Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: บทความพิเศษ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

บทความพิเศษ : เรื่องที่ ‘ต้องทำทันที’ เพื่อ ‘โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง’ #SootinClaimon.Com

Posted on February 17, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/553198

บทความพิเศษ : เรื่องที่ ‘ต้องทำทันที’ เพื่อ ‘โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง’

บทความพิเศษ : เรื่องที่ ‘ต้องทำทันที’ เพื่อ ‘โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง’

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

1.“โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง” คือ นโยบายล่าสุดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “นายณัฏฐพลทีปสุวรรณ” ด้วยความตั้งใจยกระดับคุณภาพโรงเรียนในพื้นที่สี่มุมเมืองของกรุงเทพมหานคร และหวังว่าจะส่งผลให้เกิดการยกระดับอย่างต่อเนื่องไปยังโรงเรียนอื่นๆ ในอนาคต

สำหรับประเด็นที่รัฐมนตรีท่านนี้ต้องการจะทำคือ หนึ่ง สนับสนุนการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี สอง จัดหาครูสอนภาษาต่างประเทศ สาม ปรับกระบวนการยกระดับความรู้ของแต่ละหลักสูตรให้น่าสนใจ และสี่ ผลักดันให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล นี่เป็น 4 เรื่องที่จะทำให้ “โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง” ตามนโยบายใหม่ (2564) ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

ก่อนอื่นผมขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ “คำเฉพาะ” ที่ รมว. ท่านนี้ และอดีตรมว.ศธ. ในอดีตอีกหลายท่านพยายามประดิษฐ์ขึ้นมาเรียกขานนโยบายของตัวเอง เพื่อสร้าง “การจดจำส่วนตัว” อาทิ ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้, คูปองครู, 1 ตำบล 1 โรงเรียนคุณภาพ, โรงเรียน ICU จนมาถึงปัจจุบัน โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง ซึ่งไม่ปฏิเสธว่า เป็นการง่ายต่อการจดจำ แต่จากประวัติศาสตร์ของ ศธ. ที่ผ่านมา นโยบายจำง่ายเหล่านี้ก็มักจะหายไปพร้อมกับเจ้าของนโยบาย (รมว.) อยู่เสมอ ในครั้งนี้จึงหวังว่า จะไม่เกิดขึ้นกับ “โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง” อีกหน

2.ในส่วนของ 4 ประเด็นที่จะทำให้โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมืองนั้น ก็คงต้องขอลงรายละเอียดเป็นเรื่องๆ ไปเพื่อความชัดเจนในการนำไปปฏิบัติอย่างแม่นยำ ดังนี้

1.การใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับปัจจุบัน และอนาคต แต่ดิจิทัลเทคโนโลยีเป็นเพียง “เครื่องมือ” หรือพาหนะในการสอนของครูเท่านั้น แต่การเตรียม “สาระวิชา” ให้ถูกต้อง ชัดเจน และสามารถเข้าใจได้ง่าย เช่น การทำภาพประกอบ (Infographic) ของประเด็นความคิดอันเป็นสาระวิชาที่นำมาสอน นั่นคือสิ่งสำคัญ ที่ต้องเตรียมการให้พร้อม ส่วนเทคโนโลยีนั้น ต้องมีไว้เพื่อช่วยสนับสนุนให้นักเรียนสามารถค้นคว้าและทำงานกลุ่มได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งโรงเรียนควรต้องจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ให้นักเรียนได้ครบทุกคน โดยไม่ต้องเป็นภาระของพ่อแม่ผู้ปกครอง

2.สำหรับการจัดหาครูสอนภาษาต่างประเทศ หัวใจสำคัญก็คือ ครูสอนภาษาต่างประเทศต้องมีทักษะเรื่อง“วิธีการสอน” ภาษา ไม่ใช่แค่เพียงพูดภาษาอังกฤษได้เท่านั้น ที่สำคัญ ต้องเข้าใจด้วยว่า การจ้างครูสอนภาษาต่างประเทศ ต้องเป็นครูที่มาจากประเทศเจ้าของภาษาเท่านั้น เช่น ครูสอนภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนอังกฤษ เพราะทุกวันนี้ภาษาอังกฤษก็ใช้กันในหลายประเทศทั่วโลก จึงมีทั้งภาษาอังกฤษสำเนียงสิงคโปร์ อินเดีย ตุรกี หรือเยอรมัน เป็นต้น ดังนั้น เมื่อชีวิตจริงของนักเรียนมีโอกาสได้ยินภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงอันหลากหลาย การฝึกให้นักเรียนไทยสามารถเข้าใจภาษาอังกฤษในสำเนียงต่างๆ ได้จึงเป็นสิ่งที่ดี

3.การปรับกระบวนการยกระดับความรู้ของแต่ละหลักสูตรให้น่าสนใจ เป็นเรื่องยากที่สุดของนโยบายนี้เพราะการยกระดับความรู้ให้มีคุณภาพ ต้องอาศัยการทำงานหนักด้วยวิธีการที่ถูกต้องของครู ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย เพราะครูส่วนใหญ่ทำไม่เป็น และส่วนหนึ่งก็ไม่ต้องการจะทำ ดังนั้น สำหรับคำว่า “น่าสนใจ” ที่รัฐมนตรีนำมากำหนดใช้นั้น คือความกังวลของผม ว่าจะตกลงไปใน “กับดัก” ของข้าราชการกระทรวง คือ ทำให้ “รูปแบบ” การสอนน่าสนใจ แต่ในเรื่องสาระและการเรียนรู้ของนักเรียนจะไม่เกิดขึ้น เช่น การเปิดให้นักเรียนดูภาพยนตร์ และคลิปต่างๆ ซึ่งนักเรียนก็จะสนใจกับภาพยนตร์และคลิปเหล่านั้น แต่เมื่อดูจบแล้ว นักเรียนไม่สามารถสรุปประเด็นการเรียนรู้จากภาพยนตร์หรือคลิปนั้นได้เลย เป็นต้น 

และ 4.การทำให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ดี และมีการพูดกันมานาน แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงเสียที รัฐมนตรีก็พูดเองว่า กังวลเกี่ยวกับกฎระเบียบของกระทรวงจะทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นไม่ได้ นั่นเพราะการเป็นโรงเรียนนิติบุคคลนั้น หมายความว่าโรงเรียนจะได้รับงบประมาณอุดหนุนเป็นก้อน (Block Grant) และผู้บริหารโรงเรียนสามารถบริหารงบประมาณก้อนนั้นได้อย่างอิสระ ซึ่งทำให้ข้าราชการในส่วนกลางของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไม่สามารถแทรกแซงได้ หรือเป็นการลดอำนาจของข้าราชการในส่วนกลางและในเขตพื้นที่การศึกษานั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องยาก และคาดว่าคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในสมัย รมว. ท่านนี้ ซึ่งถ้า รมว. มีความตั้งใจจริง ผมขอเสนอให้ท่านเริ่มต้นที่การกระจายงบประมาณอุดหนุนตรงไปให้โรงเรียนก่อนเลย ซึ่งเชื่อว่าในส่วนอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคจะค่อยๆ ปรับตัวยอมรับในเวลาต่อมา

4.สำหรับนโยบาย “โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง” ต้องถือว่าเป็นความตั้งใจที่ดีของ รมต.ณัฏฐพล ที่จะสร้างโรงเรียนคุณภาพให้เกิดขึ้น 4 แห่งเป็นตัวอย่างใน กทม. ซึ่งผมคาดว่า โรงเรียนทั้ง 4 แห่งนี้น่าจะได้รับการสนับสนุนทั้งงบประมาณและเครื่องมืออุปกรณ์มากมาย แต่อย่างที่ผมนำเสนอไปแล้วว่า “คุณภาพการสอน” ของครู คือสิ่งสำคัญที่สุดต่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากเมื่อประเมินจากการทำงานในตำแหน่งมากว่า 2 ปีของ รมว. คนนี้ ที่ไม่เคยพยายามแก้ไข “วิธีการสอน” ของครูในโรงเรียนที่สังกัดกระทรวง ศธ. เลย แล้วจะหวังอะไรกับท้ายขบวน ซึ่งเป็นข้าราชการประจำที่มีข้อจำกัดในการทำงานของตนเองมาอย่างยาวนานจน ศธ. ไม่มีผลงานอันน่าประทับใจอะไรเกิดขึ้นมาเลยในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่เป็นกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงเป็นอันดับต้นๆ ในทุกๆ ปี

แม้ว่า รมว. ท่านนี้จะติดกับดักข้าราชการประจำเหมือนกับอดีต รมว.หลายๆ ท่านที่ผ่านมา จนทำให้ผมมีความเชื่อที่ว่านโยบาย “โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง” ก็คงจะไปไม่ถึงไหน กระนั้น ผมก็แอบมีความหวังน้อยๆ ว่า รมต.ณัฏฐพล จะส่งผู้อำนวยการโรงเรียนคุณภาพสูง (เก่งและดี) ที่มี “ภาวะผู้นำ” ไปประจำที่โรงเรียนตัวอย่างทั้ง 4 แห่งนี้ได้อย่างแม่นยำ เพราะข้อสรุปของการบริหารการศึกษาข้อหนึ่งที่ผมเรียนรู้มาจากประสบการณ์ในการทำงานก็คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีคุณภาพ คือกุญแจไขไปสู่การเป็นโรงเรียนที่ดี ซึ่งข้อเสนอ เช่นนี้ ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากในระดับ รมว. เพื่อที่งบประมาณสำหรับนโยบายนี้ จะมีประโยชน์ขึ้นมาบ้างสำหรับคุณภาพการเรียนรู้ที่ดีของนักเรียน

กนก วงษ์ตระหง่าน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ความด้อยพัฒนาของสังคมไทย #SootinClaimon.Com

Posted on February 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/552974

บทความพิเศษ : ความด้อยพัฒนาของสังคมไทย

บทความพิเศษ : ความด้อยพัฒนาของสังคมไทย

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้ ได้มีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับเพื่อนชาวต่างประเทศและเพื่อนชาวไทยด้วยกันบ่อยครั้ง ด้วยความห่วงใยต่อประเทศไทย ในวงสนทนาผมจึงมักจะถามความเห็นท่านผู้ทรงคุณวุฒิ และมิตรชาวต่างประเทศเหล่านั้นเสมอๆ ว่า ในมุมมองและสายตาของท่าน มีความเห็นต่อความเจริญก้าวหน้าและความด้อยพัฒนาของไทยอย่างไรบ้าง เหตุที่ถามเช่นนี้ เพราะอยากทราบความคิดเห็นและมุมมองของท่านทั้งหลายเหล่านั้น เพื่อสอบทานกับความคิดเห็นของตน ว่ามีความคิดเห็นเป็นกังวลต่อบ้านเมืองในทำนองเดียวกันหรือไม่ หรือเป็นตัวเราเองที่มองเมืองไทยในแง่ร้ายแต่เพียงลำพัง ด้วยเห็นว่าบทสนทนาและความคิดเห็นเหล่านั้น น่าจะมีประโยชน์ต่อบ้านเมือง จึงขอนำบทสรุปที่ได้รับมาเล่าสู่กันฟังครับ

สิ่งที่คนบ้านอื่นเมืองอื่นเขามองเรา แม้จะเป็นเรื่องที่เราเห็นจนคุ้นชินตา แต่เมื่อพิจารณาให้ดีๆ แล้ว จะมีความสำคัญต่อการพัฒนาบ้านเมืองแบบที่เจ้าของประเทศฟังแล้วต้องคิดทบทวน หันกลับมามองและปรับปรุงตนเอง หากเราจะสร้างชาติให้พ้นกับดักรายได้ปานกลาง ก้าวสู่ชาติที่พัฒนาเทียบเคียงกับประเทศชั้นนำของโลก แม้ว่าประเทศไทยจะเจริญและพัฒนาก้าวหน้าไปมากในหลายๆ ด้าน เป็นประเทศที่เจริญกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน แต่วันนี้ขอเอาเฉพาะเรื่องที่เขามองไทยว่าด้อยพัฒนามาบอกเล่าสู่กันฟังเท่านั้น โดยมิได้พูดถึงด้านที่ได้รับความชมเชย ทั้งนี้ก็เพื่อการปรับปรุงแก้ไขสู่สิ่งที่ดีกว่า มากกว่าพึงพอใจแต่คำชมเชย

1. คนบ้านเมืองอื่นเขามองว่า คนไทยนั้นยังงมงาย เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในหลงใหลกับไสยศาสตร์มากกว่าความเป็นวิทยาศาสตร์มาก คนไทยมองว่าทุกสิ่งกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากมีคนเฮละโลไปกราบไหว้ก็จะแห่ไปตามกัน ไม่ว่าจอมปลวก ต้นกล้วย ควายออกลูกหน้าตาแปลกๆ จนกระทั่งมีการล้อเลียนคนไทยว่า“เมืองไทยอะไรก็ศักดิ์สิทธิ์หมด ยกเว้นกฎหมาย” ซึ่งประเทศที่เจริญประชาชนจะมีวินัย เคารพกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ เคร่งครัดต่อระเบียบและกฎหมายไม่ทำตนอยู่เหนือประชาชน

2.คนไทยจำนวนมากยังหมกมุ่นอยู่กับการเล่นหวยและการพนัน หวังรวยแบบฟลุกๆ มากกว่าการขยันทำมาหากินและประหยัดอดออม นอกจากเล่นหวยสลากกินแบ่งรัฐบาลแล้ว ยังมีหวยหุ้นทั้งตลาดดาวโจนส์ ตลาดหุ้นจีน เวียดนามและอื่นๆ การพนันฟุตบอล รวมถึงเข้าบ่อนการพนัน และการพนันออนไลน์ เข้าถึงทุกคนทุกครอบครัวไม่เว้นเด็กเยาวชน ซึ่งล้วนทำลายพลังสร้างสรรค์

3.คนไทยอ่านหนังสือค้นคว้าหาความรู้น้อยโดยเฉลี่ย เสพแต่ข่าวอาชญากรรมที่โหดร้าย สื่อนำเสนอแต่ข่าวผัวเมียตีกัน ครูข่มขืนล่อลวงเด็ก แม่บ้านก็ติดละครน้ำเน่า และการบันเทิงที่ไม่ประเทืองปัญญา เด็กเยาวชนพลอยถูกมอมเมาจากสิ่งล้าหลังและอันตรายจากยาเสพติด

4.เมืองไทยยังขาดแคลนนักการเมือง และผู้นำประเทศ ที่มีคุณภาพและมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศ สร้างชาติระบอบการเมืองยังไม่อาจส่งเสริมต่อการพัฒนาได้เต็มศักยภาพ ทั้งๆ เป็นประเทศที่มีทำเลที่ตั้งดีในทางภูมิรัฐศาสตร์ มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีคนไทยที่เก่งและมีคุณภาพพร้อมในทุกๆ ด้าน แต่กลับสมองไหลหนีไปทำงานรับจ้างต่างชาติ เพราะไม่มีเวทีในไทยส่งเสริมให้ทุ่มเททำงาน

5.ระบบราชการและการเมือง ยังมีการทุจริตประพฤติมิชอบจำนวนมาก โดยดูจากข้อมูลคดีเรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่อยู่ในการติดตามตรวจสอบและดำเนินคดีของ ป.ป.ช.และศาลอาญาคดีทุจริตฯ เป็นดัชนีบ่งชี้ว่า ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ ยังเป็นมะเร็งร้ายเกาะกินสังคมไทย และความเจริญก้าวหน้าของข้าราชการ ต้องใช้วิธีการวิ่งเต้น มิได้เป็นไปโดยระบบคุณธรรมความสามารถ เป็นปัญหาที่เหนี่ยวรั้งการพัฒนาประเทศอย่างยิ่ง

6.ระบบการประมูลงานโครงการใหญ่ๆ มูลค่าหลายหมื่นล้าน หรือการให้อนุญาต สัมปทานบัตรต่างๆ มีความไม่โปร่งใส หลายโครงการส่อไปในทางไม่สุจริต มีการต่อสัญญาไม่ชอบ ล้มเลิกประมูล แก้ทีโออาร์ ประมูลใหม่แบบมีพิรุธ รัฐมักเสียค่าโง่แก่เอกชน จนเป็นที่ครหา มีให้เห็นบ่อยๆ ทำลายมาตรฐานและความเชื่อถือในสายตาชาวโลก

7.การเมืองภาคประชาชนอ่อนแอลง จากอดีตที่พลังประชาชนและพลังฝ่ายประชาธิปไตยเคยเข้มแข็ง กลับอ่อนแอลง พลังของคนรุ่นใหม่ที่อ้างว่าจะขึ้นมานำการเปลี่ยนแปลง กลับกลายเป็นพลังที่ด้อยคุณภาพ ขาดเนื้อหาสาระในการเคลื่อนไหวตรวจสอบที่มีพลัง ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน กลายเป็นการชุมนุมของม็อบต่ออายุให้รัฐบาลทหาร มากกว่าที่จะเป็นพลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้า กลุ่มแกนนำไม่มีความรู้ความสามารถในการนำ และไม่มีเกียรติประวัติหรือบารมีความน่าเชื่อถือรูปแบบการเคลื่อนไหวไม่มีความชอบธรรม ก่อแต่เหตุความรุนแรง ปราศรัยหยาบคายไร้ข้อมูล และละเมิดกฎหมาย จนต้องคดีนับไม่ถ้วน การชุมนุมขาดแนวร่วมสนับสนุน จึงมิอาจเป็นความหวังประชาชนสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า

8.ประเทศไทยยังขาดการทุ่มเทลงทุนพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านนวัตกรรม วิจัยและพัฒนา อย่างจริงจัง เป็นประเทศผู้ซื้อและบริโภคด้านเทคโนโลยีต่างๆ มากกว่าการเป็นประเทศผู้ประดิษฐ์ คิดค้นและพัฒนา ที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง หรือเพื่อการพาณิชย์ ทั้งที่ไทยมีนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งๆ จำนวนมาก รัฐบาลไทยยังมิได้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษาค้นคว้า วิจัยและพัฒนา เช่น ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสพัฒนาศักยภาพของประเทศ ให้ก้าวทัดเทียมอารยประเทศ

ที่เล่าและเขียนมาดังกล่าว เป็นเสียงสะท้อนที่เป็นมุมมองของคนไทยและชาวต่างประเทศ ที่มาจากวงสนทนาของคนที่รักและห่วงใยประเทศ มุมคิดมุมมองของบุคคลต่างๆ เหล่านี้ที่มองไทย โดยส่วนใหญ่ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยครับ เพราะปัจจัยเหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญแห่งความด้อยพัฒนาของสังคมไทย ประเทศโดยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้บริหารประเทศมาโดยต่อเนื่องเกือบครบ 7 ปีแล้ว เป้าหมายใหญ่ที่รัฐบาลนี้ชูขึ้นสูงเด่นคือ ประเทศไทยยุค 4.0 ก้าวสู่สังคมดิจิทัลทันกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 และประกาศจะนำพาประเทศไทยให้ก้าวพ้นประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลางนั่นหมายถึงว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยของเราจะก้าวขึ้นสู่ความเป็นประเทศที่พัฒนานั่นเอง ปัญหาว่า ประเทศไทยจะก้าวสู่จุดหมายนั้นได้อย่างไร ถ้าหากความด้อยพัฒนาของประเทศและศักยภาพของคน ยังเป็นดังที่กล่าวมาข้างต้น คงยากที่ไทยจะก้าวไปถึงเป้าหมายนั้นได้ คำถามดังๆที่รัฐบาลต้องตอบคือ ท่านได้ทำอะไรเพื่อขจัดความด้อยพัฒนาเหล่านั้นหรือยังครับ ก่อนที่จะวาดฝันในอากาศให้เป็นจริง

ประพันธุ์ คูณมี

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้ บทบาทครูต้องทำอย่างไร? #SootinClaimon.Com

Posted on February 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/552522

บทความพิเศษ : เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้ บทบาทครูต้องทำอย่างไร?

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการ “ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยงออนไลน์”ภายใต้รูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือต้องการให้ผู้เรียนเกิดความรู้ชัดเจนในสิ่งที่เรียน และสามารถนำไปคิดต่อ ต่อยอดใช้ได้ในชีวิต จึงเป็นบทบาทของครูที่ต้องจัดการเรียนการสอนให้ศิษย์รู้จักเชื่อมโยง ซึ่งในการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) “จัดการความรู้และเติมความรู้” ให้กับ “ครูแกนนำ” ทั่วประเทศ จัดโดย มูลนิธิสยามกัมมาจล ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เมื่อเดือน ธ.ค. 2563 ได้เชิญวิทยากร 3 ท่าน มาให้มุมมอง

รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี ราชบัณฑิตประเภทวิชาศึกษาศาสตร์ เริ่มต้นด้วยประเด็น “การตั้งคำถาม” เครื่องมือดั้งเดิมที่เหมือนเป็นอะไรง่ายๆ แต่เอาเข้าจริงแล้วเป็นเรื่องยาก “การใช้คำถามกระตุ้นความคิดนั้นไม่ใช่การใช้คำถามเฉยๆ” การคิดเกิดขึ้นลอยๆ ไม่ได้ จำเป็นต้องมีเรื่องให้คิด และทักษะการคิดจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการฝึกคิดบ่อยๆ โดยสามารถใช้คำถามกระตุ้นได้หลากหลายการคิด ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกตัวไหนให้เหมาะสมกับเรื่องและบริบท

ทั้งนี้ ผู้สอนต้องสามารถวิเคราะห์กระบวนการคิดของผู้เรียน มองเห็นจุดบกพร่องหรือจุดอ่อนของผู้เรียน ผู้เรียนจะพัฒนาขึ้นเมื่อได้รับและนำข้อมูลกลับไปใช้ในการแก้ไขหรือปรับปรุงวิธีคิดของตน เป็นต้น การใช้คำถามกระตุ้นการคิดเพื่อการเรียนรู้และสะท้อนผลการเรียนรู้นั้น ครูผู้สอนต้องมีพื้นฐานความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับการคิดประเภทต่างๆ ที่หลากหลายมีความเข้าใจในความหมายและขั้นตอนหรือกระบวนการของการคิดแต่ละประเภท

“แนวทางที่สำคัญมากๆ คือ รับฟังผู้เรียนเพื่อเข้าใจแนวคิด ความคิด วิธีคิดของเขา กำหนดสาระการเรียนรู้(Concept/content) ที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ วิเคราะห์ว่าผู้เรียนขาดความเข้าใจในสาระการเรียนรู้อะไร บกพร่องในการคิดประเภทใดและตรงไหนในกระบวนการคิดนั้น เพื่อให้เห็นเป้าหมายของการถาม จากนั้นใช้คำถามกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดในจุดหรือขั้นตอนที่ผู้เรียนขาด และใช้คำถามย่อย นำผู้เรียนให้คิดไปสู่คำตอบที่ต้องการและเมื่อได้” รศ.ดร.ทิศนา กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ อดีตอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เติมเครื่องมือ“การตั้งคำถามกระตุ้นการคิดเพื่อการเรียนรู้” โดยอธิบายว่า “ถามคือสอน” เป็นกระบวนการปุจฉา-วิสัชนาเพื่อชักนำให้เกิดปัญญาระดับสูงขึ้นจากการคิดบูรณาการความรู้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้สอน ที่จะทำให้เกิดความรู้จากการเอาสิ่งที่ผู้เรียนรู้อยู่แล้วมาบูรณาการในสิ่งที่ผู้เรียนสงสัย ซึ่งในกระบวนการ เมื่อครูเป็นคนถามและศิษย์ฟัง ครูต้องทำให้ศิษย์ฟังให้ได้ เมื่อศิษย์ฟังแล้ว ก่อนที่ศิษย์จะตอบ ต้องคิดให้ได้ก่อนว่าตัวครูเองจะตอบอะไร

เมื่อศิษย์ตอบก็เป็นหน้าที่ของครูในการฟังคำตอบ โดยครูฟังคำตอบของศิษย์ แต่ครูใช้ขั้นความรู้ที่สูงกว่าศิษย์ แต่การเข้าใจคำตอบของศิษย์นำไปสู่การคิดขั้นสูงของครู ครูคิดวิเคราะห์จากคำตอบของศิษย์ว่าศิษย์รู้อะไรมาบ้าง เมื่อเข้าใจแล้วว่าศิษย์เข้าใจอะไรผิดหรือไม่รู้อะไร นำไปสู่การคิดสังเคราะห์ เพื่อสร้างคำถามใหม่ ที่ขั้นความรู้ของครูที่สูงกว่าศิษย์ “ครูพาศิษย์ไต่บันไดการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ถ้าเห็นว่าศิษย์ออกไปนอกทางครูต้องดึงกลับมาให้อยู่ในเรื่องราวไม่ให้ออกไปนอกทาง จนกระทั่งศิษย์ร้องอ๋อ!” ซึ่งเป็นการชักนำจาก “ปุจฉา-วิสัชนา” ให้เกิดความรู้ด้วยตนเอง

“กระบวนการถามคือสอนเป็นการสื่อสารสองทาง และสลับบทบาทครูกับเด็ก ในการ ฟัง-คิด-ถาม-ตอบ-จด ถ้าเราใช้การตั้งคำถามไปเรื่อยๆ โดยวิธีการไต่ระดับ เด็กจะดึงความรู้มาตอบ กระบวนการถาม ในการสอนแบบเดิมคือ “สุ จิ ปุ ลิ(ฟัง คิด ถาม จด)” แต่ถามคือสอน สลับบทบาท สุ จิ ปุ ลิ คือ เด็กฟัง ไม่เข้าใจก็ถาม ครูมีหน้าที่ตอบ แต่กลับกัน ครูเป็นคนถาม เด็กเป็นคนตอบ จะเป็นฟัง-คิด-ถาม-ตอบไปเรื่อยๆจนร้อง “อ๋อ! รู้แล้ว” จึงจบวนไปอย่างนี้” รศ..ดร.สุธีระ อธิบาย

ด้าน ศีลวัต ศุษิลวรณ์ รองผู้อํานวยการฝ่ายวิชาการ โรงเรียนเพลินพัฒนา กล่าวว่า กระบวนการสำคัญคือ ครูมีโจทย์ที่ทำให้สมองตื่นตัว ให้เกิดการเสียเสถียรเชิงบวก โดยการสงสัย และลงมือแก้สงสัย นำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และมีการเขียนบันทึกการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ และมีการนำเสนอบันทึกให้ทุกคนได้เห็น อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมเป้าหมายที่ต้องการให้เห็น คือ1.ผู้เรียนเห็นการเรียนรู้ของตนเอง 2.ผู้เรียนเห็นการเรียนรู้ของเพื่อน และ 3.ครูเห็นการเรียนรู้ของผู้เรียน

ซึ่งเมื่อเกิด 3 สิ่งนี้ขึ้นมาจะเกิดการสนธิพลังกัน จะไม่มีฝ่ายผู้เรียนหรือผู้สอน ศิษย์จะเป็นผู้เรียน และมองออกว่าจะเป็นผู้เรียนอย่างไร ส่วนมุมของครูจะเข้าใจหัวใจของศิษย์ ครูจะไม่คิดเอาเอง แต่ครูจะเริ่มมองออกว่าสภาวะจริงของศิษย์แต่ละคนตรงไหนครูจะตอบสนองต่อเด็กตามสภาวะจริงที่เป็นสุขหรือทุกข์ ดังนั้นถอยกลับไป เน้นศิษย์เห็นสภาวะการเรียนรู้ของตนเองและเพื่อน และครูเห็นสภาวะการเรียนรู้ของศิษย์

บทสรุปจองโครงการนี้ “การเรียนการสอนในโลกการเรียนรู้ใหม่ที่เน้นลงมือทำมากกว่าท่องจำ ..ครูต้องเป็นนักถาม” โดยผู้สอนมีชุดคำถาม รู้ว่าจะถามเมื่อไหนและถามอย่างไรผู้เรียนจึงจะเกิดการคิดและคิดต่อ นำไปสู่การหาคำตอบที่ผู้เรียนเกิดจากความเข้าใจแท้จริง ไม่ใช่คำตอบที่ครูบอกว่าถูกหรือผิด และครูต้องรู้ว่าจะประเมินผลการเรียนการสอนนั้นอย่างไร เป็นกระบวนการที่นำไปสู่ผลลัพธ์ทั้งครูและนักเรียน บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ร่วมกัน

นี่จึงเป็นคำตอบว่าระหว่างที่เราเห็น “เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้” บทบาทของครู เป็นทั้ง ครู(Teacher) เป็นโค้ช(Caoch) เป็นผู้อำนวยความสะดวก(Facilitator) หรือเป็นผู้ชี้แนะ (Mentor) ในจังหวะที่เหมาะสม!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘กัญชาเพื่อการแพทย์’ ในไทย จุดสมดุล ‘สุขภาพ-ผลกระทบ’ #SootinClaimon.Com

Posted on February 11, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/551887

บทความพิเศษ : ‘กัญชาเพื่อการแพทย์’ในไทย  จุดสมดุล‘สุขภาพ-ผลกระทบ’

บทความพิเศษ : ‘กัญชาเพื่อการแพทย์’ในไทย จุดสมดุล‘สุขภาพ-ผลกระทบ’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“รายงานวิจัยเชิงสังเคราะห์เพื่อประเมินผลกระทบทางสุขภาพและเศรษฐศาสตร์ของกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย” จัดทำโดย ทพญ.กนิษฐา บุญธรรมเจริญ สํานักงานพัฒนานโยบาย สุขภาพระหว่างประเทศ และทีมนักวิจัยจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) โดยการสนับสนุนของ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พบว่า กัญชาเป็นพืชที่มีคุณสมบัติในการรักษาโรค ที่มีการใช้ในรูปแบบยาสมุนไพร และยาพื้นบ้าน

โดยมีรายงานการใช้ประโยชน์ของกัญชาในประวัติศาสตร์ของประเทศจีน และในหลายพื้นที่ทั่วโลกมาช้านาน ก่อนที่จะมีการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการใช้เนื่องจากตระหนักถึงผลกระทบทางสุขภาพ โดยเฉพาะผลด้านการเสพติดที่เกิดจากการใช้กัญชา ซึ่งข้อตกลงจาก the Single Convention of the United Nations ในปี 1961 จัดกัญชาทั้งในรูปแบบของ สมุนไพร เรซิ่น และสารสกัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และประเภท 4

แต่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีการเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนการใช้กัญชาทางการแพทย์ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งจากการที่กัญชาจัดอยู่ในกลุ่มสารเสพติดเป็นระยะเวลานาน ส่งผลต่อการศึกษาวิจัยทั้งเพื่อพิสูจน์ฤทธิ์ทางการรักษาของสารสําคัญ อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการใช้กัญชาในการรักษา และ
ผลกระทบทางด้านทางด้านสาธารณสุข ที่เกิดจากการออกกฎหมายอนุญาตใช้กัญชา ทั้งนี้ ปัจจัยสะท้อนระดับความเสรีของการอนุญาตใช้กัญชามีหลากหลาย เช่น การอนุญาตให้ใช้กัญชาในรูปแบบยาแผนโบราณ

โดยในหลายประเทศทั่วโลกมีการใช้กัญชาในรูปแบบสมุนไพรเป็นยาพื้นบ้าน เช่นเดียว กับประเทศไทยมาตั้งแต่ในอดีต กระทั่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับนโยบายอนุญาตใช้ทางการแพทย์ในรูปแบบยา เตรียมที่แตกต่างกันซึ่งสามารถแบ่งรูปแบบผลิตภัณฑ์ได้เป็น 3 รูปแบบ คือการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชาโดยตรง เช่น การใช้กัญชาในรูปแบบสมุนไพร การใช้สารสกัดกัญชา ซึ่งรวมถึงการสกัดกัญชาในทุกรูปแบบส่วนใหญ่จะเป็นการสกัดกัญชาโดยใช้สารระเหยเพื่อผลิตน้ำมันกัญชา และการใช้สารสังเคราะห์

“องค์ประกอบสําคัญ 2 ด้าน ที่จําเป็นต้องใช้ในการกํากับควบคุมการใช้กฎหมายกัญชาทางการแพทย์ ได้แก่ การกระจายกัญชาทางการแพทย์ และระเบียบวิธีในการอนุญาตใช้กัญชาให้กับผู้ป่วย” แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการประเมินต้นทุนสําหรับการกํากับควบคุมที่มีทางเลือกหลากหลาย โดยเฉพาะต้นทุนที่เกิดกับผู้ป่วยซึ่งการเข้าถึงยาผ่านทางช่องทางพิเศษมีแนวโน้มจะเป็นช่องทางที่มีต้นทุนต่อผู้ป่วยสูงที่สุด ใช้เวลาในการเข้าถึงยามากที่สุด

และการเตรียมยาในรูปแบบตํารับยาทางเภสัชกรรมจะส่งผลให้เกิดต้นทุนต่อผู้ป่วย มากกว่าการเตรียมยาในรูปแบบสมุนไพร อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้านต้นทุนนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาล ที่จะชดเชยให้กับประชาชน และการกําหนดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมที่มีคุณภาพสูงมาก ย่อมส่งผลต่อต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน อีกประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ ลักษณะของอุตสาหกรรมกัญชาในประเทศ

“การมีลักษณะอุตสาหกรรมในรูปแบบที่รวมการผลิตไว้ที่ศูนย์กลาง อาจนําไปสู่การผูกขาดทางการค้าและส่งผลต่อราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น เนื่องจากขาดการแข่งขันทางการตลาดต้นทุนในการบริหาร จัดการและกํากับติดตามการปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายจะตกเป็นของรัฐบาล แต่ก็มีข้อดีคือช่วยลดการรั่วไหลของผลิตภัณฑ์ยากัญชาทางการแพทย์สู่การใช้ในทางสันทนาการได้ดีที่สุด

ในทางกลับกัน การบริหารจัดการแบบกระจายการจัดการ เช่น การยอมให้มีผู้ผลิตภายในประเทศ แล้วเก็บภาษี จะส่งผลต่อประโยชน์ด้านการสร้างรายได้ให้แก่รัฐบาล แต่สิ่งที่ต้องมองต่อไปก็คือ ความเข้มงวดของการใช้กฎหมายกัญชาทางการแพทย์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชากรทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่องจากองค์ประกอบของกฎหมายอนุญาตใช้กัญชาทาง การแพทย์จากการศึกษาในต่างประเทศ มีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก”

ประเด็นด้านวัตถุประสงค์ของการใช้กัญชา กับแนวโน้มการอนุญาตใช้กัญชาทางการแพทย์ในระยะหลังยังมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะกรณีอนุญาตให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงกัญชาในช่องทางที่หลากหลาย “ในกรณีที่การกำกับติดตามการใช้นโยบายหละหลวม จะส่งผลให้เกิดเส้นแบ่งที่ไม่ชัดเจนระหว่างการใช้กัญชาทางการแพทย์และใช้ทางสันทนาการ” ซึ่งรูปแบบการใช้กัญชาในประชากร ทั้ง 2 กลุ่มย่อมแตกต่างกัน

ดังนั้นความไม่ชัดเจนในการระบุช่องทางการใช้กัญชาของผู้ป่วย ย่อมส่งผลต่อการประเมินนโยบายอนุญาตใช้กัญชา ซึ่งจำเป็นต้องมีการศึกษาเชิงสำรวจเพื่อประเมินวัตถุประสงค์ในการใช้กัญชา ก่อนทำการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ที่เกิดจากนโยบายอนุญาตใช้กัญชาที่เฉพาะเจาะจง เนื่องจากในบางกรณี กลุ่มประชากรที่ใช้กัญชาทางการแพทย์อาจมีขนาดเล็กเกินกว่าที่จะส่งผลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของการใช้กัญชาเมื่อมีการบังคับใช้กฎหมาย

การมีฐานข้อมูลเพื่อกำกับติดตามข้อมูลเกี่ยวกับ ศูนย์จำหน่ายยาจากกัญชาทางการแพทย์ ประวัติการซื้อขายยา ความแรงของผลิตภัณฑ์ และราคาของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เริ่มบังคับใช้กฎหมาย จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการศึกษาแบบแผนการใช้กัญชาในกลุ่มประชากร ทั้งในด้านการใช้กัญชาโดยตรง และในด้านการเปลี่ยนแปลงใช้กัญชาควบคู่กับสารเสพติดประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาผลิตภัณฑ์กัญชาลดลง รวมถึงความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นโดยไม่สามารถควบคุมได้ กำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญในประเทศที่มีการเปิดตลาดกัญชาเสรี

“กัญชาทางการแพทย์” จําเป็นต้องรักษาความยืดหยุ่นให้สมดุล ระหว่างการเข้าถึงกัญชาเพื่อใช้ ในการรักษาโรคในกลุ่มผู้ป่วยที่มีสิทธิได้รับยาตามที่กฎหมายระบุไว้ ซึ่งหมายถึงผลได้ของการอนุญาตใช้ กฎหมายกัญชา และการใช้ยากัญชาทางการแพทย์ในกลุ่มผู้ป่วยที่นอกเหนือไปจากกลุ่มโรค ที่ได้รับอนุญาต รวมถึงการรั่วไหลของยากัญชาที่ไปสู่การใช้ทางสันทนาการซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับการกําหนดมาตรการ การควบคุมกํากับ และระบบข้อมูลเพื่อการเฝ้าระวัง และติดตาม เพื่อให้มั่นใจได้ว่านโยบายดังกล่าวจะทําให้สังคมไทยได้ประโยชน์สูงสุด และเกิดผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุด!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ไปดูการจัดประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 13 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนาม #SootinClaimon.Com

Posted on February 5, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/550528

บทความพิเศษ : ไปดูการจัดประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 13  พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนาม

บทความพิเศษ : ไปดูการจัดประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 13 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนาม

วันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ข่าวการเมืองการต่างประเทศในสัปดาห์นี้ไม่มีอะไรร้อนแรงไปกว่านโยบาย ทิศทาง และวิสัยทัศน์ของเวียดนามในยุคใหม่ในอนาคตภายหลังการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 13 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนาม ซึ่งเพิ่งจบลงหลังการประชุมระหว่างวันที่ 25 มกราคม-1 กุมภาพันธ์ นี้ ที่กรุงฮานอย เร็วขึ้นจากกำหนดเดิมหนึ่งวัน

ที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ถือเป็นธรรมเนียมทางการเมืองที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนาม ก่อตั้งเมื่อปี 2473 ที่จะจัดการประชุมสมัชชาแห่งชาติทุกๆ 5 ปี โดยประมาณเพื่อศึกษาทบทวนผลการทำงานที่ผ่านไป ทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลว สำหรับการกำหนดแนวทางในอนาคต โดยในครั้งนี้จะประกอบด้วย นโยบายและแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ทิศทางระยะ 10 ปี และวิสัยทัศน์สำหรับ 25 ปี คือจนถึงปี 2588 นอกจากนี้ ที่ประชุมพรรคฯจะคัดเลือกผู้นำชุดใหม่ อาทิ คณะกรรมการกลางพรรค คณะกรรรมการการเมืองพรรค นายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี ประธานสภาแห่งชาติเพื่อเป็นการวางตัวสำหรับผู้นำในแต่ละเสาแห่งอำนาจการปกครอง ซึ่งภายหลังการประชุมเลือกตั้งผู้นำของพรรค ก็จะมีการเลือกตั้งในแต่ละสาขาเหล่านั้น อาทิ การเลือกตั้งทั่วไป นำไปสู่การเลือกตั้งภายในของแต่ละสาขาเพื่อยืนยันมติที่กำหนดไว้ตั้งแต่ที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติของพรรคฯ ในอันที่จะขับเคลื่อนแนวนโยบาย ไปสู่ทิศทางและวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้

ผู้เขียนเคยทำงานเป็นนักการทูตสองเทอมที่กรุงฮานอย มีโอกาสติดตามสังเกตการณ์การประชุมสมัชชาแห่งชาติสองครั้งเป็นจังหวะเดียวกัน คือ ครั้งที่ 6 ซึ่งกำหนดแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบ “เปลี่ยนใหม่” (โด๋ยเม้ย) ตามกลไกตลาด และครั้งที่ 11 ซึ่งยืนยันแนวทางการปฏิรูปนี้พร้อมกับการบูรณาการกับระหว่างประเทศอย่างแข็งขัน

เวียดนามเตรียมการจัดการประชุมฯ โดยเริ่มต้นจากการเลือกตั้งผู้แทนระดับชาติจากท้องถิ่นและสาขาอาชีพต่างๆ จำนวน 1,587 คนจากสมาชิกพรรคฯ ทั่วประเทศจำนวน 5.1 ล้านคน (ประชากรเวียดนาม98 ล้านคน) ผู้แทนระดับชาติทั้งหมดนี้เข้าร่วมประชุมที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติเวียดนาม ที่เลขที่ 1 ถนนทัง ลอง ชานเมืองฮานอย ซึ่งเคยเป็นที่จัดประชุมระดับชาติและนานาชาติสำคัญๆ ที่ผ่านมาทางด้านกายภาพ ฝ่ายตำรวจและทหารจำนวนมากถึง 6,000 คนได้ทำการฝึกซ้อมการรักษาความปลอดภัย การจัดจราจรเส้นทางเดินรถเป็นแผนล่วงหน้าทราบทั่วกัน นอกจากนี้ มีการฝึกซ้อมสำหรับการต่อต้านการก่อการร้ายและการช่วยเหลือตัวประกันเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน

อนึ่ง เวียดนามได้เตรียมการด้านสาธารณสุข ระดมบุคลากรทางการแพทย์หลายร้อยคนเพื่อคัดกรองผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากคณะผู้แทนระดับชาติซึ่งเข้าประชุม บุคคลในรัฐบาล แขกผู้มีเกียรติ
รวมทั้งสิ้น 4,299 คน เพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดต่อนี้ ระหว่างการประชุมถึงสองครั้ง เนื่องจากเป็นการจัดประชุมขนาดใหญ่ที่สุดเป็นครั้งแรกภายหลังการระบาดของโรคนี้ทั่วโลกเมื่อปี 2563 และตลอดทั้งปีกลาย เวียดนามในฐานะประธานอาเซียนต้องจัดการประชุมอาเซียนทุกระดับและการประชุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เป็นแบบการประชุมออนไลน์ ทั้งนี้ เวียดนามประสบความสำเร็จอย่างมากในการป้องกันและควบคุมการระบาดฯ โดยใช้มาตรการต่างๆ อย่างเข้มงวด ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพียง 1,817 คน เสียชีวิตเพียง35 ราย และไม่มีการระบาดในชุมชนในช่วงเกือบสองเดือนที่ผ่านไปกระทั่งการติดเชื้อล่าสุดในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม แต่จำนวนยังไม่สูงนัก จึงต้องมีการคัดกรองอีก เพื่อให้การประชุมคัดเลือกผู้นำชุดใหม่เสร็จสิ้นลง เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้เข้าร่วมประชุมมั่นใจมากจึงไม่มีผู้ใดใส่หน้ากากอนามัยเลย

อาจดูเป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่เวียดนามใช้กำลังตำรวจจำนวนหนึ่งไม่มากนักควบคุมสถานการณ์ความเรียบร้อยวันประชุมพรรคคอมมิวนิสต์และดำเนินมาตรการสาธารณสุขที่เด็ดขาดจนสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ในประเทศของตนได้อยู่หมัด ได้รับคำชมเชยทั่วโลก ว่าเป็นอันดับสองรองจากนิวซีแลนด์ ขณะที่เจ้าประชาธิปไตย เช่น สหรัฐอเมริกาสั่งการให้ใช้กองกำลังทหารถึง 25,000 คน เพื่อรายล้อมอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ป้องกันการก่อจลาจลของคนในชาติเดียวกันในวันพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีโจ ไบเดน และเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกไม่สามารถหยุดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งคร่าชีวิตคนอเมริกันไปกว่า452,279 คน แล้ว

บรรดาผู้นำเวียดนามให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบ “เปลี่ยนใหม่” เห็นได้จากคำกล่าวของนายฝ่าม บิ่นห์ มินห์ สมาชิกคณะกรรมการการเมืองพรรค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเขียนบทความพิเศษโหมโรงยกตัวอย่างถึงพัฒนาการของการต่างประเทศเวียดนามในรอบ 35 ปีภายหลังการเปลี่ยนใหม่ ซึ่งผ่านห้วงเวลาท้าทายแต่ละช่วงๆ และนายเหวียน ฟู้ จ่อง เลขาธิการพรรคและประธานาธิบดี ซึ่งกล่าวในพิธีเปิดประชุมว่า การเปลี่ยนใหม่ หลังสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 6 เมื่อปี 2529 ได้เปิดเศรษฐกิจเวียดนามไปสู่โลก ส่งผลให้ประเทศประสบความสำเร็จ พัฒนาขึ้น ได้รับการยอมรับจากนานาชาติตลอด 35 ปีที่ผ่านไป “ดังนั้น จึงขอให้ที่ประชุมตั้งเป้าหมายนำประเทศไปสู่การเป็นประเทศสังคมนิยมที่ “พัฒนาแล้ว” ภายในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 21 นี้” และขอให้ที่ประชุมสะท้อนแนวทาง “การเปลี่ยนใหม่” นี้ในการถกเถียงและลงมติด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง นายเหวียน ฟู้ จ่อง ต้องการชี้นำให้ใช้การปฏิรูปเศรษฐกิจดังเช่น 35 ปีที่ผ่านไป มิหวนคืนสู่วิธีการวางแผนจากส่วนกลางตามระบอบสังคมนิยม อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่ประชุมวันแรก ก็มีกระแสข่าวคาดคะเนว่านายเหวียน ฟู้ จ่อง จะได้รับการเลือกตั้งซ้ำให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค เป็นเทอมที่สาม โดยเขาและผู้นำบางคนที่ครบวาระหรืออายุเกินกำหนด จะได้รับการยกเว้นเป็นเงื่อนไขเป็นพิเศษเพื่อให้ดำรงตำแหน่งต่อไป

ในท้ายที่สุด สมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 13 ได้เลือกตั้งผู้นำในสี่เสาแห่งอำนาจ (ซึ่งมีรายละเอียดตรงกับที่ได้สดับตรับฟังมาจากแหล่งข่าวในเวียดนาม) และมีพิธีปิดการประชุมในเช้าวันที่ 1 กุมภาพันธ์ สรุปสาระสำคัญดังนี้

1.สี่ผู้นำสำคัญในคณะกรรมการกลางพรรคและคณะกรรมการการเมืองพรรค : นายเหวียน ฟู้ จ่อง (อายุ 77 ปี) ได้รับการเลือกตั้งซ้ำเป็นเลขาธิการพรรคเทอมที่สาม วาระ 5 ปี ขณะที่นายเหวียน ซวน ฟุ้ก (67 ปี) นายกรัฐมนตรีได้รับเลือกตั้งซ้ำ เช่นกัน และได้รับการคาดหมายว่าจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนอกจากนี้ นายฝ่าม มินห์ จิ๊นห์ (63 ปี) ประธานคณะกรรมการองค์กรกลางพรรค คาดว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป และนายเวือง ดิ่นห์ เหวะ (64 ปี) เลขานุการพรรค กรุงฮานอยคาดว่าน่าจะไปรับหน้าที่ประธานสภาแห่งชาติ ผู้นำสี่คนนี้และอีก 14 คน ประกอบขึ้นเป็นคณะกรรมการการเมืองพรรค ซึ่งเป็นองค์กรบริหารสูงสุดของพรรค อนึ่ง กำหนดการของการเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคม นี้ หลังจากนั้นสภาแห่งชาติจะเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่และนายกรัฐมนตรีใหม่ก่อนฝ่ายหลังจัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไป

2.คณะกรรมการกลางพรรค : เป็นสมาชิกทางการ 180 คน และสมาชิกสมทบอีก 20 คน ในจำนวนนี้ 120 คน ได้รับเลือกตั้งซ้ำจากเทอมที่แล้ว ส่วนอีก 60 คนได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ด้านอายุ แยกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอายุต่ำกว่า 50 ปี จำนวน 17% (โดยคนที่อายุน้อยที่สุดคืออายุ 42 ปี) กลุ่มอายุระหว่าง 50-60 ปี จำนวน 63% และกลุ่มอายุ 61 ปีขึ้นไป จำนวน 20% ทั้งนี้มีสุภาพสตรี 19 คน และหนึ่งคนจากในนั้นอยู่ในคณะกรรมการการเมืองพรรค นอกจากนี้ มีการเลือกตั้งสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคเข้ารับหน้าที่ในสำนักเลขานุการคณะกรรมการกลางพรรค (5 คน) และคณะกรรมการตรวจสอบกลางพรรค (19 คน) อีกด้วย

3.สมัชชาแห่งชาติเห็นชอบต่อแนวทางการพัฒนาประเทศให้กลายเป็น “ประเทศพัฒนาแล้วตามแนวทางสังคมนิยม” โดยมีเป้าหมายที่จะเป็น ก) ประเทศกำลังพัฒนาด้วยอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่ความทันสมัยและมีระดับรายได้ระดับต่ำ-ปานกลางภายในปี 2568, ข) ประเทศกำลังพัฒนาด้วยอุตสาหกรรมทันสมัยและมีระดับรายได้กลางขั้นสูงภายในปี 2573, ค) ประเทศพัฒนาแล้ว ที่มีระดับรายได้สูง ภายในปี 2588, และ ง) มีอัตราการเติบโตของจีดีพีถัวเฉลี่ยระดับ 6.5-7% ต่อปี ระหว่างปี 2564-2568

ขอเรียนเป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดการประชุม การคัดเลือกและการเลือกตั้งผู้นำ และความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจเวียดนามจะทะยานขึ้นยิ่งๆ ไปอีกภายหลังการระดมความมั่นใจจากสมัชชา
แห่งชาติครั้งที่ 13 ดังนี้

ประการแรก เวียดนามมีความกล้าหาญและความเชื่อมั่นในตนเองสูงที่จะจัดสมัชชาแห่งชาติครั้งนี้ตามรอบห้วงเวลา มิได้เลื่อนออกไป เพราะปัญหาโควิด-19 โดยเวียดนามดำเนินมาตรการทางสาธารณสุขอย่างเข้มงวดเด็ดขาดตลอด 1 ปีเต็มที่ผ่านมากระทั่งเปิดประชุม ซึ่งหากมีการติดเชื้อในหมู่คณะผู้แทนระดับชาติซึ่งเข้าประชุม ที่ประชุมนี้จะเป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์ระดับประเทศทันที

ประการที่สอง การคัดเลือกและเลือกตั้งผู้นำในคณะกรรมการกลางพรรค นั้น เน้นที่ผู้มีอายุ คือ กลุ่มอายุ 50-60 ปี และกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป รวม 83% แสดงให้เห็นว่า พรรคมีความมั่นใจวางใจยิ่งในผู้มีประสบการณ์อยู่ในพรรคยาวนาน ซึ่งสองกลุ่มนี้คือบุคคลในระดับอายุที่เคยผ่านศึกสงครามกับอเมริกัน ความยากลำบากสมัยข้อพิพาทจีน-สหภาพโซเวียต การถูกปิดล้อมโดยนานาชาติ
สืบเนื่องจากปัญหากัมพูชา โดยเฉพาะนายเหวียน ฟู้ จ่อง วัย 77 ปี เป็นผู้นำอาวุโสที่คร่ำหวอดในพรรคมานาน มีคุณสมบัติที่เป็นคนมือสะอาด ได้รับการยอมรับได้รับเลือกตั้งแทบจะฉันทามติ จากที่ประชุม ข้อสำคัญคือเขาเห็นด้วยกับแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจแบบเปลี่ยนใหม่ ความเป็นมือเก่า คนดีและได้รับการยอมรับนี้เอง จึงทำให้นายสีจิ้น ผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานาธิบดีจีนมีสารแสดงความยินดีมายังนายจ่องอย่างรวดเร็วและมีความหมาย โดยกล่าวในตอนหนึ่งว่า “จีนและเวียดนามเป็นเพื่อนบ้านสังคมนิยมที่เป็นมิตรต่อกัน และเราทั้งสองเป็นประชาคมที่มีอนาคตของความสำคัญทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน”

ประการที่สาม เวียดนามมีบรรดาปัจจัยตัวช่วยสนับสนุนให้เดินทางไปสู่นโยบายและแผนทิศทาง และวิสัยทัศน์ที่ต้องการไม่ยากนัก กล่าวคือ เวียดนามมีความวิริยอุตสาหะพร้อมด้วยวินัยสูง เสถียรภาพทางการเมือง ความมั่นคงทางทหาร ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรบุคคล แรงงานหนุ่มสาวที่มีทักษะและค่าแรงยังต่ำ ความตกลงเอฟทีเอกับนานาประเทศจำนวนมาก การเป็นประเทศสมาชิกที่ได้รับการยอมรับในสหประชาชาติและประชาคมระหว่างประเทศต่างๆ การควบคุมโรคระบาดโควิด-19 จนอยู่หมัด ความสามารถที่จะคงอัตราเจริญเติบโตของจีดีพีสูงถึง 2.91% เมื่อปีกลาย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านและทั่วโลกติดลบ โดยเวียดนามคาดว่าตนจะกลับมามีการเจริญเติบโตของจีดีพีในระดับ 6.5 ได้ในปีนี้ ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อได้เปรียบเหล่านี้ ก็ไม่น่าแปลกใจที่เวียดนามจะบรรลุเป้าหมายในนโยบายและแผน 5 ปี ทิศทาง 10 ปี และวิสัยทัศน์ 25 ปี จากนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

อนึ่ง ขอกล่าวไว้ตรงนี้ถึงข้อคิดเห็นของนักวิชาการชาวเวียดนามสองคน ตามรายงานของสื่อมวลชนเวียดนาม คือ เวียดนามเอกซ์เพรส เมื่อเร็วๆ นี้ คนแรก ดร.เหวียน คัก ก๊วก บ๋าว ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการการคลัง มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์นครโฮจิมินห์ ได้แนะนำว่า เวียดนามจะต้องแสวงหาโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และวิทยาการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม 4.0 จะผลักดันโมเดลใหม่ แทนโมเดลเดิมที่เน้นเพียงแรงงาน ทรัพยากร การลงทุนจากต่างประเทศ และการขับเคลื่อนการเติบโตจากกระแสอุปสงค์หรือความต้องการ แต่บัดนี้ ต้องมีนวัตกรรมและการเติบโตบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และวิทยาการ อีกคนคือ นางฝ่าม จิ ลาน นักเศรษฐศาสตร์ อดีตผู้บริหารหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม เห็นว่า เวียดนามจะต้องพัฒนาทางสถาบันอย่างสำคัญ คือ แบ่งปันทรัพยากรและทุนไปยังภาคเอกชน ธุรกิจขนาดกลาง-เล็ก และเกษตรกรยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อจะพัฒนาสถาบันเศรษฐกิจการตลาดอย่างแท้จริงและเต็มที่ในเวียดนาม นางลานได้แนะนำให้แก้ไขปัญหาทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นคอขวดขวางการพัฒนาอย่างจริงจังอีกด้วย

โดยสรุป เวียดนามฟันฝ่าปัญหา สิ่งท้าทาย การระบาดของโรคโควิด-19 จนสามารถจัดการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 13ได้สำเร็จ ขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงมีรัฐบาลใหม่ในสหรัฐฯ ซึ่งน่าจะไปด้วยกันได้ดี เพราะเวียดนามปฏิบัติตามพันธกรณีต่างๆ พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ใช้กลไกการเลือกตั้งแบบสังคมนิยมๆ ตามรอบของเวลา โดยรวมเป็นเด็กดี พร้อมเดินไปข้างหน้า ไม่มีการใช้อำนาจจากปากกระบอกปืนเข้าควบคุมอำนาจดังประเทศเพื่อนบ้านอีกแห่งหนึ่งในขณะนี้แต่อย่างใด

คมกริช วรคามิน

(อดีตอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย

และที่ปรึกษาสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นักการเมือง..ครู ผู้รับใช้ประชาชนทั้งชีวิตจิตใจ #SootinClaimon.Com

Posted on February 5, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/550532

บทความพิเศษ : คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นักการเมือง..ครู ผู้รับใช้ประชาชนทั้งชีวิตจิตใจ

บทความพิเศษ : คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นักการเมือง..ครู ผู้รับใช้ประชาชนทั้งชีวิตจิตใจ

วันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผมตั้งใจไว้นานแล้วครับว่า จะเขียนถึงนักการเมืองหญิงท่านหนึ่ง ที่ผมมีความประทับใจในการทำงาน การดำรงชีวิตและการครองตนอยู่ในสังคมอย่างมีเกียรติ อันควรแก่การเคารพนับถืออย่างยิ่ง ไม่ว่าจะในฐานะครูอาจารย์ ,นักการเมือง หรือบุคคลผู้บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมในหน้าที่ใดๆ ซึ่งบุคคลที่ผมจะกล่าวถึงนี้คือ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชครับ ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ผมติดตามศึกษาชีวิตและประวัติการทำงานของท่านด้วยความสนใจอย่างยิ่ง เพราะสตรีนักการเมืองที่ทุ่มเทให้งานการเมือง และทำงานรับใช้ประชาชนแบบก้มหน้าตั้งตาทำงาน โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยไม่ท้อแท้และไม่เคยหยุดในบ้านเมืองของเรานั้นหาได้ยากยิ่ง ท่านผู้นี้คือแบบอย่างของคนคนหนึ่ง ที่ทำงานเป็น “วัวงานของประชาชน”

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นลูกอีสานโดยแท้ เกิดที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เป็นบุตรสาวคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้อง 8 คน ของตระกูล “พงศ์พูนสุขศรี” ถึงปัจจุบันอายุท่านก็ 80 ปี แล้ว ชีวิตส่วนตัวได้สมรสกับนายโชติ โสภณพนิช บุตรชายคนที่ 4 ของนายชิน โสภณพนิช มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพ โดยมีบุตรธิดาด้วยกันรวม 4 คน การที่ได้มีชีวิตและฐานะทางสังคมที่ดีเป็นส่วนสำคัญในชีวิตก็จริง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ แม้จะมีชีวิตและฐานะทางสังคมที่ดี แต่ท่านก็ไม่เคยลืมตัวลืมตนว่าตนเองมีพื้นฐานมาจากที่ใด และมิได้หลงอยู่บนหอคอยงาช้างแต่อย่างใด กลับสนใจทำงานนำความรู้มาช่วยเหลือรับใช้ประชาชน ทดแทนคุณประเทศชาติในทุกๆ หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยทุ่มเท เป็นคนที่อยู่กับงานทั้งชีวิตจิตใจ

ชีวิตที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือด้านการศึกษา ท่านจบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยม) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับทุนโคลัมโบ ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและได้รับทุนต่อเนื่องในระดับปริญญาเอก สาขานิวเคลียร์ฟิสิกส์ ที่วิทยาลัยอิมพีเรียล ในเครือมหาวิทยาลัยลอนดอน (Imperial College of Science and Technology University of London) จากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก โดยสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกด้าน High Energy Nuclear Physics เมื่อปี 2513 เพียงเท่านี้ก็เป็นที่น่าทึ่งสำหรับผู้เขียนอย่างยิ่ง
ว่า เด็กหญิงต่างจังหวัด จะเรียกว่า “เด็กบ้านนอก”ก็ได้ตามภาษาของคนอีสาน หรือ“คนชนบท”ตามภาษาคนเมืองเธอทำไมถึงได้เก่งและสามารถในทางการศึกษาได้ถึงขนาดนี้ และที่สำคัญอย่างยิ่งท่านมิได้ลำพองและพึงพอใจในความสำเร็จทางการศึกษาของตนเท่านั้นกลับเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านคิดถึงผู้อื่นคิดถึงคนไทยร่วมชาติตลอดเวลา ดังปรากฏนโยบายหนึ่งที่ท่านทุ่มเทเมื่อมารับตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงศึกษาธิการคือ “พัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวไกล เพื่อให้เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” ซึ่งผู้เขียนจะได้กล่าวถึงผลงานสำคัญของท่านต่อไป

การทำงานด้วยความเสียสละทุ่มเท ใช้วิทยาการความรู้ที่ตนเล่าเรียนมาให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน เป็นสิ่งที่ผมได้เห็นการปฏิบัติที่สม่ำเสมอมาตลอดช่วงชีวิตของท่าน โดยได้รับการสนับสนุนจากสามีคู่ชีวิตและครอบครัวเป็นอย่างดี และทำเช่นนี้มาก่อนที่ท่านจะก้าวสู่ชีวิตทางการเมือง

ท่านเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค เมื่อปี 2529 ถือว่าเป็นวิสัยทัศน์สำคัญ ที่ทำให้ไทยไม่ล้าหลังในด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และก้าวสู่โลกยุคดิจิทัลในปัจจุบัน ในด้านสังคมยังเป็นประธานศูนย์ฝึกเด็กที่มีปัญหาทางสมอง“ประภาคารปัญญา” มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งผู้ที่มีจิตใจมาทำงานเช่นนี้ ย่อมต้องมีความเสียสละและมีความเมตตาสูง จึงจะทำหน้าที่เช่นนี้ได้ นี่คือแบบอย่างของการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ท่ามกลางความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง

นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นกรรมการเลขาธิการ มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ตั้งแต่ปี 2524 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมูลนิธินี้ ได้ร่วมกันดำเนินกิจกรรมส่งเสริมและดำเนินการปลูกป่า รักษาพื้นที่สีเขียว และต้นน้ำลำธาร เพิ่มความเขียวชอุ่มให้แผ่นดินเป็นเวลาต่อเนื่องร่วม 40 ปี นับหลายล้านไร่ทั่วประเทศ อันเป็นงานลักษณะจิตอาสา ด้วยทุนทรัพย์ของมูลนิธิและประชาชน โดยมิได้ใช้งบประมาณแผ่นดินแต่อย่างใด

นี่เป็นเพียงงานส่วนหนึ่งที่ท่านได้ทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมือง ยังไม่นับงานในวงการศึกษาที่ท่านเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยต่างๆ และเป็นประธานกรรมการสถาบันการศึกษาในระดับสูงอีกมากมาย ซึ่งคงมิอาจกล่าวได้หมดในบทความนี้

สิ่งสำคัญยิ่งที่ผู้เขียนตั้งใจจะพูดถึงก็คือ ชีวิตทางการเมืองและการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของท่าน ในรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยคุณหญิงเข้าดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ถึงปัจจุบันเป็นเวลาเพียง 1 ปี 6 เดือนเศษ แต่ท่านได้ทุ่มเททำงานและมีผลงานโดดเด่นมากมาย แม้จะอยู่ภายใต้รัฐบาลผสมหลายพรรค และได้รับมอบหมายให้ดูแลงานเพียงไม่กี่กรม แต่รัฐมนตรีหญิงลูกชาวบ้านที่ใช้ชีวิตติดดินท่านนี้ ก็ทำงานมีผลงานที่น่าศึกษาและติดตามอย่างยิ่ง แต่ด้วยเนื้อที่จำกัด บทความตอนนี้จึงขอเพียงเกริ่นนำเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักกับท่านรัฐมนตรีหญิงลูกชาวบ้านเป็นพื้นฐานเสียก่อน เพราะผู้เขียนเชื่อว่า พื้นฐานชีวิตทางสังคม การศึกษา ประสบการณ์และความรู้ของบุคคล เป็นพื้นฐานอันสำคัญที่จะนำมาซึ่งแนวคิด และวิถีปฏิบัติตนของบุคคล การจะเป็นผู้รับใช้ประชาชนทั้งชีวิตจิตใจได้นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการที่บุคคลนั้นๆ มีเบ้าหลอมแห่งชีวิตมาอย่างไรเป็นสำคัญ เพราะคนเรานั้นอยู่ที่ไหน ตำแหน่งใดไม่สำคัญเท่ากับการทำงาน ที่ได้บำเพ็ญตนทำอะไรให้เกิดประโยชน์แก่บ้านเมืองเต็มกำลังความสามารถของตนหรือไม่ แบบอย่างของคุณหญิงกัลยาคือต้นแบบของคนที่ทำงานที่ผมอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

ประพันธุ์ คูณมี

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : เรียนออนไลน์ กับการ ‘แกล้งตาย’ ของกระทรวง ศธ. #SootinClaimon.Com

Posted on February 3, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/549964

บทความพิเศษ : เรียนออนไลน์ กับการ‘แกล้งตาย’ของกระทรวง ศธ.

บทความพิเศษ : เรียนออนไลน์ กับการ‘แกล้งตาย’ของกระทรวง ศธ.

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

1.การระบาดระลอกสองของโควิด-19 ส่งผลให้นักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 รวม 9 ชั้นปี ต้องขาดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพถึง 2 ปีติดต่อกันเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2563 เนื่องด้วยการระบาดของเชื้อไวรัส ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกมาตรการป้องกันโรคระบาดในโรงเรียนด้วยการให้นักเรียนหยุดอยู่กับบ้าน แล้วให้ครูทำการสอนออนไลน์แทนการสอนในชั้นเรียน นำมาซึ่งปัญหามากมายทั้งเรื่องของอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับนักเรียน ความพร้อมของครูในเรื่องการสอน รวมไปถึงสัญญาณอินเตอร์เนตในหลายพื้นที่ที่ไม่เสถียร และแรงไม่พอ จึงทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนการสอนด้อยลงมา แม้ทาง ศธ. จะพยายามหาทางแก้ปัญหา แต่เรื่องของความเหลื่อมล้ำ และความยากจนก็ไม่ใช่ “งานง่าย” สำหรับ “ระดับนโยบาย” ที่ยังไม่มีความเข้าใจและประสบการณ์ในด้านการบริหารการศึกษามากพอ รวมไปถึงเงื่อนไขของเวลาที่กระชั้นชิด จนทำให้ ศธ. ขาดความพร้อมในการเผชิญสถานการณ์วิกฤติโควิดอย่างที่ควรจะเป็น

แต่แล้วเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสในประเทศไทยเริ่มผ่อนคลาย มีการตั้งคำถามออกมาเป็นระยะถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนการสอนในภาวะวิกฤติไวรัสอีกครั้ง และคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ที่มีคุณภาพ จากนักการศึกษาหลายท่าน(ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น) รวมไปถึงการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนออนไลน์จากกลุ่มนักเรียน และครูที่ได้สัมผัสมาด้วยตนเองก่อนหน้านี้ ต่อทาง ศธ. ดังนั้น การระบาดที่เกิดขึ้นตอนนี้ ในปี 2564 ความพร้อมของทาง ศธ. สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ ควรต้องอยู่ในระดับที่น่าพอใจกว่าเดิม หรืออย่างน้อยๆ ปัญหาเดิมๆ ควรได้รับการแก้ไข ซึ่งก็อย่างที่ทราบกันดีครับ สังคมผิดหวังกับแนวทางของ ศธ. อีกครั้ง จนอาจตั้งคำถามได้ว่า ศธ. กำลังอยู่ในสภาวะ “แกล้งตาย” ใช่หรือไม่และระดับนโยบายทำไมถึงปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

2.ผมไม่เชื่อว่า ศธ. จะวางใจในเรื่องของการระบาดระลอกใหม่ เพราะแนวโน้มทั่วโลกโอกาสเกิดขึ้นนั้นสูงมาก แต่ที่ความพร้อมในการจัดเตรียมการเรียนการสอนในภาวะวิกฤติไวรัสของ ศธ. ยังคงอยู่ที่เดิม นั่นเพราะการทำงานแบบ “ขอไปที” มีอะไรค่อยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นปัญหาที่ผมพยายามสื่อสารกับระดับนโยบายของกระทรวงแห่งนี้มาโดยตลอด เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ของนักเรียนให้ได้มากที่สุด

ลองคิดตามฉากทัศน์ที่ผมนำเสนอดูนะครับ ถ้านักเรียนตั้งแต่ชั้น ป.1 ถึง ม.3 ทั้งประเทศ ได้รับการเรียนการสอนแบบไม่ได้มาตรฐานในช่วงเวลา 2 ปี นั่นหมายถึงคนไทยที่อายุ 6 ถึง 15 ปี (สำหรับช่วงเวลา 10 ปี) จำนวนประมาณ 1 ล้านคนจะไม่ได้รับการเรียนรู้อย่างเต็มที่ และหลังจากนี้ 5 ปี ถ้าทาง ศธ. ไม่สามารถปรับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนที่หายไป 2 ปี ในช่วงวิกฤติไวรัสได้ พวกเขาจะได้รับผลกระทบต่อการเรียนรู้ขั้นสูง โดยเฉพาะในระบบของมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน และนี่เองที่จะกดให้ทักษะทางวิชาชีพ และคุณภาพทางความรู้ของคนไทยในช่วงปี 2570-2580 ตกต่ำลง เมื่อกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สมบูรณ์ หรือมีความบกพร่อง ศักยภาพทางการแข่งขันในด้านต่างๆ ในเวทีเศรษฐกิจของโลกก็จะลดลง ผลิตภาพ (Productivity) ที่เคยมีก็จะหดหาย กระทบไปถึงรายได้ของประเทศ สวัสดิการความเป็นอยู่ของพลเมือง และการพัฒนาจากทางภาครัฐ ซึ่งสำหรับประเทศไทยในช่วงเวลานั้น ที่อาจต้องเผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัย และอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อบวกประเด็นนี้เข้าไปอีก จึงทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจเมื่อทราบว่า ศธ. กำลังทำงานกันแบบนี้

3.แน่นอนว่า ผมยังคงมีข้อเสนอแนะต่อทาง ศธ. และคำตอบของผมอยู่ที่ “วิธีการสอนของครู” ที่ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ดังนี้

1. ให้ครูบันทึกคลิปการสอนของตนเองเป็นรายชั่วโมงตามหัวข้อที่ต้องสอน สำหรับการบรรยายต้องให้ความสำคัญต่อเรื่องที่ต้องการให้นักเรียนรู้เป็นหลัก ด้วยการพูดช้า และชัดเจน พร้อมกับมีภาพประกอบ (Infographic) ที่แสดงถึงประเด็นความคิดให้ชัดเจน รวมไปถึงการเปิดทางเชื่อมโยงไปสู่ประเด็นความคิดอื่นๆ ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไรอย่างละเอียดโดยที่ครูต้องทบทวนคลิปให้สมบูรณ์ก่อนว่า องค์ประกอบที่จัดทำสามารถช่วยให้นักเรียนคิดตามและเข้าใจได้ง่ายขึ้นหรือไม่ถ้าไม่ก็ควรที่จะปรับปรุงเพื่อทำให้คลิปสมบูรณ์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่สุด

2. ให้นักเรียนดูคลิปการบรรยายตามสะดวกที่บ้านในวันที่กำหนด (นักเรียนจะได้ไม่ต้องแย่ง เครื่องคอมพิวเตอร์กับพี่หรือน้องในกรณีที่มีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว ซึ่งต้องใช้ร่วมกัน) ในวันถัดไปให้ครูอัดคลิปอีกตอนหนึ่ง เรื่องโจทย์ปัญหาและการแก้โจทย์ปัญหาจากคลิปที่แล้ว นักเรียนก็จะสามารถทำโจทย์ปัญหากับครูในเรื่องที่ฟังคลิปไปแล้วได้ ถ้าโรงเรียนใดสามารถจัดให้นักเรียนไปโรงเรียนได้ครึ่งหนึ่ง (50% ของนักเรียน) ก็ให้นักเรียนสลับกันไปทำโจทย์ปัญหากับครูในชั้นเรียนจริง (กรณีนี้ครูจะต้องสอนการทำโจทย์ปัญหา 2 ครั้ง)ทำให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหา โดยสามารถรักษาระยะห่าง (Social Distancing) เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ เพราะจำนวนนักเรียนในชั้นเรียนมีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

4.นี่คือข้อเสนอของผม สำหรับการแก้ไขปัญหาการเรียนการสอนภายใต้การระบาดระลอกสองของไวรัสโควิด-19 ที่เห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ และความพร้อมของ ศธ. ในตอนนี้มากที่สุด อันที่จริงยังมีแนวทางอื่นๆ ที่จะยกระดับการเรียนการสอนออนไลน์ให้เต็มไปด้วยประสิทธิภาพยิ่งๆ ขึ้นไปกว่านี้ได้รวมไปถึงข้อเสนอในการปรับหลักสูตรการสอนของครูให้ทันต่ออนาคต และความต้องการของนักเรียนในยุคสมัยนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งได้ดำเนินการเอาไว้ในฐานะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎรไปแล้วในปีที่ผ่านมา และสื่อสารผ่านบทความและการอภิปรายมาอย่างต่อเนื่อง

แต่ถึงที่สุดแล้วประโยชน์จะตกอยู่กับนักเรียนได้ ระดับนโยบายต้องใส่ใจที่จะฟัง ทั้งคำติชม และแนะนำ ท้ายที่สุดคือ “การลงมือทำ” ที่หวังว่าจะพยายามให้มากขึ้นในปีนี้ และปีต่อๆ ไป อย่าปล่อยให้นักเรียนไทยต้องเป็นเหยื่อของการ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” อีกต่อไปเลย

กนก วงษ์ตระหง่าน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : เสี้ยนหนามแผ่นดินและศัตรูประชาชน #SootinClaimon.Com

Posted on February 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/549667

บทความพิเศษ : เสี้ยนหนามแผ่นดินและศัตรูประชาชน

บทความพิเศษ : เสี้ยนหนามแผ่นดินและศัตรูประชาชน

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยกว่าจะเป็นประเทศไทยที่เจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้าทันโลกทันสมัยมาถึงยุคปัจจุบัน ชาติไทยของเรามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับพันปี จึงมีเมืองไทยอย่างที่เห็นในวันนี้

นับเอาจากยุคอาณาจักรสุโขทัย ที่เริ่มจากเมืองสุโขทัย พื้นที่ภาคกลางตอนบนของไทย ก็มีอายุราว 215 ปี แล้ว คือราว พ.ศ.1792-2006 โดยสุโขทัยถือเป็นรัฐในอดีตรัฐหนึ่ง บนที่ราบลุ่มแม่น้ำยม มีพ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมือง ได้ร่วมกันสถาปนาอำนาจการปกครอง ทำให้สุโขทัยเป็นรัฐเอกราช ปกครองบ้านเมืองจนอาณาจักรสุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ และเจริญถึงจุดสูงสุดในยุคสมัยของพ่อขุนรามคำแหง ก่อนจะตกต่ำและประสบปัญหา จนถูกรวมมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาในที่สุด

เข้าสู่ยุคของอาณาจักรอยุธยา ถือเป็นอาณาจักรของชนชาติไทยที่เข้มแข็งยิ่งใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วง พ.ศ.1893-2310 โดยมีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจและเป็นราชธานี เป็นราชอาณาจักรที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายชาติ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น เปอร์เซีย และชาติตะวันตก เช่น โปรตุเกส สเปน ฮอลันดา(เนเธอร์แลนด์) อังกฤษ ฝรั่งเศส ความเข้มแข็งยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอยุธยา ยังเคยสามารถขยายอาณาเขตประเทศราช ไปจนถึงรัฐฉานของพม่า อาณาจักรล้านนา มณฑลยูนนาน อาณาจักรล้านช้าง(ลาว) อาณาจักรขอม (กัมพูชา) และคาบสมุทรมลายู เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของสุโขทัยและอยุธยา มีประวัติศาสตร์ทางการเมือง การปกครองที่น่าศึกษามากมาย คนไทยที่อยากรู้รากเหง้าประเทศของตนที่ยังไม่รู้หรือไม่สำนึก จึงควรศึกษาอย่างยิ่ง

ถึงยุคปัจจุบัน คือ อาณาจักรรัตนโกสินทร์ ถือเป็นราชอาณาจักรที่สี่ในประวัติศาสตร์ไทย โดยเริ่มย้ายเมืองหลวงมาจากกรุงธนบุรี มายังกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 ราชอาณาจักรไทย ยุครัตนโกสินทร์ จึงได้กำเนิดขึ้นและเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาถึง 239 ปี และถ้านับเอาจากสุโขทัยมาถึงปัจจุบัน ก็เป็นเวลาถึง 772 ปี ถ้านับย้อนกลับไปก่อนยุคสุโขทัย กว่าจะรวมเลือดเนื้อเป็นประเทศไทย แผ่นดินนี้ก็มีประวัติศาสตร์มานับพันปี กว่าจะเป็นประเทศไทย

ความเป็นประเทศไทย ที่มีประวัติศาสตร์ชาติมีภาษา วัฒนธรรมและประเพณีการปกครอง ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ มีความเป็นเอกราช โดยไม่เคยตกเป็นชาติอาณานิคม ของประเทศมหาอำนาจนักล่าอาณานิคมของชาติใด เพียงประเทศเดียวในเอเชีย ทำให้ความเป็นชาติไทยเป็นประเทศที่มีเกียรติภูมิและประวัติศาสตร์ที่ชนชาติไทยภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย และควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของบูรพมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์

ปัจจุบันการที่ประเทศไทยมีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงเป็นรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมและสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติไทย เพราะแผ่นดินไทยที่ได้รวมกันเป็นชาติไทยมาได้ในปัจจุบัน ก็ด้วยพระปรีชาสามารถของบูรพมหากษัตริย์ของไทยทุกพระองค์ ที่ได้ต่อสู้และเสียสละชีวิตเลือดเนื้อเป็นราชพลี เพื่อปกป้องรักษาแผ่นดินไทยด้วยความสามารถนั่นเอง จึงเหลือแผ่นดินนี้ไว้ให้ลูกหลานไทย ทุกคนที่เป็นคนไทยทั้งชีวิตเลือดเนื้อและกายใจ จึงต้องควรมีความสำนึกในสิ่งนี้ในทุกๆ คน

ที่ยกเอาเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นชาติไทยมากล่าว ก็เพราะปัจจุบันมีคนไทยส่วนน้อยจำนวนหนึ่งอ้างตนเป็นคนรุ่นใหม่ อยากเข้ามามีอำนาจทางการเมือง คิดการใหญ่อยากเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเมือง การปกครองประเทศไทยไปสู่ระบอบที่ประชาชนไม่พึงปรารถนา สุ่มเสี่ยงที่จะนำพาบ้านเมืองไปสู่ความหายนะ เพราะพวกเขาเอาแนวคิดจำขี้ปากมาจากพวกผู้ใหญ่หัวหงอก หัวขาว ประเภทบ่างช่างยุโดยพวกเขาเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นผิดเป็นชอบ โดยไม่มีแนวคิดใดใหม่หรือสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า จึงทำทุกอย่างที่สวนทางกลับความคิดและความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ ทำทุกอย่างเพื่อทำลายความรักความศรัทธาของประชาชน โดยที่พวกเขาไม่เคยเสนอแนวคิดหรือนโยบายทางการเมืองใดๆ ที่เป็นการสร้างสรรค์หรือเป็นทางออกที่ดีแก่บ้านเมือง ทั้งพฤติกรรมส่วนตนก็มิได้ปฏิบัติหรือประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและแผ่นดินเกิดของตนแต่อย่างใดแต่ละวันพวกเขาคิดได้อย่างเดียวว่า จะหาเรื่องด่าและโจมตีสถาบัน พระมหากษัตริย์ของไทย ที่มีบุญคุณท่วมหัวพวกเขาอย่างไร โดยไร้สำนึกเท่านั้นเอง ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังพยายามเหยียบย่ำ ด้อยค่าประเทศของตน หลงไปชื่นชมประเทศมหาอำนาจ ชาติตะวันตกที่เคยรุกรานยึดครองแผ่นดินไทย พวกเขาทำตนเป็นพวกชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน ทำตนเป็นปฏิปักษ์กับคนไทยร่วมชาติ

พฤติกรรมและการกระทำของบุคคลในลักษณะเช่นนี้ประวัติศาสตร์ไทยหรือประวัติศาสตร์โลก เขาเรียกว่า “เสี้ยนหนามแผ่นดิน”หรือปฏิปักษ์ต่อรัฐ (Enemy of the state) พวกนี้คิดเพียงแก่งแย่งอำนาจทางการเมือง โดยก่ออันตรายต่อประเทศชาติและประชาชน ขอเพียงให้ได้อำนาจ ประเทศจะล่มสลาย ประชาชนจะล้มตายอย่างไร พวกมันก็จะทำ โดยมิได้คำนึงผิดชอบชั่วดี

พฤติกรรมดังกล่าว มักจะมาพร้อมกับการเป็น“ศัตรูประชาชน” หรือ public enemy หรือ enemy of the people พวกนี้มักจะสร้างความเสียหายด้วยการแสดงตนเป็นศัตรูกับรูปแบบทางสังคมมทั้งหมด อะไรในประเทศตนแย่ เลวไปหมดทุกอย่าง ประชาชนที่อยู่กับระบอบนั้นๆ ก็โง่งมงายไปหมดทุกคน มีพวกเขาฉลาดเก่งรู้ดีแต่เพียงผู้เดียว อะไรที่ประชาชนเคารพศรัทธา พวกเขาก็จะกล่าวหาว่างมงาย ถูกหลอกให้เชื่อ โดยพวกเขาไม่เคยเคารพประชาชน

ประเทศใดมีคนประเภทนี้คือพวก “เสี้ยนหนามแผ่นดิน” และ “ศัตรูประชาชน” อยู่ในสังคมไม่ว่าจะมากหรือน้อย ทุกประเทศทั่วโลกล้วนใช้อำนาจรีบกำจัดทั้งสิ้น ไม่มีประเทศใดปล่อยให้คนจำพวกนี้ ขยายตัวเติบโตแม้แต่วินาที ดังคำกล่าวของ“วลาดีมีร์ เลนิน” บอกว่า “ผู้นำทุกคนในระบอบประชาธิปไตยแบบมีรัฐธรรมนูญ เป็นพรรคการเมืองซึ่งเต็มไปด้วยศัตรูของประชาชน ซึ่งการกระทำนั้นถือได้ว่าเป็นพวกนอกกฎหมาย และบุคคลพวกนี้สมควรถูกจับกุมและนำตัวมายังศาลปฏิวัติในทันที” เพราะทุกประเทศยึดหลักว่า ประเทศจะเข้มแข็ง อำนาจรัฐประชาชนจะมั่นคง ต้องกำจัดศัตรูประชาชนให้สิ้นซาก

ประเทศไทย มีพวกเสี้ยนหนามแผ่นดิน และศัตรูประชาชน เกิดขึ้นและมีอยู่เกลื่อนกลาดหลายคน หลายกลุ่ม เมื่อไหร่อำนาจรัฐไทยจะกวาดล้างพวกเหล่านี้ให้สิ้นซากไปจากแผ่นดินไทยเสียที เพราะประชาชนไทยทั้งหลาย เอือมระอาและหมดความอดทนกับคนเลวจำพวกนี้เต็มทน มันกร่างในแผ่นดินเหลือเกิน ท่านนายกฯได้ยินไหมครับ

ประพันธุ์ คูณมี

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : โควิดอุปถัมภ์ #SootinClaimon.Com

Posted on February 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/549707

บทความพิเศษ : โควิดอุปถัมภ์

บทความพิเศษ : โควิดอุปถัมภ์

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การระบาดของโควิดรอบใหม่ สะท้อนสังคมในระบบอุปถัมภ์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น นอกจากแรงงานรับจ้าง พ่อค้า แม่ขายรายเล็กรายน้อยที่ถูกผลกระทบ รายได้ตกต่ำ ขาดเงินออมต้องเรียกร้องให้รัฐแจกเงินเพื่อประทังชีวิตโดยเรียกว่าเงินเยียวยา

วิกฤติครั้งนี้ส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคาร บริษัทขนส่ง บริษัทนำเที่ยวเจ้าของสถานบริการ เป็นต้น ต่างเรียกร้องให้รัฐอุ้มชู เยียวยากันทั้งสิ้น

ไม่ต่างอะไรกับเมื่อคนไทย จำนวนมากไปไหว้พระสิ่งแรกของคำกล่าวในใจก็คือ “การขอ” ขอให้ผ่านพ้นปัญหา อุปสรรค ขอให้ร่ำรวย ขอให้ประสบความสำเร็จ เพราะคิดว่าพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้มีอำนาจสามารถดลบันดาลให้ได้ จึงหวังจะพึ่งพิงไม่คิดจะพึ่งตนเอง (ในความเป็นจริงการไปไหว้พระก็คือการไปน้อมรับการประพฤติปฏิบัติของพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง)

รัฐบาลจึงดูเสมือนเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ หรือมีความศักดิ์สิทธิ์ที่จะดลบันดาลอุปถัมภ์ค้ำชูผ่านกระบวนการที่เรียกว่าเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินหรือลดหย่อนภาษี

ในความเป็นจริง เงินหรือทรัพยากรที่ใช้ ต่างก็นำมาจากภาษีของประชาชนทั้งสิ้น ซึ่งหากรัฐหมดเงินก็ต้องขอยืมเงินมาใช้ ซึ่งประชาชนก็จะต้องเป็นผู้จ่ายคืนเงินยืม โดยเสียภาษีที่ต้องจ่ายในอนาคตเพิ่มมากขึ้น

การอุปถัมภ์ที่เรียกว่าเยียวยา อาจใช้ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อเป็นการสงเคราะห์ได้ในระยะสั้นๆ แล้วจะให้ดีต้องใช้จ่ายเงินเพื่อให้ผู้ได้รับสามารถช่วยตัวเองได้ในระยะยาว มิเช่นนั้นก็จะเป็นการตอกย้ำระบบอุปถัมภ์ของคนไทยที่คิดว่า รัฐบาลเป็นผู้มีอำนาจจะดลบันดาลให้ชีวิตของตนดีขึ้นหรือเลวลงได้

ทางเลือกที่รัฐบาลจะทำได้คือต้องรีบใช้เงินเพื่อสร้างงานสร้างโครงการเพื่อสร้างรายได้ เพราะนอกจากจะได้ผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอัน เช่น นำเงินไปปรับปรุงทางเท้า พัฒนาชายทะเลให้สะอาดสวยงาม ปลูกต้นไม้ขุดคลองพัฒนาแหล่งน้ำ แม้กระทั่งซ่อมแซม ปรับปรุงทาสีอาคาร สะพานและอื่นๆ

ผลผลิตของงานที่เกิดขึ้นจะต้องใช้วัสดุอุปกรณ์และงานที่มีการจ้างงานต่อๆ ไปหลายระลอก ดีกว่าการแจกเงินซึ่งเป็นการโอนเงินจากกระเป๋าของรัฐบาลไปยังกระเป๋าของประชาชน และยุยงให้ใช้ในการบริโภคมุ่งหวังให้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ส่งผลข้างเคียง คือ ประชาชนหวังจะพึ่งพิงในระบบอุปถัมภ์มากกว่าที่จะพึ่งตนเอง และอาจติดใจกับการบริโภคที่มากเกิน

การสร้างงาน สร้างโครงการ ผู้รับการช่วยเหลือจากการได้ทำงานจะภาคภูมิใจกับเงินที่ได้รับมากกว่า

หากรัฐบาลทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี จะอุ้มชูทุกภาคส่วนก็ทำไม่ได้ และต้องลำบากใจที่จะถูกกล่าวหาว่า เลือกปฏิบัติ

เมื่อโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้น ก็ต้องไม่ให้โรคอุบัติเก่า คือ ระบบอุปถัมภ์ที่ผู้คนหวังพึ่งพิงไม่พึ่งพาตนเองระบาดเพิ่มมากขึ้นไปด้วย

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : กัญชาทางการแพทย์ ความท้าทายของไทย #SootinClaimon.Com

Posted on January 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/547575

บทความพิเศษ : กัญชาทางการแพทย์  ความท้าทายของไทย

บทความพิเศษ : กัญชาทางการแพทย์ ความท้าทายของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับตั้งแต่การออก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ซึ่งนำไปสู่การนิรโทษกรรมผู้ครอบครองกัญชาตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข จนปัจจุบันมีการเปิดคลินิกกัญชาทางการแพทย์จำนวนมากในระบบแพทย์แผนปัจจุบัน แผนแพทย์ไทยและแพทย์ทางเลือก แต่ก็ยังมีผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์อีกไม่น้อยที่ยัง
ไม่ขึ้นทะเบียน จึงกลายเป็นคำถามว่า ปริมาณกัญชาที่ผลิตได้กับความต้องการใช้สอดคล้องกันหรือไม่? เพียงใด?

แต่ก่อนหน้านั้น ต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า “แล้วใครบ้างที่ใช้กัญชา?” ซึ่งจากการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพใน โครงการศึกษาสถานการณ์การใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย โดยศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และคณะนักวิจัย ร่วมกับ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) โดยการสนับสนุนของโดย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พบว่า 1.ภาพรวมของผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์ของไทยนั้น มีสัดส่วนเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงเล็กน้อย

2.ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุผู้ใหญ่ตอนปลาย (45-65 ปี) มีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 61 3.ราว 1 ใน 3 ของจำนวนผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป 3.ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเจ้าของกิจการ และรองลงมาคือรับราชการ 4.มีระยะเวลาในการใช้เฉลี่ย 10 เดือน 5.สำหรับกลุ่มอาการป่วยที่มีการใช้กัญชาทางการแพทย์มากที่สุด คือกลุ่มโรคมะเร็ง รองลงมา คือโรคของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก อาทิ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเข่า ปวดหลัง ปวดประจำเดือน ข้อเข่า ข้อสะโพกเสื่อม ออฟฟิศซินโดรมไมเกรน ไปจนถึง กระดูกทับเส้นประสาท

นอกจากนี้ ยังมีการใช้กัญชาในกลุ่มโรคทางจิตประสาทและกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มเติมอีกด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นการใช้กับลักษณะโรคกลุ่มใดก็ตาม ทุกคนต่างยอมรับว่ากัญชาช่วยให้มีอาการเจ็บป่วยของโรคดีขึ้น หรือดีขึ้นมากเสมอ 6.ผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์ส่วนใหญ่นั้น มักใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาในรูปแบบน้ำมันสกัดสำหรับกินหรือหยดใต้ลิ้น แต่มีบางส่วนที่ใช้ดอก ใบ ต้น รากกัญชาสดหรือแห้ง โดยไม่ผ่านการสกัดและแปรรูป รวมทั้งใช้ในรูปแบบขนมหรือชากัญชาร่วมอีกทางหนึ่ง

และ 7.ส่วนการเข้าถึงผลิตภัณฑ์กัญชานั้นมีหลากหลายตามแต่ภูมิภาคตั้งแต่การได้กัญชามาจากผู้ค้ายาในตลาดมืด ในภาคกลางและภาคใต้ได้จากแพทย์พื้นบ้านนอกระบบสาธารณสุข ได้ฟรีจากเพื่อนหรือญาติพี่น้องให้มาในภาคเหนือ หรือในพื้นที่อีสานมักได้จากแพทย์แผนปัจจุบันที่เปิดคลินิกส่วนตัวและให้บริการรักษาด้วยกัญชา ซึ่งข้อสังเกตสำคัญสำหรับเรื่องนี้ก็คือสัดส่วนของการได้รับกัญชาทางการแพทย์จากโรงพยาบาล หรือหน่วยงานในระบบสาธารณสุขอยู่ในระดับต่ำมาก

“ที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันดีว่า กัญชาเป็นสารเสพติดประเภทที่ 5 ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ทำให้การติดต่อสื่อสารของเครือข่ายการใช้กัญชาใต้ดินนั้นมักไม่เปิดเผยตัวตน แต่ก็มีการถ่ายทอดความรู้หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ผ่านตำรา การบอกต่อ รวมไปถึงการฝึกอบรมโดยใช้อุปกรณ์สื่อสารอย่างวิทยุ หรือกลุ่มไลน์” ขณะที่กัญชาที่ซื้อขายทั่วไปนั้น มักมาจากประเทศเพื่อนบ้านหรือในตลาดทั่วไป แต่ก็มีการปนเปื้อนของสารเคมี โดยเฉพาะสารกำจัดศัตรูพืช รวมถึงปัจจุบันมีการลักลอบปลูกกัญชาไว้ใช้เองเป็นจำนวนมาก

ถัดมาเป็นกลุ่มที่ครอบครอง ผลิต หรือแปรรูปกัญชา พบว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักธุรกิจหรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ดังนั้น กัญชาใต้ดินจึงเป็นการซื้อขายกันในเชิงพาณิชย์ มากกว่านำไปใช้เพื่อรักษาอาการป่วยเพียงอย่างเดียว แต่ถึงอย่างนั้น การเริ่มต้นของการเข้าไปใช้บริการกัญชาก็มักมีสาเหตุมาจากการเจ็บป่วยของตนเองเป็นหลัก สำหรับโอกาสและความท้าทายที่รออยู่ของกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่ากัญชาอยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่อดีต ผ่านการใช้กัญชาทางการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก

ในปี 2562 กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ร่วมกับ สภาการแพทย์แผนไทย ออกประกาศรับรองตำรับยาที่มีส่วนผสมของกัญชาจำนวน 16 ตำรับ ส่วนใหญ่ใช้รักษาเรื่องลม การนอนหลับ แก้ปวด รับประทานอาหารได้เน้นการส่งเสริมสุขภาพ ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันมีคลินิกกัญชาการแพทย์ให้บริการทั้งสิ้น 255 แห่งทั่วประเทศ แต่ในจำนวนนี้มีคลินิกกัญชาที่ให้มีบริการแต่ไม่มีผู้ป่วยเข้ามารับยาทั้งในรูปแบบยากัญชาแบบแพทย์แผนปัจจุบันหรือกัญชาแบบแพทย์แผนไทยมากถึง 134 แห่ง

ภาพสะท้อนเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทยในช่วงปีแรกของการประกาศใช้กัญชาทางการแพทย์แบบถูกกฎหมาย จากโครงการศึกษาสถานการณ์การใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทยนั้น จะเห็นได้ว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็ยังได้รับผลิตภัณฑ์กัญชาจากแหล่งนอกระบบสาธารณสุข และใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคหรืออาการเจ็บป่วยหลายชนิดที่อยู่นอกเหนือข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่มีหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนประสิทธิผล

นอกจากนี้ ผู้ใช้ส่วนใหญ่กลับมองเห็นเฉพาะด้านบวกของกัญชาและผลของการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค เนื่องจากประชาชนจำนวนมากใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคอยู่แล้ว ดังนั้น การช่วยให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ การเพิ่มการเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ในระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะ
จากคลินิกกัญชาทางการแพทย์ ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบันในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข และการทบทวนข้อบ่งชี้ของการสั่งใช้ยากัญชาให้ทันสมัยตามหลักฐานวิชาการ โดยคำนึงถึงความจำเป็นของผู้ป่วย

จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและเร่งด่วน รวมทั้งยังผูกโยงไปถึงความท้าทายทางนโยบายอันต่อเนื่องของประเทศไทย ในเรื่องกัญชาทางการแพทย์อีกด้วย!!!

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,905,075 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
ริชชี่ เปิดใจครั้งแรก! ปัดพูดเหตุเลิก ก็อต รับบางครั้งเราอาจเลือกผิด
นายกฯสั่งขรก.WFH วอนเอกชนร่วมมือ ยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาฝ่าวิกฤต
สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า
หอบหลักฐานแจ้งจับแล้ว ฟันคลังน้ำมัน
“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด
AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง
กรุงศรีชวนสนุกรับสงกรานต์สไตล์อีโค่! กับแคมเปญ ‘สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน’
อนุทินชูความเชื่อใจ นำภูมิใจไทยก้าวสู่ปีที่ 18 มุ่งสร้างเอกภาพพรรคร่วม
‘SOURI’ ทำเซอร์ไพรส์เปิดตัว ‘Hamburger Fatcaron’ กับขนมหวานยอดนิยมที่ทั้งหลอกตาและดึงดูดใจกว่าที่เคย

Recent Posts

  • AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง
  • เทียบราคาค่าการกลั่นน้ำมันปี 69 พุ่งสูงต่อเนื่อง เสนอกำหนดเพดาน
  • เกาหลีใต้ชี้สัญญาณชัด “คิม จูแอ” คือผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป
  • เดโมแครตรุมถล่มทรัมป์ “วิกลจริต” ขู่ก่ออาชญากรรมสงครามถล่มอิหร่าน
  • ราคาน้ำมันดิบพุ่งไม่หยุด สงคราม “สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน” กระทบซัพพลาย

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d