Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ลาภยศ สรรเสริญ เป็นสิ่งสมมุติ ความดีเท่านั้นยั่งยืน โดย ‘พระอาจารย์ทองพูน สิริสาโร’

Posted on August 22, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/674690

ลาภยศ สรรเสริญ เป็นสิ่งสมมุติ ความดีเท่านั้นยั่งยืน โดย 'พระอาจารย์ทองพูน สิริสาโร'

ลาภยศ สรรเสริญ เป็นสิ่งสมมุติ ความดีเท่านั้นยั่งยืน โดย ‘พระอาจารย์ทองพูน สิริสาโร’

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 13.57 น.

วัดหนองปลิง บ้านหนองปลิง ต.นาจิก อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.เมืองอำนาจเจริญ ห่างตัวเมืองอำนาจเจริญประมาณ 12 กิโลเมตร พระอาจารย์ ทองพูน สิริสาโร อายุ 74 ปี  เจ้าอาวาสวัดหนองปลิง ปกครองพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ไม่มีสามเณรและแม่ชี มรรคนายก 2 คน สังกัด มหานิกาย บนเนื้อที่ 12 ไร่ เป็นที่ตั้ง อุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฎิ เป็นต้น 

พระอาจารย์ ทองพูน สิริสาโร อายุ 74 ปี  เจ้าอาวาสวัดหนองปลิง เล่าว่า วัดหนองปลิง เป็นวัดเก่าแก่ อายุกว่า 100 ปี ก่อนนั้น ตั้งอยู่ป่าช้า ห่างจากหมู่บ้านหนองปลิงประมาณ 3 กิโลเมตร ทางด้านทิศตะวันออก ต่อมาเกิดโรคระบาดฝีดาษ ชาวบ้านล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงต้องย้ายวัดหนองปลิง มาอยู่โคก(เนิน)หนองปลิง ใกล้หนองน้ำ มีปลิงในน้ำเยอะมาก จึงเรียกว่า หนองปลิง เมื่อหมู่บ้านและวัดมาตั้งอยู่ใกล้หนองน้ำ ก็เรียกชื่อตามหนองน้ำ ว่า บ้านหนองปลิง และวัดหนองปลิง กระทั่งปัจจุบัน ซึ่งโรคฝีดาษ ก็หยุดการระบาดด้วย ส่วนที่ตั้งหมู่บ้านเดิม กลายเป็นป่าช้า ในปัจจุบัน 

พระอาจารย์ ทองพูน สิริสาโร เจ้าอาวาสวัดหนองปลิง กล่าวว่า หลังจากอาตมา เรียนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ ชั้นประถมปีที่ 4 ก็บวชเป็นสามเณร ต่อมา บวชเป็นพระ และได้เดินธุดงธ์ ปฏิบัติธรรม แสวงหาความรู้ด้านพระธรรมเพิ่มเติม โดยข้ามไปฝั่งประเทศกัมพูชา จำพรรษา ที่ภูเขา ในถ้ำช้าง เรียนรู้แลกเปลี่ยนพระธรรมวินัยกับพระเขมร อยู่หลายปี และเดินธุดงส์โปรดสัตว์อยู่ดินแดนกัมพูชาต่ออีกเกือบ 20 ปี จึงข้ามมาฝั่งประเทศไทย ซึ่งก็ได้เดินธุดงส์ไปเรื่อยๆในภาคอีสาน จนกระทั่งมาปักกด จำพรรษา อยู่ที่หมู่บ้านขมิ้น อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ต่อมา ญาติโยม บ้านหนองปลิง ทราบว่า มาจำพรรษาที่บ้านขมิ้น ก็เลยนิมนต์กลับไปอยู่วัดหนองปลิง บ้านเกิด ซึ่งช่วงนั้น วัดหนองปลิง ไม่มีเจ้าอาวาสวัด จึงไม่ปฏิเสธ เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองปลิงจนถึงปัจจุบัน 

พระอาจารย์ ทองพูน สิริสาโร กล่าเพิ่มเติมว่า ด้วยแรงศรัทธาของชาวหนองปลิง และต้องการให้มีสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ และเป็นสถานที่จัดงานสำคัญทางศาสนา เป็นศูนย์รวมทางใจ ศูนย์รวมของความสามัคคีปรองดองของคนในหมู่บ้าน พุทธศาสนิกชน ญาติโยม ทั้งหลาย จึงได้มีการบริจาคทุนทรัพย์คนละเล็กละน้อย ก่อสร้างพระพุทธรูปเทพประทานพร ขึ้น ที่ ความสูง 20 เมตร หน้าตักกว้าง 6 เมตร มีธรรมจักรอยู่ด้านหลังและทำเป็นชฎาอยู่เหนือศรีษะอย่างสวยงาน โดยก่อสร้างแล้วเสร็จ เมื่อปี พ.ศ.2534 และถือเอาวันสงกรานต์ที่ 13 เมษายน ของทุกปี เป็นวันจัดงานบุญประจำปี นมัสการพระเทพประทานพร ซึ่ง ลูกหลานที่ทำงานอยู่กรุงเทพหรือต่างจังหวัด จะพร้อมใจกันจัดทำผ้าป่าสามัคคีมาทอดที่วัดหนองปลิง เพื่อหาเงินเข้าวัดบำรุงพุทธศาสนา เป็นประจำทุกปี พร้อมกับก่อสร้างรูปปั้น หลวงปู่กำ เจ้าอาวาสวัดหนองปลิง องค์แรก ไว้เป็นที่เคารพศรัทธา ที่หน้า อุโบสถอีกด้วย 

นอกจากนี้ ด้านทิศเหนือภายในวัด หลังกุฎิเจ้าอาวาสวัดหนองปลิง ยังมีหนองน้ำ(สระน้ำ)ขนาดกลาง เรียกว่า หนองปลิง ไว้ให้พุทธศาสนิกชน ญาติโยม เข้ามาทำทาน ปล่อยสัตว์น้ำต่างๆ และให้อาหารปลา ซึ่งกำหนดเป็นเขตอภัยทานด้วย 

พระอาจารย์ ทองพูน สิริสาโร เจ้าอาวาสวัดหนองปลิง เทศนาตอนหนึ่งว่า ถ้าจะเรียกว่า คน มันก็สับสนวุ่นวาย ไม่สิ้นสุด เหมือนกับคนอาหารในหม้อ หากจะเรียกว่า มนุษย์ จะต้องอยู่เหนือคน คือ ไม่สับสนวุ่นวาย มีความพอดี ที่ทุกวันนี้ ยังมีสิ่งยุ่งๆ สับสนวุ่นวาย เห็นประโยชน์ตัวเองเป็นสำคัญ คงยังเป็นคนอยู่ ยังไม่เป็นมนุษย์ ถ้าเป็น มนุษย์แล้ว สิ่งต่างๆก็จะไม่มี ไม่เกิดขึ้น จะให้เป็นมนุษย์นั้นไม่ยาก ให้ยึดหลัก คำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่ตั้ง แล้ว เรื่องอื่นๆ อุปสรรคต่างๆก็ไม่เกิดขึ้นและหมดไป 

พระอาจารย์ ทองพูน ชี้ให้ดูลายกนกลวดลายต่างซึ่งประดับอยู่อุโบสถแล้ว กล่าวว่า หากมองดูพินิจพิเคราะห์ลวดลายในอุโบสถ ช่างอ่อนช้อยสวยงามเหลือเกิน ก็จะทำให้จิตใจของเราเพลิดเพลินเจริญตา ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า ในจิตใจ ก็จะมลายหายไปด้วย สิ่งที่ทำให้เรา มีความทุกข์ ก็เพราะอยากได้ อยากเป็น และเห็นแก่ตัวกันมาก ถ้าลดความอยาก ความเห็นแก่ตัวลงได้ ชีวิตก็จะเป็นสุข  และที่สำคัญ ทรัพย์สินเงินทอง ลาภยศ สรรเสริญ เป็นสิ่งสมมุติขึ้นมา แม้แต่ร่างกายของเรา ยังไม่ใช่ของเรา ตายไปก็เหลือแค่ผงธุลี ความดีเท่านั้นที่คงอยู่ตลอดไป – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, ธรรมะวันอาทิตย์, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ปัจจุบันธรรมเป็นธรรมโม’ โอวาทธรรมหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง

Posted on August 21, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/674616

'ปัจจุบันธรรมเป็นธรรมโม' โอวาทธรรมหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง

‘ปัจจุบันธรรมเป็นธรรมโม’ โอวาทธรรมหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง

วันเสาร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 17.34 น.

ให้พิจารณาสังขารปรุงแต่งทั้งหลายในปัจจุบัน โดยน้อมเข้ามาในกายให้รู้แจ้ง… ความคิดทั้งที่เป็นอดีตอนาคต เมื่อเราคิดขึ้นมา พร้อมกันมันก็ดับ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านกล่าวว่า อดีตและอนาคตมันก็อันเดียวกันนั่นแหละ ความตัวเดียวนี้แหละ อดีตและอนาคตก็อันนี้แหละ ปัจจุบันก็อันนี้แหละ แต่ปัจจุบันนี้เป็นธรรมโม อดีตอนาคตเป็นธรรมเมา

เรื่องของสังขารทั้งหลาย มันปรุงมันแต่ง มันเกิดมันดับ อยู่นี้ มันแสดง อนิจจํ ทุกขํ อนตฺตา อยู่นี้แหละ สมควรจำต้นมันไว้ ต้นเหตุอดีต อนาคต เป็นธรรมเมา ปัจจุบันเป็นธรรมโม จำไว้ให้แม่น น้อมเข้ามาสู่กายสู่ใจของตน น้อมเข้ามาในกาย ให้รู้แจ้งเห็นแจ้ง จนเห็นเป็นโครงกระดูก ธรรมทั้งหลายก็ต้องรู้แจ้ง กายนี้รู้แจ้ง ใจนี้จึงจะเป็นผู้รู้

เช่นพระภิกษุผู้เดินทางขณะบิณฑบาต ภาวนาไปก็น้อมกายนี้เข้ามา น้อมเข้ามาๆ ให้มันเห็นแจ้ง เห็นจนเป็นร่างกระดูก พอดีไปถึงบ้านหลังหนึ่ง ไปยืนอยู่หน้าบ้านหลังนั้น ขณะเดียวกัน สามีภรรยาเจ้าของบ้านนั้นแหละเกิดมีปากเสียงกันขึ้น ภรรยาหลบออกจากบ้านไป เดินผ่านหน้าภิกษุนั้นไป สักครู่หนึ่งสามีก็เดินมาและถามพระภิกษุว่า พระคุณเจ้าเห็นสตรีเดินผ่านมาทางนี้บ้างไหม พระภิกษุตอบว่า ขณะที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่เห็นสตรีเดินผ่านมา มีแต่ร่างกระดูกผ่านไปเท่านั้น

ฝ่ายสามีจึงคิดในใจว่า ทำไมเราถามหาสตรี แต่พระคุณเจ้าบอกว่าร่างกระดูกเดินผ่านไป อันนี้แหละที่ท่านทำได้กำหนดได้ ทำให้เกิดกำลังกายกำลังใจ เมื่อกำหนดได้เช่นนี้ก็จะวางหมด ไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับเนื้อหนังมังสา เห็นแต่สักว่าร่างกระดูก มีตับไตไส้พุงอยู่ภายใน นี้แหละการพิจารณากาย พิจารณาใจ ให้รู้แจ้งเห็นแจ้งอยู่ภายในใจอย่างนี้

พิจารณากายใจกลับไปกลับมาจนรู้รอบสังขาร ใจก็สงบลงไปรู้ธรรมเป็น

ถ้าว่าตามหลักปริยัติธรรมแล้วมันมากมาย แต่ก็เอาของเก่านี้แหละ กลับไปกลับมา เล่นของเก่าอยู่นี้แหละ กลับไปกลับมา ไม่มีที่สิ้นสุด ต้องเอาให้แจ้ง รู้รอบสังขาร เมื่อรู้รอบสังขารทั้งหลายแล้วจึงดับต้นเหตุมันได้ รู้เท่าสังขาร สังขารทั้งหลายดับไปหมด ใจมันจึงสงบลงไปรู้ธรรมเป็นนะ ก็ว่าเป็นธรรมก็ได้ เป็นนะโม ก็ว่า

อตีตา ธรรมเมา อนาคตา ธรรมเมา ปัจจุบันเป็นธรรมโม ตั้งหลักอย่างนี้ไว้เสียก่อน ถ้าเพลิดเพลินหลงไปให้ยกขึ้นพิจารณา อดีตอนาคตเป็นธรรมเมา ปัจจุบันเป็นธรรมโม มันหลงของเก่านี้แหละ ทำเข้าไปให้จิตมีกำลัง ถ้าจิตยังไม่มีกำลัง ดูประหนึ่งว่าการทำนี้มันลำบาก

บุคคลผู้ปกครองคนหมู่มาก ซึ่งแต่ละคนก็มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น ละความชั่ว เอาไปๆ เวลามันหลง ต้องจำที่ต้นเหตุคือตัวสังขาร มันมักจะไปเป็นอตีตา ธรรมเมา อนาคตา ธรรมเมา ปัจจุบันเป็นธรรมโม

ฐีติ ภูตํ ตั้งอยู่ ไม่ไปไม่มา ไม่ออกไม่เข้า อันนี้เป็นของจริงไม่ออกไม่เข้า ไม่เสียหาย นี้คือ ฐีติ ธมฺโม ใจมันตั้งอยู่ในนั้น มันไม่ไปที่ไหน ถ้าทำให้ได้ของจริงมันตั้งอยู่ในนั้นนั่นแหละ รู้แจ้ง เห็นแจ้ง

ส่วนมากคนทั้งหลายมักจะได้มากในด้านความจำ แต่ถ้าเอาเข้าจริงๆ หลบเข้าไปตรงนั้นที หลบเข้าไปตรงนี้ที หลงลายเลย การกระทำเป็นสิ่งสำคัญ ทำเข้าๆ เมื่อได้กำลังแล้ว มันเกิดเอง จำหัวข้อ อดีต อนาคต ปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นธรรมโม อดีตอนาคตเป็นธรรมเมา จำหลักอันนี้ไว้ให้ดี สังขารมันเกิดอยู่ตรงนี้แหละ

ว่าไปก็ไม่มีที่สิ้นสุด ประเดี๋ยวเอาอย่างนั้น ประเดี๋ยวเอาอย่างนี้ เอาเข้าๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ก็เลยลืมหลักไปเสีย ให้ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันนี้แหละ เร่งเข้าความเพียร ไม่หลับไม่นอน บางทีก็หลงลายไปบ้างเหมือนกัน

อตีตา ธรรมเมา อนาคตา ธรรมเมา ปัจจุบันเป็นธรรมโม ตั้งอยู่ใน ฐีติ ภูตํ ตั้งอยู่ ไม่ได้ไปที่ไหน ไม่ว่าอดีตอนาคต

หลวงปู่มั่นท่านว่า ไม่ต้องเอามาก เอาเพียงเล็กน้อยก็พอแล้ว อตีตา ธรรมเมา อนาคตา ธรรมเมา ปัจจุบันเป็นธรรมโม ประเดี๋ยวยกอันนี้ขึ้นมา ประเดี๋ยวยกอันนั้นขึ้นมา ไม่มีที่สิ้นสุด ยกของเก่านั่นแหละ ไม่รู้ของเก่า ถ้ารู้ของเก่าก็เป็นอันแล้วกัน ถ้ายังไม่รู้ของเก่า มันก็ทับอยู่นั่นแหละ

สติสัมปชัญญะก็ดี สัมมาสติก็ดี ก็อันเดียวกันนั่นแหละ คิดดีก็ดี คิดชั่วก็ชั่ว มันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับ มันอันเดียวนั่นแหละ มันหมุนไปหมุนมาอยู่นั่นแหละ เอาสตินำออกเสียจากความชั่ว อันเป็นส่วนดีก็รักษาไว้ อันเป็นส่วนทุกข์ก็ให้ละเว้นเสีย

สติสัมปชัญญะ สัมมาสติ ก็อันเดียวกันนั่นแหละ มีหน้าที่กำหนดรู้ที่เกิดของธรรม ที่ดับของธรรม รู้อยู่ที่เดียวนี้แหละ ละอยู่ที่เดียวนี้แหละ วางอยู่ที่เดียวนี้แหละ การปรารภความเพียรก็เอาสตินี้แหละ

ให้เพ่งพิจารณาอยู่ภายในใจเฉพาะปัจจุบัน จนหายสงสัย จนไม่มีเกิดหรือดับ

เวลาเกิดความคับขัน ก็ให้น้อมเข้ามา ปฏิบัติอยู่ ให้เพียรเพ่งอยู่จนหายสงสัย เพ่งจนหายสงสัย อันนี้สำคัญมาก เพ่งเข้ามาสู่จิตสู่ใจ อย่าไปเพ่งออกภายนอก เพ่งจนหายสงสัย จนไม่มีเกิดไม่มีดับ พราหมณาจารย์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เพียงเพ่งอยู่จนมันดับไปเอง แม้เกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไปเอง แต่อย่าเข้าไปยึดถือในอะไรๆ สิ่งที่มันปรุงขึ้นแต่งขึ้น มักจับมันไม่ทัน จิตของผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ จนหายสงสัย อย่าไปเพ่งออกภายนอก ให้เพ่งเข้าสู่ภายใน เมื่อมีสติมั่นเพ่งอยู่อย่างนี้ สิ่งทั้งปวงเมื่อเกิดขึ้นแล้ว มันก็ดับไป

ให้เพ่งจับอยู่เฉพาะในปัจจุบัน อย่าไปเพ่งอดีต อนาคต อดีตเป็นธรรมเมา อนาคตเป็นธรรมเมา พราหมณาจารย์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เพ่งอยู่ภายใน ต้องเพ่งเข้าสู่ภายใน สิ่งใดสิ่งหนึ่งเมื่อเกิดขึ้น มันก็ดับไปเอง อย่าเข้าไปยึดถือสำคัญมั่นหมาย ว่าเป็นสิ่งนั้นว่าเป็นสิ่งนี้ เพ่งอยู่จนหายสงสัย ถ้าหายสงสัย มันก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพานเท่านั้นแหละ

การเพ่งอย่าให้มันออกไปข้างนอก ให้เพ่งเข้ามาหาใจ ให้เข้าสู่ใจ ให้เข้าสู่ ฐีติ ภูตํ ให้ตั้งอยู่ในธรรม อันไม่ไปไม่มา ไม่เข้าไม่ออก

เร่งความเพียรไม่หยุดไม่หย่อน ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป พระอริยะเจ้าทั้งหลาย ไม่ว่าสมัยใด ท่านเปลี่ยนอิริยาบถทั้ง ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน มีความเพียรอยู่ทุกอิริยาบถ ไม่ทอดทิ้ง

มีพระภิกษุรูปหนึ่งท่านปรารภความเพียร นัยว่าอดีตชาติของท่านเคยเป็นหมอรักษาโรคตา ไปประกอบยารักษาตาให้คนไข้คนหนึ่ง แต่คนไข้เป็นคนไม่ชอบเสียเงิน เมื่อนัยน์ตาของตนหายแล้ว ก็บอกหมอว่ายังไม่หาย หมอรู้ว่าคนไข้คิดจะไม่ให้ค่ารักษา ต่อมาจึงประกอบยาอีกขนานหนึ่งให้คนไข้นั้นหยอดตา เมื่อคนไข้หยอดตาด้วยยาขนานใหม่แล้ว ตาพิการไปทั้งสองข้าง หมอนั้นละจากอัตภาพนั้นแล้ว มาเกิดเป็นพระภิกษุดังกล่าวนี้ ท่านปรารภความเพียรอย่างแรงกล้า ไม่ยอมนอน จนในที่สุดจักษุของท่านพิการไปทั้งสองข้าง พร้อมกันกับอาสวะก็สิ้นไปจากใจ จักษุพิการทั้งสองข้างก็เพราะอดีตกรรม ที่เคยประกอบยาทำให้ตาคนไข้บอดทั้งสองข้าง ความสิ้นไปแห่งอาสวะ เพราะความเพียรอย่างไม่ท้อถอยของท่าน เรื่องนี้เป็นคติเตือนใจ ผลของกรรมดีกรรมชั่วมี แต่ให้ผลต่างกรรมต่างวาระกัน

ขันติบารมี อดทนด้วยกาย อดทนด้วยวาจา อดทนด้วยใจ ท่านไม่ยอมละความเพียร แม้ว่าจะเสียจักษุทั้งสองข้าง ในที่สุดท่านก็ได้สำเร็จอรหันต์ หมดภพหมดชาติ

อตีตา ธรรมเมา อนาคตา ธรรมเมา ปัจจุบันเป็นธรรมโม จำเอาไว้ให้แม่น

………………….

คัดลอกมาจากโอวาทธรรมหลวงปู่แหวน : พระอริยะแห่งดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่, พระนาค อตฺถวโร วัดสัมพันธวงศ์ ผู้รวบรวมและเรียงเรียง (๒๕๒๓) ใน หนังสือจิตตภาวนา มรดกล้ำค่าทางพุทธศาสนา รวมพระธรรมเทศนาภาคปฏิบัติของพระสุปฏิปันโน รวบรวมโดย มูลนิธิหลวงปู่มั่นและชมรมคุณภาพชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ ๑, ๕ ธันวาคม ๒๕๔๓ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเผยแพร่เป็นธรรมทาน (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘อดีตที่ฝังรอยมาจากบุพชาติ’ ของ ‘หลวงปู่หลุย จันทสาโร’ วัดถ้ำผาบิ้ง

Posted on August 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/674030

'อดีตที่ฝังรอยมาจากบุพชาติ' ของ 'หลวงปู่หลุย จันทสาโร' วัดถ้ำผาบิ้ง

‘อดีตที่ฝังรอยมาจากบุพชาติ’ ของ ‘หลวงปู่หลุย จันทสาโร’ วัดถ้ำผาบิ้ง

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.23 น.

หลังจากที่เสร็จงานพิธีบรรจุอัฐิธาตุท่านพระอาจารย์บุญ ปัญญาวุโธ (พระอาจารย์องค์แรกของหลวงปู่หลุย จันทสาโร) ในเจดีย์ที่ก่อขึ้นมา ณ บริเวณวัดพระบาทบัวบกแล้ว หลวงปู่หลุย จันทสาโร สมัยเมื่อท่านได้ ๕ พรรษา ท่านก็ออกธุดงค์วิเวกมาทางจังหวัดเลยและจังหวัดเพชรบูรณ์ ทางสายนั้น ขณะนั้นยังเป็นป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุด มีภูเขาใหญ่น้อยเรียงรายกันเป็นดุจทะเลภูเขา เวลาเย็นเห็นแสงพระอาทิตย์ส่องผ่านไปให้สีสันต่างๆ กัน เหมือนคลื่นภูเขาเหล่านั้นกำลังตีฟองคะนองอยู่ในอากาศ อากาศวิเวก ชวนให้ภาวนา

ท่านเล่าว่า การเดินแบบนั้นได้ประสบรสแห่งความวิเวกอย่างดีที่สุด ซึ่งในปัจจุบันนี้แทบจะหาความสงบสงัดวิเวกทำนองนั้นไม่ได้อีกแล้ว เพราะได้มีรถยนต์เป็นยานพาหนะ จะไปไหนมาไหนก็รวดเร็ว การสงบจิตติดตามไปมิได้วังเวงวิเวกเช่นการเดินด้วยเท้าดังครั้งก่อน

ท่านแวะมาที่หล่มสักด้วยโยมมารดาของท่าน (เจ้าแม่นางกวย) มีพื้นเพภูมิลำเนาอยู่ที่นั้น จึงยังมีบ้านญาติบ้านพี่บ้านน้อง คนคุ้นเคยอยู่มาก ท่านมาถึงได้ทราบว่า บ้านญาติคนหนึ่งมีงานศพ นิมนต์พระไปสวดมนต์ ท่านก็ได้รับนิมนต์ไปในงานสวดมนต์นั้นด้วย

หลวงปู่หลุยเล่าให้ฟังว่า ท่านไม่เคยคิดเลยว่า การแวะไปเยี่ยมญาติและสวดมนต์ในครั้งนั้น จะทำให้ท่านถึงกับซวดเซลงแทบจะล้มลงทั้งยืน

ล้ม…ล้มอย่างไม่มีสติสตังเลยทีเดียว ท่านเล่าให้เฉพาะผู้ใกล้ชิดฟังว่า วันนั้นท่านกำลังสวดมนต์เพลินอยู่ ระหว่างหยุดพักการสวด เจ้าบ้านก็นำน้ำปานะมาถวายพระแก้คอแห้ง บังเอิญตาท่านชำเลืองมองไปในหมู่แขกที่กำลังนั่งฟังสวดมนต์อยู่ เพียงตาสบตา ท่านก็รู้สึกแปล๊บเข้าไปในหัวใจ

หมือนสายฟ้าฟาด แทบจะไม่เป็นสติสมประดี ท่านกล่าวว่า เพียงตาพบแว้บเดียว ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ท่านก็เซแทบจะล้ม เผอิญขณะนั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ได้รับนิมนต์ไปด้วย ท่านคงสังเกตถึงอาการ หรือว่าท่านอาจจะกำหนดจิตทราบเหตุการณ์ก็ได้ ท่านจึงเข้ามาประคองไว้ เพราะมิฉะนั้นหลวงปู่หลุยคงจะล้มลงจริงๆ

ฝ่ายหญิงที่นั่งอยู่ทางด้านโน้นก็เป็นลมไปเช่นกัน คงจะเป็นอำนาจความเกี่ยวข้องแต่บุพชาติมา ที่มาบังคับให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้น

ท่านบอกว่าในหัวอกเหมือนจะมีอะไร แต่ภายหลังได้พิจารณากลับมา และเมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ได้อธิบายให้ท่านทราบในภายหลังว่า การครั้งนี้เป็นนิมิต เนื่องจากบุพเพสันนิวาสท่านและสุภาพสตรีผู้นั้น เคยเป็นเนื้อคู่เกี่ยวข้องกันต่อมาช้านาน เคยบำเพ็ญบารมีคู่กันมา โดยเฉพาะเมื่อภายหลังหลวงปู่หลุยได้สารภาพถึงความในใจที่ตั้งปรารถนาพุทธภูมิ ท่านพระอาจารย์สิงห์ก็อธิบายว่า เธอผู้นั้นก็คงได้ปรารถนาบำเพ็ญบารมีคู่กันมาเช่นกัน

ท่านก็เลยเล่าว่า ครั้งหนึ่งหลวงปู่อีกองค์หนึ่งก็เช่นกัน ระหว่างที่มากรุงเทพฯ เดินบิณฑบาตอยู่แถววัดสระปทุม ได้พบสตรีคนหนึ่งนั่งรถสามล้อผ่านไป (สมัยนั้นในกรุงเทพฯ มีรถสามล้อเป็นยานพาหนะด้วย – คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต ผู้เขียน) ท่านบอก เพียงตาสบตาเท่านั้น ความรู้สึกมันปล๊าบไปทั้งตัว แทบจะวิ่งตามเขาไป คราวนั้นพระเถระผู้ใหญ่ต้องให้สติและขังท่านไว้ในโบสถ์ พิจารณาดับความรู้สึกกันอยู่นาน ด้วยการเจริญอสุภะจึงสำเร็จ คราวนั้นหลวงปู่องค์นั้นท่านก็เล่าว่า ไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นมาก่อน แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนด้วยซ้ำ เขาจะไปที่ไหน อย่างไร ก็ไม่ทราบ แต่ใจมันวิ่งเตลิดตามเขาไป พิจารณาแล้วก็ได้ความเช่นกัน ว่าเป็นคู่ที่เคยมีบุพเพสันนิวาสกันมาแต่ชาติก่อน อำนาจกรรมนั้นจึงมาประจักษ์ แต่หากว่าบุญบารมียังมีในเพศพรหมจรรย์ ท่านจึงปลอดภัยไปจากกรรมนี้ได้

(เรื่องหลวงปู่อีกองค์หนึ่งที่หลวงปู่หลุยท่านเอ่ยถึงนี้ ภายหลังเมื่อหนังสือ “จันทสาโรบูชา” พิมพ์แพร่หลายไป ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ ได้กล่าวยืนยันกับผู้เขียนว่า เป็นเรื่องจริงที่บังเกิดขึ้นกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร แห่งวัดป่าอุดมสมพร หลวงปู่ฝั้นท่านจะเล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังเป็นอุทาหรณ์ ให้สำรวมระวังภัยแบบนี้ องค์หลวงปู่ฝั้นท่านต้องถูกขังไว้ในโบสถ์วัดสระปทุมถึงเจ็ดวัน – คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต ผู้เขียน พ.ศ. ๒๕๕๓)

สำหรับกรณีของหลวงปู่หลุยก็เช่นกัน แต่ของท่านนั้นเนื่องจากเป็นการปรารถนาพุทธภูมิเคียงคู่กันมา จึงมีอำนาจรุนแรงมาก และเนื่องจากว่า ฝ่ายหญิงมิได้พบกันแล้วก็ห่างกันไปแบบในกรณีของหลวงปู่องค์นั้น ต้องพบประจันหน้ากันอีกหลายครั้ง เนื่องด้วยผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเป็นผู้คุ้นเคยกันประหนึ่งญาติ และมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมาหลายชั้น ตั้งแต่ครั้งบิดามารดา ต้องพบเห็นกัน ไม่ใช่ว่าเป็นการพบกันแล้วก็ผ่านจากไป เช่นนั้นอาจจะเป็นกรณีที่ง่ายหน่อย แต่การนี้หลังจากพบครั้งแรกแล้วนั้น ก็ยังต้องเห็นกันอีก กรณีจึงแตกต่างจากพระเถระครูบาอาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐานองค์อื่น ในชาตินี้

นอกจากที่ว่าชั้นบิดามารดารู้จักคุ้นเคยกันประหนึ่งญาติพี่น้อง อาจจะเคยเห็นกันในสมัยวัยเด็ก แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายหญิงได้ถูกส่งตัวเข้ามารับการศึกษาในพระนครเสียตั้งแต่ยังเด็ก ได้รับการศึกษาชั้นสูง จึงแทบมิได้พบหน้ากันอีก เมื่อมาพบฝ่ายหญิงนั้น ท่านอยู่ในเพศบรรพชิตแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งเป็นกุลสตรีแสนสวย เป็นรอยแห่งอดีตที่มาพบพานกัน

ความจริงท่านไม่เคยเล่าถึงรูปลักษณ์ของ “รอยอดีต” ของท่าน แต่บังเอิญผู้เขียนเกิดทราบขึ้นมาเอง วันนั้นเป็นเวลาที่มีการสนทนาธรรมกัน และหลวงปู่หลุยกำลังเทศนาอธิบายถึงแรงกรรม โดยเฉพาะกรรมเกี่ยวกับบุพเพสันนิวาส ที่พระเณรจะต้องประสบและจะต้องมีกำลังใจอย่างมากที่จะเอาชนะให้ได้ในที่สุด สุดท้ายวันนั้นท่านได้ยกกรณีของท่านขึ้นมาว่า องค์ท่านเองยังแทบเป็นลม ฝ่ายท่านนั้นพระเถระต้องเข้าประคอง ฝ่ายหญิงเป็นลมญาติผู้ใหญ่และมารดาต้องเข้าประคอง ขณะฟังไม่ทราบว่าเพราะอะไรผู้เขียนรู้สึกสว่างวาบขึ้นในใจ เข้าใจนึกถึงชื่อเธอขึ้นมา กราบเรียนท่านโดยเอ่ยชื่อเธอ…ว่าใช่ไหมสุภาพสตรีท่านนั้น หลวงปู่หลุยค่อนข้างจะตกใจที่ทำไมศิษย์เกิดรู้จักขึ้นมาได้แต่ท่านก็อึ้งและยอมรับว่าเข้าใจถูกแล้ว

ฉะนั้น การพรรณนารูปร่างลักษณะของเธอ ซึ่งผู้เขียนเผอิญรู้จัก และมีความเคารพนับถือ…นับถือในอัจฉริยะของเธอ จึงเป็นการบรรยายจากผู้เขียนฝ่ายเดียว หลวงปู่หลุยท่านมิได้เล่ารายละเอียดเหล่านั้น ผู้เขียนเพียงแต่ช่วยวาดภาพให้ท่านผู้อ่านได้นึกถึงเรื่องและเข้าใจตามไปด้วยเท่านั้น ว่าเป็นการยากลำบากและต้องการพลังใจอันเด็ดเดี่ยวเพียงใด ที่หลวงปู่หลุยท่านจะสามารถตัดกระแสความผูกพันจากรอยอดีต โดยเฉพาะผู้ที่เป็นคู่บารมีมาสำหรับการปรารถนาพุทธภูมิ

“รอยอดีต” ของท่านเป็นกุลสตรีที่ได้รับการศึกษามาอย่างดี จบการศึกษาชั้นมัธยมบริบูรณ์จากโรงเรียนสตรีที่มีชื่อทางภาษาต่างประเทศ นานๆ เมื่อกลับไปเยี่ยมบ้าน ก็กลับไปแบบหญิงสาวสมัยใหม่ รูปสวย นัยน์ตาโตงาม มีคนหลายคนที่เล่าว่า เวลาที่เห็นเธอกลับไปเยี่ยมบ้านนั้น เสมือนหนึ่งเห็นเทพธิดาล่องลอยอยู่ในฟ้า ขี่ม้าเก่ง แต่งตัวสวย แบบสาวชาวกรุงแท้ ผมสวย หน้าสวย

ความจริงแล้ว เจ้าแม่นางกวย โยมมารดาของหลวงปู่หลุย จันทสาโรนั้น ก็เป็นผู้ที่มีชื่ออยู่มากในเรื่องแต่งตัวงาม ผมของท่านจะจับหย่ง ใช้ขี้ผึ้งจับจอนให้งดงาม เป็นที่เลื่องลือกันทั้งหมู่บ้าน และมีชาวบ้าน มีเพื่อนบ้านใกล้เคียง ผู้ที่เป็นหญิงสาวมักจะมาขอเรียนการทำผมที่ทำไมจึงจะสวยได้อย่างเจ้าแม่นางกวย กลายเป็นที่พูดกันว่า ท่านเป็นประหนึ่งผู้ทำผมให้กับหญิงสาวทั้งหมู่บ้าน แต่นั้นก็เป็นแบบผมในสมัยของท่าน

กุลสตรีท่านนี้เป็นแบบสาวสมัยใหม่ ผมงามแบบผมท่าน ขี่ม้าเก่ง และไม่ได้แต่งตัวแบบหญิงสาวชนบท สวมกางเกงขี่ม้าใส่รองเท้าท็อปบู๊ต ต่อมาภายหลัง หลังจากที่ต้องจากกันแล้ว เมื่อเธอกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมหานคร เธอก็ได้มามีชื่อเสียงอย่างมาก และเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับผู้ที่รักหนังสือทั้งหลาย เข้าใจว่า ผู้ที่มีอายุประมาณ ๕๐ ปีขึ้นไปนั้นจะต้องเคยได้ยินชื่อของเธอมามาก

หลวงปู่หลุยจึงเล่าภายหลังว่า ท่านรู้สึกเหมือนกับว่าหัวอกแทบจะระเบิด อกกลัดเป็นหนอง แต่ใจหนึ่งก็คิดมุ่งมั่นว่า จะต้องบำเพ็ญเพศพรหมจรรย์ต่อไป

ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม เข้าใจในความรู้สึกของหลวงปู่หลุยผู้เป็นศิษย์ใหม่ได้ดี ท่านจึงจัดการพาตัวหลวงปู่หลุยรีบจากหล่มสักมาโดยเร็วที่สุด หลวงปู่หลุยกล่าวว่า ไม่ใช่เป็นการพาตัวมาอย่างธรรมดา แต่เป็นการควบคุมนักโทษ ผู้นี้ให้หนีออกมาจากมารที่รบกวนหัวใจแต่โดยเร็ว

หลวงปู่หลุยกล่าวว่า เป็นการเคราะห์ดีอย่างยิ่งที่บังเอิญเจ้าภาพที่หล่มสักนั้น ได้นิมนต์ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ไปร่วมในงานศพในครั้งนั้นด้วย หากไม่มีพระเถระช่วยให้สติปรับปรุงแถมยังคอยควบคุมตัว ท่านว่า ไม่ทราบว่าจะรอดพ้นปากเหยี่ยวปากกามาได้หรือไม่ ท่านได้เห็นจริงในตอนนั้นว่า มาตุคามเป็นภัยแก่ตนอย่างยิ่ง เมื่อพระอานนท์กราบทูลถามสมเด็จพระพุทธองค์ว่า ควรปฏิบัติต่อมาตุคามเช่นใด พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “ไม่ควรมอง ถ้าจำเป็นจะต้องมอง ก็ไม่ควรพูดด้วย ถ้าจำเป็นจะต้องพูดด้วย ก็ให้ตั้งสติ” ท่านตรัสบอกขั้นตอนปฏิบัติต่อมาตุคามเป็นลำดับๆ ไป แต่นี่หลวงปู่เพียงโดนขั้นแรก มองก็ถูกเปรี้ยงเสียแล้ว ถ้าเป็นนักมวยก็ขึ้นเวทียังไม่ทันจะเริ่มต่อย ก็ถูกน็อค

ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม นี้เป็นศิษย์รุ่นใหญ่ของท่านพระอาจารย์มั่น ต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นที่ พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์ ท่านได้เห็นพระรุ่นน้องแสดงกิริยาดูน่ากลัวว่าจะพ่ายแพ้อำนาจของกิเลส ถ้าเป็นนักสู้ ก็เป็นนักสู้ที่ยินยอมจะให้เขายกกรีธาพาเข้าสู่ที่ประหารชีวิตแต่โดยดี ไม่พยายามฝืนต่อสู้แต่อย่างใด

ท่านจึงควบคุมนักโทษ “ซึ่งเป็นนักโทษหัวใจ” ผู้นั้น รีบหนีออกจากหล่มสักโดยเร็ว ออกมาจากสถานที่เกิดเหตุคือเมืองหล่มสักโดยเร็วที่สุด เที่ยววิเวกลงมาตามป่าตามเขา และเร่งทำตบะความเพียรอย่างหนัก

ท่านพระอาจารย์สิงห์สนับสนุนให้หลวงปู่หลุยอดนอน อดอาหาร เพื่อผ่อนคลายความนึกคิดถึงมาตุคาม ให้เร่งภาวนาพุทโธ…พุทโธถี่ยิบ และนั่งข่มขันธ์ แต่ความกลับกลายเป็นโทษ เคราะห์ดีท่านไม่ตามนิมิต ซึ่งแทนที่จะยอมสิโรราบตามเคราะห์กรรมที่มีอยู่เช่นนั้น เพราะเคยมีกรรมต่อกันมาเช่นนั้น ทำให้พอเห็นก็มืออ่อนเท้าอ่อน ยอมตายง่ายๆ ท่านกลับเข้าหาครู เชื่อครู เล่านิมิตถวาย ท่านพระอาจารย์สิงห์ท่านได้โอกาส จึงได้อบรมกระหน่ำเฆี่ยนตีทันควัน

ท่านกล่าวว่า ตัวท่านผ่านเหตุการณ์อันน่าสยดสยองมาได้แล้ว ท่านหลวงปู่หลุยมองย้อนกลับไปจึงได้คิดว่า ผู้ที่มีญาณซึ่งสามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ในอดีตก็ดี หรือภาพอนาคตก็ดี หากผู้ล่วงรู้อดีต อนาคตนั้น ไม่มีคุณธรรมมั่นคงแข็งแรงก็อาจจะเป็นผลเสียได้ อยู่ดีๆ เกิดไปรู้ว่าเคยชอบเคยรักกับใครก็จะลำเอียงไปตามนั้น ถ้าไปพบว่ามีเรื่องผูกพันกัน โกรธกัน ไปรู้เข้า ก็จะยุ่งแน่ ดังเช่นเกิดญาณรู้อยู่คนนั้นเคยมาข่มเหงเรา ฆ่าเรา พอรู้เข้าในชาตินี้ กลับอยากจะอาฆาตเตรียมตัวที่จะไปข่มเหงเขา ฆ่าเขาตอบแทนเรื่อยๆ นี่แหละท่านถึงไม่ให้ปุถุชนคนกิเลสหนาปัญญาหยาบได้ล่วงรู้ถึงอดีต รู้ถึงอนาคต ด้วยจิตยังมีริษยาอาฆาตโกรธแค้นต่อกันอยู่

………………………

คัดลอกเนื้อหามาจากหน้า ๓๐-๓๓ หนังสือ จันทสาโรบูชา ชีวประวัติ ปฏิปทา และพระธรรมเทศนา พระคุณเจ้าหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต ผู้เขียนและเรียบเรียง (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘สอนใจไว้ด้วยธรรม’ พระธรรมเทศนา ‘หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร’ วัดถ้ำผาบิ้ง

Posted on August 17, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/673755

'สอนใจไว้ด้วยธรรม' พระธรรมเทศนา 'หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร' วัดถ้ำผาบิ้ง

‘สอนใจไว้ด้วยธรรม’ พระธรรมเทศนา ‘หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร’ วัดถ้ำผาบิ้ง

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 18.48 น.

ให้ตั้งใจ ให้รักตัว อย่าเพลิดเพลินนัก อย่าค้นคว้า สมบัติในโลกไม่ใช่ของใคร เราเกิดมาในโลกนี้ไม่ใช่ของใคร เราเกิดมาในโลกนี้ อวัยวะร่างกายเรายืมเขามาใช้ ไม่รู้ว่าเขาจะเอาไปวันไหน ทราบไม่ได้นะ ทรัพย์สมบัติเงินทองก็ยืมของเขามาใช้ บางคราวทรัพย์สมบัติออกไปจากตัว ฉิบหายด้วยโจรภัย อัคคีภัย บางคราวก็ต้องตายก่อนสมบัตินะ มันไม่เที่ยง ให้นึกให้มากทีเดียว อย่าเอาของชั่วถมใจตัว ให้เอาธรรมสอนใจตัวให้มาก อย่าเอาสมบัติเงินทองสอนใจ ให้เอาธรรมศาสโนวาทของพระพุทธเจ้าสอนจิตสอนใจ เดินมรรคให้ถูก ปัญญาเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ มันชอบทุกอย่าง

ปัญญาเห็นชอบ เห็นอวัยวะร่างกายทุกส่วนแปรนะ แปร มันไม่เที่ยงนะ แปรให้เห็น หากว่าเห็นความแปรแล้ว ความไม่แปรก็เห็นอยู่ในนั้น เห็นความตาย ความไม่ตายก็รู้จัก มีอยู่ในนั้น หนาวก็มีร้อนแก้ มีตายก็มีไม่ตายแก้ มันแก้กันอยู่นะ อย่างพระมหาบุรุษเอาไม้สีไฟถูกกันให้เป็นไฟไหม้ได้ ต้องเอาไม้แห้งๆ สีไฟไหม้ได้ จิตของเราอย่าเอาราคะ โทสะ โมหะ ให้ชุ่ม ไม่ได้เจริญศีล ไม่ได้เจริญภาวนา ไม่แคล่วคล่อง มันเป็นภาระมากทีเดียว คล้ายๆ กับว่าเอาไม้ชุ่มด้วยน้ำมาสีไฟ ไฟไม่ออก มันต้องแห้งทีเดียวจึงจะสีไฟออกได้ แม้จิตของเราก็ต้องแห้งจากราคะ โทสะ โมหะ มันจึงจะระเบิดซึ่งไฟออกมา

พระพุทธเจ้า พระอริยเจ้า ท่านพิจารณาทุกข์ ปญฺจกฺขนฺทา ทุกฺขา เบญจขันธ์เป็นทุกข์อย่างยิ่งทีเดียว พวกเราแบกหามอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้จักปลงวิธีไหน ไม่เหมือนพระอริยเจ้า รู้จักปลง เจริญสมถะ เจริญวิปัสสนา ให้แคล่วคล่อง ให้เก่งกล้า ปลงด้วยวิธีนี้ พวกเราปลงไม่ได้ หาบอยู่อย่างนั้น หนักอยู่อย่างนั้นเอง หนักรูป หนักเวทนา เวทนา สังขาร วิญญาณ หนักขนาดไหน ต้องหาเรื่องอาหาร เรื่องกาย ต้องหาเครื่องประดับ ต้องหาผ้า หากางเกง หาซิ่นนุ่ง หมดไปหลายร้อยตัวตั้งแต่เด็กๆ มา ข้าวก็หมดไปหลายยุ้งหลายฉาง มันหนักขนาดนั้นทีเดียวนะ แต่ก็ไม่ปลงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนสมถะวิธี วิปัสสนาวิธี

เมื่อปลงเหมือนพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ก็ไม่เกิด เรายังปลงไม่ได้ ก็หอบไปเกิดอีกทีเป็นวัฏฏะ วังวนเกิดตาย หาต้นปลายไม่ได้ มันนานนักหนานะ หาต้นหาปลายไม่ได้ ผัวๆ เมียๆ พบกันหลายชาติ ผัวตาย เมียตาย ร้องไห้หากัน ลูกตาย ร้องไห้หากัน นี้เอง องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสว่าร้องไห้หากัน หากสะสมไว้ทุกๆ ชาติ น้ำตาที่อันตรธานหายไป ยิ่งกว่าท้องน้ำมหาสมุทรทั้ง ๔ อีกประการหนึ่งเรากินน้ำนมของมารดา ยิ่งกว่าน้ำมหาสมุทรทั้ง ๔ เหมือนกินในชาติหนึ่งๆ หลายๆ ชาติผสมกัน ความทุกข์ร้อยแปด พระพุทธเจ้าท่านกล่าวอย่างที่อาตมาพูดนี้

สัตว์ที่เกิดมี ๓ ชนิดนะ บิดามารดาเคล้าคลึงกันหนึ่ง น้ำอสุจิผสมกันหนึ่ง สัตว์เข้าสู่วิญญาณหนึ่ง สามอย่างทีเดียว แล้วทีนี้เด็กไม่ใหญ่ข้างนอก มันใหญ่ข้างใน มันออกมา พระอรหันต์หวาดเสียว ตอนมนุษย์อยู่ในท้อง มันคล้ายๆ แมลงหนีฝนไปอาศัยอยู่โคนต้นไม้ เด็กที่อยู่ในท้องมารดา นำอาหารเก่าอาหารใหม่พอกศีรษะ เด็กนั้นคุดคู้อยู่ ไม่ใช่เดือนสองเดือน ตั้งหลายเดือนกว่าจะออกมานะ ไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ ยืนเดินไม่ได้ ต้องคุดคู้อยู่อย่างนั้น มหันตทุกข์ใหญ่ๆ พระอรหันต์รู้ด้วยวิธีนี้ ไม่ปรารถนาจะมาเกิดในโลก อยู่ในท้องของมารดา สกปรกมาก อากาศก็ไม่ดี สารพัดทุกอย่าง อีกประการหนึ่ง เด็กเวลาที่จะออกมาจากครรภ์มารดา เหมือนควาญไสช้างออกมาจากเพดานช่องแคบ ตอนนี้ แม่ก็ดี เด็กก็ดี จะเป็นจะตายในระหว่างนั้น เด็กกระดูกก็อ่อน เนื้อก็อ่อน หมอบหัวชนช่องทวารของแม่ ไม่ใช่กว้างขวางพอเด็กจะคลานออกมาได้สะดวก มันรีดออกมาโขกกระดาน ร้องไห้ หมอตำแยหรือนางพยาบาลไปจับเด็ก คล้ายกับเข็มแทง เด็กร้องวี้ดๆ ว้าดๆ

นี่แหละ พระอริยเจ้าคำนวณความทุกข์เช่นนี้มากมายทีเดียว เจ็บปวดเท่าไหร่ ไม่ควรปรารถนามาเกิดในโลกนี้ มาทุกข์เปล่าๆ ไม่มีประโยชน์ อะไรๆ ก็เอาไปไม่ได้ เงินทองข้าวของเอาไปไม่ได้ ต้องเอาวางไว้ในโลก บางคราวสมบัติเหล่านั้น เราหนีมันไปก่อน เราตายก่อน บางคราวสมบัติเหล่านั้นหายไปจากตัวของเรา เอาไปได้แต่บุญแต่บาปอย่างเดียว

…………………….

พระธรรมเทศนา หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย คัดจากหนังสือ “จิตตภาวนา มรดกล้ำค่าทางพุทธศาสนา” รวมพระธรรมเทศนาภาคปฏิบัติของพระสุปฏิปันโน รวบรวมโดย มูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซอยจรัญสนิทวงศ์ ๓๗ พิมพ์ครั้งที่ ๑, วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓ (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ภาวนารู้เท่าทันทุกข์’ พระธรรมเทศนา ‘หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร’ วัดถ้ำผาบิ้ง

Posted on August 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/673581

'ภาวนารู้เท่าทันทุกข์' พระธรรมเทศนา 'หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร' วัดถ้ำผาบิ้ง

‘ภาวนารู้เท่าทันทุกข์’ พระธรรมเทศนา ‘หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร’ วัดถ้ำผาบิ้ง

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.28 น.

การปฏิบัติธรรม ต้องเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ นั่ง นอน ยืน เดิน ต้องเปลี่ยนอิริยาบถนะ พระต้องนั่งภาวนา เดินภาวนา ยืนรำพึง พุทโธ แล้วก็นอน แต่ “นอน” นั้นอย่าหลับนะ นี่แหละแก้ไม่ได้ ชาติปิทุกขา พยาธิปิทุกขา มรณัมปิทุกขา ชราปิทุกขา เป็นโรคประจำตัวนำ แม้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็มีโรคประจำตัวพระองค์ พระสารีบุตรก็ดุจเดียวกัน มีโรคโลหิตออกจากทวารหนัก พระสารีบุตรต้องตายด้วยวิธีนี้เทียวนะ โลหิตออกมา เอากระโถนรองไปเทนะ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็เหมือนกัน โรคประจำชีวิตนี่

นี่แหละ คนหนึ่งๆ เป็นคลังของโรค เป็นเรือนของโรค เขาเรียกว่าอริยสัจ ๔ ของจริง แม้อุบาสกอุบาสิกานั่งภาวนารู้จักของจริง ต้องวางนะ มันเป็นเรื่องของจริงนะ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์นะ การเจ็บการปวดน่ะมี มีอยู่เช่นนั้น เขาเรียกคลังของโรค เรือนของโรค เหตุนั้นพระอรหันต์ทั้งหลายท่านรู้เท่า ท่านไม่หวั่นไหว ไม่ถือขลังว่าเป็นตัวเป็นตน ท่านถือเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตาของชีวิตนะ จะไปถึงไหนทราบไม่ได้นะชีวิต

แล้วอีกประการหนึ่ง เรื่องปาณาติบาตนั้น เรื่องอทินนาทานให้ผล เรื่องกาเมให้ผล เรื่องมุสาให้ผล เรื่องสุราให้ผล ศีลห้านี้ควรนักควรหนา ควรที่เราจะรักษา เป็นสมบัติอย่างยิ่งนะ ศีลห้านี้ ให้สําเร็จโสดาบัน อริยบุคคลนะ อํานาจศีลห้า อํานาจศีลแปดให้สําเร็จอนาคา น้องอรหันต์นะ

นี้แหละ คนหนึ่งๆ มีโรคประจําตัวนะ อย่างท่านอาจารย์มั่นก็มีอยู่ ท่านอาจารย์เสาร์ก็มีอยู่ อาตมาก็มีอยู่ นี่แหละ เป็นเรือนของโรค เป็นคลังของโรค ประเดี๋ยวก็เจ็บโน้นเจ็บนี่อยู่ ป่วยไข้อยู่ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งแล้วในโลกนะ พึ่งไม่ได้ พึ่งได้แต่ศีล ๑ บําเพ็ญทาน ๑ ภาวนา ๑ อบรมดวงจิตนะ อันอื่นพึ่งไม่ได้หมดนะ คลังของโรคนี่เป็นคลังใหญ่ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเรื่อยๆ นะ นั่งนานก็ไม่ได้ นอนนานไม่ลุกสักทีก็ไม่ได้ ยืนให้เลือดลงขานะ เดินนะ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถให้เสมอกัน พระโยคาวจรเจ้าองค์ไหนเสมอกัน อายุยืน อย่านั่งนานนะ เป็นโรคเหน็บชา อัมพาตนะ มันนั่งทับโลหิตนะ มันเดินไม่สะดวก ร่างกายเมื่อย แปล็บ เป็นโรคได้ นี่แหละ โรคนี้เป็นโรคประจําตัวของเรา ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณาทุกข์ นะ

ความเกิดเป็นทุกข์ใหญ่โต เรามาเกิดในท้องมารดานะ แหม ไอ้ทุกข์อันนี้ไม่ใช่เล่น ท่านพูดในพระไตรปิฎกนะ ท่านว่ามี ๓ ชนิด การที่เกิดของมนุษย์นะ หนึ่ง บิดามารดาเคล้าคลึงกันนะ สอง สัตว์เข้าสู่น้ำอสุจิประสมกันนะ ให้เมียเลี้ยง เลี้ยงเจ็ดวันแปรอย่างหนึ่งนะ เป็นห้าแห่ง เป็นตุ่มออกห้าแห่งนะ แขนสอง หัวหนึ่ง ขาสอง ความทุกข์ของมนุษย์ที่เกิดในท้องมารดานั้น ทุกข์มาก คล้ายๆ ลิงหนีฝนเข้าในโพรงไม้ หันหน้าเข้าทางหลังมารดา อาหารของเก่า ของใหม่โพกหัวเด็กนะ นี่แหละไม่ได้เหยียดขาเหยียดแข้ง คล้ายๆ กับสัตว์ในโลกันต์นรก ทุกข์มาก เป็นชาติทุกข์ ไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ เดินก็ไม่ได้ ขยายตัวก็ไม่ได้ 

และอีกประการ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า เด็กที่ออกในท้องมารดานั้น มันใหญ่ในท้องแล้วออกมา ไม่ใช่ใหญ่ข้างนอกแล้วคลานเข้าไป มันเหมือนกับว่านายช้างควาญช้างนะ ไสช้างนะออกจากเพดานในช่องแคบ มันป่วนปั่นเหลือเกิน มารดาก็สละชีวิต เด็กก็ต้องสละชีวิต เป็นตายอย่างไรทราบไม่ได้นะ อาศัยนางพยาบาลมากที่สุด นางผดุงครรภ์เป็นผู้เอาออก คนไหนเอาออกไม่ได้ทางทวาร มันติดนะ ต้องผ่าตัดออกเพราะเครื่องมือมี แต่ก่อนเครื่องมือไม่มีต้องตายทั้งแม่ทั้งลูกเจียวนะ นี่แหละ ชาติทุกข์ แล้วออกมาแล้วนะ นั่นเองแหละเป็นเรือนของโรค เป็นคลังของโรค เวลาเด็กป่วย บิดามารดาไม่ได้นอน รักลูกมากที่สุดนะ ! เดี๋ยวก็เจ็บนั่นเจ็บนี่ เป็นหวัด เป็นไอ อะไรทุกอย่าง

นี่แหละกว่าเราจะได้ชีวิตมาถึงขนาดนี้ เป็นพระเดชพระคุณอย่างยิ่งที่สุดนะ ให้ระลึกถึงธรรมะนะ มันไม่เที่ยงนะ มันประกอบด้วยทุกข์นะ สิ่งใดมีทุกข์ สิ่งใดมีไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตนใช่ตัว เราอยู่ทุกวันไม่ว่าพระ ไม่ว่าคฤหัสถ์ต้องตาย ต้องเผา ต้องฝังกันนะ นี้แหละพระอริยเจ้าระลึกถึงตนได้มากที่สุด คณะอุบาสกอุบาสิกาคนไหน พระเณรคนไหนไม่มีธรรมะเป็นวิหารธรรมอยู่ในจิต เป็นทุกข์มาก ปัญจขันธาทุกขา ทุกข์มากที่สุด หากว่ามีเรือนอยู่ สําเร็จโสดาบัน มีเรือนอยู่

ภาวนา พุทโธ แล้วถ้าจําศีล บริจาคทาน เรือน ๓ ประการนี้เป็นเรือนใหญ่ อยู่ในดวงจิต หากว่าความทุกข์มาถึงแล้วเข้าไปหาเรือน มีที่พักนะ มีศีล มีกัลยาณธรรมนะ คนไหนไม่ภาวนาพุทโธ ไม่รักษาศีล ไม่บําเพ็ญทาน คนนั้นทุกข์ใหญ่ ไม่มีเรือนที่จะเข้าพึ่งพาอาศัย เหล่านี้ ราคะ โทสะมันร้อน คล้ายๆ แดดเดือนห้านะ ต้องเข้าพักในต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ในที่นี้เปรียบเทียบเหมือน พุทโธ เข้าไปใต้ต้นไม้ได้รับอากาศมาสี่ทิศ สําราญใจ เหตุนั้น ขอให้ตั้งอกตั้งใจให้กับ พุทโธ พุทโธ ไม่ใช่ของหนักนะ โอปนยิโก น้อมพุทโธเข้ามาในดวงใจนะ ภาวนาบริกรรม พุทโธ พุทโธ นะ จิตลงสู่ภวังค์ ความสงบอันนี้เกิดมาจากพุทโธ เกิดมาจากการภาวนานะ สุขุมมากที่สุด บางคนขนพองสยองเกล้า บางคนตัวใหญ่ ปีตินะ บางคนตัวเล็ก หาตัวไม่เห็นนะ นี้เรียกว่า ปีติ พุทโธ อํานาจพุทโธ ล้างหัวใจให้สะอาด

พยาธิทุกข์ เล่า นี้แหละอย่าไปรังเกียจ พยาธิ อย่าไปรังเกียจนะ ของดี ของพระอริยเจ้าเชียวนะ ไม่มีพยาธิทุกข์ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ไม่มี พระนิพพานก็ไม่มีเสียแล้ว นี้แหละเป็นเครื่องปรับกัน ชาติทุกข์ ชราทุกข์ มรณาทุกข์ นี่เป็น “มรรค” นะ พิจารณาให้เห็นความตายของเราทุกคืน อย่ามัวเมาเรื่อง โลภะ โทสะ โมหะ ให้ระลึกถึงตัว มีวิหารธรรม เหมือนว่าฝากเงินไว้กับธนาคารนะ เมื่อเวลาอับจนจะได้เบิกเอามาใช้

อีกประการหนึ่ง รักษาศีล ศีลห้าจะได้เมียงาม จะได้ผัวงาม จะได้ลูกหลานงาม แม้ความฉลาด พุทโธ โอปนยิโก น้อมพุทโธเข้ามาในดวงจิต จับองค์ภาวนาพุทโธ พระพุทธเจ้าไม่ใช่คนโง่นะ คนฉลาด หากว่าพระองค์เข้ามาประทับในจิตใจของพวกเรา แม้เรามีหิริโอตตัปปะ เกรงกลัวในพระองค์ แล้วภาวนาเร่งพุทโธเข้าไป ความสงบมี เมื่อความสงบมี นั่นแหละเป็นความสุขใหญ่โต ไม่ร้อน มีวิหารธรรมเป็นเครื่องพักอยู่ในดวงจิต อุบาสกอุบาสิกานะ จิตสะอาดนะ จิตใจสูง นี่แหละขอให้ตั้งอกตั้งใจ อย่าประมาทนะ อย่า !

การเจ็บการป่วยนี่เป็นของดีของพระอริยเจ้าเชียวนะ จิตไม่เพลิดเพลิน พิจารณาเรื่องการตายเสมอๆ นะ การตายอันนี้น่ะเราตายมาเรื่อยๆ ทุกวันนี้นั่งอยู่ที่นี่ต้องตายนะ คือหมายความว่ามาสู่ท้องมารดามันใหญ่นะ มันก็ออกมา ออกจากท้อง ออกมาเป็นเด็กนะ ตายตอนเป็นเด็กนะ มาเป็นหนุ่มนะ ตายเมื่อตอนเป็นหนุ่ม มาแก่ชรา ผมหงอกฟันหลุด หนังเป็นเกลียว กำลังก็น้อยถอยลงไป ให้เห็นในตอนนี้นะ ให้ภาวนาสังขารในตอนนี้เสีย อวัยวะของเรานะ เกิดมานะ “อัคคังมนุสเสสุ” นะ มนุษย์เป็นเลิศที่สุดนะ เลิศกว่าพระอินทร์ พระพรหมนะ มนุษย์นี่นะ เลิศกว่าอบายภูมิทั้งสี่นะนั่น มนุษย์มีทั้งอกุศลและกุศล ภาวนาเข้าไปนะเลือกเอามนุษย์เป็นพระพุทธเจ้า ไม่เอาพระอินทร์เอาพรหม เพราะมนุษย์เป็นเลิศ เลือกเอาได้ มนุษย์เป็นพระปัจเจกได้ เป็นพระอรหันต์ได้นะนั่น ของดีอยู่ในมนุษย์นะ แต่ของชั่วร้ายก็อยู่ในมนุษย์เหมือนกัน มนุสนรโก มนุสเปโต มนุสเดรัจฉาโน นะนั่น ทําไม่ดีเป็นอกุศลนะนั่น ที่เป็นกุศลนะ มนุสพรหมา มนุสเทวา มนุสโลกุตตร

นี้แหละฉันใดก็ดี ไม่มีที่พึ่งแล้วในโลกนะ นอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปแล้วนี่ขอให้ตั้งใจนะ การเจ็บการป่วยนั้น เป็นเรื่องธรรมดา เร่งความเพียรนะ อย่าประมาทนะ นั่น ใส่บาตรใส่พกนะ นั่น รักษาศีลนะนั่น ศีลห้า แล้วก็ภาวนา “พุทโธ” นะ กิเลสของเรา เราหอบมาตั้งแต่อดีตชาติ มันประชุมกับปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นอนุสัยนะนั่น มันดองกันนาน ดองกันนานนะนั่น มันคล้ายๆ กับน้ำทะเลดองกันนานนะ กลายเป็นรสเค็มนะ ใช้ไม่ได้ แม้กิเลสของเรานะ ดองกันนาน เกิดราคะฆ่ากันได้ เกิดโทสะฆ่ากันได้ เกิดโมหะก็ฆ่ากันได้นะ นั่น นี้แหละ ราคะ โทสะ เป็นของดีของพระอริยเจ้านะนั่น ไม่มีอันนี้ไม่ได้บวชนะ นั่น พระองค์ไม่เอาคนกระเทยบวช คนบวชมานะ คนมีกําลัง มีราคะ โทสะ โมหะ มีเหตุนะ นั่น มีเหตุนะ จึงใช้มรรคประหารเข้าไปประหารเข้าไปนะ

ปัญญาเห็นชอบ ดําริชอบ เห็นชอบ เห็นอวัยวะทุกส่วนมันแปรนี่นะ นี่เรียกว่าเห็นธรรมนะ เห็นชอบเข้าไปแล้วมันทํางานตึงตังๆ อยู่นะ เอามือคลําหัวใจเต้นตึ๊กๆ มันทํางานอยู่นะนั่น แล้วมันขยายออกนะนั่น อุจจาระปัสสาวะออกจากทั้งเก้าทวารนะนั่น พระอริยเจ้าท่านเห็นอยู่นี่นั่น ท่านไม่หวั่นไหว เรายังไม่เห็น เรายังหวั่นไหวกลัวตายอยู่นะนั่น มันเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่เกิดมานะ อายุน้อยตาย คนนั้นทําปาณาติบาตมาแต่ก่อน มีเงินมีทองเขาลักเอาไปนะ นั้นเราลักของเขามาแล้วนั่น มีลูกมีเต้าหรือก็เป็นหญิงโสเภณีไป นั่นผู้หญิงนะ ผู้ชายโจรผู้ร้ายไปนะ เราทําไม่ดีมาแต่ก่อนแล้ว กาเมนะนั่น แล้วมุสานะ เขามาหลอกลวงเอาเงินเอาทองไปนะ ไม่ได้ใช้นะ แล้วก็สุราดื่มเข้าไปแล้ว เสียสตินะ กล้าหาญนะนั่น หนังสือพิมพ์มีอยู่นะ เขาออกข่าวมานะนั่น กินเหล้านะปีใหม่นะ ฆ่ากันหลายรายนะนี่ มีการตายอยู่เรื่อยๆ นะ นี่แหละเทวทูตมันเตือนอยู่เสมอเช่นนี้แหละ เราไม่ควรประมาทนะ ไม่ควรประมาทนะ ให้ระลึกถึงพุทโธ พุทโธ เป็นที่พึ่งนะ นั่น พึ่งคนอื่นไม่ได้ บิดามารดาพึ่งได้ชั่วคราวนะ พึ่งพระราชาก็พึ่งพระองค์ได้ชั่วคราวเมื่อยังมีชีวิตอยู่นะ

การเป็นการตายของเรานี่ฝากไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้แหละเรือนของโรค คลังของโรคมนุษย์นะ ให้ระลึกเสมอ ให้ภาวนาเสมอนะนั่น นี้แหละอย่าส่งออกข้างนอกนะ ใจกล้าหาญ เอ้า ตายก็ตายนะ ตายเราไม่ต้องง้อนะ ศีลเรามีแล้วนะ ทานเรามีแล้ว เราตายขณะนี้เราไปเกิดสวรรค์นะ เปลี่ยนอัตภาพมนุษย์ไปเกิดสวรรค์นะนั่น เรามีบริบูรณ์ ใส่บาตรอยู่เรื่อยนี่ แล้วรักษาศีลเรื่อยนี่นั่นไปสู่สุคติโลกสวรรค์นะ คนไหนมัธยัสถ์ตระหนี่ เกิดมาในภพใดชาติใดเป็นคนกําพร้าอนาถา ขอทานเขากินนะนั่น มีลูกมีเมียก็ไม่ว่าง่ายสอนง่าย ว่ายากสอนยากนะ เป็นผู้ชายเป็นโจรผู้ร้ายนําความทุกข์มาถึงบิดามารดานะนั่น

นี้แหละ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคท่านให้ภาวนาพุทโธ ฉลาดมาก พระองค์ไม่ใช่คนโง่นะ ฉลาดนะ พระองค์ประทับอยู่ในจิตของใคร จิตควาก ควากลงไป สงบนะ สิ่งไม่รู้ก็รู้ขึ้นมา สิ่งไม่เห็นก็เห็นขึ้นมา อํานาจพุทโธ นี้แหละเมื่อท่านทั้งหลายได้สดับตรับฟังแล้วนะ โอปนยิโก น้อมมาปฏิปัตติบูชา พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ก็จะเห็นอานิสงส์ในพระพุทธศาสนาโดยง่าย สมควรแก่เวลา ดังอาตมะอาตมาวิสัชนามา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

……………………..

ภาวนารู้เท่าทันทุกข์ พระธรรมเทศนาโดย…หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง ตำบลผาบิ้ง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เทศนาอบรมพระภิกษุ สามเณร วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ คัดมาจากหนังสือ จันทสาโรวาท หลวงปู่หลุย จันทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง ตำบลผาบิ้ง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย (ขอบคุณลานธรรมจักร)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ธรรมะวันอาทิตย์! ‘วิธีแก้กรรมคือละความชั่วด้วยความดี’ โดยพระใบฎีกาธวัชชัย เตชวโร

Posted on August 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/673261

ธรรมะวันอาทิตย์! 'วิธีแก้กรรมคือละความชั่วด้วยความดี' โดยพระใบฎีกาธวัชชัย เตชวโร

ธรรมะวันอาทิตย์! ‘วิธีแก้กรรมคือละความชั่วด้วยความดี’ โดยพระใบฎีกาธวัชชัย เตชวโร

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.18 น.

ธรรมะวันอาทิตย์พาญาติโยม พุทธศาสนิกชนเข้าวัด ทำบุญ ทำทาน สร้างกุศล ปฏิบัติธรรม ฟังเทศนา จาก พระใบฎีกาธวัชชัย เตชวโร เจ้าอาวาสวัดป่าศรีสุขเกษม เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นมงคลชีวิต และให้อยู่เย็นเป็นสุขนั่นเอง  

สำหรับ วัดป่าศรีสุขเกษม ตั้งอยู่ถนนอรุณประเสริฐสายหลัก(อำนาจเจริญ – กรุงเทพมหานคร) บ้านนาห้วยยาง –สองคอน ต.โนนโพธิ์ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ ห่างตัวเมืองอำนาจเจริญทางทิศตะวันตก ประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นวัดป่าสักกัดธรรมยุตินิกาย โดยมีพระใบฎีกาธวัชชัย เตชวโร อายุ 78 ปี เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีสุขเกษม   ปกครองพระลูกวัด  9 รูป กุฏิ 10 หลัง บนเนื้อที่ 24 ไร่เศษ ปกคลุมไปด้วยแมกไม้นานาชนิด สงบร่มรื่น เหมาะสำหรับปฏิบัติธรรม ที่ผ่านมา พุทธศาสนิกชนนิยมเข้ามาผักผ่อนหย่อนใจและฝึกปฏิบัติทำสมาธิเป็นประจำ 

ส่วนพระพุทธองค์สัมมาสัมโพธิญาณ ประดิษฐานอยู่ภายในวัดป่าศรีสุขเกษม ตั้งตระหง่านสีเหลืออร่ามอยู่ริม ถนนอรุณประเสริฐสายหลัก(อำนาจเจริญ – กรุงเทพมหานคร) เป็นที่สะดุดตาผู้ที่ผ่านไปมาอย่างยิ่ง ด้วยความสูง 15 เมตร หน้าตักกว้าง 9 เมตร ลักษณะปางมารวิชัย นาถิ(ท้อง)บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนฐานด้านล่างองค์พระ เป็นห้องโถงภายในประดิษฐานพระประธานและภาพวาดประวัติพระพุทธเจ้าที่ผนังด้านข้างพร้อมคำอธิบายพอให้เข้าใจ เห็นแล้วสวยงามมาก ซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ท่านพระราชทานนามพระพุทธรูป เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 40  และนายชวน หลีกภัย เป็นประธานในพิธีพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยทุนทรัพย์จากแรงศรัทธาของชาวบ้านนาห้วยยางและบ้านใกล้เคียงร่วมกันก่อสร้างเป็นเงิน 4,999,999 บาท เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมทางศาสนาและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจรวมถึงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและท่องเที่ยวอีกด้วย 

นอกจากนี้ยังกันพื้นที่ส่วนหนึ่ง ขุดบ่อเลี้ยงปลาตามธรรมชาติ โดยมีปลาทุกชนิดและกำหนดให้เป็นเขตอภัยทานด้วย ซึ่งที่ผ่านมีพุทธศาสนิกชนนำปลาหลากหลายชนิดมาปล่อย เพื่อเป็นการทำบุญสร้างกุศล 

ทั้งนี้ วัดป่าศรีสุขเกษม  ประดิษฐาน พระพุทธองค์สัมมาสัมโพธิญาณ ในวันสำคัญทางทางศาสนา บรรดาพุทธศาสนิกชน จะร่วมกันจัดกิจกรรม ทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง  ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองนมัสการ องค์พระฯอย่างยิ่งใหญ่ และยังเป็นงานบุญประเพณีที่จะต้องจัดเป็นประจำทุกปี ทว่า ทีผ่านมา จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID 19) ทำให้ต้องงดการจัดงานบุญประเพณีมาแล้ว 3 ปี 

พระใบฎีกาธวัชชัย เตชวโร เจ้าอาวาสวัดศรีสุขเกษม เทศนาตอนหนึ่งในเรื่อง กรรมว่า ตามปกติส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า กรรม คือ เรื่องของการกระทำชั่ว หรือความชั่ว ความเลวร้าย แต่ความจริง กรรม เป็นคำกลางๆ ไม่ดีไม่ร้าย การจงใจทำชั่วก็จัดเป็นกรรมชั่ว  กรรมจึงมีความหมายได้ทั้งทางดี และทางชั่ว การทำกรรมดี เรียกว่า สร้าง “กุศลกรรม” ส่วนทำความชั่ว เรียกว่า “อศุลกรรม” แต่ส่วนใหญ่ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ว่าเป็นในทางไม่ดีหรือกรรมชั่วเสียมากกว่า มักเรียกว่า “เวรกรรม”  

พระพุทธองค์ตรัสว่า เรื่องที่เข้าใจยากสี่เรื่อง ซึ่งปุถุชนไม่ควรนำมาคิด ให้รกสมอง คือ

1. เรื่องพุทธวิสัย คือ เรื่อง อัจฉริยภาพของพระพุทธเจ้า หรือความสามารถพิเศษของพระพุทธองค์ 
2. เรื่องฌานวิสัย คือ อัจฉริยภาพ หรือ ความสามารถพิเศษของคนที่ฝึกจิตมาเป็นอย่างดี 
3.เรื่องกรรมวิบาก คือ การให้ผลของกฎแห่งกรรม 
4. เรื่องของโลกจินตา คือ การคิดปัญหาอภิปรัชญา เช่น โลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ใครเป็นผู้สร้างโลก 

4 เรื่องนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็น “อจินไตย” เป็นเรื่องที่ไม่ควรนำมาขบคิด(แต่ไม่ได้ห้ามคิด) เพราะชวนให้ฟุ้งช่าน ทำให้เสียเวลาเปล่า ไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆในชีวิต เพราะเป็นเรื่องที่เหนือสามัญวิสัย พิสูจน์ได้ยาก ใครมัวขบคิดหรือหาทางพิสูจน์อยู่ ไม่ทันรู้ความจริงก็อาจตายเสียก่อน หรืออาจเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่นำไปสู่ความดับทุกข์ได้ 

ทั้งนี้ วิธีแก้กรรมตามหลักพุทธศาสนา ก็คือ การละความชั่วด้วยความดี ไม่ได้ละความชั่วเข้าพิธีสารภาพหรือไถ่บาป หรือ อาบน้ำชำระบาป พระพุทธองค์ทรงแนะนำว่า หากจะอาบน้ำชำระบาป ก็จงอาบน้ำแห่งความดีงาม ทางกาย วาจา และใจ จะดีกว่า และได้ผลดีกว่าอย่างแน่นอน.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, ธรรมะวันอาทิตย์, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ป่าช้าเราอยู่ที่ไหน’ พระธรรมเทศนา ‘หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร’ วัดถ้ำผาบิ้ง

Posted on August 11, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/672623

'ป่าช้าเราอยู่ที่ไหน' พระธรรมเทศนา 'หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร' วัดถ้ำผาบิ้ง

‘ป่าช้าเราอยู่ที่ไหน’ พระธรรมเทศนา ‘หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร’ วัดถ้ำผาบิ้ง

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 20.02 น.

กล่าวคือนะ กายสมบัติ หนึ่ง วาจาสมบัติ หนึ่ง น้ำใจสมบัติ หนึ่ง นี้เป็นลาภอย่างยิ่ง และอีกประการหนึ่งนะ ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนานะ ไม่เป็นศาสนาสูญจากโลกนะ มีพระพุทธเจ้ามาเกิดในโลก ได้นามว่า สมเด็จพระสมณโคดมนี้ทีเดียว ลาภอย่างยิ่งเชียวนะ อีกลาภอย่างยิ่งนั้นก็ พุทธภาษิตท่านว่า คนไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง นะในตอนหนึ่ง

แล้วที่นี้ก็ขอให้ภาวนาอย่าขี้เกียจขี้คร้าน ตั้งอกตั้งใจเทียวนะ ให้ภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ ในดวงจิตนะ ให้หัวใจของเราคุ้นเคยใน พุทโธ ให้มาก ให้มาก ทำ พุทโธ ให้ซ้ำๆ ซากๆ ทีเดียวนะ อย่าถอยนะ ทำให้ชำนิชำนาญ คุ้นเคยกับพระพุทธเจ้านะ เพื่อยังไง เพื่อให้จิตสงบนะ แล้วอีกประการหนึ่งนะ พุทโธ พุทโธ ในดวงใจแล้ว จะเกิดมโนภาพเชียว มโนภาพในที่นี้ กล่าวคือนะจิตสงบหนึ่ง จิตไม่ฟุ้งซ่านหนึ่ง นี้ทีเดียว จิตมีอำนาจหนึ่ง จิตมีรัศมีหนึ่ง นี้ทีเดียว พุทโธ พุทโธ ในที่นี้นะ ภาวนาเข้าไปแล้ว ใจนะใสสะอาดดีนะ ไม่ขุ่นมัวนะ นี้

แล้วอีกประการหนึ่ง พุทโธ พุทโธ นี้ นี่ต้องละอดีต อารมณ์อันใดในอดีต อย่าค้นคว้านะมาทับปัจจุบันนะ อย่าค้นคว้าเทียว อารมณ์อันนั้นเป็นอันตราย อันตรายแก่สมาธิ เอาอารมณ์อดีตมาทับปัจจุบัน โง่เง่าเต่าตุ่นนะ และอีกประการหนึ่ง องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค ท่านห้ามอนาคตข้างหน้านะ อย่า สิ่งใดยังมาไม่ถึงเรานะ อย่าค้นคว้ามาทับปัจจุบันนะ เหตุนั้นภาวนาพุทโธ ในที่นี้ ต้องเพิกอดีตหนึ่ง เพิกอนาคตหนึ่ง แล้วก็บริกรรมพุทโธๆ ในดวงจิตนะ นี้ทีเดียว

แล้วอีกประการ จิตสงบแล้วต้องวางพุทโธเสียก่อน และมีสติรักษา มีสติสัมปชัญญะรักษาความสงบไว้ให้มั่น ให้มั่น ให้อยู่คงที่เทียวนะ นี้หากว่าจิตอยู่คงที่ อย่างที่กล่าวมานี้ทีเดียว จะเกิดสิ่งอัศจรรย์ เกิดขึ้นในจิตนะ สิ่งที่ไม่รู้ก็รู้ขึ้นมาในดวงจิตทีเดียวนะ สิ่งที่ไม่เห็นก็เห็นขึ้นมาในดวงจิตทีเดียวนะ นี่ทีเดียว อัศจรรย์ เขาเรียกว่า คัมภีร์ทวง ทวงออกจากหัวใจนะ แนะให้เรียบร้อยในสมถวิธีนี้ แล้วอีกประการหนึ่งนะ เราหอบมาจากอดีตชาตินั่นมากองในปัจจุบันทีเดียว นี้เทียวเป็นอนุสัย มีพิษร้ายที่สุดนะ อนุสัยนะให้เกิดราคะ นะฆ่ากันได้ เกิดโทสะ นะฆ่ากันได้ เกิดโมหะ นะก็ฆ่ากันได้ เหตุนั้น พุทโธๆ ในที่นี้นะ สำคัญมากทีเดียว

ราคะ โทสะ โมหะ นี้เป็นพิษร้ายนั้น องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคบอกให้สาวกทั้งหลายภาวนา พิจารณาๆ นะ ให้ของร้ายอัปรีย์จัญไรให้คายออกจากดวงจิตนี้ ตอนนั้นจิตจะตั้งมั่น ตั้งมั่นนะตั้งมั่นเชียว ตั้งมั่นในสมาธินะ ขณิกสมาธิ หนึ่ง อุปจารสมาธิ หนึ่ง อัปปนาสมาธิ หนึ่ง ความตั้งมั่นของจิตแล้วก็ไม่หวั่นไหว ไม่หวั่นไหวนี่อุบายของสมถวิธี เป็นเช่นนั้น แล้วอีกประการหนึ่งนะ หนังสือมุตโตทัย ท่านอาจารย์มั่นว่าให้ม้างกายให้เห็นกระดูกนะ ให้เห็นกระดูกนะ เยื่อในกระดูกยังไง ให้แจ่มแจ้งในกระดูกทีเดียว หากว่าเรากระดูกไม่เห็น เช่นนั้น กะประมาณเสียก่อน กระดูกเป็นเช่นนั้นๆ ไม่อย่างนั้นก็เดาเอาเสียก่อน นี่กะประมาณเอา เดาเอา คาดคะเนเอานะ

อ้าว – – ทำบ่อยๆ ทำบ่อยๆ

พหุลีกโต ทำให้มากทำให้มาก ทำเช่นนั้นจิตกว้างขวางจิตลึกซึ้งทีเดียวนี่ ให้ค้นดูของอวัยวะทุกส่วนนะ มันไม่มั่นไม่เที่ยงของชีวิตนะ ให้เห็นเช่นนี้เทียว มันแปรอยู่เสมอนั่น มันตายอยู่เสมอนะ ร่างกายของเรานะ ตายความเป็นเด็กนะ 

อ้าว – – หายไปเป็นหนุ่มนะ ตายความเป็นหนุ่มเป็นเด็กนะ นั่น 

อ้าว – – ผมหงอกฟันหลุดหนังก็เป็นเกลียวนะ บอกเหตุบอกผลอยู่เช่นนั้นนะ ธรรมนะ แล้วอีกประการหนึ่ง ท่านอาจารย์มั่นพูดหนังสือมุตโตทัยว่า ธรรมแสดงโร่ทั้งกลางวันกลางคืนทีเดียวนะ แสดงคือหมายความว่ายังไง อย่างที่ว่านะ มันแก่ทุกลมหายใจเทียวนะ นี้แหละอย่าประมาท ให้สนใจให้มากในตอนนี้นะ

เรารู้ได้ว่า เกิดปีนั้น เดือนนั้น วันนั้น รู้ได้นะนั่น แล้วทีนี้นะ การตายของเราจะมาวันไหน ทราบไม่ได้ นั่นประการหนึ่ง ป่าช้าเราอยู่ที่ไหน ทราบไม่ได้ และอีกประการหนึ่งนะ จะตายด้วยโรคอันใด ทราบไม่ได้ เหตุนั้นรีบเร่งเทียว รีบเร่งหาที่พึ่งนะหาที่พึ่ง กล่าวคือพุทโธนะ ที่พึ่งคือพุทโธ พุทโธ เป็นของใหญ่ – – เป็นของใหญ่ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค พุทโธ เป็นของใหญ่มากที่สุดทีเดียว หากว่าใครระลึกถึงเสมอๆ นั้น นี่แหละองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ นะ ใครถึงตถาคต นั้นปิดอบายภูมิทั้ง ๔ ได้นะ ไม่เกิดนะ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ไม่เกิดนะ ยกตนออกจากอบายภูมิทั้ง ๔ ได้นะ เป็น นิยตะ ที่ไปเกิดบนสวรรค์เทวโลกเลยทีเดียว นี้ให้สนใจให้มากทีเดียว และอีกประการหนึ่ง องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า ความสะดุ้งกลัวมาถึงแล้วหนึ่ง ขนพองสยองเกล้ามาถึงแล้วหนึ่ง พึงระลึกถึงตถาคตด้วย ความกลัวหาย นี่สำคัญ ให้สนใจนะ ความกลัวหายนะ พึ่งพระพุทธเจ้านะนี่ พระพุทธเจ้าท่านไม่กลัวตายนะ น้ำพระทัยถึงอมตธรรมนะ นี้ทีเดียวนะ ในตอนนี้นะพระองค์ตรัสออกมาจากน้ำพระทัยของพระองค์ เป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่งเทียวแก่พุทธบริษัทนะ ให้พิจารณาให้มากๆ ทีเดียวนะ

เรานุ่งขาวแล้วนี่ จิตต้องให้ขาวนะ จิตต้องให้ขาวนะ กุศล ซึ่งแปลว่าขาวนะ กุศล ซึ่งแปลว่าฉลาดนะ ฉลาดหาอุบายให้มีบำเพ็ญทาน ให้มีการรักษาศีล ให้ฉลาดบริกรรมพุทโธๆ เรื่อยๆ นะนั่น นั่นหัวใจจะสว่างเทียวนะนั่น ไม่มืดทึบนะ สว่างแจ้งเชียวนะนั่น นิโรโธ ทำให้แจ้งเชียวนะ ให้เห็นแจ้งนี่ ความเกิดนะ ความดับนะ ของอวัยวะทุกส่วนนี่ ให้เห็นประจักษ์อยู่เช่นนั้น หากว่าใครเห็นธรรม คนนั้นเห็นตถาคตนี่ ที่นี้ทีเดียว ขอให้สนใจในตอนนี้นะ แล้วศาสนาของพระสมณโคดมไม่ใช่ของยืดยาวนะ เป็นของสั้นที่สุดนะ ไม่เหมือนกับศาสดาองค์อื่นนะ ศาสดาองค์อื่น กกุสันโธ ๖๐,๐๐๐ นี่ทีเดียว คนไม่ถึง ๖๐,๐๐๐ ไม่ตาย นี่ทีเดียวนะ ศาสนาโกนาคมน์ ๔๐,๐๐๐ คนนะเกิดมาไม่ถึง ๔๐,๐๐๐ ไม่ตาย พระองค์รับรองร้อยเปอร์เซ็นเทียวนะนั่น ต่อมาศาสนาพระกัสสปพระพุทธเจ้านะ ๒๐,๐๐๐ นะนี่ สมเด็จพระสมณโคดม 

อ้าว – – พระองค์มีชีวิตเพียง ๘๐ ปีนะ และก็วางศาสนา ๕,๐๐๐ นะ เร็วมากที่สุดนะ เกิดเร็วตายเร็วนะ เหตุนั้นให้หมุนตัวเป็นเกลียว เป็นเกลียวนะ ต้องขยันนะ อย่าเกียจอย่าคร้าน ให้ขยันปลูกธรรมให้เกิดขึ้นในดวงจิตนะ เดินจงกรม หนึ่ง นั่งสมาธิ หนึ่ง นั้นนอนสีหไสยาสน์ ยันหลับนะ จิตทำงานอยู่ พุทโธๆ นะ จิตทำงานอยู่ พิจารณาของอวัยวะทุกส่วน มันแปร มันแปร อนิจจัง ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็น ทุกข์ นะ สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นไม่เที่ยง 

อ้าว – – สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวใช่ตนเสียแล้วนะ หากว่าตายแล้วไปไหน เอาไปป่าช้า นี่ ไม่เผาก็ฝังกันแล้ว เอาไปแต่บุญแต่บาปนะ นี่ ที่เราให้สนใจ ในตอนนี้ให้มากนะ

วัน เดือน ปี มันล่วงไปนะ ให้คิดให้มากๆ เทียว วันหนึ่งระหว่างที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคยังมีชีวิตอยู่ ในสมัยนั้นพระอานนท์ติดตามพระองค์นะ ปัจฉาสมณะเดินไป พระองค์เอาพระหัตถ์จิ้มดินแล้วยกขึ้นมานะ บอกอานนท์นะ แผ่นดินมันอยู่ในพื้นดินมากหรือติดนิ้วนี้น้อย น้อยมากเท่าไหร่นะอานนท์นะ พระอานนท์ทูลพระองค์ว่า ติดนิ้วพระหัตถ์นิดหน่อยพระเจ้าข้า แต่อยู่ในแผ่นดินมากเทียวนะ แล้วก็ถามอานนท์นะ เธอนะ ภาวนาวันละกี่ครั้ง

อ้าว – – วันละหลายครั้งพระพุทธเจ้าข้า แสนครั้งบ้าง ๒๐๐-๓๐๐ บ้าง อะไรบ้าง ถึงอย่างนั้น องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคบอกอานนท์นะ อย่าประมาท เธอนะ ให้พิจารณาทุกลมหายใจนะทุกลมหายใจนะ นี่ทีเดียว พระอานนท์เป็นพระโสดาบันนะ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ติเตียนอยู่นะ นี่พวกเรานะยิ่งติเตียนมากทีเดียวนะนั่น ประมาทมากนะนั่น นี้ทีเดียว ให้พิจารณา ทุกขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ของอวัยวะนะ ไม่เที่ยงนะ อย่างพูดนะ

เด็กตายไป อ้าว – – เป็นหนุ่มนะนี่ หนุ่ม เด็กตายไป

แก่นะ อ้าว – – ผมหงอก ฟันหลุด หนังก็เป็นเกลียว

นั่น มันหันไปหาไอ้ความตายนะนี่ นี้ทีเดียว ระหว่างนี้นะ มัจจุราชนายโคบาลนะ จูงโคเข้าไปหาหลัก ที่ต้องลงไม้ลงมือฆ่านะ ธรรมดาฝีเท้าของโคนะ เข้าไปถึงหลักบ่อยๆ นะ ใกล้หลักบ่อยๆ นะ แม้ไอ้ความตายของเรานะมันจะมาถึงวันไหน ทราบไม่ได้นะ นี้ทีเดียว อย่าให้ทำเหมือนสุกร หมูนะ หมูนะ มัวนอนเกลือกมูตรเกลือกคูถอยู่นะ ให้ทำเหมือนกับนกกระทา นกกระทานั้นนะ เจ้าของฝึกปรือดี ให้กินดีให้อวบเชียวนะ ถึงกระนั้นนะ ไอ้นกกระทาไม่ยอมอยู่ในกรงนะ หาป่องออกอยู่เรื่อยนะ นี้ขอให้สนใจให้มาก ให้มากเชียวนะ เราอวดขาวๆ ข้างนอกนะ ข้างในเคยขาวด้วยไหม กุศล ซึ่งแปลว่าขาวนี่ กุศล ซึ่งแปลว่าฉลาด ฉลาดนะ ฉลาดปลดเปลื้องตนออกจากอบายภูมิทั้ง ๔ นะ นั่น แล้วอีกประการหนึ่ง หนังสือมุตโตทัย ท่านอาจารย์มั่น อคฺคํ มนุสฺเสสุ มนุษย์มันเลิศที่สุดนะ เลิศที่สุดมนุษย์นะ มันเลิศกว่าพระอินทร์ เลิศกว่าพระพรหม มันเลิศกว่าอบายภูมิทั้ง ๔ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน นะ ชาติมนุษย์นะนั่น

เหตุนั้น พระพุทธเจ้าก็เกิดเป็นมนุษย์ พระปัจเจกพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลายก็เกิดเป็นชาติมนุษย์นี้นี่แหละ ไม่ใช่เป็นอินทร์เป็นพรหมนะนั่น มนุษย์นี่สำคัญมากที่สุดทีเดียวนะนั่น มนุษย์ มนุษย์นะ หนังสือพิมพ์เขาพูดว่าประเทศไทย ๗๒ จังหวัดนะ ธรรมดารถไฟ รถไฟนะ ประชุมแต่หัวลำโพงแห่งเดียว นอกนั้นไปต่างจังหวัด เหตุนั้นความดีก็เกิดในมนุษย์ ความชั่วร้ายก็เกิดในมนุษย์เทียว เหตุนั้น มนุสฺสนิรยิโก หนึ่ง มนุสฺสเปโต หนึ่ง มนุสฺสติรจฺฉาโน นั้น มันออกมาจากมนุษย์นะ ออกมาจากมิจฉาทิฐิเทียวนะ พวกนี้ไม่มีการบำเพ็ญทาน มีมัจฉริยะ ตระหนี่ แล้วก็ทุศีล ด้วยนะนั่น แล้วทีนี้หัวใจว่างด้วยนะ ไม่ภาวนาพุทโธนะนั่น นี่ทีเดียวขาดทุนใหญ่ ไอ้พวกนี้นะ คนไหนนะมีการบำเพ็ญทาน ทานในทีนี้นะ ทาน อวัยวะทุกส่วนไม่ใช่ทานภายนอกนะ ทาน สมมติว่าเราเกียจคร้านหาวนอนนะ 

อ้าว – – ทานมันในตอนนี้ ให้ขยันเดินจงกรมนั่งภาวนานะ นี่ทานในตอนนี้เทียวนะนี่ ไม่เอาทานภายนอกนะนั่น รักษาศีลอยู่ดีนะนั่นแล้วก็ภาวนานะนั่น

เหตุนั้น คนที่กล่าวมานี้นะ เขาเรียกว่าคนไม่ประมาทนะนี่ คนไม่ประมาทเช่นนั้นอยู่ในโลกราตรีเดียวนะนั่น ดีกว่าคนที่ประมาทมีอายุตั้ง ๑๐๐ ปี นี้ทีเดียว ให้สนใจ เพราะยังไงนะ เพราะค้าขายรวยใหญ่ ท่านพวกนี้รวยใหญ่ มีศีล มีกัลยาณธรรม มีภาวนาพุทโธนะนี่ รวยใหญ่เลย พวกนี้นะ ระลึกถึงธรรมอยู่บ่อยๆ ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่นะ ไม่ประมาทนะ มีชีวิตไป วันหนึ่งคืนหนึ่งก็นับว่าเป็นฐานดีที่สุดนะ ตายไปแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์เทวโลกนะ คนไม่ประมาทนะนั่น

นี้ล่ะขอให้ตั้งอกตั้งใจให้มาก โอกาสดีแล้วเรา ได้บวชเป็นนางชีทรงขาวนะนั่น เพราะยังไง เพราะในศาสนาเสื่อม นางภิกษุณีนะ นางไปแล้วนะจากโลกนะ แล้วก็สามเณรีก็หายแล้วนะ เณรผู้หญิงนะ พระผู้หญิงนะ นางสิกขมานาก็หายไปจากโลกแล้ว ทีนี้ก็ผู้หญิงนะ เป็นชีนะ ชีรักษาศีล ๘ นะ ศีล ๘ นี้ มีเดชานุภาพมากที่สุด มากที่สุดนะ เนกขัม นะ ให้ถึงอนาคานะ ครั้งพุทธกาลนะ ศีล ๕ สำเร็จโสดาบัน สกทาคานะ ศีล ๘ สำเร็จอนาคานะ ศีล ๑๐ ของเณร ศีล ๒๒๗ ของพระนี่ นี้สำเร็จพระอรหันต์โดยมากนะ เพราะยังไงท่านเหล่านี้นะทรงไว้ซึ่งอุตมเพศ อุตมเพศ นี้เป็นเพศใหญ่ เป็นเพศที่สมควรจะได้มรรคได้ผล กล่าวคืออรหันต์นะ โลกุตรธรรมนะ

นี้ล่ะฉันใด ขอให้ตั้งอกตั้งใจ อย่าประมาทนะ เราทำการงานอันใดนะ อย่าไปทิ้งพุทโธ อย่าไปทิ้งพิจารณาอวัยวะทุกส่วนนะ บอกว่ามันเป็น ทุกขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ไม่มั่นไม่เที่ยงนะ เพื่อยังไง เพื่อบำรุงจิตของเราให้เป็น สัมมาทิฐิ ให้คล่องแท้เทียวนะ อย่าสงสัยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่าสงสัยการบำเพ็ญรักษาศีล ภาวนานะ อย่าสงสัย ให้มี อจลศรัทธา เชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัยนะ จิตให้ขาว จิตให้สะอาดนะนั่น ควรแก่สวรรค์นิพพานนะ

การทำวัตร ในที่นี้คือ หมายความว่า เราประมาทพลาดพลั้งพระเถระ ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี น้ำใจก็ดี แม้ต่อหน้าก็ดี ลับหลังก็ดี เช่นนี้ทีเดียว นั่นขอขมาโทษจากพระเถระ พระเถระนะให้อโหสิกรรมทุกอย่าง อย่าให้เป็นบาป เป็นกรรม นี้ประการหนึ่ง แล้วอีกประการหนึ่ง พระเถระอาจจะเพ่งที่ไม่ดี พวกท่านทั้งหลายนะ ประมาทพวกท่าน ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ต่อหน้าก็ดี ลับหลังก็ดี เช่นนี้นะ พระเถระจะไม่เป็นบาปเป็นกรรมต่อไปข้างหน้านั้นประการหนึ่ง แล้วอีกประการหนึ่งให้พรนะ ให้พรนะ ที่นี้คือหมายความว่า เราจะได้อยู่ดีมีแฮง หนึ่งจะได้เจริญสมณธรรม ให้ผูกมัดให้จิตสะดวกหนึ่ง นี้ทีเดียวนะ

พรนี้นะ เพื่ออายุยืนหนึ่ง เพื่อวรรณะอันงามหนึ่ง เพื่อความสุขพร้อมในอิริยาบถทั้ง ๔ หนึ่ง แล้วก็เพื่อความมีกำลังกาย กำลังวาจา กำลังใจ กำลังอโหสิ สติปัญญาเชียวนะนี่ ขอขมาโทษพระ ทำวัตร ให้พร อย่างครั้งพุทธกาลนั้นนะ อย่างครั้งพุทธกาลนั้นนะนั่น ให้พรใดนะ พรนั้นเป็นปุถุชนอยู่นะนั่น เจริญสมณธรรมให้สำเร็จนะ เมื่อสำเร็จ มาหาพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์นะนี่ ให้พรนะสำคัญมากเหลือเกินนะ พระเถระนะ วาจาที่ศักดิ์สิทธิ์ แม้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็มีวาจาที่ศักดิ์สิทธิ์ ให้พรนะเอาทีนี้ตั้งใจ

……………………..

พระธรรมเทศนาโดยหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง ตำบลผาบิ้ง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เทศนาในการอบรมเนกขัม ณ วัดถ้ำมโหฬาร อ.ภูกระดึง จ.เลย ก่อนเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๒๔ คัดมาจากหนังสือ จันทสาโรวาท หลวงปู่หลุย จันทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง ตำบลผาบิ้ง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘พระไตรสรณคมน์ที่ไม่เศร้าหมอง’ พระธรรมเทศนา ‘หลวงปู่คำดี ปภาโส’

Posted on August 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/672328

'พระไตรสรณคมน์ที่ไม่เศร้าหมอง' พระธรรมเทศนา 'หลวงปู่คำดี ปภาโส'

‘พระไตรสรณคมน์ที่ไม่เศร้าหมอง’ พระธรรมเทศนา ‘หลวงปู่คำดี ปภาโส’

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.54 น.

“…นี่แหละปฏิญาณตนถึงพระไตรสรณคมน์แล้วนะ ผู้หญิงเป็นอุบาสิกานะ ผู้ชายได้เป็นอุบาสกแล้วทีนี้ บวชในศาสนานะ อย่าทำปรัมประเหมือนอย่างที่เป็นมาแล้วนะ อย่าถือมงคลตื่นข่าวนะ..นั่น รักษาพระพุทธศาสนานะ ตำราแฝงไว้มากแฝงมากทีเดียว

ผู้ที่นับถือพระไตรสรณคมน์เศร้าหมองนะ คือหมายความว่า “วันจม-วันฟู” นะ นั่นตำราพราหมณ์เขาว่าอย่างนั้น เสียเคราะห์เสียเข็ญนะนั่นตำราพราหมณ์เขาว่าเช่นนั้น ถึงว่าฤดูเดือนห้ามาอีก ตำราพราหมณ์ในอินเดียนะ พาลูกพาหลานไปชายทะเลทีเดียว..อาบน้ำ แล้วที่สระหัวสระเกล้าให้เคราะห์กรรม อะไรมันไหลไปตามกระแสน้ำให้นี่ทีเดียว ผิดทีเดียวนะนั่น

เหตุนั้นในพระไตรสรณคมน์ว่าเช่นนี้ ไม่ถือฤกษ์ดียามดีนะ..นั่น ถือเหตุถือผลนะ..นั่น ถือกรรม เราทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนะนั่น ฯลฯ ตำราพราหมณ์เขาว่าวันฟูวันจมนั่นคือหมายถึงว่า วันไหนจม แต่ดูนะคน ต้นไม้ ภูเขาต่างก็จมไปอย่างที่ว่านั่น..ก็ไม่จมเด๊ะ ตำราพราหมณ์โกหกซะแล้วนะ วันไหนตำราพราหมณ์เขาว่า วันไหนวันฟู ฟูงั้นนะ ไปดูสิที่หินในน้ำ ไม่เห็นฟูขึ้นมา โกหกทีเดียวนะ และอีกประการนะ เสียเคราะห์เสียเข็ญนั่นเสียเคราะห์เสียเข็ญเช่นนั้น ตำราพราหมณ์เขาว่าตรัสเช่นนั้น มันเสียได้เช่นนั้น เสียเคราะห์เสียเข็ญมันก็เป็นพระอรหันต์กันหมดสิในโลกนั่น นี่แหละคือ “ของที่ไม่จริง” ทีเดียวนี้

แล้วปฏิญาณตนถึงพระไตรสรณคมน์ เป็นอุบาสกอุบาสิกาแล้วนะอย่าไป “ถือความตื่นข่าว” นะ ให้รู้จริงเห็นจริงในพุทธศาสนา จิตเศร้าหมองทีเดียว ไปถือฤกษ์ยามดีไม่ได้ ในทางพระพุทธศาสนา ฤกษ์ดียามดีเมิ่ดวันทีเดียวนะ..หมดทุกวัน “ความพากเพียร” นั้นนะเป็นความที่ฤกษ์ดียามดีนะ

จะเพาะปลูกอะไร เอาผัวเอาเมียกันไม่ต้องหาวันหาเวลา เรื่องพระเจ้าพระสงฆ์ก็ไม่หาเวลานั่น.. ความพากเพียรนี้เป็นสำคัญทีเดียวในทางพุทธศาสนานะ อย่าเอาตำราพราหมณ์มาผสมเด๊ะ ไม่ได้นะ จะทำให้จิตเศร้าหมองทีเดียวนั่น

พระไตรสรณคมน์ในที่นี้ แต่ก่อนองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคนะ พระองค์บวชด้วยพระองค์เอง เอหิภิกขุฯนั่น นั่นก็เสื่อมไปแล้ว องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคให้สาวกมาบวชพระไตรสรณคมน์ พุทโธ ธัมโม สังโฆ อย่างที่พูดมาบวชเป็นพระได้นะ ในครั้งพุทธกาลนะ ต่อมาอันนี้หายไป ให้คณะอุบาสกอุบาสิกาปฏิญาณตนถือพระไตรสรณคมน์นะและเลื่อนไปๆ เรียกว่า “จตุตถกรรม” จตุตถกรรมให้สำเร็จด้วยสงฆ์นะนี่ การบวชนะนั่น

นี้แหละพระไตรสรณคมน์นะจะถือฤกษ์ดียามดีแม้นประการหนึ่ง อย่าถือศาสนาเยซูมูฮัมหมัดอิสลามด้วยประการหนึ่ง อย่ากินของดิบ เครื่องลาบก้อยอย่างคนอีสานนี่กินไม่ได้ทีเดียว มันเป็นยักษ์เป็นมาร ใจมันห่อ กินแต่ของที่สุกด้วยไฟก่อน นี้พระไตรสรณคมน์จะขาดหรือเศร้าหมองนะนั่น แล้วอีกอย่างหนึ่งเนื้อสิบอย่าง ห้ามเนื้อช้าง เนื้อลิง เนื้อสุนัขหรือเนื้ออะไรนี่พระองค์ห้าม ห้ามไม่ให้กิน เนื้องูนะ..นั่น นี่ล่ะนับถือพระไตรสรณคมน์อย่า..อย่าไปกินนะ นั่น

นี่ล่ะพระไตรสรณคมน์ที่กล่าวมานั้น ขอให้ตั้งอกตั้งใจ รักษาศีลห้า แล้วก็ขอให้ตั้งอกตั้งใจบำเพ็ญทาน ฯลฯ นี่ให้ตั้งอกตั้งใจ ในการที่ทรมานจิต “พุทโธ” ในดวงจิตนะ นั่นนี่ล่ะพระไตรสรณคมน์ขอยุติแต่เพียงเท่านี้

……………….

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ “หลักการภาวนา” พระธรรมเทศนา พระครูญาณทัสสี (หลวงปู่คำดี ปภาโส) วัดถ้ำผาปู่ อำเภอเมือง จังหวัดเลย (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บุคคลที่มี ‘ทาน ศีล ภาวนา’พร้อมทั้ง ๓ อย่างเปรียบเหมือนบุคคลที่มีเสบียงที่พร้อมสมบูรณ์

Posted on August 9, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/672070

บุคคลที่มี 'ทาน ศีล ภาวนา'พร้อมทั้ง ๓ อย่างเปรียบเหมือนบุคคลที่มีเสบียงที่พร้อมสมบูรณ์

บุคคลที่มี ‘ทาน ศีล ภาวนา’พร้อมทั้ง ๓ อย่างเปรียบเหมือนบุคคลที่มีเสบียงที่พร้อมสมบูรณ์

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.12 น.

ณ โอกาสนี้จะได้แสดงพระธรรมเทศนา เพื่อฉลองศรัทธาพวกพุทธบริษัททั้งหลาย ตามสมควรแก่เวลา วันนี้ประสงค์จะพูดเรื่องง่ายๆ ที่เกี่ยวกับ “ทานํเทติ สีลํรกฺขติ ภาวนํภาเวตฺวา” คือ ทาน ศีล ภาวนา นั่นเอง ทานํเทติ คือ การทำบุญให้ทานโดยวิธีต่างๆ นั่นแหละ สีลํรกฺขติ คือ การรักษาศีลตามฐานะของตน ภาวนํภาเวตฺวา คือ การฝึกหัดทำสมาธิภาวนา เรารวมเรียกบุญทั้ง ๓ วิธีการนี้ว่า “บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการ” ทั้ง ๓ ประการนี้ ตามหลักท่านแสดงไว้ว่า 

อานิสงส์ของการทำทาน คือ บันดาลให้มีโภคทรัพย์สมบัติ ทานนี้เปรียบเหมือนเสบียงสำหรับการเดินทาง ต้องเตรียมให้เพียงพอ การทำความเพียรเพื่อที่จะให้สำเร็จมรรคผลนิพานนั้น เปรียบเหมือนการเดินทางไกล ซึ่งพระนิพพานเป็นระยะทางที่ไกลมาก เราท่านทั้งหลายต้องมีหน้าที่เดินทาง จึงมีความจำเป็นจะต้องสะสมเสบียงให้เพียงพอ การที่เราทำทานก็เปรียบได้เช่นนี้

อานิสงส์ของการรักษาศีล คือ สามารถที่จะทำให้บุคคลมีร่างกายที่สมบูรณ์ ไม่เป็นคนพิการ ทำให้เป็นคนที่มีพละกำลังแข็งแรงพอที่จะใช้ในการที่เราต้องเดินทางไกลไปสู่พระนิพพาน

อานิสงส์ของการภาวนา คือ ทำให้เกิดปัญญา ความรู้ ความฉลาด เปรียบเหมือนบุคคลที่มีสายตาที่ดี สามารถมองเห็นทางที่จะต้องเดินทางไปสู่พระนิพพาน

บุคคลที่มีทานอย่างเดียว ไม่มีการรักษาศีลแล้ว เปรียบเหมือนบุคคลที่มีข้าวของสมบัติหรือมีเสบียงมากมาย แต่ว่าร่างกายไม่สมบูรณ์ มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ไม่มีกำลังวังชา ก็ไม่สามารถที่จะเดินทางไกลๆ ได้ หรือไม่สามารถที่จะไปสู่พระนิพพานได้นั่นเอง บุคคลที่มี ทาน ศีล แต่ขาดการภาวนานั้น เปรียบเหมือนบุคคลที่มีเสบียงพร้อมแล้ว มีร่างกายที่สมบูรณ์ มีกำลังวังชาที่ดี แต่บุคคลนั้นเป็นบุคคลที่ตาบอด เขาผู้นั้นก็ไม่สามารถที่จะเดินทางไปสู่พระนิพพานได้เช่นกัน

สำหรับบุคคลที่มี ทาน ศีล ภาวนา พร้อมทั้ง ๓ อย่าง เปรียบเหมือนบุคคลที่มีเสบียงที่พร้อมสมบูรณ์ มีร่างกายที่มีสุขภาพที่แข็งแรง มีสายตาที่ดี บุคคลนี้ก็จะสามารถที่จะเดินทางไกลไปสู่พระนิพพานได้ บุญกิริยาวัตถุ ๓ จึงเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกันดังที่พูดมานี้ บุคคลที่มีศีล ๕ และมีทาน ก็อาจที่จะไปสวรรค์ได้

บุคคล ๓ จำพวก ๑. อันธจักษุ คือ คนที่มืดบอด ๒. เอกจักษุ คือ คนที่มีตาเดียว ๓. ทวิจักษุ คือ คนที่มีสองตา

อันธจักษุ หมายถึง คนที่ยากไร้ ไม่มีปัญญาในการประกอบอาชีพ เป็นคนทุกข์คนยากคนจน เรียกว่าเป็นบุคคลที่มีผลทานน้อย ผลศีลน้อย การทำสมาธิภาวนาก็ไม่สนใจ

เอกจักษุ คือ คนตาเดียว หมายความว่า คนฉลาดแต่ในทางโลก ฉลาดแต่ทำมาหาเลี้ยงชีพ เป็นบุคคลที่มีฐานะดีแต่ไม่สนใจในศีลธรรม เป็นผู้ที่มีคุณธรรมต่ำหรือขาดคุณธรรม ถึงแม้จะมีทรัพย์สมบัติมากหรือเกิดในตระกูลที่สูง ก็จัดเป็นคนต่ำต้อยอยู่นั่นเอง ยังเป็นคนที่ต้องทนทุกข์ต่อสิ่งต่างๆ แม้จะมีสมบัติมากมายก็ตาม เราไม่ควรถือเป็นตัวอย่าง

ทวิจักษุ คือ คนสองตา หมายถึง คนที่มีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกก็บริบูรณ์ด้วยข้าวของเงินทอง บริบูรณ์ด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง และก็ยังมีทานมีศีลที่บริสุทธิ์ สนใจในสมาธิภาวนาปฏิบัติธรรม ถึงขั้นได้เกิดฌานสมาบัติขั้นใดขั้นหนึ่ง อย่างนี้เราเรียกว่าเป็นคนสองตา เราควรถือเป็นตัวอย่าง

บุคคลทั้งสามจำพวกที่กล่าวมานี้ มีอยู่ในโลก หาได้อยู่ในโลก เราต้องเลือกถือเอาไปปฏิบัติสำหรับตนเอง เรื่องทานนี้ก็บำเพ็ญกันมามากพอสมควร ยังขาดบกพร่องก็แต่เรื่องของศีลและการภาวนาสมาธิ เรื่องศีลกับสมาธิ ถ้าเราจะนับเป็นอันเดียวกันก็ได้ หมายความว่ารักษาศีลและทำสมาธิภาวนาควบคู่กันไปก็ได้

ศีล หมายถึง การสำรวมกาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อย ใจเป็นเจ้าของ สั่งให้พูดแต่ในสิ่งที่ดี ทำแต่ในสิ่งที่ดี คิดแต่ในสิ่งที่ดี ผู้ที่ตระหนักในการภาวนา บากบั่นในการภาวนาเพื่อหาความสงบ จะต้องระมัดระวังในเรื่องของศีลเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเรามีศีลที่ไม่บริสุทธิ์แล้ว ความสงบของจิตใจก็จะเกิดได้ยาก ท่านจึงว่าศีลกับสมาธิเป็นเรื่องเดียวกันก็ได้

สมาธิภาวนา คือ การทำจิตใจให้ตั้งมั่นในอารมณ์อันเดียว เรามีลมหายใจอยู่แล้ว ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ให้รู้อยู่ว่าหายใจเข้า หายใจออก การที่เราทำงานต่างๆ แล้วไม่เรียบร้อย ก็เพราะขาดสติขาดเจตนา ถ้าเรามีการทำสมาธิด้วยแล้ว การทำงานของเราจะไม่บกพร่อง ไม่มีการผิดพลาด การปฏิบัติแบบนี้เป็นการที่ทำได้ง่าย แต่ได้ผลมหาศาล แต่เราท่านไม่ค่อยจะรู้ถึงคุณค่าของการภาวนา จึงไม่ค่อยจะยอมปฏิบัติกัน

สมาธิที่อบรมดีแล้วให้ผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ สมจริงที่ท่านกล่าวไว้เหลือเกิน ผู้ที่ยังไม่เคยมีโอกาสปฏิบัติให้เกิดผลของสมาธิ ก็ให้หาโอกาสนั้นเสีย เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคุณแก่จิตใจเป็นที่สุด มีคำกล่าวไว้ว่า “เมื่อเราไม่รักษาศีลก็ได้ชื่อว่าไม่รักษาจิตใจ ไม่ทำสมาธิภาวนาก็ได้ชื่อว่าไม่รักษาจิตใจ” ที่ได้แสดงมาในเรื่องของ ทาน ศีล ภาวนา ก็เห็นสมควรแก่เวลา เอวัง

…………………..

พระธรรมเทศนา พระครูญาณทัสสี (หลวงปู่คำดี ปภาโส) วัดถ้ำผาปู่ อำเภอเมือง จังหวัดเลย เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๑ (คัดมาจากหนังสือธรรมโอวาท อนุสรณ์เนื่องในการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ และเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร วันเสาร์ที่ ๒๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๕) ขอบอคุณลานธรรมจักร

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ธรรมะวันอาทิตย์ : การทำบุญ ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ โดยพระครูสิริ ธรรมโส

Posted on August 7, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/671726

ธรรมะวันอาทิตย์ : การทำบุญ ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ โดยพระครูสิริ ธรรมโส

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 13.52 น.

7 สิงหาคม 2565 ธรรมะวันอาทิตย์ ไปเข้าวัดฟังธรรม ที่วัดป่านาล้อม ตั้งอยู่พื้นที่ จ.อำนาจเจริญ เมื่อเดินทางไปทิศเหนือตามถนนชยางกูร จากตัวเมืองอำนาจเจริญ ประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงสามแยกไฟแดง อ.ลืออำนาจ เลี้ยวซ้าย เข้าสู่ถนนสายรองก่อนถึง อ.พนา 12 กิโลเมตร จะพบเห็นพระพุทธรูป นามว่า พระศรีมงคลพุทธโคตม ลักษณะปางมารวิชัย สูง 7 เมตร หน้าตักกว้าง 4  เมตร สีทอง ประดิษฐานอยู่หน้าวัดป่านาล้อม  ซึ่งตั้งอยู่ ต.ไร่ขี อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ มองเห็นเด่นชัด เป็นที่สะดุดตา แก่บรรดาพุทธศาสนิกชน จะต้องจอดรถ แวะกราบนมัสการและเข้าวัด เพื่อความเป็นสิมงคล เป็นมงคลชีวิต ทุกคน 

วัดป่านาล้อม ต.ไร่ขี อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ เป็นวัดขนาดเล็ก สังกัด มหานิกาย พระครูสิริ ธรรมโส อายุ 73 ปี เป็นเจ้าอาวาสวัดป่านาล้อม และเจ้าคณะตำบลอำนาจ พระสงฆ์ จำพรรษาอยู่จำนวน 11 รูป ไม่มีสามเณร มรรคนายก 1 คน บนเนื้อที่ 15 ไร่ เป็นที่ตั้งกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ แต่อุโบสถยังสร้างไม่แล้วเสร็จ เพราะขาดทุนทรัพย์ ยังรอรับการบริจาคทุนทรัพย์จากผู้ใจบุญอยู่เสมอ  

ก่อนนั้น พุทธศาสนิกชน ญาติโยมทั้งหลาย ที่เดินทางไปยัง อ.พนา เพื่อไปกราบนมัสการพระเหลาเทพนิมิต เมื่อผ่านวัดป่านาล้อม ก็จะผ่านไปเลย ไม่เป็นที่สนใจของญาติโยม อยู่มาวันหนึ่งเกิดนิมิต ว่าภูมิเจ้าที่ รุกเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องรักษา อยู่บริเวณนี้มาหลายร้อยปี และมีพ่อเฒ่าที่ชาวบ้านนับถือ ฝันว่าบริเวณวัดป่านาล้อม เป็นทางเดินของพญานาค ที่สำคัญช่างศีลปะกรรมฝีมือดี อยู่กรุงเทพมหานคร เหมือนมีจิตพิเศษสัมผัสที่ 6 ดลใจให้มาปั้นพระพุทธรูปที่วัดป่านาล้อม จึงเดินทางมาปรึกษากับเจ้าอาวาสวัดป่านาล้อม ตกลงจะปั้นพุทธรูปขึ้นที่นี่ เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ ศูนย์รวมความสามัคคีในชุมชน จรรโลง พุทธศาสนาด้วย 

จากนั้น จึงเดินทางมาพร้อมพระสงฆ์ 3 รูป เพื่อมาก่อสร้างปั้นพระพุทธรูป ระหว่างที่พระสงฆ์ปักกรดพักอยู่ รอการก่อสร้างพระพุทธรูป จะพบเห็นปรากฏการประหลาดๆเกิดขึ้นเสมอ เช่น กลางคืนได้ยินเสียงคนกวาด เศษใบไม้ เมื่อออกจากกรดไปดู ก็ไม่พบอะไร เป็นอยู่อย่างนี้ จนกว่าสร้างพระพุทธรูปแล้วเสร็จ ปรากฏการณ์ต่างๆก็หายไป จึงเข้าใจว่า เจ้าภูมิ เทวดา คงกลับสวรรค์แล้ว เพราะมีพระพุทธรูป นามว่า พระศรีมงคลพุทธโคตม อยู่แทน  

ที่น่าอัศจรรย์ที่สุด ก็คือเมื่อสร้างแล้วเสร็จ มีการสมโภชพระศรีมงคลพุทธโคตม บวชชี พรามณ์ ทำพิธีทางศาสนาครบสมบูรณ์ ซึ่งพุทธศาสนิกชน ญาติโยม นุ่งขาว ห่มขาว ปฏิบัติธรรม สวดมนต์ ตลอดทั้งคืน ซึ่งระหว่างทำพิธี กลางดึกมีแสงสีรุ้งพาดผ่านบริเวณงานพิธี ผู้มาร่วมงานหลายร้อยคนมองเห็นเหมือนกัน และต่างเข้าใจว่า รุกเทวดา พระภูมิเจ้าที่ คงมาร่วมอนุโมทนาบุญด้วย  

นับตั้งแต่ก่อสร้างพระพุทธรูป พระศรีมงคลพุทธโคตม แล้วเสร็จ ทำพิธีทางศาสนาครบถ้วนสมบูรณ์ พุทธศาสนิกชน ญาติโยม ซึ่งเดินทาไป อ.พนา มองเห็น พระพุทธรูป สีทอง ตั้งตระหง่านอยู่ทางเข้าวัด ต่างแวะกราบนมัสการ ขอพรพระ จากนั้นก็จะเข้าไปในวัด ทำบุญทำทาน ปล่อยสัตว์น้ำ ที่สระน้ำหลังวัด ซึ่งกำหนดเป็นเขตอภัยทาน มีสัตว์น้ำหลายชนิดอยู่จำนวนมาก 

ก่อนกลับ ญาติโยม พุทธศาสนิกชน จะเข้าไปฟังธรรมเทศนากับเจ้าอาวาสวัดป่านาล้อม ที่กุฏิ ซึ่งส่วนใหญ่ จะเทศนาให้ทุกคนรักษาศีล 5 ข้อ คือ ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามพูดเท็จ ห้ามลักทรัพย์ ห้ามดื่มสุรา ห้ามทำผิดในกาม และทำบุญสร้างกุศลให้มากๆ ผลบุญก็จะส่งให้มีความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน การทำบุญ ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ ผู้เดือดร้อน ให้เขาพ้นทุกข์ ไม่เดือดร้อน นั่นคือผลบุญซึ่งทำให้เราสบายใจ เราทำดี ทำไม่ดี อยู่ที่ใจเรา ใจรู้ดี ถึงแม้จะโกหกคนอื่นได้ แต่โกหกตัวเองไม่ได้  ถ้าทำผิดศีลธรรมข้อใดข้อหนึ่ง ก็รู้อยู่แก่ใจว่าผิดศีล จะทำให้ไม่สบายใจ แม้แต่ฆ่ามดตัวเดียว  ทำให้ไม่สบายใจ หากทำแล้วสบายใจ นั่นแหละ สวรรค์ หากทำแล้วไม่สบายใจ นั่นแหละ นรก เหมือนกับคำที่ว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ 

พระครูสิริ ธรรมโส เจ้าอาวาสวัดป่านาล้อมและเจ้าคณะตำบลอำนาจ เทศนาให้ญาติโยมตั้งสติว่า อันการสดับฟังธรรมเทศนานี้ ทุกท่านทุกคนก็เคยได้สดับมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น ตลอดการประพฤติปฏิบัติมานานแล้ว บางท่าน บางคน ประพฤติปฏิบัติใหม่ๆ แต่ก็ไม่พ้นจากทุกข์ในวัฏสงสารได้สักที ทั้งนี้ เป็นเพราะอะไร เพราะการฟังเป็นเพียงการฟัง สักว่าตามโวหารอรรถาธิบายที่ท่านยกขึ้นมาแสดงให้ฟังเท่านั้น ไม่ได้ตรวจค้นเหตุผลแห่งความจริงอันมีอยู่ ที่กาย ที่วาจา ทีจิต ให้เห็นจริงแจ้งประจักษ์ และชำระจิตให้หลุดพ้นพิเศษจากกิเลสหรืออาสวะเสียเมื่อไร ก็ไม่พ้นจากความทุกข์ วัฏสงสารเมื่อนั้น ครั้งเมื่อพวกเราท่านทั้งหลาย ไม่พ้นจากทุกข์ ภัยในวัฏสงสาร เช่นนี้ ก็จะถือว่าตนเป็นผู้รู้แล้ว เห็นแล้ว เข้าใจแล้วในคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าทุกประการ ไม่ได้เป็นอันชาด เพราะความยึดถือและสำคัญ มั่นหมายไปตามความรู้ความเห็น อันนี้เองเรียกว่า อุปาทานขันธ์ จัดว่าเป็นอุปสรรคความขัดข้องแก่ทางมรรค ทางผล ทางสวรรค์ นฤพานยิ่งนัก 

เพราะฉะนั้น จงตั้งตน ตั้งตัวตั้งกายตั้งจิตให้ดี เมื่อมีกังวลอันเนื่องมาแต่กาลก่อน หรือกังวลอันจะบังเกิดมีขึ้น ในอนาคตเบื้องหน้าก็ดี พึงตั้งสติกระทำความกังวลทั้งปวงนั้นให้เป็นที่ตั้งของสติ ยกจิตขึ้นตั้งไว้เหนือความกังวลทั้งปวง แล้วตั้งสติความรู้เท่าจิตและความกังวลทั้งปวงนั้นอยู่จนความกังวลเหล่านั้นสงบระงับไป จึงให้กำลังของสติและความรู้พิเศษว่าจิตทำความรู้สงบเท่าจิตของตนอยู่จนกว่าจิตของตนจะใสบริสุทธิ์ แจ้งประจักษ์อยู่กับจิต จึงเอาดวงจิตที่ใสบริสุทธิ์นี้เองขึ้นตั้งไว้เฉพาะหน้า ให้เป็นภาชนะทองคำสำหรับที่รองรับเอาซึ่ง อมฤตยรสวารี.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, ธรรมะวันอาทิตย์, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,900,501 hits

Join 4,119 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

โค้งสุดท้ายเดือด! 'รวมศิษย์ครูสลาฯ'บัตรเหลือหลักสิบ ศิลปินฟิตเต็มแม็กซ์ เตรียมปล่อยของน้ำตาซึมทั้งฮอลล์
'มิ้งค์' ยอมเป็นมือที่ 3 ของ 'เทน – น้ำทิพย์' เพื่อหนีความลำบากใน'ฟ้ามีตา'
ใต้เงาซ้อ “สมทรง พันธ์เจริญวรกุล” สมรภูมิกรุงเก่า อุ๊งอิ๊งแทรกยาก
โอมุคาเดะ (Omukade) 7/10
นางแบบเซ็กซี่ หมิง น่านฟ้า เจอทัวร์ลงหนักเหตุแคปภาพ เซบาสเตียน กดไลก์รัวๆ
'น้องฟ้า อรัญญา'กับคุณค่าของบทเพลง'จากบัลลังก์สู่พื้นดิน'
แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47 'มั่นคง ตรงไป ตรงมา' อุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยน
น้องเกล ก็โดน! เจอ แจ็ค แฟนฉัน เสนอขายลาบูบู้ตัวพิเศษ ตอนจบอย่างฮา (คลิป)
บุคคลในข่าว
อิสระ สอน สส. ไม่ต้องกินน้อย แค่เลิกโกงก็พอ

Recent Posts

  • ออสเตรเลียจ่อลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง หวังบรรเทาผลกระทบหลังราคาพุ่งสูงจากพิษสงครามตะวันออกกลาง
  • สเปนสั่งปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินรบสหรัฐฯ ผ่านไปโจมตีอิหร่าน
  • เกาหลีใต้จ่อบังคับใช้มาตรการ “สลับวันวิ่งรถ” ทั่วประเทศ หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์
  • สว.สหรัฐฯ ย้ำไต้หวัน ผ่านงบกลาโหม 1.3 ล้านล้านโดยเร็ว รับมือภัยคุกคามจีน
  • อิตาลีสอบสวน Sephora และ Benefit ปมโฆษณาส่งเสริมให้เด็กต่ำกว่า 10 ปีใช้ “สกินแคร์”

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d