รู้จักตัวตน ฟื้นฟูภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ‘ชาวนาเศรษฐกิจพอเพียง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572518

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2561 เวลา 10:16 น.

รู้จักตัวตน ฟื้นฟูภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ‘ชาวนาเศรษฐกิจพอเพียง’

โดย อนัญญา มูลเพ็ญ

“เกษตรกร” โดยเฉพาะชาวนานั้น นับได้ว่าเป็นอาชีพของคนไทยส่วนใหญ่ หรือจะเรียกว่าเป็นอาชีพประจำชาติไทยเราก็ว่าได้ นั่นเพราะด้วยที่ตั้งของภูมิศาสตร์ประเทศที่ตั้งอยู่แถบเส้นศูนย์สูตร มีอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก ทำเกษตรกรรมได้งอกงาม

แต่กระนั้นก็ตาม เกษตรกรบ้านเรายังคงวนเวียนอยู่กับความยากจน เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน กระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติไปแล้วว่า “เป็นชาวนาแล้วจน”

ในความเชื่อเช่นนั้น ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่หลุดพ้นจากทั้งหนี้สินและความยากจนด้วยการหันมาทำเกษตรอย่างจริงจัง ซึ่งจุดร่วมหนึ่งของผู้ที่ยึดอาชีพนี้แล้วมีอยู่ มีกินสุขสบาย คือการทำอาชีพด้วยสติปัญญา นำองค์ความรู้เข้ามาบริหารจัดการ ไม่ทำเกษตรแบบพลอยฟ้าพลอยฝน และองค์ความรู้ที่ใช้นั้นก็ไม่ได้มาจากวงวิชาการชั้นสูงที่ไหน แต่มาจากการรู้จักตัวตน ทำความเข้าใจกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ไม่ให้กระแสทุนหรือการตลาดครอบงำจนหาตัวตนไม่เจอ

พรรณพิมล ปันคำ ประธานศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน ต.ศรีเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ค้นพบความจริงข้อนี้ และกำลังเดินหน้าเผยแพร่องค์ความรู้ที่ตนและเครือข่ายร่วมกันค้นพบออกไปสู่คนไทยทั่วประเทศในนามเครือข่าย “โรงเรียนชาวนา”

หากลองค้นชื่อนี้ในอินเทอร์เน็ตตอนนี้ จะพบกับบทความบทสัมภาษณ์ที่เกี่ยวข้องกับเธออยู่มากมาย นั่นเพราะมีผู้คนเดินทางขึ้นเหนือมุ่งหน้าไป อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อไปขอความรู้จากเธอมากมาย และเมื่อลองได้นั่งฟังเธอบอกเล่าถึงที่มาที่ไปของการหันกลับมายึดอาชีพเกษตร สะสมองค์ความรู้ต่างๆ จนได้นับว่าเป็น “ปราชญ์ชาวนา” ก็ยิ่งน่าสนใจ

วิกฤตพลิกชีวิตสู่ความพอเพียงเป็นเกษตรกรก็ร่ำรวยได้

พรรณพิมล ซึ่งใช้สรรพนามแทนตัวเองกับทุกๆ คนที่ได้พบว่า “ป้าพรรณ” ได้ดึงความสนใจเราตั้งแต่ตอนแรกก่อนจะเล่าถึงเรื่องอื่นๆ ว่า

“อาชีพนี้เป็นอาชีพที่มั่นคงหากขยัน เป็นอาชีพที่ทำให้ร่ำรวยได้ ถ้าทำแล้วไม่ร่ำรวย คุณต้องกลับมาคิดแล้ว โลกมันไปไกลมากทำให้คนที่เป็นเกษตรกรไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว ถ้าอาชีพนี้ไม่ทำให้คนรวย ไม่เช่นนั้นเราคงไม่มีมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศที่ร่ำรวยมาจากการทำธุรกิจเกษตร ที่เราต้องคิดคือต้องแบ่งความร่ำรวยนั้นมาจากเขาให้ได้”

ป้าพรรณ เล่าถึงจุดพลิกผันสำคัญก่อนจะหันชีวิตมาเป็นเกษตรกรเต็มตัวว่า แม้พื้นฐานครอบครัวจะเป็นเกษตรกร แต่ส่วนตัวและสามีไม่ได้ยึดอาชีพนี้เป็นหลัก โดยช่วงหลังปี 2535 ที่ประเทศไทยเริ่มมีนโยบายเปิดประเทศรับทุนต่างชาติเต็มที่ เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วจนเป็นฟองสบู่

ราคาที่ดินก็สูงขึ้นราวกับทองคำ ทำให้ครอบครัวปันคำ รวมถึงหลายครอบครัวใน อ.แม่สาย เวลานั้น “ค้าที่ดิน” กันเป็นอาชีพหลัก เงินทองหามาง่ายๆ ใช้จ่ายคล่องมือ มีการกู้เงินจากธนาคารมาหมุนในการซื้อขายที่ดิน ทั้งที่ดอกเบี้ยแพงลิบลิ่วถึง 17-18% โดยไม่ต้องรอถึงปี 2540 ซึ่งเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งครั้งใหญ่

ราวปี 2538 ธุรกิจค้าที่ดินก็เริ่มมีปัญหาแล้ว ขายไม่คล่องเหมือนเดิม เงินเริ่มฝืด แต่ดอกเบี้ยธนาคารยังวิ่งทุกวันจนท่วมเงินต้น จากที่กู้มา 1 ล้านบาท ก็เป็น 2 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็น 5 ล้านกว่าบาท ถึงเวลานั้นเริ่มรู้ตัวแล้วว่าอาชีพที่ยึดอยู่นี้ไปต่อไม่ได้ จึงเริ่มหันกลับมาคิดว่าทำอย่างไรให้ตัวเองและครอบครัวรอดก่อน เพราะเวลานั้นเรียกได้ว่าวิกฤตถึงขั้นทั้งบ้านไม่มีเงินเหลือเลย

ป้าพรรณ เล่าว่า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจตอนนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้คนไทยได้ฉุกคิด ส่วนตัวก็ได้ข้อคิด นอกจากเริ่มมีแนวคิดหันกลับมาทำเกษตรเพื่อหาเงินไปใช้หนี้แล้ว ก็เริ่มประเมินตัวเองและครอบครัว โดยการทำบัญชีรายรับรายจ่ายของทุกคน ซึ่งพบว่าของใช้เกือบทุกอย่างในบ้านต้องซื้อทั้งหมด ทั้งสบู่ ยาสีฟัน แชมพู น้ำยาล้างจาน จึงคิดลดค่าใช้จ่ายในบ้านด้วยการทำของใช้เหล่านี้เอง โดยอาศัยความรู้เดิมที่ได้รับมาจากคุณตาที่เป็นแพทย์สมุนไพรโบราณ

ภูมิปัญญาบรรพบุรุษถึงโรงเรียนชาวนา

ครั้นแรกเริ่มจะทำเกษตรปลูกพืชหารายได้จริงจังนั้น เธอได้รวมตัวกันกับชาวบ้านใน ต.ศรีเมืองชุม ที่ประสบปัญหาหนี้เหมือนกัน ซึ่งนับว่าหนักเพราะรวมตัวกัน 60 หลังคาเรือน มีหนี้รวมกันเกือบ 60 ล้านบาท และที่ทุกคนคิดได้ตรงกัน ณ เวลานั้นคือ ที่ผ่านมาหลายปีแต่ละคนได้ไปโลดแล่นอยู่ในที่ที่ไม่ใช่ชีวิตของตัวเองเลย ทั้งที่ต่างก็เกิดมาเป็นลูกเกษตรกร แต่รู้จักตัวเองน้อยมาก อย่างใกล้ตัวที่สุดคือเกิดมาเป็นคนไทย กินข้าวเป็นหลัก แต่แทบจะไม่รู้เรื่องข้าวเลย

ในการรวมตัวนั้นได้เริ่มจากการวิเคราะห์ถึงปัญหา การวางเป้าหมายและกำหนดสิ่งที่กลุ่มจะทำร่วมกัน ซึ่งก็พบว่าปัญหาร่วมนั้นคือปัญหาหนี้สิน ต้นทุนการผลิตที่สูง ดินเสีย สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ปัญหาสุขภาพที่เกิดมาจากการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงในการทำเกษตร ต้นทุนสูงแต่ผลผลิตต่ำ

เป้าหมายสำคัญที่ถูกกำหนดคือ ต้องทำเกษตรเพื่อให้หลุดพ้นจากหนี้สิน เป็นที่มาของการหาทางลดต้นทุนสำคัญคือ ปุ๋ย สารเคมี ยาฆ่าแมลง โดยนำองค์ความรู้จากภูมิปัญญาเก่าที่เคยถูกละทิ้งมาพัฒนาให้ทันสมัย กระทั่งปี 2551 ทางกลุ่มได้รับเลือกให้เป็นศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านเกษตรยั่งยืน จ.เชียงราย ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

“เราเริ่มรวมตัวกันเพื่อขอให้รัฐช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินในปี 2543 รวมตัวเพื่อทำเกษตรอย่างมีเป้าหมายในปี 2545 และในปี 2547 เราก็เปิดโรงเรียนชาวนา เป้าหมายสำคัญคือการฟื้นฟูภูมิปัญญาบรรพบุรุษของเรา หลักสูตรต่างๆ เราคิดกันเองและสอนเอง ที่คิดและทำมาจนถึงวันนี้มันชัดเจนแล้วว่าใช้ได้ ที่นี่ไม่เคยเชิญวิทยากรที่อื่นมาบรรยาย เราเคยคิดที่จะเชิญแต่ก็เป็นกังวลว่าจะทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง สูตรปุ๋ยต่างๆ ที่ทำใช้เองนั้นก็มาจากการวิจัยและพัฒนาในกลุ่มโดยอาศัยนักวิจัยอาสาที่เป็นชาวนาทั้งหมด” ป้าพรรณ กล่าว

หลักสูตรเน้นเรียนรู้ภาคปฏิบัติ

ปราชญ์ชาวนา เล่าถึงโรงเรียนชาวนาที่ศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน ต.ศรีเมืองชุม สอนให้ผู้สนใจเรียนว่า หลักๆ จะเป็นการสอนหลักสูตรระยะยาว 5 เดือน ปีละ 2 รุ่น แต่ละรุ่นจะไม่เกิน 100 คน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จะมีการเรียนการสอนสัปดาห์ละ 1 วัน คือวันศุกร์ เรียนกันตั้งแต่ตี 4-3 ทุ่ม

เริ่มตั้งแต่การสำรวจแปลงนา เตรียมดิน การทำปุ๋ย และฮอร์โมนใช้เอง แม้จะชื่อว่าโรงเรียนชาวนาและหลักๆ เป็นการสอนเรื่องการปลูกข้าว แต่ยังมีการสอนปลูกพืชอื่นๆ ที่หลากหลาย เพราะการทำเกษตรที่ถูกต้องไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ต้องปลูกผสมผสานเพื่อให้มีแหล่งรายได้หลายแหล่ง โดยการเรียนจะเน้นการลงมือปฏิบัติจริงทั้งหมดในพื้นที่สาธิตของป้าพรรณเอง

นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรที่เป็นการศึกษาเชิงวิจัย หรือหลักสูตรนักวิจัยอาสาส่วนนี้จะใช้เวลาเรียน 2 ปี เพราะผู้เรียนต้องลงมือปฏิบัติเก็บข้อมูลในพื้นที่ของตนเอง และยังมีหลักสูตรระยะสั้น 4 วัน 3 คืน ที่ออกแบบสำหรับกรณีที่หน่วยงานของรัฐมีโครงการส่งเกษตรกรจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศมาเรียนรู้ที่ศูนย์ฯ

หลังจากสอนให้คนในพื้นที่ได้เรียนรู้การใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมมาทำการเกษตรและได้ผล โดยสมาชิกในกลุ่มปลดหนี้สินได้เกือบหมด ที่ยังไม่หมดก็เข้าสู่ระบบ ส่วนครอบครัวของป้าพรรณเองก็ปลดหนี้ได้หมดในปี 2555 ในช่วงหลายปีมานี้ก็เริ่มขยายองค์ความรู้ไปสู่พื้นที่อื่นๆ ใน จ.เชียงราย

จนตอนนี้มีศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้านในจังหวัดรวม 13 ศูนย์ และมีการเดินทางไปช่วยลูกศิษย์ที่เคยมาเรียนรู้กับศูนย์ภูมิปัญญาศรีเมืองชุมในจังหวัดต่างๆ ในภาคกลาง เช่น อ่างทอง สุพรรณบุรี ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น นครราชสีมา ขอนแก่น บึงกาฬ ภาคเหนือ ที่เชียงรายมีเป้าหมายจะขยายให้เต็มพื้นที่ทุกอำเภอ แพร่ น่าน ลำพูน

จุดอ่อนของเกษตรกรไทยและทางออก

ต้นตอปัญหาซึ่งนับว่าเป็นจุดอ่อนของคนทำเกษตรปัจจุบัน คือการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเป็นจำนวนมาก แต่ผลที่ได้คือต้นทุนสูงและผลผลิตต่ำ เป็นที่มาที่ในหลักสูตรโรงเรียนชาวนาจะสอนให้ทุกคนผลิตปุ๋ยและฮอร์โมนเพื่อเร่งการเติบโตของพืชใช้ได้เอง ในต้นทุนที่ถูกกว่าการซื้อปุ๋ยแบบเก่าหลายเท่าตัวและได้ผลผลิตที่ดีกว่า เช่น ปุ๋ยนมวัว ทำฮอร์โมนไข่ ฮอร์โมนแก้ไขปัญหาข้าวดีด ข้าวเด้ง ยาชะลอหญ้าขึ้นที่เป็นอินทรีย์ ทำจากจุลินทรีย์ของพืช ซึ่งทั้งหมดศูนย์คิดค้นขึ้นมาเองจากการใช้ภูมิปัญหาดั้งเดิมมาพัฒนาได้ถึง 106 สูตร มีสูตรที่เด่นๆ ประมาณ 10 สูตร ที่มีการผลิตขายให้ผู้ที่สนใจ แต่ทั้งหมดก็ได้จดสิทธิบัตรหรือมีลิขสิทธิ์ ที่ผ่านมามีผู้เรียนมาขอสูตรเพื่อไปทำขาย ทางศูนย์ฯ ก็เปิดกว้าง ไม่ได้ปิดกั้น

นอกจากนี้ อีกจุดอ่อนหนึ่งของคนทำเกษตรบ้านเรา ป้าพรรณ ชี้ว่าคือการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้มีรายได้จากทางเดียว แต่ที่ถูกต้องคือการปลูกผสมผสานหลายอย่างให้มีรายได้ตลอดปี เช่น ในที่ดิน 14 ไร่ ที่เป็นแปลงสาธิตของป้าพรรณเองก็ปลูกผสมผสาน ฤดูทำนาก็ปลูกข้าว หลังนาก็ปลูกพืชอื่นเสริม ปลูกไผ่ที่นอกจากให้ร่มเงาแล้วยังมีหน่อไม้ มีเห็ดให้เก็บขาย

ส่วนที่ดินอีก 10 ไร่ ริมแม่น้ำมะ ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้ก็ปลูกพืชผักหลากหลาย เช่น บร็อกโคลี่ มะเขือเทศ เสาวรส ถั่วฝักยาว บีทรูต ผักเคล และอื่นๆ โดยบางอย่างปลูกส่งตรงเข้ากรุงเทพฯ เช่น มะเขือเทศที่มีร้านผลไม้ปั่นรายใหญ่รับซื้อจากสวนป้าพรรณเท่านั้น

“เราสอนให้ทุกอย่างทั้งกระบวนการทำเกษตร พอรู้ทุกด้านแล้วต้นทุนก็ลดลงทั้งระบบ ขณะเดียวกันผลผลิตก็ดีขึ้น และที่ดีใจคือคนที่มาเรียน โดยเฉพาะหลักสูตรยาว คนมาเรียนจาก 100% เขาเอาไปทำจริงๆ 80% ส่วนที่เหลือที่ยังไม่ทำส่วนใหญ่คือมีความรู้แล้วแต่ยังไม่มีที่ดินของตัวเอง” ป้าพรรณ กล่าว

หาตลาดและแตกไลน์ผลิตภัณฑ์

นอกจากพืชเกษตรหลากหลายจากแปลงเพาะปลูกที่ทยอยแตกใบออกผลให้เก็บเกี่ยวทำรายได้ตลอดทั้งปี ปุ๋ยและฮอร์โมนสำหรับพืชที่คิดค้นผลิตออกขายได้ ป้าพรรณบอกว่า ในครอบครัวยังมีรายได้ทางหนึ่งจากการทำสินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือนที่ทำจากสมุนไพรธรรมชาติ เช่น สบู่ แชมพู น้ำมันเหลืองใช้นวดแก้ปวดเมื่อย สมุนไพรทากันยุง

การมองหาความร่วมมือที่ทำให้สินค้าเกษตรที่ผลิตได้ของทั้งครอบครัวและทางกลุ่มมีช่องทางการขายที่หลากหลาย ทั้งร่วมมือกับเอกชนในและต่างประเทศ โดยในความร่วมมือกับเอกชนไทยนั้นมีการเข้าไปพัฒนาแปลงปลูกสตรอเบอร์รี่และเสาวรสในพื้นที่ของสิงห์ปาร์ค จ.เชียงราย รวมพื้นที่ 10 ไร่ นอกจากจะได้ขายสินค้าแล้ว การเปิดให้คนที่มาท่องเที่ยวได้เข้าไปในพื้นที่แปลงปลูกยังเป็นโอกาสของการแบ่งปันความรู้ให้นักท่องเที่ยว

ส่วนกับเอกชนต่างประเทศ ล่าสุดได้ร่วมมือกับทางบริษัทต่างชาติ คือ บริษัท แอกโกร พลับลิก อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทสัญชาติจีน เพื่อส่งสินค้าเกษตรต่อไปประเทศจีน โดยได้ขอให้ทุกบริษัทยอมรับในกระบวนการผลิตที่เป็นอินทรีย์ที่ทางกลุ่มใช้ ซึ่งบริษัทก็ให้ความเชื่อถือ เนื่องจากก่อนจะมีความร่วมมือป้าพรรณเองได้เข้าไปทดลองการใช้ปุ๋ยและฮอร์โมนที่ทางศูนย์คิดค้นกับแปลงปลูกกล้วยและเสาวรสของทางบริษัทสัญชาติจีนแห่งนี้ที่ได้มาเช่าพื้นที่ปลูกใน จ.เชียงราย กระทั่งตอนนี้บริษัทได้เชิญให้ป้าพรรณเป็นนักวิชาการของบริษัทแล้ว

“ความร่วมมือกับบริษัท แอกโกรฯ เริ่มมาจากที่เราเห็นว่าเขาเป็นคนจีนแล้วมาเช่าที่ในเชียงรายปลูกกล้วยเพื่อจะส่งกลับไปขายที่จีน ซึ่งเราเป็นกังวลว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างเขาจะเอาสารเคมีเข้ามาใช้ในพื้นที่ จึงเข้าไปพูดคุยกับเขาและจะทดลองให้ดูว่ามีปุ๋ยที่เป็นอินทรีย์และใช้ได้ผล พอทดลองแล้วเขาเห็นว่าได้ทั้งผลผลิตดีต้นทุนต่ำก็ให้ความเชื่อถือและเชิญเราไปเป็นนักวิชาการของบริษัท และเป็นนักวิชาการคนเดียวที่เป็นปราชญ์ชาวบ้าน”

ช่องทางทำรายได้ยังไม่หยุดอยู่เท่านั้น ป้าพรรณยังเล่าให้ฟังถึงแผนในอนาคตอันใกล้ว่าจะมีการปรับพื้นที่แปลงสาธิตที่มีการเรียนการสอนโรงเรียนชาวนานี้ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมา อ.แม่สาย จะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ให้นักท่องเที่ยวแวะชิมพร้อมชมแปลงสาธิตและดื่มด่ำกับทิวทัศน์ของวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ที่ทอดตัวยาวมองเห็นชัดเจนจากที่แปลงนาของป้าพรรณ

ข้อคิดส่งท้าย เรียนรู้วิถีปราชญ์ชาวนาใครว่าเป็นเกษตรกรต้องจน

ป้าพรรณได้ฝากข้อคิดถึงคนที่สนใจทำเกษตรว่า จากที่โรงเรียนชาวนาเปิดสอนมาได้หลายปี ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่สนใจทำเกษตรมากขึ้น โดยเฉพาะการทำเกษตรอินทรีย์ และคนที่มาเรียนรู้ที่ศูนย์ก็มาจากทุกภูมิภาค จากกรุงเทพฯ เองก็มากและจากหลากหลายอาชีพ ทั้งคุณหมอ วิศวกร พนักงานออฟฟิศ บางคนก็จบเมืองนอกมาซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่จะมีคนมีความรู้ความตั้งใจ มาอยู่ในอาชีพนี้มากยิ่งขึ้น

และที่สำคัญที่สุดคือการทำเกษตรต้องการคนหนุ่มสาว คนมีพลัง ไม่ใช่รอทำหลังเกษียณที่ไม่มีแรงแล้ว เพราะหากรอเวลานั้นก็ต้องจ้างคนมาทำแล้วก็กลับไปสู่วัฏจักรเดิม คือต้นทุนสูงและขาดทุนเป็นหนี้เป็นสิน

นอกจากนี้ ที่ต้องไม่ลืมเสมอคือการทำงานที่ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่การอดมื้อกินมื้อ หากใครคิดแบบนั้นถือว่าเข้าใจผิด แต่หมายถึงเราต้องทำงานให้ตนเองกินอิ่ม นอนหลับ มีความสุขกับสิ่งที่ทำจริงๆ ไม่เบียดเบียนตนเองและพอประมาณ ไม่เกินตัว สบายๆ ทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำและมีแรงทำ

“อาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่เสียสละ แต่ก็เป็นอิสระ ใครก็ตามที่ทำเกษตรแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นอิสระขอให้รู้ตัวว่าคุณกำลังเดินในทางที่ผิด ต้องคิดใหม่”ป้าพรรณ กล่าวทิ้งท้าย

อดิศร เสริมชัยวงศ์ ‘เกษียณ’ คือ การสำรวจความฝันของตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572517

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2561 เวลา 10:09 น.

อดิศร เสริมชัยวงศ์ ‘เกษียณ’ คือ การสำรวจความฝันของตัวเอง

โดย ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

การพูดคุยในเรื่องเกษียณกับ อดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ในขณะที่อายุ 52 ปี ไม่ถือว่าเร็วเกินไป เพราะได้วิธีเตรียมตัวเป็นแบบแผน สไตล์นายแบงก์ที่ชอบปิดความเสี่ยง และยังได้มุมมองแนวคิดชีวิตอย่างลึกซึ้งจนต้องกลับมามองตัวเอง

“เงินเป็นปัจจัยหนึ่งของการเกษียณ เพราะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตที่อยากเป็นได้ แต่ขณะเดียวกัน เงินก็เป็นเพียงส่วนประกอบ ถ้างานที่ทำอยู่มีคุณค่า มีความหมาย และสร้างความภูมิใจให้ตัวเอง”

ปัจจัยเรื่องเงินไม่เป็นปัญหาสำหรับอดิศร เพราะส่วนตัวเป็นนักเก็บออมมาตั้งแต่เด็ก สมัยเริ่มทำงานมีกฎของตัวเองที่ต้องออมให้ได้ 30% ของรายได้ และเสริมด้วยการอยู่แวดวงการเงินมานาน จึงไม่แปลกที่จะมีพอร์ตการลงทุนกระจายในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ให้เงินทำงานควบคู่กับการออมตามปกติ จนขณะนี้พูดได้เลยว่า ให้เกษียณตอนนี้ก็ยังทำได้ แต่ทำงานต่อจะดีกว่า ส่วนที่เกินก็ไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานต่อไป

“ผมตั้งเป้าออมเงินให้ได้ 30% ของรายได้มาตั้งแต่อายุน้อย เวลาจะใช้เงินก็จะดูว่ามีเงินเหลือเท่าไรหลังจากออมไปแล้ว อยากได้รถยนต์ ก็ต้องมาดูว่าเงินที่มีหลังออมนั้น จะผ่อนรถอะไรได้ก็ใช้แบบนั้น ส่วนรถในฝันเอาไว้ก่อน ซึ่งมาได้รถในฝันจริงๆ ก็เมื่ออายุผ่านเลยมาถึง 40 ปี”

เงินไม่ใช่อย่างเดียวที่ตอบโจทย์ แต่ความหมายของงานก็ตอบโจทย์ชีวิตด้วย

อดิศรภูมิใจในการเป็นนายแบงก์ ที่ได้ช่วยตอบโจทย์ให้ชีวิตของผู้คน ให้ลูกค้าได้มีบ้าน สร้างครอบครัว ให้มีความคุ้มครองจากประกัน ให้มีเงินออมผลตอบแทนที่สอดคล้องกับลักษณะชีวิต

แต่หลายคนคงไม่รู้ว่า ความฝันในวัยเด็กของเขานั้น อยากเป็น “ช่างภาพ” ทว่าด้วยสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมนำพาชีวิตให้เดินไปตามทางสูตรสำเร็จที่ผู้อื่นสำรวจมาแล้ว จบ ป.ตรี วิศวกรรม ต่อ ป.โท MBA และเลือกงานที่เงินดีที่สุดในขณะนั้นก็คือ นายแบงก์ ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป แม้จะไม่ใช่งานที่ฝันในวัยเด็กก็ตาม แต่ทุกวันนี้ก็มีความสุขดี

20 ปีที่ผ่านมา อดิศรยอมรับว่าตัวเองใส่ใจกับงานมากเกินไป ไม่ได้ใส่ใจครอบครัวมากเท่าที่ควร ละเลยสังคม และทิ้งความฝันของตัวเองไปหลายอย่าง อย่างกล้องถ่ายรูปไม่ได้จับมานานถึง 15 ปี

ตอนนี้มีเวลา มีเงินมากขึ้น ให้เวลาครอบครัวมากขึ้น กลับมาเล่นกล้อง ตระเวนถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ เน้นบรรยากาศท้องถนน เยาวราชแนว Street และดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายหลายแบบ จนฟิตแอนด์เฟิร์ม เข้าร่วมกิจกรรมไตรกีฬา ปั่น ว่ายน้ำ วิ่ง เป็นการใช้เวลาว่างอย่างมีความหมายในทุกๆ วัน

สิ่งที่ยากที่สุดของการวางแผนเกษียณ คือการสำรวจความฝันของตัวเอง หากใครหาเจอแล้วก็จัดลำดับความสำคัญ (Priority) แบ่งเวลาให้ถูก ใส่ใจสิ่งที่ควรใส่ใจ เมื่อจัดเรียงได้ ก็จะได้คำตอบเองว่า “จำเป็นต้องมีปัจจัยเท่าไร” ที่เหมาะกับการใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

“เมื่อวางแผนแล้ว เราจะ Balance Score Card เป็นได้ที่เราจะเร่งอีกอย่าง แล้วดร็อปอีกอย่าง เช่น เร่งเก็บเงิน ดร็อปความฝันชั่วคราว แต่อย่างน้อยก็รู้เท่าทันว่ากำลังดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมาย ทุกคนไม่ต้องเหมือนกัน บางคนชอบบ้านใหญ่ บางคนขอบ้านเล็กๆ ก็พอ”

อดิศรย้ำว่า อย่าลืมว่าอายุ 60 เป็นจุดพลิกผันของชีวิต! จะเกษียณ ไม่ใช่แค่คิดว่าจะเที่ยวปีละกี่ครั้งเมื่อหยุดทำงาน

“ต้องมาคิดใหม่ว่า ถ้านายจ้างหยุดจ้างแล้ว คุณค่าเราคืออะไร ทำอะไรให้สังคมได้ และมีรายได้กลับคืนมาได้ด้วย หรือจะ Enjoy กับชีวิตทุกวันได้ยังไง…”

สำหรับตัวเขาก็คิดว่า ความรู้ที่มีจะสามารถทำอะไรได้บ้างเมื่อถึงคราวเกษียณอาจจะเป็นผู้แนะนำการลงทุนได้ หากขวนขวายหาความรู้ต่อไปไม่สิ้นสุด อาจเป็นโค้ชชิ่งปลุกพลังคนให้เกิดการสร้างสรรค์ในสิ่งดีๆ

การปลุกพลังคน เป็นสกิลที่อดิศรเพิ่งค้นพบในตัวเองเมื่อไม่นานมานี้เอง เมื่อช่วงที่มีกลยุทธ์ใหม่ต้องปิดสาขา ได้เป็นผู้ปลุกพลังให้คนในองค์กรมาร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลง ปลุกทัศนคติที่ดีของคนจูงใจให้สร้างสรรค์ผลงานที่ดี ผลออกมาวอลุ่มเติบโต 3-4 เท่าตัว

“หลังเกษียณอย่าโฟกัสที่เงินอย่างเดียว ต้องคิดถึงการใช้ชีวิตหลังเกษียณด้วย ซึ่งหากเกษียณแล้วต้องนั่งอยู่บ้านเฉยๆ ก็คงไม่มีความสุข ฉะนั้นต้องกำหนดตั้งแต่เนิ่นๆ ว่า Enjoy Life ของเราเป็นอย่างไร? ชีวิตจะมีคุณค่าอย่างไรแม้จะเกษียณไปแล้ว ส่วนวันนี้ดูแลคนรอบข้างดีหรือยัง หลายคนเวลาที่ทำได้ไม่ทำ ละเลยสิ่งสำคัญที่สุด พอมีเวลาสิ่งสำคัญที่สุดนั้นไม่อยู่ให้ดูแลแล้ว”

“เป้าหมายชีวิตคืออะไร?” เป็นคำถามที่ติดอยู่ในความคิดตลอดตั้งแต่พูดคุยกับอดิศร ซึ่งยอมรับจริงๆ ว่าเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะให้ตอบตอนนี้อาจเห็นเป้าหมายข้างหน้าระยะสั้น ที่เติบโตในหน้าที่การงาน เลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนสูงขึ้น แล้วความฝันที่แท้จริงของเราคือสิ่งใด…

เชาวลิต ลาดสมัย คุณครูผู้มีพลังในดวงใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572515

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2561 เวลา 10:02 น.

เชาวลิต ลาดสมัย คุณครูผู้มีพลังในดวงใจ

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

คุณครูผู้ให้ เชาวลิต ลาดสมัย1 ใน 5 ตัวแทนผู้ให้จากเครือข่ายผู้มีจิตใจแห่งการให้ เวทีประชุมนานาชาติ The Givers Network 2018, Bangkok จัดโดย Asia Philanthropy Circle – APC, Thai Young Philanthropist Network – TYPN มูลนิธิเพื่อคนไทยและมูลนิธิดีที แฟมิลี่ส์

ได้รับรู้เรื่องราวของคุณครู หรือที่ทุกคนในชุมชนแออัดใต้สะพานพระราม 8 เรียกว่า “ครูเชาว์” ก็ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา ครูเชาว์เป็นออทิสติกและพิการซ้ำซ้อนแต่กำเนิด หากมุ่งมั่นฟันฝ่าอุปสรรคจนสามารถเรียนจบปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ สาขาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัจจุบันเป็นนักพัฒนาสังคมอัตราจ้าง กรุงเทพมหานคร

ต้นทุนชีวิตติดลบ เกิดมาพร้อมความพิการออทิสติกยังไม่พอ ครูเชาว์ใช้ชีวิตวัยเด็กในสถานสงเคราะห์ เป็นเด็กกำพร้า ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีญาติมิตร เกิดมาท่ามกลางความไม่พร้อม สายตาเอียง แขนลีบกล้ามเนื้อลีบ เรียนก็ช้ากว่าเด็กปกติ มองไปไม่เห็นอะไรที่เป็นปัจจัยบวก

ครูเชาว์ไม่ยอมแพ้ แต่แปรความพิการเป็นพลัง มุ่งมั่นกับการศึกษา ยิ่งไปกว่านั้นคือการขอโอกาสที่จะออกไปเรียนในห้องเรียนปกติ เพราะนั่นคือทางเดียวที่จะฝึกทักษะในการอยู่ร่วมกับสังคมของคนปกติ ได้พัฒนาศักยภาพที่ควรจะเป็น

“อยากให้สังคมไทยได้เห็นว่า แม้จะเลือกเกิดไม่ได้ แต่ก็เลือกที่จะเป็นไปได้ ผมไม่หมกมุ่นกับอุปสรรค ไม่ยอมแม้แต่จะสงสารตัวเอง คิดแต่ว่าต้องเรียนให้จบ เพื่อทำงานช่วยเหลือสังคม ช่วยเด็กพิการหรือเด็กที่เป็นออทิสติกเหมือนกับเรา”

ก้าวข้ามข้อจำกัดด้วยการลงมือทำเพื่อสังคมอย่างจริงจัง หน้าที่หลักคือการดูแลเด็กในศูนย์ดูแลเด็ก กทม. อีกยังดูแลผู้ป่วย-คนชราด้อยโอกาสใน 6 ชุมชน 1.ชุมชนสะพานไม้ สะพานพระราม 8 2.ชุมชนวัดคฤหบดี 3.ชุมชนบ้านปูน 4.ชุมชนวัดดาวฯ 5.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน วัดดาวฯ และ 6.ชุมชนสิงห์อุไร ทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตบางพลัด

ก่อนหน้านี้ ครูเชาว์ทำงานที่ชุมชนบ้านปูน เขตบางพลัด เพียงแห่งเดียว ต่อมาขยายครอบคลุมเป็น 6 ชุมชน โดยประจำอยู่ที่ศูนย์สร้างโอกาสเด็กสะพานพระราม 8 เป็นหลัก ตั้งแต่เช้าไปจนตลอดวัน ทำงานเชื่อมโยงในแต่ละชุมชนที่รับผิดชอบ

“ทุกวันนี้ไม่ปรารถนาความสุขอื่นใด พลังมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พลังจากพระองค์ท่านที่เติมดวงใจผมจนเต็ม”

การทำงานจิตอาสาต้องวางแผน และฝึกให้ผู้รับได้ร่วมรับผิดชอบด้วย เด็กต้องเรียนรู้ที่จะตอบแทนสังคม สอนแบบครูเชาว์ คือแฝงการฝึกจิตใจให้เด็กได้ตอบแทนผู้ให้ เช่น มีการตั้งร้านค้าศูนย์บาทขึ้น เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่าต้องทำงานเพื่อแลกกับความช่วยเหลือ ถึงจุดหนึ่งต้องช่วยเหลือตัวเองได้ หยัดยืนได้ ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปได้

วันนี้ในวัย 40 ปี ความฝันอันสูงสุดคือ การผลักดันให้เด็กๆ ในชุมชนได้มีโอกาสเรียนจบชั้นปริญญาตรี เป็นแรงผลักดันของชุมชนต่อไป นอกจากนี้ยังมีแผนระยะสั้นจัดตั้งศูนย์อนามัยดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับคนในชุมชน

“ผมเดินมาไกลมากแล้ว ยิ้มได้แล้ว มีความสุขที่ได้ทำเพื่อเด็กๆ ทำเพื่อชุมชน ได้มีโอกาสเป็นผู้ให้ทั้งที่เราเป็นแบบนี้”

สนใจสนับสนุนงานจิตอาสาคุณครูเชาว์ ดูรายละเอียดที่เฟซบุ๊ก : เชาวลิต สาดสมัย หรือสนใจเข้าร่วม The Givers Network ที่joinus@giversnetwork.org

คอนโดหรูกลางกรุง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572326

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

คอนโดหรูกลางกรุง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

เรื่อง ภาดนุ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

พญ.ฤดีรัศมิ์ ลี หรือหมอหยิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและผู้ก่อตั้งยูอาร์ คลินิก (UR Clinic) คลินิกความงามด้านผิวพรรณและเวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่งอยู่ที่ชั้น 3 เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ คือคนรุ่นใหม่ที่เลือกพักอาศัยในคอนโดหรูใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่ในโลเกชั่นที่สะดวกสบายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเธอได้เป็นอย่างดี

“ด้วยความที่หยินต้องเดินทางไปดูแลคลินิกของตัวเอง ในย่านชานเมืองแถวถนนเลียบด่วนรามอินทราแทบทุกวัน การเลือกที่อยู่อาศัยจึงถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ฉะนั้นคอนโดใจกลางเมือง ซึ่งมีเส้นทางที่สามารถขับรถออกนอกเมืองได้ง่าย จึงช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันของหยินง่ายขึ้นเยอะเลย

ถ้าพูดถึงคอนโด เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า ที่หยินเลือกอยู่ในปัจจุบันนี้ ก่อนซื้อคอนโดนี้เดิมทีหยินอยู่บ้านเดียวกับคุณพ่อคุณแม่ที่ฝั่งธนฯ แต่เมื่อเราทำงานที่คลินิกแถวเลียบด่วนรามอินทรา หยินเลยรู้สึกว่าตัวเองน่าจะมีพื้นที่ส่วนตัวหรือที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองที่สามารถเดินทางออก ไปทำงานนอกเมืองได้สะดวกสักแห่งหนึ่ง ในความคิดหยินย่านที่เราอยู่อาศัยนั้นมีความสำคัญมาก เพราะมันจะเป็นตัวตัดสินว่าเราจะสามารถเดินทางไปทำงานที่ไหนได้บ้าง หยินจึงเลือกคอนโดที่ใกล้กับทางด่วนเป็นสำคัญ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่ากรุงเทพฯ รถติดมากๆ คอนโดนี้จึงเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างบ้านคุณพ่อคุณแม่และคลินิก ซึ่งเป็นที่ทำงานของเราได้ลงตัวพอดีเลย”

หมอหยินบอกว่า ก่อนที่จะมาชมคอนโดโครงการนี้ เธอได้ข่าวจากสื่อหลายๆ สื่อ ซึ่งโชคดีมากว่าตอนที่เข้ามาชมห้องตัวอย่าง โครงการนี้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“เมื่อมาดูปุ๊บ สิ่งที่หยินประทับใจเป็นอันดับแรกเลยก็คือ ส่วนกลางของคอนโดซึ่งอยู่ที่ชั้น 9 ต้องบอกเลยว่าที่นี่มีแฟกซิลิตี้ที่หรูหราและมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ดีมากๆ ที่สะดุดตาก่อนเลยก็คือ ดีไซน์หรือการออกแบบตกแต่ง มีห้องนั่งเล่นที่ดูหรูหรา ให้อารมณ์เหมือนเราอยู่ในโรงแรมสักแห่งหนึ่งที่ต่างประเทศเลยค่ะ เฟอร์นิเจอร์ที่นี่แพงมาก ออกแนวลักซ์ชัวรี่ทั้งหมดเลย และยังมีสระน้ำซึ่งอยู่ที่ชั้น 23 ที่มองเห็นซิตี้วิวสวยๆ ยามค่ำคืนได้อีกด้วย”

หมอหยินเสริมว่า ส่วนกลางที่เธอชอบที่สุดก็คือ โซเชียลรูม ซึ่งกินบริเวณกว้างถึงครึ่งฟลอร์ เวลาเพื่อนมาหาที่คอนโด เธอจึงพาเพื่อนมานั่งคุยกันที่นี่ได้แบบไม่อึดอัด แถมมีบริการน้ำและเครื่องดื่มให้อีกด้วย ที่สำคัญยังมีเธียเตอร์ รูม เพื่อดูภาพยนตร์และห้องนวดไว้บริการด้วย

“สำหรับห้องของหยินเอง จะตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น คอนเท็มโพรารี โดยเน้นโทนสีเทา ครีม และดำเป็นหลัก มีวัสดุประเภทไม้เข้ามาผสมผสานบ้าง เพื่อเพิ่มมู้ดแอนด์โทนให้รู้สึกอบอุ่น อย่างเครื่องครัว อินทีเรียร์ ดีไซเนอร์ก็จะใช้แบรนด์ระดับโลก อาทิ อ่างและก๊อกน้ำสำหรับล้างผัก ซึ่งจะมีดีไซน์ที่สามารถดึงเขียงสำหรับหั่นผักออกมาเวลาต้องการใช้งาน เป็นต้น คือทุกอย่างได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของเจ้าของห้องโดยเฉพาะ เรียกว่าทั้งดีไซน์สวยงามและสะดวกสบายในการใช้งาน

ห้องของหยินจะมีพื้นที่ 48 ตร.ม. โดยจะกั้นเป็นห้องรับแขก ห้องนอน ห้องนั่งเล่นและส่วนครัว ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ที่อินทีเรียร์ ดีไซเนอร์ นำมาตกแต่งห้องนั้นจะใช้แบรนด์นอกทั้งหมด เรียกว่าห้องนี้สวยถูกใจเรามาก คอนโดที่นี่ราคาเริ่มตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป แต่ถ้าเทียบจากโลเกชั่นที่ใกล้อนุสาวรีย์ชัยฯ และใกล้กับทางด่วนแล้ว ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากค่ะ”

หมอหยินทิ้งท้ายว่า มุมโปรดของเธอในคอนโดจะเป็นห้องนอน ที่ตกแต่งด้วยการเพนต์ผนังให้เป็นลวดลายที่ดูสวยงาม มีเตียงและตู้เสื้อผ้าบิลต์อินที่ใช้สีได้กลมกลืนกับสไตล์โมเดิร์น คอนเทมโพรารี่ที่เธอชอบ ทุกอย่างจึงถูกใจใช่เลย

“สำหรับมุมโปรดอีกมุมหนึ่งที่หยินชอบก็คือ ห้องนั่งเล่น เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรานั่งอยู่ในโรงแรมที่ต่างประเทศเลยละ เวลานั่งพักผ่อน หรือถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย เพื่อนๆ ก็มักจะถามว่า อ้าว! ตอนนี้อยู่เมืองนอกเหรออยู่เสมอ

ถ้าให้พูดถึงคำว่าบ้านหรือคอนโด สำหรับหยินแล้วจะต้องเป็นสถานที่เราสามารถผ่อนคลายความเครียดและพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ได้ เมื่อเรากลับมาจากทำงานเหนื่อยๆ แล้วได้มาเห็นที่พักของเราสวยงาม อยู่แล้วสบายใจ เท่านี้ก็ทำให้ตื่นเช้ามาเรามีพลังและอยากจะไปทำงานต่อได้แล้ว ที่สำคัญต้องสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก ถึงจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเราได้อย่างแท้จริง”

สิ่งที่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจ ทำประกันชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572324

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

สิ่งที่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจ ทำประกันชีวิต

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

เพราะชีวิตมีความไม่แน่นอนสูงมีความเสี่ยง ออกจากบ้านในแต่ละวันไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง ขับรถไปทำงานขับมาดีๆ เราระวังของเราแล้ว ก็ยังโชคร้ายเจอคนขับประมาทมาเฉี่ยวชน ปะเหมาะเคราะห์ร้ายโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวตอนข้ามถนนก็มี คราวซวยสุดๆ เดินฟุตปาทสะดุดล้มหัวแตกซะงั้น ไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลดันเจอยุงกัดกลับมาเป็นไข้เลือดออกอาการหนักจนต้องนอนห้องไอซียูซะเองก็เคยมาแล้ว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เหนือการควบคุมจริงๆ

ดังนั้นความไม่แน่นอนความเสี่ยงต่างๆ เป็นเรื่องที่เราทุกคนเจอกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การจะป้องกันความเสี่ยงความเสียหายให้น้อยที่สุดก็คือความระมัดระวังไม่ประมาท โดยเฉพาะเรื่องการเงินถ้าไม่เตรียมไว้จะเดือดร้อนเมื่อเจอเรื่องฉุกเฉิน ควรมีเงินสำรองควรจัดระบบชีวิตเรื่องการเงินไว้ให้รัดกุมเป็นดีที่สุด

เพราะฉะนั้นการทำประกันชีวิตจึงเป็นทางเลือกการออมเงินที่ดีอย่างหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นตัวสร้างความมั่นคงและสามารถช่วยในการวางแผนอนาคตได้ ปัจจุบันสถาบันประกันภัยรวมถึงธนาคารต่างๆ มีราคาเบี้ยประกันที่ถูกลงและมีตัวเลือกที่หลากหลายมากมาย แต่ก่อนจะตัดสินใจทำประกันนั้น มีข้อควรรู้ทั่วๆ ไป 5 ข้อที่เราจะต้องพิจารณาเสียก่อน เพื่อการเลือกทำประกันให้เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด คืออะไรบ้างดังนี้

1.อย่าลืมพิจารณาค่าคุ้มครองที่ต้องการ

ก่อนทำประกันทุกครั้งต้องคำนึงถึงความจำเป็นด้านการเงินเสมอ ถึงแม้การเก็บออมด้วยวงเงินสูงๆ อาจจะดีเมื่อครบกำหนดเอาประกัน แต่หากเรามีภาระหน้าที่ทางการเงินที่หนักอยู่แล้ว รวมถึงมีภาระเรื่องครอบครัวด้วย ดังนั้นการเลือกจ่ายเบี้ยด้วยกำลังเงินที่ไม่กระทบกับชีวิตประจำวันมากจนเกินไปนักจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด รวมถึงเลือกทำประกันที่มีวงเงินคุ้มครองเทียบเท่าเงินเดือนในแต่ละปีอย่างน้อย 20 ปี จึงจะสามารถให้ประโยชน์ต่อคนในครอบครัวได้อย่างมั่นใจหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา

2.อย่าละเลยการตรวจสุขภาพก่อนทำประกัน

ก่อนทำประกันชีวิตทุกครั้งควรตรวจสุขภาพอย่างละเอียดเพื่อทำการเช็กสภาพร่างกายก่อนเสมอ เพราะมีความแตกต่างในเรื่องรายละเอียดสิทธิต่างๆ สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีและผู้ที่สุขภาพไม่ดี เช่น เป็นโรคร้ายหรือมีโรคประจำตัวต่างๆ เป็นต้น ดังนั้นเพื่อป้องกันการถูกลิดรอนสิทธิ จึงควรให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพก่อนทำประกันเสมอ จะได้ไม่มีปัญหาภายหลังโดยเฉพาะประกันปฏิเสธการจ่าย

3.เปรียบเทียบข้อเสนอให้หลากหลาย

ไม่ต้องรีบร้อนทำประกัน

การทำประกันก็เหมือนการเลือกลงทุนในสถาบันๆ หนึ่งโดยมีผลตอบแทนในการลดความเสี่ยงและได้รับเงินก้อนเมื่อครบเงื่อนไข แต่ด้วยความหลากหลายของสถาบันต่างๆ สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจึงมีความแตกต่างกันออกไป รวมถึงเงื่อนไขและข้อดี-ข้อเสียของการทำประกันกับสถาบันต่างๆ ด้วย ดังนั้นเพื่อเลือกทำประกันชีวิตที่เหมาะสมและดีต่อตัวเราที่สุด จึงไม่ควรรีบร้อนและต้องหมั่นเปรียบเทียบข้อเสนอต่างๆ ให้เป็นนิสัย

4.อ่านเอกสารอย่างละเอียด

รอบคอบทุกครั้ง

สำหรับเรื่องเอกสารและสัญญาต่างๆ นับว่าเป็นส่วนที่ผู้คนต่างมักจะมองข้ามหรือไม่อ่านให้ละเอียดเพราะตัวหนังสือที่ยืดยาวเป็นพรืด แต่ความจริงแล้วส่วนของสัญญานั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการทำประกันแต่ละครั้ง เพราะจะเป็นตัวบอกรายละเอียดทุกอย่างที่คุณต้องการทราบ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาเอาประกัน ดอกเบี้ย เงื่อนไขการจ่ายเงินคุ้มครอง ฯลฯ รวมถึงสิทธิที่อาจเสียไปหากไม่ทำตามเงื่อนไข ดังนั้นห้ามละเลยการอ่านสัญญาอย่างละเอียดเด็ดขาด ต้องอ่านให้ละเอียดรอบคอบทุกข้อทุกหน้า มีเครื่องหมายดอกจันไม่เข้าใจถามให้กระจ่างชัดจะได้ไม่เจอเรื่องหมกเม็ด

5.เลือกบริษัทที่มีนโยบายตรงความต้องการมากที่สุด

หากเราเป็นลูกค้าที่กำลังมองหาบริษัทที่จะทำการประกันชีวิตนั้น เราจึงมีสิทธิที่จะเลือกทำประกันกับบริษัทที่มีแนวคิดและนโยบายที่ตรงกับความต้องการของเราให้มากที่สุด เช่นเดียวกับข้อ 3 คือ ต้องรู้จักเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของหลายๆ ที่ เพื่อให้ได้ประกันที่มีประโยชน์ต่อคุณและครอบครัวที่สุดนั่นเอง

การทำประกันชีวิต คือ การลงทุนและออมเงินในระยะยาว รวมถึงเป็นอีกก้าวในการวางแผนอนาคต ป้องกันความเสี่ยงและเตรียมรับมือเมื่อเจอเรื่องฉุกเฉินทางการเงินและควรศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้ดีก่อนตัดสินใจ เลือกสิ่งที่เหมาะที่สุดกับตัวเราเอง ไม่มีคำว่าสายในการวางแผนการเงิน

ใช้ชีวิตวัยทองให้เป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572322

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 12:00 น.

ใช้ชีวิตวัยทองให้เป็นสุข

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ก็ชีวิตต้องอยู่กันไปอีกนานน่ะสิ หนึ่งในเคล็ดลับสำคัญคือการเข้าสู่วัยทองอย่างมีความสุข หลายคนมีความสุขกับวัยทอง แน่นอนย่อมจะมีความสุขกับชีวิตยืนยาวที่เป็นไป อย่ามองว่าวัยทองเป็นวัยทุกข์ ใช้ชีวิตวัยทองให้มีความสุขและใช้ชีวิตที่ยืนยาวนี้อย่างคุ้มค่ากันดีกว่า

พญ.ชัญวลี ศรีสุโข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช เจ้าของหนังสือ “วัยทอง(ฉบับปรับปรุง)” แนะวิธีมองและคิดกับวัยทองให้เป็นสุข

1.ถือเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ดีๆ ที่ได้ทำมา

คุณผู้หญิงแทบทุกคนได้ทำงานอุทิศชีวิตทั้งเพื่อตนเอง ครอบครัว การงาน ฯลฯ เมื่อมาถึงจุดนี้ จึงเป็นช่วงวัยที่จะได้มีเวลาหยุดมอง ทบทวน คิดถึงสิ่งดีๆ ที่ทำมา ซึ่งจะก่อให้เกิดความสุขมหาศาล เช่นว่า ลูกทุกคนเรียนหนังสือจบหมด มีการงานที่ดี คิดถึงทีไรก็มีความสุข ความภาคภูมิใจ

2.ถือเป็นช่วงโอกาสที่มีสิ่งดีๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต

ในวัยนี้ คุณควรจะหย่อนการทำงานลงบ้าง หลายคนไปท่องเที่ยว หลายคนทำงานอดิเรกที่ชอบ หลายคนหันมาคุยกับกลุ่มเพื่อนที่มีความสนใจในสิ่งเดียวกัน เช่น เขียนหนังสือ เล่นกีฬา เล่นดนตรี ท่องเที่ยว หลายคนได้หลานคนแรก

3.ถือเป็นช่วงที่เติมเต็มความฝันให้ชีวิต

บางคนกลับไปเรียนหนังสือ บางคนเรียนคอมพิวเตอร์ เรียนวาดรูป ปั้นถ้วยชาม อุทิศเวลาวาดฝาผนังโบสถ์วิหาร เขียนหนังสือ ออกกำลังกาย ฯลฯ บางคนได้รับเกียรติยศและชื่อเสียงจากงานอดิเรกที่ชอบเป็นของแถมด้วย

4.ถือเป็นช่วงที่ดีที่จะตรวจเช็กสุขภาพ

เป็นวัยที่การแพทย์เน้นให้ตรวจสุขภาพ นอกจากจะได้รักษาโรคตั้งแต่แรกเจอ ยังป้องกันโรคที่จะเกิดในวัยทองส่วนใหญ่ เน้นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การลดน้ำหนัก การออกกำลัง การลดความเครียด การเสริมวิตามิน แคลเซียม ฯลฯ ทั้งหมดนี้ช่วยให้เข้าสู่วัยทองอย่างมีความสุขขึ้น

5.ถือเป็นช่วงเวลาที่จะได้ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและตกแต่งบ้าน

คงจำเวลาที่มีลูกตัวน้อยวิ่งเจี๊ยวจ๊าวได้ บ้านแทบไม่เป็นบ้าน โซฟาพัง ฝาผนังมีรอยขีดเขียน ห้องรกเลอะเทอะด้วยของเล่น เมื่อถึงวัยนี้ คุณสามารถเลือกมีความสุขด้วยการแต่งบ้านใหม่ ทำสวนในแบบที่ชอบ หรือเลี้ยงสัตว์อย่างมีความสุข

6.ถือเป็นช่วงเวลารื้อฟื้นความโรแมนติก

อย่าคิดว่าวัยทองคือวัยเรื้อความรัก การอยู่ด้วยกันมานานทำให้รู้จักและรู้ใจ มองผ่านความเปล่งปลั่งทางร่างกาย พบแต่ความสวยงามของการกระทำที่ดีต่อกัน ในวัยนี้หลายคู่ชวนกันไปเที่ยวฮันนีมูนรอบใหม่ บางคู่จัดพิธีแต่งงานอีกรอบ

7.ถือเป็นช่วงเวลาดูแลการเงินการคลังของครอบครัว

ถ้าก่อนวัยทองวางแผนการเงินไว้ดี เมื่อถึงวัยนี้ก็สามารถปล่อยมือจากเรื่องทำมาหากินได้บ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าเข้าสู่วัยทองขณะที่เศรษฐกิจไม่ดีนัก ก็ยังพอมีเวลาที่จะหาลู่ทางได้อยู่ วัยนี้ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความรักความอบอุ่นในครอบครัว วิธีใช้ชีวิต ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างด้วย

8.ถือเป็นช่วงเวลาดูแลตัวเอง

เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสกันหน่อย เช่น ถ้าผมเปลี่ยนสี ก็เปลี่ยนทรงเปลี่ยนสีให้เข้ากับบุคลิก เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว เสื้อผ้า รองเท้าให้แปลกให้ใหม่ไปเลย ซื้อของที่อยากได้ให้ตนเองและคนรัก

9.ถือเป็นช่วงเวลาที่จะทำความรู้จักตัวเองให้ดี

เดินทางมาเกินครึ่งระยะทางของชีวิต จึงควรหันกลับไปมองอดีต สรุปประสบการณ์ บทเรียน เพื่อเตรียมการสำหรับอนาคต หลายคนหันมาศึกษาคำสอนทางศาสนา ฝึกสติ ฝึกจิต

10.ถือเป็นช่วงเวลาที่จะคืนสิ่งดีให้สังคม

คนวัยทองสั่งสมประสบการณ์อันมีประโยชน์ต่อสังคมมาก การอบรมลูกหลานให้เป็นคนดีในสังคมถือเป็นการได้ทำประโยชน์แก่สังคมขั้นที่ 1 การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่โกงกิน ถือเป็นประโยชน์ขั้นที่ 2 ยิ่งถ้าได้อุทิศตนทำประโยชน์แก่ชุมชนสังคมในสิ่งที่ถนัด ก็ยิ่งทำให้วัยทองมีคุณค่า

เรื่องราวล้ำค่า ความทรงจำแสนงดงาม ในแสตมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572321

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

เรื่องราวล้ำค่า ความทรงจำแสนงดงาม ในแสตมป์

เรื่อง…มัลลิกา นามสง่า

ปัจจุบันการขนส่งในประเทศไทยมีหลายช่องทาง ส่งผลให้การส่งจดหมาย หรือไปรษณียบัตร (โปสการ์ด) เป็นช่องทางที่ถูกลดความนิยมลง แต่ใช่ว่าจะเลือนหายไปเสียทีเดียว เพราะเสน่ห์ของการเขียนจดหมาย การเขียนโปสการ์ดยังมีอยู่ ตัวอักษรบนกระดาษ ตราไปรษณียากรจากเมืองต่างๆ ที่ประทับลงบนไปรษณียากร (แสตมป์) ยังมีเรื่องราว มีความทรงจำ ที่หลายคนประทับใจ

แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาล้ำไปขนาดไหน หากแต่ในบางขณะบางสิ่งบางอย่างก็ยังดำเนินควบคู่ไปอย่างคลาสสิก มีความน่าหลงใหล และมีคุณค่าในตัวของมันเอง

“งานแสดงตราไปรษณียากรโลก พ.ศ. 2561” (Thailand 2018 World Stamp Exhibition) ปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ สะท้อนให้เห็นว่า คนทั่วโลกยังคงให้ความสำคัญกับช่องทางการสื่อสารนี้แม้หลายคนอาจมองว่าเชื่องช้า ทว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับรายละเอียดของแสตมป์ซึ่งไม่ต่างจากผลงานศิลปะที่ประเมินค่ามิได้

เส้น สี ความหมาย ในแสตมป์

งานแสดงตราไปรษณียากรโลก พ.ศ. 2561 จัดภายใต้แนวคิด “ท่องเที่ยววิถีไทย ในยุคดิจิทัล 4.0” โดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย (ปณท) ร่วมกับ สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทยฯ

มีประเทศสมาชิกของสหพันธ์ตราไปรษณียากรระหว่างประเทศ (F.I.P) จำนวน 95 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม และนักสะสมจากทั่วโลก ส่งแสตมป์มาจัดแสดง และส่งเข้าร่วมประกวด

ภายในงานผู้ชมจะได้เรียนรู้วิธีการเก็บรวบรวมสิ่งสะสมจากประเทศต่างๆ ว่ามีการเก็บสะสมกันในลักษณะใด เป็นแนวทางเพื่อต่อยอดการสะสมของนักสะสมชาวไทยต่อไป

ชมและประชันการประมูลสิ่งสะสมล้ำค่าหายากจากทั่วโลกกว่า 3,000 รายการ รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ที่เรียงรายมาให้ประมูลกันบนเวที

สิ่งสะสมชิ้นโบแดง ที่ปัจจุบันเหลือเพียงชิ้นเดียวในโลก มีมูลค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ ทั้ง “ต้นแบบแสตมป์พระบรมรูปทรงม้า” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

“จดหมายในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 1” ที่ยืนยันว่าประเทศสยามได้เข้าร่วมสงคราม “ตราประทับรถไฟ” มีที่การใช้งานกันตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และจดหมายที่ส่งจากประเทศสยามก่อนที่จะเริ่มมีกิจการไปรษณีย์ เป็นต้น

“สมร เทิดธรรมพิบูล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ได้อรรถาธิบายถึงแสตมป์ดวงแรกของโลก “เพนนีแบล็ก” (Penny Black)

“สำหรับแสตมป์ชนิดราคา 1 เพนนี สีดำ ที่นักสะสมเรียกกันทั่วไปว่าชุด เพนนีแบล็ก เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ผินพระพักตร์ข้างของสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย กษัตริย์อังกฤษในสมัยนั้น ซึ่งถือว่าเป็นแสตมป์ดวงแรกของโลก ออกใช้งานเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2383 โดยไม่มีฟันแสตมป์ และไม่มีกาวที่ด้านหลัง

เนื่องจากอังกฤษเป็นประเทศแรกที่ออกแสตมป์ สหภาพสากลไปรษณีย์ (Universal Postal Union หรือ UPU) จึงกำหนดให้อังกฤษเป็นชาติเดียว ที่ยกเว้นไม่ต้องพิมพ์ชื่อประเทศบนดวงแสตมป์ดังเช่นประเทศอื่นๆ

แสตมป์ชุดแรกของไทย ชื่อ “ชุดโสฬศ”เป็นพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับวันที่สยามเปิดให้บริการไปรษณีย์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2426

มีด้วยกัน 6 ราคา คือ หนึ่งโสฬส หนึ่งอัฐ หนึ่งเสี้ยว หนึ่งซีก หนึ่งเฟื้อง หนึ่งสลึง แสตมป์ชุดนี้ออกแบบและพิมพ์ที่บริษัท วอเตอร์โลว์ แอนด์ ซันส์ (Waterlow And Sons) กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร”

ไปรษณียบัตรส่วนพระองค์ สมเด็จพระเทพฯ

อีกหนึ่งนิทรรศการสำคัญภายในงาน คือ ไปรษณียบัตรส่วนพระองค์ “สมเด็จพระเทพฯ” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานมาให้จัดแสดง

ประกอบไปด้วยไปรษณียบัตรส่วนพระองค์ จำนวน 191 ใบ และไปรษณียบัตรที่พระราชทานเป็นพิเศษสำหรับจัดแสดงภายในงานเป็นครั้งแรก จำนวน 20 ใบ

แบ่งเป็น 2 ชุด คือ ชุดวันอนุรักษ์มรดกไทย และชุดสะสมจดหมายเหตุการณ์เดินทาง (Record Of Journey) ที่ทรงลงลายพระหัตถ์ส่งถึงพระองค์เอง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ เช่น ไปรษณียบัตรทรงเขียนส่งจากกรุงโดโดมา ประเทศแทนซาเนีย

ไปรษณียบัตรทรงเขียนส่งจาก มณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) สาธารณรัฐประชาชนจีน ไปรษณียบัตรทรงเขียนส่งจากกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ไปรษณียบัตรทรงเขียนส่งจาก กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นอาทิ

“เมธินทร์ ลียากาศ” หนึ่งในคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน และกรรมการที่ปรึกษาการอนุรักษ์ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน กรมธนารักษ์ และผู้ถวายงานจัดเก็บตราไปรษณียากรและสิ่งสะสมส่วนพระองค์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

“สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานสิ่งแสดงชุดนี้ให้ได้ชมกันบ่อยๆ แต่ละครั้งก็เปลี่ยนไป พระองค์ท่านสะสมไว้มากมาย ทรงโปรดเรื่องการเขียนไปรษณียบัตร

บางครั้งพระองค์ลงพระนาม บางทีเสด็จฯ ไปไหนก็เขียนเหตุการณ์ไว้ ไปรษณียบัตรก็เปรียบเหมือนกับจดหมายเหตุ พระองค์ท่านไปฮ่องกง ช่วงที่อังกฤษจะส่งคืนฮ่องกงให้กับจีน

พระองค์ก็เขียนในไปรษณียบัตร วันที่ 30 มิ.ย. 2540 วันสุดท้ายของอังกฤษในฮ่องกง วันรุ่งขึ้นส่งมอบ 1 ก.ค. 2540 พระองค์ท่านก็เขียนไปรษณียบัตร วันแรกของจีนในฮ่องกง

พระองค์ท่านทรงเขียนประวัติศาสตร์ มีหลายวาระที่ไปล้วนแต่ทรงเล่าด้วยการเดินทาง

ส่วนแสตมป์วันอนุรักษ์มรดกไทย เป็นชุดสะสมส่วนพระองค์ พระองค์ท่านเป็นเอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย ทางไปรษณีย์ไทยก็จัดทำแสตมป์ชุดวันอนุรักษ์มรดกไทย ออกทุกวันที่ 2 เม.ย.ของทุกปี”

ด้วยหน้าที่การงานอยู่กับแสตมป์มาค่อนชีวิต (อดีตผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายตลาดตราไปรษณียากร) เมธินทร์ จึงเป็นนักสะสมแสตมป์ ที่ชอบที่สุดคือ แสตมป์สถาปัตยกรรม ในต้นสมัยรัชกาลที่ 9 เป็นรูปเรือนไทย เจดีย์ วิหาร

“ย้อนไปเมื่อ 60 ปีก่อน งานอดิเรกของคนสมัยนั้นไม่เหมือนปัจจุบัน หลายคนตอนเป็นนักเรียนต้องเคยผ่านประสบการณ์สะสมแสตมป์ เอามาแลกมาเปลี่ยนกัน จนกระทั่งโตขึ้นทำงานมีเงินเดือน หาซื้อที่หายาก ราคาสูงขึ้น

ปัจจุบันคนอาจไม่นิยมสะสมแสตมป์ แต่ในกลุ่มคนที่สะสมก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง และหลังการจัดงานมักมีนักสะสมหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอยู่เสมอ แต่ในกลุ่มวัยรุ่นก็มีจำนวนน้อย

จริงๆ ผมก็ชอบทุกชุดที่ออกมา เพราะแสตมป์มีเบื้องหลัง มีที่มาหลายๆ เรื่อง ที่ออกมาแต่ละชุด ไม่ใช่ออกแบบมาใช้ได้เลย ต้องผ่านหลายหน่วยงานที่ตรวจสอบ

แสตมป์ไทย มี 3 ประเภทใหญ่ๆ แสตมป์ทั่วไป คือภาพซ้ำๆ แต่ต่างกันที่ราคา เช่น พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง แสตมป์ทั่วไปที่แสดงความเป็นชาติไทย เช่น ธงชาติ ภาพศาลาไทย ภาพช้าง

ต่อมาแสตมป์ที่ระลึกในวาระสำคัญของประเทศ เช่น วันสำคัญของในหลวง รัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ พระอัจฉริยภาพ แสตมป์วาระอื่นๆ เช่น วันอนุรักษ์มรดกไทย คนมักสะสมชุดที่ระลึก

สุดท้ายแสตมป์พิเศษ ไม่มีวาระออก ส่วนใหญ่เป็นภาพที่หาดูของจริงไม่ได้ เช่น สัตว์ป่าที่หายาก กูปรี สมัน ดอกไม้ป่าหายาก ชุดกีฬา วิถีชีวิต”

ชุดสะสมแสตมป์ในหลวง ร.9

“นพ.อุกฤษฏ์ อุเทนสุต” เป็นอีกหนึ่งคนที่เป็นเจ้าของผลงานไฮไลต์ภายในงาน เช่น “ปรู๊ฟแสตมป์ในหลวง ร.9” ชิ้นเดียวในไทย

แสตมป์ต้นแบบทดลองสี สำหรับการจัดสร้างแสตมป์ชุดแรกแห่งรัชกาลที่ 9 “พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ รัชกาลที่ 9 (ชุดที่ 1)” ซึ่งปัจจุบันนับเป็นดวงแสตมป์ที่หาชมได้ยากและมีมูลค่าสูง เพราะปรู๊ฟทดลองสีดังกล่าว มีการค้นพบเพียงดวงเดียวเท่านั้น ในปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลา 70 ปี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้มีการออกแสตมป์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์จำนวน 10 ชุด โดยเป็นแสตมป์ใช้งานทั่วไป ที่ออกมาเพื่อใช้งานในกิจการไปรษณีย์ทำให้แสตมป์ดังกล่าวโดยเฉพาะชุดแรกๆ ของรัชกาล นั้นหายาก เพราะส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ชำระค่าฝากส่ง และมีผู้ที่สะสมจำนวนน้อย

โดยชุดสะสมนี้เป็นการศึกษาในเชิงลึกของแสตมป์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การพิมพ์ในแต่ละชนิดราคาและการพิมพ์เพิ่มเติม ข้อผิดพลาดในการพิมพ์ และการใช้งานบนไปรษณียภัณฑ์ ซึ่งในปัจจุบันมีผู้นิยมสะสมเป็นจำนวนมาก

“ผมสะสมแสตมป์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2528 อายุ 9 ขวบ เพราะคุณพ่อพาไปเดินงานแสตมป์ สะสมมาสักพัก อารมณ์แบบอยากเก็บแค่แสตมป์ไทย

พอมุ่งมาแสตมป์ไทยก็คิดว่าแล้วอะไรที่เป็นไทยแท้ๆ ก็ไปเจาะแสตมป์ในหลวง (รัชกาลที่ 9) เก็บทุกชุดที่ออก ชุดแสตมป์ในหลวงมี 2 แบบ คือ แสตมป์รูปพระพักตร์ และแสตมป์ที่ระลึก ออกในวาระต่างๆ

ผมเก็บแสตมป์รูปพระพักตร์ที่ใช้งานทั่วไป ชุดหนึ่ง 5-7 ปี ถึงเปลี่ยนชุด ปัจจุบันแสตมป์รัชกาลที่ 9 มี 10 ชุด ผมมีครบ แต่ผมเก็บลึกกว่านั้น เช่น ชุดที่ 1 มี 10 ราคา ผมเก็บทั้งหมด ปีที่พิมพ์ต่างกันก็เก็บ สีต่างกัน ดังนั้นแสตมป์ชุดหนึ่งอาจเก็บ 2,000 ดวง เพื่อศึกษาความแตกต่าง”

นพ.อุกฤษฏ์ เล่าถึงการซื้อขายแสตมป์ในแวดวงนักสะสม “มี 2 ตลาด มีตลาดนักสะสมทั่วไป และเก็บสะสมเพื่อการประกวด แต่ทุกอย่างมีซื้อขายหมด แต่ผม 90 เปอร์เซ็นต์เป็นฝั่งซื้อ

ผมซื้อมาเป็นคอลเลกชั่นเพื่อเก็บสะสมประกวด มีระดับเอเชีย สากล อย่างปีนี้ไทยเป็นเจ้าภาพประกวดระดับโลก ซึ่งปีนี้ผมก็ส่งประกวด 226 ชิ้น

อย่างตอนนี้ที่ยังมองหาจะซื้อ ราคาประมาณ 2 แสนกว่าบาทต่อดวง เคยเห็นแพงสุดเกือบล้านบาท เป็นแสตมป์ต้นแบบ ออกมาแค่ดวงเดียวว่าดวงนี้สีนี้เหมาะสมไหม อย่างแสตมป์ที่จำหน่ายสีเขียว แต่ต้นแบบสีฟ้า”

เขาเป็นคนไทยคนเดียวที่ประกวดแสตมป์ชุดในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้รางวัลเหรียญทองใหญ่ จาก Australia 2017 (FIAP) และ Bandung 2017 (FIP)

“เสน่ห์ของแสตมป์สิ่งแรกที่ผมประทับใจคือ ภาพพระมหากษัตริย์ ในตอนเด็กผมอาจมองไม่สวย สีสันไม่เยอะ แต่พอโตขึ้นได้ศึกษา ภาพบนดวงแสตมป์ พิมพ์แบบ Engraved Steel คือแกะสลัก ภาพนูนเหมือนธนบัตร แสตมป์ทั่วไปสีเรียบๆ รุ่นอื่นแม่พิมพ์หิน แต่รัชกาลที่ 9 ใช้แม่พิมพ์เหล็ก

ผมชอบที่พิมพ์นูน ดวงเล็กแต่ลายสวยเป็นความชอบส่วนตัว และบ่งบอกความเป็นไทย เพราะคือภาพพระมหากษัตริย์ แสตมป์ถูกพิมพ์ออกมาเรื่อยๆ มีรายละเอียดความต่างกัน ส่องกล้องดูจะทราบว่าพิมพ์ไม่เหมือนกัน สีเดียวกันแต่มีรายละเอียดปลีกย่อย เราได้สนุกกับการศึกษาค้นหา

เสน่ห์อีกอย่าง พบได้ทั่วไป ถ้าแสตมป์หายากจนทุกคนไม่อยากจะหาไม่อยากจะเก็บ หรือมีชิ้นเดียวในโลก คนก็จะไม่สนใจ แต่แสตมป์ที่ผมเก็บ ของพวกนี้เรียกคนมาสนใจ เรียกคนหมู่มาก เพราะไม่หายากจนเกินไป”

แสตมป์ดวงเล็กๆ แต่มีเรื่องราวมากมายในนั้น คุณผู้อ่านสามารถไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านแสตมป์ ภายในงานยังมีตราไปรษณียากรที่ระลึกของงาน มีทั้งหมด 5 แบบด้วยกัน โดยนำเสนอเรื่องราวของการท่องเที่ยวเมืองรอง ตามโครงการเที่ยว 55 เมืองรอง ของ ททท.

ร่วมสนุกรับพาสปอร์ตเพื่อสะสมตราประทับ มีมุมถ่ายภาพเก๋ๆ พร้อมบริการทำ iStamp โดยใช้รูปถ่ายของคุณมาพิมพ์บนดวงแสตมป์เพื่อเป็นที่ระลึกและสามารถใช้งานได้จริง

งานแสดงตราไปรษณียากรโลก พ.ศ. 2561 เปิดให้ชมตั้งแต่วันนี้-3 ธ.ค. 2561 เวลา 10.00-20.00 น. ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

กระถางแฮนด์เมด ดีไซน์เท่ ทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572202

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

กระถางแฮนด์เมด ดีไซน์เท่ ทำเงิน

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ณัฐพล โลวะกิจ

ศิลปะนอกจากจะสร้างความจรรโลงใจให้กับผู้คนที่พบเห็นแล้ว บางครั้งเมื่อเรานำศิลปะที่เรารักมาใส่ไอเดียสร้างสรรค์ จนกลายเป็นงานอดิเรกที่สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับตัวเอง ย่อมเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม

เหมือนอย่าง เก่ง-นรินทร์ ตั้งพลสกุล อาจารย์สอนศิลปะซึ่งเรียนจบทางด้านจิตรกรรมจากวิทยาลัยเพาะช่าง ที่เปลี่ยนความชอบส่วนตัวซึ่งชื่นชอบการเลี้ยงต้นกระบองเพชร แต่ก็รู้สึกว่ากระถางที่ใส่กระบองเพชรแบบเดิมนั้นดูจำเจและน่าเบื่อเกินไป เธอเลยคิดทำกระถางขึ้นมาเองซะใหม่ โดยศึกษาและเรียนรู้ด้วยตัวเอง พร้อมกับพัฒนากระถางที่ได้ลองทำมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นที่มาของแบรนด์ ดิบเท่ (dibte) งานปั้นสไตล์แฮนด์เมดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งช่วยสร้างรายได้เสริมให้เป็นอย่างดี

“ที่มาที่ไปของแบรนด์ดิบเท่ เกิดจากการที่เราลองทำกระถางกระบองเพชรเพื่อใช้เองก่อน พอทำสำเร็จก็ลองนำออกมาวางขายด้วย ซึ่งช่วงแรกๆ นั้นก็ทำออกมาหลากหลายรูปแบบ มีทั้งแบบสวยงามและแบบยอดนิยมที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ แต่ก็จะมีกระถางบางส่วนที่เป็นรูปแบบที่ตัวเราชอบอยู่ด้วย ซึ่งจะออกแนวดิบๆ และมีรูปทรงที่แปลกแตกต่างจากงานที่คนทั่วไปคุ้นเคย

ผลปรากฏว่า งานดิบๆ แบบที่เราชอบนั้น ขายออกเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ ‘ดิบเท่’ ไปโดยปริยาย แล้วเรายังนำจุดเด่นตรงความดิบเท่นี้มาพัฒนาจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปแล้วด้วย เพราะถ้าพูดถึงกระถางแนวดิบๆ ก็ต้องนึกถึงแบรนด์ดิบเท่ ที่แม้แต่ชาวต่างชาติก็ยังชื่นชอบด้วยเช่นกัน กระทั่งมีโอกาสได้ไปวางขายในช็อปดังบนห้างสรรพสินค้าในเวลาต่อมา”

เก่งบอกว่า เธอสร้างสรรค์กระถางจนมีเอกลักษณ์โดยใช้ประสบการณ์กว่า 3 ปี เริ่มจากการออกแบบ ขึ้นรูปเอง รวมทั้งงานขัดผิวสัมผัสด้วยมือตัวเอง แม้จะทำงานด้วยความบรรจง แต่ชิ้นงานก็แฝงด้วยความดิบๆ เท่ๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ไปในตัว จึงแตกต่างจากงานหล่อซิลิโคนที่หลายแบรนด์นิยมทำกัน

“นอกจากนี้ เรายังนำความชอบของตัวเองมาผสมผสานเพื่อต่อยอดในการทำธุรกิจด้วย นั่นคือการนำต้นไม้นานาชนิดเข้ามาผสมผสานกับกระถางด้วย โดยจะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ สายแห้งอย่างต้นกระบองเพชร และสายชื้นอย่างต้นบอนไซ หลายคนอาจจะคุ้นเคยกันดีว่า บอนไซคือลักษณะการเลี้ยงต้นไม้ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่คนญี่ปุ่นนิยมกัน ซึ่งค่อนข้างเลี้ยงยาก ทางแบรนด์จึงมีไอเดียรับเลี้ยงบอนไซ แล้วส่งต่อให้ลูกค้าพร้อมคำแนะนำ รวมถึงดูแลหลังการขายให้ด้วย สำหรับคนมือใหม่ที่อยากเลี้ยง แต่ยังไม่ชำนาญพอ จึงนับเป็นการต่อยอดที่สร้างยอดขายขึ้นมาได้อีกเกือบเท่าตัวเลยละ

ตอนนี้นอกจากกระถางที่เป็นตัวชูโรงแล้ว ยังมีงานปั้นซึ่งเป็นของแต่งบ้านต่างๆ ที่แตกไลน์ออกมาอีกด้วย อย่างงานปั้นพระพิฆเนศก็ได้รับความนิยม แล้วราคายังจับต้องได้ อย่างกระถาง ราคาเริ่มต้นที่ 80-450 บาท และพระพิฆเนศ ราคา 750 บาทขึ้นไป ตอนนี้เราก็กำลังจะทำงานผสมผสาน 3 วัตถุดิบเข้าด้วยกัน นั่นคือ ไม้ หนัง และปูน ให้ออกมาเป็นสินค้ารูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย”

ผู้ที่สนใจสามารถแวะไปชมสินค้าได้ที่หน้าร้าน ทุกวันศุกร์-อาทิตย์ ที่ห้างเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต โซนแฟชั่น พลัส หรืออัพเดทได้ที่ FB / IG : dibte

ธนัชญา มานะสมจิตต์ สะสมนาฬิกาด้วยใจรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572203

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

ธนัชญา มานะสมจิตต์ สะสมนาฬิกาด้วยใจรัก

เรื่อง ภาดนุ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

สาวสวยนักบริหาร ธนัชญา มานะสมจิตต์ หรือแอน รั้งตำแหน่ง Assistant Managing Director บริษัท แมนสุขภัณฑ์ (1999) ถนนมหาพฤฒาราม ย่านหัวลำโพง ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว ที่ขายวัสดุก่อสร้างทั้งปลีกและส่งให้กับโครงการสร้างหมู่บ้านต่างๆ รวมทั้งเป็นผู้ผลิตสุขภัณฑ์แบรนด์คอรัล (Coral) เป็นผู้หญิงทำงานซึ่งมีหน้าที่ในการบริหารและดูแลเรื่องการขายวัสดุทั้งหมด

นอกจากธุรกิจของครอบครัวแล้ว สาวเก่งยังทำธุรกิจสกินแคร์ โดยเป็นเจ้าของแบรนด์ “โสภี” (Sophee) ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลากหลายที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น สบู่อาบน้ำ โฟมล้างหน้า ครีมกันแดดสำหรับใบหน้าและตัว รวมทั้งสครับสำหรับใบหน้าและตัวอีกด้วย อัพเดทได้ที่ FB : Sopheethailand และ IG : Sophee_thailand

“สำหรับธุรกิจอีกหนึ่งอย่างที่แอนหุ้นกับเพื่อนก็คือ เปิดร้านเครื่องประดับ เชอร์ลีย์ เจมส์ (Shirley Gems) ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่เพื่อนซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนนี้ ชอบในเรื่องจิวเวลรี่และเรียนจบทางด้านการออกแบบเครื่องประดับมาโดยตรง เราจึงร่วมกันเปิดร้านนี้ขึ้น โดยมีเครื่องประดับ เช่น สร้อยข้อมือ สร้อยคอ ต่างหู กำไรหัวพญานาค ซึ่งประดับด้วยเพชร พลอย ทับทิม ฯลฯ วางขายทั้งที่ร้านและขายผ่านออนไลน์ FB/IG : ShirleyGemsBrand ควบคู่กันไป

ด้วยความเป็นผู้หญิง เราจะขาดเครื่องประดับไปไม่ได้ ถ้าพูดถึงการเก็บสะสมเครื่องประดับ สิ่งที่แอนชอบและรักที่จะเก็บสะสมมาตั้งแต่ตอนวัยรุ่น หรือช่วงที่เรียนมัธยมเลยก็คือ นาฬิกา ซึ่งนาฬิกาที่แอนเก็บมาเรื่อยๆ ก็คือ นาฬิกาตระกูลจี-ช็อก และนาฬิกาแบรนด์แฟชั่นอย่าง จอร์โจ อาร์มานี (Giorgio Armani) และดีเคเอ็นวาย (DKNY) คือทั้งเพื่อนๆ และคนที่รู้จักแอนจะรู้เลยว่าเราชอบนาฬิกามากๆ ซึ่งตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัยอยู่นั้น นาฬิกาเหล่านี้ก็ถือว่าแพงทีเดียว

สำหรับนาฬิกาเรือนแรกที่เป็นนาฬิกาหรูซึ่งมีราคาแพง แอนได้มาตอนที่เรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพราะคุณพ่อคุณแม่ซื้อให้เป็นของขวัญวันเรียนจบ เรือนนี้เป็นนาฬิกาโรเล็กซ์ (Rolex) เรือนเล็กของผู้หญิง หน้าปัดฝังเพชร ที่จริงแอนเป็นผู้หญิงที่ไม่ค่อยหวาน เลยจะไม่ค่อยชอบนาฬิกาที่มีเพชรแวววาวสักเท่าไร แต่เมื่อคุณพ่อคุณแม่ซื้อให้ก็ถือว่าเป็นของขวัญที่มีค่าและเป็นมงคลกับชีวิตมากๆ แอนจึงใช้และเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี โรเล็กซ์เรือนนี้อยู่มา 13 ปีแล้วค่ะ ตอนที่คุณพ่อคุณแม่ซื้อให้ราคาแสนกว่าบาท แต่ปัจจุบันนี้คิดว่าราคาน่าจะเกินสองแสนบาทแล้ว

เรือนต่อมาคือ ชาร์ริออล (Charriol) ตัวเรือนทำจากไทเทเนียม เป็นนาฬิกาทรงผู้หญิงเรือนเล็กๆ หน้าปัดสี่เหลี่ยม ดีไซน์เรียบง่าย ไม่มีเพชรประดับ ลักษณะจะดูคล้ายๆ กับเลซข้อมือ ที่แอนชอบเรือนนี้เพราะช่วงนั้นเราเริ่มทำงานแล้ว และยังต้องออกงานบ่อยๆ ก็เลยอยากได้นาฬิกาเรือนเล็กๆ เพื่อเอาไว้ใส่ ตอนที่ซื้อราคาไม่กี่หมื่นบาท ปัจจุบันนี้น่าจะ 4-5 หมื่นได้ ที่ชอบเรือนนี้เพราะดีไซน์ของมันที่สามารถใส่ได้ทั้งทำงานและใส่ออกงานได้ ประกอบกับตอนนั้นเรามีเงินเท่านั้นด้วยค่ะ จึงลงตัวที่เรือนนี้” (ยิ้ม)

แอนเล่าว่า นาฬิกาเรือนต่อมาของเธอก็คือ แอร์เมส (Hermes) เรือนสี่เหลี่ยมที่มีสายหนังสีน้ำตาล…

“ที่จริงสายหนังเส้นนี้ไม่ใช่สายดั้งเดิมที่มาคู่ตัวเรือน เพราะสายเส้นนั้นแอนใส่จนสายพังไปแล้ว ก็เลยให้ร้านเปลี่ยนเป็นสายสีน้ำตาลเส้นนี้ให้ ซึ่งก็เป็นสายจากแอร์เมสเช่นกัน เรือนนี้แอนชอบดีไซน์ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ตอนที่ซื้อนั้นแอร์เมสเริ่มเข้ามาดังในเมืองไทย และรูปทรงของนาฬิกาจะเป็นรูปตัวเอช (H) ด้วย ตอนซื้อมาราคาแค่ 6 หมื่นบาท แต่ปัจจุบันราคาเกือบแสนบาทแล้ว เรือนนี้สามารถใส่ได้ทั้งการแต่งตัวแนวเวิร์กกิ้ง วูแมน และแต่งตัวสไตล์แคชวลเลยล่ะ เลยรู้สึกชอบเป็นพิเศษค่ะ

เรือนต่อมาคือ พาเนอราย 310 (Panerai 310) คนส่วนใหญ่ที่เล่นนาฬิกาพาเนอรายจะเรียกแบรนด์นี้สั้นๆ ว่า ‘แพม’ ที่ตัดสินใจซื้อเพราะตอนนั้นแอนอยากได้นาฬิกาแนวแมนๆ ที่ใส่แล้วดูทะมัดทะแมง แล้วแพมรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ผู้หญิงใส่ได้ เพราะเรือนไม่ใหญ่เกินไป หน้าปัดสีดำ สายเป็นหนังสีน้ำเงิน คือสายดั้งเดิมคู่ตัวของเรือนนี้จะเป็นสายหนังสีดำ แต่จริงๆ แล้วรุ่นนี้จะมีสายหนังสีอื่นๆ ให้เปลี่ยนถึง 10 สีเลยค่ะ แต่เราต้องซื้อเพิ่มเอง (สายหนังเส้นละ 5,000 บาท เป็นสายหนังที่สั่งตัดเป็นพิเศษ) ตอนซื้อมารุ่นนี้ราคา 2 แสนบาท ปัจจุบันราคาก็ขึ้นไปอีกแล้ว”

ตามมาด้วย ปาเต๊ะ ฟิลิปป์ (Patek Philippe) รุ่น Aquanaut 5164 ซึ่งเป็นนาฬิกาผู้หญิงเรือนเล็ก สายทำจากยาง แอนบอกว่า ปาเต๊ะ ฟิลิปป์ ถือเป็นนาฬิกาสายยางที่ราคาแพงมากๆ อีกแบรนด์หนึ่งเชียวล่ะ

“เรือนนี้ตอนซื้อมาเกือบ 4 แสนบาทได้ ซึ่งปัจจุบันรุ่นนี้จะหายากแล้ว เพราะทางแบรนด์ไม่ได้ผลิตออกมาขายแล้ว ตอนนี้นักสะสมมองหากันอยู่ ที่แอนชอบเพราะเดิมทีแล้วอยากได้นาฬิกาปาเต๊ะ ฟิลิปป์อยู่แล้ว ซึ่งรุ่นนี้มันตอบโจทย์ความชอบของเราที่ไม่ค่อยชอบนาฬิกาที่มีเพชรเยอะๆ ไงคะ ที่สำคัญนาฬิกาเรือนนี้เป็นระบบควอตซ์ (แบบใส่ถ่านหรือแบตเตอรี่) ซึ่งแอนจะชอบมากกว่าระบบออโต้ ที่เวลาจะใส่ เราจะต้องมาคอยตั้งเวลาอยู่เรื่อยๆ

ลำดับที่หกคือ นาฬิกาคาร์เทียร์ รุ่นซานโตส (Cartier Santos) ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยม สายหนังสีดำ เรือนนี้ราคากลางๆ ตอนซื้อราคาเกือบ 2 แสนบาท คาร์เทียร์รุ่นนี้ถือเป็นนาฬิกาแนวแฟชั่น พอพูดถึงคาร์เทียร์หลายคนจะนึกภาพว่า มันต้องมีเพชรประดับตัวเรือนเยอะๆ สิ ซึ่งรุ่นนี้ก็มีเพชรอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ไม่มากจนเกินไป แอนซื้อในช่วงที่นาฬิการุ่นนี้กำลังดังเลยค่ะ ปัจจุบันนี้ก็ใช้มาได้ 5 ปีแล้ว ชอบเพราะตัวเรือนมันเป็นเหลี่ยมๆ แต่ก็แฝงความเป็นแฟชั่นไว้หน่อยๆ ด้วย”

แอนเสริมว่า ลำดับที่เจ็ดคือ โรเล็กซ์หน้าปัดสีช็อกโกแลต ตัวเลขเป็นอักษรโรมัน เรือนนี้เธอเพิ่งซื้อมาได้ไม่นาน รุ่นนี้ตอนนี้ฮิตมาก ที่จริงตัวเรือนเป็นรูปทรงแบบนาฬิกาผู้ชาย แต่ทำออกมาสำหรับให้ผู้หญิงใส่โดยเฉพาะในรุ่นนี้

“ด้วยความที่โรเล็กซ์เป็นนาฬิกาที่ทนทาน ตัวเรือนทำจากไทเทเนียม มีกระจกหน้าปัดแซฟไฟร์ที่กันรอยขูดขีดได้ดี ราคาตอนที่แอนซื้อมาเกือบ 3 แสนบาท ถือเป็นโรเล็กซ์เรือนล่าสุดที่แอนชอบมาก เพราะหน้าปัดเป็นสีแบบใหม่ที่โรเล็กซ์ไม่เคยทำมาก่อน

ลำดับที่แปด นาฬิกาปาเต๊ะ ฟิลิปป์ รุ่น Aquanaut 5067 รุ่นนี้มีเพชรประดับรอบๆ หน้าปัด ถือว่าเป็นรุ่นยอดฮิตที่สาวๆ ชอบมาก เรือนนี้เป็นหนึ่งในของหมั้นในวันแต่งงานที่สามีซื้อให้ สายทำจากยางสีเทาซึ่งเป็นสีใหม่ล่าสุด แต่สามารถเปลี่ยนสายเป็นสีอื่นๆ ได้ รุ่นนี้ออกมายังไม่ถึงสองปี ตอนนั้นราคา 6 แสนบาทได้

นอกจากนาฬิกาแบรนด์หรูๆ เหล่านี้แล้ว แอนก็ยังใช้นาฬิกาซึ่งเป็นแบรนด์ไฮแฟชั่นอย่าง ชาแนล (Chanel) และอื่นๆ อยู่ด้วย รวมทั้งแบรนด์สตรีทอย่าง ทอยวอตช์ (Toy Watch) ซึ่งเมื่อก่อนนี้ฮิตมากก็ยังเก็บสะสมอยู่ ในอนาคตแอนคิดว่าจะสะสมทั้งนาฬิกาหรูและนาฬิกาแฟชั่นควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากเราสะสมเพราะความรักความชอบมากกว่า เรือนไหนรุ่นไหนที่ดูแล้วชอบก็จะซื้อเก็บไว้เลย แต่จะเป็นแนวเท่ๆ แมนๆ จะไม่ใช่แนวผู้หญิงสไตล์หวานๆ สักเท่าไร พอซื้อเก็บและใช้ไปเรื่อยๆ ซื้อไปซื้อมาหลายปีเข้า จำนวนนาฬิกาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แอนว่าความสุขจากการสะสมนาฬิกาเพราะมันเป็นเครื่องประดับชิ้นแรกในชีวิตที่เราชอบจริงๆ เวลาออกจากบ้านทุกครั้ง นาฬิกาจะเป็นเครื่องประดับชิ้นแรกที่แอนต้องหยิบก่อนเลยล่ะ เพราะใส่แล้วรู้สึกมั่นใจ ถ้าวันไหนเกิดรีบจนลืมใส่ ก็ต้องขับรถกลับมาบ้านทุกครั้งเลยค่ะ พูดง่ายๆ ว่านาฬิกากลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตเราไปแล้ว สำหรับมูลค่าของมัน ถ้าในอนาคตมันเพิ่มขึ้นก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ แต่ทั้งนี้เราก็ต้องเก็บสะสมโดยอิงจากราคาที่เราสามารถครอบครองได้เป็นสำคัญค่ะ”

ฝายบ้านเขาแดงพัฒนา ฝายน้ำแห่งแรกในรัชกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572201

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

ฝายบ้านเขาแดงพัฒนา ฝายน้ำแห่งแรกในรัชกาล

เรื่อง  วราภรณ์ ภาพ  มูลนิธิปิดทองหลังพระ

“จันทบุรี” เป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคตะวันออกของประเทศที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานโครงการก่อสร้างฝายบ้านเขาแดงพัฒนา ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริด้านพัฒนาแหล่งน้ำโครงการแรกที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อเสด็จขึ้นทรงราชย์ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี โดยทรงรับเป็นโครงการพระราชดำริเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2560 พื้นที่ ต.ทับช้าง อ.สอยดาว เป็นพื้นที่แล้งซ้ำซาก แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ แต่ด้วยความที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ลาดชัน ทำให้น้ำที่ไหลลงมาจากเขาสอยดาวไหลมาตามคลองย่อยในพื้นที่แล้วก็ผ่านเลยไป ไม่มีอ่างเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ หรือมีฝายสำหรับชะลอน้ำ มีแหล่งน้ำต้นทุน ได้แก่ บ่อน้ำบาดาล และคลองตาโนด ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งพื้นที่นี้จึงไม่มีน้ำไว้ใช้สำหรับอุปโภคบริโภค และประกอบอาชีพเกษตรกรรม

เมื่อกลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา มูลนิธิปิดทองหลังพระพาสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลดำเนินงานฝายบ้านเขาแดงพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ทำการเกษตร ปลูกมันสำปะหลัง ทำสวนลำไย เมื่อไม่มีน้ำเพียงพอก็ไม่สามารถเร่งผลผลิตให้ออกนอกฤดูกาลได้ ทำให้ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา ประสบปัญหาขาดทุนมาโดยตลอด ในขณะที่ชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งประกอบอาชีพเลี้ยงโคนม รวมประมาณ 200 ตัว แต่ไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับให้วัวกินและปลูกหญ้าเลี้ยงวัว ทำให้น้ำนมที่ได้ไม่เพียงพอทั้งปริมาณและคุณภาพ

ด้วยเหตุนี้ บุญช่วย โตประเสริฐ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 17 บ้านเขาแดงพัฒนา ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี จึงทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานความช่วยเหลือในการจัดสร้างแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ ต่อมาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและศึกษาหาวิธีการแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน โดยได้ข้อสรุปว่าให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างฝายบ้านเขาแดงพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นที่ ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี จำนวน 1 แห่ง

พร้อมกับขุดลอกหน้าฝายบนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ และขุดลอกคลองตาโนด ระยะทางประมาณ 1,400 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ของราษฎรที่เสียสละที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ และเมื่อขุดลอกแล้วเสร็จทำให้เพิ่มความจุของปริมาณน้ำได้ถึง 8 หมื่นลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรในช่วงฤดูแล้งได้ประมาณ 2,000 ไร่ สามารถช่วยให้ราษฎรมีน้ำกินน้ำใช้ตลอดปี เมื่อมีน้ำเพียงพอสามารถวางแผนการผลิต เพาะปลูกพืช ผัก ผลไม้ นอกฤดูกาลได้ และมีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง มีแหล่งอาหารให้ปศุสัตว์ สร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น

สายน้ำความสุขแห่งภาคตะวันออก

ย้อนกลับไปเพียง 3 ปีก่อน ชาวบ้านหมู่ที่ 17 บ้านเขาแดงพัฒนา ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เมื่อยามหน้าแล้งคือราวเดือน พ.ย.-เม.ย. ต้องอพยพครอบครัวไปทำงาน ณ จังหวัดต่างๆ เพื่อหารายได้ในช่วงหน้าแล้งซ้ำซากมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ราษฎรนำโดยผู้ใหญ่บ้าน วินนา ศรีสงคราม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บุญช่วย และเด็กๆ จึงล้อมวงกันเขียนจดหมายฎีกาขอพระราชทานฝายทดน้ำคลองตาโนด

บุญช่วยเล่าถึงบรรยากาศของการเขียนฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานความช่วยเหลือ

“รู้สึกสงสารชาวบ้าน โดยผมได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่บ้านวินนาให้ช่วยกันเขียนจดหมาย เพราะผมทำคนเดียวคงไม่สำเร็จ สมัยก่อนรุ่นพ่อรุ่นแม่เขาอยู่กันด้วยความยากลำบาก ฤดูแล้งชาวบ้านต้องอพยพไปทำงานที่อื่น ปล่อยลูกๆ เรียนหนังสือและเฝ้าบ้าน เพราะพ่อแม่ต้องไปหาอาชีพทำ ไปรับจ้างก่อสร้างบ้างย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว คือช่วงหน้าฝนเรามีน้ำเพราะเราเป็นพื้นที่ลาดชัน แต่พอหมดหน้าฝนฝนก็หมดเลย เพราะเราจะทำการเกษตรเราจะทำกันทั้งปี แต่ช่วงเดือน พ.ย.ไปถึง เม.ย.น้ำก็หมด คือหน้าแล้ง แต่ตำบลผมเป็นหมู่บ้านแล้งซ้ำซาก แล้งมานาน บางครั้งแล้งติดต่อกัน 7 เดือน ต้นยางยังตาย คนมีเงินก็ซื้อน้ำได้ ผมเคยขอหน่วยงานภาครัฐมาบรรเทาได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอ พวกเราจึงมาช่วยกันร่างจดหมาย ช่วยกันคิด หลังจากส่งจดหมายไป 3 เดือน ก็มีหนังสือตอบกลับจากสำนักราชเลขาฯ ตอบว่าจะช่วยเหลือ ทำให้ชาวบ้านดีใจมาก”

แล้วฝายก็ได้สร้างบนที่ดินที่ชาวบ้านนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอย่างไม่นึกเสียดายราว 20 ไร่ ซึ่งผู้บริจาคที่ดีมี 2 ราย คือ วินนา ศรีสงคราม ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 17 บ้านเขาแดงพัฒนา กับลุงทองคำ เจริญทรัพย์ เกษตรกรเลี้ยงวัว และชาวบ้าน หมู่ 17 บริจาคที่ดินคนละ 10 ไร่ เพื่อให้เกิดโครงการฝายขึ้น

โครงการตามแนวพระราชดำริ

ฝายบ้านเขาแดงพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงถือเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับไว้เป็นโครงการพระราชดำริลำดับต้นๆ หลังจากเสด็จขึ้นทรงราชย์ ด้วยพระราชปณิธานที่ทรงมุ่งมั่นสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและแนวพระราชดำริต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้ประชาชน เพื่อช่วยให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เนื่องมาจาก ต.ทับช้าง และ ต.ทุ่งขนาน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี 2 ตำบลแล้งซ้ำซากของจังหวัด พื้นที่เดิมในฤดูแล้งไม่มีน้ำกักเก็บเลย เพราะปริมาณฝนแต่ละปีราว 1,400 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับปริมาณฝนเฉลี่ยของทั้งจังหวัดประมาณ 3,000 มิลลิเมตร/ปี โดยราษฎรขอพระราชทานความช่วยเหลือไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2558 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากพื้นที่ จ.จันทบุรี มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ เป็นแหล่งเพาะปลูกผลไม้ เมื่อมีแหล่งน้ำก็จะหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกได้ เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้รับผลผลิตจากการเพาะปลูกอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผู้เลี้ยงโคนมสามารถปลูกหญ้าให้โคนมกินได้ตลอดปี ส่งผลให้น้ำนมโคมีคุณภาพและมีปริมาณมาก เกษตรกรสามารถรีดน้ำนมโคส่งไปขายยังสหกรณ์โคนมสอยดาวเพื่อนำไปแปรรูปได้

นับเป็นโครงการพระราชดำริโครงการแรกที่แล้วเสร็จหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ใช้ระยะเวลาดำเนินการเพียง 6 เดือนก็แล้วเสร็จสมบูรณ์ ระยะเวลาดำเนินการ : เริ่มดำเนินการ มิ.ย. 2560 แล้วเสร็จ พ.ย. 2560

“ลักษณะเป็นฝายทดน้ำ ความสูงสันฝายสูง 3 เมตร 50 จากพื้นคลอง สันฝายกว้าง 30 เมตร ความจุของสันฝาย 22,700 ลูกบาศก์เมตร มีการขุดลอกคลองตอนบน 2 กิโลเมตร สามารถจุน้ำได้อีก 5.86 หมื่นลูกบากศ์เมตร รวมกัน 8 หมื่นลูกบาศก์เมตร ผ่านหน้าแล้งมา 2 แล้งก็ยังพอมีน้ำใช้” เชิงชาญ ชวลิตเมธารัตน์ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม โครงการชลประทานจันทบุรีเล่า

ชีวิตชาวบ้านเปลี่ยนไป

บุญช่วย ในฐานะเป็นทั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและเป็นชาวสวนลำไย กล่าวว่า ชีวิตหลังมีฝายกับก่อนมีฝายของพวกเขาต่างกันมาก ปัจจุบันหลายครัวเรือนที่มีหนี้ครัวเรือนหลังละนับล้านบาทใกล้ปลดหนี้ได้หมดแล้ว

ฝั่งผู้ใหญ่บ้าน วินนา กล่าวสอดคล้องกันถึงปากท้องหลังมีน้ำกับก่อนมีน้ำชีวิตต่างกันมาก แต่ก่อนที่จะมีฝายบ้านเขาแดงพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วงหน้าแล้งหลังเดือน พ.ย.-เม.ย. ใครมีกำลังทรัพย์เพียงพอก็หาซื้อน้ำมาอุปโภคบริโภคได้

“หลังมีฝายสร้างเสร็จ ชาวบ้านเริ่มปรับเปลี่ยนจากทำการเกษตรในฤดูฝนก็เริ่มมาปรับทำสวนในฤดูแล้ง หันมาปลูกผักในตลาด ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ใครมีที่ 10 ไร่ ก็หันมาปลูกชะอม เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ อุดมสมบูรณ์มากขึ้น มีมากก็นำไปขาย หรือนำไปแบ่งเพื่อนบ้าน ก็รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ 10 ที่พระราชทานแหล่งน้ำมาให้ราษฎรทั้งหมู่ 17 และหมู่บ้านใกล้เคียง ได้ใช้ทั้งอุปโภคและบริโภค อาชีพดั้งเดิมของราษฎรคือปลูกมันสำปะหลังกับข้าวโพด ต่อมาราคาสินค้าเปลี่ยนแปลง ราคาตกต่ำจึงหันมาปลูกลำไย ทุเรียน และเลี้ยงโคนม หน้าแล้งส่งผลต่ออาชีพเกษตรกรมาก หลังมีฝายชาวบ้านได้รับประโยชน์มากมาย รัชกาลที่ 10 ได้พระราชทานมาให้ชาวบ้านล้นพ้นหาที่เปรียบมิได้ เพราะวันนี้เรามีป่าลำไยออกได้ทั้งปี ปลูกหญ้าเลี้ยงโคนมได้ พอมีฝายสามารถดันน้ำขึ้นไปถึง 2 หมู่บ้าน หมู่ 15 กับหมู่ 3 ชาวบ้านได้รับผลประโยชน์ข้างๆ คลอง 9, 3 และ 17 ออก จ.สระแก้ว ตอนนี้เราไม่ขาดแคลนน้ำแล้ว เพราะในบ่อบาดาลก็มีน้ำแล้ว ชาวบ้านมีแหล่งทำมาหากิน มีปลา มีกุ้ง หอย คนยากคนจนได้เก็บไปกิน ทุกระบบบูรณาการกันหมดในเขต ต.ทับช้าง ต้องขอบคุณคุณลุงทองคำด้วย ผมคิดว่าพื้นที่ 3,000 ไร่ ได้รับผลประโยชน์จากฝาย เมื่ออดีตเราปลูกลำไยขาดทุนมาก ปัจจุบันได้กำไร เรามีเขาแดง 170 กว่าหลังคาเรือน 1,000 ครอบครัวได้ใช้น้ำ และเราจะมีคลองสาขาย่อยๆ เข้าสู่ชาวบ้านทั่วถึง ในอนาคตเราอาจใช้พลังงานกังหันลมมาช่วยผลิตน้ำด้วยก็ได้”

ทองคำ เจริญทรัพย์ เกษตรกรเลี้ยงโคนม หนึ่งผู้บริจาคที่ดินสร้างฝาย 10 ไร่ กล่าวว่า เมื่อมีฝายก็ดี วัวที่เขาเลี้ยงไว้จำนวน 80 ตัว ได้กินหญ้าสดๆ ดีกว่ากินหญ้าแห้งๆ มีคุณประโยชน์มากกว่า

“เมื่อก่อนไม่มีน้ำต้องไปซื้อน้ำให้วัวกิน ตกเดือนละ 3 หมื่นบาท ไว้ให้วัวกินและอุปโภคบริโภค พอมีฝายไม่ต้องซื้อน้ำแล้ว โดยเฉพาะผู้เลี้ยงโคนมต้องใช้น้ำเยอะในการทำความสะอาดเต้า ล้างคอกวัว จึงไม่เดือดร้อนแล้ว แต่ปีหนึ่งๆ จะแล้งแค่ช่วง มี.ค. กับ เม.ย. ปัจจุบันไม่ต้องซื้อน้ำใช้แล้ว เลี้ยงวัวนมอยู่ 80 ตัว เพื่อการดูแลให้ทั่วถึง อย่างไรเราต้องให้วัวกินให้อิ่ม นอกจากไม่ต้องเสียเงินซื้อน้ำแล้ว ยังได้ลดหญ้า ซึ่งเป็นอาหารของวัวได้อาหารอุดมสมบูรณ์ เดิมต้องซื้อฟาง 30 ก้อน ก้อนละ 40 บาท ให้วัวกิน วันละ 1,200 บาท ตอนนี้เรามีน้ำแล้วเราก็ปลูกหญ้าให้วัวกินเองได้”

โครงการต่อยอด

ในพื้นที่ จ.จันทบุรี ยังมีโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรอีก 1 โครงการ ซึ่งทรงรับไว้เป็นโครงการพระราชดำริเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2560 ได้แก่ โครงการก่อสร้างทำนบดินบ้านไทรนอง 2 ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ตลอดจนอุปโภคบริโภค โดยสำนักงาน กปร. กรมชลประทาน และ จ.จันทบุรี ผู้นำชุมชนและราษฎรในพื้นที่ ได้ร่วมกันจัดสร้างทำนบดินบ้านไทรนอง 2 โดยการสร้างทำนบดินในการกักเก็บน้ำสามารถเพิ่มปริมาณน้ำมากขึ้นกว่า 5.4 หมื่น ลบ.ม. ยังประโยชน์ให้พื้นที่เกษตรกว่า 55 ไร่

ถิรยุต ศรีสุเทพ ผู้อำนวยการโครงการชลประทาน จันทบุรี กล่าวถึงการพัฒนาช่วยเหลือประชาชนหมู่ที่ 17 บ้านเขาแดงพัฒนา ถึงการช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งในอนาคตว่า กรมชลประทานมีแผนพัฒนามาตลอดใน อ.สอยดาว ด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำที่อ่างคลองตาพราย กำลังศึกษาอยู่ความจุอ่างราว 500 ลูกบาศก์เมตร อ.สอยดาว ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ในเขตที่กฎหมายห้าม เป็นเขตป่าไม้ อุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบ้าง แต่การที่กรมชลประทานจะเข้ามาพัฒนาแหล่งน้ำก็มีความยากพอควร พออยู่ในเขตการขออนุญาตจะต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องใช้เวลานาน แต่ละโครงการจะขึ้นได้จะต้องศึกษาราว 4-5 ปีทีเดียว

“สำหรับในพื้นที่นี้ที่จะพัฒนาต่อไป เราจะดูว่าปริมาณน้ำมีเพียงพอไหม ปัญหาที่เราประสบมากคือปัญหาที่ดินที่กรมชลประทานจะใช้ในการก่อสร้าง โครงการพระราชดำริเราไม่มีงบประมาณจัดซื้อที่ดิน ต้องรอจากบริจาคที่ดินก่อน ต่อไปแนวทางพัฒนาฝายแห่งนี้คือ อาจมีการเสริมสันฝายขึ้นไปอีก 1 เมตร อาจเป็นฝายพับได้ หรือทำสต็อปล็อก คือการทำเป็นร่องแล้วเอาคอนกรีตหรือไม้มาอัดเพื่อให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นมา เป็นวิธีที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก แต่ต้องดูก่อนว่าช่วงเข้าฤดูแล้งน้ำจะเพียงพอหรือไม่ ซึ่งทุกคนต้องช่วยกัน ทางผู้ใหญ่บ้านตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำไว้แล้วก็ต้องอาศัยการบริหารจัดการน้ำ แบ่งกันใช้ เพราะน้ำมีจำกัด ตอนนี้กรมชลประทานอยากให้ชาวบ้านสูบน้ำไปเก็บไว้ในสระไว้ก่อน ก่อนที่น้ำจะหมดในลำคลอง เพราะใน จ.จันทบุรี แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นแม่น้ำสายสั้นๆ ไม่เหมือนภาคกลางที่น้ำไหลมาจากภาคเหนือ มีน้ำมาทดแทนตลอด แต่ในแม่น้ำจันทบุรี น้ำหมดก็หมดเลย เพราะไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำด้านบน แม่น้ำจันทบุรีสั้นมาก ไหลก็ไหลลงทะเลเร็ว”