สายล่อฟ้า!”รังสิมันต์ โรม”ผู้ท้าทาย คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/284787

สายล่อฟ้า!”รังสิมันต์ โรม”ผู้ท้าทาย คสช.

คนในข่าว  :  27 มิ.ย. 2560
รังสิมันต์ โรม, คนในข่าว, ประชาธิปไตย, นักศึกษา, สายล่อฟ้ารังสิมันต์, โรมผู้ท้าทาย, คสช, โรม, ใบพลู, พลู, ติดคุกร่วม

สายล่อฟ้า!”รังสิมันต์ โรม”ผู้ท้าทาย คสช.

 

เป็นข่าวไม่ทิ้งระยะเหมือนกัน สำหรับความเคลื่อนไหวของบรรดานักศึกษาเลือดแรง ผู้ท้าทาย คสช.!

คราวนี้เป็นเรื่องของ รังสิมันต์ โรม หนึ่งในแกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ที่ล่าสุด ไปโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ควบคุมตัวได้ที่บริเวณแยกคอกวัว ขณะที่เขาและผองเพื่อน กำลังจัดกิจกรรม Start up people start up talk ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน

ถามว่า รังสิมันต์ โรม โดนจับทำไม ง่ายๆ เลย เพราะเขานั้น เดิมทีก็มีหมายจับขัดคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 3/2558 อยู่แล้ว มาหนนี้ เมื่อยังคงท้าทายอำนาจรัฐ ที่สุดเลยต้องถูกดำเนินคดีต่อที่ สภ.บางเสาธง พื้นที่ต้นคดีของปีก่อนนั่นเอง

ถึงตรงนี้ จะอ่านแล้วผ่านเลย โดยไม่ทำความรู้จักหนุ่มหน้าลูกครึ่งคนนี้อีกครั้งก็ใช่ที่

รังสิมันต์ โรม เกิดวันที่ 31 พฤษภาคม 2535 เป็นชาวภูเก็ต ศึกษาชั้นมัธยมต้น โรงเรียนพุทธมงคลนิมิตร ตำบล รัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ตบ้านเกิด

ต่อมามาจบมัธยมศึกษาที่โรงเรียนทวีธาภิเศก กรุงเทพ และจบปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาโทที่คณะเดียวกันนี้

โรมมีใบหน้าละม้ายลูกครึ่ง หากแต่ไม่มีข้อมูลปรากฏว่าเขาเป็นบุตรของใคร ทั้งนี้เมื่อเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับ รังสิมันต์ โรม นอกจากข่าวความเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้ว ยังมีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งในสื่อผู้จัดการช่วงปี 2550 พบชื่อของเขา ปรากฏในการเข้าค่ายการประดิษฐ์กล้องดูดาว

มาวันนี้ ด.ช.รังสิมันต์ไม่ต้องการดูดาวอีกแล้ว แต่จะกำลังคว้าดาวดวงหนึ่งด้วยมือของตัวเอง

เขาเคยเล่าถึงตัวเองช่วงก้าวผ่านความเป็นเด็กน้อยว่า เดิมทีไม่สนใจการเมือง แต่เห็นว่าชาวภูเก็ต ชอบดูรายการของค่ายพระอาทิตย์ทุกวัน จนกระทั่งมีรัฐประหารปี 2549 ก็รู้สึกประหลาดใจ และวันนึงก็เกิดฉุกคิดบางอย่างขึ้นมา

แน่นอน เมื่อคนเราเกิดคำถาม นั่นคือความเปลี่ยนแปลง รังสิมันต์ โรม นำพาตนเองมาสู่รั้วเหลืองแดง ในคณะที่มีสีประจำเป็นสีขาว สัญลักษณ์ถึงความสะอาดบริสุทธิ์และอวมลทิน “นิติศาสตร์”

เจ้าตัวบอกว่า การเข้าธรรมศาสตร์มันทำให้เปลี่ยนชีวิตตนเองไปตลอดกาล โดยเริ่มเคลื่อนไหว กับกลุ่มศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย มีกิจกรรมในการกินแซนวิช เมื่อ 22 มิถุนายน 2557 หลังครบรอบรัฐประหารได้ 1 เดือน

นอกจากนี้ยังเป็นนักเคลื่อนไหวในกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีประชาธิปไตย พร้อมเพื่อนอีกจำนวนหนึ่ง จนภายหลัง แตกออกมาเป็นกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) มีสมาชิก 14 คน

มุมความเป็น “รังสิมนต์ โรม” หากว่ากันเป็นข้อๆ โดยประมวลจากที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ของเขา โพสต์เขียนไว้ในเฟซบุ๊ก เมื่อ 26 มิถุนายน 2558 ตอนที่โรม รังสิมันต์ถูกจับ มีดังนี้

1. เพื่อนๆ รู้กันดีว่า รังสิมันต์ เป็นคนสุภาพเรียบร้อย พูดจามีระเบียบวิธีและนุ่มนวล แต่ “อ่อนนอก แข็งใน” หากอะไรที่ไม่ถูกต้องตามหลักการ เขาพร้อมที่จะยืนยันในหลักการที่ถูกต้อง

2. รังสิมันต์ โรม อยากศึกษากฎหมายมหาชนที่ฝรั่งเศส แต่ไม่มีเงินมากพอ จึงทำได้แค่เรียนภาษาฝรั่งเศสที่คณะจัดให้ ระหว่างรอหาทุนไปเรียนต่อที่แดนน้ำหอม ก็เรียนปริญญาโท สาขากฎหมายมหาชน ไปก่อน

3. รังสิมันต์ และเพื่อนๆ มักแวะมาดื่ม กิน สนทนา กับบรรดาอาจารย์นิติราษฎร์

4. เขามีความสามารถทาง วิชากฎหมายมหาชนที่สุด นอกเหนือจาก กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง นิติปรัชญา ฯลฯ

5. แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น ช่วงปี 2558 ก็มีข่าวว่า สภาทนายความก็ไม่ให้ รังสิมันต์ โรม ขณะอยู่ปี 4 สอบใบอนุญาตเป็นทนาย เป็นกรณีพิเศษ

5. แน่นอนหนุ่มนี้มีแนวความคิดทางการเมืองสวนทางกับครอบครัว เขาเคยกล่าวในคลิป ของเฟซบุ๊ก ‘ขบวนการประชาธิปไตยใหม่”ว่า คนในครอบครัวเป็นคนเปลี่ยนตน เนื่องจากพวกเขาค่อนข้างสุดโต่งไปกับม็อบพันธมิตรฯ ขณะนั้น ทำให้เป็นการผลักให้ตนที่พยายามถามอย่างมีเหตุผล แต่คำตอบที่ตนได้รับกลายเป็นการตั้งแง่กับตน”

6. นอกจากเรียก “โรม” แล้ว เพื่อนสนิทยังเรียกเขาว่า “ใบพลู” หรือ “พลู” หรือ “ใบ” ด้วย (จากคำเรียกของเพื่อนๆ ที่เข้ามาคอมเม้นท์ในเฟซบุ๊กของเขา)

7. โรม ไม่ชอบนอนคุก แต่ถ้าจะติด มักเป็นเดือนมิถุนายนเสมอ ครั้งแรก “ติดคุกร่วม” กับ “ไผ่ ดาวดิน” แห่งกลุ่มดาวดิน ช่วง 27 มิถุนายน-7 กรกฎาคม2558 เพราะไปแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ต่อต้าน คสช. ในวาระครบขวบปีรัฐประหาร บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ครั้งที่ 2 ถูกจับเมื่อ 23 มิถุนายน 2559 จากการไปยืนแจกเอกสารรณรงค์ Vote NO ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตลาดเคหะบางพลี จ.สมุทรปราการ

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา รังสิมันต์ไม่เคยมีพฤติการณ์ จะหลบหนีหรือไปยุงเหยิงกับพยานหลักฐานอะไรของคดีนั้นเลย จนกระทั่ง รังสิมันต์ประกาศจะไปยื่นขอให้เปิดเผยข้อมูลโครงการรถไฟไทย-จีน ในวันที่ 26 มิ.ย. เขาจึงถูกจับอีกครั้ง

เขาเคยเล่าประสบการณ์ผ่านคุก หลังจากมีโอกาสได้พูดคุยกับนักโทษด้วยกันก็พบว่า “คนเรามักเอาความดีในแบบที่กระเป๋าเรามีตังค์ในทุกเดือน ไปตัดสินคนอื่นว่าเลว โดยไม่พิจารณาว่าแค่มีข้าวกินสามมื้อแม่งโคตรลำบากแค่ไหน”

มาหนล่านี้ ก็เดือนมิถุนายนเหมือนกันนะใบพลู!!

เอ๋ ชนม์สวัสดิ์” ลวดลายนี้ “ใคร” ออกแบบ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/284631

เอ๋ ชนม์สวัสดิ์” ลวดลายนี้  “ใคร” ออกแบบ?

คนในข่าว  :  26 มิ.ย. 2560
น้องเพลง ลูกเอ๋, ตู่ นันทดา, เจนี่ เทียนโพธิ์สวุร, เจนี่เทียนโพธิ์สุวรร, คดีโคตรโกง, วัฒนา คดีคลองด่าน, เจ้าพ่อปกกน้ำ, ตระกูลอัศวเหม, วัฒนา อัศวเหม, ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม, เอ๋ ชนม์, เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม, เอ๋ ชนม์สวัสดิ์, เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศว, ลวดลายนี้, ทุจริตคล, เอ๋, ชนม์สวัสดิ์, ลวดลายนี้ , ใคร,

ข่าวล่ามาแรง ที่ เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม มีเหตุที่จะต้องรับโทษทัณฑ์ ถึงขั้นเดินเข้าคุกอีกครั้ง ทำให้คนไทยอุทานพร้อมกันว่า อุต๊ะ เอาอีกแล้วหรือเนี่ย?!

          อุต๊ะ อีกแล้วหรือเนี่ย! คนไทยอุทานคำนี้พร้อมกันอีกครั้ง เมื่อทราบข่าวล่ามาแรง ที่ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม มีเหตุที่จะต้องรับโทษทัณฑ์ถึงขั้นเดินเข้าคุกอีกครั้ง

          จากการที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลข้าราชการ ผู้บริหาร และข้าราชการส่วนท้องถิ่น และผู้เกี่ยวข้อง กรณีฉ้อโกงต่างๆ หลายคดี หนึ่งในนั้นมีชื่อของ “เอ๋” ชนม์สวัสดิ์ และพวก ทุจริตทำสัญญาจ้างเก็บขยะในเขตพื้นที่เทศบาลนครสมุทรปราการ

          ซึ่งงานนี้ ก่อหนี้ผูกพันเกิน 1 ปี ราว 128 ล้านบาท เป็นผลให้ “เอ๋” ชนม์สวัสดิ์ เจอ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157

          ถึงตรงนี้ เรื่องคดีนั้นคงต้องรอดูความชัดเจนในไม่ช้า แต่เรื่องเฉพาะหน้าตอนนี้ หลายคนอยากรู้ว่า “เอ๋” ชนม์สวัสดิ์ ที่เราก็เห็นบ่อยๆ ในสังคมข่าว กับมาดเท่ๆ ดูน่าเกรงขาม แถมยังเคยมีภรรยาเป็นคนดังระดับเบอร์หนึ่งของวงการบันเทิง

          อะไร? ยังไง? ทำไม? เขาถึงได้ต้องมีเหตุพลิก ชีวิตเปลี่ยน ขนาดนี้ แล้วก็ไม่ใช่ครั้งแรกเสียด้วย

          ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม หรือ “เอ๋” เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2511 เป็นบุตรชายของคนดังระดับเจ้าพ่อม้าทองคำ วัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงมหาดไทย จบการศึกษาปริญญาตรีจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

          “เอ๋” ชนม์สวัสดิ์ มีพี่ชายอีก 2 คนคือ พิบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มพี ปิโตรเลียม จำกัด และ พูนผล อดีต ส.ส.สมุทรปราการ แต่เขาเพิ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2558 จากอาการช็อกวูบด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว

          อย่างที่รู้กัน “เอ๋” ชนม์สวัสดิ์ ขึ้นชื่อเรื่องเจ้าเสน่ห์ เพราะขณะดำรงสถานะสามีของ “ตู่” นันทิดา แก้วบัวสาย ดีว่าส์ชื่อดังของเมืองไทย และมีทายาทด้วยกัน 1 คนคือ “น้องเพลง” ชนม์ทิดา อัศวเหม เขาก็มีข่าวคลอเคลียสาวอื่นอีกมากหน้าหลายตา

          จนเมื่อเขาเลิกรากับ “ตู่” นันทิดา แล้วใช้ชีวิตโลดแล่นบนถนนคนโสดอย่างเป็นทางการอยู่พักหนึ่ง ที่สุดก็มีข่าวดังกระฉ่อนเมืองไทยว่า เอ๋ ได้ไปคบหาดูใจจนถึงขั้นแต่งงานกับนางเอกสาวชื่อดัง เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ เพียงแต่กระทะยังไม่ทะลุ ทั้งคู่ก็สวมคอนเวิร์สไปคนละทางกันอีกรอบ

          อย่างไรก็ดี คนไทยรู้จักเขาดีในภาพลักษณ์ของบุตรชายของคนใหญ่ฝั่งปากน้ำ สมุทรปราการ เพราะตระกูลอัศวเหม ถือเป็นตระกูลการเมืองที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะยุค “วัฒนา อัศวเหม” ที่ผูกขาดเก้าอี้ ส.ส.สมุทรปราการ ถึง 10 สมัย ตั้งแต่ปี 2518-2539 อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวง

          ด้านหนึ่ง ภาพที่มาพร้อมกัน แถมยังฉายชัดมากกว่า หลังจาก “ผู้ยิ่งใหญ่ปากน้ำ” ถูกศาลพิพากษาจำคุก 10 ปี ในคดี “ทุจริตคลองด่าน” มูลค่าก่อสร้างกว่า 23,700 ล้านบาท คิดเป็นความสูญเสียของชาติระดับอภิมหาศาล โดยเวลานี้เจ้าตัวก็หนีคดีหายไปไหนไม่มีใครรู้!!

          แต่หากเอาเฉพาะเรื่องราวของลูกชายคนสุดท้องของมังกรปากน้ำคนนี้ จะพบว่า “เอ๋” ชนม์สวัสดิ์ เป็นกรรมการในธุรกิจของตระกูลอีกจำนวนมากกว่า 22 บริษัท มีสินทรัพย์รวมกว่าหมื่นล้านบาทแล้ว

          ในส่วนของบทบาทการดำรงตำแหน่งข้าราชการท้องถิ่น เอ๋ก็มักมีชื่อเสียงในทางเสีย เรียกว่าตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ ที่เขานั้นมีคดีติดตัวก็ว่าได้

          คดีนั้น คือคดีโคตรโกง ที่คนไทยรู้จักกันดีว่า เกิดขึ้นในการเลืองตั้ง สมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ เมื่อปี 2542

          คดีนี้เรื้อรังผ่านมาหลายปีไม่จบลงง่ายๆ ขณะที่ระหว่างนั้น เอ๋ก็มีข่าวทางลบออกมาเป็นระยะ เช่นช่วงปี 2551 ในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ยังมีข่าวการพยายามในการดันเอ๋ขึ้นตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ดร.มั่น พัฒโนทัย

          แต่แล้วด้วยแรงกดดัน เอ๋ต้องถึงกับประกาศสละเก้าอี้ดังกล่าว แถมบอกอย่างหล่อว่า ต้องการเคลียร์ตัวเองตามที่สังคมสงสัย ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งใดๆ ทางการเมือง

          ปี 2554 “เอ๋” ได้รับเลือกเป็น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรปราการ ถือเป็นการกู้ศักดิ์ศรีให้ “อัศวเหม” คืนมาได้

          ชีวิตสวยสดอยู่พักหนึ่ง ช่วงปี 2558 เอ๋ก็โดน คสช. ใช้อำนาจสั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายก อบจ.สมุทรปราการ จากกรณีความไม่โปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณอุดหนุนวัดในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ

          แต่นั่นยังไม่แรงเท่ากับ ถัดจากนั้นอีกไม่กี่เดือน เอ๋ ก็ถูกตัดสินจำคุกในคดีโกงเลือกตั้งเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั่นเอง โดยศาลยืนตามคำพิพากษาอุทธรณ์ให้จำคุกเขาเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

          อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ชื่นชอบเรื่องรถ จนมีซูเปอร์คาร์เต็มบ้าน และชอบความเร็วเป็นชีวิต สองวันก่อนที่จะถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก เอ๋ยังขอทิ้งทวนสิ่งที่รัก

          นั่นคือ การไปคว้าแชมป์การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2015 เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 ของสนาม 4 ในรุ่นไทยแลนด์ ซูเปอร์คาร์ คลาส 1-GT3 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ด้วย

          แต่รอยยิ้มในวันนั้น บานน้อยกว่ารอยยิ้มหลังจากนั้นปีเดียว เพราะภายหลังที่เจ้าตัวได้ยื่นเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ กรมราชทัณฑ์ได้พิจารณาแล้วเข้าหลักเกณฑ์ ราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2559 ครั้งที่ 3 เอ๋จึงได้รับอิสรภาพออกมาในที่สุด

          ว่ากันว่า หลังจากนั้นเขาก็เก็บตัวเงียบเชียบ เพื่อสยบคำเม้าท์มอย ที่ว่า ชีวิตในคุกที่ผ่านมาของเอ๋ เป็นแค่การยุติเส้นทางสุดโลดโผนของเขาเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะลายของบิดานั้น ดูจะฉายชัดมากที่สุดในลูกคนนี้

          มาวันนี้ เอ๋เอาอีกแล้วครับท่าน เจอวิบากกรรมเหมือนเดิม แต่มาคราวนี้เป็นเรื่องขยะ!!

“จบแล้ว ม.7″ฉากอำลา..วัยหนุ่มลาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/284455

“จบแล้ว ม.7″ฉากอำลา..วัยหนุ่มลาว

คนในข่าว  :  25 มิ.ย. 2560
สีสันอาเซียน, จบแล้ว, ม7ฉากอำลาวัยหนุ่มลาว, จบแล้ว ม7, วัยหนุ่ม, ชาวหนุ่ม, ชาวหนุ่มชาย, ชาวหนุ่มหญิง, อำลา ม7

คำว่า”วัยหนุ่ม”หรือ”ชาวหนุ่ม”ในภาษาลาว หมายถึงเยาวชนคนหนุ่มสาวโดยรวม ถ้าเยาวชนชายเรียก “ชาวหนุ่มชาย” ถ้าเยาวชนหญิง ก็เรียก “ชาวหนุ่มหญิง”

ไม่น่าเชื่อว่า “จบแล้ว ม.7” ถ้อยวลีสุดฮิตสำหรับฤดูกาลสุดท้ายของนักเรียนมัธยมปลายใน สปป.ลาว จะกลายเป็นข่าวสีสันในเว็บข่าวบ้านเรา

สืบเนื่องจากทีมข่าวโซเชียลไทย ที่ส่องเฟซบุ๊ก Keota Pornprasert เน็ตไอดอลลาวอยู่เป็นประจำ ตอนสายวันที่ 22 มิถุนายน 2560 ก็เห็นสเตตัส “จบแล้ว ม.7” ของ แก้วตา พอนปะเสิด นักเรียนชั้นมัธยมปลายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่เมืองเซโน แขวงสะหวันนะเขต ที่สอบเสร็จวันสุดท้าย โดยแก้วตา และเพื่อนๆ ต่างแลกกันเซ็นชื่อบนเสื้อนักเรียน

เหตุที่สื่อไทยสนใจแก้วตา เพราะเมื่อปี 2559 เธอถ่ายแบบในลุคเซ็กซี่แบบบ้านบ้าน ทำเอาคนทั้งลาวและไทยพากันเข้ากดไลค์กระหน่ำ และมีสื่อออนไลน์ของไทยได้นำเสนอภาพชุดดังกล่าว พร้อมกับเรียกขานเธอว่า “เน็ตไอดอลฝั่งซ้าย”

จะว่าไปแล้ว บรรยากาศ “อำลา ม.7” ของนักเรียนลาว ก็เห็นเป็นประจำกันทุกปี เพียงแต่ในยุคเฟซบุ๊กระบาด ทำให้น้องๆ นักเรียนต่างแข่งขึ้นสเตตัส “จบแล้ว ม.7” จนเต็มฟีด

อย่างเช่นในเฟซบุ๊กของ Mo Sitkhamphone แห่ง Mo Photos Gallery ได้อัพสเตตัส “สวยสยอง จัดเต็มจัดหนัก” โดยการรวมตัวของนักเรียน ม.7 โรงเรียนมัธยมสมบูรณ์ป่องคำ เมืองหลวงพระบาง แขวงพระบาง เพื่อถ่ายภาพแห่งความทรงจำในวัยเรียนไว้ ก่อนจะแยกกันไปเรียนต่อในระดับชั้นอุดมศึกษา

กล่าวสำหรับการศึกษาของ สปป.ลาว นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2518 ได้ดำเนินการปฏิรูประบบการศึกษาของประเทศถึง 4 ครั้งแล้ว และการปฏิรูประบบการศึกษาครั้งหลังสุดคือ การปรับระยะเวลาการศึกษาขั้นพื้นฐานมาเป็นระบบ 12 ปี (จากระบบการศึกษาแบบเก่าที่เป็นแบบ 11 ปี) เรียกว่าระบบ 5+4+3 หมายถึงการเรียนในระดับประถม 5 ปี มัธยมต้น 4 ปี และมัธยมปลาย 3 ปี

การจัดการศึกษาของลาว เริ่มด้วยการศึกษาในระดับอนุบาลและก่อนวัยเรียน โรงเรียนอนุบาลในประเทศลาวจะมีทั้งโรงเรียนที่เป็นของรัฐบาลและเอกชน เปิดรับนักเรียนตั้งแต่อายุ 3-6 ปี ใช้เวลาเรียน 3 ปี แบ่งเป็นชั้นอนุบาล 1-3 เมื่อจบชั้นอนุบาลแล้วจะเข้าเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานต่อไป

การศึกษาขั้นพื้นฐานของ สปป.ลาว อยู่ในความดูแลและรับผิดชอบของกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นแบบ 12 ปี

เด็กจะเริ่มเข้าเรียนเมื่ออายุ 6 ปี การศึกษาในระดับนี้คือ เป็นการศึกษาภาคบังคับ เด็กทุกคนต้องจบการศึกษาในระดับนี้ แต่ในทางปฏิบัติการศึกษาภาคบังคับจะมีผลดีแต่เฉพาะเด็กในเมืองใหญ่เท่านั้น มัธยมศึกษาตอนต้น ใช้เวลาในการศึกษา 4 ปี และในอนาคตจะให้เด็กได้เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้น มัธยมศึกษาตอนปลาย ใช้เวลาในการศึกษา 3 ปี

ส่วนการศึกษาระดับอุดมศึกษา หรือการศึกษาชั้นสูง รวมการศึกษาด้านเทคนิคสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือมหาวิทยาลัย อยู่ในความดูแลและรับผิดชอบของกรมอาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ ยกเว้นการศึกษาเฉพาะทางซึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวงอื่น

เมื่อเด็กเรียนจบ ม.7 จะมีการสอบคัดเลือกนักเรียน เพื่อเสนอกระทรวงศึกษาธิการให้เด็กได้เข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ได้แก่ สายอาชีพ ใช้เวลาศึกษา 3 ปี ในวิทยาลัยเทคนิคต่างๆ, มหาวิทยาลัย วิทยาลัยครู และสถาบันการศึกษาอื่น

มหาวิทยาลัยของรัฐได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติ, มหาวิทยาลัยจำปาสัก, มหาวิทยาลัยสุพานุวง, มหาวิทยาลัยสะหวันนะเขต ที่ขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการและกีฬา และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่ขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุข

เด็กนักเรียนที่จบ ม.7 ต่างก็คาดหวังที่จะได้เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐ แม้ระยะหลังจะมีสถาบันการศึกษาภาคเอกชนมากขึ้น และเป็นที่นิยมเรียนต่อของลูกหลานผู้มีฐานะในสังคมลาว

มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ก็เป็นเป้าหมายของเด็ก ม.7 ที่ใฝ่ฝันอยากข้ามโขงมาศึกษาต่อในเมืองไทย แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่เลือกไปศึกษาต่อในเวียดนาม

เนื่องจาก สปป.ลาว กำลังเร่งพัฒนาประเทศ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเด็กเมืองกับเด็กชนบท ยังมีให้เห็นอยู่มาก

ฉะนั้น ภาพ “จบแล้ว ม.7” จึงสะท้อนให้เห็นถึง “เด็ก” ในตัวเมืองใหญ่ที่ใกล้ชิดสื่อโซเชียล และมีโอกาสมากกว่าเด็กส่วนใหญ่ของประเทศ

เจอยัง? เพลงที่มีงูออกมา เลื้อยอยู่ตรงนี้!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/284315

เจอยัง? เพลงที่มีงูออกมา เลื้อยอยู่ตรงนี้!!

คนในข่าว  :  23 มิ.ย. 2560
เพลงที่มันมีงูออกมา, เพลงที่มีงู, น้องใบเตย, น้องใบเจย เมียงู, เต้นเมียงู, เพลงที่มีงูออกมาคลิป, คลิปเพลงที่มีงูออกมา, เพลงงู, เพลง Burn it down, เจอยัง, เพลงที่มีงูออกมา, เลื้อยอยู่ตรงนี้, Best Club Hit of the Year, Born Again, Make a wish, Habibi I Need Your Love, Baitoey Supattra, Ahzee

จากไวรัล “น้องใบเตย” ขอ “เพลงที่มีงู” พร้อมท่าเต้น Snake Dance ดังไกลจนเจ้าของเพลงตัวจริงต้องโพสต์เฟซบุ๊กขอบคุณ ว่าแต่ สุรปแล้ว “งู” มันอยู่ตรงไหนอ่า?????

          ไม่น่าเชื่อว่า ของที่ดูไร้สาระจะกลายเป็นของมีสาระขึ้นมาได้

          จากไวรัลสาวเปรี้ยวซ่า ที่เรารู้จักกันแล้วว่าชื่อ “น้องใบเตย” เดินไปขอเพลงดีเจ โดยบอกว่า ขอให้เปิด “เพลงที่มันมีงูออกมา” พร้อมกับร้องจังหวะเพลงเพื่อสื่อสารให้ดีเจนั้นเข้าใจ

          ตอนแรกดีเจถึงกับงงกันไปเลยว่า เพลงอะไร แต่ด้วยสัญชาติญาณและความเป็นมืออาชีพ พี่แกเลยจัดเพลงให้ถูก โดนใจสาวเป๊ะ!!

เจอยัง? เพลงที่มีงูออกมา เลื้อยอยู่ตรงนี้!!

          นั่นคือ เพลง Burn It Down ของ Ahzee & Faydee เท่านั้นแหละสาวเจ้าก็ วาดลวดลาย ออกลีลาเต้นชูมือประกอบเพลงแบบสุดเซ็กซี่ เพราะท่อนหนึ่งของเพลง มีเสียงเป่าแซกโซโฟน คล้ายกับเสียงของหมองูเป่าปี่เพื่อให้งูโผล่ออกมานั่นเอง

          เรียกได้ว่างานนี้ สาวใบเตยแจ้งเกิดข้ามคืน มีเฟนคลับติดตามเพียบ แถมยังต้องเดินสายโชว์ตัวไปตามสถานบันเทิงแถวบ้าน ว่าเนี่ย!! ตัวจริงเพลงของู จนต้องตบตามด้วยคลิป 2 ของเธอเอง และก็หลายคลิปที่ทำล้อเลียนเกิดขึ้นตามมาอีกเพียบ!!

          แต่ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งชื่นชม ขำขัน และบ่นอุบว่าไร้สาระครั้งนี้ ปรากฏว่า มันได้กลายเป็นของมีสาระสำหรับเจ้าของเพลงต้นฉบับไปแล้ว

          เมื่อหลังจากคลิปนี้เผยแพร่ออกไป ส่งผลทำให้เพลง Burn It Down ถล่มชาร์ตเพลง ยึดอันดับที่ 1, 2 และ 8 ใน iTunes ประเทศไทย

          จนเจ้าของเพลงตัวจริง Ahzee ต้องออกมาโพสต์เฟซบุ๊กขอบคุณ พร้อมแนบคลิปวิดีโอต้นฉบับของน้องใบเตย ค่าที่ทำให้เพลงของตนเป็นที่นิยมในไทยจนไต่อันดับในชาร์ตอีกด้วย

เจอยัง? เพลงที่มีงูออกมา เลื้อยอยู่ตรงนี้!!

          มากไปกวา่นั้น เวลานี้ เอ็มวีเพลง Burn It Down ในขณะนี้นั้น มียอดผู้เข้าชมใกล้แตะ 3 ล้านวิว เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

          ว่ากันที่ เพลง Burn It Down ของสองหน่ม Ahzee และ Faydee นั้น เผยแพร่ครั้งแรกบนสื่อยูทูบเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2559 ของ Cat Music ในสังกัด BIP record ประเทศเบลเยี่ยม โดย Ahzee&Faydee นั้นเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับอย่างมากในผู้ฟังเพลงโซนยุโรป

เจอยัง? เพลงที่มีงูออกมา เลื้อยอยู่ตรงนี้!!

          ในส่วนของ Ahzee หรือ Kevin Ahzee คนที่โพสต์ขอบคุณแฟนเพลงชาวไทย จนเป็นข่าวใหญ่ครั้งนี้นั้น เป็นชาวอเมริกัน มีอาชีพดีเจ ปัจจุบันอายุ 27 ช่วงปี 2557 เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล “Best Club Hit of the Year” จากซิงเกิ้ล “Born Again” ในงาน NRJ DJ Awards ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศโมนาโค และช่วงปี 2558 ผลงานเพลง “Make a wish” ก็ติดชาร์ตแฟลนเดอร์ส ของเบลเยี่ยมอีกด้วย ส่วน Faydee หรือ Fady Fatrouni อายุ 30 ปี เป็นนักร้องและนักแต่งเพลงชาวออสเตรเลีย เชื้อสายเลบานอน เคยมีเพลงฮิตอย่าง “Habibi (I Need Your Love)”

          เจอยัง? เพลงที่มีงูออกมา เลื้อยอยู่ตรงนี้!!

          และเมื่อทั้งคู่มาพบกัน ก็เลยเกิดเป็นเพลงจังหวะมันๆ เอาใจขาแดนซ์ อย่าง Burn It Down เพลงที่ฟังเนื้อหาแล้วไม่มีอะไรมาก นอกจากเป็นเพลงเกี้ยวสาวที่มีอยู่ทั่วไป

          ส่วนถามว่าเพลงนี้มี “งู” ออกมาตอนไหน ไล่ดูจนจบแล้วยังไม่เห็นงูสักตัวในเอ็มวี สงสัยงานนี้ ใครอยากดูงู คงต้องไปดูในคลิปน้องใบเตยแทนแล้วกัน เพราะที่นั่น มีท่าเต้น Snake Dance อันโด่งดังของสาวเจ้า ที่ปล่อยออกมาช่วงดนตรีเป่าแซกโซโฟนนี่เอง

เจอยัง? เพลงที่มีงูออกมา เลื้อยอยู่ตรงนี้!!

          ที่แท้ก็ถูกใจสาวนครนายกฯ คนนี้เข้าอย่างจัง จนต้องปล่อยอินเนอร์ส่วนตัว เต้นท่าเมียงูออกมานี่เอง เอวังด้วยประการฉะนี้ท่านผู้ชม!!!

          ชมคลิป น้องใบเตย

          ชมคลิปเพลง Burn It Down

          ขอบคุณภาพจาก เฟซบุค “Baitoey Supattra” และ เฟซบุค “Ahzee”

จริงดิ!! “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” คอนเนก..ทุกขั้วอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/284205

จริงดิ!!  “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” คอนเนก..ทุกขั้วอำนาจ

คนในข่าว  :  23 มิ.ย. 2560
รั้วปทุมวัน, พลตอจักรทิพย์ ชัยจิน, ผบตร, โจ๊ก สุรเชษฐ์, พลตตสุรเชษฐ์ โจ๊ก หวานเจี๊ยบ, พลตตสุรเชษฐ์, แต่งตั้งโยกย้ายตำรว, พลตตสุรเชษฐ์ หักพาล, แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ, แต่งตั้งโยกย้ายนายตำ, โจ๊ก หวานเจี๊ยบ, จริงดิ , โจ๊ก, หวานเจี๊ยบ, คอนเนกทุกขั้วอำนาจ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, โจ๊ะ, โพสต์ทูเดย์ 14 มิถุนา

เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ที่คนไทยงงเด้! ว่ามันคือเกมเก้าอี้ดนตรี หรือการละเล่นอะไรกันแน่ มักมีชื่อ “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” โผล่มาเสมอ ว่าแต่เขาคือใครกันน้า….??

          ข่าวสารแวดวงสีกากีเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย ที่คนไทยงงเด้! ว่ามันคือเกมเก้าอี้ดนตรี หรือการละเล่นอะไรกันแน่นั้น มักจะมีชื่อ “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” โผล่มาพร้อมเสียงกระซิบผ่านสายลมว่า เขาคือผู้วางหมากตัวจริง

          โดยเฉพาะคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการและสารวัตร ที่เป็นข่าวร้อนช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมๆ กับเรื่องวงเงินในแวดวงตลาดสด จนทำให้รั้วปทุมวันร้อนฉ่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ต้องรีบออกมาแจงรัวๆ ยอมรับว่า โจ๊ก หวานเจี๊ยบ ก็คือ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล แต่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับงานเก้าอี้หนนี้

          ถึงขั้นนี้หลายคนชักอยากรู้ว่าเขามีดีอะไร ทำไมถึงได้ดูช่างเป็นคนสลักสำคัญขนาดนี้?

          พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล เกิดวันที่ 29 ตุลาคม 2513 เป็นหนุ่มใต้ ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา บิดาคือ นายดาบตำรวจไสว มารดาคือ สุมิตรา หักพาล เป็นครูสอนโรงเรียนกลับเพชรศึกษา

          โจ๊กมีน้องชายหนึ่งคน ปัจจุบันเป็นผู้จัดการบริษัทเอกชน

          โจ๊กเรียนชั้นอนุบาลเป็นลูกคุณครูอยู่ที่โรงเรียนกลับเพชรศึกษา ต่อมาไปต่อชั้นประถมที่โรงเรียนวิเชียรชม ก่อนจะสอบเข้าเรียนชั้นมัธยม 1 โรงเรียนมหาวชิราวุธ ด้วยคะแนนที่สูงเป็นอันดับต้นๆ จนได้คัดเลือกเข้าเรียนรวมกันในห้องคิง โดยเป็นรุ่น “เสือเหลือง มว.87″ แถมที่นี่ยังเคยเป็นโรงเรียนเดิมของรัฐบุรุษ เปรม ติณสูลานนท์ อีกด้วย

          พอจบระดับชั้นมัธยม 5 สายวิทย์-คณิต โจ๊กตัดสินใจสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเมื่อปี 2531 โดยได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักเรียนเตรียมทหารยอดเยี่ยมด้านกีฬาประจำปี 2532

          นอกจากนี้ยังสำเร็จปริญญาตรี สาขารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 47 ปริญญาโทสังคมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม จากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสามารถสอบคัดเลือกเข้าเรียนได้เป็นอันดับ 1

          แถมยังมีดีกรีปริญญาเอกปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย และยังกำลังศึกษาปริญญาเอก สาขาอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ที่มหาวิทยาลัยมหิดล อีกด้วย

          เส้นทางสายสีกากีของเขาเริ่มขึ้นพร้อมๆ กับที่ศึกษาระดับชั้นปริญญาโทไปด้วย จนเมื่อจบมหาบัณฑิตมาก็ย้ายไปเป็นนายเวรให้ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สมุทรสาคร อยู่ 2 ปี

          จากนั้นย้ายไปเป็นผู้ช่วยนายเวร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 รับผิดชอบพื้นที่อีสานตอนล่าง ประมาณปีกว่า ก็ย้ายตามผู้บังคับบัญชาไปเป็นรองสารวัตรกองกำกับการสืบสวน ภาค 7

          ต่อมาถูกสั่งให้ไปติดตามผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ขณะนั้นคือ พล.ต.อ.บุญชัย ชื่นสุชน ก่อนจะย้ายไปเป็นสารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง จ.เชียงใหม่

          อยู่ได้ปีกว่าก็ย้ายไปเป็นสารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง จ.ชลบุรี และก็เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้กำกับการผู้ช่วยนายเวร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สมัยนั้นคือ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีต ผบ.ตร.

          ทำได้ 3 ปีกว่า เลื่อนยศเป็นผู้กำกับการกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ รับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสาน จากนั้นย้ายลงพื้นที่ภาคใต้ไปเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ จากนั้นปีกว่าก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สงขลา

          และได้รับความไว้วางใจจาก พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร.สมัยนั้น ให้มาเป็นผู้บังคับการกองกำลังส่วนหน้า รับผิดชอบพื้นที่ 4 อำเภอของสงขลา และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนล่าง ผ่านไป 2 ปีกว่า ย้ายไปเป็นรองผู้บังคับการ 191

          จนช่วงปี 2557 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรี ตอนนี้เองที่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันขรมว่า แบบนี้ก็ได้เหรอ!!? แถมยังเป็นนายพลตำรวจคนแรกที่มีอายุราชการน้อยที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้ง “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ด้วยวัยเพียง 42 ปีเท่านั้น

          ใครจะว่าอะไร เดอะโชว์มัสโกออน ยังทำหน้าที่ต่อไป ทั้งย้ายไปเป็นผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว ได้ทำคดีทลายขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญ จากนั้นย้ายมาเป็นผู้บังคับการ 191 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 24 ปี ของการรับราชการตำรวจในวัยเพียง 46 ปี

          สำหรับฉายา “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” เขาเคยบอกเสมอกับสื่อมวลชนว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าได้มายังไง แต่คิดว่าอาจมาจากการที่ตนมีบุคลิกเป็นคนพูดจาเพราะ แต่ก็คิดว่าไม่เสียหายอะไร เพราะเมื่อเป็นบุคคลสาธารณะการตั้งฉายาจึงเป็นเรื่องปกติ

          แต่เอาเข้าจริงฉายานี้ต้องมีที่มา เพราะเรื่องราวของเขายังมีทีเด็ด!!! ที่ต้องบอกให้รู้กัน โดยสื่อผู้จัดการเคยเล่าเรื่องของเขาว่า เด็กชายสุรเชษฐ์ แต่ก่อนมีชื่อเล่นที่เพื่อนๆ เรียกอยู่ 2 ชื่อ คือ “โจ๊ก” กับ “โจ๊ะ” ชีวิตตอนเยาว์วัย เขาเป็นเด็กในบ้านของ พล.ต.อ.เสมอ ดามาพงศ์ อดีตนายตำรวจใหญ่ และยังเป็นบิดา คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์

          โดยบิดาของโจ๊ก ดาบตำรวจไสว หักพาล เป็นเสมือนพ่อบ้าน เลขาฯ คนขับรถ และบอดี้การ์ดส่วนตัวของ พล.ต.อ.เสมอ ไปไหนไปกันตลอด วันเวลาผ่านไปจนถึงยุครุ่งโรจน์ของตระกูลชินวัตร แวดวงสีกากีมักจะใช้บริการของ ด.ช.โจ๊ก

          แต่เรื่องนี้เจ้าตัวเพิ่งแจงรัวๆ ไปว่า ตนไม่เคยอยู่ในบ้านดามาพงศ์ หรือรับใช้ใครที่นั่นเลย แต่บิดาซึ่งเป็นตำรวจชั้นนายดาบ สังกัดกองพลาธิการตำรวจ มีหน้าที่เป็นพลขับให้ผู้บังคับบัญชาที่โยกย้ายมารับตำแหน่งที่สงขลา ซึ่งขณะนั้นพอดีว่า พล.ต.อ.เสมอ ดามาพงศ์ เคยมารับตำแหน่งอยู่ที่นั่น 1 ปี แล้วก็แยกย้าย แค่นั้นเอง

          อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้หลายคนก็ยังแปลกใจอยู่ดีว่าทำไมเขาถึงยังมีความสนิทสนมกับผู้ใหญ่ในรัฐบาล คสช. มากเป็นพิเศษ ถึงขนาด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เมตตาเอ็นดูเข้าออกบ้านได้ทุกซอกมุม (โพสต์ทูเดย์ 14 มิถุนายน 2560)

          ก็ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการที่เขายังเป็นเพื่อนสนิทกับ พ.อ.นิมิตต์ สุวรรณรัฐ เสนาธิการนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เม้าท์กันทั่วว่า ที่ผ่านมาเขายังมักเป็นกาวใจให้ทุกรัฐบาลเสมอมา เพราะหากย้อนไปดูเส้นทางเขาก็เติบโตมากับทุกขั้วอำนาจมาโดยตลอด

          จริงไม่จริงยังไงไม่รู้ นี่ยังมีอีกฉายา คือ “ผบ.ตร.น้อย” ซึ่งถ้าดูจากอายุราชการที่เหลือบาน นานกว่า 15 ปี ก็ไม่ใช่เรื่องเกินฝันแล้วล่ะโจ๊ก!!

บานรับฤดูฝน “หญิงหน่อย” ชื่นมื่น เดินสายวัด(บารมี)?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/283892

บานรับฤดูฝน “หญิงหน่อย” ชื่นมื่น เดินสายวัด(บารมี)?

คนในข่าว  :  21 มิ.ย. 2560
คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, คุณหญิงหน่อย, คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์, เจ๊หน่อย, เจ๊หน่อย ไทยรักไทย, เจ๊หน่อย สุดารัตน์, วันเกิดเจ๊หน่อย, สุดารัตน์ พรรคเพื่อไทย, สุดารัตน์ รัฐมนตรี, บานรับฤดูฝน, หญิงหน่อย, ชื่นมื่น, เดินสายวัดบารมี, บารมี, คุณหญิงสุดารัตน์, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์, ข้าวสานธรรม,

งวดนี้ สงสัยมาแน่!! แต่ไม่ใช่หวย เป็นคุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ นี่แหละ ที่หลังๆ ปรากฏข่าวคราวของเธอ โอ้โห…งานชุมพอๆ กับฝนที่ยังตกชุกในบ้านเมืองของเรา

          งวดนี้ สงสัยมาแน่!! แต่ไม่ใช่หวย เป็นคุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ นี่แหละ ที่หลังๆ ปรากฏข่าวคราวของเธอ โอ้โห…งานชุมพอๆ กับฝนที่ยังตกชุกในบ้านเมืองของเราตอนนี้

          แต่เดี๋ยวก่อน ก็ไหนบอกว่า “คุณหญิงสุดารัตน์” เธอเลือกเดินทางธรรมไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ก็ดูแต่ละงานที่ไปเยี่ยมไปเยือน ล้วนแต่เป็นทางบุญ สายธรรม จนผู้คนเกือบลืมบทบาทในเชิงการเมือง ของอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวงคนนี้ไปแล้ว!

          แต่นั่นอาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะระยะหลังๆ มานี้ ใครเข้าไปส่องเฟซบุค “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์” บางคนตกใจ นึกว่าคีย์ชื่อผิดเป็น ของ “เจ๊ปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

          อ้าว ก็ดูแต่ละโพสต์ และภาพประกอบ ช่างละม้ายคล้ายคลึง กับของอดีตนายกฯ หญิง ม๊ากมาก กับบรรยากาศเดินสายไปตามที่ต่างๆ แบบบ้านไร่ชายทุ่ง

          ย้อนไปดู แบบเริ่มจากวันสวยๆ 1 พฤษภาคม ที่เป็นวันคล้ายวันเกิดครบ 56 ขวบ ช่วงเช้ามีการทำบุญตักบาตรตามปกติ แต่พอลุวันที่ 3 พฤษภาคมเท่านั้น ก็เป็นวันงานสำคัญชื่อว่า “งานปีละหน คนกันเอง” ส่องดูให้เห็นหน้ากันจะจะ เป๊ะเลย! คนกันเองทั้งนั้น!!

           ทั้ง “เจ้าพ่อวังน้ำเย็น” เสนาะ เทียนทอง, พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา, อดีต ส.ส.เพื่อไทย วัฒนา เมืองสุข, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ, สุรชาติ เทียนทอง, วิชาญ มีนชัยนันท์ ,จิรายุ ห่วงทรัพย์ พ่วงด้วยแกนนำ นปช. เหวง โตจิราการ, พรศักดิ์ ศรีละมุล ฯลฯ

          กันเองขนาดไหน ไม่รู้ แต่ถ้าจะเรียกว่า เป็นงานเช็คชื่อ เช็คอินคนการเมือง หญิงหน่อยไม่ตอบ ตอบแต่ว่า งานนี้ฉันจัดทุกปีค่ะ นี่ก็ปีที่ 25 แล้วนะจะบอกให้รู้

          ผ่านไปไม่กี่วัน เป็นอันว่าบ้านเมืองมีเหตุให้หญิงหน่อยได้ที ออกมาแสดงความคิดเห็น ไล่จากข่าว ครม.ไม่อนุมัติพยาบาลวิชาชีพหมื่นกว่าอัตรา พร้อมสอนสั่งรัฐบาลไปสองสามดอก ตามด้วยช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เธอก็ออกมาประณามการวางลอบระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า และเรียกร้องขอคืนความสงบแบบสวยๆ

          แต่จะสวยเฉพาะในกรุงฯ อย่างเดียวไม่ได้ ว่าแล้วก็ขอไปลุยตามพื้นที่ เริ่มจากทอดผ่าป่าที่อุบลราชธานี ที่งานนี้เด็ดตรงภาพประกอบ ที่มีสตรีคนหนึ่งเข้ามาสวมกอด พร้อมระบุว่า “รอดตายได้เพราะบัตร 30 บาทฯ”

บานรับฤดูฝน "หญิงหน่อย" ชื่นมื่น เดินสายวัด(บารมี)?

          ผ่านไปถึงวันที่ 10 มิถุนายน เจ๊หน่อยไปเยี่ยมโครงการ “ข้าวสานธรรม” ที่บ้านหนองแก ตำบลลานสะแก อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม โดยข้าวนี้ โด่งดังว่าเป็นข้าวอินทรีย์ภายใต้แนวคิดของเธอ ร่วมกับพระผู้ใหญ่ระดับสูงจาก มจร. งานนี้เลยถือเป็นการพีอาร์ข้าวไปในตัวว่าเป็นของดี แม้จะราคาแพง แต่ก็หอมอร่อย

บานรับฤดูฝน "หญิงหน่อย" ชื่นมื่น เดินสายวัด(บารมี)?

          ซึ่งระหว่างที่พำนักอยู่ต่างถิ่นนั้น เธอก็ยังออกมาโพสต์เล่าเรื่องโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคแบบยาวเหยียด บางคนมองว่าเพราะตอนนั้น กระแสการล้มบัตรทองกำลังร้อนแรงอยู่ในข่าวสาร

          แต่เอาเข้าจริงๆ กลิ่นการเมืองโชยฟุ้งไปทั่วทุ่ง ว่ากันว่า เธอคงอยากจะฟื้นความจำคนไทย ว่าของดีนี้เกิดในสมัยดิฉันอยู่ในพรรคไทยรักไทย! อย่าลืม!

          สุดท้ายก็คงเป็นของดีจริงๆ เพราะล่าสุด นายกฯ ตู่ ออกมาชิงเกมกลับ ลั่นขาดว่า จะไม่มีวันล้มเลิกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเด็ดขาด! ฮึ่มมม!

บานรับฤดูฝน "หญิงหน่อย" ชื่นมื่น เดินสายวัด(บารมี)?

          แต่แม้จะเป็นอย่างนั้น ก็คงไม่เป็นไร ของดีผลัดกันอวย ช่วยๆ กัน เจ๊หน่อยก็เลยออกท่องโลกสวยๆ อวด           “ข้าวสารธรรม” ของเธอต่อไป พร้อมภาพกิจกรรมท่ามกลางแมกไม้ ขุนเขา และไอแดด

          ทั้งไปทำบุญตักบาตรที่ หมู่บ้านศีล 5 กลางทุ่งนาสีทอง ของ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม ไปดำนากับชาวบ้าน บ้านหนองแก ก่อนจะเติมพลัง ในบรรยากาศที่เธอนั่งบนเสื่อกก จกข้าวข้าวเหนียวหมูทอดสุดล้ำ!

บานรับฤดูฝน "หญิงหน่อย" ชื่นมื่น เดินสายวัด(บารมี)?

          สุดท้าย ปิดทริปการเดินทางเยี่ยมโครงการข้าวสารธรรม ด้วยการทำประกาศเชิญชวนคนรุ่นใหม่ ร่วมทำเวิร์คชอปกับชาวบ้านในโครงการ NextAgri แปลสวยๆ ว่า “เกษตรกรวัยโจ๋” ก็คงได้โดยงานนี้น่าจะมีทีเด็ดรออยู่ เธอบอกให้รอติดตามได้เลย

บานรับฤดูฝน "หญิงหน่อย" ชื่นมื่น เดินสายวัด(บารมี)?

          ส่วนทีเด็ดทางการเมืองของหญิงหน่อยหลังจากนี้ ถึงไม่ชวน คนไทยก็ตามกันตลอดอยู่แล้ว!!! เนี่ย พอปิดจากเพจปูปุ๊บ! ก็ย้ายมาเพจนี้เลย…บอกตรง!

          ขอบคุณภาพจาก เฟซบุค คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

เปิดตัว “วางจีวอน” “ผู้บ่าวขาเรียน” แก้เกรียนขาเลาะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/283831

เปิดตัว “วางจีวอน” “ผู้บ่าวขาเรียน”  แก้เกรียนขาเลาะ

คนในข่าว  :  21 มิ.ย. 2560
คลายทุกข์, หน่วยละหนึ่งนาย, ร้านรังนก, สาขาผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์, ที่มาจาก จีวร, ธรรมะมีทำนอง, สุธี สุขสากล, พตสุธี, พตสุธี สุขสากล, เพลงแก้ ผู้สาวขาเลาะ, ลำไย ไหทองคำ สุพรร, ลำไย ไหทองคำ เปลี่, ผู้สาวขาเลาะ ลำไย, ผู้สาวขาเลาะ, ผู้บ่าวขาเรียน, ห, เปิดตัว, วางจีวอน, ผู้บ่าวขาเรียน , แก้เกรียนขาเลาะ

เพลง “ผู้สาวขาเลาะ” อันโด่งดัง เวลานี้เค้าทำเพลงแก้ออกมาเต็มยูทูบ แต่ที่ปังสุด ก็เพลง “ผู้บ่าวขาเรียน” ของ “วางจีวอน”หรือ พ.ต.สุธี สุขสากล หูย..เจ็บจี๊ด…!!

      ถ้าจะพูดถึงนักร้องสาว ลำไย ไหทองคำ ก็ต้องมาพร้อมกับ ลีลาท่าเต้น เสื้อผ้าหน้าผม ที่ต้องว้าวหนักมาก โดยเฉพาะกับเพลง “ผู้สาวขาเลาะ” อันโด่งดัง ที่มียอดวิวผ่านยูทูบเท่าไหร่ไม่ต้องบอกแล้ว

          แต่ถ้าจะให้โดนใจ ตอนนี้ยังมีเพลงแก้ ที่หลายคนทำออกมา เช่น “ผู้บ่าวขาเลาะ”, “นักเรียนขาเลาะ”, “ผู้บ่าวขาเกรียน” แต่ที่ปังสุดๆ ตอนนี้เห็นจะเป็นเพลง “ผู้บ่าวขาเรียน” ที่ “วางจีวอน”หรือ พ.ต.สุธี สุขสากล นำมาร้องแก้ ล่าสุดคืนเดียวมียอดวิวหลักหมื่น แซงหน้าคนที่ทำมาก่อนไปหลายช่วงตัว

          ถามว่าทำไมถึงแรงกว่าใครเพื่อน ปรากฏว่าถึงบ้างอ้อ! ตรงที่ว่า พ.ต.สุธี คนนี้ไม่ใช่คนโนเนม เพราะเขานั้นนอกจากจะเป็นอนุศาสนาจารย์ กรมการทหารสื่อสาร แล้ว เขายังเป็นนักจัดรายการวิทยุกองทัพบก และผู้สร้างสรรค์บทเพลง “ธรรมะมีทำนอง” เรียกว่ามีแฟนคลับติดตามมากมาย และยังมีแบ็กกราวน์ที่ไม่ธรรมดา

          พ.ต.สุธี สุขสากล พื้นเพเดิมเป็นชาว อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ และเคยบวชเรียนตั้งแต่อายุ 13 ปี ช่วงปี 2531 ซึ่งเป็นการบวชเณรภาคฤดูร้อน โดยมีความมานะอุตสาหะ เรียนธรรมะทั้งนักธรรมและบาลี และศึกษาจนจบเปรียญธรรม 9 ประโยค ช่วงปี 2543 รุ่นเดียวกับท่าน ว.วชิรเมธี

          หลังจากนั้นช่วงปี 2544 ไปสมัครเป็นพลทหาร เป็นทหารราบสังกัด ร.9 ค่ายสุรสีห์ กาญจนบุรี เคยพูดติดตลกกับผู้จัดการออนไลน์ว่า ตั้งแต่มาเป็นทหารเลยมักจะถูกเรียกว่า “ทหารผ่านสึก คือ เคยบวชแล้วสึกมาเป็นทหาร” กับทั้งและมีชื่อเกาหลีว่า “วางจีวอน” (ที่มาจาก “จีวร”) ซึ่งชื่อนี้เองที่เป็นชื่อที่ปรากฏเป็นผู้แต่งเนื้อร้องและทำนอง เพลงผู้บ่าวขาเรียนอันโด่งดังตอนนี้

          วันนี้ นาม “วางจีวอน” เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในสื่อโซเชียล รวมถึงมีแฟนคลับรอติดตามผลงานมากมาย

          ชีวิตช่วงหนึ่งเขาเข้าเรียนนิเทศศาสตรบัณฑิต (สาขาผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และยังเคยเปิดร้านค้า ชื่อ “ร้านรังนก” เคยรับทำป้ายโฆษณา และยังเคยทำงานพิสูจน์อักษรอีกด้วย

          ที่สุดเขาบรรจุเข้ารับราชการครั้งแรกที่กรมยุทธศึกษาทหารบก ช่วงปี 2547 ในตำแหน่ง อนุศาสนาจารย์ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ โดยเป็นตำแหน่งพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีมาตั้งแต่ปี 2462 ปัจจุบันมีประมาณ 130 นาย ในหน่วยทหารทั่วประเทศ (หน่วยละหนึ่งนาย)

          มีภารกิจหลักคือ การบำรุงขวัญกำลังใจแก่กำลังพลของกองทัพบก ด้วยการอบรมศีลธรรมวัฒนธรรมทหาร เป็นที่ปรึกษาและกำกับการด้านศาสนพิธี ภายใต้ปรัชญา “นำกำลังพลเข้าหาธรรมะ และนำธรรมะเข้าหากำลังพล”

          เวลานั้นเขาจึงปิ๊งไอเดีย “คลายทุกข์” ให้แก่กำลังพล ด้วยการเป็นที่ปรึกษา “หมอทางใจ” ใครทุกข์ใจก็มาคุยได้ กำลังพลบางคนถูกแฟนทิ้ง จนคิดสั้นฆ่าตัวตาย เขาก็ช่วยปรึกษาจนดีขึ้น

          จนเมื่อย่างเข้าปีที่ 8 หรือช่วงปี 2555 ขณะนั้นเขามียศร้อยเอก ยังเผยแผ่ธรรมะผ่านสถานีวิทยุกองทัพบก (เอฟเอ็ม 103 และในเครือข่ายกองทัพบก) ในหลายรายการ เช่น สยามานุสติ, รู้รักสามัคคี ทำความดีเพื่อแผ่นดิน, แก่นสารชีวิต, กองทัพบกเพื่อประชาชน ช่วง “พบกันวันพระ ธรรมะเพื่อประชาชน” ก่อนเคารพธงชาติ มีแฟนคลับจำนวนไม่น้อย

          อย่างที่รู้กันว่า เขานั้นมีความสามารถพิเศษ คือประพันธ์และถ่ายทอดบทเพลงได้ดี อย่างเพลง “ธรรมะมีทำนอง” เพื่อการกุศล ออกเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันอย่างขวาง

          หรือเพลง “หมู่บ้านนี้มีศีล 5” เพื่อส่งเสริมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ทุกจังหวัด (โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 โรงเรียนรักษาศีล 5 และหน่วยงานรักษาศีล 5) เป็นโครงการในดำริของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ

          แต่ที่เด็ดคือ เขาได้แต่งเพลงแก้ “คันหู” ของ “จ๊ะ เทอร์โบ” หรือ “จ๊ะ อาร์สยาม” โดยตอนนั้นเธอโด่งดังมาก แต่มีทั้งกระแสบวกและกระแสลบ ร.อ.สุธี จึงคิดเอากระแสมาทำประโยชน์ จึงเป็นที่มาของเพลง “ฟังหู” ไว้หู ที่คนติดตามเป็นล้านวิว

          นอกจากนี้ยังมีเพลงอื่นๆ เช่น เพลงกรุณาฟังให้หมด และใจหลับ เวอร์ชั่ธรรมะ หรือ เพลงสวดมนต์หรือยัง ที่ทำมาจากทำนอง “กินข้าวหรือยัง” ของ ต่าย อรทัย ช่วงปี 2554 และเพลง “ไสว่าบ่ถิ่มวัด” ที่ยืมทำนองมาจากเพลง “ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน” ของ ก้อง ห้วยไร่ ปี 2559

          เขาระบุตอนนั้นว่า การแต่งเพลงนั้น อาศัยครูเพลงหลายๆ ท่านเป็นต้นแบบ เช่น ครูนคร ถนอมทรัพย์ ศิลปินแห่งชาติ, ครูชลธี ธารทอง ศิลปินแห่งชาติ, ครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา รวมทั้งครูสลา คุณวุฒิ

          ปัจจุบันเขาเป็น พ.ต.สุธี สุขสากล ที่มีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กเพียบ ถึงหลัก 6 หมื่นกว่า ที่ฮือฮาช่วงหนึ่งในปี 2558 คือ ภาพผลงานการคัดไทยที่สวยงาม วิจิตรบรรจงขั้นเทพ จนคนดูต้องยกนิ้วให้ พร้อมกับข้อความดีๆ อ่านแล้วได้ข้อคิด

          จนมาฮือฮาอีกครั้งตอนนี้ กับ “ผู้บ่าวขาเรียน” ถูกใจคนไทยสายเรียนเขียนอ่าน ฟาดยอดวิวไปแล้ว 3 วัน 6 หมื่นกว่า

ติดตามเพลงแก้สาวลำไย ที่มีชื่อว่าเพลง “ผู้บ่าวขาเรียน” ได้เลยตามลิงค์นี้  https://youtu.be/z8jc4VfrdAw

ย้อนรอย..สิงห์เหนือ ” พระชลอ อิสโร” แค่เสียดายยังไม่พอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/283618

ย้อนรอย..สิงห์เหนือ ” พระชลอ อิสโร” แค่เสียดายยังไม่พอ

คนในข่าว  :  20 มิ.ย. 2560
ทำหน้าที่ชุมชนและมวลช, ชลอ เกิดเทศ, พลตทชลอ เกิดเทศ, พลตทชลอ, ชลอ เพชรซาอุ, คดีเพชรซาอุฯ, เกรียงไกร เตชะโม่ง, ชลอบวชแล้ว, ชลอบวช, ชลอเกิดเทศบวชแล้ว, พระ ชลอ อิสโร, พระชลอ อิสโร, มือปราบพระกาฬ, ย้อนรอยสิงห์เหนือ, พระชลอ, สิงห์เหนือ, ผู้ยิ่งใหญ่, ชลอ, ป๋าลอ, สกุลเดิม พลทรัพย์, เสียชีวิต, ปี 2525- 2538

บางคนถามว่าเขาไปไหน บอกเลย ชลอ เกิดเทศ อดีตมือปราบพระกาฬ ฉายา “สิงห์เหนือ” ยังอยู่ และเพิ่งบวชเป็นพระ มีฉายาแปลว่า “ผู้ยิ่งใหญ่” ว่าแต่ทำไมต้องได้ฉายานี้?!

          บางคนถามว่าเขาไปไหน บางคนตอบว่าเขาติดคุก บางคนเถียงว่าเขาออกมาแล้ว ขณะที่บางคนคิดว่าเขาไปไกลกว่านั้น

        แต่บอกเลยวันนี้ ชลอ เกิดเทศ ยังอยู่ และเมื่อ17 มิถุนายนที่ผ่านมา เพิ่งบวชเป็นพระที่วัดดัง จ.แพร่ ฉายา ‘พระชลอ อิสโร” ที่แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่ พร้อมระบุเหตุผลที่บวชที่วัดแพร่ธรรมาราม แห่งนี้ ว่ามาด้วยศรัทธาในหลวงพ่อกัณหา สุขกาโม เจ้าอาวาส

        และหลังจากนี้ พระชลอจะย้ายไปจำอยู่ที่วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นวัดสาขา และคาดว่าจะครองผ้าเหลืองปฏิบัติธรรมต่อให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนกว่าร่างกายจะไม่ไหว

        ถึงตรงนี้ หลายคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ อาจต้องถามว่าเขาเป็นใคร ก็ต้องทวนซ้ำ!

        แต่ก่อนอื่น บอกเลยว่าคนๆ นี้เรียกได้ว่าเคยมีทั้งอำนาจ และบารมีกว้างขวางในหลายวงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอล และก็ยัง เป็นอีกตัวอย่างของชีวิตถึงขีดสูงสุด และกลับคืนลงสู่สามัญของแท้

         พระชลอ อิสโร เดิมชื่อ “ชลอ” นามสกุลอาจจะ “เกิดเทศ” แต่เขาถือกำเนิดที่เมืองไทย เมื่อ 28 สิงหาคม 2481 เป็นชาวกรุงเทพฯ บิดาคือ พันโทแช่ม มารดาคือ ทองคำ เกิดเทศ

          ชีวิตส่วนตัว พระชลอครั้งยังเป็น นายชลอ ซึ่งต่อไปนี้จะขอเรียกว่า “ป๋าลอ” สมรสครั้งแรกกับ สุรางค์ (สกุลเดิม พลทรัพย์) ซึ่งภายหลังได้หย่าขาด แต่ก็มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ ชอบรบ (เสียชีวิต), ชนม์ยืน และ กุมาริภา เกิดเทศ

          อย่างไรก็ดี ต่อมาป๋าลอสมรสใหม่กับ มิเชล รัสเซล (อดีตครูสอนภาษาอังกฤษ ร.ร.นายร้อยตำรวจสามพราน) ซึ่งมีบุตรติดมา 2 คน โดยเธอเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้วในวัย 77 ด้วยอาการมะเร็งกระเพาะอาหาร

          สำหรับความรักของป๋าลอหนนี้ น่าสนใจเพราะที่จริงนั้น เริ่มคุตั้งแต่ ป๋าลอเรียนอยู่ร.ร.นายร้อยสามพราน แต่ก็มีเหตุให้แยกย้ายเมื่อฝ่ายหญิงกลับประเทศจนไปมีครอบครัว ครั้นเมื่อต่างฝ่ายต่างหย่าร้าง ก็หวนกลับมาครองรักกันใหม่ จนวาระสุดท้าย

          อย่างไรก็ดีก่อนเสียชีวิต ภรรยาแหม่มของป๋าลอคนนี้ ยังเป็นกรรมการผู้จัดการของ บริษัท ไวท์ ไดมอนด์ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการผลิตเครื่องประดับจากอัญมณีในไทยอีกด้วย

          ย้อนไปในวัยเรียน หลังจากป๋าลอจบมัธยมจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ แล้วไปต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน จบในรุ่น 15 เขาก็เริ่มรับราชการอยู่ที่ สน.นางเลิ้ง กทม. แล้วย้ายลงใต้ไปประจำที่ พังงา, ขึ้นมาอยู่ หนองคาย, พระนครศรีอยุธยา, ตาก, ลพบุรี ตามลำดับ

          กระทั่งมารับตำแหน่งรองผู้บังคับการกองปราบปราม และรับตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก ยศพลตำรวจตรี ได้ฉายาว่า “สิงห์เหนือ” เจ้าพ่อแห่งคุ้มพระลอ จ.ตาก และได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ

          ฉายาสิงห์เหนือ ก็ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากผลงานเด็ดๆ ที่ต้องยกเป็นมือปราบระดับพระกาฬ แถมยุคหนึ่งป๋าลอยังขึ้นหม้อได้เป็นถึงนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย (ปี 2525- 2538) ต่อจาก ประชุม รัตนเพียร และยังเคยเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทยอีกด้วย

          ชื่อชั้นของป๋าลอเวลานั้น บอกเลย ไม่มีใครไม่รู้จัก!!

          ช่วงปี 2529 ป๋าลอ เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจภูธร 3 จากนั้นปีเดียวไปเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการกองบัญชาการศึกษา จนปี 2532 ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผ่านไปสองปี วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2534 เขาขึ้นเป็นผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ (ทำหน้าที่ชุมชนและมวลชนสัมพันธ์)

          และผ่านไปแว้บเดียว วันที่ 7 พฤษภาคม 2534 เขาขึ้นเป็นผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ แต่ก็มีเหตุให้ออกจากราชการเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2537 เนื่องด้วยคดีดังเพชรซาอุ ที่ทำให้เขา พล.ต.ท.ชลอขณะนั้น มีชะตาชีวิตที่พลิกคว่ำขะมำหงาย จากตำรวจมาเป็นนักโทษประหาร

          เนื่องจากไปเกี่ยวข้องกับการอุ้มฆ่าสองแม่ลูกตระกูลศรีธนะขันฑ์ ลูกเมียของเจ้าของร้านเพชรย่านบ้านหม้อ ที่มือโจรกรรมเพชรซาอุ นามว่า “เกรียงไกร เตชะโม่ง” ชาวลำปาง นำเพชรไปขายให้ ป๋าลอในฐานะผู้รับผิดชอบทำคดี ก็เดินหน้าเต็มที่จนสามารถนำคนร้าย ผู้รับซื้อของโจรและเพชรของกลางกลับมาได้ และส่งคืนไปยังราชวงศ์ซาอุฯ

          แต่ทว่าภายหลังหลับพบว่าเพชรที่ตำรวจไทยส่งคืนกลับไปนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพชรปลอม! งานเลยเข้าป๋าลออย่างจัง ต้องเร่งสะสาง ไปตามหาเจ้าของร้านเพชรดังกล่าวกลับมาอีกครั้ง โดยใช้วิธีจับลูกเมียมาเป็นตัวประกัน แต่การณ์พลิกกลายมาเป็นคดีอุ้มฆ่าในที่สุด

          สุดท้าย คดีนี้ว่ากันยาวนานร่วม 15 ปี มามีคำตัดสินเอาปี 2552 ที่ป๋าลอจำเลยที่ 1 และพวกโดนไปหนักหนา ขณะที่ยังมีหลายคนที่เสียชีวิตไปด้วยระหว่างช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ของป๋าลอนั้นโดนตัดสินประหารชีวิต

          อย่างไรก็ดี เวลาผันผ่าน เรื่องราวของป๋าลอเหลือไว้แต่บทสรุปที่ว่า เขาเคยเป็นนักโทษเด็ดขาดถูกพิพากษาประหารชีวิตในคดีอุ้มฆ่าสองแม่ลูกในตระกูลศรีธนะขัณฑ์

          ถูกตัดสินจำคุกในคดียักยอกเพชรซาอุฯ ซึ่งเป็นของกลางในคดี รวมทั้งยังถูกจำคุกในคดีอุ้มสันติ ศรีธณะขัณฑ์ เสี่ยเจ้าของร้านเพชรย่านบ้านหม้อ แต่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษถึง 3 ครั้ง จนเข้าเงื่อนไขการพักการลงโทษ

          ต่อมาได้ถูกถอดยศ และถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในปี 2553 กลายเป็น”นาย” ชลอ เกิดเทศ แต่ต่อมาไปเปลี่ยนชื่อเป็น “ธัชพล เกิดเทศ” จนเมื่อถูกจองจำนานกว่า 19 ปี เขาได้รับอิสระเมื่อ 25 ตุลาคม 2556 ขณะอายุ 72 ปี

          ทั้งนี้ หลังจากนั้นคนไทยได้เห็นเขาปรากฏตัวผ่านสื่อสองสามหน หนหนึ่งคือ การไปร่วมงานบวชของ พระเกรียงไกร (เตชะโม่ง) เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 ที่วัดท่ามะเกว๋น ม.3 ต.แม่ปะ อ.เถิน จ.ลำปาง ที่เจ้าตัวระบุว่า บวชเพื่อล้างอาถรรพ์ของเพชรซาอุฯ

          และอีกครั้ง ในงานศพของภรรยาแหม่ม ช่วงสิงหาคมปีเดียวกัน ที่วัดวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ

          ป๋าลอ ในวัย 79 แม้จะมีอาการป่วยเป็นอัมพฤกษ์ท่อนล่าง หลังคิดดีแล้วว่าจะละชีวิตบั้นปลายอันแสนสบายกับลูกสาว และลูกชายที่ “คุ้มพระลอ” ริมน้ำปิง จ.ตาก อาณาจักรที่สร้างไว้ตั้งแต่สมัยยังรุ่งเรือง ในฐานะผู้กำกับตำรวจภูธรจังหวัดตาก

          ในที่สุด เขาก็เลือกที่จะหันไปฝากชีวิตไว้ในร่มกาสาวพัสตร์แทน

เข็มทิศ “ครูอ้อย” ที่แท้ก็ลูก “ผู้มีบารมี” ถึงได้ไม่ธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/283376

เข็มทิศ “ครูอ้อย” ที่แท้ก็ลูก “ผู้มีบารมี” ถึงได้ไม่ธรรมดา

คนในข่าว  :  19 มิ.ย. 2560
ครูอ้อยเจอเอ๋, ครูอ้อย ฟังชัดๆ, ค่าเรียนแพงมาก, เข็มทิศชีวิตค่าเรียน, คอร์สเข็มทิศชีวิต, ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต, ครูอ้อย ฐิตินาถ, ฐิตินาถ ณ พัทลุง, ครูอ้อยเข็มทิศชีวิต, เข็มทิศชีวิต, เข็มทิศ, ครูอ้อย, ถึงได้ไม่ธรรมดา, ขนลุกซู่, Working Diamond, น้องทะเล, กฎแห่งความสุข, จิตใต้สำนึก, มั่งคั่ง

ต่อ อีพี.2 กันเลยรออะไร กับเรื่องราวของ “ครูอ้อย” ฐิตินาถ ณ พัทลุง ที่พอรู้ประวัติของเธอ มีอันจะต้อง”ขนลุกซู่” กันอีกรอบ!

          ต่อ อีพี.2 กันเลย รออะไร กับเรื่องราวของ “ครูอ้อย” ฐิตินาถ ณ พัทลุง ที่ไหนๆ ก็กำลังร้อน งานนี้เลยต้องจัดต่อให้จบ

          เพราะลำพังการขุดคุ้ยของสื่อมวลชนเกี่ยวกับราคาค่าอบรมจนได้รับรู้พร้อมกันว่า “แพงมาก!!”  ยังไม่ทำให้ขนตั้งเท่าไหร่ แต่พอขุดลงไปอีกถึงชีวิตของครูอ้อย สุดท้ายก็ต้องมีอัน “ขนลุกซู่” กันอีกรอบ เพราะชีวิตของเธอนั้น อ่านแล้วรู้เลยว่าทำไมเธอถึงมาได้ขนาดนี้

          ฐิตินาถ ณ พัทลุง หรือที่เราเรียกเธอว่า “ครูอ้อย” เกิดวันที่เกิด 23 มีนาคม 2512 เป็นบุตรของ ไสวและอารีย์ ณ พัทลุง เป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้อง 3 คน ชาย 1 คน หญิง 2 คน

          น้องชายคือ ณรงค์พร ณ พัทลุง หรือปลัดแป้น ผู้กว้างขวางในแวดวงราชการท้องถิ่น วนเวียนรับราชการอยู่ในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ขณะที่น้องสาว คือ ศิริรัตน์ ณ พัทลุง ต.สุวรรณ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “เข็มทิศหัวใจ” หลายคนน่าจะเคยผ่านตากันไปแล้ว

          ครูอ้อยมีระดับการศึกษาที่ดีมาก เนื่องจากฐานะทางบ้านค่อนข้างมีอันจะกิน โดยไสวนั้น เป็นเจ้าสัวใหญ่แห่งจังหวัดสงขลา บางคนจะรู้จักเขาในฐานะอดีตนายกสมาคมธุรกิจจังหวัดสงขลา และเจ้าของโรงแรมพิงค์ เลดี้ หาดใหญ่ หรือบางคนจะรู้จักเขาในฐานะเจ้าของธุรกิจบันเทิงที่คนในพื้นที่รู้จักกันดี

          แต่ในทางการเมือง บิดาของครูอ้อยยังกว้างขวางขนาดเคยเป็นถึงผู้อำนวยการศูนย์ประสานงาน “พรรคเพื่อไทย” ภาคใต้อีกด้วย

          เขามองเห็นอนาคตลูก ถึงขนาดตัดสินใจส่งครูอ้อย ทั้งที่ยังเป็นเด็กผู้หญิงวัยเพียง 11 ไปศึกษาต่อยังประเทศอังกฤษ และสิ่งที่เธอได้รับกลับมาก็คือปริญญาตรีและโทจากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ลอนดอน สาขาเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ด้วยวัยเพียง 20 ปีเท่านั้น

          เรียนจบกลับมาบ้านเกิดไทยแลนด์ เธอก้าวสู่ธุรกิจอัญมณี แม้ว่าหน้าที่ของเธอจะเป็นการดึงนักลงทุนต่างประเทศให้มาลงทุนในเมืองไทย ทำแผนวิเคราะห์การลงทุน การตลาด แต่เธอก็เรียนรู้ธุรกิจอัญมณี บ่มเพาะองค์ความรู้และประสบการณ์ จนเข้าปีที่ 5 จึงออกมาทำร้านเพชรของตนเอง

          งานนี้ครูอ้อยลงทุนร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน ชื่อร้านว่า Diamond Today ซึ่งภายหลังพัฒนามาจนประสบความสำเร็จในชื่อ “Working Diamond” ด้วยวิสัยทัศน์ของตัวเองที่เน้นตลาดเพชรของคนชั้นกลางถึงรายได้น้อย ราคาตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท แต่ต้องเป็นเพชรแท้ที่ใครๆ ก็ใส่ได้

          ตรงนี้ชีวิตของครูอ้อยกำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยน ที่แม้แต่ตัวเองก็ยังตั้งตัวไม่ทัน เมื่อ Working Diamond ซึ่งไปได้ดีมาก โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 5 ธันวาคม 2539 กำลังผลิดอกออกผล มีสาขาแรก 3 ที่ ตามห้างใหญ่ทั่วกรุงเทพฯ ต่อมายังเปิดเพิ่มอีกเป็น 7 สาขาถาวร และ 2 สาขาสัญจร ที่จะไปจัดโปรโมชั่นตามศูนย์การค้าต่างๆ

          แต่อยู่ๆ ข่าวร้ายก็จัดหนักตามมาติดๆ โดยช่วงวันปีใหม่ 2540 สามีของครูอ้อย ซึ่งทำธุรกิจบ้านจัดสรรและโรงแรมทางภาคใต้ และเพิ่งแต่งงานได้ปีเดียว เกิดประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ซึ่งขณะนั้นครูอ้อยเพิ่งมีอายุเพียง 28 ปีเท่านั้น และเพิ่งมีบุตร 1 คน อายุเพียง 11 เดือน ชื่อ ด.ช.ธฤต ณ พัทลุง (น้องทะเล)

          และที่เหมือนอาฟเตอร์ช็อก คือ มรดกที่สามีทิ้งไว้ให้คือ หนี้ 100 ล้าน โดยในวันสวดศพเจ้าหนี้พากันมารุมทวงหนี้จนพิธีเกือบล่ม เธอเล่ากับ Women mthai team ว่า วันที่ทราบว่าสามีเสียชีวิต เธอได้แต่ร้องไห้จนแทบขาดใจ แต่แล้วก็มีมือน้อยๆ ของลูกวัยเพียง 11 เดือน ที่แม้จะยังเดินไม่ได้ แต่เขาพยายามยืดจนสุดตัวเพื่อปาดน้ำตาให้แม่ วินาทีที่ลูกเช็ดน้ำตาให้ เธอรู้เลยว่าเธอตายไม่ได้และเธอจะต้องเป็นแม่ที่ดีที่สุดเพื่อลูกคนนี้!!

          หลังจากนั้น แม้ครูอ้อยจะมีผู้ใหญ่ใจดี อย่าง เนตร จันทรัศมี เจ้าของห้างสรรพสินค้าไดอาน่า หาดใหญ่ และมานิต อุดมคุณธรรม เจ้าของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ชี้แนวทางให้ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม เจริญสติ

          แต่ตัวครูอ้อยเองก็พร้อมที่จะซึมซับแนวทางและปฏิบัติได้ดี มีการวางแผนไปอบรมด้านธุรกิจเรื่องการบริหารโครงสร้างหนี้ วิธีการต่อรอง และการบริหารบัญชี จนใช้หนี้ได้หมด 100 ล้านบาท ไม่เป็นหนี้ใครแม้แต่บาทเดียวในเวลา 2 ปี และวิธีจัดการหนี้ของเธอเวลานั้นก็เป็นที่กล่าวขาน จนรายการโทรทัศน์และสื่อมวลชนพากันนำเสนอออกสู่สังคมทั่วกัน

          หลังจากนั้นคนไทยก็เริ่มรู้จักเธอมากขึ้น โดยเฉพาะจากหนังสือที่เธอเขียนขึ้น คือ เข็มทิศชีวิต เล่มแรกเมื่อปี 2547 ที่ติดอันดับขายดีที่สุดในประเทศไทย จนต้องเขียนเข็มทิศชีวิตเล่ม 2 อีกใน 3 ปีต่อมา ชื่อตอน “กฎแห่งเข็มทิศ”

           ระหว่างนั้น ช่วงปี 2551 หรือขณะที่ครูอ้อยอยู่ในวัย 35 เธอประกาศวางมือจากธุรกิจ ระบุจะขอใช้ชีวิตกับ “น้องทะเล” ลูกชายหนึ่งเดียว โดยได้ขายกิจการเวิร์คกิ้ง ไดมอนด์ และโรงเรียนแฮปปี้คิดส์ และหันมาเป็นวิทยากรบรรยายธรรมะสำหรับคนทำงานในองค์กรรัฐ เอกชน และสถานปฏิบัติธรรม รวมถึงเป็น “ครูอ้อย” ของเด็กๆ ในหลักสูตรปฏิบัติธรรม

          กระทั่งปี 2552 เขียนเข็มทิศชีวิตเล่มที่ 3 ตอน “กฎแห่งความสุข” ซึ่งแน่นอนเส้นทางตามเข็มทิศของครูอ้อยมีเนื้อหาที่เป็นหลักธรรมคำสอนตามพุทธศาสนา ด้วยเพราะเธอนั้นจะใช้เวลาในการปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ อยู่เสมอ

           จนกระทั่งครูอ้อยมามีข่าวดังเกี่ยวกับพระรูปหนึ่ง เลยอาจทำให้ศรัทธาของบางคนหล่นหายไปบ้าง แต่ครูอ้อยก็บ่ยั่น ปี 2554 ก็ยังปล่อยเข็มทิศเล่มที่ 4 ออกมา ตอน “จิตใต้สำนึก”

          โดยเล่มนี้ว่ากันว่าเธอใช้วิชาที่ไปเรียนกับฝรั่ง สาขาวิทยาศาสตร์ทางจิตใจมาถ่ายทอดเลยทีเดียว พอปี 2555 ก็ยังปล่อยเข็มทิศชีวิตเล่มที่ 5 ตอน “มั่งคั่ง” ออกมาอีก!

          ระหว่างนั้นเอง เธอก็เกิดบิ๊กโปรเจกท์ คือ คอร์สอบรมแสนแพงที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ และทำให้เธอถูกจับตามองในฐานะผู้ทรงอิทธิพล ทั้งทางพอร์ตหุ้น และพอร์ตจิต คนหนึ่งของเมืองไทย เพราะคอร์สอบรมของเธอนั้น แพงอย่างเดียวยังไม่พอ แต่มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ

“โกตี๋” ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง “วัฒนา”?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282973

“โกตี๋” ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง “วัฒนา”?

คนในข่าว  :  17 มิ.ย. 2560
วัฒนา ภุมเรศ, คนในข่าว, สปปลาว, รพพระมงกุฏฯ, มือระเบิด, วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ, เสื้อเหลือง, เสื้อแดง, จอม เพชรประดับ, โกตี๋, วัฒนา, สมช, ลุงสนามหลวง, ทดลองออกอากาศ, สหายยังบลัด, สหายสน, กองกำลังใต้ดิน, ชูชีพ, ระบอบอำมาตยาธิปไตย, สหายสมชาย, วิทยุใต้ดิน, จักรภพ

“โกตี๋” ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง “วัฒนา”?

หลังจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเข้าคุมตัว วัฒนา ภุมเรศ อายุ 61 ปี ผู้ก่อเหตุระเบิดที่ รพ.พระมงกุฏฯ และจุดอื่นๆ ซึ่งมีหลักฐานว่า เขาเป็นคนเสื้อแดง และมีแนวคิดต่อต้านระบอบเผด็จการทหาร

วันที่ 17 มิ.ย.2560 “โกตี๋” หรือ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำกลุ่มสหพันธรัฐไท ได้ออกมาชี้แจงกรณี “จับมือระเบิด” อดีตวิศวกรการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ได้ ผ่านรายการ Thais Voice ทางช่องยูทูบของ จอม เพชรประดับ โดยวันนี้ สวมหมวกดาวแดง ใส่แว่นตาดำ ใบหน้าเรียวลง จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า เขาป่วยหรือเปล่า? แต่ “โกตี๋” ปฏิเสธเรื่องป่วยหนัก แต่ร่างกายผอมเพรียว เพราะฝึกฝนหนัก

 

"โกตี๋" ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง "วัฒนา"?

 

“โกตี๋” กล่าวว่า ทางการไทยต้องพยายามหาหลักฐานโยงการจับกุม “วัฒนา” มายังตัวเขาแน่นอน โดยก่อนหน้านั้น ก็มีการชี้นำว่า เหตุระเบิด รพ.พระมงกุฏเกล้านั้น เชื่อมกับเครือข่ายโกตี๋ โดยเขายืนยันว่า ไม่รู้จักกับ “วัฒนา” และใครก็ทราบว่า ในการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ร้อยละ 90 เป็นเสื้อเหลือง

อีกเรื่องหนึ่ง โกตี๋ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ออกจาก สปป.ลาว มาแล้ว เวลานี้ได้เข้ามาอยู่เมืองไทยทางอีสานใต้ และกำลังจะเดินทางไปภาคเหนือ

สอดคล้องกับ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการประสานกับทางการ สปป.ลาว ติดตามการเคลื่อนไหวของโกตี๋ ว่า ทางการลาวได้ทำการแจ้งเตือนและกำกับอีกที ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีกับไทยในทุกระดับ จึงเริ่มตอบสนองความต้องการสิ่งที่เราขอร้องไป

 

"โกตี๋" ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง "วัฒนา"?

 

ขณะนี้ กลุ่มโกตี๋ ไม่สามารถจัดรายการวิทยุใต้ดินใน สปป.ลาว ได้อีกแล้ว

มีรายงานข่าวว่า กลุ่มสหพันธรัฐไท เดินทางออกจาก สปป.ลาว ตั้งแต่กลางเดือน พ.ค.นี้ โดยแยกออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก ประกอบด้วย “ลุงสนามหลวง” ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ , ขุนทอง ไฟเย็น , แยม ไฟเย็น และข้าวเหนียวมะม่วง

โดยกลุ่มชูชีพ ได้อพยพจากลาวมาอยู่กรุงพนมเปญ กัมพูชา ซึ่งมี จักรภพ เพ็ญแข เป็นผู้ประสานงาน จัดหาที่พักให้ และเมื่อสองสามวันมานี้ กลุ่มชูชีพ ได้จัดรายการวิทยุใต้ดินอีกครั้งแต่ยังไม่รูปแบบเหมือนอยู่ในลาว

แยม ไฟเย็น ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “กลับมาอีกครั้ง..จัดเบาๆ ดูลาดเลาไปก่อน เกรงใจบ้านใหม่”

หมายถึง การจัดรายการยังทำในลักษณะ “ทดลองออกอากาศ” เนื่องจากผู้นำกัมพูชา เคยวางกฎระเบียบไว้ว่า ถ้าคนเสื้อแดงมาอยู่ในกัมพูชา ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง พวกเขาจึงยังไม่ให้ โกตี๋ จัดรายการสดๆ เพราะมันจะตกเป็น “เป้า” ของฝ่ายความมั่นคงไทยเร็วเกินไป

กลุ่มที่สอง ประกอบด้วย “โกตี๋” ,สหายยังบลัด และสหายเผด็จ โดยเดินทางออกจากนครหลวงเวียงจันทน์ แบบค่ำไหนนอนนั่น เพื่อหลบหนีการตามล่าจาก “หน่วยพิเศษ”

แหล่งข่าวในฝ่ายความมั่นคงกล่าวว่า กลุ่มโกตี๋ยังอยู่แถวชายแดนกัมพูชา ยังไม่เข้ามาในพนมเปญ เพราะหวั่นเกรงความไม่ปลอดภัย

 

"โกตี๋" ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง "วัฒนา"?

 

การปล่อยข่าวผ่านรายการของ จอม เพชรประดับ ว่าเข้ามาอยู่ในเมืองไทยแล้วนั้น เป็นการลับลวงพราง

ที่สำคัญ สหายยังบลัด และสหายเผด็จ เป็นอดีตนักรบปลดแอกฯ เขตงานอีสานใต้ มีความชำนาญในการเคลื่อนไหวในเขตชนบท และทุกวันนี้ พวกเขาทำหน้าที่เป็นหน่วยคุ้มกันโกตี๋

“สหายยังบลัด” หรือมีชื่ออยู่ในป่าอีสานใต้ว่า “สหายเลือด” เคยรับผิดชอบงานมวลชนอยู่ในเขต อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา

“สหายเผด็จ” หรือมีชื่ออยู่ในป่าอีสานใต้ว่า “สหายสน” เป็นนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคโคราช เข้าป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็เป็นนักรบจรยุทธ์ อยู่ในเขตกัมพูชา และ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา

“สหายสน” หรือมีชื่อเล่นๆ ว่า “ป.” เป็นตัวละครคนสำคัญของ “กองกำลังใต้ดิน” ที่จัดตั้งกันขึ้นมา ระหว่างการชุมนุมไล่ คมช.ที่ท้องสนามหลวง

 

"โกตี๋" ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง "วัฒนา"?

 

ปี 2550 “ชูชีพ” เป็นแกนนำจัดตั้งกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ส่วน “ป.” หรือ “สหายสน” ได้จัดตั้งกลุ่มติดอาวุธใต้ดิน พร้อมกับผลิตเอกสาร “วิทยานิพนธ์คนเสื้อแดง” ออกมาแจกจ่ายในหมู่สมาชิก เป้าหมายของพวกเขาคือ โค่นล้ม “ระบอบอำมาตยาธิปไตย”

หลังปี 2553 กลุ่มของ “ป.” ได้เข้ามาร่วมงานกับ “อดีตนายพลภาคเหนือ” ออกปฏิบัติการใต้ดิน ระหว่างการชุมนุมของ กปปส.

เกิดเหตุรัฐประหาร 2557 “ป.” ถูกจับพร้อมอาวุธ แต่เขาหลบหนีออกมาจากค่ายทหารได้ และหนีเข้าไปอยู่ในกัมพูชาปีกว่า ก่อนจะย้ายไป สปป.ลาว เพื่อร่วมกลุ่มกับ “ชูชีพ” หรือ “สหายสมชาย” (อดีตนักศึกษามหิดลที่เคยเข้าป่าอีสานใต้) จัดตั้งกลุ่มสหพันธรัฐไท

หน่วยข่าวกรองรายงานว่า มีคนไทยจำนวนหนึ่งยังเฝ้าติดตามรับฟัง “วิทยุใต้ดิน” ที่กลับมาออกอากาศใหม่จากกัมพูชา โดยเหล่าสมาชิกจะแสดงความเห็นผ่านไลน์ เหมือนการเปิดสายของดีเจวิทยุชุมชนเสื้อแดง

จริงๆแล้ว กลุ่มสหพันธรัฐไท มีจำนวน 7 คน เป็นกลุ่มอิสระ ที่ไม่ขึ้นต่อใคร? มีแนวทางปลุกระดมให้สมาชิก “ลุกขึ้นสู้” โดยก่อการใต้ดินในทุกรูปแบบ อาทิเช่น การเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติฯ ได้มีการประกาศว่า เป็นผลงานของสหพันธรัฐไทชัดเจน แถมยังนำ “คลิปเผาซุ้มฯ” มาเผยแพร่ในไลน์กลุ่ม หรือเฟซบุ๊กของแยม ไฟเย็น

 

"โกตี๋" ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง "วัฒนา"?

 

น่าจับตาว่า “จักรภพ” ขาใหญ่ในพนมเปญ ที่อาสาเคลียร์พื้นที่ให้ ก็ต้องลุ้นกันว่า วิทยุใต้ดินของกลุ่มสหพันธรัฐไท จะได้ออกอากาศนานแค่ไหน?