Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

จิตอรหันต์ – จิตปุถุชน : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/641666

จิตอรหันต์ - จิตปุถุชน : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.32 น.

พระอรหันต์ก็ยังร้องไห้ได้ การร้องไห้มันเป็นกิริยาของกายต่างหาก ตัวร้องไห้มันก็ร้องไป ตัวที่นิ่งเฉยอยู่มันก็นิ่ง…พระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระปถุชนโศกเศร้าเสียใจ พระอรหันต์ได้ธรรมสังเวช ธรรมสังเวชนี่แหละมันทำให้น้ำตาไหล ไม่ใช่ว่าพอสำเร็จอรหันต์แล้วมันจะไม่มีอะไร มันก็เหมือนกับปถุชนธรรมดานี่แหละ แต่สิ่งที่ทำให้ท่านเกิดกิเลสเมื่อก่อนนี้มันหมดไป ความตื้นตัน ความปิติต่างๆ มันเป็นองค์ประกอบของสมาธิ มันก็ต้องมีอยู่เป็นเรื่องธรรมดา

“หลวงปู่โกรธเป็นไหม” “โกรธเป็น แต่ไม่เอา” อันนี้คือคำตอบของหลวงปู่ดูลย์ ก็มันแสดงความรู้สึกขึ้นมาเฉยๆ ว่า โกรธแล้วท่านก็ไม่เอา

หลวงพ่อก็เคยร้องไห้มาแล้ว ไปสวดมนต์ในวัง พอไปถึงแก่งคอย ก็ไปนึกถึงว่าพ่อตายอยู่ตรงนั้น ไหนจะลองกำหนดจิตอุทิศส่วนกุศลให้พ่อสักหน่อย พอกำหนดไปพั๊บ มองไปข้างหน้าสายตามันพร่า แล้วก็เห็นตาแก่คนหนึ่งแบกเด็กน้อยลอยผ่านหน้าไป ทีนี้พอลับสายตาไป จิตก็มานึกว่า พ่อแบกเรามาตั้งแต่เด็ก แล้วมันก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาทันที คนที่นั่งมาในรถเขาก็ถามว่า หลวงพ่อเป็นอะไรๆ ก็โบกมือ เฉยๆ เดี๋ยวก็รู้ พออาการอย่างนั้นมันหายไป ก็เล่าให้เขาฟัง

ปิติมันเกิดจากกายต่างหาก อย่างสมมติว่าเรามีเรื่องขำ เราหัวเราะเสียจนไส้ขดไส้แข็ง เราเมื่อยเกือบตาย เราไม่อยากหัวเราะแต่มันก็อดไม่ได้ นั่นคือความเป็นเองของร่างกาย อันนี้มันได้หลักมาว่า ภายในตัวของเรานี่สมองเป็นผู้สั่งการ กองบัญชาการในสมองที่มันสั่งออกมานี่ ให้ร่างกายมันเตี้ย ให้ร่างกายมันโต ให้ร่างกายมันสูงโย่ง อันนี้เป็นเรื่องของสมองทั้งนั้น คำสั่งของสมองอันนี้หรือจิตดวงนี้ ตามหลักของการสะกดจิตเขาเรียกว่า จิตอิสระ จิตอิสระดวงนี้จะคอยบังคับดูแลและใช้เครื่องจักรกลไกต่างๆ ในร่างกายให้ทำงานให้แก่เราอย่างตรงไปตรงมา

อาการปิตินี่เป็นอาการที่จิตดื่มรสพระสัทธรรม มันเหมือนกับว่าเราอยากได้อะไรมากๆ พอได้สมประสงค์ก็เกิดปิติเหมือนกัน แต่ทีนี้สมมติว่าผู้ที่เป็นพระอรหันต์จริงๆ นี่ เวลาท่านกำหนดจิตรู้อารมณ์ จิตมันก็ปรุงแต่งเหมือนคนธรรมดา ทีนี้ภายในสมาธิ มันก็เกิดนิมิตขึ้นมา ถ้าท่านรู้เรื่องอดีตชาติ ท่านก็แสดงอาการร้องไห้ ร้องไห้ในสมาธิ แต่ร้องไห้น้ำตาไม่ออก อย่างคนที่จิตยังไม่พ้นกิเลส พอได้นิมิตว่าชาติก่อนเราได้ไปเกิดเป็นอันนั้นๆ ได้ไปทะเลาะตบต่อยตีกันที่ตรงนั้น 

พอรู้สึกอย่างนั้นก็ลุกขึ้นมากระโดดขโมงโฉงเฉง ทีนี้ความรู้ของพระอรหันต์นี่ท่านรู้ว่าชาตินั้นท่านเป็นอย่างนั้น ได้ทะเลาะเบาะแว้งกับคนนั้นคนนี้ มันก็แสดงอาการโกรธเคียดขึ้นมา แต่ความโกรธความเคียดกับจิตของท่านมันแยกกันไปคนละส่วน เหมือนๆ กับบางครั้งที่จิตของเรามีอารมณ์เกิดขึ้นๆๆ แต่มันเป็นกลางเฉย สิ่งรู้เป็นแต่เพียงอารมณ์จิต แล้วตัวเองไม่ได้ไปสวมสอดเข้าในเรื่องนั้น มันแยกเป็นคนละส่วน ทีนี้ผู้ที่รู้ยังไม่ถึงแก่น พอรู้เข้ามาพั๊บ ก็สำคัญว่าตัวเองอยู่ในปัจจุบันนั้น

เช่นอย่างพระองค์หนึ่ง เป็นหัวหน้าพระ ๓๐ รูป อุบาสิกาคนหนึ่งเป็นอุปัฏฐากอยู่ ภายหลังอุบาสิกาฟังเทศน์ฟังธรรมจากพระเหล่านั้นแล้วได้สำเร็จโสดาบัน พอสำเร็จโสดาบัน ท่านก็ตรวจสอบดูพระว่าท่านองค์ไหนได้บรรลุคุณธรรมหรือเปล่า ก็รู้ว่ายังไม่บรรลุ ขัดข้องเรื่องอะไร ขัดข้องเรื่องรสอาหาร บางท่านชอบเผ็ดชอบมันอะไรไม่ได้ตามใจ ก็ไปข้องอยู่ที่ตรงนั้น ภายหลังมาเมื่อท่านรู้แล้วว่าองค์ไหนชอบอะไร ทำให้ถูกใจหมด พอนึกขึ้นมาตอนกลางคืนอยากฉันสิ่งนั้น ตื่นเช้าก็มาแล้ว 

หนักๆ เข้าพระอาย พากันไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ถามว่าทำไมทิ้งอุบาสิกามาเสียเล่า พระก็ทูลว่าอยู่ด้วยไม่ได้หรอก คิดอะไรก็รู้หมด… อาย พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าเขาเป็นมารดาของเธอมาหลายภพหลายชาติแล้ว มาชาตินี้แหละเขาจะช่วยให้ท่านสำเร็จพระนิพพาน กลับไปอยู่กับเขา พระทั้งนั้นก็กลับไปอยู่กับอุบาสิกา 

พอกลับมา ก็ต้องมาสำรวมจิตสำรวมใจไม่ให้ยินดียินร้ายในรสอาหาร พิจารณาปัจจเวกขณะขจัดความชอบหรือไม่ชอบ ทำจิตให้เป็นกลาง แล้วลูกน้องได้สำเร็จพระโสดาบัน อุบาสิกาได้สำเร็จพระสกทาคามี ไปๆ มาๆ พระทั้งหลายได้สำเร็จพระอรหันต์ อาจารย์ใหญ่ได้เพียงพระโสดาบัน อุบาสิกาก็พิจารณาดูว่าพระเราสำเร็จแล้ว แต่อาจารย์ใหญ่นี่สำเร็จหรือยัง… ยังไม่สำเร็จ 

อยู่มาวันหนึ่ง ภูมิจิตเริ่มจะก้าวหน้า จะได้บรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ ไประลึกขึ้นมาได้ว่า ชาติหนึ่ง ภพหนึ่ง อุบาสิกาคนนี้เป็นภรรยาของท่าน ไปคบกับโจร พอท่านไปรู้อย่างนั้นเข้า ท่านก็โกรธขึ้นมาอย่างแรง โกรธชนิดที่ว่าจิตกับอารมณ์แยกกันไม่ออก อุบาสิกาก็ส่งกระแสจิตไปเตือนว่า นึกต่อไปอีกชาติพระคุณเจ้า 

พอระลึกไปอีกชาติหนึ่งไปรู้ว่าชาตินั้นท่านผู้นี้ถูกโจรจับ มันจะฆ่า อุบาสิกานี่ก็เป็นภรรยาของโจร พอโจรมันจะฆ่า ภรรยาก็ขอร้องว่าอย่าไปฆ่าเขา เขาไม่มีความผิด แล้วก็ถูกปลดปล่อยไป ในเมื่อรู้อย่างนั้นก็มานึกถึงบุญคุณเขา ความโกรธมันก็ระงับลง ในที่สุดก็ได้สำเร็จพระอรหันต์

เพราะฉะนั้น เราโกรธด่าตีกันธรรมดาๆ นี่ไม่สำคัญหรอก โกรธในสมาธินี่มันร้ายแรงที่สุด ดีไม่ดีระงับไม่อยู่กรรมฐานแตก

เรื่องอสีติมหาสาวก ๘๐ รูปนี่ หลวงพ่อเรียนนักธรรมโท อ่านไปๆๆ ร้องไห้ไป มันเกิดปิติ เช่นอย่างบางท่านนั่งทอหูกอยู่กำหนดสติรู้เรื่อยไป พอทอหูกจบสำเร็จอรหันต์ก็มี พระเถระบางท่านนั่งเทศน์สอนลูกศิษย์ พอเอวังลงไปสำเร็จอรหันต์ก็มี เพราะฉะนั้น การเทศน์การแสดงธรรมนี่ เราจึงถือว่าเราไม่ได้สอนคนอื่น แต่เรามานั่งให้คนอื่นสอบไล่เรา แล้วเราก็สอนเราเอง ถ้าไปคิดว่าเทศน์สอนคนอื่นแล้ว หลวงพ่อเทศน์ไม่เป็น ไม่รู้จะเอาอะไรไปสอนเขา เขาเก่งกว่าเราเสียอีก – 003 

……………………………….

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา คัดมาจากหนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๔๑ รวมเกร็ดธรรมคำสอนของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย หน้า ๒๕-๒๘ ขอบคุณลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=2&t=27089

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สมาธิอันใดที่เป็นไปเพื่อการทำลายคนอื่น สมาธิอันนั้นเป็นมิจฉาสมาธิ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 15, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/641427

สมาธิอันใดที่เป็นไปเพื่อการทำลายคนอื่น สมาธิอันนั้นเป็นมิจฉาสมาธิ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.31 น.

เคยดูหนังกำลังภายในไหม หนังกำลังภายใน หนังจีน เขาสร้างกำลังขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้… สมาธิอันใดที่เป็นไปเพื่อการทำลายคนอื่น สมาธิอันนั้นเป็นมิจฉาสมาธิ

ทีนี้อย่างเราที่ปฏิบัติกัน พอปฏิบัติได้สมาธิพอสมควรแล้ว ผลพลอยได้มันบังเกิดขึ้น เช่น บางท่านอาจะสามารถใช้พลังจิตรักษาโรคภัยไข้เจ็บ บางท่านอาจจะใช้พลังจิตไปในการดูหมอ อันนี้ถือว่าเป็นผลพลอยได้ ไม่ถือว่าเป็นมิจฉาสมาธิ

แต่ถ้าหากว่าสมาธิอันใดที่ทำไปแล้ว มุ่งที่จะใช้พลังสมาธิหาผลประโยชน์ โดยไม่เป็นธรรม เช่น ใช้พลังสมาธิไปบีบบังคับ หรือบังคับจิตใจใครให้ตกอยู่ใต้อำนาจของเรา หรือนำผลประโยชน์มาเพื่อเราอะไรทำนองนี้ อันนี้เรียกว่า มิจฉาสมาธิ รวมความแล้วว่าสมาธิเป็นไปเพื่อทำลาย เรียกว่า มิจฉาสมาธิ

ทีนี้สัมมาสมาธิอย่างแท้จริง มุ่งตรงต่อการที่จะสร้างพลังจิตให้เกิดสมาธิ มีสติปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในธรรมตามความเป็นจริง เพื่อขจัดกิเลสอาสวะไปสิ้นให้หมดไปจากขันธสันดาน บรรลุพระนิพพาน อันนี้มันเป็นความหมายที่กว้างขวางมาก รวมความแล้วสมาธินี่เราสามารถจะใช้ไปในทางที่ให้โทษให้คุณได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า ท่านจึงสอนให้ปฏิบัติสมาธิ ตามคำสอนของพระองค์ยึดหลักศีล ๕ เป็นหลัก

ทีนี้การใช้ประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องสมาธิ สมาธิอันใดซึ่งไม่ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่งเป็นสัมมาสมาธิ แต่ถ้าผิดศีลข้อใดข้อหนึ่งก็เป็นมิจฉาสมาธิ เช่น อย่างพระสงฆ์ที่เก่งในทางสมาธิ นั่งสมาธิอยู่ในวัด แล้วก็ใช้พลังจิตส่งกระแสไปบังคับเศรษฐีทั้งหลาย ให้เอาเงินมาช่วยสร้างวัดสร้างวา อันนี้ก็เป็นมิจฉาสมาธิเหมือนกัน และที่หนักยิ่งไปกว่านั้นก็มีค่ายิ่งกว่าโจรไปเที่ยวจี้ปล้นชาวบ้าน

สัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ สามารถเกิดขึ้นในคนๆ เดียวกันได้หรือไม่ จะมีวิธีใดที่จะทำให้ปฏิบัติไปสู่แนวสัมมาสมาธิ

สมาธิในขั้นต้นๆ ที่เราปฏิบัติแล้ว ผลงานคือสมาธิเกิด มันเกิดทั้งสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ แต่แท้ที่จริงมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ มันก็คือสมาธิอันเดียวกัน 

ที่มันเป็นมิจฉา หรือสัมมา นั้น มันขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ปฏิบัติสมาธิ ถ้าสมาธิมีแนวโน้มที่จะทำให้จิตบริสุทธิ์สะอาด ก็เป็นสัมมาสมาธิ ถ้าหากจิตมีแนวโน้มที่ผิดไปจากศีลผิดธรรม ก็เป็นมิจฉาสมาธิ 

ทีนี้ในระดับขั้นสูง ถ้าหากว่าผู้ที่ปฏิบัติสมาธิ ไปติดในสมาธิ ติดในญาณ ติดในฌาน ก็ถือว่าเป็น มิจฉาสมาธิ ของผู้ที่เป็นสัมมาปฏิบติเพื่อปฏิบัติให้พ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นแนวทางปฏิบัติในเมื่อสมาธิเกิดขึ้นแล้ว ท่านก็ไม่ให้ติดสมาธิ

ผลอันใดอันเกิดจากสมาธิ เช่น อภิญญา หรือ ญาณ หรือ ฌาน อะไรเป็นต้น ท่านก็ไม่ให้ยึดไม่ให้ติด ถือเป็นแต่พียงว่าให้สร้างพลังจิต เพื่อให้มีสมรรถภาพยกตัว ให้อยู่เหนือกิเลสเหนืออารมณ์ได้ เพราะฉะนั้นสัมมาสมาธิก็ดี มิจฉาสมาธิก็ดี มันเกิดขึ้นได้โดยคนๆ เดียว คือพื้นฐานก็คือสมาธิอย่างเดียวกัน

แต่ถ้าหากว่าผู้ที่บำเพ็ญฌานสมาบัติ ได้สมาธิถึงขั้นฌานสมาธิ ถ้าไปสำคัญว่านี่คือพระนิพพาน ก็เป็น มิจฉาสมาธิ แต่สมาบัติก็ไม่เป็นพิษเป็นภัยอะไร แต่ไปเข้าใจว่าความละเอียดของจิต ซึ่งจิตอยู่ในสมาธิขั้นละเอียด แล้วจะรู้สึกว่ากิเลสและอารมณ์มันไม่มี ถึงมีก็อย่างละเอียด ความคิดหรือเจตนาที่ไปสร้างบาปสร้างกรรมมันก็ไม่มี

ทีนี้ผู้ที่เข้าใจผิดก็สำคัญว่าตัวเองก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว อันนั้นก็เป็น มิจฉาสมาธิ

ทีนี้พวกพราหมณ์ทั้หลายที่ไปบวชเป็นฤาษีไปบำเพ็ญสมาธิ ได้อิทธิฤทธิ์ได้ฌานสมาบัติ ความเข้าใจของเขา เขาก็ถือว่า เขาก็สำเร็จพระนิพพานเหมือนกัน เพราะสติปัญญาของเขามีเพียงเท่านั้น เขาทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่ใช่ผู้ที่จะเป็นวิสัยตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง 

แต่สมาธิพวกฌานสมาบัตินี่ เป็นปฏิปทาของผู้สร้างบารมีเพื่อสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ต้องบำเพ็ญสมาธิ ผ่านฌานสมาบัติมาหลายภพหลายชาติ แม้แต่เมื่อจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านี่ ก็ต้องทำสมาธิตามแนวทางแห่งฌานสมาบัติ

เมื่อจิตของท่านไปอยู่ในฌานสมาบัติขั้นสูงสุด ในขณะนั้นกิเลสอารมณ์ใดไม่มีทั้งสิ้น แต่วิสัยของพระพทธเจ้าผู้สร้างบารมีมา ย่อมมีพระสติปัญญาอันละเอียดสุขุม ท่านก็มาสังเกตตรงที่ว่า เมื่อจิตอยู่ในสมาธิแล้วดูเหมือนไม่มีกิเลส ความยินดียินร้ายไม่มี ความสุขความทุกข์ไม่มี มีแต่ความเป็นกลาง แต่เมื่อออกมาสู่โลกภายนอก ตา หู จมุก ลิ้น กาย และใจ รู้เห็นอันใดมันก็ยังยินดียินร้ายอยู่ ก็แสดงกิเลสยังไม่หมด นี่พระพุทธเจ้าท่านเข้าใจอย่างนี้

แต่พวกฤาษีทั้งหลายไม่ได้เข้าใจอย่างนี้ เข้าใจว่าพอเราทำสมาธิถึงพระนิพพาน พอมันดับสนิทแล้ว เวลาใกล้จะตายรีบทำจิตให้เข้าสมาธิ แล้วเข้าสมาบัติถึงพระนิพพาน เขามาชะล่าใจกันอยู่ตรงนี้

ถ้าจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำสมาธินี่ มันมีอยู่อันหนึ่ง หลวงพ่อได้พิจารณาตามโอวาทของ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่เสาร์ท่านชอบพูดเปรยๆ ว่า “เวลานี้จิตข้ามันไม่สงบมีแต่ความคิด” ที่ได้ถามท่านจริงๆ “จิตฟุ้งซ่านหรืออย่างไร ท่านอาจารย์” 

ท่านก็บอกว่า “ถ้ามันเอาแต่นิ่งมันก็ไม่ก้าวหน้า” ปัญหานี้จะเกิดขึ้นมาในวงการของนักปฏิบัติ…

…………………………………………

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา คัดลอกบางตอนมาจากไขข้อข้องใจในการปฏิบัติ : มิจฉาสมาธิเป็นอย่างไร ใน “ฐานิยปูชา ๒๕๓๙” พิมพ์ครั้งที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙, หน้า ๗๑-๗๔) ขอบคุณลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=2&t=24744

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

การฝึกสมาธิสามารถทำได้ทั้งในท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน ท่านอน : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/640871

การฝึกสมาธิสามารถทำได้ทั้งในท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน ท่านอน : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันศุกร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.31 น.

การนั่งสมาธิ เรียกว่าวิธีนั่งสมาธิ ให้นั่งเอาขาขวาทับขาซ้ายขัดสมาธิ เอามือซ้ายวางลงที่ตัก เอามือขวาวางทับ ให้หัวแม่มือจรดกันเบาๆ อย่าให้กด ตั้งกายให้ตรง คือนั่งให้รู้สึกว่ากายตรงให้เป็นที่สบาย อย่าเกร็งกล้ามเนื้อหรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย นั่งพอพยุงกายให้ตรงอยู่ อย่าให้เอียงซ้าย เอียงขวา อย่าก้มนัก อย่าเงยนัก ลองนั่งให้ตรง สง่าผ่าเผยเหมือนพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ อันนี้เป็นวิธีนั่ง

ต่อไปเป็นวิธีกำหนดจิตคือทำความรู้สึกที่จิตของตนเอง ความรู้สึกอยู่ที่ตรงไหน จิตของเราก็อยู่ที่ตรงนั้น เพื่อจะให้จิตมีฐานที่ตั้ง ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก จะนึกพุทพร้อมลมเข้า โธพร้อมลมออกก็ได้ หรือใครจะไม่นึกอะไร เพียงแต่กำหนดรู้ลมหายใจซึ่งออกเข้าอยู่โดยธรรมชาติของการหายใจก็ได้ อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะเรียนให้รู้ธรรมชาติของร่างกาย ทำไมลมหายใจจึงชื่อว่าเป็นธรรมชาติของร่างกาย เพราะเหตุว่า เราจะตั้งใจก็ตาม ไม่ตั้งใจก็ตาม กายของเราก็หายใจอยู่โดยธรรมชาติ เพียงแต่เรากำหนดรู้ลมหายใจเฉยๆ อยู่ อย่าบังคับจิตให้สงบ แต่ประคองจิตให้รู้อยู่ที่ลมหายใจตลอดเวลา จิตของเราจะเป็นอย่างไร เราไม่คำนึงถึง คำนึงแต่ว่าจะรู้ที่ลมหายใจอย่างเดียว หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ หายใจสั้นรู้ หายใจยาวรู้ เพียงแต่เอารู้ตัวเดียวกำหนดรู้อยู่ที่ตรงนี้

การกำหนดรู้ลมหายใจเป็นหลักสาธารณะทั่วไป และการปฏิบัติสมาธิก็เป็นหลักสาธารณะทั่วไป ไม่สังกัดในลัทธิและศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น เพราะการฝึกสมาธินี้เราจะมาฝึกจิตของเราให้สามารถกำหนดรู้ธรรมชาติ การปฏิบัติธรรมหรือการเรียนธรรมก็คือเรียนให้รู้ธรรมชาติ วิชาการที่เราเรียนกันมาในศาสตร์ใดๆ ก็ตาม เป็นการเรียนรู้ธรรมชาติและกฎธรรมชาติทั้งนั้น การฝึกสมาธิไม่เฉพาะแต่เราจะมานั่งขัดสมาธิ หลับตากำหนดรู้ลมหายใจเพียงอย่างเดียว แม้ว่าเรามีสติรู้อยู่กับเรื่องชีวิตประจำวันทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ ก็ชื่อว่าเป็นการฝึกสมาธิทั้งนั้น

แต่เพื่อจะให้มีวิธีการเข้มข้นเข้าไปหน่อย เราจึงมาฝึกกันแบบมีพิธีรีตองอย่างที่เรามาฝึกกันอยู่เวลานี้ นอกจากเราจะมากำหนดรู้ลมหายใจแล้ว เราอาจจะนึกพุทพร้อมลมเข้า โธพร้อมลมออกก็ได้ หรือเราจะท่องบริกรรมภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พุทโธ สัมมาอรหัง ยุบหนอ พองหนอก็ได้ หรือเราจะกำหนดรู้จิต คอยจ้องดูจิตของเรา เมื่อความคิดอะไรเกิดขึ้นให้มีสติกำหนดตามรู้ไปก็ได้ เป็นวิธีการฝึกสมาธิทั้งนั้น 

การฝึกสมาธิดังที่กล่าวมานี้ เราสามารถจะทำได้ทั้งในท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน ท่านอน ใช้อารมณ์อย่างเดียวกันเพราะสมาธิเป็นกิริยาของจิต การปฏิบัติสมาธิเป็นกิริยาของจิต ไม่ใช่การยืน เดิน นั่ง นอน แต่การยืน เดิน นั่ง นอนเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นการบริหารร่างกาย ว่าอย่างง่ายๆ ก็คือการออกกำลังกายนั้นเอง เพราะถ้าเรานั่งมากมันก็เมื่อยทรมานร่างกาย ต้องเปลี่ยนไปเดิน เดินมากทรมานก็เปลี่ยนเป็นยืน ยืนมากทรมานเปลี่ยนเป็นนอน เปลี่ยนอิริยาบถให้สม่ำเสมอเพื่อให้เกิดความคล่องกาย

ในเมื่อกายของเราคล่อง แคล่วว่องไว จิตของเราก็คล่องแคล่วว่องไวขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นยืน เดิน นั่ง นอนจึงเป็นท่าประกอบเท่านั้น แต่สมาธิที่แน่ๆ ก็คือกิริยาของจิต ดังนั้น เราจะปฏิบัติสมาธิในท่าไหนได้ทั้งนั้น ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เพียงแค่มีสติสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่ ในขณะที่เราทำอะไรอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น เราทำสติตามรู้การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นการเรียนให้รู้ธรรมชาติ ธรรมชาติของร่างกายย่อมมีการยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด นักปราชญ์ไม่ว่าในศาสนาใดๆ ท่านสอนมนุษย์ให้รู้จักความเป็นของตัวเองในเบื้องต้น ในเมื่อรู้จักความเป็น รู้จักธรรมชาติของตนเองได้ถ่องแท้แน่นอน การที่จะไปเรียนรู้ธรรมชาตินอกตัวเองนั้น จึงเป็นของไม่ยากนัก

เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้เราเรียนให้รู้ธรรมชาติของตนเอง ธรรมชาติของร่างกายต้องมีการยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูดและคิด ธรรมชาติของจิตก็เป็นผู้มีหน้าที่คอยบังคับบัญชาสั่งให้ร่างกายทำอะไร และเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการทั้งปวงเพราะตนเองเป็นนาย ตนเองเป็นผู้สั่งการ สั่งการลงไปแล้วย่อมมีการรับผิดชอบจึงจะสมศักดิ์ศรีของผู้เป็นนาย

ดังนั้น ในตัวของเรานี้ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว การปฏิบัติธรรมจึงอาศัยกายกับจิตทั้ง 2 อย่างเป็นของคู่กัน เป็นหลักของการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นวิธีการทั้งหลายนั้น เป็นแต่เพียงวิธีการสำหรับประกอบการปฏิบัติ แต่แท้ที่จริงสมาธิ สมาธิเป็นกิริยาของจิต

ในขณะนี้เรามานั่งกำหนดรู้ลมหายใจ เรามาเรียนรู้ธรรมชาติของลมหายใจ แต่เรารู้อยู่ เราก็จะรู้ว่าธรรมชาติของกายย่อมมีการหายใจอยู่เป็นปกติขาดไม่ได้ เมื่อเรามีสติกำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจ ลมหายใจยาวเราก็จะรู้ ลมหายใจสั้นเราก็จะรู้ ลมหายใจหยาบเรารู้ ลมหายใจละเอียดเรารู้ เอารู้ตัวเดียวเท่านั้น รู้นี่เป็นกิริยาของจิต ทุกคนมีจิตรู้กันทั้งนั้น ไม่เฉพาะแต่มนุษย์ สัตว์ก็มีจิตรู้ ทีนี้รู้ตัวนี้ไม่ได้สังกัดในลัทธิและศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น

ดังนั้น ที่เรามาเรียนรู้ธรรมชาตินี้ เพื่อจะให้รู้ความจริงของกฎธรรมชาติ เมื่อรู้ความจริงของธรรมชาติแล้ว ก็ควรจะรู้ความจริงของกฎธรรมชาติด้วย กฎของธรรมชาติทั้งหลายนั้น ธรรมชาติอันนี้เป็นกายกับใจ สถานการณ์และสิ่งแวดล้อม ดิน ฟ้า อากาศ ซึ่งเรียกว่าจักรวาลทั้งสิ้นนี่แหละเรียกว่าธรรมชาติ ทีนี้กฎของธรรมชาติก็คือการเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ ตั้งแต่อนูปรมาณูจนกระทั่งมวลสารที่เกาะกลุ่มกันเป็นก้อนใหญ่โต เขาย่อมตกอยู่ในกฎของธรรมชาติคือมีความเปลี่ยนแปลง มีปรากฏการณ์ขึ้นในเบื้องต้น ทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ในที่สุดย่อมสลายตัว อันนี้เป็นหลักภาษาวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักสาธารณะทั่วไป

ส่วนบทบัญญัติของภาษาอินเดีย ความเปลี่ยนแปลง เขาเรียกว่า อนิจจัง ความทนไม่ได้อยู่ตลอดกาลเขาเรียกว่าทุกขัง ความสลายตัว เขาเรียกว่า อนัตตา ภาษาไทยว่าไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ตลอดกาล ไม่เป็นตัวของตัว อันนี้เป็นคำสมมติบัญญัติเท่านั้น แต่แล้วโลกทั้งโลกนี้ยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ทรงอยู่ สลายตัว เกิดขึ้น ทรงอยู่ สลายตัว อันนี้ภาษาโลกที่เขานิยมใช้กันโดยทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาในหลักวิทยาศาสตร์เขาใช้กัน แต่พวกอินเดีย เขาใช้คำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ไทยเรียกว่าเปลี่ยนแปลง ยักย้าย ทนอยู่กับที่ไม่ได้ ไม่เป็นตัวของตัวคือสลายตัวอยู่ตลอดเวลา

ที่เรามาฝึกหัดสมาธิ เพียงแค่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น เมื่อเรามีสติปัญญาเกิดขึ้น เราจะรู้ว่าลมหายใจนี้มันก็เปลี่ยนแปลงมีออกมีเข้าอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นลมหายใจหยาบ ลมหายใจละเอียด เราก็รู้แต่ว่าลมหายใจมันเปลี่ยนจากหยาบเป็นละเอียด ละเอียดเป็นหยาบ แต่ในบางครั้งเมื่อจิตสงบเป็นสมาธิอย่างลึกซึ้งถึงขนาดกายหายไป ลมหายใจมันก็หายไปด้วยเพราะลมหายใจมันเป็นส่วนกายก็ยังเหลือแต่จิตสงบ นิ่ง เด่นรู้ สว่างอยู่ 

ใครภาวนาแบบไหนอย่างไรพอจิตสงบลงเป็นสมาธิแล้วก็นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ใครทำก็ได้ ถ้าทำจริง ไม่เฉพาะแต่ชาวพุทธผู้นับถือ พระพุทธศาสนา คนในศาสนาอื่นทำก็ได้ คนไม่มีศาสนาทำก็ได้ ในเมื่อทำลงไปแล้ว จิต สงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ใครจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่จะสมมติบัญญัติ รู้เป็นธรรมชาติของจิต จิตเป็นธาตุรู้ จิตมีสภาวะรู้สึก รู้นึก รู้คิด แต่ถ้าขาดสติสัมปชัญญะจะไม่รู้จักดี จักชั่ว ไม่รู้จักผิด ไม่รู้จักถูก เพราะสติสัมปชัญญะของเรายังอ่อน เราจึงมาฝึกสมาธิเพื่อให้สติเพิ่มพลังเข้มแข็งขึ้น จะได้กำหนดรู้สิ่งต่างๆ ให้รู้จริงตามกฎของธรรมชาติ

ทีนี้กฎธรรมชาติทั้งหลายเหล่านี้ที่มันเกี่ยวข้องกับเรา เมื่อเราไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเป็นเราเป็นเขา เป็นของเราของเขา สิ่งที่เราถือว่าเป็นเราเป็นเขา เป็นของเราของเขานั้น เมื่อหากว่าสิ่งนั้นเป็นไปในทางที่เราไม่พอใจ เราก็เกิดทุกข์เพราะเราเอาความรู้สึกของเราไปขัดอยู่กับความเป็นไปของกฎธรรมชาติ

ดังนั้น นักปราชญ์ไม่ว่าในลัทธิและศาสนาใดๆ จึงสอนให้ทุกคนให้เรียนรู้กฎของธรรมชาติ เผื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงธรรมชาติบางอย่างซึ่งพอที่จะเป็นไปได้ให้อยู่ในสภาพที่เป็นไปตามความต้องการของเรา เครื่องยนต์ เครื่องกลทั้งหลายต่างๆ วัตถุดั้งเดิมเขาเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในดิน ในน้ำ แต่ผู้ฉลาดไปค้นคว้าคิดเอามาสร้างนู่นสร้างนี่ สร้างรถยนต์ สร้างเครื่องบิน สร้างจรวด สร้างปรมาณู นิวเคลียร์ เอามาเป็นพลังงานสำหรับเป็นเครื่องปฏิกรต่อชีวิตหรือทำลายซึ่งกันและกัน

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ดั้งเดิมวัตถุมาจากธรรมชาติ แต่ผู้ที่มีความฉลาดเฉลียว ก็สามารถเอามาดัดแปลงแต่งเป็นโน่นเป็นนี่ให้ใช้ในประโยชน์แก่ชีวิตของเราได้ ทีนี้ธรรมะอันเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งซึ่งเป็นนามธรรม ซึ่งเป็นรูปธรรม นามธรรม เราก็สามารถที่จะฝึกฝนอบรมสร้างสมรรถภาพให้เข้มแข็ง มีพลังทางสติปัญญาเพื่อเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตประจำวัน เป็นการดัดแปลงธรรมชาติเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ อันนี้เป็นวิสัยของมนุษย์จะต้องเป็นไปอย่างนั้น มนุษย์จะปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามบุญตามกรรมเหมือนอย่างสัตว์เดรัจฉานนั้น มันก็ย่อมไม่สมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

ดังนั้น มนุษย์จึงมีการสร้างแก้ไข เปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของตนเอง สุดแล้วแต่ความสามารถสติปัญญาของผู้ใดจะสามารถทำได้ แม้เราไม่ได้คำนึงถึงการที่จะสร้างวัตถุ แต่เรามาสร้างพลังจิตพลังใจของเราให้มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญา แก้ไขปัญหาชีวิตประจำวันปรับปรุงชีวิตของเราให้เป็นอยู่ได้สบายในสังคม ก็เป็นการเพียงพอสำหรับการปฏิบัติธรรม

ดังนั้น การทำสมาธินี้จึงเป็นอุบายวิธีอันหนึ่งเพื่อสร้างพลังดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เพื่อสร้างจิต สร้างใจ สร้างชีวิตของเราให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น เราจะได้สามารถทำธุรกิจการงานต่างๆ ด้วยความมั่นใจ ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ เพื่อเป็นการสร้างสรรชีวิตของตนเองและสังคม ให้มีความเจริญมั่นคงสืบไป

ดังนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฝึกฝนอบรมเอาให้ได้ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ต้องอาศัยสมาธิทั้งนั้นแหละ พวกทำสมาธิส่วนใหญ่ก็มุ่งสู่พระนิพพาน แต่เมื่อเรายังไม่ถึงพระนิพพาน เราก็ต้องหาเอาประโยชน์ในระหว่างทางให้ได้ ดังนั้นขอให้ท่านทั้งหลายจงพึงกำหนดจิตรู้ ลมหายใจออก หายใจเข้า กำหนดรู้อยู่เฉยๆ ในช่วงที่ท่านกำหนดรู้ลมหายใจอยู่ ถ้าหากมีอาการเคลิ้มๆ เหมือนกับง่วงนอน ก็ให้มีสติกำหนดรู้อยู่เฉยๆ หากมีการรู้สึกอึดอัดหรือหนักหน่วงตรงต้นคอ หรือเวียนศรีษะ ก็กำหนดรู้อยู่เฉยๆ กำหนดรู้ลมหายใจไว้เป็นหลัก 

ถ้าหากว่าจิตปล่อยวางลมหายใจ จิตมีอาการเคลิ้มวูบวาบลงไป ถ้าไปคิดสิ่งอื่นขึ้นมา ก็ควรปล่อยให้คิดไป แต่ให้มีสติตามรู้ไปทุกขณะที่จิตมีความคิด ให้ปฏิบัติสลับกันไปอย่างนี้ พยายามทำให้มากๆ อบรมให้มากๆ ในขณะที่ปฏิบัติอยู่ อย่าไปบังคับจิตให้สงบ หน้าที่ของเรากำหนดรู้ลมหายใจและอารมณ์ภาวนาอยู่เท่านั้น เมื่อใดจิตจะสงบก็อย่าไปคิด เมื่อใดจะรู้จะเห็นก็อย่าคิด ให้รู้อยู่ที่สิ่งรู้ในปัจจุบันเท่านั้น

ความสงบของจิตก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของจิตไป ความรู้ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของจิตไป ส่วนความรู้สึกในความตั้งใจ จิตจะรู้หรือไม่รู้ ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ตรงที่กำหนดรู้อารมณ์จิตในขณะนี้ แล้วเมื่อเรากำหนดรู้อารมณ์จิตในขณะนี้ จิตของเราก็จะมีความสัมพันธ์กับอารมณ์จิตเอง เมื่อมีอารมณ์สัมพันธ์กับจิต จิตมีอารมณ์เป็นสิ่งที่กำหนดรู้อยู่ อารมณ์กับจิตไม่พรากจากกัน เราจะกำหนดก็ตาม ไม่กำหนดก็ตาม เราก็รู้อารมณ์จิตของเราอยู่อย่างนั้น นั่นแสดงว่าจิตได้วิตก มีสติรู้อยู่ได้วิจาร ถ้าเกิดมีปีติ สุข เอกคักตาก็ได้ปีติ สุข เอกคักตา ถ้าจิตเสวยวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกคักตาอยู่เป็นเวลานานๆ ก็ได้ปฐมฌาน คือ ฌานที่ 1 อันนี้เป็นวิธีการนั่งสมาธิ ปฏิบัติสมาธิในท่านั่ง

ทีนี้ปฏิบัติสมาธิในท่าเดินเรียกว่าเดินจงกรม ก็กำหนดอารมณ์อย่างเดียวกับการนั่ง ปฏิบัติสมาธิในท่าเดินเรียกว่าเดินสมาธิ ปฏิบัติสมาธิในท่ายืนเรียกว่ายืนสมาธิ กำหนดอารมณ์อย่างเดียวกัน เวลานอน นอนสีหไสยาสน์ นอนตะแคงข้างขวา เอาเท้าซ้ายเหลื่อมเท้าขวานิดหน่อย วางมือแนบกับใบหน้า จะพนมมือก็ได้

…………………………………………

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา คัดลอกมาจาก http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=9872

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เมื่อภาวนาได้พลัง จะพิจารณาธรรมได้เองเป็นอัตโนมัติ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 11, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/640675

เมื่อภาวนาได้พลัง จะพิจารณาธรรมได้เองเป็นอัตโนมัติ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.29 น.

ผู้ภาวนาได้พลัง ได้คุณธรรมอันเป็นพลัง พลังก็คือ พละ ๕ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เมื่อ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เกิดขึ้นแล้ว จะรวมพร้อมลงเป็นหนึ่งเรียกว่า เอกายโนมัคโค

ในเมื่อจิตเป็นเอกายโนมัคโค ศีล สมาธิ ปัญญา รวมลงเป็นหนึ่ง เป็นเอกายโนมัคโค ย่อมเป็นใหญ่ ในการที่จะสอดส่องธรรม

จิตก็เป็นปกติ สติก็เป็นปกติ สมาธิก็เป็นสติ รู้พร้อมอยู่ที่จิตอย่างเดียว แล้วสามารถที่จะวิจัยธรรมเองโดยอัตโนมัติ

โยนิโสมนสิการ การทำในใจโดยแยบคาย เจตนา สัญญา อะไรหายขาดไปหมด ยังเหลือแต่ความเป็นเองของจิตโดยอัตโนมัติ

เมื่อจิตถึงซึ่งความเป็นเองโดยอัตโนมัติ อะไรจะเกิดขึ้นดับไปภายในจิต จิตกำหนดรู้ๆๆ แล้วก็ปล่อยวางไป ไม่ได้ยึดเอาอะไรไว้สร้างปัญหาให้ยุ่ง

มีแต่ความปลอดโปร่ง มีแต่ความเบิกบาน มีแต่ความแช่มชื่น มีแต่ความดูดดื่มในคุณธรรม มีปีติ ความสุข

พร้อมๆ กันนั้น พุทธะผู้รู้ พุทธะผู้ตื่น พุทธะผู้เบิกบาน จิตเบ่งบานพร้อม ไม่มีทุกข์ ไม่มีโศก ไม่มีเศร้า ไม่มีเขา ไม่มีเรา มีแต่ความเป็นธรรมโดยเที่ยงตรง นั่นคือ คุณธรรมบังเกิดขึ้นในจิต

……………………….

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา คัดลอกจากลานธรรมจักร https://bit.ly/3hYbCls

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘เหตุแห่งความเสื่อมของสมาธิ’ คือ ‘ความประมาท’ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/640421

'เหตุแห่งความเสื่อมของสมาธิ' คือ 'ความประมาท' : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.34 น.

เรื่องของสมาธินี่ ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี เป็นสิ่งที่เราสามารถบำเพ็ญให้เกิดมีขึ้นมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของสมาธิย่อมมีเสื่อม มีเจริญ 

เหตุแห่งความเสื่อมของสมาธินั้นคือ ความประมาท ไม่ฝึกฝนให้ต่อเนื่องกัน หรือบางทีเราอาจจะทำผิดศีลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม ในเมื่อเป็นเช่นนั้น สมาธิก็ย่อมเสื่อมได้ เพราะเรื่องของสมาธิเป็นเรื่องของโลก เรื่องของโลกียวิสัย มีเสื่อมแล้วก็มีเจริญ เช่น อย่างผู้ที่บำเพ็ญสมาธิ ได้สำเร็จฌานสมาบัติเหาะเหินเดินอากาศได้ ถ้าประมาทขาดการสำรวมไปเกิดความยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ในขณะนั้นก็สามารถทำให้ฌานเสื่อมได้เหมือนกัน 

เช่น อย่างสามเณรที่ได้ฌานสมาบัติแล้ว เธอไปไหนมาไหนเธอก็เหาะไป ครูบาอาจารย์ก็เตือนว่า เณรอย่าประมาท เณรอย่าประมาท อันนี้ได้แก่เณรลูกศิษย์พระมหากัสสปะ เวลาท่านจะไปไหนท่านเข้าสมาธิ เข้าฌานสมาบัติ แล้วท่านก็อธิษฐานจิตเหาะไป อาจารย์ก็เตือนว่า อย่าประมาทนะเณร

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านไปธุระท่านก็เหาะไป พอเหาะไปได้สักครึ่งทาง พอดีสมาธิมันถอนออกมา ได้ยินเสียงสตรีร้องเพลงไปเกิดความกำหนัดยินดีในเสียงของสตรี กำหนดจิตเข้าฌานไม่ทัน ก็ตกลงมาจากกลางอากาศมาถึงดิน แต่ก็ไม่เป็นอันตรายเพราะว่ากำลังของฌานนั้นอุ้มเอาไว้ ที่นี้ในเมื่อมันเสื่อมอย่างนั้นแล้ว มันก็สามารถบำเพ็ญให้เกิดให้มีขึ้นมาได้

ผู้ที่ได้ฌานสมาบัติแล้วเสื่อมเพราะการทำผิด ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าในสมัยที่เป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญบารมีบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าหิมพานต์ แล้วก็มาสู่แดนมนุษย์เป็นครั้งคราว อยู่มาภายหลังเผลอไปทำผิดกับพระราชินีของพระเจ้าแผ่นดินนครหนึ่ง สมาธิก็เสื่อม ฌานก็เสื่อม ภายหลังพระเจ้าแผ่นดินท่านทรงทราบ ท่านก็ไม่ทรงเอาเรื่อง ท่านยกโทษให้ อโหสิกรรมให้ เมื่อได้รับการอภัยโทษแล้ว ท่านก็หนีมาบำเพ็ญสมาธิภาวนาอีก ก็สามารถได้สมาธิเข้าฌานสมาบัติเหาะไปอยู่ป่าหิมพานต์ได้

เพราะฉะนั้น สมาธิจะเสื่อมได้ด้วยเหตุ ๒ ประการ ความประมาท ไม่ปฏิบัติต่อเนื่องกัน คือไม่เป็นภาวิตา – อบรมมากๆ พหุลีกตา – ทำให้มากๆ ให้คล่องตัว ให้ชำนิชำนาญ..ก็เป็นทางเสื่อม 

เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญสมาธินี่จะต้องภาวิตา การอบรมให้มากๆ พหุลีกตา การทำให้คล่อง ให้ชำนิชำนาญ แม้ผู้สำเร็จพระอรหันต์แล้วภูมิจิต ซึ่งเรียกว่าสมาธินี้ ก็อ่อนกำลังลงได้ แต่ไม่ถึงขนาดที่เสื่อมสลายโดยไม่มีอะไรเหลือ 

ถ้าหากท่านผู้ที่เข้าฌานเข้าสมาธิได้คล่องตัว แต่ท่านไม่ฝึกฝนอบรม ท่านปล่อยตามบุญตามกรรม พลังของสมาธิหรือความชำนาญในการเข้าฌาน ให้คล่องแคล่วว่องไวนั้นมันก็เสื่อมลงเหมือนกัน

บางท่านอาจจะสงสัยว่าพระอรหันต์มีเสื่อมอยู่หรือ เรื่องของศีล สมาธิ ปัญญา มันเป็นเรื่องโลกๆ ไม่ใช่เรื่องโลกุตระ แต่มันก็เป็นอุปกรณ์เป็นเหตุเป็นปัจจัยหนุนส่งดวงจิตให้ดำเนินไปสู่ที่สุดคือพระนิพพาน อันนี้มันเป็นพลังที่เราจะสร้างขึ้นเท่านั้น

ในเมื่อเราสร้างพลังพร้อมแล้ว บรรลุถึงพระนิพพานหมดกิเลสแล้ว สิ่งเหล่านี้มันก็ไม่มีความหมาย สิ่งที่พระอรหันต์ไม่เสื่อมก็คือความหมดกิเลส กิเลสที่ท่านทำให้บริสุทธิ์สะอาด จิตที่เคยมีกิเลส ท่านชำระให้บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากกิเลสแม้ธุลีก็ไม่มีเหลืออยู่ในจิตของท่าน ความหมดกิเลสนั้นไม่รู้จักเสื่อม

เพราะฉะนั้นการตรัสรู้กับความเป็นพระอรหันต์มันคนละอย่าง เช่นอย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้นี่ ตรัสรู้เป็นโลกวิทูก็ดี ตรัสรู้จุตูปปาตญาณการจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลายก็ดี ตรัสรู้กิเลสอันเป็นเหตุเป็นพิษเป็นภัยที่ยังสัตว์ให้ข้องอยู่ในวัฏสงสารก็ดี อันนี้มันเป็นแต่เพียงอารมณ์จิต เป็นฐานสร้างจิตให้มีพลังงานเพื่อที่จะได้ขจัดกิเลสที่มีอยู่ในจิตให้หมดไป

แต่ในเมื่อกิเลสหมดสิ้นไปแล้ว ความรู้ทั้งหลายเหล่านั้นมันก็ไม่มีความหมายสำหรับผู้ที่สำเร็จแล้ว นอกจากท่านจะเอาเป็นเครื่องมือเพื่ออบรมสั่งสอนคนอื่นให้ปฏิบัติตาม เพื่อจะได้ไปสู่มรรคผลนิพพานตามแนวทางของท่านเท่านั้นเอง

แต่ความหมดกิเลสนั้นพระอรหันต์คือผู้ขจัดกิเลส ผู้ฆ่ากิเลส กิเลสน้อยใหญ่ที่มีอยู่ในจิตในใจตัดขาดไปด้วยพลังของพระอรหัตมรรค เมื่อพระอรหัตมรรคตัดกิเลสให้ขาดสะบั้นไปแล้ว กิเลสนั้นก็ไม่ย้อนกลับมาทำให้ท่านเสื่อมอีก คือไม่กลับมาทำให้ท่านเป็นผู้มีกิเลสอีกนั้นเอง – 003

………………………..

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา คัดลอกจากลานธรรมจักร https://bit.ly/3hQ418q

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘อย่านับขั้นสมาธิ’…มันจะก้าวไประดับไหนก็คือสมาธิอันเดียว : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 9, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/640210

'อย่านับขั้นสมาธิ'...มันจะก้าวไประดับไหนก็คือสมาธิอันเดียว : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันอังคาร ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.27 น.

สมาธิมีขั้นเดียว คือสมาธิ มันจะก้าวไประดับไหน ก็คือสมาธิอันเดียว อย่าไปนับขั้นนับตอนอะไร ขอให้มันเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วเราละบาปได้หรือเปล่า..ศีล ๕ เราบริสุทธิ์หรือเปล่า.. เอากันที่ตรงนี้เป็นเครื่องตัดสิน

เรื่องของสมาธิใครจะไปถึงขั้นใดตอนใดถ้าจิตไม่บริสุทธิ์ไม่มีทาง ในสังคมของพุทธบริษัทที่เราต้องวุ่นวายกันอยู่นี่เพราะศีลมันไม่เสมอกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้า พระสงฆ์นี่ องค์หนึ่งกินนมตอนเย็นได้แต่อีกองค์หนึ่งกินไม่ได้ พอมาเจอกันเข้าท่านก็เถียงกัน

องค์หนึ่งจับจ่ายใช้สอยด้วยมือตนเองไม่ได้ แต่อีกองค์หนึ่งทำได้มาเจอกันเข้าท่านก็เถียงกัน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าการปกครองบ้านเมืองปกครองศาสนาบ้านเมืองกฎหมายรัฐธรรมนูญนั่นแหละเป็นหลักสำคัญทางศาสนาศีลคือวินัยเป็นหลักสำคัญ

กฎหมายก็ดี ศีลคือวินัยก็ดีเป็นหลักที่เราจะปรับความประพฤติให้มีพื้นฐานเท่าเทียมกันถ้าเราไปยิ่งหย่อนกว่ากันแล้วก็มีการปรักปรำกัน แต่ทางกฎหมายปกครองบ้านเมืองในเมื่อมีคดีเกิดขึ้นก็ต้องมีโจทก์มีจำเลย มีหลักฐานพยานแต่ศีลคือวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัตินี่ตัวเองเป็นโจทก์ตัวเอง ตัวเองเป็นจำเลยตัวเองตัวเองเป็นหลักฐานพยานตัวเองคือตัวเองต้องพิจารณาตัวเองว่ามีความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์

เพราะฉะนั้น เราปฏิบัติสมาธิจิตของเราจะไปถึงสมาธิขั้นใดตอนใด กี่ขั้นกี่ตอนก็ตามผลลัพธ์ก็คือว่าเราละความชั่ว นี่มันอยู่ที่ตรงนี้ ทีนี้หลักการพิสูจน์ว่าเราละความชั่วได้หรือเปล่าถ้าสมมติว่าเรามีครอบครัวเราไม่แอบไปหากำไรนอกบ้าน นั่นแสดงว่า เราบริสุทธิ์แล้ว ดูกันง่ายๆ อย่างนี้ อย่าไปดูให้มันลึกนัก สำคัญที่ปัจจุบัน

…………………………………

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา คัดลอกจาก https://bit.ly/35ZkrZs

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘สมถกรรมฐาน’ มีจุดมุ่งหมายที่จะระงับนิวรณ์ ๕ ประการ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 8, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639938

'สมถกรรมฐาน' มีจุดมุ่งหมายที่จะระงับนิวรณ์ ๕ ประการ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันจันทร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.17 น.

ภาวนาพุทโธไปจนกว่าจิตจะสงบ มีความสว่าง มีปีติ มีความสุข อันเป็นสมาธิขั้นสมถกรรมฐาน มีจุดมุ่งหมายที่จะระงับนิวรณ์ ๕ ประการ คือ กามฉันทะ ความใคร่ในกามหรือความสุขสบาย พยาปาทะ ความพยาบาทเคียดแค้น ถีนะมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญ วิจิกิจฉา ความลังเล ไม่ตกลงใจที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมโดยเอาชีวิตเข้าแลก นี่คือจุดมุ่งหมายของการเจริญกรรมฐานขั้นสมถะ

กรรมฐานอันใดที่เนื่องด้วยบริกรรมภาวนา พุทโธ, สัมมาอรหัง, ยุบหนอพองหนอ เป็นวิธีการปฏิบัติสมถกรรมฐาน ใครปฏิบัติบริกรรมภาวนาอะไรก็ได้ จุดมุ่งหมายเพื่อระงับนิวรณ์ ๕ ให้สงบระงับไปจากจิตในขณะที่ภาวนาอยู่

กรรมฐานอันใดสามารถทำจิตให้สงบ สว่าง มีปีติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่ง จิตรู้ ตื่น เบิกบาน นิวรณ์ ๕ หายไปหมดสิ้น กรรมฐานอันนั้นเป็นกรรมฐานที่ถูกต้อง ใครจะภาวนาแบบไหนอย่างไรก็ตาม เมื่อสามารถทำจิตให้สงบนิ่งเป็นสมาธิ ขจัดนิวรณ์ ๕ ได้ เป็นการใช้ได้ทั้งนั้น

ดังนั้น ณ โอกาสต่อไปนี้ ขอเชิญท่านทั้งหลายจงบริกรรมภาวนา ใครคล่องตัวในการบริกรรมภาวนาพุทโธ ก็ว่า สัมมาอรหัง ก็เอา ยุบหนอพองหนอ ก็ใช้ได้ หลักสำคัญให้ขจัดนิวรณ์ ๕ ได้ เป็นจุดมุ่งหมายของการเจริญสมาธิขั้นสมถะ อันนี้สำหรับผู้ที่เริ่มต้น

สำหรับผู้ที่ภาวนาเก่งแล้ว จิตมีภูมิจิต ภูมิใจ มีภูมิธรรมเกิดขึ้น เมื่อภาวนาไป จิตเกิดมีความคิด ให้มีสติกำหนดตามรู้ความคิดเรื่อยไป สำหรับผู้ใหม่ ภาวนาพุทโธ พุทโธ เป็นต้น เมื่อจิตทิ้งพุทโธไปคิดอย่างอื่น ให้กลับมานึกพุทโธๆๆ ถ้าจิตสงบลงไปแล้ว หยุดว่าพุทโธ แต่มีปีติ มีความสุข นิ่ง ว่าง อยู่เฉยๆ ก็ปล่อยให้นิ่งว่างอยู่อย่างนั้น ถ้าหากเกิดความคิดขึ้นมา ปล่อยให้คิดไป แต่มีสติตามรู้ไปทุกขณะจิต นี่คือจุดเริ่มต้นของการภาวนา

อย่ากลัวติดสมถะ สมาธิขั้นสมถะนี่ต้องเอาให้ได้ ต้องพยายามบริกรรมภาวนาเอาให้ได้ ให้จิตสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน มีปีติ มีความสุข กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ นิวรณ์ ๕ หายไป ความฟุ้งซ่านรำคาญหายไป มีแต่ปีติและความสุขบังเกิดขึ้นในจิต

จิตมีปีติและความสุขเป็นภักษาหาร ผู้ภาวนาย่อมอยู่อย่างสงบเยือกเย็น หาความสุขอันใดจะเทียมเท่าความสงบจิตที่ประกอบด้วยปีติและความสุขไม่มีแล้ว ดังนั้น อย่ามองข้ามความสงบ อย่ามองข้ามสมาธิ ต้องให้เอาสมาธิให้ได้ อย่าไปกลัวจิตจะติดสมาธิ ถ้าจิตไปติดความสงบ ติดสมาธิ ดี ดีกว่าไปติดอย่างอื่น ให้มันติดสมาธิ ติดความสงบเอาไว้ก่อน อย่าไปกลัว บางทีบางท่านภาวนาพุทโธแล้วกลัวจิตจะติดสมถะ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังไม่เคยเป็นสมถะ จิตยังไม่สงบเป็นสมถะ ยังไม่สงบเป็นสมาธิ แต่ไปกลัวจิตจะติดเสียก่อนแล้ว ในเมื่อเกิดกลัวขึ้นมา จิตก็ไม่เป็นสมาธิ เมื่อไม่เป็นสมาธิ วิปัสสนาก็ไม่มี ต้องเอาจิตให้เป็นสมาธิก่อน อันนี้สำหรับผู้ปฏิบัติเบื้องต้น ต้องยึดอันนี้เป็นหลัก 

…………………………………

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา คัดลอกจาก https://bit.ly/3hGfsjc   –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘สมถะ-วิปัสสนากัมมัฏฐาน’ ภาคปฏิบัติ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639591

'สมถะ-วิปัสสนากัมมัฏฐาน' ภาคปฏิบัติ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันเสาร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.12 น.

ณ โอกาสต่อไปนี้ ขอทุกท่านได้โปรดตั้งใจฟังธรรม และก่อนอื่นขอเชิญท่านทั้งหลายเตรียมนั่งสมาธิตามแบบที่เคยได้ฝึกหัดอบรมมาแล้ว ขอทุกท่านจงเตรียมหาที่นั่งให้เป็นที่สบาย นั่งตามอัธยาศัย ในท่าใดที่เห็นว่าเป็นท่าที่สบายก็ขอได้โปรดนั่ง จะนั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาวางทับมือซ้ายไว้บนตักก็แล้วแต่จะสะดวก บัดนี้ ท่านทั้งหลายได้เตรียมท่านั่งสมาธิเป็นที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ต่อไปขอให้นึกถึงพระบรมครูและพระธรรมคำสอนตลอดจนสาวกของพระพุทธองค์ ด้วยคำว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วน้อมจิตน้อมใจนึกว่า พระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระอริยสงฆ์ก็ดี อยู่ในจิตของเราเท่านั้น แล้วเราจะสำรวมเอาที่จิตอย่างเดียว จงทำจิตของตัวเองให้เป็นกลาง อย่าส่งไปข้างซ้ายข้างขวา ศูนย์กลางของจิตอยู่ที่ตรงไหน อยู่ส่วนกลางของกาย แล้วกำหนดรู้ลงที่นั่น สำรวมในจิตนึกบริกรรมภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ เพียงคำเดียว

ในขณะที่นึกบริกรรมภาวนาพุทโธอยู่ เพียงแต่ประคองจิต ให้นึกอยู่ที่พุทโธ ให้พุทโธอยู่ที่จิต แล้วพยายามนึกพุทโธให้ติดต่อกัน อย่าให้มีช่องว่าง แล้วก็นึก พุทโธ พุทโธ พุทโธ อยู่อย่างนั้น ต่อไปนี้ขอให้ท่านกำหนดจิตนึกบริกรรมภาวนาพุทโธ พุทโธ พุทโธ ไปสักพักหนึ่ง เพียงแต่นึกพุทโธด้วยความเบา ๆ สลัดความนึกคิดที่จะให้จิตสงบ หรือความอยากรู้อยากเห็นอะไรต่าง ๆ ออกให้หมด หน้าที่มีเพียงแค่นึกพุทโธอยู่อย่างเดียว เท่านั้น

สติก็ไม่ต้องไปตั้ง เมื่อเราตั้งใจจะนึกพุทโธแล้ว สติมาเอง เพราะเราตั้งใจจะนึกพุทโธ เมื่อท่านนึกพุทโธ บริกรรมภาวนาอยู่ ชั่วขณะหนึ่ง เมื่อจิตมีอาการเคลิ้ม ๆ เหมือนกับจะง่วงนอน อย่าไปทำความแปลกใจ เอะใจ หรือตกใจ เพราะอาการอย่างนั้น ให้ประคองจิต นึกบริกรรมพุทโธ พุทโธ พุทโธ เรื่อยไป เมื่อจิตมีอาการวูบวาบ ก็อย่าไปตกใจใด ๆ ทั้งนั้น ทำสติประคองจิตรู้อยู่เฉย ๆ แม้จิตจะมีอาการวูบลงไป ก็อย่าไปตกใจ ถ้าจิตของท่านยังนึกบริกรรมภาวนาพุทโธอยู่ ก็บริกรรมภาวนาเรื่อยไป

จนกระทั่งจิตนึกบริกรรมภาวนาเอง โดยไม่ได้ตั้งใจ ในตอนแรกเราตั้งใจนึกพุทโธ พุทโธ พุทโธ แต่เมื่อจิตอยู่กับพุทโธ พุทโธอยู่กับจิต ไม่พรากจากกัน จิตของเราจะนึกบริกรรมภาวนาพุทโธเอง โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเป็นเช่นนั้น แสดงว่าการบริกรรมภาวนาของเรากำลังเริ่มจะได้ผล เมื่อจิตบริกรรมภาวนาเองโดยไม่ต้องตั้งใจ เขาย่อมบริกรรมภาวนาเองโดยอัตโนมัติ แสดงว่าจิตของผู้บริกรรมภาวนามีองค์ของฌาน คือมี วิตก กับ วิจาร เมื่อผู้ภาวนาได้วิตก วิจาร เป็นองค์ประกอบของการภาวนา จิตของผู้ภาวนาย่อมจะมีความซึมซาบดูดดื่ม ในบริกรรมภาวนานั้น แล้วจะมีอาการ เอิบอิ่มใจ มีอาการดูดดื่มอยู่กับบริกรรมภาวนานั้น

ในช่วงนี้ผู้ภาวนาอาจจะเกิดมีอาการขนลุกชูชัน ร่างกายโยกโคลงหรือตัวสั่น ๆ รู้สึกว่ามีกายเบา จิตเบา กายเริ่มมีความสงบ จิตเริ่มมีความสงบ ความกระวนกระวายและความฟุ้งซ่านแห่งจิต ลดน้อยลงหรือหมดไป ยังเหลือแต่จิตที่จดจ้องอยู่ที่บริกรรมภาวนา ความมีปีติย่อมบังเกิดขึ้น เมื่อปีติบังเกิดขึ้น ความสุขอันเป็นผลพลอยได้ย่อมบังเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว ผู้ภาวนาจะรู้สึกว่ามีกายเบา มีจิตเบา มีกายสงบ มีจิตสงบ กายสงบคือสงบจากความทุกขเวทนา หายความปวด หายความเมื่อย หายความฟุ้งซ่านรำคาญ จิตก็ปลอดโปร่ง ไม่ฟุ้งซ่าน กระวนกระวาย ในขั้นนี้บางครั้ง จิตของผู้ภาวนาจะรู้สึกว่ามีความสว่างไสว แต่บริกรรมภาวนาอาจจะยังอยู่ ยังไม่หายไป จิตยังนึกบริกรรมภาวนาเอง แต่รู้สึกแผ่วเบาเข้า อาการหายใจค่อยละเอียดลง ละเอียดลง จนกระทั่งจิตปล่อยวางบริกรรมภาวนาไปนิ่งว่างอยู่เฉย ๆ จิตดื่มรสของปีติและความสุข ความสงบกายและความสงบจิตละเอียดยิ่งขึ้น

เมื่อจิตปล่อยวางบริกรรมภาวนา ในบางครั้งจิตจะว่างอยู่เฉย ๆ มีแต่ความสว่างว่างอยู่เท่านั้น ในบางครั้งจิตจะยึดลมหายใจเข้า-ออกเป็นสิ่งรู้ แล้วก็ทำสติระลึกอยู่กับสิ่งนั้น ผู้ภาวนากำหนดเอาลมหายใจเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เมื่อจิตกำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจ ในบางครั้งการหายใจอาจจะแรงขึ้น บางครั้งการหายใจอาจจะแผ่วเบาลง บางครั้งรู้สึกคล้าย ๆ ลมหายใจจะหายขาดไป อาการทั้งหลายเหล่านี้ เป็นอาการที่จิตกำลังเริ่มจะแสดงความสงบอย่างละเอียด ผู้ภาวนาไม่ควรตกใจ หรือเอะใจใด ๆ ทั้งสิ้น หน้าที่ของเรามีแต่ประคองจิต ให้รู้อยู่ที่ลมหายใจ ทำสติระลึกอยู่กับลมหายใจ แม้ว่าลมหายใจจะหายขาดไปก็ไม่ควรจะตกใจ

ในที่สุดแม้ร่างกายจะหายไปหมด ก็ไม่ควรจะตกใจ แต่โดยส่วนมาก ถ้าลมหายใจหายขาดไป ร่างกายหายไปในความรู้สึก จิตย่อมจะไม่มีความหวั่นไหวและไม่มีความเอะใจ เพราะกายหายไปแล้ว จิตไม่มีประสาทสำหรับใช้ความคิด มีแต่จะไปสงบนิ่งว่างอยู่เฉย ๆ แล้วจิตสงบละเอียด ไม่รู้สึกว่ามีตัวมีตน มีแต่จิตดวงเดียวล้วน ๆ สงบนิ่งสว่างไสวอยู่ ในตอนนี้เรียกว่าจิตเข้าสู่อัปนาสมาธิ

จิตเข้าสู่อัปนาสมาธิในขั้นแรก เป็นปฐมจิต เป็นปฐมวิญญาณ เป็นมโนธาตุ ยังไม่มีพลังเพียงพอที่จะปฏิวัติตนไปสู่ภูมิความรู้ ได้แต่นิ่งว่าง สว่างอยู่เฉย ๆ แต่ถึงกระนั้นก็ยังทำให้ผู้ภาวนาหายความสงสัยข้องใจในปัญหาที่ว่าสมาธิคืออะไร เพราะเมื่อจิตสงบลงไปแล้ว ผู้ภาวนาย่อมรู้ว่านี่คือสมาธิ นี่คือความสงบของจิตขั้นสมถะ แม้ว่าจิตจะยังไม่เกิดความรู้ใด ๆ ขึ้นมาก็ตาม แต่หากเป็นฐานที่สร้างพลังของจิต 

เมื่อผู้ภาวนามาฝึกอบรมจิตให้มีความสงบนิ่ง อย่างนี้หลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ คราว ผู้ภาวนาจะสามารถกำหนดวิถีจิตของตนเอง ตั้งแต่เริ่มแรก ที่เราเริ่มนึกถึงบริกรรมภาวนา จะกำหนดได้ว่าสมาธิในขั้นต้นต้องมี วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคตา สมาธิที่สงบลงไปในระดับกลาง ๆ จะปล่อยวางวิตก วิจาร ยังเหลือแต่ปีติ สุข กับเอกัคตา สมาธิที่ละเอียดเข้าไปหน่อย จะปล่อยวางปีติ ยังเหลือแต่สุขกับเอกัคตา

ในขั้นนี้ กายยังปรากฏอยู่อย่างละเอียด สมาธิขั้นละเอียดจะปล่อยวางความสุข ยังเหลือแต่เอกัคตากับอุเบกขา ตอนนี้กายหายไปหมดแล้ว เมื่อกายหายไปหมดแล้ว ความสุขไม่ปรากฏ ความทุกข์ก็ไม่ปรากฏ มีแต่ความเป็นกลาง เป็นกลางโดยไม่มีสุข โดยไม่มีทุกข์ เป็นกลางโดยที่จิตไม่ได้อาศัยอะไรเป็นอารมณ์ เป็นตัวของตัวเองโดยเด็ดขาด ไม่ได้พึ่งพาอาศัยอารมณ์อันใดเป็นเครื่องยึด จิตเป็นตัวของตัวเอง ยึดตัวของตัวเองเป็นสิ่งรู้โดยอัตโนมัติ เพราะจิตรู้อยู่ในจิต แล้วสว่างไสวเบิกบานแจ่มใสอยู่ นี่คือพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ดังคำที่เราได้สวดมนต์ไปแล้ว เมื่อจิตเข้าไปสู่สมถะในตอนต้น ๆ ซึ่งจิตยังไม่มีพลังงาน ก็จะได้แต่นิ่งอยู่เฉย ๆ อันนี้คือวิถีจิตที่เดินตรงเข้าไปสู่ความเป็นสมาธิอย่างละเอียดในขั้นสมถะกรรมฐาน หรือเรียกว่า อัปนาสมาธิ

ทีนี้ตั้งแต่วิถีจิตที่เดินมาตั้งแต่สมาธิขั้นต้น ตอนต้น ๆ ที่เรานึกถึงบริกรรมภาวนา จนกระทั่งจิตดำเนินมาสู่ความสงบนิ่ง โดยไม่มีอะไรเหลือ มีแต่ตัวรู้ปรากฏอยู่เท่านั้น ช่วงระหว่างกลาง ๆ บางทีอาจจะเกิดมีประสบการณ์ขึ้นในระหว่างนั้น เช่น เมื่อผู้บริกรรมภาวนาจิตสงบสว่างลงไปนิดหน่อย เมื่อกระแสจิตส่งออกไปข้างนอก ย่อมจะรู้เห็นนิมิตต่าง ๆ เช่น รูปคน รูปสัตว์ ภูตผี ปีศาจ หรือภาพนิมิตต่าง ๆ ซึ่งจะปรากฏให้รู้ให้เห็นเปรียบเหมือนกับเวลาที่เราดูหนังอยู่ในจอ หรือบางทีอาจจะปรากฏนิมิตคล้าย ๆ กับว่าตัวเรานี้เดินออกจากร่าง แล้วก็ไปเที่ยวอยู่ตามภูเขาเลากาป่าดง ไปมองเห็นปราสาทวิมานที่สวยงาม เห็นเทวดาเทพบุตรอินทร์พรหม อันนี้เป็นนิมิตซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่จิตส่งกระแสออกไปข้างนอก

เมื่อจิตเกิดมีนิมิตขึ้นมาอย่างนี้ ถ้าหากว่าผู้ภาวนาต้องการอยากจะรู้เห็นอะไร เช่น นรก สวรรค์เป็นต้น เมื่อน้อมจิตนึกถึงนรกก็จะเห็นนรก น้อมจิตนึกถึงสวรรค์ก็จะเห็นสวรรค์ น้อมจิตนึกถึงบิดามารดา ปู่ย่าตายายที่ล่วงลับดับหายไปแล้ว ก็จะเห็นท่านเหล่านั้น อันนี้เป็นเรื่องการภาวนาเห็น

แม้ว่าการเห็นอันนี้ ผู้ภาวนาที่มีความฉลาดสามารถที่จะยับยั้งความรู้สึกไม่ให้หลงในนิมิตนั้น ๆ เขาจะกำหนดหมายเพียงแค่ว่านิมิตทั้งหลายเหล่านั้นเป็นแต่เพียงอารมณ์ สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ ย่อมจะประคองจิตดูเฉยอยู่โดยไม่ไปเกาะติดหรือยึดสิ่งที่มองเห็นนั้น ๆ ว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เขาจะประคองจิตให้มีสติรู้เฉยอยู่ แม้ว่านิมิตนั้น ๆ จะแสดงอาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ผู้ภาวนาที่มีสติสัมปชัญญะดีพอสมควรจะไม่หลงติดนิมิตนั้น ๆ เพียงแต่ถือเป็นอารมณ์เครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติเท่านั้นเอง

เมื่อจิตไม่ไปยึดกับสิ่งเหล่านั้น จิตก็ไม่ส่งกระแสออกไปข้างนอก เมื่อจิตยึดสิ่งนั้นเป็นสิ่งรู้ของจิตแล้วก็เป็นสิ่งระลึกของสติ กำหนดรู้เฉยอยู่ ผู้ภาวนาจะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏนั้น เพราะสิ่งที่ปรากฏนั้นย่อมมีเกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงและดับไป บางทีเป็นรูปคนรูปสัตว์ ถ้ากำหนดดูเฉย ๆ อสุภนิมิตจะปรากฏขึ้นกับผู้ภาวนา บางทีคนและสัตว์ที่มองเห็นนั้นอาจจะแสดงอาการล้มตายลงไป แล้วก็ขึ้นอืดเน่าเปื่อยผุพังไปตามธรรมชาติของคนตายหรือสัตว์ตาย ในที่สุดเนื้อหนังผุพังไปหมดยังเหลือแต่โครงกระดูก โครงกระดูกก็จะสลายตัวไป เป็นเหตุให้ผู้ภาวนาได้สติปัญญา 

พิจารณารู้อสุภกรรมฐาน ถ้าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นหายสาปสูญจมไปในดิน ในน้ำ ในลม ในไฟ ผู้ภาวนาก็จะได้รู้ธาตุกรรมฐาน คือรู้ว่า ร่างที่มองเห็นนั้นเป็นสักแต่ว่าธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ หาความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ไม่มี แล้วเมื่อจิตมีพลังงานพอที่จะน้อมสิ่งเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับตนเองโดยอัตโนมัติ เค้าก็จะน้อมสิ่งเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับตัวเอง โดยจะได้ความรู้ขึ้นมาว่า สัตว์ทั้งหลายเขาล้มตายไปแล้ว แล้วสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นที่สุด บัดนี้เขามาตายให้เราดู เขาทั้งหลายเหล่านั้นได้ตายไปแล้ว เรากับเขาก็จะกลายเป็นประเภทเดียวกัน มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เช่นเดียวกัน ความตายเช่นนี้จะต้องมาถึงเราในวันใดวันหนึ่ง หรือโอกาสใดโอกาสหนึ่ง

เมื่อจิตมีความรู้สึกขึ้นมาอย่างนี้ เป็นอาการที่จิตน้อมเอาธรรมเข้ามาในตน ซึ่งเรียกว่า โอปนยิโก เมื่อน้อมเข้ามาถึงตนแล้ว จิตจะรู้สึกว่า มองเห็นความตายของตัวเอง ในขั้นแรก ๆ ก็จะมีความรู้สึกว่าเราก็จะตายเหมือนอย่างเขา ในเมื่อจิตมีความเชื่อมั่น มีศรัทธาว่าเราจะตายจริง แล้วจิตของเราก็จะแสดงอาการตาย คือแสดงอาการเคลื่อนจุติออกจากร่าง แล้วก็ไปลอยเด่นเอกเทศอยู่ส่วนหนึ่ง ยังเหลือแต่ความว่าง แล้วภายหลังจะมองย้อนมาดูกายของตัวเอง มองเห็นกายของตัวเองนอนตายเหยียดยาวอยู่ แม้แต่ผ้าผ่อนท่อนสไบที่เคยนุ่งห่มก็จะเปลือยเปล่าไปหมด แล้วร่างกายก็จะปรากฏนิมิตให้เห็น แสดงอาการขึ้นอืด น้ำเหลืองไหล เนื้อหนังหลุดไปทีละชิ้นสองชิ้น ในที่สุดก็ยังเหลือแต่โครงกระดูก มองเห็นโครงกระดูกเป็นนิมิตอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนเป็นอุคหนิมิต

แล้วบางครั้งโครงกระดูกอาจจะหลุดออกจากกันเป็นชิ้นใครชิ้นเรา แล้วก็หักเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ จนกระทั่งแหลกละเอียด เป็นผงโปรยอยู่เหนือพื้นแผ่นดิน แล้วก็หายลงไปในพื้นแผ่นดิน เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้ภาวนาก็จะรู้ว่า ร่างกายของเรานี่ มีแต่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่การรู้ในขณะนั้นจะรู้อยู่ในที โดยไม่มีภาษาที่จะพูด แต่ความรู้ของจิตนั้นมันจะซึ้งลงไป รู้ตลอดทั่วหมดทุกสิ่งทุกอย่างว่าอะไรเป็นอะไร แต่เขาจะไม่พูดและจะไม่นึกไม่คิดอะไรทั้งสิ้น ไอ้เจ้าดวงจิตที่สงบสว่างไสวก็นิ่งอยู่เฉย ๆ ร่างกายที่แสดงอาการขึ้นอืดเน่าเปื่อยผุพังจนสลายตัวเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ ก็เป็นไปตามเรื่องของใครของเรา จิตก็อยู่ส่วนจิต ส่วนกายที่เป็นไปก็อยู่ส่วนกาย แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด แล้วในที่สุดผืนแผ่นดินก็จะหายวับไปหมด ยังเหลือแต่สภาพจิตที่สว่างไสวอยู่

ถ้าหากว่าจิตดวงนี้ไปติดสมถะ ติดความสงบ ติดฌาน ก็จะนิ่งว่างสว่างเฉยอยู่ โดยไม่ย้อนกลับมามองดูสิ่งที่ไปรู้ไปเห็นมาอีก แล้วเมื่ออยู่จนพอสมควรแล้วก็จะถอนจากสมาธิออกมาเลย แต่ถ้าจิตดวงนี้ไม่ติดสมถะหรือไม่ติดความสบายในความว่าง พอผืนแผ่นดินหายไปแล้ว ผืนแผ่นดินก็จะปรากฏขึ้นมาให้มองเห็นอีก ผงกระดูกที่หายสาปสูญไปในผืนแผ่นดินก็จะโผล่ขึ้นมาอีก เมื่อโผล่ขึ้นมาแล้วก็จะเกาะกันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนกระทั้งประติดประต่อกันเป็นชิ้นกระดูกครบสมบูรณ์ แล้วก็จะมาประสานกันเป็นโครงร่างขึ้นมาอีก เมื่อประสานกันเป็นโครงร่างสมบูรณ์แล้ว เนื้อจะเริ่มงอกระหว่างข้อต่อของกระดูก กระดูกต่อกันอยู่ที่ตรงไหน เนื้อจะเริ่มงอกขึ้นในจุดนั้น แล้วก็ลามไปจนทั่ว 

ทั่วร่างกายคือโครงกระดูกนั้น แล้วเนื้อจะงอกออกมาสมบูรณ์เต็มที่เป็นรูปเป็นร่างโดยสมบูรณ์ แต่ยังปราศจากหนังห่อหุ้ม ผู้ภาวนาจะมองเห็นร่างขอตัวเอง เหมือนถูกลอกหนังออกหมดแล้ว แล้วในที่สุดเนื้อที่มองเห็นเป็นสีแดง ฉาบไปด้วยเลือดน้ำเหลือง น้ำหนองต่าง ๆ ก็จะค่อยแห้งเกรียมเข้าไปทุกที ๆ ในที่สุดผิวหนังจะปรากฏขึ้นห่อหุ้มร่างกาย เมื่อผิวหนังปรากฏห่อหุ้มร่างกายสมบูรณ์แล้ว ขน เล็บ ฟัน หรือผมก็จะปรากฏขึ้นมาเป็นรูปร่างโดยสมบูรณ์

พอร่างขึ้นมาได้ขนาดนี้ บางทีก็ถอยออกจากสมาธิ พอถอยออกจากสมาธิมาแล้ว พอรู้สึกว่ามีกาย ย่อมเกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นมา แล้วจิตจะย้อนไปทบทวนความเป็นภายในขณะที่รู้เห็นนั้นตั้งแต่ต้นจนปลาย เค้าจะพิจารณาทบทวนของเค้าไปเองโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเขาพิจารณาทบทวนสิ่งที่เขารู้เขาเห็นโดยอัตโนมัติ ในที่สุด เมื่อเขารู้แจ้งเห็นจริงและยอมรับสภาพความเป็นจริงที่ปรากฏขึ้นนั้น แล้วเขาจะตัดกระแสแห่งความรู้โดยสมมติบัญญัติว่าอะไรเป็นอะไร เข้าไปสู่ความสงบนิ่งว่างอีกทีหนึ่ง ในตอนนี้ปีติและความสุขจะบังเกิดขึ้นอย่างมหาศาล จนกระทั่งจิตปล่อยวางปีติ ความสุข เข้าไปสู่ความเป็นหนึ่ง คือเอกัคตา

เมื่อจิตนิ่งว่าง สว่างอยู่ในความเป็นหนึ่ง ปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดย่อมจะเกิดขึ้นแก่จิตของผู้ปฏิบัติ โดยภายในจิตของเค้าจะมีความสงบนิ่ง สว่าง แต่จะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาวิ่งวนรอบจิตของเค้า เปรียบเหมือนกับกลุ่มเมฆหมอก จิตของเค้าจะสงบนิ่งว่างอยู่ในท่ามกลาง โดยไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้น ๆ แล้วจะทรงตัวอยู่ในสภาพที่เป็นปรกติ คือสงบนิ่งอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ปรากฏการณ์ให้รู้ให้เห็นอย่างละเอียดนั้น คือสภาวะธรรมขั้นละเอียด สภาวะที่ปรากฏขึ้นนั้น ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไอ้เจ้าจิตตัวรู้นี้ก็จะรู้นิ่งอยู่เฉย ๆ ไม่หวั่นไหวตามอาการนั้น ๆ อาการของความยินดีไม่มี ความยินร้ายไม่มี อาการที่จะรู้สึกนึกคิดอะไรไม่มีทั้งนั้น แต่อะไรปรากฏการณ์ขึ้นมาจิตรู้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นการรู้อย่างไม่มีสมมติบัญญัติ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น โดยเนื้อแท้ของสัจธรรมแล้ว สัจธรรมของจริงที่ปรากฏกับจิตผู้ปฏิบัติ ย่อมไม่มีชื่อเสียงเรียงนามจะเรียกว่าอะไร

เจ้าจิตก็ไม่เรียกตัวเองว่าจิต สิ่งที่จิตรู้เค้าก็ไม่เรียกว่าอารมณ์หรือสิ่งใดทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปโดยอัตโนมัติ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างมีปรากฏการณ์ ต่างคนต่างรู้ รู้อย่างไม่มีสมมติบัญญัติ คือไม่มีชื่อเสียงเรียงนามจะเรียกว่าอะไร ระดับนี้จิตของผู้ปฏิบัติถีบตัวขึ้นไปอยู่เหนือโลก อยู่ในขั้นแห่งโลกุตระ

ภูมิธรรมะที่เกิดขึ้นในขั้นโลกกุตระขั้นเหนือโลกนั้น ย่อมเป็นของจริงที่อยู่เหนือสมมติบัญญัติ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาไม่มี มีแต่สิ่งที่ปรากฏการณ์อยู่ตลอดเวลา ไม่มีโดยไม่มีภาษาที่จะเรียก อสุภกรรมฐานความสกปรกโสโครก ปฏิกูลไม่มี เพราะไม่มีภาษาที่จะเรียก ดินน้ำ ลม ไฟ ไม่มี เพราะไม่มีภาษาที่จะเรียกว่าอะไร แต่สิ่งนั้นเป็นปรากฏการณ์อยู่โดยธรรมชาติ เป็นกฎแห่งความจริงที่ปรากฏโดยเด่นชัด เพราะฉะนั้นการพิจารณาธรรมในขั้นโลกีย์ ย่อมมีสมมติบัญญัติ เช่นเราจะพิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก เราน้อมนึกพิจารณาจนกระทั่งจิตยอมรับว่าเป็นสิ่งปฏิกูลจริง ๆ แต่ถ้าจิตสงบละเอียดลงไปแล้วรู้ความปฏิกูลนั้น ๆ แม้จะมองเห็นเป็นสิ่งที่น่าเกลียดสักเท่าไหร่ก็ตาม สกปรกเท่าไหร่ก็ตาม เนื่องจากจิตไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าอะไรเป็นอะไร เพราะรู้อย่างไม่มีสมมติบัญญัติ ความรู้สึกปฏิกูลน่าเกลียดในขณะนั้นจะไม่มี

เพราะโดยธรรมชาติของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ ในเมื่อเรารู้จริงเห็นจริงแล้ว คำว่าน่าเกลียดก็ไม่มี ความน่าชอบน่ารักก็ไม่มี คำว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาก็ไม่มี มันมีแต่ปรากฏการณ์โดยธรรมชาติพอเหมาะพอดีกัน มีอยู่เป็นอยู่อย่างนั้นตลอดกาล สิ่งที่เป็นอยู่นั้นจะเรียกว่าอะไรในขณะนั้น จิตมันไม่เรียกจริง ๆ ถ้าอย่างนั้นพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ในเมื่อรู้แล้วเอาอะไรมาพูดให้เราฟัง เมื่อพระองค์รู้แล้ว แม้ในขณะที่ตรัสรู้อาจจะไม่มีภาษาที่จะเรียกว่าอะไรเป็นอะไร แต่เมื่อออกมาจากความรู้ความเห็นความเป็นเช่นนั้น พอสภาพจิตมันสัมผัสว่ามีร่างกาย จิตจะเริ่มมีเครื่องมือสำหรับใช้สอย คือกายเป็นเครื่องมือของจิต จิตย่อมจะเกิดความนึกคิดขึ้นมาทันที ในเมื่อเกิดความนึกคิดขึ้นมาแล้ว จิตก็จะย้อนไปพิจารณาสิ่งที่รู้เห็นในสมาธิขั้นละเอียด ตั้งเป็นภาษาสมมติบัญญัติขึ้นมาว่าอะไรเป็นอะไร เอาภาษาสมมติบัญญัติของโลกนี้แหละมาว่ากัน จะไปเอาภาษาเทวดาอินทร์พรหม หรือภาษาภูติผีปีศาจมาพูดก็ไม่รู้เรื่อง เพราะพระองค์จะแสดงธรรมให้มนุษย์ฟัง จึงเอาธรรมะจึงเอาภาษาของมนุษย์มาบัญญัติชื่อธรรมะที่พระองค์รู้ แล้วก็เอามาเล่าสู่บรรดาพุทธบริษัทฟัง เพราะเอาภาษามนุษย์มาพูด มนุษย์ฟังแล้วก็เข้าใจและรู้เรื่อง รู้เรื่องแล้วก็นำไปประพฤติปฏิบัติให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองได้ นี่คือวิถีความเป็นของจิตของนักปฏิบัติ

ทีนี้ เรามีวิธีการที่จะปฏิบัติต่อบริกรรมภาวนาอีกอย่างหนึ่ง ที่เล่า ๆ มานี้บางท่านอาจจะคิดว่า ทำไม้ ทำจิตให้ได้ถึงขนาดนั้นมันเป็นเรื่องยาก ยากจริง ๆ ตั้งแต่เริ่มภาวนามานี่ จิตยังไม่สงบขนาดถึงตัวหายเลย มีตั้งแต่ความฟุ้งซ่านรำคาญ บริกรรมภาวนาพุทโธ พุทโธ พุทโธ ประเดี๋ยวเดียวมันลืมพุทโธแล้ว ไปคิดอย่างอื่น พยายามมาตั้งหลายปีดีดัก มันก็ไม่สงบเป็นหนึ่ง ไม่มีปีติ ไม่มีความสุข ไม่ได้สมถะภาวนาซักที ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะคอยให้จิตของเรานี่สงบนิ่งเป็นสมาธิ มีสมถะ มีอัปนาสมาธิ ถ้าเกิดว่าเราทำไม่ได้แล้ว เราจะไม่ตายก่อนหรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น เรามีวิธีการที่จะต้องปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาข้อนี้

เมื่อเราบริกรรมภาวนาอยู่ ถ้าจิตของเราอยู่กับบริกรรมภาวนาเรื่อยไป ก็ปล่อยให้เขาอยู่กับบริกรรมภาวนานั้น แต่ถ้าเขาทิ้งบริกรรมภาวนาไปคิดถึงอย่างอื่น ก็ปล่อยให้เขาคิดไป แต่เราทำสติตามรู้ความคิดไปเรื่อย ๆ โดยถือเอาความคิดที่เกิดขึ้นเองนั่นแหละเป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ ทำสติกำหนดจดจ้องตามรู้ทุกวาระจิตที่เราคิด แล้วในที่สุดเมื่อสติมีพลังแก่กล้าขึ้น จะมีประสิทธิภาพพอที่จะรู้ทันเหตุการณ์ภายในจิต

สติรู้ทันวาระจิตที่คิดไปเมื่อไหร่ ความสงบจิตซึ่งเรียกว่าสมาธิย่อมเกิดขึ้น เกิดขึ้นแล้วก็มีปีติ มีความสุข มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตา เช่นเดียวกันกับบริกรรมภาวนา อันนี้วิธีปฏิบัติสำหรับบุคคลผู้ไม่สามารถที่จะทำจิตให้สงบเป็นสมาธิอย่างละเอียดได้ ทีนี้มีปัญหาอยู่ว่า เมื่อจิตทิ้งบริกรรมภาวนาไปคิดถึงอย่างอื่น แล้วเราไม่เอามาหาบริกรรมภาวนาอีก ปล่อยให้มันคิดไปมันจะไม่กลายเป็นความฟุ้งซ่านดอกหรือ

ในขั้นแรกนี่มันอาจจะเป็นความฟุ้งซ่าน แต่ถ้าเราฝึกหัดทำสติตามรู้อยู่ตลอดเวลา ความคล่องตัวของการกำหนดตามรู้ก็ย่อมจักมีขึ้น แล้วในที่สุดเมื่อเกิดมีการคล่องตัว มีความคล่องตัวของการกำหนด ทีแรกเราอาจจะตั้งใจกำหนดทำสติตามรู้ แต่เราฝึกจนคล่อง จนชำนิชำนาญ อาศัยการอบรมให้มาก ๆ ทำให้มาก ๆ ในที่สุดเพราะความเคยชินและความคล่องตัว สติของเราจะตามรู้วาระจิตของเราไปเอง โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ ก็แสดงว่า การภาวนาของเราเริ่มจะได้ผลแล้ว อันนี้วิธีการปฏิบัติสำหรับบุคคลผู้ไม่สามารถที่จะทำจิตให้สงบละเอียดได้

เรามีช่วงที่จะปฏิบัติสลับกันไป หนึ่ง บริกรรมภาวนาไว้ก่อน เมื่อจิตปล่อยทิ้งบริกรรมภาวนาไปคิดอย่างอื่น ปล่อยให้คิดไปจนสุดช่วงมันแล้วเราทำสติตามรู้ ถ้าหากว่าไปสุดช่วงมันแล้ว มันนิ่งว่างอยู่เฉย ๆ ไม่คิด อาการของสมาธิไม่เกิดขึ้น เราย้อนมาบริกรรมภาวนาอีกใหม่ เมื่อมันปล่อยวางคำบริกรรมภาวนาไปคิดอย่างอื่น ปล่อยให้คิดไป ทำสติตามรู้ไปดังที่กล่าวแล้ว ปฏิบัติสลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ โดยอาศัยการอบรมมาก ๆ ทำให้มาก ๆ ทำจนชำนิชำนาญ ทำ ๆ จนคล่องตัว แล้วสมาธิมันจะเกิดขึ้นเอง

และมีอีกปัญหาหนึ่งที่ควรจะทำความเข้าใจสำหรับผู้ที่บริกรรมภาวนาแล้วจิตสงบเป็นสมาธิ นิ่ง ๆ ๆ ๆ ไม่เกิดความรู้ ความเห็นอะไร เมื่อท่านสามารถทำจิตให้สงบนิ่งเป็นอัปนาสมาธิขั้นละเอียดได้แล้ว เมื่อจิตของท่านถอนออกมาจากสมาธิ พอมาสัมผัสรู้ว่าเรามีกาย ความคิดย่อมเกิดขึ้นทันที เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านอย่าละโอกาส รีบทำสติตามรู้ความคิดนั้นไปโดยนัยกล่าวแล้ว เมื่อทำสติจดจ้องตามรู้ความคิดไป ถ้าสติตามทันความคิด ความคิดจะกลายเป็นองค์ปัญญา เป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ ความคิดย่อมมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

เมื่อเรากำหนดเอาความคิดเป็นสิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ เมื่อสติแก่กล้ามีพลังเข้มแข็งขึ้น กลายเป็นสตินทรีย์ แล้วจิตของเราจะเกิดอนิจจสัญญา คือความสำคัญมั่นหมายว่าความคิดก็ไม่เที่ยง เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตก็จะดำเนินเข้าสู่ขั้นแห่งวิปัสสนากรรมฐานเองโดยอัตโนมัติ เมื่อทำจิตให้สงบนิ่งเป็นสมาธิได้ดี ถ้าหากสมาธิถอนขึ้นมาแล้ว เราไปมัวดีใจกับความสงบ เลยจะไปนึกว่าเราทำจิตให้สงบนิ่งเป็นสมาธิได้ดีแล้ว ดีแล้ว พอใจแล้ว ไปพอใจแต่เพียงแค่นั้น เมื่อจิตถอนออกมาเพราะความดีใจรีบกระโดดโลดเต้นออกจากที่นั่งสมาธิ ไม่ชะลอเวลาอยู่สักพักก่อน เราก็ได้เพียงแค่ความสงบ

แต่ถ้าเราชะลอเวลา ยังไม่รีบออกจากที่นั่งสมาธิ มาย้อนพิจารณาดูอีกทีหนึ่ง ตั้งแต่เริ่มต้น เราเริ่มนั่งสมาธิ เริ่มกำหนดอารมณ์ พิจารณาตรวจตราดูว่าจิตของเราเป็นอย่างไร สงบหรือไม่สงบ ผ่านอะไรเข้าไปบ้าง มีปีติ สุข เอกัคตามั้ย เพียงแค่นี้ก็เป็นอุบายทำให้เราเกิดสติปัญญา เมื่อเราพิจารณาทบทวนดูจนจบเรื่องที่เราพิจารณาแล้ว มายับยั้งจิตให้เฉยอยู่สักพักหนึ่ง เมื่อความคิดเกิดขึ้น รีบทำสติตามรู้ เอาสิ่งรู้นั้นเป็นอารมณ์ของจิต ทำสติตามรู้ไป เป็นการพิจารณาอารมณ์ในขั้นแห่งวิปัสสนากรรมฐาน

การปฏิบัติด้วยการบริกรรมภาวนาก็ดี การปฏิบัติด้วยการยกจิตขึ้นพิจารณาอะไรก็ดี เช่นพิจารณากายคตาสติ พิจารณารูปนามก็ดี หรือกำหนดจิตทำสติตามรู้ความคิดก็ดี การปฏิบัติตามแบบดังที่กล่าวมาจุดมุ่ง ก็เพื่อทำจิตให้เป็นสมาธิขั้นสมถะ เมื่อสมาธิขั้นสมถะไม่มี สมาธิไม่มี ฌานก็มีไม่ได้ ในเมื่อไม่มีฌานคือการเพ่งดูจิตและอารมณ์ ปัญญาก็มีไม่ได้ ปัญญาก็คือความคิด ถ้าเมื่อความคิดไม่มี สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ วิชชาความรู้แจ้งก็มีไม่ได้ หรือวิปัสสนาก็มีไม่ได้

เพราะฉะนั้นความสงบของจิตในขั้นสมถะกรรมฐาน จึงเป็นพื้นฐานให้เกิดวิปัสสนาปัญญา ความคิด หรือสติปัญญาที่เราตั้งใจคิด ที่เราเรียนรู้มาจากตำรับตำรา รู้มาจากการได้ยินได้ฟัง รู้มาจากการค้นการคิด อันนี้เป็นสติปัญญาธรรมดา แต่เมื่อจิตสงบลงแล้วจิตผุดเป็นความรู้ขึ้นมาจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้อันนั้นเรียกว่า สมาธิปัญญา

แต่นักปฏิบัติทั้งหลาย อย่าไปตั้งใจปฏิบัติเฉพาะเวลาเรานั่งหลับตาสมาธิหรือเดินจงกรม ให้พยายามทำสติกำหนดตามรู้ การยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ทุกลมหายใจ อันนี้เป็นจุดยืนของนักปฏิบัติ ถ้าหากเราเอาแต่เวลานั่งสมาธิเดินจงกรม เป็นการสำรวมจิต หรือเป็นการภาวนาเท่านั้น เราอาจจะนั่งสมาธิภาวนาวันละ 3-4 ชั่วโมง แต่หากเวลาที่เราปล่อยจิตปล่อยใจให้เป็นไปตามกิเลสและอารมณ์มากกว่านั้น จิตของเราจะไม่สามารถสร้างพลังขึ้นมาต่อต้านกับความรู้สึกฝ่ายข้างต่ำคือกิเลส

แต่ถ้าเราทำสติตามรู้การยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด อยู่ตลอดเวลา หรือทุกลมหายใจ เราจะได้ปฏิบัติธรรมอยู่ทุกลมหายใจ ทำสมาธิอยู่ทุกลมหายใจ ปฏิบัติสมถะวิปัสสนาอยู่ทุกลมหายใจ เราจะมีศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ทุกลมหายใจ การทำสติสังวรณ์ระวังคอยดูอยู่นั่นแหละคือวินัย ความมั่นใจต่อการที่จะกำหนดรู้กิเลสและอารมณ์ของตัวเองนั่น คือสมาธิ ความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเกิดขึ้น ดับไป ในขณะที่กำหนดอยู่ นั่นคือตัวปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา เกิดขึ้นได้ด้วยการทำสติ ตามรู้การยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม ทำ พูด คิด

ในขั้นแรก ๆ เราอาจจะลำบากหน่อย แต่เมื่อเราฝึกหัดอบรมบ่อย ๆ เข้า ทำให้มาก ๆ จนเกิดการคล่องตัว ภายหลังเราจะไม่ได้ตั้งใจกำหนดตามรู้สิ่งดังกล่าว แต่จิตของเราจะมีประสิทธิภาพ สติของเราจะมีประสิทธิภาพ ตามรู้ไปเองโดยอัตโนมัติ

วันนี้ขอกล่าวธรรมะเกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติในขั้นสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานพอเป็นคติเตือนใจและเป็นแนวดำริของท่านผู้ฟัง ก็เห็นว่าพอสมควรแก่กาละเวลา จึงขอยุติด้วยประการฉะนี้ – 003

…………………..

พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๒๗ 
คักลอกจากลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=2&t=23322

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639438

สมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.33 น.

ในสมัยปัจจุบันรู้สึกว่าประชาชนชาวพุทธทุกระดับชั้นมีความสนใจในการปฏิบัติธรรม ซึ่งคงจะเป็นที่เข้าใจและคงจะมีผู้พิสูจน์เห็นผลกันมาแล้วว่า การทำสมถะนั้นมีความจำเป็นคือมีความสำคัญเกี่ยวกับการแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน

ความจริงการปฏิบัติกัมมัฏฐานนั้นเป็นหลักและวิธีการที่เราจะต้องศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจและจะได้ยึดเป็นหลักแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวัน

เมื่อพูดถึงเรื่องสมถะก็คือเรื่อง การทำสมาธิ นั่นเองสมาธิก็คือการภาวนานั่นเอง บางทีก็เรียกกัมมัฏฐาน บางทีก็เรียกวิปัสสนาบางทีก็เรียกว่าการทำสมาธิ มีคำพูดที่จะใช้เรียกแทนกันหลายๆ อย่าง

การปฏิบัติกัมมัฏฐานในสมัยปัจจุบันนี้เกิดปัญหายุ่งยากและนักปฏิบัติทั้งหลายมีความขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลาที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุชาวพุทธไปติดภาษา ยกตัวอย่างเช่นบางท่านในเมื่อฝึกฝนอบรมบรรดาพุทธบริษัทให้ปฏิบัติก็ใช้คำว่าจงทำใจให้เป็นสมาธิ และบางท่านก็ว่าจงทำใจให้ว่าง

เพียงคำพูด ๒ ประโยคนี้ นักปฏิบัติก็ยังต้องขัดแย้งกันแต่ความจริงนั้น ทั้ง ๒ คำนี้เมื่อพูดถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากการปฏิบัติแล้ว มีผลเป็นอย่างเดียวกัน

ในสายของท่านอาจารย์มั่น อาจารย์เสาร์มักใช้คำว่า จงภาวนาทำจิตให้เป็นสมาธิแต่ท่านพุทธทาสบอกว่า จงทำจิตให้ว่าง

แล้วลองคิดดูซิว่า ทั้ง ๒ ท่านนี้ มีบุคคลบางคนเขายกปัญหาขึ้นมาโต้แย้งกันถึงขนาดที่ว่าพิมพ์เป็นเอกสารโจมตีกันขนาดหนักเท่าที่ได้หยิบยกเอาปัญหา ๒ ข้อนี้ไปพิจารณาแล้ว ได้ความว่าการทำจิตให้เป็นสมาธิกับการทำจิตให้ว่างนั้นมันมีผลเท่ากัน

เพราะเหตุว่าการทำจิตให้เป็นสมาธิเมื่อจิตสงบนิ่งลงไปแล้วจิตก็ย่อมปราศจากอารมณ์ถ้าหากว่าจิตยังมีอารมณ์ จิตมันก็ไม่นิ่งในเมื่อนิ่งเป็นจิตที่ปราศจากอารมณ์แล้วก็เป็นจิตว่าง

ท่านที่ใช้คำว่าจงทำจิตให้ว่างเมื่อบริกรรมภาวนาหรือกำหนดอารมณ์ของกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อจิตสงบนิ่งลงไปแล้วก็เกิดความว่าง เป็นความหมายที่ตรงกัน

เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรม นักปฏิบัติอย่าไปติดภาษาการพูดภาษาสมมติบัญญัตินั้นในธรรมะข้อเดียวกันหรือผลที่เกิดจากการปฏิบัติอย่างเดียวกันเราอาจจะใช้โวหารคนละคำพูดได้ เช่นอย่างจิตเป็นสมาธิกับจิตว่าง เป็นต้น

การเจริญสมถกัมมัฏฐานหรือการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานมีปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เราปฏิบัติธรรมะเราจะเอาธรรมะมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตประจำวันของเราอย่างไรและปฏิบัติเพื่อจะให้รู้ความจริงที่อยู่ในกายในใจของเรานี้ส่วนความรู้ความเห็นอะไรต่างๆ นั้นเป็นเพียงเครื่องรู้ของจิตเป็นเพียงเครื่องระลึกของสติ เป็นเครื่องทำจิตให้มีความเจริญเจริญด้วยพละ เจริญด้วยอินทรีย์ ทำสติให้มีพลังทำสติให้เป็นใหญ่ในธรรมทั้งปวง อันนี้คือวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติ

การปฏิบัติในทางกัมมัฏฐานท่านได้แยกออกเป็น ๒ ประเภท คือสมถกัมมัฏฐาน อย่างหนึ่ง และ วิปัสสนากัมมัฏฐาน อย่างหนึ่ง

สมถะเป็นเครื่องอุบายความสงบใจวิปัสสนาคืออุบายให้เกิดปัญญา ความย่อๆ มีอยู่เพียงแค่นี้

การปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานเฉพาะในตำราท่านได้เขียนไว้ถึง ๔๐ อย่าง ซึ่งจะไม่กล่าวถึงจะกล่าวถึงเฉพาะการทำสมถะด้วย การเจริญพุทธานุสติซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในสายสมาธิของท่านอาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น

ส่วนมากท่านจะสอนให้ลูกศิษย์ลูกหาเจริญพุทธานุสติเป็นเบื้องต้นเคยได้เรียนถามท่านว่าทำไมจึงสอนให้เจริญพุทธานุสติเป็นเบื้องต้นท่านก็ให้ความเห็นว่า พุทธานุสติคือพุทโธแปลออกมาว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเป็นกิริยาของใจเมื่อใครทำใจให้สงบนิ่ง สว่าง จิตเป็นสมาธิได้ใจของผู้นั้นจะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นกิริยาที่เข้าถึงจิตพระพุทธเจ้า ยึดพระคุณของพระพุทธเจ้าเป็นสรณะที่พึ่ง นี้คือความหมายของพุทโธ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ขอแนะนำให้นักปฏิบัติได้บริกรรมภาวนาว่า “พุทโธ”ขอให้ทุกท่านตั้งจิตให้แน่วแน่ พระพุทธเจ้าก็อยู่ที่จิตพระธรรมเจ้าก็อยู่ที่จิต พระอริยสงฆ์เจ้าก็อยู่ที่จิต

พระพุทธเจ้าอยู่ที่จิต ก็คือความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีพระธรรมอยู่ที่จิต ก็คือกิริยาซึ่งทรงไว้ซึ่งความรู้สึกสำนึกเช่นนั้นตลอดเวลาพระอริยสงฆ์อยู่ที่จิต ก็คือกิริยาที่จิตมีสติ สังวร ระวัง ตั้งใจ ที่จะละความชั่วประพฤติความดี ปลูกความเชื่อมั่นลงในจิตอย่างแน่วแน่

เมื่อพระพุทธเจ้าก็อยู่ในจิต พระธรรมก็อยู่ในจิต พระสงฆ์ก็อยู่ในจิต แล้วก็นึกในใจว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วก็มานึกเอาพุทโธๆๆ เพียงคำเดียวแล้วก็มานึก พุท พร้อมกับลมหายใจเข้า โธ พร้อมกับลมหายใจออก

ช่วงของการหายใจเข้าออกนั้นยังห่าง จิตยังสามารถส่งกระแสไปทางอื่นได้ก็ให้ปล่อยความรู้ลมหายใจเสีย แล้วให้นึก พุทโธๆๆ ติดต่อกัน นึกในใจเบาๆอย่าให้จิตมันส่งความรู้สึกออกไปข้างนอก และอย่าไปนึกว่าเมื่อใดจิตจะสงบเมื่อใดจิตจะรู้จะเห็นอะไร นึกพุทโธคล้ายๆ กับนึกเล่นๆเหมือนกับเราไม่หวังผลตอบแทนใดๆ แต่พยายามนึกติดต่อกันถ้าจิตส่งกระแสไปทางอื่น รู้สึกว่าจิตส่งกระแสไปให้รีบเอาจิตมาไว้ที่พุทโธ

ถ้าหากจิตปล่อยวางคำว่าพุทโธ แล้วก็มีอาการสงบนิ่ง ไม่นึกพุทโธ ให้กำหนดลงที่จิต ความรู้สึกอยู่ที่ไหนจิตอยู่ที่นั่นกำหนดรู้จิต ประคองจิตเอาไว้เฉยๆ เว้นเสียแต่ว่าจิตส่งกระแสออกไปนึกถึงสิ่งอื่นแล้วก็ให้นึกพุทโธตามเดิม ให้คอยสังเกตความเป็นไปขณะที่นึกพุทโธ

ในเบื้องต้นเรานึกถึงพุทโธ เรียกว่า วิตก เมื่อจิตจดจ้องอยู่กับพุทโธ ไม่พรากจากกัน แล้วก็มีความซึมซาบจิตมีความดูดดื่มในบริกรรมภาวนาพุทโธ ทำให้จิตมีความสงบไม่ส่งกระแสไปในทางอื่น ในเบื้องต้นนี้เรียกว่า วิจาร

เมื่อจิตมีความดูดดื่มกับคำว่าพุทโธหนักๆเข้า ปีติ คือความดีใจความเบิกบานใจ ย่อมจะเกิดขึ้น ในขณะที่จิตมีปีติเกิดขึ้นนั้นผู้ภาวนามีอาการต่างๆ บางท่านก็รู้สึกว่าตัวสั่น สั่นนิดๆไม่สั่นมาก แล้วแต่นิสัยของใครบางท่านก็รู้สึกว่าตัวใหญ่พองโตขึ้น บางท่านก็รู้สึกว่าตัวเล็กลงบางท่านก็รู้สึกว่าตัวเบาเหมือนกับลอยอยู่ในอากาศอันนี้เป็นลักษณะของปีติบังเกิดขึ้นในขณะบริกรรมภาวนาเมื่ออาการดังกล่าวข้างต้นบังเกิดขึ้นผู้ภาวนาไม่ควรตกใจ ให้กำหนดบริกรรมภาวนาเรื่อยไป

ถ้าหากจิตปล่อยวางคำบริกรรมภาวนาก็ให้กำหนดรู้ลงที่จิตจิตตัวผู้รู้ความรู้สึกอยู่ที่ไหน จิตอยู่ที่นั่น

เมื่อปีติบังเกิดขึ้น ความสุข อันเป็นผลพลอยได้ย่อมเกิดขึ้นเมื่อจิตมีปีติและความสุขเป็นภักษาหาร เป็นเครื่องยึดจิตย่อมอยู่ในลักษณะแห่งความสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กระวนกระวาย ไม่ดิ้นรน

ผู้ภาวนาจะมีความสุขอย่างเยือกเย็น ซึ่งจะหาความสุขอันใดเสมอเหมือนมิได้เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตก็จะเข้าสู่ความสงบทีละน้อยๆ จนกระทั่งปล่อยวางวิตก วิจาร ปีติ และสุขเข้าไปสู่ความสงบนิ่งเป็นหนึ่ง เรียกว่า เอกัคคตา มีความวางเฉยเป็นลักษณะจิตอยู่ในสมาธิ

ขั้นนี้นอกจากจะมีความเป็นหนึ่งและความวางเฉยแล้วยังจะต้องมีความสว่างเป็นเครื่องหมายเมื่อจิตสงบลงไปถึงขั้นนี้ความรู้ว่ามีกายก็หายไปในความรู้สึกเมื่อกายหายไปแล้วลมหายใจก็หายไป ยังเหลือแต่จิตดวงเดียวล้วนๆนิ่ง สงบ เด่นอยู่อย่างนั้นตลอดเวลาอันนี้เป็นลักษณะของจิตสงบลงไปด้วยการบริกรรมภาวนา

ในขั้นต้นๆ นี้ เมื่อจิตสงบลงไปแล้วจิตจะไปติดกับความสุขและความสงบซึ่งเกิดในสมาธิ

แต่ท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลายไม่ควรไปวิตกหรือกลัวว่าจิตไปติดอยู่ในสมถะถ้าท่านใดสามารถทำความสงบได้ถึงขนาดนี้บ่อยๆ ทำหลายๆ ครั้งอย่างที่เรียกว่าทำให้มาก อบรมให้มาก ทำจนชำนิชำนาญเมื่อจิตมีสมาธิขั้นสมถะหรืออัปปนาสมาธิบ่อยเข้าสิ่งที่จะพึงได้จากจิตสงบนั้นคือตัวสติสัมปชัญญะ ซึ่งจะเพิ่มพลังขึ้นทุกทีๆ

เพียงแต่ท่านผู้ภาวนาทำจิตให้สงบลงถึงขั้นปีติและความสุขเท่านั้นพละในตอนต้นๆ คือ ศรัทธาพละ ย่อมจะเกิดขึ้นจิตของท่านก็จะเกิดความรู้สึกว่าอยากปฏิบัติ อยากทำ

ในเมื่อมีศรัทธา ความพากเพียร อันเป็นพละข้อที่ ๒ ก็บังเกิดขึ้นเมื่อมีพละแล้ว ตัว สติ ความระลึก ก็ย่อมบังเกิดขึ้น เมื่อมีศรัทธา วิริยะ สติเป็นคุณธรรมเกิดขึ้นในจิต จิตเป็น สมาธิ ใน เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิมีพลังแก่กล้าขึ้น ย่อมเกิดเป็น ปัญญา อย่างน้อยก็มีความรู้ว่าสมาธิคืออะไร

ในเมื่อจิตสงบนิ่งลงเป็นอัปปนาสมาธิ สิ่งที่เราจะรู้เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือความว่างของจิต ไปตรงกับคำที่ท่านพระพุทธทาสท่านสอนว่า จงทำจิตให้ว่างเมื่อผู้สอนว่าทำจิตให้ว่าง ถ้าผู้ภาวนาทำจิตให้ว่าง ทำจิตให้เป็นสมาธิได้แล้วจะเกิดความสว่างขึ้นมา ผู้ภาวนาไม่ต้องคอยฟังคำอธิบายเมื่อจิตสงบ นิ่ง ว่างลงไป ก็เป็นอันเข้าใจ

สำหรับผู้ที่แนะการทำจิตให้เป็นสมาธิ เมื่อจิตสงบนิ่งเป็นสมาธิแล้วยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า เมื่อจิตสงบลงไปแล้วอย่างนี้ จะใช่จิตเป็นสมาธิหรือเปล่านักปฏิบัติมักจะย้อนกลับมาถามอาจารย์ผู้สอนอีก นี่คือความหมาย มีอยู่อย่างนี้

ประสบการณ์ในการบริกรรมภาวนาพุทโธๆ อยู่นี้เรียกว่า เจริญพุทธานุสติและการเจริญพุทธานุสตินี้เป็นการเจริญสมถกัมมัฏฐานข้อสังเกตในเบื้องต้น เมื่อเราตั้งใจจะนั่งสมาธิบริกรรมภาวนาเมื่อกำหนดจิตลงไป เราจะรู้สึกว่าเรามีกายในเมื่อมีกายแล้วเราย่อมจะกำหนดรู้ว่าในขณะนั้นสภาวจิตของเราเป็นอย่างไร

ถ้าภาวนาไปมันก็เกิดทุกขเวทนาขึ้นมา จิตยังไปติดอยู่ในความสุขเมื่อเกิดทุกขเวทนา จิตไม่ชอบ ความที่จิตไม่ชอบนั้น เพราะจิตชอบความสุขจิตชอบความสุข อันนี้เป็น กามฉันทะ

บางทีบางโอกาสเราอาจมีอารมณ์คล้ายๆค้างๆซึ่งยังอยู่ในจิต เรียกว่า ราคะความกำหนัดย้อมใจอาจเกิดขึ้นในขณะนั้น นิวรณ์ ๕ ตัวสำคัญอยู่ที่ราคะ

ในเมื่อมีราคะ กามฉันทะก็ย่อมบังเกิดขึ้นในเมื่อกามฉันทะบังเกิดขึ้น จิตมันต้องการความสุขต้องการความสบาย ไม่ชอบการทรมาน

ในเมื่อไม่ชอบการทรมานอย่างนั้น จิตจะเกิดความหงุดหงิดทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อการที่จะปฏิบัติต่อไป เรียกว่า พยาบาท เกิดขึ้น

เมื่อพยาบาทบังเกิดขึ้นแล้ว ความง่วงเหงาหาวนอนก็ย่อมบังเกิดขึ้น ความลังเลสงสัย เรียกว่า วิจิกิจฉา ย่อมบังเกิดขึ้น

ก็มีความรู้สึกว่าจะภาวนาต่อไปหรือจะหยุดแต่เพียงแค่นี้อาการทั้งหลายเหล่านี้เป็นอาการของนิวรณ์ ๕ ประการบังเกิดขึ้นครอบงำจิตของผู้ปฏิบัติ คือกามฉันทะ พยาบาท ถีนะมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา

การทำสมาธิในขั้นสมถะเพื่อให้จิตสงบนี้จุดมุ่งหมายอันสำคัญก็ตรงที่เราต้องการปราบนิวรณ์ ๕ ให้หมดไปด้วยอำนาจของสมาธิขั้นสมถกัมมัฏฐาน

ในเมื่อนิวรณ์ ๕ สงบระงับไป ผู้ปฏิบัติสงบได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติต่อไปด้วยความปลอดโปร่งด้วยความเบาใจ และด้วยความสะดวกโดยปราศจากกิเลส ๕ ตัวนี้รบกวน

กิเลส ๕ ตัวนี้เราจะกำจัดได้ด้วยอำนาจของสมาธิขั้นสมถะนี่คือประสบการณ์ในการบำเพ็ญสมาธิขั้นสมถกัมมัฏฐาน

และอีกอย่างหนึ่ง สมถะเป็นมูลฐานให้เกิดวิปัสสนาประสบการณ์อีกอย่างหนึ่งซึ่งนักปฏิบัติทั้งหลายควรจะสังวรระวังไว้นักปฏิบัติทั้งหลายนั้นจิตจะไปติดอยู่กับความสุขพอภาวนาลงไปแล้วมักจะถามกันว่าเห็นอะไรบ้างเมื่อถูกถามบ่อยเข้าจิตก็เลยไปติดกับความสุข

เช่นเมื่อครั้งเริ่มฝึกหัดสมถวิปัสสนาในตอนแรกๆ ในเมื่อภาวนาไป พอมีตาทิพย์ครูบาอาจารย์มักจะถามว่าเห็นอะไรบ้าง พอครูบาอาจารย์ถามอย่างนี้บ่อยๆเข้านักปฏิบัติทั้งหลายก็ไปติดคำถาม เมื่อเริ่มภาวนาก็เริ่มเห็นสิ่งโน้นสิ่งนี้หมายถึงเห็นนิมิตต่าง ๆ จะเกิดขึ้นเมื่อนักภาวนามีจิตสงบ และจะเกิดแสงสว่างขึ้นมาเมื่อเกิดแสงสว่างขึ้นแล้ว จิตส่งกระแสออกไปข้างนอกกายตามแสงสว่างไปก็ย่อมเกิดนิมิตต่างๆขึ้นมา จะเป็นรูปคน สัตว์ ภูตผีปีศาจ ซึ่งสุดแท้แต่มโนภาพใดจะบันดาลให้บังเกิดขึ้น ซึ่งเป็นธรรมชาติของสมาธิในขั้นนี้จะต้องเป็นอย่างนั้น

ในเมื่อเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลายอย่าพึงไปถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นสาระสำคัญที่เราจะต้องยึดเอาเป็นผลงานในการปฏิบัติ

เมื่อนิมิตต่างๆเกิดขึ้น ให้ตั้งสติไว้ในท่าทีที่สงบพยายามระวังอย่าให้เกิดเอะใจขึ้นมา ถ้าเกิดเอะใจเมื่อใดแล้วจิตจะถอนออกจากสมาธิ เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว ภาพนิมิตจะหายไปหมด

เพราะนิมิตอันนี้เกิดจากจิตสงบในขั้นของอุปจารสมาธินักภาวนาที่ฉลาด เมื่อนิมิตเกิดขึ้นอย่างนี้ ให้ประคองจิตให้อยู่ในท่าที่สงบคือกำหนดรู้ลงที่จิต คือรู้อย่างเดียวความรู้สึกอยู่ที่ไหน ผู้รู้จะอยู่ที่นั่น จิตก็อยู่ที่นั่นกำหนดรู้ลงที่ตรงนั้น แล้วดูผู้รู้เฉยอยู่ นิมิตนั้นจะอยู่ได้นานท่านที่ฉลาดในการภาวนาอาจจะเอานิมิตนั้นเป็นเครื่องรู้ของจิตเป็นเครื่องระลึกของสติ ด้วยการกำหนดรู้เฉยอยู่ทำให้เกิดเป็นสติสัมปชัญญะจริงๆ สามารถประคองจิตให้อยู่ในสถานะปกติได้จิตก็ย่อมสงบละเอียดลงไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นอัปปนาสมาธิหรือถึงขั้นสมถกัมมัฏฐานถ้าหากไม่ทำเช่นนั้น เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา จิตจะถอนออกจากสมาธิและจิตจะไม่ถึงอัปปนาสมาธินี่คือประสบการณ์ที่จะเกิดขึ้นในขณะที่บริกรรมภาวนาในขั้นนี้

นักปฏิบัติทั้งหลายไม่ควรจะตั้งความรู้สึกไว้ว่าเราภาวนาแล้วควรจะเห็นอย่างนั้น ควรจะเห็นอย่างนี้เอากันตรงที่เราภาวนาจิตสงบลงไปแล้วเมื่อจิตปราศจากอารมณ์ปราศจากความคิดจิตจะนิ่งสว่างอยู่เฉยๆ เราเองรู้เห็นกันที่ตรงนี้

เมื่อจิตมีสมาธิ เห็นว่าจิตมีสมาธิ เห็นว่าจิตนิ่งลงเป็นหนึ่ง เห็นว่าจิตมีความเป็นกลางเห็นว่าจิตมีความสว่างไสว เห็นว่าจิตรู้ลงที่จิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้นนี่คือความรู้ความเห็นของจิตที่นักปฏิบัติจะพึงปรารถนา

ความเห็นนิมิตต่างๆนั้นไม่เป็นสาระสำคัญใดๆ ปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่ให้เรารู้เห็นลงไปว่า คำว่าจิตนั้นคืออะไร อยู่ที่ไหนสิ่งที่เราจะต้องกำหนดให้ได้อยู่ที่ตรงนี้ เมื่อเรากำหนดลงไปได้ว่านี่คือจิตผู้รู้ก็ให้รู้ลงที่ตรงนี้ นิมิตต่างๆนั้นใครจะรู้จะเห็นหรือไม่นั้นไม่สำคัญอย่าไปต้องการอยากรู้อยากเห็น

และปัญหามีว่า หากว่าได้ทำจิตให้สงบสว่างลงไปแล้วเกิดมีนิมิตขึ้นมาเมื่อจิตของเราไปติดนิมิตนั้น เช่น เห็นเทวดา ขณะนั้นจิตจะละฐานเดิมคือฐานที่รู้อยู่ในจิตแล้วก็ไปยึดภาพนิมิตนั้น ภาพนิมิตนั้นไปที่ไหน ก็จะตามไปที่นั่นในที่สุดเราจะรู้สึกว่าเดินตามหลังเทวดาไป

บางทีเทวดาจะพาไปเที่ยวนรก ไปเที่ยวสวรรค์ ไปดูโน่น ไปดูนี่บางครั้งจิตมันตรงไปดูถึงนิพพาน เห็นนิพพานเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้นมาเป็นประสบการณ์ของจิตที่เราควรจะสังวรระวังเอาไว้

เมื่อผู้ภาวนาทำจิตให้สงบนิ่งเป็นอัปปนาบ่อยๆ เข้าถ้าจิตมันไปติดอยู่ในความสุขขั้นอัปปนาสมาธิ ไม่ก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาสักทีเราจะทำอย่างไร เป็นปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจ วิปัสสนามันเกิดขึ้นได้ ๒ วิธี

วิธีที่ ๑ เกิดขึ้นได้ด้วยการพินิจพิจารณาสภาวธรรม

สภาวธรรมที่จะพึงยกเป็นหัวข้อในการพิจารณาเบื้องต้นนี้ท่านให้ยกเอาขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมาพิจารณาสอนไปสู่ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

พยายามน้อมนึกว่า รูปก็ไม่เที่ยง เวทนาก็ไม่เที่ยง สัญญาก็ไม่เที่ยงสังขาร วิญญาณก็ไม่เที่ยง นึกเอาอย่างนี้ นึกเอาเรื่อยๆและน้อมเชื่อลงไปว่าเป็นความจริงจนกระทั่งจิตมันยอมรับลงไปว่าเป็นความจริงอย่างนั้นแล้วจึงกลับมากำหนดจิตให้สงบลงไปโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง

หรือบางทีขณะที่เรานึกอยู่นั้น จิตอาจจะเกิดความสงบขึ้นมาในระหว่างในเมื่อจิตเกิดความสงบขึ้นมาแล้วก็ให้กำหนดจิตประคองจิตให้อยู่ในความสงบอย่างนั้นต่อไปเว้นเสียแต่ว่าจิตมันจะคิดไปเอง

หากจิตคิดไปเอง ให้ผู้ภาวนานั้นตามรู้ความคิดของตัวเองโดยทำสติตามรู้ความคิด คือจิตคิดอะไรขึ้นมาก็รู้ คิดอะไรขึ้นมาก็รู้เพียงแต่สักว่ารู้ อย่าไปช่วยมันคิด

โดยธรรมชาติของจิตมันจะคิดอยู่ไม่หยุดเราจะต้องทำสติกำหนดรู้ความคิดอันนั้นตามไปเรื่อยๆจนกว่าจิตมันจะสงบลงเป็นอัปปนาสมาธิอีกทีหนึ่งในเมื่อจิตสงบลงเป็นอัปปนาสมาธิแล้ว ให้กำหนดรู้อยู่อย่างนั้น

เมื่อจิตสงบลงไปสู่อัปปนาสมาธิ เราจะไม่มีเจตนา ไม่มีสัญญาใดๆทั้งนั้นจะน้อมจะนึกอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะในตอนนี้จิตมันถึงธรรมชาติแห่งความเป็นเองเป็นสมาธิโดยปราศจากความตั้งใจ

ถ้าจิตจะเกิดความรู้ความเห็นอะไรขึ้นมาในขณะนี้เป็นเรื่องของจิตที่จะต้องเป็นไปเอง จิตในขั้นนี้เราจะตั้งใจน้อมนึกไม่ได้ เพราะฉะนั้น ในตอนนี้จึงขอทำความเข้าใจกับท่านอีกว่าในตำราท่านกล่าวว่าเมื่อทำจิตให้เป็นสมาธิอย่างดีแล้วจงน้อมจิตหรือยกจิตให้สู่ภูมิวิปัสสนากัมมัฏฐาน

เมื่อจิตนั้นสงบลงไปสู่ขั้นอัปปนาสมาธินั้นเราจะยกก็ไม่ได้ จะน้อมก็ไม่ได้จะปรุงจะแต่งอะไรไม่ได้ทั้งนั้นเพราะจิตมันปราศจากรูป เวทนา สัญญา เจตนาโดยประการทั้งปวงพอจิตมันสงบแล้วมันเป็นไปเอง

เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะทำอย่างไร โอกาสที่จิตมันจะถอนออกจากสมาธิย่อมมีเมื่อจิตถอนออกจากสมาธิ ในขั้นนี้จะเกิดความคิดขึ้นมา ให้กำหนดตามรู้ความคิดไปะคิดเรื่องอะไรก็ได้ มันจะคิดเรื่องของบุญ คิดเรื่องของบาปคิดเรื่องโลก คิดเรื่องธรรม อะไรก็แล้วแต่หน้าที่ของเราเพียงแต่กำหนดตามรู้ไปเรื่อยๆเมื่อสติตามทันความคิดได้เมื่อใดขณะนั้นมันก็กลายเป็นภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานขึ้นมาเอง

และอาจจะสงสัยว่า เมื่อทำจิตแล้ว จิตไม่ถึงขั้นอัปปนาสมาธิสักทีจะคอยโอกาสให้จิตถึงอัปปนาสมาธิหรือขั้นสมถะไปจนตลอดชีวิตจะทำอย่างไรผู้ภาวนาจะไม่ตายก่อนหรือ กว่าจะยกจิตขึ้นสู่ภูมิวิปัสสนาได้

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อเราจะทำจิตให้สงบนิ่งลงเป็นอัปปนาสมาธหรือทำสมถกัมมัฏฐานไม่ได้ เราก็ไม่ต้องทำ แนะนำให้ทำอย่างนี้ในเมื่อเราจะภาวนาเมื่อใดให้กำหนดรู้ลงที่จิตคอยจ้องดูความคิดของตนเอง ความคิดอะไรเกิดขึ้นกำหนดรู้นี้เฉพาะในขณะเรานั่งหลับตากำหนดรู้อยู่อย่างนั้นไม่ต้องไปนึกถึงอะไร ปล่อยให้ความคิดมันเกิดขึ้นมาเอง

คิดขึ้นมาแล้วกำหนดรู้ คิดขึ้นมาแล้วกำหนดรู้รู้ตามไปเรื่อย รู้เดี๋ยวนี้ตามไปเรื่อยๆ ตัวรู้นั้นคือตัวสติตามรู้ทันนั่นเอง ในเมื่อสติตามรู้ทันเมื่อใดจิตมันจะแสดงอาการสงบลง ถึงแม้ว่ามันจะไม่สงบ นิ่ง สว่างเหมือนอย่างที่ท่านอธิบายไว้ในตำรับตำราก็ตามเป็นแต่เพียงเรามีสติตามทันความคิดของเรา

เมื่อสติตามทันความคิดแล้ว ความคิด ความรู้ กับจิตนี้มันจะมีลักษณะคล้ายๆ กับว่ามันแยกออกจากกัน จิตตัวผู้รู้มันจะรู้อยู่เฉยๆแต่สิ่งที่ผ่านเข้ามาเป็นความคิดนั้นสักแต่ว่าคิดไม่มีความยึดถือในจิตอันนั้น อันนี้เป็นตัวสติที่มันมีพลังแก่กล้าขึ้นและมันจะมีลักษณะที่กายกับจิตที่สามารถแยกจากกันได้

อารมณ์กับจิตก็สามารถแยกออกจากกันได้ถ้าเราอบรมสติตัวนี้ให้มีความเจริญขึ้นเป็นผู้ที่มีสติเป็นใหญ่ในธรรมทั้งปวงอันนี้ถือหลักปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานในเบื้องต้น

วิธีที่ ๒ เกิดขึ้นได้ด้วยการพินิจพิจารณากายคตาสติสภาวธรรมที่จะพึงยกเป็นหัวข้อในการพิจารณาได้อีกอย่างหนึ่ง คือให้กำหนดพิจารณาร่างกายของตนเป็นหลัก ให้พิจารณาตั้งแต่ ผม ขน เล็บ หนัง ฟัน เนื้อ เอ็น กระดูก จนครบอาการ ๓๒ โดยน้อมนึกให้จิตรับรู้ไปในแง่เป็นของปฏิกูล ไม่สวยไม่งาม น่าเกลียด โสโครก ดังที่ปฏิปทาของท่านอาจารย์เสาร์ กันตสีโล บรรยายมาแล้วนั่นเอง  

………………………

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ( คัดลอกจากลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=2&t=38286 )

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ประโยชน์จากการทำสมาธิ…’ทำให้จิตของเราสงบ เกิดความมั่นคง’ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639222

ประโยชน์จากการทำสมาธิ...'ทำให้จิตของเราสงบ เกิดความมั่นคง' : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.14 น.

ความประสงค์ของผู้ทำสมาธิว่าจะทำสมาธิเพื่ออะไร แยกตามกิเลสของคน บางท่านทำสมาธิเพื่อให้เกิดอิทธิฤทธิ์ บางท่านทำสมาธิไม่ต้องการอะไร ขอให้จิตสงบ ให้รู้ความจริงของจิตเมื่อประสบกับอารมณ์อะไรเกิดขึ้น เพื่อจะอ่านจริตของเราให้รู้ว่าเราเป็น ราคะจริต โทสะจริต โมหะจริต วิตกจริต พุทธจริต ศรัทธาจริต อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อจะดูให้รู้แจ้ง เพื่อจะเป็นพื้นฐานที่เราจะแก้ไขดัดแปลงจิตของเรา เมื่อเรารู้ชัดลงไปแล้ว เรามีกิเลสตัวไหน เป็นจริตประเภทไหน เราจะได้แก้ไขดัดแปลงตัดทอนสิ่งที่เกินแล้ว เพิ่มสิ่งที่หย่อนให้อยู่ในระดับพอดีพองาม เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา

สมาธิอย่างหนึ่ง เราฝึกเพื่อให้มีสติสัมปชัญญะรู้ทันเหตุการณ์นั้นๆ ในขณะปัจจุบัน สมาธิบางอย่าง เราปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเห็นภายในจิต เช่น รู้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ รู้เรื่องอดีต อนาคต รู้อดีตหมายถึงรู้ชาติในอดีตว่าเราเกิดเป็นอะไร รู้อนาคตหมายถึงว่าเมื่อเราตายไปแล้วเราจะไปเป็นอะไร อันนี้เป็นการปฏิบัติเพื่อรู้

ทีนี้เมื่อมาพิจารณากันจริงๆ อดีตเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้ว อนาคตก็เป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ดังนั้นเรามาสนใจอยู่ในสิ่งที่เป็นปัจจุบันดีไหม

ในการปฏิบัติ ถ้าจะว่ากันโดยสรุปแล้ว เราต้องการสร้างสติให้เป็นมหาสติ เป็นสติพละ เป็นสตินทรีย์ เป็นสติวินโย ไม่ได้มุ่งถึงสิ่งที่เราจะรู้เห็นในสมาธิ ที่ครูบาอาจารย์สอนว่า ทำกรรมฐานไปโน่นเห็นนี่ นี่มันใช้ไม่ได้ ให้มันเห็นใจเราเองซิ อย่าไปเข้าใจว่าทำสมาธิแล้วต้องเห็นนรก ต้องเห็นสวรรค์ ต้องเห็นอะไรต่อมิอะไร สิ่งที่เราเห็นในสมาธิมันไม่ผิดกันกับที่เรานอนหลับแล้วฝันไป แต่สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ต้องเห็นนี่ คือเห็นกายของเรา เห็นใจของเรา

การภาวนาแม้จะเห็นนิมิตต่างๆ ในสมาธิ หรือรู้ธรรมะซึ่งผุดขึ้นเป็นอุทานธรรม สิ่งนั้นไม่ใช่เป็นเปอร์เซ็นต์ที่เราเอาเก็บเอาผลงานที่เราปฏิบัติได้ เพราะสิ่งนั้น เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เป็นอารมณ์กรรมฐานที่เกิดขึ้นในสมาธิ และเป็นสัญลักษณ์ของปัญญาที่เกิดขึ้นในสมาธิ ซึ่งเรียกว่า สมาธิปัญญา

พลังของสมาธิสามารถทำให้เกิดปัญญา เกิดความรู้เห็นอะไรต่างๆ แปลกๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็รู้ สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็เห็น แต่สิ่งนั้นพึงทำความเข้าใจว่าไม่ใช่ของดีที่จะเก็บเอาไว้เป็นสมบัติ ให้กำหนดเป็นเพียงแต่ว่า สิ่งนั้นเป็นเพียงเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ เป็นอารมณ์กรรมฐานที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เป็นอุบายสร้างสติให้เป็นมหาสติ

หลักของพระพุทธศาสนา เราจะสรุปลงสั้นๆ ว่า เราทำสมาธิเพื่ออะไร

๑. เราทำสมาธิเพื่อให้จิตของเราสงบเป็นสมาธิ เกิดความมั่นคง สามารถที่จะต้านทานต่ออารมณ์ที่มากระทบไม่ให้เกิดความหวั่นไหว

๒. เมื่อจิตของเราสงบเป็นสมาธิปราศจากอารมณ์ เราจะได้รู้สภาพความเป็นจริงของจิตของเราที่ไม่มีอารมณ์นั้นเป็นอย่างไร เมื่อมันออกมารับรู้อารมณ์แล้ว

เมื่อเรารู้ความเป็นจริงของจิตของเรา เมื่อจิตอยู่ว่างๆ ไม่มีอารมณ์ มันสบายหรือไม่ มีความสุขหรือไม่ รู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น เราทุกข์หรือไม่ เราเดือดร้อนหรือไม่ ต้องอ่านจิตของเราก่อน

ในขั้นตอนต่อไป เราสามารถที่จะทำจิตของเรานี้ให้ดำรงอยู่ในความอิสระ ไม่ตกอยู่ในอำนาจของสิ่งอื่นใด เมื่อเราได้ทำไปเรื่อยๆ ถ้าหากว่าเรายังมีความคิดว่า การทำสมาธิต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือผู้วิเศษเข้ามาช่วยดลจิตให้ดำเนินเข้าไปสู่ความสงบสุข เข้าไปสู่พระนิพพาน ก็เป็นการเข้าใจผิด และผิดหลักของพระพุทธศาสนา

ดังนั้น ที่เรามาฝึกสมาธินี่ เพื่อให้จิตมีสมาธิ และจิตมีพลังเข้มแข็งมีสติขึ้นโดยลำดับ และเรายังมีภาระที่จะต้องฝึกสติและสมาธินี้ขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำดับๆ จนกว่าเราจะจบการศึกษา เมื่อจบการศึกษาแล้ว เรายังจะได้ใช้กำลังสมาธิและพลังสติไปประกอบการงานตามหน้าที่ของตนๆ เราจะต้องใช้สมาธิและสติทั้งนั้น

ทีนี้ สติ แปลว่า ความระลึก เมื่อเราตั้งใจนึกถึงสิ่งใดอย่างแน่วแน่ ความระลึกเป็นอาการของสติ ความแน่วแน่เป็นกำลังของสมาธิ มันไปพร้อมๆ กัน ทีนี้เราจะมีสมาธิและสติเข้มแข็ง เราต้องใช้การฝึก เพราะครูบาอาจารย์ทั้งหลายมองเห็นผลประโยชน์ดังที่กล่าวมา ท่านจึงได้นำพวกเรามาฝึกอบรมสมาธิ

เคล็ดลับการใช้สมาธิช่วยให้เรียนเก่ง

นักศึกษาซึ่งอยู่ในวัยกำลังศึกษา ถ้าหากตั้งใจปฏิบัติสมาธิพิจารณาธรรมก็ให้ยกเอาวิชาความรู้ที่เราเรียนมา ในชั้นของเรานั่นแหละมาเป็นอารมณ์พิจารณา เราเรียนมาทางวิทยาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือศาสตร์อะไรก็ตาม อย่างวันนี้ไปโรงเรียนมา อาจารย์สอนอะไรมา พอกลับมาถึงที่พัก อาบน้ำ รับประทานอาหาร อ่านหนังสือดูตำรับตำรา ก่อนนอนไหว้พระ นั่งสมาธิ

เวลาเรานั่งสมาธิ ให้พยายามคิดทบทวนความรู้ที่เรียนมาแต่ละวันๆ เพื่อจะให้เรารู้ได้ว่าวันนี้เราจำได้กี่มากน้อย เอาหลักวิชาที่เราเรียนมานั่นแหละ เป็นอารมณ์จิตในการพิจารณา อย่าไปเข้าใจว่าเอาสิ่งนั้นมาพิจารณาแล้ว จิตออกนอกลู่นอกทาง ไม่ใช่อย่างนั้น แม้แต่ว่าเราตั้งใจปฏิบัติสมาธิเอาสิ่งอื่นเป็นอารมณ์ เช่น บริกรรมภาวนา เป็นต้น เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิ ตามธรรมชาติแล้ว จิตของเราหนักอยู่ในแง่ไหน ผูกพันอยู่กับเรื่องอะไร มันจะวิ่งไปหาสิ่งนั้น แล้วจะไปคิดปรุงแต่งวิจัยอยู่ในสิ่งนั้นๆ อันนี้หมายถึงสมาธิที่เป็นเองโดยอัตโนมัติ มันจะเป็นเช่นนั้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น เราอย่าไปเข้าใจผิดว่าจิตมันฟุ้งซ่านหรือว่าออกนอกลู่นอกทาง เพราะคำว่า สภาวธรรม หมายถึง กายกับใจของเรา สิ่งที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ รวมทั้งธุรกิจการงานอันเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน การศึกษาวิชาความรู้ที่เราเรียนมานั้นๆ อันนี้เป็นอารมณ์จิตของผู้ปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ

ถ้าเราดำเนินการปฏิบัติดังที่กล่าวนี้ สมาธิกับงานของเราจะมีความสัมพันธ์กัน แล้วเราจะรู้สึกว่าโอกาสที่เราปฏิบิติสมาธิมันจะไม่มีอุปสรรคขัดข้อง เพราะว่าเราเอาทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอารมณ์จิตในการภาวนาได้ เช่นอย่างเวลานักศึกษาจะปฏิบัติสมาธิในห้องเรียน พออาจารย์มายืนที่หน้าห้อง เรามองจ้องไปที่ตัวอาจารย์ ส่งจิตไปรวมไว้ที่ตัวอาจารย์มายืนที่หน้าห้อง เรามองจ้องไปที่ตัวอาจารย์ ส่งจิตไปรวมไว้ที่ตัวอาจารย์ อย่าให้สายตาและจิตไปอื่น จ้องอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะจบชั่วโมงที่มีอาจารย์มาสอน

เราจะได้สมาธิในการเรียน ถ้าปฏิบัติต่อเนื่องกันจริงๆ ในเมื่อได้สมาธิอย่างเข้มแข็ง เวลาไปสอบ อ่านคำถามจบ จิตจะว่างลงนิดหนึ่ง คำตอบจะผุดขึ้นมา เราจะเขียนเอา เขียนเอา ไม่ต้องคิดอะไรมาก บางทีเวลาก่อนสอบ จิตของเราจะบอกให้ดูหนังสือเล่มนั้น จากหน้านั้นไปถึงหน้านั้น ข้อสอบจะออกที่ตรงนี้ อันนี้เป็นวิธีการปฏิบัติสมาธิให้สัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน

ถ้าหากเราพยายามปฏิบัติต่อเนื่องกันทุกชั่วโมงที่มีอาจารย์มาสอน เราจะได้พลังของสมาธิ มีสติสัมปชัญญะเข้มแข็ง ทำให้เราเรียนดีขึ้นๆๆ อันนี้คือผลประโยชน์ที่เราจะพึงได้

………………..

คิดลอกจากหนังสือหนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๔๒ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา) และ ลานธรรมจักร – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,902,745 hits

Join 4,116 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
ททท. จัดเสวนา ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’
ทำเนียบฯ เตรียมความพร้อมสถานที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ 6 เม.ย.นี้ ก่อนแถลงนโยบาย
สถานีวิจัยฯ สะแกราช เชิญชวนน้องๆ เข้าค่ายปิดเทอมฤดูร้อน ‘Summer Science camp’ ผ่านการเรียนรู้ธรรมชาติ – วิทยาศาสตร์
สกร. เปิด ‘ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ’ พลิกการเรียนรู้สู่การลงมือทำจริง สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน
เอส แอนด์ พี ยกระดับ ‘ข้าวแช่’ เชื่อมวัตถุดิบชุมชนสู่ทางเลือกสุขภาพและความยั่งยืน
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ 'ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999' (PC-1999) สมุนไพรพื้นบ้าน สู่นวัตกรรมยาสมุนไพรมาตรฐานสากล
'น้าเดช'ย้อนเหตุผล? ทำไมคนไทยไม่เชื่อเรื่อง คุณภาพน้ำมัน ที่รัฐบาลออกมาพูด
‘วทจ. รุ่น 8’ บุกปักกิ่ง เจาะรหัสความสำเร็จแดนมังกร
‘ปราการ’ ผสานพันธมิตรผลักดันการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรม ดื่มด่ำรสชาติแห่งความเป็นไทย

Recent Posts

  • บิ๊กดุลย์ เข้าไหว้อำลา บิ๊กเล็ก พร้อมสานต่อภารกิจ-รากฐานความมั่นคง
  • ปชป.ลงดาบขั้นสูงสุด! ผู้สมัคร สส. คุกคามทางเพศ ก่อนเจ้าตัวชิ่งลาออก
  • ‘พี่คนดี’ ร่ายกลอนแซะแรง! จิกกัดความย้อนแย้ง ค้านไป-แอบใช้ไป
  • ระวัง คลื่นพายุ เศรษฐกิจลูกใหญ่ที่สุด กิ๊ก อนิศ แนะ รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมรับมือ
  • พรรคเศรษฐกิจ จุดพลุจี้ยกเลิก บำนาญ สส. ทำชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่น

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d