Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: บทความพิเศษ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

บทความพิเศษ : ปัญหา ‘เรียนออนไลน์’ แก้ไม่ได้ ถ้าไม่ฟัง #SootinClaimon.Com

Posted on September 21, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/603514

บทความพิเศษ : ปัญหา ‘เรียนออนไลน์’ แก้ไม่ได้ ถ้าไม่ฟัง

วันอังคาร ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

1.เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 ที่ผ่านมากลุ่ม “นักเรียนเลว” เดินทางไปที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการอีกครั้ง เพื่อยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ออกมารับหนังสือแทน) ด้วยท่าทีอันอ่อนน้อมกว่าครั้งก่อนหน้า จากการคุกเข่า และถือพานส่งมอบหนังสือให้ เพื่อแสดงออกถึงการปฏิบัติต่อครูด้วยความสุภาพ ซึ่งสื่อสารได้ถึงการปรับตัวตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และพยายามทุกหนทางที่จะทำให้ข้อเรียกร้องของตัวเองได้รับการแก้ไขจากกระทรวงฯนั่นทำให้ความสนใจของสังคมจึงตกไปอยู่ที่ทางกระทรวงศึกษาธิการ ว่าจะบริหารจัดการปัญหาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนนี้อย่างไร

สำหรับกลุ่มนักเรียนดังกล่าวนั้น ได้ยื่นข้อเรียกร้องผ่านหนังสือถึงรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมด 5 ข้อ ซึ่งมีอยู่ 2 ข้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นปัญหาจากการเรียนการสอนออนไลน์ และการแก้ปัญหาของครูต่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนั้น ด้วยความที่ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง จึงขอใช้พื้นที่สำหรับวิเคราะห์ประเด็นปัญหา และตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการดังกล่าวนี้อีกครั้ง เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการนำไปพิจารณาร่วมกับแนวนโยบายสำหรับการแก้ไขต่อไป

2.ในข้อเรียกร้องที่ 1 นั้น กลุ่มนักเรียนต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการออกคำสั่งปรับลดตัวชี้วัดชั่วโมงการเรียน ภาระงานของครูและนักเรียนให้ชัดเจน ปรับหลักสูตรการศึกษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์การเรียนออนไลน์ในปัจจุบันทันที ส่วนข้อเรียกร้องที่ 2 คือ จัดให้มีผู้เชี่ยวชาญในการช่วยเหลือและเยียวยาสภาพจิตใจของนักเรียนจากการเรียนออนไลน์ที่มีความเคร่งเครียดมากกว่าปกติ รวมไปถึงการจัดให้มีช่องทางการรายงานปัญหาต่างๆ เพื่อตรวจสอบและหาทางแก้

โดยข้อเรียกร้องทั้งสองนี้ยืนยันกับเราว่า นักเรียนที่เรียนออนไลน์นั้น มีโอกาสเกิดความเครียดสูงจนถึงขั้นต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญ หรือแพทย์ เข้ามาช่วยแก้ไขสภาพความกดดันอันเป็นที่มาของอาการไม่พึงประสงค์นี้ คำถามก็คือ มันเกิดอะไรขึ้นกับการเรียนออนไลน์

เพราะข้อเรียกร้องบอกชัดเจนว่า ครูสอนออนไลน์ตามภาระงานของครูที่กระทรวงกำหนด และต้องทำให้ได้ ทั้งจำนวนชั่วโมง ภาระงานที่ต้องมอบให้นักเรียน โดยที่ครูไม่ได้คิดว่า การเรียนออนไลน์นั้นมีสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น คือ นักเรียนและครูอยู่ห่างกัน ที่สำคัญ นักเรียนแต่ละคนก็ต่างอยู่กันคนละสถานที่ ดังนั้น ระยะห่างระหว่างครูกับนักเรียน รวมถึงระยะห่างระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง จึงเป็นปัญหาต่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน

3.ตัวอย่างหนึ่งสำหรับการสอนโดยไม่คิดถึงสภาพความเป็นจริง คือ การที่ครูมอบให้นักเรียนทำงานกลุ่มตามโจทย์ปัญหาที่ครูกำหนด ปัญหาแรกที่ต้องเจอ จะเป็นเรื่องความเข้าใจในโจทย์ ปัญหา ระหว่างครูกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง ที่ไม่สามารถอภิปราย หรือหารือกันได้ เฉกเช่นที่เคยปฏิบัติในชั้นเรียนเดียวกัน

ปัญหาที่สอง คือ การจับกลุ่มของนักเรียน เพราะถ้านักเรียนอยู่ในชั้นเรียนเดียวกัน การแบ่งกลุ่มก็ทำได้ง่าย แต่เมื่อนักเรียนอยู่กันคนละสถานที่ใครจะรวมกลุ่มกับใคร ก็เป็นไปได้ยากในการตกลง ทั้งฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายปฏิเสธ สำหรับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ท้ายที่สุด เมื่อนักเรียนบางคนไม่สามารถหากลุ่มเข้าร่วมได้ ปัญหาและแรงกดดันมันก็จะเกิดขึ้นมหาศาล และด้วยช่องทางการสื่อสารแบบอนไลน์ที่มีข้อจำกัดทางความสัมพันธ์บางอย่าง ความคลี่คลายของเรื่องนี้ก็ยากที่จะจบลงแบบไม่มีผลกระทบทางความรู้สึกอันใด

และปัญหาสุดท้าย คือ การทำงานกันเป็นกลุ่มไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ละคนมีความเก่งอันแตกต่างกันไปคนละแบบ ทำให้การใช้เวลาต่องานที่ต้องทำด้วยกันอาจมีความคลาดเคลื่อนไปบ้างในแต่ละคน ปัญหาก็คือ สถานการณ์โควิด-19 แยกนักเรียนให้ห่างกัน การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงมีโอกาสน้อยมาก ความเข้าใจศักยภาพของเพื่อนนักเรียนด้วยกันที่มีน้อย และความผูกพันระหว่างกันที่ไม่มาก ก็จะสร้างความอึดอัดและกดดันร่วมกันระหว่างเพื่อนนักเรียนในกลุ่ม และอาจตามมาด้วยความไม่พอใจ หรือน้อยใจ ต่อคนในกลุ่มด้วยกันเอง

4.ตัวอย่างทั้ง 3 ประการนี้ น่าจะพอให้เห็นภาพ และจับความรู้สึกได้ว่า การเรียนออนไลน์มีโอกาสสร้างแรงกดดันกับนักเรียนอย่างไร ซึ่งในส่วนของแรงกดดันดังกล่าวนี้ ยังส่งผลไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการสนับสนุนลูกของตัวเอง จนบางทีอาจทำให้พ่อแม่และลูกเกิดปัญหาระหว่างกันได้ ซึ่งจะทำให้ความเครียดและความกดดันครอบคลุมไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครองด้วยก็มี

และเมื่อมองไปที่ปัญหาของครู เมื่อนักเรียนส่งงานกลุ่มให้ครูแล้ว ครูตรวจการบ้านหรืองานกลุ่ม อย่างมีคุณภาพหรือไม่ ตรงนี้ยังคงเป็นคำถาม เพราะเชื่อว่า มีครูจำนวนหนึ่งให้คะแนนผลงานกลุ่มโดยไม่ได้อ่านงานกลุ่มนั้นโดยละเอียดด้วยซ้ำ และในส่วนคำแนะนำเพื่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งครูต้องให้กับงานกลุ่มของนักเรียนเป็นรายบุคคล ผมค่อนข้างแน่ใจว่า ครูส่วนใหญ่ไม่ได้ทำ เพราะด้วยเวลาที่มีคงไม่เพียงพอ ทำให้ความกดดันที่เกิดขึ้นของนักเรียนในงานกลุ่ม มิได้รับความใส่ใจจากครูในการประเมินคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคนอย่างเต็มที่นัก ทำให้การกำหนดภาระงาน และตัวชี้วัดตามแบบแผนของครู กลายเป็นภาระที่สร้างความเครียดต่อนักเรียน มากกว่าการสร้างคุณภาพทางการเรียนรู้อย่างที่ตั้งใจ

ผมยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่า นโยบายการเรียนออนไลน์ของกระทรวงศึกษาธิการในตอนนี้ ยังคงมีปัญหา โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ต้องยอมรับได้เสียทีว่า คุณภาพการเรียนการสอนของครูควรต้องได้รับการปฏิรูปในทันที ไม่มีเวลาสำหรับความล้มเหลวอีกต่อไป เปิดใจแล้วรับฟังปัญหาของนักเรียน (เลว) บ้างก็ดีครับ

กนก วงษ์ตระหง่าน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘ทางใครทางมัน’ #SootinClaimon.Com

Posted on September 17, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/602689

บทความพิเศษ : ‘ทางใครทางมัน’

บทความพิเศษ : ‘ทางใครทางมัน’

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

ไม่ทราบว่า “เยาวชน” คนรุ่นใหม่ของชาติเรา คิดอะไรอยู่แต่ที่ประเทศจีน “กระแสรักชาติ” กำลังมาแรงจาก “ยักษ์หลับ”ที่โดนรังแก ดูถูก เหยียดหยาม ต่ำต้อย

จีนวันนี้ไม่ใช่ “กุลี” ชนชั้นกรรมกรแรงงาน เอาหยาดเหงื่อแรงงาน หยดเลือดเข้าแลกเศษเงิน ค่าจ้างเพื่อยังชีพ ทำนอง “หาเช้า กินค่ำ” “อดมื้อกินมื้อ” อีกต่อไป

จากอดีตที่เคยจมติดดิน จนกระทั่งมีฝรั่งไปเขียน “นิยาย” ว่าครอบครัวไม่มีอะไรกิน ยอมแม้กิน “ลูก” หากแต่ยังมี “สำนึก” ไม่กิน “ลูก” ของตัวเอง แลกลูกกับเพื่อนบ้าน

แต่วันนี้ของจีนที่ผงาดตื่นเป็น “ยักษ์” ที่โลกจับตา อาหารการกินอุดมสมบูรณ์จนต้อง “รณรงค์” ให้ “อย่ากินทิ้งกินขว้าง”

“Every Grain On Your Plate Comes From Hard Work.

Cherish Food, Reduce Waste”

ลูกเอ๋ย ทุกรวงข้าวได้จาก “หยาดเหงื่อ งานหนัก” กินเถิด กินอย่างรู้ “คุณค่า” อย่าเหลือเป็น “เศษขยะ”

แน่นอนการ “สร้างชาติ” ด้วยระบบสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ให้ไปในทิศทางเดียวกัน “สิทธิมนุษยชน” ในประเทศประชากรพันกว่าล้าน “ร้อยพ่อ พันแม่” จีนคงไม่สามารถบริหารให้เป็นไปตาม “อุดมคติ” ของโลกสวย

เหตุการณ์ “เทียนอันเหมิน” การปราบปราม “เยาวชน”ด้วยความรุนแรง ทำให้จีนตกเป็น “จำเลย” ของ “สังคมโลก”

เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐ Bill Clinton มีกำหนดจะไปเยือนประเทศจีน หลังเหตุการณ์ “เทียนอันเหมิน” สดๆร้อนๆ ประธานาธิบดี “เจียง เจ้อหมิน” ของจีน ต้องออกมาพูดดักคอไว้ก่อน

“ถ้าท่านประธานาธิบดี คลินตัน พูดถึงเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” ผมก็จะพูดเรื่อง Airbus (ฮา)”

“ท่านผู้นำจีน” กำลังบอกว่า ถ้าคลินตัน ลื้อมายุ่งกับอั๊วเรื่อง สิทธิมนุษยชน ในประเทศจีนของอั๊ว อั๊วก็จะยกเลิกสั่งเครื่องบิน Boeing ของสหรัฐ (เป็นพันลำ) เปลี่ยนไปสั่ง Airbus ของยุโรปแทน

จีนตอนนั้นเพิ่งเปิดประเทศเสรีทางการค้า สายการบินจีนเปิดใหม่เป็น “ดอกเห็ด” และสั่งซื้อเครื่องบิน Boeing ของสหรัฐจน จีน เป็น “ลูกค้าอันดับหนึ่ง”

ท้ายสุด ประเทศสหรัฐอเมริกาต้องถือนโยบาย US Interest “เป็นสำคัญ” ดังที่ถือมาตั้งแต่สร้างชาติ

ประธานาธิบดีคนที่แล้ว Donald Trump เจ้าของนโยบาย America First เลือกรักชาติรุนแรงและต้องการให้ “งาน” กลับมายังประเทศ แทนที่จะปล่อย Order ไปผลิต สร้างงาน ในประเทศอื่น (จีนเป็นเป้าใหญ่)

สินค้าต้อง Made in USA

ความพยายามของ President Trump ที่กีดกัน ข่มเหง รังแก ขึ้นภาษี Boycott จีน ย้อนกลับมาสร้าง “กระแสรักชาติ” ให้กับพลเมืองจีน โดยเฉพาะ “เด็กรุ่นใหม่” คอมมิวนิสต์จีน

“Go Local”

กระแสรักชาติถูกปลุกเร้าให้เข้มข้น เมื่อห้างยักษ์ใหญ่อินเตอร์สัญชาติสวีเดน H&M ออกมาไม่ยอมรับ ไม่ทำธุรกิจกับ “ฝ้าย” จาก Xinjiang ด้วยอ้างว่าจีนไปละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ ชนมุสลิมกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นแรงงานเก็บฝ้ายประหนึ่ง “แรงงานทาส”

“ผู้บริโภคจีน” เป็นแฟนๆ ของ Brand ดังต่างประเทศอย่าง H&M, Burberry, Nike, Adidas ฯลฯ โดน “กระแสรักชาติ” ปลุกให้เลิกอุดหนุน Brand ดังหันมามองสินค้าของตนเอง “Made in China”

CHINA BRAND

เยาวชนคนรุ่นใหม่จีนไม่เห็นเหตุผลที่จะไปเสียเงินแพงแพงซื้อ Brand Name ดังๆ ของต่างประเทศอีกต่อไป

“กระแสรักชาติ” ยังทำให้เกิดการค้นคว้านำเอาศิลปะโบราณ สมุนไพร ฯลฯ มาผสมผสานในผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ของจีน

สินค้าจีนดูถูกไม่ได้อีกต่อไป เพราะได้ Technologyจากบริษัทข้ามชาติที่เข้าไปลงทุนในจีน และจีนเองได้ใช้เงินในงบ R&D มหาศาล

จีนไม่ใช่ “ลูกไล่” ใครอีกต่อไป (โดยเฉพาะไม่ใช่ “อาตี๋” ของยักษ์สหรัฐ)

เร็วๆนี้ เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบัน Joe Bidenยกหูคุยกับประธานาธิบดีจีน XI JINPING นานถึงชั่วโมงครึ่งและทำให้ผู้คนที่ไม่อยากเห็นการทะเลาะเบาะแว้งของชาติมหาอำนาจ (หญ้าแพรกแหลกลาญ) ใจชื้น

“ทั้ง 2 ประเทศต้องรับผิดชอบกับการที่ไม่ทำให้ “การแข่งขัน Competition กลายเป็น “ความขัดแย้ง” Conflict

ก่อนหน้านี้ Wang Yi รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน แสดงความแข็งกร้าว ส่งสารถึงสหรัฐ ขอให้ดู 3 บรรทัดสุดท้าย

1.สหรัฐ อย่าได้มาท้าทายหรือกีดขวางเส้นทางของจีนในการเป็น “สังคมนิยม”

2.สหรัฐ ไม่ควรขัดขวางการพัฒนาประเทศของจีน

3.สหรัฐ ไม่ควรด้อยค่า ศักดิ์ศรีของจีน

สรุปเป็นประโยคใหม่ๆได้ว่า

“ลื้ออย่ามายุ่งกับอั๊ว ทางใครทางมัน”

กฤษณ์ ศิรประภาศิริ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ปฏิรูป ‘ระบบราชการ’ ในสถานการณ์วิกฤตไวรัส #SootinClaimon.Com

Posted on September 17, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/601907

บทความพิเศษ : ปฏิรูป ‘ระบบราชการ’ ในสถานการณ์วิกฤตไวรัส

บทความพิเศษ : ปฏิรูป ‘ระบบราชการ’ ในสถานการณ์วิกฤตไวรัส

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“ทุกคนทนไม่ไหวแล้ว ผมก็ทนไม่ไหวครับ” คือ การสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร “นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี”ที่สะท้อนได้อย่างชัดเจนถึงแรงกดดันในการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ในการเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อเนื่องมาเกือบ 2 ปี โดยเฉพาะการระบาดช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ในปี 2564 จนถึงปัจจุบัน และมีทีท่าว่าประชาชนจะยังคงอยู่กับความไม่ปกติเช่นนี้ไปอีกนาน

แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่า หนทางในการคลี่คลายสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ตามแนวทางสากล คือ หนึ่ง การควบคุมการเคลื่อนที่ของคนเพื่อหยุดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสที่อยู่กับคน และสอง การรับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ (หรืออย่างน้อยเป็นการลดอาการป่วยที่มาจากไวรัส) แต่รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็พยายามปฏิบัติงานตามแนวทางดังกล่าวให้ประสบผลสำเร็จ จนนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาต่างๆ ได้อย่างยากลำบาก โดยเฉพาะข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ที่ต้องประสานกับประชาชนทั่วไป รวมถึงประชาชนที่ป่วยไข้จากโรคไวรัสโควิด-19 ทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย และระเบียบวินัยจากทางหน่วยงานราชการที่สังกัด อันนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย หรือระเบียบวินัยจนอาจได้รับโทษหรือคำตำหนิในเวลาต่อมา

เหล่านี้เองที่เป็นภาระอันไม่จำเป็นที่ไปสร้างความยุ่งยากให้แก่การปฏิบัติงานของราชการหรือหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์วิกฤตโรคระบาดเช่นนี้ ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ต้องช่วยปลดอุปสรรคเหล่านี้ให้แก่บุคลากรของท่าน เพื่อที่จะทำให้การดูแลประชาชนอันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ตรงตามเป้าหมายได้อย่างแท้จริง และต่อไปนี้คือสิ่งที่รัฐบาลต้องจัดการในทันที

1. ความล่าช้าของระบบราชการ ไม่ว่าจะเป็น การขอเบิกงบประมาณ การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปจนถึงการจ้างงานบางประเภท ที่จำเป็นต้องปฏิบัติในทันที (สำหรับช่วงเวลานั้น) ความล่าช้าของกระบวนการตามที่เสนอมา และไม่ได้นำมาเสนออีกมากนั้น ต้นทางปัญหามาจากการออกแบบกฎระเบียบของทางราชการ ที่มีไว้เพื่อการบริหารราชการในสถานการณ์ปกติเท่านั้น แต่เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องอาศัยความคล่องตัวรวดเร็ว และยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนการปฏิบัติงานให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ การปรับมุมมอง และทัศนคติของราชการ ที่ให้ความเข้มข้นต่อกรอบของระเบียบ ขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายกำหนด ควรต้องให้ความสำคัญน้อยกว่าผลลัพธ์ นั่นคือ การดูแลรักษาชีวิตของประชาชนให้ปลอดภัย ปราศจากความเสี่ยงใดๆ ให้ได้มากที่สุด

2. เปิดพื้นที่ให้ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งเป็นหน่วยที่ต้องประสานกับประชาชนอย่างแท้จริง สามารถใช้ “ดุลพินิจ” ในการพิจารณาการปฏิบัติตามคำสั่งของส่วนกลางต่อการบริหารจัดการกระบวนการทำงานในพื้นที่จริงอย่างเต็มที่เพื่อสามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีให้เหมาะสมต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างแม่นยำ แน่นอนว่า การใช้ดุลพินิจของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สังกัดหน่วยงานราชการ อาจมีคำถามในเรื่องของประสิทธิภาพ และความไม่น่าไว้วางใจอยู่บ้าง แต่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ “ความยืดหยุ่น” (Flexibility) เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ปัญหาต่างๆ ได้รับการคลี่คลายอย่างรวดเร็ว และสามารถปรับเปลี่ยนการรับมือต่ออุปสรรคใหม่ๆ ได้อย่างทันท่วงที ดังนั้น ระบบราชการส่วนกลาง นอกเหนือจากการกำหนดนโยบายอันครอบคลุมต่อมาตรการที่ต้องการแล้ว ควรมอบความไว้วางใจให้ทีมงานปฏิบัติจริงในพื้นที่ได้พลิกแพลงคำสั่งนั้น เพื่อความคล่องตัวในการช่วยเหลือประชาชนร่วมมาด้วย

3. ทุบกำแพงที่ขวางระหว่างส่วนราชการลงแล้วประสานการทำงานอย่างมีแบบแผน โดยมีความปลอดภัยของประชาชนเป็นผลลัพธ์ ด้วยการที่รัฐบาลต้องมอบอำนาจให้ข้าราชการในพื้นที่ปฏิบัติจริง สามารถระดมงบประมาณ เครื่องมือและกำลังคน จากทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมไปถึงภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสา ให้เข้ามาทำงานร่วมกันอย่างเต็มกำลังได้ เช่น ใช้งบประมาณมหาดไทยสร้างโรงพยาบาลสนาม ใช้งบประมาณสาธารณสุขจัดหาอุปกรณ์ และวัสดุทางการแพทย์ ใช้งบประมาณของท้องถิ่นจ่ายค่าจ้างแรงงานเพื่อการติดตั้งอุปกรณ์ และปรับภูมิทัศน์ของโรงพยาบาลสนามให้เหมาะสม โดยโอนอำนาจทั้งหมดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบในการรับงาน และอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านั้นตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องชอบธรรม เป็นต้น เพราะสถานการณ์วิกฤตทั้งทางเศรษฐกิจ และสาธารณสุขตอนนี้ การบูรณาการการทำงานของกระทรวง และหน่วยงานราชการต่างๆ เท่านั้นจึงจะทันต่อการหยุดความเสียหายที่ลุกลามบานปลายอย่างรวดเร็วในตอนนี้

สถานการณ์โควิด-19 เป็นวิกฤตใหม่ ที่เราต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบในการรับมือให้เหมาะสม เมื่อการปฏิบัติราชการในสถานการณ์ปกติ เราทราบแล้วว่า ผลลัพธ์ไม่เป็นตามที่หวัง การปรับรูปแบบใหม่ในกระบวนการทำงานของระบบราชการจึงต้องเกิดขึ้น เพื่อประสิทธิภาพและความเหมาะสมต่อสถานการณ์ปัจจุบัน และในอนาคตต่อไป ที่สำคัญ นี่อาจเป็นโอกาสดีที่เราจะสามารถ “ปฏิรูประบบราชการ” ที่รอกันมานานแสนนานได้อย่างจริงจังเสียที เพราะวิกฤตครั้งนี้ มีชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนเป็นเดิมพัน

กนก วงษ์ตระหง่าน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ELON MUSK #SootinClaimon.Com

Posted on September 13, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/601067

บทความพิเศษ : ELON MUSK

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันนี้มาฟังเรื่องสนุกๆ เกี่ยวกับ Elon Musk อภิมหาเศรษฐีอเมริกัน ผู้ก่อตั้งและบริหาร 2 บริษัทดัง ระดับโลกทั้ง Tesla และ Space X

Tesla ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ก่อให้เกิดกระแสนิยมให้โลกหันมามองรถยนต์ที่ไม่ต้องง้อ “พลังงานน้ำมัน”

“พลังงานไฟฟ้า” ทดแทนได้แน่ และ “อนาคต” ของรถใช้น้ำมันจะจบในเร็ววันนี้

กระแสรถยนต์ไฟฟ้าและการตอบรับรถ Tesla อย่างดี ต้องยกเครดิตให้นาย Elon Musk นักธุรกิจ-นักคิดค้นชาวยิวผู้เกิดในเมือง Pretoria ประเทศ South Africa (เป็นที่รู้กันว่ายิวจาก South Africa ทั้งฉลาดเป็น “กรด” และโหดสุดๆ ส่วนใหญ่ชาวยิวที่มาจากประเทศนี้มักจะไม่อยากให้ใครรู้)

อีกบริษัทยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน (อาจยิ่งใหญ่กว่ามากๆในอนาคตอันใกล้) คือ Space X เป็นบริษัทที่จะหากินกับธุรกิจ “อวกาศ” ตั้งแต่จะเป็นสายจรวดสู่อวกาศพาณิชย์รับผู้โดยสารที่ “ค้น” (แต่ต้องมีเงิน) โคจรไปดาวอังคาร โลกพระจันทร์ ฯลฯ และธุรกิจที่สร้างชิ้นส่วน “จรวด” โครงการอวกาศ (อาทิ รับงาน NASA สร้าง “ยานลูก” ที่จะไปลง “ดวงจันทร์” ฯลฯ)

คนไทยเริ่มรู้จัก Mr.Elon Musk เมื่อข่าว Tesla รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้าตลาดสหรัฐ (ประมาณปี ค.ศ.2017)

คนไทยทันสมัยหลายคน “วิ่ง” หามาใช้ บางคนคิดไปไกลกว่านั้น ติดต่อขอเป็นตัวแทน แต่ในยุคเริ่มต้น Tesla ทำการตลาดนอกประเทศสหรัฐอเมริกาแค่ 2 ประเทศ คือ Hong Kong และ UK เนื่องจากการผลิตยังล้าหลังจำนวน Order ที่หลั่งไหลเข้าสู่ Tesla

ผมถามเพื่อนสหรัฐที่เป็นเศรษฐีมีทั้งรถ Mercedes และสปอร์ต Porsche ว่าทำไมสนใจ Tesla และจองแล้ว 1 คัน คำตอบของเพื่อนเศรษฐีอเมริกันทำให้ “หูตาสว่าง”

“อัตราเร่ง” ครับ เหนือกว่ารถสปอร์ตชั้นดี รถไฟฟ้า Tesla ไม่ใช่รถ Golf Cart ที่ใช้ “ไฟฟ้า” พลังงานเหมือนกันแต่วิศวกรรมรถยนต์คิดค้นอัดแน่นด้วยจำนวน Batteries ที่วางนอนอยู่ใต้ท้องรถ “ไฟ” ที่พร้อมจะเฆี่ยนม้า Tesla ให้คึกคะนอง

เคล็ดลับความสำเร็จของ “รถไฟฟ้า” ก็ต้องอยู่ที่ “พลังงาน” จาก Battery

Battery จึงมีความสำคัญ MUSK ร่วมกับ Panasonic ญี่ปุ่น สร้างโรงงาน Battery ที่ใหญ่มากๆ อยู่ในทะเลทรายของรัฐ Nevada ไม่ไกลจากเมืองบ่อนการพนันเก่าแก่ Reno

ก็มีหลายเมืองในสหรัฐอเมริกาเสนอตัว เพราะจะสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจเติบโตให้เมืองที่ตั้งโรงงานอย่างมหาศาล

Nevada ได้ไป เพราะข้อเสนอที่ Tesla ปลื้ม (Tax Break) ที่เป็นข่าวฉาวโฉ่หน่อยก็คือ รัฐนี้ยังเป็นรัฐที่มีซ่องโสเภณีอย่างถูกกฎหมาย (ซึ่งในสหรัฐเหลือไม่กี่รัฐ) สงสัยกันว่าผู้บริหารชอบข้อนี้ด้วย

โรงงานนี้ถือเป็นอาคารสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกในอเมริกาเปรียบเทียบกับการสร้างเขื่อนยักษ์ Hoover Dam ที่ว่าใหญ่แล้ว ต้องชิดซ้ายไป

ใหญ่จนเรียกชื่อโรงงานนี้ว่า Giga Factoryและผลิตแบตเตอรี่ Lithium-Ion เป็นหลักโดยโรงงานนี้ลงทุนและบริหารโดย Tesla แต่ผู้เดียว

คนไทยมารู้จัก Elon Musk กันมากขึ้น เมื่อนักธุรกิจผู้มีวิสัยทัศน์เป็นเลิศ เสนอความช่วยเหลือจะเอา13 ชีวิตเด็กไทยออกจากถ้ำขุนน้ำนางนอนในปี ค.ศ.2018 ด้วยความคิดที่ฉีกแนวออกไป

“ให้เอาเรือดำน้ำเล็กๆ ซอกซอนเข้าไปในถ้ำ”

แถมเจ้าตัวอุตส่าห์เสียสละเวลาอันมีค่า (ตอนนั้น Net Worth 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ) บินมาเมืองไทยประเภทมาเช้ากลับเย็นด้วยธุรกิจรัดตัว

ข้อเสนอพิสดารนี้ โดนวิจารณ์โดย Vernon Unsworthนักดำน้ำอาวุโสชาวอังกฤษที่เป็นกำลังสำคัญในการช่วยเด็กติดถ้ำ 13 ชีวิตว่า “นี่เป็นงาน PR (เพื่อปั่นหุ้น) ควรเอาจรวดเล็กๆ ไปทิ่มก้นตัวเอง (ที่กำลังเจ็บๆ คันๆ)”

Elon Musk ได้ยินก็ควันขึ้น Twit ใน Twitterที่มีแฟนๆ ติดตามกว่า 30 ล้านคน ทันทีว่า

“ไอ้เกย์เฒ่า ตุ๋ยเด็กเอ๋ย เอ็งรนหาที่นะ”

Vernon Unsworth อดรนทนไม่ได้ ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 190 ล้านเหรียญสหรัฐต่อศาล LA ในอเมริกา โดยลูกขุนประกอบด้วย ผู้หญิง 5 ผู้ชาย 3

กลับจากเมืองไทยทั้งปี 2018 มีเรื่องซวยๆ เกิดกับ Elon Musk ตลอด โดนตลาดหลักทรัพย์เรียกมาประนีประนอมข้อหาทำนองปั่นหุ้น Musk ต้องจ่ายค่า
จบคดีไป 20 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนตัวความที่เครียดจากงานของ Tesla ไม่กลับบ้าน นอนมันใต้โต๊ะที่สำนักงานเป็นเดือน ไล่พนักงานออก 3,000 คน เล่นเอาเพื่อนอิตาเลียนอเมริกันของผมที่เป็นวิศวกรของ Tesla หนาวๆ ร้อนๆ และรีบหางานใหม่ที่ UBER ฯลฯ

แต่ Musk เป็นแมว 9 ชีวิต (แต่งและหย่าเมียมาแล้ว 3 คน)

ในปีค.ศ.2019 ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น Musk เองก็ใช้ Twitter ในทางสร้างสรรค์ พูดถึงอนาคตของ Tesla และ Space X เป็นส่วนใหญ่

คดีที่มีปัญหากับ Vernon Unsworth ศาลสหรัฐตัดสินเอื้อกับ Musk เชื่อว่า Musk เรียก “เฒ่าตุ๋ยเด็ก” เล่นๆ ด้วยความโมโหขณะวิวาทกัน คำว่า Pedo Guy ในเมือง South Africa ที่ Musk เกิดและคุ้นเคยไม่มีความหมายในทางเสียหาย

Net Worth ของ Elon Musk ในปี 2018มีมูลค่า 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ ปีนี้ (2021) ขึ้นเป็น 190.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ “พระเจ้า”

กฤษณ์ ศิรประภาศิริ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : การเมืองกระตุก ‘ไนกี้’ #SootinClaimon.Com

Posted on September 4, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/599379

บทความพิเศษ : การเมืองกระตุก‘ไนกี้’

วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“Go For It”

สโลแกนของ Nike บริษัท Sportswearยักษ์ใหญ่ที่ชวนให้ลูกค้าฮึกเหิม กล้าหาญ ทำในสิ่งที่อยาก ตามหา “ฝัน” จับใจยิ่งนัก โดยเฉพาะกับคนรุ่นหนุ่ม-สาว ในสากล

แน่นอนในประเทศที่รวยใหม่และบริโภคนิยมอย่างจีน เป็น “ตลาดใหม่” ที่คลั่งไคล้ Brand Names

NIKE – ADIDAS ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดประชากรท่วมโลกประเทศนี้เป็นเวลาพอสมควร

แต่ช้าก่อน “อุบัติเหตุ” ในทางการตลาด ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

เริ่มแต่ห้างยักษ์จากสวีเดน H&M แสดงความคิดเห็นต่อต้าน “ฝ้าย” จาก Xinjiang ที่ใช้ชนมุสลิมกลุ่มน้อย Uyghur เป็น “แรงงานทาส” เก็บฝ้าย

กันยายนปีที่แล้ว H&M ประกาศขึงขังจะไม่ค้ากับโรงงานที่อยู่ในเขตนั้น

“เด็กรุ่นใหม่” ของจีนทนไม่ได้ก่อน CommunistYouth League ออกมาแสดงบทบาทชวนชาวจีนต่อต้านสินค้าจาก “ตะวันตก”

ผลกระทบเกิดต่อมากับการต่อต้านสินค้าของ NIKE – ADIDAS – BURBERRY -UNIQLO และ LA COSTE แบรนด์ดังๆ ที่ต้องการ “ตลาดยักษ์จีน” ตลาดที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุด

“กระแสรักชาติ” ในจีนที่ระเบิดออกมา ต้องยกเครดิตให้ท่านประธานาธิบดีสหรัฐผู้โด่งดัง Pres. Donald Trump ผู้ริเริ่มนโยบาย America First ในปี 2018 ให้คนอเมริกันใช้สินค้า Made in USA เท่านั้นไม่พอพยายามบีบจีน ทรมานจีนด้วยการเพิ่มภาษีสินค้าจีน การ Sanction การห้ามค้าขายสินค้า Technology กับจีน ฯลฯ

เดือนพฤษภาคม 2019 ประธานาธิบดี Trump กล่าวหา Huawei สมาร์ทโฟนผู้มาแรงจากจีนว่าเป็น SPY และขโมยข้อมูลความลับจากบริษัท Technology ของสหรัฐ Huawei โดน Banned

กรณี “ฝ้าย” จาก “แรงงานทาส” ใน Xinjiang

กรณี “คนตะวันตก” เข้าข้าง Hong Kong ในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ฯลฯ รวมๆ ท้าให้ชาวจีนรักชาติยิ่งขึ้น กระแส “ชาตินิยม” ปลุกขึ้น ที่สำคัญส่งผลกับ “ธุรกิจการค้า”

China First จึงเกิดขึ้น (บ้าง) อเมริกามี America First ได้ จีนทำไมมีบ้างไม่ได้

Buy Local ซื้อสินค้า Made in China กันเถิด

จากเดิมที่ “ผู้บริโภค” ภายในประเทศจีนไม่เชื่อถือสินค้าทำในจีน ผู้คนเริ่มหันกลับมามอง “ผลิตภัณฑ์” ของตนเอง

เป็น “เวลา” ที่เหมาะสม ตอนนี้คนจะมาดูถูก “สินค้าจีน” เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว จีนได้เทคโนโลยี Know How จากบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุน (MNC) รวมทั้งจีนเองก็ได้ลงทุนใน R&D วิจัยพัฒนาสินค้าจีนจึงไม่ได้เป็น “เจ้าเงาะ” อีกต่อไป เป็น “พระสังข์ทอง”ส่งประกาย

Huawei เป็นสินค้าจีนที่ทำชื่อเสียงให้ประเทศเป็นอย่างมาก เป็น Smartphone ชั้นนำของโลกและถึงโดน USA แบนสินค้ารวมทั้งการใช้ App ฉลาดๆ อย่าง Google ฯลฯ แต่ Huawei ก็ยังพัฒนา Local App มาใช้แทนกันได้ ทุกวันนี้ก็ยังคงครองความเป็นผู้นำ Smartphone ในจีน ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 40% ในตลาดโลกถึง Huawei จะตกมาเป็นอันดับ 4 แต่ Xiaomi เพื่อนร่วมประเทศก็ยังเป็นอันดับ 1 ชนะเกาหลี SAMSUNG และ I Phone สหรัฐอันดับ 2

กีฬา Tokyo Olympic 2020 ที่เพิ่งแข่งจบไป (2021) ยิ่งทำให้ผู้บริโภคฮึกเหิมเชื่อมั่นใน “สินค้าจีน”

นักกีฬาจีนเก่งเหลือเกินและเกือบจะเป็นเจ้าเหรียญทองอีกครั้ง (เคยชนะสหรัฐในปี คศ.2008)

บริษัท Sportswear Li Ning ของจีนมาแรงแย่ง Market Shares จากยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง NIKE และ ADIDAS

Brand : Li Ning กำเนิดจาก “วีรบุรุษ” ยิมนาสติกของจีนใน Olympic Games คศ.1984 ที่ Los Angeles Li Ning ชนะได้เหรียญถึง 6 เหรียญ (เป็นเหรียญทอง 3) เป็น “ขวัญใจชาวจีน” จนได้รับสมญา Prince of Gymnastics

เขาเริ่มต้นธุรกิจ Li Ning Sportswear ในปีค.ศ.1990 ธุรกิจดำเนินเรื่อยมา จนบัดนี้ได้ “กระแสลมรักชาติ” หนุนส่งจนทำให้ Sportswear ยักษ์ใหญ่จาก สหรัฐอเมริกาและเยอรมนี หัวคะมำ

ในกระแสของ Social Media อีกเช่นกัน “ดารา” ต้องระวังตัวมากในการแข่งขัน Summer Olympic ครั้งล่าสุด Yang Qian นักกีฬาความหวังยิงปืน Air Rifle 10 m ทำพลาดไปใส่รองเท้า NIKE ให้คนเห็นก่อนแข่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์

โชคดีที่เธอ “เล่น” เป็น ภายหลังได้รางวัลเหรียญทอง (ปีนี้เป็น 100 ปี พรรคคอมมิวนิสต์) เธอฉลาดพอที่จะกล่าวให้สัมภาษณ์

“ฉันมีความสุขมากที่ได้เหรียญทองนี้

ขอมอบให้เป็นของขวัญแก่ ประเทศ (ฮา)”

กฤษณ์ ศิรประภาศิริ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ประชาชนอยู่ตรงไหน? ในการจัดทำงบประมาณ #SootinClaimon.Com

Posted on August 31, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/598676

บทความพิเศษ : ประชาชนอยู่ตรงไหน? ในการจัดทำงบประมาณ

บทความพิเศษ : ประชาชนอยู่ตรงไหน? ในการจัดทำงบประมาณ

วันอังคาร ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 จำนวน3.1 ล้านล้านบาท ถูกตั้งคำถามว่า ตอบโจทย์ปัญหา และความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนแค่ไหน ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าหรือไม่ และอย่างไร รวมไปถึงการชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญอะไรของประเทศบ้าง

สำหรับผมแล้วมองว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2565 เกิดขึ้นมาด้วยแนวคิดและกระบวนการแบบเดิม คือความเชื่อที่ว่า ข้าราชการประจำ และระบบราชการ เป็นกลไกหลักของการขับเคลื่อนประเทศ ทำให้แนวทางการจัดทำงบประมาณของประเทศยังคงขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่เช่นเคย เพราะสำนักงบประมาณที่มีหน้าที่ในการดูแลเรื่องนี้ ยังคงเพิกเฉยต่อเสียงของชาวบ้าน หรือความเดือดร้อนของคนในสังคม ทำให้การจัดทำงบประมาณที่ผ่านมา และในปัจจุบัน ไม่สามารถเข้าถึงความต้องการของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไขในทันที

ในส่วนปัญหาสำคัญที่อยู่เบื้องหลังงบประมาณรายจ่ายปี 2565 คือ รายได้ของรัฐบาลที่คาดว่าจะไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ 2.4 ล้านล้านบาท ในขณะที่จำนวนหนี้สาธารณะสูงถึง 8.6 ล้านล้านบาท เท่ากับ 55% ของ GDP ที่สำคัญ งบประมาณในหมวดเงินเดือนค่าตอบแทนตั้งไว้สูงถึง 40% ของงบประมาณดังนั้น เมื่อหักงบประมาณรายจ่ายประจำ และการชำระหนี้แล้ว ประเทศไทยจะเหลืองบประมาณในการลงทุนเพื่อการพัฒนาน้อยมาก ในขณะที่โจทย์ปัญหาที่ต้องแก้ไขมีมากมาย และไม่ง่ายเลย อีกทั้งจำนวนประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลก็มีอัตราเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การกู้เงินเพิ่มเพื่อใช้สมทบงบประมาณที่ขาดแคลนจึงเป็นทางออกสำคัญที่รัฐบาลควรต้องทำ

กระนั้น การแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินเพิ่ม ก็เป็นการเพิ่มปัญหาหนี้สินให้พุ่งสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ถ้าประสิทธิภาพของการแก้ปัญหายังคงเท่าเดิม หรือลดต่ำลง ผลลัพธ์ที่ประเทศจะได้ก็คือ ภาวะทางการคลังหยุดชะงัก เพราะจำนวนหนี้สาธารณะเต็มเพดาน ส่วนความเดือดร้อนและปัญหาของประชาชนจะพอกพูน และรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาวการณ์ดังกล่าวนี้ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลในอนาคตเป็นแน่ ส่วนความทุกข์ของประชาชนก็คงตกไปอยู่ในจุดที่หนักหนาสาหัสกว่าเดิม

ประเด็นก็คือ ผู้บริหารประเทศในอดีตเป็นห่วงกับภาระหนี้สินของรัฐบาลอย่างมาก เพราะทราบดีว่า ภาระหนี้จะบั่นทอนกำลังของประเทศในอันที่จะก้าวต่อไป จึงร่างกฎระเบียบและหลักเกณฑ์สำหรับควบคุมการก่อหนี้เอาไว้อย่างเข้มงวด เช่น การกำหนดให้หนี้สาธารณะต้องไม่เกินกว่า 60% ของ GDP เป็นกรอบใหญ่ และยังออกหลักเกณฑ์ควบคุมในรายปี คือ ห้ามกู้หนี้เกินกว่า 80% ของเงินชำระคืน แล้วภาระการคืนเงินต้นและดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นต้น

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลยังคงบริหารประเทศด้วยแนวคิดแบบเดิม และจัดทำงบประมาณผ่านการกำกับของสำนักงบประมาณแบบเดิม รัฐบาลก็คงต้องทำการแก้กฎระเบียบ และหลักเกณฑ์การควบคุมหนี้ของรัฐบาลที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น สถานะความน่าเชื่อถือทางการเงินการคลังของรัฐบาล ก็คงปรับลดลง และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความคลี่คลายทางการคลังของประเทศและรัฐบาลจะเกิดขึ้นได้ งบประมาณรายจ่ายประจำปีต้องสามารถตอบโจทย์ปัญหาของพี่น้องประชาชนได้อย่างแม่นยำ นี่คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ความกังวลทุกอย่างหมดไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องมาช่วยกันคิด ร่วมกันทำ เพื่อได้งบประมาณที่ใช้น้อย แต่แก้ปัญหา และพัฒนาได้มาก เสมือนกระสุนปืนขนาดเล็ก ราคาไม่แพง แต่แม่นเป้า และประสิทธิภาพสูง

สำนักงบประมาณต้องหยุดออกแบบงบประมาณที่ฟุ่มเฟือย แต่ประสิทธิผลต่ำไม่ตรงกับความต้องการของประชาชนได้แล้ว ผลิตภาพ (Productivity) ของสำนักงบประมาณต้องได้รับการยกระดับ ด้วยการรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และรู้สึกรู้สาไปกับความเดือดร้อนของพวกเขา

ทั้งหมดนี้ คือ ภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาล ที่ท้าทายความสามารถ และสติปัญญา

หวังว่า ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ในเร็ววันครับ

กนก วงษ์ตระหง่าน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ฟื้นตัว #SootinClaimon.Com

Posted on August 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/596244

บทความพิเศษ : ฟื้นตัว

บทความพิเศษ : ฟื้นตัว

วันศุกร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษกลับมาเปิดฤดูกาลแล้วครับ คนดูเข้ามานั่งเชียร์ยืนเชียร์ได้เต็มสนาม เหมือนก่อนวิกฤติโควิด-19 ระบาด

น่าอิจฉานะครับ

จากประเทศที่ติดโควิดระบาดต้นๆ ของยุโรป ขนาดนายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ยังเอาตัวไม่รอด เข้าโรงพยาบาลให้ผู้คนได้เอาใจช่วยอย่างใจหายใจคว่ำ

จำได้ว่าอังกฤษเป็นประเทศแรกๆ ที่เชื่อใน Herd Immunity ให้คนติดกันแยะๆ เดี๋ยวก็มีภูมิต้านทานหมู่กันเอง (ตอนต้นๆ คนไม่แข็งแรงต้องตายไปบ้างก็ยอม)

ความที่ระบบสาธารณสุขของอังกฤษ คนเจ็บไข้ได้ป่วยเข้าโรงพยาบาลยาก คนไข้โรคหัวใจมีคิวผ่าก็ต้องรอเป็นปี

ตอนโควิดระบาดรอบแรก ลูกสาวเพื่อนหมอของผม ไอเป็นเลือดอยู่บ้านลอนดอน โทรไป รพ.ก็ได้รับการบอกให้อยู่กับบ้านรักษาตัวเถิด

ก็โชคดีที่เธอหาย รักษาตัวอยู่กับบ้าน

กว่าคนอังกฤษจะมาถึง “จุดลั้ลลา” วันนี้ได้ แน่นอนทางการเขาทำงานหนัก ด้วยสติปัญญาและความเข้มแข็ง

ที่อังกฤษเทศบาลเมืองต่างๆ ยืนแจกชุดตรวจ Rapid Antigen Test ฟรี

การฉีดวัคซีนคุณภาพในหมู่ประชากรมีเปอร์เซ็นต์สูง คนของเขา(อังกฤษ) ได้เข็มสองหลายสิบล้านคน ขณะที่คนส่วนใหญ่ของเราแม้แต่เข็มหนึ่งยังไม่ได้ใกล้

ต้นกรกฎาคมปีนี้ คนอังกฤษได้เข็มแรก 45,274,497 คนเข็มสอง 33,614,952 คน

การจะได้ภูมิต้านทานหมู่ Herd Immunity ทางแพทย์คำนวณกันว่า ต้องฉีด 70% ของประชากร

การ Lock Down ของอังกฤษเข้มงวดมีประสิทธิภาพ ฯลฯ

ไหนๆ อิจฉาคนอังกฤษแล้ว คนอเมริกันก็มีความสุขไม่แพ้กัน เพื่อนนักธุรกิจเมืองซานฟรานซิสโก ของผม หลังได้วัคซีนวิเศษ Pfizer 2 เข็ม ก็บินไปลาสเวกัสทุกสัปดาห์ (ฮา)

แฟนกีฬาอเมริกันได้กลับมามีความสุขอีกครั้งเช่นกัน

การกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ หมายถึงการทำมาค้าขาย การทำมาหากินของพ่อค้าตัวเล็กๆ ได้ลืมตาอ้าปากมีอะไรยาไส้ ผู้คนได้มีงานทำ ไม่ต้องรอเงินแจกไม่ต้องรออาหาร “ปันสุข”

ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยลองผิดลองถูกกับการจัดหาวัคซีน การฉีดวัคซีน ฯลฯ

ตอนนี้ “คงหูตาสว่าง” สำนึกถึงคุณประโยชน์ของ “วัคซีนวิเศษ” ที่นอกจาก ลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ลดการเสียชีวิต

ยังเปิดทางให้ “ธุรกิจ” ฟื้นตัว ค่อยๆ กลับมาเหมือนเดิม ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยรายงาน น่าจะทำให้ “รัฐบาล” “ตื่น” (ได้บ้าง)

ปัญหา “หลุมรายได้” รายได้หายไปเกือบ 2 ล้านล้านบาท

สำหรับข้าราชการที่ทุกวันนี้ ยังไม่รู้เลยว่า “เงินเดือนและสวัสดิการ” ที่ท่านทั้งหลายรับอยู่ได้มาจาก “ภาษี”

และ “ภาษี” ก็คือเงินที่เก็บมาจาก “รายได้” ของธุรกิจ

หากธุรกิจ “ล่มล้มหาย” จะหา“เงิน” มาจ่าย “เงินเดือน” ได้อย่างไร

ปัญหา “การจ้างงาน” คนตกงานคนที่มีงานทำก็ได้ทำน้อยลง

ที่น่าเป็นห่วงมากคือ “เยาวชน” ที่จบใหม่ ไม่มีงานทำ เราคงจะเห็น “เด็กรุ่นใหม่” ก้าวร้าว เลื่อนลอย อยู่อย่างไม่มีอนาคตมากขึ้น

ปัญหา “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ”ไม่เท่าเทียม การส่งออกที่เราหวังพึ่งตลอดมา สร้างงานแค่ 8%

ขณะที่การบริการ จ้างงานถึง 52% การท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่อง ควรได้รับการพิจารณาหา มาตรการ “ฟื้นฟู” ให้กลับมาปกติโดยพลัน

เชื่อว่า “รัฐบาล” ได้พยายามสร้างภูเก็ต Sand Box สมุย Sand Box ฯลฯ แต่มันควรจะเป็นทั้งประเทศ Sand Box ปัญหาสุดท้ายที่เราชอบห่วงกันว่า เราแพ้เวียดนามและกำลังจะแพ้พม่า เขมร ลาว คือ เราถูกพิษโควิด-19 กระทบ “หนัก” กว่า

และแน่นอน “โดน” หนัก แถมได้ทีมงานที่เป๋ไปเป๋มา โอกาส “ฟื้นตัว” ของเรา จะช้ากว่าเพื่อนบ้าน

วิกฤติเป็นโอกาส

โรคระบาดพิสูจน์ความเป็น “ผู้นำ”

กฤษณ์ ศิรประภาศิริ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : คิดให้รอบคอบ ก่อนลงมือทำ #SootinClaimon.Com

Posted on August 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/596243

บทความพิเศษ : คิดให้รอบคอบ ก่อนลงมือทำ

บทความพิเศษ : คิดให้รอบคอบ ก่อนลงมือทำ

วันศุกร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

หมู่นี้ข่าวออกมาทางสื่อบ่อยครั้ง ว่ากระทรวงคมนาคมกำลังดำริจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ ซึ่งการตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ ก็คงจะต้องมีการใช้จ่ายในการลงทุนโดยใช้งบประมาณของรัฐ เพื่อซื้อเรือบรรทุกสินค้าวิ่งไป-มาตามท่าเรือระหว่างประเทศ โดยใช้พนักงานของรัฐ หลายหมื่นล้านบาท

ความจริงสายการเดินเรือแห่งชาติเคยมีมาแล้ว และก็ขาดทุนมากมาย จนต้องยุบสลายไปหลายปีมาแล้วผู้บริหารของกระทรวงคมนาคมควรที่จะไปศึกษาดูว่า สายการเดินเรือแห่งชาติในอดีต หรือที่เรียกว่า “บริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด” อันเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทำไมจึงอยู่ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ได้อภิสิทธิ์ในการขนส่งสินค้ามากกว่าสายการเดินเรือเอกชน

แล้วก็ควรจะไปศึกษาต่อด้วยว่า สายการบินแห่งชาติ ซึ่งเคยมีเกียรติประวัติยิ่งใหญ่มาแล้วทั่วโลก เป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทย ทำไมจึงต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย และขณะนี้ก็ได้กลายสภาพเป็นบริษัทเอกชน ที่เสนอแผนฟื้นฟูให้เจ้าหนี้พิจารณาอยู่

เหตุผลที่ทั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ และสายการบินแห่งชาติต้องล่มสลายไป เป็นเพราะการเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ การซื้อเครื่องบินหรือเรือเดินสมุทรครั้งละหลายหมื่นล้าน โดยการผลักดันและการอนุมัติของนักการเมืองในอดีต ทำให้รัฐวิสาหกิจทั้งสองต้องมีหนี้สินมากมายจนต้องล้มเลิกกิจการไป จริงหรือไม่

นอกจากรัฐวิสาหกิจทั้งสองแล้ว ยังมีองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) ของกระทรวงคมนาคมอีกใช่ไหม ที่ต้องถูกยกเลิกไปด้วย เนื่องจากเหตุผลมากมายหลายประการ ซึ่งข้าราชการประจำของกระทรวงคมนาคม ควรเข้าไปค้นเรื่องดูและสรุปเรื่องราวให้ฝ่ายการเมืองทราบ และพิจารณาเลิกคิดเสีย ว่าไม่มีทางไปรอดดอก ที่รัฐจะออกมาควักทุนเดินเรือเอง เดินอากาศเอง หรือว่าเดินรถเมล์เอง (กรณีของ ขสมก., บขส.) หรือเดินรถไฟเองเพราะ ร.ฟ.ท.เองก็อืดอาด ไม่ทันความก้าวหน้าในการขนส่งสินค้าทางบก สมัยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทรงสร้างรถไฟใช้เวลาไม่กี่สิบปีสร้างได้ 3,500 กิโลเมตร ออกมาเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้นโยบายของพรรคการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย 80 ปีเศษ จนถึงปี พ.ศ.2557 ขยายรางออกไปได้อีกเพียง 1,000 กิโลเมตร และขาดทุนมหาศาล จนกระทั่งในยุคที่รัฐบาลมีความต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ (Stability) เราจึงได้เห็นการปรับปรุงรางเดี่ยว ให้เป็นรางคู่การขยายเส้นทางไปจนถึงจังหวัดเชียงราย การมีรถไฟความเร็วสูง การมีรถไฟชานเมืองสีต่างๆ

การไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล (Executive Branch) โดยระบอบประชาธิปไตยที่เราใช้อยู่ ทำให้มีนักการเมืองหมุนเวียนกันมาเป็นรัฐบาลฝ่ายบริหารมากหน้าหลายตาและเมื่อระยะเวลาไม่แน่นอน ก็รีบหาทางลัดสะสมสิ่งจำเป็นในการดูแลคนในมุ้งไว้มากๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ

แท้ที่จริงแล้ว รัฐควรทำหน้าที่กำกับดูแล และส่งเสริมให้เอกชนเป็นผู้ประกอบการ ไม่ว่า จะเป็นการขนส่ง การสื่อสาร ซึ่งต้องฝ่าด่านการแข่งขันทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ อย่าไปคิดทำเองเลย จะสร้างหนี้สินให้ประชาชนรุ่นหลังต้องรับภาระอีกมากมายในอนาคต

ขอให้ดูกิจการโทรศัพท์เป็นตัวอย่าง เมื่อให้สัมปทานแก่เอกชนไปหลายราย เช่น AIS TRUE และ DTAC ก็ทำให้ประชาชนคนไทยมีโทรศัพท์ใช้กันอย่างเหลือเฟือ ช่วยในการทำให้ประเทศไทยก้าวหน้าทางด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีอย่างมาก และช่วยให้มีการซื้อขาย online ในระยะโควิดระบาด อย่างได้ผล ถ้าหากไปรอรัฐวิสาหกิจ เช่น องค์การโทรศัพท์ฯแล้ว บ้านเมืองของเราก็จะต้องล้าหลังกว่าลาวและเขมรอย่างแน่นอน (ถึงแม้ตอนนี้จะล้าหลังกว่ามาเลเซียและเวียดนามไปแล้ว)

ผู้เข้ามาบริหารบ้านเมือง หรือมาใช้อำนาจบริหาร (Executive Power) แทนปวงชนชาวไทย ควรจะปรับทัศนคติเสียใหม่ ว่าท่านเข้ามาเพื่อกำกับดูแล ให้การแข่งขันมีความเป็นธรรม ไม่มีการผูกขาด (Monopoly) และเข้ามาเพื่อส่งเสริมให้วิสาหกิจเอกชน มีความก้าวหน้าสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

ท่านทราบไหมว่า ขณะนี้ กิจการต่อเรือเดินทะเล และซ่อมเรือเดินทะเล ประสบปัญหาเพียงไหน เคยคิดเข้ามาช่วยพยุงฐานะและเปิดโอกาสให้ขยายกิจการ จนสามารถรับงานสร้างและงานซ่อมเรือจากสายการเดินเรือนานาชาติบ้างไหม ขณะนี้ การต่อเรือในประเทศ ไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้กับต่างประเทศได้เลย จากมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเหล็กรีดร้อนและรีดเย็นต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ทำให้เหล็กในประเทศขาดแคลน และราคาเหล็กในประเทศสูงกว่าราคาในตลาดโลก หากต่อเรือในประเทศต้องเสีย VAT 7% อีกทั้งการสนับสนุนส่งเสริมของ BOI ก็ทำให้เจ้าของเรือนิยมซื้อเรือมือสอง หรือนำเข้าเรือใหม่จากต่างประเทศ ทั้งๆที่ อุตสาหกรรมต่อเรือนั้นจะ สร้างการจ้างงานภายในประเทศ และนำเงินตราเข้าประเทศได้อย่างมาก ผู้ประกอบการภาคเอกชนจึงหันไปซื้อเรือจากนอกมาใช้ดีกว่า หนำซ้ำ ภาครัฐเอง ก็ยังเลือกที่จะต่อเรือกับต่างประเทศ ทั้งๆที่ อู่เรือในประเทศมีความรู้ความชำนาญ มีบุคลากรที่สามารถต่อเรือได้ทัดเทียมกับประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ลดการขาดดุลทางการค้า สร้างการจ้างงานในประเทศ และเกิดการ Transfer Technology ให้อุตสาหกรรม ต่อเรือและ ซ่อมเรือไทย พัฒนาต่อเนื่องได้ในอนาคต

ส่วนท่าเรือชายฝั่งที่ทางรัฐ (กระทรวงคมนาคม) ไปสร้างไว้ในอดีต ก็ขาดการดูแลบำรุงรักษา สร้างแล้วทิ้งขว้างๆ จึงมิได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร แล้วก็ยังคิดจะสร้างท่าเรือเดินสมุทรสำหรับนักท่องเที่ยวในอ่าวไทยอีก ซึ่งคงจะต้องใช้เงินอีกหลายหมื่นล้านบาท

รัฐบาลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อย หาเสถียรภาพหรือความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ได้ ท่านคงลืมไปแล้วว่า รัฐบาลก่อนหน้าท่าน ไปเวนคืนที่ดินเป็น Land Bridge กว้าง 100 เมตร สร้างถนนสายหลักยาว 200 กม. จากฝรั่งทะเลตะวันตกมาฝั่งทะเลตะวันออก กระบี่-สุราษฎร์ธานีไว้หลายสิบปีแล้ว เข้าใจว่าเป็นสมัยที่มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพยาวนาน ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์

ในปัจจุบันแทนที่ไทยจะมีท่อน้ำมันขนาดใหญ่จากฝั่งอันดามัน มาลงอ่าวไทย (ฝั่งแปซิฟิก) ที่ อ.ขนอม จ.สุราษฎร์ธานี แทนที่เรือประมงและเรือน้ำมันขนาดย่อม จะถูกลำเลียงทางรางข้ามฝั่ง แปซิฟิกไปลงฝั่งอันดามัน ก็ยังไม่มี จึงมีแต่ถูกชาวบ้านรุกล้ำเข้าไปใช้พื้นที่ที่ควรจะเป็น Land Bridge เชื่อมสองมหาสมุทร อยู่ในประเทศไทย ก็กลายเป็นที่ปลูกมะพร้าวและผลไม้ที่ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ เพราะรัฐเพิกเฉยในการดูแลและพัฒนาไปตามแผนเดิมที่มีอยู่

นอกจากนั้น ท่าเรือที่เอกชนสร้างค้างไว้ทางฝั่งแปซิฟิก (ในอ่าวไทย) ก็มีอยู่แต่ยังมิได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงคมนาคม หากรัฐอนุญาตให้ทำเป็นท่าเรือน้ำลึกได้ ก็จะเป็นการเปิดเส้นทางเชื่อมสองมหาสมุทรได้ทันที โดยรัฐไม่ต้องลงทุนเอง คอยแต่สนับสนุนเอกชน อำนวยความสะดวกแก่เอกชน เท่านั้นประเทศไทยก็ไปโลด

ส่วนการคิดสร้างท่าเรือสำราญ (Cruising Line) ที่เกาะสมุยก็ควรเลิกคิดได้ เพราะจะต้องลงทุนทำท่าเรืออีกมหาศาลและต้องใช้ที่ดินบนฝั่งเกาะสมุยอีกกว้างใหญ่ เพื่อรองรับโกดังสินค้า คลังสต๊อกน้ำมัน การศุลกากรการตรวจคนเข้าเมือง ฯลฯ ตลอดจน Supply Chain ของ Cruising Line

อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือสมุยไม่มีสนามบินสำหรับเครื่องบินขนาดใหญ่พิสัยไกล จะทำอย่างภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (หรือใช้ภาษาไทยตามวัฒนธรรมไทยว่า “กรณีศึกษาที่ภูเก็ต” หรือ “กรณีตัวอย่างของภูเก็ต” ก็น่าจะเหมาะสมอยู่) ผู้โดยสารจากเรือสำราญ (Cruising Line) ย่อมไม่สามารถจะบินเข้า-ออก ได้ดีเท่าที่ภูเก็ต หากใช้สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีสนามบินขนาดใหญ่ของรัฐอยู่แล้ว ใช้ท่าเรือของเอกชน ซึ่งมีอยู่แล้วที่อำเภอขนอม เราก็จะเปิด “สมุยแซนด์บ็อกซ์” หรือ “กรณีตัวอย่างของสมุย” ได้เลยภายในเวลาอันสั้น

ขอให้นักการเมืองที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือจากการสืบทอดอำนาจของการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ.2557 ลองไปคิดกันดู ว่าท่านอยู่ในตำแหน่งที่มีอิทธิพลในการสร้างประเทศ ที่มีโอกาสในการสร้างชาติไทย ท่านควรจะใช้ Political Will (ความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวทางการเมือง)ผลักดันเรื่อง Land Bridge และ ท่าเรือน้ำลึกของสองมหาสมุทร ให้แล้วเสร็จ โดยการส่งเสริม สนับสนุน และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าไปลงทุน บริหารจัดการ โดยรีบด่วนต่อไป

พูดถึง “กรณีตัวอย่างของภูเก็ต” (Phuket Sandbox)ต้องขอแสดงความยินดี กับรัฐบาลที่ทำแล้วได้ผลจริง ฝรั่งนักท่องเที่ยวบินตรงจากยุโรป มาอยู่ภูเก็ตอย่างสะดวกสบายนับหมื่นคน เพราะมีสนามบินขนาดใหญ่ไว้รองรับ แต่เขาก็ตำหนิว่า ควรจะทำได้ดีกว่านี้ เพราะขณะที่ตรวจสอบและกักตัวนักท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัด แต่กลับปล่อยให้แรงงานไทยและเทศ ทะลักเข้ามาทางถนนอย่างมากมายโดยไม่มีการกักตัว ทำเอาภูเก็ตเริ่มจะมีคนติดโควิดเพิ่มกันอีกแล้ว

จับให้มั่น คั้นหมาย ให้วายวอด

ช่วยให้รอด รักให้ชิด พิศมัย

เมื่อจำเป็น ก็ฟันทิ้ง อย่างจริงใจ

เด็ดให้ขาด แล้วชาติไทย จะเจริญ

เขียนจบแล้วให้คิดถึงจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ จัง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ปิดเรียน 1 ปี ข้อเสนอที่มาจาก ‘วิกฤติศรัทธา’ #SootinClaimon.Com

Posted on August 19, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/595400

บทความพิเศษ : ปิดเรียน 1 ปี ข้อเสนอที่มาจาก ‘วิกฤติศรัทธา’

บทความพิเศษ : ปิดเรียน 1 ปี ข้อเสนอที่มาจาก ‘วิกฤติศรัทธา’

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ความรุนแรงของไวรัสโควิค-19 สายพันธุ์เดลต้าในช่วงเดือนที่ผ่านมา (กรกฎาคม-สิงหาคม) นอกจากจะทำให้ระบบสาธารณสุขของประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติ เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยเกินอัตราที่รับได้ของโรงพยาบาล และโรงพยาบาลสนาม จนต้องเปิดระบบการพักรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation) และศูนย์พักรักษาตัวในชุมชน (Community Isolation) แล้ว ระบบการศึกษาก็เข้าสู่ภาวะวิกฤติด้วยเช่นเดียวกัน จนเกิดข้อเสนอจากนักวิชาการด้านการศึกษากลุ่มหนึ่ง รวมไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนอีกจำนวนไม่น้อย ที่อยากให้กระทรวงศึกษาธิการประกาศปิดเรียนเป็นเวลา 1 ปี สำหรับทุกโรงเรียน หรือตามสภาพและเงื่อนไขของแต่ละโรงเรียน และพื้นที่ชุมชนโดยรอบ ซึ่งในประเด็นนี้ยังไม่มีความชัดเจนออกมาจากผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประเมินวิกฤติ และการทบทวนนโยบายต่อสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

แน่นอนว่า ความกังวลของครู และผู้ปกครอง ต่อการระบาดของไวรัสที่รวดเร็วอันส่งผลให้นักเรียนจำนวนมากได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมไปถึงปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการเรียนรู้จากระบบการเรียนการสอนตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในตอนนี้ ที่สร้างความยุ่งยากแก่ผู้ปกครอง และลดทอนคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างรุนแรง เป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ข้อเสนอในเบื้องต้นได้รับการสื่อสารผ่านสื่อสารมวลชนอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นประเด็นสนใจของสังคม ดังนั้นการทบทวนนโยบาย และประเมินสถานการณ์ของระดับบริหาร จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อที่จะไม่ทำให้ปัญหามันเดินหน้าไปไกลกว่าการแก้ไข เปรียบได้กับเหตุการณ์ไฟไหม้ รู้เร็วเท่าไหร่ ดับได้เร็วเท่าไหร่ ความเสียหายก็อยู่ในความควบคุมได้เร็วเท่านั้น

ต่อไปนี้ จึงเป็นการประเมินปัญหา เพื่อทบทวนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ผมอยากนำเสนอให้เกิดความชัดเจนในแนวทางการแก้ไขปัญหาการเรียนการสอนที่ขาดคุณภาพในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ดังนี้

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 กระทรวงศึกษาธิการประกาศเลื่อนเปิดเทอมจากวันที่ 1 มิถุนายน เป็นวันที่ 14 มิถุนายน และในวันที่ 9 มิถุนายน“นายอัมพร พินะสา” เลขาธิการสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรองรับการจัดการเรียนการสอนใน 5 รูปแบบ คือ 1. การเรียนผ่านระบบโทรทัศน์(On-Air) 2. การเรียนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์(On-Demand) 3. การเรียนแบบถ่ายทอดสด (Online) 4. การเรียนด้วยการนำส่งเอกสารที่บ้าน (On-Hand) และ 5. การเรียนการสอนแบบปกติที่โรงเรียน (On-Site) ถ้าสามารถทำได้ภายใต้เงื่อนไขตามข้อกำหนดของคณะกรรมการควบคุมโรคที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้น ทั้งนี้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนนี้ อาจจะผสมผสานรูปแบบต่างๆ ทั้ง 5 รูปแบบในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละพื้นที่ได้ โดยให้โรงเรียนและผู้ปกครองร่วมกันพิจารณาเลือกรูปแบบการจัดการเรียนการสอนทางไกลให้เหมาะสมกับนักเรียน เช่น ความพร้อมของอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนการสอน และสัญญาณอินเตอร์เนต เป็นต้น

และเมื่อพิจารณาจากนโยบายที่เลขาธิการ สพฐ. กล่าวนี้ ก็น่าเชื่อได้ว่า การจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ 14 มิถุนายนเป็นต้นมา ควรจะเรียบร้อย และนักเรียนสามารถเรียนรู้ได้พอสมควรจากรูปแบบการเรียนการสอนที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

แต่คำถามก็คือ อะไรเกิดขึ้นกับการปฏิบัติตามนโยบาย 5 รูปแบบดังกล่าวนี้ ภายในเวลาประมาณ 2 เดือนหลังเปิดการเรียนการสอน จนทำให้ข้อเสนอปิดเรียนเป็นเวลา 1 ปี เกิดขึ้นมาในสังคม สำหรับผมแล้ว คำตอบอันชัดเจนที่สุดก็คือ รูปแบบการเรียนการสอนทั้ง 5 ทำงานไม่ได้ผล เพราะถ้าได้ผลที่ดี มีประสิทธิภาพ เสียงบ่น ข้อร้องเรียน รวมไปถึงข้อเสนอตามที่เกิดขึ้น จากนักวิชาการด้านการศึกษา พ่อแม่ผู้ปกครอง รวมไปถึงตัวนักเรียนเอง คงจะไม่กลายเป็นประเด็นรายวันตามสื่อสังคมออนไลน์เช่นนี้

สำหรับประเด็นแรกที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ อาจมีความสามารถในการออกแบบนโยบายที่ดูดี มีหลักการ แต่ต้องเกิดข้อผิดพลาด เพราะนโยบายนั้นไม่สามารถนำมาปฏิบัติให้เป็นผลสำเร็จได้ กลายเป็นว่า นโยบายไม่ได้มีไว้เพื่อประโยชน์สำหรับการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างแท้จริง

ประเด็นที่สอง คือ กระทรวงศึกษาธิการไม่เข้าใจบริบทของโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ ดีพอ หรืออาจบอกว่า เข้าไม่ถึงสภาพความเป็นจริงของทุกๆ โรงเรียนอย่างครบถ้วน เพราะการมอบนโยบายแบบครอบทั้งประเทศ แล้วให้ผู้บริหารโรงเรียนไปปรับใช้ตามสภาพเงื่อนไขของพื้นที่ อุปสรรคที่สำคัญก็คือ ความเหลื่อมล้ำในศักยภาพที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ นั่นส่งผลให้การเอื้ออำนวยการเรียนรู้ของนักเรียนในรูปแบบ 5 On มิได้สร้างประโยชน์ทางการศึกษาอันเท่าเทียมแก่นักเรียนทุกคน

ประเด็นที่สาม เป็นเรื่องที่ผมพยายามสื่อสารมาตลอดว่า แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมอบนโยบาย แต่กระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ได้กระจายอำนาจอย่างจริงใจให้กับเขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียน ทั้งการตัดสินใจ งบประมาณ อุปกรณ์การเรียนการสอน เป็นต้น นั่นทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้น โรงเรียนใหญ่ งบประมาณเยอะ เครื่องมือพร้อม ก็ง่ายต่อการปฏิบัติตามนโยบายของกระทรวง ส่วนโรงเรียนขนาดเล็ก ที่งบประมาณมีจำกัด เครื่องมือก็ไม่พร้อม การปฏิบัตินโยบายก็ไม่สามารถทำได้ แถมยังต้องตกอยู่ในสถานะ “ภาระ” ของกระทรวงศึกษาธิการ ในทัศนคติของผู้บริหารบางคนอีกต่างหาก

ทั้งหมดนี้ เป็นความชัดเจนว่า นักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบาย 5 On ของ สพฐ. และกระทรวงศึกษาธิการ จนนำมาสู่วิกฤติทางการศึกษาในสถานการณ์โควิด-19 เช่นนี้ มาจากความผิดพลาดในการออกแบบนโยบายของผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการ ที่ขาดความเข้าใจปัญหาทางด้านการศึกษา เข้าไม่ถึงสภาพความเป็นจริงของโรงเรียนทั่วประเทศ และไม่เคยได้สัมผัส หรือรู้สึกทุกข์ร้อนไปพร้อมๆ กับครู นักเรียน และผู้ปกครอง ที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากทางการศึกษาในสถานการณ์โควิด-19 อย่างแท้จริง และตรงนี้เองที่ทำให้การออกแบบนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ยิ่งไปเพิ่มวิกฤติให้แก่ระบบการเรียนการสอนของครู และโรงเรียน รวมไปถึงการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างน่ากังวล

ดังนั้น ผมมีข้อเสนอเร่งด่วน 2 ประการ เพื่อนำระบบการเรียนการสอนออกจากวิกฤติ และเพื่อกู้ศรัทธาให้กับกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

1. เร่งจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนขนาดเล็กประมาณ 20,000 แห่ง โรงเรียนละ 200,000 บาทต่อภาคการศึกษา เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์โควิด-19

2. เร่งพัฒนาระบบการเรียนรู้ทางออนไลน์ และการเรียนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (On Demand) ทันที

จากนั้น เมื่อหัวใจ และจิตสำนึกของผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการเปิดแล้ว เรามาลงรายละเอียดของกระบวนการทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวนี้ไปด้วยกัน ว่าควรมีแนวทางอย่างไร เพราะข้อเสนอสำหรับคนที่จิตสำนึกต่ำ และ “ปิดใจ” คุยอย่างไรก็ไม่เกิดประโยชน์ครับ

กนก วงษ์ตระหง่าน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : พลิกกลไกรัฐ พลิกสถานการณ์โควิด #SootinClaimon.Com

Posted on August 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/594994

บทความพิเศษ : พลิกกลไกรัฐ  พลิกสถานการณ์โควิด

บทความพิเศษ : พลิกกลไกรัฐ พลิกสถานการณ์โควิด

วันอาทิตย์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

1.นักคิด-นักวิชาการได้เตือนมานานว่า “โครงสร้างอำนาจคือปัญหาใหญ่ของประเทศ” ระบบอำนาจรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง ระบบราชการที่เน้นการควบคุมด้วยกฎหมาย กฎ ระเบียบ จำนวนมหาศาล เหมือน“มัดตราสังประเทศไทย” ให้ไม่มีศักยภาพที่จะคิดเองทำเอง ริเริ่มใหม่ หรือนวัตกรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ระบบราชการจึงอืดอาดยืดยาด เช้าชามเย็นชาม ไม่มีสมรรถนะที่จะเผชิญสิ่งที่ยากและซับซ้อน เป็นเหตุให้ประเทศวิกฤติและควบคุมโควิดไม่อยู่

ระบบรวมศูนย์อำนาจ ทำให้นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาทุกคนทำผิดบทบาท คือใช้เวลาไปกับการบริหารจิปาถะรอบตัวจนทำไม่ไหวและทำไม่ได้ดี แทนที่จะทำหน้าที่ผู้นำทิศทางและนโยบายของประเทศ นายกรัฐมนตรีควรจะเป็นผู้สร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม ให้ทุกภาคส่วนของประเทศมีความมุ่งมั่นร่วมกันและเป็นผู้ปฏิบัติ อีกนัยหนึ่งคือการกระจายอำนาจไปอย่างทั่วถึงส่วนกลางทำหน้าที่นำทิศทางและนโยบาย ซึ่งรวมทั้งสนับสนุนให้เกิดความสำเร็จ

2.การปรับตัวฉับพลันให้ทันสถานการณ์เฉพาะหน้าสถานการณ์เฉพาะหน้าคือ คนไทยทั่วประเทศกำลังเจ็บป่วยล้มตายอย่างน่าอนาถ พร้อมๆ กับเศรษฐกิจล้มละลายเราจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกลไกของรัฐปรับตัวอย่างฉับพลันให้กระฉับกระเฉง ว่องไว รวดเร็ว ทันการณ์และมีสัมฤทธิภาพสูง ในระบบร่างกาย หัวใจ ตับ ปอด ต่อม ไต ต่างๆ ต้องมีความเป็นอัตโนมัติ (Autonomy)จะไปรอให้มีใครมาสั่งไม่ได้ เพราะจะไม่ทันการณ์และสั่งผิดสั่งถูก

หัวใจต้องเต้นเอง ปอดต้องหายใจเองฉันใด กลไกของรัฐก็ฉันนั้น นั่นคือปล่อยให้ทุกส่วนมีความเป็นอัตโนมัติ สามารถคิดเอง ทำเอง ริเริ่มเอง ปรับตัวได้รวดเร็วให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รัฐส่วนกลางปรับตัวมาทำหน้าที่ชี้นำทิศทางและนโยบาย ซึ่งรวมทั้งสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม หรือความมุ่งมั่นร่วมกัน เมื่อคนทั้งประเทศมีเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม ก็จะเป็นประดุจการจูนคลื่นแสง เกิดเป็นพลังแสงเลเซอร์ที่มีอำนาจทะลุทะลวงสูง

นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้นำทิศทางและนโยบาย ไม่ใช่มั่วงานทุกอย่างจนเสียศูนย์ และทำการสื่อสารให้คนทั้งประเทศมีเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม รัฐสภาต้องรวมตัวกันแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคโดยรวดเร็ว ถ้าสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน สามารถแก้กฎหมายเก่า สร้างกฎหมายใหม่ ได้รวดเร็วภายใน 1 วัน

3.เครื่องมือใหม่ 2 อย่างของนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีตั้งแต่นี้ต่อไป ควรจะมีเครื่องมือใหม่ 2 อย่าง คือ 3.1 ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีที่มีความเฉียบแหลมประดุจขงเบ้ง นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุด จึงต้องประกอบด้วยปัญญาสูงสุด ที่ประชุมครม.ไม่ใช่องค์ปัญญาสูงสุด แต่มีหางของอำนาจและผลประโยชน์ยาวไกล ปัญญาสูงสุดต้องเป็นอิสระจากผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ

นายกรัฐมนตรีต้องตามหาที่ปรึกษาชนิดนี้ เหมือนเล่าปี่ตามหาขงเบ้ง นายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาต้องมีความสัมพันธ์เชิงกัลยาณมิตร เหมือนเล่าปี่-ขงเบ้ง เล่าปี่มีขุนพลที่รบเก่ง แต่รบไม่ชนะจนกระทั่งได้ขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษาฉันใด นายกรัฐมนตรีไทยต่อไปก็ควรเป็นเช่นนั้น3.2 ทีมสัมฤทธิศาสตร์ของนายกรัฐมนตรี (Prime Minister’s Delivery Unit = PMDU) การบริหารนโยบายจาก ครม. ไปตามช่องทางปรกติของระบบราชการไม่นำไปสู่ความสำเร็จ เพราะระบบราชการเน้นที่การบริหารกฎระเบียบ ไม่ใช่ระบบบริหารความสำเร็จ

การบริหารนโยบายไปสู่ความสำเร็จต้องทำให้ครบวงจร ซึ่งมี 12 ขั้นตอน ถ้าทำเป็นระบบครบวงจร ไม่มีทางไม่สำเร็จ แม้จะยากเพียงใดก็สำเร็จ จึงเรียกกระบวนการนี้ว่าสัมฤทธิศาสตร์ทีมสัมฤทธิศาสตร์ของนายกรัฐมนตรี (PMDU) ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญในการขับเคลื่อนนโยบายครบวงจรสู่ความสำเร็จ จะช่วยให้เกิดความสำเร็จในนโยบายต่างๆ กระทรวงต่างๆ ก็ควรมีทีมสัมฤทธิศาสตร์ ด้วยเหมือนกัน เครื่องมือใหม่ 2 อย่าง จะช่วยให้ใครก็ตามที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีมีความสำเร็จสูง

4.เป้าหมาย 3 ประการในการเผชิญสถานการณ์โควิด-19 ขณะนี้โควิด-19 ได้ระบาดไปทั่วประเทศแล้ว เป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม น่าจะมี 3 ประการ คือ 4.1 รักษาผู้ป่วยทุกคนทั่วประเทศ แบ่งเป็น “ผู้ป่วยอาการไม่หนัก” รักษาตัวที่บ้านหรือในชุมชน โดยให้ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์โดยสะดวกทุกคน ต้องทุ่มเทเรื่องการผลิตยา และนำยาถึงบ้านผู้ป่วยอย่างเพียงพอและรวดเร็ว

“ผู้ป่วยอาการปานกลาง” ขยายฐานการรักษา วัดโรงเรียน มหาวิทยาลัย ชุมชน กองทัพ บริษัท ดูแลโดยอาสาสมัครที่เคยป่วยด้วยโควิดมาแล้ว คนเหล่านี้มีภูมิคุ้มกัน รู้วิธีรักษา และกำลังตกงาน ถ้าได้ทำงานนี้มีเบี้ยเลี้ยงด้วย ดูแลได้ดีด้วย โดยไม่ต้องกลัวติดโรคด้วย และ “ผู้ป่วยหนัก” ดูแลโดยแพทย์ และพยาบาลในสถานพยาบาล 4.2 ฉีดวัคซีนโควิดในประชาชนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด จะโอ้เอ้ล่าช้าเหมือนเมื่อเริ่มต้นไม่ได้ ต้องกระจายอำนาจไปให้องค์กรที่สามารถทำได้รับผิดชอบ เช่น อบต. มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน สภากาชาด มูลนิธิที่เข้มแข็งภาคธุรกิจที่แข็งแรง

4.3 สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ทุกตำบล อำเภอ จังหวัด เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันทางสังคมและเศรษฐกิจ การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ทำให้ประชาชนมีกินมีใช้ มีเงินในมือ ทำให้มีกำลังกาย กำลังใจ กำลังทางสังคม เป็นภูมิคุ้มกันทางสังคมเศรษฐกิจเข้ามาบรรจบกัน การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนหยุดยั้งการระบาดของโควิดลงได้ทั้งประเทศในเวลาไม่นาน

ทั้งนี้ รัฐส่วนกลางต้องไม่ออกคำสั่งเชิงปฏิบัติ ซึ่งจะล่าช้าไม่ทันการณ์และสั่งผิดสั่งถูก ให้เป็นหน้าที่ของภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ที่จะคิดเองทำเองอย่างสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยส่วนกลางทำหน้าที่นำทางทิศทางและนโยบาย สร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม การมีทีมสัมฤทธิศาสตร์ของนายกรัฐมนตรีและของกระทรวงต่างๆ จะช่วยให้นโยบายทุกอย่างเป็นผลสำเร็จ

“อนึ่ง ในยามคับขันที่จะต้องเอาชนะข้าศึก การพูดจาของทุกฝ่ายจะต้องระมัดระวัง แม้ของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเชี่ยวชาญ จะพูดจากความรู้ทางเทคนิคเท่านั้นไม่ได้ เพราะนโยบายต้องเป็นปัญญาสูงสุดรอบด้านที่สุด วิเคราะห์ผลดีผลเสียทุกด้านมาอย่างดีที่สุด แล้วจึงพูดหรือไม่พูด สาธารณะจะได้ไม่สับสนอย่างทุกวันนี้ ถือหลักสัมมาวาจาที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้จะดีที่สุด คือ (1) จะพูดอะไรต้องเป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง (2) พูดเป็นปิยวาจา ไม่พูดเพ้อเจ้อ ส่อเสียด ยุยงให้เขาแตกกัน (3) พูดถูกกาลเทศะ(4) พูดแล้วเกิดประโยชน์ ไม่เกิดประโยชน์ไม่พูด”

หมายเหตุ : การบริหารนโยบายไปสู่ความสำเร็จต้องทำให้ครบวงจร ซึ่งมี 12 ขั้นตอน สามารถดูได้จากหนังสือ คู่มือขับเคลื่อนระบบนโยบายครบวงจร12 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จ (คู่มือสัมฤทธิศาสตร์พาชาติออกจากวิกฤติ)

(เกียรติคุณ) นพ.ประเวศ วะสี

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,901,732 hits

Join 4,119 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ทำเนียบฯ เตรียมความพร้อมสถานที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ 6 เม.ย.นี้ ก่อนแถลงนโยบาย
สถานีวิจัยฯ สะแกราช เชิญชวนน้องๆ เข้าค่ายปิดเทอมฤดูร้อน ‘Summer Science camp’ ผ่านการเรียนรู้ธรรมชาติ – วิทยาศาสตร์
สกร. เปิด ‘ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ’ พลิกการเรียนรู้สู่การลงมือทำจริง สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน
'น้าเดช'ย้อนเหตุผล? ทำไมคนไทยไม่เชื่อเรื่อง คุณภาพน้ำมัน ที่รัฐบาลออกมาพูด
‘วทจ. รุ่น 8’ บุกปักกิ่ง เจาะรหัสความสำเร็จแดนมังกร
สหัสวัต สับรัฐจัดการล้มเหลว แรงงานข้ามชาตินับล้านเสี่ยงผิดกฎหมาย
เช็กบิลความจองหองพรรคส้ม! 10 แกนนำพรรคลุ้นชะตา เซ่นลายเซ็นแก้ ม.112
นายกฯ ส่งสารวันข้าราชการพลเรือน ย้ำต้องเป็นที่พึ่งประชาชน ขับเคลื่อนนโยบายสู่ผลสำเร็จ
สยบดราม่าผลประโยชน์ทับซ้อน นายกฯ จ่อตั้ง เอกนิติ คุม ศบก.-พลังงาน แทน พิพัฒน์
‘ธนัช เตชะรัตนวิบูลย์’ นักเทควันโดหนุ่มจาก ม.สยาม คว้าแชมป์เทควันโดชิงแชมป์ประเทศไทย 2026 รุ่น 54 กก.

Recent Posts

  • ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’
  • เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้
  • เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้
  • สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ
  • วิปสภา วางไม่เป็นทางการรวม 32 ชม. อภิปรายนโยบายรัฐ ฝ่ายค้าน 14 รัฐบาล 5 สว. 4 รอเคาะอีกครั้ง 7 เม.ย.

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d