ฟูจิซัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/470693

ฟูจิซัง

โดย…พรหมสาขา ณ สกลนคร

คงเป็นความฝันของใครหลายคนที่จะได้เดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น ได้เห็นภูเขาไฟฟูจิใกล้ๆ สักครั้งในชีวิต บางคนมาถึงแล้วแต่ไม่ได้เห็นเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น ทำให้มีเมฆหมอกบัง แต่สำหรับผมแล้วการมาครั้งแรกแล้วได้เห็นภูเขาไฟฟูจิเต็มๆ แบบนี้ก็นับว่าโชคดีไม่น้อยเลยทีเดียว

ภูเขาไฟฟูจิ เป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ราว 3,776 เมตร อยู่ในจังหวัดชิซุโอะกะและจังหวัดยะมะนะชิ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของกรุงโตเกียว ฟูจิเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ ยังจะเห็นได้จากภาพวาดศิลปะต่างๆ บนกลอน ของที่ระลึก ในอดีตฟูจิยังเป็นฐานทัพของซามูไรใช้เป็นที่ฝึก ฟูจิยังเป็นอะไรต่างๆ อีกมากมายของชาวญี่ปุ่น เป็นจิตวิญญาณ เป็นความเชื่อความศรัทธา อีกทั้งยังเป็นมรดกโลกที่สำคัญอีกเช่นกัน

 

‘ไปไหนไปด้วยกัน’ คู่หูเที่ยวรอบโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/470691

‘ไปไหนไปด้วยกัน’ คู่หูเที่ยวรอบโลก

โดย…รอนแรม ภาพ…ไปไหนไปด้วยกัน

จากความชอบส่วนตัวเปลี่ยนเป็น “งาน” อดิเรก จึงเกิดเป็นเพจ ไปไหนไปด้วยกัน / Tamkarnwela ของคู่หูนักเดินทาง อุ๊-วิลาสินี รัศมิทัต และ ต้อง-ชเพชร ชลานุเคราะห์ ที่ได้กลับมาแบ่งปันเรื่องราวการเดินทางเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนออกเดินทางต่อไป

เพจไปไหนไปด้วยกัน / Tamkarnwela นิยามว่าเป็นนิตยสารออนไลน์ที่รวบรวมที่เที่ยว ที่กิน ตามแต่ที่ได้ไปสัมผัสมาในแต่ละกาลเวลา

“เริ่มจากการทำรีวิวด้านท่องเที่ยวในพันทิปมาก่อน ทำมาเป็นสิบปีแล้ว” อุ๊ คู่หูคนที่ 1 กล่าว “โดยเริ่มจากตัวเองที่เวลาจะไปเที่ยวไหน จะไปหาข้อมูลในพันทิป แล้วเราเองก็ชอบไปนู่นไปนี่ ก็น่าจะนำข้อมูลของเรามาแชร์ให้คนอื่นบ้าง เหมือนรับของเขามาก็นำคืนกลับเข้าไป และการเขียนรีวิวตอนนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ใช้อินเทอร์เน็ตด้วย เพราะแต่ก่อนไม่ได้เป็นคนไฮเทคมาก แต่พอมาเล่นพันทิปก็เริ่มมีคอมมูนิตี้ คุยกับคนที่มีไลฟ์สไตล์เหมือนกัน คุยเรื่องเดียวกัน สมัยก่อนเฟซบุ๊กยังไม่มี อินสตาแกรม ไลน์ ก็ยังไม่มีทั้งนั้น พวกเราเลยติดต่อกันผ่านตัวหนังสือ”

 

เธอใช้นามล็อกอินว่า หมูอ้วนจอมพลัง จนถึงตอนนี้ก็ยังเขียนรีวิวเรื่องท่องเที่ยวในพันทิปอยู่ควบคู่ไปกับเพจเฟซบุ๊ก “โลกมันหมุนไปทุกวัน พอคนไปอยู่ที่เฟซบุ๊กมาก เราก็ต้องไปทางนั้น ต้องปรับตัวให้ทันคนใช้ในโลกออนไลน์” อุ๊ กล่าวต่อ

คาแรกเตอร์การเขียนและการถ่ายภาพของเพจไปไหนไปด้วยกัน ค่อนข้างเป็นตัวของพวกเธอเอง เธอใช้คำว่า “เงียบๆ หน่อย” เน้นเที่ยวสบาย เจาะกลุ่มคนทำงานที่ไม่แบ็กแพ็กแบบวัยรุ่นมาก รีวิวทั้งการท่องเที่ยวภายในและภายนอกประเทศ และเป็นลักษณะไปเที่ยวเองเพื่อให้รู้ทุกขั้นตอน

“ส่วนใหญ่บล็อกเกอร์รุ่นเก่าๆ จะเริ่มจากการไปเที่ยวเอง จ่ายเงินเที่ยวเอง ข้อมูลหาเอง กำหนดเส้นทางเอง แต่สักพักหนึ่งเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง คือ เริ่มมีคนเชิญให้ไปที่นู่นที่นี่ ซึ่งมันก็ดีเพราะบางทีเราได้ไปในสถานที่ที่หากไปเที่ยวเองจะไม่มีโอกาสเข้าไป”

 

อุ๊ทำงานประจำมาตลอดตั้งแต่การรีวิวยุคแรกจนลาออกมาทำกิจการของตนเองก็ยังทำอยู่ อุ๊และต้องจึงไม่ได้อยู่ด้วยการเดินทางแล้วเขียนรีวิว แต่ใช้การเดินทางเป็นงานอดิเรกที่ช่วยเติมเต็มชีวิตกันและกัน ซึ่งการทำธุรกิจของตัวเองทำให้ทั้งสองสามารถจัดสรรเวลาเที่ยวได้เป็นอิสระ จึงสามารถเดินทางได้มากก่อนอายุและร่างกายจะไม่ไหว

ปีนี้อุ๊อายุ 50 ปี ส่วนต้องอายุ 49 ปี และเพจไปไหนไปด้วยกันมีอายุครบ 4 ปี อุ๊เล่าต่อว่า เด็กสมัยนี้โชคดีที่เริ่มเที่ยวตั้งแต่วัยรุ่น สามารถค้นหาโลกกว้างได้เร็วกว่าคนในวัยอย่างเธอที่การเดินทางยังไม่สะดวกสบาย หรือการหาข้อมูลยังไม่ง่ายดายเหมือนในตอนนี้

“การรีวิวเหมือนบันทึกการเดินทางของเราสองคน และเราอยากแบ่งปันให้คนอื่นได้รู้ข้อมูลบ้าง” ต้องกล่าวเสริม “ข้อมูลที่เราเคยเขียนไว้มันจะมีประโยชน์ตลอด เพราะข้อมูลเก่าๆ ที่เราเขียนไปมันจะอยู่ในอินเทอร์เน็ต เมื่อเสิร์ชคำที่ต้องการก็จะเจอทันที ดังนั้นข้อมูลที่เขียนไปจะเป็นประโยชน์ไปตลอด”

ความหมายของชื่อ ไปไหนไปด้วยกัน / Tamkarnwela วรรคแรกมาจากการที่เธอทั้งสองจะเดินทางคู่กันตลอดตรงกับคำว่า ไปไหนก็จะไปด้วยกัน ส่วนวรรคสองเป็นชื่อล็อกอินในพันทิปของต้อง หมายถึง การเดินทางจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

 

“ไปไหนไปด้วยกันอีกความหมาย หมายถึงเราได้พาแฟนเพจไปด้วย เพราะเราจะอัพเดทตลอด แชร์ให้ลูกเพจตลอด พอมีข้อสงสัยลูกเพจถาม เราก็จะตอบทุกครั้ง เวลาสอบถามมาหลังไมค์เราก็ยินดีอธิบาย เหมือนกับว่าเราเดินทางไปด้วยกันจริงๆ” อุ๊ กล่าว

เรื่องการทำเพจให้เป็นที่รู้จักนั้น เธอทั้งสองสารภาพว่าไม่เคยเสียเงินซื้อยอดไลค์ แต่ตั้งใจให้ค่อยๆ เติบโตในหมู่ที่มีไลฟ์สไตล์เหมือนกัน “เพจไม่ได้โตมาก” อุ๊ กล่าวต่อ “แต่คนที่ติดตามเรามีแต่คนที่คุ้นเคย คนที่ตามมีทั้งคนที่อ่านหมูอ้วนจอมพลังจากพันทิปมาอยู่แล้ว และคนอื่นๆ ที่สนใจในแบบฉบับของเรา ดังนั้นเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับยอดไลค์มากเท่ากับการตอบสนองกับลูกเพจอย่างที่เราทำอยู่ตอนนี้”

ต้องยังกล่าวด้วยว่า “เรายังทำเพราะรักในการเดินทาง เรายังมีความตั้งใจเดิมอยู่เหมือนเดิม เรายังทำคอนเทนต์ในไลฟ์สไตล์ คำพูดไม่ได้ประดิษฐ์เพื่อเอาใจใคร อะไรอร่อยก็บอกอร่อย ไม่อร่อยก็บอกไม่ ที่นี่ดีก็บอกดี ไม่ดีก็บอกว่าไม่ดีเพราะอะไร ส่วนรูปจะเน้นรูปสวย ดังนั้นเวลาไปที่ไหนจะแบ่งเป็นส่วนออร์เดิร์ฟที่ถ่ายภาพจากมือถือแล้วเขียนคำบรรยายเลย กับส่วนที่ถ่ายจากกล้องอย่างดี ส่วนคอนเทนต์ก็ผ่านกระบวนการคิดมาอย่างดี ซึ่งเราจะจริงจังกับส่วนหลังมาก”

สำหรับหน้าที่ในการทำงาน อุ๊มีหน้าที่เขียนเนื้อหา ส่วนต้องมีหน้าที่ถ่ายภาพ ทั้งสองเดินทางด้วยกันแต่ทำต่างหน้าที่กัน ฉะนั้นจึงเป็นเหตุผลให้ต้องไปไหนไปด้วยกันเกือบทุกครั้งเพื่อข้อมูลและภาพที่สมบูรณ์ ล่าสุดทั้งสองเพิ่งกลับมาจากคิโรโระ เมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งลูกเพจต่างตื่นเต้นกับรูปหิมะและเกิดอาการอยากตามรอย โดยเธอจะรีวิวรายละเอียดทุกอย่างพร้อมรูปภาพอย่างเต็มที่ในพันทิป จากนั้นจะแชร์ไปยังเฟซบุ๊ก ส่วนข้อมูลในเฟซบุ๊กนั้นจะไม่ลึกมาก แต่จะดึงดูดให้คนสนใจ และเก็บไว้ในแผนการเดินทางครั้งต่อไป นอกจากนี้ในปีหน้า ไปไหนไปด้วยกัน จะพัฒนาไปสู่เว็บไซต์ alwaysgotogether.com โดยจะโยกย้ายเนื้อหาส่วนใหญ่ไปไว้ในเว็บไซต์ด้วย

“เราอยากมีที่ที่เป็นของตัวเอง” อุ๊กล่าวถึงการสร้างเว็บไซต์ “วันนี้เราไปอาศัยบ้านเขาอยู่ วันหนึ่งเราก็อยากมีบ้านเป็นของตัวเองบ้าง แต่ก็ยังไม่ขนเสื้อผ้าออกจากบ้านเก่า เราจะยังมีพันทิป เฟซบุ๊ก และเว็บไซต์ควบคู่กันไปด้วย”

ความถี่ในการเดินทางนั้น อุ๊และต้องจะออกเดินทางทุกเดือน อย่างต่ำสุด 1 ทริป และอย่างมากสุด 9 ทริป (อย่างเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา) มีทั้งที่เดินทางเองและไปตามคำชวนของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งทั้งสองคนไม่อยากนิยามให้ตนเป็นบล็อกเกอร์ เพราะพวกเธอยังเป็นเพียงคนชอบเดินทางแล้วอยากแบ่งปันเรื่องราวให้คนอื่นได้ทราบบ้างเท่านั้นเอง

“ถ้าเรานำคอนเทนต์ไปใส่ไว้ในอินเทอร์เน็ตได้ มันก็เป็นประโยชน์ทั้งนั้นแหละ” ต้องกล่าวเพิ่มเติม นอกจากนี้อุ๊ยังให้ความสำคัญของการเดินทางว่า “การเดินทางคือวิถีสร้างแรงบันดาลใจ เวลาเราออกจากโลกที่เราอยู่แล้วเห็นโลกที่กว้างมากขึ้น พอเรากลับมาทำงาน เหมือนกับว่าเราได้รับพลังงานอะไรบางอย่างที่ทำให้มีแรงทำงาน และมีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตต่อไป เราสองคนเดินทางตอนนี้ในตอนที่ยังไหว และเราพยายามที่จะไม่เดินทางมากเกินไป เพื่อรักษาการเดินทางที่เกิดสุขและเกิดไฟในตัวเอง” เธอทิ้งท้าย

ติดตามเรื่องราวการเดินทางของอุ๊และต้องได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ไปไหนไปด้วยกัน / Tamkarnwela หรือทางพันทิปชื่อ หมูอ้วนจอมพลัง

 

เดอะ สแตรนด์ ครุยส์ สำราญล่องแม่น้ำอิรวดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/470690

เดอะ สแตรนด์ ครุยส์ สำราญล่องแม่น้ำอิรวดี

โดย…คีตะ pk_st@yahoo.com

โรงแรมงดงามเก่าแก่และมีชื่อเสียงคู่เมืองย่างกุ้งมาเนิ่นนานอย่าง เดอะ สแตรนด์ เพิ่งจะเปิดตัว เดอะ สแตรนด์ ครุยส์ เมื่อต้นปี 2016 ด้วยเรือสำราญลำนี้จะมอบประสบการณ์อันน่าจดจำ ด้วยการล่องไปตามลำน้ำอิรวดี (หรือ เอยาวดี แปลว่า มหานที) จากพุกามไปมัณฑะเลย์ และกลับกัน ระหว่างนั้นก็เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ไปสัมผัสกับรู้จักศิลปะ วัฒนธรรม รวมทั้งวิถีชีวิตแห่งเมียนมา

เดอะ สแตรนด์ ครุยส์ โรงแรมหรูลอยน้ำ ทั้ง 4 ชั้นครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ตกแต่งงดงามด้วยฝีมือเชิงช่างท้องถิ่น มีกลิ่นอายและเสน่ห์เฉพาะตัว ห้องพักสุขสบายพร้อมหน้าต่างบานโตที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ข้างนอกอันแปลกตา และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ขณะเรือกำลังเคลื่อนที่

 

ภายในมีห้องอาหารให้บริการความอิ่มอร่อยคาวหวานทุกมื้อ ไม่ว่าจะเป็นอาหารฝรั่งเศสเลิศรส หรืออาหารพื้นเมืองเมียนมาให้ลิ้มลอง ทั้งยังมีบาร์สำหรับเสิร์ฟเครื่องดื่มหลากหลาย รวมทั้งค็อกเทลจากการสร้างสรรค์ของบาร์เทนเดอร์ และไวน์ซึ่งอัดแน่นในเซลลา บนเรือมีห้องออกกำลังกายสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาความฟิต และสระว่ายน้ำพร้อมเตียงอาบแดด รวมไปถึงสปาเพื่อผ่อนคลายสรีระ มีบริการ Wi-Fi และโทรทัศน์ช่องนานาชาติ ที่สำคัญคือ พนักงานซึ่งดูแลเอาใจใส่และมอบความสะดวกสบายตลอด 24 ชั่วโมง

เรือเดินทางทั้งขาขึ้นและล่อง จากพุกามไปมัณฑะเลย์ (4 คืน) หรือมัณฑะเลย์-พุกาม (3 คืน) ระหว่างนั้นหยุดให้ท่องเที่ยวชมเมือง วัด วัง ทั้งที่มัณฑะเลย์ อังวะ สกายน์ พุกาม และ มิงกุน โดยมีมัคคุเทศก์ และยานพาหนะเตรียมไว้ให้ รวมถึงการนั่งรถม้าชมเมือง หรือขึ้นบอลลูนชมทะเลเจดีย์ (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) สิ่งก่อสร้างเก่าแก่โดดเด่นและมีเรื่องราวความเป็นมาอันชวนอัศจรรย์ และหลงใหล เมื่อถึงจุดหมายปลายทางก็สามารถเที่ยวต่อในเมียนมา หรือขึ้นเครื่องบินกลับได้สะดวก

 

เดอะ สแตรนด์ ครุยส์ เหมาะสำหรับพาคนรักไปฮันนีมูนเพิ่มเติมความหวาน หรือแม้แต่นักเดินทางที่ต้องการสัมผัสสีสันอันแปลกต่าง ด้วยความเพลิดเพลินและความสุขซึ่งได้ผ่านพบทำให้วันเวลาบนเรือลำนี้ดูเหมือนจะผ่านไปรวดเร็ว ก่อนที่ความสำราญและประสบการณ์เหนือลำน้ำอิรวดีจะกลายเป็นความทรงจำดีๆ ซึ่งคงอยู่ตลอดไป

Place : เรือสำราญ เดอะ สแตรนด์ ครุยส์ เดินทางขึ้น-ล่อง แม่น้ำอิรวดี ระหว่างพุกาม-มัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา สำนักงานที่กรุงเทพฯชั้น 4 อาคารดุสิตธานี ถนนพระราม 4 สีลม กรุงเทพฯ โทร. 66 (0)9 4979 1324 jared.green@thestrandcruise.com และ www.thestrandcruise.com

Price : ราคาต่อคน เริ่มต้นตั้งแต่ 1,782 เหรียญสหรัฐ (ราคานี้รวมถึงที่พัก อาหาร รถรับ-ส่ง และไกด์)

Promotion : ในเดือน ธ.ค. ลด 30% เฉพาะบางวัน

 

วันเหมียว วิหารวรรณกรรมแห่งเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 07:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/469678

วันเหมียว วิหารวรรณกรรมแห่งเวียดนาม

โดย…โยธิน อยู่จงดี

เมื่อครั้งที่เราเดินทางไปเวียดนามกับสายการบินเวียดเจ็ทแอร์ หนึ่งในโปรแกรมการเที่ยวชมก็คือวันเหมียว ด้วยสำเนียงหูแบบไทยๆ ก็พาให้นึกถึงแมวเหมียวเสียอย่างนั้นแต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ วันเหมียว (Van mieu) หรือที่รู้จักกันในนามวิหารวรรณกรรมแห่งเวียดนามเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาวเวียดนาม

วันเหมียวตั้งอยู่ในกรุงฮานอยอยู่ใกล้กับถนนวันเหมียว วิหารแห่งนี้สร้างใน พ.ศ. 1613 สมัยพระเจ้าไล ไท ตอง (Ly Thanh Tong) เพื่ออุทิศให้กับขงจื๊อมหาปราชญ์ชาวจีนที่ทรงความภูมิรู้ ตามลัทธิขงจื๊อ ต่อมาจึงมีการสร้างโรงเรียนขึ้นภายหลังเพื่อเป็นสถานที่ศึกษาสำหรับพระโอรสและขุนนาง ที่นี่จึงเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนามไปด้วยในตัว ซึ่งตามประวัติศาสตร์ของเวียดนามนั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนมาเป็นเวลานับพันปี เวียดนามจึงได้รับอิทธิพลจากจีนแผ่นดินใหญ่มาค่อนข้างมาก ตั้งแต่สถาปัตยกรรมไปจนถึงภาษาและอาหารการกิน และแน่นอนว่าทำเลที่ตั้งและตำแหน่งต่างๆ ภายในวิหารย่อมถูกสร้างตามหลักฮวงจุ้ยทุกประการ

 

บริเวณตรงหัวมุมทางเข้าด้านหน้าจะมีข้อความว่า “ขอให้ผู้มาเยือนลงจากหลังม้าก่อนเข้า” เป็นการแสดงถึงการเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแสดงให้เห็นถึงการเดินทางของคนสมัยก่อน เมื่อเดินผ่านประตูหน้าจะเป็นส่วนของตึกดาวลูกไก่ “เคว วัน กั๊ก” เป็นส่วนที่บัณฑิตนักอักษรมาท่องกวี เป็นตึกที่มีความสวยงามอย่างมาก และบริเวณโดยรอบก็มีความร่มรื่น แค่จินตนาการภาพของการอ่านหนังสือในบรรยากาศแบบนี้ก็มีความสุขแล้ว

เดินถัดมาก็จะพบกับ สระแสงงาม (เทียน กวาง ติงห์) เป็นสระน้ำขนาดใหญ่และทางด้านซ้ายมือจะเป็นศาลาที่ตั้งแผ่นจารึกนามของเหล่าจอหงวน ที่ผ่านการสอบในแต่ละยุคสมัยของกษัตริย์แต่ละพระองค์ แต่ละแผ่นตั้งอยู่บนหินรูปเต่า จำนวน 82 แผ่น จากที่เคยมีอยู่เดิมถึง 117 แผ่น โดยเริ่มมีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1995-2322 เป็นเวลาราวๆ 300 กว่าปี คนท้องถิ่นเล่าให้เราฟังว่าบัณฑิตจบใหม่มักจะชอบเดินทางมาถ่ายรูปกันที่นี่ เพราะถือว่าเป็นสถาบันความรู้ที่เก่าแก่ที่สุดของเวียดนาม

 

บรรดาป้ายหินสลักชื่อและประกาศความสำเร็จจะมุ่งเน้น การมีคุณธรรม ความพากเพียร ตามอย่างเน้นคุณธรรม 8 ประการแห่งขงจื๊อ ประกอบด้วย 1.ความกตัญญู 2.ความเคารพรักพี่น้อง 3.ซื่อสัตย์จงรักภักดี 4.ความมีสัตย์จริง 5.จริยธรรม 6.มโนธรรม 7.สุจริตธรรม 8.ความละอายต่อความชั่ว

หากเดินชมภายในวิหารวรรณกรรมแห่งนี้สิ่งที่เราจะพบบ่อยๆ ก็คือ เต่า นกกระเรียน และมังกร มีเต่าที่ปรากฏให้เห็นในที่นี้และในที่อื่นๆ ทั่วฮานอยนั้นเป็นเต่าน้ำจืดสังเกตจากเล็บที่เท้า เต่าและนกกระเรียนจัดว่าเป็นสัตว์มงคลที่มีความหมายที่ดี เช่น นกกระเรียน ตามความเชื่อว่ากันว่าจะช่วยส่งเสริมให้อายุยืน หน้าที่การงานราบรื่น และส่งเสริมการเรียนให้ดี การตั้งนกกระเรียนไว้จะส่งผลให้คนในบ้านมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง คนหนุ่มสาวหน้าที่การงานดีเรียนดีมีความเจริญรุ่งเรือง จึงเห็นได้ทั้งภาพวาด ไปจนถึงงานเครื่องเรือนโบราณ

 

ส่วนเต่าเป็นสัตว์มงคล ชาวจีนและชาวเวียดนามมักมีการนำรูปปั้นเต่ามาใช้เพื่อส่งเสริมความเป็นมงคลให้กับชีวิต ใช้มากในการจัดฮวงจุ้ย เต่าเป็นสัตว์ที่อายุยืนจึงช่วยส่งเสริมให้คนสูงอายุในบ้านมีอายุยืน คนเจ็บคนไข้หายเจ็บป่วย จะว่าไปแล้วที่ฮานอยก็มีทะเลสาบคืนดาบ เป็นตำนานการสร้างชาติเวียดนาม ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเล ต้นราชวงศ์เล ได้ใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ในการขับไล่ชาวจีน ยุคราชวงศ์หมิง ปลดแอกเวียดนามจากจีนได้สำเร็จด้วยดาบศักดิ์สิทธิ์ที่ได้มาจากเต่ายักษ์ในทะเลสาบแห่งนี้ วันหนึ่งในขณะที่พระองค์ล่องเรือในทะเลสาบ ก็มีเต่ายักษ์ตัวเดิมโผล่ขึ้นมาเอาดาบคืนเป็นที่มาของทะเลสาบคืนดาบ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากวิหารวรรณกรรมมากนัก

ถัดจากส่วนที่ใช้ในการศึกษาจะเป็นส่วนของเขตวัดที่เต็มไปด้วยเหล่าผู้คนที่มากราบไหว้บูชาขอพร ซึ่งจะมีรูปปั้นขงจื๊อและกษัตริย์แต่ละพระองค์ที่สำคัญของเวียดนามตั้งอยู่ที่นี่ ซึ่งเราจะสังเกตเห็นได้ถึงความสวยงามของสถาปัตยกรรมและการออกแบบอาคาร ศิลปะที่ใช้แบบจีนโบราณซึ่งจะได้เห็นอักษรภาษาเวียดนามโบราณจารึกไว้ภายใน อักษรเวียดนามโบราณนี้ดัดแปลงมาจากภาษาจีนโบราณ จะต่างจากภาษาเวียดนามในปัจจุบันที่ดัดแปลงมาจากภาษาฝรั่งเศสเพราะครั้งหนึ่งเคยตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส

 

ต่อมาถูกสั่งยุติการเรียนภาษาจีนและมาเรียนภาษาฝรั่งเศสทั้งหมดและช่วงเวลาที่ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสนั้นก็กินระยะเวลา ตั้งแต่ปี 2427 จนถึง พ.ศ. 2483 ทำให้ประเทศถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน คือ ภาคเหนือเป็นแคว้นตังเกี๋ย ภาคกลางเป็นแคว้นอันนัม และภาคใต้เป็นแคว้นโคชินไชนา (โคชินจีน) และถูกรวมเข้ากับกัมพูชาและลาว เรียกว่าสหพันธ์อินโดจีน (Indochinese Federation) ในยุคนั้น  แต่ในช่วงระยะเวลา 59 ปีที่เวียดนามเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสหลายสิ่งหลายอย่างก็ได้พัฒนาตั้งแต่ถนนหนทาง ระบบการศึกษา และสาธารณสุข แต่ก็ทำให้วัฒนธรรมหลายอย่างของเวียดนามเปลี่ยนแปลงจนเลือนหายไปเช่นกัน โดยเฉพาะภาษาเวียดนามโบราณ

แต่สิ่งที่เราแนะนำก็คือ หลังจากชมส่วนที่เป็นศาลเจ้าของวิหารวรรณกรรมแล้วอย่าเพิ่งหันหลังกลับ เพราะยังมีทางเดินที่ต้องอาศัยความสังเกตเดินเที่ยวชมสวนด้านหลัง ถ้าโชคดีคุณก็จะได้ชมการแสดงดนตรี และการแสดงทางวัฒนธรรมที่น่าชมหลายอย่างของทางเวียดนาม

แต่สุดท้ายแล้วหลังจากเวียดนามได้รับเอกราช สถานที่แห่งนี้ก็ได้รับการฟื้นฟูจนกลับมามีสภาพที่สวยงาม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ในแต่ละวันจะมีชาวเวียดนามกว่าหลายพันคนรวมทั้งชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวชมสถานที่แห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย

 

 

สุดยอด 3 เส้นทาง ที่ยากจะย้อนรอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 10:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/469619

สุดยอด 3 เส้นทาง ที่ยากจะย้อนรอย

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา kebtoke@plat360.com

ตราบใดที่โลกยังคงหมุน กาลเวลาไม่เคยเหนื่อยล้าที่จะหยุดเดิน ความไม่แน่นอนของสรรพสิ่งย่อมเกิดขึ้น เช่นเดียวกับบางเส้นทางที่ทีมงานโลก 360 องศา เคยก้าวเข้าไปสัมผัส และบันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้ มาในวันนี้ภาพเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง เพราะไม่อาจเห็นด้วยตาหรือสัมผัสด้วยความรู้สึกเช่นเดิมได้อีกแล้วในโลกแห่งความเป็นจริง เนื่องด้วยปัจจัยเงื่อนไขมากมายที่สร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในจุดหมายปลายทางที่ได้ไปเยือนเหล่านั้น

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงไปแบบพลิกฝ่ามือก็คือ ประเทศซีเรีย ซึ่งมีพื้นที่ 185,180 ตารางกิโลเมตร ขนาดเล็กกว่าประเทศไทย 2.77 เท่า ซึ่งทีมงานโลก 360 องศา ได้มีโอกาสไปถ่ายทำรายการเมื่อปี 2552 เพียง 2 ปี ก่อนที่สงครามกลางเมืองในซีเรียจะปะทุขึ้นในปี 2554 ผลพวงจากปรากฏการณ์ “อาหรับสปริง” ที่ประชาชนในโลกอาหรับหลายประเทศลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลที่เริ่มคุกรุ่นมาตั้งแต่ปลายปี 2553

ประชาชนชาวซีเรียลุกขึ้นมาประท้วงประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด หลังครองอำนาจมายาวนานและต่อมาบานปลายไปสู่การไล่ฆ่าฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ปรานี จากตัวเลขขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ภัยจากสงครามในซีเรียตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปี 2558 มีผู้เสียชีวิตกว่า 2.5 แสนคน และอพยพลี้ภัยกว่า 2 ล้านคน

ความรุ่งเรืองในอดีตของโรมันที่เมืองพาล์มีร่า

 

ภาพที่ได้เห็นเมื่อครั้งเข้าไปถ่ายทำรายการในปี 2552 นั้น เป็นภาพของประเทศที่มีความสวยงามและเป็นดินแดนอารยธรรมเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมถึงได้เห็นวิถีชีวิตและศาสนปฏิบัติที่เป็นสุดยอดความประทับใจในการเดินทางครั้งหนึ่งของทีมงาน

ประสบการณ์ในซีเรีย เริ่มต้นขึ้นที่ “กรุงดามัสกัส” เป็นเมืองหลวงของประเทศ ที่ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์อันดับ 4 ของผู้นับถือศาสนาอิสลาม รองจาก นครมักกะฮ์ และเมืองมะดีนะฮ์ ในประเทศซาอุดีอาระเบีย และกรุงเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล โชคดีของทีมงานที่ได้บันทึกภาพ มัสยิดอุมเมยาด (Umayyad mosque) ศาสนสถานขนาดใหญ่ เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก สร้างเสร็จสมบูรณ์ราว ค.ศ. 715 หรือเมื่อ 1,301 ปีที่แล้ว ก่อนที่มรดกโลกแห่งนี้จะถูกภัยสงครามทำลายล้างจนเหลือแต่ซากในปี 2556

มัสยิดอุมเมยาด เป็นที่เคารพทั้งจากชาวมุสลิม นิกายซุนนีย์ นิกายชีอะห์ และชาวคริสเตียน เพราะส่วนหนึ่งของมัสยิดแห่งนี้ สร้างคร่อมมหาวิหารเซนต์ จอห์น แบ็บติส จึงเป็นศาสนสถานที่สำคัญ ที่หลอมรวมชาวซีเรียไว้ด้วยกัน แม้จะนับถือศาสนาที่ต่างนิกาย

มัสยิดอุมเมยาด (Umayyad mosque) ศาสนสถานขนาดใหญ่ เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

วิถีชีวิตผู้คนชาวซีเรียในเวลานั้นล้วนมีแต่ความเป็นมิตรและรอยยิ้ม อ้าแขนรับการเข้ามาของชาวต่างชาติ ไม่มีวี่แววของความขัดแย้งเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะด้านการศึกษาภาษาอาระบิก ที่นักศึกษาชาวต่างชาติจะมีกรุงดามัสกัสเป็นจุดหมายปลายทาง รวมทั้งนักศึกษาจากประเทศไทยด้วย เนื่องจากมีค่าครองชีพที่ไม่สูง และภาษาอาระบิกที่ใช้ในประเทศซีเรียนั้น เป็นภาษาอาระบิกมาตรฐาน ที่นิยมใช้ในหลายประเทศทั่วโลก

อีกเมืองในซีเรียที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ เมืองพาล์มีร่า (Palmyra) เมืองโบราณที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 2,000 ปี ถูกสร้างขึ้นตามพระบัญชาของพระนางซิโนเบีย (Queen Zenobia) สตรีคนแรกๆ ของโลก ที่เป็นกษัตริย์หญิง มีทั้งสิริโฉมงดงาม และความฉลาดปราดเปรื่องด้านการปกครอง ด้วยความงดงามของเมืองพาล์มีร่าแห่งนี้ นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกจึงปักหมุดเป็นเป้าหมายปลายทางที่ต้องไปเยือน โรงแรมที่อยู่รอบๆ เมืองพาล์มีร่า ส่วนใหญ่จะถูกจองเต็มหมด ตอนนั้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศซีเรีย กำลังจะเริ่มสดใสดูดีมีอนาคต ก่อนที่สงครามจะมาพรากทุกสิ่งไปไม่เว้นแม้แต่ลมหายใจของเด็กๆ ทิ้งไว้แต่รอยเลือดและคราบน้ำตาของผู้คน

ในปีเดียวกันนั้นเองโลก 360 องศา ยังได้ไปเยือนกรุงเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล นับเป็นเมืองหลวงและเมืองเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีเอกลักษณ์พิเศษที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของการเป็นต้นกำเนิดหลายอย่างในแต่ละศาสนา ทำให้กรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้เคร่งศาสนาหลายคนอยากเดินทางไปอย่างมาก ถัดมาคือเมือง เทลอาวีฟ (Tel Aviv) เมืองใหญ่อันดับสอง ที่เป็นทั้งเมืองท่า และศูนย์กลางทางการเงินของประเทศ ภาพของเมืองเทลอาวีฟในขณะนั้น ดูยิ่งใหญ่ทันสมัยเป็นอย่างมาก

กรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ อิสราเอล

 

ที่ขึ้นชื่อเรื่องภูมิปัญญาและนวัตกรรมของอิสราเอลก็คือ การเอาชนะธรรมชาติโดยการจัดระบบชลประทาน จนดินแดนทะเลทรายที่แสนจะแห้งแล้งแห่งนี้ กลายเป็นแหล่งผลิตพืชผลที่สำคัญส่งไปขายทั้งยุโรป เอเชีย และแอฟริกา เรียกได้ว่าเป็นมหาอำนาจด้านการบริหารจัดการน้ำเลยก็ว่าได้ และสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติในอิสราเอลที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก คงต้องยกให้ทะเลสาบเดดซี ที่จะสร้างประสบการณ์ในฝันของคนหลายๆ คนด้วยการลงไปลอยตัวในทะเลสาบแห่งนี้ ที่ลอยตัวได้ก็เพราะมีความเค็มมากกว่าน้ำทะเลทั่วไปถึง 6 เท่า และมีความเข้มข้นของแร่ธาตุเป็นอย่างมากนั่นเอง

ประเทศบังกลาเทศ เป็นอีกจุดหมายปลายทางที่จัดว่าอยู่ในโซนอันตราย มีประชาชนกว่า 160 ล้านคน อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ในพื้นที่ประมาณ 1.44 แสนตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะกรุงธากาเมืองหลวงของประเทศ ทำให้บังกลาเทศเป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก ความยากจน ทำให้กรุงธากาเกิดปัญหาอาชญากรรมบ่อยครั้ง แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ยอมเสี่ยงไปธากา เพื่อเดินทางต่อไปยังปลายทางในฝัน ที่เป็นผืนป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อว่า ซันดาร์บานส์ นั่นเอง

มนต์สเน่ห์ของการเดินทางท่องไปในผืนป่าซันดาร์บานส์นั้น คือ การได้ใช้ชีวิตอยู่บนเรือล่องไปตามแม่น้ำ ได้สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติตลอดทั้งสัปดาห์ ทิ้งโลกที่แสนจะวุ่นวายไว้เบื้องหลัง เวลาหมดไปอย่างรวดเร็วกับการเก็บภาพสวยๆ ในแต่ละมุมของผืนป่าแห่งนี้ ช่างสุดแสนจะคุ้มกับการเดินทาง และช่วยเติมพลังชีวิตได้อย่างน่าประหลาดใจ คุณผู้อ่านสามารถติดตามรับชมเรื่องราวเพิ่มเติมได้ในรายการโลก 360 องศา ได้ทาง ททบ.5 ทุกวันเสาร์ เวลา 21.20 น.

กรุงธากาเมืองหลวงที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

จักริน ศิลา ความฝันคือเที่ยวรอบโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/469617

จักริน ศิลา ความฝันคือเที่ยวรอบโลก

โดย…รอนแรม

ความฝันของแต่ละคนต่างกัน อย่างความฝันของ เต้ย-จักริน ศิลา อยากเดินทางรอบโลก เรื่องนี้เขาจริงจังและตั้งใจถึงขั้นเลือกเรียนคณะการจัดการการท่องเที่ยว เพื่อจบมาจะได้ทำงานในวงการ และยังได้เปิดบริษัททัวร์พาคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกขั้นที่ทำให้เข้าใกล้ความฝันมากขึ้น

เต้ยเป็นคนขอนแก่น เป็นลูกชาวนา เป็นนักร้องลูกทุ่งต้นตำรับอีสานสังกัดค่าย ยุ้งข้าว เรคคอร์ด และเป็นเจ้าของซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุด เพลง “ขายข้าวขอนาง”

เรียนเพื่อเที่ยว

เต้ยกับเพื่อนๆ คณะการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยศรีปทุม รวมกลุ่มกันจัดตั้งบริษัททัวร์ และเปิดขายโปรแกรมให้ผู้สนใจซื้อทัวร์ไปเที่ยวจริง ล่าสุดเขาพาคนไทย 20 คน ไปเที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน

 

“การทำบริษัททัวร์เป็นตัวหนึ่งในรายวิชาที่ผมเรียนอยู่ อาจารย์ให้พวกเราเปิดบริษัททัวร์จริง และดำเนินการเหมือนจริงเลย ครั้งแรกได้พาคณะทัวร์ไป จ.พระนครศรีอยุธยา ครั้งสองไป จ.กาญจนบุรี แล้วครั้งนี้ไปไกลหน่อยถึงประเทศเกาหลี เพราะช่วงนี้อากาศเย็น มีหิมะตก คนไทยชอบ มีของให้ช็อปปิ้งเยอะ และขายคนไทยง่าย”

เขาอธิบายโปรแกรมคร่าวๆ ว่า วันแรก ไปเที่ยวหมู่บ้านฝรั่งเศส กินอาหารสไตล์บุลโกกิง ข้ามไปเกาะนามิ และพักที่เมืองซูวอน วันที่สอง ไปไหว้พระที่วัดวาวูจองซา เที่ยวสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ เรียนทำกิมจิ และไปช็อปปิ้งที่เมียงดง จากนั้นวันที่สาม ไปเที่ยวพระราชวังคยองบก คล้องกุญแจรักที่ตึกโซลทาวเวอร์ และวันสุดท้าย พาไปชมหมู่บ้านโบราณบุกชอนฮันอ๊ก ช็อปปิ้งโสม สมุนไพร และปิดท้ายด้วยร้านขายของที่ระลึก หรือที่ภาษาทัวร์เรียกกันว่า ร้านละลายเงินวอน

“เต้ยกับเพื่อนๆ มีหน้าที่ดำเนินงาน ดูแลลูกค้า ส่วนเรื่องทัวร์ที่เกาหลีได้จ้างบริษัทแลนด์ที่นั่น แม้ว่าที่เกาหลีจะมีการชุมนุมใหญ่ แต่ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ยังเป็นปกติ อาจมีการเปลี่ยนแผนบ้างตอนอยู่ที่โซล แต่บรรยากาศทุกอย่างยังรู้สึกปลอดภัยและไม่รู้สึกถึงความรุนแรงใดๆ จากการประท้วง”

 

เขายังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด คือ โปรแกรมทัวร์ที่ถูกใจและบริษัทสามารถทำตามโปรแกรมนั้นได้ รวมถึงการบริการที่ดี ดูแลดี และต้องให้ลูกค้ารู้สึกดีตลอดการเดินทาง

ถามเต้ยต่อว่า ทำไมทัวร์เกาหลีบางบริษัทถึงขายราคาถูก เขาแสดงความเห็นว่า ต้องดูที่โปรแกรมทัวร์ เพราะบางโปรแกรมบางวันลูกค้าอาจต้องดูแลตัวเองทุกมื้อ ดังนั้นไม่ใช่ว่าทัวร์ราคาถูกแล้วจะดี แต่ต้องลงลึกไปในรายละเอียด ดูโปรแกรมแต่ละวันให้ดี ไม่เช่นนั้นคุณอาจเสียเงินแพงกว่าทัวร์ที่ราคาสูงกว่าเพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ เต้ยจะจบการศึกษาอีกในปีหน้า เขาคิดอยากเปิดบริษัทแลนด์ที่เมืองไทย หรือหากมีโอกาสมากกว่านั้น เขาอยากเป็นไกด์ เพื่อพาคนไทยไปเที่ยวรอบโลก เพราะการทำงานน่าจะทำให้เขาเดินทางรอบโลกสำเร็จเร็วกว่าไปด้วยตัวเอง

ประเทศเกาหลี เป็นการทำทัวร์ไปต่างประเทศครั้งแรก ซึ่งก่อนหน้านั้นตอนเรียนอยู่ปี 1 และปี 2 เขาได้จัดทัวร์ไปจังหวัดใกล้ๆ อย่าง จ.พระนครศรีอยุธยา และกาญจนบุรี ตอนนี้เขาทราบแล้วว่า การทำทัวร์ไปต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยาก เพราะหากทำทัวร์ออกมาแล้วโดนใจคนไทย ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

 

ความหมายของการเดินทาง

ถึงแม้ตอนนี้เขาจะเดินทางไม่มากนัก แต่ไม่ว่าอย่างไรความฝันของเขายัง คือ การเดินทางไกล เพราะการเดินทาง คือ การเปิดกว้างสู่วัฒนธรรมใหม่ ที่เขาใคร่อยากรู้จักมัน

“วัฒนธรรมของแต่ละที่ต่างกัน ยิ่งไปต่างประเทศ วัฒนธรรมก็จะยิ่งต่าง จะยิ่งเห็นได้ชัด ซึ่งผมว่านั่นเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาก การที่เราได้ออกไปเจอสิ่งใหม่ๆ วัฒนธรรมใหม่ๆ ที่เราไม่เคยยึดถือ แต่เราต้องปฏิบัติตามเพราะเป็นวัฒนธรรมของบ้านเขา ผมชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ อยากรู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น พวกเขามีประวัติศาสตร์อะไร ผมเชื่อว่าวัฒนธรรม คือ ข้อสรุปของความเป็นมาของสถานที่แห่งนั้นไว้ทั้งหมดแล้ว” เขากล่าวเพิ่มเติม

โลกของเต้ย

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เต้ยอยากให้โลกใบนั้นมีแต่คนรักกัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน เพื่อให้เป็นโลกที่สงบสุข “ไม่อยากให้มีคนทะเลาะกัน อยากให้ทุกคนบนโลกของผมไม่คิดร้ายต่อใคร เราจะได้อยู่ด้วยกันด้วยความรักความเข้าใจ และโลกทั้งใบจะได้สันติสุข” เขาทิ้งท้าย

ติดตามเต้ยได้ทางเฟซบุ๊ก ยุ้งข้าว เรคคอร์ด หรือทางอินสตาแกรมส่วนตัว Toeyjackarin

 

บันทึกไว้ในหัวใจ เยือนบ้านใกล้เรือนเคียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/468491

บันทึกไว้ในหัวใจ เยือนบ้านใกล้เรือนเคียง

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา  keb_toke@plat360.com

เส้นทางที่ทอดยาวกับเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ทางทีมงานโลก 360 องศาได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์ทั้งแนวคิดและวิถีชีวิตผู้คนในหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกล เมืองใหญ่ บนถนน หรือแม้แต่มุมเล็กๆ ในซอกตึกในดินแดนต่างบ้านต่างเมือง รวมถึงความงดงามยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ศิลปะวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นมากมาย เก็บบันทึกมาเป็นภาพและตัวอักษรแทบจะทุกองศาทั่วโลก เพื่อนำมาถ่ายทอดสู่สายตาคนไทยมากว่า 16 ปีแล้ว

ทุกความรู้สึกและความประทับใจยังคงชัดเจนเสมอ จึงถือโอกาสนี้รวบรวมเรื่องราวที่ทีมงานช่วยกันคัดสรร กลับมาบันทึกเป็นประสบการณ์ฉบับย่อ เรียบเรียงเป็นหมวดหมู่เพื่อเก็บเรื่องราวและประสบการณ์อันมีค่าเหล่านี้ไว้อย่างเป็นระบบ และท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะพลาดตอนใดตอนหนึ่งไป ก็สามารถเก็บสาระในส่วนสำคัญย้อนหลังได้อีกครั้งจากฉบับย่อนี้

ขอเริ่มจากบ้านใกล้เรือนเคียง จะห่างกันก็แค่ฝั่งโขงกั้น คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวก่อนเป็นอันดับแรก

ต้นส้มจี๊ด หนึ่งในไม้มงคลช่วงเทศกาลเต็ดที่เวียดนาม

 

…แสงแดดอ่อนยามเช้าพาดผ่านบนถนนเส้นเล็กๆ ในเมืองหลวงพระบาง กับอากาศที่แสนจะสดชื่นและเย็นสบาย ในทุกเช้าจะเห็นภาพหญิงสาวนุ่งซิ่น มีแพรเบี่ยงหรือผ้าสไบพาดไหล่ตักบาตรด้วยความสำรวมและอ่อนช้อย เป็นภาพที่ชินตา ซึ่งเป็นความงดงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว การร่วมตักบาตรยามเช้าที่หลวงพระบางจึงเป็นอีกกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด

สำหรับคนไทยการไปท่องเที่ยวในลาว จะให้ความรู้สึกเหมือนไปเที่ยวบ้านญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิท เพราะจะมีภาษาที่เราคุ้นเคย  นิสัยใจคอของผู้คนที่คล้ายคลึงกัน ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมที่แทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับภาคอีสานของไทย

ส่วนธรรมชาติในลาวส่วนใหญ่ ก็ยังค่อนข้างบริสุทธิ์ ร่มรื่น และสวยงาม สัมผัสได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่ยังมีการปรุงแต่งน้อย ต้นไม้ สายน้ำ ยังน่าชวนมองเสมอ ขอแนะนำให้ใช้เส้นทางจากเวียงจันทน์ ขึ้นไปวังเวียง จุดหมายปลายทางที่หลวงพระบาง จะเป็นการเดินทางที่จะได้สัมผัสบรรยากาศที่หลากหลายอย่างน่าประทับใจของประเทศลาว

เดินเท้าเปล่าเข้าพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง ที่เมืองย่างกุ้ง

 

ข้อดีของการไปเที่ยวประเทศลาว คือ ความคุ้มค่าของเงิน ค่าใช้จ่ายไม่แพงแต่สร้างความสุขในหัวใจได้ไม่แพ้ที่ใดในโลกเช่นกัน หากอยากหลีกหนีความวุ่นวาย อยากลดจังหวะความเร็ว ความรีบเร่งในชีวิต ความกดดันที่ทำให้หัวใจแทบไม่ได้พัก ลาวน่าจะเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในความคิด

ประเทศถัดไปคือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หรือประเทศพม่าก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อนั่นเอง หลายคนยังไม่ทราบที่มาของการเปลี่ยนชื่อซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 หรือปี พ.ศ. 2532  โดยรัฐบาลทหารเมียนมาที่เปลี่ยนชื่อเรียกประเทศในภาษาอังกฤษจาก Burma เป็น Myanmar ซึ่งในภาษาท้องถิ่นคำว่า Myan แปลว่า รวดเร็ว และ Ma แปลว่า เข้มแข็ง รวมกันแล้วจึงแปลว่า ประเทศที่เข้มแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมียนมา เป็นประเทศที่เกิดขึ้นจากการรวมกันของหลายชาติพันธุ์ในแต่ละรัฐ ซึ่งแต่ละรัฐจะมีประวัติศาสตร์และมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ทำให้เสน่ห์ของประเทศเมียนมาคือ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ

ธรรมชาติอันร่มรื่น สวยงาม ในลาว

 

ถ้าต้องการสัมผัสความเป็นเมียนมาแบบแท้ๆ ก็ต้องที่เมืองย่างกุ้ง เพราะผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นชนชาติ บามาร์ (Bamar) หรือชาวเบอร์มีส (Bermese) จะได้เห็นความเป็นเมียนมาอย่างชัดเจนได้ที่นี่

อย่างไรก็ตาม ชาวเมียนมาในปัจจุบันเปิดรับวัฒนธรรมสมัยใหม่มากขึ้น ภาพเดิมๆ ที่เคยเห็นผู้คนแต่งกายด้วยชุดประจำชาติมีลดน้อยลงไป จะมีภาพคนแต่งตัวด้วยเสื้อยืด กางเกงยีนส์ และกางเกงขาสั้น เข้ามาแทนที่ เพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กับจำนวนตึกสูง โรงแรม หรือการเติบโตของความเป็นสังคมเมืองนั่นเอง

แม้ความเป็นสังคมเมืองจะเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ไม่เคยลดน้อยถอยลงไปเลยก็คือ ชาวเมียนมาไม่เคยเอาใจออกห่างจากพระพุทธศาสนา วัดในเมียนมายังคงรักษาประเพณี วิธีปฏิบัติแบบดั้งเดิมไว้อย่างเคร่งครัด จะเข้าวัดต้องแต่งตัวสุภาพและถอดรองเท้าก่อนเข้าวัดทุกครั้ง ทุกวัดในเมียนมาต้องเดินด้วยเท้าเปล่าเพียงอย่างเดียว

อีกจุดหมายปลายทางในเมียนมาที่น่าไปเที่ยวที่สุดเมืองหนึ่งคือเมือง เชียงตุง ที่นั่นจะได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป มีทั้งไทยเขินและไทยใหญ่ บรรยากาศจะคล้ายกับการย้อนอดีตไปสัมผัสชีวิตผู้คนทางภาคเหนือไทยนั่นเอง ได้เห็นภาพวิถีชีวิตที่เรียบง่าย กินอยู่อย่างพอเพียง และความมีศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนา

ชาวลาวนุ่งซิ่นตักบาตรยามเช้าที่หลวงพระบาง

 

“เวียดนาม” เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ชวนให้หลงใหลเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบความสนุกสนานและความมีสีสัน  เมืองโฮจิมินห์ หรือไซ่ง่อน จะเป็นคำตอบที่จะสร้างความประทับใจให้ แต่หากต้องการสัมผัสอากาศที่เย็นสบายก็แนะนำให้ขึ้นไปทางเหนือที่เมืองฮานอย

ยิ่งใกล้เทศกาลปีใหม่แบบนี้ ทีมงานโลก 360 องศา อยากให้ลองไปสัมผัสกับเทศกาลปีใหม่ของชาวเวียดนาม หรือเทศกาล “เต็ด” (tet) กัน ซึ่งจะมีงานเฉลิมฉลองไปทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ชนเผ่าต่างๆ ไปเที่ยวเวียดนามช่วงปีใหม่รอบนี้จะสร้างความประทับใจให้แบบไม่รู้ลืมเลยก็เป็นได้

 

หายไปที่อื่นกับ ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/468489

โดย…รอนแรม

หนังสือ Be Right Back  หายไปที่อื่น อธิบายยากมากว่านี่คือหนังสืออะไร เพราะไม่ใช่หนังสือบันทึกการเดินทางที่เป็น ทราเวล ล็อก (Travel Log) ที่อธิบายว่าเดินทางไปที่ไหน แล้วไปทำอะไร แต่ แชมป์–ทีปกร วุฒิพิทยามงคล เขียนขึ้นมาหลังเดินทางและมีเวลามากพอที่ได้สำรวจตัวเองว่าความคิดของตนนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

แชมป์เป็นนักเขียน นักวาด และนักเดินทาง เคยเขียนหนังสือบันทึกการเดินทางเรื่อง แวนเดอร์บอย ที่บอกเล่าถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ สถานที่นั้นๆ แต่สำหรับ Be Right Back เขาเขียนด้วยวิธีอีกแบบหนึ่งที่บอกเล่าถึง “สาระเบื้องใต้” ณ สถานที่นั้นๆ ของ 6 ประเทศ ได้แก่ ประเทศเกาหลีเหนือ สวนสนุกโคนีย์ที่บรูคลิน สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ และเกาะแมวในญี่ปุ่น

 

ปกหลังของหนังสือเขียนสรุปไว้หนึ่งย่อหน้าว่า

“บ่อยครั้งที่การเดินทางไกลทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งที่ใกล้ที่สุด อย่างความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง”

ในเล่มคือการรวบรวมการเดินทางตลอด 2 ปี (2558-2559) ซึ่งเป็นทริปที่เขาไม่ตั้งใจกลับมาเขียน ทุกบทจึงเป็นเหตุการณ์ที่เคลื่อนผ่านเข้ามาและสุดท้ายก็ได้บทเรียนที่แตกต่างกันไป

 

เกาหลีเหนือ

เขาเดินทางไปเกาหลีเหนือตามคำเชิญของสมาคมแห่งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้าที่จะเดินทางไป เขามีเวลาในการตัดสินใจว่าจะไปดีหรือไม่ เพราะกลัว

“กลัวความที่เราหาข้อมูลเกี่ยวกับเกาหลีเหนือได้น้อยมาก” เขากล่าว “คือมีคนเขียนเรื่องเกาหลีเหนือเยอะ แต่ทุกคนจะเล่าในเชิงเดียวกัน แถมทริปนี้เป็นทริปที่รัฐบาลเขาเชิญไปด้วยก็เลยมีความกลัวว่า เขาจะพาเราไปทำอะไรแปลกๆ ไหม แต่เมื่อได้ไปแล้วก็รู้สึกดีที่ได้ไป ได้ไปเห็นบางอย่างที่เราเห็นไม่ได้ที่อื่น เช่น เวลาอยู่เกาหลีเหนือจะรู้สึกว่าเราถูกจับตามองตลอดเวลา หรือเวลาเรามองเหตุการณ์สักเหตุการณ์หนึ่ง มันจะมีความแตกแยกระหว่างสิ่งที่เราเห็นกับสิ่งที่เขาต้องการให้เราเห็น ทำให้ผมมีคำถามตลอดเวลาว่าอันนั้นจริงหรือเปล่า ทำให้มีข้อสังเกต ทำให้ตั้งคำถามกับสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว”

เกาหลีเหนือเป็นเรื่องหนึ่งที่มีคนเรียกร้องอยากให้เขาทำเล่มเต็ม ซึ่งเขากำลังคิดอยู่ เพราะยังมีเรื่องราวที่ซ้อนอยู่ข้างในอีกมากที่ยังไม่ได้เขียน

 

ดิสมาแลนด์ (Dismaland)

“ที่นี่คล้ายๆ เกาหลีเหนือ” แชมป์กล่าวถึงดิสมาแลนด์เป็นประโยคแรก ดิสมาแลนด์คือนิทรรศการสัญจรเกี่ยวกับสังคม ซึ่งครั้งนั้นได้สัญจรไปตั้งที่เมืองบริสทอล ประเทศอังกฤษ เป็นสวนสนุกที่ไม่ใช่สวนสนุก แต่เป็นสวนสนุกที่ทำให้เราคิดกับทุกอย่างในนั้น

“ทุกเครื่องเล่น ทุกงานศิลปะในนั้นจะมีประเด็นทางสังคมหมดเลย อย่างเช่นเรื่องผู้อพยพ สิ่งแวดล้อม การทำงานของสื่อมวลชนนำมาจัดแสดงแบบที่แบงก์ซี่ชอบทำ มาพลิกมุม มาจิกกัดบ้าง รวมถึงศิลปินอื่นๆ ด้วย ที่นี่จึงเป็นนิทรรศการศิลปะที่ไม่ใช่แค่แสดง แต่ทำให้คิดต่อด้วย”

อย่างแชมป์เองก็ไม่ได้เป็นเพียงนักเขียน แต่ยังเป็นสื่อมวลชนในฐานะบรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวออนไลน์ เดอะ แมทเทอร์ (The Matter) ที่เสนอข่าวในประเด็นที่น่าสนใจในวิธีที่คนออนไลน์ชอบ ซึ่งไม่ได้ทำขึ้นมาให้อ่านข่าวที่นี่ที่เดียว แต่ต้องการเป็นตัวเพิ่มในระบบนิเวศของข่าวออนไลน์ที่มีอยู่มากในปัจจุบัน

 

“เราจะชวนคิดว่า ข่าวที่คุณอ่านมาแล้วจะต่อยอดไปสู่เรื่องใดได้บ้าง สนุกขึ้น อ่านง่ายขึ้น” โดยเดอะ แมทเทอร์ ก่อตั้งมานาน 5 เดือน ร่วมกับ แบงค์-ณัฐชนน มหาอิทธิดล บรรณาธิการสำนักพิมพ์แซลมอน มีเป้าหมายที่จะจุดประเด็นในสังคม และสามารถทำให้ประเด็นนั้นถูกแก้ไขได้จริง

สกอตแลนด์

สกอตแลนด์เป็นบทที่แชมป์ชอบมากที่สุด เพราะเป็นบทที่เขาพูดถึงการเดินทางน้อยที่สุด แต่พูดถึงบทสนทนาระหว่างทางมาก

“การเดินทางมันไม่สำคัญที่จุดหมาย แต่สำคัญตรงคำพูดระหว่างที่เราไม่มีวันพูด ถ้าเราไม่ได้อยู่ในเซตติ้งแบบนั้น สกอตแลนด์ผมเลยเลือกพูดเรื่องห้องคอมมอนรูม หรือห้องส่วนกลางที่ทุกคนในโฮสเทลจะนำเรื่องที่พบเจอมามาสาดใส่กัน แล้วหลายๆ ครั้งโมเมนต์ตรงนี้มันสนุกกว่าการได้ไปเห็นภูเขา” เขากล่าว สกอตแลนด์จึงทำให้เขาตระหนักและเห็นคุณค่าของชีวิตที่คงเหลือ

 

ไอร์แลนด์

ไอร์แลนด์เป็นประเทศนิ่งๆ เต็มไปด้วยวรรณกรรม และรายละเอียด “ความพิเศษของมันอยู่ระหว่างทาง” เขากล่าว

“เวลาขับรถไปมันจะมีเซอร์ไพรส์เล็กๆ โผล่มาตลอด ซึ่งมันดี ปลายทางมันก็สวยดี แต่เราเสิร์ชหาภาพมาแล้ว ระหว่างนี่ต่างหากที่ไม่มีในอินเทอร์เน็ต ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่มีใครเล่าให้ฟัง แบบนี้เราต้องไปเจอเอง” เขากล่าวเพิ่มเติม

เป็นไปได้ที่จุดเด่นของไอร์แลนด์ไม่ได้สวยที่สุดและเด่นที่สุดขนาดนั้น แต่รายละเอียดรอบข้างมันเตะตาและสร้างความประหลาดใจ ซึ่งทำให้เขาคิดถึงชีวิตประจำวันที่คิดว่าไม่พิเศษอะไร แต่เมื่อมองไปถึงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แล้ว เชื่อว่าทุกวันจะเป็นพิเศษ

 

นิวยอร์กและโคนีย์ไอส์แลนด์

เกาะโคนีย์ตั้งอยู่ที่เมืองบรูคลิน ประเทศอเมริกา ถูกนิยามว่าเป็นสวนสนุกที่ชวนให้นึกถึงความทรงจำที่ไม่เคยลืม เขากล่าว โคนีย์เป็นเกาะที่ไม่ฮิตมาก แต่เมื่อได้ศึกษาประวัติจะพบว่าที่แห่งนี้มีความขึ้นลงทางด้านวัฒนธรรมสูง ซึ่งจะบอกเล่าเรื่องความป๊อปของอเมริกาได้เป็นอย่างดี ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นสวนสนุกจัดสร้างและแปลกปลอม แต่อายุที่อยู่มาทำให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองได้อย่างแนบเนียน เขาหลงใหลประวัติศาสตร์ของโคนีย์

ไอซ์แลนด์

“เป็นประเทศที่ผมจะพาทุกคนที่ผมรักไปให้ได้” แชมป์ประทับใจไอซ์แลนด์อย่างออกหน้าออกตา เพราะเป็นประเทศสลัดรวมมิตรภูมิประเทศทุกอย่างบนโลกไว้ ทั้งภูเขาไฟ หิมะ ธารน้ำแข็ง ทุ่งลาวา น้ำพุร้อน ภูเขา ทะเล

“รู้สึกว่าเป็นประเทศที่เท่มาก เหมือนพระเจ้ามาทดลองทุกอย่างบนเกาะนี้แล้วค่อยไปสร้างที่อื่น และวัฒนธรรมก็เท่ มีความเท่าเทียมเป็นอันดับต้นๆ ในโลก ชีวิตดีเป็นอันดับต้นๆ ในโลก” เขากล่าว และเขาชอบถึงขนาดที่อยากมีไอซ์แลนด์อยู่ทุกที่บนโลก

 

ญี่ปุ่น

บทที่เขียนแล้วเชื่อมโยงถึงบ้านของเขามากที่สุด กล่าวคือ ถึงแมวสองตัวที่เลี้ยงไว้ที่บ้าน บทนี้จึงเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ทั้งไกลทั้งใกล้ระหว่างเขากับแมว

“ทุกครั้งที่ผมไปเที่ยว ผมจะรู้สึกผิดกับแมวที่บ้าน” เขากล่าว “การไปเกาะแมวจึงทำให้เกิดความทรงจำและความสัมพันธ์อะไรบางอย่างระหว่างคนกับแมว และเรื่องแมวจรที่แวะเวียนเข้ามาในชีวิต”

นอกจากนี้ แชมป์ได้นิยามคำว่าการเดินทางว่าคือ การเรียนรู้ตน

“เราจะรู้จักตัวเองมากที่สุดเมื่อเราได้ไปพบกับสถานการณ์ใหม่ เพราะเราจะเห็นตัวเองในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ถ้าเราเจอสถานการณ์นี้เราจะรีแอ็กยังไง บางที่เราเซอร์ไพรส์ตัวเองด้วยซ้ำ การเดินทางจะนำสถานการณ์ใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา นอกจากเราจะได้เรียนรู้จากข้างนอกแล้ว เรายังได้เรียนรู้จากข้างในด้วย” เขากล่าวทิ้งท้าย

 

โลกของแชมป์

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เขาอยากนำไอซ์แลนด์มาแปะไว้ทุกที่บนโลก และจะดีมากถ้าบาลานซ์ธรรมชาติกับเทคโนโลยีไว้ด้วยกัน “อยากให้เป็นโลกที่มีเมืองตรงกลาง แล้วพอออกไปนิดนึงจะเจอธรรมชาติ คืออยากให้ความเจริญและความดั้งเดิมอยู่ด้วยกันได้” แชมป์ฝันถึงโลกแบบนั้น

ทั้งนี้ ติดตามผลงานหนังสือของแชมป์ได้ทั้งเรื่อง Be Right Back หายไปที่อื่น Wander Boy หนทางยังเยาว์วัย และโตเกียวเที่ยวที่หนึ่ง จากสำนักพิมพ์แซลมอน

 

 

นางฟ้าในป่าลึก (Angel in the deepest place)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/467398

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

ถ้าไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ รับรองว่าเวเนซุเอลาจะยังครองตำแหน่งดินแดนแห่งความงามตลอดไปอย่างแน่นอน เพราะประเทศนี้มีทั้งสาวงามและธรรมชาติสวย อันเนื่องมาจากลักษณะภูมิประเทศที่มีความหลากหลาย คือมีตั้งแต่เทือกเขาแอนดิส มีที่ราบสูงยาโนส มีชายฝั่งทะเลแคริบเบียน และมีป่าฝนอเมซอน ซึ่งนั่นทำให้เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่น่าอยู่มาก ยิ่งถ้าย้อนกลับไปสมัยที่ยังเป็นประเทศเศรษฐีน้ำมันด้วยแล้ว ก็เรียกได้ว่าสรวงสวรรค์แห่งอเมริกาใต้ของแท้เลยก็ว่าได้

เศรษฐกิจที่พังทลายลงมา ดึงเอาทุกๆ อย่างให้หล่นฮวบลงภายในเวลาอันรวดเร็ว ประกอบกับ ความพยายามแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดของรัฐบาล ก็ยิ่งฉุดให้ทุกอย่างดำดิ่งลงเหวลึกยิ่งกว่าเดิม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่ความอดอยาก และปัญหาอาชญากรรม จนคนในประเทศเองที่ยังพอมีเงินเหลือก็เตรียมย้ายออกนอกประเทศแล้ว ส่วนคนจนก็ต้องทนกันต่อไป

แม้ว่ารัฐบาลเวเนซุเอลาจะพยายามควบคุมสื่อไม่ให้นำเสนอภาพเชิงลบ แต่สถานการณ์ที่ย่ำแย่ ก็แผ่ขยายกว้างไปจนเกินกว่ารัฐบาลจะปิดมิด ประกอบกับสำนักข่าวต่างประเทศก็นำเสนอภาพเหล่านั้นออกไปสู่สายตาชาวโลก ก็ยิ่งทำให้ชาวต่างชาติไม่กล้าเดินทางมายังประเทศนี้ (ถ้าไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ)

แต่เชื่อหรือไม่ว่าภายใต้สถานการณ์ที่อันตรายแบบนี้ กลับมีนักท่องเที่ยวอีกจำนวนไม่น้อยที่พยายามหาวิธีเดินทางไปยังประเทศนี้ เพื่อไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ นั่นก็คือ น้ำตกแองเจล (Angel Fall)

น้ำตกแองเจล ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติคาไนมา (Canaima National Park) ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ห่างจากเมืองหลวงคาราคัส ออกไปประมาณ 700 กิโลเมตร ซึ่งไม่มีเส้นทางตรงจากเมืองหลวงไป หากนักท่องเที่ยวต้องการเดินทางไปที่นี่ ต้องนั่งเครื่องบินไปลงสนามบินภายในประเทศ เพื่อต่อเครื่องบินเล็ก 6 ที่นั่งไปยังอุทยานแห่งชาติ จากนั้นก็นั่งเรือแคนูต่อไปอีกเกือบวัน ก่อนที่จะเดินเท้าเข้าป่าไปอีกหลายกิโลเมตร แต่ถึงแม้ว่าการเดินทางจะยากลำบากและเสี่ยงเพียงใด ก็ยังมีนักท่องเที่ยว (ที่รักการผจญภัย) หาวิธีเดินทางไปกันจนได้

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องเริ่มต้นการเดินทางที่สนามบินนานาชาติไซมอน โบลิวา (Simon Bolivar International Airport) เพื่อนั่งเที่ยวบินโดยสารภายในประเทศไปยังเมือง “เปอร์โตออร์แดซ” (Porto Ordaz) โดยจะใช้เวลาบินเพียงแค่ 1 ชั่วโมง จากนั้นก็ต้องนั่งรถต่อไปยังเมือง “ซิวดัดโบลิวาร์” (Cuidad Bolivar) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบิน “โทมัส เดอ ฮีริส” (Tomás de Heres Airport) สนามบินเล็กๆ เพียงแห่งเดียว ที่นักท่องเที่ยวจะสามารถนั่งเครื่องบินเล็กต่อไปยังอุทยานแห่งชาติคาไนมา อันเป็นที่ตั้งของหนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดและสูงที่สุดในโลก

เครื่องบินเล็กขนาด 6 ที่นั่ง (รวมนักบิน) ไม่ได้มีกำหนดตารางบินที่แน่นอน จะออกเดินทาง เมื่อผู้โดยสารเต็ม (คล้ายๆ กับรถตู้โดยสารในบ้านเรา) โดยใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ บินที่ระดับความสูงไม่มากนัก จึงมองเห็นบรรยากาศภาคพื้นดินได้ค่อนข้างชัด และด้วยความที่เครื่องบินมีขนาดเล็กแบบนี้ ผู้โดยสารทุกท่านก็จะได้ที่นั่งติดหน้าต่างไปโดยปริยาย

 

ภาพจากมุมสูงแสดงให้เห็นว่าประเทศนี้ยังมีพื้นที่อีกกว้างใหญ่มากที่ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ในทางเกษตรกรรม มองเห็นเพียงแค่เหมืองแร่ของรัฐบาลเป็นหย่อมๆ เท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแนวนโยบายแบบสังคมนิยมที่จะยึดเอาจากคนรวยมาแจกจ่ายคนจน จึงทำให้คนไม่อยากทำอะไรมาก เพราะถ้ารวยไปก็โดนยึด ดังนั้นไม่ต้องคิดทำอะไรมาก เดี๋ยวรัฐบาลก็เอามาแจกอยู่ดี

อีกหนึ่งภาพที่บอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมิติหนึ่งของประเทศนี้ คือ ภาพพื้นที่กักเก็บน้ำเหนือเขื่อนกูริ (Guri Dam) ซึ่งเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในเวเนซุเอลา ที่น่าสนใจก็เพราะเขื่อนนี้คือปัจจัยสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนี้ และช่วงที่ผ่านมาเกิดน้ำแล้งจนทำให้ผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ นำไปสู่ปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง (Black Out) อยู่หลายครั้งด้วยกัน

มีคำถามว่าทำไมประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างเวเนซุเอลา จึงไม่ใช้เชื้อเพลิงที่มีอยู่มาผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอ ซึ่งคำตอบของปัญหานี้มีจุดเริ่มต้นมาจาก “นโยบายของรัฐบาล!!!”

ย้อนไปในช่วงทศวรรษ 1960 ในสมัยที่น้ำมันราคาดีอยู่ รัฐบาลยุคนั้นมีนโยบายลดการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพื่อเอาไปส่งออกให้มากที่สุด และหันมาพึ่งพิงไฟฟ้าพลังน้ำแทน ทำให้ประเทศนี้พึ่งพิงไฟฟ้าจากพลังน้ำมากถึง 74% นับว่าเป็นนโยบายด้านพลังงานที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะถ้าน้ำแล้งขึ้นมาเมื่อใด ก็จะไม่มีไฟฟ้าจากที่อื่นมาทดแทน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นทุกปีและบ่อยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ปรากฏการณ์เอลนินโญ (El Niño) กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก

การคิดแก้ปัญหาพลังงานในยุคที่เศรษฐกิจย่ำแย่ ยิ่งกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าเดิม เพราะถึงเวลานี้รัฐบาลไม่มีเงินและไม่มีศักยภาพมากพอที่จะไปสร้างโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงได้ทันแล้ว (แม้ว่าราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะแสนถูก) ทำได้เพียงแค่มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ดับไฟวันละ 4 ชั่วโมง เพิ่มวันศุกร์ให้เป็นวันหยุดราชการ ลดชั่วโมงทำงานลงเหลือวันละ 5 ชั่วโมงครึ่ง รณรงค์ให้ผู้หญิงลดการใช้ไดรเป่าผม ลดการใช้เครื่องอบผ้า และขอร้องให้ห้างสรรพสินค้าปั่นไฟฟ้าใช้เอง

มาตรการต่างๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุสักเท่าไหร่ เพราะต้นทางของปัญหา อยู่ที่นโยบายรัฐบาลที่ไม่ยอมกระจายความเสี่ยง โดยใช้แหล่งไฟฟ้าที่หลากหลายและมีเสถียรภาพมากกว่า

ในบางพื้นที่ซึ่งมีน้ำตลอดทั้งปี และไม่ได้ใช้ไฟฟ้ามาก อย่างในเขตอุทยานแห่งชาติคาไนมา อาจจะเหมาะที่จะพึ่งพิงไฟฟ้าจากพลังน้ำทั้ง 100% แต่สำหรับกรุงคาราคัสแล้วพลังน้ำอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากพลังน้ำขนาดย่อมตั้งอยู่ริมทะเลสาบคาไนมาในเขตอุทยานฯ อาศัยน้ำจากน้ำที่ไหลมาจากน้ำตกหลายสาย รวมทั้งน้ำตกแองเจลที่ตกลงมาจากยอดเขาสูงจนเกิดเป็นแม่น้ำ “ชูรัน” (Churun River) ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำ “โอริโนโค” (Orinoco River) อันเป็นแม่น้ำสายหลักของเวเนซุเอลา

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงอุทยานแห่งชาติคาไนมา จะต้องนั่งเรือแคนูทวนแม่น้ำชูรันขึ้นไปอีกครึ่งวัน ซึ่งแม่น้ำค่อนข้างจะคดเคี้ยวและตื้นเขินในบางช่วง ทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก

เรือแคนูไม่สามารถล่องไปถึงน้ำตกได้ แต่จะส่งนักท่องเที่ยวขึ้นฝั่งยังปลายทาง เพื่อเดินเท้าลุยป่าเข้าไปอีก 2-3 ชั่วโมง ก่อนจะได้ชมความงามของน้ำตก สรุปแล้วคนที่จะมาชมน้ำตกแองเจลได้ นอกจากจะมีกำลังทรัพย์เป็นทุน มีความกล้า (และลูกบ้า) เป็นแรงผลักดันแล้ว ยังต้องมีร่างกายที่พร้อมเป็นปัจจัยประกอบกันด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วไม่มีทางไปถึงน้ำตกนางฟ้าแห่งนี้ได้เลย

อันที่จริงแล้วชื่อแองเจลนั้น ไม่ได้เกิดจากความงามเหมือนนางฟ้าอย่างที่หลายคนคาดเดากัน แต่ชื่อนี้ได้มาจากนักสำรวจชาวอเมริกันที่ชื่อว่า จิมมี แองเจล (Jimmy Angel) ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าค้นพบน้ำตกนี้ในปี ค.ศ. 1935 ผู้คนก็เลยเรียกชื่อว่าน้ำตกแองเจลตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าอดีตประธานาธิบดีชาเวซ จะพยายามให้เปลี่ยนมาเรียกชื่อตามภาษาพื้นเมือง และให้เหตุผลว่า น้ำตกนี้เป็นของเวเนซุเอลา ไม่ควรไปเรียกชื่อตามชาวอเมริกัน อย่างไรก็ตามแต่ ชื่อพื้นเมืองที่เรียกว่า “เคราปาคุถปาอิ เมรุ” (Kerepakupai merú) ก็ยังยากเกินไปที่จะออกเสียงและจดจำ ดังนั้นใครๆ ก็ยังเรียกชื่อว่าน้ำตกแองเจลเหมือนเดิม และไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร น้ำตกแห่งนี้ก็ยังคงความงามและคงความท้าทายอยู่เช่นเดิม เพราะนี่คือหนึ่งในความงามที่เข้าไปถึงยากที่สุดในโลก!!!

 

น้ำตกพลิ้วของดีจันทบุรีที่ห้ามพลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 1 ต.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737022

 

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน เมื่อเดือนที่แล้วแบกกล้องเที่ยว ได้มีโอกาสไปพักผ่อนที่จังหวัด “จันทบุรี” มา ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย นอกเหนือจากทะเลสวยๆ น้ำใสๆ แล้ว ยังมีธรรมชาติที่ร่มรื่นเย็นสบาย ชุ่มชื้นไปด้วยลำธารและป่าเขาอีกด้วย

คราวนี้เราตั้งใจไปที่ น้ำตกพลิ้ว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวจันทบุรี ที่แบกกล้องเที่ยวอยากจะแนะนำครับ อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในจังหวัดจันทบุรี




การเดินทางก็ไม่ยากครับ อยู่ห่างจากจังหวัดจันทบุรีประมาณ 14 กิโลเมตร ถนนลาดยางตลอดสาย สามารถใช้เส้นทางสายกรุงเทพฯ-ตราด เลี้ยวซ้ายที่ทางแยกตรงหลักกิโลเมตรที่ 347 ไปยังที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วประมาณ 2 กิโลเมตร อัตราค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติ ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท




ส่วนคำว่า “พลิ้ว” มาจากภาษาชอง (ใช้พูดในหมู่ชาวชองในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด) ซึ่งแปลว่าทราย หรือหาดทรายนั่นเอง น้ำตกพลิ้ว ประกอบด้วยสายธาร 2 สาย สายหนึ่งไหลลดหลั่นผ่านซอกหินผา อีกสายหนึ่งมีขนาดเล็กกว่า แต่ทิ้งตัวลงมาจากผาสูง 20 เมตร โดยสายน้ำทั้งสองสายจะไหลลงสู่แอ่งน้ำขนาดใหญ่ชั้นล่างสุด ซึ่งแอ่งน้ำสีเขียวมรกตใสสะอาด ทำให้สามารถมองเห็นพื้นล่างซึ่งส่วนใหญ่เป็นหินและทราย พร้อมด้วยฝูงปลาน้อยใหญ่หลากหลายชนิด โดยเฉพาะปลาพลวงหินที่มีจำนวนมาก




นอกจากมาเล่นน้ำตกแล้ว ยังมีทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร จุดเริ่มต้นอยู่ตรงข้ามกับที่ทำการอุทยานฯ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเดินศึกษาธรรมชาติในเส้นทางด้วยตนเอง ในเส้นทางมีจุดศึกษาธรรมชาติ 11 จุด ซึ่งในแต่ละจุดจะมีป้ายสื่อความหมายธรรมชาติติดตั้งไว้



ที่สำคัญสถานที่แห่งนี้ยังมีความเชื่อมโยงด้านประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 อีกมากมาย เช่น สถูปที่บรรจุพระอังคารของพระนางเรือล่ม อนุสรณ์สถานแห่งความรักของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งเคยเสด็จประพาสน้ำตกพลิ้ว เมื่อ พ.ศ. 2417 อีกด้วย


ด้วยความที่ยังเป็นป่าสมบูรณ์ จึงทำให้มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 26 – 30 องศาฯ แต่ช่วงหน้านี้ฝนน้ำจะเยอะเป็นพิเศษ เหมาะกับการไปเที่ยวมากๆ ใครที่เบื่อทะเล ลองไปเล่นน้ำตกกันบ้างก็ไม่เลวเลยครับ…

ที่มา-แบกกล้องเที่ยว
www.facebook.com/baagklong