Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

‘ความเห็นที่ถูก’ คือ ‘การเห็นจิต เห็นกายตามความเป็นจริง’

Posted on August 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/671216

'ความเห็นที่ถูก' คือ 'การเห็นจิต เห็นกายตามความเป็นจริง'

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.21 น.

สำหรับการทำสมาธินั้น เราจะกำหนดพุทโธ…พุทโธ…พุทโธ เป็นอารมณ์ หรือจะเรียกว่าเอาพุทโธเป็นเป้าหมายก็ได้ หรือว่าเราจะกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ หรือเป็นเป้าหมายก็ได้เช่นกัน อันนี้แล้วแต่ว่าเราจะชอบอย่างไหนหรือถูกจริตกับสิ่งใด เมื่อเรากำหนดสติของเราตั้งมั่นอยู่ที่ไหน จิตของเราก็ให้อยู่ที่นั่น เพราะสติเป็นเครื่องผูก เป็นเครื่องครอบงำ เป็นเครื่องบังคับ นอกจากสติและความรู้แล้ว ไม่มีสิ่งไหนในโลกที่จะสามารถบังคับจิตให้สงบลงได้ เมื่อเราต้องการบำเพ็ญสมถะ เราต้องเจริญสติให้มากๆ ถ้าเราจะกำหนดลมหายใจเข้าออก เราก็กำหนดลมหายใจที่มาสัมผัสที่ปลายจมูก หรือที่หัวใจ หรือที่ท้องน้อย หรือที่ลิ้นปี่ หรือที่ไหนก็ได้ แต่ให้กำหนดเอาไว้อยู่เพียงจุดเดียวเท่านั้น

การฝึกหัดทำสมาธิภาวนานี้ ในตอนแรกๆ จะทำได้ยาก มักจะมีอาการปวดเมื่อยตามแข้งตามขาหรือตามเอวตามหลัง ในตอนแรกๆ นี้จะต้องอาศัยความอดทน และต้องอาศัยความฝืนอยู่มากพอสมควร แต่เมื่อกระทำไปประมาณ ๒-๓ อาทิตย์ ก็จะรู้สึกเคยชิน อาการปวดเมื่อยต่างๆ ก็จะค่อยๆ หายไป เมื่อเรารู้สึกปวดเมื่อยแล้ว ท่านจึงแนะนำให้เราเปลี่ยนอิริยาบถ จากการนั่งสมาธิไปเป็นการเดินจงกรม ซึ่งวิธีการกำหนดใจในขณะเดินจงกรมนั้น ก็เหมือนกับเรากำหนดเวลาที่เรานั่งสมาธินั่นเอง เพียงแต่ต่างจากการนั่งไปเป็นการเดินเท่านั้น

ในบางครั้งเมื่อเราทำสมาธิได้แล้ว ขณะที่จิตรวมวูบลงไป ร่างกายของเราก็จะเกิดเห็นเป็นซากศพ ที่มีสภาพเหมือนกับว่าเพิ่งจะขุดขึ้นมาจากหลุมศพ แต่จริงๆ แล้วร่างกายของเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อเราถอนจิตออกมาก็จะเห็นเป็นตัวตนธรรมดา อาการที่เราเห็นเป็นซากศพเช่นนี้ ท่านเรียกว่า “อสุภนิมิต” ถ้าเราเคยได้ยินครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอน ในเรื่องของอสุภนิมิตนี้แล้ว เราก็ทำความรู้เท่าทัน อสุภนิมิตนี้ถ้าเกิดบ่อยๆ จะเป็นการดีมาก ท่านอาจารย์ใหญ่ (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) ท่านนิยมมาก ถ้าพระเณรองค์ใดได้อสุภนิมิตร่างกายเน่าเปื่อยเป็นซากศพแล้ว ท่านว่าผู้นั้นจะสามารถที่จะบรรลุธรรมได้ง่าย

อสุภนิมิตนี้ไม่ใช่เป็นของร้าย เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ถ้าเราอดกลัวไม่ได้ ก็ให้เราลืมตาเสีย ตั้งสติให้มั่น ขออย่างเดียว อย่าลุกวิ่งหนี ถ้าเราเคยได้ยินได้ฟังคำแนะนำอย่างนี้แล้ว เมื่อเวลาที่เกิดอสุภนิมิต ก็จะระลึกได้อยู่หรอก แต่ถ้าเราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน เมื่อเวลาที่เกิดขึ้นก็จะเกิดความกลัว ถ้าเราลุกวิ่งหนีก็จะทำให้เราเสียสติได้ การลุกขึ้นวิ่งหนีนี้ ขอห้ามโดยเด็ดขาด การที่เกิดอสุภนิมิตนี้เรียกว่า “มีพระธรรมมาแสดงให้เราได้รู้ได้เห็น มีความชราในเบื้องกลาง และก็มีการแตกสลายไปในที่สุด”

เมื่อเวลาที่เกิดอสุภนิมิตขึ้น ถ้าเราสามารถทนได้นับว่าเป็นการดีมาก เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณามาก สิ่งเหล่านี้เรียกว่าเป็น นิมิตภายในตัวเรา แต่ในบางครั้งก็เกิดเป็นนิมิตภายนอก เช่น ในบางครั้งเกิดเห็นเป็นพระพุทธเจ้า หรือบรรดาครูบาอาจารย์มาปรากฏให้เห็น หรือเห็นเป็นพวกวัตถุ เช่น โบสถ์ วิหาร หรือสิ่งต่างๆ นิมิตภายนอกนี้เรียกว่า “อุคคหนิมิต” เรื่องของนิมิตเป็นเรื่องที่สำคัญ ในบางครั้งก็มาทำท่าแลบลิ้นปลิ้นตา ก็อย่าไปเข้าใจว่าเป็นเปรตเป็นผี ที่จริงแล้วเป็นเพราะว่าสังขารภายในมันฉายออกไปเพื่อหลอกใจของเราเอง มันฉายออกไปจากใจนี่แหละ อันนี้พูดเตือนสติไว้

ผู้ปฏิบัติบางคนก็เกิดนิมิตมากจริงๆ แต่บางคนก็เกิดนิดหน่อย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าอุปนิสัยและวาสนาบารมีที่เราได้กระทำมาตั้งแต่ชาติหนหลัง การทำสมาธิภาวนานี้ ถ้าบุคคลใดเกิดนิมิตมากก็อย่าได้ไปเกิดความกลัว จนกระทั่งเลิกปฏิบัติ ขอให้ปฏิบัติต่อไป โดยให้ตั้งสติมั่นกำหนดรู้อย่างที่แนะนำมาแล้ว เมื่อเราทำต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดอานิสงส์ คือถ้าเป็นคนมีนิสัยดุร้ายก็จะเป็นคนใจดี ถ้าเป็นคนโกรธง่ายก็จะค่อยๆ เบาบางลง ถ้าเป็นคนปัญญาทึบ เมื่อทำจิตสงบได้แล้วก็จะกลายเป็นคนที่ฟังอะไรรู้เรื่อง เข้าใจในเหตุผล ถ้าเป็นคนที่ฉลาดอยู่แล้ว ก็จะเพิ่มพูนปัญญาให้มากขึ้นไปอีก ท่านจึงว่ามีอานิสงส์มาก

ขณะที่เราเกิดเห็นนิมิตขึ้นมา ถ้าเราแก้ความกลัวในนิมิตได้ต่อไปก็จะสบาย เมื่อเราเกิดความกลัวขึ้น เราอย่าไปยึดถือสิ่งที่เราเห็นในนิมิตเป็นตนเป็นตัว เป็นเราเป็นเขา ให้กำหนดรู้ว่าเป็นมาร ซึ่งพระพุทธเจ้าเรียกว่า “ขันธมาร” หรือ “กิเลสมาร” เราลองคิดดู พระพุทธเจ้าเองท่านยังมีมารมาคอยรังควาน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะบาปอกุศลที่ได้กระทำมาในแต่ละภพแต่ละชาติ ได้ตามมากีดกั้นไม่ให้เราได้ทำความดี เกรงว่าเราจะหลุดพ้นจากอำนาจของเขา ขอให้พวกเรานักปฏิบัติทั้งหลายจงรู้เท่าทันในสิ่งเหล่านี้ไว้ กิเลสมารหรือขันธมารเหล่านั้น อย่าให้เราไปยึดเป็นตนเป็นตัว เป็นเราเป็นเขา ให้กำหนดเอาผู้รู้ ผู้รู้ก็คือใจเรา สติกับความรู้ให้เป็นอันเดียวกัน อย่าส่งไปตามอาการของนิมิตภายนอกที่เราปรากฏเห็น ให้เรารู้เท่าทันว่าสิ่งนั้นเป็นนิมิต ไม่ใช่เป็นของจริงตามที่เห็น ถ้าเรากำหนดรู้ไว้อย่างนี้สักพักหนึ่ง นิมิตเหล่านั้นก็จะหายไปเอง

เรื่องของนิมิตนี้จะเกิดหรือไม่เกิดไม่สำคัญ เพราะว่าการที่เราทำสมาธิภาวนา ก็เพื่อมุ่งให้เกิดความสงบภายในจิตใจเท่านั้น ถ้าผู้ปฏิบัติสามารถทำจิตใจของตนให้สงบเป็นอารมณ์เดียวได้แล้วก็พอเท่านั้น ไม่มีนิมิตเกิดขึ้นก็ไม่เป็นไร บางคนภาวนาเพื่ออยากเห็นสิ่งต่างๆ ความที่อยากเห็นสิ่งต่างๆ ไม่มีประโยชน์อะไรแก่จิตใจของเราเลย มีแต่กิเลสคือ “ความอยาก” คอยเผาจิตเผาใจเราอยู่อย่างเดียว การภาวนา ท่านต้องการให้เราปราบกิเลสของเราเท่านั้น คือเห็นความโลภของตน เห็นความโกรธของตน เห็นความหลงของตน เห็นราคะตัณหาของตน เห็นมานะทิฏฐิของตน เมื่อเราเห็นกิเลสดังกล่าวแล้ว เราต้องวางแผนทำลายกิเลสของตนให้หมดสิ้นจากจิตของเรา สิ่งนี้จึงเป็นความรู้ความเห็นที่ถูกต้อง ตามหลักที่พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงไว้

บางคนภาวนาไปอยากเห็นภาพต่างๆ เช่น นรก สวรรค์ เทวดา เป็นต้น การที่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีอะไรแปลก ที่ว่าไม่แปลกก็เพราะว่าเมื่อเห็นแล้วกิเลสของเราก็ยังอยู่เหมือนเดิม บางคนแถมยังทำให้เกิดกิเลสเพิ่มมากขึ้นอีกเสียด้วย คือถือว่าตนเองเป็นผู้วิเศษที่สามารถเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้ เลยไม่ยอมกราบไหว้ใครทั้งนั้น จนกลายเป็นสัคคาวรณ์ มัคคาวรณ์ ปิดกั้นทางมรรค ทางผล ทางนิพพานไปโดยปริยาย ความเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นความเห็นที่ผิดจากหลักของศาสนา 

ส่วนความเห็นที่ถูกนั้นคือการเห็นจิตตามความเป็นจริง เห็นกายตามความเป็นจริง คือเห็นธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ของตนและของคนอื่นสักแต่ว่าเป็นธาตุ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตนตัว เราเขา และเห็นว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าเราสามารถเห็นได้แบบนี้แล้ว เรียกว่า “เห็นกายตามความเป็นจริง”

ส่วนที่ว่าเห็นจิตตามความเป็นจริงนั้น ท่านถือสภาพรู้เป็นตัว ไม่ได้ถือเวทนา ๓ เป็นตัว เวทนา ๓ ก็คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาภาวนา (ความไม่สุขไม่ทุกข์คือเป็นกลาง) สิ่งเหล่านี้ก็จะต้องเห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีตนไม่มีตัวในเวทนา ๓ ถือแต่ความรู้เป็นตัว ถ้าเราสามารถเห็นได้แบบนี้แล้ว เรียกว่า “เห็นจิตตามความเป็นจริง” ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย สิ่งที่ได้พูดมาวันนี้ก็อยากจะเน้นเรื่องนิมิตเป็นใหญ่ เพราะในสมัยนี้มีลัทธิที่สอนกันผิดๆ อีกมาก ขอให้ผู้ปฏิบัติจงนำไปพิจารณาและปฏิบัติตามนี้ ก็จะสมความมุ่งหวังทุกประการ…” 

…………………

พระครูญาณทัสสี (หลวงปู่คำดี ปภาโส) วัดถ้ำผาปู่ อำเภอเมือง จังหวัดเลย คัดมาจากหนังสือ “ธรรมโอวาท” อนุสรณ์เนื่องในการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ และเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร วันเสาร์ที่ ๒๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๕ (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สมบัติของโลก ก็ต้องอยู่ในโลก…เมื่อตายไปแล้วจะยึดถือเป็นกรรมสิทธิ์ของเราอีกไม่ได้

Posted on August 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/670996

สมบัติของโลก ก็ต้องอยู่ในโลก...เมื่อตายไปแล้วจะยึดถือเป็นกรรมสิทธิ์ของเราอีกไม่ได้

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.54 น.

ความจริง “จิตใจ” ของเราเองเป็นตัวก่อทุกข์ สังเกตได้จากพระอรหันตสาวกทั้งหลาย เมื่อท่านมีความรู้ มีปัญญาคุ้มครองรักษาใจท่านดีแล้ว ท่านก็ไม่มีทุกข์ เพราะท่านไม่ปรารถนาในสิ่งต่างๆ เมื่อเราประสบกับรูป กลิ่น เสียง หรืออื่นๆ ก็เพราะใจเรามีตัณหา ปรารถนา ทะเยอทะยาน ยินดียินร้ายในสิ่งเหล่านั้น ทำให้เราเป็นทุกข์

ไม่ใช่ว่า รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ หรือสิ่งอื่นๆ ที่จะได้มาเผาเราให้ร้อน เป็นทุกข์ ตัวของเราเองที่เป็นไฟมาคอยเผาตัวเอง

บุคคลที่มีทาน มีศีล แต่ขาดการภาวนานั้น เปรียบเหมือนบุคคลที่มีเสบียงพร้อมแล้ว มีร่างกายที่สมบูรณ์ มีกำลังวังชาที่ดี แต่บุคคลนั้นเป็นบุคคลที่ตาบอด เขาย่อมไม่สามารถจะเดินทางไปสู่พระนิพพานได้

เมื่อจิตใจรวมลงได้ละเอียดเป็นหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีสัญญาอยู่บ้างก็ตาม ให้เรากำหนดนิ่งเฉย คำว่า “นิ่งเฉย” เปรียบเหมือนกับนายพรานดักเนื้อ เขาจะนั่งอยู่นิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหว แต่ตาของเขาจะมองดูสัตว์ต่างๆ ที่จะดักฉันใด การตั้งสติกำหนดจิตก็ฉันนั้น

ให้พากันสนใจเรื่องการภาวนา เราบังคับจิตใจไว้เป็นของง่าย เพราะเป็นของมีอยู่กับตัว ไม่ต้องซื้อไม่ต้องขอ ไม่ต้องแลกเปลี่ยน เป็นสิ่งมีประโยชน์มาก

ถ้าเราบำเพ็ญความสงบได้แล้ว มีประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม

เรื่องของนิมิตนี้จะเกิดหรือไม่เกิดไม่สำคัญ เพราะว่าการที่เราทำสมาธิภาวนา ก็เพื่อมุ่งให้เกิดความสงบภายในจิตใจเท่านั้น

ถ้าผู้ปฏิบัติสามารถทำจิตใจของตนให้สงบเป็นอารมณ์เดียวได้แล้ว ก็พอเท่านั้น ไม่มีนิมิตเกิดขึ้น ก็ไม่เป็นไร การภาวนาท่านต้องการให้เราปราบกิเลสของเราเท่านั้น คือเห็นความโลภ เห็นความโกรธของตน เห็นความหลงของตน เห็นราคะของตน เห็นมานะทิฐิของตน

ถึงแม้ว่าบุคคลใดจะทำสมาธิได้ดี จะได้รับความสุขขนาดไหนก็ตาม หรือจะได้อภิญญาเพียงใดก็ตาม ถ้า “ไตรลักษณญาณ” ยังไม่เกิดแล้ว ก็ยังนับว่าเป็น มิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิที่ยังผิด ยังอยู่ในวงเขตที่ผิด

บางคนภาวนาไม่อยากเห็นภาพต่างๆ เช่น นรก สวรรค์ เทวดา เป็นต้น การที่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรแปลก ที่ว่าไม่แปลกก็เพราะว่า เมื่อเราเห็นแล้ว กิเลสของเราก็ยังอยู่เหมือนเดิม บางคนแถมยังทำให้เกิดกิเลสเพิ่มมากขึ้นอีกเสียด้วย

คือถือว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ ที่สามารถเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้ เลยไม่ยอมกราบไหว้ใครทั้งสิ้น จนกลายเป็น สัคคาวรณ์ มัคคาวรณ์ ปิดกั้นทางมรรค ทางผล ทางนิพพาน ไปโดยปริยาย เป็นความเห็นที่ผิดจากหลักศาสนา พวกเราท่านพากันฝึกหัดสติลูบๆ คลำๆ กันอยู่อย่างไรเล่า จึงมิรู้ช่องแนวทางพ้นทุกข์เสียที

ด้วยเหตุนี้ ขอให้พากันยึดหลักสติปัฏฐาน ๔ เป็นหลักฝึกสติให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นี่แหละ บรรดาสิ่งสมมุติที่เราไปยึดถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของเรานั้น ก็จะได้เพียงชีวิตหนึ่งๆ เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา หรือสมบัติต่างๆ เมื่อเราตายไปแล้ว เราจะยึดถือเป็นกรรมสิทธิ์ของเราอีกไม่ได้ เราจะเอาสิ่งต่างๆ เหล่านั้นติดตามไปสวรรค์ นรก หรือที่ไหนๆ ก็ไม่ได้ตรงกับคำว่า “สมบัติของโลก ก็ต้องอยู่ในโลก”

หนังสือ คติธรรมของหลวงปู่คำดี ปภาโส (พระครูญาณทัสสี) วัดถ้ำผาปู่ อ.เมือง จ.เลย ปี พ.ศ. ๒๔๔๕-๒๕๒๗ ขอบคุณลานธรรมจักร – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘คนที่ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก เราจะให้สัตว์โลกปราศจากสิ่งดังกล่าวไม่ได้’

Posted on August 3, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/670741

'คนที่ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก เราจะให้สัตว์โลกปราศจากสิ่งดังกล่าวไม่ได้'

วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.25 น.

“…ในปัจจุบันนี้มีพระและฆราวาสจำนวนมากที่ไม่เชื่อว่า ผู้ที่ปฏิบัติแล้วจะสามารถสำเร็จเป็นพระอริยเจ้าขั้นใดขั้นหนึ่งได้ ท่านเหล่านั้นถือว่าหมดยุค หมดสมัยแล้ว สำหรับเรื่องนี้แล้ว ถ้าไม่ประพฤติปฏิบัติเองแล้ว ก็จะไม่สามารถรู้ได้ผู้ที่จะรู้ได้ เห็นได้จะต้องเป็นผู้ปฏิบัติแล้วก็จะเห็นเอง พระพุทธเจ้ายังตรัสกับพระอานนท์ ก่อนที่พระองค์จะเสด็จปรินิพพานว่า “แม้ว่าตัวตถาคตจะปรินิพพานไปแล้ว แต่ธรรมคำสั่งสอนของตถาคตยังอยู่ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติตาม ก็จะสามารถสำเร็จมรรคผลได้เหมือนกัน” นี่แสดงให้เห็นแล้วว่า ในปัจจุบันนี้ก็สามารถสำเร็จเป็นพระอริยเจ้าขั้นใดขั้นหนึ่งได้เหมือนกัน สำหรับผู้ที่ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ เราก็ไม่สามารถไปตำหนิติเตียนอะไรได้ เพราะเรื่องบุญเรื่องวาสนานี้ไม่สามารถจะแข่งกันได้ เรื่องที่ว่ามีบุคคลที่ไม่เชื่อนั้น อย่าว่าแต่ในสมัยปัจจุบันเลย แม้แต่ในสมัยพุทธกาลก็ยังมีเหมือนกัน คือในสมัยพุทธกาลนั้นยังมีบุคคลที่ไปด่าพระพุทธเจ้าอยู่ มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีผู้ไปด่าพระพุทธเจ้าอย่างมาก พระอานนท์เลยกราบทูลพระพุทธเจ้าให้หลีกหนีไปที่อื่น พระพุทธเจ้าทรงถามพระอานนท์ว่า “เมื่อหนีไปถึงบ้านหน้า เขายังด่าอยู่อีกจะทำอย่างไร” พระอานนท์ก็กราบทูลว่า “ถ้าด่าอีกก็หนีอีก” พระพุทธเจ้าทรงเตือนพระอานนท์ว่า “อย่าเข้าใจเขาด่าอานนท์ เขาด่าเราตถาคตต่างหาก และอีกประการหนึ่งเราจะต้องแก้ที่นี่ ถ้าเราไม่แก้ที่นี่ เราจะต้องหนีไม่มีที่สิ้นสุด”

ในโลกมนุษย์นี้ เราจะหลบหนีจากคำตำหนิติเตียนไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าเองซึ่งเป็นจอมปราชญ์ทั้งหลาย ก็ยังถูกโลกติเตียนอยู่ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสเป็นพุทธภาษิตไว้ว่า นัตถิ โลเก อนินทิโต แปลใจความว่า คนที่ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก เราจะให้สัตว์โลกปราศจากสิ่งดังกล่าวไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายก็อย่าพากันไปเอาเรื่องของโลกมาเป็นอารมณ์ของใจจะทำให้จิตใจของเรามัวหมอง…” 

………………………

คัดลอกมาจาก ประวัติของหลวงปู่คำดี ปภาโส อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระครูญาณทัสสี (หลวงปู่คำดี ปภาโส) วัดถ้ำผาปู่ อำเภอเมือง จังหวัดเลย โดย North Star ขอบคุณลานธรรมจักร – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘สมาธิ’และ’อานิสงส์ของการเดินจงกรม’ พระธรรมเทศนา ‘หลวงปู่คำดี ปภาโส’

Posted on August 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/670488

'สมาธิ'และ'อานิสงส์ของการเดินจงกรม' พระธรรมเทศนา 'หลวงปู่คำดี ปภาโส'

วันจันทร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.12 น.

“…ผู้ปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา สามารถรักษาศีลให้สำรวมดีแล้ว การทำสมาธิภาวนาก็เป็นไปได้ง่าย แต่ถ้าผู้ปฏิบัติไม่สำรวมรักษาศีลให้บริสุทธิ์แล้ว การทำสมาธิภาวนาก็จะเป็นไปได้ยาก ทำไมท่านจึงพูดไว้เช่นนั้น ? ก็เพราะว่าเรารักษาศีลให้บริสุทธิ์แล้ว ก็เท่ากับว่าเป็นการปราบกิเลสอย่างหยาบได้แล้ว ดังนั้น เมื่อเราทำสมาธิควบคู่กันไป ก็สามารถเป็นไปได้ง่าย

สำหรับการทำสมาธินั้น เราจะกำหนด “พุทโธ” เป็นอารมณ์ หรือเรียกว่าเอา “พุทโธ” เป็นเป้าหมายก็ได้ หรือว่าจะกำหนดลมหายใจเข้า-ออกเป็นอารมณ์หรือเป้าหมายก็ได้ เป็นต้น อันนี้แล้วแต่ว่าเราจะชอบอย่างไหนหรือถูกจริตกับสิ่งใด เมื่อเรากำหนดสติของเราตั้งมั่นอยู่ที่ไหน จิตของเราก็ให้อยู่ที่นั่น เพราะสติเป็นเครื่องผูกเป็นเครื่องครอบงำเป็นเครื่องบังคับ นอกจากสติและความรู้แล้วไม่มีสิ่งไหนในโลกที่จะสามารถบังคับจิตให้สงบลงได้ เมื่อเราต้องการบำเพ็ญสมถะเราต้องเจริญสติให้มากๆ

การฝึกหัดทำสมาธิภาวนานี้ ในตอนแรกๆ จะทำได้ยาก มักจะมีอาการปวดเมื่อยตามแข้งตามขาหรือตามเอวตามหลัง ในตอนแรกๆ นี้จะต้องอาศัยความอดทนและต้องอาศัยความฝืนอยู่มากพอสมควร แต่เมื่อกระทำไปประมาณ ๒-๓ อาทิตย์ ก็จะรู้สึกเคยชิน อาการปวดเมื่อยต่างๆ ก็จะค่อยๆ หายไป เมื่อเรารู้สึกปวดเมื่อยแล้ว ท่านจึงแนะนำให้เปลี่ยนอิริยาบถ จากนั่งสมาธิไปเป็นการเดินจงกรม ซึ่งการกำหนดใจในขณะเดินจงกรมนั้นก็เหมือนกับเรากำหนดเวลาที่เรานั่งสมาธินั่นเอง เพียงแต่ต่างจากการนั่งเป็นการเดินเท่านั้น

อานิสงส์ของการเดินจงกรม ๕ อย่าง

๑. ทนต่อการเดินทาง คือเดินทางได้ไกล

๒. ทนต่อการทำความเพียร คือทำความเพียรได้มาก

๓. อาหารที่บริโภคเข้าไปแล้วย่อมจะย่อยได้ง่าย

๔. อุคคหนิมิตที่เกิดขึ้นเวลาเดินจงกรมจะไม่เสื่อมง่าย

๕. การเดินจงกรมนั้นจิตก็สามารถที่จะรวมได้ และเป็นการบริหารร่างกายให้แข็งแรง โรคที่จะมาเบียดเบียนก็น้อยลง

ในบางครั้งเมื่อเราทำสมาธิได้แล้ว เมื่อจิตเริ่มรวมจะเกิดอาการต่างๆ เช่น มีความรู้สึกว่าเบามือทั้งสองข้าง ซาบซ่านตามร่างกาย ขนลุกขนพองคล้ายกับพบสิ่งที่น่ากลัว มีอาการตัวเบาหวิว เป็นต้น บางคนเมื่อรู้ว่าจิตเริ่มจะรวมจึงคอยดูว่าจิตจะรวมอย่างไร จิตก็รวมไม่ได้ สมาธิก็ไม่เกิด อันนี้เป็นการกระทำที่ผิด

เมื่อเรารู้ว่าจิตของเรากำลังจะรวม ให้เรากำหนดผู้รู้นิ่งอยู่ สติกับใจอย่าให้เคลื่อนจากกัน อย่าให้สติเคลื่อนไหวไปกับอาการใดๆ เมื่อสติไม่เคลื่อนไหวไปกับอาการใดๆ แล้วจิตก็รวมเอง บางครั้งก็รวมสนิทเลย เปรียบเหมือนเอาไม้ปักลงไปในน้ำที่ไหลเชี่ยว ปักให้นิ่งไว้อย่าให้เคลื่อนไปตามน้ำ อย่าให้จิตเคลื่อนจากผู้รู้

ผู้ที่สามารถทำจิตรวมได้แล้วก็ให้กำหนดจิตตามเดิม กำหนดอย่างไรที่ให้จิตรวมกันได้ก็กำหนดอย่างนั้น ถ้าจิตรวมสนิทก็อย่าเพิ่งออกจากสมาธิเสียทีเดียว ก่อนออกจากสมาธิก็ให้พิจารณาเสียก่อน เราจะได้ทราบว่าเราบริกรรมอย่างใด ตั้งสติอย่างใด ละวางอารมณ์สัญญาอย่างใด จิตของเราจึงรวมได้เช่นนี้ ถ้าเราสามารถพิจารณาถึงกรรมวิธีต่างๆ ได้ ก็จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติในครั้งต่อไป

ขอย้ำอีกครั้ง กำหนดให้แน่วแน่นิ่งอยู่กับผู้รู้ สติกับผู้รู้อย่าให้เคลื่อนไปตามอาการใดๆ จิตก็จะรวมได้เพราะสติอย่างเดียวเท่านั้น (ถ้าขาดสติก็นั่งหลับ, เกิดอาการฟุ้งซ่าน, จิตไม่รวม เป็นต้น)

พูดตามปริยัติ “สติ” แปลว่า ความระลึกได้ในกิจที่ได้กระทำ แม้คำพูดทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในทางปฏิบัติ “สติ” แปลว่า ระลึกอยู่ที่ใจ ไม่ให้รู้ไปตามสิ่งอื่น ถึงจะมีสัญญาอะไรก็ไม่ให้เคลื่อนไหวไปตามอาการนั้น กำหนดรู้นิ่งไว้อย่างนั้น ระลึกอยู่ที่ใจ

ใจก็หมายถึงผู้รู้ เมื่อสติกับใจบังคับกันแนบนิ่งดีแล้วจิตก็จะรวมสนิท เมื่อเรานั่งกำหนดแล้ว ขณะที่เราเบาเนื้อเบากาย ก็ให้เรานิ่งไว้อยู่กับผู้รู้ คำบริกรรมต่างๆ ก็ให้เลิกบริกรรม ให้เอาแต่สตินิ่งไว้ ให้ระลึกแต่ผู้รู้เท่านั้น ตามธรรมดาสติมักจะส่งไปภายนอก ชอบเล่นอารมณ์ สังขารที่ปรุงแต่งไม่ว่าจะคิดดี คิดร้าย คิดไม่ดี ไม่ร้าย เราจะต้องพยายามฝึกหัดละวางอารมณ์เหล่านี้ อย่าให้จิตส่งออกไปภายนอก ให้สติอยู่ที่ผู้รู้เท่านั้น เมื่อเรานั่งสมาธิภาวนาเรากำหนดคำบริกรรมใดๆ ก็ตาม ถ้าเราเผลอจากคำบริกรรมนั้น เมื่อเรารู้สึกว่าเราเผลอไปรับรู้อารมณ์ภายนอก ก็ให้รีบกลับมาบริกรรมอย่างเดิมตามที่เราเคยปฏิบัติมา

ถ้าในขณะทำสมาธิแล้วจิตรวมวูบลงไป เกิดเห็นร่างกายเป็นซากศพที่มีสภาพที่เหมือนกับว่าเพิ่งขุดขึ้นมาจากหลุมศพ แต่จริงๆ แล้วร่างกายเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อเราถอนจิตออกมาก็จะเห็นเป็นตัวตนธรรมดา อาการที่เราเห็นเป็นซากศพเช่นนี้ ท่านเรียกว่า “อสุภนิมิต” ถ้าเราเคยได้ยินครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอนในเรื่องของอสุภนิมิตแล้ว เราก็ทำความรู้เท่าทัน

อสุภนิมิตนี้ถ้าเกิดบ่อยๆ จะเป็นการดีมาก ท่านอาจารย์ใหญ่ (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) ท่านนิยมมาก ถ้าพระเณรองค์ใดได้อสุภนิมิต เห็นร่างกายเน่าเปื่อยเป็นซากศพแล้ว ท่านว่าผู้นั้นจะสามารถที่จะบรรลุธรรมได้ง่าย

อสุภนิมิตนี้ไม่ใช่เป็นของร้าย เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วเราอดกลัวไม่ได้ ก็ให้เราลืมตาเสียตั้งสติให้มั่น ขออย่างเดียวอย่าลุกขึ้นวิ่งหนี ถ้าเราเคยได้ยินได้ฟังคำแนะนำอย่างนี้แล้ว เมื่อเวลาที่เกิดอสุภนิมิตก็จะระลึกได้อยู่หรอก แต่ถ้าเราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน เมื่อเวลาที่เกิดอสุภนิมิตขึ้นก็จะเกิดความกลัว ถ้าเราลุกวิ่งหนีก็จะทำให้เราเสียสติได้ การลุกขึ้นวิ่งหนีนี้ขอห้ามโดยเด็ดขาด

การที่เกิดอสุภนิมิตนี้เรียกว่า “มีพระธรรมมาแสดงให้เราได้รู้ได้เห็น ว่าร่างกายของเราเป็นอย่างนี้ ย่อมมีความเจริญในเบื้องต้น มีความชราในเบื้องกลาง และมีการแตกสลายไปในที่สุด”

เมื่อเวลาเกิดอสุภนิมิตขึ้น ถ้าเราสามารถทนได้นับว่าเป็นการดีมาก เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณามาก สิ่งเหล่านี้เรียกว่าเป็นนิมิตในตัวเรา แต่บางครั้งก็เป็นนิมิตภายนอก เช่น บางครั้งเกิดเห็นพระพุทธเจ้าหรือบรรดาครูบาอาจารย์มาปรากฏให้เห็น หรือเห็นพวกวัตถุ เช่น โบสถ์ วิหาร หรือสิ่งต่างๆ นิมิตภายนอกนี้เรียกว่า “อุคคหนิมิต”

เรื่องของนิมิตเป็นเรื่องที่สำคัญ ในบางครั้งก็มาทำท่าแลบลิ้นปลิ้นตา ก็อย่าไปเข้าใจว่าเป็นเปรตเป็นผี ที่จริงแล้วเป็นเพราะว่าสังขารภายในมันฉายออกไปเพื่อหลอกใจของเราเอง มันฉายออกไปจากใจนี่แหละ อันนี้พูดเตือนสติไว้

การทำสมาธิภาวนานี้ ถ้าบุคคลใดเกิดนิมิตมาก ก็อย่าได้ไปเกิดความกลัวจนกระทั่งเลิกปฏิบัติ ขอให้ปฏิบัติต่อไปโดยให้สติตั้งมั่นกำหนดรู้ อย่างที่แนะนำมาแล้ว เมื่อเราทำต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดอานิสงส์ คือ ถ้าเป็นคนนิสัยดุร้ายก็จะเป็นคนใจดี ถ้าเป็นคนโกรธง่ายก็จะค่อยๆ เบาบางลง ถ้าเป็นคนปัญญาทึบเมื่อทำจิตสงบได้แล้วก็จะเป็นคนที่ฟังอะไรรู้เรื่องเข้าใจในเหตุผล ถ้าเป็นคนที่ฉลาดอยู่แล้วก็จะเพิ่มพูนปัญญาให้มากขึ้นไปอีก ท่านจึงว่ามีอานิสงส์มาก ขณะที่เราเกิดเห็นนิมิตขึ้นมา ถ้าเราแก้ความกลัวในนิมิตได้ต่อไปก็จะสบาย เมื่อเราเกิดความกลัวขึ้น เราอย่าไปยึดถือสิ่งที่เราเห็นในนิมิตเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา ให้กำหนดรู้ว่าเป็นมาร ซึ่งพระพุทธเจ้าเรียกว่า “ขันธมาร” หรือ “กิเลสมาร”

เรื่องของนิมิตนี้จะเกิดหรือไม่เกิดไม่สำคัญ เพราะว่าที่เราทำสมาธิภาวนาก็เพื่อมุ่งให้เกิดความสงบภายในจิตใจเท่านั้น ถ้าผู้ปฏิบัติสามารถทำจิตใจของตนให้สงบเป็นอารมณ์เดียวได้พอเท่านั้น ไม่มีนิมิตเกิดขึ้นไม่เป็นไร

การเรียนบำเพ็ญสมถะจึงจำเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ เราจึงต้องรู้ไว้ว่าที่แห่งไหนมีครูบาอาจารย์อยู่บ้าง เพื่อว่าในอนาคตเราจะออกปฏิบัติเราจะได้รู้ไว้ ถ้าเป็นวิปลาสแล้วจะไม่ยอมแก้ไขอะไรง่ายๆ กลับมาหาครูบาอาจารย์ที่เคยทรมานกันนั่นแหละ ถึงว่าจะอยู่ห่างไกลก็จำเป็นต้องไปเพราะเป็นเรื่องของการปฏิบัติ เมื่อจิตใจเป็นอย่างใดมีข้อสงสัยอย่างใดจะได้ไปศึกษากับท่านเสียก่อนที่จะผิด

เมื่อทำสมาธิจนถึงขั้นได้ฌานแล้ว บางครั้งก็จะได้ถึงขั้นอภิญญาซึ่งเป็นความรู้พิเศษ ผู้ที่ปฏิบัติเกิดนิมิตมากๆ มักจะได้อภิญญา เมื่อเหตุการณ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้น ท่านมักจะรู้ล่วงหน้าก่อนเสมอ เช่น จะรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้จะมีผู้มาหา เป็นต้น อภิญญาเกิดจากฌานสมาธิ อภิญญานี้ไม่แน่นอนมักจะเสื่อมได้ หรืออาจจะเป็นวิปลาสจะพูดไม่ตรงต่อธรรมวินัย เมื่อผู้ได้อภิญญาแล้วถ้าไม่รู้ทันก็จะเกิดความหลงได้

หลวงปู่มั่นท่านจะหลบหลีกหมู่ (เพื่อน) ไปธุดงค์องค์เดียว หรือสองสามองค์เป็นอย่างมาก บรรดาหมู่คณะหรือผู้ปฏิบัติเกิดความรู้ต่างๆ หรือมีปัญหาที่จะต้องกราบเรียนถาม ก็จะต้องออกตามหาท่านเอง ซึ่งมิใช่เรื่องง่ายที่จะตามท่านพบเสียด้วย

บุคคลที่มีปัญญาแก่กล้า ไตรลักษณ์จะเกิดในปฐมฌานหรือทุติยฌาน ส่วนบุคคลที่มีปัญญาขนาดกลางไตรลักษณ์จะเกิดเมื่อสำเร็จฌาน ๔ แล้ว บุคคลใดที่สำเร็จฌาน ๔ ก็มักจะไม่เกิดความกำหนัด หรือที่เรียกว่า “จิตตกกระแสธรรม” มันจะเป็นของมันเอง เรียกว่าเป็นผลของฌานสมาธิก็ได้

ถึงแม้ว่าบุคคลใดจะทำสมาธิได้ดี จะได้รับความสุขขนาดไหนก็ตาม หรือจะได้อภิญญาเพียงใดก็ตาม ถ้าไตรลักษณญาณไม่เกิดขึ้นแล้ว ก็ยังนับว่าเป็นมิจฉาสมาธิเป็นสมาธิที่ยังผิด ยังอยู่ในวงเขตที่ผิด ไตรลักษณ์ (อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา) นี้จะเป็นเครื่องตัดสินถูกหรือผิด จะเป็นสัมมาสมาธิหรือมิจฉาสมาธิ

เมื่อพิจารณาขันธ์ ๕ (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) ธาตุ ๔ (ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ) เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว จนเกิดญาณความรู้พิเศษ เมื่อเกิดความรู้พิเศษแล้ว วิปัสนูปกิเลสหรือวิปลาสก็เกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อสิ่งใดหรือความรู้ใดเกิดขึ้นก็จะเอาไตรลักษณ์ (อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา) เป็นเครื่องตัดสิน

การพิจารณาให้ถือเอารู้รูปกายตามความเป็นจริง รู้เวทนาตามความเป็นจริง รู้จิตตามความเป็นจริง ให้ยึดถือความรู้นี้เป็นหลัก ความรู้อย่างอื่นไม่สำคัญ ถึงจะเกิดอภิญญารู้ในเหตุผลต่างๆ ครั้งแรกๆ ก็อาจเป็นจริง แต่ถ้าเรายึดถือในสิ่งเหล่านี้ต่อไป ก็จะกลายเป็นเรื่องหลอกลวงเรา ท่านจึงห้ามไม่ให้เอาสิ่งนิมิตเป็นเรื่องสำคัญ

ขอให้พวกท่านจงทำกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สามารถปฏิบัติได้เหมือนกัน เมื่อตั้งใจทำแล้ว จะไร้ผลเสียเลยก็ไม่มี อย่างต่ำก็เป็นการเพิ่มบุญวาสนาบารมีของเราให้แก่กล้าขึ้น

………………………………

พระครูญาณทัสสี (พระปภาโส คำดี) วัดถ้ำผาปู่ อำเภอเมือง จังหวัดเลย เทศน์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๕ (ขอบคุณลานธรรมจักร และคุณ poivang) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ธรรมะวันอาทิตย์ เดินจงกรม ปฏิบัติธรรม โดย พระครูภาวนากิจจาทร

Posted on July 31, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/670157

ธรรมะวันอาทิตย์ เดินจงกรม ปฏิบัติธรรม โดย พระครูภาวนากิจจาทร

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.21 น.

ธรรมะวันอาทิตย์ เดินจงกรม ปฏิบัติธรรม โดย พระครูภาวนากิจจาทร เจ้าอาวาสวัดบ้านเก่าบ่อ จ.อำนาจเจริญ

ธรรมะวันอาทิตย์ ไปที่วัดบ้านเก่าบ่อ ต.หนองแก้ว อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ เป็นวัดเก่าแก่ อายุ กว่า 196 ปี (ก่อตั้ง ปี พ.ศ.2369) มีเจ้าอาวาสผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปหลายรูป ปัจจุบัน คือ พระครูภาวนากิจจาทร เจ้าอาวาสวัดบ้านเก่าบ่อและเจ้าคณะตำบลหนองแก้ว มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ 23 รูป สามเณร 15 รูป แม่ชี 30 คน มัคนายก 15 คน สังกัด มหานิกาย บนเนื้อที่ 60 ไร่ มีสิ่งปลูกสร้างทางศาสนามากมาย เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและญาติโยม เข้าไปเที่ยวชมและปฏิบัติธรรม อย่างเต็มที่

สำหรับอุโบสถการเปรียญ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ตั้งอยู่ใกล้กับประตูทางเข้าวัดบ้านเก่าบ่อ แบบ 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นศาลาการเปรียญ ส่วนชั้น 2 ประดิษฐานหุ่นขี้ผึ้งบูรพาจารย์ 16 องค์ ทั้งฝ่ายคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ประดับด้วยเจดีย์ 4 ภาค ได้แก่ พระปฐมเจดีย์ ของภาคกลาง เจดีย์ดอยอินทนนท์ ภาคเหนือ เจดีย์เมืองนครศรีธรรมราช ภาคใต้และเจดีย์พระธาตุพนม ภาคอีสาน ส่วนตรงกลางก็จะเป็นเจดีย์พุทธคยา จำลอง จากประเทศอินเดีย และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งรายรอบทั้ง 5 เจดีย์ จะมีพญานาคช่อฟ้าใบระกา 33 ตัว ฉัตรเงิน 9 ต้น พญานาคเฝ้าเจดีย์ 4 ตัว จุดประสงค์ของการก่อสร้าง เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจของสงฆ์ เช่น ลงอุโบสถ,บวชนาถและสังฆกรรมต่างๆ เป็นสถานที่ประพฤติปฏิบัติธรรมของพุทธบริษัท ห้องสมุด ห้องสัมมนาพระธรรมวินัย และเป็นอนุสรณ์สถานน้อมถวายแก่บูรพาจารย์ ที่เคยมาพักปฏิบัติธรรมและเผยแพร่พระพุทธศาสนา เช่น หลวงปู่เสาร์ กนตสีโล,หลวงปู่มั่น ภูริทตโต,หลวงปู่ฟั่น อาจาโร เป็นต้น ที่สำคัญหลวงปู่ขาว อนาลโย มีถิ่นกำเนิดเกิดที่บ้านบ่อชะเนง ซึ่งหลวงปู่ขาว ได้ออกธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น ภูริตโต จนภูมิธรรมเต็มจิตเต็มใจแล้ว จึงได้กลับมาจำพรรษาบนฐานโบสถ์เก่าหลังนี้ในปี พ.ศ.2490 เป็นเวลา 1 พรรษา ดังนั้น เครื่องประดับของอาคารจึงเน้น สีขาว เป็นส่วนมาก เพื่อบูชาคุณของหลวงปู่ขาว อนาลโย

ส่วน พระพุทธรัตนมงคลสมเด็จฯ (หลวงพ่อนาคองค์แสน) เริ่มดำเนินงานก่อสร้าง เมื่อปี 2544 สร้างเสร็จ เมื่อปี 2554 รวม 10 ปี สมเด็จพระมหาวีระวงศ์ เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ได้มาเป็นประธานประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ , ยกฉัตรเงินประดับไว้บนยอดเจดีย์จำลอง 5 องค์ , ประดิษฐานใบเสมาพันปีจำลอง , ยกช่อฟ้าและบรรจุรัตนมงคล ลงในองค์พระพุทธรัตนมงคลสมเด็จฯ (หลวงพ่อนาคองค์แสน) ซึ่งประดิษฐานอยู่ด้านหน้า อุโบสถการเปรียญ

นอกจากนี้ ด้านทิศเหนือภายในวัดบ้านเก่าบ่อ ยังจัดทำเป็นลานปฏิบัติธรรม เพื่อให้พระสงฆ์ แม่ชี หรือ พุทธศาสนิกชน ญาติโยม เข้าไปปฏิบัติธรรม รักษาศีล ตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

ที่ด้านหน้าจะเป็น ถาวรเจดีย์มหาวิหาร ภายในประดิษฐาน พระพุทธสันติสุขไพศาล อุดมมงคลจักรวาลประสิทธิ์ และมีที่ปฏิบัติธรรม ท่ามกลางต้นไม้นานาพันธุ์ ลมพัดเย็นสบาย เงียบ สงบมาก

ทั้งนี้ วัดบ้านเก่าบ่อ ได้รับรางวัล “เสาเสมาธรรมจักร” สาขา สำนักปฏิบัติธรรมดีเด่น เมื่อปี พ.ศ.2554 อีกด้วย

พระครูภาวนากิจจาทร เจ้าอาวาววัดบ้านเก่าบ่อและเจ้าคณะตำบลหนองแก้ว อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ อายุ 68 ปี สอนการเดินจงกลมและการปฏิบัติธรรมแก่ญาติโยม โดยสรุปพอเข้าใจว่า การเดินจงกลม ให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการที่ยกเท้าขึ้น เหวี่ยงเท้าลงถูกพื้น กำหนดพิจารณารู้อาการของเท้าที่เคลื่อนไหวให้ทันทุกขณะที่อย่างก้าวอย่าเผลอ

การนั่ง ให้มีสติ กำหนดพิจารณารู้ความเคลื่อนไหวทุกขณะของท้องว่า ต้นพอง กลางพอง สุดพอง ต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ อาการของท้องในปัจจุบันนั้นๆว่ามีอาการที่แท้จริงอย่างไร

เวทนา เวทนาทุกอย่างที่เกิดขึ้นทางกายและทางใจ ที่เป็นเหตุให้จิตใจคลาดเคลื่อนจากปัจจุบันธรรม (คือ เวทนาปรากฏชัดเจนมาก) ให้กำหนดพิจารณา รู้อาการของเวทนานั้นๆ ให้ทันปัจจุบันธรรมทุกประการ

จิต จิตที่คิดถึงอารมณ์ดี ร้าย ที่เป็นอิฎฐารมณ์ และอนิฎฐานรมณ์ทั้งปวง ที่เป็นเหตุให้จิตใจเขว คลาดเคลื่อนไปจากปัจจุบันธรรมนั้น ให้มีสติกำหนด พิจารณารู้ทุกขณะ แห่งความคิดที่ผุดขึ้น (คือ พยายามกำหนดให้ทันมากเท่าที่จะมากได้)

อิริยาบถย่อย เล็กๆ น้อยๆ จะต้องถือเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยพยายามให้มีสติตามกำหนดพิจารณารู้อาการของอริริยาบถนั้นๆ ให้ทันปัจจุบันธรรมตลอดเวลา เมื่อมีอารมณ์อื่นมารบกวน (คือ ไม่มีอารมณ์อื่นที่ปรากฏชัด) ให้กลับมาภาวนาว่า พองหนอ ยุบหนอ ต่อไป และเมื่อมีอารมณ์อื่นเกิดขึ้น ก็ให้กำหนดรู้อารมณ์ต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้วนั้น ไม่ให้ขาดช่วง ไม่ให้ขาดระยะ ไม่ให้มีระหว่าง ให้มีสติกำหนดพิจารณารู้ สืบเนื่องติดต่อกันไป ตลอดเวลา…

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, ธรรมะวันอาทิตย์, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘พุทโธ’ คาถาดับไฟนรก ความวุ่นวายเดือดร้อนด้วยประการต่างๆ หายหมด

Posted on July 31, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/670092

'พุทโธ' คาถาดับไฟนรก ความวุ่นวายเดือดร้อนด้วยประการต่างๆ หายหมด

วันเสาร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.59 น.

“เอ้า…ใช้คาถาดับไฟนรก เสกคาถาดับเลย “เอาพุทโธ พุทโธ นี่แหละดับ” เราเสกคาถาพุทโธ บริกรรมเท่านั้นแหละ “ความวุ่นวายเดือดร้อนด้วยประการต่างๆ หายหมด” ตั้งสติคุมจิตใจให้แน่วแน่ “เอาเฉพาะ พุทโธอันเดียว” ส่งออกไปข้างหน้าข้างหลังก็ไม่มี ทั้งคิดนึกโน่นนี่ก็ไม่มี ให้ใจอยู่เป็นกลาง ไม่กระทบกระเทือนอะไรทั้งหมด

เราเกิดขึ้นมาในโลกมันต้องทำตัวเป็นกลาง “ถ้าไม่เป็นกลางไม่เหนือโลก ไม่พ้นจากโลกไปได้” ต้องมีทุกข์อยู่อย่างนั้นร่ำไป “ใจที่เป็นกลางๆ แล้วจะมีอะไรกระทบกระเทือนอีก ขอให้รักษาความเป็นกลางนั้นไว้ให้มั่นคงเถอะ ไฟนรกต้องดับลง ณ ที่นั่นแหละ” ลองคิดดู “โกรธ มันต้องเพ่งคนโน้น คนนี้ สิ่งโน้นสิ่งนี้” มันไม่เป็นกลาง เพ่งอดีตเพ่งอนาคต มันไม่เป็นกลาง “ความเป็นกลาง ไม่มีอะไร ถูกต้อง อยู่คงที่”

“พุทโธ” ตั้งมั่นในคำบริกรรมแล้ว “กิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายดับไปหมด” ถึงหากไม่ดับสนิทตลอดเวลา “ก็ดับขณะนั้นก็เอาล่ะ” ให้ดับได้เสียก่อนขณะนั้น “ถ้าหากดับนานๆ หลายครั้งหลายหนเข้า หรือดับบ่อยๆ เข้า ก็อาจสามารถจะดับสนิทได้เลย” อย่าเพิ่งดับมันทีเดียวก่อนเลย…”

………………

คัดจากหนังสือธรรมเทศนา ๒๕๒๕ อายตนะหก (ดับไฟนรก) พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย วันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ขอบคุณลานธรรมจักร – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่พระ ละอยู่ที่ใจ’ หากไม่มีผีมันก็ไม่งาม ‘ผีเป็นของงามทุกอย่าง’

Posted on July 29, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/669706

'งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่พระ ละอยู่ที่ใจ' หากไม่มีผีมันก็ไม่งาม 'ผีเป็นของงามทุกอย่าง'

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.05 น.

หากไม่มีผีมันก็ไม่งาม ผีเป็นของงามทุกอย่าง จะดูข้างนอกก็ประดับตกแต่งดีกว่าที่อยู่ของคนผู้ที่ยังไม่ตาย จะดูข้างในก็เป็นของปฏิกูลน่าดูทุกอย่าง ซึ่งคนธรรมดาไม่สามารถจะให้คนทั่วไปดูได้ ผู้ดูผีเป็นของดีแบบว่านั้น เป็นองค์พระได้เลย พระจึงชอบดูแต่ผีซึ่งเป็นของดีๆ ทั้งนั้น พระดูทั้งคนเป็นคนตายเห็นเป็นซากผีไปหมด ใจของพระจึงเป็นที่ละความสวยความงามในของอสุภได้ ท่านสอนกัมมัฏฐานให้พิจารณาอสุภในคนตายแล้วและยังมีชีวิตอยู่ เป็นอสุภเสมอเหมือนกันทั้งหมด แต่พอความตายมาปรากฏเฉพาะหน้าบางคนเลยเกลียดหรือกลัวไป มันเข้าหลักธรรมที่ว่า ธมฺม เทสฺสี ปราภโว ผู้เกลียดชังธรรม เป็นผู้พ่ายแพ้ ดังนี้

ถ้าความตายมาปรากฏให้เห็นเฉพาะหน้า น้อมนำเอามาพิจารณาถึงตัวของเรา ว่าเราก็จะต้องเป็นเช่นเดียวกันนั้น ตายแล้วเปื่อยเน่าเป็นอสุภ แม้มีชีวิตอยู่ก็ปฏิกูลโสโครกเป็นของน่าเบื่อหน่าย แล้วจะหายจากความเกลียดความกลัว และจะมุ่งหน้าบำเพ็ญแต่ความดีอันมีสาระให้เกิดประโยชน์แก่ตน ทั้งโลกนี้และโลกหน้าสมกับธรรมที่ว่า ธมฺมกาโม ภวํโหติ ผู้ใคร่ต่อธรรม เป็นผู้เจริญ ดังนี้

ความตายเป็นปรากฏการณ์ซึ่งไม่ค่อยจะมีเสมอนัก ฉะนั้นเมื่อความตายมาปรากฏเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นคนสนิทใกล้ชิดหรือห่างไกลเราก็ตาม จึงเป็นเหมือนธรรมเทศนาอัปมาทธรรมของเทวทูตกัณฑ์หนึ่งก็ว่าได้ เป็นของไม่น่าเกลียดและน่ากลัวเลย คนที่เกลียดและกลัวคนที่ตายไปแล้วเพราะไม่ได้น้อมนำเข้ามาพิจารณาในตน เห็นว่าตนดีกว่าคนที่ตายไปแล้ว เป็นคนที่สะอาดสวยงามเป็นของน่ารักน่าใคร่ คนอื่นเห็นเข้าแล้วเขาจะยินดีพอใจ คนที่ตายไปแล้วเท่านั้นเป็นผีที่น่าเกลียด แต่หาได้รู้ไม่ว่าตัวของเราก็เป็นผีสดศพหนึ่งดีๆ นี่เอง นอกจากจะเป็นผีสดแล้ว ยังเป็นป่าช้าที่ฝังผีของสัตว์ต่างๆ มีหมู วัว เป็ดไก่ เป็นต้น ซึ่งเราขนมาฝังอยู่ทุกๆ วัน

คนที่ตายแล้วเขาไม่ได้เป็นป่าช้าของสัตว์อื่นอีกต่อไปแล้ว ที่กลัวก็วาดภาพขึ้นมาหลอกตัวเอง ว่าคนที่ตายไปนั้นจะต้องมีหน้าตาบิดเบ้ บู้บี้ อย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งวาดไปแต่ทางที่ไม่น่าดูน่าแล ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่น่ากลัวน่าเกลียดทั้งนั้น แต่ซากของผู้ตายเองก็หาได้รู้ด้วยไม่ เป็นภาพของผู้กลัวคิดวาดภาพเอาเอง แล้วก็กลัวไปเอง จะเรียกว่าผีหลอกให้คนกลัวได้อย่างไร ควรเรียกว่าคนกลัวนั่นเองหลอกตนเอง แล้วไปใส่ร้ายผีต่างหาก คนผู้พิจารณาไม่เป็นไม่เห็นธรรม จึงเป็นของยากที่จะให้เห็นจริงได้

ธรรมดามนุษย์ทั้งหลายที่เกิดมาเบื้องต้นแล้วต้องตายด้วยกันทั้งหมดเป็นที่สุด เมื่อตายแล้วพากันสมมติว่าผี เพราะตนไม่ชอบดังกล่าวแล้ว แต่สัตว์ทั้งหลายมีกุ้ง ปลา หมู เป็ด ไก่ เป็นต้น ตายแล้วทำไมไม่เรียกว่าผี ไม่มีใครเกลียดใครกลัวเลย กลับชอบใจชิงกันซื้อขายวุ่นวายกันไปหมด ผีหมู่นี้มีที่ไหนมากๆ ที่นั้นคนก็จะรุมยุ่งกันทุกแห่ง ดูที่ตลาดสดนั่นซิวันหนึ่งๆ เขาขนผีไปกองไว้ขายนับศพไม่ถ้วน วันไหนผีไม่มีหรือมีน้อย แย่งซื้อไม่ทันวันนั้นต้องทำหน้าแห้งบ่นกันอู้กลับบ้าน ทำไมจึงไม่พิจารณาให้เห็นเป็นธรรมบ้าง คนเราเป็นเสียอย่างนี้เห็นคนอื่นเป็นของน่าเกลียดน่ากลัวไปเสียหมด ส่วนตัวของเราเองเห็นเป็นดีไปทั้งนั้น เรากลัวผีวาดภาพคนตายขึ้นมาแล้วกลัว ก็ใส่ร้ายว่าผีหลอกเรา แต่อยากผีเอาผีมากินเป็นอาหาร ก็ถือว่าเนื้อว่าปลาเอร็ดอร่อยชอบใจ แกล้งทำเข้าข้างตนเองแท้ๆ

ธรรมไม่ต้องไปค้นคว้าแสวงหาที่อื่นที่ไกลหรอก ธรรมะคือของจริง ผู้มีปัญญาทั้งหลายล้วนแล้วแต่แสวงหาธรรมในของจริงนั้น คัมภีร์และตำราทั้งหลายที่เขียนไว้ล้วนแล้วแต่เป็นของจริง เว้นเสียแต่ว่าจะจริงมากจริงน้อยเท่านั้น พระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ก็ไม่มีตำราคัมภีร์ แต่ตรัสรู้คือรู้ของจริงตามหลักธรรมดา ซึ่งเป็นตำราธรรมชาติมีอยู่แล้วอย่างนั้น แล้วทรงนำเอาของนั้นมาเผยแพร่ และก็เขียนเป็นตำราสืบมาที่เรียกว่าคัมภีร์พุทธศาสนา ตัวของเรามีความจริงอยู่บริบูรณ์ทุกประการ ถ้าจะว่าถึงเรื่องผี ตัวของเราก็เป็นผีอยู่แล้วดังแสดงมาข้างต้น และยังเป็นผีพิสดารกว่านั้นอีก มิใช่แต่จะวาดภาพหลอกตัวเองเล่นเท่านั้น บางทียังหลอกคนอื่นให้กลัวให้เจ็บให้ป่วย จนกระทั่งหลอกให้คนอื่นเขาเสียข้าวเสียของ เสียผู้เสียคน ให้ฉิบหายตายโหงไปก็มาก ผีชนิดนี้เป็นผีจริง มิใช่ผีวาดภาพหลอกเอาดังกล่าวแล้ว

ถ้าจะพูดถึงของปฏิกูลน่าเกลียดแล้ว น้ำเน่าซึมซาบซ่านออกมาจากภายในอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งๆ เราชำระล้างตั้ง ๒-๓ ครั้งยังไม่สะอาดเลย แสดงว่าภายในที่เราไม่เห็นด้วยตายังเน่ามากกว่านี้ ช่องทวารต่างๆ มีปากเป็นต้น เหม็นเน่าด้วยปฏิกูล แม้แต่อาหารที่รับประทานเข้าไป จะเป็นของดีมีค่าสักปานใด ก็ต้องเข้าไปคลุกเคล้าด้วยน้ำลายอันเป็นปฏิกูลเสียก่อน จึงจะกลืนลงไปได้ ที่ท่านกล่าวไว้ว่าเปรตกินน้ำเน่าของปฏิกูลนั้น ถ้าเรามาพิจารณาให้ดีแล้ว มิใช่เปรตอยู่ฟากฟ้าป่าหิมพานต์ น่าจะเป็นเปรตหากินอยู่ในตลาดบ้านเรานี่เอง ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์มีอรรถวิจิตรพิสดาร ไว้ให้ผู้มีปัญญาญาณพิจารณาด้วยตนเอง ลูกไม้ถ้าไม่เก็บไว้ทั้งเปลือกก็เอาไว้นานไม่ได้ ฉันใดคำสอนของปราชญ์เจ้าทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน เนื้อแท้ต้องหุ้มด้วยเปลือกหนา คนผู้ไม่มีปัญญาจึงไม่สามารถหยั่งรู้ถึงคำสอนของท่านได้

ธรรมดานิสัยของคนเรา ต้องถือว่าตนดีกว่าคนอื่นเสมอ ทั้งๆ ที่ตนเสมอเขาหรือบางทีอาจเลวกว่าเขาไปเสียอีกซ้ำ มานะชนิดนี้เป็นกำแพงปิดกั้นไม่ให้คนเราเกิดปัญญาแสงสว่าง รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งหลาย ธรรมชั้นสูงมรรคผลนิพพานอย่าไปหาเลยในที่อื่น ในคัมภีร์พระไตรปิฎกทั้งหมดก็ไม่เห็น ถ้าพิจารณาธรรมขั้นต้นๆ คือไม่เห็นตัวของเราเป็นผีเป็นป่าช้าแล้ว ก็จะกลัวคนอื่นที่ตายไป ไม่เห็นตัวของเราเป็นของปฏิกูลโสโครกพึงเกลียดแล้ว ก็มีแต่จะเพิ่มความเมาเข้าใจว่าตนสวยตนงาม ถึงกับเอากิเลสเป็นฝูงเข้ามาตั้งทัพอยู่ในกายในใจ ประกอบกิจการงานอันใดถึงแม้จะเป็นทางดีหรือทางชั่ว ล้วนแล้วแต่ทำอยู่ใต้บังคับของกิเลสทั้งสิ้น

ฉะนั้น เมื่อผู้ใดมาพิจารณาตัว คือกายอันนี้โดยแยบคายเห็นตามเป็นจริงแล้วว่า ตัวของเรานี้คือซากศพซากหนึ่ง จะตายหรือยังไม่ตายก็ได้ชื่อว่าเป็นผี และเป็นของปฏิกูลน่าพึงเกลียด เพราะเต็มไปด้วยของปฏิกูลน้ำเน่าของโสโครก ไหลออกมาตามช่องทวารต่างๆ อยู่เป็นนิตย์ ผู้พิจารณาเห็นชัดอย่างนี้ เรียกว่าเห็นผีเป็นของงาม เป็นดอกไม้ประดับของพระโยคาวจรผู้ท่านไม่ประมาทแล้ว

ตรงกันข้ามถ้ามาหลงมัวเมาเข้าใจว่ากายก้อนนี้เป็นของดี ประดิษฐ์คิดตกแต่งส่งเสริม เรียกว่าเป็นดอกไม้ของมาร กายหรือผีก้อนนี้จึงเป็นของงามทั้งของพระโยคาวจรและของมารด้วย ถ้าเป็นพระแล้วก็เห็นอย่างพระ ถ้าเป็นมารก็เห็นอย่างมาร แต่ในที่นี้พูดถึงเรื่องของพระ พระเห็นอย่างนั้นแล้วทำให้เป็นผู้ไม่ประมาท สามารถน้อมนำเข้ามาพิจารณาในกายของตน จนให้เกิดความสลดสังเวชเบื่อหน่าย คลายเสียจากความรักใคร่ยึดมั่นในรูปขันธ์ จนเข้าขั้นฌานสมาธิได้ในที่สุด 

ฉะนั้นจึงเรียกว่า ดีอยู่ที่พระ คือพิจารณาให้เห็นอย่างพระจึงจะดีอย่างพระได้ จะเป็นพระเป็นเณรก็ตาม หากยังพิจารณาไม่เห็นชัดแจ้งอย่างแสดงมาแล้วนี้ เป็นพระเป็นเณรแต่ชื่อแต่เพศ ความรู้ความเห็นยังไม่เป็นพระเป็นเณรก่อน ถ้าพิจารณาเห็นชัดแจ้งดังแสดงมาแล้วนั้น อย่าว่าแต่พระแต่เณรเลย แม้ฆราวาสหรือเด็กที่ยังอมมืออยู่ก็เป็นพระขึ้นมาได้โดยสมบูรณ์ พระอะไร ก็พระอริยเจ้านั่นแหละ เพราะมาเห็นแจ้งตามสัจจะของจริง จึงเป็นพระอริยะขึ้นมาได้ 

ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดเมื่อสรุปความลงแล้วก็คือ สอนให้ละสิ่งที่ผิดทั้งปวง ประกอบแต่สิ่งที่ถูกต่อไป สิ่งที่ผิดนั้นถ้าหากยังพิจารณาไม่เห็นชัดแจ้ง ด้วยตนตามความเป็นจริงก่อนก็ยังละไม่ได้ ท่านสอนให้ละแต่เฉพาะของที่เป็นจริงมีจริง มิใช่ของไม่มีจริง ถ้าจะว่าถึงของจริงแล้วท่านไม่ว่าละ ท่านว่าเห็นตามเป็นจริงเท่านั้น ของจริงต้องเป็นจริงอยู่คงที่ ผู้ไปรู้ไปเห็นตามเป็นจริงแล้ว ของจริงก็มิได้หายสูญไปไหน แต่ผู้ไปเห็นตามเป็นจริงนั้นละถอน ไม่เข้าไปยึดมั่นในสิ่งนั้นต่างหาก

อะไรเป็นของจริง ดังได้แสดงมาแล้วแต่ต้น คือตัวของเราท่านว่ามีของจริงอยู่ครบถ้วน เมื่อก่อนเห็นคนอื่นตายเรียกว่าผี ถึงกลับกลัวและเกลียด เมื่อมาพิจารณาจนให้ปัญญารู้แจ้งเห็นตามความเป็นจริงแล้วว่า ตัวของเรานี้ก็คือผีทั้งตัวและเป็นปฏิกูลทั้งตัว จนเกิดความสลดสังเวชเบื่อหน่าย ไม่เข้าไปหลงยึดถือมั่นสำคัญว่าเป็นตนเป็นตัวจริงๆ จังๆ

ในขณะที่มีชีวิตอยู่ก็ประกอบแต่คุณงามความดี อันจะให้เกิดประโยชน์สุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า การทำทานก็ปราศจากมัจฉริยะโดยเด็ดขาด และยอมสละความสุขจอมปลอมซึ่งเป็นโลกียะ กล้ารักษาศีลด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์ แม้จะภาวนาอบรมสมาธิก็จะยอมพลีชีพเพื่อบูชาพระรัตนตรัย ไม่เห็นแก่ความเจ็บเมื่อยปวดเหน็บและทนผจญต่อสู้กับอารมณ์ต่างๆ จนให้ลุล่วงถึงจุดหมายปลายทางได้ อันธรรมของจริงทั้งหลาย มีพร้อมอยู่ที่ตัวของเรานี้ครบถ้วน แต่ก็ยังไม่เห็นตามเป็นจริงของมัน แล้วเมื่อไรเล่าจะไปเห็น เมื่อไม่เห็นตามเป็นจริงของมันอยู่ตราบใดก็ได้ชื่อว่า ยังหลงยึดหลงถือมันอยู่ตราบนั้น เมื่อยังมีชีวิตก็ยังหลงยึดถือมันอยู่ ตายไปแล้วก็ยังยึดถืออยู่ตามเดิม ใครจะมาแก้ให้

หากมาพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นตามเป็นจริง เมื่อยังมีชีวิตอยู่นี้ไม่หลงยึดถือแล้ว เราเองก็เป็นสุข เพราะอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจตามเป็นจริง ไม่หลงเป็นทาสของร่างกาย ถึงแม้จะบำรุงและถนอมมันไว้ก็ขนาดอุดช่องรั่วของเรือพอเข้าถึงฝั่ง หากจะแตกดับในเวลาใดก็คล้ายกับเรือเข้าถึงฝั่งแล้ว หมดภาระไปที

พูดมากก็เป็นเรื่องยืดยาว จึงขอยุติเพียงแค่นี้ เอวํฯ

……………………….

ที่มา : พระธรรมเทศนา พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี) วัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย หัวข้อ งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่พระ ละอยู่ที่ใจ ขอบคุณลานธรรมจักร – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ความสุขของใจนั้นมันอยู่ที่ความ ‘พอ’ พระธรรมเทศนา ‘หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี’

Posted on July 28, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/669556

ความสุขของใจนั้นมันอยู่ที่ความ 'พอ' พระธรรมเทศนา 'หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี'

วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 19.29 น.

“…ความสุขทางกายใครก็ต้องการทุกคน บำรุงปรนเปรอรักษาทุกๆ วิถีทาง แต่ก็ไม่ได้รับความสุขเท่าที่ควร คือไม่พอแก่ความต้องการสักที แก้ไขนี่แล้วยังเหลือโน่น บำรุงนี่แล้วยังเหลือนั่น แก้ไขบำรุงสักเท่าไรๆ ก็ไม่พอความต้องการในที่นี้มิใช่ใจหรือ ใจอยากได้โน่นได้นี่ไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนกายมันมีความรู้สึกอะไร คนตายแล้วมันรู้สึกหิวอาหารหรือไม่ เปล่าทั้งนั้นฉะนั้นความอยากในที่นี้คือใจนั่นเอง

คำว่าสุขกาย จึงเป็นคำไม่จริง ความจริงคือสุขใจดังคำเขาพูดว่าทุกข์ใจ กลุ้มใจ ร้อนใจ เสียใจ เจ็บใจ ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น หรือคำว่าสุขใจ ดีใจ ปลื้มใจ ชอบใจ ถูกใจ ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น ไม่เคยได้ยินใครพูดว่า ทุกข์กาย สุขกาย ดีกาย เสียกาย ชอบกายเพราะใจเป็นผู้รับรู้สุขทุกข์ของกายทั้งปวง เมื่อยังมีชีวิตอยู่คือยังไม่ตายจิตจะต้องรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างของกายกายเป็นเครื่องรับ ใจเป็นผู้รู้ต่างหาก ใจเป็นผู้รับรู้ จึงไม่รู้จักอิ่มรู้จักพอเป็นสักที รู้แล้วก็หายไปเรื่องอื่นมาให้รู้อีก เป็นอย่างนี้อยู่ร่ำไป จึงไม่รู้จักพอเป็นบางคนมีเงินเป็นร้อยๆ ล้านใช้จ่ายวันหนึ่งก็ไม่กี่สตางค์เหลือจากนั้นก็เก็บไว้ แต่ก็ยังไม่พออีกต่อไป

ความสุขของใจนั้นมันอยู่ที่ความพอ คือว่า “พอ” มันก็หยุดทันทีอะไรทั้งหมดหยุดหมด จะมีจะจนหยุดหมดคำว่า “พอ” ในที่นี้มิใช่ไม่หา หาแต่เป็นผู้รู้จักพอเป็นหาไปทำไม ตายแล้วเอาไปด้วยไม่ได้ เมื่อยังมีชีวิตเป็นอยู่ก็ต้องหาต้องรับประทาน ไม่หาก็ไม่มีรับประทานรับประทานพออยู่ได้ เมื่อไม่รับประทานก็ต้องตายชีวิตความเป็นอยู่มันบังคับให้ต้องทำอย่างนั้นแต่เมื่อตายแล้วก็ไม่เอาอะไรไปด้วยเพียงแต่เกิดมายุ่งเกี่ยวด้วยเรื่องต่างๆ ให้ทำความชั่วนานาชนิดแล้วทิ้งไว้ให้จิตรับเคราะห์กรรมคนเดียว ดังนั้นทุกคนจึงควรคิด 

ที่สุดนี้ขอความสุขความเจริญจงมีแก่ชาวพุทธทุกถ้วนหน้า ขอศาสนาพุทธจงงอกงามเจริญจิรังถาวรอยู่ในสิงคโปร์ชั่วกาลอวสานเทอญ…”

พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี) แสดงธรรม ณ ประเทศสิงคโปร์ ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๑๙ (เวลาค่ำ) -v[86I]koTii,0yd – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘กรรมไม่ใช่ทำให้คนอื่น เราทำเองเราได้เอง’ โอวาทธรรม ‘หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี’

Posted on July 27, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/669330

'กรรมไม่ใช่ทำให้คนอื่น เราทำเองเราได้เอง' โอวาทธรรม 'หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี'

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.32 น.

“…วันนี้ จะเทศน์ถึงเรื่องกรรมให้ฟัง คนไม่ค่อยจะคิดถึงกรรม คิดก็คิดไม่ละเอียดถี่ถ้วน เผินๆ เห็นว่าเวลาตายด้วยประการต่างๆ ด้วยอุปัทวเหตุเกิดขึ้นเรียกว่ากรรมของคนนั้น แท้ที่จริงนั้นกรรมมันยังลึกซึ้งลงไปกว่านั้นอีก อย่างท่านว่า สัพเพสัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระณา ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ภะวิสสันติ อย่างนี้เป็นต้น

คนเราถ้าไม่มีกรรมก็ไม่เกิด มันมีกรรมจึงค่อยเกิด ถ้าหมดกรรมหมดเวรแล้วก็หมดเรื่อง ถึงพระนิพพานเลย นี้มันมีกรรมอยู่นั่นแหละถึงมาเกิดมาเป็นคน มาเป็นสัตว์สาราสิ่งทุกประการที่เกิดมานั้นล้วนแต่เป็นกรรมทั้งนั้นแหละ เราทำกรรมอะไรไว้ย่อมรับกรรมอันนั้น ทำกรรมดีกรรมชั่วก็ต้องรับกรรมอันนั้น ที่เราทำ ไม่ใช่คนอื่นทำให้ ไม่ใช่ทำให้คนอื่น เราทำเองเราได้เอง อันนี้เป็นการตายตัวอยู่ในนั้น จะเปลี่ยนแปลงพลิกไหวไปไม่ได้

กมฺมทา กมฺมสฺสกา เราทำ กมฺมทายาทา กรรมอันที่เราทำแล้วเราต้องรับเป็นทายาท คือว่าเป็น เป็นรับผลกรรมนั้นเอง กมฺมโยนิ เรามีกรรมเป็นกำเนิดคือที่เกิดมาเป็นมนุษย์มาเป็นสัตว์ ที่เกิดมาเรียกว่า กรรม กมฺมพนฺธุ กมฺมปฏิสรณา เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กมฺมปฏิสรณา ก็ต้องอาศัยกรรม คนเราเกิดขึ้นมาต้องอาศัยกรรม เดี๋ยวนี้ก็ต้องอาศัยกรรมอยู่ คือการกระทำนั้นเองเรียกว่า กรรม จะทำดีทำชั่วก็คือเราเกิดขึ้นมาต้องทำ ไม่ทำ อยู่เฉยๆไม่ได้ เหมือนกับท่อนไม้ท่อนฟืนนี่ไม่ได้ คนไม่ทำกรรมอะไรเรียกว่าคนตาย มีจิตวิญญาณเข้าครองแล้วต้องทำกรรมทุกคนเรียกว่า กมฺมปฏิสรณา ทำกรรมดีก็เรานั่นแหละคนทำ ทำกรรมชั่วก็เรานั้นแหละทำ ยํ กมฺมํ กริสฺสนฺติ เราจะทำกรรมอันใดไว้ท่านเลือกเองเราจะทำกรรมอันใดไว้ให้เลือกเอา ดีหรือชั่วให้เลือกเอา ถ้าเห็นว่ากรรมชั่ว ทุจริตเป็นผลให้ก่อให้เกิดทุกข์เราก็เว้นเสีย กรรมดีเป็นเหตุให้เกิดสุข นำมาซึ่งความสุขเราก็ประกอบด้วยความดีอันนั้นแต่ก็ยังเป็นกรรมอยู่นั่นแหละ ประกอบทั้งดีและชั่วเป็นกรรมทั้งสองอย่างแล้วจะไปพ้นจากกรรมได้ไง

เราอาศัยกรรมเช่นนี้แล้วเห็นชัดเจนที่สุดว่า ไม่มีใครทำให้หรอก เราเกิดมาต้องพึ่งกรรม อยู่ทุกวันนี้ก็คือกรรม คือ ทำดีทำชั่วมันก็ต้องก็ได้รับกรรมนั้นต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้นที่สุด สงสารนี้จึงว่ายืดยาวนานแสนนานที่สุดที่จะพ้นจากกรรมได้ยาก เกือบจะมองไม่เห็นริบหรี่ซะเลย กรรมเราทำทุกคนที่ทำอยู่นั่น แต่ไม่ใช่ของเหลือวิสัยที่คนเราจะทำให้พ้นจากกรรมได้…”

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ “กรรม” หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ธรรมะวันอาทิตย์! ‘พระราชปรีชา ญาณมุนี’ เทศนา ‘ให้ญาติโยมไหว้พระเป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน’

Posted on July 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/668801

ธรรมะวันอาทิตย์! 'พระราชปรีชา ญาณมุนี' เทศนา 'ให้ญาติโยมไหว้พระเป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน'

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 13.45 น.

ธรรมะวันอาทิตย์ พาทุกท่านเดินทางเข้าวัดฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งจะทำให้จิตใจสบาย คลายเครียดได้บ้าง โดยเฉพาะ วัดบ่อชะเนง อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ หนึ่งในหลายวัด จัดเป็น เส้นทางสายบุญ  ซึ่งมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานอยู่และสนทนาธรรม ฟังพระธรรมเทศนา กับท่านเจ้าอาวาสวัด เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นมงคลชีวิตแก่ตนเองและครอบครัว ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งหลายทั้งปวงอีกด้วย 

สำหรับ วัดบ่อชะเนง อยู่ห่างจากตัวอำเภอหัวตะพาน ทางทิศใต้ ประมาณ 15 กิโลเมตร ถนนสายหัวตะพาน – บ้านขมิ้น อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เป็นวัดสังกัดมหานิกาย โดยมีพระราชปรีชาญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดบ่อชะเนงและเจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ มีพระสงฆ์ จำนวน 12 รูป และสามเณร 45 รูป (บวชเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดบ่อชะเนง) แม่ชีไม่มี มรรคนายก 4 คน บนเนื้อที่ 40 ไร่ ปกคลุมไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ เงียบ สงบ ร่มรื่น เหมาะสำหรับ ผู้ที่จะเข้าไปปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิยิ่งนัก 

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่คู่วัดบ่อชะเนง มาช้านาน ซึ่งพุทธศาสนิกชน ญาติโยม เดินทางเข้าไปกราบนมัสการขอพรเป็นประจำ นั่นก็คือ รูปเหมือน หลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร และพระพุทธรูปอีกจำนวนหนึ่ง  

สำหรับประวัติ หลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งเขียนระบุไว้ ที่กำแพงปูชีเมนต์ ด้านข้างวิหาร ว่า หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู นามเดิม ขาว โคระถา เกิดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2431 ที่บ้านบ่อชะเนง ต.หนองแก้ว อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ บิดา ชื่อ พั่ว มารดาชื่อ รอด อาชีพทำนา มีพี่น้อง 7 คน  หลวงปู่ขาว คนที่ 4 และหลวงปู่ขาวแต่งงานมีธิดา 7 คน การครองเรือนไม่ราบรื่น เพราะภรรยา ไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม เป็นเหตุให้หลวงปู่ขาว เกิดความสลดสังเวช เบื่อหน่ายในชีวิตของการครองเรือน จึงได้ตัดสินใจบวชอย่างสง่างาม ที่วัดบ่อชะเนง สมัยนั้นเรียกว่า วัดโพธิ์ศรี ในปี พ.ศ.2462 อยู่จำพรรษา 6 พรรษา จึงได้ออกเดินธุดงคกรรมไปที่วัดพระธาตุพนม ลุถึง อุดร หนองคาย ได้พบศึกษา อบรม ปฏิบัติธรรม กับ หลวงปู่มั่น ภูริทตโต ที่ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย เมื่อหลวงปู่มั่น อยู่ที่ เชียงใหม่ หลวงปู่ข่าว จึงเดินธุดงคกรรมฐานไปด้วย พักจำพรรษา ตามป่าภูเขาลำเนาไพร ผจญสัตว์ป่า มีช้างใหญ่ เสือโคร่ง  เป็นต้น แต่หลวงปู่ขาว ไม่ท้อถอย ปฏิบัติธรรมตามปกติ  ได้ศึกษา ข้ออรรถธรรมกับหลวงปู่มั่นอยู่บ่อยๆ จนภูมิธรรมเต็มจิตใจหมดความสงสัยในธรรมอย่างสิ้นเชิง จึงได้อนุสรณ์ย้อนกลับถิ่นปิตุภูมิมาตุภูมิ เพื่อโปรดญาติโยมและจำพรรษาในอุโบสถวัดบ้านเก่าบ่อ ต.หนองแก้ว อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ห่างจากวัดบ่อชะเนง ประมาณ 2 กิโลเมตร หลวงปู่ขาว จึงกลับ สกลนคร ในปี พ.ศ.2501หลวงปู่ขาว ท่านได้วิเวกไปตามลำดับ จนถึง วัดถ้ำกลองเพล ท่านเห็นว่า เหมาะสมแก่อัธยาศัย จึงพักประจำอยู่ที่นี่ จนถึงสาระสุดท้าย ของชีวิตท่าน ซึ่งมรณภาพ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 สิริรวมอายุได้ 96 ปี 64 พรรษา  

ขณะที่ หลวงปู่ขาว อนาลโย บวชและจำพรรษา อยู่ที่วัดบ่อชะเนง ปี พ.ศ.2462 – 2468 พร้อมด้วย ญาติโยม ชาวบ้าน ได้ทำการก่อสร้างเป็นลักษณะ ก่อด้วยอิฐฉาบดินเหนียว สูตรผสมตามภูมิปัญญาชาวบ้าน หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ดินเผา ให้เป็นที่ทำ สังฆกรรมของสงฆ์ จนกลายเป็นอุโบสถหลังใหม่ ปี พ.ศ. 2530 จึงเปลี่ยนเป็น “ วิหารหลวงปู่ขาว “ ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ใกล้กับ อุโบสถ ภายในประดิษฐาน มณฑป บรรรจุ พระบรมสารีรึกธาตุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้านซ้าย องค์พระประธาน ซึ่งพุทธสนิกชน เดินทางเข้ามากราบนมัสการเป็นประจำ 

ก่อนเดินทางกลับ แวะฟังพระธรรมเทศนา กับ พระราชปริชาญาณมุนี  เจ้าอาวาสวัดบ่อชะเนงและเจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ   ซึ่งท่านเทศนาตอนหนึ่งว่า คนที่มาวัดจะมาทำบุญ ฟังธรรมะ คือ ความสุข และมีจำนวนไม่น้อย ที่มาวัด เพราะมีทุกข์ มีทุกข์ 5 ประเภท คือ 1. ครอบครัวไม่มีความสุข ครอบครัวทะเลาะกัน 2. ผิดหวังในชีวิต 3.ลูกไม่เรียนหนังสือ เถียงพ่อ เถียงแม่ 4. เศรษฐกิจไม่พอปากพอท้อง และ 5 มีแล้วไม่พอ ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า หน้าที่ทางพระพุทธศาสนาที่เราเป็นชาวพุทธ มี 2 ประการ คือ 1. คันถธุระ ภาคทฤษฎีต้องบังคับให้เรียน และ 2. วิปัสสนาธุระ เรียนภาคทฤษฎี ต้องฝึกภาคปฏิบัติด้วย มีเท่านี้เอง อย่าไปลามปามเครื่องรางของขลังเป็นเพียงที่ระลึกในการสร้างความดีในจิตใจ มีพระประจำกายแล้วก็มีพระประจำใจ มีทั้งนอกทั้งใน จะมีประโยชน์มาก ที่สำคัญ ญาติโยมทั้งหลาย ควรปฏิบัติตามศีล 5 ข้อให้ได้ ซึ่งว่าไว้ คือ 1. ห้ามฆ่าสัตว์ 2.ห้ามลักทรัพย์ 3. ห้ามดื่มสุรา 4 ห้ามพูดเท็จและ 5 ห้ามผิดในกาม หากทุกคนทำได้  ก็จะมีแต่ความสงบสุข และ อาตมา ขอเชิญชวนทุกท่าน สวดมนต์ทุกวัน อย่างคำที่ว่า ไหว้พระเป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน ทั้งกินทั้งทา ท่านจะมีความสุขสบายมากมายหลายประการ มีความสุขถึงลูกถึงหลานของท่านทั้งหลาย.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, ธรรมะวันอาทิตย์, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,900,505 hits

Join 4,119 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

โค้งสุดท้ายเดือด! 'รวมศิษย์ครูสลาฯ'บัตรเหลือหลักสิบ ศิลปินฟิตเต็มแม็กซ์ เตรียมปล่อยของน้ำตาซึมทั้งฮอลล์
'มิ้งค์' ยอมเป็นมือที่ 3 ของ 'เทน – น้ำทิพย์' เพื่อหนีความลำบากใน'ฟ้ามีตา'
ใต้เงาซ้อ “สมทรง พันธ์เจริญวรกุล” สมรภูมิกรุงเก่า อุ๊งอิ๊งแทรกยาก
โอมุคาเดะ (Omukade) 7/10
นางแบบเซ็กซี่ หมิง น่านฟ้า เจอทัวร์ลงหนักเหตุแคปภาพ เซบาสเตียน กดไลก์รัวๆ
บุคคลในข่าว
อิสระ สอน สส. ไม่ต้องกินน้อย แค่เลิกโกงก็พอ
'น้องฟ้า อรัญญา'กับคุณค่าของบทเพลง'จากบัลลังก์สู่พื้นดิน'
แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47 'มั่นคง ตรงไป ตรงมา' อุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยน
น้องเกล ก็โดน! เจอ แจ็ค แฟนฉัน เสนอขายลาบูบู้ตัวพิเศษ ตอนจบอย่างฮา (คลิป)

Recent Posts

  • ออสเตรเลียจ่อลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง หวังบรรเทาผลกระทบหลังราคาพุ่งสูงจากพิษสงครามตะวันออกกลาง
  • สเปนสั่งปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินรบสหรัฐฯ ผ่านไปโจมตีอิหร่าน
  • เกาหลีใต้จ่อบังคับใช้มาตรการ “สลับวันวิ่งรถ” ทั่วประเทศ หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์
  • สว.สหรัฐฯ ย้ำไต้หวัน ผ่านงบกลาโหม 1.3 ล้านล้านโดยเร็ว รับมือภัยคุกคามจีน
  • อิตาลีสอบสวน Sephora และ Benefit ปมโฆษณาส่งเสริมให้เด็กต่ำกว่า 10 ปีใช้ “สกินแคร์”

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d