‘น้องเกรซ’ลูกสาว’เสี่ยเจียง’ขอบคุณจุฬาฯ อนุญาตให้แต่งตัวข้ามเพศรับปริญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/294857

'น้องเกรซ'ลูกสาว'เสี่ยเจียง'ขอบคุณจุฬาฯ อนุญาตให้แต่งตัวข้ามเพศรับปริญญา

‘น้องเกรซ’ลูกสาว’เสี่ยเจียง’ขอบคุณจุฬาฯ อนุญาตให้แต่งตัวข้ามเพศรับปริญญา

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560, 12.59 น.

ห่างหายไปนานจากวงการบันเทิงสำหรับ น้องเกรซ นวรัตน์ ลูกสาว เสี่ยเจียง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ แห่งสหมงคลฟิล์ม ที่เคยฝากผลงานการแสดงน่ารักๆ ไว้ในภาพยนตร์ให้ได้ชมกันมาก่อนหน้านี้ อาทิ เอ๋อเหรอ, ข้าวเหนียวหมูปิ้ง, ไฉไล, สลัดตาเดียวกับเด็ก 200 ตา, ส้มตำ, 5หัวใจฮีโร่ และยังพากษ์เสียงในภาพยนตร์ ก้านกล้วย

ล่าสุด เกรซ ลูกเสี่ยเจียง สลัดคราบสาวน้อยน่ารักกลายมาเป็นสาวหล่อหุ่นล่ำอย่างเต็มตัว แถมยังสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับเตรียมเข้าพิธีพระราชทานปริญญาบัตรในวันนี้ (29ก.ย.60) โดย เกรซ ได้โพสต์ภาพขณะสวมชุดครุยผู้ชาย และข้อความแห่งความดีใจ ที่จุฬาฯรับคำพิจารณาอนุญาตให้แต่งข้ามเพศเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร

“Officially graduating this Friday ! Please come by to take some photos  ขอขอบคุณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยลัย ที่พิจรณาคำขอการแต่งกายข้ามเพศเพื่อเข้าพิธีพระราชทานปริญญาบัตร และให้โอกาสเรา “ให้เราได้เป็นสิ่งที่เราเป็น ในวันที่เราภาคภูมิใจที่สุด” สิ่งนี้อาจจะเป็นเรื่องเล็ก แต่มันทำให้เราได้รู้ว่า จริงๆแล้วทุกคนควรมีโอกาสและมีอิสระในการใช้ชีวิต และ อย่าให้คำว่าเพศ มาเป็นประเด็นเหนือชีวิต อย่าให้มันมาเป็นการปิดกั้นโอกาส มาแบ่งแยก หรือ ทำให้เราทำอะไรไม่เต็มที่ เพราะเราเป็น มนุษย์ เหมือนกันทุกคน Will be waiting for you all วันที่ 29 13.00 ณ คณะสถาปัตกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยลัย Love is a terrible thing to hate. Don’t be afraid #lgbtq”

ชีวิตจริง’น้องสกาย’ลูก’ใจเริง’ป่วยโคม่าผ่าตัดด่วน!หลังเจอก้อนเนื้อที่กระดูกสันหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ชีวิตจริง'น้องสกาย'ลูก'ใจเริง'ป่วยโคม่าผ่าตัดด่วน!หลังเจอก้อนเนื้อที่กระดูกสันหลัง

ชีวิตจริง’น้องสกาย’ลูก’ใจเริง’ป่วยโคม่าผ่าตัดด่วน!หลังเจอก้อนเนื้อที่กระดูกสันหลัง

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560, 12.53 น.

ลาจอเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับละครฮิต เพลิงบุญ ซึ่งงานนี้ได้แจ้งเกิดความน่ารัก น้องสกายเด็กน้อยวัย 2 ขวบเศษผู้รับบท น้องโจ ลูกชายใจเริง (เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ) กับ พี่ฤกษ์  (ป้อง ณวัฒน์) ด้วยเช่นกัน  แต่ในชีวิตจริง น้องสกาย กำลังป่วยหนักและอยู่ในอาการโคม่า ซึ่งหลังทำ MRI และ CT พบก้อนเนื้อบริเวณกระดูกสันหลัง ทำให้น้องมีอาการปวดขา ขาบวม ตาบวมตก และเดินไม่ได้ ต้องเข้ารับการผ่าตัดเป็นเวลา 4-5 ชม.ด้วยกัน แต่ก็มีภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง ล่าสุดคุณหมอใจดี ขอรับตัว น้องสกาย มารักษาต่อเพราะโรคของน้องอาจต้องทำการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทั้งนี้คุณแม่น้องสกาย ได้อัปเดตอาการป่วยของลูกชายลงใน IG tarit_sky ให้แฟนคลับได้ติดตาม

ขอขอบพระคุณ พี่ๆแฟนคลับทุกท่านที่ติดตามและให้กำลังใจน้องมาตลอดนะคะ หลายคน in box เข้ามาถาม โทถามอาการ บางครั้งอาจตอบไปไม่ครบทุกคน ขอประทานโทษด้วยนะคะ ตอนนี้น้องอยุ่ในขั้นวิกฤต ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด .. อาการของน้องเริ่มแรก คือน้องไม่สบายปกติ 2-3 วัน อาการของน้องดีขึ้น แต่ครั้งนี้ไม่ดีขึ้นพร้อมกับน้องมีอาการซึมเศร้า อย่างน่าเป็นห่วง เลยพาน้องกลับมาตรวจอิกครั้ง และ Admit รอบที่ 2 ตอนแรกคุณหมอสันนิษฐาน ส่วนของสมองเล็กอาจมีสิ่งผิดปกติ เพราะอาการคล้าย น้องต้องทำ MRI สมอง จากนั้นผลปรากฏว่าไม่มีสิ่งผิดปกติ

ฉะนั้นอาการป่วยของน้องจึงอาจหาสาเหตุไม่พบ รพ. จึงจำเป็นต้อง รีเฟอร์น้องไป รพ. ที่มีแพทย์ที่พร้อม แต่ไม่มี รพ. ไหนตอบกลับมา สุดท้าย น้องจึงต้องรอการตอบกลับ แล้วทำการตรวจขั้นต่อไปของ รพ. เดิม ในขณะนั้นได้ทำ MRI กระดูกสันหลังพร้อมทั้ง CT ก็ได้พบสาเหตุของอาการที่น้องเป็นอยู่ คือพบก้อนเนื้อบริเวณกระดูกสันหลังซึ่งทำให้น้องมีอาการ ปวดขา ขาบวม ตาบวมตก แล้ว เดินไม่ได้ คุณหมอได้ปรึกษากัน แล้วถามทางคุณแม่น้องสกาย ให้ผ่าตัดก้อนเนื้อนั้นออกมา น้องได้ทำการผ่าตัดเป็นเวลา 4-5 ช. ม การผ่าตัดเสร็จสิ้น การตอบสนองของการผ่าตัด

หลังจากการผ่า ขาของน้องขยับได้ระดับหนึ่ง แต่เราก็ต้องพยายามติดต่อ ขอย้ายน้องไปทำการรักษาต่อ เพราะน้องมีภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง เหมือนมีอัคสวินขี่ม้าขาวคุณหมอใจดี ขอรับตัวน้องมารักษาต่อ เพราะโรคของน้อง อาจจะต้องทำการรักษาเป็นระยะเวลานาน แล้วต้องใช้เงินจำนวนมาก เลยต้องเปลี่ยน รพ. น้องสกายเป็นเด็ก สู้กับสิ่งที่ต้องเจอ เพราะได้กำลังใจจากพี่ๆแฟนคลับ และทุกคนที่เป็นห่วงน้อง คุณแม่จะพยายามบอกกับน้องเสมอ (หนูสู้ๆนะลูก มีคนรักหนูเยอะแยะ เค้าอยากให้หนูเป็นเด็กร่าเริงอิกครั้ง) น้องจะตอบ ok ตลอด คุณหมอ พยาบาล ที่น้องได้รับการรักษาทุกคนใจดีมีเมตตากับน้องมาก ตอนนี้ชีวิตของน้องอาจจะมีบทพิสูจน์ให้น้องได้แข็งแกร่ง ฉะนั้น ขอให้พี่แฟนคลับของน้องทุกคนช่วยเป็นกำลังใจให้น้องได้กลับมามีชีวิตชีวาอิกครั้งนึงนะคะ…!!!! พี่ๆหลายแฟนคลับหลายๆคน เป็นห่วงน้องรักน้อง ถึงขั้นต้องการที่จะช่วยปัจจัยเก็บไว้เป็นค่ารักษาต่อไป ขอขอบพระคุณทุกท่านนะคะ ที่เป็นห่วงน้องสกาย …

รวยเว่อร์!’ดีเจนุ้ย’ซื้อบ้านเงินสด40ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/294853

รวยเว่อร์!'ดีเจนุ้ย'ซื้อบ้านเงินสด40ล้าน

รวยเว่อร์!’ดีเจนุ้ย’ซื้อบ้านเงินสด40ล้าน

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560, 12.40 น.

เปิดหมดเปลือก นุ้ย ธนวัฒน์ จากนักข่าวบันเทิง วิ่งรอกทำงานหนักจนซื้อบ้านราคา 40 ล้านเงินสด!! เปิดใจพิธีกรดีเจชื่อดัง “นุ้ย-ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร” จากอดีตนักข่าวบันเทิงที่สามารถปั้นตัวเองมาสู่จุดสูงสุดของชีวิต ขยันวิ่งรอกทำงานหนัก ใน 1 เดือนหยุดงานแค่ 1-2 วัน อีกทั้งยังเชื่อว่า เพราะถือพรหมจรรย์เลยทำให้ชีวิตเจริญ ล่าสุดได้มานั่งเปิดใจในรายการ คุยเช้า Show

ใน 365 วัน ทำงานกี่วัน ?

“ก็มีหยุดบ้าง แต่ในเดือนนึงจะหยุดสักวันสองวัน อย่างเดือนนี้หยุด 1 วัน เราจะมีรายการประจำ6-7 รายการ ด้วยความที่มีหลายรายการ คิวมันก็จะลงไปถึงสิ้นปี นอกจากนั้นก็จะมีงานอีเว้นท์ต่างๆ”

ได้ยินมาว่าเราขี้งกมาก ในการรับงานแต่ละงานก็จะมีการคำนวณแล้วว่าจะได้กี่บาท หรือจะออกจากบ้านในแต่ละวันก็จะคำนวณว่าได้เท่านี้ถึงจะออก ?

“ครับ คือเรามีความรู้สึกว่าถ้าเราจะออกไปสักหนึ่งวันเราจะมีจุดมุ่งหมายให้กับตัวเอง ว่าใน 1เดือนเราจะมีรายรับเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นวิธีการของนุ้ยถ้าสมมติมีรายการทีวีติดต่อมา รายการทีวีเนี่ยจะมีรายรับประมาณนึง เพราะฉะนั้นมันจะไม่พอที่เราตั้งไว้ต่อวัน เราก็จะขอคิวเค้าทั้งปี แล้วก็จะเอาไปแมชท์กับรายการอื่นเอา เช่น เช้าไปรายการเค้า บ่ายมาอีเว้นท์ แต่ถ้าจะให้เทไปรายการเค้าเดี่ยวๆ เลย ก็จะไม่เอา เพราะถือว่าออกไปแล้วมันจะไม่คุ้มค่า คือเราจะมีการคำนวณให้กับตัวเองว่าจุดมุ่งหมายมันเป็นยังไง แล้วทำให้ได้ตามเป้า”

เคยคิดไหมว่า วันหนึ่งเราจะมาได้ถึงจุดๆนี้ เพราะเราเริ่มจากการเป็นนักข่าวบันเทิง ?

“ก็เริ่มจากทำนักข่าวมาตั้งแต่แรกๆ เลย ตอนแรกไม่ได้คิดเลยว่าจะมาอยู่เบื้องหน้าเลยด้วยซ้ำ แต่ว่าจังหวะมันโอเคแล้วจังหวะมันได้ พี่มดดำเป็นคนให้นุ้ยลองมาจัดรายการดู หลังจากนั้นชีวิตเลยค่อยๆ เปลี่ยน ก่อนหน้าอยากเข้าวงการแต่หน้าเราไม่ได้ เลยทำเบื้องหลังแทนละกัน แล้วเราเรียนวิทยุโทรทัศน์ด้วย เลยได้มาทำงานนี้ จนมาวันหนึ่งเหมือนชีวิตมันพลิก แล้วพี่มดดำเข้าไปคุยกับนายให้ลองจัดดู เค้าก็ลงมาบอกเราให้จัดตอนนั้นเลย หลังจากนั้นก็ยาวเลย”

เรื่องที่ถือพรหมจรรย์จริงไหม ? “อันนี้จริง”

แล้วที่บอกว่าไปดูหมอมา แล้วหมอบอกให้ถือพรหมจรรย์แล้วงานจะรุ่งแบบไม่มีหยุด จริงไหม ?

“คือมีหมอดูดูจริง คือดวงเราเวลาจะเช็คว่าหมอคนไหนแม่นไม่แม่นเราจะเช็คจากเรื่องความรัก ถ้าบอกว่าช่วงนี้ความรักดีมากก็จะบอกให้เค้าเก็บไพ่เลย แล้วกลับไป เพราะชีวิตเราไม่เคยมีความรัก เราเป็นคนขี้เบื่อ ถ้ามาถามว่าอยู่ไหนทำอะไรเราจะโกรธมาก ไม่เคยคบใครและไม่เคยแตะเนื้อต้องตัวใคร ไม่เคยชอบใครเลย เพราะเป็นคนที่มีพื้นที่ส่วนตัวสูงมาก ไม่ค่อยให้ใครเข้ามาในอาณาเขตของเรา ปิดกั้นมาก และไม่มีปมด้วย แค่ขี้รำคาญเฉยๆ”

เราคิดว่าที่เรารวย ๆ เพราะเราถือพรหมจรรย์ ?

“มันก็เป็นไปได้นะ เพราะหลังๆ เราก็ไม่ได้อยากรู้สึกมีคู่ หมอดูทักไว้ว่า ถ้ามีแฟนมันจะดรอปลง”

รถปอร์เช่ที่ซื้อเราซื้อเงินสดด้วย ?

“ที่บ้าทำงานทุกวันนี้ เพราะเป็นคนซื้อของแล้วซื้อเงินสด ไม่ชอบผ่อนของ อยากได้ของชิ้นนี้ก็จะต้องสด ก็เลยบ้าทำงานมากเพื่อจะเก็บเงินเอามาซื้อของ”

ซื้อบ้าน 40 ล้านด้วยเงินสด ?

“นุ้ยอยู่วงการมา 10 ปีนะพี่ แล้วนุ้ยวิ่งทำงานขนาดนี้”

เคยคิดท้อจนอยากออกจากวงการ ?

“ก็เคยมีความคิดวูบหนึ่ง วงการนี้เป็นวงการที่นุ้ยรัก มันจะมีความคิดแค่ชั่ววูบหนึ่ง แต่ความคิดหลักๆ ที่เกิดในช่วงเวลาหนึ่งมากกว่า เราอาจจะรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนั้นไม่ใช่พื้นที่ที่เรารู้สึกดี เพื่อนร่วมงานไม่มีปัญหานะ บางครั้งมันเป็นแค่ชั่ววูบของอารมณ์ เราแค่อยากจะเปลี่ยนพื้นที่เฉยๆ ไม่ใช่อยากออกจากวงการไปเลย”

เรามองอนาคตในวงการบันเทิงยังไง ?

“ทำอะไรเราต้องทำได้หลายๆ อย่าง คือนุ้ยไม่ได้วางจุดของตัวเองไว้ว่าเราจะเป็นพิธีกร หรือเล่นละคร เราต้องทำได้หลายอย่าง อยากอยู่ยาวๆ”

‘จ๋า ณัฐฐาวีรนุช’ไม่ชินต้องกลายเป็นคนเห็นผีใน’เจ็ดวันจองเวร2’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/294849

'จ๋า ณัฐฐาวีรนุช'ไม่ชินต้องกลายเป็นคนเห็นผีใน'เจ็ดวันจองเวร2'

‘จ๋า ณัฐฐาวีรนุช’ไม่ชินต้องกลายเป็นคนเห็นผีใน’เจ็ดวันจองเวร2’

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560, 12.24 น.

รอคอยกันมาพักใหญ่แล้วสำหรับภาคต่อของซีรี่ส์ “เจ็ดวันจองเวร” ซีรีส์แนวลึกลับที่หลายคนต่างเฝ้ารอชมต่อเนื่อง มาวันนี้ช่องเวิร์คพอยท์ต่อเนื่องบุกละครด้วยการส่ง  “เจ็ดวันจองเวร 2”  จากนวนิยายยอดฮิตสู่ซีรีส์สยองขวัญน่าติดตามมาสู่บนจอโทรทัศน์กับโปรดักชั่นจัดเต็มระดับภาพยนตร์อีกครั้ง  หวังเอาใจคอละครที่ชอบแนวสืบสวนสยองขวัญให้ได้หลอนกัน  โดยในภาคนี้ยังเป็นการสร้างขึ้นจากเค้าโครงเรื่องของนิยายชุด  เจ็ดวันจองเวร ของนักเขียนชื่อดัง ภาคินัย เช่นเดิม  ภายใต้การผลิตของ ค่าย “ทาเลนต์ วัน มูฟวี่ สตูดิโอ”

โดยความสนุกและน่าติดตามของ “ เจ็ดวันจองเวร 2”  ในภาคนี้  ยังคงเป็นเรื่องราวของ หมอชล (วีเจจ๋า – ณัฐฐาวีรนุช ทองมี )  ในระหว่างที่รอการพิจารณาของศาลกับคดีเรื่องของรักสามเศร้าจากซีซั่นก่อน  และหมอชลได้กลายเป็นคนเห็นผี หลังผ่านความตายมา

“สำหรับละครซีรีส์เจ็ดวันจองเวร2 นี้นั้น จ๋ารับบทเป็น หมอชล  ซึ่งตัวหมอชลเองเค้าก็ผ่านเรื่องราวที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตมา   แล้วทำให้ตัวเองมีพลังที่จะสามารถมองเห็นและติดต่อกับวิญญาณได้  ก็เลยทำให้หมอชลเป็นคนที่จะทำให้มาคลี่คลายปัญหาสำหรับซีซั่นนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น  แล้วหมอชลก็เป็นคนที่คอยเชื่อมต่อได้ระหว่างวิญญาณกับเรื่องคดีต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น   โดยคาแรกเตอร์ของละครเรื่องนี้หมอชลเค้าก็จะเป็นคนที่เก่ง  และนิ่ง  และโดยเฉพาะในซีซั่นนี้หมอชลเค้าจะต้องได้เผชิญกับสิ่งที่เค้าไม่เคยเห็นด้วยอีก  กับเรื่องที่เหนือธรรมชาติ  เพราะในซีซั่นก่อนหมอชลจะเป็นคนที่ใช้เหตุผล  และอะไรก็ตามที่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น  แต่สำหรับตอนนี้ในภาคนี้หมอชลกลับประสบกับตัวเอง  แล้วเค้าก็อยากรู้สึกที่จะช่วย  เจตน์ (โทนี่)  เพราะเจตน์มีเรื่องที่คล้ายๆ กับชีวิตของหมอชลที่เคยเจอมา  ก็เลยเข้าไปเกี่ยวเนื่องกันกับเจตน์ด้วย  ถ้าถามถึงความง่ายเรียกว่าไม่มีเลยดีกว่า  มีแต่ความยาก และไม่ชินกับการต้องมองเห็นผี 555  ในเรื่องของโปรดักชั่นมีแต่ความไฮโซมากค่ะ  ตั้งแต่ในเรื่องของ เอฟเฟค การแต่งหน้า ผีวิญญาณ ต่างๆ  เพราะเทคนิคดีเท่าฮอลลีวูด เลย   แล้วในส่วนของการถ่ายทำพวกเราทำงานกันถึงตี2-3 กันเลยค่ะ  แถมโลเกชั่นก็ลำบากใช้ได้เลยค่ะ  เช่น  การที่เราไปลงน้ำในแม่น้ำตอนเที่ยงคืนอีก  ซึ่งมันค่อนข้างหนักเหมือนกันค่ะ  ความง่ายของละครเรื่องนี้ มีอยู่นิดเดียวคือ  การร่วมงานกับนักแสดงที่เข้าขากันดีมาก และตั้งใจทำงานกันมาก  งานก็เลยออกมาได้อย่างที่เราตั้งใจ ส่วนความน่าติดตามของละครซีรีส์เรื่องนี้ มีแต่คนถามหากัน และรอการออกอากาศของเรื่องนี้เยอะมากจริงๆ  คิดว่ารอนานแค่คุ้มค่าแน่นอนค่ะ เพราะแค่นักแสดงที่มาร่วมงานก็เยอะมากเลยคะ  จ๋าคิดว่าดูตอนแรกวันแรกปุ๊ปจะต้องติดตามชมต่อแน่นอนค่ะ  ฝากติดตามด้วยนะคะ”  นางเอกสาวกล่าว

 

‘ทรูโฟร์ยู’คว้ารางวัลหลักศิลาจารึก’เฟิร์น-ศิรัถยา’ตอกย้ำรางวัลเตือนใจพัฒนาคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/294846

'ทรูโฟร์ยู'คว้ารางวัลหลักศิลาจารึก'เฟิร์น-ศิรัถยา'ตอกย้ำรางวัลเตือนใจพัฒนาคุณภาพ

‘ทรูโฟร์ยู’คว้ารางวัลหลักศิลาจารึก’เฟิร์น-ศิรัถยา’ตอกย้ำรางวัลเตือนใจพัฒนาคุณภาพ

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560, 12.02 น.

รายการ Smart News ข่าวดึก ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 ได้รับรางวัลเกียรติยศหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทองคำ ประจำปี2560 สาขาผู้ผลิตผลงานเป็นที่ชื่นชอบประชาคมอาเซียนยอดเยี่ยม จัดโดยสมาคมสถาบันคุ้มครองสิทธิ์ประโยชน์ผู้บริโภค โดยมี เฟิร์น-ศิรัถยา อิศรภักดี ผู้ประกาศข่าว Smart News ข่าวดึก เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัล ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลที่การันตีในคุณภาพและเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ทีมงานมุ่งมั่นพัฒนาผลงานต่อไป

“ถือเป็นเกียรติมากๆ ที่มีโอกาสเป็นตัวแทนของทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และทีมงานมาร่วมรับรางวัลหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทองคำครั้งที่ 4 ประจำปี 2560  ถือเป็นของขวัญและกำลังใจให้กับคนทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพออกมาเพื่อผู้ชมอย่างแท้จริง ในฐานะของผู้ประกาศทรูโฟร์ยู ช่อง 24 ขอมอบรางวัลนี้ให้ทีม Smart News ข่าวดึก ทุก ๆ ท่าน ขอบคุณคนดูที่ติดตาม ขอบคุณทุกกำลังใจและผู้ใหญ่ใจดีของทางช่องที่มอบโอกาสดี ๆ ให้กับทีมงานและตัวเฟิร์น ได้มีโอกาสผลิตรายการข่าวที่ทำเพื่อสังคมไทย”

นอกจากนี้ เฟิร์น-ศิรัถยา อิศรภักดี ยังยืนยันที่จะไม่หยุดพัฒนาผลงาน เพื่อเป็นการตอบแทนผู้ชมที่ติดตามมาโดยตลอด

“นอกจากการรักษามาตรฐานการทำงานให้ได้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดหลังจากนี้ คือการที่จะทำอย่างไรให้รายการ Smart News ข่าวดึก ได้พัฒนายิ่งขึ้น เพื่อให้สมกับรางวัลที่ได้รับมา พร้อมสรรหาสิ่งดี ๆ มาให้ผู้ชมได้ติดตาม โดยทีมงานและทางช่องทรูโฟร์ยูเราจะยังคงทำงานให้หนักมากยิ่งขึ้น และต้องคำนึงอยู่เสมอว่าจะต้องนำข่าวสารที่ดีและมีประโยชน์สูงสุดไปสู่ผู้ชม”

ต้องขอแสดงความยินดีกับทีมงานที่ผลิตงานดี ๆ เพื่อผู้ชม ส่วนแฟน ๆ รายการสามารถร่วมเป็นกำลังใจและติดตามผลงานของทีมข่าวคุณภาพได้ตลอดทั้งวัน ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24

 

‘จิ๊ก เนาวรัตน์’เขียนพินัยกรรมสั่งเสียล่วงหน้าเตรียมตัวให้พร้อมก่อนตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/294844

'จิ๊ก เนาวรัตน์'เขียนพินัยกรรมสั่งเสียล่วงหน้าเตรียมตัวให้พร้อมก่อนตาย

‘จิ๊ก เนาวรัตน์’เขียนพินัยกรรมสั่งเสียล่วงหน้าเตรียมตัวให้พร้อมก่อนตาย

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560, 11.57 น.

เป็นนักแสดงชื่อดังค้างฟ้าอีกคนสำหรับวงการบันเทิงไทย สำหรับ “จิ๊ก-เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์”ที่แม้จะอายุใกล้ 60 แต่ก็ยังดูสาวดูสวยเหมือนสตาร์ฟไว้ ล่าสุดมาเปิดใจในรายการ คุยเช้า Show ทางช่องone 31 ถึงเรื่องที่มีคนแอบอ้างว่าเป็นผู้จัดการส่วนตัว ซึ่งตั้งแต่เข้าวงการบันเทิงมาเธอไม่เคยมีผู้จัดการส่วนตัวเลย จากเรื่องนี้เลยทำให้เกิดปัญหาเข้าใจผิดกันยกใหญ่และถึงขั้นวิ่งโร่ขึ้นโรงพักแจ้งความ เพื่อเอาผิดกับผู้กระทำผิดให้ได้ นอกจากนี้ “จิ๊ก เนาวรัตน์” ยังได้เปิดใจทำพินัยกรรมสั่งเสียไว้ เพราะไม่รู้ว่าวันหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอ

ถามถึงประเด็นขึ้นข่าวหน้า 1 ที่ขึ้นโรงพักหน่อยเกิดอะไรขึ้น ?

“มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อ บอย ไปอ้างอิงในเฟซบุ๊คบอกว่า เป็นผู้จัดการพี่จิ๊ก เนาวรัตน์ ซึ่งพี่ไม่เคยเห็นตัวไม่เคยรู้จัก แล้วมีงานอยู่งานหนึ่งของโรงพยาบาลสมุทรสาครเป็นงานอัลไซเมอร์โลก ซึ่งเค้าจัดใหญ่ทุกปี ทาง ผอ.โรงพยาบาลเค้าอยากได้พี่ไปทำพิธีกรและโชว์ตัว เค้าก็ติดต่อออแกไนซ์บริษัทหนึ่งซึ่งเค้ารับทำงานนี้ ซึ่งบริษัทออแกไนซ์นี้เค้าไม่มีเบอร์พี่และเค้าไม่รู้ว่าพี่ไม่มีผู้จัดการ เค้าก็เลยไปค้นเฟซบุ๊คแล้วก็ไปได้เบอร์ บอย เขียนว่าผู้จัดการ จิ๊ก เนาวรัตน์ เค้าก็ติดต่อรายละเอียดแล้วมีการโอนเงินกันซึ่งงานทั้งหมด 65,000 บาท เค้าให้โอนก่อน 40,000 บาท แต่เค้าไม่ให้โอนเข้าบัญชีคนชื่อบอยนะ เค้าให้โอนเข้าบัญชีผู้หญิงคนหนึ่ง โดยที่พี่ไม่รู้เรื่องนี้เลย ตัวพี่ช่วงนั้นบินไปขอนแก่นพอพี่กลับมาถึง กทม. ก็มีคนโทรมาถามพี่ว่า “พี่อยู่ไหนแล้ว” พี่ก็งงอยู่ไหนคืออะไร เค้าก็บอกพี่ว่าพี่รับตังค์มัดจำไปแล้วพี่ต้องมาโชว์ตัวให้ผม แล้วพี่ก็บอกเค้าว่าพี่ไม่เคยรับงานนี้ ก็เลยรู้ พี่ก็เลยถามว่าเอาเบอร์มาจากไหน เค้าบอกว่าเอาเบอร์มาจาก รพ.รามาธิบดี และดาราต่างๆ พี่ก็เลยถามเค้าว่าทำไมเค้าไม่พยายามติดต่อพี่ที่เบอร์นี้ตั้งแต่วันนั้น ซึ่งทางออแกไนซ์เค้าก็พลาดที่เค้าคิดว่าพี่มีผู้จัดการ จริงๆพี่ก็ไม่อยากเอาเรื่องเค้านะ แต่พี่ไม่ชอบพวก 18 มงกุฎ พี่ไม่ชอบคนที่เอาพี่ไปหากิน พี่รู้สึกว่าทำไมคนเราหาเงินง่ายดายเกินไป พี่ก็เลยไปกองปราบเลย อย่างน้อยต้องจับให้ได้”

งานวันนั้นก็คือไม่มีพิธีกร ?

“ไม่มีพิธีกร แล้ว ผอ.ก็โกรธพี่ คนที่แย่ก็คือพี่คนเดียว”

พี่จิ๊กได้โทรศัพท์ไปอธิบายมั้ย ?

“โทรไปขอโทษว่างานนี้จิ๊กไม่เคยโกง ไม่เคยรู้อะไรเลยทั้งสิ้น ผู้ใหญ่ก็เข้าใจ”

แล้วตอนนี้คืบหน้ายังไง ?

“ตอนนี้ก็เอาเรื่องไปแจ้งความ เพราะเราเสียชื่อ ตอนนี้กำลังสืบจากสลิปผู้หญิงแล้วค่อยสืบว่าคนชื่อบอยเป็นใคร”

ใครอยากติดต่อพี่จิ๊กคือไม่มีผู้จัดการ ?

“ไม่มีผู้จัดการค่ะ ถ้าอยากติดต่อให้หาเบอร์เอง ที่ไม่มีผู้จัดการไม่ใช่กลัวว่าเค้าจะมาแบ่งเงิน แต่จิ๊กไม่ต้องการให้คนอื่นเข้ามายุ่งในชีวิต จิ๊กไม่ต้องการพึ่งคนอื่นในเมื่อเราเป็นดาราด้วยตัวเองเราก็ต้องพึ่งตัวเอง จะผิดจะพลาดก็โทษตัวเอง เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตผู้จัดการจะดีหรือไม่ดีกับเรา”

เห็นพี่จิ๊กเป็นคนสนุกสนานเฮฮาเสียงดังแบบนี้ พี่จิ๊กเคยวีน เคยดุ ใครหรือเปล่า ?

“พี่เป็นคนเสียงดัง ตรง แต่ใจลึกๆพี่ไม่มีอะไรเลย จิ๊กเป็นคนชอบความตรง ชอบความยุติธรรม”

มีคนบอกว่าพี่หยิ่งเดี๋ยวนี้เรียกแคสงานก็ไม่ไป โทรมาเช็คคิวงานติดต่องานบางทีก็ไม่รับ ?

“จริงค่ะ เมื่อก่อนพี่ทำงานเยอะมากนะ เคยนั่งซ้อนมอไซด์จาก กทม. ไปสมุทรสาคร ถ้ามอไซด์คว่ำไปพี่ก็คงไม่มีชีวิตมานั่งอยู่ตรงนี้ พี่ไม่เอาอีกแล้วเอาชีวิตมาเสี่ยงเพราะรับงานชนไป ชนมา ส่วนเรื่องแคสงานที่ไม่เอาเพราะพี่ไม่อยากแข่งกับใคร เพราะพี่ไม่อยากรับรู้ว่าอีกอาทิตย์นึงพี่ไม่ได้งานนั้นแล้ว”

ประเด็นที่บอกว่าพี่จิ๊กเตรียมตัวทำพินัยกรรมให้ลูกแล้วจริงหรอ ?

“มันไม่ใช่พินัยกรรมเกี่ยวกับสมบัติอะไรเลย แต่มันเป็นพินัยกรรมเกี่ยวกับชีวิตตัวเรา ถ้าวันนึงมันเกิดอะไรขึ้นมาเกี่ยวกับผ่าสมอง ปั้มหัวใจขึ้นมา เราจะไม่ทำ”

เห็นบอกว่าถ้าวันนึงถ้าเส้นเลือดในสมองแตกไม่ต้องผ่าตัดให้ตายไปเลย ?

“ไม่ใช่ปล่อยให้ตายไปเลย คือพี่จะไม่ทำ เรื่องการผ่าตัดสมองเนี่ยหมอจะบอกว่ามันจะ 50:50 คือเราไม่รู้ว่าเราจะตื่นมั้ย ตื่นมาจะเหมือนเดิมมั้ย เราไม่อยากตื่นมาแล้วกลายเป็นภาระคนอื่น เพราะเราไม่รู้ตัวแล้ว เราก็จะทำพินัยกรรมขึ้นมาว่าอย่าผ่าตัดพี่เกี่ยวกับสมอง ถ้าหมอบอกว่า 50:50 อย่าทำ เรื่องการปั้มหัวใจก็เหมือนกัน ถ้าวันนึงหัวใจพี่หยุดเต้นไม่ต้องปั้มพี่กลับมา พี่เป็นผู้หญิงพอขึ้นไปขย่มปั้มหัวใจพี่พี่กลัวกระดูกหัก พี่ชอบถึงเวลาอันสมควรไปก็ไป พี่ว่าทุกคนเค้าสร้างมาให้มีเวลาอันสมควรทุกคน”

ลูกทั้ง 2 คนเค้ารู้มั้ยว่าพี่ทำพินัยกรรม ?

“รู้เค้าก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันเป็นส่วนตัวของเรา คือสมบัติเราแบ่งกันเรียบร้อยหมดแล้วหละ เราไม่อยากให้ลูกมานั่งทะเลาะกัน พี่ไม่ชอบที่ว่าคนเรามีสมบัติมากๆ พอตายไปลูกๆจากรักกันกลับมาแย่งสมบัติกัน”

ลูกชายพี่จิ๊กคนโตอยู่ที่อเมริกา ?

“ใช่ค่ะ ตอนแรกไปเรียน ตอนหลังไปอยู่กับญาติ สุดท้ายเค้าก็ทำร้านอาหารไทยอยู่ที่นั่น ที่พอร์ทแลนด์ เป็นร้านเล็ก ๆ”

อยากให้เค้ากลับมาเยี่ยมเราบ่อยๆไหม ?

“พี่ว่าอย่าไปบังคับ ลูกทุกคนพี่จะไม่บังคับ พี่เป็นคนตามใจลูกมากค่ะ”

‘แมงมุม-พงษธัช’ชวนเด็กช่างกลดู’ลูกหลง’ได้แง่คิดเรื่องมิตรภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/294843

'แมงมุม-พงษธัช'ชวนเด็กช่างกลดู'ลูกหลง'ได้แง่คิดเรื่องมิตรภาพ

‘แมงมุม-พงษธัช’ชวนเด็กช่างกลดู’ลูกหลง’ได้แง่คิดเรื่องมิตรภาพ

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560, 11.52 น.

เรียกได้ว่าเป็นนักแสดงคุณภาพที่มีผลงานอย่างต่อเนื่อง สำหรับดาราหนุ่ม แมงมุม-พงษธัช รัตนเศรณี กับบทบาทในละครเรื่องล่าสุด “ลูกหลง”ค่ายนวประทานพร ที่เจ้าตัวต้องรับบทเป็น“ดำ” นักเรียนช่างกลรุ่นพี่ที่เรียนซ้ำชั้นมาหลายปี เป็นรุ่นใหญ่ที่นักเรียนรุ่นน้องต้องเกรงขาม เป็นคู่อริกับ “มาร์ค” (อั๋น ชยพล) ที่หนุ่มแมงมุมบอกว่าละครเรื่องนี้แฝงแง่คิดเรื่อง “มิตรภาพ” ไว้เยอะมาก  ไปฟังจากปากเจ้าตัวกัน

“ดำ เป็นนักเรียนช่างรุ่นพี่ เรียนซ้ำชั้นหลายปี กลายเป็นรุ่นใหญ่ที่คุมนักเรียนรุ่นน้อง ก็จะเป็นอริกับพระเอก  (อั๋น ชยพล) รู้สึกเหมือนกับว่าเค้าไม่เคารพเรา ความสนุกอยู่ที่มิตรภาพชัดๆ เลย แรกๆ ผมอาจจะตีกับพระเอก แต่สุดท้ายแล้วมันจะจบด้วยมิตรภาพ ที่จะให้แง่คิดว่าทำไมไม่ให้ผมทำร้ายศักดิ์ศรีของตัวเอง มันมีอะไรเกิดขึ้นที่มีค่ามากกว่าการตีกัน สุดท้ายแล้วมันมีทางออกก็คือเอากีฬาเข้ามาตัดสินกัน ทำให้เกิดมิตรภาพ ทำให้เกิดผลรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัยเป็นอย่างไร เรื่องนี้จะแสดงให้เห็นว่าผลของการกระทำเด็กนักเรียนที่ตีกัน จุดจบจะเป็นอย่างไร แล้วก็ผู้ปกครองจะได้รับผลกระทบของเด็กที่ตีกันบ้าง รวมทั้งตัวคนก่อเรื่องด้วย มันจะได้คุณค่าต่างๆ เยอะมาก อยากให้นักเรียนช่างกลที่คิดว่าจะตีกันหรือตั้งเป็นก๊กเป็นแก๊ง อยากให้ดูละครเรื่องนี้ครับ รับรองว่าคุณจะไม่อยากตีกันอีกเลยและจะรักกันมากขึ้นแน่นอนครับ”

ปล่อยเซ็ทภาพใบปิดใหม่เพี้ยนลั่น ‘JIGSAW’เวอร์ชั่นNurses

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/294841

ปล่อยเซ็ทภาพใบปิดใหม่เพี้ยนลั่น 'JIGSAW'เวอร์ชั่นNurses

ปล่อยเซ็ทภาพใบปิดใหม่เพี้ยนลั่น ‘JIGSAW’เวอร์ชั่นNurses

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560, 11.39 น.

สร้างกระแสความฮือฮาได้ไม่น้อยสำหรับภาพยนตร์เฟรนไชส์สุดระทึกที่มอบประสบการณ์ความสยองขั้นสุดให้แฟนทั่วโลกมายาวนานกว่า13 ปีอย่าง “SAW” ที่ทุกคนคิดว่าเรื่องราวจะจบลงไปแล้ว แต่พฤศจิกายนนี้หนังเฟรนไชส์สยองที่ได้รับความนิยมสูงสุดกำลังกลับมาสร้างความคลั่งเลือดสาดอีกครั้งในชื่อว่า “JIGSAW” ที่ช่วงนี้ปล่อยเซ็ทภาพใบปิดออกมาเซอร์ไพร์สกันแทบทุกสัปดาห์

โดยล่าสุดส่งภาพเซ็ทใบปิด “JIGSAW Nurses” ออกมาช็อคคอหนัง ในคอนเซ็ปต์สีขาวของเหล่านางพยาบาล-บุรุษพยาบาลที่ซ่อนดีเทลชวนสยองหลอนประสาทอย่างแยบยลต้อนรับเทศกาลฮาโลวีนนอกจากนั้นยังสานต่อเคมเปญที่เริ่มไว้ตั้งแต่หนังภาคแรกอย่าง “Blood Drive” ที่เชิญชวนคอหนังให้ออกมาบริจาคเลือดเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยมีแฟนหนังที่ร่วมเคมเปญมากกว่า 120,000 คน และช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ไปแล้วกว่า 360,000 คน

โดยภาพยนตร์ระทึกขวัญ-สยองคลั่ง “JIGSAW” เตรียมกลับมาเขย่าโสตประสาทคอหนังทั่วโลกกับเกมวิปลาสครั้งใหม่ที่โหด-ดิบ-บ้า-เลือดสาดแบบทวีคูณ เมื่อตำรวจพบศพที่ล้วนจบชีวิตด้วยกลวิธีสยองพองเกล้า ซึ่งทุกหลักฐานของการสืบสวนล้วนชี้ตัวไปที่ จอห์น เครเมอร์ หรือ จิ๊กซอว์ ที่ตายไปแล้วหลายปี เงื่อนงำนี้จึงนำไปสู่การไขคำตอบและไล่ล่าตัวว่าใครกันที่มารับช่วงต่อของความโหดนี้ ก่อนที่จะมีผู้ตกเป็นเหยื่อการทรมานสุดวิปริตของมันความวิปลาสของจิ๊กซอว์ฆาตกรโรคจิตอัจฉริยะกำลังจะถูกอัพดีกรีความเหี้ยมขึ้นไปขั้น “JIGSAW” : 30 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

แฟนคลับ! ต้อนรับ’อุ้ม ทวีพร’ถึงเมืองไทย หลังคว้า 3 ตำแหน่งบนเวทีนางงามโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/294839

แฟนคลับ! ต้อนรับ'อุ้ม ทวีพร'ถึงเมืองไทย หลังคว้า 3 ตำแหน่งบนเวทีนางงามโลก

แฟนคลับ! ต้อนรับ’อุ้ม ทวีพร’ถึงเมืองไทย หลังคว้า 3 ตำแหน่งบนเวทีนางงามโลก

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560, 11.23 น.

เดินทางถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ อุ้ม  ทวีพร พริ้งจำรัส รองอันดับ 3 มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2017 หลังสร้างชื่อให้กับประเทศไทยด้วยการคว้าตำแหน่งอันทรงเกียรติจากเวทีประกวดนางงามระดับโลก Miss United Continents 2017(มิส ยูไนเต็ด คอนติเนนท์ 2017)เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน 2560 ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองกวายากิล ประเทศ เอกวาดอร์ ประเดิมรางวัลแรกด้วยตำแหน่ง Best National Costume หรือชุดประจำชาติยอดเยี่ยม ซึ่ง อุ้ม ได้นำชุด King Of Fruit หรือชุดทุเรียน ที่เคยสร้างความฮือฮาและเป็นเจ้าของตำแหน่งชนะเลิศ ชุดประจำชาติยอดเยี่ยม บนเวทีการประกวด  มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2017 ซึ่ง อุ้ม นั้นสามารถนำเสนอชุดทุเรียนได้อย่างยอดเยี่ยม ประทับใจคณะกรรมการ จนคว้าตำแหน่ง ชุดประจำชาติยอดเยี่ยม2017 นี้มาครองได้สำเร็จอีกครั้ง ถือเป็นการการันตีความสามารถของดีไซเนอร์ไทย ที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก นอกจากนี้ อุ้ม ยังซิวตำแหน่ง ขวัญใจช่างภาพ และตำแหน่ง รองชนะเลิศอันดับ 3 Miss United Continents 2017 มาครอง โดยสาวงามผู้คว้ามงกุฏ Miss United Continents 2017 ได้แก่ มิสรัสเซีย – น.ส.ทาเทียน่า ซิมเฟอร์, รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ มิสยูเครน – น.ส. อลิน่า ไพเกิ้น,รองชนะเลิศอันดับ 2  มิสเม็กซิโก – น.ส.โรซาน่า เรเยซ , รองชนะเลิศอันดับ 3 มิสไทยแลนด์ – อุ้ม ทวีพร พริ้งจำรัส, รองชนะเลิศอันดับ 4 มิสโคลอมเบีย – น.ส.เจนนิเฟอร์ เฮอร์นันเดส ,รองชนะเลิศอันดับ 5 มิสสาธารณรัฐโดมินิกัน –น.ส. เจสซี่ ร็อดริเกวซ

โดยวันนี้ อุ้ม ได้เดินทางกลับมาประเทศไทย โดยสายการ ลุฟท์ฮันซ่า (Lufthansa) เที่ยวบินที่LH0772 ถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 14.10 น. โดยมี นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการกองประกวด มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ เพื่อนนางงาม มิสแกรนด์  ไทยแลนด์  อาทิ อาย ศรุชา นิลจันทร์ รองอันดับ 2 มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2017 ,แป้งหอม กมลรัตน์ ทานนท์ รองอันดับ 4 มิสแกรนด์ ไทยแลนด์2017 , อ้อย ชัชฎาภรณ์ กิมากรณ์ รองอันดับ 1 มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2016 พร้อมด้วยพ่อแม่ นายบุญเชิด พริ้งจำรัส นางทุเรียน พราหมณ์น้อย มารอรับและตรงเข้าสวมกอดลูกสาวด้วยความคิดถึง ฟากแฟนคลับทำป้ายไฟมาให้กำลังใจอย่างอบอุ่น บริเวณประตูทางออกที่ 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า สนามบินสุวรรณภูมิ โดย อุ้ม เปิดใจว่า “ดีใจมากค่ะกับตำแหน่งที่ได้รับถึง 3 ตำแหน่ง คือชุดประจำชาติยอดเยี่ยม ขวัญใจช่างภาพ และ รองชนะเลิศอันดับที่ 3 ถือว่าตัวเองทำเต็มที่ที่สุดแล้วค่ะ หายเหนื่อยค่ะ แม้จะมีปัญหาเรื่องของภาษาเยอะพอสมควร เพราะเอกวาดอร์ พูดภาษาสเปนค่ะ” เมื่อถามว่าตอนออกไปในชุดทุเรียน บรรยากาศเป็นอย่างไรบ้าง อุ้ม ตอบว่า “ไม่มีเสียงกรี๊ด มีแต่เสียงฮือฮา คือเค้าอาจจะไม่รู้จักผลไม้ ทุเรียน แต่พอเราปลดชุดออกจนกลายเป็นชุดราตรี ทุกคนก็ลุกขึ้นปรบมือให้ หลายคนเดินมาบอกว่าเธอทำให้ชั้นอยากกินทุเรียน อุ้มเลยชวนเค้ามาเที่ยวเมืองไทย จะได้พาไปกินทุเรียนค่ะ ครั้งนี้ต้องชื่นชมดีไซน์เนอร์ผู้ออกแบบชุด คุณณัฐวุฒิ คำด้วง ,คุณชูเกียรติ บุญคง และ คุณพอพันธ์ ทองเฟื่อง มากๆค่ะ  ถ้าถามถึงเรื่องกำลังใจต้องบอกว่ามาเต็มมากค่ะ ทำให้อุ้มได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ขอบคุณทุกคนที่เชียร์และโหวตให้อุ้มจนได้รางวัลขวัญใจช่างภาพ ขอบคุณครอบครัวที่คอยแป็นกำลังใจ ขอบคุณพี่ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ที่มองเห็นศักยภาพของเด็กธรรมดาๆคนนึง ให้ได้รับหน้าที่ในระดับประเทศ พร้อมกับคำแนะนำดีๆอีกมากมาย ขอบคุณจริงๆค่ะ สำหรับชีวิตหลังจากนี้ อุ้ม อยากทำงานในวงการบันเทิงค่ะ ซึ่งเป็นอาชีพที่ชอบ และคิดว่าไม่น่ายากเกินความสามารถของอุ้มค่ะ”

‘ปันปัน เต็มฟ้า’ เผย’แม่แหวน’ห่วง!!ยังวนเวียนรอบตัวไม่ไปไหน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/294838

'ปันปัน เต็มฟ้า' เผย'แม่แหวน'ห่วง!!ยังวนเวียนรอบตัวไม่ไปไหน

‘ปันปัน เต็มฟ้า’ เผย’แม่แหวน’ห่วง!!ยังวนเวียนรอบตัวไม่ไปไหน

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560, 11.21 น.

ในช่วงที่ผ่านมาวงการบันเทิงได้สูญเสียคนบันเทิงที่มีคุณภาพไปหลายคน รวมถึง “แหวน-ฐิติมา สุตสุนทร” ที่สิ้นใจอย่างสงบด้วยโรคมะเร็ง แม้ตัวจะจากไปแต่แหวนก็ยังได้ทิ้งผลงานที่มีคุณภาพไว้อีกมากมายให้คนรุ่นหลังรวมไปถึงลูกสาวคนสวย“ปันปัน-เต็มฟ้า กฤษณายุธ” ที่ตอนนี้ได้เติบโตเป็นสาวสวยได้คุณแม่มาเต็มๆ ทั้งหน้าตา นิสัยใจคอ และความเก่ง  ล่าสุดเพิ่งเรียนจบและเข้ารับปริญญาไปหมาดๆ “เป็นสิ่งที่แม่แหวนภูมิใจมากที่สุด เพราะที่ผ่านมาแม่แหวนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของลูกในทุกๆ เรื่อง” ลูกสาวตกไม่ไกลต้นกล่าว

ล่าสุดพร้อมเปิดใจใน “คุยเช้า Show” ทางช่อง One 31 ที่มีพิธีกร พีเค ปิยะวัฒน์, ธัญญ่า ธัญญาเรศ และเอมมี่ อมลวรรณ เป็นพิธีกร ปันปันได้เล่าถึงวินาทีการสูญเสียแม่แหวน ไปจนถึงสิ่งที่แม่แหวนยังห่วงลูก

เป็นยังไงบ้าง หลังจากที่คุณแม่เสียไป 3 เดือนแล้ว ?

“ก็พยายามที่จะปรับตัวทุกๆ ด้าน เพราะช่วงนั้นมันเร็วมาก เราก็เลยพยายามที่จะเรียนรู้ในทุกๆ ด้าน และปรับตัวทุกๆวัน ค่อยๆ เป็นไป ตอนนี้ก็เหมือนดีขึ้นแล้วค่ะ ช่วงๆแรกๆ อารมณ์เราขึ้นๆลงๆ”

ตอนนี้เรียนจบแล้ว ทำอะไรอยู่ ?

“ตอนนี้ฝึกงานที่เป็นบริษัทลงทุนค่ะ และกำลังจะสมัครงานที่บริษัทลงทุนหลักทรัพย์ค่ะ ตรงกับทางด้านที่เรียนมาค่ะ”

วันที่ไปงานศพคุณแม่ แล้วเราใส่ชุดครุย เรารู้สึกยังไงบ้าง ?

“คุณแม่เสียวันศุกร์ใช่มั้ยคะ แต่เรานัดกับคุณแม่ไว้ว่าจะเอาชุดครุยไปถ่ายที่โรงพยาบาลวันอาทิตย์ คือเรากลัวว่าคุณแม่จะเหนื่อย ไปสู้กับคนที่จุฬาฯ ไม่ไหวในวันรับจริง เพราะเราเห็นคุณแม่ถ่ายกับคุณยาย เราก็อยากได้รูปแบบนั้นมั่ง ที่สำคัญไปกว่านั้น คุณแม่คือคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเรา ตั้งแต่เด็กๆ คุณแม่จะเป็นคนไปรับไปส่งจนมาเรียนมหาวิทยาลัยแล้วค่ะ”

ตอนที่ใส่ชุดครุย อยู่ข้างๆ รูปคุณแม่ ลำบากใจไหม ?

“ก็ลำบากใจ แต่พยายามมองโลกในแง่ดีค่ะ อย่างน้อยเราก็เรียนจบให้คุณแม่เห็น ถึงแม้เค้าจะไม่ได้อยู่ได้เห็น แต่อย่างน้อยเค้าก็ภูมิใจที่มาส่งลูกถึงฝั่งแล้ว คือคุณแม่เค้าไม่ได้ห่วงเรื่องการเรียนหรือการทำงาน แต่เค้าจะห่วงเรื่องการดูแลตัวเอง เพราะที่ผ่านมา เค้าเลี้ยงแบบประคบประหงมมาโดยตลอด แล้วคุณแม่ก็กลัวว่า ถ้าเราต้องไปเผชิญโลกภายนอกคนเดียว เราจะทำได้มั้ย”

วันที่เสียใจที่สุด คือปันปันเห็นรูป R.I.P. จากเพื่อนๆ ในอินสตาแกรม ?

“คือเราจะไปนอนกับคุณแม่ 3 วัน แล้วจะเปลี่ยนเวรกลับมานอนบ้าน คือวันนั้นเป็นวันที่เราเปลี่ยนเวรกลับมานอนที่บ้าน แล้วแวะซื้อของกิน ตอนนั้นเป็นช่วงเย็น คุณพ่อก็บอกว่า รีบมาด่วนเลยนะ คุณแม่อาการไม่ดี ในใจเราก็คิดว่า คุณแม่คงเสียไปแล้ว แต่ไม่มีใครบอกเรา เราก็รีบไปหาแม่ ในระหว่างที่รถติดเราก็เปิดดูไอจีไล่ดูไป แล้วเห็นรูปคุณแม่เป็นภาพดำขาว เขียนว่า R.I.P. เราเห็นแล้วร้องไห้หนักมากสติหลุดแทบขับรถไม่ได้เลยค่ะ โชคดีที่แฟนทำงานอยู่ใกล้ๆ เราโทรบอกว่าไม่ไหวแล้ว เค้าก็โทรบอกให้เราขับรถไปหาเค้า แล้วเค้าก็ช่วยขับรถไปให้ต่อค่ะ”

จำประโยคที่คุยกับคุณแม่ประโยคสุดท้ายได้ไหม ?​

“หลังจากสั่งเสียกันแล้ว ก็ไม่ได้คุยอะไรที่ซีเรียสอีกเลยค่ะ แต่คือก่อนวันที่คุณแม่จะเสีย แล้วเราเปลี่ยนเวรจะกลับบ้าน เราก็ถามคุณแม่ว่า อยากกินอะไร เค้าก็ถามกลับว่า อ้าว จะมาทำไม เราก็บอกว่า ก็มาอยู่เป็นเพื่อนไง คือเราก็จะคุยกันเล่นๆ กัน แต่คือการสั่งเสียก็ได้คุยกันเรียบร้อยแล้ว”

ช่วงไหนของชีวิตที่คิดถึงคุณแม่มากที่สุด ?

“เวลาที่ปันปันออกไปข้างนอก คนจะคิดว่าเราแข็งแรง เราก็จะตั้งใจทำงาน ทำให้มันเป็นปกติ แต่พอเรากลับไปบ้าน ก็จะมีมุมที่หยิบของที่คุณแม่ซื้อให้เอาขึ้นมาดู บางทีจะไปสัมภาษณ์งานเราก็จับรูปคุณแม่ให้เค้าช่วย เหมือนเราก็คิดว่า เราจะทำอะไร เราก็จะนึกถึงเค้าตลอดเวลา ให้เหมือนที่เค้าอยู่กับเรา”

มีความรู้สึกเหมือนคุณแม่แหวนมาหา ?

“มีช่วงหนึ่งที่หลังจากงานศพ เป็นช่วงที่ภาระหน้าที่ทุกอย่างเริ่มตกมาที่เรา เราเครียดมากเลยเพราะกลัวว่าต้องทำไม่ได้แน่ แล้วเหมือนคุณแม่มาในฝัน เป็นภาพที่เราไปเที่ยวฝรั่งเศส เป็นทริปสุดท้ายที่เราไปเที่ยวด้วยกัน เค้าบอกว่าเป็นห่วงเราว่าจะเอายังไงต่อ ไม่อยากให้ขายรถของคุณแม่ ซึ่งคันนี้เป็นคันที่ปันปันเลือกกันกับคุณแม่ สั่งซื้อกว่าจะได้ ใช้เวลานานค่ะ พอได้ปุ๊บคุณแม่ก็ใช้มาตลอด เราก็ขับด้วยกัน ในตอนแรกหลังที่คุณแม่เสีย เราคิดที่จะขาย เพราะคุณพ่อบอกว่า ปันปันไม่ได้มีเงินเดือนเป็นแสน คุณพ่อบอกว่า ภาระอะไรที่เราตัดได้ เราตัดไปก่อนแล้วกัน เค้าไม่อยากให้ลูกลำบาก ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่อยากขายเพราะมันมีคุณค่าทางใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ขายค่ะ”

ตอนนี้ทุกอย่าง ทั้งเรื่องงาน ภาระหน้าที่ เรื่องเงินเป็นหน้าที่ของปันปันหมดเลยเหรอ ?

“ใช่ค่ะ ก็เป็นเราที่ต้องคอยดูและบริหารไปด้วย เพราะเมื่อก่อนเราก็เหมือนเด็กคนหนึ่ง ที่อยากได้อะไรก็ขอคุณแม่ พอมาบริหารเองก็ต้องใช้เงินน้อยจริงๆ ดูอะไรที่สำคัญไม่สำคัญ”

ดูแลคุณพ่อยังไง ?

“เราก็จะพยายามมองโลกในแง่ดี ไม่ไปติดอยู่กับอดีตค่ะ จะก้าวไปข้างหน้า กับคุณพ่อเราก็ต้องเข้าใจท่าน ท่านอยู่กับคุณแม่มานานตั้งแต่แม่เรียนจบจุฬาฯ มีความผูกพันที่ลึกซึ้งมากจริงๆ เราก็ต้องพาท่านไปทานข้าว หากิจกรรมอะไรทำ ที่จะกลับสู่จุดเดิมได้ค่ะ ตอนนี้เราก็ซื้อลูกหมามาให้คุณพ่อแล้ว เค้าจะได้มีเพื่อนค่ะ”

แฟนให้กำลังใจยังไง ?

“เค้าช่วยเราเยอ ะมากค่ะ อยู่กับเราช่วงที่เราลำบากมากที่สุด เค้าเหมือนเป็นเพื่อนสนิทที่คอยซัพพอร์ตเราตอนที่เราล้มลง ดีที่เค้าเข้ามาช่วยตรงนั้น และไม่เคยทิ้งเราเลยค่ะ เรารู้จักกันมาตั้งแต่ปันปันอยู่ปี3 แล้วเราไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา เลยได้เจอกันค่ะ ตอนช่วงที่เริ่มรู้จักและสนิทกัน คุณแม่ก็บินไปเยี่ยนปันปันที่อเมริกา เพราะเค้าคิดถึง เราก็พาไปรู้จักไปทานข้าวด้วยกัน จากนั้นก็เจอกันตลอด จนกลับมาเมืองไทย คุณแม่พูดว่าเค้าเป็นคนจิตใจดี ซึ่งเค้าก็บอกว่า คนที่จิตใจดี เข้ากับเราได้ง่าย มันหายาก ก็เลยให้ดูกันไป”

เห็นพูดทิ้งท้ายว่า ยังไงก็จะไม่เปลี่ยนแล้ว แฟนคนนี้เป็นคนสุดท้าย?

“ก็ถ้าเป็นไปได้ค่ะ เพราะตอนที่คุณแม่ยังอยู่ เค้าก็จะคอยดูตลอดค่ะ มีปัญหาอะไรเราก็จะคอยมาปรึกษาคุณแม่ตลอด คุณแม่ก็บอกว่า เค้าเป็นคนที่ใช้ได้ เป็นคนที่ดีคนนึงเลย”

เราเริ่มมองเห็นอนาคตกับแฟนคนนี้รึยัง ?

“ความจริงไม่อยากคาดหวังอะไรมาก แต่ว่าเค้าเป็นคนที่ระยะยาวก็น่าจะดี เพราะเป็นคนที่จิตใจดี นิสัยก็เป็นคนที่ทางเดียวกันได้ค่ะ คุยกันได้ทุกเรื่องค่ะ”