สะตอพันธุ์ใหม่ ‘ชวน หลีกภัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/281260

สะตอพันธุ์ใหม่ ‘ชวน หลีกภัย’

คนในข่าว  :  7 มิ.ย. 2560
สะตอพันธุ์ตรัง๑, พันธุ์ตรัง๑, คมชัดลึก, สะตอสายพันธุ์ใหม่, ตรัง, สะตอ, ปกติ ๔-๗ ปี          ๒, สะตอพันธุ์ใหม่, ชวน, หลีกภัย, ชวน หลีกภัย, ปกติ ๔-๗ ปี           ๒

‘ชวน หลีกภัย’ เยี่ยมชมและติดตามผลการวิจัยสะตอสายพันธุ์ใหม่ ‘พันธุ์ตรัง๑’

 

๓ มิถุนายน ๒๕๖๐ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี นายกิจ หลีกภัย (นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง) นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล (อดีต ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์) ผู้อำนวยการศูนย์เนื้อเยื่อตรัง ผู้อำนวยการแขวงการทางพัทลุงและคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมและติดตามผลการวิจัยสะตอสายพันธุ์ใหม่ “พันธุ์ตรัง๑” ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง อ.สิเกา จ.ตรัง

 

สะตอพันธุ์ใหม่ ‘ชวน หลีกภัย’

 

ซึ่งขณะนี้ศูนย์ฯได้ผลิตต้นกล้าจากเมล็ดและการติดตาเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกร ได้ไปปลูกเพื่อเสริมรายได้ให้กับครอบครัว พร้อมทั้งสำรวจติดตามการก่อสร้าง “แก้มลิงพืชสวนตรัง” ซึ่งนายชวนได้ประสานของบประมาณจากกรมชลประทาน จำนวน ๑๖ ล้านบาท

 

สะตอพันธุ์ใหม่ ‘ชวน หลีกภัย’

 

โดยขุดสระพื้นที่ ๕๖ ไร่ สามารถบรรจุน้ำได้ ๓๖๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้เพื่อเป็นแหล่งเก็บน้ำสำหรับศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง

 

สะตอพันธุ์ใหม่ ‘ชวน หลีกภัย’

 

ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง ได้วิจัยสะตอสายพันธุ์ใหม่ เรียกว่า “พันธุ์ตรัง๑”

มีคุณสมบัติพิเศษคือ

๑) ใช้เวลาปลูก ๓ ปีสามารถให้ผลผลิตได้ (ปกติ ๔-๗ ปี)

๒) ลำต้นไม่สูง (ปกติต้นสะตอสูงมาก)

๓) ฝักแน่น ฝักตรง

๔) ผลผลิตออกนอกฤดูกาล

 

สะตอพันธุ์ใหม่ ‘ชวน หลีกภัย’

 

สะตอพันธุ์ใหม่ ‘ชวน หลีกภัย’

 

สะตอพันธุ์ใหม่ ‘ชวน หลีกภัย’

 

 

———————————————————

(ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล)

#DemocratTH #พรรคประชาธิปัตย์

‘โปรเม’ เอรียา ยังไงก็มือ 1 เชื่อเหอะ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/281261

‘โปรเม’ เอรียา ยังไงก็มือ 1 เชื่อเหอะ!!

คนในข่าว  :  6 มิ.ย. 2560
นักกอล์ฟหญิงมือ1โลก, นักกอล์ฟหญิง, กอล์ฟ, คนในข่าว, คมชัดลึก, เอรียา จุฑานุกาล, โปรเม, เอรียา, ยังไงก็มือ, เชื่อเหอะ, ของจริง, AJGA, รยู โซ ยอน, อ่านต่อ

เชื่อเหอะ !! แท่นโปรกอล์ฟหญิงอันดับ 1 ของโลก จะเป็นของ ‘โปรเม’ เอรียา ในไม่ช้า

 

อะไรว้า…คนไทยต้องร้องเสียงหลงอย่างนี้กับผลการจัดอันดับนักกอล์ฟอาชีพหญิงของโลกอย่างเป็นทางการ ที่ไปๆ มาๆ ลิเดีย โค โปรกอล์ฟชาวนิวซีแลนด์ เชื้อสายเกาหลีใต้ ยังคงยึดอันดับ 1 ต่อไป ขณะที่ “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล โปรกอล์ฟสาวขวัญใจชาวไทย ยังอยู่ที่เดิมแท่นเบอร์ 2

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ มีการยืนยันออกมาว่า เมื่อจบการแข่งขันรายการช็อปไรท์ แอลพีจีเอ คลาสสิก ที่สหรัฐอเมริกา อันดับ 1 ของโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงจาก ลิเดีย โค เพราะโค ซึ่งรั้งมือ 1 ของโลกมา 84 สัปดาห์ ถอนตัวไม่ลงแข่งขันมา 2 รายการติดต่อกัน ทำให้อันดับโลกจะหลุดจากอันดับ 1 แน่นอนแล้ว

ส่วนผู้ที่จะขึ้นมาเป็นมือ 1 ของโลกคนใหม่แทนนั้น มีมือ 3 โลกชาวเกาหลีใต้ รยู โซ ยอน อยู่ในข่าย ซึ่งหาก รยู โซ ยอน สามารถทำผลงานอยู่ใน 3 อันดับแรกของรายการนี้ ก็จะได้เป็นมือ 1 โลกในทันที

นอกจากนี้ จากการที่ รยู โซ ยอน ไม่ผ่านการตัดตัวในรายการดังกล่าว ทำให้มีการคาดกันว่า อันดับ 1 ของโลก จะตกเป็นของ “โปรเม” เอรียา

เรื่องนี้ คนไทยเฮทั้งแผ่นดิน แต่ก็ต้องหงายเงิบ เพราะเธอยังคงรั้งมืออันดับ 2 ของโลก โดยมีคะแนนเฉลี่ยไล่จี้ ลิเดีย โค อีกเพียง 0.01 คะแนน ทั้งนี้ ปัจจุบัน โคมีคะแนนเฉลี่ย 8.37 คะแนน ส่วนโปรเมมี 8.36 คะแนนเป็น  .01 ที่คนไทยต้องจดจำไปอีกนาน

แน่นอนว่า เรื่องนี้แอลพีจีได้ออกแถลงการณ์ขอโทษตามสูตร ระบุว่าคำนวณแต้มโปรเมผิด

แต่เอาเถิด ยังไงเสียคนไทยและอีกหลายคนมั่นใจว่า โปรเมจะต้องเรียกคืนเสียงเฮกลับมาให้ได้ เพราะที่ผ่านมาชีวิตของเธอล้วนพิสูจน์ว่าคนนี้ “ของจริง”

เอรียา จุฑานุกาล หรือ เม เป็นคนกรุงเทพ เกิดเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2538 เป็นบุตรสาวของ สมบูรณ์ และ นฤมล จุฑานุกาล มีพี่สาวชื่อ โมรียา จุฑานุกาล ปัจจุบันเป็นนักกอล์ฟอันดับ 78 ของโลก

ครอบครัวนี้ถือเป็นครอบครัวนักกอล์ฟที่เป็นที่รู้จักกันดี โดยที่บ้านจะจริงจังกับการเล่นกอล์ฟมาก ถึงขั้นที่ฝ่ายบิดาเดินทางไปเรียนทำไม้กอล์ฟถึงต่างประเทศ เพื่อกลับมาเปิดโปรช็อปในเมืองไทย จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สองพี่น้องได้รู้จักกับกีฬากอล์ฟ โดยเมตอนนั้นอายุเพียง 5 ขวบ และพี่สาวคือ โม อายุเพียง 7 ขวบ

จนเมื่อบิดาเห็นแววว่าพอไปได้ ก็ส่งเข้าแข่งขันกอล์ฟเยาวชนเรื่อยมา จนเมื่อโปรเมอายุได้ 9 ขวบ ก็ได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยร่วมการแข่งขันจูเนียร์เวิลด์ ที่สหรัฐอเมริกา ได้รองชนะเลิศกลับมา

จุดนี้เอง จึงเป็นที่มาของความตั้งใจของครอบครัวที่จะจริงจังมากขึ้นทั้งในเรื่องของกีฬากอล์ฟแบบครบสูตร

แต่ด้วยสภาพของครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย เพราะในอดีตพ่อของโปรเมคือนักธุรกิจด้านตกแต่งภายใน แต่วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งทำธุรกิจล้ม ระหว่างนั้น คลายเครียดด้วยการเล่นกอล์ฟ จนเมื่อใช้หนี้ 30 กว่าล้านบาทหมด จึงหันมาจับธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้าง ก่อนที่จะหันเหชีวิตมาเปิดร้านโปรช็อป

สำหรับเส้นทางสายก้านเหล็กของลูกสาว พ่อแม่ทุ่มทุนสร้างชนิดต้องขายบ้าน ขายร้านโปรช็อป ขายที่ดิน ขายรถหรู ลดภาระทุกด้านให้มากสุด เพื่อดันให้บุตรสาวได้เทิร์นโปรเป็นนักกอล์ฟอาชีพ โดยผู้พ่อยังถือเป็นโค้ชคนแรกในชีวิตอีกด้วย

สำหรับโปรเมนั้น เรียกว่าติดทีมชาติตั้งแต่ช่วงประถม และไปคว้าแชมป์ในหลายประเทศ จนสมาคมกอล์ฟเยาวชนแห่งสหรัฐอเมริกา (AJGA) มอบรางวัลนักกอล์ฟเยาวชนหญิงแห่งปีแก่น้องเม ติดกัน 2 ปีซ้อนในปี 2011-2012

ต่อมาทางบ้านฐานะการเงินเริ่มดีขึ้น เมื่อโปรเมเทิร์นโปรตอนอายุ 17 ปี และบิดาหาโค้ชมืออาชีพมาฝึกให้ หลังจากตัดสินใจเดินสายกอล์ฟเต็มตัวหลังจบ ม.ปลาย

ขณะนั้นก็เริ่มมีสปอนเซอร์หลายรายติดต่อเข้ามาสนับสนุน จนตัวเลขต่อปีแล้วเกือบ 10 ล้านบาท ยังมีเงินรางวัลจากการแข่งขันอีกร่วม 10 ล้านบาทภายในเวลาไม่กี่เดือน ตอนนั้นทั่วโลกรู้จักในทั้งคู่นาม Thai Sisters อีกด้วย

โปรเมเคยเล่าว่า ที่เจ็บใจที่สุดคือปี 2013 พลาดแชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ แชมป์ระดับแอลพีจีเอ ครั้งแรกในชีวิตจนโดนสบประมาทมากมายว่ารักษาระดับไว้ไม่ได้

นอกจากนี้ ยังเคยบาดเจ็บที่หัวไหล่จนต้องรักษาร่างกาย 1 ปีเต็ม ทำให้อันดับรูดลงเรื่อยๆ จนกลับมาเล่นอีกในปี 2015 แต่ก็ฟอร์มตกอย่างแรง โปรเมตกรอบ 10 รายการติดต่อกัน

แต่ก็กลับมาคืนฟอร์มในวัย 20 ปี มาสู่อันดับ 6 ของโลก เป็นโปรหญิงไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ระดับแอลพีจีเอ ในศึกโยโกฮามา ไทร์ แอลพีจีเอ คลาสสิก และยังไปกวาดอีก 4 แชมป์ในปีเดียวกัน ได้แก่ รายการคิงส์มิลล์ แอลพีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ, รายการวอลวิค แชมเปี้ยนชิพ, รายการริโคห์ วีเมนส์ บริติช โอเพ่น และปิดปีด้วยรายการแคนาเดียน แปซิฟิก วีเมนส์ โอเพ่น

กลายเป็นนักกอล์ฟหญิงที่ทำเงินรางวัลสูงสุดของแอลพีจีเอ ทำได้มากกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้รับรางวัลนักกอลฟยอดเยี่ยมแห่งปี โรเล็กซ์ เพลเยอร์ ออฟ เดอะ เยียร์

ปัจจุบันอายุเพียง 21 ก็ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มือ 1 ของโลก แม้ว่าจะเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง ที่เกิดจากความผิดพลาดในการประกาศคะแนนของแอลพีจีเอ แต่รับรองไม่ใช่ความผิดพลาดแน่ๆ ที่โปรเมขึ้นมาถึงจุดนี้ในวันนี้ได้ เพราะมันคือฝีมือของเธอล้วนๆ

ยิ่งหากว่า รายการ “มานูไลฟ์ แอลพีจีเอ คลาสสิก” ที่แคนาดา ซึ่งจะเกิดขึ้นวันที่ 8-11 มิถุนายนนี้ หากโปรเมสามารถทำอันดับดีกว่า “รยู โซ ยอน” นักกอล์ฟชาวเกาหลีใต้ มือ 3 ของโลก เพียง 1 อันดับ ก็จะทำคะแนนแซงขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้สำเร็จ เนื่องจากรายการนี้ ลิเดีย โค ยังไม่สามารถลงแข่งขันได้เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บอยู่

แท่นโปรกอล์ฟหญิงอันดับ 1 ของโลกจะเป็นของโปรเมในไม่ช้า นี่ไม่ใช่การกดดัน แต่มันคือความมั่นใจ…คอยดู

 

****ล่าสุด 12 มิ.ย. “โปรเม” ขึ้นแท่นมือ 1 โลก เป็นทางการแล้ว!! (อ่านต่อ…)

สาวเปรี้ยวเขมร เด็กดีของ ‘ฮุนเซน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/281244

สาวเปรี้ยวเขมร เด็กดีของ ‘ฮุนเซน’

คนในข่าว  :  6 มิ.ย. 2560
ธีร์ โสวันทา, กัมพูชา, คมชัดลึก, คนในข่าว, สาวเปรี้ยวเขมร, เด็กดีของ, ฮุนเซน, พรรคซีพีพี, โสวันทา, ขณะนั้น

สาวเปรี้ยวเขมร !! ‘ธีร์ โสวันทา’ เน็ตไอดอลทางการเมืองของเยาวชนกัมพูชา

 

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชาวกัมพูชาหลั่งไหลออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งท้องถิ่น โดยแบ่งเป็นเลือกหัวหน้าสภาท้องถิ่น 1,646 คน และสมาชิกสภาท้องถิ่น 11,572 คน ส่วนผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ คงต้องรอปลายเดือน มิ.ย.นี้

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว พรรคประชาชนกัมพูชา หรือ “พรรคซีพีพี” ได้รับเสียงสนับสนุนจากชาวกัมพูชามากถึง 61.67% ขณะที่พรรคกอบกู้ชาติกัมพูชา หรือ “พรรคซีเอ็นอาร์พี” ได้เพียง 30.58% ของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมดเท่านั้น

วันศุกร์ที่แล้ว พรรคซีพีพี เดินขบวนหาเสียงส่งท้ายในกรุงพนมเปญ โดยมีผู้สนับสนุนเข้าร่วมประมาณ 200,000 คน และสมเด็จฮุนเซน ได้สร้างความประหลาดใจ ด้วยการออกมาหาเสียงเรียกคะแนนให้กับพรรคซีพีพี

“นี่เป็นครั้งแรก ที่ผมเข้าร่วมขบวนรณรงค์การเลือกตั้งร่วมกับพ่อแม่พี่น้อง” สมเด็จฮุนเซน ประกาศต่อหน้ากองเชียร์พรรครัฐบาล

 

สาวเปรี้ยวเขมร เด็กดีของ ‘ฮุนเซน’

 

ในการเลือกตั้งท้องถิ่นหนนี้ มีสีสันที่คอการเมืองเขมรพูดถึงมากที่สุด ก็คือ กรณี “สาวเปรี้ยวเขมร”ธีร์ โสวันทา ได้ออกโรงมาหาเสียงช่วยพรรคซีพีพี แถมบอกว่า ได้นำมวลชนของพรรคฝ่ายค้านนับแสนคนเข้ามาสนับสนุนพรรคฝ่ายรัฐบาล

6-7 ปีที่แล้ว ธีร์ โสวันทา เป็นแกนนำเยาวชนของพรรคซีเอ็นอาร์พี และมีชื่อเสียงจากการเป็น “เน็ตไอดอล” ที่กล้าหาญลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ “ระบอบฮุนเซน” 

ธีร์ โสวันทา เจ้าของแฟนเพจ Thy Sovantha ที่มีคนกดไลค์เพจของเธอมากกว่าล้านไลค์ จัดว่าเป็นดาวเด่นบนโลกออนไลน์ ชีวิตส่วนตัวของเธอ จะมีวิถีแบบคนเมือง แต่งตัวสวย เป็นผู้นำแฟชั่น แต่คมความคิด จึงกลายเป็นเน็ตไอดอลทางการเมืองของเยาวชนกัมพูชา

 

สาวเปรี้ยวเขมร เด็กดีของ ‘ฮุนเซน’

 

นอกจากนี้ เธอยังตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม เหมือนจะเป็นอาชีพหลักของเธอ ฝ่ายรัฐบาลพยายามดิสเครดิตว่าเป็นสมาชิกพรรคซีเอ็นอาร์พี ซึ่งเธอไม่ปฏิเสธ พร้อมแสดงตัวชัดเจนว่า เป็นเยาวชนของพรรคซีเอ็นอาร์พี

เธอศรัทธาในตัวสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้าน และยังนำเยาวชนพรรคซีเอ็นอาร์พี บุกชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม เพื่อทวงคืนแผ่นดินจากการเข้ามายึดครองของคนเวียดนาม

เมื่อปีที่แล้ว เธอมีปัญหาขัดแย้งกับ “เข็ม สกคา” แกนนำพรรคซีเอ็นอาร์พี เนื่องจากเธอสืบทราบว่า เข็ม สกคา มีพฤติกรรมซื้อบริการทางเพศ เธอได้เรียกร้องให้ผู้นำพรรค ต้องมีคุณธรรม และยึดมั่นในศีลธรรมดีงาม

“โสวันทา” ได้ยื่นข้อเสนอให้เข็ม สกคา ลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค (ขณะนั้น) แต่แกนนำพรรคซีเอ็นอาร์พีหลายคน ดาหน้าออกมาบอกกล่าวว่า เธอเป็นพวกอยากดัง พวกรับจ้างสมุนฮุน เซน มาทำลายชื่อเสียงเข็ม สกคา

 

สาวเปรี้ยวเขมร เด็กดีของ ‘ฮุนเซน’

 

ปลายปีที่แล้ว ในสื่อโซเชียลมีการแฉหลักฐานการสนทนาทางไลน์ ระหว่าง “โสวันทา” กับฮุน มานิต ลูกชายสมเด็จฮุนเซน โดยมีการระบุว่า ทางสมเด็จฮุนเซนจะมอบเงินให้เธอ 1 ล้านดอลลาร์เพื่อนำไปทำกิจกรรมทางสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม

ต่อมา สมเด็จฮุนเซน ได้กล่าวยกย่อง “โสวันทา” ว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยิ่งทำให้สมาชิกพรรคซีเอ็นอาร์พี ไม่พอใจ พากันก่นด่าและสาปส่งเธอให้ออกไปอยู่ฝ่ายสมเด็จฮุนเซน

 

สาวเปรี้ยวเขมร เด็กดีของ ‘ฮุนเซน’

 

“โสวันทา” กลายเป็นเน็ตไอดอลขายตัว ขายอุดมการในสายตาของสมาชิพรรคซีเอ็นอาร์พี ตรงกันข้ามกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล ต่างชื่นชมในความกล้าหาญของเธอ ที่จะยึดหลักการที่นักการเมืองต้องมีศีลธรรม คุณธรรม

จะอย่างไรก็ตาม เธอยังทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติต่อไป โดยไม่หวั่นกระแสโจมตีจากพรรคซีเอ็นอาร์พี

นี่แหละวิถีเน็ตไอดอล ที่ถูกสังคมพิพากษาให้เป็น “สาวเปรี้ยวทางการเมือง” ไปแล้ว

โดนแล้ว !! ลาว-ไทย ล่า “ก๊วนโกตี๋” !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/280934

โดนแล้ว !! ลาว-ไทย ล่า “ก๊วนโกตี๋” !!

คนในข่าว  :  5 มิ.ย. 2560
ลาว-ไทยล่า, โกตี๋, คนในข่าว, สหพันธรัฐไท, เฟซบุ๊ก, สหายเลือด, สหายสน, สายเผด็จ, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, รมย์ชลี สินสืบผล, แยม ไฟเย็น, ลาว-ไทยล่าก๊วนโกตี๋, โดนแล้ว, ลาว-ไทย, ล่า, ก๊วนโกตี๋ , ก๊วนโกตี๋, ก๊วนใต้ดินโกตี๋, วิทยุใต้ดิน, ใต้ดิน, แยม, มิถุนายน

“ก๊วนใต้ดินโกตี๋” กำลังหนีการตามล่าสุดชีวิต!!

 

เงียบไปร่วมเดือน สำหรับเสียงจาก “วิทยุใต้ดิน” ฝั่งซ้ายที่ออกอากาศผ่านช่องยูทูบ โดยเฉพาะกลุ่มสหพันธรัฐไท ที่เคยจัดรายการทอล์กเรื่อง “ใต้ดิน” กันดึกๆ ดื่นๆ

มีข้อน่าสังเกตว่า การที่กลุ่มสหพันธรัฐไทยุติการส่งกระจายเสียงในลาว เกิดขึ้นก่อนหน้าที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะนำทัพนักธุรกิจไปเชื่อมสัมพันธ์กับนักธุรกิจลาว ซึ่งการเยือนลาวครั้งนี้ของรองนายกฯ สมคิด ทางการลาวให้ความสำคัญมาก

ทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีลาว ให้สัมภาษณ์เครือเนชั่น ตอกย้ำความสัมพันธ์สองฝั่งโขง ขอให้ประชาชนลาวกับไทยสามัคคีกัน เหมือนพี่เหมือนน้อง บ้านใกล้เรือนเคียง ขอให้สองประเทศเป็นแบบนี้ต่อไป ชั่วลูกชั่วหลาน

ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มสหพันธรัฐไทนั้น สามารถติดตามได้จากเฟซบุ๊กของ รมย์ชลี สินสืบผล หรือ “แยม ไฟเย็น” ซึ่งเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา “แยม”ได้โพสต์ว่า

“ต้นเดือนหน้า(มิถุนายน) พวกเรา 7 คนพร้อมจัดรายการค่ะ…ก็มีการย้ายหลักปักฐานกันใหม่ หวังว่าพ่อแม่พี่น้องทุกท่านคงจะเข้าใจดีในความล่าช้าที่เกิดขึ้นนะคะ..ฝากพี่น้องเก็บเกี่ยวข่าวสาร..และสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไว้ด้วยนะคะพี่น้อง..ON AIR วันแรก จะให้พี่น้องโฟนอินมาจัดให้เต็มที่เลยค่ะ”

เมื่อผ่านมาถึงต้นเดือนมิถุนายน ก็ไม่มีการจัดรายวิทยุตามที่แยมแถลงไว้ อย่างที่เคยเขียนไปก่อนหน้านี้ “ก๊วน 7 คน” ได้แยกการเดินทางแบบ “ตะลอนทัวร์” ไปตามแขวงต่างๆ ของลาว โดยแยกออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก มี “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” และสมาชิกวงไฟเย็น 3 คน

กลุ่มสอง มี “โกตี๋” พร้อมกับ “สหายเลือด” และ “สหายสน” หรือ “สหายเผด็จ” สองสหายอีสานใต้

วันที่ 2 มิถุนายน 2560 “แยม” ได้โพสต์บอกสมาชิกว่า ไม่สะดวกที่จะจัดรายการวิทยุ และทิ้งประโยคปริศนาไว้ “แม่งูเอ๋ย กินน้ำบ่อหิน บินไปก็บินมา..นั่งรถจนตูดด้านกันแล้ววว”

แยม ไฟเย็น ยกการละเล่นของไทย “แม่งูกินหาง” มาเปรียบเทียบกับการ “หนี” จากการไล่ล่าของ “ทหารไทย” ตามที่พวกเขากล่าวอ้าง

วันที่ 3 มิถุนายน แยมโพสต์อีกสั้นๆ ว่า “แยมรับปากค่ะว่า..เผด็จการมันปิดปากพวกเราได้ไม่นานนักหรอก”

วันที่ 4 มิถุนายน แยมในฐานะโฆษกกลุ่มสหพันธรัฐไท โพสต์ข้อความเป็นนัยๆ ว่า “คสช.บุกพวกเราในช่วงนี้จนขาดการจัดรายการไป สงสัยคงจะกลัววันดีเดย์ล่ะสิ…ไม่คิดว่าพวกเราจะวางแผนกันไว้ก่อนล่วงหน้ากันเลยรึ??? กรั่กๆๆๆ..”

ก่อนหน้านั้น “โกตี๋” ให้สัมภาษณ์นักข่าวบีบีซีไทยผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ว่า พวกเขาออกจากลาว เข้ามาอยู่ในไทยแล้ว แต่ไม่ยอมแจ้งพิกัด

“ผมไม่ได้อยู่ในลาวแล้ว แต่ผมไม่บอกจุด… เราทำงานอยู่พื้นที่ อยู่ในไทยนี่แหละครับ อยู่ใกล้จมูกมันนี่แหละ” โกตี๋บอกนักข่าวบีบีซีไทย และเสริมว่าเขาใช้พ็อกเก็ตไวไฟ ในการสื่อสารกับโลกภายนอก

หากดูจากภาพล่าสุดบนไทม์ไลน์ของแยม ไฟเย็น บ่งบอกว่า พวกเขายังอยู่ในลาว แต่จุดที่พักนั้น ไม่ได้อยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ คงสลับไปมาระหว่างตัวเมืองกับบ้านนอก เพื่อความปลอดภัย

แหล่งข่าวความมั่นคงไทยเปิดเผยว่า หลังเหตุระเบิดในโรงพยาบาลพระมงกุฏฯ ทางการลาวให้ความมือกับไทยดีขึ้น และกดดันให้กลุ่มโกตี๋หยุดการส่งกระจายเสียง

“พวกโกตี๋กลัวมากที่สุดตอนนี้คือ การถูกอุ้มกลับเข้ามาไทย จึงใช้วิธีไปนอนกลางป่า และย้ายที่นอนไปเรื่อยๆ”

สิ่งหนึ่งที่จับสัญญาณได้จากเฟซบุ๊กของแยม ไฟเย็น คือ ก๊วนใต้ดินโกตี๋หนีการตามล่าสุดชีวิต!!

“สุภชัย วีระภุชงค์”ธรรมยาตรา CLMV

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/280928

“สุภชัย วีระภุชงค์”ธรรมยาตรา CLMV

คนในข่าว  :  5 มิ.ย. 2560
คนในข่าว, สุภชัย, วีระภุชงค์ธรรมยาตรา, CLMV, สุภชัย วีระภุชงค์, วีรยุทธ์ วีรยุทโธ, ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ, วิถีพุทธ, โภคีธารา, นวกะโพธิ์, สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย

“สุภชัย วีระภุชงค์”ธรรมยาตรา CLMV

 

ในที่สุด คณะสงฆ์ในโครงการ “ธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง” 54 รูป ก็เดินทางกลับประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมด้วยความเด็ดเดี่ยว แข็งแกร่ง มั่นคง ที่เกิดขึ้นในใจตนเอง และเพิ่มกำลังใจจากมวลมิตรเพื่อนบ้านของไทยอย่างอบอุ่นแน่นแฟ้น

โครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน จัดโดยสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ภายใต้การดูแลของ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล, มูลนิธิวีระภุชงค์ และองค์กรภาคี 5 ประเทศอย่างเป็นทางการ ที่วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี (ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ) จ.สมุทรปราการ

สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 เปิดแถลงการณ์ว่า การเดินธรรมยาตราครั้งนี้ ใช้เวลาเตรียมงาน 1 ปี ตั้งแต่การสำรวจ และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ

“สุภชัย” คาดหวังว่า โครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นตัวเชื่อม เพราะลึกๆ แล้วความรู้สึกของคนในประเทศเพื่อนบ้าน ยังไม่ค่อยประทับใจไทยเท่าไรนัก แม้ว่าจะมีศาสนาและวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน ใกล้เคียงกัน จึงหวังว่าพุทธศาสนาจะช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าใจกันดียิ่งขึ้น แม้ว่าในความเหมือน ย่อมมีความแตกต่างก็ตาม

จุดมุ่งหมายการเดินธรรมยาตรา คณะผู้ดำเนินการต้องการใช้ “วิถีพุทธ” เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง 5 ประเทศ เพื่อเป็นประโยชน์ในการทำงานร่วมกันในด้านต่างๆ ทั้งการศึกษา เศรษฐกิจ การเกษตร รวมถึงการท่องเที่ยว โดยใช้เวลา 15 วัน ระยะทางกว่า 2,500 กิโลเมตร

โครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน วันที่ 21 พฤษภาคม ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2560 มีรายละเอียด ดังนี้

21 พฤษภาคม ออกเดินทางไปที่วัดโพธิ์สระปทุม บ้านกุศกร ต.กุศกร อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เจริญจิตตภาวนาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ปักกลดและจำวัดที่วัดโพธิ์สระปทุม

22 พฤษภาคม เดินทางต่อไปยัง สปป.ลาว ทางด่านช่องเม็ก สักการะอัฐิพระอาจารย์ใหญ่ ดร.พระมหาผ่อง สะมาเลิก ที่วัดศรีสว่างวงศ์ จากนั้นเดินทางต่อไปยังวัดหลวงปากเซ พระภิกษุปักกลด

23 พฤษภาคม ออกจาก สปป.ลาว ไปยังประเทศกัมพูชา ทางด่านหนองนกเขียน-เวินคาม พระสงฆ์เดินข้ามสะพานแม่น้ำเซกองไปยังวัดโพธิญาณ จ.สตึงแตรง ประเทศกัมพูชา

24 พฤษภาคม เดินทางต่อไปยัง จ.กำปงธม ผ่านวัดพระวิหาร ปักกลด จำวัดที่วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล จ.กำปงธม ประเทศกัมพูชา

25 พฤษภาคม ออกเดินทางไปยังพนมเปญ จำวัดที่วัดปทุม พนมเปญ

26 พฤษภาคม กราบนมัสการสมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดีเทพวงศ์ ที่โรงแรมโซฟิเทล พนมเปญ จำวัดที่วัดปทุม พนมเปญ

27 พฤษภาคม เดินทางไปวัด Phat Lon เมืองฮาเตียน จ.เกียนยาง ประเทศเวียดนาม

28 พฤษภาคม เดินทางกลับเข้าประเทศกัมพูชา เพื่อเดินทางต่อไปที่วัดปากคลอง จ.เกาะกง กัมพูชา

29 พฤษภาคม คณะธรรมยาตราเดินทางกลับประเทศไทย ปักกลดและจำวัดที่วัดไก่เตี้ย จ.พระนครศรีอยุธยา

30 พฤษภาคม เดินทางจาก จ.พระนครศรีอยุธยา ไปยัง อ.แม่สอด จ.ตาก ปักกลด และจำวัด ที่วัดโพธิคุณ จ.ตาก

31 พฤษภาคม ออกเดินทางไปด่านแม่สอดเข้าประเทศพม่า ปักกลดและจำวัด ที่วัดเจดีย์เซา

1 มิถุนายน เดินทางจากที่พักไปสักการะเจดีย์โสณตตระ และกีราต้าเซติเจดีย์ จากนั้นเดินทางต่อไปยังพระธาตุอินทร์แขวน ปักกลดและจำวัด ที่บริเวณพระธาตุอินทร์แขวน

2 มิถุนายน เดินทางกลับจากประเทศพม่าทางด่านแม่สอด เข้าประเทศไทยปักกลดที่วัดโพธิคุณ จ.ตาก 3 มิถุนายน เดินทางจาก จ.ตาก ไปวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี 989 จ.สมุทรปราการ ปักกลดที่วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี 989

4 มิถุนายน วันสุดท้ายของธรรมยาตรา ร่วมพิธีปิดโครงการธรรมยาตรา ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง ที่วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี 989

กล่าวสำหรับ “สุภชัย” รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ยาหลายชนิดที่คนไทยคุ้นชินกันดี ไม่ว่าจะเป็น ทิฟฟี่ ซาร่า ฯลฯ และยังเป็นประธานบริหารของโรงแรมเครือ “โภคีธารา” ทั้ง 3 แห่ง คือ กระบี่ พนมเปญ และเสียมราฐ

“สุภชัย” เป็นหนึ่งใน “นวกะโพธิ์” ผู้ผ่านการบวชเรียนใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ประเทศอินเดีย เขาก็ไปบวชพร้อมกับนายทหาร นักธุรกิจ นักการทูต เมื่อไปบวชก็ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ศึกษาชีวิตของพระพุทธเจ้า ก็เกิดความซาบซึ้งใจว่า พระพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องประวัติพระพุทธเจ้า แต่เป็นเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องมนุษย์ว่า จะอยู่ร่วมกันอย่างไร ในหน้าที่การงาน ธุรกิจและชีวิต เราควรนำพระพุทธศาสนามาหล่อเลี้ยงจิตใจ จึงตั้ง “สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย” ส่งเสริมพระให้ได้ไปบวชเรียนที่ประเทศอินเดียเป็นประจำ

จากโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน จะทำให้ 5 ประเทศนี้เป็นภาคีต่อกัน และจะเชื่อมโยงไปอีกหลายประเทศ โดยให้นำพระพุทธศาสนาเข้าไป เพื่อทำให้ความเป็นอยู่ด้านจิตใจดีขึ้น

ถาม “พ่อ” ยัง? “วัน อยู่บำรุง” รู้จักมั้ย “บิ๊กจ๊อด”!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/280325

ถาม “พ่อ” ยัง? “วัน อยู่บำรุง” รู้จักมั้ย “บิ๊กจ๊อด”!!

คนในข่าว  :  1 มิ.ย. 2560
เฉลิม, พลอสุนทร คงสมพงษ์, พลทอภิรัชต์ คงสมพงษ์, ขอขมา, มาลัย, คสช, ขอโทษ, กราบขอโทษ, คนในข่าว, คมชัดลึก, ถาม, พ่อ, ยัง วัน, อยู่บำรุง รู้จักมั้ย, บิ๊กจ๊อด, วัน อยู่บำรุง, ลูกวัน, คนดัง, วัน, แม่ทัพแดง, บิ๊กแดง, มี สสอยู่ 3 คน, บิ๊กจิ๋ว, น้าชาติ, ทหาร, อาจหาญ, อยู่บำรุง, 21 ปี, 17 ปี, 10 ปี, พี่จ๊อด,

บางที “พ่อเฉลิม” คงต้องเล่าเรื่อง “ลี้ภัยในเดนมาร์ค” ให้ “ลูกวัน” ฟังอีกครั้ง!!

เกรียวกราวตามประสา “ลูกพ่อเหลิม” ที่พักหลังกลายเป็น “คนดัง” ในโลกโซเชียล มีแฟนๆ ติดตามเยอะ
แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คืนวันก่อนนึกยังไง “วัน อยู่บำรุง” จึงโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิจารณ์การเมืองชนิดสะใจคนคอเดียวกัน
“บ้านเมืองแม่งโคตรล้าหลังและชิบหายเพราะพวกมึงอ่ะไอ้สลัด..บิ๊กทั้งหลายไปตายซะ”
มิทันข้ามว้น “วัน” ก็ลบโพสต์นั้นทิ้ง และโพสต์ข้อความใหม่ ขอโทษ คสช.ทันที
“ผมสำนึกผิด จึงกราบขอโทษคณะผู้บริหารของรัฐบาล และ คสช.ด้วย หวังว่าพวกท่านคงให้อภัยในความผิดพลาดครั้งนี้”
เท่านั้นยังไม่พอ “วัน” หอบมาลัยไปทำเนียบ เพื่อขอขมาลาโทษนายกฯ พร้อมกับอ้างว่า ได้เข้าพบกับแม่ทัพภาคที่ 1 มาแล้ว

ถาม "พ่อ" ยัง? "วัน อยู่บำรุง" รู้จักมั้ย "บิ๊กจ๊อด"!!

ถาม "พ่อ" ยัง? "วัน อยู่บำรุง" รู้จักมั้ย "บิ๊กจ๊อด"!!

วันถัดมา พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่า ตนเรียกลูกชาย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เพราะช่วงวันที่ 30-31 พ.ค.2560 “แม่ทัพแดง” เดินทางไปปฏิบัติภารกิจตรวจชายแดนไทย-กัมพูชา ประชุมร่วมกับนายทหารระดับสูงของประเทศกัมพูชา
“บิ๊กแดง” บอกว่า น่าจะเป็นเรื่องของ “ร.ต.อ.เฉลิม” เตือนลูกชาย จึงทำให้วันเขียนขอโทษ และไปขอขมานายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล
อย่างที่ว่าโลกมันกลม มาวันนี้ “วัน” ลูกชาย ร.ต.อ.เฉลิม ต้องขานชื่อ “บิ๊กแดง” ลูกชาย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ประหนึ่งเป็นยันตร์กันผี
นักการเมืองชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผ่านสมรภูมิการเมืองมาทุกรูปแบบ มีขึ้น มีลง มีรุ่ง มีร่วง และครั้งหนึ่งในชีวิตของ “สารวัตรเหลิม” คือ การที่ทหารยึดอำนาจ และต้องหนีตายไปอยู่ในต่างแดนนานเกือบปี เป็นสิ่งที่เขาจดจำไม่ลืม
ปี 2532 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหน้าพรรคมวลชน (มี ส.ส.อยู่ 3 คน) เข้าร่วมรัฐบาลชาติชาย ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแล อสมท
28 พฤษภาคม 2533 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากกองทัพมารับตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เกิดมีปัญหาขัดแย้งกับ “เฉลิม” ทำให้ “บิ๊กจิ๋ว” ลาออกจากรัฐบาลชาติชาย
เวลานั้น “เฉลิม” แสดงตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์ “น้าชาติ” โดยออกหน้าชนกับ “ทหาร” ถึงขั้นดักฟังความเคลื่อนไหวของกองทัพ
กองทัพจึงยึดรถโอบีของ อสมท ในซอยวัดไผ่เลี้ยง เขตหนองแขม ด้วยข้อหาใช้คลื่นส่งสัญญาณเดียวกับทหารกระทบต่อความมั่นคงของชาติ จน “น้าชาติ” ต้องลงมาหย่าศึก สั่งให้กองทัพคืนรถโอบีให้แก่ อสมท
ร.ต.อ.เฉลิมจึงกลายเป็นศัตรูของกองทัพ ในยุคที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็น ผบ.ทบ. และ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ เป็น ผบ.สส.
วันที่ 23 ก.พ.2534 ทหารอากาศควบคุมตัว พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี ขณะที่อยู่บนเครื่องบินซี 130 การยึดอำนาจของคณะทหารสำเร็จลงอย่างง่ายดาย ภายใต้การนำของ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์
เย็นวันเดียวกัน ร.ต.อ.เฉลิม หลบหนีออกจากบ้านพักย่านบางบอน คลาดกับชุดจับกุมของทหารเพียง 15 นาที โดยอดีตรัฐมนตรีคนดังหนีลงไปอาศัยอยู่กัยพรรคพวกทางภาคใต้ ก่อนจะหลบขึ้นเรือเดินทะเลไปปักหลักอยู่ที่สิงคโปร์ หลังจากนั้น “อาจหาญ” ลูกชายคนโตทำเรื่องผ่าน UNHCR ที่สิงคโปร์ ขอลี้ภัยไปอยู่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ค
เวลานั้น ครอบครัว “อยู่บำรุง” อาศัยอยู่บ้านหลังเล็กๆ ชานกรุงโคเปนเฮเกน ประกอบด้วยตัวเขา ,ลำเนา, อาจหาญ(21 ปี), วัน (17 ปี) ,ดวง (10 ปี) และ จ.ส.ต.สงวน แกล้วกล้า ตำรวจติดตามที่กลายเป็นสมาชิกของครอบครัว
ระหว่างที่ลี้ภัยอยู่เมืองนอก ร.ต.อ.เฉลิม พยายามให้ “เพื่อนนักหนังสือพิมพ์” ระดับขาใหญ่ คอยล้อบบี้ “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ประธานสภา รสช. เพื่อเปิดทางให้เขาและครอบครัวกลับบ้าน

ถาม "พ่อ" ยัง? "วัน อยู่บำรุง" รู้จักมั้ย "บิ๊กจ๊อด"!!
แล้วในที่สุด ความหวังของสารวัตรเฉลิมก็สัมฤทธิ์ เมื่อ “บิ๊กจ๊อด” ไฟเขียวให้กลับบ้านได้ โดยครอบครัวเขาเดินทางถึงสนามบินดอนเมือง ตอนบ่ายวันที่ 24 ธ.ค.2534 และประโยคแรกๆ ที่ ร.ต.อ.เฉลิม บอกกับนักข่าว “กลับมานี่ เพราะพี่จ๊อด ท่านอนุญาตให้กลับ เพราะผูกพันกันในฐานะลูกน้องเก่ากับนายเก่า สมัยเป็นทหาร”
อีกประโยคหนึ่ง “ถ้าจะเล่นการเมือง ผมก็รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร เพราะครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนทางการเมืองที่เจ็บที่สุดที่แพงที่สุด”
ตกค่ำ ร.ต.อ.เฉลิม นำครอบครัวไปกราบ “พี่จ๊อด” ถึงบ้านพัก โดยกล่าวขอบคุณ “ชายเสื้อคับ” ว่า “พี่จ๊อด อนุญาตให้กลับเมืองไทย ก็เท่ากับพี่จ๊อดให้ชีวิตใหม่”
พล.อ.สุนทร ให้โอวาทตอบกลับสั้นๆว่า “ขอให้โชคดี ความกตัญญูกตเวทีเท่านั้น ที่จะทำให้เรามีชีวิตรอด” พร้อมกับตบหลังสารวัตรเฉลิมดังผัวะๆๆ แสดงความรักความเมตตาสไตล์บิ๊กจ๊อด
หลังจากนั้น “บิ๊กจ๊อด” เข้าครัวทำอาหารเลี้ยงเฉลิมและครอบครัว มีการคล้องแขนดื่มเหล้ากันอย่างสนุกสนาน

นี่เป็นภาพในทรงจำของครอบครัวอยู่บำรุง เมื่อ 26 ปีที่แล้ว

 

ถาม "พ่อ" ยัง? "วัน อยู่บำรุง" รู้จักมั้ย "บิ๊กจ๊อด"!!

ถาม "พ่อ" ยัง? "วัน อยู่บำรุง" รู้จักมั้ย "บิ๊กจ๊อด"!!

ถาม "พ่อ" ยัง? "วัน อยู่บำรุง" รู้จักมั้ย "บิ๊กจ๊อด"!!

ถาม "พ่อ" ยัง? "วัน อยู่บำรุง" รู้จักมั้ย "บิ๊กจ๊อด"!!

ถาม "พ่อ" ยัง? "วัน อยู่บำรุง" รู้จักมั้ย "บิ๊กจ๊อด"!!

จะว่าไปแล้ว ร.ต.อ.เฉลิม ก็เล่นบท “อยู่เป็น” มาตั้งแต่ช่วงหลังรัฐประหาร 2549 กระทั่งรัฐประหาร 2557 ก็เก็บตัวเงียบอยู่ในบ้านพักย่านหลังวัดบางบอน
มีแต่ “วัน” ลูกชายของเขาเท่านั้น ที่เล่นเฟซบุ๊ค สื่อสารกับแฟนคลับ จนเกิดอาการ “มึนๆ” อย่างที่ลูกชาย “บิ๊กจ๊อด” บอก เลยโพสต์ความเห็นวิจารณ์ คสช.
บางที “พ่อเฉลิม” คงต้องเล่าเรื่อง “ลี้ภัยในเดนมาร์ค” ให้ลูกวันฟังอีกครั้งแล้วล่ะมั้ง??

กลัวทหารทำไม?”สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล”ประมุขนักรบรวงทอง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/280056

กลัวทหารทำไม?”สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล”ประมุขนักรบรวงทอง!

คนในข่าว  :  31 พ.ค. 2560
โรดแม็พ, คสช, มังกรเติ้ง, กลัวทหารทำไมสมศักดิ์, สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล, ปูมประวัติ, หมูไม่กลัวน้ำร้อน, หมู, หมูชนรถถัง, ตือ, พี่ตือ, สมศักดิ์, รวีวรรณ, แชมป์, แบด, เชน, กำนันตี๋, ปริศนานันทกุล, นักรบรวงทอง, นักการเมือง, บิ๊กตู่

กลัวทหารทำไม?”สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล”ประมุขนักรบรวงทอง!

 

วัฒนธรรมการเมืองสยามประเทศ เมื่อมีทหารยึดอำนาจ “นักเลือกตั้ง” ก็ต้องถอยทัพกลับบ้าน ทำตัวให้น่ารักอยู่ในโอวาททหาร เพื่อรอเวลาเลือกตั้งใหม่

ตอนที่เกิดรัฐประหาร 2557 อดีต ส.ส.ก็เก็บตัวเงียบ แต่ผ่านไป 3 ปี ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะเลือกตั้งตามโรดแม็พ คสช. ระยะหลัง นักเลือกตั้งชักไม่ค่อยเกรงใจทหาร ถึงขั้นจะรวมตัวกันสู้กับพรรคทหาร

จุดอ่อนของฝ่ายนักเลือกตั้งคือ มีบาดแผลเยอะ และหลายคนก็มี “ปูมประวัติ” ที่ไม่เป็นบวกมากนัก โดยเฉพาะกลุ่มอดีต ส.ส.ระดับ “ผู้มีอิทธิพล”

สำหรับนักการเมืองที่เป็นร่างทรงและหัวใจของ “มังกรเติ้ง” มายาวนาน อย่าง “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” ก็เป็นคนหนึ่งที่ทำตัวเป็น “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” ออกมาวิพากษ์การทำงานของ คสช.อยู่บ่อยๆ อาจจะเป็นเพราะสมศักดิ์ มีชื่อเล่นว่า “หมู” จึงสวมวิญญาณ “หมูชนรถถัง” อยู่บ่อยๆ

เนื่องจากชื่อ “หมู” เพื่อนๆ จึงเรียก “ตือ” และกลายเป็น “เสี่ยตือ” , “พี่ตือ” ติดปากนักข่า่วมาจนถึงทุกวันนี้

“สมศักดิ์” เป็นชาวตำบลบางม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อเรียนจบ ก็มาช่วยพี่เขยทำโรงสี และได้แต่งงานกับ “รวีวรรณ” ลูกสาวเจ้าของโรงสีวิเศษชัยชาญเจริญกิจ  จากนั้นก็ช่วยพ่อตาทำโรงสี

ทั้งคู่มีบุตรและธิดา 4 คนคือ กรวีร์ ปริศนานันทกุล (แชมป์), ภราดร ปริศนานันทกุล (แบด), ภคิน ปริศนานันทกุล (เชน) และธนยา ปริศนานันทกุล

สมัยเรียนรามคำแหง สมศักดิ์ได้สัมผัสกับบรรยากาศยุคทองของขบวนการนักศึกษา หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา โดยร่วมกับเพื่อนนักศึกษารามฯ ตั้งพรรคสัตยาเคราะห์ เคลื่อนไหวทางการเมือง กระทั่งเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 สมศักดิ์ต้องหลบภัยเผด็จการ ไม่กลับบ้านอ่างทองอยู่หลายปี จน พล.อ.เกรียงศักดิ์ปฏิวัติล้มรัฐบาลธานินทร์ จึงกลับมาเรียนต่อจนจบ

การได้ซึมซับแนวคิดประชาธิปไตยประชาชน เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้สมศักดิ์ก้าวสู่ถนนกา่รเมือง เมื่อปี 2523 โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัด และได้เป็นประธานสภาจังหวัดอ่างทอง

ที่น่าสนใจ สมศักดิ์เล่นการเมืองท้องถิ่น โดยได้รับการสนับสนุนจาก “เสี่ยแหย” สมชัย ฤกษ์วรารักษ์ คนดังเมืองอ่างทอง ที่มีสัมปทานป่าหลายแห่งในภาคอีสาน โดยสมศักดิ์รู้จักมักคุ้นกับเสี่ยแหยมาตั้งแต่เด็กๆ

เวลานั้น “เสี่ยแหย” เป็นกรรมการบริหารพรรคชาติไทย และสนับสนุน ส.ส.พรรคชาติไทยมากกว่า 10 คน เมื่อการเลือกตั้งปี 2529 สมศักดิ์ จึงขยับไปเล่นสนามการเมืองระดับชาติ ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ในโควตาเสี่ยแหย

ปัจจุบัน “เสี่ยยู” อุดม ฤกษ์วรารักษ์ อดีตนายก อบจ.อ่างทอง ลูกชายของเสี่ยแหย เดินคนละเส้นทางการเมืองกับ “เฮียตือ”

เคยมีนักข่าวถามว่า คนหนุ่มที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยจ๋า ทำไมจึงเลือกมาอยู่กับพรรคชาติไทย ที่สมัยโน้นได้ชื่อว่า เป็นพรรคของกลุ่มขุนศึกซอยราชครู สมศักดิ์บอกว่า คนที่มีอุดมการณ์อยู่ที่ไหนก็ได้ เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ไปตกที่ไหน ก็แตกดอกออกช่อ

ด้วยวิธีคิดแบบนี้ ทำให้สมศักดิ์ยืนเคียงบรรหาร ศิลปอาชา ขับเคลื่อนพรรคชาติไทยยุคสุพรรณบุรี หลังจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ แยกตัวออกไปก่อตั้งพรรคชาติพัฒนา

สมศักดิ์ เป็น ส.ส.อ่างทอง มาทุกสมัย ประสบความสำเร็จทางการเมืองมากมาย ได้เป็นรองประธานสภาผู้แทนฯ และเป็นรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง

นอกจากตัวเขาเอง ลูกชายทั้งสามคนคือ ภราดร, กรวีร์ และภคิน เดินตามรอยพ่อสู่สนามเลือกตั้ง ได้เป็น ส.ส.อ่างทอง เวลานี้ ลูกชายทั้งสาม กลายเป็น “เลือดใหม่” ของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่จะก้าวเดินต่อไป โดยมี ท็อป วราวุธ ศิลปอาชา เป็นผู้นำพรรค

การเมืองท้องถิ่นอ่างทอง สมศักดิ์ ได้วางตัวให้ “กำนันตี๋” สุรเชษ นิ่มกุล นายก อบจ.อ่างทอง ดูแลในนามกลุ่ม “สำนึกรักบ้านเกิด” และกำนันตี๋นั้น เคยเป็นประธานสาขาพรรคชาติไทยที่อ่างทอง

ตามสูตรสำเร็จนักการเมืองไทย คุมการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นได้ ก็ต้องทำทีมฟุตบอล ครอบครัว “ปริศนานันทกุล” จึงก่อตั้ง “สโมสรอ่างทอง เอฟซี” ฉายา “นักรบรวงทอง” ปี 2553 ภายใต้การดูแลของ ภราดร ปริศนานันทกุล ร่วมกับ สุรเชษ นิ่มกุล ต่อมา ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท อ่างทอง เอฟซี จำกัด กำลังเล่นอยู่ในไทยลีก 2

จริงๆ แล้ว ครอบครัวของสมศักดิ์ มีความชื่นชอบกีฬาฟุตบอล จึงตั้งใจที่จะปั้นทีมอ่างทอง เอฟซี ให้ก้าวขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดให้ได้

ระหว่างบ้านเมืองวุ่นวายด้วยสงครามสี สมศักดิ์เจอวิบากกรรมอยู่ 2 เรื่องคือ ปี 2551 ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคชาติไทย ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค

ปี 2559 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติเอกฉันท์ให้บ้านใน จ.อ่างทอง ของสมศักดิ์ ที่สร้างปี 2541 มูลค่า 16 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลเมื่อปี 2558 ว่าเขามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม สมศักดิ์ได้วางทายาทการเมืองไว้พร้อมแล้ว และตัวเขาก็ยังรับบท “พี่เลี้ยง” คนสำคัญของทีมสุพรรณบุรี เอฟซี

 

——–

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

จับอาการ “นักการเมือง” แข็งข้อ “บิ๊กตู่” !!??

“สมศักดิ์” เปิดใจ ทำไมกล้าต่อกร “บิ๊กตู่” !!??

คนนี้ใช่เลย “เทพไท เสนพงศ์” พี่มาร์ค..ขาดไม่ได้?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/279902

คนนี้ใช่เลย “เทพไท เสนพงศ์” พี่มาร์ค..ขาดไม่ได้?

คนในข่าว  :  30 พ.ค. 2560
เทพไท เสนพงศ์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ไลน์หลึด, คนในข่าว, คมชัดลึก, คนนี้ใช่เลย เทพไท, มาร์ค, ไลน์หลุด, คึก, สงบ, บ่าวคึก, พิเศษ, นิด้า, พศ 2525-2526, มท4, พรรคพลังธรรม, พรรคประชาธิปัตย์, มท2, หรอยอย่างแรง, ฟ้าวันใหม่, อบจ

คึก!! “เทพไท เสนพงศ์” องครักษ์ พิทักษ์ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของแท้ !!??

               เราจะไม่พูดเรื่องกรณี “ไลน์หลุด” ของคนดังแห่งช่องฟ้าวันใหม่ ว่า งานนี้มีเสียงวิจารณ์มากมาย ทำกันเอง จนเชื่อกันเอง หรืออะไรก็ช่าง เพราะยังไง ปชป.ก็ไม่มีแตก!!

               แต่เราจะโฟกัสไปที่บุคคลในไลน์ ซีกนักการเมือง อย่าง “เทพไท เสนพงศ์” ว่า จริงๆ แล้วเขาคือใคร แม้ว่าคนไทยจะรู้จักเขามานานแล้ว แต่ก็ยังไม่ชินสักที

               เทพไท เสนพงศ์ เกิดเมื่อ 12 มีนาคม 2504 มีชื่อเล่นว่า “คึก” เป็นคน อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรคนที่ 3 ในบรรดาพี่น้อง 8 คน ของ “สงบ” และ “เอื้อน” เสนพงศ์ ซึ่งมีเชื้อสายจีนไหหลำ และมีเชื้อสายตูนิเซียจากผู้เป็นตา แต่เดิมทีครอบครัวทำนา ฐานะยากจน

               “บ่าวคึก” มีคู่สมรสชื่องามนามเพราะ (ละม้ายนามของ “พิมพ์เพ็ญ ภริยาอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ว่า “พอเพ็ญ” โดยเธอมีนามสกุลเดิมว่า “เริงประเสริฐวิทย์” เพราะเป็นบุตรสาวของคนใหญ่อย่าง “พ.อ. (พิเศษ) พล เริงประเสริฐวิทย์” อดีตคนสนิท พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา

               ประเด็นพ่อตานี่แหละ ที่เคยเป็นเรื่องเป็นข่าวใหญ่โตมาแล้ว เนื่องจาก “เสธ.พล” รวยจริงรวยจัง จนนักการเมืองรุ่นเดียวกันอิจฉา

               เทพไทจบมัธยมจากโรงเรียนปากพนัง นครฯ และมาจบปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาโทจากคณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

               ข้อมูลจากนิตยสารไฮคลาส ฉบับที่ 218 เดือนสิงหาคม 2545 เล่าว่า ความยากจนที่บ่าวคึกเจอมาในวัยเด็ก ถึงขั้นที่ว่า ไปโรงเรียนได้เงินเดือนละ 250 บาท จึงต้องไปอาศัยอยู่บ้านพักครูของอาจารย์ใหญ่ที่เสียชีวิต

               นอกนั้นก็หาเงินเสริมด้วยการถีบสามล้อบ้าง เป็นคนงานตอกเสาเข็มบ้าง แต่ก็ยังทำกิจกรรมโรงเรียนไม่ขาด จนได้รับเลือกเป็นประธานชมรมและประธานนักเรียน

               และยังเป็นคนสนใจการเมืองตั้งแต่เด็ก ถึงขนาดอายุแค่ 8 ขวบ ก็สามารถท่องรายชื่อผู้สมัครใน จ.นครศรีฯ ได้หมดว่าใครเบอร์ไหน พรรคอะไร จนปัจจุบันก็ยังท่องได้อยู่

               แถมตอนเรียนรามฯ ก็ยังทำกิจกรรมไม่ขาด เป็นตัวแทนนักศึกษาลงสมัครสมาชิกพรรคการเมือง ทั้งที่อยู่ชั้นปีที่ 1 ส่วนปี 2 ขึ้นปี 3 (พ.ศ. 2525-2526) ได้รับเลือกให้เป็นนายกองค์การนักศึกษารามคำแหง ทั้งยังเป็นตัวแทนนักศึกษา 20 สถาบัน ไปร่วมกิจกรรมกับนักศึกษาอาเซียน ที่ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์

               บ่มเพาะความรู้ถึง 8 ปีเต็ม กว่าจะได้ใบปริญญามากอด แต่จังหวะดีได้เป็นผู้ช่วย ส.ส.ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ตั้งแต่ปี 2531 เพราะเป็นคนบ้านเดียวกัน ทั้งยังเป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบัน

               กระทั่งชำนิได้เก้าอี้ รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย (มท.4) ช่วงปี 2537 เทพไทก็ได้เป็นเลขานุการ รมช.มหาดไทย ขณะที่ชำนิยังอยู่ “พรรคพลังธรรม”

               จนชำนิย้ายมาอยู่ “พรรคประชาธิปัตย์” ได้เป็น รมช.มหาดไทย (มท.2) อีกครั้ง ช่วงปี 2540-2543 ซึ่งตรงกับสมัยรัฐบาลชวน 2 บ่าวคึกก็ตามมาด้วยในตำแหน่งเดิม

               ผ่านมาจนปี 2548 ถึงคราว “บ่าวคึก” ลงศึกบ้าง ปรากฏว่าลงปุ๊บก็ชนะเลย ได้เก้าอี้ ส.ส.นครศรีธรรมราช แถมต่อมายังมีบทบาทเป็นโฆษกของพรรค และโฆษกส่วนตัวของหัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีกด้วย

               ฟ้าบันดาล มาร์คได้นั่งนายกฯ คึกเลยได้เป็นโฆษกนายกรัฐมนตรี โดยหน้าที่โฆษก แน่นอนว่าจะคอยตอบโต้กับฝ่ายค้านและฝ่ายตรงข้าม

               แต่ของคึกเรียกว่า มีวาทะที่คนใต้เรียกว่า “หรอยอย่างแรง” แถมได้ภาพลักษณ์ของความเป็นองครักษ์พิทักษ์ “มาร์ค” มาครอง

คนนี้ใช่เลย "เทพไท เสนพงศ์" พี่มาร์ค..ขาดไม่ได้?

               ชีวิตด้านหนึ่งเรารู้กันดีว่า เขายังเป็นพิธีกรรายการสายล่อฟ้า ทางช่องบลูสกายแชนแนล โดยจัดร่วมกับ ศิริโชค โสภา และชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เป็นสามเกลอที่คนไทยเรียกขาน

               จนต่อมาเมื่อรายการสายล่อฟ้าได้ยุติการออกอากาศลงช่วงรัฐประหารโดย คสช. แต่ก็กลับมาออกอากาศอีกครั้งเมื่อ 27 สิงหาคม 2557 ในชื่อสถานีใหม่ว่า “ฟ้าวันใหม่”

               ไม่เพียง “คึก” เทพไท ที่ได้ดิบได้ดีมีราคาในสนามใหญ่ แต่ยังส่งต่อไปยังรุ่นพี่น้องของเขาเอง จนได้ชื่อว่าครองบัลลังก์ท้องถิ่นขนาดใหญ่เมืองคอนมานาน

               โดยในส่วนของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ก็ได้พี่ชาย คือ ผศ.เชาวน์วัศ เสนพงศ์ นั่งเป็นนายกเทศมนตรี มีน้องชาย พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ เป็นรองนายกเทศมนตรี

               ขณะที่ในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครศรีฯ ยังมีน้องชายคือ มาโนช เสนพงศ์ นั่งเป็นนายก อบจ. ที่ได้เก้าอี้มาจากความเป็นคนรุ่นใหม่ จากกลุ่ม “ประชาธิปัตย์สร้างสรรค์” ทำคะแนนชนะเจ้าเก่าแบบสร้างประวัติศาสตร์

               ก่อนจะเสียหลัก ตอนปี 2558 ที่มาโนชต้องโดนใบแดง หลุดจากเก้าอี้ อบจ.นครศรีฯ พร้อมคณะ และถูกตัดสิทธิ์การเมือง 1 ปี เพราะโดนจับได้ว่าทุจริตเลือกตั้ง อบจ. โดยฝ่ายเทพไทยยังโดนด้วย ฐานจัดเลี้ยงเพื่อจูงใจ

               แต่ว่ากันว่า ไม่ได้สั่นคลอนบารมีใน อบจ.ลงเท่าไหร่ เพราะบ้านนี้มีสแปร์เยอะ ประมาณว่า ใครขาด คนที่เหลือก็เป็นอะไหล่เสียบได้ทันที เรื่องนี้คนในพื้นที่รู้กันดี ต้องไปถามกันเอง

               มาวันนี้ บทบาทของเทพไทออกแนวๆ ด่าทหารมาสักพัก สอดประสานกับบทบาทของ วัชระ เพชรทอง คนพรรคเดียวกัน โดยไม่พักคิดไกล พอแววมาว่าชาวบ้านรู้สึกไง คนประชาธิปัตย์ก็ไปทางนั้น คะแนนรัฐบาลสีเขียวลงฮวบขนาดไหน ยอมรับความจริงกันเถิด

               ยิ่งพอ “ลูกเพ่มาร์ค” เอาสูทออกมาปัดฝุ่นเตรียมลงศึกเลือกตั้ง ที่มาแน่ (แต่เมื่อไหร่?) เสี่ยคึกยิ่งคึกคัก เม้าท์กันว่า ยังวาดฝันจะดันน้องชาย พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ มาเป็นอะไหล่การเมืองอีกคน

               ถามว่าเทพไทจะไปต่อยังไง ตอบเลยสบายมาก ตอนนี้งานใหญ่ คือ ลงพื้นที่ดูน้ำท่วมที่เมืองคอน ไปตามดูได้ในทวิตเตอร์ “กลุ่ม ปชป.สร้างสรรค์” ทำคะแนนอยู่เงียบๆ แต่ภาพเพียบนะจ๊ะ!!

สยบ! เจ้าพ่ออุทัย “ชาดา ไทยเศรษฐ์” สะแกกรังเดือด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/279530

สยบ! เจ้าพ่ออุทัย “ชาดา ไทยเศรษฐ์” สะแกกรังเดือด?

คนในข่าว  :  28 พ.ค. 2560
นายชาดา ไทยเศรษฐ์, ปฏิบัติการ, สกัดรถยนต์, อุทัยธานี, อดีต สส, ชาติไทย, เจ้าพ่อ, อุทัยธานีสะแกกรัง, คนในข่าว, คมชัดลึก, สยบ, เจ้าพ่ออุทัย ชาดา, ชาดา, มือปืนรับจ้าง, บ้านใหญ่, บ้านดอนหมื่นแสน, พี่ใหญ่ใจดี, พี่ใหญ่, บ้านเกิดของแม่, กลุ่มคุณธรรม, ฟารุต, รอง ผบตร, ผบชก, ชาดา ไทยเศรษฐ์

ปฏิบัติการบุกสกัดจับขบวนรถยนต์ของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” อดีต ส.ส.อุทัยธานี  ….สะแกกรังเดือด?

                 คลิปภาพตำรวจกองปราบ ร่วมกับตำรวจทางหลวง บุกสกัดจับขบวนรถยนต์ของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” อดีต ส.ส.อุทัยธานี ถูกแชร์ไปในโลกออนไลน์ราวไฟไหม้ลามทุ่ง

                 “ชาดา” เพิ่งเป็น ส.ส.แค่ 2 สมัย แต่ทุกความเคลื่อนไหวของเขาได้รับความสนใจจากคนทั้งประเทศ เนื่องจากเขาเป็น “ผู้ทรงอิทธิพล” แห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง มายาวนาน ตั้งแต่สมัยเล่นการเมืองท้องถิ่น

                 อุทัยธานี เป็นจังหวัดขนาดกลาง ตรงรอยต่อภาคกลางกับภาคเหนือ สมัยก่อนเป็น “เมืองปิด” ดูคล้ายเงียบสงบ แต่กลับถูกขึ้นบัญชีดำของฝ่ายความมั่นคง เป็นเมืองที่มี “มือปืนรับจ้าง” ติดอันดับท็อปเท็นของเมืองไทย

                 สำหรับตระกูลการเมืองของอุทัย ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ก็มีอยู่ 5-6 ตระกูลคือ ทุ่งทอง, นุ้ยปรี, มงคลศิริ, เหลืองบริบูรณ์, โต๋วสัจจา และไทยเศรษฐ์

                 ในทางการเมือง ชาวอุทัยล้วนทราบดี คำว่า “บ้านใหญ่” นั้น หมายถึง “บ้านดอนหมื่นแสน” ต.ดอนขวาง อ.เมืองอุทัยธานี นี่คืออาณาจักรของ “พี่ใหญ่ใจดี” ชื่อชาดา ไทยเศรษฐ์ ที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขา บนเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่

                 ใครเดือดร้อนอะไร? ก็ไปหา “พี่ใหญ่” ที่บ้านใหญ่ หรือบ้านดอนหมื่นแสน

                 ว่ากันว่า “ไทยเศรษฐ์” สืบเชื้อสายมาจากแขกปาทาน ที่อพยพมาจากตอนเหนือของปากีสถาน โดยส่วนใหญ่แขกปาทานในไทย จะยึดอาชีพค้าเนื้อ ปู่ของชาดา เป็นพ่อค้าเนื้อรายใหญ่ในจังหวัดอุทัยธานี

                 พ่อของชาดา ทำกิจการรับบรรทุกไม้ซุง ก่อนจะหันมาค้าวัวควายส่งออกต่างประเทศ และขายเนื้อในตลาดอุทัย เพราะอาชีพค้าเนื้อนี่เอง ทำให้ชีวิตของชาดา ต้องกลายเป็นลูกกำพร้า เนื่องจากการแย่งชิงผลประโยชน์ก้อนโตของธุรกิจค้าเนื้อ

                 ปี 2511 พ่อถูกยิงเสียชีวิต น้องชายของพ่อก็ตามทวงหนี้เลือด มีการล้างแค้นกันไปมา เหมือนหนังฮ่องกง ต่างฝ่ายต่างลั่นกระสุนกลางตลาดอุทัย เพื่อชิงตลาดค้าเนื้อ และค้าวัวค้าควาย

                 ปี 2518 ชาดาในวัย 15 ปี แม่ถูกยิงเสียชีวิต ทำให้สงครามเลือดล้างตระกูลในลุ่มน้ำสะแกกรัง ดุเดือดเลือดพล่าน และ 7-8 เดือนต่อมา พี่ชายที่มารับช่วงกิจการก็ต้องสังเวยคมกระสุนจบชีวิตลงให้กับธุรกิจค้าเนื้อไปอีกคน

                 ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ ญาติจึงนำชาดาหนีออกจากอุทัยไปหลบอยู่ที่เมืองกาญจน์(บ้านเกิดของแม่) อยู่หลายปี และเมื่อเขาเติบใหญ่เป็นหนุ่มฉกรรจ์ จึงกลับมาอุทัยเพื่อสืบสานธุรกิจค้าเนื้อ

                 แน่นอน บนถนนสายธุรกิจค้าเนื้อ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องฝ่าห่ากระสุนไปให้รอด ชาดาและเพื่อนๆ เปิดศึกรบกับ “ผู้มีอิทธิพล” ที่ได้รับการสนับสนุนจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในอุทัยธานี เขาเดินหน้าชน ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม สู้กันทั้งบนดินและใต้ดิน สุดท้ายเขาคือ ผู้ชนะ!!

                 หลังมรสุมอิทธิพลมืดได้จางหายไป กิจการค้าเนื้อของชาดาก็เริ่มขยับขยายไปเรื่อยๆ โดยมีเขาเป็นหัวเรือใหญ่ โดยส่งเนื้อไปขายที่ตลาดอุทัยธานีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

                 เมื่อประสบความสำเร็จในการประกอบกิจการค้าเนื้อ ชาดาเริ่มขยับไปลงทุนทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ทำเหมืองหิน ทำธุรกิจโรงแรม รวมถึงเป็นนายหน้าค้าที่ดิน

                 ลงหลักปักฐานธุรกิจจนมั่นคง ชาดาจึงก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นในฐานะสมาชิกสภาเทศบาลเมืองอุทัยธานี เมื่อปี 2533 หลังจาก “วุฒิไกร เหลืองบริบูรณ์” นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานีขณะนั้นถูกลอบยิงเสียชีวิต

                 ต่อมา ชาดาจับมือกับกลุ่มการเมืองตระกูล “เหลืองบริบูรณ์” ตั้ง “กลุ่มคุณธรรม” ลงเลือกตั้ง และผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลฯ กลุ่มคุณธรรมเดินเข้าสภาเทศบาลอุทัยธานี ได้ทั้งหมด 18 คน ชาดาได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้นายกเทศมนตรี

                 ชาดาเป็นนายกเทศมนตรี ติดต่อกันมาหลายสมัย ก่อนจะส่งต่อให้น้องสาว- มนัญญา ไทยเศรษฐ์

                 การเลือกตั้งปี 2550 ชาดา เบนเข็มจากท้องถิ่นสู่สนามการเมืองใหญ่ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรกในสังกัดพรรคชาติไทย หรือพรรคชาติไทยพัฒนาในปัจจุบัน ด้วยความเป็นคนมากบารมี มีชื่อเสียงในยุทธจักร สื่อมวลชนจึงให้ความสนใจในตัวเขาราวกับเป็นผู้แทนเก่า

                 เมื่อชาดา เป็นผู้แทนฯ จึงพยายามแผ่ขยายอาณาจักร ไม่ใช่เพียงยึดฐานเทศบาลเมืองอุทัย หากยังรวมไปถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัย โดยชาดา สนับสนุน “เผด็จ นุ้ยปรี” เป็นนายก อบจ.อุทัย มาสองสมัยแล้ว

                 ปี 2554 ชาดา ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.อีกสมัย และปีถัดมา ชาดาเปิดตัว ฟารุต ไทยเศรษฐ์ ให้เป็นทายาททางการเมือง และเตรียมลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่เดือน ส.ค.ปีเดียวกัน “ฟารุต” ถูกยิงเสียชีวิตบนรถของชาดา นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของผู้กว้างขวางเมืองอุทัย

                 ต้นปี 2559 ชาดา จัดงานแต่งงานลูกสาว 2 คนคือ ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ และอัลฑริกา ไทยเศรษฐ์ โดยพิธีฉลองมงคลสมรสครั้งนั้น มีแขกผู้เกียรติมาร่วมงานนับหมื่นคน เฉพาะนักการเมือง แกนนำพรรคชาติไทยมายกพรรค, ชวน หลีกภัย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, สุเทพ เทือกสุบรรณ, เสนาะ เทียนทอง, จตุพร พรหมพันธุ์ , ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ฯลฯ

                 หลังรัฐประหาร 2557 ชาดา ตกเป็นเป้าของ คสช. ในฐานะ “ผู้มีอิทธิพล” ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี โดยในรอบ 3 ปี เขาถูกตำรวจบุกค้นบ้านมาแล้ว 3 ครั้ง

                 ครั้งแรก วันที่ 23 ก.ค.2558 ตำรวจกองปราบเปิดยุทธการสะแกกรัง ปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้างในจังหวัดอุทัยธานี 11 จุด และในนั้น มีบ้านของชาดารวมอยู่ด้วย

                 ครั้งที่สอง วันที่ 12 เม.ย.2559 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายผู้มีอิทธิพลละเมิดกฎหมาย รวมถึงบ้านพักนายชาดา

                 ครั้งที่สาม วันที่ 23 มี.ค.2560 พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดยุทธการไพร่ฟ้าหน้าใส ตรวจค้นผู้มีอิทธิพลในจังหวัดอุทัยธานี 30 จุด และไม่พลาดที่จะค้นบ้านของชาดาอีกครั้ง

                 ฉากชีวิตของชาดา ไม่ต่างจากนิยายบู๊ล้างผลาญ แต่เขาจะโลดโผนในยุทธจักรไปได้นานแค่ไหน ผู้คนในวงการต่างเฝ้าจับตามอง?

——-

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

คลิป นาทีปฏิบัติการลุยค้นรถ”ชาดา ไทยเศรษฐ์” (1)

คลิป ปฏิบัติการค้นรถ”ชาดา ไทยเศรษฐ์”(2) 

ภาพชุดปฏิบัติการ บุกค้นรถยนต์ อดีต ส.ส.ชาดา

ค้นรถ อดีต ส.ส. “ชาดา” เจอปืน 6 กระบอก !!   

แจ้งข้อหา“ชาดา”พกปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต

ตกหลุมอากาศ”พาที” เจ็บหนักจะฝ่าพายุไหวมั้ย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/279260

ตกหลุมอากาศ”พาที” เจ็บหนักจะฝ่าพายุไหวมั้ย?

คนในข่าว  :  26 พ.ค. 2560
ซีอีโอ, สายการบิน, หลุมอากาศ, พายุ, นกแอร์, คนในข่าว, พาที สารสิน, ตกหลุมอากาศพาที, พาที, แมวแอร์, NOK, นกปีกหัก, ดุ๋ง พาที, อ่อน, กึ๋น

ตกหลุมอากาศ”พาที” เจ็บหนักจะฝ่าพายุไหวมั้ย?

 

จะต้องเปลี่ยนเป็น “แมวแอร์” 9 ชีวิตมั้ย ? ค่าที่ยังได้ไปต่อ เมื่อล่าสุด บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (NOK) เพิ่งประกาศว่า แม้การบินไทย หรือ THAI เมินสิทธิ์ที่จะเพิ่มทุน แต่ก็มีรายอื่น…แถมรับรองว่า 2 เดือนนี้ ระดมทุนสำเร็จแน่นอน เตรียมเปิดพันธมิตรกลุ่มใหม่อีก เชิดใส่บินไทยสวยๆ !

แถมอินสตาแกรมของซีอีโอนกแอร์ พาที สารสิน ยังมีการขึ้นข้อความระบุเป็นนัยๆ ว่า “ขอแสดงความขอบคุณสำหรับผู้ที่ให้การสนับสนุนอย่างมากมาย และพร้อมจะทำงานอย่างเต็มที่ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจ”

แต่งานนี้หากถามฝ่ายตัวแม่บินไทย ก็คงยักไหล่แบะมือ แล้วไงใครแคร์ เพราะก็ตัวเบาขึ้น ถือหุ้นน้อยลง ไม่ต้องรับรู้เรื่องขาดทุนจนปวดหัว แถมยังหนุนราคาหุ้นวิ่งฉิวทั้งคู่ !!!

ถ้าจะมีแต่ข่าวดีๆ ก็จบสิไม่ต้องเล่าต่อ ลองย้อนไปดูเรื่องราวที่ผ่านมา จะพบว่า ค่ายนกแอร์ก็เรียกได้ว่าบินมาแบบทุลักทุเล เจอพายุ หลุมอากาศมาแบบกระหน่ำซ้ำเติมจนเกือบสิ้นชื่อทั้งคนทั้งองค์กร

แม้คนไทยรู้กันดีว่า สายบินนกแอร์ ก็คืออีกสายการบินที่ใครก็ซื้อตั๋วบินได้เหมือนกัน ! และมีซีอีโอมากความสามารถ แต่ภาพจำของคนไทยเกี่ยวกับนกแอร์ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ กลับไม่ใช่เรื่องดีเลย นั่นคือ ภาวะขาดทุนสะสมต่อเนื่องมาตลอด จนหลายคนใช้คำว่า “นกปีกหัก”

นับตั้งแต่ปี 2557 นกแอร์ขาดทุน 471 ล้านบาท, ปี 2558 ขาดทุน 726 ล้านบาท, ปี 2559 ขาดทุน 2,080 ล้านบาท และปีนี้ เอาแค่ไตรมาสแรก ก็ขาดทุนถึง 295.57 ล้านบาทเข้าไปแล้ว ถึงขนาดที่คาดการณ์กันว่าแม้วันนี้นกแอร์จะเพิ่มทุนในครั้งนี้สำเร็จ แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมหนี้ และต้องกู้เงินเพื่อทำธุรกิจต่อด้วย

ถามว่าทำไมนกแอร์ถึงขาดทุนได้ขนาดนี้ แน่นอนหากดูจากมติของการบินไทยครั้งล่าสุดนี้ น่าจะชี้เป้าไปที่การบริหารของซีอีโอ

เพราะการตัดสินใจชนิดกลับลำในโค้งสุดท้ายของการบินไทยในการประชุมบอร์ดนัดพิเศษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพียงวันเดียวก่อนหมดเวลาใช้สิทธิ์เพิ่มทุน ซึ่งเม้าท์กันว่า ที่ประชุมบอร์ดเถียงกันน้ำลายแตกฟอง โดยมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน แต่ในที่สุดก็เห็นควรไม่ให้มีการซื้อหุ้นเพิ่มทุน

ทำเอาพาที ถึงกับถอนใจว่า ไม่ได้คุยกันไว้แบบนี้นี่นา !

เมื่อมองถึงเหตุผล ก็น่าจะจริงตามข้างต้น นั่นเพราะการบินไทยมองว่า แผนการปฏิรูปและบริหารงานของนกแอร์ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการขาดทุนยังขาดความชัดเจน และไม่สามารถการันตีได้ว่า หากการบินไทยลงเงินไปแล้วจะได้ผลตอบแทนคืนกลับมาได้อย่างไร

แถมด้วยเงื่อนไขว่า หากจะเอาตังค์เรา พาทีต้องไม่อยู่นะ ! และแน่นอนที่การบินไทยจะรู้จัก “ดุ๋ง พาที” เป็นอย่างดี ก็เป็นอันว่าเงินไม่ไปแล้วกัน

นั่นเป็นมุมของบอร์ดบินไทยรวม ที่เล็งถึงผลกำไรและความไม่เชื่อมั่นในฝีมือของพาทีอีกแล้ว แต่พอหันไปมองมุมของฝ่ายสนับสนุนเพิ่มทุน ก็ใช่ว่าจะให้เครดิตพาทีสักเท่าไหร่

เพราะเหตุผลคือ เกรงว่านกแอร์จะมีผู้ร่วมทุนใหม่จากสิงคโปร์เข้ามาเป็นคู่แข่ง และจะมามีอิทธิพลในกิจการการบินของไทย ที่สิงคโปร์จะได้เส้นทางการบินที่การบินไทยยกให้นกแอร์มาบินแทน และอาจจะทำให้นกแอร์และนกสกู๊ตย้ายฐานกลับไปที่สุวรรณภูมิ ซึ่งจะเข้ามาแข่งกับการบินไทยด้วย

มีเรื่องเล่าหลังฉากการล้มกระดานไม่เพิ่มทุนในนกแอร์อีก คือในส่วนของการตัดสินใจรอบแรกที่ว่าจะเพิ่มทุนนั้น มีเสียงแตกออกเป็นสองฝ่าย คือขณะที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่า เพิ่มๆ ไป แล้วก็ให้คนเดิมนั่งต่อไป

แต่มีอีกฝ่ายหนึ่ง ที่ขอว่าจะต้องกำจัดจุดอ่อนออกไปด้วย แต่ไม่ใช่เคลียร์เก้าอี้ แล้วหาคนเก่งที่ไหนมาบริหาร แต่เป็นคนของตัวเองที่จะดันเข้ามาแทน !! งานนี้เม้าท์กันว่า มีการเตรียมซีอีโอใหม่ที่เป็นทายาทอย่าง “ณ” หรือ “จ”

นี่จึงเป็นที่มาของการประชุมอีกครั้งแบบนอกรอบวันอาทิตย์ จนออกมาเป็นดีลล้มกระดานไม่เพิ่มทุน ไม่เพียงส่งผลให้นกแอร์ต้องบ่ายหน้าเร่ไปคุยกับรายอื่น

ทั้งนี้ แหล่งข่าวการบินไทยระบุแก่สื่อว่า การที่บินไทยไม่เข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุน ทำให้กลุ่มจุฬางกูรขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 และจะมีอำนาจในการบริหารงานสายการบินนี้ด้วย เนื่องจาก ณัฐพล จุฬางกูร ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ในสัดส่วน 12.08% ทวีฉัตร จุฬางกูร ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 ในสัดส่วน 10.21% เมื่อรวมทั้ง 2 คน จะทำให้กลุ่มจุฬางกูรมีหุ้นในสายการบินนกแอร์ 22.29%

ก็ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้องกับชื่อย่อข้างต้นหรือไม่อย่างไร แต่ถึงตรงนี้ พาทียังอยู่นะ !

ดังนั้น หลายคนจึงจับตามองความเคลื่อนไหวของพาทีหลังจากนี้ โดยเฉพาะเรื่องตัวเลขขาดทุน ที่หลายคนชี้โป้งเลยว่าที่ผ่านมาผู้บริหาร “อ่อน” แต่ดูแล้ว ที่พาทีเจอมา ใครนั่งตรงนี้ก็รากเลือดหรือเปล่า ?

มาถึงวันนี้ สภาพของนกแอร์ต้องบอกว่าเปียกและมอมแมมไปด้วยพายุฝน ถึงขั้นที่ว่าหากไม่เพิ่มทุนให้ทันภายในเดือนนี้ เนื่องจากมีผลขาดทุนต่อเนื่อง และกินสัดส่วนผู้ถือหุ้น ก็อาจต้องเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการได้

อย่างไรก็ตาม มีข่าวดีว่า นกแอร์อยู่ระหว่างเจรจากับผู้ร่วมทุนต่างชาติ 2 กลุ่ม ซึ่งข่าวระบุว่าเป็นจีนและสิงคโปร์ ซึ่งทางเจ้าตัวขอเวลาอีก 2 เดือนจะมีความชัดเจน แถมหลังข่าวนี้ออก ราคาหุ้นนกแอร์ปิดตลาดที่ราคา 4.78 บาท เพิ่มขึ้น 3.91% ขณะที่การบินไทยปิดตลาดที่ 19.10 บาท เพิ่มขึ้น 4.95%ก็น่าจะมีความหวังใช่หรือไม่

ที่สำคัญ ต้องมาดูที่ “กึ๋น” ของซีอีโอหัวติสต์ต่อไป ว่าจะนำพานกแอร์บินไปถึงไหนในปลายทาง