เอื้ออาทรฉันที!! ‘วัฒนา เมืองสุข’ เจอชุดใหญ่ไฟกะพริบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282879

เอื้ออาทรฉันที!! ‘วัฒนา เมืองสุข’ เจอชุดใหญ่ไฟกะพริบ

คนในข่าว  :  16 มิ.ย. 2560
ชุดใหญ่ไฟกะพริบ, วัฒนา เมืองสุข อดีตร, คสช, ปปช, บ้านเอื้ออาทร, คมชัดลึก, คนในข่าว, เอื้ออาทรฉันที, วัฒนา, เมืองสุข, เจอชุดใหญ่ไฟกะพริบ, ย้อม, นวรัตน์, สาขากฎหมายเศรษฐกิจ, บิ๊กป้อม, พลร2 รอ, พรรคไทยรักไทย

ตามกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ 149 โทษขั้นสูงสุดถึงประหารชีวิตเลยทีเดียว

ข่าวร้อนๆ ที่ว่า ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด วัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ในพฤติกรรมทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร โดยเวลานี้รอผ่านกระบวนการที่จะพิจารณาส่งฟ้องศาลต่อไปนั้น

เกิดเป็นกระแสให้พูดถึงกันอื้ออึง ถึงขนาดว่างานนี้ วัฒนาและพวกอาจเจอโทษหนักหนา ตามกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ 149 โดยมีขั้นสูงสุดถึงประหารชีวิตเลยทีเดียว !!

แต่กว่าจะไปถึงบทสรุป คงต้องว่ากันอีกยาวไกล ตอนนี้ที่ทำได้ คือติดตามข่าวอยู่ห่างๆ และก็อดไม่ได้ที่จะต้องมาทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้อีกครั้ง เพราะอันที่จริง คนไทยรุ่นหลัง ก็เพิ่งได้ยินชื่อเขาจังๆ ก็ตอนปะฉะดะกับทหาร จนถูกเรียกไปจิบน้ำชาในค่ายทหารอยู่เสมอ

วัฒนา เมืองสุข หรือ เสี่ยไก่ เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2500 เป็นคนปราจีนบุรี ครอบครัวมีฐานะปานกลาง บิดา คือ “ย้อม” เคยทำสวนทุเรียน มารดา คือ “นวรัตน์” ที่เป็นชาวนามาก่อน โดยต่อมาทั้งคู่หันมาประกอบกิจการวิ่งรถโดยสารระหว่างจังหวัดนครนายกกับปราจีนบุรี

ไก่ วัฒนา จบชั้นมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และมาจบปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต เนติบัณฑิตไทย และระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขากฎหมายเศรษฐกิจ) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยระหว่างที่ร่ำเรียนอยู่นั้น เขาพักอาศัยกินนอนเป็นเด็กวัด อยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร

นอกจากนี้เขายังเป็นเพื่อนร่วมรั้วจามจุรีแบบซี้ย่ำปึ๊ก กับ ศ.ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี และ ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อีกด้วย

หลังเรียนจบกฎหมาย วัฒนาในวัยเบญจเพส ไปเป็นทนายความประจำสำนักกฎหมายดิศญุตม์และวัฒนา ตั้งแต่ปี 2525 ทำอยู่ราว 10 ปี เขาก็พบรักกับทายาทซีพี คือ พัชรา เจียรวนนท์ บุตรสาวของสุเมธ เจียรวนนท์ ผู้บริหารเครือบริษัทซีพี จากการที่ฝ่ายหญิงได้มาเป็นลูกความ

วัฒนาทำการสู่ขอสาวถึงที่อาคารซีพีทาวเวอร์ ที่ถนนสีลม โดยที่ตัวเองเป็นเถ้าแก่ให้ตัวเอง

กระทั่งปี 2539 ชีวิตของทนายหนุ่มผู้นี้ เรียกว่าลงตัวไปหมดทุกด้านแล้ว จึงตัดสินใจลงเล่นการเมือง โดยการชักชวนของ ส.ส.ปราจีนหลายสมัย สมาน ภุมมะกาญจน ขณะสังกัดพรรคชาติพัฒนา

ลงปุ๊บก็ได้เป็น ส.ส.ปราจีนบุรีบ้านเกิดทันที โดยเวลานั้นเม้าท์กันว่า ที่ได้มาเพราะนอกจากมีแบคดีเป็น ส.ส.เก่าแล้ว เขายังมีฐานเสียงจากบรรดาลูกจ้างของซีพี ซึ่งก็ไม่ใช่น้อยๆ

และรู้กันดีว่า เสี่ยไก่สมัยหนึ่งราว 20 ปีก่อน เดินเข้าออกค่ายทหารแถวปราจีนบุรี เป็นว่าเล่นเหมือนกัน แต่อาจคนละอารมณ์กับสมัยนี้

ยิ่งกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ตอนที่ยังเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) ค่ายพรหมโยธี ปราจีนบุรี ก็เรียกว่าผูกพันกันอยู่เก่าก่อน

มาปี 2541 – 2542 เสี่ยไก่ได้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ แต่ผ่านไปไม่นาน ช่วงปี 2543 เขาก็ลาออกจากพรรคชาติพัฒนา แล้วเดินหน้าเข้าพรรคใหม่ชื่อ “พรรคไทยรักไทย”

เวลานั้น เสี่ยไก่คนนี้ก็ได้ดิบได้ดี เริ่มจากเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ตั้งแต่ปี 2544 – 2545 ตามด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และขยับขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในปี 2546

ผ่านมาจนปี 2548 ก็ได้เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จนปี 2548 เขาขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งปีนั้นเอง คือปีที่โครงการบ้านเอื้ออาทรกำเนิดเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

เมื่อการเมืองพลิก 19 กันยายน 2549 พรรคไทยรักไทยแตกกระจาย เสี่ยไก่ก็ยังมีบทบาทอยู่พอตัว โดยเฉพาะช่วงความขัดแย้งปี 2552 – 2553 ค่าที่มักคุ้นกับทหารแห่งบูรพาพยัคฆ์ เสี่ยไก่จึงมักเป็นคนกลางระหว่างคนชุดเขียวกับคนเสื้อแดง ทั้งที่ถนนราชดำเนินหรือที่แยกราชประสงค์อยู่เสมอ

แต่อีกด้านหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2549 นั่นเอง ที่ “เรื่องทุจริตบ้านเอื้ออาทร” ก็ได้ไปตกในมือของฝ่ายที่เดินหน้าจะเอาเรื่องให้มั่นคั้นให้อยู่หมัดเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าระหว่างนั้นเส้นทางการเมืองของเสี่ยไก่ จะยังคงเฉิดฉาย โดยช่วงปี 2554 เสี่ยไก่จะกลับมาอีกครั้งในฐานะ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย หรือรอดมาได้หวุดหวิดกับคดีรถดับเพลิง ช่วงปี 2556 แถมยังได้เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อต่อในพรรคเพื่อไทย ช่วงปี 2557

แต่ด้วยความเป็น ไก่ วัฒนา ผู้กล้าท้าชนตามสไตล์ โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลทหาร เขาจึงมักต้องไปคุยกับ คสช. อยู่เสมอ

เช่น ช่วง 2 มีนาคม 2559 เขาตกเป็นผู้ต้องหาในคดีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ จนศาลอนุมัติฝากขัง 12 วัน แต่ก็ได้ขอประกันตัวโดยวางเงินหนึ่งแสนบาท ศาลอนุญาตแต่ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

มาวันที่ 20 เมษายน ยังถูกแจ้งความข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเสี่ยไก่ได้โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้การบริหารงานของรัฐบาลหลายครั้ง มาช่วง 1 ตุลาคม 2559 เสี่ยไก่ก็ยังไปเข้าร่วมกับกลุ่ม นปช. ที่ สหรัฐอเมริกาอีก

ที่สุดแล้ว ต้นปีที่ผ่านมานี้เอง ป.ป.ช. เลยจัดชุดใหญ่ คดีบ้านเอื้ออาทรให้ จนมาเป็นข่าวดังอยู่ตอนนี้

คอร์ส “ครูอ้อย” ที่ว่าแรง มันแพงอย่างนี้ ??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282877

คอร์ส “ครูอ้อย” ที่ว่าแรง มันแพงอย่างนี้ ??

คนในข่าว  :  16 มิ.ย. 2560
โปรโมต, ขอ, โวย, ดาราสาว, แพง, รวย, เข็มทิศชีวิต, คมชัดลึก, คนในข่าว, คอร์ส, ครูอ้อย, ที่ว่าแรง, มันแพงอย่างนี้, 14 มิถุนายน 2560, อำนาจแห่งการคิดดี, พระราม 9, Neuro-Linguistic Programming, หนึ่งร้อยยี่สิบล้านบาท, ฟรี, httppositioningmagcom1129509

การที่ดาราสาวออกมาโวยขออย่านำภาพของเธอใช้โปรโมตอีกต่อไป ทำให้เราคนไทยได้รู้จักคอร์สของ “ครูอ้อย” เพิ่มมากขึ้นอีกเยอะเลย

 

ไม่รู้งานนี้ เจอเกมเตะตัดขาอีกรายหรือเปล่า ค่าที่รวยออกหน้าออกตาเสียขนาดนี้ สำหรับเศรษฐินีเรียกแม่อย่าง ครูอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง เจ้าลัทธิ เอ๊ย! เจ้าของคอร์สอบรมเกี่ยวกับจิตใจ ที่รู้จักกันทั้งบางในชื่อ “คอร์สเข็มทิศชีวิต”

โดยหลังจากที่ต้นเรื่องเริ่มมาจากการที่ดาราสาวคนหนึ่ง ออกมาเรียกร้องให้ครูอ้อยและทีมงาน ยุติการนำภาพของเธอ ไปใช้ในกระบวนการประชาสัมพันธ์หลักสูตร จากนั้นคนดังหลายคนก็ทยอยแสดงตัวออกมาในลักษณะเดียวกันเพียบ ! โดยต่างพยายามปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลักสูตรนี้อีกแล้ว ! คือเป็นแค่คน “เคย” เกี่ยวแค่นั้น

ขณะที่ยังโยงไปถึงก่อนหน้านี้ไม่นาน ที่ในโลกออนไลน์ปรากฏข่าว สัมภาษณ์และรีวิวบ้าน หรือเพนส์เฮาส์ของครูอ้อย ที่ต้องบอกเลยว่า หรูหราอลังการงานสร้างหนักมาก

ว่าแล้วลองไปส่องดูค่าเรียนหลักสูตรเข็มทิศชีวิตดูสักหน่อยว่า ทำไมถึงสร้างรายได้ให้กับครูอ้อยได้เป็นกอบเป็นกำขนาดนี้ ถึงขนาดว่ากันว่า ครูอ้อยฟาดไปเฉลี่ยปีละไม่ต่ำ 90 ล้านบาท !

แถมยังมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเธอยังเป็นเจ้าของพอร์ตหุ้นที่มีมูลค่า 200 ล้านบาทอีกด้วย เพราะปลายปี 2559 ครูอ้อยเพิ่งผุดคอนโดมิเนียม ชื่อ คอมพาส เรสสิเดนซ์ สไตล์อังกฤษ อยู่ใจกลางเมืองถนนเย็นอากาศ ราคาเริ่ม 3.9 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัท เข็มทิศความสุข จำกัด จดทะเบียนวันที่ 1 กันยายน 2558 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ประกอบกิจการ จัดประชุมและสัมมนา ตั้งอยู่ที่ 64/2 หมู่ที่ 7 ต.ท่าสะอ้าน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีกรรมการ 4 คน คือ ฐิตินาถ ณ พัทลุง , วรลักษณ์ ทองมาก , ศิริรัตน์ ต. สุวรรณ และ ไสว ณ พัทลุง

แจ้งผลประกอบการ ปี 2558 (14 มิถุนายน 2560) ระบุว่า มีรายได้ 4,923,835 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,009,804 บาท สินทรัพย์รวม 10,002,600 บาท หนี้สินรวม 7,742,796 บาท

อย่างไรก็ดี แต่หากเข้าไปในเว็บไซต์ www.compasssmile.com จะพบว่า กิจกรรมอบรมของครูอ้อยที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ เริ่มมีบันทึกมาตั้งแต่ปี 2554 แล้ว และก็มีภาพบรรยากาศที่มีคนมาเข้าร่วมมากมาย รวมทั้งคนดังในสาขาต่างๆ

ทั้งนี้ หลักสูตรมีชื่อว่า คอร์ส “อำนาจแห่งการคิดดี (The Power of good thoughts)” และ คอร์ส “เข็มทิศจิตใต้สำนึก” โดยราคาหลักสูตรนั้นเดิมทีมีปรากฏในเพจเฟซบุ๊ก “เข็มทิศชีวิต ฐิตินาถ ณ พัทลุง” และในเว็บไซต์เข็มทิศ www.compasssmile.com แต่พบว่า ล่าสุด มีการลบราคาค่าคอร์สห้องเรียนเข็มทิศชีวิตทั้งหมดไปแล้ว

แต่ก็มิอาจปิดกั้นมือแคปไว้ได้ เพราะมีรายงานข่าวจากสื่อหลายสำนักระบุตรงกันว่า สำหรับ คอร์ส “อำนาจแห่งการคิดดี” จัดขึ้นครั้งละ 2 วัน ราคา 25,000 บาทต่อคน รับ 100 คน (ส่วนใหญ่รับครั้งละไม่ต่ำกว่า 50 คน) คิดรวมแล้วครูอ้อยจะโกยถึง 2.5 ล้านบาท !!

ทั้งนี้ คอร์สดังกล่าวจัดเดือนละ 2 ครั้ง คิดเป็นเงิน 5 ล้านบาท และเมื่อรวมรายได้ภายใน 1 ปี จากคอร์สนี้คอร์สเดียว เท่ากับครูอ้อยมีรายรับไปเหนาะๆ อยู่ที่ 60 ล้านบาท !!

นอกจากนี้ในส่วนของคอร์สนี้ ก็กำลังมีการเปิดอบรมอยู่ คือวันที่ 17 มิถุนายน – 18 มิถุนายน 2560 ใช้เวลา Office Time คือตั้งแต่ เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น สถานที่อบรม โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอรีน (พระราม 9) (สถานที่เดิมที่เคยใช้บริการอยู่บ่อยครั้ง) โดยผู้สมัครต้องชำระเงิน โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร บริษัท เข็มทิศความสุข จำกัด

ต่อมาในส่วนของ คอร์ส “เข็มทิศจิตใต้สำนึก” หรือ คอร์สเข็มทิศ NPL (Neuro-Linguistic Programming) เว็บข่าวออนไลน์อย่าง www.positioningmag.com ยังได้อ้างข้อมูลจากนักสืบพันทิปว่า คอร์สนี้ก็เรียน 2 วัน และราคา 25,000 บาทต่อคนเช่นกัน แต่อันนี้จะรับเยอะหน่อยคือ ขั้นต่ำ 200 คน ต่อครั้ง

ดีดลูกคิดออกมา 1 เดือน เปิด 2 ครั้ง x 12 เดือน = รายรับ 120,000,000 บาท (หนึ่งร้อยยี่สิบล้านบาท) ต่อปี !!! หักลบค่าดำเนินการ สถานที่ จิปาถะคร่าวๆ อีก 28 ล้านบาท สิริรวมครูอ้อยมีรายได้ประมาณ 90 ล้านบาทต่อปี

แต่ครูอ้อยออกตัวในเว็บไซต์ของเธอว่า หลักสูตรเข็มทิศจิตใต้สำนึกทุกหลักสูตร เป็นการเรียนรู้ในรูปแบบสัมมนา ฝึกอบรม ไม่ใช่การบำบัด ผู้เรียนต้องมีสุขภาพและใจแข็งแรง

จริงหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ถ้าใครเข้าเว็บไซต์ www.compasssmile.com ไปอ่านคอนเซปท์จะพบว่า มีเนื้อหาน่าขนลุกมาก เพราะล้วงลึกกันถึงความคิดที่เป็นปมของแต่ละคนชนิดตั้งแต่ในครรภ์เลยทีเดียว

นอกจากนี้ เธอยังเคยเปิดหลักสูตร COMPASS OF MILLIONAIRE MIND หลักสูตร เข็มทิศเศรษฐีใจบุญ ช่วงปี 2558 เก้าโมงเช้าถึงสองทุ่ม โดยมีราคาหลักสูตร 25,000 บาทต่อคนเช่นเดียวกัน

แต่ถ้าใครสนใจหลักสูตร 7 วัน ซึ่งเคยมีการระบุเรตราคาในช่วงปี 2555 ว่า คอร์สละ 49,000 ต่อคน (แต่จะมีใบประกาศณียบัตร Licensed Practitioner of NLP) ให้อีกด้วย (www.thaitrainingzone.com/TrainingDetail.asp?id=4142) ติดที่ว่า เวลานี้ไม่รู้แน่ชัดว่าราคาไต่มาถึงระดับไหนแล้ว

ก่อนหน้านี้ เว็บข่าวคมชัดลึก เคยนำเสนอการอบรมหลักสูตรนี้เมื่อปี 2558 ว่า ครั้งที่เปิดเรียนเข็มทิศชีวิต “ฟรี” ตอนนั้นมีผู้ลงทะเบียนรับฟังกว่า 3,000 คน จนล้นห้องในโรงแรม โดยทุกคนมาจากทุกจังหวัดของประเทศไทย ที่บินมาจากไนจีเรีย สวีเดน ก็มี

ขณะที่บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ราวกับดูทอล์คโชว์และคอนเสิร์ต โดยครูอ้อยจะออกมาบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ บนเวที เรียกน้ำหูน้ำตาทุกคนในที่นั้น ขณะที่ยังมีแขกรับเชิญ ที่จะมาแบ่งปันความรู้สึกดีๆ ร่วมด้วย รวมทั้งกิจกรรมร้องเพลง เต้นรำ สนุกสาน ประทับใจ

แต่ในส่วนของการขุดคุ้ยครั้งนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์ประมาณว่า การโปรโมตหลักสูตร จะใช้วิธีเชิญ ดารา นักร้อง ให้มาทดลองเข้าคอร์สฟรี จากนั้นจะมีการโพสต์ลงในไอจี และเฟซบุ๊กของทีมงานเข็มทิศ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างการจดจำผ่านคนดังเหล่านี้ ตามกลไกการตลาดออนไลน์ผ่านคนดังในการจุดกระแส (http://positioningmag.com/1129509)

นั่นแหละจึงเป็นที่มาของการที่ดาราสาวต้องออกมาโวยขออย่านำภาพของเธอใช้โปรโมตอีกต่อไป และทำให้เราคนไทยได้รู้จักคอร์สของ “ครูอ้อย” เพิ่มมากขึ้นอีกเยอะเลย

เฟซบุ๊กพ่นพิษ “กรรมการซีไรต์” ต้องลาออก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282628

เฟซบุ๊กพ่นพิษ “กรรมการซีไรต์” ต้องลาออก?

คนในข่าว  :  15 มิ.ย. 2560
ซีไรต์, เฟซบุ๊ก, ลาออก, กรรมการ, เฟซบุ๊กพ่นพิษ, คนในข่าว, คมชัดลึก, กรรมการซีไรต์, คามิน คมนีย์, ขนบวรรณกรรมกระซิบ, ปิดลับ, วงใน, กรรมการบางคน, อ่าน, คามิน

เฟซบุ๊กพ่นพิษ “คามิน คมนีย์” ลาออกจากกรรมการซีไรต์

เป็นครั้งแรก! สำหรับการประกวดรางวัลวรรณกรรมซีไรต์ ที่มีกรรมการรอบคัดเลือกคนหนึ่ง ได้แหวก “ขนบวรรณกรรมกระซิบ” การพิจารณาตัดสินรางวัลวรรณกรรมประเทศนี้
เดิมที กรรมการซีไรต์ จะประชุมพิจารณากันแบบ “ปิดลับ” แต่มีรายการกระซิบกระซาบจาก “วงใน” มีให้เห็นเป็นประจำ บางปี อาจมี “กรรมการบางคน” แอบไปคุยในวงเหล้า หรือวงกาแฟ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
ด้วยเหตุนี้ กรรมการผู้กล้าฝ่าขนบ ได้เปิดเผยทุกขั้นตอนการ “อ่าน” ผลงานเรื่องสั้น หวังก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจากนักอ่านทั้งหลาย
กรรมการคนดังกล่าวคือ “คามิน คมนีย์” นักเขียนหนุ่ม ที่ได้รับเชื้อเชิญให้มาเป็นกรรมการรอบแรกอีกหนหนึ่ง
เพื่่อให้ประชาคมวรรณกรรม มีส่วนร่วมในการตัดสินรางวัลซีไรต์ 2560 “คามิน” จึงมีรายงานความเคลื่อนไหวของกรรมการรอบแรก ผ่านเฟซบุ๊กเป็นระยะๆ
6 มิถุนายน 2560
“คามินเป็นกรรมการคัดเลือกซีไรต์ 60 ปีนี้เป็นประเภทรวมเรื่องสั้น 57 เล่ม เล่มไหนอ่านแล้วคามินจะ up ภาพลงใน album นี้
ถ้าสงสารคามิน ช่วยเป็นเพื่อนอ่านด้วยคับ !!!”
12 มิถุนายน 2560
“เผื่อบางคนยังไม่รู้…ซีไรต์จะมี คกก. พิจารณา 2 ชุดคือ คกก.คัดเลือก (ชุดที่คามินเป็น)และ คกก.ตัดสินดูรายละเอียดได้ที่ http://www.seawrite.com (คำเตือน website น่าจะ up ปีละครั้ง)
ชุด คกก.คัดเลือกปีนี้ มี อ.สกุล เป็นประธานบรรยากาศดีครับ ติดจะเกรงใจกันบ้างตามแบบคนไทยจากภาพจะเห็นว่ากรรมการมีทุกรุ่นและหน้าตาดีทั้งนั้น (อิอิอิ)วันนี้มีการเช็คหนังสือ + กำหนดแผนทำงาน+ นัดประชุมครั้งต่อๆ ไป + พึมพำเกี่ยวกับสถานการณ์อ่านเขียนกัน (ทำไมไม่รู้!)
การบ้านกรรมการคัดเลือกคืออ่านหนังสือส่งประกวดให้ได้ 12 เล่มต่อ 2 สัปดาห์เพื่อจะมาคุยกันในวงประชุม เป็นเวลา 2 เดือน(ดีที่คามินทำการบ้านมาล่วงหน้า 1 ใน 3 มาแล้วไม่งั้นคิดว่าอ่านไม่ทัน ไม่ไหวแน่ๆ)
ต้นเดือนกันยาจะประกาศ long list ต้นเดือนตุลาจะประกาศ short list
อย่าให้กรรมการคัดเลือกเหงาหงอยหรืออ่านรวมเรื่องสั้นปีนี้อยู่กลุ่มเดียวนะครับ เพื่อนๆ ลองซื้อหามาอ่านด้วย ปีนี้มี 57 เล่ม มีความหลากหลายทั้งแนวเรื่อง ลีลาการประพันธ์ และพื้นหลังนักเขียน น่าสนใจทั้งนั้น บ่องตง:)
ปล. คามินบอกเล่าได้เพียงข้อมูลพื้นฐานและบรรยากาศรวมๆ ขออนุญาตไม่ออกความเห็นหรือตอบข้อสงสัยในส่วนที่เป็นความเห็นกรรมการหรือบทวิจารณ์เล่มใดเล่มหนึ่งนะครับ”
14 มิถุนายน 2560
“ล็อตแรกที่ คกก.คัดเลือกซีไรต์จะอ่านมี 12 เล่ม จะหยิบเข้ารอบต่อไปกี่เล่มดี?
กติกาง่ายๆ …ถ้ากรรมการเกินครึ่ง (4 ใน 7) เลือกก็จะหยิบเข้ารอบต่อไปโดยอัตโนมัติ(แม้กรรมการจะมีสิทธิอภิปรายได้เต็มที่ทุกเล่มแต่ในทางปฏิบัติ เล่มที่ได้จะอภิปรายกันไม่มากหรือไม่อภิปรายเลยก็ยังได้ ในเมื่อเสียงครบตามเกณฑ์แล้ว)เล่มไหนคะแนนน้อยกว่านั้นต่างหากที่อาจแลกเปลี่ยนกันว่าเหมาะไม่เหมาะยังไง ซึ่งกรรมการที่เสนอต้องอธิบายคุณงามความดีของเล่มนั้นให้ท่านอื่นเปลี่ยนใจมาเพิ่มเสียงให้
ความสำคัญของกรรมการจึงอยู่ที่การได้อ่านจริงและสามารถอธิบายในวงได้ฉะฉานรวมทั้งไม่ติดเกรงใจกันและกันมากเกินไปหรือแม้แต่ไม่ครั่นคร้ามหรือหมิ่นแคลนทั้งนักเขียนบิ๊กเนมและโนเนมซีไรต์วัดกันตรงงานเป็นเล่มที่ส่งมาประกวดไม่ใช่ตัวตนของนักเขียนถ้าใครสักคนถือเป็นเรื่องส่วนตัวแล้วละก็จะพากันเข้ารกเข้าพง
อ้อ เมื่อล็อตแรกเสร็จแล้ว กรรมการก็จะอ่านล็อตถัดๆ ไปซึ่งจะมีหนังสือ 10-12 เล่มและเลือกเล่มที่ได้คะแนนเกินครึ่งเข้ารอบต่อไปทำแบบนี้จนครบ 57 เล่ม (รวม 5 ล็อต)
วันประชุมล็อตสุดท้าย อาจจะมีการช้อนหยิบเล่มที่ได้คะแนนปริ่มๆ มาพิจารณาอีกทีด้วยเพราะบางล็อตอาจเป็นสายอ่อน บางล็อตสายแข็งได้มาดูภาพรวมแล้วหยิบเพิ่มก็น่าจะรอบคอบดี
เล่ามาเสียยาวก็เพื่อเชิญชวนเพื่อนๆ ร่วมให้กำลังใจนักเขียนร่วมสมัยของไทย อ่านผลงานส่งประกวดซีไรต์ไปพร้อมๆ กับคามินนะครับ”
15 มิถุนายน 2560
“ข่าวดีข่าวด่วนครับ:)คามินเพิ่งได้รับใบเหลือง!จากผู้ใหญ่วงการซีไรต์
ท่านขอให้ยุติการโพสใน fb เกี่ยวกับการประกวดซีไรต์ปีนี้เหตุผลบอกว่า เพราะทำให้บางฝ่ายไม่สบายใจและอาจเกิดความเสียหายไม่อาจคาดเดาได้ในอนาคต
คามินจะให้ท่านมากกว่าคำขอ
1. ขอลาออกจากการเป็นกรรมการคัดเลือกซีไรต์ นับแต่บัดนี้
2. ขอลาออกจากการเป็นกรรมการสมาคมนักเขียนฯ นับแต่บัดนี้
คำประกาศนี้เป็นที่สุด ไม่ทบทวนครับ
คามินยังยินดีทำงานอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์แก่วงการอ่านเขียนโดยรวมตามกำลังที่มีต่อไป”
ว่ากันตามจริง นี่คือสิ่งที่คาดหมายได้ เพราะการพิจารณาตัดสินรางวัลวรรณกรรม จะไม่มีการเปิดเผยอยู่แล้ว               แต่ “คามิน” ต้องการสร้างมิติใหม่ให้แก่วงวรรณกรรมไทย ที่ไม่จำกัดเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ “ผูกขาด” การรับรู้ข้อมูลเชิงลึกแต่ผู้เดียว
ปฏิกิริยาจากนักอ่าน ส่วนใหญ่แสดงความชื่นชม และยกย่องความกล้าหาญในการตัดสินใจของคามิน

บิ๊กแป๊ะรู้มั้ย?”วิทยา แก้วภราดัย”ขาลุยของ “ลุงกำนัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282585

บิ๊กแป๊ะรู้มั้ย?”วิทยา แก้วภราดัย”ขาลุยของ “ลุงกำนัน”

คนในข่าว  :  15 มิ.ย. 2560
วิทยา แก้วภราดัย, พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา, ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์, สุธรรม แสงปทุม, พรรคประชาธิปัตย์, โยกย้ายตำรวจ, บิ๊กแป๊ะรู้มั้ยวิทยา, แก้วภราดัยขาลุยของ, ลุงกำนัน

บิ๊กแป๊ะรู้มั้ย?”วิทยา แก้วภราดัย”ขาลุยของ “ลุงกำนัน”

 

งามไส้หรือไม่ ไม่ทราบ กับการที่ วิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตแกนนำ กปปส. ออกมาตอกย้ำเรื่อง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจที่กลายเป็นลู่ของบรรดานักวิ่งเต้น โดยเฉพาะผู้ที่เงินไป แต่เก้าอี้ไม่มา เป็นความน่าอัปยศอดสูของสังคมไทยยิ่ง

ที่สุดงานนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ต้องออกมาแจงสื่อฯ เตรียมให้มีการตรวจสอบทั้งในแวดวงตำรวจ และจะตรวจสอบไปยังต้นเสียงด้วยว่า งานนี้เข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่?

กลายเป็นมวยอีกคู่ให้คนไทยต้องจับตามอง โดยเฉพาะลีลาของ วิทยา แก้วภราดัย ที่ก็ร้อนแรงตามสไตล์

ใครก็รู้ว่า “วิทยา” เป็นคนสนิท “ลุงกำนัน” แห่ง กปปส. บรรดาคอกาแคว..ปักษ์ใต้ จึงมองข้ามช็อตไปถึง “สงครามตัวแทน” ระหว่าง “ลุงกำนัน” กับ “พี่ใหญ่” ตัวกลม และงานนี้ อาจต้องพึ่งกรรมการห้ามมวยชื่อ “น้องตู่” ของพี่ใหญ่

แต่ที่แน่ๆ หากถามว่าวิทยารู้วงในมาจากไหน คงไม่มีใครรู้ได้ นอกจากด้านหนึ่ง เขายังมีน้องชายที่เคยมีตำแหน่งอยู่ในแวดวงตำรวจ คือ สุรพล แก้วภราดัย ที่เพิ่งลาออกจากราชการไปเมื่อปี 2559 ขณะมีตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง เพราะถูกคำสั่งย้ายสังเวยการสืบสวนเชิงลึก ที่พบว่ามีเจ้าหน้าที่เรือนจำมีเอี่ยวกับขบวนการค้ายา โดยปล่อยปละละเลยให้มีการใช้โทรศัพท์มือถือในเรือนจำกลางบางขวาง

มาว่ากันที่ วิทยา แก้วภารดัย ที่บอกว่ามีสไตล์ร้อนแรงนั้น ไม่ใช่เรื่องเกินเลย สำหรับคนประชาธิปัตย์ที่วิ่งเข้าเส้นทาง กปปส.

เขาเกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2498 มีชื่อเล่นว่า “น้อย” บ้านเกิดเป็นคน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช แต่มาจบปริญญาตรี สาขานิติศาสตรบัณฑิต ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีภรรยา คือ จิระประไพ แก้วภารดัย (แซ่เอียน) อาชีพพยาบาล และมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ ภราดา ปานระพี และ พูนวิทย์

ช่วงชีวิตขณะร่ำเรียนปี 4 วิทยาได้เข้าร่วมการชุมนุมในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเขาได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขา กว่าจะหายเดินได้เป็นปกติก็ร่วมๆ ปี จากนั้นก็กลับเข้าเรียนต่อจนสำเร็จการศึกษาในที่สุด

จบนิติฯ ก็ต้องเป็นทนายตามสูตร แต่ว่าความอยู่พักหนึ่ง วิทยาก็เบนเข็มเข้าสู่การเมือง ในนามพรรคก้าวหน้า โดยจับมือกับ “คนเดือนตุลา” ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ และ สุธรรม แสงปทุม สู้กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยึดฐานที่มั่นเมืองคอนมายาวนาน

“ชำนิ-สุธรรม-วิทยา” ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2531 ก่อนทั้งสามเสือเมืองคอน จะย้ายไปสังกัดพรรคพลังธรรม ในการเลือกตั้ง 2535/2 จนกระทั่งมีการยุบสภาไปเมื่อปี 2538

ต่อมาในการเลือกตั้ง 2 กรกฎาคม 2538 เขาเข้าสังกัดพรรคประชาธิปัตย์เต็มตัว และยังคงได้เก้าอี้ ส.ส. นครฯ เขต 2 มาครอง แต่นั่งได้ไม่นาน ก็มีเหตุให้ยุบสภาในวันที่ 27 กันยายน 2539

ถึงตอนนี้ ตำนาน “สามเสือเมืองคอน” ก็เหลือแค่ “วิทยา-ชำนิ” ที่สังกัดพรรค ปชป. ส่วน “สุธรรม” เลือกไปอยู่กับ “นายทักษิณ”

ต่อมา ในการเลือกตั้งทั้งปี 2544 และ 2548 เก้าอี้ ส.ส. นครฯก็ไม่เคยหลุดมือเขาไปได้

พอมาถึงการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2550 ที่ สมัคร สุนทรเวช นั่งนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว ได้ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเงาขึ้น วิทยาแม้จะยังครองเก้าอี้ ส.ส.เขต 3 เช่นเดิม แต่ก็ยังได้รับเลือกจากเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา “เงา” ด้วย

จนมาปี 2551 เขาก็ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคใต้ ถือว่าเป็นภารกิจสำคัญ

ที่สุด เมื่อคนไทย ได้นายกฯ หน้าหล่อ ช่วงปี 2551 วิทยาก็ได้เก้าอี้ัรัฐมนตรีสาธารณสุขมานอนกอด แต่ก็แสดงสปิริตลาออกในเวลาต่อมา เพื่อแสดงความรับผิดชอบกรณีการทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็ง แล้วไปรับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาลแทน

ในการเลือกตั้งปี 2554 วิทยายังคงลงสมัคร ส.ส. เขต 3 ที่เดิม ที่เพิ่มเติมคือยังส่ง “ปานระพี” บุตรสาวคนที่สอง ลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 121 อีกด้วย

ช่วงวิกฤตการณ์การเมืองไทย ปี 2556-2557 วิทยายังเป็นหนึ่งใน 9 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ลาออกไปร่วมจอยกับ กปปส. ผลงานเด่นคือ เป็นแกนนำเข้ายึดกระทรวงการคลัง และเป็นแกนนำของเวทีชุมนุมแยกศาลาแดงและสวนลุมพินี

งานนี้ได้เรื่อง สุดท้ายตกเป็นผู้ต้องหาหมายเลข 6 ร่วมกับแกนนำ กปปส. อีก 42 คน ในข้อหาคดีกบฏ และความผิดอื่น รวม 8 ข้อหา

แต่ภายหลังเหตุการณ์นี้ผ่านพ้นไป วิทยาได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุเข้าจำพรรษาที่วัดธารน้ำไหล จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2557 ร่วมกับ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต และคนอื่นๆ โดยมี พระสุเทพ ปภากโร หรือ สุเทพ เทือกสุบรรณ เข้าร่วมพิธีด้วย

บวชอยู่ 30 วัน ก็สึกออกมา กระทั่งมาปรากฏตัวเป็นหนึ่งใน สปท. แต่ก็ลาออกช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยประกาศไม่กั๊กเลยว่า เพื่อกลับไปทำหน้าที่นักการเมืองที่ถนัด

“ผมจะกลับไปสมัครเข้าสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ตามเดิม ภายหลังกฎหมายพรรคการเมืองมีผลใช้บังคับ และคสช.ปลดล็อคพรรคการเมือง ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามแผนที่ผมวางไว้ว่า หากงานปฏิรูปในส่วนที่รับผิดชอบเสร็จสิ้น จะลาออกจากตำแหน่ง สปท.เพื่อทำงานการเมืองต่อไป”
เป็นอันว่าคนนครฯ เตรียมปากการอไว้เลย

ตัวจริง! “พี่ใหญ่” บุญชัย อัครสาวกธรรมกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282409

ตัวจริง! “พี่ใหญ่” บุญชัย อัครสาวกธรรมกาย

คนในข่าว  :  14 มิ.ย. 2560
วรรณา จิรกิติ, คนในข่าว, เสี่ยบุญชัย, ตัํก บงกช, พตอไพสิฐ วงศ์เมือง, พระธัมมชโย, ควนโต๊ะหลา, ตัวจริง, พี่ใหญ่, บุญชัย, อัครสาวกธรรมกาย, วรรณา, ดีเอสไอ, ดีแทค, ตั๊ก บงกช, DOU, พุทธศาสตรบัณฑิต, ญาติธรรม

ตัวจริง! “พี่ใหญ่” บุญชัย อัครสาวกธรรมกาย

 

งานน้อง “วรรณา” ยังไม่จบ งานพี่ “บุญชัย” ก็มา เมื่ออยู่ๆ วันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ปรากฏข่าวการบุกตรวจค้นคฤหาสน์หรูเริ่ดบนเขา ที่ จ.พังงา ของเจ้าสัวใหญ่ ที่ใครก็รู้กันอยู่ ซึ่งมีผู้ร้องเรียนว่าบุกรุกป่าสงวน แถมยังมีการคาดเดากันไปต่างๆ นานาว่า หรือนี่จะเป็นปฏิบัติการไล่ล่าพระธัมมชโย ที่หนีไกลไปซ่อนตัวที่นั่น

แต่..ปรากฏว่างานเงิบก็ตามมาด้วย เพราะบ้านหรูหลังดังกล่าวนั้น ไม่มีแม้เงาของพระธัมมชโย และแม้ว่าจะปลูกสร้างในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ควนโต๊ะหลา ป่าแหลมชำ จ.พังงา แต่บ้านหลังนี้ มิได้เป็นของเจ้าสัวบุญชัย เพราะเขาได้ยกให้เป็นกรรมสิทธิของภรรยาเก่าไปนานมากแล้ว แถมที่ดินผืนนี้ เขาซื้อต่อจากนายทุนในจังหวัดภูเก็ต

ที่สุด พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงได้ระบุประมาณว่า จะมีการรวบรวมเอกสาร เพื่อให้รับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ และจะทยอยเรียกผู้เกี่ยวข้องมาพูดคุยด้วย

อย่างไรก็ดี ถึงนาทีนี้ คงไม่ต้องถามว่า ทำไมงานนี้ ถึงมีการเข้าใจไปว่าเป็นที่ซ่อนตัวของพระธัมมชโย ก็อย่างที่รู้กันว่า เสี่ยบุญชัยนั้นถือเป็นอัครสาวกของวัดพระธรรมกายนั่นเอง

โดยเขานั้นมาเกี่ยวข้องกับธรรมกาย จากการที่ วรรณา จิรกิติ น้องสาวได้ชักชวนเข้ามา เนื่องจากเจ้าตัวและสามี คือ ประกอบ จิรกิติ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ต่างก็เป็นมนุษย์ธรรมกายมาก่อนหน้านี้นานแล้วชนิดสุดติ่ง

แต่สุดติ่งของจริงน่าจะเป็นพี่ใหญ่มากกว่า เพราะช่วงสองปีก่อน บุญชัย เบญจรงคกุล ผู้มีตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค คนนี้ เคยแสดงออกถึงความรักในธรรมกายถึงขั้นให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวทีวีวัดพระธรรมกาย เชิญชวนศิษยานุศิษย์มาปฏิบัติธรรมที่วัด และปกป้องพระธัมมชโยให้พ้นจากมลทิน

ถึงตรงนี้ แม้ว่าจะยังไม่มีใครอธิบายได้ว่า ทำไมคนดังระดับพันล้านหลายคนในบ้านนี้เมืองนี้ ถึงได้ศรัทธาในวิถีธรรมกาย แต่หลายคนก็ตอบได้ว่า บุญชัยคนนี้เป็นใคร และมาทำไม เพราะข่าวคราวของเขานั้น เงียบน้อยซะที่ไหน

บุญชัย เบญจรงคกุล เกิดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2497 เป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้อง 4 คน ของ สุจินต์ และ กาญจนา เบญจรงคกุล โดยน้องๆ ของพี่ใหญ่ คือ วรรณา, สมชาย และวิชัย

หลังจากที่บิดาและมารดาเสียชีวิต ได้ทิ้งมรดกทางธุรกิจไว้ให้ลูกๆ ได้สานต่อจนยิ่งใหญ่ โดยผู้พ่อเริ่มสร้างธุรกิจของตัวเอง คือ บริษัทยูในเต็ดคอมมูนิเคชั่น อินดัสทรี หรือ ยูคอม ขึ้นมาตั้งแต่ยังหนุ่มอายุเพียง 28 ปี และยังเปิดธุรกิจวิทยุสื่อสารโมโตโรล่า มีกองทัพบกเป็นลูกค้ารายใหญ่ ทั้งเป็นผู้ซ่อมบำรุงเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดของกองทัพอเมริกันในช่วงสงครามเวียดนาม

สิ่งนี้ ได้ทำให้ชีวิตของลูกๆ คลุกคลีอยู่กับเครื่องมือสื่อสารตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม จนร่วมกอดคอกันพัฒนา ฝ่าฟันจนทำให้ ”ยูคอม” ก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์สื่อสารหนึ่งในสี่ของประเทศไทย จนผงาดมาเป็นธุรกิจโทรคมนาคมที่รู้จักกันในนาม “ดีแทค” ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง

ย้อนไปในวัยเด็ก เจ้าสัวบุญชัยนั้น มีดีกรีไม่ธรรมดา จบประถมและมัธยมที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ไปต่อระดับไฮสกูล ที่แบริงตัน อังกฤษ, ปริญญาตรี เรียนบริหารธุรกิจที่นอร์ทเธิร์น อิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา, เศรษฐศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ที่เด็ดคือ เขานั้นมักจะมีข่าวคราวเรื่องความรักมาให้สังคมทั้งไฮโซ โลโซได้ติดตาม ด้วยเคยสมรสมาแล้ว 5 ครั้ง ปัจจุบันมี ตั๊ก บงกช ดูแลหัวใจ และมีบุตรด้วยกันอีก 1 คน

ข้ามมาที่เรื่องของธรรมกาย ว่ากันว่า ราวช่วงปี 2524 ที่ครอบครัวเบญจรงคกุล มีปัญหาทุกข์ร้อนจากปัญหาฟ้องร้องผลประโยชน์ในหุ้นกันเองระหว่างญาติ หลังจากบิดาเสียชีวิต จนในที่สุดก็ตกลงกันได้ เพราะมีคนกลางเป็นพระจากธรรมกายเข้าช่วยไกล่เกลี่ย

แต่หากถามว่า หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เสียบุญชัย เริ่มหันมามองเส้นทางสายธรรมกาย คงไม่ใช่ เพราะตรวจสอบแล้วเจ้าสัวหัวใจศิลป์รายนี้ มีโอกาสได้เข้าไปที่วัดดังย่านคลองหลวงแห่งนี้ หลังวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ปี 2540 โดยเขาบอกว่า วิชชาธรรมกาย เป็นหนึ่งในสิ่งที่บ่มเพาะแง่มุมทางพุทธศาสนา และเป็นที่ปลุกปลอบแง่คิดในช่วงการผ่านพ้นวิกฤต

ขณะที่มุมหนึ่ง อาจด้วยเพราะตลอดมาหลายปีก่อนหน้านั้น ตนเองได้เห็นน้องสาวใช้เวลายามว่างเดินทางเข้าวัด จนถือเป็นฟอลโลเวอร์ผู้ติดตามธรรมกายตัวเอ้ ก็เลยซึมลึกอย่างเงียบๆ ก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน 2559 ระบุว่า เจ้าสัวหมื่นล้านคนนี้ ผู้ที่บอกว่า “หลวงพ่อเปรียบประดุจเหมือนแสงสว่างให้กับชาวโลก” นั้น ถือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยสนับสนุนทั้งเงินและเทคโนโลยี ในการเผยแพร่ข่าวสาร และคำสอนของวัดพระธรรมกาย

แม้ขนาด “ตั๊ก บงกช” ศรีภรรยา ก็พบว่ายังเป็นนักศึกษา ของ มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย (DOU) ระดับปริญญาตรี หลักสูตร “พุทธศาสตรบัณฑิต” โดยใช้ระบบการศึกษาทางไกล ทำการศึกษาด้วยตัวเอง ผ่านตำราเรียน แบบฝึกหัดปฏิบัติ ผ่านสัญญาณทีวีดาวเทียม DMC, Internet และ VDO

ทั้งหมดข้างต้น ก็ดูแล้วไม่นา่จะมีปัญหาอะไร จนกระทั่งช่วงปี 2559 เจ้าสัว ถูกจ่อปากถามเรื่องพระธัมมชโย ก็เลยประกาศเชิญชวน “ญาติธรรม” นับล้านให้มาร่วมแผ่เมตตาเพื่อปกป้องพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระธัมมชโย

จะยังไงก็ตาม ดูเหมือนตอนนั้น เจ้าสัวจะไม่สะเทือน ยังคงเดินหน้าโชว์หวานออกสื่อกับเมียสาวและลูกน้อย จนกระทั่งมาเจอ “งานเข้า” ในส่วนของน้องสาวนี่แหละ ที่สุดท้ายก็เปิดช่องให้ทางการมีเหตุติดต่อมาถึงตัวเองจนได้ ต้องติดตาม

“ลุงตู่” รู้ยัง!เนื้อใน “ลำไย”แค่เต้นกินรำกิน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282167

“ลุงตู่” รู้ยัง!เนื้อใน “ลำไย”แค่เต้นกินรำกิน?

คนในข่าว  :  13 มิ.ย. 2560
เมียด่ามาหาหน, ลำไยแค่เต้นกินรำกิน, ประจักษ์ชัย เนาวรัตน์, ลำไย ไหทองคำ, สายัณห์ สัญญา, หทองคำเรคคอร์ด, ยูทูบ, เฟซบุ๊ก, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ดื่มเห, ลุงตู่, รู้ยังเนื้อใน, ลำไยแค่เต้นกินรำกิน , ลำไย, นักปั้น, ปั้น, ปั่น, จ๊ะ คันหู 2, ประจักษ์, แสดงสด, ลำซิ่ง โคโยตี้, ยอดวิว, ยอดไลค์, เพลง, 17 สิเข้า

“ลุงตู่” รู้ยัง!เนื้อใน “ลำไย”แค่เต้นกินรำกิน?

 

ตามประสา “ลุงตู่” ผู้ห่วงใยทุกเรื่อง วันก่อนบ่นเรื่องโซเชียลอยู่ดีๆ ก็วกมาเรื่อง “ท่าเต้น” และการแต่งกายชนิด “โป๊เกือบเปลือย” ของสาวน้อย 240 ล้านวิว!

เหมือนส่งลูกเข้าเท้าของ “นักปั้น” ประจักษ์ชัย เนาวรัตน์ ผู้จัดการนักร้องลูกทุ่งสาว รีบน้อมรับคำติชมของนายกรัฐมนตรี พร้อมเเจงที่เห็นเป็นกางเกงขาสั้น ไม่ใช่กางเกงใน และลดท่าเต้นกระเด้า หรือ “ท่าเด้า” ลงจาก 9 ชั้น เหลือ 3 ชั้น

เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารเปลี่ยนไป อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะวงการเพลง ที่แจ้งเกิดกันได้เพียงข้ามคืน และกระบวนการ “ปั้น” ศิลปินยุคใหม่ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ไม่ใช่แนวทางแบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว ทว่าในยุคโซเชียลมีเดียนี้ ต้องทั้ง “ปั่น” และ “ปั้น”

เห็นได้ชัดจาก ลำไย ไหทองคำ นักร้องสาวดาวรุ่งพุ่งแรงจากค่ายเล็กๆ อย่าง “ไหทองคำเรคคอร์ด” ที่มาพร้อมความเซ็กซี่แบบจัดหนัก ไม่มีขีดจำกัด จนได้ฉายา “จ๊ะ คันหู 2”

ลำไย ไหทองคำ เป็นนักร้องดังที่แจ้งเกิดในโลกโซเชียลอย่างแท้จริง เส้นทางสายเต้นกินรำกินของลำไย ไม่ได้เริ่มจากเพลง แต่มาจากดังจากการโชว์ บวกความกล้า ท้าทายคำวิจารณ์ของสังคมอย่างไม่หวั่นเกรง ประมาณว่า “ใครจะชมจะด่าจะว่าแต่ทุกสายตาต้องมองมา” ลำไย ไหทองคำ เป็นเช่นนั้น

จากเด็กบ้านบ้าน ที่ถูกอดีตหางเครื่องวงสายัณห์ สัญญา ฝึกสอนท่าเต้น จนได้ขึ้นเวทีเป็นแดนเซอร์ เต้นแลกกับเงิน โชว์ละ 150 บาท

กระทั่ง ประจักษ์ เนาวรัตน์ ได้ชมการเต้นของเธอ จึงชักชวนให้มาร่วมงานกันในนาม “ไหทองคำเรคคอร์ด” ส่งผลให้ค่าตัวเพิ่มเป็นหลักพัน

ด้วยประสบการณ์ในวงการนักร้องลูกทุ่งที่ยาวนานของประจักษ์ชัย จึงรู้ว่า จะขายอะไร? เพื่อให้นักร้องน้องใหม่ได้เป็นที่จดจำ

โชคดี “ประจักษ์” มียูทูบ และเฟซบุ๊ก เป็นอาวุธที่ช่วยสร้างกระแสแบบไม่ต้องทุน “เช่าเวลา” สถานีวิทยุ หรือซื้อโฆษณาทางทีวี ตั้งแต่ลำไยอายุ 17 ประจักษ์ชัยปล่อยคลิปโชว์เซ็กซี่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “แสดงสด” ให้เห็นถึงความซาบซ่าแบบ “ลำซิ่ง โคโยตี้” กันถึงบ้าน

ประกอบกับสำนักข่าวออนไลน์ ได้แชร์ “แสดงสด” ไปเรียก “ยอดวิว” และ “ยอดไลค์” จึงทำให้คนรู้จักลำไยทั้งบ้านทั้งเมือง ด้วยภาพจำ “ท่าเด้า 9 ชั้น” สาวน้อยก็ดังปานพลุแตก

ขณะที่ยอดวิวสูงพุ่งพรวดขึ้น ยอดจองงานโชว์ก็ตามมา ทำให้คนติดตามท่วมท้นทั้งขอบจอและขอบเวที ส่งผลให้นักร้องสาว ที่มีค่าตัวหลักพันกลายเป็นหลักหมื่น

หลังประสบความสำเร็จจากคลิปโชว์แล้ว ก็เปิดฉากต่อด้วย “เพลง” ทันที โดยปล่อยเพลง “17 สิเข้า” , “ดื่มเหล้ามันขมดื่มนมเถอะพี่” และ “เมียด่ามาหาหนู” ปรากฏว่า “เพลงแป้ก” ไม่ประสบความสำเร็จ แต่งานโชว์ของลำไยก็มีทุกวัน เพราะคนอยากดู “จ๊ะ คันหู 2”

ปี 2560 ประจักษ์ชัย ต้องแก้โจทย์ “จ๊ะ คันหู2” ให้ได้ จึงนำเอาเพลง “ผู้สาวขาเลาะ” ออกมาทดสอบตลาดใหม่

เพลงผู้สาวขาเลาะ แต่งโดย “อาม ชุติมา” เด็กสาววัย 17 เน็ตไอดอลที่มีพรสวรรค์เรื่องแต่งเพลง เธอแต่งเอง ร้องเองเพลง “อดีตเคยพัง” กวาดไปกว่า 100 ล้านวิว

ในที่สุด ประจักษ์ชัยก็พบทางออก ยอดวิวเพลงผู้สาวขาเลาะพุ่งทะลุ 240 ล้านวิว ลำไยสาวน้อยวัย 18 กลายเป็น “อินดี้อีสาน” ไปโดยพลัน

จะว่าไปแล้ว การผลิตเพลงยุคนี้ เป็นยุคทองของค่ายอิสระ ถือว่าสื่อออนไลน์ได้สร้างความเทียมกัน ในแง่การเผยแพร่งานเพลง คนตัวเล็กๆ จึงแจ้งเกิดได้ตลอดเวลา ถ้าเพลงนั้นโดนใจคนฟัง

อีกทั้งการทำเพลงนั้นทำแบบ “ซิงเกิล” แล้วไปวัดดวงกันที่ยูทูบ ด้วยเพลงเดียว ถ้าเพลงดังเปรี้ยง มียอดวิวสูงแตะล้าน ยอดงานโชว์ก็เข้าทันที ถือว่าเปิดการขายได้แล้ว โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาค่ายใหญ่อีกต่อไป

รวมถึงการคัดเลือกศิลปินที่จะเข้ามาในค่ายด้วย ที่ไม่ต้องเสียเวลาปั้นนานเหมือนแต่ก่อน ขอเพียงมี “คาแรคเตอร์” โดดเด่น และมีฝีไม้ลายมือทางเพลงก็แจ้งเกิดได้

แนวทางการทำงานของประจักษ์ชัย ไม่หยุดแค่ ลำไย ไหทอง หากแต่มีการปั้นศิลปินมาต่อเนื่อง และศิลปินเหล่านี้ไม่ต้องไปหาที่อื่นไกล เพียงแค่ “มอนิเตอร์” หรือ “ส่อง” ผ่านสื่อโซเชียลก็จะพบแล้ว บรรดาศิลปินในค่ายไหทองคำ จึงมีที่มาต่างๆ กันไป

แต่ที่เหมือนกันคือมีคาแรคเตอร์ แบบบ้านๆ กลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดผู้ชมว่า “ใครๆ ก็เป็นศิลปินได้” โดยมีโซเชียลมีเดียเป็นสะพานเชื่อม ให้คนธรรมดา กลายเป็นคนดังได้ในพริบตา

อย่าง อาม ชุติมา หลังจากที่ประจักษ์ชัยเห็นในเฟซบุ๊กคว่าเพลง “อดีตเคยพัง” ของเธอมียอดวิวหลักแสนภายในสองวัน ถึงกับส่งค่ารถให้เธอกับแม่มาหาที่กรุงเทพฯ เลยทีเดียว จนทำให้เธอต้องดร็อปเรียนจาก ปวช.มาเป็นนักร้องอาชีพ

ศิลปินบ้านๆ แต่มีความสามารถ กลายเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวบ้านไปทันที เพราะนอกจากปลุกปั้นสร้างฝันให้กับผู้คนทั่วไปแล้ว การบริหารจัดการก็เรียบง่าย ไม่ต้องมีพิธีรีตอง เหมือนศิลปินดังสมัยก่อน

สำหรับ ประจักษ์ชัย มิใช่มือใหม่ในวงการ แต่เคยออกอัลบั้มเพลงและเป็นนักจัดรายการวิทยุมาก่อน

อีกทั้งอยู่เบื้องหลังการทำงานค่ายเพลงอินดี้ที่ปั้นนักร้องดังมาแล้วเช่นกัน แต่เมื่อสื่อเปลี่ยน จึงได้นำมาเป็นโอกาสในการปั้นศิลปินยุคใหม่ จากการที่มียอดวิวสูงหลักล้านต่อเนื่อง ถึงกับได้รางวัลครีเอเตอร์ จากยูทูบด้วยในฐานะผู้สร้างกระแสดีไม่มีตก

นี่คือเรื่องเบื้องหลังของ ลำไย ไหทองคำ ที่ไม่ได้มีแค่ “ท่าเด้า 9 ชั้น” และชุดเซ็กเซ็กซี่

“ลุงตู่” อาจจะเห็นแค่คลิป “ท่ายาก” ของลำไย เลยส่งเสียงทักท้วงออกมาดังๆ ทำเอาประจักษ์ยิ้ม..ลูกบอลไหลมาเข้าทางอย่างนี้ ไม่ยิงเข้าประตู ก็ใจเย็นเกินไป

จอมขมังเวทย์”วิวรรธนไชย”ปลุกผีนักเลือกตั้ง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282042

จอมขมังเวทย์”วิวรรธนไชย”ปลุกผีนักเลือกตั้ง?

คนในข่าว  :  12 มิ.ย. 2560
พรรคไทยรักไทย, ชินวัตร, ยิ่งลักษณ์, ทักษิณ, จอมขมังเวทย์, พลอเปรม ติณสูลานนท์, มนตรี พงษ์พานิช, พรรคการเมือง, สส, จักรพันธุ์ ยมจินดา, วิวรรธนไชย, 9 มิย2560, วิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์, 10 มิย, กลุ่มสโมสร สส, วิวัฒนไชย, พรรคทหารประชาธิปไตย, วังน้ำยม, ปี 2544-2548, นายใหญ่-ทักษิณ, สนช, ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์,

จอมขมังเวทย์”วิวรรธนไชย”ปลุกผีนักเลือกตั้ง?

ขนาดตีปลาหน้าไซไว้ก่อน ก็ยังเจอตำรวจบุกมาตรวจค้นระเบิด จนกินข้าวไม่ลง ต้องเลิกรากันไป

นี่เป็นสเตตัสก่อนวันงานรวมพลผู้แทนเก่า (9 มิ.ย.2560) ทางเฟซบุ๊ก Vivatanachai Na Kalasin (วิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์)

“พรุ่งนี้ ไม่ต้องส่งทหารมานะครับ ไม่มีการเมืองอดีต ส.ส.ทุกพรรคการเมือง ทุกสีเสื้อ ไม่แบ่งกลุ่ม แบ่งสี สร้างความสามัคคี นัดสังสรรค์พูดคุยตามประสาคนรู้จักคิดถึง ซึ่งกันและกัน ไม่คุยการเมือง ไม่คุยเรื่องเลือกตั้ง ไม่คุยเรื่องรัฐบาล หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับการเมืองคร้าบ”

เมื่อถึงวันงานจริง (10 มิ.ย.) ที่ห้องกรุงเทพ 2 โรงแรมเซนทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว สมาชิก “กลุ่มสโมสร ส.ส” สิบกว่าคน ได้เดินทางมาพบปะสังสรรค์กัน แต่ยังไม่ได้รับประทานอาหาร ทหารไม่มา แต่ตำรวจมาปิดจ็อบ

ว่ากันว่า แม่งานใหญ่หนนี้คือ วิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์ อดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ และ จักรพันธุ์ ยมจินดา อดีต ส.ส.ระยอง

กลุ่มสโมสร ส.ส.เคลื่อนไหวครั้งแรกเมื่อปีแล้ว โดยไปเยี่ยม พ.อ.สมคิด ศรีสังคม อดีต ส.ส.อุดรธานี ที่นอนป่วยอยู่ในบ้านพัก ซอยงามวงศ์วาน 54 เขตบางเขน กรุงเทพฯ

กล่าวสำหรับ “วิวรรธนไชย” เป็นนักการเมืองเก่าที่มากประสบการณ์ ในรอบสิบปีมานี้ มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ

วิวรรธนไชย หรือเดิมชื่อเขียนว่า “วิวัฒนไชย” จบการศึกษาเบื้องต้นจากวิทยาลัยครูสกลนคร จึงรับราชการครู ที่บ้านเกิด อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ ได้เข้าร่วมต่อสู้ปลดแอกครูบ้านนอกออกจากมหาดไทย ในนามชมรมครูประชาบาลภาคอีสาน ต่อมา ได้โอนมารับราชการในตำแหน่งนักประชาสงเคราะห์ กรมประชาสงเคราะห์ และเป็นหัวหน้าชุด ปจว.กอ.รมน.จังหวัดกาฬสินธุ์

ปี 2526 วิวรรธนไชย ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ ในสังกัดพรรคชาติประชาธิปไตย ที่มี พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นผู้สนับสนุนพรรค

เหตุที่เขาลงสมัครพรรคนี้ เพราะองค์กรครู ได้ทำแนวร่วมกับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ จนได้รับชัยชนะในการแยกตัวออกมาจากมหาดไทย ผู้นำครู จึงมีมติหนุนช่วย “พรรคทหารประชาธิปไตย”

ด้วยคะแนนนิยมส่วนตัว บวกกับพลังของพรรคทหาร วิวรรธนไชย ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก สมใจปรารถนา

ปี 2529 วิวรรธนไชย ย้ายมาสังกัดพรรคกิจสังคม และอยู่กับพรรคนี้มาจนถึงวาระสุดท้ายที่ มนตรี พงษ์พานิช จากไป เขาเป็น ส.ส.เมืองน้ำดำอยู่หลายสมัย

ยุคสมัยพรรคไทยรักไทยเฟื่องฟู เขาได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และอยู่ในค่าย “วังน้ำยม” ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งต่างจากก็ศิษย์รักของมนตรี พงษ์พานิช

เขาเคยเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย (ปี 2544-2548) และลาออกจากกรรมการบริหาร เปิดให้ อรดี สุทธศรี ที่ย้ายมาจากพรรคชาติไทย

เลือกตั้งปี 2548 วิวรรธนไชย แยกทางจากสมศักดิ์ ออกบินเดี่ยว โฉบเฉี่ยวไปตามกลุ่มก๊วนที่ใกล้ “นายใหญ่-ทักษิณ”

หลังรัฐประหาร 19 กันยา วิวรรธนไชย ประกาศวางมือทางการเมือง และต่อมา เขาก่อตั้ง “กลุ่มแทนคุณแผ่นดินอีสาน” โดยให้เหตุผลว่า เกิดขึ้นจากแนวคิดของตนเองเบื่อสภาพการเมืองที่มีปัญหาความขัดแย้ง จนทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเมือง

เป็นที่น่าสังเกตว่า พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) สมัยนั้น โผล่ร่วมแสดงความยินดีกลุ่มแทนคุณแผ่นดินอีสาน และปฏิเสธว่า กลุ่มดังกล่าวไม่ได้มีทหารอยู่เบื้องหลัง

เวลานั้น สภากาแฟก็จับกลุ่มวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าเขาออกมาเคลื่อนไหวการเมืองเพื่อชิงพื้นที่อีสานจากเครือข่ายทักษิณ เพราะเขากล่าวยกย่อง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ว่าเป็นแบบอย่างของผู้นำการเมืองที่มีคุณธรรม

ประกอบกับเวลานั้น เขามีธุรกิจโรงแรมเล็กๆ ชื่อโรงแรมไอสวรรยา ถนนเลียบชายหาดจอมเทียน ต.นาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี จึงมีคนเห็นอดีต ส.ส.สายทักษิณหลายคนไปพบปะกันที่นั่นอยู่บ่อยๆ

หลังการเลือกตั้งปลายปี 2550 กลุ่มแทนคุณแผ่นดินอีสานก็เงียบหายไป แต่ตัวเขาก็ยังไม่หยุดนิ่ง ยังทำตัวเป็น “จอมยุทธ์การเมือง” โผล่ที่โน่นที่นี่อยู่เป็นระยะ

เมื่อฤดูเลือกตั้ง ส.ว.ปี 2557 มาถึง วิวรรธนไชย เจ้าของฉายา “จอมขมังเวทย์” ที่หายจากวงการเมืองกาฬสินธุ์ไปนาน ได้หวนกลับมาลงเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งคู่แข่งของเขา ก็ล้วนใช้ฐานเสียงจากกลุ่มอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และตัวเขาเองก็ต้องโหนกระแส “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” เหมือนกัน

ผลเลือกตั้ง ส.ว.เมืองน้ำดำ วิวรรธนไชย เข้าป้ายอันดับที่ 3 ได้แค่ 8 หมื่นคะแนน ขณะที่ผู้ได้อันดับหนึ่ง กวาดไป 1.5 แสนคะแนน

ช่วงปี 2559 วิวรรธนไชย ออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองผ่านเฟซบุ๊คอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2521 ซึ่งครั้งนั้นได้นายกรัฐมนตรีดี คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ปัจจุบัน จะมีนายกฯ ที่ดีเหมือน พล.อ.เปรม อีกหรือไม่?

ในมุมของนักเลือกตั้ง การขยับตัวของ “อดีต ส.ส.” กลุ่มใหญ่ ที่ถูกประเมินว่าเป็น “เกรดบี” (ส.ส.สอบตกจากปี 2554หรือสอบตกซ้ำแล้วซ้ำอีก) ก็เป็นเรื่องของธรรมชาติการเมืองไทย

นาทีนี้ ไม่มีอะไรที่ชัดเจน นอกเสียจากการแสดงตัวให้สังคมการเมืองทราบว่า พวกเขายังเป็นคนการเมือง ที่พร้อมกลับสู่สนาม!

ฟังแล้วคิด! “หมออภิวัฒน์”พูดเจ็บ จาก”30บาท”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/281876

ฟังแล้วคิด! “หมออภิวัฒน์”พูดเจ็บ จาก”30บาท”

คนในข่าว  :  11 มิ.ย. 2560
ชวโรจน์, หมออภิวัฒน์, 30บาท, คมชัดลึก, 30 บาท, วิกฤติศรัทธา, Epigenetic, ปั่นกระแส

ใครจะกล้าพูดแบบนี้ งานนี้ใครแชร์ ใครโพสต์ว่าหมอไว้ ต้องออกมาขอโทษด่วน

           หลังจากที่ ศาตราจารย์วิจัยดีเด่น สกว. นพ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร กรรมการแพทยสภา ถูกด่าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ก่อนหน้านี้ จากประโยคที่ถูกโควทตัดตอนมาเผยแพร่ แต่หากกลับไปอ่านเนื้อเต็มในบทความทางเวบไซต์ “คมชัดลึก” (www.komchadluek.net/news/edu-health/279956) จะพบว่ามีบริบทมากกว่านั้น ดังนี้

           “สปสช.มีปัญหาที่จะต้องแก้ไข เนื่องจากเป็นระบบหนึ่งที่ความฟรีทำลายสุขภาพคนไทย โดยการที่คนเข้า รพ.มากขึ้นจากที่เห็นว่า การรักษาพยาบาลเป็นของฟรี และ สปสช.คิดว่า เป็นผลงานที่ทำให้คนเข้าถึงบริการมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผิด เพราะควรมองภาพรวมของประเทศว่า คนมีความจำเป็นต้องเข้า รพ. ยิ่งน้อยยิ่งดี”

           แต่เหมือนจะยังไม่จบ เพราะล่าสุด 8 มิถุนายน ศ.นพ.ดร.อภิวัฒน์ พร้อมด้วย อภิวัฒน์ กวางแก้ว แกนนำกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ได้ไปร่วมดีเบตในรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ช่อง 3 ซึ่งเจ้าตัวเลยใช้เวทีนี้ชี้แจงว่า

           “ตอนนี้ในโลกออนไลน์โจมตีผม บอกว่า ใช้ฟรีทำให้คนป่วยไปโรงพยาบาลบ่อย ไม่ดูแลตัวเอง ผมเป็นคนพูดเร็วต้องขอโทษจริงๆ อาจทำให้คนเข้าใจผิด แต่ผมพูดว่าหลายๆ อย่างถ้าประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตัวเอง สุขภาพก็จะดีขึ้น”

           แต่พอตอนที่ผู้ดำเนินรายการ ถามถึงปัญหาที่ทำให้คนไข้ล้นโรงพยาบาล นพ.อภิวัฒน์ ก็กล่าวว่า “มีบางรายไม่มีแรง ไม่มีแรงทุกวันเลย แล้วก็ได้นอนโรงพยาบาล อันนี้เป็นคำบอกเล่าของผม” จากนั้นพิธีกรกล่าวเสริมว่า คุณหมอจะบอกว่ามีคนที่ไม่ป่วย แต่ไปใช้สิทธิ

           ปัญหา คือ พอคุณหมอพูดอย่างนี้ปั๊บ เพจ bectero.tv ยังไปโควทคำพูดชุุดนี้ออกไปอีกว่า “บางคนก็ไม่ได้อะไร ก็มานนอนเล่นที่โรงพยาบาล เพราะมีที่พักมีอาหารฟรี”

           ไฉนเลยถึงได้ผลิตซ้ำออกมาทำร้ายคุณหมอกันแบบนี้ เรื่องนี้เลยจบไม่ลง โดยเฉพาะชาวเนตที่เอาไปแชร์ต่ออย่างเมามัน

           อย่างไรก็ดี ที่สุดแล้ว เพจ ‘bectero.tv’ ก็จัดแจงโพสต์ขอโทษรัวๆ ยอมรับผิดเสร็จสรรพ” ต่อ นพ.อภิวัฒน์ แต่เจ้าตัวก็อดไม่ได้ ต้องขอชี้แจงบ้าง ในเฟซบุ๊ก ‘Apiwat Mutirangura’

           “ขอบคุณ นะครับ ที่ช่วยเผยแพร่ความจริง ผมขอใช้โอกาสนี้  อธิบายว่าทำไมปัญหาจะไม่ได้รับการแก้ไข ผมรู้ว่ากำลังถูกดิสเครดิตผมเข้าใจดี”

           “ถ้าฟังคลิป จะพบว่ามีปัญหาสำคัญๆที่กระทบพี่น้องประชาชนมาก แต่ผมไม่มีความสามารถในการดีเบต แบบการเมือง ผมทำได้แค่พูดตามที่รู้ ที่ฟังมา (เพราะคนอื่นไม่กล้าพูด) รู้ทั้งรู้ว่าจะโดนเล่นงาน แต่ไม่มีใครพูดถึงปัญหาที่ต้องแก้ไขเลย”

           เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. “หมออภิวัฒน์” ยังฝากคำถามถึงคนไทยทุกคน ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า

           “คำถามสุดท้ายการมีตัวแทนประชาชน ในการบริหารหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาท) เป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น

หากสามารถมีตัวแทนประชาชนที่เป็นของประชาชนอย่างทั่วถึง เท่า ๆ กัน และ ทำงานให้เกิดการบูรณาการได้

           ในทางกลับกันหากตัวแทนประชาชนมีโครงสร้างไม่เหมาะสม เป็นแค่ตัวแทนของคนบางกลุ่มจะทำให้เกิดการเหลื่อมล้ำ แย่งชิง และทับซ้อนของทรัพยากรได้

           คำถามคือ ทำอย่างไร ถึงจะมีตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง

           เชื่อว่าหากรู้คำตอบ ปัญหาโครงสร้างของ สปสช. จะหมดไปโปรดช่วยกันคิดหาคำตอบ”

           ถามว่าทำไมหมอต้องซีเรียสขนาดนี้ ตอบเลยไม่เจอกับตัวคงไม่รู้ ยิ่งคนเป็นหมอ ถ้าเจอประเด็น“วิกฤติศรัทธา” แล้วเรื่องใหญ่ เพราะสิ่งดีๆ ที่สมสร้างมานั้น ไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ

           ศาตราจารย์วิจัยดีเด่น สกว. นพ.ดร.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร เกิดเมื่อ 1 มีนาคม 2507 เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวน 3 คน ของ พ.ต.อ.นพ. กรณ์กิจ และ นางรัชนี มุทิรางกูร

           จบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย, ปริญญาตรี แพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ปริญญาเอก จาก Baylor College of Medicine, Houston, Texas, U.S.A.

           นอกจากนี้ ยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านอณูพันธุศาสตร์ มีผลงานวิจัยดีเด่นทางด้านการศึกษาการอณูพันธุศาสตร์โรคมะเร็งโพรงหลังจมูก และสภาวะเหนือพันธุกรรม (Epigenetic) ที่เป็นกลไกสำคัญในการเกิดโรคในมนุษย์ ได้แก่ มะเร็ง โรค autoimmune และโรคชรา

           เคยได้รับรางวัลเมธีวิจัยอาวุโส ของ สกว ในปี 2548 และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2549 ของสภาวิจัยแห่งชาติ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นแห่งชาติ จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย

           ตั้งแต่ ปี 2530-ปัจจุบัน เขาเป็นอาจารย์ประจำหน่วยมนุษยพันธุศาสตร์ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

           และตั้งแต่ ปี2544-ปัจจุบัน เขายังเป็นผู้อำนวยการหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต สหสาขาวิชาชีวเวชศาสตร์ และหัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่ยังเป็นกรรมการแพทยสภาในชุดปัจจุบันอีกด้วย

           โชคร้ายที่ “หมออภิวัฒน์” ออกมาแสดงความเห็นในห้วงเวลาที่ฝ่ายการเมืองบางกลุ่มกำลัง “ปั่นกระแส” 30 บาทรักษาทุกโรค จะถูกยกเลิก? เลยเจอลูกหลงหัวร้างข้างแตกไปชนิดเจ็บตัวฟรี

กุมารจีน “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” บ้านใหญ่..แม่สอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/281395

กุมารจีน “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” บ้านใหญ่..แม่สอด

คนในข่าว  :  7 มิ.ย. 2560
กุมารจีน, ชัยวุฒิ, บรรณวัฒน์, บ้านใหญ่แม่สอด, ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์, ลุงกำนัน, อเมือง บ้านตาก วังเจ้า สามเงา, ประชาธิปัตย์, สังกัดหลายพรรค, ไชยนันทน์, อุดร, ภรรยา, พงศ์เรขนานนท์, บ้านใหญ่, จักคิ้ม แซ่ตั้ง, ตันติสุนทร

แนวรบด้านตะวันตก..เกิดอะไรขึ้น? เมื่อกำลังทหารจากมณฑลทหารบกที่ 310 จังหวัดตาก และเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรแม่สอด อ.แม่สอด ได้ปิดล้อมบ้าน “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์”

          ปิดล้อมบ้าน “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” ที่ถนนศรีพานิช ต.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก

          “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” ไม่ใช่ ส.จ.บ้านบ้าน หากแต่เป็นอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง และอดีต ส.ส. จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์

            ที่สำคัญ “ชัยวุฒิ” เป็นอดีตแกนนำ กปปส. ที่ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ไว้วางใจที่สุด

          ชัยวุฒิ เริ่มเล่นการเมืองท้องถิ่น เป็น ส.จ.ตาก เขตแม่สอด ในปี 2536 และการเลือกตั้งทั่วไปปี 2539 ชัยวุฒิ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรกในสีเสื้อ ปชป.

           สำหรับคนการเมืองในท้องถิ่นทราบดีว่า การเมืองใน จ.ตาก แบ่งออกเป็น 2 ฝั่งคือ ฝั่งตะวันออก (อ.เมือง บ้านตาก วังเจ้า สามเงา) กับฝั่งตะวันตก (อ.แม่สอด แม่ระมาด ท่าสองยาง อุ้มผาง)

          30 ปีที่แล้ว การต่อสู้บนสังเวียนเลือกตั้งที่เมืองตาก ก็สู้กันอยู่ 2 ตระกูลคือ เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ (ประชาธิปัตย์) กับ อุดร ตันติสุนทร (สังกัดหลายพรรค)

          พูดถึง “ไชยนันทน์” เป็นกลุ่มการเมืองเก่าแก่ที่ผูกติดกับ ปชป.มายาวนาน ตั้งแต่รุ่นพ่อ “ปู่เทียม”ที่เริ่มต้นการเมืองที่ตรอกจีน ในเขตเมืองตาก

          ส่วน “อุดร” นั้นไปปักหลักอยู่ฝั่งตะวันตก อาศัยที่มี “ภรรยา” เป็นลูกสาวพ่อค้าวานิชแห่งตระกูล“พงศ์เรขนานนท์” จึงได้ ส.ส.มาหลายสมัย

         “พงศ์เรขนานนท์” สืบเชื้อสายมาจากชาวจีนรุ่นแรกที่มาบุกเบิกสร้าง “เมืองแม่สอด”  จนมีรากฐานที่มั่นคง อาทิ โรงสี, ร้านทองเอี๊ยะหลีพานิช ,การค้าที่ดิน และการค้าขายชายแดนไทย-พม่า

         คนแม่สอดรู้ดีว่า เมื่อพูดถึง “บ้านใหญ่” ก็หมายถึงเครือข่ายธุรกิจของตระกูล “พงศ์เรขนานนท์”

         ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ลูกชาย “จักคิ้ม แซ่ตั้ง” ประธานแม่สอดมูลนิธิสามัคคีการกุศล ก็เติบโตมาจากกลุ่มบ้านใหญ่ มีพื้นฐานการศึกษาดี อ่อนน้อมถ่อมตน ช่วยเหลืองานสังคมอย่างต่อเนื่อง จนมีฉายาว่า “กุมารจีน”

         ฐานธุรกิจการเมืองบ้านใหญ่แม่สอด ได้ช่วยเหลือ “อุดร” อยู่หลายสมัย โดยชัยวุฒิ เป็นกำลังหลักในการหาเสียงช่วยอุดร จนฝ่าย “ตันติสุนทร” วางมือทางการเมือง เขาจึงก้าวสู่สนามใหญ่ในสีเสื้อประชาธิปัตย์

         ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ เข้าถึงชาวบ้านทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ทางฝั่งตะวันตก ชัยวุฒิกลายเป็นขวัญใจคนชายแดนไปโดยปริยาย

         ไม่เพียงแค่เทศบาลนครแม่สอด ชัยวุฒิ ได้ขยายฐานเสียงไปฝั่งตะวันออก จนได้คะแนนเสียงมากที่สุดในเขต อ.เมืองตาก

         สรุปว่า ระยะหลัง “ชัยวุฒิ” ขยายบารมีครอบคลุมทั้งฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก จนทางพรรค ปชป. ตั้งให้เขาเป็น “รองแม่ทัพภาคเหนือ” 

         คนแม่สอด..งงทั้งแผ่นดินว่า ทหารค้นบ้านเขาทำไม? และคนที่งงหนักมากคือ ลุงกำนัน?

         น่าจะแย้มพรายให้ลุงกำนัน รู้บ้างไม่ได้เชียวหรือ?

“สารวัตรดวง” เส้นทางนี้..”พ่อเหลิม” ขีดเอง!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/281337

“สารวัตรดวง” เส้นทางนี้..”พ่อเหลิม” ขีดเอง!!

คนในข่าว  :  7 มิ.ย. 2560
ยศ, เฉลิม, เส้นทางพี่, พ่อขีดเอง, คนในข่าว, คมชัดลึก, ขีดเอง, สารวัตรดวง, ดวง อยู่บำรุง, ร้อยตรี, สารวัตรป้ายแดง, เกี่ยว, รตดวง อยู่บำรุง, อยู่บำรุง, ทักษิณ ชินวัตร, โต้ง, หนุ่ม, ชาย, โต้ง หนุ่ม ชาย, ดวง, โต้ง-หนุ่ม, ทักษิณ, ลุงจิ๋ว, ศรภ, ดาบยิ้ม, วัน, พญาไม้, ลุงสมัคร, รตดวง, ขณะนั้น, รอง สวศฝรบชน,

“ดวง อยู่บำรุง” วันนี้… คือ “สารวัตรดวง” เส้นทางนี้..”พ่อเหลิม” ขีดเอง!!

หลังสงกรานต์เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ณ บ้านริมคลอง ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้จัดงานเลี้ยงในโอกาสที่ “ดวง อยู่บำรุง” ได้คืนยศ “ร้อยตรี” จึงใช้ชื่องานว่า “รอวันนี้มาเกือบ 7 ปี…วันนี้ที่รอคอย” มีหัวคะแนนมากินโต๊ะจีนเต็มบ้าน แต่โชคไม่ดี ฝนเดือนห้าถล่มหนักไปหน่อย งานเลยกร่อย
มาถึงปีนี้ ไม่ทราบว่า “พ่อเฉลิม” จะจัดฉลองใหญ่ให้ “สารวัตรป้ายแดง” หรือไม่?
ย้อนไปเมื่อเช้า 23 เมษายน 2551 เวลา 08.19 น. ตามฤกษ์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ประทานแก่ลูกศิษย์ก้นกุฏิ อย่าง “ร.ต.ดวง อยู่บำรุง” ซึ่งตระกูล ‘อยู่บำรุง’ ถือเอาวาระนี้ทำบุญตักบาตร พร้อมประดับยศ ‘ร้อยตรี’ อีกครั้ง โดยจะหวนกลับเข้ารับราชการ สังกัดกองการเมือง สำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

"สารวัตรดวง" เส้นทางนี้.."พ่อเหลิม" ขีดเอง!!

เวลานั้น “เฉลิม” อาสามารับใช้ “ทักษิณ ชินวัตร” นำทัพพรรคพลังประชาชน จนได้เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย
อย่างที่ทราบกัน “เฉลิม” มีลูกชาย 3 คนคือ “โต้ง” อาจหาญ , “หนุ่ม” วัน และ “ชาย” ดวง จึงเป็นที่ของร้านอาหาร “โต้ง หนุ่ม ชาย” ริมถนนเอกชัย ตรงข้ามวัดบางบอน ปัจจุบัน เป็นสำนักพรรคเพื่อไทย เขตหนองแขม-บางบอน
ตอนที่ลี้ภัยไปอยู่เดนมาร์ค “ดวง” เพิ่งอายุได้ 10 กว่าปี ต้องทิ้งการเรียนจากโรงเรียนสวนกุหลาบไปกลางคัน
กลับมาจากเมืองนอก เฉลิมเล่นการเมือง ก็หนีบเอา “โต้ง-หนุ่ม” ลงสนามการเมืองด้วย แต่ “ชาย” ดูจะไม่สนใจการเมือง
คนในบ้านริมคลอง รู้ดีว่า เฉลิมรักลูกชายคนสุดท้องมาก และวาดหวังจะให้รับราชการทหาร ซึ่งในที่สุด ฝันก็เป็นจริง

"สารวัตรดวง" เส้นทางนี้.."พ่อเหลิม" ขีดเอง!!

ที่มาของยศ “ร้อยตรี” ของ ดวง ลูกชายคนสุดท้องของ ร.ต.อ.เฉลิมนั้น มีที่มาอย่างไร?
หลังการเลือกตั้ง 2544 พรรคความหวังใหม่ ควบรวมกับพรรคไทยรักไทย “ทักษิณ” นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม แต่ไม่รับเฉลิมเข้ามาทำงานร่วมคณะรัฐบาล
6 เมษายน 2544 เฉลิมจัดงานบวชลูกชายคนเล็ก “ดวง” ที่วัดบางบอน “ลุงจิ๋ว” สะพายบาตรนำส่งเข้าโบสถ์ด้วยตัวเอง
หลังจากนั้นไม่กี่วัน พล.อ.ชวลิต ลงนามอนุมัติให้ “ดวง” เข้าเป็นนายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการ รมว.กลาโหม ของ พล.ต.ศรชัย มนตริวัต เลขานุการ รมว.กลาโหม
8 มิถุนายน 2544 ได้รับการประดับยศ “ร้อยตรี” จากมือของ พล.อ.ชวลิต ตอนนั้น ร.ต.ดวง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า หลังจากที่ได้ทำงานในกระทรวงกลาโหมว่า เดี๋ยวนี้กลางคืนไม่ได้ไปเที่ยวไหนแล้ว ประมาณสี่ทุ่มต้องเข้านอน ไม่อย่างนั้นจะตื่นไปทำงานเช้าไม่ไหว ต่อมา ร.ต.ดวง ย้ายไปรับราชการที่ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.)
ปลายปี 2544 พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประชา รมช.กลาโหม ขณะนั้น ออกคำสั่งพักราชการ ร.ต.ดวง เพราะตกเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่าคนตาย
ในเรื่องคดีเป็นผู้ต้องหาฆ่าคนตาย ครอบครัว “อยู่บำรุง” สู้เต็มที่ เพื่อหักล้างพยานทุกปากยืนยันว่า ร.ต.ดวง เป็นคนสังหาร “ดาบยิ้ม” แต่พยานทั้งหมดเบิกความขัดแย้งกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ศาลจึงยกฟ้อง เพราะพยานทั้งหมดเบิกความเท็จ
คดีความสิ้นสุดในวันที่ 26 มีนาคม 2547 ไม่มีใครที่จะอุทธรณ์กัน คดีก็ยุติ “ดวง” จึงเป็นผู้บริสุทธิ์

"สารวัตรดวง" เส้นทางนี้.."พ่อเหลิม" ขีดเอง!!
แม้ดวงจะพ้นบ่วงคดีดาบยิ้ม แต่ก็ยังเข้ากลับรับราชการไม่ได้ ตราบจนกระทั่งเกิดรัฐประหาร 2549 “ทักษิณ” ต้องไประเหเร่ร่อนอยู่ในต่างแดน “เฉลิม” จึงพา “วัน” กับ “ดวง” ไปเยี่ยมทักษิณที่กรุงลอนดอนอยู่ครั้งหนึ่ง
ก่อนการเลือกตั้งปลายปี 2551 เฉลิมกับคอลัมนิสต์อรหันต์ “พญาไม้” บินไปพบ “ทักษิณ” ดูไบ และอาสานำทัพพรรคพลังประชาชน เคียงข้างสมัคร สุนทรเวช
เมื่อ “ลุงสมัคร” เป็นนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีกลาโหม จึงมีหนังสือคำสั่งแต่งตั้ง “ร.ต.ดวง” ที่สำนักเลขานุการ รมว.กลาโหม
จากนั้น ร.ต.ดวง ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บังคับหมวด กองร้อยสารวัตรทหาร กองพันสารวัตรทหาร สารวัตรยุทธบริการทหาร สังกัดกระทรวงกลาโหม ในยุคที่พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาล และเฉลิม เป็นรองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านความมั่นคง
27 กรกฎาคม 2555 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. (ขณะนั้น) ได้มีหนังสือถึงปลัดกระทรวงกลาโหม กรณีโอนข้าราชการ เพื่อให้ ร.ท.ดวง อยู่บำรุง สังกัดกระทรวงกลาโหม ไปสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีการโอนย้ายมาเป็นรองสารวัตรศูนย์ฝึกอบรม กองบัญชาการตำรวจนครบาล (รอง สว.ศฝร.บช.น.) ยศ “ร้อยตำรวจเอก” และมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555
พล.ต.ท.คำรณวิทย์ให้เหตุผลขณะที่รับโอนตัวมาว่า ร.ต.อ.ดวง ยิงปืนแม่น จึงต้องการนำมาเป็นครูฝึกให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

"สารวัตรดวง" เส้นทางนี้.."พ่อเหลิม" ขีดเอง!!

"สารวัตรดวง" เส้นทางนี้.."พ่อเหลิม" ขีดเอง!!

"สารวัตรดวง" เส้นทางนี้.."พ่อเหลิม" ขีดเอง!!

ปลายปี 2555 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เซ็นคำสั่งขอตัว ร.ต.อ.ดวง อยู่บำรุง รอง สว.ศฝร.บช.น. ไปช่วยราชการในตำแหน่งนายเวร พล.ต.ต.ชยุต รัตนอุบล ผบก.น.9
6 มิถุนายน 2560 ร.ต.อ.ดวง ได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง จากนายเวรผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 4 (ยศ ร.ต.อ.) เป็น สารวัตรฝ่ายอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร (ยศ พ.ต.ต.)
แม้ “เฉลิม” จะไม่มีหัวโขน “รัฐมนตรี” แต่บารมีก็ยังพอจะมีในยุทธจักรโปลิศ ลูกชายคนสุดท้องจึงได้มาเป็น “สารวัตร” อยู่ใกล้ๆ บ้าน(มหาชัยห่างจากบ้านริมคลอง บางบอน แค่คืบ)

 

——-

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ดวง อยู่บำรุง”ขึ้นเป็นสารวัตร จ.สมุทรสาคร

“วัน” ดีใจน้ำตาไหล !! “ดวง” ติดยศนายพัน

“วัน” ไม่ปลื้ม!! ‘มึงรู้มั้ยกูลูกใคร’ แช่งบ้านบึ้ม!!