Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

พระป่าสายหลวงปู่มั่น เทศน์ครบรส ‘อมตะธรรม’ ในงานสวดลักขีบวชชีหมื่นคนออนไลน์

Posted on January 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/627749

พระป่าสายหลวงปู่มั่น เทศน์ครบรส 'อมตะธรรม' ในงานสวดลักขีบวชชีหมื่นคนออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 18.40 น.

“วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร” สุขุมวิท 101 กรุงเทพมหานคร จัดพิธี “สวดลักขีบวชชีหมื่นคนออนไลน์ 102 ปี ชาตกาล” สานต่อปณิธานท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระญาณวชิโรดม (พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) อดีตเจ้าอาวาส วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร และ ผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพ (Willpower Institute)ระหว่างวันที่ 7-10 มกราคม พ.ศ.2565 

ภายในพิธีมีการนิมนต์พ่อแม่ครูอาจารย์ฯพระกัมมัฎฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มาเป็นองค์เทศนาธรรม “แนวหน้าออนไลน์” ได้รวบรวม “เกร็ดธรรม” บางส่วนบางตอนขององค์เทศนาธรรมทั้งหมด 8 รูป เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต โดยนับเอาฤกษ์ในช่วงต้นปีใหม่นี้ นำธรรมอันเป็นอมตะธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์ฯมาให้อ่าน 

พระเทพวชิรญาณโสภณ (หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล) เจ้าอาวาส วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จ.สุรินทร์

การที่กำหนดจิตต้องอยู่ข้างใน ถ้าจิตเราอยู่ข้างใน จิตก็ไม่ออกนอก จิตไม่ออกนอก จิตจะทุกข์ได้อย่างไร นั่นคือ พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม บรรลุถึงผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าตอนนี้ก็เปรียบเหมือนแสงเทียนที่โยมมองเห็น แสงเทียนไม่ได้อยู่ในเทียน มันอยู่เหนือเทียน เทียนนั้นคือ ขันธ์ 5 แสงนั้นน่ะคือ “จิต” โยม 

พระครูธรรมวิวัฒนคุณ (หลวงพ่อเจริญ จตฺตสลฺโล เจ้าอาวาส วัดอรัญวิเวก จ.เชียงใหม่

เรื่องของ “จิต” ใช้ทั้ง 3 ตัว เวทนานุปัสสนา , จิตตานุปัสสนา , ธรรมานุปัสสนา ตัวนิวรณ์ทั้ง 5 ท่านกล่าวว่า เป็นธรรมานุปัสสนา เป็นสิ่งที่เราต้องพินิจพิจารณา อาตมาชอบที่ว่าจิตตานุปัสสนาเพราะอะไร เพราะเวลาเรารู้ว่าจิตสงบ จิตสงบเป็นยังไง ตัวรู้อยู่ว่า จิตมันอยู่กับอะไร เพราะตามหลักท่านไม่ได้วางไว้มากหรอก ก็จะอธิบายย่อๆว่า จิตมีราคะก็ให้รู้ ไม่มีราคะก็ให้รู้ จิตมีโทสะก็ให้รู้ จิตมีโมหะก็ให้รู้ หรือ ไม่มีก็ให้รู้ จิตไปกระทบกับอารมณ์อะไรที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต้องให้รู้ รู้แล้วยึด หรือว่ารู้แล้วละปล่อยวาง สำคัญที่ตรงนี้ 

พระเทพพัชรญาณมุนี วิ. (หลวงพ่อฟิลลิป ญาณธมฺโม) เจ้าอาวาส วัดป่ารัตนวัน จ.นครราชสีมา 

เมื่อเราตั้งใจเดินจงกรมแล้ว เราก็อยู่ที่หัวทางทางเดินจงกรม ยกมือไหว้ น้อมจิต ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อุปัชฌาย์อาจารย์ บิดามารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ผู้มีพระคุณทั้งหลาย แล้วอธิษฐานจิตว่า เราจะเดินจงกรม กี่นาที กี่ชั่วโมง อธิษฐานไว้แล้ว เราก็จะได้รักษาคำอธิษฐานนั้น ถ้าเราอธิษฐานจะเดินจงกรม 1 ชั่วโมง เราจะไม่เลิก ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์อันตราย เราก็จะไม่เลิก เราก็จะรักษาคำอธิษฐานนั้น เมื่อเราอธิษฐานแล้ว เราจับมือขวาทับมือซ้าย ไว้ข้างหน้าเรา แล้วค่อยๆเดิน

การเดินนั้น มันมีวิธิการหลายประการ เราจะจับลมหายใจเข้าก็ได้ จับความรู้สึการเคลื่อนไหวของกายก็ได้ หรือ จะจับพุทโธก็ได้ แต่ว่า ครูบาอาจารย์ฯหลายองค์ก็บอกว่า ให้จับความรู้สึกที่ปลายเท้า เวลาเท้าเรายืนกับผืนดิน เราจะมีการสัมผัสอยู่ เรารู้สึกอยู่ จะรู้สึกหนักอยู่ รู้สึกอยู่ มันเย็น หรือ มันร้อน เราก็รู้สึกอยู่ ให้จับความรู้สึกนั้น เราก็ค่อยๆยกขาขวาขึ้นไป แล้วก็ค่อยๆยกขึ้นไป เวลาเรายกขึ้นไป ความรู้สึกนั้นจะเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกที่เจ็บ ความรู้สึกที่หนัก มันก็จะเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่เบา แต่ความรู้สึกที่เบาแล้ว เวลาที่ก้าวไปทับลงมาถึงแผ่นดิน ถึงพื้นแล้ว ก็เกิดความรู้สึกอีก เราจะไม่คิดเรื่องอะไร เราจะไม่ให้จิตอยู่ที่อื่น เราจะให้จิตระลึกได้ จดจ่อ จ่อตามเรื่องนั้น ที่เกิดความรู้สึกอยู่ที่ปลายเท้า 

พระอาจารย์สว่าง กลฺยาโณ เจ้าอาวาส วัดป่าคำเจริญ จ.ศรีษะเกษ

เราทำได้ สร้างคุณงามความดี ได้แน่นอน จะเดินจงกรมก็ได้ จะนั่งสมาธิก็ได้ จะพูดให้ดีเท่าไหร่ก็ได้เลย เพราะอะไรเหรอ เพราะสังขารร่างกายเราได้มาแล้ว ไม่ได้ยืมใครมากราบมาไหว้เลย ปากไม่ได้ยืมใครมาสวดมนต์ หูไม่ได้ยืมใครมาฟัง ตาไม่ได้ยืมใครมาดูเลย อย่างนี้เป็นต้น ใจก็เราเอง ไม่ได้ยืมใจใครมาคิด เพราะฉะนั้นฝึกให้มันดี ฝึกให้ “ใจ” นี้ดีๆ โอ้ย ใจดี ใจใสใจสะอาด มันจะมีพลัง เกิดเมตตากรุณา

พระครูสรพจน์พิลาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดธรรมมงคลฯ 

อย่างที่หลวงพ่อของพวกเรา หรือ พระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณหลวงพ่อ (ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระญาณวชิโรดม) ของพวกเรา ท่านจะพูดอยู่ตลอดเวลาว่า “หัวใจมหาสมัย” เรียกว่า เมื่อท่านทั้งหลายเข้าถึงซึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  เมื่อบุคคลใดมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว บุคคลนั้นเมื่อร่างกายจากความเป็นมนุษย์ก็จะไปเป็นพวกเทพทั้งหลาย นั่นก็เรียกว่า “ระลึก” ระลึกถึงคุณธรรม ระลึกถึงคุณงามความดีต่างๆ

ประการที่ 2 เขาเรียกว่า เตือน เตือนตัวเราเอง เพราะว่า คนเรานั้นรู้ทุกคนนั่นแหละ เกิดขึ้นไปในเบื้องต้น แปรปรวนไปในท่ามกลาง แตกสลายไปในที่สุด เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ด้วยกันทั้งนั้น หมายความ มรณภัย ความตายเจอด้วยกันทุกคน เพราะฉะนั้นเตือนตัวเองอยู่ว่า ขณะนี้ เวลานี้ เรายังมีชีวิต ยังมีแรง ยังมีกำลัง ได้กระทำที่พึ่งไว้หรือยัง ที่ท่านเรียกว่า “อัชเชวะ กิจจะมาตัพปัง โก ชัญญา มะระณัง สุเว นะ หิโน สังคะรันเตนะ มหาเสเนนะ มัจจุนา” 

วันและคืนล่วงไป ผ่านไป ไม่ได้ผ่านไปวันและคืนเท่านั้น แต่อายุของพวกเรา ชีวิตของพวกเราก็ลดน้อยถอยลงไป มัจจุ คือ ความตายนั่น บางทีเขาไม่ให้โอกาสแก่พวกเรา เมื่อมีเวลา มีโอกาส เราก็มาสร้างสมคุณงามความดี สร้างบารมีให้แก่ตัวเอง ดั่งที่พวกเราทั้งหลายได้พากันมาบวช ได้พากันมาเจริญพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ เรียกว่าพร้อม มีพร้อม ทำพร้อม คุณงามความดีพร้อม บุคคลผู้ได้กระทำคุณงามความดีไว้แล้ว อันการจากโลกนี้ไป ความตายไม่เป็นสิ่งที่น่ากลัว 

พระราชวชิรธรรมากร วิ.(หลวงปู่คำสด อรุโณ) เจ้าอาวาส วัดป่าบ้านเพิ่ม จ.อุดรธานี

ที่จิตใจของเราปรารถนาหาความสุข หาความสบาย ตั้งแต่วันเกิด จนถึงปัจจุบันก็ไม่เห็นว่า ความสุขที่แท้จริง มันอยู่ที่ไหน ความสบายที่แท้จริง มันอยู่ที่ใด เมื่อบังคับจิต บังคับใจ เข้าสู่ความสงบ ฐานของจิต ฐานของใจได้แล้ว นั่นแหละ ก็จะรู้ที่มาของอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ก็จะรู้ว่า ทุกข์ควรกำหนดให้รู้ ก็จะรู้ว่า อะไรเป็นเหตุให้ “จิต” ของสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายทั่วโลกธาตุให้เกิดความทุกข์ ให้เกิดความสุข ให้เกิดความทุกข์ในโลก แม้เราเป็นต้น กระสับกระส่าย กระวนกระวาย เมื่อจับต้นเหตุ หรือ รู้ที่มาของเหตุและปัจจัยใดแล้ว สตินั่นแหละ ไม่เคยเด่นก็จะเด่นขึ้นมา สมาธิไม่เคยเกิด ก็จะเกิดขึ้นมา ปัญญารวมยอดรู้ รู้อยู่ที่ไหนก็จะรู้ได้ที่จุดนั้น จากผู้ปฏิบัติก็จะเป็น “ปัจจัตตัง” (รู้ได้เฉพาะตน)   

พระพรหมวชิรโสภณ (หลวงปู่ศรีจันทร์ ปุญญรโต) เจ้าอาวาส วัดบึงพระลานชัย จ.ร้อยเอ็ด 

ธรรมะ คือ อะไร ธรรมะ คือ แสงทองส่องชีวิต ธรรมะช่วยดวงใจให้สูงค่า ธรรมะช่วยชีวิตให้พัฒนา ธรรมะช่วยนำพาให้ก้าวไกล ธรรมะเป็นอาหารวิเศษอันเลิศรส ธรรมะคือทางพ้นทุกข์สงสาร ธรรมะคือเครื่องพ้นจากบ่วงมาร ธรรมะคืออาหารของจิตใจ วันนี้จะได้นำธรรมะมาให้ท่านหลายไปประพฤติปฏิบัติ เอาแบบ “มองเป็น เห็นธรรม” “คิดเป็น เห็นธรรม” มองเป็นเห็นธรรม มองอย่างไร ถึงจะเห็นธรรมะ คิดอย่างไร ถึงจะเห็นธรรมะ

เอาง่ายๆ ปีนี้ เป็นปีพุทธศักราช 2565 เรามามองปีพุทธศักราชให้เป็น “ธรรมะ” ให้เห็น “ธรรมะ” มองอย่างไร สอง เลขสองหมายถึง ความรู้คู่ความดี สองใหญ่ คนเรามีแต่ความรู้อย่างเดียว ถ้าขาดความดี ก็เอาตัวไม่รอด ดั่งที่เราได้ยินอยู่เสมอว่า “มีความรู้ท่วมหัว ก็เอาตัวไม่รอด มีความรู้ท่วมตัว ก็เอาหัวไม่รอด มีความรู้เต็มตัว ดันไปทำความชั่วเต็มเปา” ถ้าเรามีแต่ความรู้อย่างเดียว ขาดความดี ก็เอาตัวไม่รอด เพราะฉะนั้น “ความรู้จะต้องคู่กับความดีตลอดไป” จึงจะสามารถเอาตัวรอดได้ 

หลวงปู่อุทัย ฌานุตฺตโม เจ้าอาวาส วัดป่าห้วยลาด จ.เลย  

อย่างพูดธรรมะทางออนไลน์ อย่างนี้ เห็นไหม ทั่วโลกได้รับรู้ รับทราบ ในทุกๆประเทศ ใหม่ก็เอา เราปรับตัวเราให้เข้ากับสถานะเหตุการณ์ เก่าก็ไม่ทิ้ง เก่าคืออะไรล่ะ เก่าก็คือ “ข้อวัตร” ปฏิบัติของพวกเรา ที่เป็นพระป่าสายหลวงปู่มั่น ข้อปฏิบัติคืออะไร มีธรรมะและวินัย เป็นสิ่งนำทาง มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯพากระทำบำเพ็ญ ข้อวัตร บิณฑบาต ปัดตาด ไหว้พระ สวดมนต์ ภาวนา อันนี้มันเป็นกิจการงานของพระ พระสงฆ์ของเรา ซึ่งพระอุปัชฌายะได้มอบให้กับพวกเราแล้วว่า เมื่อท่านบวชเข้ามาแล้ว จงทำหน้าที่ศึกษา สีลสิขา จิตตสิขา ก็มาอยู่ที่ “ศีล สมาธิ ปัญญา” นี่อย่างนี้เป็นต้น อันนี้คือเก่า เก่าตั้งแต่ไหน ตั้งแต่โน่น ตั้งแต่สังคยนามาแล้วน่ะ เราจึงถือว่า “พระธรรม พระวินัย” นี้ เป็นสิ่งที่ดูแลเรา กำกับเรา ใครล่ะ ตัวเราเองนั่นแหละ อยู่ในกรอบ ศีลธรรม เรารู้ด้วยตัวเราเอง อันนี้คือ มีความหมายมั่นคง แข็งแรง ถ้าพูดอย่างภาษาชาวบ้าน ก็คือ พระเรานี่ไม่มีแผล มีแต่ความบริสุทธิ์ เปิดเผยออกมา ไม่มีการปิดบังอำพราง ด้วยอะไร ด้วยศีล 227 

ในพิธีนี้ พ่อแม่ครูอาจารย์ฯซึ่งเป็นองค์ธรรมเทศนายังได้กล่าวถึงหนังสือ “มุตโตทัย” ซึ่งเป็นหนังสือที่ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระญาณวชิโรดม ได้บันทึกด้วยการใช้น้ำหมึกที่ผลิตขึ้นเอง และ นำมาเขียนเป็นตัวอักษร เพื่อบันทึกพระธรรมเทศนาของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ เมื่อครั้งปฏิบัติศึกษาธรรมอยู่กับท่าน เมื่อ พ.ศ.2485 – 2486 ที่บ้านนามน ต.ตองโขบ อ.เมือง จ.สกลนคร 

“ตั้งแต่ยุคของท่าน ที่ท่านได้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆนานา ได้รับการถ่ายทอดจากองค์หลวงปู่มั่น จนเราได้เห็นเป็นสักขีพยาน อย่างที่เราได้ทราบกัน ความพยายามอุตส่าห์นั้น เพื่ออะไรล่ะ เพื่ออนุชนรุ่นหลัง อย่างบันทึกธรรม มุตโตทัย อย่างนี้ ก็ด้วยการมองเห็นการณ์ไกลว่า ต่อไปนั้น มุตโตทัย จะเป็นที่แพร่หลายกระจายไป ความอุตสาหะพยายามขององค์หลวงปู่ท่าน ในยุคนั้นสมัยนั้น เราย้อนนึกภาพดูสิ ในสมัยนั้นน่ะ ดินสอก็ไม่มี ปากกาก็ไม่มี ท่านต้องไปเอามินหม้อมาป่นแล้วก็เอาน้ำใส่แล้วก็เขียนบันทึกไว้ แล้วก็ไปตากแห้ง แล้วก็มาให้หลวงปู่มั่นตรวจทาน เนี่ย แต่ในขณะที่ท่านกระทำนั้น ด้วยเจตนาหวังดี แต่ก็มีความเกรงกลัวองค์หลวงปู่มั่นอย่างที่สุด หาประมาณไม่ได้ ดั่งที่เราได้ทราบ  เพราะอยู่กับองค์หลวงปู่มั่นนั้น ต้องระแวดระวัง สติปัญญาทุกอย่างในยุคลูก หลวงปู่ของเรานี่เป็นรุ่นลูก ต่อมาก็เป็นรุ่นหลาน รุ่นเหลน รุ่นหลอด” หลวงปู่อุทัยเมตตาเล่าถึงความยากลำบากในยุคนั้นที่พ่อแม่ครูอาจารย์ฯต้องอุทิศกายและใจเพื่อฝึกฝนตนเอง ในการศึกษาเรื่องของ “สมาธิ” จนนำมาสู่หนังสือมุตโตทัย

สำหรับเนื้อหาในหนังสือ “มุตโตทัย” มีเนื้อหาบางส่วน ดังนี้ 

“ความแห่งคาถา 2 บาทคาถาต่อไปว่า พระขีณาสวเจ้าทั้งหลาย ดับโลกสามรุ่งโรจน์อยู่ คือ ทำการพิจารณาบำเพ็ญเพียรเป็น ภาวิโต พหุลีกโต คือ ทำให้มาก เจริญให้มาก จนจิตมีกำลังสามารถพิจารณาสมมติทั้งหลาย ทำลายสมมติทั้งหลายลงไปได้จนเป็นอกิริยา ก็ย่อมดับโลกสามได้ การดับโลกสามนั้น ท่านขีณาสวเจ้าทั้งหลาย มิได้เหาะขึ้นไปในกามโลก รูปโลก อรูปโลกเลยทีเดียว คงอยู่กับที่นั่นเอง แม้พระบรมศาสดาของเราก็เช่นเดียวกัน พระองค์ประทับนั่งอยู่ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์แห่งเดียว เมื่อจะดับโลกสาม ก็มิได้เหาะขึ้นไปในโลกสาม คงดับอยู่ที่จิต ที่จิตนั้นเองเป็นโลกสาม ฉะนั้น ท่านผู้ต้องการดับโลกสามแล้ว พึงดับที่จิตของตน จึงทำลายกิริยา คือ ตัวสมมติหมดสิ้นจากจิต ยังเหลือแต่ อกิริยา เป็นฐีติจิต ฐีติธรรม อันไม่รู้จักความตายฉะนี้แล”

ทั้งนี้ สามารถรับชมรายละเอียดธรรมเทศนาภายในงานนี้ได้ที่ Facebook : วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร , YouTube : วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร, Facebook : วัดเทพเจติยาจารย์, Youtube : วัดเทพเจติยาจารย์ official, Facebook:วัดป่าร้อยปีหลวงพ่อวิริยังค์, Facebook : วัดป่าธรรมพนมวัณย์ และ facebook: วัดศรีรัตนธรรมาราม โดยหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘เรื่องไม่ดีขึ้นชื่อว่าชั่วมันชอบทำกันนักคนสมัยนี้ ไม่รู้จักละอาย’ : หลวงปู่ศิลา สุมงฺคโล

Posted on January 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/627336

'เรื่องไม่ดีขึ้นชื่อว่าชั่วมันชอบทำกันนักคนสมัยนี้ ไม่รู้จักละอาย' : หลวงปู่ศิลา สุมงฺคโล

วันเสาร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.12 น.

คนที่ภาวนาแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ยังดีกว่าคนที่ไม่รู้จักการภาวนา มามัวแต่จับจ้องดูถูกคนที่ตั้งใจปฏิบัติภาวนา คนพวกนี้มันยังโง่ไม่เห็นว่าไฟกำลังเผาตัวเองทุกวันๆ มีแต่ใช้ชีวิตแบบประมาทมาก ชอบเที่ยวเล่น ดื่มกินสุรา ของผิดกฏหมายต่างๆ

เรื่องไม่ดีขึ้นชื่อว่าชั่วมันชอบทำกันนักคนสมัยนี้ ไม่รู้จักละอาย เกรงกลัวต่อบาปกรรมเลยแม้แต่นิดเดียวเพราะมันยังไม่รู้ว่าบาปกรรมเป็นยังไง มัวแต่ใช้ชีวิตที่มีค่ายิ่งมาทำลายตัวเองลงทุกวัน ทำลายบุญกุศลเดิมที่บำเพ็ญมาให้หมดลงอย่างช้าๆจนในที่สุดบุญเก่าที่เคยทำมาก็หมด

เจ้ากรรมนายเวรทั้งภพอดีตและภพปัจจุบันก็รุมกรูกันเข้ามาทำร้ายคนพวกนี้จนเจ็บป่วยล้มตาย ลูกหลานทั้งหลายอย่าพากันทำบาปนะ สิ่งไหนไม่ดีผิดศีลธรรมที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้สิ่งนั้นแหล่ะคือบาปอกุศล มันจะพาเราฉิบหายวายวอดไปหมดทั้งตัวตนน่ะ

โอวาทธรรม หลวงปู่ศิลา สุมงฺคโล วัดป่าท่าสิมมา อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ผีมาบอกว่า ‘พระเรียนมนต์ไสยศาสตร์ ตายไปเป็นผีใหญ่หมดทุกองค์’ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on January 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/627196

ผีมาบอกว่า 'พระเรียนมนต์ไสยศาสตร์ ตายไปเป็นผีใหญ่หมดทุกองค์' : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันศุกร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.29 น.

ไสยศาสตร์เป็นอุปสรรคที่ร้ายแรงที่สุดของการภาวนา อุปสรรคของการภาวนา 1.วินัยย่อหย่อน 2.จิตไปยึดมั่นในวิชาไสยศาสตร์ 

วิชาไสยศาสตร์ต่างๆ นี่ เป็นอุปสรรคที่ร้ายแรงและสำคัญที่สุด ตามที่ผีมาบอกเล่า มันบอกว่า พระเรียนมนต์ไสยศาสตร์ ตายไปเป็นผีใหญ่หมดทุกองค์ มันว่า อันนี้ไม่ใช่หลวงพ่อว่าเด๊ ผีมันว่า มันบอกว่า ข้าพเจ้าเคยบวชเรียนเขียนอ่านมาตั้งแต่เป็นสามเณร 

บวชมาแล้ว ครูบาอาจารย์ก็สอนให้ท่องแต่มนต์ไสยศาสตร์ ทำสมาธิก็ให้ท่องแต่มนต์ไสยศาสตร์ พอท่องไป ภาวนาไป จิตก็สงบสว่างได้เหมือนกัน มันรู้จนกระทั่งวันเวลาที่จะตาย พอรู้ว่าตัวจะตาย ก็รีบท่องมนต์เข้าสมาธิ จิตมันก็สว่างๆไป พอวิญญาณออกจากร่างปุ๊บ มันมืดมิด หาทางไปไม่เจอ มารู้ตัวต่อเมื่อมาเกิดเป็นผี 

เพราะฉะนั้นมีลูกบอกลูกมีหลานบอกหลาน บวชแล้วให้เรียนธรรมวินัย แล้วให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อย่าให้มันไปเรียนมันเรียนมนต์ เรียนมนต์ไสยศาสตร์ทุกแขนง ตายแล้วเป็นผีใหญ่หมด 

มนต์พระพุทธเจ้าไม่ใช่มนต์ เป็นคำสอน แต่คนมาตั้งชื่อว่าสวดมนต์ มนต์พระพุทธเจ้าเป็นหลักคำสอน อย่างมงคลสูตร “อเสวนา จะ พาลานัง บัณฑิตานัญ จะ เสวนา ปูชา จะ ปูชนียานัง เอตัมมังคลมุตตมัง การไม่คบคนพาล การคบแต่บัณฑิต การบูชาบุคคลที่ควรบูชา กิจ 3 อย่างนี้เป็นมงคลอันสูงสุด” มันเป็นคำสอน

โอวาทธรรม : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ตัวบุญตัวบาปอยู่ที่ธาตุรู้ผู้เดียว’ ธรรมเทศนา’หลวงพ่ออุทัย ธมฺมวโร’ วัดภูย่าอู่

Posted on January 13, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/626973

'ตัวบุญตัวบาปอยู่ที่ธาตุรู้ผู้เดียว' ธรรมเทศนา'หลวงพ่ออุทัย ธมฺมวโร' วัดภูย่าอู่

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.24 น.

หลวงพ่ออุทัย ธมฺมวโร เจ้าอาวาสวัดภูย่าอู่ ตำบลคำด้วง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เมตตาเทศนาธรรม หัวข้อ “ตัวบุญตัวบาปอยู่ที่ธาตุรู้ผู้เดียว” ในงานพิธีบำเพ็ญกุศลครบ 50 วัน หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จังหวัดปทุมธานี  

นะโม 3 ครั้ง…ให้ว่าตั้งใจฟังธรรม ความจริงธรรมะนั้นอยู่กับตัวเราแล้ว แล้วสภาพแวดล้อม หลวงปู่ของเรา (หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต) ก็เป็นธรรมะให้เราพิจารณาแล้ว ความจริงน่ะ ที่ให้มาแสดงธรรมนี้ก็เพียงแค่บรรยาย เป็นปริยัติ ว่าเป็นภาษาธรรม คือ บัญญัติธรรม เป็นโวหารบัญญัติ 84,000 พระธรรมขันธ์ก็เป็นบัญญัติธรรม ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป กายของเราทั้งหมดก็ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป ศาสนาสมบัติ นับเข้าหมด แม้แต่พระบรมธาตุ พระอรหันตธาตุ ก็ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป

ตัวบุญตัวบาปอยู่ที่ไหน คือ ธาตุรู้ผู้เดียว ธาตุรู้ คือ มโนธาตุ หรือ วิญญาณธาตุ อีกอย่างก็จิต หรือ เจตสิก รวมศูนย์เป็นบุญและบาป ในปรมัตถธรรมบอกไว้แล้ว รูปทั้งหลาย บรรดามี แม้แต่พระพุทธรูปที่มนุษย์สร้างขึ้นมา พระบรมธาตุ พระอรหันตธาตุ ทั้งนั้น กรรมสร้างมา

พระบรมธาตุ พระอรหันตธาตุก็ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือว่าอริยมรรค มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 ภาษาพูด ผู้ใดเจริญศีล สมาธิ ปัญญา ให้ได้มรรค 4 ผล 4  นิพาน 1 โลกุตระธรรม 9 สร้างขึ้นมา อยู่ที่จิต กับ เจตสิก เมื่อถึงโลกุตระแล้ว ไม่กลับมาอีก ไม่มีบุญ ไม่มีบาปอีก เหตุนั้น จิต กับ เจตสิก เป็นบุญและบาป รูปทั้งหลายไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป พระนิพพาน ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป ตัวปรมัตถธรรม ถ้าใครอยากไม่ให้มีบุญ ไม่ให้มีบาป ก็เจริญศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดมรรค เกิดผล เกิดโลกุตระธรรม ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาปอะไร ถ้ามีบุญก็วุ่น ใครมีบุญเยอะ ก็วุ่นเยอะ ใช่ไหม เน๊าะ

อย่างในหลวง พ่อหลวงของเรา มีบุญเยอะ ยังไม่ไปไหนมาไหนเลย มาตกตัวนี้ล่ะ บุญเยอะๆเป็นมหากุศล ก็พรหมโลกโน่น ทำสมาธิได้ ได้สมาธิ รูปฌาณ อรูปฌาณ ก็ยังไม่จบ ยังมาติดอยู่พรหมโลก กุศลสูงสุด คือ มหากุศล  ถ้าใครอยากได้มหากุศล ก็ทำสมาธิ ไม่ยาก ไม่ต้องเสียเงินแม้แต่สลึงเดียว  ทำได้เลย ถ้าใครอยาก ก็ได้ก็ทำเอาน่ะ เอ่อ สมาธิง่ายเหลือเกิน ไม่ต้องไปขอที่ไหนเลย เราทำเอาเอง ได้แล้วก็เป็นมหากุศล ไม่ใช่มหากุศลที่เราเอามาพูดกันน่ะ ที่ชาวพุทธเอามาพูดหลอกกันน่ะ ไม่ใช่

ตัวมหากุศล ไม่ต้องลงทุนแม้แต่สลึงเดียว ไม่ให้ใครเดือดร้อนเลย ทำสมาธิ เหตุนั้นอย่าลืมน่ะ ให้ไปทำเอาเอง แต่ว่ายังไม่จบ ไปติดอยู่ที่พรหมโลกโน่น ไม่ไปไหนมาไหน หมดกำลังสมาธิ หมดกำลังฌาณแล้วก็ลงมาอีก “อนิจจา วะตะ สังขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน” ไม่มีอะไรเที่ยง กุศลธรรมทั้งหลายถึงแม้จะสูงสุด ยิ่งเป็นมหากุศล

กุศลนั้นน่ะ คือ รูปฌาน อรูปฌาน เมื่อใครบำเพ็ญได้แล้ว จะได้เกิดไปอยู่ชั้นพรหม อายุเป็นกัปป์ แต่ว่านั้นก็ยังไม่จบ ไปติดอยู่นั่นล่ะ พระพุทธเจ้าบอกว่า บอกว่ายังไง เสลดของพระอริยเจ้า เสลด ถ้าเป็นเสลด ใครจะเอาไว้ล่ะ ไม่เอาไว้เน๊าะ นั่นแหละ ให้เปรียบเทียบ เหตุนั้นล่ะ เมื่อเจริญศีล สมาธิได้แล้ว ก็ให้เจริญปัญญา ฆ่ากิเลส ฆ่าทั้งหมดเลย ทั้งบุญกุศล ทั้งอกุศล ฆ่าทิ้งหมด ไม่เอา นี่หลักแท้ๆ 

หลวงปู่ของเรา หลวงปู่บุญฤทธิ์ ท่านบำเพ็ญ น่าอนุโมทนาน่ะ วัดก็ไม่สร้าง ไม่เคยสร้างวัดเลย โอ้! สบายมาก ไม่อยากไปอยู่ที่ไหนเลย เขานิมนต์ไปเลย สบายมาก กลับมาอยู่เมืองไทย ก็ไม่ได้สร้างวัดเลย โยมทิพย์สร้างให้ มาอยู่แค่นั้นแหล่ะ สบายมาก เวลามรณภาพแล้ว ใครจะเอาไปไหนก็เอาไป ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว สบายมาก นี่เห็นไหม ไปอย่างสบายๆ สบายๆ ลูกศิษย์ก็ไม่มี โอ้โห… หายากน่ะ ลูกศิษย์ พระเณร ดูเหมือนไม่มีน่ะ เน๊าะ ไม่มีใครมาบวชด้วยเลย มีคุณแซมไปไหนเน๊าะ อยู่ไหม ไปไหนแล้ว ไม่เห็นหน้าเลย คุณแซมก็ไม่ได้บวชน่ะ คู่กรรมคู่เวร โน่น ไปหากันอยู่โน่น ไปติดตาม ท่านก็ยังไม่พ้นกรรมพ้นเวร เคยสร้างกันไว้ ก็เลยเป็นกรรมเป็นเวร น่ะ ให้ปลง สัพเพ สัตตา กัมมะสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ… ไม่ได้สวดเล่นน่ะ จริง เป็นจริง หลวงปู่ฯ 

อาตมาก็ไม่ได้ไล่ไว้ จากวันมรณภาพ กี่วันแล้ว ได้สักเท่าไหร่ 50 วัน อายุของท่านก็ 104 ปีเน๊าะ หายากเน๊าะ 104 ปี แต่อาตมาคิดไม่เหมือนใคร ถ้าใครอายุยืนๆ บาปเยอะ ชราทุกข์ ชราทุกข์ อันนี้ก็จะเปรียบเทียบให้เป็นตัวอย่างน่ะ พระพุทธเจ้า อายุขัยของมนุษาโลก ยุคนั้นสมัยนั้น 100 ปี อายุขัย 100 ปี พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ พระพุทธเจ้าโคตรมะของเรา ถ้าจะคิดน่ะ บำเพ็ญบารมีด้วยปัญญาธิกกะ เอาเร็ว เอาไวไว สำเร็จให้ได้ไวๆ ก็เลยบารมีอันนั้นส่งขึ้นมา ความเร็วให้ได้มาเกิด อุบัติ โปรดสัตว์โลก อายุขัยน้อยที่สุด สุดท้ายของมงคลกาล อายุขัย 100 ปี ถ้าต่ำกว่า 100 แล้ว พระพุทธเจ้าไม่อุบัติในโลก อายุขัยสูงสุด 100,00 ปี ที่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ รู้ไหม อายุขัยของคนก็ 100,000 ปี ท่านว่าเอาไว้ มีจริง เป็นจริง โอ้ย อายุขัยก็มีมาอีกหลาย

นี่แหละเพราะผู้สร้างบารมีมาเกิด เพื่อพระโพธิสัตว์ เพื่อมาโปรดเวไนยสัตว์ มีขอบข่าย มงคลกาล อายุขัยแสนปีลงมาหาร้อย ร้อยขึ้นมาหาแสน เป็นมงคลกาล พระพุทธเจ้าจึงมา เกินแสนไม่มา ต่ำร้อยไม่มา ถ้าเกินแสนยังไง ถ้าเกินแสนแล้ว จะไปว่าทำไม นะโมตัสสะ นี่อายุก็แสนแล้ว สบายแล้ว โรคภัยไข้เจ็บไม่มีใช่ไหม ปลงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ได้เลย เพราะอายุยืน ถูกไหมล่ะ 

ถ้าอายุขัยต่ำ 100 โอ้โหย พิจารณาไม่ได้เลย เพราะอะไร เพราะกิเลสหนา ปัญญาหยาบ หยาบมาก ให้จำไว้ ทีนี้ ต่ำร้อย เดี๋ยวนี้ต่ำกว่าร้อยแล้วเนอะ ก็รู้แล้วเหนาะ ก็พวกเรากิเลสเน๊าะ ถามเลย ไม่ต้องตอบอาตมา ตอบให้ตัวเองฟังก็รู้แล้ว กิเลสเยอะกว่าแต่ก่อนไหม จะเยอะหนักหนา อยู่ไปนานๆ ยิ่งเจ็บ ยิ่งหนักหนา ตามปกติอายุขัยของสัตว์โลก 100 ปี ตัดออก 1 ปี เดี๋ยวนี้อายุขัยของคนเหลืออยู่แค่ 74 เศษๆ ไม่ถึง 75 ก็จากพระพุทธเจ้าปรินิพพานมาแล้ว 2,560 กว่า เนี่ยเห็นไหมมันหมดไปแล้วน่ะ ตัดออก ตัดออก 

อันนี้มาเกินก็ไม่ต้องนับ เหตุนั้นพอดีๆ เขาก็มาจัดสรรใหม่  อายุ 60 ปีแล้ว ปลดเกษียณเลย ทำอะไรไม่ได้ งุ่มง่าม สมองก็ไม่ดี ปลดเกษียณแล้วให้ไปบำเพ็ญกุศล ให้ไปบำเพ็ญกุศล แต่บางคนก็ไม่บำเพ็ญเน๊าะ เป็นห่วงงานเน๊าะ ด้วยเหตุนั้นให้เข้าใจน่ะ ปลดเกษียณแล้ว ให้บำเพ็ญกุศลน่ะ จริงๆ ปลอดเกษียณแล้วให้บำเพ็ญกุศล เพราะเวลาน้อยแล้ว จากนี้ไปจะไม่มีกิจอีก  ถ้าแก่แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เหตุนั้นพระพุทธเจ้าสอนให้พิจารณา อภิณหะปัจจเวกขณะปาฐัง เรามีความแก่เป็นธรรมดา ให้พิจารณาน่ะ เรามีความเจ็บไข้ได้ป่วย เดี๋ยวนี้ก็รู้อยู่แล้วโรคภัยไข้เจ็บในเมืองไทยเยอะ สารพิษเมืองไทยเต็มไปหมดเลย ดูเหมือนเมืองไทยจะเป็นหนูลองยา อาตมาใช้คำนี้ จะถูก หรือ ไม่ถูก ก็แล้วแต่เน๊าะ 

เรามีความตายเป็นธรรมดา ตายนี่ 2 แบบน่ะ ตายเปิด กับ ตายปิด อัปปฏิจฉันนมรณ ปฏิจฉันนมรณะ ตายปิด อัปปฏิฉันนะมรณะ ตายเปิด ตายปิด เดี๋ยวนี้ก็ตายอยู่ หายใจเข้า ไม่เอาออกก็ตายแน่ๆ ตาย ออกเข้า ออกเข้า ก็ได้ เกิดดับ เกิดดับนั่นแหละ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันตายอยู่ตลอด ตาหลักแล้วน่ะ ตายนานหน่อย คือ นอนหลับ นอนหลับก็คือตาย ตายนานหน่อยเน๊าะ ตายรองลงมาอีก นี่ เกิดอุบัติเหตุ โอ้ย นานเน๊าะ บางคนเน๊าะ อยู่ครึ่งปีเลย ใช่ไหม ยังหายใจอยู่ ไม่รู้เรื่อง นั่นล่ะ สลบไสล นั่นล่ะ ตายเหมือนกัน เพราะตายไปเลยไม่ฟื้น บางคน นี่แหละ ตาย ไม่รู้วันตาย

ตายจากคุณงามความดี ประมาท บวกเข้าไปอีก นั่นเห็นไหม เหตุนั้น อย่าประมาท นี่แหละ ตายเปิด ตายแท้ๆ ไม่หายใจเลย หมดสิทธิ์แล้วทีนี้ ทำอะไรไม่ได้แล้ว ทีนี้ เอ่อ ภาษาธัมมะ จุติ คือ เคลื่อนจากสถานะเดิม ศัพท์ เคลื่อนจากสถานเดิม นับเข้าหมดน่ะ สัตว์สาราสิง เทวดาก็นับเข้าหมด แต่ว่าเทวดา เทวดาก็สิ้นบุญ ถ้าเป็นพวกเทพก็สิ้นบุญ เพราะอาศัยบุญแต่ง ก็เลยเกิดเป็นเทพ สิ้นบุญ นี่เห็นไหม ใช้ศัพท์นี้ เหตุนั้นถึงว่า กว่าจะรู้ว่าตาย ตายปิด ตายเปิด มันสายเกินแก้ เหตุนั้นพระพุทธเจ้าจึงยกอภิณหะปัจจเวกขณะ มาให้พิจารณา เรามีความแก่เป็นธรรมดา เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา เรามีความตายเป็นธรรมดา เราจะพรัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้นไป แน่นอน ให้พิจารณา

ข้อสุดท้าย สำคัญที่สุด เรามีกรรมเป็นแดนเกิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นผู้สร้าง นี่เห็นไหม กรรมดี กรรมชั่ว ย่นเข้าที่กรรม หลักพุทธศาสนา กัมมนิโน กัมมนิยาม ความแน่นอน ความจริงที่แน่นอน ไม่มีผู้แต่ง ไม่มีผู้สร้าง  ไม่มีเจ้าของ นี่ ด้วยเหตุนั้นให้พิจารณาบ่อยๆ ท่านทั้งหลายจงพิจารณบ่อยๆ อย่างนี้ทุกวันๆ ทุกขณะจิต จะไม่ให้ประมาท จะได้เตรียมพร้อม ภาวนา เพราะไม่ได้ลงทุน ทำเยอะ ๆภาวนา รักษาศีล ก็ทำได้เยอะ เพราะไม่ต้องลงทุน  ไม่เกี่ยวกับสถานที่ ไม่เกี่ยวกับบุคคล ให้ทำบ่อยๆ ส่วนทานนั้น ตามมีตามเกิด

ทานเยอะไม่ได้ เพราะพวกเราหากินก็ไม่ไหวแล้วเน๊อะ อือม์ เอาเข้าปากของเราก็พอแล้ว หามันไม่ไหว มันมีจำกัด เหตุนั้นหลักพุทธศาสนา ในไตรสิกขา ท่านจึงไม่ได้จัดทานเข้าไว้ จัดเฉพาะศีล ศีลที่ปกติ ทำกายให้ปกติ อย่าผิดปกติ เดี๋ยวนี้ ผิดปกติเยอะเน๊าะ นั่นแหละ อย่าไปเข้าใจอย่างอื่นนะ ศีล คือ ปกติ แปลออกมาแล้ว เป็นปกติ ผิดศีล ผิดปกติ จับหลักนี้ไว้ให้ดีๆ อย่าไปพากันผิดปกติ นั่นนะ เตรียมพร้อมเลย อย่าให้ผิดปกติน่ะ เนี่ย เป็นศีล ไม่ต้องไปสมาทานกับพระหรอก นั่นล่ะ ถ้าสามารถทำให้ปกติได้ ก็ได้รับผล ถ้าแปลเป็นผล ก็เย็น ถ้าใครสามารถทำให้ปกติได้ ก็ได้รับความเย็น อือม์ ได้รับความเย็น ศีลน่ะ

หลักสมาธิ ตั้งใจมั่น ความหมายที่สำคัญที่สุด ให้มั่นในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ต่อกันล่ะทีนี้ เวลาจะสมาทานศีล ก็ปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ทำเป็นกิจจะกรรม ทั้งเช้าเย็น เวลาไหว้พระ ได้ปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง แล้วก็สมาทานศีล ทั้งเช้าทั้งเย็น อันนี้เป็นนิจจกรรม

นิจจกรรม ทีเนี้ย ตลอด เตรียมพร้อมอยู่ตลอด เหตุนั้นถึงว่า สมาธิให้ตั้งมั่น ความตั้งมั่นในพระรัตยตรัย ความไม่เคลือบแคลงสงสัย ความไม่หวั่นไหว ให้ตั้งมั่นไว้ อย่าส่ายแส่ อย่าหลงไปเข้ารีตลัทธิศาสนาอื่น มีน่ะ มีในหลักธรรมเอาไว้ ไปเข้าลัทธิศาสนาอื่น มีผู้ต่อกับอนันตริยกรรม อนันตริยกรรม 5 ชาวพุทธจะคุ้นหูแล้วเน๊าะ คุ้นหูแล้วเน๊าะ  ไม่ต้องอธิบาย หรือ จะอธิบาย หรือ จะบอก ฆ่าบิดา มารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำลายสงฆ์ แต่สำหรับคฤหัสถ์น่ะ ช่วยเหลือน่ะ ไปทำลายโดยตรงไม่ได้ แต่ถ้ามีเรื่องกับพระเจ้าพระสงฆ์ก็จะไปเย้วๆนั่นล่ะ มีส่วน ระวังไว้ให้ดี จะไปทำลายพระสงฆ์ไม่ได้ นี่เฉพาะ ฆ่าเหมือนกัน ทำลายสงฆ์ได้ ในหลักน่ะ

เหตุนั้น พวกเราเป็นคฤหัสถ์ เป็นอุบาสก อุบาสิกา ระวัง อย่าไปเย้วๆ เดี๋ยวจะยกตัวอย่างให้ฟัง ขั้นต่อแล้ว มีน่ะ มีอาจารย์คนนึง อาจารย์คนนั้นีแต่ครูสอนทั้งนั้นเลย มีแต่อาจารย์ทั้งนั้นเลย ไปพูดถึงเรื่องพระ พระทำผิด ทำผิดวินัย ก็คงไม่รู้เน๊าะ ข่าวเน๊าะ ก็พูดกันทีนี้ พูดกันในวงของครู ครูอาจารย์ทั้งนั้นเลย พูดเสร็จแล้วก็ตบมือ อือม์ สะใจ ชื่นใจหรือยังล่ะ กลางคืนมาทีนี้ หัวหน้านั่นล่ะ ก็เลยได้นิมิต นิมิตก็มิใช่นิมิตอื่นที่นี้ หลวงปู่เทศก์ วัดหินหมากเป้ง ถือไม้เรียว ไล่เฆี่ยนเลยทีนี้ โถๆๆๆไปไหนล่ะที่นี้ วิ่งหนี หนีหัวซุกหัวซุน อย่าพูดน่ะต่อไป ไล่เฆี่ยน ไล่ตี น่าคิดน่ะ นี่นิมิตเครื่องหมายบอกเหตุ เราเป็นชาวพุทธระวังให้ดี ห้ามพูด

อันนี้ เป็นตัวอย่าง จะไปได้ยินบ่อยลักษณะนี้ เหตุนั้นให้ระมัดระวัง การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องพระเจ้าพระสงฆ์ มีหลักธรรมหลักวินัยบอกไว้ว่า ห้ามบอกอาบัติชั่วยามแก่ “อนุปสัมบัน” (ผู้ไม่ได้เป็นภิกษุ)   นี่เห็นไหม มีสิกขาบทอยู่ในปาฏิโมกข์เลย บอกไว้เลย พวกเราได้รู้ เห็นไหม สอดคล้องกันเลย นี่เป็นคฤหัสถ์ระดับอาจารย์น่ะ เป็นครูกันทั้งนั้นเลย จะไปเที่ยวที่ไหน ไม่รู้ สนุกสนานใช่ไหมล่ะ พอพูดเรื่องพระเจ้าพระสงฆ์ทำผิดวินัยศีล เป็นอาบัติปาราชิกเหรอ อะไรเนี่ย ก็ได้ยินแต่ข่าวใช่ไหมล่ะ พูดแล้ว ก็ชอบ ตบมือน่ะ อันนี้ใช่ไหม เป็นเหตุ กลางคืนมา ปวดหัวเลย ฝันทีนี้ หลวงปู่เทศก์ถือไม้เรียวไล่เฆี่ยน โอ้ย วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน จนเหนื่อย จนเหนื่อยล้าเลย หลวงปู่เทสก์ไล่เฆี่ยน อย่าพูดน่ะต่อไป ระวัง แต่อย่าลืมน่ะ ฝันมี 4 อย่าง หรือ 6 อย่าง จะขยาย อือม์  

กรรมนิมิต เทพบันดาล 2 อย่าง จะจริง อันนี้ เห็นไหม จะเป็นเทพบันดาล หรือ กรรมนิมิตก็แล้วแต่ อันนี้ เหตุการณ์อย่างนี้ จะไม่ค่อยมี จะไม่ค่อยเกิด อาตมาก็เลยยกขึ้นมาให้ฟัง นี่ชาวพุทธของพวกเรา เพราะไม่มีใครทำ หลักกรรมนี้ ไม่มีใครทำให้ใคร เจ้าตัวทำเอง ใครทำร้ายพระพุทธศาสนา ก็พุทธศาสนิกชนนี่แหละ ทำลายเอง ใครสมาทานศีล ก็เรานั่นแหละเน๊าะ ใครทำลายศีล ก็เรานั่นแหละ ทำลายเอง  หลักกรรม ไม่มีใครทำ เจ้าตัวทำเอง นี่เห็นไหม อภิณหะปัจจะเวกขณะ เรามีกรรมเป็นแดนเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ยังกัมมังกะริสสามิ กัลยาณังวา ปาปะกังวา …ข้อสุดท้าย จับหลักกรรมนี้ไว้ให้ดี นี่ล่ะเหตุนั้นถึงให้มั่นในพระรัตนตรัย ถ้ามั่นในพระรัตนตรัย อริยะแล้วเขาจะไม่อยู่ มีแต่ปุถุชนของเรานี่แหละ ฝังอยู่ มีพระอริยะ นับแต่โสดาบัน เขาจะไม่พูดอย่างนั้น นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง เป็นอุธาหรณ์ ให้ชาวพุทธระมัดระวังสำรวม แล้วก็เตือนๆต่อกันด้วย ถ้ามีเหตุขึ้นมา  

เหตุนั้น สมาธิตั้งมั่นในพระรัตนตรัย มีพระอริยเจ้า ระดับปุถุชน ยาก ยังไม่มั่น ศรัทธา 4 อย่าง ตถาคตโพธิศรัทธา ,กัมมัสสกตาสัทธา, กัมมสัทธา, วิปากะสัทธา  4 อย่าง ปุถุชน เป็นวิปปยุตต เป็นศรัทธาวิปปยุตต ศรัทธาเสื่อม  ไม่มั่นคง  เกิดขึ้นแว็บเดียวก็หายแล้ว มีแต่พระอริยเจ้า โสดาบัน พระอริยเจ้า นับตั้งแต่โสดาขึ้นไป ศรัทธาของพระอริยะเจ้าระดับนั้น เป็นศรัทธา อะจะละศรัทธา จำไว้ให้ดีน่ะ อะ แปลว่า ไม่ จะละ แปลว่า หวั่นไว อะจะละ แปลว่า ไม่หวั่นไหว เป็นศรัทธาที่ไม่หวั่นไหว ใครจะมาพูดอะไร ไม่หวั่นไหวเลย ไม่กระเพื่อม ถ้าเป็นน้ำก็ไม่กระเพื่อม มีเฉพาะพระอริยเจ้า นี่เหตุนั้น หลักสมาธิ จับหลักอันนี้ไว้ให้ดี  

สมาธิใหม่ๆให้พิจารณา สมาธิประกอบด้วยปัญญา หมายถึง พระอริยเจ้า สำหรับปุถุชนแล้ว เป็นวิปปยุตต หวั่นไหว ไม่มั่นคง ก็ยังไม่ราบจำ ยังปราบกิเลสไม่ได้ นี่ เหตุนั้น ปัญญา ถ้าเรียงไว้สูง ศีล สมาธิ ปัญญา เรียงสูง แต่ถ้าอริยมรรคแล้ว ท่านเรียงปัญญาไว้ขึ้นต้น สำหรับสัมมาทิฐิ สำคัญสมาธิ ปัญญา เรียงสูง แต่ถ้าอริยมรรคแล้ว ท่านเรียงปัญญาไว้ขึ้นต้น สำหรับสัมมาทิฐิ สำคัญสัมมาทิฐิ ถ้าเกิดเป็นมิจฉาทิฐิปุ๊บหมดเลย ไม่เหลือ  

นี่มรรคทั้ง 8 ไม่เจอ เหตุนั้นท่านเรียงขึ้นต้นแล้วเอาไว้สูง เอาไว้ยอด นี่สำคัญ ในไตรสิกขา ขาดปัญญาไม่ได้ จิตของเราเกิดปุ๊บปั๊บขึ้นมา ตรึกตรองวิตกวิจารณ์ นั่นเห็นไหม มนสิการขึ้นมาแล้ว ขึ้นมาเลย นี่ระดับเราปุถุชน แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็มี ธรรมชาติของจิต จิตกับเจตสิก วิตกวิจารณ์ ก็ขยายไป สำหรับมนุษย์นั้น ให้เป็นปัญญาได้  

สำหรับเดรัจฉานนั้นไม่ได้ เพราะวิบากกรรมเก่ามา สมองนี่น้อย อือม์ สมองนี้น้อยมากเลย สัตว์บางประเภทไม่มีสมอง สัตว์เดรัจฉาน เหตุนั้น สัตว์เดรัจฉาน ไม่สามารถบรรลุธรรมได้  เพราะไม่มีปัญญา แม้พวกนาค ตระกูลนาค พูดถึงนาคแล้วน่ะทีนี้ เขาก็ทำได้ทาน นิดๆ หน่อยๆ เพราะสมบัติไม่มี สมบัติประทานไม่ได้ สมบัติเทวดาก็ประทานไม่ได้ เกิดจากบุญกุศล เหมือนไปเกิดเป็นโอปาปติกกะ เอามาทานไม่ได้ ก็รักษาศีล ภาวนาไม่ได้  

เหตุนี้มีประวัติครั้งพุทธกาล นาคจำแลงมาบวช …ถามอันตรายยิกธรรม ถามไปเลย มนุสโสสิ เป็นมนุษย์เหรอ ถาม ถ้าไม่เป็นมนุษย์ บวชไม่ได้ บวชได้เฉพาะมนุษย์ นี่เห็นไหม เป็นความจริง อือม์ ถ้าบวชก็ไม่เป็นพระ เทวดาบวชก็ไม่ได้ นาคเขาจำแลงได้ เทวดาก็จำแลงได้ แต่ก็บวชไม่ได้ นั่น เห็นไหม มีจำกัด พูดง่ายๆว่า อัตภาพไม่สมบูรณ์ อือม์ เขามีแค่ขันธ์ 4 มนุษย์มีขันธ์ 5 เต็มเปี่ยมเลยขันธุ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเขามีแต่นามขันธ์ รูปขันธ์เขาก็จำแลงเอา เขามีอำนาจ มีฤทธิ์จำแลงได้ นี่ เห็นไหม จำกัดเลย ภัพพบุคคล อภัพพบุคคล บอกไว้เลย มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ถ้าเป็นสองเพศ หมดสิทธิ์ บวชก็ไม่ได้ ภาวนาก็ไม่ได้ ธรรมะ 

พระพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญา เขาเปิดไว้เลย แต่ทำไม่ได้ รักษาศีลก็ไปแค่นั้นล่ะ บ๊องๆๆไปล่ะ ไม่ได้ทำจริง คนสองเพศน่ะ กระเทยอ่ะ เดี๋ยวนี้เยอะเลยเมืองไทย ทั้งโลกเน๊าะ เขาปลอมมา เขาปลอม เขาแปลงได้ บอกลูกบอกหลานไว้เลย อย่าไปหาปลอม หาแปลงน่ะ ไม่ได้น่ะ สองเพศ กระเทย ไม่ได้ ภาวนาไม่ได้ ได้รักษาศีล กับให้ทาน วิบากกรรม คือ ผลของกรรมแต่งอย่างนั้น ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยเหตุนั้น พวกเรา เต็มเปี่ยมแล้ว กุศลแต่งมาจนหมด สมบูรณ์แบบ อย่าประมาท ให้รีบเร่งขวนขวาย เอาใครเอามัน พระพุทธเจ้าบอกแล้ว พัพพะบุคคล คือ ผู้สมควรจะได้เป็นมนุษย์ ทำได้ 

แต่ว่ามีจำกัดอยู่ บอกไว้แล้ว ถ้าเกิดเป็นมนุษย์แล้ว อายุ 7 ปี ถ้า 7 ปีแล้ว บรรลุธรรมได้ เขารู้กันอย่างนั้น ถ้าต่ำกว่านั้นแล้ว อินทรีย์อ่อน สมอง รูปอันนี้ยังไม่แก่ เหมือนกับเด็ก ถ้าเด็กแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ใช่ไหมล่ะ เพราะสมอง อินทรีย์อ่อน ถ้าจาก 7 ปีขึ้นไปแล้ว อินทรีย์แก่กล้า ครั้งพุทธกาลมีเยอะ อายุ 7 ขวบ บรรลุธรรม หรือ สำเร็จพระอรหันตได้ แต่ว่ากว่าจะได้อย่างนั้นก็บำเพ็ญมาเยอะนั่นแหละ และ อยู่ๆจะมาเอาชาติเดียวไม่ได้ ต้องบำเพ็ญมาเยอะ หลายกัปหลายกัลป์

ถ้าใครเคยฟัง ประวัติของพระอริยสาวก เคยฟังมาเน๊าะ บำเพ็ญมาเยอะ เป็นแสน เป็นแสนกัปเลย ไม่ใช่ปะเดี๋ยว เหตุนั้นล่ะให้ตั้งอกตั้งใจบำเพ็ญกุศล หลวงปู่เนี่ยมรณภาพ มรณภาพ มรณภาพ มรณภาพไปแล้ว อันนี้เป็นเรื่องของหลวงปู่ ตัวใครตัวมัน หลวงปู่ก็ไม่ให้เราตายไปด้วย ท่านตายผู้เดียว ใช่ไหม ตัวใครตัวมัน บุญกุศลก็ของใครของมัน ของเราอยากได้ก็ทำเอา รีบเร่ง เราก็ไปเอาสรีระของหลวงปู่มากำหนดพิจารณา แล้วก็น้อมเข้ามา ภายนอก อรูปภายนอก คนอื่น เราก็น้อมเข้ามาหาเรา หลวงปู่อายุ 104 ปี – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สวรรค์และนรกมันมีจริง : หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป

Posted on January 13, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/626717

สวรรค์และนรกมันมีจริง : หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.36 น.

สวรรค์และนรกมันมีจริง ๆ แต่เราจะไม่เชื่อ เพราะเรายังปฏิบัติไม่ถึง ถ้าเราสามารถปฏิบัติทางด้านจิตใจจนเห็นชัดในเรื่องอย่างนี้ เขาจะมีมิติหนึ่งของเขาอยู่ในสวรรค์ เขาจะลอยอยู่ในชั้นอากาศเป็นชั้น ๆ อยู่ ส่วนนรกนั้นเขาก็จะมีหลุมที่อยู่ในเมืองนั้น ซึ่งในแต่ละหลุม ๆ นั้น จะไม่มีเครื่องนุ่งเครื่องห่มเลย เปลือยกายหมด อย่างศีล ๕ มี ๕ ข้อ ก็มี ๕ หลุมแน่นอน คนก็กองพะเนินเทินทึกอยู่ในนั้นแหละ แต่ก่อนเราไม่เชื่อ พอนั่งสมาธิเห็น เชื่อได้ด้วยตัวเอง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย

ทีนี้สวรรค์ก็เหมือนกัน อาตมาขึ้นไปคุยกับเขาที่ปราสาทต่าง ๆ ทีแรกเขาสร้างวิหารหลังเล็ก ๆ อยู่ในวัดนี้ วิหารนี้ ก็ไปปรากฏเป็นปราสาทอยู่ในสวรรค์ เมื่อเขาตายไปเขาก็ไปอยู่ในปราสาทนั้น อาตมาไปยืนคุยกับเขามาแล้ว จึงมีความเชื่อมั่นว่าสวรรค์เป็นอย่างนี้เอง สวรรค์ชั้นอื่น ๆ ก็ชั้นของใครของมัน อยู่ในบรรยากาศโลกนี้แหละ มีสัก ๕๐๐ ชั้นก็จะได้ เพราะฟ้านี้ไม่รู้มันสูงเท่าไร เครื่องบินจะบินข้ามหรือบินลอดเขาไปก็แล้วแต่ ไม่เห็นเขา 

เมืองสวรรค์นี้เป็นของทิพย์ เหมือนเราสร้างกุฏิวิหารศาลาไว้อย่างนี้ พอเราอยากจะไปอเมริกาหรือไปอยู่ที่ว่างอื่น เมื่อนึกอย่างนี้ พอเราไป ปราสาทจะไปตั้งปรากฏคอยอยู่เลย  พอเราคิดว่าที่นี่ไม่ต้องการที่จะอยู่แล้วแหละ มันจะหายแว้บไปเลย มันก็จะไปตั้งอยู่ในที่ ๆ เราจะไป มันเป็นของทิพย์

ทีนี้ใครทำบุญอะไร จะเป็นน้ำส้ม น้ำหวาน อาหารการกินต่าง ๆ เพียงนึกอยากจะกิน มันจะอิ่มเหมือนกับเราได้กินสิ่งนั้น แต่ไม่ได้กิน เขาเรียกบุญทิพย์ ถ้าไม่ได้ถวายน้ำส้มไว้แล้วเกิดอยากกิน มันก็หิวอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ได้อิ่มเหมือนกินน้ำส้ม นี่ เป็นเป็นอย่างนี้ มันเป็นเมืองทิพย์ กินบุญทิพย์ ของอย่างนี้มีแน่นอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘กรรมมีจริง ผลของกรรมมีจริง’ พระนิพนธ์ ‘สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช’

Posted on January 9, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/626460

'กรรมมีจริง ผลของกรรมมีจริง' พระนิพนธ์ 'สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช'

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.22 น.

“กรรมดีให้ผลดีจริง กรรมชั่วให้ผลชั่วจริง ผู้ใดทำกรรมใดไว้ จักเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้น ผู้ไม่ได้ทำหาต้องได้รับไม่”.…ความเข้าใจผิดในเรื่องนี้มีอยู่ให้ได้ยินได้ฟังเนืองๆ เช่น มารดาบิดาทำไม่ดีต่างๆ นานาให้เห็น เกิดเหตุการณ์รุนแรงแก่ชีวิต บุตรธิดา ก็มักจะกล่าวกันว่าลูกรับเคราะห์แทนมารดาบิดาบ้าง หรือลูกรับกรรมแทนมารดาบิดาบ้าง ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น กรรมของผู้ใด ผลย่อมเป็นของผู้นั้น จะรับผลกรรมแทนกันไม่ได้ ไม่มี 

มารดาบิดาทำไม่ดี ทำบาปทำอกุศล ยังอยู่ดีมีสุขเพราะผลของบาปอกุศลยังส่งไปไม่ถึง แต่บุตรธิดาที่ไม่ทันได้ทำบาปทำอกุศล กลับต้องมีอันเป็นไปต่างๆ นั้น นั่นเป็นเรื่องการรับผลของบาปอกุศลที่ทำไว้ในภพชาติก่อน ที่ตามมาส่งผลในภพชาตินี้แน่นอน 

บุตรธิดาผู้ได้รับผลไม่ดีต่างๆ นานา ต้องทำกรรมไม่ดีไว้ในภพชาติหนึ่งแน่นอน แต่เราไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น ไม่ใช่บุตรธิดารับผลกรรมแทนมารดาบิดา 

ผู้ที่จะเกิดร่วมกัน เป็นแม่เป็นพ่อเป็นลูกกัน ต้องมีกรรมดี กรรมชั่วในระดับเดียวกัน ไม่แตกต่างห่างไกลกัน จึงทำให้เหมือนลูกรับกรรมแทนแม่พ่อผู้ทำบาปอกุศล 

ลูกที่มารับผลไม่ดีต่างๆ ขณะที่แม่พ่อเป็นผู้ประกอบกระทำกรรมไม่ดี นั่นเพราะกรรมไม่ดีของลูกส่งผลทันในระยะนั้น จึงทำให้ยากจะเข้าใจได้ จึงทำให้เกิดความเข้าใจสับสนกันมาก กรรมของคนหนึ่ง ผลจะไม่เกิดแก่อีกคนหนึ่งแน่นอน
………………….

คัดลอกจาก “อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม” พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิด ‘คำอธิษฐาน ขอพรขึ้นปีใหม่’ หลวงพ่อฤษีลิงดำ วัดท่าซุง

Posted on January 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/625781

เปิด 'คำอธิษฐาน ขอพรขึ้นปีใหม่' หลวงพ่อฤษีลิงดำ วัดท่าซุง

วันศุกร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.30 น.

วันที่ 1 มกราคมของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ หลายคนไม่รู้ว่าจะอธิษฐานอย่างไรดีให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน รวมทั้งโชคลาภ วันนี้ “แนวหน้าออนไลน์” ขอน้อมนำเอา  “คำอธิษฐาน ขอพรขึ้นปีใหม่’ ของ “พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน” หรือที่รู้จักกันว่า “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ที่มีการเผยแพร่อย่างแพร่หลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมานำมาเป็นตัวอย่างในการคำอธิษฐาน ขอพรปีใหม่กัน ซึ่งหลวงพ่อฤษาลิงดำ ได้ให้ไว้ดังนี้ 

“ด้วยอำนาจแห่งผลบุญที่ข้าพเจ้า เคยทำมาแล้วตั้งแต่ต้น จวบจนปัจจุบันนี้ และอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย โปรดช่วยให้สิ่งที่ไม่ดีต่างๆ ความยากจน ความขัดข้อง ความทุกข์และอัปมงคลทั้งปวง จงสลายไป จงหมดไป พร้อมกับปีเก่า ณ บัดนี้โดยฉับพลันเถิด และขอให้สิ่งที่เป็นสิริมงคลอันประเสริฐ จงมาปรากฏแก่ข้าพเจ้าและครอบครัว สิ่งที่ดีทั้งหมด ความร่ำรวย ความสุข ธุรกิจการงาน เจริญรุ่งเรือง ขอให้มีแต่ความคล่องตัวทุกอย่าง ในปีใหม่นี้ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คำว่า ไม่มี ไม่สำเร็จ ไม่สมปรารถนา จงอย่าปรากฏ แก่ข้าพเจ้าและครอบครัว ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน…” 

คำอวยพรวันขึ้นปีใหม่ ของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่หลุย’ ได้ ‘หลวงปู่สิงห์’ ศิษย์รุ่นใหญ่ของ ‘หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต’ เป็นอาจารย์

Posted on December 31, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/625649

'หลวงปู่หลุย' ได้ 'หลวงปู่สิงห์' ศิษย์รุ่นใหญ่ของ 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' เป็นอาจารย์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.49 น.

คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต ผู้เขียนหนังสือ “จันทสาโรบูชา” ชีวประวัติ ปฏิปทา และธรรมเทศนา พระคุณเจ้าหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ได้เขียนประวัติของหลวงปู่หลุยไว้ว่า…. พรรษาที่ 7-8 พ.ศ.2474-2475 ในกองทัพธรรม พ.ศ.2474 จำพรรษา วัดป่าบ้านเหล่างา ต.บ้านเหล่างา จ.ขอนแก่น พ.ศ.2475 จำพรรษา วัดป่าศรัทธาราม ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา

หลวงปู่ (หลวงปู่หลุย) กล่าวว่า เป็นการเคราะห์ดีอย่างยิ่งที่บังเอิญเจ้าภาพที่หล่มสักนั้นได้นิมนต์ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ไปร่วมงานศพในครั้งนั้นด้วย หากไม่มีพระเถระช่วยให้สติปรับปรุงแถมยังคอยควบคุมตัว ท่านว่า ไม่ทราบว่าจะรอดพ้นปากเหยี่ยวปากกามาได้หรือไม่ ท่านได้เห็นจริงในตอนนั้นว่า มาตุคามเป็นภัยแก่ตนอย่างยิ่ง เมื่อพระอานนท์กราบทูลถามสมเด็จพระพุทธองค์ว่า ควรปฏิบัติต่อมาตุคามเช่นใดพระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “ไม่ควรมอง ถ้าจำเป็นจะต้องมอง ก็ไม่ควรพูดด้วย ถ้าจำเป็นจะต้องพูดด้วย ก็ให้ตั้งสติ” ท่านตรัสบอกขั้นตอนปฏิบัติต่อมาตุคามเป็นลำดับๆไป แต่นี่หลวงปู่เพียงโดนขั้นแรก มองก็ถูกเปรี้ยงเสียแล้ว ถ้าเป็นนักมวยเพียงขึ้นเวทียังไม่ทันจะเริ่มต่อยก็ถูกน็อค

ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม นี้เป็นศิษย์รุ่นใหญ่ของท่านพระอาจารย์มั่น ต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นที่พระญาณวิศิษฏ์ ท่านได้เห็นพระรุ่นน้องแสดงกิริยา ดูน่ากลัวว่าจะพ่ายแพ้อำนาจของกิเลส ถ้าเป็นนักสู้ก็เป็นนักสู้ที่ยินยอมจะให้เขายกกรีธาพาเข้าสู่ที่ประหารชีวิตแต่โดยดี ไม่พยายามฝืนต่อสู้แต่อย่างใด ท่านจึงควบคุมนักโทษ “ซึ่งเป็นนักโทษหัวใจ” ผู้นั้น รีบหนีออกมาจากสถานที่เกิดเหตุ คือ เมืองหล่มสักโดยเร็วที่สุด เที่ยววิเวกลงมาตามป่าตามเขา และเร่งทำตบะความเพียรอย่างหนัก 

ท่านพระอาจารย์สิงห์สนับสนุนให้หลวงปู่อดนอน อดอาหาร เพื่อผ่อนคลายความนึกคิดถึงมาตุคามให้เร่งภาวนาพุทโธ…พุทโธ ถี่ยิบ และนั่งข่มขันธ์ แต่ความกลับกลายเป็นโทษ เคราะห์ดีท่านไม่ตามนิมิต ซึ่งแทนที่จะยอมสิโรราบตามเคราะห์กรรมที่มีอยู่เช่นนั้น เพราะเคยมีกรรมต่อกันมาเช่นนั้น ทำให้พอเห็น ก็มืออ่อนเท้าอ่อน ยอมตายง่ายๆ ท่านกลับเข้าหาครู เชื่อครู เล่านิมิตถวาย ท่านพระอาจารย์สิงห์ท่านได้โอกาส จึงได้อบรมกระหน่ำเฆี่ยนตีทันควัน

ท่านกล่าวว่า ตัวท่านผ่านเหตุการณ์อันน่าสยดสยองมาได้แล้ว เมื่อมองย้อนกลับไป จึงได้คิดว่า ผู้ที่มีญาณซึ่งสามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ในอดีตก็ดี หรือเห็นภาพอนาคตก็ดี หากผู้ล่วงรู้อดีต อนาคตนั้นไม่มีคุณธรรมมั่นคงแข็งแรง ก็อาจจะเป็นผลเสียได้ อยู่ดีๆ เกิดไปรู้ว่า เคยชอบเคยรักกับใครก็จะลำเอียงไปตามนั้น ถ้าไปพบว่ามีเรื่องผูกพันกัน โกรธกัน ไปรู้เข้า ก็จะยุ่งแน่ ดังเช่นเกิดญาณรู้ว่า คนนั้นเคยมาข่มเหงเรา ฆ่าเรา พอรู้เข้าในชาตินี้ กลับอยากจะอาฆาตเตรียมตัวที่จะไปข่มเหงเขา ฆ่าเขาตอบแทนเรื่อยๆ นี่แหละท่านถึงไม่ให้ปุถุชนคนกิเลสหนาปัญญาหยาบได้ล่วงรู้ถึงอดีต รู้ถึงอนาคต ด้วยจิตยังมีรักหลงริษยาอาฆาตโกรธแค้นต่อกันอยู่

ช่วงระยะเวลาเหล่านั้น ระหว่างท่านพระอาจารย์มั่นกำลังหลบจากเขตอีสาน ขึ้นไปวิเวกอยู่ทางภาคเหนือ ในเขตจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ได้จัดตั้งกองทัพธรรมสั่งสอนประชาชนทางภาคอีสานให้รู้จักพระพุทธศาสนาที่แท้จริง เพื่อให้เลิกถือผีไท้ ผีฟ้า ผีปู่ย่า กลับมารับพระไตรสรณคมน์ให้มากขึ้น พระกัมมัฎฐานท่านมาชุมนุมกันที่วัดป่าบ้านเหล่างานั้นมาก  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘อานาปานสติ’ ทำให้มากเจริญให้มากบรรลุธรรมได้ : ‘หลวงตาศิริ’วัดถ้ำผาแดงผานิมิต

Posted on December 31, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/625479

'อานาปานสติ' ทำให้มากเจริญให้มากบรรลุธรรมได้ : 'หลวงตาศิริ'วัดถ้ำผาแดงผานิมิต

วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.26 น.

“หลวงตาศิริ อินฺทสิริ” เจ้าอาวาสวัดถ้ำผาแดงผานิมิต บ้านดงเย็น ต.บัวเงิน อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เมตตาเทศนาธรรม หัวข้อ “การเจริญอานาปานสติ” ที่ศาลาทรงธรรม วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)  ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไกลจากกิเลสตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ซึ่งเป็นครูผู้สอนมนุษย์ และ เทวดา ทั้งหลายด้วยเศียรและเกล้า ขอกราบนมัสการครูบาอาจารย์ฯ พระเถรานุเถระ ด้วยความเคารพอย่างสูง

ขอเจริญพรมายังญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา ผู้สนใจในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า วันนี้ก็มีโอกาสได้มาพูดธรรมะ แสดงธรรมะ จะพูดเรื่อง “อานาปานสติ” เที่ยวก่อนก็พูดเรื่องนั้นเรื่องนี้หลายเรื่อง วันนี้จะพูดเรื่องอานาปานสติ

อานาปานสติเป็นคำสอนของ “พระพุทธเจ้า” ท่านสอนลงที่อานาปานสตินี่เอง คงได้ยินเข้าใจหมด อานา ก็แปลว่า “ลมเข้า” , “ปานะ” ก็แปลว่า “ลมหายใจออก ซึ่งเป็นภาษาบาลี เขาเรียกว่า อัสสาสะ คือ ลมหายใจเข้า ปัสสาสะ คือ ลมหายใจออก ทำไมจึงเอา “อานาปา” มา ก็เพราะว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยอานาปานสติ ไม่ได้ตรัสรู้ที่อื่น หรือบางทีก็เรียกว่า ตรัสรู้ด้วย “อริยสัจสี่” “อานาปานสติ” นี่แหละ กับ “อริยสัจสี่” คือ อันเดียวกัน จึงพูดได้สองแง่ สองมุม บางทีก็ตรัสรู้ด้วยอานาปานสติ บางทีก็ตรัสรู้ด้วยอริยสัจสี่ ซึ่งนำมาสอนเราท่านทุกวันนี้ 

“อานาปานสติ” เป็นศูนย์รวมของธรรมทั้งหลาย พระสูตรก็อยู่นี่ พระวินัยก็อยู่นี่ พระปรมัตถธรรมก็อยู่นี่ ไม่ได้อยู่ที่อื่น พระสูตรก็คือ สูดลมเข้านี่เอง ง่ายไหมล่ะพระสูตร เห็นลมหายใจเข้าก็เรียกว่า เราล่ะได้พระสูตรอยู่ เรียนพระสูตรอยู่  เห็นลมหายใจออก เราก็ได้ว่า เราศึกษาพระวินัยอยู่ พระสูตร (พระสูด) ก็คือ ลมเข้า พระวินัยก็คือ หายใจออก ส่วนองค์พระปรมัตถธรรม คือ กิจแท้แต่เดิมของเราก็อยู่ในลมหายใจนี้่เอง คือ พุทโธ เคยได้ยินไหมล่ะ “พุทโธ” จิต คือ ผู้รู้ อาศัยอยู่ในลมหายใจ ผู้รู้นี่แหล่ะ เรียกว่า พุทโธ เพราะฉะนั้น “อานาปานสติ” นี่แหล่ะ จึงเป็นศูนย์รวมของธรรม พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ อยู่ใน “ลมหายใจ” ทั้งนั้นเลย

พวกเราท่านทั้งหลาย ยังไม่เข้าใจเรื่อง “ลมหายใจ” ท่านจึงบัญญัติว่า “อานาปานสติ” เมื่อบุคคลใดเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมได้ “เจโตวิมุติ” , “ปัญญาวิมุติ”  จิตหลุดพ้นจากขันธ์ 5 สิ้นอาสวะกิเลสในทิฐะธรรมนี้ หรือ หากมี “อุปธิ” เหลืออยู่ ก็ได้เป็นพระโสดาบัน ก็ได้เป็นพระอนาคามี ง่ายๆลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ถ้าใครทำให้มาก เจริญให้มาก ก็ได้ “เจโตวิมุตติ” , “ปัญญาวิมุตติ” จิตหลุดพ้นจากขันธ์ 5 สิ้นอาสวะกิเลสได้ หรือ “อานาปานสติ” บุคคลใด เจริญ ทำให้มากแล้ว หรือ อานาปานสติบริบูรณ์แล้วนั่นล่ะ ทำให้มากก็เรียกว่า “บริบูรณ์” บริบูรณ์แล้วย่อมได้สติปัฎฐาน 4 เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต ธรรมในธรรม สติปัฎฐาน 4 ก็บริบูรณ์ขึ้นมา

เมื่อสติปัฎฐาน 4 บริบูรณ์แล้ว ย่อมได้ “โพชฌงค์ 7” บริบูรณ์ เมื่อโพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ ย่อมได้ปัญญา ย่อมได้วิชชาบริบูรณ์ขึ้น เมื่อวิชชาบริบูรณ์ ย่อมได้วิมุตติ หลุดพ้นจากขันธ์ 5 จึงวันนี้ก็ได้ลองฟัง แล้วน้อมนำเอาไปประพฤติปฏิบัติ ฟังเฉยๆ หันหน้ามาฟังผู้เทศน์ ไม่ให้เข้าสมาธิฟัง เข้าสมาธิฟัง เดี๋ยวก็ง่วงนอน เดี๋ยวก็หาวนอน คอพับ หลับไป มันไม่มีประโยชน์ ให้มีสมาธิในการฟัง เข้ากับการฟัง กับเข้าสมาธิในการฟัง คนละอย่างน่ะ 

เข้าไปเข้ามาก็เหมือนกับ “ไก่ตายห่า” คอตกลงไหมล่ะ ไมได้เรื่องเลย แทนที่จะจำเอาอันนี้ อันนั้นนิดหน่อย พอไปปฏิบัติ ได้มาฟังแล้ว อานาปานสติ บุคคลใดเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมได้ “เจโตวิมุตติ” ทำยังไงจึงจะได้เจโตวิมุตติ เจโตวิมุตติ คือ อะไรล่ะ แปลว่า อะไร 

เจโต ก็แปลว่า จิต วิมุตติ หลุดพ้น จิตหลุดพ้นจากขันธ์ 5 ง่ายๆ นี่น่ะ ไม่ใช่เป็นของยากอะไร ทีนี้เราไม่รู้จัก “ขันธ์ 5” มันหลุดพ้นได้ยังไง นี่ขันธ์ 5 ใช่ไหมล่ะ ขันธ์อันนี้ เป็นขันธ์หยาบ ขันธ์ขั้นกามโลก ขันธ์หยาบ ขันธ์แก่ ขันธ์เน่า ขันธ์เฒ่า ขันธ์เหม็น เนี่ย ใช่ไหม ไม่มี ไม่อะไร ไม่มีไม่เหม็นออกมา นี่ คำว่าขันธ์ 5 ในที่นี้ พระพุทธองค์หมายเอา “ลมหายใจ” คือ รูปธรรม ลมหายใจ คือ กายใน ฟังออกไหมล่ะ กายใน หรือ รูปธรรม จิตอาศัยอยู่ในลม อาศัยอยู่ในใจ เรียกว่า “นามธรรม” นี่ลมหายใจ จะมีจิตอยู่ในนี้ คือ ผู้รู้ เข้าใจไหมล่ะ มีผู้รู้อยู่ไหมล่ะในลม ถ้าไม่มีผู้รู้ ออกไปก็ตาย นี่ จิต คือ ผู้รู้ อาศัยอยู่ใน “ลมหายใจ”

ลมหายใจ เรียกว่า “กายละเอียด” กายใน จิตอยู่ในลม เรียกว่า ใจ กายกับใจ เรียกว่า “ขันธ์ 5” ได้ไหม รูปธรรม นามธรรม เรียกว่า “ขันธ์5”  นี่ไม่ได้อยู่ที่อื่นน่ะ พระองค์จึงสอนลงที่นี่ เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำลงที่ลมหายใจ มันก็ไม่ยากอะไร ลมหายใจ คือ รูปธรรม นามธรรม คือ ขันธ์ 5 ก็เอาสติมาระลึกรู้ หรือ จับเอาลมหายใจ มีสติ มีจิต มีลม 3 อัน มาตั้งไว้ที่ปลายจมูก หรือ อก หรือ หน้าผาก แล้วแต่ใครจะเรียก ตั้งที่ไหน ตั้งไว้ ให้เห็นลมเข้า ลมออก มีสติรู้ลม เห็นเราอยู่ เข้าออกอยู่อย่างนั้น ทั้งกลางวัน กลางคืน ยืนเดิน นั่ง นอน เรียกว่า “ภาวนา” เท่านั้น ไม่ได้ยากอะไร นี่ละภาวนา มันจะหลุดพ้นได้ยังไง ทีนี้ ขันธ์ 5 เวลาลมเข้าไป ลมหายใจเข้าไป มันก็เห็นขันธ์ 5 ใช่ไหม เรียกชื่อใหม่น่ะทีนี้ เรียก “ลมหายใจ” ว่า ได้ยินไหมทางนั้นน่ะ หรือ นอนหลับอีกแล้ว เรียกว่า “ขันธ์5” เกิด ออกมาก็เรียกว่า ขันธ์ 5 ดับ เกิดแล้วก็ดับ นี่ ขันธ์ 5 
ตลอดวัน ไม่มีอะไรเกิด มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ตลอดวัน นี่ มันเกิด มันดับ นี่เรียกว่า “ทุกข์”

เข้าใจไหม ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป เกิดดับ เกิดดับ อยู่อย่างนี้ ขันธ์ 5 เกิดกับดับพร้อมกัน ปั๊บ เข้าใจบ้างไหม รู้จักขันธ์ 5 หรือยัง “ลมหายใจ” พระองค์เรียกว่า กาย กายใน ฉะนั้น ผู้ใดนำเอาลมหายใจนี้มา เอา “สติ” คุมจิตมารู้กับ “ลมหายใจ” เข้าออก เข้าออก เกิดตายๆ อยู่อย่างนี้ มันยากไหมล่ะ ทีนี้ ง่ายไหม ง่ายไหม มีทุกคน “ลมหายใจ” ทำไมไม่ง่าย ใครเอาสติมาระลึกรู้ลม ทุกคนก็ต้องเห็น ทุกคนก็ต้องเห็นทุกคน เพราะมีสติอยู่ทุกคน เกิดดับๆ ท่านให้ทิ้งอดีต อดีต คือ อะไร คือ ความคิด ความจำได้หมายรู้ในอดีต ไม่ให้ส่งจิตไปนึกถึงอดีต ทีนี้อนาคต เรื่องในอนาคตไม่ให้เอาเข้ามา ง่ายๆเท่านี้ ให้รู้อยู่กับ “ปัจจุบัน” ปัจจุบัน ณ ธรรม หมายถึง ขันธ์ 5 เกิดดับนี่เอง รู้จัก “ขันธ์ 5” หรือยัง ขันธ์ละเอียด ขันธ์มันซ้อนกันอยู่ 4 ขันธ์น่ะ ให้เข้าใจน่ะ ชาวพุทธเราไม่รู้จักขันธ์ 5 ก็แย่ หนึ่ง ขันธ์ขั้นกามโลก นั่งอยู่นี่ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ก็เกิดกามขึ้นมา ยินดี ยินร้ายขึ้นมา

ขันธ์ขั้นละเอียด คือ “ลมหายใจ” เกิด ตาย เกิด ตาย อยู่อย่างนั้น ขันธ์ขั้นสุขุม คือ เราเข้าสมาธิได้รูปฌาณ รูปฌาณ รูปจิต ไม่มีกายหยาบ มีแต่รูปกับจิต เรียกว่า รูป พรหม รูปฌาณ ขั้นละเอียด อรูปฌาณ ขันธ์มันจะซ้อนอยู่ในนี้ ทั้ง 5 ขันธ์ บางทีจิตเราก็ไปเกิดอยู่กามโลก นั่งอยู่เนี่ย บางทีก็ไปเกิดอยู่พรหมโลก รูปพรหม ว่างนิดหน่อยเท่านั้น นิดเดียว เท่านั้น ไปถึงแล้ว รูปพรหม อรูปพรหม ช่วงคู้แขน เหยียดแขนเท่านั้นเอง วันหนึ่งๆ จิตมันจะท่องเที่ยวอยู่ สามแดนโลกธาตุนี่เอง กามโลก รูปโลก อรูปโลก ตลอดวัน บางที “จิต” นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้เข้าสมาธิ ว่าจะพาเจ้าของเข้าสมาธิ มันว่างไปเอง แว๊บไปถึงพรหมโลก แว๊บไปถึงอรูปพรหม 

นี่ทีนี้ เรามาพูดเรื่อง “ลมหายใจ” คือ กายใน คือ ขันธ์ 5 จำได้แท้ๆแล้วเน๊าะ ขันธ์ 5 เกิด ดับ เกิด ดับ เกิด ตาย มันตายยังไง พอมันเข้าไปแล้ว มันออกมา ลมกับจิตวิ่งเข้าไป เขาเรียกว่า “ขันธ์ 5” เกิด ออกมาตาย ตัวลมออกมา กับจิตออกมา จิตจะมาอยู่ตรงนี้ พ้นปลายจมูกนิดหน่อย จิตไม่อยู่ในกายน่ะ แป๊บเดียว เข้าเรียกว่า เรานี่ล่ะ เกิด ตาย เกิด ตาย นี่คำว่า ตาย พระองค์ (องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมณโคดมบรมครู) เรียกว่า ขณิกะมรณัง ตายชั่วขณะเดียว เราจึงไม่ตกใจ เคยเห็นเจ้าของตายไหมล่ะ เคยเห็นไหม ถ้าไม่เคยเห็นก็ หายใจออกมา วิญญาณจะมาทิ้งซากศพเอาไว้นี่ ชั่วคราว เขาเรียกว่า ตายแบบปกปิด “ปฏิจฉันนะ”

ถ้าออกไปเลย กับลมไปเลย ไม่เข้ามา  ก็เรียกว่า ตายแบบเปิดเผย “อัปปฏิจฉันนะ” ตายแบบไม่ปกปิด วิ่นๆลมเท่านั้น ตายแบบปกปิด ตายแบบไม่เปิดเผย นี่เรียกว่า ตายแบบปกปิด ถ้าใครทำไปทำมา อดีตไม่เอามา พระองค์ว่า “อดีต คือ ความฝัน” “ปัจจุบัน คือ ความจริง” “อนาคตยังไม่มาถึง แน่นอนไหม” ว่าจะไปนั่นไปนี่ พรุ่งนี้ บางทีได้ไปจริงไหมล่ะ ไม่แน่นอน ไม่เอามา ท่านให้อยู่ปัจจุบัน ให้เห็นปัจจุบัน ณ ธรรม หมายถึง ขันธ์ 5 เกิด ดับ เกิด ดับ หรือ เรียกว่า อัสสาสะ ปัสสาสะ นี่ ง่ายๆนี่ ดูไปดูมา 

“ลมหายใจ” คือ ขันธ์ 5 ลมหายใจจะเบาลงๆ ไม่ให้ผงะออกหนี   จากกันน่ะ ผงะออกไปก็จับมาใส่ อดีตคุมจิตมันรู้อยู่นี่ จิตมันหนีไปไหนไม่ได้ มันก็หมอบเฝ้าอยู่กับลม ลมหายใจก็จะเบาลงๆ เรียกว่า “กายลหุ”

เมื่อที่สุดเบาลงๆ ก็เรียกว่า “กายระงับ” จิตระงับ ความนึกคิดปรุงแต่งดับลง กายละเอียด ดับลง เมื่อกายละเอียดดับลง กายหยาบอยู่ไม่ได้ ดับลงพร้อมกัน จึงว่า กายระงับ จิตระงับ เราก็ได้เห็นแต่ “ลมหายใจ” ระงับดับลง ก็เหลือแต่ความรู้ รู้ รู้ รู้ เท่านี้ เด่นขึ้น เด่นขึ้น ก็เรียกว่า ได้เจโตวิมุตติ นี่ที่เรียกว่า บุคคลเจริญแล้ว ให้มากแล้ว ได้ “เจโตวิมุตต”” มันได้อย่างนี้ ลองไปทำดูเน้อ จำได้ไหมล่ะ 

“วิมุตติ” แปลว่า หลุดพ้น หลุดพ้นจากขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ในที่นี้ หมายถึง ขันธ์ละเอียด คือ ลมหายใจ ขันธ์หยาบๆ เราจะดับไม่ได้ เหมือนพระองค์ตรัสไว้ หักด้ามพร้า อะไรคือ ด้ามพร้า รู้จักด้ามพร้าไหม เหมือนหักด้ามพร้าใส่หัวเข่า มันจะหักไหมล่ะ ไม่หัก ดับขันธ์ 5 ด้วยตรงๆเลยไม่ได้ เหมือนดับด้ามพร้าใส่หัวเข่า ย่อมดับไม่ได้ หักไม่ได้ ท่านจึงให้อุบาย ให้ดับลมหายใจแทน เข้าใจไหมล่ะ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สติทำให้เกิดคุณธรรม ‘หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ’ เทศนาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปี 65

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/625278

สติทำให้เกิดคุณธรรม 'หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ' เทศนาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปี 65

วันอังคาร ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.25 น.

“ศูนย์การค้าเซ็นทรัล สาขาแจ้งวัฒนะ” ได้จัดทำบุญใหญ่ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ซึ่งนิมนต์พ่อแม่ครูอาจารย์ฯพระกัมมัฎฐานทั่วประเทศ เพื่อรับบิณฑบาต และฉันจังหันตามธรรมวินัยของพระสายป่า และตามรอยปฏิปทาขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต โดยในงานนี้ “พระราชสุเมธี” หรือ หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ เจ้าอาวาสวัดภูตูมวนาราม ต.ทรายขาว อ.วังสะพุง จ.เลย เมตตาเทศนาธรรม และพระครูเกษมวรกิจ หรือ “หลวงพ่อวิชัย เขมิโย” เจ้าอาวาสวัดถ้ำผาจม อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมตตาทำพิธีสวดมนต์สืบชะตาแบบล้านนา เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่พุทธศาสนิกชน

ทั้งนี้ หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ เมตตาเทศนาธรรมหัวข้อ “สติทำให้เกิดคุณธรรม” แก่สาธุชนญาติโยมที่มาร่วมตักบาตรและฟังพระธรรมเทศนา เรียกว่า “ภาวนา” ก็จะเกิดขึ้น ภาวนามยปัญญาก็จะเกิดขึ้น ภาวนา คือ ได้คุณธรรม เกิดขึ้นกับตัวเราพร้อม เราหวัง “คุณธรรม” มิใช่หรือ เราจะต้องหวังเอาบารมีธรรม และคุณธรรมให้มันเกิดขึ้นกับตัวเรา ดังนั้นก็ให้มีสติซะก่อน เมื่อเรามีสติตั้งมั่น มั่นคง และคงที่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะเกิดขึ้น เดี๋ยวนี้การฝึก “สติ” มีเกิดขึ้นทั่วโลกไม่ว่า “อเมริกา” หรือ “ยุโรป” ก็เริ่มขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ญาติโยมทั้งหลาย ก่อนส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่นี้ ขอให้ทุกท่านจงมี “สติ” เมื่อมี “สติ” “สัมปชัญญะ” ก็เกิด ทั้งสติและสัมปชัญญะ เป็นอาการมาจาก “จิต” ดวงจิตของเรานี้ มีตัวตนไหม ดวงจิตของเรา เป็น “นามธรรม” มีความรู้สึก เหมือนเราใช้คลื่นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าคลื่นเสียง คลื่นภาพ ที่เราใช้มือถือกันอยู่ทุกวัน ก็มันก็ล้วนแต่ มันมีตัวตน แต่มันเป็น “นามธรรม”

จิตของเราก็เป็น “นามธรรม” ดังนั้น เมื่อเราฝึกสติของเราให้คงที่แล้ว จิตของเราก็คงที่ “จิต” ก็จะเป็น “ตัวรู้” ก็จะเป็น “ตัวคิด” สั่งงานมาที่มันสมองในร่างกายของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะเกิดขึ้น ดังนั้นขอให้ทุกท่านจงมี “สติ”

วันนี้ “เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ” ได้จัดกิจกรรมก่อนเพื่อน ในการทำบุญตักบาตร “พระสุปฏิปันโน” ในคราวนี้ ก็นับว่าได้ให้พวกเราได้มาพบปะครูบาอาจารย์ฯเป็นจำนวนมาก มาจากหลายถิ่น มาจากหลายจังหวัด ครูบาอาจารย์ฯเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นศิษย์สายพระกัมมัฎฐานก็ได้สืบสานการปฏิบัติ มีอายุพรรษา ตั้งแต่ 60 พรรษาขึ้นไป เรื่อยเลยมา ที่เราได้เห็นอยู่นี้ ท่านได้บำเพ็ญบุญบารมีมามาก ดังนั้น การเห็น “สมณะ” จึงเป็นมงคล “สมณานญฺจะ ทสฺสนํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ” (สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง) การเห็นสมณะเป็น “มงคล” หนึ่ง เราได้กราบ สองเราได้ นมัสการ การกราบ เราได้กราบพระ 3 หน นมัสการ เราได้กระทำการอัญชลี ประนมมือ ทำการกระพุ่ม เวลากล่าว ยกมือไหว้ ด้วยว่าเราได้ทำกายอันนอบน้อม บุญทางกายเกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น การเห็นสมณะเป็นมงคลก็อย่างนี้

แม้เราได้รับพร พรสี่ประการ อายุ วรรณะ สุขะ พละ อายุ ก็คือ ให้มีอายุยืนยาวนาน วรรณะก็ให้มีความผ่องใส มีความสง่างาม ในบุคลิกลักษณะ วรรณะ แล้วทีนี้ “ความสุข” สุขกาย สบายจิต อายุ วรรณะ สุขะ พละ พละก็คือกำลัง กำลังที่นี่ คือ หนึ่ง กำลังกาย สอง กำลังใจ สามกำลังแห่งปัญญา มันก็จะเกิดขึ้น กำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ กำลังปัญญา สี่กำลังก็จะเกิดขึ้น ดังนั้นในแต่ละวัน ในแต่ละเดือน เราได้รับพรจากครูบาอาจารย์ฯนั้นกี่ครั้ง เราก็ต่ออายุของเราได้ไป ก็มีอายุยืนตามอายุขัย ทุกวันนี้ คนเรามีอายุประมาณ 25,550 วัน เท่ากับอายุ 70 ปี เท่านั้น แต่ใครเกินอายุ 70 ปี หรือ 80 ปี แล้วก็บวกอายุแต่ละวัน แต่ละปีเข้าไป อายุของคนทุกวันนี้ อายุ 25,550 วัน เราหมดไปแล้วกี่วัน นี่คือ เราต่ออายุจากการที่เราได้รับพรจากครูบาอาจารย์ฯ จิตใจเบิกบาน การหายใจเข้ายาว การหายใจออกยาวนี้ ก็ทำให้ “หัวใจ” ของเราได้พัก คือ มันจะเต้นช้าลง หายใจเข้าไปสุดเฮือก แล้วก็หายใจออกยาวๆ ก็ทำให้หัวใจเต้นช้าลง เมื่อหัวใจเต้นช้า ก็ได้พักผ่อนไปในตัวเสร็จ ก็ทำให้ยืนไป

ในบรรดาสัตว์ที่เกิดมาในโลกนี้ มนุษย์ก็มีอายุเพียง 70 ปี ไม่เกิน 100 ปี ช้างสัก 100-150ปี แต่เต่ามีอายุยืน 200-300 ปี เพราะเต่านั้นหายใจช้า หายใจเข้าช้า หายใจออกช้า ทีนี้ เราฝึกสติ เราหายใจเข้ายาว เราหายใจออกยาว มันก็จะได้พักผ่อน คือว่า หัวใจจะได้พักผ่อน ก็ทำให้มีอายุยืนเข้าไป เนี่ยอายุได้แล้ว วรรณะ มีผิวพรรณวรรณะผ่องใส มีบุคลิกสง่างาม สุขขะ ความสุขกายสบายจิต แล้วก็ พละ กำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังปัญญา มันก็จะพัฒนาขึ้นในดวงจิตของเรา เมื่อ “จิต” ของเราสงบแล้ว อันนี้แหละ

จึงฝากไว้กับสาธุชนทั้งหลาย ก่อนสิ้นปีเก่า แล้วก็ต้อนรับปีใหม่ ขอให้ชีวิตของท่านจงสดใส ขอให้ทุกคนมีอายุยืนยาวนาน ตามอายุขัย ขอให้มีวรรณะผ่องใส มีบุคลิกสง่างาม ผิวพรรณวรรณะเปล่งปลั่ง แล้วก็กำลัง ก็ขอให้มีกำลังกายที่ดี มีกำลังใจที่มั่นคง มีกำลังทรัพย์ มีกำลังปัญญา ฝากไว้สุดท้าย คือ หนึ่ง เราจะต้องเด็ดเดี่ยว, สอง เราจะต้องเด็ดขาด, สาม เราจะต้องเชื่อมั่นในตัวเอง 3 ประการนี้ มีอยู่กับบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมจะสัมฤทธิ์ผลในการประกอบอาชีพ แม้กระทั่งในการปฏิบัติธรรม เราอยู่ทุกวันนี้ เราเกิดมาเพื่อเสวยผลกรรม และ สร้างกรรมใหม่ต่อไป ดังนั้น จึงขอฝากไว้กับญาติโยมทั้งหลาย ในวาระส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

ขอความสวัสดี มีโชค มีชัย ความเจริญรุ่งเรือง ด้วยคุณธรรมที่ท่านมีอยู่แล้ว ขอบุญบารมี ที่ท่านได้ประกอบกระทำในวันนี้ด้วย ในอดีตด้วย และ จะกระทำในอนาคตด้วย จงเป็นพละวะปัจจัยเสริมส่งให้ทุกท่านเจริญ รุ่งเรือง ในธุรกิจหน้าที่การงาน พรั่งพร้อมไปด้วยสมบัติพัสถาน ความทุกข์อย่าได้ ความเจ็บไข้อย่าเกิดมี ความขัดสนจนอับ อย่าปรากฎ คำว่าไม่มี ขออย่าให้ได้ยิน ในที่ที่ไปแล้ว และ ไปแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลาย จงชนะตลอด ปลอดภัยเสมอ พบเจอแต่คนดี และสิ่งที่ดี มั่งมีศรีสุข ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน ร่ำรวยด้วยเงินและทอง ผ่องใสในจิต ไม่มีมิตร ไม่มีศัตรู เมื่อท่านยังดำรงชีพอยู่ในโลกนี้ ก็ขอให้มีสุขภาพ พลานามัย สุขสมบูรณ์ ตลอดไป และ ในที่สุดขอให้ทุกท่านที่มาพร้อมกันในที่นี้ จงได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุคุณธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเร็วพลันในชาติปัจจุบันนี้ จงทุกๆท่านเทอญ

ภายในงาน หลวงพ่อวิชัย เขมิโย เจ้าอาวาส วัดถ้ำผาจม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้ทำพิธี “สวดมนต์สืบชะตาแบบล้านนา” และก่อนพิธีสวดจะเริ่มขึ้น ท่านเมตตาเล่าให้ญาติโยมฟังถึงการสวดมนต์สืบชะตาแบบล้านนาดังต่อไปนี้

ญาติโยมสาธุชน ผู้มีบุญทุกท่าน พุทธมนต์ที่จะสวดให้โยมนั้น เป็นประเพณีของชาวล้านนา ทุกงานเขาจะให้สวดมนต์ สะเดาะเคราะห์บูชาโชค สืบชะตา บ้านเมืองของเราวุ่นวาย ก็ให้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ถือว่าเป็นบุญอันสำคัญ สมัยครั้นพุทธกาล โยมน่ะ เมืองไวสาลี หรือ เมืองเวสาลี เกิดโรคระบาด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พระอานนท์ไปสวดพระคาถานี้ เพราะเมืองไวสาลี เหมือนแผ่นดินพลิกใหม่ แผ่นดินเก่าไม่มีเลยคุณโยม พอสวดอันนี้จบก็แสดง ปรากฎว่าโรคภัยไข้เจ็บหยุดชะงักเลย ทางเหนือก็เลยเอามาเป็นบทอันสำคัญ นะคุณโยมน่ะ เพราะฉะนั้น บทนี่ก็เป็นบทที่พระพุทธเจ้าให้ “สุปติฏฐิตะเทพบุตร” เพราะเหลืออีก 7 วัน ท่านก็จะหมดบุญบนสรวงสวรรค์ ได้มาเกิดบนโลกมนุษย์นี้ จะเป็นเต่า เป็นสุนัข ล้วนแต่หูหนวก ตาบอดทั้งนั้น เพราะกรรมท่านทำไว้

พอท่านเอาไปเจริญบทนี้พอ 7 วันก็ไม่ได้หมดบุญในสรวงสวรรค์ ต่ออีกโยม จนถึงศาสนาพระศรีอาริยเมตตรัย “สุปติฏฐิตะเทพบุตร” นี่จึงจะได้ลงมาเกิด ได้ฟังธรรมครั้งเดียวก็ได้เป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นเป็นบทที่สำคัญขอให้โยมทุกท่านตั้งใจฟัง เวลาหายใจเข้า เราจะนึกว่าความดีทั้งหลายในสากลโลก ขอให้ไหลเข้าไปกับ “ลมหายใจ” ประดิษฐานอยู่ในกายในใจของเรา หายใจออกมาขอให้โรคภัยไข้เจ็บทุกอย่าง จงระงับดับสิ้นไป ทุกครั้งไป 

ทีนี้โยมจะรู้สึกว่า มันจะมีความสุข ความสบายขึ้น อันนี้ที่พูดให้ฟัง เพราะได้ทำมาแล้วโยม พระทางพม่ามาสวดให้หลวงพ่อฯ สมัยนั้นปีนั้นไม่ค่อยสบาย พอท่านก็ซัดน้ำมนต์ใส่เท่านั้นล่ะโยม เหมือนกับเอาเหล็กแดงๆ ที่เผาไฟน่ะ จุ่มน้ำ ดังซู่ๆ ก็หายทันทีเลย อาตมาก็เห็นอานุภาพอย่างนี้ ก็อยากให้ญาติโยมทุกท่าน มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรก็ให้ระงับดับหายไป  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,903,062 hits

Join 4,116 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
ททท. จัดเสวนา ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’
เอส แอนด์ พี ยกระดับ ‘ข้าวแช่’ เชื่อมวัตถุดิบชุมชนสู่ทางเลือกสุขภาพและความยั่งยืน
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ 'ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999' (PC-1999) สมุนไพรพื้นบ้าน สู่นวัตกรรมยาสมุนไพรมาตรฐานสากล
ศิริราชประกาศเกียรติคุณแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2568 แก่แพทย์ผู้เสียสละ เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ทุ่มเทช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
‘ปราการ’ ผสานพันธมิตรผลักดันการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรม ดื่มด่ำรสชาติแห่งความเป็นไทย
หน้าเด็กโกงอายุ จอย รินลณี โพสต์ภาพคู่ดอกบัว ละมุนเกินต้าน
รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ‘เอกนิติ’สั่งลุย ปรับคำนวณราคาขายส่ง
ชวนบริจาคโลหิต เติมคลังเลือดเตรียมรับมืออุบัติเหตุ ช่วงเทศกาลสงกรานต์
สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มเมืองหลวงอิหร่าน ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดเจ็บสาหัส

Recent Posts

  • วัฒนธรรมจีนฉายแสงความรุ่งเรือง ในงาน ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 – สัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24’
  • วัตสัน ขานรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ประกาศลดราคาสินค้าตราวัตสันแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้คนไทย
  • ไอคอนสยาม ชวนชมนิทรรศการ The Garden in Motion ผลงานศิลปะรักษ์โลก ผสานภาพ แสง กลิ่น และการเคลื่อนไหว
  • “VISION” นิทรรศการระดับโลก เปิดมิติใหม่แห่งศิลปะร่วมสมัย เผยมุมมองที่หลากหลายผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก
  • เปิดสอบคัดเลือก ‘ทุนจุฬาราชมนตรี’ หลักสูตร Caregiver Plus ปั้นนักบริบาลมุสลิมยุคใหม่

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d