Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ อบรมกัมมัฏฐานเข้มข้นตามรอยครูบาอาจารย์

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636667

'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' อบรมกัมมัฏฐานเข้มข้นตามรอยครูบาอาจารย์

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.15 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) ช่วงพรรษาที่ ๔๐ หลวงปู่เจี๊ยะท่านได้ละทิ้งภาระอื่นๆ สิ้นในทันที เมื่อได้ทราบข่าวว่า พระอาจารย์ขาว อนาลโย ป่วยหนัก เพราะท่านเคารพองค์ท่านอย่างยิ่ง จึงได้เร่งเดินทางกลับไปจำพรรษา ที่วัดถ้ำกลองเพล เพื่อปฏิบัติองค์หลวงปู่ขาวโดยเฉพาะ

เมื่อปวารณาออกพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพลแล้ว อาการอาพาธของหลวงปู่ขาว อนาลโย ก็ดีขึ้นบ้างหลวงปู่เจี๊ยะ จึงเดินทางกลับมาที่วัดอโศการามท่านอยู่อบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรอุบาสกอุบาสิกาผู้ใส่ใจในธรรมที่วัดอโศการามนั้นเอง

เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะพักอยู่ที่วัดอโศการามได้ระยะหนึ่งประมาณเดือนธันวาคม ๒๕๑๙ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒโน) วัดบวรฯ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชได้มานิมนต์ให้ท่านไปอยู่เป็นเจ้าอาวาสที่วัดญาณสังวรารามเพราะสมเด็จฯ ท่านต้องการให้มีพระกรรมฐาน

สมเด็จฯ ท่านปรารภว่า “วัดอโศฯ กับ วัดบวรฯ มีพระหนาแน่นมาก ต้องมีสถานที่วิเวกให้พระปฏิบัติกันบ้าง เราควรแสวงหาที่สัปปายะเพื่อพระที่เป็นกุลบุตร สุดท้ายภายหลังจะได้มีที่ปฏิบัติธรรมในที่ที่ไม่ห่างจากเมืองหลวงมากนัก” 

เมื่อสมเด็จฯ ท่านปรารภดังนี้ ก็แสวงหาที่อันเหมาะสม ในที่สุดก็ไปได้ที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดย นายแพทย์ขจรและคุณหญิงนิธิวดี อ้นตระการ ถวายที่จำนวน ๓๐๐ ไร่เศษ และคณะกรรมการจัดสร้างวัดซื้อที่ข้างเคียงอีก ๕๙ ไร่ ๙๙ ตารางวา รวมเป็น ๓๖๖ ไร่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวา ประกอบกับเนื้อที่โครงการพระราชดำริอีก ๒,๕๐๐ ไร่เศษ ด้วยศรัทธาปณิธานของผู้ถวายที่แด่สมเด็จพระญาณสังวรฯ จึงตั้งชื่อวัดว่า “วัดญาณสังวราราม”

เมื่อรับนิมนต์ให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดญาณสังวรารามแล้ว หลวงปู่เจี๊ยะได้เดินทางมาพร้อมพระอีกจำนวนหนึ่งเพื่อมาจำพรรษาที่วัดนี้วัตรปฏิบัติในขณะนั้น…หลังจากฉันน้ำร้อนน้ำชาประมาณหนึ่งทุ่มถึงสองทุ่ม ท่านจะนำทำความเพียรทางจิตภาวนาจนถึงเที่ยงคืนพอถึงเที่ยงคืนท่านสั่งหยุดเลยให้เข้านอน

พอถึงตอนตี ๓ พระอาจารย์เจี๊ยะจะทำเสียงสัญญาณด้วยการไอค๊อกแค๊กๆ ถ้ากุฏิที่ท่านเดินผ่านแล้วพระรูปที่อยู่ข้างในนั้น ไม่ส่งเสียงไอตอบหรือจุดตะเกียงออกมาล้างหน้าล่ะ เสียงเคาะปี๊ป! จะดังตามมาทันที

ถ้ายังไม่ตื่นทำความเพียร ครั้งที่ ๒ ก็โน่น ทุบฝากุฏิพังเลยล่ะ หรือใช้ค้อนขว้างเลย แล้วท่านก็จะสอนพระองค์นั้นๆ เลยว่า “ตอนที่ผมอยู่กับหลวงปู่มั่นไม่เป็นอย่างนี้ ถ้าท่านกระแอมก็ต้องแอ้มตอบ แล้วต้องทำความเพียรต่อเลย เราจะต้องมีชาครธรรมต้องตื่นอยู่เสมอ อย่าให้นิวรณ์ครอบงำเราได้”

เหล่าพระและแม่ชีที่อยู่วัดญาณฯ ตอนนั้น ตี ๓ ง่วงขนาดไหนก็ต้องออกมา เดินจงกรมหัวทิ่มหัวตำ ชนตอ ชนต้นไม้ เดินจงกรมออกนอกทางเพราะไม่เคยทำอย่างนั้น ใครก็ตามที่ไปอยู่กับท่าน ต้องปรับสภาพร่างกายให้รับได้ทนได้ ต้องเป็นเดือนๆ ถึงจะชินวิธีปฏิบัติแบบท่าน พระทั้งหลายเดินจงกรม เซไปเซมาเป็นเดือนกว่าจะเข้าที่ ไม่ให้หยุดเลย 

และการดำรงชีวิตตามอย่างสมณะที่วัดญาณสังวรารามกับท่านหลวงปู่เจี๊ยะนี้ ท่านกำชับมาก ท่านเน้นว่า “ความถูกต้อง ตามธรรมวินัยให้พากันทำ ไม่ต้องอาย แต่อันไหนผิดธรรมวินัยให้รู้จักละอาย” 

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านอยู่ที่วัดญาณสังวรารามนี้ นอกจากจะนำพระปฏิบัติทางด้านจิต ภาวนาแล้ว ยังเป็นผู้นำในการก่อสร้างพระอุโบสถ, พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ และเสนาสนะอื่นๆ ตามพระบัญชาของเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ แต่ด้วยเหตุไม่สะดวกอะไรบางอย่าง ตามนิสัยวาสนาของท่าน ท่านจึงเดินทางกลับมา วัดอโศการาม ซึ่งเหมือนร่มโพธิร่มไทรใหญ่ เนื่องด้วย ท่านพ่อลี ธัมมธโร เป็นบุพพาจารย์ของท่าน เมื่อไปที่ไหนมีเหตุขัดข้องก็จะกลับมาที่นี่ 

การกลับมาครั้งนี้ แม้ท่านพ่อลีจะล่วงไปแล้วถึง ๑๘ ปี แต่สายใยแห่งธรรมก็ยังค้ำจุนในจิตใจอยู่เสมอหลวงปู่เจี๊ยะมาจำพรรษาที่วัดอโศการาม ได้พระอาจารย์บัว ญาณสัมปันโน นิมนต์ให้อยู่อบรมพระเณรต่ออย่าเพิ่งด่วนไปที่อื่น

แต่ด้วยความไม่สะดวกตามนิสัยวาสนาของท่านหลวงปู่เจี๊ยะ มาอยู่ที่วัดอโศการามนี้ ก็ได้อบรมสั่งสอนพระเณรเต็มความสามารถ แต่คงเป็นเพราะบุญวาสนาอาภัพ การอบรมสั่งสอนของท่านจึงไม่เป็นที่ถูกจริตนิสัยของพระเณรนัก คงไม่เคยร่วมทำบุญ ร่วมเป็นศิษย์อาจารย์กันมาก่อน ไปสอนเขาอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ

ท่านเปรียบตัวท่านเองกับท่านพ่อลีว่า “เราก็เหมือนขี้ไก่ ท่านพ่อนั้นเป็นประดุจทองคำ”

หลวงปู่เจี๊ยะท่านจึงว่า “ใครเป็นลูกศิษย์ใคร อาจารย์ใครก็เลือกเอาเอง ถ้าอาจารย์ไม่เป็นบัณฑิต ก็ให้รีบตีตัวออกห่าง เพราะถ้าคบอาจารย์ที่เป็นคนลามก เป็นคนเลว ท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนคบกับงูพิษ ท่านเปรียบไว้เหมือนงู ที่ตกลงไปจมอยู่ในหลุมคูถ กัดไม่ได้ก็จริง แต่มันอาจทำคนที่เข้าไปช่วยยกมันขึ้นจากหลุมคูถ ให้เปื้อนด้วยคูถได้ด้วยการดิ้นของมัน ยิ่งเป็นงูตัวใหญ่ๆ ยิ่งสกปรกเยอะ

ฉะนั้น จึงให้แสวงหาอาจารย์ที่เป็นบัณฑิต เป็นกัลยาณมิตร เช่นอย่างเรานี้ ก็ได้ท่านพ่อลี ท่านอาจารย์กงมา และท่านพระอาจารย์มั่น เป็นกัลยาณมิตร จึงก้าวเข้าถึงกัลยาณมิตรใหญ่ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ภายในใจ”

*ธรรมกิริยา

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเป็นคนทำอะไร ถ้าตามประสาโลกก็คงจะหาว่าท่านไม่ใคร่เรียบร้อยนัก พูดจาโผงผาง ตรงเผงจนคนรับไม่ได้ การสอนของท่านก็ตรงทะลุ ซ้ำยังสอนไปดุไปแรงๆ ซ้ำด้วย ยกตัวอย่างในการสอนให้พิจารณาของหลวงปู่เจี๊ยะ 

(๑) เมื่อพระเณรลูกศิษย์ท่านพิจารณามากๆ เข้า ท่านก็แสดงอาการพอใจที่ได้อบรมสั่งสอนมา ท่านถามให้พระตอบท่าน ท่านอยากฟังเรื่องราวที่พระรูปใดปฏิบัติ ก็ต้องเล่าถวาย ท่านจึงจะชี้แจงข้อถูกผิด

ท่านบอกว่า ไม่พอ การพิจารณาเท่านี้ยังไม่พอ การพิจารณาอะไรเป็นอสุภะ คือความไม่งามได้ ทีนี้มาลองพิจารณาให้เป็นสุภะ คือความสวยงามหน่อยซิ ท่านก็เล่าการพิจารณาขั้นสุดท้าย สำหรับการพิจารณาให้ฟังว่า “อะไรๆ ทั้งหมดรวมลงมาอยู่ที่การพิจารณากาม สุดยอดกรรมฐานคือกาม ผู้ชายเราสงสัยข้องใจอะไรมากก็เป็นเพศของผู้หญิง เมื่อพิจารณา หน้า ตา เนื้อ หนัง อะไรๆ อื่น ก็เหมือนกันหมด มันเหมือนกันหมดทั้งชายและหญิงตลอดจนสัตว์อื่น แต่เมื่อพิจารณาอย่างนี้พิจารณาได้ยาก แต่จะแก้กาม ต้องพิจารณาแก้ที่ตรงนี้”

ท่านสอนเด็ดขาดและแปลกกว่าใครๆ ที่เคยสอนกันมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใครๆ ก็หลงอย่างนี้ทั้งนั้น บางคนถึงกับนั่งฟังไม่ได้

ท่านสอนผู้หญิงให้กำหนดตัดอวัยวะเพศชาย สอนพระผู้ชายให้กำหนดตัดอวัยวะเพศหญิง ท่านสอนพูดออกมาเป็นคำที่โลกรังเกียจ แต่พากันหวงแหนนั่นแหละ ท่านบอกว่าการพิจารณาอย่างนี้เอาให้หนัก ของอย่างนี้สำหรับผู้ต้องการแก้กิเลสเอามันไว้ไม่ได้

พระอาจารย์เจี๊ยะบอกว่า “เมื่อพิจารณาอวัยวะเพศของหญิง จิตยังสะดุ้งสะเทือนแสดงว่ายังใช้การไม่ได้ อ่านตำรายังไม่จบ ให้ไปเรียนคัมภีร์มาใหม่” 

พระทั้งหลายที่ได้ยินได้ฟังเช่นนั้นก็กลัว ไม่กล้าพิจารณาบางองค์สั่นทั้งตัว ไม่กล้าทำ ทำไม่ได้ ท่านก็ดุเอาสิว่า “ไอ้ฉิบหาย!! กลัวอะไร ประสา…เอาเลย…พิจารณาเลย”

(๒) และครั้งหนึ่งหลวงปู่เจี๊ยะท่านสนทนากับ ท่านอาจารย์เฟื่อง โชติโก ผู้เป็นสหธรรมิก

อาจารย์เฟื่อง : “เจี๊ยะ! ไปสอนเขาแบบนี้ เขาก็หนีหมดซิ ผู้หญิงฯ สอนให้พิจารณาแต่ของเน่าของเหม็น”

อาจารย์เจี๊ยะ : “ไอ้ฉิบหาย! กูไม่เชื่อเลย ไอ้พวกนั่งจับลมๆ แม่งมึงก็หลับซิ พระพุทธเจ้าไปอยู่กับอาฬารดาบส และอุททกดาบส จนสำเร็จฌานแปด รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ ถึงมาเจริญอานาปานสติในตอนหลัง นี่ยังไม่ได้อะไรเลย จะมาจับลม เข้าพุท โธออก ไม่ทันหรอก อยู่กับหลวงปู่มั่น ๓ ปี ๔ แล้ง ไม่เคยสอนซักที จับลมนี่ มีแต่ให้พุทโธเร็วๆ บริกรรมพุทโธเร็วๆ เฟื่อง! สอนอย่างไรวะ”

อาจารย์เฟื่อง : “ไอ้ฉิบหาย! สอนเขาอย่างนี้ให้เหม็นเน่า ตัดคอตัดแขน ตัดขา แลบลิ้นออกมาตัด คอขาด แขนขาด เน่าเฟะ เรี่ยราดอยู่กลางศาลา แค่ฟังเขาก็กลัวแล้ว แล้วใครเขาจะมาฟังเทศน์เล่า ใครเขาจะเข้ามาใกล้ มีเพลงเดียว กัณฑ์เดียว ๑๐ ปี ก็เอาอย่างเก่า ปรับปรุงสำนวนให้มันนุ่มนวลหน่อยไม่ได้หรือ? บางทีคนเหล่านี้เขาเข้ามาฟังพอสบายใจ ก็กลับบ้านไปอยู่กับลูกกับเมียเขา ธรรมะรุนแรงเอาไปทำเองเอามาออกสังคมไม่ได้”

อาจารย์เจี๊ยะ : “ที่เทศน์ที่แสดงอยู่นี่ เพราะพริ้งที่สุดในโลกแล้ว หาฟังที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว มันไม่น่าฟังก็ชั่งแม่งมัน ก็ธรรมะเป็นอกาลิโกไม่จำกัดกาล เทศน์ที่ไหนก็ซัดมันซะจนเต็มเหนี่ยว”

(๓) พระอาจารย์เจี๊ยะ กิริยาของท่านทำอะไรไม่ติดข้องทางโลกเลย เช่น ปวดท้องฉี่ ท่านจะฉี่ตรงนั้นเลย คนเยอะไม่ต้องอาย ฉี่ตรงนั้นเลย ทีนี้ท่านก็ถูกตำหนิว่าเป็นพระผู้ใหญ่ทำไมถึงไม่ละอาย

แต่เมื่อเรามาพินิจพิเคราะห์ด้วยดี การกระทำแบบท่านนี้ทำยากนะ อย่างเช่นท่านนั่งเกากลางศาลาคนเยอะๆ นี่ คนธรรมดาทำได้เมื่อไร ชนทั้งหลายเขาก็ว่าพระองค์นี้ ไม่มีระเบียบเรียบร้อยเลย นึกไปนึกมาท่านก็รู้ๆ อยู่ แต่ท่านแกล้งทำเพราะรำคาญคน อยากให้มันหนีไปๆ จะได้อยู่สงบสงัด ท่านชอบอยู่เงียบๆ ทำอะไรๆ ของท่านไปไม่มีใครรู้เรื่องท่านหรอก

ศิษย์พระอาจารย์มหาบัวที่เป็นฆราวาส ที่มียศถาบรรดาศักดิ์สูงๆ พระอาจารย์มหาบัวก็แนะนำให้มากราบอาจารย์เจี๊ยะนะ นี่แหละ “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง”

(๔) พระอาจารย์เจี๊ยะไม่ว่าจะอยู่ที่ใดท่านละเอียดมาก ผ้าสบงเย็บชุนเป็นระเบียบมาก การใช้จ่ายรัดกุมมาก ใครก็ตามที่ไม่เคยฝึกมาก็จะคิดว่า “ทำไมท่านทำอย่างนี้นะ”

ถ้ามองเผินๆ ก็อาจจะดูหยาบ ถ้าเข้าไปใกล้ๆ จะเห็นประโยชน์ทุกอย่างที่ท่านทำ เช่นอย่างเดินไปนี่ เห็นตะปู ท่านจะให้ถอนออก แล้วเคาะๆ ๆ เก็บไว้มีประโยชน์ไม่ต้องซื้อหา เวลาเดินไปเจอถังพลาสติกแตกๆ ท่านก็เอามาเคาะๆ เอามาป่นใช้แทนครั่ง ทำด้ามสิ่วด้ามขวาน 

เจอหมอนแตกท่านให้พระที่ติดตามลงไปงมมาจากในน้ำ ชาวบ้านมองกันหมด เมื่อได้หมอนมา เอามาตากแดดให้แห้ง แล้วก็นำมาเย็บให้ดี บางทีพระรูปที่ติดตามต้องสะพายบาตรเดินตามหลังอยู่แล้ว ยังต้องมาสะพายหมอนขาดอีก ใครๆ เขาเห็นเขาก็ว่า “บ้า” แม้แต่ผู้ที่ติดตามยังคิดว่า “ทำยังงี้เหมือนบ้า” แล้วคนอื่นที่มองมันจะคิดมากขนาดไหน ดูๆ แล้วเหมือนผีบ้าเดินตามกัน คนจะมองเหมือนคนบ้ากับคนบ้าอยู่ด้วยกัน

ท่านห้าวหาญมากไม่กลัวใคร แม้พระที่นับถือท่านหรือไม่นับถือท่านก็ไม่กลัวเลย ยกตัวอย่างเช่น พระเดินตามกัน ๒ รูปไม่ได้เลย ถ้าท่านรูปใดทำ เป็นได้เรื่อง ท่านจะด่าเลย ท่านจะให้เร่งความเพียร การเดินตามก้นกันเหมือนฆราวาส ท่านไม่ให้ทำ

พระบางรูปข้อวัตรปฏิบัติดีเยี่ยม เป็นเพียงกิริยา แต่พอเสร็จจากการทำตามตาราง ก็คุยกันจุกๆ จิกๆ ท่านพูดเมื่อเห็นพระกระทำเช่นนั้นว่า “กูไปนั่งเยี่ยวอยู่นี่ เท่ากับพวกท่านพิจารณากันทั้งคืนมั้ง”

พระอาจารย์เจี๊ยะดุพระเณรมาก จนบางครั้งพระอาจารย์เฟื่องต้องเตือนพระเณรว่า “อาจารย์เจี๊ยะท่านเป็นอย่างนี้แหละ อยู่กับหลวงปู่มั่น แหย่หลวงปู่มั่นให้ดุได้ทุกวัน พวกท่านอยู่กับท่านอาจารย์เจี๊ยะอย่าถือสาท่านนะ”

(๕) เวลาอบรมลูกศิษย์ท่านจะดุมาก เพราะนิสัยท่านชอบฟังธรรมะที่เผ็ดร้อน เวลาอบรมพระเหมือนว่าท่านจะปั้นหน้า หันหน้าเข้าฝา ทั้งๆที่คุยกันอยู่ ทั้งๆที่ยิ้มๆกันอยู่ดีๆ พอท่านหันหน้ากลับออกมาพูดเรื่องธรรมะนี่ หน้าท่านดุเลย

วันไหนถ้าท่านได้ยินเสียงพระคุยกัน ไม่ประกอบความเพียร ท่านลงทุนทุบร่ม กระแป๋ง ขว้างลงมาโครมครามๆ ท่าจะพูดบ่นๆ ว่า “โน่น!…มันพากันหนีไปทางโน่นแล้ว พวกนี้ต้องสอนแบบนี้ ไม่งั้นไม่กลัว” พูดเสร็จแล้วท่านก็หัวเราะ…เสียงดัง ฮ่า ฮ่า…

เมื่อใดใครก็ตามได้เข้าไปสัมผัสจริง จะรู้ว่าพระอาจารย์เจี๊ยะ เป็นที่อบอุ่นมีเมตตาอารี ท่านมีนิสัยล่อหลอกทดสอบคนใกล้ชิดท่านอยู่เสมอ ไม่ให้ตายใจ เหมือนว่าเวลาเราจะเดินหน้า ท่านจะถอยหลัง เราถอยหลัง ท่านเดินหน้า เราไป ท่านจะเหยียบเบรค เราต้องจับเอาธรรมะท่านไม่ซ้ำซาก พูดตรงๆ

แต่เฉพาะการพิจารณากายนี้ ๑๐๐ ครั้ง ก็พูดอย่างเก่า เทศน์อย่างเก่าไม่เปลี่ยนแปลง เฉพาะการพิจารณากายอย่างเดียว อย่างอื่นอาจมีแหลมคมตามแง่เหตุผล 

สำหรับการสอนพระ สอนให้ “พุทโธ” ถ้าพุทโธไม่อยู่ ให้กลั้นหายใจพุทโธไป ๒๐ ครั้ง แล้วออกอีก ๒๐ ครั้งในลมหายใจเดียว ให้รัวเหมือนเอ็ม ๑๖ ท่านว่าอย่างนั้น “พุทโธๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ให้อย่างนั้นเลย มันถึงจะอยู่ ต้องไว ท่านสอนต่อไปว่า “ถ้าพิจารณากายไม่ไหวนี่ เอาระเบิดใส่ในตัวเรา เอ็ม ๑๖ จ่อขมองเลย ถ้าตัดลิ้นตัดคอยังเสียวอยู่ เอาระเบิดให้แม่มันคอขาดไป”

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านออกเที่ยวแสวงหาถิ่น ที่วิเวกทางกายและจิตพอสมควรแก่กาลแล้ว ท่านก็จะเดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดอโศการามในฤดูฝน เพื่ออบรมสั่งสอนพระเณรเท่าที่ความสามารถที่พึงจะกระทำได้

แต่เมื่อท่านกลับเข้ามาอยู่วัดอโศการาม เป็นพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง พระเณรก็ไม่ค่อยจะเชื่อฟังท่านมากนัก มักมองท่านด้วยสายตาว่าเป็นพระแก่เลอะเลือนไม่มีความหมาย พระบางรูปถึงขนาดดูหมิ่นว่า “ท่านเป็นพระบ้า”

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านกล่าวว่า “พระทุกวันนี้มักติดรูปแบบในการปฏิบัติ มากกว่าวิธีปฏิบัติจริงเพื่อถึงความพ้นทุกข์ ดังคำที่ว่า “โลกชอบ แต่ธรรมชัง หรือธรรมชอบ แต่โลกชัง”

สาเหตุเพราะว่าทุกๆ คนชอบมองแต่กิริยาภายนอกอันเป็นไปแบบสบายๆ เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะเห็นเหตุการณ์อย่างนั้น ท่านจึงสลดใจ

…………………………..

ตามรอยพระอริยะเจ้า! “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท” พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง

(ติดตามตอนต่อไป) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ เคารพ ‘พระอาจารย์บัว ญาณสัมปันโน’ อย่างยิ่งอีกองค์

Posted on February 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636502

'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' เคารพ 'พระอาจารย์บัว ญาณสัมปันโน' อย่างยิ่งอีกองค์

วันศุกร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.58 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) หลังจากหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท กลับมาจำพรรษาที่จังหวัดจันทบุรี ได้บูรณะวัดเขาแก้วจนเป็นรมณียสถานและอยู่เป็นเวลานานพอควร ช่วง พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๖ หลวงปู่เจี๊ยะท่านก็ได้เดินทางไปจำพรรษาร่วมกับ พระอาจารย์บัว ญาณสัมปันโน ที่วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

เรื่องราวชีวิตของหลวงปู่เจี๊ยะท่านในช่วงนี้ พระอาจารย์บัว ญาณสัมปันโน ได้เมตตาเล่าให้ญาติโยมฟังไว้ เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๕ ที่สวนแสงธรรม ความดังนี้

ท่านเป็นพระดีนะอาจารย์เจี๊ยะพูดเรื่องภายในเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง คือ…กิริยาภายนอกท่านไม่น่าดูนะ กิริยาท่านข้างนอก บ๊งเบ๊งๆ อะไรรู้สึกว่ามันไปอีกแบบหนึ่ง ยิ่งกว่าหลวงตาบัวเข้าไปอีก (หัวเราะ) แม้แต่หลวงปู่มั่นก็ยังเถียงกันตาดำตาแดง

ตอนปี ๒๕๐๕ ท่าน (พระอาจารย์เจี๊ยะ) ไปจำพรรษากับเราที่ วัดป่าบ้านตาด นั่นล่ะ เราจะเริ่มปลูกกุฏิหลังนั้นล่ะนะ พวกโยมเขาก็ไปขุดดิน เกลี่ยดินที่จะปลูกฐาน ทีนี้ท่านก็ไปทำอะไร เขาเรียก “คราด” อะไรสำหรับกวาดดินนั่นแหละ ทีนี้ท่านทำไม่รู้จักเวลาล่ะสิ กำลังจะมืดแล้วนี่นา เราเดินจงกรมอยู่ ก็เงียบ เป็นเวลาที่พระท่านเดินจงกรม เสียงปังๆ ขึ้นเลยกลางวัดนี่

เอ๊ะ! มันเสียงใครมาทำอย่างนี้นะ เราก็เดินไปเลยแหละ เดินไปท่านอาจารย์เจี๊ยะ ท่านทำคราดนั้นนะ สำหรับกวาดดินกุฏิเรา ท่านไปทำเอาเวลาไม่ควรล่ะสิ เสียงดังเปรี้ยงๆ ขึ้น ท่ามกลางวัดเงียบๆ นะ เราก็เดินจากทางจงกรมแล้วไปเลย ไปก็ไปเห็นท่านกำลังทำอยู่ เราก็ยืนเลย เอากันทีเดียว

“ท่านอาจารย์เจี๊ยะ” ว่าอย่างนี้เลยนะ “ถ้าหากว่าท่านอาจารย์ไม่เคยอยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์มาแล้ว ผมก็จะว่าให้ท่านนะ นี่ท่านเคยอยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นมาแล้ว ท่านสอนยังไง กิริยายังไร ทำไมท่านถึงมาทำอย่างนี้” พอว่าแล้วก็เดินกลับเลย

พอตื่นเช้าขึ้นมาท่านอาจารย์เจี๊ยะไปรออยู่ที่บนศาลา ท่านไปนั่งรอตรงที่เรานั่ง พอเรานั่งกราบไหว้พระเสร็จแล้ว เราก็มานั่งพัก ท่านปั๊บเข้ามาเลย มาจับขาเราดึงออกไปนะเราก็พูดว่า “ดึงออกไปทำไมขาวะ”

อาจารย์เจี๊ยะท่านก็ว่า “โอ๊ย! ผมขอกราบซักหน่อยเถอะ” พอกราบแล้วน้ำตาร่วงต่อหน้าเรานะ “แหม! ท่านอาจารย์พูดทำไมถึงถูกต้อง ศัพท์เสียงอะไร ลักษณะเหมือนกับท่านอาจารย์มั่น” ขึ้นถึงศัพท์ถึงเสียงเลยนะ “ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกันหมดเลย อู้ย! ผมกราบไหว้เลย เมื่อคืนนี้ผม (ท่านอาจารย์เจี๊ยะ) สลดสังเวช ผมนี้ผิดจริงๆ”

นั่นเห็นมั้ย ท่านว่าอย่างนั้นนะ เพราะเราก็อ้างว่า “ถ้าท่านไม่อยู่กับท่านอาจารย์มั่นมา ผมก็จะว่าจะสอนท่าน นี่ท่านอยู่มาแล้วนี่ จะให้ผมสอนท่านว่ายังไง” นี่ล่ะท่านทิ้งปั๊วะเลยนะ 

เพราะฉะนั้นตอนเช้าถึงมารอกราบ แล้วลากเท้าเราไปเลยนะ ไปกราบกับฝ่าเท้าเลย “ผมขอกราบท่านสนิทใจเลยๆ” ทั้งกราบทั้งน้ำตาร่วงเลย ท่านว่า “ผมยอมท่านอาจารย์ ดูลักษณะท่าทางไม่ผิดท่านอาจารย์มั่น ผมจับได้หมดเลย ผมเคารพสุดยอด” ฉะนั้นจึงกราบแล้วก็น้ำตาร่วง

ท่านถึงได้บอกว่า “พระนี่ผมกลัวอยู่สององค์เท่านั้น ท่านอาจารย์ใหญ่กับท่านอาจารย์มั่น นอกนั้นผมไม่กลัวใคร” ว่าอย่างนี้วะ พูดตรงๆ อย่างนี้

ท่านมีนิสัยทำอะไรละเอียดลออมากเราถึงได้บอกว่า “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ภายนอกท่านกิริยาโผงผางๆ แต่ภายในท่านละเอียดลออ ทุกสิ่งทุกอย่างละเอียดหมดนะหลักธรรม หลักวินัยไม่เคลื่อนคลาดเลย เนี่ย ที่เราชมท่านนะ หลักธรรมหลักวินัยไม่เคลื่อนคลาดสะอาดมากทีเดียว อยู่กันมานาน

*จําพรรษาอโศการาม

หลวงปู่เจี๊ยะท่านจำพรรษาที่วัดเขาแก้วอยู่หลายปี เพราะเป็นคนไปก่อสร้างบูรณะและต่างถาวรวัตถุไว้มากมาย ประกอบกับมีความคุ้นเคยในสถานที่นั้น พระเป็นแถบถิ่นฐานบ้านเดิมของท่านและที่สำคัญพระป่าสายท่านอาจารย์มั่นที่อยู่ทางจันท์ก็มีน้อย

เมื่อออกพรรษา ปี ๒๕๑๘ พระเณรที่วัดเขาแก้วมีน้อย ท่านเดินทางออกจากวัดเขาแก้ว ไปวัดอโศการาม เพื่อชักชวนพระเณรที่วัดอโศการามมาร่วมจำพรรษาด้วย มีพระติดตามท่านไป ๔-๕ รูป พระเหล่านั้นเป็นพระที่หลวงปู่เจี๊ยะชักชวนมา มิได้มาเองด้วยสมัครใจ

ขณะนั้นที่วัดอโศการาม บรรดาพระทั้งหลายกำลังมีความ สงสัย เรื่องธรรมภายในของท่านเป็นอย่างยิ่ง นอกจากสงสัยเรื่อง ธรรมภายในแล้ว ปฏิปทาของท่านก็ยังเป็นที่กังขาสงสัยยิ่งนัก เพราะ พระโดยส่วนมาก เป็นพระบวชใหม่ๆ กัน หรือแม้แต่พระเก่าๆ บาง รูปก็ยังตำหนิในข้อปฏิบัติของท่านอยู่

“ผู้ไม่มีคุณธรรมภายในประเสริฐจะไม่มีทางรู้เรื่องคุณธรรม อันประเสริฐของท่านได้ เพราะกิริยาท่าทางของท่านไม่สวยงาม ซึ่งปิดบังคุณธรรมลึกๆ ของท่านที่อยู่ภายในแบบมิดเมน ซ่อนเร้น การ พูดท่านก็พูดง่ายๆ ถ้าเราไม่จับใจความ ไม่ตั้งใจขบคิดก็จะไม่สามารถเข้าใจได้”

พวกพระที่ท่านชักชวนส่วนมากปฏิเสธ คิดๆ อีกทีน่าสงสาร – แต่คิดให้ลึกๆ น่าสงสารเราพวกพระทั้งหลายนั่นแหละ ที่พระ ประเสริฐอย่างนี้มาชวนไม่ยอมพากันมา แถมแสดงท่าทางรังเกียจ ติดตาม เพราะอะไร ก็เพราะพวกเรามองอะไรๆ แต่ภายนอก ไม่เคยมองดูว่าพระพุทธเจ้า นั้นท่านบรรลุธรรมด้วยกาย หรือด้วยใจ จริงอยู่กายวาจา เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ใจสำคัญกว่า ทั้งสองนั้นอีก เหมือนที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า สำเร็จลงด้วย ถ้าใจดี ก็ดี ถ้าใจชั่ว ก็ชั่ว จะทำจะพูดอะไรถ้าใจมันดี การกระทำ การพูดก็ดี เหมือนเกวียนติดตามรอยเท้าโคฉะนั้น”

การมองแต่ภายนอกนั้น เป็นนิสัยของชาวโลกที่ติดกันมาเป็น ตลาช้านาน แต่หลวงปู่เจี๊ยะท่านก็มีธรรมของท่าน ท่านจึงไม่มีมายา จะแสดงอะไรหลอกๆ เหมือนโลกทั้งหลายที่เขาทำกัน ความจริง เป็นอย่างไร จึงเป็นธรรมชาติที่จริงอย่างนั้นออกมา ไม่มีการเสแสร้ง แกล้งทำ คิดๆ ไปก็น่าปวดหัว เพราะว่าการทำอย่างท่านนั้น ยากกว่า ทำอย่างอื่นเสียอีก เพราะท่านก็รู้ว่าคนทั้งหลายไม่ชอบแบบนั้น ท่านก็ไม่มีเปลี่ยนแปลง เพื่อให้คนมานับถือตน เพราะเพียงแต่ ท่านอยู่เฉยๆ พูดแต่เพียงว่าเป็นลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น 

คำพูดเพียงเท่านี้ก็หาอยู่หากินกันไปจนตาย เพราะวิธีการ แบบนี้มีพระนำไปใช้กันเยอะ แต่ท่านไม่ใช่พระแบบเอาครูบาอาจารย์ มาขายเลหลัง เพราะคุณธรรมที่มีอยู่ภายในท่านนั้น ไม่มีสูงต่ำกับ อะไร ท่านจึงสบายๆ ของท่าน

*เปลือกนอกอาจารย์เจี๊ยะ

ก่อนที่พวกพระ0ะไปกับหลวงปู่เจี๊ยะนั้น พระวัดเขาผู้ใหญ่ๆ และพระอื่นๆ ก็มากระซิบบอกพวกพระว่า “ตายนะ ตายแน่ๆ นะ พวกคุณรู้หรือยัง ว่า การไปอยู่กับครูอาจารย์แบบ นี้จะเป็นเช่นไร เดี๋ยวพวกท่าน จะโดนไล่หนีหมดหรอก” ท่าน เป็นพระที่ไม่มีใครใกล้ชิด พวกพระที่นั่งคิดปรึกษากัน “ตายแน่ๆ คราวนี้แล้วพวกเรา ทำอย่างไรล่ะ?” ตอนนั้นมีแต่พระใหม่ๆ บวชได้คนละ ๓-๔ พรรษ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระที่จะอยู่กับท่าน ต่างองค์ก็ต่างกลัวเพราะคน เข้า พวกพระปอดแหกแล้ว

“พระอาจารย์เจี๊ยะมากนะ” นี้เป็นภาษาที่โลกตั้งให้ท่าน ถ้าเป็นภาษาทางธรรมท่านเรียกว่า “ตรงเผง” คือท่านไห อ้อมค้อมอาจหาญในคำพูด ไม่เกรงกลัวใคร อันนี้แหละที่บุคคลอื่น ทำไม่ได้ 

วันที่พวกพระติดตามไปวัดเขาแก้วกับท่าน พระอุปัชฌาย์ของ ทั้งหลายเหล่านั้น ถึงกับต้องเขียนจดหมายฝากไปให้หลวงปู่เจี๊ยะ ความในหนังสือนั้นเขียนว่า “ถ้าหากว่า พระอาจารย์เจี๊ยะดุด่าว่ากล่าวสัทธิวิหาริกของผม ไม่สามารถทนได้ ผมจะเรียกพระผมคืน” นี่ท่านเขียนถึงขนาดนั้น – ที่สุดพวกพระ ๔-๕ รูป ก็เหลือที่กล้าไปจำพรรษากับหลวงปู่เจี๊ยะ วัดเขาแก้วจันทบุรีเพียง ๓ รูป จวนใกล้จะอธิษฐานเข้าพรรษาแล้ว วันหนึ่งมีโยมมาบอกท่าน “หลวงปู่ขาว อนาลโย” ป่วยหนัก
 
ท่านจึงมาบอกกับพวกพระว่า “ผมอยู่กับพวกท่านไม่ได้แล้ว ผมจะขึ้นไปอยู่กับปู่ขาวที่ถ้ำกลองเพล เพราะปู่ขาวป่วยหนัก ท่านพูดสั้นๆ แบบไม่ไยดีพวกพระที่ติดตามมาเลย
พระองค์หนึ่งในจำนวนพระหลายรูปนั้นพูดขึ้น “ตายแล้วทีนี้ แล้วที่มาด้วยกันหลายๆ รูปก็แสดงความเห็นด้วย “แล้วพวกเราจะ อยู่ยังไง จะเข้าพรรษาแล้วไม่กี่วัน” ต่างองค์ต่างก็ปรึกษากันด้วย

“พวกผมตั้งใจมาอบรมกับท่านอาจารย์ มากับท่านอาจารย์ก็ อุปสรรคมากอยู่แล้ว แล้วจะมาให้พวกผมอยู่กันตามลำพัง แล้วจะให้ จากผมปฏิบัติยังไง”

ท่านตอบแบบที่เราได้ยินและร่ำลือทันทีว่า “เฮ้ย! ไม่เกี่ยว – หลวงปู่ขาวป่วยหนักพวกท่านอยู่วัดกันเลย” ท่านพูดห้วนๆ ตรงๆ ฟังแล้วเข้าใจแต่ไม่สบายใจ เหมือนมีอะไรมากอยู่ที่อกเพราะ ไม่รู้จะทำอย่างไร เอาซะแล้วสิ กรรม…กรรมแท้ๆ พระองค์หนึ่งรำพึง เป็นเพราะเราไม่เชื่อพระผู้ใหญ่แท้ๆ ที่ติดสอยห้อยตามท่านมา เอาพวก เรามาแล้วท่านก็มาทิ้ง

เพราะตอนนั้นพวกพระไม่ทราบว่า ท่านเคารพรักหลวงปู่ขาว ขนาดไหน ท่านรักและเคารพหลวงปู่ขาวมาก เพราะหลวงปู่ขาวสอบ ให้ท่านพิจารณาคิดค้นทางด้านร่างกายด้วยปัญญา และหลวงปู่ขาว นี่เอง เป็นพระที่ท่านให้ใจแบบหมอบราบ ถึงกับพูดว่า ท่านพระ อาจารย์มั่นบอกว่า “หลวงปู่ขาวนี่แหละเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง”

พอถึงวันเข้าพรรษาพวกพระก็อยู่กันแบบว้าเหว่ มีพระ พรรษา ๓ องค์ หลวงพ่อแก่ๆ อีกองค์หนึ่งซึ่งอยู่เดิม และสามเณร เป็นหลานหลวงปู่เจี๊ยะ รวมแล้วเป็น ๕ องค์ จำพรรษาที่วัดเขาแก้ว

ส่วนหลวงปู่เจี๊ยะ ท่านไปจำพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพล เพื่ออุปัฏฐากหลวงปู่ขาว อนาลโย แต่ก่อนไปหลวงปู่เจี๊ยะก็ได้บอก สาเหตุ ที่ท่านต้องไปให้พระเหล่านั้นใจชื้นขึ้นมาบ้างว่า… หมู่เอ๋ย…สาเหตุที่ผมเคารพรักหลวงปู่ขาวมาก ก็เพราะ พระอาจารย์มั่นเองเป็นผู้รับรอง จึงขอเล่าย้อนอดีตให้พวกท่าน เรื่องที่ท่านอาจารย์มั่นชมเชยหลวงปู่ขาวมากนั้น ผมได้ฟังมากับ “ท่านขาวเป็นพระสำคัญมากนะ หมดกิเลสแล้วนะเจี๊ยะ ให้จับตา ให้ดีจะเป็นที่พึ่งได้”
 
เมื่อตนได้ยินท่านพระอาจารย์มั่นพูดดังนั้น ตนก็อึดฮัดขึ้นมา อยากเจออยากพบอยากเห็น เพราะปกติแล้วท่านพระอาจารย์ ท่านไม่ขึ้นชมใครง่ายๆ แสดงว่าพระรูปนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน ต้อง อะไรที่เราจะสามารถค้นคว้าเอาจากท่านได้ และสิ่งนั้นคือธรรม

*ในบารมีพระอาจารย์มั่น

ที่วัดถ้ำกลองเพล นี้ มีถ้ำเรียกว่า “ถ้ำกลองเพล” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดมีตำนานเล่ากันว่า ในถ้ำนั้นมีกลองเพลใหญ่ประจำถ้ำหนึ่งลูก มีขนาดใหญ่โตมาก ส่วนจะมีมาแต่สมัยใดนั้น ไม่มีใครทราบ คงจะมีมานานนับร้อยปีขึ้นไป จนกลองเพลนั้นมีความคร่ำคร่า ผุพัง แตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นใหญ่ ชิ้นน้อย โดยไม่มีผู้ใดทำลาย พวกนายพรานเที่ยวล่าเนื้อเวลามาพักนอนในถ้ำ ยังได้อาศัยเศษไม้ที่แตกกระจัดกระจายจากกลองเพลมาหุงต้มรับประทานกัน ชาวบ้านใกล้เคียงบริเวณนั้นจึงได้พากันให้ชื่อนามถ้ำนั้นว่า ถ้ำกลองเพล

ครั้นต่อมามีพระธุดงค์กรรมฐานไปเที่ยวบำเพ็ญธรรมและพักในถ้ำนั้นบ่อย ๆ จนถ้ำนั้นกลายเป็นวัดคือที่อยู่ของพระขึ้นมา จึงพากันให้นามว่า “วัดถ้ำกลองเพล” จวบจนทุกวันนี้ 

บริเวณถ้ำกลองเพลในปัจจุบันนี้ ประกอบด้วยป่าไม้ที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ เพิงหิน เพิงผา ที่รูปร่างประหลาดและสวยงามมีอาณาเขตกว้างขวางนับร้อยไร่ ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน จึงมีทัศนียภาพที่งดงามมาก

ในอดีตจังหวัดหนองบัวลำภู เคยเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดอุดรธานี ในเอกสารเก่าจึงอ้างอิงว่า เป็นจังหวัดอุดรธานี แต่ในปัจจุบันได้ยกฐานะเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู แล้ว เป็นหนึ่งในสามจังหวัดที่แยกตัวออกมาจาก จ.อุดรธานี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ พร้อมกับจังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดสระแก้ว

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเคารพรักองค์ พระอาจารย์ขาว อนาลโย อย่างสูงยิ่งอีกองค์ เนื่องจากพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เคยกล่าวชมพระอาจารย์ขาวไว้ว่า “เออ!…หมู่เอ๊ย! ให้รู้จักท่านขาวไว้ด้วยเน้อ เธอได้พิจารณาของเธอแล้วมาเล่าให้เราฟัง ท่านขาวเป็นพระสำคัญให้จับตาดูให้ดี” ดังนั้น ท่านหลวงปู่เจี๊ยะจึงเชื่อแน่ว่า พระอาจารย์ขาวเป็นองค์สำคัญอีกองค์ 

อีกทั้งพระอาจารย์มั่นได้ฝากฝังท่านไว้กับพระอาจารย์ขาวเพราะกลัวว่ากิริยาแบบหลวงปู่เจี๊ยะไปอยู่กับใคร ใครจะไม่เข้าใจท่าน พระอาจารย์มั่นจึงฝากท่านให้หลวงปู่ขาว

ในขณะที่ท่านได้จำพรรษากับหลวงปู่ขาวที่ถ้ำกลองเพล มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนนั้นได้ไปอาสาหลวงปู่ขาวทำอ่างเก็บน้ำ คนอื่นทำงานกลางวันงานไม่เสร็จ หลวงปู่เจี๊ยะจึงลงมาทำในตอนกลางคืนซึ่งเป็นเวลาภาวนาของพระส่งเสียงรบกวนไปทั่ววัด ท่านใช้ฆ้อนปอนด์สะกัดหิน ทุบหิน เสียงดัง เพ้ง…เพ้ง…เพ้ง…

หลวงปู่ขาวท่านได้ยินก็ถามพระว่า “นั่นเสียงใครทำอะไร เสียงดังลั่น” “เสียงท่านอาจารย์เจี๊ยะสกัดหิน” พระท่านกราบเรียน “ไปเรียกมาซิ ทำงานอะไรไม่รู้จักเวล่ำเวลา” องค์หลวงปู่ท่านบ่นๆ

เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะเข้ามาถึงหลวงปู่ขาวท่านจึงพูดขึ้นว่า“ท่านเจี้ยะ ถ้าท่านอาจารย์ใหญ่มั่นไม่ฝากท่านไว้กับผม ผมไล่ท่านหนีแล้วนะ”ด้วยคำพูดเพียงเท่านี้ ก็ทำให้เราตื้นตันใจถึงท่านพระอาจารย์มั่นยิ่งนัก

สาเหตุที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำทั้งกลางวันทั้งกลางคืนนั้นเพราะต้องการให้งานเสร็จโดยเร็วเพราะว่ายิ่งยืดเยื้อยิ่งจะก่อความรำคาญแก่พระเณรไปนานรีบๆ ทำรีบเสร็จน่าจะดีกว่าปล่อยให้คาราคาซังแต่เมื่อหลวงปู่ขาวท่านเตือนอย่างนั้นหลวงปู่เจี๊ยะท่านก็นั่งนิ่งรับโทษ ไม่ได้โต้ตอบแต่ประการใด
………………………

ตามรอยพระอริยะเจ้า! “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท” พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง

(ติดตามตอนต่อไป) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ เล่าเรื่องบุญฤทธิ์ของ ‘พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต’ หลังละสังขาร

Posted on February 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636252

'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' เล่าเรื่องบุญฤทธิ์ของ 'พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต' หลังละสังขาร

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.29 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) แล้วคืนวันพฤหัสบดี แรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ หลวงปู่เจี๊ยะ นิมิตเห็นท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า “ในนิมิตนั้นท่านงดงาม ชัดเจนมาก เหมือนกับว่าท่านอยากจะมาแสดงอะไรบางอย่างให้เรารู้ ประหนึ่งจะเป็นเครื่องแสดงว่า ท่านจะลาโลกลาสงสารเข้าสู่แดนวิมุตติอันเป็น อนุปาทิเสสนิพพาน คือการดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือเข้าสู่ทาง สายเอกคือ วิสุทธิธรรมล้วนๆ”

หลวงปู่ท่านเล่าว่า ท่านพระอาจารย์มั่น ตนเคารพรักท่าน เป็นที่สุด ชีวิตจิตใจนี้มอบให้ได้เลย ไม่เสียดายถ้าท่านต้องการ เพราะท่านเป็นเจ้าบุญเจ้าคุณ (ธรรม) ล้นเกล้าล้นกระหม่อมจริงๆ

“การที่พระสาวกมีพระอานนท์ เป็นต้น กล้าพลีชีพแทน พระพุทธเจ้าในขณะที่ช้างนาฬาคีรีกระโจนตกมันมา เพื่อจะทำลายพระพุทธองค์ พระอานนท์ก็เอาชีวิตของท่านเข้าขวางกั้นไว้ ก็เพราะความถึงใจด้วย สายใยแห่งธรรม อย่างนี้เอง เราเคารพในท่านพระ อาจารย์มั่น ก็ตั้งใจอย่างนั้นเหมือนกัน”

“ถ้าเรื่องของท่าน ใครอย่ามาแตะ มาว่า เราไม่ยอม ตอนอยู่กับท่าน หน้าที่อะไรก็ตาม ต้องทำให้ดีทั้งหมด ให้สะอาดเรียบร้อย และทำให้ได้ดี ถ้าไม่ดี ทำมันจนตีจนพอใจ ถึงจะยอมหยุด”

เมื่อเกิดนิมิตในตอนกลางคืน ขณะภาวนาก็ประหวัดๆ ภายในใจเสมอๆ เหมือนจะมีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกี่ยวกับองค์ท่าน ในตอนเช้าวันนั้นได้ออกจาริกเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต ได้ถามลุงกาย ทันทีว่า “ลุงกาย…มีข่าวหลวงปู่มั่นบ้างมั้ย?” ลุงกายบอกว่า “ไม่ ครูบา…” แต่หลวงปู่ท่านมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูกอยู่ภายในใจลึกๆ

กลับจากบิณฑบาตนั่งฉันอยู่สักประเดี๋ยว ท่านพระครูรัตน โสภณ เจ้าคณะอำเภอให้โยมเดินทางมาบอกว่า “ข่าววิทยุออก บอกว่าหลวงปู่มั่นมรณภาพแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนนี้”

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า “พอว่าท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพเท่านั้นแหละ เราลุกขึ้นจากที่ฉันข้าวทันที เดินดิ่งหลบไปทางด้านหลัง ปลงธรรมสังเวชสุดที่จะอธิบายได้” จิตก็หวนรำลึกคำพูดของท่านว่า “อายุ ๘๐ ปี ท่านจะตาย”

“ดับแล้วท่านผู้ทรงคุณอันประเสริฐ พ่อแม่แห่งวงศ์พระกรรมฐาน นับจากกึ่งพุทธกาลนี้อีกต่อไป ท่านผู้ทรงคุณเช่น พระอาจารย์มั่นนี้ จะไม่มีประดับโลกอีกแล้ว ท่านผู้มีบุญอย่าง พระอาจารย์มั่นนี้ เป็นบุตรของใคร เป็นเพื่อนของใคร เป็นพี่เป็นของใคร เป็นศิษย์ของใคร เป็นอาจารย์ของใคร เกิดในประเทศใด หรือจะอยู่ที่แห่งหนตำบลใด สถานที่นั้นหรือบุคคลนั้นที่เกี่ยวข้องต้องเย็นใจ สบายใจ สุขใจและเพลินใจ”

เมื่อทราบข่าวดังนั้น หลวงปู่เจี๊ยะก็รีบขึ้นรถไฟกลับทันที ในระหว่างที่เดินทางกลับมานั้นตั้งใจไว้ว่า ก็จะต้องเข้าไปหาท่านพ่อลี ที่วัดป่าคลองกุ้งก่อน เพื่อว่าท่านจะสั่งให้ทำอะไรเป็นพิเศษ

หลวงปู่เจี๊ยะไปถึงก็ค่ำแล้ว ทราบว่าท่านพ่อลีท่านนั่งรออยู่ ยังไม่ยอมลงปาฏิโมกข์ ทั้งๆที่ไม่ได้กราบเรียนล่วงหน้าว่าจะมาหาท่าน หลังจากนั้นท่านพ่อลีก็สั่งให้ หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเฟื่อง โชติโก และท่านเจือ สุภโร เดินทางไปร่วมงานศพท่านพระอาจารย์มั่นก่อน แล้วท่านจะเดินทางตามไปทีหลัง

*มรณา-สังฆานุสติ

เมื่อไปถึงงานศพท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่เจี๊ยะก็เข้าไป กราบคารวะศพท่านทันที ระลึกถึงบุญคุณที่ท่านอบรมสั่งสอนมา สุดที่จะอดกลั้นทานน้ำตาไว้ได้ หลวงปู่ท่านกล่าวเบาๆ ว่า “กรรมใดอันที่เกล้าฯล่วงเกิน ขอครูบาอาจารย์จงโปรดอโหสิกรรม”

จักร คือ ธรรมอันประเสริฐที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้หมุน เพื่อสานุศิษย์ บัดนี้เป็นวาระสุดท้ายแห่งขันธ์ที่กำลังจะมอดไหม้ ยนต์ คือ สรีระ อันมีจักร ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน มีทวาร ๔ คือ ตา ๒ หู๒, จมูก ๒. ปาก ๑, ทวารหนัก๑ทวารเบา๑ หยุดการเล่นแล้วเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน อันเป็นแดนเกษม ทวารหนัก ๑, ทวารเบา ๑ หยุดการแล่นแล้ว เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน อันเป็นแดนเกษม

ปัญญาภิสังขารที่เหลือไว้นี้เป็นเพียง มรณา-สังฆานุสติ เป็นที่ระลึกกราบไหว้บูชา พระศาสดาและพระสาวกอรหันต์ทั้งหลาย ล่วงไปแล้ว ล่วงไปสู่แดนอมตะธรรม ไม่ต่ำไม่สูง ไม่ใกล้ไม่ไกล หากดวงใจที่บริสุทธิ์ครอง

พระบรมศาสดาตรัสแล้วไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราเตือนท่านทั้งหลายไว้ว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเกิด

ภิกษุทั้งหลาย ธรรมวินัยใดที่เราแสดงและบัญญัติไว้แล้ว ธรรมและวินัยนั้น จะเป็นศาสดาของเธอเมื่อเราล่วงไป”

หลวงปู่เจี๊ยะท่านกล่าวว่า ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเป็นพุทธสาวก ไม่กลับมาหลงโลกที่เคยเกิดตายอีกต่อไป ไตรโลกธาตุทั้งหมดนี้ประมวลลงในไตรลักษณ์ ที่หมุนไปด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใครมีปัญญาเรียนถึงอย่างที่ท่านสอน ก็ไม่ต้องกลับมานอนทอดถอนใจ เดินตามหลังท่านไปสู่พระนิพพาน

*อริยเจ้าในดวงใจ

ในระหว่างที่ช่วยงานศพท่านพระอาจารย์มั่นนั้น หลวงปู่ท่านเล่าว่า มีพระเณรหลั่งไหลมาจากทิศานุทิศ ประชาชนญาติโยมมาคารวะศพมิได้ขาด ทุกๆคนที่เข้ามา ล้วนห่อข้าวมากินเอง คาราวานเกวียนจอดเต็มรอบๆ บริเวณวัดสุทธาวาส หามุ่งหาเสื่อ เพื่อมานอนจุดตะเกียงจุดไฟกันเอง หุงหาอาหารกินกันเอง

แล้วตอนเช้าๆ เตรียมหาอาหารใส่บาตรพระ เป็นนิมิตแห่งชัยชนะด้วยบุญญานุภาพอย่างแท้จริง ทุกอย่างเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ทุกคนล้วนแต่มีน้ำตาอาลัยความดีของท่านพระอาจารย์มั่น เป็นน้ำตาสดุดีสังฆปฏิบัติ

ตอนนั้นท่านเป็นพระหนุ่มน้อยอยู่ก็ได้รับคำสั่งจากท่านพระอาจารย์ฝั้นให้ไปดูแลเรื่องน้ำ เพราะน้ำขาดแคลนมาก ใช้ญาติโยมและเณรเอาอีเต้อขุดจนมือแตก น้ำก็ไม่ออก

“เราคิดว่า รอช้าจะไม่ทันการณ์จึงจำเป็นต้องขุดบ่อเอง ในที่สุดน้ำก็ออกจนได้ใช้ตลอดงานเป็นเวลา ๓ เดือน”

และยังมีอีกหน้าที่หนึ่ง ที่ท่านพระอาจารย์ฟั่นมอบหมายให้ไปทำคือ จัดทำปะรำพิธี ดูแลเสนาสนะ และคอยไล่ต้อนพระเณรที่แอบ ไปดูหนังที่เขานำมาฉายอยู่ด้านนอกวัด

เวลาเขาถ่ายภาพเป็นที่ระลึกในงานศพจึงไม่มีภาพของหลวงปู่เจี๊ยะ เพราะมัวแต่ทำงานยุ่งอยู่ไม่มีเวลาหยุดหย่อน

เรื่องแปลกในงานศพท่านพระอาจารย์มั่นคือ ไม่มีการขโมยของกันและกัน ไม่มีการตี ทะเลาะหรือฆ่ากัน ทั้งๆ ที่มีคนมาก ผู้คนก็ไม่ส่งเสียงดังเอะอะโวยวาย ในบริเวณงานไม่มีคนดื่มสุราเมรัยมากวนใจในงาน พระเณรโดยส่วนมากบอกง่ายน่าเคารพเลื่อมใส

งานนี้นอกจากมนุษย์แล้วทุกอย่างเกิดขึ้นเหมือนเทพบันดาล เพราะอาหารการกินของใช้สอยกองเท่าภูเขาเลากา หลวงปู่ท่านเล่า ว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นที่ไหนมากเท่านี้มาก่อน นี้คือบุญฤทธิ์ของท่านพระอาจารย์มั่นโดยแท้

*บูชาคุณโยมแม่

ต้นปี ๒๔๙๓ เมื่อเสร็จงานศพท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว คณะกรรมฐานระยะนั้นเหมือนบ้านแตกสาแหรกขาด หมดที่พึ่งใหญ่ ก็ต่างองค์ต่างพยายามหาที่พึ่งน้อย อันหมายถึงลูกศิษย์ที่ท่านพระอาจารย์มั่นรับรอง

บางองค์ก็ไปกับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม บางองค์ไปกับพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร บางองค์ไปกับหลวงปู่ขาว อนาลโย บางองค์ไปกับอาจารย์เทสก์ เทสฺรงฺสี บางองค์ไปกับท่านอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน บางองค์ก็เข้าธุดงค์ในป่ากับครูบาอาจารย์ที่ตนเองเคารพนับถือ กระเส็นกระสายกันไปทั่ว แต่ต่างองค์ก็ต่างไปตามสายทางแห่งพระนิพพานเพื่อแสวงหาความหลุดพ้น เป็นที่หมายสุดท้ายเหมือนกัน

ส่วนหลวงปู่เจี๊ยะท่านธุดงค์ย้อนกลับจังหวัดจันทบุรีกับท่านเฟื่อง เข้ามาพักที่วัดป่าคลองกุ้ง ทราบข่าวว่าโยมแม่ไม่สบาย ป่วยหนัก จึงเดินทางมายังวัดทรายงาม บ้านหนองบัว ช่วยโยมพ่อดูแลโยมแม่ เป็นพระทำอะไรไม่ได้มากนัก ส่วนมากก็ไปเป็นกำลังใจ ไป พูดธรรมะให้ฟังบ้าง

“ส่วนมากโยมแม่ไม่คอยฟังเพราะเห็นเราเอะอะเสียงดัง ก็คนนั้นทำอย่างนั้นไม่ถูก ทำอย่างนี้ไม่ถูก เราก็ดุเอาสิ โยมแม่เป็นคนเรียบร้อย พูดจาไพเราะ ชอบพระเรียบร้อย ส่วนเราก็เรียบร้อย แต่ เรียบร้อยตามนิสัยวาสนาอาภัพ”

หลวงปู่ท่านเล่าว่า อาการป่วยของโยมแม่รักษาเป็นปี อาการก็ไม่ดีขึ้น เพื่อเยียวยารักษาโยมแม่ให้หาย เงินทองมีเท่าไหร่ทุ่มลงหมด ไม่มีคำว่าเสียดาย ขอแต่เพียงโยมแม่หายเท่านั้นเป็นที่พอใจของลูกๆทุกคน ยานั้นต้องเดินทางมาซื้อถึงกรุงเทพฯ ต้องไปซื้อมากินเป็นประจำ ของหลวงมานิตย์ ต้องไปซื้อมากินเป็นประจำ

เมื่ออาการของโยมแม่ตีขึ้นบ้าง หลวงปู่เจี๊ยะก็เข้าไปหาท่านพ่อลี วัดป่าคลองกุ้ง กราบเรียนท่านที่จะไปภาวนาตามป่าตามเขา ดังที่เคยไปเสมอมา

ท่านพ่อลีจึงสั่งว่า “ท่านเจี๊ยะให้ท่านไปอยู่ที่เนินเขาแก้วแล้วนะ ที่นั่นวิเวกดี สัปปายะเหมาะ” เมื่อท่านพ่อสั่งอย่างนั้น หลวงปู่เจี๊ยะ ก็เดินทางไปอยู่ที่เนินเขาแก้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และโยมแม่ก็ได้เสียชีวิตเมื่ออายุได้ ๙๓ ปี วันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ส่วนโยมพ่อเสียชีวิตอายุ ๙๙ ปี วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๐

*ปฏิสังขรณ์วัดเขาแก้ว

หลวงปู่เจี๊ยะท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดเขาแก้ว ในช่วงปี ๒๔๙๓ และเป็นผู้ที่ปรับปรุงปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ให้เป็นวัดที่มีสภาพมั่นคงขึ้น

หลวงปู่ท่านเล่าว่า เดิมวัดนี้ไม่มีอะไรถาวรนอกจากมีศาลาเพียงหลังเดียว นอกนั้นก็เป็นกุฏิชั่วคราว ความทรุดโทรมก็มีมาก หลวงปู่ท่านจึงติดต่อให้ญาติโยมผู้มีศรัทธาสร้างกุฏิถาวรถวาย สร้างด้วยคอนกรีต ๔ หลังมั่นคงถาวรมาก นับว่าในขณะนั้นมีเพียงวัดเดียวเท่านั้นในคณะกรรมฐานที่มีกุฏิตึกอยู่ ด้วยความสามารถของหลวงปู่เจี๊ยะนี้เอง

ต่อมาศาลาการเปรียญทรุดโทรมลง ท่านจึงจัดการสร้างศาลาการเปรียญขึ้นใหม่ หลังใหญ่โตมาก ในบรรดาศาลาด้วยกัน แล้วในจังหวัดจันทบุรี ต้องยกให้วัดเขาแก้ว เพราะเข้าไปในศาลา เหมือนเข้าไปในโบสถ์วัดพระแก้ว เพราะเยือกเย็นเหมือนกัน

พื้นที่ภายในบริเวณวัด ท่านก็พัฒนาการจนเป็นสถานที่น่าอยู่ น่าอาศัย มีผลไม้น่าดูชม เช่น เงาะ ทุเรียน กระท้อน ฯลฯ เดิมท่านพ่อลีมาปักกลดบริเวณเนินเขาแก้วนี้ ตรงนั้นมันเป็นต้นมะม่วง ไม้มะม่วงนั้นใบมันร่วงเพราะเป็นฤดูแล้ง ตามโคนต้นมะม่วงมีมดแดงและเต็มไปหมด ท่านพ่อลีปักกลดอยู่อย่างนั้นไม่ย้ายไปไหน

ตาสอนและยายทัตสองผัวเมียมาเห็นเข้า ก็นิมนต์ท่านพ่อว่า “ท่านพ่อ อยู่ตรงนี้ไม่ได้หรอกมดแดงมันเยอะ ขอให้ย้ายไปตรงอื่นเถอะ”

พ่อท่านลีตอบไปว่า “ไม่ย้าย เราจะอยู่ตรงนี้ ถึงแม้นเอาข้าวของมาถวายตรงที่อื่นเราก็ไม่รับ เราจะอยู่ตรงนี้ ปักกลดตรงนี้แหละ

เมื่อสองตายายนำเอาอาหารข้าวของมาถวาย มดแดงมันก็มาเยอะแยะ ยิ่งเหยียบใบไม้ดังแกรก! แกรก! มดแดงมันมาใหญ่ทีเดียว กรูกันมา มดแดงมันมามากมายเหลือเกินเป็นกองทัพมด แต่มันไม่กัดท่านพ่อสักตัวเดียว

ท่านอยู่เป็นเพื่อนกันกับมด สักพักหนึ่ง มดมันก็ทยอยกันหนีเกลี้ยงอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อสองตายายเห็นอย่างนั้น ก็เกิดความศรัทธาเลื่อมใส นับถือท่านพ่อลีมากขึ้น ก็เลยไปป่าวร้องให้คนทั้งหลายเข้ามาทำบุญกับพระผู้วิเศษ

ต่อมาจึงทำศาลาพักขึ้น แล้วค่อยสร้างวัดขึ้นมา ค่อยทำกัน เริ่มแรกมุงจาก เสาไม้ป่า ท่านพ่อลีก็อาศัยอยู่อย่างนั้น แล้วท่านก็อยู่ คนก็เลื่อมใส เขาก็มาช่วยสร้างวัดกันขึ้น ช่วยกันตัดไม้ป่ามาสร้าง ตัดไม้ไผ่ หลังคามุงจาก เริ่มจะเป็นวัดทีแรก เพราะว่าตาสอนและยายทัต สองคนผัวเมียบริจาคที่ตรงนี้ให้

*ขรัวในสายพระเนตร

หลังจากนั้นมา พ.ศ. ๒๔๙๓ ท่านพ่อลีก็มอบให้ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะมาอยู่แทน โบสถ์วัดเขาแก้ว หลวงปู่เจี๊ยะท่านก็เป็นคนที่หิน ทุบหิน ทำเองไม่มีหยุดหรอก ท่านสำคัญมากในเรื่อง ทำงาน หินก้อนใหญ่ๆ ขน ตี ทำ ก่อสร้าง ท่านแข็งแรง

ท่านได้ผู้ใหญ่จ่าง รักศักดิ์ เป็นผู้อุปัฏฐากช่วยสร้างเพราะเขาเป็นคนมีเงิน เข้ามาช่วยท่านสร้างวัด เรื่องการก่อสร้างท่านที่สุด ไม้แผ่นใหญ่ๆ ไปหามาจากในดงลึกๆ ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้แดง ก็ขนมา ท่านเก่งทางนี้

ท่านก่อสร้างเสร็จ ท่านเป็นคนจีน ลูกคนจีน นิสัยท่านก็ไม่ค่อยจะสบอารมณ์กันกับผู้คน มาครั้งแรกสมเด็จพระนางเจ้ารำไพ พรรณี ท่านจะมาเอาที่ตรงนั้นทำวัง พระอาจารย์เจี๊ยะมาเริ่มสร้างใหม่ๆ เริ่มสร้างวัดเขาแก้วเป็นรูปร่าง ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะอยู่เป็นขรัว

พอเป็นขรัว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีก็เอาต้นโพธิ์มาปลูกไว้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็เริ่มจะเป็นเจ้าภาพวัด ภายในพระทัย คงคิดที่จะเป็นผู้อุปการะวัดเขาแก้ว ท่านเริ่มเข้าวัดและตั้งใจจะบูรณะวัดให้เจริญด้วย

วันหนึ่งเป็นวันเกิดท่านผู้หญิงผ่อง ผู้เป็นน้องสาวสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ท่านหญิงคิดปรารถนาจะเข้ามาทำบุญถวายพระ เข้ามากราบหลวงปู่เจี๊ยะที่ศาลา และพระทั้งหลายก็ลงมาพร้อมเพรียงกัน เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะเข้ามานั่ง ก็ “ขาก….ถุยๆ” ทำอยู่อย่างนี้

ท่านผู้หญิงผ่องท่านก็ประทับอยู่ที่นั่น ก็มองๆ นึกตำหนิอยู่ภายในใจ เมื่อท่านผู้หญิงเสด็จกลับจึงเรียกผู้ใหญ่พา ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในสมัยนั้นเข้าไปถามว่า “ผู้ใหญ่พา…ขรัววัดเขาแก้วทำไมท่านถึงเป็นอย่างนั้น กริยาท่าทางไม่เรียบร้อยเลย”

ใหญ่พาก็ตอบว่า “ท่านเป็นลูกคนจีนนะครับ ไม่ใช่จะเสียหายอะไร การเสียหายไม่มีเลย กิริยาของท่านนี้ไม่รู้จะทำยังไง การ ขาก…ถุยๆ ท่านนั่งนิ่งๆ ไม่ได้ ต้องขยับไหล่ งึกๆงักๆ อันนี้เป็นนิสัยประจำ ท่านเป็นยังไงก็อยู่อย่างนั้น ท่านไม่มีมายากับใครหรอกครับ

เรื่องการก่อสร้างการบริหารวัดนี้ ท่านเก่งมากขยันเหลือเกิน ขยันตัวเป็นเกลียว ทำเองถกเขมรทำคล่อง เสียอย่างเดียวกิริยาตรงนี้ แต่ใจท่านดีมากครับ”

*อัตตลักษณ์ไม่เหมือนใคร

ผู้ใหญ่พาก็กราบทูลต่อว่า “ท่านเป็นคนใจสำคัญนะครับ เป็นลูกคนจีน บ้านเดิมอยู่ที่หนองบัว ในการทำงานที่กระผมเห็นมา ไม่มีใครแข็งเท่าท่าน ความเพียรพยายาม โอ้!….ท่านตั้งใจทำเหลือเกิน ท่านเก่งเหลือเกิน ท่านไม่ใช่คนจนอนาถา ก่อนมาบวชท่านเป็นคนนักเลงอยู่ แล้วก็มาบวชเป็นลูกศิษย์ท่านพ่อลี ท่านพ่อลีไม่ใช่พระธรรมดา ท่านพ่อลีต้องมองลึกแล้วว่า หลวงปู่เจี๊ยะนี้ดีจึงมอบที่ตรงนี้ให้

ตั้งแต่ผมเห็นพระมา ขรัววัดเขาแก้วนี้นี่บริหารวัดที่ไม่มีใครเกิน ท่านสู้สุดตัว หินก้อนใหญ่ๆ ทุบเองแหลกหมด ท่านไม่ต้องไปง้อใคร ทำเองทั้งนั้น บางทีไปค้างวันค้างคืน หาคนไปช่วยเอาไม้อยู่ในป่าโน่น! โป่งน้ำร้อนโน่น ไกลเท่าไรก็ไปเอามาจนได้

ตอนหลังท่านไปเรียกใคร เขาก็ไม่ไป สู้ท่านไม่ไหว ทำทั้งวันทั้งคืน ท่านจะเอาอะไรเอาให้ได้ ถ้าไม่ได้ท่านไม่หยุด เก่งเหลือเกิน

ถึงท่านกิริยาภายนอกเป็นอย่างนั้น เรื่องเสียหายไม่มี เรื่องวาจาท่านก็เป็นคนพูดตรงไปตรงมา จะให้ท่านพูดหวานๆ อย่างนั้น อย่างนี้ท่านพูดไม่เป็น ถ้าวันไหนเห็นท่านพูดหวานๆ ชาวบ้านคงช็อกตาย สถานที่ที่ท่านควรจะพูดค่อยๆ ท่านก็พูดไม่ค่อย สถานที่ที่ควรจะพูดแรงๆ ท่านกลับพูดค่อยๆ

เวลาใช้ญาติโยมทํางาน ท่านมักจะพูดว่า “พวกมึงมาหาไอ้นี่ ให้หน่อย…โว้ย มาช่วยกันบ้างชีที่วัด” 

ผู้ใหญ่พาก็เคยขอโอกาสพูดกับหลวงปู่เจี๊ยะบ่อยเหมือนกัน เคยสะกิดท่านบ่อยๆ ว่า “ท่านอาจารย์พูดทําไมเอะอะนัก ค่อยๆ พูดซะหน่อยจะเป็นไร ญาติโยมเขามานั่งกันเต็มอยู่นั่น ทำไมเอะอะเสียงดังอะไรอย่างนี้”

ท่านก็ตอบว่า “เราก็เป็นของเราอย่างนี้อยู่ทุกวัน มันจะ แปลกตรงไหน ภายในใจเราไม่มีอะไรกับใครหรอก เคยพูดดังๆ มานั่ง เงียบมันโหวงเหวง มันพิลึกชอบกล

ผู้ใหญ่พากราบทูลท่านหญิงผ่องว่า “ลองคิดดูซิครับว่าจะมี พระที่ไหน ที่จะเป็นอย่างนี้ได้บ้าง ท่านมาบิณฑบาตบ้านผม ท่านเดิน เข้ามาในบ้านเลย และบอกว่า เอ้ย!… น้ำพริกกุ้งแห้งเกลือให้ หน่อย… พริกเกลือกุ้งแห้งท่านชอบ ท่านไม่เคยเสียหายอะไร มีแต่ กิริยาวาจานี่แหละ ที่ทำให้คนเขาแปลก ทำให้คนเขาแตก ไม่กล้าเข้าใกล้”

บางทีท่านไปบิณฑบาตก็นั่งรถไปเพราะขาเจ็บ ไปถึงที่ก็บอก “เอ้า!…เอาข้าวมาให้กิน” ตั้งบาตรเลย หนังสือพิมพ์เล่มหนึ่ง 1 นวนหนึ่ง แล้วก็นั่งกระดูกเข่า ใครเขาเห็นเขาจะเอาด้วยล่ะ ภาพมัน ก็ลบไปเลย ครูบาอาจารย์เขาไม่สอนอย่างนั้นใช่ไหมล่ะ

ท่านก็บอก “ขากูเจ็บนี่หว่า ก็ไปอย่างนั้นทุกวัน กราบนิมนต์ ท่านว่า “ท่านอาจารย์ไม่ต้องมาบิณฑบาตเลย นอนอยู่เฉยๆ เลย จะ จัดไปถวายที่วัดเอง” ท่านบอกว่า “ไม่ได้เดี๋ยวเขาจะด่า หาว่าขี้เกียจ บิณฑบาด
………………………

ตามรอยพระอริยะเจ้า! “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท” พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง

(ติดตามตอนต่อไป) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ธุดงค์สู่ภาคใต้ตามรอยเก่าครูบาอาจารย์แสวงหาถ้ำเป็นที่สงบสงัดไร้คนรู้จัก

Posted on February 17, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/635990

'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท'ธุดงค์สู่ภาคใต้ตามรอยเก่าครูบาอาจารย์แสวงหาถ้ำเป็นที่สงบสงัดไร้คนรู้จัก

วันพุธ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.20 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ท่านคิดนึกถึง เพลงแม่หญิงเหนือคนเคยร้องว่า “ทุกข์อยู่ในขันธ์ห้า รองลงมาขันธ์สี่ ทุกข์อยู่ในโลกนี้ ลงอยู่ข้อยผู้เดียวนั้น” กลายมาเป็นสิ่งที่มีความหมายเสียแล้ว คือคำว่า “ทุกข์อยู่ในขันธ์ห้ากลายเป็นสุขอยู่ในขันธ์ห้า” ถึงแม้ขันธ์นี้เป็นของหนัก แต่ก็หนักตามหลักธรรมชาติ ไม่เหมือนกิเลสหนักที่ระคนปนด้วยขันธ์

คำว่า “ทุกข์อยู่ในโลกนี้ ลงข้อยผู้เดียวนั้น กลับกลายมาเป็นสุข อยู่ในโลกนี้ ลงข้อยอยู่ผู้เดียว” ถึงกับอุทานภายในใจว่า อโห วต อจฺฉริย?…โอ!…อัศจรรย์หนอๆ เห็นแล้วที่นี่ ธรรมที่เราเสาะแสวงหา เป็นอุทานธรรมที่เกิดขึ้นในขณะนั้นอย่างถึงใจ

หลวงปู่เจี๊ยะลุกขึ้นกราบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ที่ถึงใจอยู่แล้วด้วยความถึงใจอีก พุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ ตลอดจนข้อปฏิบัติอรรถธรรม เป็นความถึงใจอย่างที่สุด บุญคุณข้าวน้ำ ที่บิดามารดา ตลอดจนสาธุชนทั้งหลายชุบเลี้ยงมา เป็นความหมายแห่งมหาคุณโดยแท้จริง

*ธรรมปีติผุดขึ้นอิ่มเอิบสุดจะประมาณได้

ระลึกถึงบุญคุณคำสอนของท่านพระอาจารย์มั่น ที่เป็นผู้เลี้ยงดูมาเป็นเวลานานด้วยอรรถ ด้วยธรรม ถ้าไม่มีท่านพระอาจารย์มั่นเพียงองค์เดียว การปฏิบัติของหลวงปู่ท่านคงไม่มีในวันนี้ ท่านเป็นผู้รู้จริงทุกสิ่งอย่าง บุญคุณของท่านนี้เทิดทูนตลอดอนันตกาล

ในช่วงเวลานั้นคำว่า”พุทธสาวก”ได้ประจักษ์จิตอย่างแท้จริง และคำว่า”ขาดสูญ” เหมือนดั่งถูกตัดคอขาด ไม่มีวันนำมาติดต่อชีวิตได้แล้ว ทราบชัดด้วยการหยั่งทราบว่าขาดอย่างแท้จริงไม่มีสองกับอันใด เรือแห่งชีวิตที่เคยล่องลอยอยู่กลางแม่น้ำ ไม่มีภพให้ลอยอีกต่อไป

รากเหง้าของมารถูกตัดทำลายแล้ว 

*เปรียบด้วย“เรือแห่งชีวิต”

เรือแห่งชีวิตที่เราเคยขี่มานาน  ด้วยอำนาจแห่งกิเลสกรรมวิบาก อันเป็นประดุจลูกคลื่นนั้น เมื่อถึงชายฝั่งแล้ว เราก็ทิ้งเรือไม่แบกเรือขึ้นฝั่งไปด้วย

เรือคืออะไร ก็คือศีล คือธรรมทั้งหลาย ที่ปฏิบัติมาเป็นประดุจลำเรือ อาศัยปัญญาเป็นเครื่องนำทาง อาศัยพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องส่องทิศ อาศัยครูบาอาจารย์เพื่อเดินสู่จุดหมาย มีพระธรรมวินัยเป็นแผนที่ มีพระสงฆ์เป็นลูกเรือ เมื่อถึงฝั่งอย่างที่เราต้องการแล้ว ย่อมทิ้งเรือต่างๆไว้เบื้องหลังเป็นเอกจิต เอกธรรมชั่วนิรันดร

จึงมานึกย้อนหลังเมื่อคราวที่เราสอนตน ด้วยการเอาหญิงลิเกมานึกเป็นครูสอน เมื่อครั้งบวชเข้ามาใหม่ว่า หญิงลิเกเหล่านี้เขาร้องรำทำเพลงทั้งคืนทั้งวันไม่เห็นเหน็ดเหนื่อยนั้น บทธรรมที่เปรียบนั้น มาประจักษ์ใจในคืนวันนี้

ธรรมดาหญิงลิเกผู้เพิ่งจะเริ่มเรียนฟ้อนรำขับร้อง เมื่อขึ้นสู่เวที ย่อมประหวั่นพรั่นพรึง เมื่อได้ยินเสียงดนตรีย่อมตกใจ มีกิริยางกเงิ่นขับร้องฟ้อนรำด้วยความยากลำบาก แม้จะพยายามตั้งใจ ก็ยังมีลีลาอันผิดพลาดพลั้งพลาดอยู่เสมอๆ

แต่สำหรับทีมนักลิเกผู้เชี่ยวชาญในศิลปะการร่ายรำ ขับร้องดีแล้วเมื่อก้าวขึ้นสู่เวที และได้ยินเสียงดนตรี ย่อมจะมีจิตใจฮึกเหิม ร่าเริงเบิกบานประกอบกับลีลาการร่ายรำได้อย่างคล่องแคล่วเข้ากับจังหวะดนตรี โดยไม่ต้องตั้งใจไม่งกเงิน ประหนึ่งว่าแข้งขาตีนมือออกไปเองตามปกติวิสัยของมัน นี่อย่างใดพระผู้ประพฤติตามพระศาสดาด้วยความเทิดทูนเพื่อก้าวลงสู่พระนิพพานก็อย่างนั้น”

หลวงปู่เจี๊ยะกล่าวต่อว่า แต่ก่อนเมื่อเรายังหนาแน่นไปด้วยกิเลส ย่อมปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วยความยากลำบาก ต้องมีสติสัมปชัญญะคอยควบคุม ต้องมีปัญญาคอยชี้ขาด แม้กระนั้นก็ยังผิดพลาด ย่อมงกเงิ่นในธรรมสมาคม

แต่สำหรับผู้ฝึกจิตใจจนถึงที่สุด ผ่านแล้ว บรรลุถึงจุดหมายแล้ว การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยกลายเป็นปกตินิสัย เป็นเครื่องอยู่อันสบายๆ ปฏิบัติอย่างสบายโดยไม่ต้องตั้งใจ เพราะการปฏิบัติเรื่องศีลาจารวัตร ไม่ใช่เรื่องหนัก แต่เป็นธรรมเครื่องอยู่อันแสนสบาย ความอดทน ความเพียรตลอดจนคุณธรรมข้ออื่นจึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ นี่คือผลแห่งการพากเพียรปฏิบัติ ด้วยการเอาชีวิตเข้าแลก

*ธุดงค์สู่ภาคใต้

หลังจากที่หลวงปู่เจี๊ยะ เป็นสมภารเฝ้าวัดทรายงาม ตามคำขอของพระอาจารย์มหาทองสุข สุจิตฺโต และพระอาจารย์จันทร์ เขมปตฺโต อยู่เป็นเวลา 2 ปี ก็ไม่มีวี่แววว่าท่านอาจารย์ทั้งสองนั้นจะกลับมาอีก

เมื่อเป็นเช่นนั้น หลวงปู่ท่านจึงมาใคร่ครวญพินิจพิจารณาว่า “อันการที่เราเดินทางมาบ้านเกิดนี้ ไม่ได้หวังมาเกาะเกี่ยวกับตระกูลญาติพี่น้องให้ยุ่งไป มาก็เพื่อโปรดบิดามารดา เพื่อทดแทนพระคุณของท่าน เพราะพระคุณบิดามารดายิ่งใหญ่นัก เมื่อเปรียบเทียบคุณของท่านแล้วแผ่นดินเท่ากับใบไผ่ ทะเลก็เท่ากับถาด ภูเขาลูกโตๆ ก็เท่ากับจอมปลวกเท่านั้น คือนำมาเทียบกับคุณของท่านไม่ได้”

จึงพิจารณาว่า “เราไม่ได้มาเฝ้าวัดหรือต้องการเป็นสมภาร การที่เรามาอยู่ที่นี่ก็นานพอสมควรแก่ธรรมแล้ว” ด้วยอุปนิสัยที่ชอบท้องถ้ำ ชอบป่าเขาที่สงบสงัด จึงปรารภกับตนเองว่า “ภาคใต้เป็นภาคที่เรายังไม่เคยไปมาก่อน ท่านพ่อลีท่านไปประกาศศาสนาทำอยู่ทางใต้ การที่เราลงทางใต้ก็เป็นการเดินตามรอยเก่าครูบาอาจารย์ ไปแสวงหาถ้ำเป็นที่สงบสงัดไร้ผู้คนที่รู้จัก

ประกอบกับจิตเวลานั้นเป็นอิสระเต็มที่แล้ว การอยู่การไปที่ใดจึงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องฉุดลากให้เนิ่นช้าได้อีกถึงความอิ่มพอสมบูรณ์โดยประการทั้งปวง พระพุทธเจ้า พระอรหันต์สาวกสมัยพุทธกาลท่านก็มีปกติหลีกเร้นอยู่สบายในถ้ำ เงื้อมผา เป็นวิหารธรรมเสมอ”

ยิ่งท่านพระอาจารย์มั่นผู้เป็นอาจารย์ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้แก่เรา ท่านดำเนินเป็นแบบอย่างโดยสมบูรณ์ ปรารภความมักน้อยสันโดษ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ปรารถนาวิเวกเสมอๆ แม้ในวัยชราท่านปฏิบัติ ไม่ได้เพื่อฆ่ากิเลสตัวใด แต่ท่านปฏิบัติเพื่อเป็นธรรม เครื่องอยู่สบายๆของพระอริยเจ้าเสมอๆไม่มีย่อหย่อนท้อถอยแสดงวิสัยแห่งปฏิปทาของนักปราชญ์

เมื่อดำริอย่างนั้นแล้ว หลวงปู่เจี๊ยะจึงออกเดินทางจากจันทบุรีมาพักที่วัดบวรนิเวศน์วิหารกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้าวชิรญาณวงศ์ (ชื่น) พักกับท่านได้พอสมควรแล้ว ก็ขึ้นรถไฟเดินทางไปทางใต้ ลงรถไฟที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร แล้วเดินต่อไปด้วยเท้า ค่ำที่ไหนพักที่นั่น เพราะแต่ก่อนยังเป็นป่า ไม่มีบ้านผู้คนกระจัดกระจายมากมายเหมือนทุกวันนี้ บางทีก็เข้าไปพักตามสวนตามไร่ชาวบ้าน อาศัยบิณฑบาตฉันไปวันๆ เหมือนแมลงผึ้งลิ้มเกสรดอกไม้แล้วก็บินไปไม่อาลัยเสียดายฉะนั้น

*รื้อศาลเจ้าพ่อถ้ำขวัญเมือง

หลวงปู่ท่านเล่าว่า”การที่เราไปอยู่ตามป่าตามเขา หรือท้องถ้ำเงื้อมผา อันมีสัตว์ร้ายต่างๆ เราต้องเป็นคนช่างสังเกต ช่างคิดพินิจพิจารณา ใคร่ครวญให้รอบคอบ ถึงแม้เราจะเรียนธรรมจากภายในตัวของเราแล้ว เราก็ต้องเรียนธรรมจากภายนอกเพื่อเป็นการฝึกสติปัญญาของเรา”

การธุดงค์ลงภาคใต้ หลวงปู่เจี๊ยะท่านได้เข้าจำพรรษาที่วัดถ้ำขวัญเมือง อำเภอสวี จังหวัดชุมพร แล้วก็ได้เดินเที่ยวภาวนาไปเรื่อยไปพักที่ป่าแห่งหนึ่ง อยู่ได้สักพักก็มีชาวบ้านมาบอกว่า  มีถ้ำสวยงาม ป่าดี สัตว์ยังเยอะอยู่ เป็นวัดเก่าร้าง ไม่มีใครอยู่ นิมนต์ท่านไปอยู่บูรณะหน่อย ด้วยเห็นว่าเป็นถ้ำ ท่านก็เดินทางไปตามคำนิมนต์

การมาอยู่ที่ถ้ำขวัญเมืองนี้ มีกำนันฮุ้น หรือกำนันอัมพร บุญญากาส เป็นโยมอุปัฐากหลวงปู่  อีกทั้งยังมีครูเฮียง สองคนนี้ศรัทธามากคอยมาดูแลหลวงปู่อยู่เสมอ

หลวงปู่เจี๊ยะกล่าวถึงถ้ำขวัญเมืองไว้ว่า “เรามาอยู่ที่ถ้ำแห่งนี้สัปปายะดีมาก ถ้ำไม่ใหญ่โตอะไรนัก พออาศัยได้ แต่ว่าข้างในยังแคบไปหน่อย เป็นภูเขาหินเล็กๆ มีต้นไม้ใหญ่ๆ มีเครือไม้เถาวัลย์พะรุงพะรัง มองแทบไม่รู้ว่าเป็นถ้ำ ไม่มีใครกล้าเข้ามา ชาวบ้านกลัวเพราะมันเปลี่ยวมาก”

มีศาลเจ้าพ่อ มีเศษของเก่าของโบราณเรี่ยราดอยู่ตามพื้น บางแห่งมีร่องรอยคนมาขุดหาสมบัติ เวลานั้นก็จวนใกล้จะเข้าพรรษาแล้ว จึงคิดว่า เออ..อย่างไร เสียปีนี้ เราคงต้องจำพรรษาที่นี้ จึงจัดแจงที่พักที่อยู่บนถ้ำ ภาวนาอยู่ที่นี่สบาย ปลอดโปร่งดี”

เมื่อท่านมาอยู่จำพรรษาที่ถ้ำนี้ ได้ตกแต่งถ้ำใหม่ สถานที่ไม่เสมอก็ปรับแต่งให้เสมอ แต่งท้องถ้ำให้อยู่ได้ ได้เอาไฟเผาแล้วทุบบางส่วนให้ดูดีขึ้น ทำลายศาลเจ้าพ่อทิ้ง

ท่านว่า”เราเข้าไปอยู่เป็นเจ้าพ่อแทน” ซึ่งทำให้ชาวบ้านกลัวกันใหญ่ ว่าท่านจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ท่านว่าท่านไม่เห็นเป็นอะไร โยมอุปัฏฐาก คือกำนันฮุ้น เห็นหลวงปู่ขยันขันแข็ง ชอบอกชอบใจ กำนันพร้อมด้วยชาวบ้านจึงมานิมนต์ให้ท่านอยู่เป็นเจ้าอาวาส สร้างวัดให้ถาวร

เมื่อเห็นเป็นดังนั้นก็เห็นท่าไม่ดี กลัวจะเป็นภาระผูกพัน ออกพรรษาแล้วท่านก็ธุดงค์ต่อไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าไปขอพักอยู่ที่วัดมเหยงค์ พักอยู่ที่นี่ชั่วระยะกาลไม่นานนัก จึงเดินทางธุดงค์ต่อไปยังจังหวัดสงขลา

*เส้นทางเก่าท่านพ่อลี

เมื่อเดินทางธุดงค์ถึงจังหวัดสงขลา หลวงปู่เจี๊ยะเข้าไปพักที่บ้านคุณโสพิศ เป็นคนรู้จักกัน และเป็นลูกศิษย์ท่านพ่อลี จากนั้นก็เดินทางต่อไปยังอำเภอนาหม่อม บ้านนาหม่อม เข้าไปภาวนาแถววัดควนจง ซึ่งท่านพ่อลีท่านมาวางรากฐานไว้แล้ว 

หลวงปู่ท่านเล่าว่าอยู่ที่นี่สะดวกดี สถานที่พักเป็นป่าช้าบ้านควนจง ควนหมายถึงเนินเขาเล็กๆ ไม่ถึงกับว่าเป็นภูเขา ชาวบ้านแถวนี้เขาเคารพรักท่านพ่อลี มาก ขณะที่พักอยู่วัดควนจงนี้ มีโยมทิม ทองประดับเพชร เป็นผู้อุปัฏฐากดูแล ตอนนั้นโยมทิมอายุ 25 ปี เมื่อเขารู้ว่าเป็นลูกศิษย์ ท่านพ่อลี เขาจะยินดีต้อนรับมาก มักจะถามเสมอว่า “ครูบาเจี๊ยะขาดเหลืออะไร ด้วยปัจจัยสมควรแก่สมณะบริโภคให้บอกนะ”

หลังจากนั้นก็เดินทางไปพักที่ใกล้ๆกับควนกรม เป็นที่ที่ท่านพ่อลีมาสร้างไว้เช่นกัน ในช่วงเวลานั้นมีท่านอาจารย์พรหม ท่านอาจารย์เม้า อยู่ที่นั่น หลวงปู่เจี๊ยะก็เข้าไปพักกับท่าน วัดมีคลองน้ำใหญ่ไหลผ่าน ไปรวมกับคลองอู่ตะเภาที่หาดใหญ่ อยู่กลางทุ่งนาอุดมสมบรูณ์มากอีกด้านมีต้นไทรใหญ่ๆ มีทางเดินเท้าเข้าไป อยู่ภาวนากับท่านได้ระยะหนึ่ง หลวงปู่เจี้ยะก็เดินธุดงค์ต่อไปยังวัดควนมิตร อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา 

วัดควนมิตรนั้น ก็เป็นที่ที่ท่านพ่อลีเคยมาอยู่จำพรรษา 2 พรรษา ชาวบ้านแถวนี้รู้จักท่านหมดหลวงปู่เจี๊ยะได้มาเจอกับท่านถวิล (จิณฺณธมฺโม)ซึ่งเป็นสหธรรมมิกคนบ้านเดียวกันนิสัยใจคอก็ใกล้เคียงกันนิสัยท่านตรงไปตรงมาเหมือนกันกับหลวงปู่ท่าน

ในระหว่างที่พักอยู่ที่วัดควนมิตรได้เดินธุดงค์ไปภาวนาที่ควนไม้ไผ่ ซึ่งห่างจากควนมิตรประมาณ 8 กิโลเมตร  ท่านถวิลขอติดตามไปด้วยอยู่ภาวนาที่ควรไม้ไผ่ได้ระยะหนึ่งก็เดินทางกลับมาที่วัดควนมิตรอีกครั้งและขณะที่หลวงปู่ท่านมาอยู่ที่วัดควนมิตรก็ได้คุ้นเคยกับท่านพระครูรัตนโสภณ(แก้ว)

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่าท่านพักอยู่ที่บนเนินเขาควนมิตร เป็นเวลาแรมเดือน ก็อยากไปวิเวกตามประสาคนไม่อยู่สุข ก็คืออยู่ที่ไหนนานๆมันเบื่อไปภาวนาอยู่ตามป่าเขาน่าจะดีกว่า 

เมื่อคิดอย่างนั้นจึงเตรียมจัดบาตรสะพายกดเข้าไปบอกท่านพระครูฯว่าจะไปเที่ยวภาวนาแถวๆบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ หน่อย 

เมื่อบอกลาท่านเสร็จก็ออกเดินทางพักมาตามป่ายาง เรื่อยๆเข้ามาถึงบ้านพรุ ก็เข้าไปพักภาวนาที่ห้วยยางกับท่านอาจารย์เม้า

ในระยะนั้นตรงกับเดือนพฤศจิกายน 2492 

………………………

ตามรอยพระอริยะเจ้า! “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท” พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง

(ติดตามตอนต่อไป) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ความรู้ ความเข้าใจ ความสำคัญของ ‘วันมาฆบูชา’ : สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

Posted on February 17, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/635877

ความรู้ ความเข้าใจ ความสำคัญของ 'วันมาฆบูชา' : สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

วันพุธ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 10.57 น.

คําว่า “มาฆบูชา” เป็นชื่อของพิธีบูชาและการทําบุญในพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง ซึ่งปรารภการประชุมใหญ่ของพระสาวก ที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” 

“มาฆบูชา” ย่อมาจาก “มาฆปุณณมีบูชา” หรือ “มาฆบูรณมีบูชา” แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือน 3 

วันเพ็ญเดือน 3 นี้ เป็นวันสําคัญในพระพุทธศาสนา คือ เป็นวันที่พระพุทธองค์ประทาน “โอวาทปาติโมกข์” ในที่ประชุมพระสาวก ซึ่งประกอบด้วยองค์สี่ ที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” เพื่อให้พระสาวกเหล่านั้นมีหลักการร่วมกันในการประกาศพระศาสนา คือสั่งสอนธรรมแก่ประชาชนตามท้องถิ่น บ้านเมือง และประเทศต่างๆ ทั่วไป

คําว่า “จาตุรงคสันนิบาต” แปลว่า การประชุมพระสาวกซึ่งประกอบด้วยองค์สี่ หรือ การประชุมพร้อมด้วยองค์สี่ กล่าวคือ… 

1. พระสาวกทั้งหลายที่มาประชุมวันนั้นล้วนเป็น “เอหิภิกขุ” คือ ได้รับอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า 

2. พระสาวกเหล่านั้นล้วนเป็น “พระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา ๖” ทั้งสิ้น

3. พระสาวกที่ประชุมวันนั้น ซึ่งมีจํานวนถึง 1,250 องค์ มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย 

4. วันนั้นเป็น วันอุโบสถ ขึ้น 15 ค่ำ วันเพ็ญ เดือนมาฆะ พระจันทร์เต็มดวงบริบูรณ์

การประชุมครั้งสําคัญที่สุดในสมัยพุทธกาล ที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” นี้ ได้มีขึ้น ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ใกล้กรุงราชคฤห์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ เริ่มแต่ตะวันบ่าย ก่อนค่ำ ของวันเพ็ญเดือน 3 ในปีแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ หลังจากวันตรัสรู้ไป 9 เดือน

การประชุมเช่นนี้ มีครั้งเดียวในศาสนานี้ เป็นการประชุมครั้งสําคัญที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์”

คําว่า “โอวาทปาติโมกข์” แปลว่า โอวาทที่เป็นประธาน หรือ คําสอนที่เป็นหลักใหญ่ หมายถึงธรรมที่เป็นหลักสําคัญของพระพุทธศาสนา สาธุชนนิยมเรียก โอวาทปาติโมกข์ นี้ว่าเป็น “หัวใจของพระพุทธศาสนา”

ความใน “โอวาทปาติโมกข์” แบ่งออกเป็น 3 ตอน พระพุทธองค์ตรัสเรียงลําดับต่อกันเป็น 3 คาถาครึ่ง 

คาถาแรกว่า ความอดทน คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธะทั้งหลายกล่าวพระนิพพานว่ายอดเยี่ยม ผู้ทําร้ายผู้อื่น เป็นบรรพชิตไม่ได้ทีเดียว ผู้เบียดเบียนผู้อื่น เป็นสมณะไม่ได้

คาถาที่สองว่า การไม่ทําบาปทั้งปวง 1 การยังกุศลให้ถึงพร้อม 1 การทําจิตของตนให้ผ่องใส 1 นี่คือ คําสั่งสอนของพระพุทธะทั้งหลาย 

คาถาที่สามว่า การไม่กล่าวร้าย 1 การไม่ทําร้าย 1 ความสํารวมในพระปาติโมกข์ 1 ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร 1 ที่นอนที่นั่งอันสงัด 1 การประกอบความเพียรในอธิจิต 1 นี่คือคำสั่งสอนของพระพุทธะทั้งหลาย

ความใน คาถาแรก พระพุทธเจ้าตรัสเพื่อแสดงหลักการและแนวทางที่เป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธศาสนา ซึ่งทําให้สามารถแยกจากลัทธิศาสนาที่พระพุทธศาสนาไม่ยอมรับ

ตอนแรกที่ตรัสว่า ความอดทน คือทานไว้ ยืนหยัดอยู่ได้ เป็นตบะอย่างยิ่ง พระองค์ตรัสเพื่อแสดงให้เห็นว่า การบําเพ็ญตบะของนักบวชทั้งหลายที่นิยมทรมานตนเองด้วยวิธีการต่างๆนั้น ไม่ใช่เป็นวิธีการเผาผลาญบาป ชนิดที่พระพุทธศาสนายอมรับ สาระสําคัญของตบะที่พระพุทธเจ้าทรงยอมรับ หรือตบะที่ถูกต้อง ก็คือขันติธรรม ความอดทนที่จะดําเนินตามมรรคาที่ถูกต้องไปจนถึงที่สุด มีความเข้มแข็งทนทานอยู่ในใจ ดํารงอยู่ในหลักปฏิบัติที่ถูกต้องนั้นไม่ระย่อท้อถอย

สิ่งที่จะพึงอดทนที่สําคัญ คือ 
1. ความเหนื่อยยากลําบากตรากตรําในการปฏิบัติกิจหน้าที่ การงาน รวมทั้งความหนาว ร้อน หิวกระหาย และสิ่งรบกวนก่อความไม่สบายต่างๆ
2. ทุกขเวทนา เช่น ความเจ็บปวดเมื่อยล้า ความเสียดยอก ระบมบาดเจ็บ ที่เกิดแก่ร่างกาย ในยามป่วยไข้ เป็นต้น 
3. อาการกิริยาท่าทีวาจาของผู้อื่น ที่กระทบกระทั่งหรือไม่น่าพอใจ เช่น ถ้อยคําที่เขาพูดไม่ดี เป็นต้น

ความอดทน อดกลั้น หรือ อดได้ ทนได้ หมายถึง การยอมรับได้ต่อสิ่งกระทบกระทั่งหรือไม่สบายฝืนใจเหล่านั้น ไม่ขึ้งเคียดขัดเคือง ไม่แสดงอาการผิดปกติ สามารถดํารงไมตรี คงอยู่ในเมตตา หรือรักษาอาการอันสงบมั่นคง ในการทํากิจหรือบําเพ็ญกุศลธรรม ทําความดีงามสืบต่อไป 

ในหลายถิ่นและหลายยุคสมัย มนุษย์ทั้งหลายอดไม่ได้ ทนไม่ได้ แม้ต่อการที่มนุษย์กลุ่มอื่นพวกอื่นมีความเชื่อถือ สั่งสอน และปฏิบัติกิจพิธีตามประเพณีนิยมและลัทธิศาสนา รวมทั้งอุดมการณ์ที่แตกต่างจากตน มนุษย์เหล่านั้นไม่สามารถสัมพันธ์กันด้วยวิธีการแห่งปัญญา เช่น พูดจากันด้วยเหตุผล จึงทําให้เกิดการขัดแย้ง ทะเลาะวิวาท ตลอดจนสงครามมากมาย การขาดขันติธรรมได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติ

หากมนุษย์ปฏิบัติตามหลักโอวาทปาติโมกข์ข้อแรกนี้ ก็จะช่วยให้โลกดํารงอยู่ในสันติ และมนุษย์แต่ละพวกนั้นก็จะมีโอกาสพัฒนาชีวิตและสังคมของตนไปสู่ความดีงามที่สูงขึ้นไป

ตอนที่สอง ที่ตรัสว่า พระพุทธะทั้งหลายกล่าวพระนิพพานว่ายอดเยี่ยมนั้น ตรัสเพื่อชี้ชัดลงไปว่า จุดหมายของพระพุทธศาสนาคือ “นิพพาน” อันได้แก่ ความดับกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวงได้ หรือ ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากอํานาจครอบงําของกิเลส คือ โลภะ โทสะ และโมหะ ไม่ใช่สวรรค์ ไม่ใช่การเข้ารวมกับพระพรหมผู้เป็นเจ้า เป็นต้น

ตอนที่สาม ที่ตรัสว่า ผู้ทําร้ายผู้อื่นเป็นบรรพชิตไม่ได้ทีเดียว ผู้เบียดเบียนผู้อื่นเป็นสมณะไม่ได้ นี้ตรัสเพื่อแสดงลักษณะของนักบวชในพระพุทธศาสนา คือ ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นสมณะหรือนักบวช มิใช่อยู่ที่การประกอบพิธีกรรมเป็นเจ้าพิธี หรืออยู่ที่ความศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ สามารถบันดาลผลให้แก่คนที่อ้อนวอนปรารถนา มิใช่อยู่ที่การบําเพ็ญตบะ ประพฤติเข้มงวด หรือการปลีกตัวออกไปอยู่ในป่าในเขา ตัดขาดจากผู้คน มิใช่อยู่ที่การทําหน้าที่เป็นสื่อกลางคอยบอกแจ้งข่าวสารและความต้องการระหว่างสวรรค์กับหมู่มนุษย์ แต่อยู่ที่ความเป็นผู้ไม่เบียดเบียน ไม่ก่อความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ใครๆ มีแต่เมตตา กรุณา บําเพ็ญตนเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งปวง พูดสั้นๆ ว่า นักบวชหรือพระภิกษุสงฆ์ในความหมายของพระพุทธศาสนา คือเครื่องหมายของความไม่มีภัย เป็นสัญลักษณ์แห่งความร่มเย็น ปลอดภัย และการชี้นํามรรคาแห่งสันติสุข

ความใน คาถาที่สอง พระพุทธองค์ตรัสสรุปข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนาทั้งหมดลงเป็นหลักการสําคัญ 3 ประการ คือ

1. ไม่ทําบาปทุกอย่าง ได้แก่ ละเว้นความชั่วทุกชนิด ทุกระดับ ตั้งต้นแต่ประพฤติตามหลักศีล 5 เช่น ไม่ทําลายชีวิต ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม เป็นต้น

2. ยังกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ บําเพ็ญความดีให้บริบูรณ์ เช่น มีศรัทธา มีเมตตากรุณา ฝึกจิตให้เข้มแข็ง มีสมาธิ มีความเพียร มีสติรอบคอบ ซื่อสัตย์สุจริต มีความเสียสละ เป็นต้น

3. ทําจิตของตนให้ผ่องใส ได้แก่ ชําระจิตให้บริสุทธิ์ สะอาด ให้หลุดพ้นจากกิเลส เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ซึมเซา เป็นต้น ด้วยการฝึกอบรมเจริญปัญญา ให้เกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง จนกิเลสและความทุกข์ครอบงําจิตใจไม่ได้ 

จําง่ายๆ สั้นๆ ว่า เว้นชั่ว ทําดี ทําใจให้บริสุทธิ์

หลักปฏิบัติที่ตรัสในคาถาที่สองนี้ เป็นทั้งแนวทางและขอบเขตในการที่พระสาวกทั้งหลายจะไปอบรมสั่งสอนประชาชน ให้ตรงตามหลักการของพระพุทธศาสนา และสอนได้เป็นแนวเดียวกัน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการเผยแผ่

ความใน คาถาที่สาม พระพุทธองค์ตรัสเพื่อเป็นหลักความประพฤติและการปฏิบัติตน หรือหลักปฏิบัติในการทํางาน สําหรับผู้ที่จะไปประกาศพระศาสนา หมายความว่า ทรงวางระเบียบในการไปสั่งสอนธรรมแก่ประชาชน ว่าผู้สอนต้องเป็นผู้ไม่กล่าวร้าย ต้องเป็นผู้ไม่ทําร้าย คือ ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ไม่ว่าด้วยกาย หรือวาจา มีวจีกรรมและกายกรรมบริสุทธิ์สะอาด พูดและทําด้วยเมตตากรุณา มีความสํารวมในพระปาติโมกข์ คือประพฤติเคร่งครัดในระเบียบแบบแผน รู้จักประมาณในภัตตาหาร ที่นอนที่นั่งก็ให้สงบสงัด เหมาะแก่สมณะ คือ ต้องไม่เห็นแก่กินแก่นอน และต้องมีใจแน่วแน่เข้มแข็ง ไม่ท้อถอย ฝึกอบรมจิตใจของตนอยู่เสมอ

รวมความว่า ไปทํางานก็ให้ไปทํางานจริงๆ ทํางานเพื่องาน มุ่งประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสําคัญ ไม่ใช่ไปหาความสุขสนุกสบาย 

เนื้อความ 3 คาถาของโอวาทปาติโมกข์นี้ แสดงให้เห็นวิธีสั่งงานของพระพุทธเจ้า การที่พระองค์ทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนานั้น ก็คือ พระองค์ส่งพระสาวกให้ไปทํางาน ความจริงพระองค์เคยส่งพระสาวกออกไปแล้ว 2 รุ่น รุ่นแรกเป็นพระอรหันต์ล้วน มีจํานวน 60 องค์ รุ่นที่สอง เป็นพระอริยบุคคล ชั้นเสขภูมิ คือ ยังไม่เป็นพระอรหันต์ มีจํานวน ๓๐ องค์ ทั้งหมดนั้นพระองค์ทรงส่งไปอย่างธรรมดา คือ ตรัสสั่งเพียงว่า “จงจาริกไปประกาศพระศาสนา เพื่อประโยชน์และความสุขของพหูชน” และลงท้ายว่า “ด้วยเมตตาการุณย์แก่ชาวโลก” มิได้มีพิธีการพิเศษแต่อย่างใด 

แต่ในการซักซ้อมงานคราวนี้ พระสาวกมีจํานวนมากถึง 1,250 องค์ ซึ่งเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่และครั้งสําคัญ พระองค์จึงทรงสั่งงานหรือนัดหมายงานอย่างชัดเจน และละเอียดถี่ถ้วน พระองค์ทรงสั่งงานอย่างนี้ ศาสนาของพระองค์จึงแพร่หลายไพศาลอย่างรวดเร็ว และยั่งยืนอยู่อย่างมั่นคงจนทุกวันนี้

โอวาทปาติโมกข์ที่พระพุทธเจ้าตรัสนี้ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการสั่งงาน เพราะในการสั่งงานนั้น ถ้าผู้สั่งสั่งให้ชัดลงไปว่า ทําอะไร เพื่ออะไร ทําอย่างไร ดังนี้แล้ว ผู้ปฏิบัติย่อมปฏิบัติสะดวก และงานก็จะสําเร็จเป็นผลดีตามความมุ่งหมายเสมอ

โดยเหตุที่พระพุทธเจ้าประทานโอวาทปาติโมกข์ในวันเพ็ญเดือน 3 ฉะนั้น วันเพ็ญเดือน 3 จึงเป็นวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนจัดทําพิธีสักการบูชาเป็นพิเศษ ที่เรียกว่า “มาฆบูชา”

พิธีมาฆบูชานี้ แต่ก่อนก็มิได้ทํากัน เพิ่งมาทําในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งพระราชวงศ์จักรี นี่เอง 

พิธีมาฆบูชานี้ มีทั้งพระราชพิธีและพิธีของพุทธศาสนิกชนทั่วๆไป

ในที่นี้ จะกล่าวเฉพาะพิธีของพุทธศาสนิกชนทั่วๆไป เมื่อถึงวันมาฆบูชา ในตอนเช้า นอกจากจะมีการทําบุญตักบาตรตามปรกติแล้ว สาธุชนอาจรับอุโบสถศีลและฟังเทศน์ ตามวัดที่ใกล้เคียงหรือคุ้นเคย 

ในตอนค่ำ นําธูปเทียน ดอกไม้ ไปประชุมพร้อมกันที่โบสถ์ หรือเจดียสถานแห่งใดแห่งหนึ่ง ที่ทางวัดจัดไว้ เมื่อพระสงฆ์ประชุมพร้อมแล้ว ยืนหันหน้าเข้าหาสิ่งที่เคารพ คือพระประธาน หรือสถูปเจดีย์อย่างใดอย่างหนึ่ง คฤหัสถ์ทั้งหลายยืนถือธูป เทียน ดอกไม้ ประนมมืออยู่ถัดพระสงฆ์ออกไป เมื่อพระภิกษุที่เป็นประธานกล่าวนําคําบูชา ที่ประชุมทั้งหมดว่าตามพร้อมๆกัน เมื่อกล่าวคําบูชาเสร็จแล้วพระสงฆ์เดินนําหน้า เวียนขวา รอบพระอุโบสถหรือพระสถูปเจดีย์ 3 รอบ ซึ่งเรียกว่า เวียนเทียน คฤหัสถ์เดินตามอย่างสงบ 

ขณะเวียนรอบแรก ให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ รอบที่ 2 ระลึกถึงพระธรรมคุณ รอบที่ 3 ระลึกถึงพระสังฆคุณ ไม่เดินคุยกัน ไม่หยอกล้อกัน หรือแสดงอาการไม่สุภาพอื่นๆ ในขณะเวียนเทียน เพราะเป็นการขาดความเคารพพระรัตนตรัย

เมื่อเวียนเทียนครบ 3 รอบแล้ว เข้าในพระอุโบสถ สวดมนต์ ฟังเทศน์ กัณฑ์แรกจะได้ฟังเรื่องจาตุรงคสันติบาต กัณฑ์ต่อๆไป อาจเป็นเรื่อง โพธิปักขิยธรรม หรือเรื่องอื่นๆ ที่ทางวัดเห็นสมควร บางวัดมีเทศน์จนตลอดรุ่ง

ข้อที่ควรทําเป็นพิเศษในวันนั้น ก็คือ ควรพิจารณาความหมายของ การเว้นชั่ว ทําดี ทําจิตใจให้บริสุทธิ์ ให้เข้าใจ ชัดเจนลึกซึ้ง แล้วตั้งใจปฏิบัติให้ได้ตามนั้น”

ที่มา : จากหนังสือชื่อ “วันสำคัญของชาวพุทธไทย” ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต ) ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๖ หน้า ๑-๙

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ โปรดโยมบิดามารดา ‘บุญที่บวชในชาตินี้…โยมพ่อโยมแม่ก็ไม่ตกนรก’

Posted on February 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/635794

'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' โปรดโยมบิดามารดา 'บุญที่บวชในชาตินี้...โยมพ่อโยมแม่ก็ไม่ตกนรก'

วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.28 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า (ชื่น) ท่านเสด็จมาสอบสวนเรื่องต่างๆ ที่มีคนเข้าไปกราบบังคมทูลฟ้องที่วัดทรายงาม ท่านมาพักที่วัดทรายงามเป็นเวลานานๆ โยมพ่อโยมแม่ท่านหลวงปู่เจี๊ยะ มีความเลื่อมใสท่านยิ่งนัก หรือแม้แต่ผู้คนในถิ่นแถวนั้นที่ทราบข่าวต่างก็ทยอยมากราบเข้าเฝ้า ท่านเป็นพระไม่ติดในลาภยศ สรรเสริญ สุข โลกธรรมไม่สามารถครอบงำท่านได้ น้อยนักที่ในชีวิตหนึ่งๆ จะมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้าออกธุดงค์

*ทูลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า เมื่อพระองค์มาประทับที่วัดทรายงาม หลวงปู่ท่านได้ไปปฏิบัติท่านสม่ำเสมอ จัดน้ำให้ท่านสรง อยู่รับใช้ใกล้ชิดท่านโดยตลอด จึงสนิทกับพระองค์ท่านตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ภายหลังที่ท่านเสด็จกลับวัดบวรฯ แล้ว เมื่อมีโอกาสจึงได้นำสามเณรไปฝากเรียนหนังสือที่วัดบวร กับพระองค์ท่าน พระองค์ก็ทรงเมตตารับไว้เสมอๆ เพราะพระองค์ชอบให้เด็กๆบวชเณร อยากได้เณรเยอะๆ

ในฤดูผลไม้มาก ออกลูกออกผล โยมพ่อโยมแม่ก็นำผลไม้ต่างๆ ตามฤดูกาลนั้นๆ เข้าไปถวายท่านทีละมากๆ พระองค์เมื่อเห็นโยมของหลวงปู่ท่านมักจะทักอย่างสนิทกัน มักเรียกว่า “โยมแฟ… อย่างนั้นอย่างนี้เสมอ”

ต่อมาในระยะหลังเมื่อหลวงปู่ท่านกลับจากท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ก็จะแวะพักที่วัดบวรฯเสมอ สมเด็จท่านจัดให้พักกุฏิลออ ก่อนจากท่านก็เมตตาบอกเสมอว่า “มีโอกาส…เข้ามาพักด้วยกัน ใหม่นะ”

หลวงปู่เจี๊ยะเล่าว่า เมื่อท่านมาพักที่วัดบวรฯ บ่อยๆจึงรู้มักคุ้นกับพระเถระที่วัดบวรฯ หลายรูป สมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราช องค์ปัจจุบันนี้ก็คุ้นกับท่านมาก ท่านเจ้าคุณพระพรหมมุนี (วิชมัย ปุญฺญาราโม) นี่ถือว่าเป็นสหธรรมิกกันเลย

“เราสนิทกับท่านมาก งานศพโยมพ่อโยมแม่ท่านไปแสดงธรรม ไปช่วยเหลือตลอด ที่คุ้นกับพระเถระผู้ใหญ่เหล่านี้ ส่วนมากสาเหตุเบื้องต้นเริ่มจากการคุยสนทนาธรรมะทางภาคปฏิบัติกัน ท่านชอบสอบถามพระป่า เกี่ยวกับเรื่องจิตตภาวนา เพื่อตรวจสอบความรู้ที่ท่านเรียนมาและในเรื่องที่เราปฏิบัติมาว่าความจริงแห่งธรรมที่เราปฏิบัติกับที่ท่านเล่าเรียน มันไปในทิวแถวแนวทางเดียวกันหรือไม่”

*หวนคืนถิ่นโปรดโยมบิดามารดา

เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะออกจากจากกรุงเทพฯ มาจันทบุรี ก็เข้าไปพักที่วัดป่าคลองกุ้ง แล้วเดินทางต่อไปที่วัดทรายงาม โยมพ่อ โยมแม่ทราบข่าวว่ามาเท่านั้นก็วิ่งออกมาจากบ้าน ร้องห่มร้องไห้กันใหญ่ โยมแม่บอกว่า “ลูก ไปยังไง ทำไมไม่ส่งข่าวมาทางบ้านบ้าง อยู่หรือตาย ไม่สบายหรือป่วย ให้แม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่ก็ยังดี?” โยมแม่พูดพร้อมร้องไห้ซิกๆ เอามือปาดน้ำตาที่ไหล อาบหน้าอยู่ตลอด ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยสบาย

หลวงปู่เจี๊ยะตอบไปว่า “โยมแม่…ก่อนไปก็ร้องไห้ กลับมาก็ร้องไห้ นี่ถ้าอยู่บ้านปกติไม่ต้องไปไหน โยมแม่ก็คงจะร้องไห้เหมือนเดิม หรืออาจจะเป็นเหตุให้แม่ร้องไห้มากกว่าเดิมก็ได้ โยมแม่… สิ่งที่ล่วงมาก็ผ่านมาแล้ว ตอนนี้ก็มาแล้ว เห็นโยมแม่อาตมาก็ดีใจเหมือนกัน”

หลวงปู่ท่านกล่าวอีกว่า “บุญที่บวชในชาตินี้ ทดแทนบุญคุณพ่อแม่ได้ อย่างไรโยมพ่อโยมแม่ก็ไม่ตกนรก” พูดเพียงเท่านั้น โยมแม่ก็ยิ่งร้องไห้โฮใหญ่เข้าไปอีก

ปี ๒๔๙๐-๒๔๙๑ ท่านได้กลับมาจำพรรษาที่บ้านเกิด มีพระจำพรรษาด้วยกัน ๑๑ รูป ตอนนั้นการพิจารณาอะไรรวดเร็วได้ดั่งใจ จึงมีหลักแล้วไม่กังวลอะไร เดินทางกลับมาที่บ้านเกิดวัดทรายงาม

พอดีมาพบกับท่านอาจารย์จันทร์ เขมปตฺโต และท่านอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต ซึ่งท่านก็มาพักจำพรรษาอยู่วัดทรายงามเช่นกัน เมื่อเจอกันท่านทั้งสองจึงพูดกับหลวงปู่ท่านว่า “เจี๊ยะเอ๊ย! ท่านไปอยู่กับครูอาจารย์มั่นตั้งหลายปี พวกเรานี้ได้จากท่านพระอาจารย์มั่นมาตั้งนาน คิดถึงท่าน อยากฟังธรรม อยากรับโอวาทอันเป็นอุบายอันแยบคาย อันนำมาซึ่งธรรมปีติ พอดีแหละกับที่ท่านมา ท่านมานำหมู่เพื่อนนี้ พวกผมจะไปกราบท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจงเฝ้าวัด”

เมื่อเหตุการณ์เป็นดังนั้น หลวงปู่ท่านก็ต้องทำหน้าที่รักษาการณ์ดูแลเรื่องราวต่างๆอยู่ที่วัดทรายงาม

*ปีติใน “วิสุทธิมรรค” คัมภีร์

อยู่ต่อมาวันหนึ่งหลวงปู่ท่านเห็นหนังสือธรรมะเกี่ยวกับการปฏิบัติที่พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ท่านบรรยายไว้เกี่ยวกับเรื่องการพิจารณากาย ก็นำมาอ่านดู เกิดความปีติน้ำตาไหล

“เพราะสิ่งที่เราทำอยู่นั้นโดยไม่ได้ดูจากตำรา แต่ตรงกับตำรา นอกจากการปฏิบัติตรงกับตำรา มีตำราวิสุทธิมรรคแล้ว ทางด้านวินัย เมื่อนำมาอ่านทีหลังท่านพระอาจารย์มั่นพาดำเนิน พาปฏิบัติถูกต้องตามหลักธรรมวินัยไม่มีผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย เกิดความปลื้มปีติว่า ครูบาอาจารย์เรานี้สอนเพื่อมุ่งพระนิพพานอย่างประจักษ์ใจจริงๆ เราก็ภูมิใจในสิ่งได้ดำเนินมาพร้อมทั้งผลที่ปฏิบัติ

ปลายปี ๒๔๙๑ หลังจากที่จำพรรษาอยู่ที่วัดทรายงามแห่งนี้ ออกพรรษากรานกฐินเสร็จแล้ว หลวงปู่เจี๊ยะก็ออกไปเที่ยวธุดงค์ตามที่ต่างๆ หาที่สงัดวิเวกกายจิต ปลอดผู้คนที่จะมาเกี่ยวข้อง หลวงปู่ท่านกล่าวว่า บางทีมันรำคาญคน ต้องแกล้งไล่มันหนีไปไกลๆเราจะได้ภาวนาสะดวก เทือกเขาสอยดาว เขาตานก เขาสุกิม ฯลฯ เราไปเที่ยวภาวนามาหมดแล้ว สมัยก่อนไม่มีวัด ไม่มีผู้คน มีแต่ช้าง เสือ สัตว์ป่าเยอะแยะ เข้าไปภาวนาสงบสงัดดี”

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า พอย่างเข้าสู่ต้นปี ๒๔๙๒ …ขณะออกไปภาวนาตามป่าเขา จิตเกิดความอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง…เมื่อจิตเกิดความมหัศจรรย์อย่างนั้น จิตหมุนเพื่อการกำจัดไปโดยถ่ายเดียว เหมือนหมอยาที่มีปัญญาเดินทางเข้าไปในป่า นำรากไม้กิ่งไม้มาเป็นยาได้ทุกชนิดฉะนั้น

จิตได้พิจารณาอยู่อย่างนั้น แต่ว่ามันมีอยู่ช่วงหนึ่งคือ เวลาที่พิจารณากายมากขึ้นเพียงไร นึกอยู่ในตัวเราเป็นชั่วโมงอยู่อย่างนั้น ไม่ให้มีอารมณ์คิดเข้ามาก่อกวนเลย “แล้วเวลาที่เราเลิกจากการนั่ง ภาวนาอย่างนั้น เราก็มานั่งสมาธิ คือไม่ต้องใช้ความคิดตัวนี้มาเข้า ความสงบมันก็สงบ แจ้งแจ่มใสอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมงๆ เราไม่มีความเชื่อมาก่อนเลย ว่ามันจะเป็นไปได้”

“แต่พอทำเข้าจริงๆ แล้วมันเป็นนะ เป็นจนเกิดมหัศจรรย์ ยิ่งทำก็ยิ่งดีขึ้น ทุกวันทุกคืน ไม่เอาอะไรแล้ว ถึงจิตนั้นจะสงบเป็นอัปปนาสมาธิแน่นขนาดไหนก็ตาม เงื่อนธรรมที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้กล่าวสอนตักเตือนไว้ก็คือ “ตีกายให้แตกด้วยอริยสัจ” นั้นจำเป็นต้อง ดำเนินไม่ให้เนิ่นช้า”

จิตนั้นคล้ายเป็นอิสระเต็มดวง แต่เรายังไม่วางใจในการพิจารณา จับติดโดยตลอด ด้วยการพิจารณาด้วยการหยั่งทราบ จิตนั้นเป็นอิสระคล้ายปุยนุ่นที่ล่องลอยไปบนอากาศ ไม่มีอะไรให้มันยึดติด แต่เมื่อมาพิจารณาให้ดีอีกทีหนึ่ง “ปุยนุ่นที่ล่องลอยไปในอากาศ แม้จะดูเป็นอิสระดี แต่มันก็ยังตกเป็นทาสของกระแสลม เลื่อนลอยไปตามอำนาจของแรงลม การปฏิบัติของเรานี้ก็เช่นกัน จำเป็นต้องพินิจพิจารณาทางปัญญา ทบทวนแล้วทบทวนเล่า เพราะยังตกอยู่ภายใต้วิชชา

*คว่ำวัฏจักร วัฏจิต แหวกอวิชชา

ตอนย่างเข้าสู่ต้นปี ๒๔๙๒ ขณะที่เข้าป่าดงไปภาวนานั้น หลวงปู่เจี๊ยะเกิดป่วยเป็นไข้มาลาเรียอยู่ในป่าโดยลำพัง ท่านได้เข้าไปในดงมาลาเรีย ในเชิงเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ บ้านยางระหง อันเป็นป่าทึบ

โรคไข้มาลาเรียนได้คร่าชีวิตชาวบ้านแถบนี้มามาก ขึ้นชื่อว่าผู้ใดสามารถถากถางป่าแถบนี้เป็นเจ้าของอยู่รอดได้ นับว่าเป็นคนเก่งกาจมากๆ และยังมีสัตว์ป่า เช่น ช้าง เสือ หมี งู หมูป่า กวาง เก้ง อยู่มาก ชาวบ้านโดยทั่วไปเป็นพรานล่าสัตว์ หาของป่ามาเลี้ยงชีพ

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า ในขณะที่ป่วยนั้นรู้สึกว่า จิตมันเป็นธรรมชาติที่อัศจรรย์ตลอดเวลา แต่มันต้องประกอบกับร่างกายที่สมบูรณ์ ลมหายใจทุกชนิดต้องให้บริบูรณ์ เมื่อเราทำได้อย่างนั้นต้องค่อยๆ ผ่อนลมหายใจพิจารณา

พิจารณาอยู่อย่างนั้นจนเต็มที่จนจิตลงได้ แล้วก็ต้องตามดูลมหายใจไปด้วย ผ่อนลงไป…ผ่อนลงไป… ทีแรกมันอยู่ตรงนี้ พออยู่ตรงนี้หมด… หมดขึ้นมาเรื่อย หมดขึ้นมาเรื่อย อยู่ตรงนี้ อยู่ตรงนี้ พิจารณากันอยู่อย่างนั้นตลอด

“แต่การพูดให้ฟังมากกว่านี้ไม่ดีจะเป็นการอวด แต่มันเป็นความจริงที่เราประสบ แล้วทีหลังออกมาจากป่า ไข้ก็กำเริบมาเรื่อยๆ อดข้าวภาวนาอยู่ ๒-๓ วัน บอกให้ท่านเฟื่องฟัง แหม!…ไม่เหมือนคราวอยู่วัดยางระหง อยู่บ้านดินแดง มันยังมีลมหายใจ ลมหายใจมันแรง กายยังเต้นแรง เพราะสังขารของจิตดับแรง กายมันตึ๊บๆ ๆ ๆ ได้รับรู้ มันไม่สนิท มันต้องประกอบกัน จิตที่เป็นสมาธิ ไม่มีหลับ ใครที่บอกว่าจิตที่เป็นสมาธิหลับไปเหมือนหัวตอ อย่าไปเชื่อเขา มันไม่จริง เราเอาหัวยืนยัน ถึงแม้ตัดหัวเราออก เราก็ไม่เชื่อเพราะได้พิสูจน์ด้วยการปฏิบัติมาแล้ว”

พอพิจารณาตรงนี้มันดับหมดแล้ว เราก็หยุดความคิด คือ เรียกว่า “หยุดความค้น” ลองวางปั๊บ พอจิตวางปั๊บ… จิตมีอิสรภาพอย่างสูงสุด ปล่อยวางสังขารโลก คว่ำวัฏจักร วัฏจิต แหวกอวิชชา และโมหะอันเป็นประดุจตาข่าย ด้วยการฮุกหมัดเด็ดคือวิปัสสนาญาณ เข้าปลายคาง อวิชชาถึงตายไม่มีวันฟื้น

พระพุทธเจ้าพระองค์อยู่ที่ใดทราบได้อย่างประจักษ์ใจ คำว่า “เป็นหนึ่ง” นั้น ไม่มีความหมายใดจะอธิบายต่อได้อีก ภพชาติที่หมุนวนมาตั้งกัปตั้งกัลป์นั้น เป็นความโง่ที่ไม่อาจให้อภัยได้ ชาติสังขารอยู่ที่ใด ใจไม่เกี่ยวเกาะ สิ่งที่จิตเคยเกี่ยวเกาะ ถูกลบด้วยธรรมชาติที่เป็นหนึ่งนั้น จะว่าบริสุทธิ์ก็พอจะคาดเดาได้ แต่ธรรมชาติอันนี้หยั่งลึกเกินอธิบาย เป็นอจินไตยสำหรับปุถุชน ไม่ควรถามคิดให้ปวดหัว

ความงกเงินเนิ่นช้า ถูกเราทำลาย และถากถางเข้าไปใกล้โดยตลอด ถูกทะลุทะลวงด้วย ปัญญาญาณโหมโรมแรงด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นกำลังหนุน ด้วยการบ่มอินทรีย์มาเป็นอย่างดี

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีช่องทางให้อวิชชาเดิน ถูกปิดด้วยมหาสติ มหาปัญญา วิปัสสนาญาณตีตะล่อมเข้าภายใน หักล้างอวิชชา อันเป็นตัวการ จิตปล่อยจิต เป็นธรรมอันเดียว เป็นธาตุที่บริสุทธิ์เป็นมหัศจรรย์ ยิ่งกว่าความมหัศจรรย์ทางสมาธิปัญญาใดที่เคยผ่านมา

………………………

ตามรอยพระอริยะเจ้า! “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท” พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง

(ติดตามตอนต่อไป) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ ธุดงค์กลับบ้านเกิดออกตามหา ‘หลวงปู่ขาว อนาลโย’

Posted on February 15, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/635544

'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' ธุดงค์กลับบ้านเกิดออกตามหา 'หลวงปู่ขาว อนาลโย'

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.44 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) ในระหว่างที่ หลวงปู่เจี๊ยะได้รับคำสั่งจากท่านพระอาจารย์มั่น ให้ไปดูแลอาการอาพาธของหลวงปู่เสาร์ ที่วัดดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลฯ นั้น ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พาหมู่คณะเดินทางออกจากวัดป่าสุทธาวาส มาพักที่บ้านนาสีนวลและบ้านนามนชั่วระยะกาลหนึ่ง แล้วจึงเข้ามาพักที่เสนาสนะป่าบ้านโคกด้วยความผาสุกทั้งกายและจิตใจ ไม่มีการเจ็บไข้ได้ทุกข์

*ธุดงค์กลับ-กราบพระอาจารย์มั่น

หลังจากทราบว่า พระอาจารย์มั่นจะพักอยู่จำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ตนจึงรีบเร่งฝีเท้าออกเดินทางจากอำนาจเจริญ จาริกรอนแรมตามหมู่บ้าน ตำบลมาเรื่อยๆ พักตามป่าช้า ท้องทุ่ง ลอมฟาง เขาป่า ภูผาหิน เดินเท้าค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น เพราะอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นมาเกือบสามปี ได้ประสบการณ์ในการอยู่ตามป่ามาบ้างพอสมควรกินก็เริ่มกินง่าย ถึงจะตายก็คิดว่าสะดวก

การเดินธุดงค์ในระยะนี้ จึงนับว่าเป็นโอกาสอันดี ที่จะได้พิจารณาธรรมเต็มความสามารถ เพราะไม่มีสิ่งใดก่อกวน พระพุทธองค์จึงตรัสธรรมะเกี่ยวกับการอยู่ป่าไว้มาก เพราะพระองค์ ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในป่า ในอนุศาสน์ที่พระอุปัชฌาย์พร่ำสอนเมื่อ บวช ก็สอนให้ไปอยู่ป่า อยู่ตามรุกขมูลร่มไม้

ย่างเข้าสู่เดือนมีนาคม ฤดูแล้งแล้วอากาศร้อนอบอ้าว หาพัก ตามร่มไม้ชายเขา ร่มยางใหญ่ มีทางลมพัดผ่าน ก็พอไล่อากาศร้อน อบอ้าวหนีไปได้บ้าง การออกมาจากท่าน อาจจะว้าเหว่อยู่บ้าง แต่การออกมาปฏิบัติภารกิจตามคำสั่งของท่าน ก็เป็นความอุ่นใจภายใต้ ร่มบารมี จะเดิน จะทำ จะพูด จะคิดอะไร มีเสียงเตือนของท่านแว่ว มาทางโสตประสาทเสมอ เหมือนเดินวนเวียนอยู่ใต้ร่มไม้ร่มใหญ่ใบดกหนา อีกทั้งใต้พุ่มไม้นั้น ก็มีน้ำให้อาบดื่มกิน นำพาความรำพึงหวัง ให้สดชื่นแก่จิตใจได้ไม่น้อย

หลวงปู่ท่านเล่าว่า ชีวิตพระป่าถ้าทำให้มันพะรุงพะรังนัก มันหนักตนเอง “มันถ่วงหัวทุบหาง” ท่านพระอาจารย์มั่นท่านว่าอย่างนี้ หนักปัจจัยสี่ ไปที่ไหนรกรุงรัง ท่านพระอาจารย์มั่นท่านสอนอย่างนี้เสมอ ลาภสักการะย่อมฆ่าคนโง่ที่หลงงมงายได้ อันนี้จำเอาจนขึ้นใจ

ท่านสอนว่า “ถ่วงหัว ทุบหาง” เหมือนกับเวลาเขาดักสัตว์ในป่า เขาเอาก้อนหินเทินกันไว้แบบหมิ่นเหม่เอาไม้ค้ำไว้ ใส่เหยื่อเข้าไปวางไว้ กระรอก กระแต ลิง ค่าง อะไรพวกนี้เห็นอาหารนั้น ก็รีบวิ่งปรี่เข้าไปเอาเหยื่อด้วยความอยาก เมื่อเข้าไปกินเหยื่อจะวิ่งชนไม้ที่ค้ำก้อนหินที่วางดักนั้น ก้อนหินนั้นก็จะหล่นลงมาทุบหัวตาย ในที่สุดสัตว์เหล่านั้นก็เป็นอาหารของมนุษย์ผู้ซึ่งฉลาดกว่า ภาษาทางภาคอีสานเขาเรียกว่า “ดักอีทุบ” สัตว์ตัวไหนหลงเข้าไปในกลลวงที่เขาหลอก ก็มีแต่ตายอย่างทรมานเท่านั้น

*จิตปราดเปรียวตลอดทาง

สมณะที่ออกเจริญสมณธรรมตามป่าตามเขาก็เช่นเดียวกัน ไปเจอเสียงเยินยอสรรเสริญว่าขลังอย่างนั้น ดีอย่างนี้ มีลาภสักการะ มีคนนับถือมากเข้าแล้วลืมตน ลืมพระธรรมคำสอนของครูบาอาจารย์ จิตใจไพล่ไปยินดีในปัจจัยสี่เหล่านั้น ก็จะถูกสิ่งเหล่านั้นทับหัวใจ ทุบหัวใจ ให้กลายเป็นผู้ไร้ศีลธรรม ไร้ยางอาย พิจารณาอะไร นั่งภาวนาอย่างไรก็ยกจิตไม่ขึ้น จิตนั้นถูกกดทับด้วยกิเลสอย่างหยาบ

เมื่อพิจารณาถึงคำสอนของท่านพระอาจารย์มั่นที่แว่วมาอยู่เรื่อยๆ จึงไม่เกี่ยวยุ่งด้วยผู้คน นำธรรมะที่ท่านสอนมาพิจารณาตีให้แตกด้วยอริยสัจสี่ คลี่คลายไม่ลดละ จิตตอนนั้นปราดเปรียวหมุนโดยอัตโนมัติ 

เมื่อรอนแรมภภาวนาตามป่าทางอุบลฯ นครพนม มุกดาหาร แก่กาลพอสมควร จึงเดินตัดเข้าสกลนคร ในระหว่างทางนั้นผ่านป่าดงทึบ ต้นไม้ใหญ่โอบไม่รอบป่ายังคงเป็นป่า สัตว์เสือยังมีมาก แบกกลดเข้าป่าออกป่า ขึ้นภู ลงเขา เดินไปนานๆ จะพบหมู่บ้านสักหลัง ส่วนมากเป็นชาวไร่ ขุดดินทำไร่ในป่าลึกๆ

เดินเหนื่อยยากลำบากแหลือเกิน บางทีนั่งพักใต้ร่มไม้อากาศ ร้อนๆในตอนกลางวันกระหายน้ำ น้ำหมดก็ อดทนเอา เดินไปสักเดี๋ยวก็เจอชาวบ้านป่า เมื่อเห็นพระก็กุลีกุจอนำน้ำมาถวายด้วยศรัทธา โดยที่เราไม่ต้องบอก บางแห่งก็ผ่านทุ่งกว้างมีแต่ฝูงวัวฝูงควาย พวกเด็กเลี้ยงควายหยอกล้อหัวเราะร่าร้องเพลงกันลั่นตามทุ่งนา

เมื่อพิจารณาไปหลายๆ อย่างด้วยปัญญาสามัญธรรมดานี่แหละ “โอ!…เขาหาอยู่หากินตัวเป็นเกลียว อดอยากลำบากแค้นแสนทุกข์แสนทน… เราก็มาหาธรรมลำบากก็ต้องทนเพื่อลดทุกข์ ปลดเปลื้องใจ เขาหากิน เราหาธรรม เขาแสวงเรื่องโลก เราแสวงธรรม”

ตกพลบค่ำก็นั่งภาวนา ถ้ามีทางพอเดิน ก็เดินจงกรม เผื่อว่าจะได้ไม่เก้อเขินเมื่อท่านพระอาจารย์มั่นทักถามเรื่องธรรมปฏิบัติ คือกลัวท่านดุเอา ว่าออกไปไม่ตั้งใจปฏิบัติ

เมื่อเดินทางมาถึงสกลนคร หลวงปู่ท่านก็ตรงดิ่งเข้าไปที่อำเภอโคกศรีสุพรรณ บ้านโคก ตรงไปยังป่าช้าบ้านโคก เป็นที่ที่ท่านพระอาจารย์มั่นพำนัก เมื่อถึงแล้วก็รีบเข้าไปกราบเรียนความเป็นไป ทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับการมรณภาพของหลวงปู่เสาร์

*สู่เสนาสนะป่าบ้านโคก

ภายหลังจากอยู่จำพรรษาในภาคเหนือเป็นเวลา ๑๒ ปีแล้ว พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระได้เดินทางมาจำพรรษาที่วัดป่าโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี ตามคำอาราธนาของท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นเวลา ๓ พรรษา แล้วจึงมาพำนักที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ตรงที่เป็นบริเวณวัดร้างชายป่า ใกล้บ้านโคก ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ในปัจจุบันคือที่ว่าการอำเภอโคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร

โดยพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ได้ทราบข่าวการจำพรรษาของท่านพระอาจารย์มั่น จึงเดินทางจากจันทบุรีเข้ามานมัสการพระอาจารย์มั่น ซึ่งบ้านโคกแห่งนี้คือบ้านเดิมของพระอาจารย์กงมาเอง

พระอาจารย์กงมาได้พยายามแนะนำชาวบ้านให้พากันเสื่อมใสในธรรม จนบรรดาญาติมิตรเดิมของท่านก็ได้พากันเลื่อมใสปฏิบัติธรรมกันมากขึ้นเป็นลำดับ เท่ากับท่านได้มาโปรดญาติโยมของท่านอีกด้วย และในช่วงนี้เอง พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ซึ่งได้มอบตัวเป็นศิษย์ และอยู่ฝึกหัดกัมมัฏฐานกับหลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรก ณ เสนาสนะแห่งนี้

เมื่อมาอยู่ที่ใหม่นี้ชาวบ้านจึงถวายที่ตั้งวัด ได้สร้างศาลาและกุฎิถวายหลวงปู่มั่น ตั้งชื่อสำนักสงฆ์นี้ว่า “วัดป่าวิสุทธิธรรม” เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่หลวงปู่มั่นได้มาจำพรรษา ณ บ้านโคก อันเป็นบ้านเกิดของพระอาจารย์กงมา

ส่วนพระอาจารย์มั่นได้ไปจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านนามน ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๒ กิโลเมตร ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ท่านจึงได้มาจำพรรษาที่วัดป่าวิสุทธิธรรม ตามที่พระอาจารย์กงมาได้อาราธนานิมนต์

ในระหว่างพรรษา ท่านพระอาจารย์มั่นชอบเรียกหลวงปู่เจี๊ยะว่า “เฒ่าขาเป๋” หรือบางทีท่านก็เรียกว่า “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ตามแต่ท่านจะพูดและสอนเพื่อเป็นคติ ตอนหลังท่านอาจารย์มหาบัว ท่านก็เมตตาเรียกเหมือนกัน

อยู่มาวันหนึ่งท่านพระอาจารย์มั่น ได้พูดถึงหลวงปู่ขาว อนาลโย ว่า “หมู่เอ๊ย!…ให้รู้จักท่านขาวไว้นะ ท่านขาวนี่เธอได้พิจารณาถึงที่สุดแล้ว” หลังจากท่านกล่าวชมหลวงปู่ขาวแล้ว ท่านหันมาพูดเรื่องหลวงปู่เจี๊ยะว่า

“เออหมู่เอ๊ย!…มีหมู่มาเล่าเรื่องการภาวนาให้เราฟังที่เชียงใหม่ เว้ย… เธอปฏิบัติของเธอสามสี่ปีเหมือนเราลงที่นครนายก มันลงเหมือนกันเลย” ท่านย้ำว่าอย่างนั้น

“ท่านองค์นี้ภาวนา ๓ ปี เท่ากับเราภาวนา ๒๒ ปี อันนี้เกี่ยวเนื่องกับนิสัยวาสนาของคนมันต่างกัน

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า “การที่ตนนำสิ่งที่ครูบาอาจารย์ชมมาเล่า ไม่ได้หมายยกตนเทียมท่าน แต่การที่ฝึกปฏิบัติเร็วช้านี้ แล้วแต่บุญกรรมและความเพียรของใครของมัน ที่พูดให้ฟังนี้ไม่ได้เทียบกับท่าน แต่นำสิ่งที่ท่านพูดมาพูดให้ฟัง จะได้รู้ว่าเบื้องหลังเราปฏิบัติมายังไง”

*สงฆ์ในนิมิตพระอาจารย์มั่น

ช่วงพรรษาที่ ๗-๑๐ หลังจากได้อยู่ร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นเป็นเวลา ๓ ปี ๔ แล้งแล้ว ผ่านฤดูแล้งปี ๘๖ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านปรารภจะไปจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านนามน

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเห็นว่า ท่านพระอาจารย์มีลูกศิษย์ลูกหามากขึ้นแล้ว อาจารย์มหาบัว ซึ่งมาฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์มั่นก็เป็นที่ตายใจ ท่านเก่งฉลาด เป็นที่ตายใจในเรื่องเกี่ยวกับท่านพระอาจารย์ได้เป็นอย่างดีเยี่ยม

เรื่องข้อวัตรปฏิบัติที่ท่านเคยทำมาเป็นเวลานานสมควรกับท่านอาจารย์มหา เพราะท่านมีวิชาความรู้ กล้าสู้หน้าไม่อายใคร และจะเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่หมูคณะต่อไปในอนาคต เหมือนดั่งนิมิตที่ท่านพระอาจารย์มั่นทำนายไว้ที่ดอยคำ บ้านแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ว่า “ท่านองค์นี้ ลักษณะเหมือนท่านเจี๊ยะ แต่มิใช่ท่านเจี๊ยะ จะทำประโยชน์ให้แก่หมู่คณะ ท่านนิมิตเห็นพระหนุ่ม ๒ รูป นั่งข้าง ๒ เชือก ติดตามท่านซึ่งนั่งสง่างามบนช้างตัวขาวปลอดค่าโขลงเป็นช้างใหญ่ พระหนุ่มสองรูปนี้จะสำเร็จก่อนและหลังท่านนิพพานไม่นานนัก และจะทำประโยชน์ใหญ่ให้พระศาสนา”

เมื่อหลวงปู่ท่านเห็นท่านอาจารย์มหาบัวเข้ามา ก็ตรงตามลักษณะที่ท่านทำนายไว้ก็เบาใจเป็นที่ยิ่ง ถึงได้กับอุทานภายในใจว่า “นี่แหละ องค์นี้แหละต้องเป็นองค์ที่ท่านทำนายไว้อย่างแน่นอน เจอแล้วทีนี้”

เมื่อท่านอาจารย์มหาบัวเข้ามา รู้สึกว่าท่านเมตตาเป็นพิเศษ ข้อวัตรปฏิบัติอะไรท่านตั้งใจปฏิบัติรักษาสุดความสามารถ สุดชีวิต เหมือนดังที่หลวงปู่ท่านเคยทำ ความเพียรท่านก็แรงกล้า มีสติปัญญาไวเป็นเลิศ สมเป็นผู้มีบุญมาเกิด ประเสริฐด้วยความดี

อย่างนี้อีกไม่นานต้องพบพานธรรมอันเลิศ บุญเขตอันประเสริฐจะบังเกิดในวงพุทธศาสน์ เป็นปราชญ์ทางธรรม ค้ำชูพระศาสนาเหมือนอย่างที่ท่านพระอาจารย์มั่นทำนายเอาไว้อย่างแน่นอน เมื่อคิดดังนี้จึงดำริว่า สมควรที่หมู่ผู้ที่ไม่เคยมาจะได้ช่องเข้าศึกษาปฏิบัติ

*ตามหาหลวงปู่ขาว อนาลโย

ในขณะนั้นพระเณรที่ติดตามและลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นมีมากขึ้นโดยลำดับ ชื่อเสียงเรื่องคุณธรรมของท่านเป็นที่เลื่องลือขจรไปทั่วทุกทิศ หลวงปู่เจี๊ยะจึงเข้าไปกราบลาท่านและปลีกตัวอยู่องค์เดียวเร่งความเพียร โดยพยายามสืบเสาะหาว่าท่านอาจารย์ขาว อนาลโย อยู่ที่ไหน เพราะท่านเป็นพระที่ท่านพระอาจารย์มั่นรับรองว่า เป็นพระถึงที่สุดแห่งธรรมแล้ว ได้ทำไว้ในใจว่า ถ้าทราบข่าวว่า ท่านอาจารย์ขาวอยู่ที่ไหน ก็จะดั้นด้นเข้าไปกราบให้จงได้

เมื่อท่านออกจากท่านพระอาจารย์มั่นแล้วก็เพียรค้นหาพระอาจารย์ขาว อนาลโย จนเจอ แล้วก็มาได้ศึกษาคุยสนทนาธรรมกับท่านในเรื่องการปฏิบัติได้ถามเรื่องต่างๆ นานา เพราะพระอาจารย์ขาวท่านเป็นผู้เฒ่าผู้แก่มีความชำนิชำนาญ หลวงปู่เจี๊ยะท่านว่า สมัยท่านยังเป็นเด็กอยู่ก็ต้องศึกษากับครูบาอาจารย์ สิ่งใดผิด สิ่งใดถูก แล้วก็ได้เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นการค้นคว้าจึงเป็นหลักสำคัญมาก ค้นลงไป ค้นให้มาก ค้นเข้าไป พิจารณาไปเพื่อให้เห็นความจริง

ทุกครั้งที่ได้พบพระอาจารย์ขาวกี่ครั้งๆ ท่านก็ถามว่า “เจี๊ยะเป็นไงเอ๊ย ค้นบ่ ค้นบ่” ท่านถามบ่อยๆ “ค้นครับ” หลวงปู่ท่านก็ตอบท่านอย่างนั้น

“เออ! เอาอย่างนั้นสิ” ท่านพูดให้กำลังใจว่าที่ทำนั้นถูกต้อง ไม่ผิด

ออกจากที่นั่นแล้วก็เดินทางไปพักอยู่บริเวณป่าช้าบ้านนาสีนวล จำพรรษาที่บ้านนาสีนวล วนเวียนอยู่ในรัศมีของท่านอาจารย์มั่น บ้านนาสีนวลห่างจากบ้านนามน ซึ่งเป็นสถานที่พระอาจารย์มั่นจําพรรษาในระยะนั้นไม่มากนักเดินทางไปมาได้สะดวกจนวันอุโบสถก็เดินทางมาร่วมทำอุโบสถกับท่าน รับโอวาทเทศนาธรรมที่ท่านแสดงไม่ว่าจะไปที่ไหน ประหนึ่งว่าท่านดูเราอยู่ตลอดเวลา

*ธุดงค์กลับบ้านเกิด

เนื่องจากหลวงปู่เจี๊ยะท่านจากบ้านเกิด คือจังหวัดจันทบุรี มานานเป็นเวลา ๙ ปีแล้ว เฝ้ารำลึกถึงพระคุณของบิดามารดาอยู่ไม่ห่าง อยากจะทดแทนคุณท่านด้วยอรรถด้วยธรรม แทนข้าวน้ำปลาอาหารทรัพย์สินเงินทอง อย่างที่ชาวโลกเขาตอบแทนกัน กอปรกับเวลานั้นทราบข่าวว่าโยมแม่ป่วย จึงนับว่าเป็นเหตุสมควรที่จะเดินทางกลับมาถิ่นฐานบ้านเดิม อีกทั้งคิดถึงท่านพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร วัดป่าคลองกุ้ง จ.จันทบุรี- วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ เป็นบุพพาจารย์สอนธรรมะมาก่อน

เมื่อคิดเช่นนั้น หลวงปู่เจี๊ยะก็ธุดงค์จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาทางภาคตะวันออกอันเป็นถิ่นฐานบ้านเดิม แวะพักตามชายป่าชายเขา รุกขมูลร่มไม้ การสัญจรไปมาในระยะนั้นถนนหนทางยังไม่สะดวก ไปที่ไหนส่วนมากเดินไปด้วยเท้า ไม่ค่อยมีรถยนต์

ท่านกล่าวว่า กรรมฐานทุกวันนี้แตกต่างกับกรรมฐานสมัยก่อนมาก เป็นกรรมฐานขุนนางเนื้อตัวโดนแดดโดนลมไม่ได้กลัวจะดำ หรูหราฟุ่มเฟือยมากเหลือเกิน ธุดงค์ขึ้นรถไปเลยบางทีนั่งเรือบินไปธุดงค์ เพียงแค่ขณะจิตแรกนี้มันก็ไม่เป็นธรรมเสียแล้ว

“เราอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นลำบากเหลือเกิน อาหารการกินไม่บริบูรณ์เหมือนทุกวันนี้ กินพริกกินเกลือเพียงแค่นี้ก็อยู่ปฏิบัติธรรมได้แล้ว เดี๋ยวนี้อาหารมากมายกองทับหัวพระแล้ว จึงทำให้พากันนิสัยเสียไปหมด อยู่กับท่านเรื่องกินจึงไม่กังวล ภาวนาอย่างเดียว”

นี้แหละจึงบอกให้ทราบว่า กรรมฐานแบบท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ท่านสู้ตายเพื่ออรรถธรรมจริงๆ ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง แต่กรรมฐานขุนนางนี่สิ ลาภเกิดก่อนธรรม มันผูกมัดรัดจิตไว้หมด ปฏิบัติภาวนาจึงไม่ไปไหน วนๆไปอยู่ขอบนรกนั่นแหละ คือวนๆคลุกคลีอยู่กับพวกชาวบ้านแถวบ้านร้านตลาดนั่นแหละ ไม่กล้าที่จะไปไหนไกลๆ เพื่อธุดงค์หรอก

หลวงปู่ท่านเล่าอีกว่า ในระหว่างที่ท่านธุดงค์กลับทางบ้านเกิดนั้น การพิจารณาด้วยปัญญามันรวดเร็วดั่งใจ กำหนดนี้ถึงไหน ถึงนั้นไม่พรั่นพรึง พิจารณากายถอยหน้าถอยหลังเบื้องบนเบื้องล่าง อนุโลมปฏิโลม พิจารณาซะจนจิตนี้ราบเป็นหน้ากลอง ถึงความเป็นสภาพหนึ่งเดียว ประจักษ์ใจในพระธรรมที่ปรากฏสุดที่จะพรรณนา

สิ่งที่ท่านพระอาจารย์มั่นพร่ำสอนว่า “คัมภีร์ธรรมนั้น อยู่ที่กายกับจิต พิจารณาเข้าไปเป็นของดี ไม่ต้องไปหาที่อื่นไกล ก็มาปรากฏเป็นประจักษ์ญาณอันเด่นดวง”

เมื่อเกิดวิตกยกจิตขึ้นมาด้วยสมถะ มากเกินไป จิตมันก็ดับ เมื่อเราวิจารณ์คือ พิจารณามากเกิน ไม่พักจิต จิตมันก็ดับ ดังนั้น ทั้งสมถะและวิปัสสนา เราทิ้งไม่ได้ต้องบำเพ็ญให้ชำนิชำนาญ ถ้าบำเพ็ญอยู่ไม่หยุดไม่ถอยแบบนี้เราก็จะหลุดพ้นจากกิเลสไปได้

หลวงปู่ท่านกล่าวว่าไม่ว่าท่านจะไปอยู่ที่ใด จะสุขหรือทุกข์ คำสอนของท่านพระอาจารย์มั่นจะมากระตุ้นเตือนอยู่เสมอว่า “การปฏิบัติอย่าให้เนิ่นช้า อย่าให้เสียเวลาในชาติปัจจุบัน” เมื่อนึกถึง คำสอนของท่านพระอาจารย์อย่างนี้ก็เร่งความเพียรโดยตลอด

เมื่อเดินทางเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ก็เข้าไปขอพักกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า(ชื่น) ที่วัดบวรฯ ทุกๆ ครั้งที่ผ่านทางกรุงเทพฯ จะเข้าไปพักกับท่านเสมอๆ

………………………

ตามรอยพระอริยะเจ้า! “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท” พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง

(ติดตามตอนต่อไป)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ อุปัฏฐาก ‘พระอาจารย์เสาร์’เผชิญภัยระหว่างธุดงค์โดนกับดักเสือในดงใหญ่

Posted on February 13, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/635120

'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' อุปัฏฐาก 'พระอาจารย์เสาร์'เผชิญภัยระหว่างธุดงค์โดนกับดักเสือในดงใหญ่

วันเสาร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.40 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) ที่จังหวัดอุดรธานี หลวงปู่มั่นและหลวงปู่เจี๊ยะ ได้เข้าพักที่วัดโพธิสมภรณ์ตามคำนิมนต์ของท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ อยู่ตามควรแล้วท่านก็ปรารภไปพักที่ป่าช้าตามวิสัยของท่าน จึงได้เข้าพักที่ป่าช้าโนนนิเวศน์

*สดับธรรมในป่าช้า 

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า สมัยนั้นเป็นป่าช้าไม่ได้อยู่กลางเมืองอย่างนี้ เป็นที่ทิ้งศพโจรผู้ร้ายที่ถูกทางการฆ่าตาย หลวงปู่เจี๊ยะอยู่จำพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นที่เสนาสนะป่าโนนนิเวศน์เป็นพรรษาที่ ๒

ทุกๆวันมีประชาชนผู้เลื่อมใสเข้ามากราบไหว้ไม่ขาดสาย ตอนเย็นท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาแสดงธรรมภาคปฏิบัติให้แก่พระ เณรฟัง ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์เองท่านเดินทางมาฟังธรรมโดยสม่ำเสมอ

โดยการปฏิบัติของหลวงปู่เจี๊ยะในระยะนี้ได้บรรลุถึงผลอันน่าพึงใจ ไม่เสียดายอาลัยทุกสิ่งในโลก คำสอนของพระศาสดา ประจักษ์ใจ หายสงสัยลังเลเคลือบแคลงในพระธรรมคำสอนของ พระพุทธเจ้า ซาบซึ้งในพระคุณของท่านพระอาจารย์มั่นที่สั่งสอนอบรมมา

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า การที่ได้อยู่ปฏิบัติพระผู้ทรงคุณเช่นนี้ เป็นความโชคดีเหลือหลาย ได้รู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ แต่ละวันจะมีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องกับท่านพระอาจารย์ทั้งด้านภายนอกและภายในมาก ตาต้องดูท่านตลอดอย่าให้คลาดเคลื่อน หูต้องฟังท่านตลอด ไม่ว่าท่านจะพูดค่อยหรือแรง ใจต้องคิดตลอด

หลวงปู่เจี๊ยะอยู่จำพรรษาร่วมกับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่วัดโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี เป็นเวลา ๒ พรรษา นับแต่จังหวัดเชียงใหม่มา พอออกพรรษาปีที่ ๒ แล้ว คณะศรัทธาทางจังหวัดสกลนคร มีคุณแม่นุ่ม ชุวานนท์ เป็นต้น ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์เก่าแก่ของท่านพระอาจารย์มั่น พร้อมกันมาอาราธนานิมนต์ท่านให้ไปโปรดทางจังหวัดสกลนครซึ่งท่านเคยอยู่มาก่อน

ท่านยินดีรับอาราธนา คณะศรัทธาทั้งหลายต่างมีความยินดี พร้อมกันเอารถมารับท่านไปที่จังหวัดสกลนคร

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๔ หลวงปู่เจี๊ยะจึงได้เดินทางติดตามท่านพระอาจารย์มั่น ไปพักที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนครด้วย ฉะนั้น ในระยะ ๓ ปีนี้ หลวงปู่เจี๊ยะท่านเป็นพระอุปัฏฐากประจำ

*อุปัฏฐากพระอาจารย์เสาร์

เมื่อพระอาจารย์มั่นและหลวงปู่เจี๊ยะ เดินทางถึงสกลนครและพักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาสได้ ๒-๓ วัน หลวงปู่เสาร์ กฺนตสีโล ก็มีจดหมายมานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่น

เนื่องจากหลวงปู่เสาร์ป่วยหนัก ท่านพระอาจารย์มั่นจึงมอบหมายให้ หลวงปู่เจี๊ยะเดินทางไปอุบลฯแทน เพื่อดูแลอุปัฏฐากในอาการป่วยของหลวงปู่เสาร์และกราบเรียนตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นสั่งมา

หลวงปู่เจี๊ยะจึงออกเดินทางโดยรถยนต์ไปยังอุบลราชธานี และเดินเท้าไปพบกับหลวงปู่เสาร์ ที่วัดดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยก่อนหน้าที่หลวงปู่ท่านจะมาถึงวัดดอนธาตุนั้น มีอยู่วันหนึ่งตอนบ่าย หลวงปู่เสาร์นั่งสมาธิอยู่ใต้โคนต้นยางใหญ่ พอดีขณะนั้น มีเหยี่ยวตัวหนึ่งได้บินโฉบไปโฉบมาเพื่อหาเหยื่อ

จะด้วยกรรมแต่ปางใดของท่านไม่อาจทราบได้ เหยี่ยวได้บินมาโฉบเอารังผึ้ง ซึ่งอยู่บนต้นไม้ที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่พอดิบพอดี รวงผึ้งนั้นได้ขาดตกลงมาด้านข้างๆ กับที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่

ผึ้งได้รุมกันต่อยหลวงปู่หลายตัว จนท่านถึงกับต้องเข้าไปในมุ้งกลด พวกมันจึงพากันหนีไป จากเหตุการณ์ที่ผึ้งต่อยนั้นมา ทำให้หลวงปู่เสาร์ป่วยกระออดกระแอดมาโดยตลอด

เมื่อมาถึงวัดดอนธาตุได้ ๒-๓ วัน หลวงปู่เสาร์ท่านอาการหนักขึ้นโดยลำดับ อยู่ปฏิบัติท่านจนกระทั่งหายเป็นปกติดี

วัดดอนธาตุ บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เนื้อที่ราวๆ ๑๓๐ ไร่ มีแม่น้ำมูลล้อมรอบ เป็นเกาะอยู่กลางน้ำ เป็นวัดที่ท่านหลวงเสาร์มาสร้างเป็นองค์แรก แต่ก่อนบางส่วนในบริเวณที่เป็นทุ่งนาชาวบ้านเมื่อหลวงปู่เสาร์ท่านภาวนา ญาติโยม เกิดความเลื่อมใสถวายเป็นที่วัดบริเวณเกาะกลางแม่น้ำมูลนี้จึงเป็นที่วัดทั้งหมด

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า ตอนที่ตนมาหาหลวงปู่เสาร์ ท่านอยู่ที่นี่ท่านไม่ค่อยยเทศน์นักหรอก มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อเข้าหาท่าน ดูแลท่านเรื่องอาพาธ เมื่อท่านหายป่วยร่างกายก็เรี่ยวแรง ญาติโยมจึงขอฟังเทศน์จากท่าน โดยกล่าวว่า“หลวงปู่เทศน์ให้ฟังหน่อย พวกขะน้อย (ฉัน)อยากฟังธรรม”

หลังจากท่านฉันเช้าเสร็จ พระอาจารย์ฯก็พูดว่า“ ทำให้ดู มันยังไม่ดู ปฏิบัติให้ดูอยู่ทุกวัน มันยังไม่ปฏิบัติตาม เทศน์ให้ฟังมันฟังหรือ?”

เมื่อหลวงปู่เสาร์พูดเสร็จ ท่านก็สั่งให้ พระอาจารย์ดี ฉันโน ผู้เป็นลูกศิษย์ที่นั่งเป็นลำดับต่อจากท่านไปเป็นองค์เทศน์ พระอาจารย์เสาร์ท่านมีปกติเป็นพระพูดน้อย ต่อยมาก ส่วนมากท่านทำให้ดูเพราะท่านมีคติว่า

“เขาจะเชื่อในสิ่งที่เราทำมากกว่าจะเชื่อในสิ่งที่พูด”

*ธุดงค์ดอนหลี่ผี

หลังจากหลวงปู่เสาร์ท่านหายจากอาพาธแล้ว ธาตุขันธ์กระปรี้กระเปร่า ท่านจึงเดินทางไปทำบุญอุทิศให้ท่านแดดัง ผู้เป็นอุปัชฌาย์ของท่านซึ่งอยู่ที่หลี่ผี ประเทศลาว ซึ่งตามปกตินั้น หลวงปู่เสาร์จะชอบออกธุดงค์ลงไปทางใต้นครจำปาศักดิ์ หลี่ผี ปากเซ ฝั่งประเทศลาว แล้วก็ย้อนกลับมาจำพรรษาที่วัดดอนธาตุ เป็นประจำทุกปี

หลวงปู่เสาร์เดินทางล่วงหน้าไปประเทศลาวก่อน ส่วนหลวงปู่ท่านเดินธุดงค์ติดตามไปทีหลัง ความจริงแล้วตนจะไม่ธุดงค์ติดตาม ท่านไปจำปาศักดิ์ ประเทศลาว ตั้งใจว่าจะกลับสกลนครไปหาท่านพระอาจารย์มั่นที่บ้านโคก แต่เมื่อมานึกถึงคำสั่งของท่านพระอาจารย์มั่นก็ให้หวนรู้สึกประหวัดๆอยู่ในใจว่า “เจี๊ยะเอ้ย… ดูแลหลวงปู่เสาร์แทนผมให้ดีนะ ถึงการป่วย อาพาธของท่านจะหายก็อย่าได้ไว้วางใจเป็นอันขาด”

เมื่อเป็นดังนี้ หลวงปู่ท่านจึงจำเป็นต้องเดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่เสาร์ไปประเทศลาว เพราะมีความมั่นใจในความรู้พิเศษของท่านพระอาจารย์มั่นว่า “ท่านต้องทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าในเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่นอน จึงกำชับให้เราดูแลหลวงปู่เสาร์เป็นอย่างดี”

โดยท่านพระอาจารย์มั่นเน้นว่า “อย่าได้ไว้วางใจ” เหมือนกับท่านบอกเป็นนัยๆ แต่ท่านไม่พูดตรงๆ จะเป็นการทำนายครูบาอาจารย์ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเคารพรักหลวงปู่เสาร์มาก ท่านไม่ทำเช่นนั้น…

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า ขณะที่หลวงปู่เสาร์เดินทางล่วงหน้า ไปประเทศลาว นครจำปาศักดิ์ ทางฝ่ายเราหลวงปู่ท่าน และพระเพ็ง ผู้เป็นหลานของท่าน ครูบาแก้ว ครูบาเนียม และเณร กับผ้าขาวก็ออกเดินทางด้วยเท้า จากดอนธาตุ มุ่งไปยังเขตสุวรรณคีรี ริมแม่น้ำโขง ซึ่งใกล้กับปากแม่น้ำมูล และเชื่อมต่อกับแม่น้ำโขง

หลวงปู่ท่านได้พาหมู่คณะพักค้างคืนที่บนภูเขาที่เขตสุวรรณคีรี ต่อมาได้มีผู้มานิมนต์ให้ไปพักอยู่ที่ใกล้ๆ กับแม่น้ำโขง เป็นที่มีป่าใหญ่มาก มีสัตว์นานาชนิด เช่น ช้าง เสือ หมี และในน้ำยังมีปลาโลมาน้ำจืดเสียงร้องดังเหมือนเสียงวัว อีกทั้งสถานที่นั้นยังเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านเกรงกลัวมาก เพราะใครจะไปตัดต้นไม้ไม่ได้ หากตัดต้นไม้ก็จะมีอันเป็นไปคือเจ็บไข้ได้ป่วย

*โดนกับดักเสือในดงใหญ่

ในป่านั้นมีไม้ยางใหญ่ๆ เขาทำเป็นตะท้าวดักเสือ เมื่อเสือผ่านลอดเข้ามา ตะท้าวก็จะหล่นมาทุบเสือตาย หลวงปู่ท่านไม่รู้ไปยกเอาไม้ออก ต้นไม้ก็มาแทงเอาขาต้องเอาน้ำมันมาทา เดินไม่ได้ตั้งนาน เจ็บปวดมากไม่รู้ว่าเขาทำดักเสือ หลังจากนั้นก็พาหมู่คณะปฏิบัติพักอยู่ที่ป่าดงใหญ่นี้

พักได้ไม่นานนักได้นำคณะธุดงค์ไปยังนครจำปาศักดิ์ตามคำนิมนต์ของโยมคำตัน ในระหว่างนั่งเรือไปนครจำปาศักดิ์แล้วมุ่งตรงไปทางปากเซ-ปากซัน ปีนั้นน้ำเยอะเชี่ยวกรากมาก ล่องเรือไปตามกระแสน้ำ เรือมันจึงแล่นเร็วพอไปถึงตรงสะดือใหญ่ บังคับเรือไว้ไม่อยู่

หลวงปู่ท่านเล่าว่า “เรือหมุนติ้วๆ บึ้ดๆ ๆ งี้ มันหมุนตั้งยี่สิบรอบมั้ง วื้อๆ ๆ ถ้าเป็นเรือใหญ่มันก็หมุนสักเดี๋ยวก็ไปได้ แต่เราไปเรือพายเล็กๆ ถึงตรงสะดือน้ำก็หมุนเคว้งคว้าง เราก็ตะโกนบอกสั่งให้พวกฝีพายช่วยกันงัดเรือออกไปอีกด้านเราต้องใช้ไม้พายช่วยงัด จึงหลุดออกมาได้ ไม่งั้นตาย คนตายแยะตรงนี้ มันดูดลงไปตาย ถ้าเกิดล่มขึ้นมาเราอาจจะไม่ตาย เพราะเราว่ายน้ำเก่ง แต่มันต้องเอาจีวรออก ถ้าเอาออกไม่ทันก็ตายเหมือนกัน มันเป็นสะดือน้ำ หมุนวนน่ากลัว”
เมื่อเรือเลียบฝั่ง หลวงปู่เจี๊ยะได้พาพระเณรทั้งหมดไปพักยังวัดอำมาตย์ นครจำปาศักดิ์ มุ่งเพื่อจะไปให้ทันหลวงปู่เสาร์ แต่คลาดกัน หลวงปู่เสาร์ได้ธุดงค์ไปที่หลี่ผีก่อน

พักที่วัดอำมาตย์พอสมควรแล้ว ต่อจากนั้นได้ธุดงค์ต่อไปที่ห้วยสาหัว เขตนครจำปาศักดิ์ ห่างตัวเมืองราว 10 กว่ากิโลเมตร อยู่ที่นี่ราว ๔ เดือน เป็นหมู่บ้านที่มีผู้อยู่อาศัยราว ๑๘ หลังคาเรือน ในการธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่ท่านพักอยู่กับพระเพ็งเพียงสององค์เท่านั้น

*สิ้นพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล

ในกาลต่อมา พระครูเม้าวัดอำมาตย์ให้คนถือจดหมายมาบอกให้ทราบว่า หลวงปู่เสาร์ป่วยหนักและท่านกำลังจะเดินทางมาโดยทางเรือ มาถึงนครจําปาศักดิ์ ประมาณ ๕โมงเย็น ให้หลวงปู่เจี๊ยะกับพระเพ็ง ผู้เป็นหลานของหลวงปู่เสาร์ มารอรับเรือของท่าน หลวงปู่เสาร์จะมาถึงนครจำปาศักดิ์ ประมาณนี้

เมื่อเรือของหลวงปู่เสาร์มาถึง หลวงปู่ท่านพร้อมกับพระเพ็ง ก็ลงไปรับท่านหลวงปู่เสาร์ในเรือ พบว่าหลวงปู่เสาร์ท่านมีอาการหนักมาก จึงจัดเปลหามเข้าไปในวัดอำมาตย์ พาท่านเข้าไปในอุโบสถที่ทำด้วยไม้ ท่านก็ทำกิริยาให้ประคองท่านขึ้นกราบพระ หลวงปู่ท่านและพระเพ็งเราก็ประคองท่านขึ้นเพื่อกราบพระ

เมื่อกราบลงครั้งที่สาม สังเกตเห็นท่านกราบนานผิดปกติจึงจับชีพจรดูจึงรู้ว่าชีพจรไม่ทำงาน พระทั้งหลายที่อยู่ในพระอุโบสถ ก็ว่า “หลวงปู่เสาร์มรณภาพแล้วๆ

หลวงปู่ฯ จึงตะโกนพูดขึ้นว่า “ปู่ยังไม่มรณภาพ ตอนนี้เข้าปู่เข้าสมาธิอยู่ ใครไม่รู้เรื่องอย่าเข้ามายุ่ง”

จากนั้นหลวงปู่เจี๊ยะจึงพยุงหลวงปู่เสาร์จากอิริยาบถนั่งเป็นอิริยาบถนอน แต่ทำได้ยาก เพราะท่านมีอาการจะดับขันธ์อยู่แล้ว ขณะที่พยุงให้ท่านนอนลงนั้น สังเกตเห็นมีพระเณรนั่งร้องไห้อยู่หลายรูป หลวงปู่ท่านจึงไล่พระเณรเหล่านั้นออกไป

เมื่อหลวงปู่เสาร์เข้าสู่อิริยาบถนอน ท่านก็หายใจยาวๆ ๓ ครั้งแล้วท่านก็ถึงแก่กาลกิริยาโดยสงบ เมื่อเวลา ๑๗.๓๐ น. วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พศ๒๔๘๕ สิริอายุรวม ๘๓ ปี

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเล่าว่า “เราจึงได้จัดเรื่องงานศพทุกอย่างสุดสามารถ” ให้สมกับหน้าที่ที่ท่านพระอาจารย์มั่นไว้ใจและมอบหมาย จัดแจงทุกอย่างที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่สมควรทำ ส่งโทรเลขไปบอกคุณวิชิตที่จังหวัดอุบลราชธานี และหาครกใหญ่ๆมารองตำถ่าน

“เราถอดอังสะเหน็บเดี่ยว หาไม้ใหญ่ๆมายกตำๆ ตัวนี่ดำหมด ตำถ่านใส่โลงท่านเราตำเองทั้งหมด ถ่านนี้ใส่รองพื้นโลงเพื่อดูตดน้ำเหลืองไม่ให้เหม็น วางถ่านรองพื้นโลงเสร็จแล้วเอาผ้าปูขาวทับอีกทีหนึ่ง ถ่านต้องเลือกอย่าเอาที่แตกๆเวลาปูลงที่พื้นโลงให้ถ่านสูงประมาณ 1คืบ ใช้ถถ่านประมาณ 2กระสอบก็เพียงพอ”

“เมื่อตำถ่านเสร็จแล้วตัวดำหมดเลย เราลงโดดน้ำโขงตูม…ตูม… เราเป็นคนแข็งแรงทำอะไรคนอื่นทำไม่ทัน เมื่อเอาถ่านรองผ้าขาวปู ก็เอาศพท่านวางให้เรียบร้อยแล้วขอขมา ตั้งศพไว้ระยะหนึ่งให้ชาวจำปาศักดิ์มากราบบูชา”

เมื่อเห็นสมควรนำศพท่านลงเรือกลับอุบลฯข้ามฝั่งโขง แล้วต่อมาคุณวิชิต โกศัลวิตร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่านกับพระเถระมีพระอาจารย์ทองเป็นต้น และญาติโยมชาวจังหวัดอุบลฯ ได้ขบวน รถยนต์ไปรับศพท่านกลับมายังจังหวัดอุบลราชธานี

ส่วนหลวงปู่ท่านเมื่อนำศพหลวงปู่เสาร์ลงเรือกลับอุบลฯแล้ว เดินธุดงค์จากประเทศลาวเข้าทางจังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ มาพักที่วัดพระอาจารย์ทอง อโลโก ศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงงปู่เสาร์ เดินต่อมาทางนครพนม สกลนคร เพื่อร่วมจำพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น และกราบเรียนเรื่องการมรณภาพของหลวงปู่เสาร์ให้ท่านพระอาจารย์มั่นทราบ

………………………

ตามรอยพระอริยะเจ้า! “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท” พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง 

(ติดตามตอนต่อไป)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ตามรอยธุดงค์ ‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ ตัดนิวรณ์มุ่งภาคเหนือ-ติดตามอุปัฏฐากพระอาจารย์มั่น

Posted on February 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/634966

ตามรอยธุดงค์ 'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' ตัดนิวรณ์มุ่งภาคเหนือ-ติดตามอุปัฏฐากพระอาจารย์มั่น

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.34 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) หลังจากออกพรรษาประมาณเดือนธันวาคม 2482 หลวงปู่เจี๊ยะ ตัดสินใจเข้าไปกราบลาพระอาจารย์กงมา เพื่อเดินทางไปหาท่านพระอาจารย์มั่นที่เชียงใหม่

*ตัดนิวรณ์มุ่งภาคเหนือ

เมื่อแน่ใจในตนเอง จึงไม่ปริปากบอกใคร เพราะถ้าบอก เขาก็จะพากันห้ามปราม กลัวว่าอุปนิสัยของท่านจะอยู่กับท่านหลวงปู่มั่น ไม่ได้ แม้แต่พระอาจารย์กงมา ตนก็ไม่ได้บอกเรื่องภายในจิต เพราะคิดว่า ถ้าบอกเล่าถวายท่าน ท่านก็คงไม่เชื่อ เพราะตนบวชยังไม่นาน

“อีกทั้งสมัยนั้นเราดื้อมาก ดื้อมากขนาดไม่มีใครจะเชื่อว่า เราภาวนาดีได้ จึงตั้งใจไว้ว่า จะมาเล่าให้ท่านพระอาจารย์มั่นฟัง ตั้งแต่วันที่ภาวนาจนจิตรวมครั้งใหญ่แล้ว

การจากบ้านเกิดไปหาพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตครั้งนี้ พระอาจารย์กงมาเป็นห่วงว่า กิริยาตามแบบของท่านจะทำให้อยู่กับพระอาจารย์มั่นไม่ได้

“ครูอาจารย์ที่นั่นก็ดี ผมไม่ได้ประมาณในคุณธรรมแม้นิด แต่ที่นี่มันใกล้บ้าน ใกล้พ่อแม่ญาติพี่น้อง มีอะไรก็เรียกหา เรียกใช้ได้ง่ายๆ มันสะดวกเกี่ยวกับเรื่องทางโลก แต่ไม่สะดวกในทางการประพฤติธรรม แม้แต่โยมแม่ทราบว่าจะไป เหตุเพียงแค่นี้ก็ร้องห่มร้องไห้กันแล้ว ภาระกังวลนี่แหละ มันจึงเป็นเหมือนนิวรณ์คอยกางกั้น การไปไกลๆจากบ้าน ถ้าเกิดความลำบากอย่างน้อยธรรมชาติ มันคงช่วยดัดนิสัยผมได้บ้าง ผมก็คิดอย่างนี้”

เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะท่านพูดขึ้นอย่างนั้น พระอาจารย์กงมาจึงพูดขึ้นว่า “ท่านเจี๊ยะ…ถ้าท่านได้อะไรดีๆ ก็นำมาสอนผู้เฒ่าบ้างเน้อ”

หลังจากกราบลาท่านอาจารย์กงมาแล้ว หลวงปู่เจี๊ยะก็ไปบอกลาโยมพ่อโยมแม่และพี่สาวตลอดจนญาติๆ พ่อแม่ร้องไห้โฮกันใหญ่ เพราะหลวงปู่ท่านอยู่บ้านไม่เคยลำบาก พ่อแม่ไม่เคยบังคับให้ทำงาน งานทั้งหมดหลวงปู่ท่านยินดีทำเอง โยมแม่ก็พูดขึ้นว่า “กินก็เป็นคนกินยากจะไปได้ยังไง? ลูก“ โยมแม่พูดขึ้นพร้อมทั้งน้ำตา เพราะในบรรดาลูกๆ พ่อแม่รักหลวงปู่เจี๊ยะที่สุด 

ก่อนวันออกเดินทาง หลวงปู่เจี๊ยะก็เข้าไปกราบลาท่านพ่อลี เมื่อกราบเรียนท่านว่าจะไปหาท่านพระอาจารย์มั่นเท่านั้นแหละ ท่านพ่อลีก็พูดเสียงดังลั่นเลยว่า “มันต้องอย่างนี้สิ… มันต้องอย่างนี้สิ ลูกศิษย์ตถาคต”

แล้วท่านพ่อลีก็ให้โอวาทว่า “การไปหาครูบาอาจารย์ต้องปฏิบัติตัวให้ดี และเอาให้ถึงธรรมให้ได้ ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นพระแท้ พระจริง เราต้องทำตัวเราให้ถึงความจริงทั้งที่ท่านสอน ถ้าเราไม่จริง เราจะไปปลอมปนอยู่กับท่านไม่ได้ เพราะของจริงกับของปลอม  มันแยกแยะออกได้ ของสะอาดกับของสกปรก เราจะเอามาปนกันไม่ได้

ความสะอาดก็คือความสะอาด ความสกปรกก็คือความสกปรก เราไปหาท่าน เราต้องเป็นแบบท่าน และพยายามทำให้ถึงธรรมอย่างที่ท่านเห็น แล้วเราก็จะกลมกลืนในสายทางแห่งธรรมอันเดียวกัน การอยู่กับท่านก็จะได้ผลที่สุดเป็นที่หมาย”

*ตามหาบุพพาจารย์

หลวงปู่เจี๊ยะท่านกล่าวว่า การได้ฟังโอวาทท่านพ่อลีเช่นนั้น ก็ยิ่งทำให้ใจมันไขว่คว้าในเป้าหมายคือ “ท่านพระอาจารย์มั่น” ยังไงต้องถึงท่านที่เป็นพระอรหันต์ให้ได้ 

พอถึงวันออกเดินทาง หลวงปู่ท่านก็มาขึ้นเรือที่ท่าแฉลบ พร้อมกับพระอาจารย์เฟือง โชติโกสหธรรมิก และท่านพ่อลี ที่จะเดินธุดงค์ไปอินเดีย ทั้งหมดไปขึ้นที่ท่าราชวงศ์ พักอยู่ที่กรุงเทพฯประมาณ ๒๐ วัน ขึ้นรถไฟเดินทางไปที่เชียงใหม่ ถึงเชียงใหม่แล้วนั่งสามล้อต่อไปที่วัดเจดีย์หลวง พักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวงประมาณ 4 วัน

ตอนออกเดินทางมาจากกรุงเทพฯมีปัจจัยอยู่เพียง ๗ บาท จ่ายค่ารถ จ่ายค่าสามล้อหมดพอดี ไปพักอยู่วัดเจดีย์หลวง ได้พบกับพระมหาเสงี่ยม สนทนากันแบบเพื่อนผู้ร่วมประพฤติพรหมจรรย์พูดจาถูกกัน

ท่านเห็นว่าตนไม่มีเงิน ค่ารถ จึงชักชวนให้อยู่ก่อน ท่านนิมนต์ให้อยู่วันพระ เพราะวันพระที่จะถึงท่านจะเป็นองค์แสดงธรรม ญาติโยมคงจะถวายกัณฑ์เทศน์ โดยตามปกติแล้วในวันพระ ทุกวันพระ พระที่เทศน์จะได้ปัจจัยที่โยมถวาย 80 สตางค์ พอท่านได้ปัจจัย ท่านก็นำมาถวายเป็นค่ารถในการเดินทาง

พักที่วัดเจดีย์หลวงพอสมควรแล้ว ก็ออกเดินทางไปเชียงดาว แล้วธุดงค์ต่อไปทางปางแดงเป็นป่าอยู่ในกลางหุบเขา พักที่ป่าแดงพอสมควรแล้วก็ออกเดินทางไปตามหุบผาป่าเขา อันสลับซับซ้อน จนทะลุถึงอำเภอพร้าว พักอยู่ตามป่าที่อำเภอพร้าว เพื่อสอบถามว่าท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่ที่ไหน จนได้เค้าว่าชื่อวัดรร้างป่าแดง

*พบพระอาจารย์ครั้งแรก

ในระหว่างเดินทางไปหาท่านพระอาจารย์มั่นนั้น หลวงปู่เจี๊ยะท่านต้องเดินทางด้วยความยากลำบากด้วยความเหน็ดเหนื่อย เรียกได้ว่า ทุกข์ทรมานที่สุดในชีวิตการเดินทาง เพราะไม่เคยเดินเท้าเปล่าข้ามป่าเขาลำเนาจุดหมายอยู่ที่ใดก็แน่นอน อา เท่านั้น ส่วนร่างกายเต็มที่ พระอาจารย์มั่นเป็นพันๆหมื่นๆครั้ง

เมื่อเดินทางถึงบ้านแม่กอย ถามคนเขาบอกว่า ท่านพักอยู่ที่วัดร้างป่าแดง ก็รีบเร่งเดินทางเข้าไป กระหายใครเห็น ใคร่สนทนา มากกว่าการกระหายน้ำ ลืมความเหน็ดเหนื่อย

มุ่งตรงเข้าไปยังวัดร้างป่าแดง พบกระท่อมน้อยๆ มุ่งหญ้าคา ฝาขัดแตะและใบไม้ พื้นไม้ไผ่ ดูๆ ในสถานที่น่าจะมีพระอยู่กันหลายองค์ เพราะสะอาดสะอ้านเหลือประมาณ

เมื่อเดินเข้าไปตรงกระท่อม หลังที่มองเห็นก่อนหน้านั้น พบพระรูปหนึ่งรูปร่างเล็กๆ ลักษณะองอาจ เป็นเถระรูปร่างสันทัด ผิวดำแดง นั่งห่มจีวรเปิดไหล่ แสดงอาการให้เห็นว่ารอใครบาง คน อย่างเห็นได้ชัด ท่านนั่งอยู่บนแคร่น้อยๆ ใช้ไม้ไผ่ขัดแตะ เอาหญ้าคามุงกั้นฝาเป็นฟาก หันหน้ามาทางที่จะเดินเข้าไป แสดงว่าสนใจในคนที่มา แต่ไม่แสดงออกทางคำพูด แต่เป็นกริยาที่รับกัน

หลวงปู่เจี๊ยะกล่าวว่าใจในขณะนั้น น้อมนึกขึ้นมาทันทีว่า “นี่แหละหลวงปู่มั่น” และนึกต่อไปอีกว่า “ท่านคงรู้วาระจิตของเราเป็นแน่แท้ จึงมานั่งรอ พระเถระรูปที่นั่งอยู่นี้ ต้องเป็นท่าน อาจารย์มั่น จะเป็นองค์อื่นไปไม่ได้” จึงตรงดิ่งเข้าไปกราบท่าน ตามความกระหายใคร่จะกราบนมัสการ

ขณะที่หลวงปู่เจี๊ยะเข้าไปหาท่านหลวงปู่มั่นนั้น ท่านเข้าไปแบบจู่โจม คิดว่าต้องไม่ใช่ใครที่ไหน ที่สามารถรู้เหตุการณ์ในอนาคตได้ว่าใครจะไปจะมา ต้องเป็นท่านพระอาจารย์มั่นอย่างแน่นอน 

เข้าไปถึงก็หมอบเข้าไปกราบ ท่านหลวงปู่มั่นจึงถามขึ้นว่า “มาจากไหน”

“มาจากจันทบุรี อยู่กับท่านอาจารย์กงมาและท่านอาจารย์ลี” หลวงปู่เจี๊ยะกราบเรียนหลวงปู่มั่น

“ท่านลี ท่านกงมา อ้อ! นั่นลูกศิษย์เรา” หลวงปู่มั่นพูดแบบอุทานเหมือนว่า รู้และเข้าใจในวิถีความเป็นมาเป็นไปของท่านหลวงปู่เจี๊ยะ

จากนั้นเมื่อได้โอกาสอันควร หลวงปู่เจี๊ยะจึงกราบเรียนเล่าเรื่องที่ภาวนา ที่จิตเป็นไปให้ท่านหลวงปู่มั่นฟังสั้นๆ เป็นใจความว่า “ครูบาอาจารย์ กระผมพิจารณากาย จนใจนี้มันขาดไปเลย”

หลวงปู่มั่นท่านนิ่งฟังเฉย นิ่งเงียบไม่คัดค้านในสิ่งที่หลวงปู่เจี๊ยะเล่าถวายแม้แต่คำเดียว หลวงปู่เจี๊ยะจึงเรียนถามท่านต่อไปอีกว่า “ครูบาอาจารย์…จะให้ผมทำอย่างไรต่อ” ท่านตอบสั้นๆ แต่เป็นที่พอใจตรงใจ “ให้ทําอย่างเดิมนั่นแหละ ดีแล้ว”

*ศูนย์กลางพระอริยเจ้า

วัดที่ท่านพระอาจารย์มั่นพักจำพรรษาอยู่ขณะนั้น คือวัดร้างป่าแดง เป็นวัดอยู่กลางป่ากลางทุ่ง มีชาวบ้านอยู่ 6 หลังคาเรือน บ้านห่างจากวัด ประมาณ 500 เมตร กุฏิครูบาจารย์ ท่านมุงด้วยใบตองตึง พื้นเป็นฟากไม้ไผ่ รูปลักษณ์เป็นทรงพื้นเมืองทางเหนือ

เรื่องธรรมเรื่องวินัยครูบาอาจารย์มั่นท่านละเอียดเป็นที่สุด แม้แต่ต้นไม้ประดับประดา ปลูกให้มีดอกออกผลสวยงาม ท่านไม่ให้ปลูกภายในวัด ถ้าเป็นพระ ท่านว่าเป็นพระเจ้าชู้ พระขุนนาง ชอบสวยงาม ชอบสะดวกสบาย แต่ภายในหัวใจไม่มีอรรถธรรมแม้แต่น้อย ต้นไม้งามเท่าไหร่ ใจมันก็เสื่อมจากทางจงกรม นั่งสมาธิเท่านั้น

ขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่นมาพักพำนักปฏิบัติธรรม ณ วัดร้างป่าแดงแห่งนี้ ได้มีลูกศิษย์ของท่านที่เป็นพระกรรมฐานเดินทางตามมา เพื่อรับการอบรมทางด้านจิตตภาวนาโดยสม่ำเสมอมิได้ขาด เช่น พระอาจารย์เทสก์ เทสรํสี พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ พระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ พระอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์สิม พุทฺธาจาโร ฯลฯ

สำหรับหลวงปู่เจี๊ยะ หลังจากเดินทางมาขอฝากตัวเป็นศิษย์ ได้รับฟังโอวาทจากท่านพระอาจารย์มั่นเป็นที่ซาบซึ้งแล้ว ทั้งหลวงปู่เจี๊ยะและท่านพ่อเฟื่องต่างก็เข้าสู่ที่พักด้วยใจที่แข็งแกร่ง แต่ด้วยอากาศที่หนาวเหน็บเข้าไปภายในนั้น ทำให้เนื้อตัวสั่นเทา มีแต่เพียงจีวรบางๆ เป็นที่ห่อหุ้มร่างกาย

เมื่อตกดึกๆ นอนไม่หลับ จึงเดินเข้าไปหาท่านเฟื่อง แล้วกระซิบท่านเบาๆ อันเป็นการหยั่งเชิงดูหมู่เพื่อน ว่าจะเป็นไปอย่างไร คิดอย่างไร ว่า “เฟื่องเว้ย… หนาวเว้ย…กลับบ้านดีกว่า…” หลวงปู่เจี๊ยะเล่าว่า ท่านเฟื่องนิ่งเฉย ไม่ตอบแต่อย่างใด ส่วนภายในใจของตนนั้น ก็ไม่ได้ถอยแต่อย่างใดเช่นเดียวกัน

*ฟ้าผ่าใจรับอรุณ

พอรุ่งเช้าวันใหม่ มองเห็นลายมือพอรู้ มองดูชายหญิงพอออกว่าเป็นชายหรือหญิง มองต้นไม้ออกว่าเป็นต้นไม้อะไร ก็ออกจากที่พัก อันเป็นเพิงเล็กๆ มุงด้วยใบตอง มีหลังคาพอกันน้ำค้าง ที่นอนก็เป็นแคร่ไม้ไผ่โยกเยกๆ เดินมากระท่อมน้อยอันเป็นศาลาหอฉัน

พอท่านพระอาจารย์มั่นเห็นหน้าหลวงปู่เจี๊ยะเท่านั้นแหละ เหมือนดั่งว่าสายฟ้าฟาดลงบนกระหม่อมทันที “คนทะลงทะเลไม่มีความอดทน ไป…ไป ไม่มีใครอาราธนามาที่นี่”

หลวงปู่มั่นท่านพูดเสียงดุดัง นัยน์ตากกราดกร้าวเหมือนพญาเสือโคร่งใหญ่ เป็นกิริยาที่หมู่แมวๆ ต้องหมอบคลาน ก้าวขาก็ไม่ออก หลวงปู่เจี๊ยะกล่าวว่าเรื่องวาระจิตนี่ ท่านรู้ทุกอย่าง จะพูดจะคิดอะไร อยู่กับท่านต้องระวัง ประมาทไม่ได้เป็นบาปใหญ่ เพราะท่านเป็นพระอรหันต์ เมื่อตั้งสติไว้ กำหนดไว้ได้แล้วค่อยก้าวเท้าเดินต่อไปด้วยความนอบน้อม

คำพูดของท่านเพียงเท่านั้นล่ะ มันวนเวียนอยู่ในใจ จะคิด” อะไร จะพูดอะไร เหมือนถูกคนสะกดบังคับให้ต้องเป็นไปตามแบบของท่าน ก็ได้แต่เพียงเตือนตนไว้ในใจว่า “เอาละนะ เจอของจริงแล้ว ระวังตัวให้ดี”

จากนั้นมาท่านหลวงปู่มั่นก็เมตตาใช้ทำนั่นทำนี่ ดูแลอุปัฏฐากใกล้ชิดท่าน จิตใจก็ค่อยคุ้นๆ กับท่าน ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง 

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า การที่ได้อยู่กับพระที่สมบูรณ์ทั้งความรู้ ภายใน และความประพฤติ นับว่าเป็นโชคอย่างมหาศาล การอยู่การฉัน ก็นับว่าลำบากมากในสายตาของชาวโลก แต่ถ้าเป็นนักธรรมถือว่าสมบูรณ์พอดีๆ 

จากนั้นไม่นาน ฟันของท่านพระอาจารย์มั่นจึงหลุดขณะที่ใช้ไม้สีฟัน ท่านพระอาจารย์มั่นมอบไว้ให้หลวงปู่เจี๊ยะ เก็บรักษาไว้อย่างดี 

ซึ่งภายหลังหลวงปู่ได้เป็นผู้นำในการสร้างเจดีย์ เพื่อบรรจุพระทันตธาตุของท่านพระอาจารย์มั่น ชื่อว่า ภูริทัตตเจดีย์ ตั้งอยู่ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่เจี๊ยะอยู่พักจำพรรษาในบั้นปลายชีวิต

*ติดตามอุปัฏฐากพระอาจารย์มั่น

ด้วยท่านพระอาจารย์มั่นรับนิมนต์ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(อ้วน ติสฺโส) วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ หลังจากที่พักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ๖-๗ คืน ก็ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยมีหลวงปู่เจี๊ยะ ติดตามอุปัฏฐากด้วยความยินดียิ่ง

พอรถไฟถึงกรุงเทพฯ ก็เข้าพักที่วัดบรมนิวาส ตามคำสั่งทางโทรเลขของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ หลวงปู่เจี๊ยะก็จัดแจงที่พัก จัดน้ำใช้ น้ำฉัน น้ำปั่น น้ำสรงให้สมควรและถูกตามอัธยาศัยของท่านหลวงปู่ 

ในระยะที่พักที่นั้นปรากฏว่า มีคนมาถามปัญหากับท่าน และมีผู้นิมนต์ให้รับภัตตาหารที่บ้านมาก

หลวงปู่เจี๊ยะเป็นพระติดตามอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์มั่นมาโดยตลอด เมื่อท่านเดินทางมาพักอยู่กรุงเทพฯ มีผู้มาอารธนานิมนต์ให้ไปฉันในบ้านเสมอ แต่ท่านขอผ่านเพราะไม่สะดวกต่อการปฏิบัติต่อสรีระกิจประจำวันหลังจากฉันเสร็จแล้ว

พักอยู่กรุงเทพฯ พอสมควรแก่กาลแล้ว ท่านหลวงปู่มั่นก็เริ่มพาออกเดินทางมาพักโคราช ตามคำอาราธนาของคณะศรัทธาชาวนครราชสีมา โดยพักที่วัดป่าสาละวัน ขณะพักอยู่นั้นก็มีท่านผู้สนใจ มาถามปัญหาหลายราย มีผู้คนเลื่อมใสท่านมาก ท่านเป็นผู้มีธรรมะ เป็นวิหารธรรม ช่างสังเกตพินิจพิจารณา อย่างบางทีปลอดผู้คนตอนพลบค่ำ ท่านเข้าไปทำวัตรปฏิบัติ เมื่อเห็นอะไรก็จะแสดงออกมาสอน เราในแง่แห่งธรรมเสมอ เราก็เซ่อซ่าๆ ซุ่มซ่ามอยู่แล้ว จึงถูกท่านดัดอยู่เป็นประจำ

“ทุกวันท่านต้องมีเรื่องดุเรา เพราะท่านเป็นนักปราชญ์ ส่วนเราเป็นผู้ไปศึกษากับท่านผู้เป็นปราชญ์ใหญ่ จึงถูกท่านโขกสับขับไล่อยู่เรื่อยๆ สำหรับปัญหาธรรมนั้นไม่ว่าท่านไปพักที่ไหน คนมาเรียน ถามมิได้ขาด แต่มิได้จดจำได้ทุกบททุกบาท

หลวงปู่มั่นพักนครราชสีมาพอสมควร แล้วก็พาหลวงปู่เจี๊ยะ ออกเดินทางต่อไปจังหวัดอุดรธานี มาถึงขอนแก่น มีพี่น้องชาวขอนแก่นไปรับท่านที่สถานีคับคั่ง และพร้อมกันอาราธนาท่านให้ลงแวะพักที่ขอนแก่นก่อน แล้วค่อยเดินทางต่อไปอุดรฯ แต่ท่านไม่อาจแวะตามคำนิมนต์ได้ จึงพากันพลาดหวังไปบ้างในโอกาสที่ควรจะได้นั้น

………………………

ตามรอยพระอริยะเจ้า! “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท” พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง 

(ติดตามตอนต่อไป)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ตามรอยพระอริยะเจ้า! ‘หลวงปู่เจี๊ยะ’ตอนกำเนิด ‘จุนโทภิกขุ’ แปลว่า ‘ผู้หมดกิเลสเครื่องร้อยรัด’

Posted on February 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/634748

ตามรอยพระอริยะเจ้า! 'หลวงปู่เจี๊ยะ'ตอนกำเนิด 'จุนโทภิกขุ' แปลว่า 'ผู้หมดกิเลสเครื่องร้อยรัด'

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.33 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) ตามรอยพระอริยะเจ้า! ‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง ตอนกำเนิด ‘จุนโทภิกขุ’ แปลว่า “ผู้หมดกิเลสเครื่องร้อยรัด”… คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง

*กำเนิด “จุนฺโทภิกขุ”

หลวงปู่เจี๊ยะ บวชเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๑๖.๑๙ น. ณ พัทธสีมาวัดจันทนาราม อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โดยมีพระครูครุนารถสมาจาร (เศียร) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิพัฒน์พิหารการ (เชย) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่าน พ่อลี ธัมมธโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “จุนฺโท” แปลว่า “ผู้หมดกิเลสเครื่องร้อยรัด” หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเมตตาเล่าให้ฟังว่า ในขณะนั้นเรามีอายุได้ ๒๑ ปี 9 เดือน กับ ๕ วัน จึงเป็นพระรูปแรกที่ ท่านพ่อลี เป็นคู่สวดบวชให้

เมื่อบวชที่วัดจันทนารามเสร็จแล้ว ก็กลับมาจำพรรษาที่ ทรายงามเป็นเวลา ๓ พรรษา ท่านพ่อลี กับ พระอาจารย์กงมา เป็นอาจารย์องค์แรกของเรา

ขณะเริ่มพักจำพรรษาอยู่ที่วัดทรายงาม บ้านหนอง ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ในพรรษาแรกมีพระร่วมจำพรรษา ๕ รูป สามเณร 9 รูป ๑. พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ท่านเป็นชาวจังหวัดสกลนคร ๒พระสังข์ เตมิโย ท่านเป็นชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ๓. พระทองปาน มหาอุตสาโร ท่านเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี ๔. พระเจี๊ยะ จุนโท (องค์หลวงปู่เอง) เป็นชาวจังหวัดจันทบุรี ๕. พระอ๊อด โอภาโส เป็น ค ชาวจังหวัดจันทบุรี 5. สามเณรวิริยังค์ บุญทรีย์กุล เป็นชาวจังหวัด นครราชสีมา

อย่างที่ว่าพรรษาแรกๆ ก็ขี้เกียจ เอะอะก็จะหลบไปหลับนอน พอมาถึงกลางๆ พรรษา ก็มานึกตำหนิตนเอง เมื่อตำหนิกาย วาจา ใจ ของคนที่ไม่เอาไหนได้อย่างนั้น แล้วเกิดความอึดฮัดที่จะต่อสู้ นั่งภาวนาพุทโธ อย่างเอาจริงเอาจัง

ให้รู้เช่นเห็นชาติตนว่า ก่อนบวชที่ว่าตัวเองแน่ๆ ไม่ยอมถอย ให้ใครๆ มาบัดนี้จะมาถอยให้กับกิเลสแบบง่ายๆ หมดทางต่อสู้ แบบ นี้ถ้าเรียกนักเลง ก็เรียกได้ว่านักเลงกระจอกงอกง่อย เหยียบขี้ไก่ ไม่ฝ่อ

หลวงปู่เจี๊ยะ กล่าวว่า เมื่อเราเข้ามาบวชแล้ว ก็เราเป็นคน หนุ่มนะ อย่างที่ว่าพรรษาแรกๆ ก็ขี้เกียจ เอะอะก็จะหลบไปหลับนอน พอมาถึงกลางๆ พรรษาหรือยังไงก็ไม่ค่อยได้ ก็มานึกตำหนิตนเอง

เอ๊ะ!….เรากินข้าวชาวบ้านแล้ว ทำไมเราถึงมาขี้เกียจ อย่างนี้นะ มันเหมาะสมแล้วหรือสำหรับเพศนักบวชที่เสียสละ บ้านเรือนออกมาบวช แต่ก่อนเราเคยทำงานหนักๆ ทำการแจวเรือ ทั้งวันทั้งคืน เราแจวได้ ทำได้ แล้วเวลานี้ล่ะ เรามาเป็นพระเป็น นักบวช แล้วทำไม ทำไมมาขี้เกียจอย่างนี้ สิ้นท่าอย่างนี้

พระแบบเรานี้จะต่างอะไรกับฆราวาสหัวดำๆ ที่ขี้เกียจ คร้านทำมาหาเลี้ยงชีพ เราทำแบบนี้มันสมควรแล้วหรือที่ ญาติโยมเขากราบไหว้บูชา ว่าเป็นพระผู้ทรงเพศอันประเสริฐ ใครๆ เห็น เขาก็หลีกทางให้ มีอะไรเขาก็หามาให้กิน ในที่สุดมันก็ด่าตัวเอง ในใจ คือด่าตัวเองในใจดังๆ

*ตามรอยบาทพระศาสดา

“ไอ้ห่า!…มึงเป็นพระให้เขากราบไหว้ แล้วมึงภาวนานั่ง ญาติโยมแก่ๆไม่ได้ แล้วมึงจะมาบวชทำไม สมควรแล้วละหรือที่เราจะมาภูมิใจกับการเป็นคนจริงแบบปลอมๆ ที่แท้ก็เก่งแต่การโอ้อวดเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้นเลย

เมื่อคิดขึ้นมาภายใน “เป็นไงเป็นกัน ตายเป็นตาย อยู่เป็นอยู่ พุทธเจ้าทำอย่างไร เราจะทำอย่างนั้น พระสาวกท่านปฏิบัติ เคร่งครัดอย่างไร เราจะเคร่งครัดอย่างนั้น” ใจมันเริ่มสอนใจตนเองขึ้นมา

นอกจากจะนั่งภาวนาอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ลดละความพากเพียรพยายามแล้วยังมีเดินจงกรม พยายามเดินจงกรมอย่างที่ท่านอาจารย์กงมา ท่านสอน เดินเข้า เดินเข้า ทุกๆ วัน ทุกๆ คืน ใจมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ใจมันก็สงบลง บางทีเดิน ๓-๔ ชั่วโมง ทางจงกรมแหลก แดดเปรี้ยงๆ ไม่มีถอย ไม่เลือกกาลเวลา ทางจงกรมที่หลวงปู่ เดินยาวเส้นหนึ่ง (๒๐ วา) นี่คือพรรษาที่หนึ่งทำอยู่อย่างนี้อยู่ตลอด

ฉะนั้น การสร้างความดี ใครว่าไม่ต้องลงทุนลงแรง คนนั้นแหละพูดแบบโง่ๆ เพราะมันไม่เคยสร้างคุณงามความดี การสละชีวิตเพื่อความดี อันเป็นเลิศอย่างนี้ เรียกว่าไม่ลงทุนลงแรงหรือ อย่างนี้ต่างหาก เรียกว่าลงทั้งทุนลงทั้งแรงแบบไม่ออมมือ แบบทุ่มไม่ให้กำลังเหลือ

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเล่าให้ฟังอีกว่า เมื่อตั้งสัจจะแล้ว ก็พยายามสอนตัวเองด้วยอุบายต่างๆ นานาว่า “สมบัติพัสถานข้าวของเงินทองเยอะแยะไปหมด แล้วเวลาตายได้อะไรไปบ้าง” เพราะฉะนั้น พระที่ไปซักผ้าบังสุกุล ไม่ใช่ไปซักเอาสตางค์ อนิจฺจา วตสงฺขารา สังขารเป็นอย่างนี้ไม่เที่ยง ตายเหมือนกัน.. จงพิจารณา เพราะเป็นอย่างนั้น 

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า “แต่เราไม่เป็นอย่างนั้น มันเพลินอย่างอื่นนะ มันไม่คิดย้อนกลับมา มันก็ไม่เป็น อนิจฺจา วตสงฺขารา เพราะฉะนั้น จึงว่าถ้าเราทำจิตใจให้อยู่กับพุทโธ นานๆ เข้า หลายๆ วัน หลายเดือน เป็นปีขึ้นไป ทีหลังก็จะติด ไปไหนใจก็พุทโธๆ อยู่เรื่อย ใจ ก็ติด แน่ะ…เราก็ลุยใหญ่”

“ว่าพุทโธแล้ว ถ้าใจยังไม่สงบ ก็เดินว่ามันอย่างนั้นเป็นชั่วโมงๆ จนมันสงบ บางคราวมันจะลอย เคยอยู่ครั้งมันจะลอยให้ได้ ลอย… ลอย…ลอย ลอย ลอย เอาลอยสิ… ก็ขย่มขึ้นไปอีก มันไม่ลอยขึ้นซักที มันเพลินเดินสนุก เดินกันเป็นชั่วโมงๆ เหงื่อแตกซิกไปหมด เป็นหลายชั่วโมง แน่ะ…

เดินจงกรมสงบ โอ๊ย…มันดีจัง… เพราะฉะนั้น พอมันเป็นอย่างนี้ พอใจได้รับความสุข มันก็ติดใจๆ มาเรื่อยๆ”

*ถือเนสัชชิคือการไม่นอน

ในพรรษาที่ ๒ แห่งการบวช หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านถือธุดงค์ ปฏิบัติว่าด้วยการไม่นอนในกาลเข้าพรรษา คือไม่นอนตลอดพรรษาในเวลากลางคืน จะเดินจงกรมก่อน แล้วค่อยมานั่งสมาธิ วันละ ๓ เวลา เพื่อถวายพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ และเพื่อเป็นอุบายในการภาวนา หลวงปู่เจี๊ยะได้ตั้งสัจจะว่า ตนจะถือเนสัชชิตลอดทั้งพรรษา ในเวลาค่ำคืนไม่นอน ด้วยพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ ถ้าแม้นว่าตนไม่ทำตามสัจจะอันนั้น ก็ขอให้ฟ้าผ่าตาย ขอให้แผ่นดินสูบตาย ขอให้ไฟไหม้ตาย และขอให้น้ำท่วมตาย

ตัวสัจจะนี้ถือเป็นตัวสำคัญ ผ่านก็ผ่าน ถ้าไม่ผ่านก็แสดงว่า วาสนาเรามีเพียงแค่นั้น ก็เป็นเครื่องแสดงเครื่องวัดจิตใจของคนนั้นๆ ได้เหมือนกันว่า แค่ไหนประมาณใด ถ้าตั้งสัจจะแล้วประพฤติได้ตามนั้นก็ถือว่าเยี่ยม เพราะสัจจะแบบนี้มิใช่ทำกันได้ง่ายๆ โดยส่วนมากแล้วจะล้มเหลวแบบไม่เป็นท่ากันทั้งนั้น เท่าที่สังเกตเวลาตั้งสัจจะก็สวยหรูอยู่หรอก แต่เวลาเอาเข้าจริงล้มแบบไม่เป็นท่า

7 วันแรกที่เริ่มปฏิบัติด้วยการไม่นอน หลวงปู่บอกว่ามันก็แย่เหมือนกัน เพราะตั้งแต่เกิดมานอนตลอดจนเป็นนิสัย แต่อยู่มาหนึ่งมาหยุดนอนเอาดื้อๆ ร่างกายก็แย่ ทำท่าหงุดหงิด จนถึงอุทานในใจว่า “ว้า! ไม่ไหว…ไม่ไหว… ไม่ไหวแล้วโว๊ย” แต่ก็ยังดีที่ก่อนจะทำสมาธิก็ได้เข้าไปตั้งสัจจะบังคับเอาไว้ เพราะความเป็นผู้ที่รักษาสัจจะ สัจจะนั้นจึงเป็นเหมือนโซ่ตรวนคอยรึงรัดกายจิตของเราเอาไว้

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า “ตายเป็นตาย แต่จะให้สัจจะที่ตั้งไว้ขาดไม่ได้ ไม่ยอม ในร่างกายนี้อะไรจะเสียผุพังไปก็ตาม แต่จะให้สัจจะเสียไปไม่ได้ เพราะแม้สัจจะที่เราให้ไว้กับตัวเรา เรายังรักษามันไม่ได้ แล้วเราจะหวังพบธรรมะอันประเสริฐซึ่งอยู่เหนือสัจจะ แล้วเราจะพบพานธรรมนั้นได้อย่างไรกัน”

เมื่อคิดอย่างนี้ ใจมันก็ท้าทาย ทั้งกิเลสและธรรมที่มีอยู่ในกายและใจนั้น สัตยาธิษฐานนี้จึงเป็นทางเดินไปสู่มรรคผลแบบท้าทายได้อย่างดียิ่ง

“เราเป็นยังหนุ่ม… ซนที่สุดนะ ดื้อด้วย แล้วฐานะทางบ้านก็มีอันจะกินด้วย แก่นที่สุด ออกบวช ใครๆ เขาว่า แหกพรรษาแน่นอน แต่ว่าปฏิบัติแล้วมันเอาเต็มที่ ไม่ค่อยได้นอน ในพรรษา 3 เดือนไม่ได้นอนเลย กลางวันนิดหน่อย คือ หมายความว่า กลางคืนไม่นอน สู้เต็มที่เลย ๔-๕ วัน เวลารับบาตรง่วง วันไหนง่วงเต็มที่ก็ไปพิงเสานิดนึง พอรู้สึกตัว เอาแล้ว เพราะสัญญาอธิษฐานไว้ว่าไม่นอน สู้เต็มที่เลย ไม่งั้นไม่ได้หรอก ต้องออกมาเป็นขี้ข้าโลกเขาแล้ว”

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า บางทีถ้าเราตั้งสัจจะแล้ว มันก็ไม่ออกเหมือนกัน ยอมให้ยุงกัด บางทีขณะนั่งสมาธิ ถ้าเราเข้าถูกจังหวะ อากาศเหมือนไม่มี มีอยู่แต่ใจเพียงเท่านั้น ไม่เกี่ยวเกาะกับสิ่งใด ดับสนิทเต็มที่ กายนี้ไม่รู้เลย รู้แต่ใจตัวนั้นมันหมดความรู้สึก แต่รู้ในตัวมีอะไรบ้าง แต่ว่าถ้าถึงเต็มที่ก็ขนาดนั้นแล้วไม่รู้ ยุงไม่มี ไม่มีความรู้สึก หมดความรู้สึก 

“…บางทีเราตอนเป็นหนุ่มๆ บวชใหม่ๆ ก็คิดอยากจะสึก พวกบวชเป็นชีสาวๆ ก็อยากจะสึก หรือพวกแก่ๆ ก็อยากจะสึก เพราะกิเลสมันเป็นอย่างนั้น 

แต่ลึกไปก็เหมือนเท่ากับลงไปในน้ำทะเล อันมหาสมุทรกว้างขวางใหญ่นัก ชีวิตไม่มีความหมาย ตัวลงไปอยู่ในทะเล เป็นเหยื่อเต่า เหยื่อปลาเท่านั้นเอง ตายไปอย่างนั้น ไม่ได้อันใดเลย เหมือนเราตกลงไปในทะเล ถ้าไม่มีเรือมารับแล้วก็ต้องตาย 

ชีวิตจมอยู่กับลูกกับเมีย กับข้าวของเงินทอง เพื่อหามาเลี้ยงกันทั้งวันทั้งคืนอยู่อย่างนั้น ไม่มีเวลาหยุดหย่อน ไม่มีเวลาได้พักผ่อน กำลังจิตใจของเราเลย นี่ …. แสนที่จะทุกข์ทน

*ปลดโซ่ตรวนทางโลก

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านกล่าวอีกว่า…พระพุทธองค์ทรงตรัสแล้วถูกต้องหมดทุกอย่าง

พระองค์ตรัสว่า “โซ่ตรวนใดๆ ก็ไม่สามารถรึงรัดมัดผูกจิตใจ เราได้ยิ่งกว่า บ่วงคือ บุตร ภรรยาสามี ทรัพย์สมบัติ โซ่อันนี้แก้ได้ยาก ถอดถอนได้ยาก มันชักนำพาเราให้จมอยู่และกองอยู่ใต้ทะเล คือกิเลสและตัณหา จนหาทางออกไม่ได้ พระองค์จึงตรัสว่า เราเป็นเหยื่อของโลก ถูกกระแสโลกพัดผันไปต่างๆ นานา ในที่สุดก็ไม่ได้อะไรในทางที่ดี แต่มันกลับได้อะไรในทางที่ชั่วเสียหาย”

“นี่…พวกเราชำนาญแต่ตำราทางโลก แต่ตำราทางธรรมมันไม่ชำนาญ ใจมันไม่ยอมกระทำ ใจมันขี้เกียจ ใจมันดื้อด้าน ใจมันไม่อยากทํา อยากคุย อยากสนุก อยากร่าเริง เข้าวัดวายังเอาวิทยุมาเปิด สนุกสนานเฮฮาอยู่ตลอดเวลา ให้ระวังกันหน่อย”

“เราเข้ามาเพื่อจะปลดเปลื้องสิ่งที่ร่าเริง สิ่งที่เพลิดเพลินใจของเรา ไม่ให้สิ่งใดเข้ามาเกาะมากวน ต้องขจัดไปทุกเวลา ว่าอย่างนั้นเถอะ นี่ความรู้เช่นนี้ต้องกำจัดให้หมด จนให้ใจนั้นไม่มีอันใด…นั่น… จึงเรียกว่า  พระ… ก็เป็นพระแท้ โยม…ก็เป็นโยมแท้”

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า  เพราะฉะนั้นการทำใจ เมื่อมีความจริงที่ใด จะโง่เซ่อขนาดไหน ขอให้ใจจริงๆ สู้จริงๆ แล้วนั่งให้จริง ยืน เดิน นั่ง นอน ๔ อิริยาบถทำได้อยู่ตลอดเวลา ต้องสำเร็จ บุคคลผู้นั้น ไม่พ้น แต่ใครจะไปรู้เรื่องของบุคคลนั้นๆ ว่าสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ อยู่ที่หัวใจของเขาเอง เมื่อเราพยายามมากเข้าๆ พระพุทธเจ้าทรง กล่าวว่า “พาวิโต พหุลีกโต” เพียรมากๆ ทำมากๆ ทำบ่อยๆทำอยู่อย่างนั้น  ก็เป็นไปเพื่อความดับสนิท เป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง นี่เป็นอย่างนั้น ไม่มีอย่างอื่นแล้ว ถ้าลงว่าทำอย่างนั้นจนสุดความสามารถ แล้วไม่สำเร็จ ก็ไม่รู้ว่าจะยังไง”

*สอนตัวเอง “บวชมาทำไม”

ด้วยอุปนิสัยของ หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเป็นคนห้าวหาญ เอา จริง ทำจริง เวลาท่านสอน คำสอนของท่านจึงดุเด็ด ท่านสอนให้ ผู้ที่มาบวชได้คอยตรวจตรองตัวเอง เราบวชมาเพื่ออะไร เพื่อหวัง ลาภหรือ เพื่อล่อลวงคนหรือ เมื่อรู้ว่าเรานั้นบวชเพื่อการขัดเกล จิตใจ ลดทิฏฐิมานะ เพื่อความสิ้นไปของกิเลส ดังนั้น จึงต้องปฏิบัติ ซึ่งการปฏิบัตินั้น หัวใจก็ต้องมีความเข้มแข็ง ความอุตสาหะ ความพยายาม ความพากเพียรอย่างยิ่ง เหมือนไฟที่ไหม้ติดอยู่กับ ศีรษะของเรา แต่หัวใจไม่เห็นภัย ไม่เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์เดือดร้อน คนก็ทนอยู่อย่างนั้น ไม่รู้จักวิธีแก้ไขดับไฟ ปล่อยให้มันไหม้อยู่บน ก็มีแต่วันที่จะตายจมลงไปตลอดเวลา

การบวช การปฏิบัติ เรามุ่งมาประพฤติปฏิบัติธรรมะ หรือมุ่ง ๆ มาเพื่อประโยชน์อันใด คิดอย่างนี้ ในชีวิตนักบวชทุกๆคน ไม่ว่าบวชชี แม่ขาว หรือบวชพราหมณ์ บวชพระก็ดี บวชมาเพื่ออะไร?

ที่ต้องถามตนเองอย่างนี้ ก็เพื่อให้เราระลึกรู้สึกตัวเรา ต้องคิดอย่างนี้ว่า เราบวชมาเพื่ออะไร? “ชีวิตนี้บวชมาเพื่อกินข้าวชาวบ้านหรือ หรือบวชมาเพื่อขอเขากิน บวชมาเพื่อหวังร่ำรวยหรือ”

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนศีล สมาธิ ปัญญา สอนไว้เพื่ออะไร?เพื่อใคร?สอนไว้เพื่อเราผู้เป็นนักบวช ให้ได้นำมาประพฤติ เพื่อขัดเกลากิเลสตัวทิฏฐิมานะของหัวใจ ที่แสนจะหมกมุ่น เพื่อการชำระกิเลสเป็นต้นนี้ให้หมดสิ้นไป

เราต้องถามเราว่า เป็นพระ เป็นเณร เป็นซี เป็นแม่ขาว บวชมาเพื่ออะไร? เราต้องคิดฝึกดูตัวเรา ที่เรียกว่าฝึกตน เราต้องสำรวจตัวเราอยู่เสมอว่า เราบวชเข้ามาเพื่ออะไร? หรือจะบวชเข้ามาเพื่อสบาย เพราะอยู่ในโลกก็สบายเหมือนกัน มีลูกมีเมียมีผัวอยู่อย่างอิสระเสรี ไม่อยู่ในอำนาจผู้ใด แต่ถ้าเรามาเป็นนักบวชแล้ว เราต้องมีขอบเขตเหตุผล 

เมื่อบวชเข้ามาแล้วไม่มีใครมาตามบังคับใคร พระพุทธองค์เองก็ไม่ทรงบังคับใคร เธอจะปฏิบัติก็ได้ ไม่ปฏิบัติก็ได้ อยู่อย่างสบายก็ได้ แต่เมื่อเราย้อนเอาธรรมอันลึกซึ้งมาขบคิด ทำให้เกิดสลดจิตว่า “ชีวิตเราไม่ตายหรือ?” สิ่งนี้เราก็ต้องค้นหาเหตุผล มรรคผลมันอยู่ที่ไหน ทำไมพระพุทธเจ้าถึงทรงแสดง อย่างในอนัตตลักขณสูตร แสดงถึงรูปไม่เที่ยง รูปเป็นทุกข์ รูปในที่ใกล้ที่ไกล รูปในอดีต อนาคต ล้วนแต่แปรปรวนยักย้ายต่างๆ นานา ประการต่างๆ เหล่านี้  เป็นต้น ทรงแสดงเพื่อใคร?

อย่างพระสวดมนต์ทุกๆ วันนี้ สวดเพื่อศพหรือ? เพื่อหวังเงินหรือ? การแสดงธรรมก็เพื่อต้องการให้คนเป็นฟัง ต้องเข้าใจอย่างนั้น ขอ ต้องมีโอปนยิโก น้อมเข้ามาสู่ตัวเรา นี่ล่ะธรรมะ สำหรับผู้มีใจอันเป็นปกติแล้ว ได้ยินสิ่งใดมากระทบอย่างนี้ มันก็มีโอปนยิโก น้อมเข้ามาสอนตัวเรา ตำหนิตัวเรา 

ใจเจ้าเอย เจ้าอย่าเพลิดเพลิน อย่าสนุกสนานร่าเริง เจ้าจงมาพิจารณาหาเหตุผลในสิ่งอันที่เกิดขึ้นมาอย่างนี้

*พบทางกำจัดภัยแก่จิต

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านกล่าวว่า นี่แหละเป็นทางจะกำจัดภัยของใจ ที่มันเดือดร้อนวุ่นวายเบาบางลงไป ยิ่งถ้ามองให้ลึกซึ้ง ลงไปในสิ่งที่ร่าเริงสนุกสนาน ที่โลกทั้งหลายเขากันเข้าใจว่าเป็นสุข เป็นสิ่งที่สนุกสนานร่าเริง ถ้าเรามาพูดถึงความลึกซึ้งแห่งพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ที่ทรงยกขึ้นมาเป็นหลักธรรม ยิ่งแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า สิ่งเหล่านั้นเต็มไปด้วยไฟ คือจิตอันประกอบด้วยความเพลิดเพลินอันเจือด้วยอำนาจราคะ นั่นแหละคือไฟกองใหญ่เผาใจเรา ให้เกิดความร้อนรุ่มกระวนกระวาย ทำให้ใจไม่เกิด ความสงบ

การฟังเทศน์ฟังธรรม สวดมนต์ทำวัตรนี้ เพื่อต้องการเอาธรรมะนั้น มาใคร่ครวญพินิจพิจารณาให้ใจที่มันดิ้นรนกระวนกระวายสร่างซาลงไป อย่างเราศึกษา นักธรรมตรี โท เอก ศึกษามหาเปรียญ ๙ประโยค ๑๐ ประโยค ตั้งร้อยแปดพันประการ ก็เพื่อต้องการที่จะรู้จุดที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ที่ทรงแสดงว่าชำระใจของตนให้บริสุทธิ์หมดจด นั่นเป็นยอดศาสนา เป็นยอดคำสอนของพระพุทธเจ้า

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า แต่วิธีที่จะชำระใจให้บริสุทธิ์ เมื่อไม่บริสุทธิ์เราก็ต้องคิดหาวิธี ที่พูดอย่างนี้อย่าหาว่าขู่เข็ญ ฟังไม่ได้ออกไปเลย หลวงตาเจี๊ยะอยากเอาอย่างนี้หน่อย 

การเทศน์ต้องการให้เป็นคติ บุคคลผู้ฟังนั้นจะได้นำไปพินิจพิจารณา เมื่อเห็นว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์กับตน ก็จะได้เอาไปปฏิบัติ จะให้เทศน์เพื่อโก้ๆ เพื่อหวังลาภ เพื่อหวังสรรเสริญอย่างนั้น จะเทศน์กันไปทำไม? เพราะฉะนั้นเวลาเทศน์ใจมันจึงไม่ดึงดูดให้อยากเทศน์ เพราะใจคนฟังมันไม่ใส่ใจในธรรมะ

ถ้าเราเห็นว่าการใส่ใจในการปฏิบัติเป็นสิ่งสำคัญ เราไม่หักไม่ฟาดมันลงไปแล้ว มีแต่มันจะหมักหมม เผาหัวตัวเองอยู่ตลอดกาล จนกระทั่งตายเปล่า แบบนี้ใครทนได้ก็ทนไป เราไม่ทน เราจะเผากิเลส ไม่ให้กิเลสมันมาเผาเรา เปรียบเหมือนขวากหนามที่ตั้งอยู่ตีนเรา เข็มมีเต็มไปหมด แต่ไม่รู้จักหยิบเอาเข็มนั้นมาใช้ เข็มนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์ ตีนนั้นก็ไม่สามารถจะเอาหนามนั้นออกได้

หลวงปู่เจี๊ยะสอนไว้ว่า ธรรมะมีอยู่ทั่วไป แต่เมื่อบุคคลใด มีปัญญา มีสติมาระลึกบทใดบทหนึ่ง มากำกับอยู่ในหัวใจเราแล้ว ตั้งอกตั้งใจบำเพ็ญอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งใจนั้นเกิดความสงบแล้ว

ก็เหมือนหนามที่ทิ่มแทงออกไปจากตีน รู้จักหยิบเข็ม จะตื้นลึกขนาดไหนก็เอาเข็มมาบ่งเข้า ไอ้หนามนั้นมันก็ออกไปจากเท้าของเรา เราก็ได้รับความสบาย ไม่เสียว ไม่เจ็บ ไม่ปวดอีกเหมือนเดิม ใจที่ถูกธรรมะของพระพุทธเจ้าเข้าไปข่ม ใจนั้นก็จะสงบเยือกเย็นลง

*อุบายบริกรรม

เพราะฉะนั้นต้องอุตส่าห์ อันธรรมของพระพุทธเจ้า ยกองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง บำเพ็ญจนได้เป็นสัพพัญญู ก็ต้องเอาอยู่ 6 ปีอย่างนี้เป็นต้น ต้องใช้ความพยายาม อดข้าวอดปลา ทำสารพัดสาระเพทุกอย่าง ทำจนเกือบล้มเกือบตายก็ยังไม่ได้สำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษ

เป็นอย่างนั้น จนกระทั่งมาได้ปีที่ 6 ก็มาเห็นปฏิปทาทางเดินถึงอานาปานสติ เมื่อใช้ปัญญาพินิจพิจารณา จึงได้รู้ความจริงเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น

ในการปฏิบัติของเราก็เหมือนกัน อันใดที่จะแก้ใจให้มันขาดจากนิวรณ์แล้ว ใจนั้นจะได้เป็นสมาธิ นั่นแหละเป็นอุบายสำคัญที่มันจะแก้ใจเราได้ ใจอย่างนั้นจึงเรียกว่าใจอาตาปี คือใจที่สามารถแผดเผากิเลสลงได้

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านยังกล่าวอีกว่า ใจคนเรานั้นมันเร็วมาก ต้องอาศัยการใคร่ครวญ การพินิจพิจารณา การบริกรรม จะหลับหู หลับตาทําไปโดยขาดการใคร่ครวญนั้นไม่ได้ เมื่อตั้งจิตต้องการความสงบก็ใช้การบริกรรมมากำกับหัวใจ ไม่ให้ใจของเราส่ายไปหาอารมณ์ ให้อยู่กับพุทโธ มีสติกำกับ แต่ใจก็ยังแส่ออกไปข้างนอกตลอดเวลา เหมือนวัวควายที่ดื้อดึง เมื่อเป็นอย่างนั้นต้องเน้นการบริกรรมให้เร็วขึ้น ต้องคิดถึง อุบายเพื่อไม่ให้ใจส่ายไปหาอดีต อนาคต

ฉะนั้น พวกเราอย่าไปเสียดายบริกรรม ว่าจนให้มันเหนื่อยที่สุด ให้มันนานเท่าไรได้ยิ่งดี สักประเดี๋ยวจิตมันก็สงบ มันหายจากการไม่นึกคิดแล้ว ถ้าเราไม่บริกรรมมันกำลังแข็งตัว มันก็ต้องออกไป สู้กับเราอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นต้องบริกรรม พุทโธๆ โธๆ ๆ ๆ ว่าให้เร็ว พอมันหมดลมก็เอาอีก โธๆ ๆ ๆ ๆ แต่อย่าให้ดัง เดี๋ยวเขาว่าบ้า ให้เบาๆในใจ ว่าอยู่อย่างนั้นให้เร็วๆๆ โธๆ ๆ หยุด โธๆ หยุด”

*ค่ำคืนบรรลุธรรม

วันหนึ่งในพรรษาที่ ๓ ขณะหลวงปู่เจี๊ยะนั่งภาวนาอยู่ที่ใต้ต้นกระบกที่วัดทรายงาม หลวงปู่ท่านกล่าวว่า ด้วยการพิจารณากายอย่างละเอียดถึงที่สุด ปรากฏประหนึ่งว่า แผ่นดิน แผ่นฟ้า ละลายหมด กายกับใจนี้มันขาดออกจากกัน เหมือนว่าโลกนี้ขาดพรึบลงไป ไม่มีอะไรเหลือเลย แม้แต่ร่างกายก็สูญหายไปหมด เหลือแต่ความบริสุทธิ์ของใจอันเที่ยงแท้ทีเดียว

เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว จิตนั้นแปลกประหลาด อัศจรรย์และพิสดารอย่างลึกล้ำ ถึงกับได้อุทานภายในใจว่า “นี่แหละชีวิตอันประเสริฐ เราได้พานพบแล้ว” คืนนั้นจึงเป็นคืนที่น่าจดจำ อย่างไม่มีวันลืม ธรรมชาติของจิตนั้นมันแปลกกว่าที่คาดมาก มาก ขนาดว่าก่อนจิตรวมกับหลังจิตรวมนั้นมันเหมือนคนละคน ทั้งๆที่เป็นคนเดียวกัน

“พอจิตรวมถึงที่สุดแล้ว ถอนจิตออกจากสมาธิแล้ว จิตนี้มันอาจหาญ ไม่กลัวใคร คำไม่กลัว ไม่ได้หมายว่าเราเป็นนักเลง คือไม่กลัวต่อความจริง อันไหนเป็นความจริงเราอาจหาญที่จะต่อสู้และพิจารณา เรียกว่า ธรรมทำให้กล้าหาญ”

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า เมื่อภาวนาจิตลงได้อย่างนั้นแล้ว สมบัติใดๆ ในโลกที่เขานิยมว่ามีค่ามาก จะเอามากองให้เท่าภูเขาเลากา ไม่ได้มีความหมายเลย ธรรมสมบัติที่ปรากฏเมื่อคืนนี้ เป็นธรรมสมบัติเหนือรัตนะเงินทองโดยประการทั้งปวง อัศจรรย์ในธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นที่ยิ่ง 

จิตไม่เกี่ยวเกาะด้วยกามคุณเลย ทั้งๆที่เคยสัญญากับคนรักไว้ก่อนบวชว่า “บวชเพียงหนึ่งพรรษา ก็จะสึกออกมาแต่งงานกัน” เมื่อจิตมิได้เยื่อใยในโลกเช่นนั้นอยู่มาวันหนึ่งเดินออกบิณฑบาต เจอคนที่เราเคยรักมาใส่บาตร เราจึงบอกสาวคนที่เรารักนั้นไปว่า “ เอ๊ย…ต่อแต่นี้ไปเราจะไม่สึกแล้วนะ”

เมื่อเป็นสันทิฏฐิกธรรม คือรู้เองเห็นเองเฉพาะตนแล้วจึงไม่นำไปพูดกับใครและปิดไว้ไม่ให้ใครรู้ จึงนึกถึงแต่กิตติศัพท์และกิตติคุณของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตอยู่แค่นั้น

(ติดตามอ่านตอนต่อไป) 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,902,848 hits

Join 4,116 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
ททท. จัดเสวนา ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ 'ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999' (PC-1999) สมุนไพรพื้นบ้าน สู่นวัตกรรมยาสมุนไพรมาตรฐานสากล
เอส แอนด์ พี ยกระดับ ‘ข้าวแช่’ เชื่อมวัตถุดิบชุมชนสู่ทางเลือกสุขภาพและความยั่งยืน
‘ปราการ’ ผสานพันธมิตรผลักดันการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรม ดื่มด่ำรสชาติแห่งความเป็นไทย
หน้าเด็กโกงอายุ จอย รินลณี โพสต์ภาพคู่ดอกบัว ละมุนเกินต้าน
สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มเมืองหลวงอิหร่าน ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดเจ็บสาหัส
Korean Air เข้าสู่โหมดฉุกเฉิน รับมือราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง
ศาลฎีกาสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเมิน "ทรัมป์" ยกเลิกสิทธิการให้สัญชาติโดยกำเนิด
ทรัมป์แถลงครบ 1 เดือนสงครามอิหร่าน ประกาศชัยชนะ-ทำลายศักยภาพนิวเคลียร์

Recent Posts

  • บิ๊กดุลย์ เข้าไหว้อำลา บิ๊กเล็ก พร้อมสานต่อภารกิจ-รากฐานความมั่นคง
  • ปชป.ลงดาบขั้นสูงสุด! ผู้สมัคร สส. คุกคามทางเพศ ก่อนเจ้าตัวชิ่งลาออก
  • ‘พี่คนดี’ ร่ายกลอนแซะแรง! จิกกัดความย้อนแย้ง ค้านไป-แอบใช้ไป
  • ระวัง คลื่นพายุ เศรษฐกิจลูกใหญ่ที่สุด กิ๊ก อนิศ แนะ รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมรับมือ
  • พรรคเศรษฐกิจ จุดพลุจี้ยกเลิก บำนาญ สส. ทำชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่น

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d