคืนดาบอย่างที่กล่าวมานั่นเอง ค่าเข้าชมราวๆ 3.5 หมื่นด่อง คิดเป็นเงินไทยก็ไม่กี่ร้อยบาทครับ

ใช้เงินด่องที่นี่แรกๆ ตกใจกันทุกคน ไม่เคยเสียเงินเป็นแสนเพียงแค่ซื้อกาแฟแก้วเดียวแต่หลังๆ ก็เริ่มชิน แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดไปเวียดนามไม่ต้องใช้เงินด่องใช้เงินไทยนี่ละดีที่สุด พ่อค้าแม่ค้าเวียดนามนิยมรับเงินไทยคิดง่ายดีด้วย

 

จบจากสถานที่แรกที่เล่าเรื่องของการสร้างชาติเวียดนามแล้ว ก็มาต่อกันที่การสร้างชาติในยุคใหม่ของโฮจิมินห์ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของเวียดนามที่พาประเทศชาติรอดพ้นจากการเหยียบย่ำของชาติต่างๆ สุสานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่จัตุรัสบาสติงห์ สถานที่ที่โฮจิมินห์อ่านคำประกาศอิสรภาพหลังนั่นเอง สุสานแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสุสานของเลนินในกรุงมอสโก เพราะโฮจิมินห์ปกครองประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ แต่สภาพของสุสานนั้นเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ไม่เหมือนสุสานเลย โดยรอบประดับประดาไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพรรณจากทั่วประเทศหรือจะบอกว่าดอกไม้งามที่มีในท้องถิ่นเวียดนามทั้งหมดจะถูกนำมาปลูกไว้ที่นี่ก็ไม่ผิดนัก น่าเสียดายอย่างเดียวคือในวันที่เราไปนั้นมีงานพิเศษที่ทำให้เราไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมชมข้างในได้ แต่จากคำบอกเล่ากล่าวว่าศพของโฮจิมินห์นั้นเก็บในโลงแก้วสวยงามและมีทหารกองเกียรติยศยืนอารักขาผู้นำสูงสุดตลอดกาลของชาวเวียดนามไม่เว้นแม้แต่วินาทีเดียว

ถัดจากสุสานโฮจิมินห์ คือ ทางเข้าบ้านพักลุงโฮ ซึ่งบอกได้เลยว่าต้องต่อคิวกันยาวเหยียดนานครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้เข้าชม เพราะมีผู้คนมากมายที่อยากจะชมสถานที่ทำงานของบุคคลผู้นี้ แต่เมื่อเข้าไปถึงเราก็พบกับความประหลาดใจเล็กน้อย เพราะบ้านพักลุงโฮนั้นไม่ได้ตั้งอยู่ในอัครสถานใหญ่โต เป็นเพียงบ้านไม้ 2 ชั้น ยกใต้ถุนหลังเล็กๆ ซึ่งใต้ถุนบ้านนี้เป็นสถานที่วางแผนการสู้รบกับอเมริกาจนต้องถอยกลับบ้านไม่คิดกลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย ไกด์ท้องถิ่นบอกกับเราว่าสถานที่แห่งนี้ถูกจัดวางทุกอย่างเหมือนในวันที่โฮจิมินห์เสียชีวิต มีเพียงการทำความสะอาดปัดกวาดและเสื้อผ้าที่ไม่ได้เก็บเอาไว้เท่านั้น

 

เมื่อออกจากเส้นทางนำเที่ยวบ้านพักลุงโฮ ก็ไปสักการะเจ้าแม่กวนอิมที่วิหารเสาเดียว วิหารนี้ว่ากันว่าเป็นวิหารเก่าแก่ของเวียดนามอีกแห่งหนึ่ง เอกลักษณ์ก็คือการตั้งอยู่กลางน้ำด้วยศาลาเก๋งจีนแบบโบราณ ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก ปกติแล้วศาลากลางน้ำจะสร้างขึ้นเพื่อป้องกันปลวกแมลง แทะทำลายไม้และเอกสาร แต่วิหารนี้น่าจะสร้างขึ้นเพื่อความสวยงามและศรัทธาอันแรงกล้ามากกว่า

ปิดท้ายที่พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ ซึ่งจัดแสดงความเป็นมาของชาวเวียดนามทั้งหมด ตั้งแต่ยุคหินจนถึงยุคสมาร์ทโฟนเลยก็ว่าได้ มาที่นี่ที่เดียวเราจะได้รู้ความเป็นมาชนชาติเวียดนามครบทุกด้าน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าพวกเขาผ่านการต่อสู้มาอย่างมากมายเพื่อจะได้รับเอกราชและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั่นเอง

 

สัมผัสสีสัน… อเมริกาใต้ ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/473207

สัมผัสสีสัน... อเมริกาใต้ ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ

โดย…ทีมงาน โลก 360 องศา youtube/facebook : โลก 360 องศา

มรดกชิ้นสำคัญที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้ลูกหลานคนไทยก็คือ การตั้งรกรากในดินแดนที่มีพิกัดอยู่ละแวกใกล้เคียงเส้นศูนย์สูตร ซึ่งเป็นเขตร้อนชื้น อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์อันหลากหลาย เป็นทรัพยากรอันมีค่ายิ่ง ช่วยหล่อเลี้ยงให้ผู้คนในประเทศได้อยู่กันอย่างสบายไม่ต้องดิ้นรนมากนัก หากรู้จักกินรู้จักใช้อย่างมีสติ โดยเฉพาะการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน ก็จะยิ่งอยู่เย็นเป็นสุขใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทยในทุกพระองค์

เช่นเดียวกับหลายประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้ ที่ตั้งอยู่ในพิกัดเส้นรุ้งที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศเหล่านี้ก็มีความหลากหลายของทรัพยากร และภูมิอากาศคล้ายคลึงกับของเรา ที่ช่วยสร้างความรุ่งเรืองให้กับประเทศมาตั้งแต่อดีตกาล

ทีมงานโลก 360 องศา แตะแผ่นดินของทวีปอเมริกาใต้ครั้งแรกที่ประเทศเม็กซิโก ประเทศที่เลื่องชื่อด้านความมีสีสันประเทศหนึ่งที่ผู้คนจากทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี และปรารถนาที่จะไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต นอกจากความมีสีสันของวิถีชีวิตผู้คนแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่สำคัญของโลกอีกด้วย

น้ำตกแองเจิ้ล นางฟ้าแห่งเวนชุเอลา

 

 

ในเมืองเม็กซิโก ซิตี้ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก จะมีเขตเมืองเก่าที่เรียกว่า “เซ็นโทร ฮิสโตริโค่” (Centro Historico) มีคุณค่าทั้งด้านสถาปัตยกรรมและเป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญของโลก จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และใต้ผืนดินประเทศเม็กซิโกนั้น เชื่อกันว่า หากมีการขุดค้นลงไป มีโอกาสที่จะเจอแหล่งอารยธรรมโบราณอีกจำนวนมาก ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้หยุดขุดค้นหากันแต่ประการใด

นอกจากนี้ เมืองเม็กซิโก ซิตี้ ยังขึ้นชื่อด้านภูมิปัญญา ในการเพิ่มพื้นที่ให้กับเมืองเพื่อใช้สำหรับเพาะปลูกอีกด้วย ภูมิปัญญานั้นเรียกว่า “ชินัมป้า (Chinampa) โดยการใช้ไม้ไปปักล้อมกรอบในทะเลสาบ แล้วนำโคลนมาถม จากนั้นนำต้นไม้มาปลูกไว้เพื่อให้รากยึดพื้นดินเอาไว้ เทียบกับบ้านเราก็ประมาณว่าปลูกหญ้าแฝกไว้ให้รากยึดดินไว้ไม่ให้เกิดปัญหาดินถล่มนั่นเอง

เดินทางออกจากเม็กซิโก ซิตี้ ไปประมาณ 50 กิโลเมตร จะถึง “เตโอติอัวกัน” (Teotihuacan) หรือเมืองแห่งเทพเจ้า ซึ่งเป็นนครร้างกลางหุบเขา แม้จะไม่ทราบที่มาที่ไปแน่ชัดว่า ชนชาติใดเป็นผู้สร้างนครแห่งนี้ แต่ที่นี่ก็เป็นเหมือนเมืองต้นแบบขนาดใหญ่แห่งแรกของโลกตะวันตก ที่มีผู้คนอาศัยอยู่รวมกันกว่า 2 แสนคน หลังจากที่นักโบราณคดีขุดค้นภายใต้พีระมิดของเมืองแห่งเทพเจ้าแห่งนี้ ก็พบว่าเป็นเมืองที่มีการปกครองแบบชนชั้น มีการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบตามหลักจักรวาลวิทยา รวมถึงการพัฒนาใช้หินออบซิเดี้ยน (Obsidian) เป็นอาวุธและเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันด้วย

ธารน้ำแข็งเปอร์ริโต้ โมเรโน่

 

ส่วนใจกลางของเมือง “เตโอติอัวกัน” ก็เป็นที่ตั้งของ “มหาพีระมิดพระอาทิตย์” พีระมิดขนาดใหญ่ที่มีฐานกว้าง 220 เมตร ยาว 225 เมตร และสูง 65 เมตร ถูกจัดให้เป็นพีระมิดที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีบันไดกว่า 200 ขั้น นำขึ้นไปสู่ยอดพีระมิด ซึ่งจะมีลานหินกว้างมองเห็นบรรยากาศโดยรอบได้ทุกทิศทาง เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวทุกคนควรต้องมาเยือน และที่คู่กันก็คือพีระมิดพระจันทร์ ที่จะมีจุดถ่ายภาพที่นักท่องเที่ยวนิยมกัน

อีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทีมงานโลก 360 องศา ได้สัมผัสแล้วรู้สึกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติบรรจงสร้างสรรค์ปั้นแต่งให้เกิดขึ้นมาก็คือ ธารน้ำแข็งในประเทศอาร์เจนตินา ประเทศที่มีเวลาห่างกับประเทศไทยถึง 10 ชั่วโมง ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ ธารน้ำแข็งนี้เกิดจากหิมะที่ตกบนยอดเขา เมื่อทับถมกันนานๆ จะเปลี่ยนเป็นผลึกน้ำแข็งที่มีน้ำหนักมาก ค่อยๆ ไหลเลื่อนลงสู่ที่ต่ำ จนเห็นเป็นธารน้ำแข็งนั่นเอง และเมื่อไหลมาสัมผัสกับน้ำ บางส่วนจะละลายและทรุดตัวลง ที่ทรุดตัวลงเร็วก็จะได้ยินเป็นเสียงก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ตกลงไปในน้ำ ดังสนั่นหวั่นไหว กึกก้องไปทั้งหุบเขา

ธารน้ำแข็งที่สุดวิจิตร งดงามตระการตาของอาร์เจนตินาที่มีชื่อเสียงที่สุดชื่อว่า เปอร์ริโต้ โมเรโน่ อยู่ในอุทยานแห่งชาติลอส กลาเซีย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2524 มีเนื้อที่กว่า 7,000 ตารางกิโลเมตร เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในอาร์เจนตินา พื้นที่กว่า 30% ปกคลุมไปด้วยหิมะ

ธารน้ำแข็ง เปอร์ริโต้ โมเรโน่ ทอดยาวไปไกลกว่า 30 กิโลเมตร มีพื้นที่รวม 250 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่ากรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของประเทศเสียอีก ธารน้ำแข็งละลายอยู่เสมอตามธรรมชาติเพื่อให้กำเนิดน้ำ เป็นการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ หากธารน้ำแข็งไม่ละลายจะไปขวางทางน้ำตามธรรมชาติ และจะไม่มีน้ำจืดเติมลงไปในทะเลสาบอาร์เจนติโน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในเมืองเอลคาราฟาเต้

“เซ็นโทร ฮิสโตริโค่” เขตเมืองเก่าในประเทศเม็กซิโก

 

ได้อ่านเรื่องราวของโบราณสถานที่น่าทึ่งในเม็กซิโก และธารน้ำแข็งที่แสนงดงามในอาร์เจนตินากันไปแล้ว ขอต่อให้ครบรสกันด้วยน้ำตกแองเจิ้ล (Angel Fall) หรือน้ำตกนางฟ้า ในประเทศเวเนซุเอลา แม้การเดินทางเข้าชมน้ำตกแห่งนี้จะเต็มไปด้วยอุปสรรค และความยากลำบาก ทางเดียวที่จะได้ชมน้ำตกแห่งนี้คือ การล่องเรือทวนแม่น้ำที่คดเคี้ยวขึ้นไป แต่เมื่อได้ไปชมแล้วหัวใจจะพองโต และจะเผลอแอบคิดในใจลึกๆ ว่า “เราเกือบพลาดโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตไปเสียแล้ว ถ้าไม่ได้มาชมน้ำตกแห่งนี้ แม่น้ำตกนางฟ้าผู้งดงามของฉัน”

น้ำตกแองเจิ้ล ตั้งอยู่บนภูเขา อาอูยันเทปุย (Auyantepui Mountain) ที่มีความสูงประมาณ 1 กิโลเมตร เรียกได้ว่ามองย้อนขึ้นไปสุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียว เห็นก้อนเมฆปกคลุมยอดเขา เวลามองน้ำตกจึงให้ความรู้สึกราวกับว่า น้ำตกไหลรินมาจากท้องฟ้า แทรกตัวแหวกผ่านก้อนเมฆลงมา เห็นภาพนี้แล้วก็เข้าใจทันทีเลยว่าทำไมถึงเรียกว่า น้ำตกนางฟ้า เพราะประหนึ่งเหมือนว่า น้ำตกไหลรินมาจากสรวงสวรรค์นั่นเอง

คุณผู้อ่านสามารถติดตามชมเรื่องราวและความงดงามต่างๆ เหล่านี้ได้ในรายการ โลก 360 องศา วันเสาร์นี้ เวลา 21.20 น. ททบ.5

 

2 มาดามส์ เลี้ยงลูกด้วยการเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/473204

โดย…รอนแรม ภาพ… 2Madames.com

ครอบครัวตัวอย่างด้านการท่องเที่ยว ต้องยกให้ครอบครัว สิมะพิเชฐ ที่ได้แบ่งปันเรื่องราวการท่องเที่ยวแบบครอบครัวลงในเพจ “2Madames.com เที่ยวและไลฟ์สไตส์แบบครอบครัว” และเว็บไซต์ www.2madames.com ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน ได้แก่ พ่ออิน-อินทราวุฒิ แม่แอน-กนกพร สิมะพิเชฐ รวมทั้งน้องเกรซ น้องกาย ที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกบ้านกล้าพาลูกออกไปท่องโลก

และนี่คือบทสนทนา “ถาม-ตอบ” ของคุณพ่อคุณแม่ลูกสองที่กล้าพาเจ้าตัวเล็กออกเดินทาง

ความสัมพันธ์ในครอบครัว

แม่แอน : ครอบครัวเรามีฐานะปานกลางที่ต้องทำงาน มีภาระ ไม่ต่างไปจากครอบครัวอื่น แต่มุมที่ต่างออกไปคงเป็นด้านการดำเนินชีวิต

 

พ่ออิน : อย่างหลายครอบครัวในยุคนี้ที่มีแนวคิดแบบวัตถุดิบ อยากมีบ้านหลังใหญ่ๆ ถึงจะมีความสุข แต่สำหรับเราแล้วสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งอำนวยความสะดวกเท่านั้นเอง เพราะไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าครอบครัวที่มีฐานะดีจะมีครอบครัวที่อบอุ่น เราเลยกลับมานั่งทบทวนว่า แท้จริงแล้วความสุขคืออะไร สุดท้ายเราก็รู้ว่าความสุขไม่ได้วัดจากขนาดของบ้าน ราคาของรถยนต์ แต่ความสุขวัดจากความอบอุ่นของบ้านต่างหาก

แม่แอน : เราจึงให้ความสำคัญกับการใช้เวลาร่วมกันมากๆ ผ่านกิจกรรมที่เราชื่นชอบนั่นคือ การท่องเที่ยว เพราะเวลาที่เราได้เดินทางพร้อมๆ กัน พ่อแม่จะได้มีโอกาสใช้เวลาร่วมกันกับลูกๆ และสามีภรรยาอย่างเราจะได้ใช้ความสุขร่วมกันด้วย น้องเกรซ (ลูกสาวคนโต) น้องกาย (ลูกชายคนเล็ก) เติบโตมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่อย่างใกล้ชิด ซึ่งในมุมของแม่คิดว่าการได้เลี้ยงลูกด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะนอกจากเราจะได้ดูแลลูกทางด้านร่างกายแล้ว เรายังมีโอกาสได้อบรมสั่งสอน ซึ่งแอนคิดว่าสิ่งเหล่านี้แหละที่จะทำให้ลูกเติบโตมาเป็นคนดีได้

พ่ออิน : สำหรับผมการเลี้ยงลูกต้องจ่ายแพง แต่ว่าไม่ใช่เรื่องค่าใช้จ่าย เพราะสิ่งที่แพงที่สุดคือ เวลา พ่อแม่ต้องให้เวลากับลูกให้มากที่สุด เด็กๆ เข้าใจนะว่าเราไม่ได้ว่างตลอดเวลา แต่สิ่งที่เขาต้องการคือเวลาคุณภาพ ซึ่งเรามีให้เขาในทุกๆ วัน

 

ทำไมถึงอยากทำเพจ 2Madames

พ่ออิน : ตั้งแต่ผมกับแอนเป็นแฟนกันเราก็ชอบการเดินทาง ผมชอบถ่ายรูป แอนชอบเดินทาง เคยฝันกันไว้ว่าจะเดินทางไปรอบโลก เราสองคนตัดสินใจออกเดินทางด้วยตัวเอง โดยศึกษาข้อมูลจากหนังสือบ้าง จากอินเทอร์เน็ตบ้าง และออกเดินทางจริง หลังจากกลับมาแล้วสิ่งที่เราได้กลับมาด้วยคือ ข้อมูลการเดินทางกับประสบการณ์จริง ซึ่งเราคิดว่า ไม่ควรทิ้งมันไป เราควรนำมาแบ่งปันต่อเพื่อคนที่อยากไปเที่ยวด้วยตนเองบ้าง และอีกส่วนหนึ่งมันยังเป็นการบันทึกความทรงจำที่เหมือนมีไทม์แมชีนย้อนกลับไป

นอกจากนี้ ข้อมูลในเพจและในเว็บไซต์ทูมาดามส์ยังเป็นประโยชน์ให้ผู้อื่น และเป็นแรงบันดาลใจให้ครอบครัวอื่นออกเดินทาง เพราะเราทำให้ดูแล้วว่าการพาเด็กไปเที่ยวไม่ใช่เรื่องยาก และเราก็ดีใจเสมอๆ ที่เห็นหลายครอบครัวเดินทางตามเรา

ข้อดีของการพาลูกเที่ยว

แม่แอน : หลายๆ คนคงมีคำถามอยู่ในใจว่า โลกของเด็กแต่ละคนกว้างเท่ากันจริงหรือเปล่า ซึ่งแอนคิดว่าไม่น่าเท่ากัน เพราะเด็กที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ เช่น รั้วบ้าน รั้วโรงเรียน กับเด็กอีกคนที่ได้เดินทางอยู่ตลอดเวลา เด็กที่ได้เจออะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ น่าจะมีโลกที่กว้างกว่าเด็กในวัยเดียวกัน การพาเด็กออกเดินทางจะทำให้เขาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รอบตัว มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่มีมากกว่าตำราเรียน อย่างเรื่องหูอื้อบนเครื่องบิน ถ้าไม่เจอกับตัวเอง ถ้าไม่เคยลองเคลียร์หูดูสักครั้งหนึ่ง ก็ไม่มีวันรู้หรอกว่าเด็กควรทำยังไง และเด็กๆ ยังมีโอกาสได้ฝึกความอดทนด้วย อย่างการรอคิวในสวนสนุกนานๆ เขาจะรู้จักการอดทนรอคอย การเข้าคิว หรือแม้กระทั่งการนั่งเครื่องบิน เด็กทุกคนย่อมเบื่อ แต่เราจะสอนลูกยังไงให้เขาเล่นโดยไม่รบกวนคนอื่น เด็กๆ ก็จะได้ฝึกความอดทนตรงนี้ ซึ่งเราพาน้องเกรซกับน้องกายเดินทางตั้งแต่อายุได้ 1 เดือน

 

พัฒนาการของลูกเมื่อได้ท่องเที่ยว

พ่ออิน : เราอยากให้ลูกๆ เป็นคนเก่ง แต่เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ความรู้ ไม่สำคัญเท่า ทักษะ อย่างความรู้ที่ร่ำเรียนมาในโรงเรียน ถ้าเด็กไม่ใช้นานๆ ก็ลืม ต่างจากทักษะที่จะอยู่กับตัวเราไปตลอดชีวิต การเดินทางก็คือการสร้างทักษะ เวลาเราเดินทางเราจะได้ฝึกทักษะเรื่องการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทักษะการเอาตัวรอด ทักษะการหาข้อมูล ที่เห็นชัดคือ การที่เราได้ออกเดินทางไปเจอผู้คนหลากหลาย ทั้งต่างภาษาต่างวัฒนธรรม มันเป็นการฝึกทักษะทางสังคมไปในตัว ซึ่งน้องเกรซน้องกายได้เจอผู้คนเยอะมาก พวกเขาจะมีทักษะทางสังคมสูงกว่าเด็กในรุ่นเดียวกัน เขาจะเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย และยอมรับความแตกต่างได้เยอะมาก โดยบางทีเราไม่ต้องสอนด้วยซ้ำ

เทคนิคการพาลูกเที่ยว

พ่ออิน : การเที่ยวแบบครอบครัวจะมีลักษณะของตัวเอง อย่างแรกคือ การเที่ยวแบบครอบครัวต้องเผื่อเวลา เพราะบางทีอาจเกิดเหตุการณ์ที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น น้องเข้าห้องน้ำ น้องนอนกลางวัน ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องรีบร้อน แต่ไปเที่ยวแบบช้าๆ ยืดหยุ่นแผนการเดินทาง ซึ่งเราจะสามารถมีความสุขในแบบของเราเอง

แม่แอน : ส่วนเรื่องเทคนิคการเดินทางมีหลายเรื่องมาก แต่ที่พ่อแม่มักเป็นกังวลน่าจะเป็นเรื่อง เด็กร้องโวยวายบนเครื่องบิน โดยส่วนตัวแอนก็ไม่ชอบหรอกเนอะ ที่ต้องนั่งเครื่องกับเด็กที่ร้องอยู่ตลอด ซึ่งสาเหตุที่เด็กร้องไห้ส่วนใหญ่เป็นเพราะหูอื้อและเคลียร์หูไม่เป็น แถมต้องนั่งอุดอู้ในเก้าอี้โดยสารแคบๆ เป็นเวลานาน คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ต้องงัดสารพัดวิธีมาจัดการ อย่างแอนจะปล่อยให้น้องวิ่งเล่นอยู่หน้าเกต ให้เขาปล่อยพลังกันเต็มที่ พอถึงเวลาขึ้นเครื่องก็จะขึ้นเป็นคนท้ายๆ และก่อนเครื่องบินจะเทกออฟ แอนจะให้ลูกกินนมเพื่อช่วยให้เขาเคลียร์หูไปในตัว

พ่ออิน : เด็กที่เดินทางใหม่ๆ พ่อแม่ควรเล่าเรื่องแผนการเดินทางล่วงหน้าให้น้องฟัง เช่น เดือนหน้าเราจะไปญี่ปุ่น นั่งเครื่องบิน 7 ชั่วโมงนะ ถ้าหนูเบื่อต้องทำแบบนี้ๆ สมมติเหตุการณ์ให้เขาฟัง เพื่อให้เขาเกิดการยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้นเวลาเดินทางจริง

แม่แอน : หรือเรื่องอาหารการกิน พวกเราจะชอบเลือกโรงแรมที่มีครัวเพื่อที่จะได้ทำอาหารไทยให้ลูกกิน และการทำอาหารเองยังเป็นเทคนิคประหยัดเงินในการเดินทางด้วย

พ่ออิน : ส่วนสถานที่ที่จะไปก็สำคัญมากสำหรับลูกมาก อันดับแรกเราต้องเลือกที่ที่เด็กชอบ เช่น สวนสัตว์ สวนสนุก ทำให้เขามีความสุขที่ได้เดินทาง และเมื่อลูกมีความสุขแล้ว พ่อแม่อย่างเราก็มีความสุขไปด้วย

 

ทริปแรกของครอบครัว

แม่แอน : ทริปแรกตอนนั้นเรายังเที่ยวกันไม่เก่ง เป็นช่วงที่น้องเกรซออกเดือนได้ไม่นาน เราก็ไปเที่ยวทะเลระยองกัน ซึ่งตอนนั้นแอนขนของเด็กไปเยอะมาก ทั้งผ้าปูรองที่นอน เครื่องนึ่งขวดนม สารพัดอย่างเหมือนย้ายบ้าน แต่พอมาถึงยุคน้องกาย เราเดินทางจนแก่กล้า มีประสบการณ์แล้วก็ทำให้รู้ว่า มีแค่นมขวดเดียวก็พอ

พ่ออิน : ส่วนทริปต่างประเทศครั้งแรก เราพาน้องเกรซไปมาเก๊า ตอนนั้นน้องยังไม่เดิน และเป็นครั้งแรกของน้องหลายอย่าง ไปต่างประเทศครั้งแรก เจออากาศหนาวครั้งแรก ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้เขาอาจจะลืม แต่อย่างหนึ่งที่จะไม่ลืมคือ ความสัมพันธ์ ความใกล้ชิด และความรักที่ได้อยู่กับครอบครัว มันเป็นสิ่งที่จะติดตัวเขาไปตลอดแม้ว่าจะจำไม่ได้ก็ตาม

ทริปสนุกๆ

พ่ออิน : ครอบครัวของเราเดินทางปีละมากกว่า 40 ทริป สนุกทุกทริป ซึ่งถ้าให้ยกตัวอย่าง คงต้องพูดถึงทริปนิวซีแลนด์ ตอนนั้นเราเลือกขับรถบ้าน นอนบนรถ ใช้ชีวิตบนรถ พอเจอทะเลสาบสวยๆ ก็จอดรถนอนกันตรงนั้น ทำอาหารกินเอง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับครอบครัว และอีกทริปคือ นิวยอร์ก ที่เพิ่งกลับมาเมื่อเดือนตุลาฯ เราจองเรือดิสนีย์ครุยส์ อยู่บนนั้น 7 วันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนเรือแห่งความฝัน เพราะมีการ์ตูนเดินเล่น มีคิดส์คลับ มีสวนน้ำบนดาดฟ้า มีโชว์ดิสนีย์ทุกวัน เป็นช่วงเวลาที่เราทั้งสี่คนมีความสุขมากๆ อีกทริปหนึ่ง

ปัจจุบันน้องเกรซอายุ 8 ขวบ น้องกายอายุ 5 ขวบ โดยทุกวันหยุดและปิดเทอมอินและแอนจะพาลูกๆ ออกจากบ้านไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ เสมอ ตามสโลแกนที่ว่า “รักใครให้พาไปเที่ยว” เพราะการท่องเที่ยวคือการบอกรัก และการสร้างช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันแบบไม่มีวันหมดอายุ

 

อะ ทรีบิวต์ พอร์ตโฟลิโอ ฮอกไกโด ตามรอยคุณเด่นชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/473202

โดย…นิทรา ราตรี

ลานสกีที่ดีที่สุดของฮอกไกโดอยู่ที่ คิโรโระ รีสอร์ท อาณาจักรหิมะที่ประกอบด้วย 2 รีสอร์ท คือ เชอราตัน ฮอกไกโด คิโรโระ สกีรีสอร์ทติดขอบลานสกีสำหรับนักสกีโดยเฉพาะ และ เดอะ คิโรโระ อะ ทรีบิวต์ พอร์ตโฟลิโอ โฮเต็ล ฮอกไกโด (The Kiroro, a Tribute Portfolio Hotel, Hokkaido) โรงแรมสำหรับการพักผ่อนที่ได้รับการรีโนเวตใหม่ให้ทันสมัยภายใต้มาตรฐานสตาร์วูด

อะ ทรีบิวต์ พอร์ตโฟลิโอ ฮอกไกโด เป็นโรงแรมที่ได้รวบรวมสิ่งที่คนไทยต้องการไว้ครบครัน ทั้งห้องพักขนาดใหญ่ ออนเซน และห้องอาหารที่มีให้เลือกหลายประเภท โดยโรงแรมมีห้องพักจำนวน 282 ห้อง ตั้งแต่ห้องสแตนดาร์ด ขนาด 30 ตร.ม. ห้องซูพีเรียร์ ห้องดีลักซ์ และห้องสวีทหลายระดับ เช่น โอเรียนทอลสวีท เจแปนนิสสวีท คิโรโระสวีท ไปจนถึงเมาน์เทนสวีทที่มีขนาดถึง 149 ตร.ม. โดยทุกห้องจะมีอ่างอาบน้ำ มีหน้าต่างบานใหญ่พร้อมวิวภูเขา มีมุมโซฟาริมหน้าต่าง และมีโต๊ะทำงานตามแบบฉบับของโรงแรมญี่ปุ่น

 

ในส่วนของห้องอาหารมีให้เลือก 6 แบบ ไม่ว่าจะเป็นห้องอาหารนานาชาติ ห้องอาหารอิตาเลียน สเต๊กเฮาส์ ซูชิเฮาส์ บาร์บีคิว และออลเดย์ไดนิ่ง โดยผู้เข้าพักสามารถเลือกใช้บริการอาหารเช้าได้ทุกห้องอาหาร (ยกเว้นซูชิเฮาส์และบาร์บีคิว) สำหรับออนเซนจะใช้น้ำแร่ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส แยกห้องหญิง-ชาย มีทั้งบ่อจากุซซี่ บ่อน้ำเย็น และบ่อกลางแจ้ง และในบริเวณโรงแรมยังมีส่วนที่เรียกว่า โบสถ์น้อย (Chapel) ที่ใช้เป็นสถานที่แต่งงานซึ่งสามารถประกอบพิธีทางศาสนาได้จริง

อะ ทรีบิวต์ พอร์ตโฟลิโอ ฮอกไกโด ตอบรับนักสกีด้วยรถรับส่งระหว่างโรงแรมกับเชอราตัน ฮอกไกโด คิโรโระ ทุกๆ 10 นาทีในทุกวัน ทั้งยังตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทั่วไปที่ต้องการสัมผัสหิมะคุณภาพดี และตอบความฟินของคอหนัง “แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว” ที่จะได้พักในสถานที่ถ่ายทำหลักของนุ้ยและเด่นชัย

 

Price: เช็คราคาที่ดีที่สุดได้ในเว็บไซต์

Place: ห่างจากเมืองโอตารุ 40 นาที อีเมล tribute@tributeportfolio.com เว็บไซต์ tributeportfolio.com

Promotion: แพ็คเกจตามรอยแฟนเดย์รวมที่พัก 2 คืน อาหารวันละ 3 มื้อ ออนเซ็นตลอดการเข้าพัก สกี 1 วันพร้อมชุดและอุปกรณ์ และขึ้นกระเช้าไปสั่นระฆังแห่งความรัก ราคาคนละ 19,900 บ.

 

 

 

 

ตามหาความรัก ที่ฮอกไกโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/473201

ตามหาความรัก ที่ฮอกไกโด

โดย…กาญจน์ อายุ

ฮอกไกโด คือ เกาะขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศญี่ปุ่นที่คนไทยเพิ่งรู้จักและนิยมได้ไม่เกิน 10 ปี แต่กลายเป็นเมืองฮิตแซงภูมิภาคอื่นอย่างรวดเร็วด้วยจุดขายที่ไร้คนเทียบเทียมอย่าง สกีหิมะ ซึ่งฮอกไกโดเป็นเดสทิเนชั่นที่นักสกีญี่ปุ่นเองยังเลือกให้เป็น เดอะ เบสท์ โดยเฉพาะที่ “คิโรโระ รีสอร์ท”

ความหนาวและหิมะเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนเมืองร้อนอย่างเรามานานหลายปี แต่เมื่อไม่นานมานี้ คิโรโระเพิ่งมีแรงดึงดูดใหม่กับเส้นทางตามรอย “แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว” ภาพยนตร์รักแห่งปีของค่ายจีดีเอชที่ใช้คิโรโระ รีสอร์ท เป็นสถานที่ถ่ายทำหลักของเรื่อง

ลานสกีของคิโรโระ รีสอร์ท

 

ซัปโปโร

เส้นทางตามรอยคุณเด่นชัยและคุณนุ้ยเริ่มที่เมืองซัปโปโร โดยลงเครื่องบินที่สนามบินชิโตเสะที่ใครไม่รีบเดินทางเข้าเมืองสามารถใช้เวลาเป็นวันๆ ในสนามบินได้ สนามบินชิโตเสะเป็นสนามบินนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในฮอกไกโด ภายในมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ พิพิธภัณฑ์โดราเอมอน ช็อกโกแลตรอยส์ รวมทั้งยังเป็นแหล่งของกินและแหล่งรวมของฝากทั่วเกาะฮอกไกโด

หรือถ้าไม่ก็ให้มุ่งหน้าสู่เมืองซัปโปโร ใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ซัปโปโร คือ เมืองศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจของเกาะฮอกไกโด และเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมอันหลากหลายเข้าด้วยกัน เท้าความไปในอดีต เกาะฮอกไกโดเป็นแผ่นดินของชาวพื้นเมืองไอนุ แต่เมื่อถึงยุคญี่ปุ่นปกครอง ผู้คนจากทั่วสารทิศในญี่ปุ่นต่างเข้าไปจับจองพื้นที่ทำเกษตรกรรม จึงทำให้ฮอกไกโดเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมกระทั่งทุกวันนี้

สถานที่ถ่ายทำเรื่องแฟนเดย์ที่ทานุกิโคจิ ถนนคนเดินเก่าแก่ในเมืองซัปโปโร

 

จุดแรกเป็นการตามรอยคุณเด่นชัยที่ถนนคนเดิน ทานุกิโคจิ ถนนเก่าแก่อายุกว่า 130 ปี ลักษณะเป็นตลาดมุงหลังคาจำนวน 8 บล็อก ที่แต่ก่อนชาวบ้านจะนำของสดและอาหารทะเลมาขาย ทว่าวันนี้ร้านค้าได้เปลี่ยนไปแต่สถาปัตยกรรมยังถูกอนุรักษ์ไว้เหมือนเดิม ริมสองฝั่งทางเดินมีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายยา ร้านขายเครื่องสำอาง ร้านขายเสื้อผ้า รวมถึงร้านค้าขวัญใจคนไทยอย่างดองกี้และร้านเอบีซี รวมๆ แล้วมีกว่า 200 ร้านในระยะทางกว่า 1 กม.

จากนั้นเดินทางต่อไปยังใจกลางเมืองซัปโปโร ซึ่งน่าเสียดายที่คุณนุ้ยกับคุณเด่นชัยไม่ได้ไปเที่ยวที่ ที่ทำการรัฐบาลเก่าฮอกไกโด หรือ ตึกแดง สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่ก่อสร้างด้วยอิฐสีแดง โดยต้องเล่าย้อนกลับไปในยุคแรกที่เกาะฮอกไกโดยังมีสถานะเป็นจังหวัดหนึ่งของญี่ปุ่น ทำให้ต้องมีที่ทำการรัฐบาลฮอกไกโด ปัจจุบันตึกแดงกลายสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์ บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของเกาะฮอกไกโด ซึ่งตัวสถาปัตยกรรมเองสามารถบ่งบอกความเป็นประวัติศาสตร์ได้จริง ท่ามกลางตึกสูงสมัยใหม่ที่ช่างผิดแผกและแตกแยกในกาลเวลา

ร้านค้าช่าวงคริสต์มาสด้านหน้าซัปโปโร ที่มี ทาวเวอร์

 

เมื่อหันหลังให้ตึกแดง ภาพด้านหน้าจะเห็นพื้นที่ว่างระหว่างตึกสองข้างทาง ซึ่งช่วงหนึ่งของพื้นที่ว่างนั้นคือ สวนสาธารณะโอโดริสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามเทศกาล อย่างในตอนนี้เป็นช่วงเทศกาล ไวท์ อิลลูมิเนชั่น หรือเทศกาลประดับประดาไฟในช่วงคริสต์มาส จากนั้นเมื่อเข้าสู่เดือน ก.พ. สวนโอโดริจะเปลี่ยนไปจัดงาน สโนว์ เฟสติวัล เทศกาลหิมะที่คุณนุ้ยใฝ่ฝันอยากมาดูให้เห็นกับตา โดยจะขึ้นช่วงต้นเดือน ก.พ.เท่านั้น

คิโรโระ

เมื่อตกเย็นที่ดูเหมือนค่ำ อุณหภูมิในเมืองซัปโปโรลดลงเหลือ -4 องศาเซลเซียส แต่นั่นก็ยังไม่หนาวสะท้านเท่า คิโรโระ ที่อยู่ห่างจากซัปโปโรด้วยรถยนต์ประมาณ 1 ชม.

สกีลงจากยอดเขาอาซาร

 

คิโรโระ รีสอร์ท คือ สถานที่ถ่ายทำหลักของภาพยนตร์ เป็นสกีรีสอร์ทขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้เมืองซัปโปโรที่สุด ประกอบด้วย 2 โรงแรม ได้แก่ เชอราตัน ฮอกไกโด คิโรโระ รีสอร์ท และ เดอะ คิโรโระ อะ ทรีบิวต์ พอร์ตฟอริโอ โฮเต็ล ทั้งสองแห่งเป็นรีสอร์ทของคนไทย โดยพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค และบริหารงานโดย สตาร์วูด

จุดเกิดเหตุของคุณเด่นชัยและคุณนุ้ยอยู่บนจุดสูงสุดของเขาอาซาริที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,180 ม. โดยก่อนอื่นทุกคนต้องเปลี่ยนชุดเป็นชุดสกีทั้งเสื้อ กางเกง รองเท้า หมวก แว่นตา และถุงมือ จากนั้นต้องขึ้นกอนโดล่า (กระเช้า) ไปยังยอดเขาอาซาริ ยอดเขานี้เป็นที่รู้จักดีของหมู่นักสกี เพราะเป็นจุดลงที่สนุกและท้าทาย ทว่าเมื่อราว 9 ปีที่ผ่านมา กลับกลายเป็นที่รู้จักของคู่รักและคนที่อยากมีรัก เพราะการมาของระฆังแห่งความรักนาม นิซะ ที่เชื่อว่า ใครที่ลั่นระฆังจะสมหวังในรักทุกราย

ต้นไม้กลายเป็นต้นหิมะ

 

ตำนานระฆังแห่งความรัก เกิดขึ้นเมื่อการท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้จัดตั้งโครงการคัดเลือก 100 สถานที่ที่วิวสวยที่สุดทั่วญี่ปุ่น เพื่อติดตั้งระฆังแห่งความรัก ด้วยความงดงามของแนวเทือกเขาทำให้ยอดเขาอาซาริติดหนึ่งในร้อย และกำลังเป็นที่โด่งดังมากในหมู่คนไทย เพราะคุณเด่นชัยเล่นไปลั่นระฆังแล้วได้คุณนุ้ยมาเป็นแฟนหนึ่งวันนั่นเอง

ลานสกีของคิโรโระ รีสอร์ท มีหิมะที่มีคุณภาพอันดับต้นๆ ของโลก เรียกว่าพาวเดอร์ สโนว์ คือ หิมะนุ่ม เบา และแห้ง ดีต่อการเล่นสกี แต่สำหรับคนไทยที่ไม่เคยเล่นมาก่อน สามารถเรียนคอร์สเริ่มต้นกับครูฝึกคนไทย ตั้งแต่การใส่รองเท้าบนสกี การเคลื่อนไหว การทรงตัว จนกระทั่งสามารถเล่นสกีลงเนินได้อย่างปลอดภัย อย่าสวมบทบาทเป็นคุณนุ้ยที่เล่นสกีพลาดจนสมองได้รับการกระทบกระเทือน

เทศกาลไวท์ อิลลูมิเนชั่น กลางสวนสาธารณะโอโดริ ปาร์ค

 

การตามรอยแฟนเดย์จะสมจริงเฉพาะฤดูหนาวเท่านั้น ซึ่งเกาะฮอกไกโดมี 4 ฤดู คือ หนาว ฤดูกาลของการเล่นสกี ช่วงที่ดีที่สุดคือ ก.พ. และหิมะจะค่อยๆ หมดไปในเดือน มี.ค. ใบไม้ผลิ ฤดูกาลของดอกไม้และผลไม้ ร้อน ฤดูของทุ่งหญ้าและอาหาร และใบไม้ร่วง ฤดูเหงาๆ ก่อนย่างเข้าฤดูหนาวอีกที

ทั้งนี้ นอกจากเมืองซัปโปโรและคิโรโระ คุณเด่นชัยและคุณนุ้ยยังไปถ่ายทำที่เมืองอื่นทั้ง โอตารุ จิโกคุดานิ และฮาโกะดาเตะซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถเที่ยวจบในวันเดียว และไม่สามารถเขียนจบในบทเดียวได้ดังนั้นโปรดติดตามการเดินทางของทั้งสองในบทต่อไปที่ว่าด้วยเรื่อง ความรักและความโรแมนติกของคนและสถานที่

รถรางแล่นผ่านถนนคนเดินทานุกิโคจิ

 

ที่ทำการรัฐบาลเก่าฮอกไกโด (ตึกแดง)

 

มันฝรั่งคาลบีทอดสดมีขายที่สนามบินชิโตเซะ เมืองซัปโปโร

 

กางร่มบังหิมะ

 

ระฆังแห่งความรัก นิซะ

 

ไฟประดับที่สวนโอโดริ

 

ฟังเสียงคลื่น…ชมฟ้าคราม…น้ำทะเลสีน้ำเงิน ลัดเลาะริมฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/471993

ฟังเสียงคลื่น...ชมฟ้าคราม...น้ำทะเลสีน้ำเงิน ลัดเลาะริมฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน

โดย…ทีมงาน โลก 360 องศา  facebook : โลก 360 องศา  youtube : โลก 360 องศา

ฟองคลื่นสีขาวนุ่มละมุนแข่งกันวิ่งเข้าเส้นชัยที่ชายฝั่งเป็นระลอกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มีฉากหลังผืนใหญ่เป็นท้องฟ้าสีครามนัดพบกับท้องทะเลสีน้ำเงินเข้มที่เส้นขอบฟ้า เรือใบพลิ้วไหวหยอกล้อกับคลื่นอย่างสนุกสนานอยู่กลางทะเล โดยมีภาพสถาปัตยกรรมบ้านเรือนสีส้มอ่อน หรือสีน้ำเงินปนสีขาว ทอดยาวไปตามชายฝั่ง

ภาพที่มองแล้วสบายตา พาใจสบายในอารมณ์ ชวนให้อยากทิ้งโลกที่วุ่นวายไว้เบื้องหลังเหล่านี้ ธรรมชาติสรรค์สร้างไว้อย่างลงตัวที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทะเลที่อยู่ในอ้อมกอดของ 3 ทวีป ทิศเหนือเป็นทวีปยุโรป ทิศใต้คือทวีปแอฟริกา และทวีปเอเชียอยู่ทางตะวันออก มีชายฝั่งทอดยาวครอบคลุมพื้นที่ถึง 21 ประเทศ นอกจากความงดงามทางธรรมชาติของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว ในแต่ละประเทศที่รายล้อมยังมีสิ่งล้ำค่าให้น่าไปเยือนและค้นหาอีกมากมาย

ทีมงานโลก 360 องศาปักหมุดแรก ที่ “อิสตันบูล” (Istanbul) เมืองที่มีประชากรมากที่สุดของตุรกี เป็นเมืองท่าทางเศรษฐกิจ และเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์สำคัญในหลายยุคหลายสมัย ด้วยเหตุที่เป็นเมืองที่มีพื้นที่ตั้งอยู่บน 2 ทวีป ฝั่งหนึ่งอยู่ในทวีปยุโรป อีกฝั่งอยู่ในเอเชีย บนช่องแคบบอสฟอรัสที่เชื่อมทะเลดำกับทะเลมาร์มารา ทำให้อิสตันบูลมีความหลากหลาย กลายเป็นเสน่ห์ของความผสมผสานด้านวัฒนธรรมทั้งกรีก โรมัน และออตโตมัน และด้านศาสนาระหว่างคริสต์และอิสลาม แถมยังเป็นเมืองที่กลมกลืนไปด้วยความเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์และความทันสมัยอีกต่างหาก ชวนให้หลงใหลจนไม่อยากจากลา

เอกลักษณ์ของเมือง “ซิดิ บู ซาอิด” คือ บ้านเรือนที่ทาด้วยสีฟ้าและขาว

 

ในประเทศตุรกี ยังมีอีกสถานที่หนึ่งซึ่งสวยงามและมีสีสันไม่แพ้กัน คือ ปามุคคาเล่ (Pamukkale) ซึ่งมาจากภาษาตุรกี ที่แปลว่า “Cotton Castle” แปลเป็นภาษาไทยแบบตรงๆ ก็คือ “ปราสาทปุยฝ้าย” สาเหตุที่ชื่อว่าปราสาทปุยฝ้ายก็เพราะมีหินปูนสีขาวที่เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติอายุกว่า 1,000 ปี รวมกันจนเป็นภูเขาใหญ่ มองไกลๆ คล้ายกับภูเขาหิมะ ยิ่งตัดกับท้องฟ้าสีเข้มด้วยแล้ว เป็นภาพที่งดงามเกินบรรยาย

ตุรกี ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ ดังนั้นจะได้พบเห็นเมืองโบราณ เห็นซากโบราณสถานอยู่บ่อยครั้ง และที่ปามุคคาเล่ ก็เช่นกัน มีเมืองโบราณที่ชื่อว่า “ฮีเอราโพลิส” (Hierapolis) บริเวณนี้มีแหล่งความร้อนใต้พิภพ ทำให้เกิดบ่อน้ำพุร้อนขึ้น ทอดตัวลดหลั่นเป็นชั้นๆ คล้ายการทำนาขั้นบันไดที่บ้านเรา แต่เป็นนาขั้นบันไดสีขาวที่แสนจะวิจิตรงดงาม บางครั้งก็มีไอน้ำและความร้อนปะทุขึ้นมาบนผิวโลก

คนสมัยโบราณคิดว่าไอน้ำและความร้อนที่ปะทุขึ้นมาเป็นการกระทำของเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงมีความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาเทพเจ้าแห่งบาดาลและใช้บ่อน้ำพุเป็นที่บำบัดโรค ก่อนที่เมืองฮีเอราโพลิส จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับเมืองปามุคคาเล่ ในปี ค.ศ. 1988 จึงได้ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวลงไปแช่น้ำ

“ปามุคคาเล่” หินปูนสีขาวที่เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติอายุกว่า 1,000 ปี

 

นอกจากนั้น ตุรกียังมี “แคปพาโดเชีย” ดินแดนที่มีประติมากรรมทางธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวตั้งอยู่ในตุรกีตอนกลาง เป็นภูมิประเทศทางธรรมชาติ ที่เต็มไปด้วยแท่งหินทรงรูปกรวยคล้ายดอกเห็ดขนาดใหญ่ผุดขึ้นมา เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจ

เราข้ามไปฝั่งทวีปแอฟริกากันบ้าง ทีมงานได้มีโอกาสไปเยือนประเทศตูนิเซีย ประเทศมุสลิมเล็กๆ ที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ที่มีความหลากหลายไม่แพ้ตุรกีเช่นกัน เป็นทั้งที่ตั้งของโบราณสถานยุคโรมัน มีหมู่บ้านสวยๆ ริมทะเล โอเอซิสกลางทะเลทราย และพิพิธภัณฑ์ระดับโลกก็ตั้งอยู่ที่นี่

ใน “ตูนิส” ซึ่งเป็นเมืองหลวงของตูนิเซีย ค่าครองชีพจะไม่แพงมาก ผู้คนมีมิตรไมตรีอัธยาศัยดี และที่พลาดไม่ได้คือการไปเยือนหมู่บ้านเล็กๆ ริมทะเลที่ชื่อว่า “ซิดิ บู ซาอิด” ห่างจากตูนิสออกมาประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่น คือ บ้านเรือนจะทาสีฟ้าและสีขาวเป็นหลัก เหมือนจำลองเกาะซานโตรินี ในประเทศกรีซมา จะต่างกันที่ซิดิ บู ซาอิด เป็นเมืองเล็กๆ ที่ไม่พลุกพล่าน

“อิตเบนฮัดดู” เมืองโบราณที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1987

 

และอีกหนึ่งประเทศที่สร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ไปเยือนคือ โมร็อกโก นอกจากมีที่ตั้งทางตอนเหนือติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว ทางตะวันตกยังติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ส่วนทางตะวันออกติดกับทะเลทรายซาฮาราที่แสนกว้างใหญ่

โมร็อกโก ห่างจากประเทศสเปนตรงช่องแคบยิบรอลตาร์ (Straits of Gibraltar) เพียง 14 กิโลเมตรเท่านั้น จึงมีความใกล้ชิดกับยุโรปมากเป็นพิเศษ มีเมืองหลวงชื่อว่า ราบัต (Rabat) ไม่ใช่เมืองคาซาบลังกา (Casablanca) อย่างที่คุ้นเคยและคนส่วนหนึ่งเข้าใจผิดกัน ที่สำคัญคือ โมร็อกโก เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์และอารยธรรมที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีความงาม มีสีสัน ที่เป็นเอกลักษณ์ทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวชาวยุโรปนิยมไปเที่ยวกัน

ส่วนผู้ที่ชื่นชอบตามรอยเส้นทางในภาพยนตร์เรื่องดัง เราขอแนะนำให้ไปเยือนเมืองอิตเบนฮัดดู (Ait Benhaddou) เมืองโบราณที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1987 ด้วยความโดดเด่นและเก่าแก่ของบ้านดิน ที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโมร็อกโกตอนใต้ ตั้งอยู่ระหว่างทะเลทรายซาฮาราและเมืองมาร์ราเกช (Marrakesh) จึงถูกใช้เป็นฉากสำคัญของภาพยนตร์หลายเรื่อง เมืองโบราณที่ยิ่งใหญ่อลังการของที่นี่สร้างขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ จากวัสดุดินผสมน้ำและฟางเรียงกันเป็นชั้นๆ ตั้งตระหง่านบนเชิงเขา ปัจจุบันยังมีบางกลุ่มคนที่ยังอาศัยอยู่ในสถานที่โบราณแห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงของสิ่งปลูกสร้างที่ทนทานมาหลายร้อยปี

“มาร์ราเกช” ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประตูสู่ทะเลทรายซาฮารา

 

ออกจากเมืองอิตเบนฮัดดู มุ่งสู่เมืองมาร์ราเกช (Marrakesh) ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประตูสู่ทะเลทรายซาฮารา มาร์ราเกช เป็นอีกเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโมร็อกโก เป็นเมืองโอเอซิส ที่ในอดีตจะเป็นที่พักของกองคาราวานอูฐที่เดินทางมาจากทางตอนใต้ของโมร็อกโก ที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์รวมของความหลากหลายทั้งผู้คนและวัฒนธรรม สองข้างทางในเมืองมาร์ราเกช จะเห็นบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้ม ซึ่งคนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือเมืองสีชมพู เป็นเมืองที่มีมนตร์เสน่ห์ตามสไตล์โมร็อกโก และที่เมืองแห่งนี้ยังเป็นจุดนัดพบของศิลปินจากทั่วโลกที่มาตั้งรกรากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ดินแดนแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยสีสันและมีงานศิลปะมากมายให้ได้ชมกันอย่างเต็มอิ่ม

คุณผู้อ่านสามารถติดตามชมเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ได้ในรายการ โลก 360 องศา วันเสาร์นี้ เวลา 21.20 น. ททบ. 5

 

นพ.วันฉัตร ชินสุวาเทย์ เมื่อหมออยากเป็นนักเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/471989

นพ.วันฉัตร ชินสุวาเทย์ เมื่อหมออยากเป็นนักเดินทาง

โดย…รอนแรม

ชอบเดินทาง ชอบวาดรูป ชอบถ่ายภาพ คือคุณสมบัติของ หมอเสียง-นพ.วันฉัตร ชินสุวาเทย์ แพทย์เฉพาะศัลยกรรมกระดูกและข้อ เจ้าของหนังสือบันทึกการเดินทาง 4 เล่ม 4 ประเทศ ตั้งแต่เล่มแรกทริปตะลุยเมืองแขกที่ราชาสถาน ต่อด้วยทริปตามล่าแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์ ทริปตามหาฝูงแกะที่นิวซีแลนด์ และล่าสุดเขาเพิ่งไปหลงทางจนตกหลุมรักกับทริปโมร็อกโก

หมอเสียงเป็นคนหาดใหญ่ ที่เลือกเป็นหมอเพราะไม่ชอบคำนวณ เขาจบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นคนเรียบร้อย อยู่ติดบ้าน จนกระทั่งได้ออกค่ายไปเขาใหญ่ จึงทำให้รู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักท่องเที่ยว

“การเดินทางครั้งแรกไปเขาใหญ่ แค่เขาใหญ่ก็ตื่นเต้นแล้ว เพราะว่าผมเป็นคนนราธิวาส ไม่มีหน้าหนาว แล้วพอขึ้นไปบนเขาใหญ่ก็รู้สึกตื่นเต้น เป็นการสัมผัสอากาศหนาวครั้งแรก นอนเต็นท์ครั้งแรก เพิ่งเคยเห็นดาวเต็มฟ้าครั้งแรก” ประสบการณ์นักศึกษาแพทย์ปี 1 ทำให้เขาค้นพบตัวเองอีกด้าน ซึ่งหลังจากนั้นพอไม่มีค่ายก็แบ็กแพ็กโบกรถเที่ยวกับเพื่อน จนกระทั่งตอนนี้ถึงวัยทำงาน เขาก็ยังไม่หยุดเที่ยว

 

“การออกค่ายมันทำให้เรารู้ว่าอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว ข้างนอกยังมีอะไรอีกมากรอให้เราไปเรียนรู้อยู่ คนข้างนอกมักคิดว่าเรียนหมอต้องอ่านหนังสือตลอดเวลา แต่จริงๆ แล้วเราก็เหมือนคนทั่วไปที่ต้องพักผ่อน เที่ยวเตร่ ถ้าช่วงไหนไม่มีสอบเราอยากพัก อยากไปเที่ยวเหมือนทุกคน” หมอเสียงยังกล่าวต่อว่า “ในจังหวะที่เราไม่ใช่หมอ เราก็เป็นคนธรรมดา หมอเหมือนหมวกใบหนึ่งที่เราไม่ต้องใส่ตลอดเวลา ดังนั้นเราทุกคนต่างมีอีกด้านเสมอ”

หมอเสียงจะให้เวลาเดินทางปีละ 1-2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 สัปดาห์ โดยใช้วันลาพักร้อนตามที่ข้าราชการกำหนดหมดทุกปี

Nice to see you ราชาสถาน

เรื่องทั้งหมดเกิดจากความงดงามของภาพเมืองราชาสถานที่พอเห็นแล้วต้องไป ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาไปอินเดีย และเป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวกับทัวร์

 

“รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับอินเดีย และด้วยความที่เป็นอินเดียครั้งแรกทุกอย่างมันประทับใจกว่าที่คิดไว้ สถานที่แต่ละแห่งก็แปลกตา พอกลับมาอยากทำหนังสือเกี่ยวกับภาพวาดภาพถ่าย เลยลองไปเสนอ แต่ทางสำนักพิมพ์บันลือบุ๊คส์บอกให้ลองเขียนดู ผมเลยเริ่มเขียน ถูกแก้ไปเกือบ 20 รอบ (หัวเราะ) จนออกมาเป็น Nice to see you ราชาสถานเมื่อปี 2554” หมอเสียง กล่าว และหลังจากนั้นเขาได้ไปกลับอินเดียหลายครั้งที่เมืองลาดักห์ แคชเมียร์ และเดลี (แต่ไม่ได้เขียนหนังสือ)

Lost and Found in Iceland

ไอซ์แลนด์เป็นประเทศในฝันของใครหลายคน รวมถึงหมอเสียงด้วย เขาอยากไปไอซ์แลนด์ จึงได้ชักชวนเพื่อนๆ เดินทางเพื่อตามล่าแสงเหนือ

“ผมเป็นคนวางแผนเดินทางเอง ศึกษาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เพราะตอนนั้นหนังสือเกี่ยวกับไอซ์แลนด์ยังไม่ค่อยมี ดูรูปว่าชอบที่ไหน แล้วมาเล็งกับแผนที่ กำหนดเป็นเส้นทางขึ้นมา โดยครั้งนั้นได้เช่ารถพร้อมคนขับเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากหิมะ ซึ่งเราไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด เพราะพวกเราไม่อยากพลาดดูแสงเหนือ”

 

ความรู้สึกเมื่อได้เห็นแสงเหนือตรงหน้า เขาบอกว่าตื่นเต้น เพราะการไปครั้งนั้นไม่ได้พกโชคไป ทำให้ต้องรอนานหลายวัน และเมื่อปรากฏตัวแล้วกลับไม่ชัดเหมือนในรูป

“เป็นทริปที่ไม่สมหวังแต่ก็สนุก มันทำให้เรารู้จักการมีความสุขกับโมเมนต์ตรงนั้น เพราะถ้าคาดหวังแล้วผิดหวัง มันจะเป็นอารมณ์ที่ทำให้ทั้งทริปไม่สนุกเลย” เขาคิด

หมอเสียงวางแผนจะกลับไปไอซ์แลนด์อีกครั้งในฤดูร้อน เพื่อกลับไปขับรถเที่ยวไฮแลนด์ หรือพื้นที่บริเวณกลางเกาะที่เปิดให้เข้าเฉพาะหน้าร้อน

 

The sound of New Zealand

ทริปไปตามเพื่อนสู่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นทริปที่เขาทำการบ้านน้อยที่สุด ทำให้เนื้อหาในหนังสือ The sound of New Zealand ออกเป็นแนวคุยกับตัวเอง เปรียบเทียบธรรมชาติกับความรู้สึก อย่างข้อความบนปกหลังที่เขียนไว้ว่า

“ผมได้พบกับท้องฟ้าสีฟ้าจัด ใบไม้หลากเฉดสี ทะเลสาบแสนงาม ธารน้ำแข็งระบือโลก ฝูงแกะขาวหม่นกลางทุ่งกว้าง บันจี้จัมพ์ที่หวาดเสียวสุดขั้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนวัตถุดิบชั้นเลิศจากการเดินทาง เป็นความสนุกสดใหม่ไร้การปรุงแต่ง” เป็นการรวมทุกอย่างไว้ในหนึ่งย่อหน้า และเขาสามารถพรรณนาสิ่งต่างๆ ตามความรู้สึกนึกคิดได้ยาวเป็นเล่ม

โมร็อกโก โมเมนต์

หมอเสียงตอบตกลงคำชวนจากรุ่นน้องและออกเดินสู่ประเทศโมร็อกโกอย่างไม่อิดออด พร้อมเป้าหมายที่จะไปชื่นชมสถาปัตยกรรมและสัมผัสทะเลทรายซาฮารา

“เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าหลง เพราะโมร็อกโกไม่มีผังเมือง บ้านเรือนจะสร้างต่อกันเป็นก้นหอยไปเรื่อยๆ ถ้าใครไม่หลงก็ถือว่าแปลกแล้วครับ” หมอเสียง กล่าว

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดเก่าอายุหลายพันปีที่ยังคงสภาพเดิมจนถึงปัจจุบัน มัสยิดที่มีลักษณะเฉพาะ งานกระเบื้องตามบ้านเรือน ทะเลทรายซาฮารา และการเดินทางเลาะขอบทะเลเมดิเตอเรเนียน

 

“การไปเที่ยวทำให้เราได้สัมผัสรส กลิ่น อาหาร ผู้คน ธรรมชาติ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ซึ่งการดูรูปอยู่หน้าคอมพ์ให้ไม่ได้แน่ๆ”

นอกจากนี้ หมอเสียงมีแผนที่จะเดินทางไปสเปน เพื่อไปตามหาหอคอยที่เด่นที่สุด และไปศึกษาวิถีของชาวเบอร์เบอร์

“เวลาไปเที่ยว เราจะได้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด” เขาทิ้งท้าย

โลกของหมอเสียง

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ หมอเสียงอยากให้โลกใบนั้นเป็นโลกที่เกื้อกูลกัน “อาจจะดูเป็นโลกในอุดมคติ แต่ผมอยากให้คนเห็นอกเห็นใจและเกื้อกูลกัน เพราะทุกวันนี้คนขาดสองสิ่งนี้มาก ซึ่งถ้าคนในโลกมีพื้นฐานของจิตใจที่ดี ไม่ว่าโลกจะเป็นรูปแบบไหน ก็จะน่าอยู่เสมอ”

ติดตามหมอเสียงได้ทางเฟซบุ๊ก Mr. siang อินสตาแกรม Wanchattr และหนังสือทั้ง 4 เล่ม

 

แอฟริกา การผจญภัยที่เต็มไปด้วยสีสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/470694

แอฟริกา การผจญภัยที่เต็มไปด้วยสีสัน

โดย…ทีมงานโลก 360 keb_toke@plat360.com

อีกหนึ่งประสบการณ์ที่สนุกสนาน ตื่นตาตื่นใจ ไม่เคยลืมเลือน สำหรับทีมงานโลก 360 องศา คือการได้ไปเยือนทวีปแอฟริกา ทวีปที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากทวีปเอเชียของเรานี่เอง แต่เต็มไปด้วยความน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ ผู้คน ประเพณีวัฒนธรรม และความแปลกที่อาจจะไม่ใหม่ แต่เป็นวิถีดั้งเดิมของมนุษย์ที่เชื่อมต่อไม่ติดกับคนรุ่นปัจจุบัน สามารถหาดูได้ที่แอฟริกา ที่เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักค้นหาอย่างแท้จริง

การค้นหาเพื่อหวังจะค้นพบประสบการณ์อันล้ำค่าในทวีปแอฟริกา เพื่อนำมาบอกขานผู้คนเริ่มขึ้นเมื่อทีมงานโลก 360 องศา เดินทางไปประเทศแอฟริกาใต้ครั้งแรกในปี 2548  ประเทศที่อยู่ทางตอนใต้สุดของทวีป และถือได้ว่ามีความเจริญ และมีการพัฒนาเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศในทวีปนี้ การค้นพบแรกคือความแปลกของเมืองหลวง ที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า โจฮันเนสเบิร์ก เป็นเมืองหลวงของประเทศแอฟริกาใต้ ด้วยความที่เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศและมีชื่อเสียง แต่แท้ที่จริงแล้วประเทศนี้มีถึง 3 เมืองหลวง คือ 1.กรุงพริทอเรีย (Pretoria) เป็นเมืองหลวงด้านการบริหาร 2.เคปทาวน์ (Cape Town) เป็นเมืองหลวงด้านนิติบัญญัติ และ 3.บลูมฟอนเทน (Bloemfontein) เป็นเมืองหลวงด้านตุลาการ  ซึ่งคงเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีระบบเมืองหลวงลักษณะเช่นนี้

หนุ่มมาไซสายเลือดนักสู้ ประเทศเคนยา

 

ประเทศแอฟริกาใต้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ก่อนที่จะได้รับเอกราชเมื่อปี 2474 ดังนั้นชาติพันธุ์จึงแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มอย่างชัดเจน คือ กลุ่มแรกเป็นยุโรปผิวขาวที่สืบเชื้อสายมาจากชาวดัตช์ ชาวอังกฤษ และชาวฝรั่งเศส ที่เข้ามาตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคม ส่วนกลุ่มที่สองก็คือชนพื้นเมืองเดิม เช่น ชาวเผ่าซูลู ซึ่งเป็นผิวสี กลุ่มที่สามจะเป็นลูกผสม รวมทั้งก็ยังมีชาวอินเดียและชาวมาเลย์ที่อพยพเข้ามาตั้งแต่อดีต นอกจากกิจกรรมการเยี่ยมชมวิถีชนเผ่าและเที่ยวชมสัตว์ป่าซาฟารี  สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าสนใจมากมายในแอฟริกาใต้ โดยเฉพาะที่เมือง “เคปทาวน์” ซึ่งมีภูมิประเทศที่สวยงาม และมีอากาศบริสุทธิ์ ด้วยความที่ตัวเมืองเคปทาวน์ตั้งอยู่บนแผ่นดินที่มีลักษณะคล้ายอ่าง มีภูเขาล้อมรอบ จึงทำให้เป็นเมืองที่มีฉากหลังเป็นธรรมชาติที่สวยงาม โดยเฉพาะแนวเขายอดตัดเป็นแนวยาวขนานไปกับขอบฟ้าคล้ายโต๊ะ จึงถูกเรียกว่า Table Mountain ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งภูเขาที่สวยงามอันดับต้นๆ ของโลก และอีกจุดเด่นคือ ภูเขาแห่งนี้มีความหลากหลายทางพืชพันธุ์กว่า 2,200 ชนิด ส่วนอีกยอดเขาสูงที่โอบล้อมเมืองเคปทาวน์ เรียกว่า Devil’s Peak

จากเมืองเคปทาวน์นั่งเรือออกไปจากชายฝั่งไม่ไกลนัก ก่อนที่จะไปสิ้นสุดที่แหลมกู๊ดโฮป จะพบเกาะเล็กๆ ที่เป็นเกาะที่อยู่อาศัยของนกเพนกวินจากขั้วโลกใต้ นอกจากนั้นก็ยังมีเกาะแมวน้ำ ซึ่งเป็นเกาะหินแกรนิตขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกลกันนัก ระหว่างทางที่นั่งอยู่ในเรือ นอกจากจะได้เห็นแมวน้ำนับร้อยนับพันตัวแล้ว บางครั้งจะเห็นภาพฉลามขาวว่ายเวียนอยู่รอบเกาะ ช่วยเพิ่มความตื่นเต้นให้อีก เพราะเจ้าฉลามขาวพวกนี้มาไล่ล่าเหยื่อคือแมวน้ำนั่นเอง

หลังจากการได้ไปเยือนแอฟริกาใต้ ประเทศที่จุดประกายให้เราเกิดความหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของทวีปนี้อีกหนึ่งปลายทางก็คือ ประเทศเคนยา และเมื่อเดินทางไปถึงเคนยาก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง นอกจากคุณจะได้สัมผัสเสน่ห์ของทุ่งซาฟารีอย่างเต็มอิ่มแล้ว ที่ประเทศนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถล่องเรือในทะเลสาบไนวาซา เพื่อชมฝูงฮิปโปนับร้อยนับพันตัวได้แบบใกล้ชิด และการล่องเรือยังได้ชมนกชมไม้หายากของทวีปแอฟริกาอีกด้วย คำว่าตื่นตาตื่นใจคงน้อยไปสำหรับที่นี่ สีสันความตื่นเต้นที่ทำให้ผู้มายืนหัวใจเต้นแรงยังไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ที่นี่ยังมีที่สุดของที่สุดก็คือเขตอนุรักษ์แห่งชาติมาไซมารา (Masai Mara National Reserve) สถานที่ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสประสบการณ์ท่องซาฟารีในรูปแบบขับรถไล่ตามหาสัตว์ และเที่ยวชมสัตว์ป่ากลางแจ้งที่เรียกว่า “เกมไดรฟ์” (Game Drive) ถือเป็นกิจกรรมเด่นของการมาที่นี่ของนักท่องเที่ยว

เมือง “ดาเอสซาราม” เมืองท่าและเมืองหลวงเก่าของแทนซาเนีย

 

เคนยาเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยชนเผ่ากว่า 40 เผ่า แต่เผ่าที่มีวัฒนธรรมโดดเด่นและเป็นที่รู้จักมากที่สุดก็คือ เผ่ามาไซ ชนเผ่ามาไซจะวัดฐานะความร่ำรวยกันที่จำนวนวัว ดังนั้นหนุ่มมาไซคนไหนที่มีวัวมาก จะเป็นที่หมายปองของบรรดาสาวๆ เป็นพิเศษ เมื่อวัวเป็นสิ่งมีค่ายิ่ง หนุ่มมาไซจึงต้องคอยดูแลปกป้องอันตรายจากสัตว์ป่า สร้างความเป็นนักสู้อยู่ในสายเลือดไปในตัว ว่ากันว่าหนุ่มมาไซบางคนถึงกับกล้าต่อสู้กับสิงโตเลยทีเดียว นอกจากสีสันจากสัตว์ป่าและทุ่งหญ้าแล้ว ท้องทะเลของเคนยานั้นก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะหาดวาตามู (Watamu Beach) เป็นอีกหนึ่งชายหาดที่มีชื่อเสียง ด้วยความงดงามของท้องฟ้าสีสดและน้ำทะเลสีเข้ม แต่งแต้มด้วยฉากวิถีชีวิตของผู้คน ทำให้ทุกอย่างดูมีชีวิตชีวา

อุทยานแห่งชาติเซเรนเกติ (Serengeti National Park) ของประเทศแทนซาเนีย เป็นอีกสถานที่ที่แสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ชื่อเซเรนเกติ มาจากคำว่า ไซรินกิตู (Siringitu) ในภาษามาไซ ที่แปลว่า “สถานที่ซึ่งแผ่นดินเคลื่อนที่ตลอดกาล” ซึ่งน่าจะมาจากความกว้างใหญ่เหมือนไม่มีที่สิ้นสุดของที่ราบแห่งนี้นั่นเอง ในช่วงหน้าแล้งที่เซเรนเกติแห่งนี้จะได้เห็นภาพฝูงสัตว์กินพืช เช่น ไวด์อาบีส (Wildebeest) ม้าลาย และสัตว์จำพวกกวาง ยกขบวนอพยพข้ามฝั่งไปยังมาไซมาราในประเทศเคนยา ซึ่งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า The Great Migration การเดินทางเข้าไปยังเขตอนุรักษ์แห่งชาติมาไซมาราของเคนยา และอุทยานแห่งชาติเซเรนเกติของแทนซาเนีย ต้องนั่งเครื่องบินเล็กไปเท่านั้น ทำให้ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก แต่ก็ยังมีสถานที่ที่เป็นทางเลือกที่สามารถนั่งรถยนต์เข้าไปได้คือ อุทยานแห่งชาติมิกูมิ (Mikumi National Park) อีกหนึ่งประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจให้ทีมงานคือ รอยยิ้มที่ออกมาจากหัวใจของผู้คนชาวแทนซาเนียที่เป็นคนซื่อ เปิดเผย และเปิดรับไมตรีจากชาวต่างชาติ แทนซาเนียจึงเป็นประเทศหนึ่งที่สงบและปลอดภัย โดยเฉพาะที่เมือง “ดาเอสซาราม” เมืองท่าและเมืองหลวงเก่าของแทนซาเนีย

ทุกวันนี้เรายังระลึกนึกถึงความเป็นมิตรไมตรีจากน้ำใจอันบริสุทธิ์ของผู้คนจากดินแดนนี้อยู่เสมอ อีกหนึ่งความงดงามที่ต้องบันทึกไว้ในหัวใจ ติดตามรับชมเรื่องราวเพิ่มเติมได้ในรายการโลก 360 องศา ทาง ททบ.5 ทุกวันเสาร์ เวลา 21.20 น.

ความงดงามของท้องฟ้าสีสด และน้ำทะเลสีเข้ม ที่หาดวาตามู