เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเผยโฉมคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2025/26 แรงบันดาลพระทัยจากกีฬาม้าอันฉับไวและงามสง่า

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเผยโฉมคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2025/26 แรงบันดาลพระทัยจากกีฬาม้าอันฉับไวและงามสง่า

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเผยโฉมคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2025/26 แรงบันดาลพระทัยจากกีฬาม้าอันฉับไวและงามสง่า

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.26 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ แบรนด์ SIRIVANNAVARI  ทรงเผยโฉมคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2025/26 แรงบันดาลพระทัยจากกีฬาม้าอันฉับไวและงามสง่า

สำหรับคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2025/26 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ แบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงนำแรงบันดาลพระทัยจากความโก้หรู ความภูมิฐานในกีฬาขี่ม้า มาเป็นแนวทางการออกแบบเครื่องแต่งกายร่วมสมัยและทันสมัย ตอบรับกับวิถีการดำเนินชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ ทุกแง่มุมอันเกี่ยวกับกีฬาม้าอันฉับไวและงามสง่า ถูกนำมาหลอมรวมกับธรรมเนียมการตัดเย็บสุดประณีต และมรดกทางการสร้างสรรค์ของแบรนด์ เพื่อแสดงออกถึงบุคลิกความกล้า และสง่างามในความเป็นผู้หญิง

“สำหรับเรา กีฬาขี่ม้าหรือบังคับม้า คือโจทย์แห่งการท้าทาย ความเร็ว และความเฉียบขาดในการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน แต่ละท่วงท่าของการบังคับม้า ล้วนเต็มไปด้วยความภูมิฐาน งามสง่า นำมาซึ่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานออกแบบได้อย่างไม่มีวันหมด  ตั้งแต่เสื้อผ้า ไปจนถึงเครื่องหนัง เครื่องประดับ และอัญมณี” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ดำรัสถึงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อศิลปะในกีฬาขี่ม้า  “ไม่เพียงความสง่างามของม้า ความเท่ อันมีเอกลักษณ์ของเครื่องแต่งกายนักขี่ม้า อุปกรณ์บังคับ และเครื่องประดับม้า อย่างตะขอปากม้า เกือกม้า อานม้า ชุดบังเหียน หรือกระทั่งโกลน ทุกอย่างถูกรังสรรค์ และถ่ายทอดมาสู่คอลเลกชัน Autumn-Winter 2025-26  ด้วยความพิถีพิถัน ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อยกย่องคุณค่า งานฝีมือ และเสน่ห์แห่งความร่วมสมัย”

คอลเลกชัน Autumn-Winter 2025/26 Collection อาศัยแรงบันดาลใจจากท่วงท่าสง่างามของนักขี่ม้า ความแข็งแกร่งของตัวอาชา และเครื่องแต่งกายตามธรรมเนียมนิยมของกีฬาท้าความเร็ว  ถูกตีความใหม่ กลายเป็นชิ้นเด่นของฤดูกาล ตั้งแต่แจ็กเก็ตไอริส (IRIS Jacket) นิยามใหม่จากชิ้นคลาสสิคของนักขี่ม้า คอร์เซ็ตของฤดูกาล ที่แฝงกลิ่นอายแบบกอธิค โรแมนติคซิสม์ (Gothic Romanticism) โดดเด่นด้วยโครงชุดดุจเสื้อเกราะ ไปจนถึงเสื้อเคปที่พลิ้วไหว, เสื้อโค้ทที่มีโครงชัดเจน เพิ่มความดรามาติคด้วยปกคอที่กว้าง และปกคอตั้งสำหรับผู้หญิง บ่งบอกถึงความอ่อนโยนและความหาญกล้าที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว  ผ่านเนื้อผ้าคุณภาพสูง อาทิ ผ้าวูล, ผ้าไหม และผ้าฝ้ายหลากเฉด ในโทนขรึม ประณีต แบบเดียวกับเครื่องแบบกีฬาขี่ม้า อย่างขาวหม่นหรือ “ออฟ-ไวท์” (Off White) สีเทา, ม่วงอมน้ำตาลจนถึงดำ, แดงเข้มเบอร์กันดีถึงน้ำตาล ตลอดจนเฉดสีต่างโทนอย่างน้ำเงินกรมท่า และเขียวขี้ม้าหรือกากี

ขณะที่เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิง สะท้อนถึงแรงบันดาลใจจากเครื่องแบบชุดแต่งกายของนักกีฬาขี่ม้าอย่างชัดเจน ทั้งเสื้อโค้ต เสื้อคลุมหรือเสื้อนอก และผ้าคลุมไหล่ ลายพิมพ์ ลายปัก รวมถึงงานเย็บตะเข็บบนนวมเดินลายบนวัสดุหนัง และงานปั๊มลาย ต่างร่วมกันเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับม้า และเครื่องม้าได้อย่างงดงาม  แจ็กเก็ตไอริส (IRIS Jacket) อันถือเป็นไอคอนชิ้นสำคัญประจำแบรนด์ ได้รับการรังสรรค์ สอดแทรกกลิ่นอายจากโลกกีฬาขี่ม้าได้อย่างน่าสนใจ  สำหรับสวมใส่ร่วมกับกางเกงขายาวดัดแปลงแพ็ทเทิร์นจากทรงกางเกงขี่ม้าทั้งกางเกงสะโพกพอง (Jodhpurs) และกางเกงรัดรูปประกบรัดเข่า ตลอดจนชุดหนังดันทรง และสายรั้งขอบกางเกงหรือสายเอี๊ยม ซึ่งถูกนำมาพลิกแพลงเป็นสายคาดรัดตัวตามตำแหน่งต่างๆ อย่างมีสไตล์ เติมมิติร่วมสมัย ให้แก่รูปทรงคลาสสิกเช่นเดียวกับเสื้อเชิ้ตคอปกสูง และรายละเอียดอันทันสมัยเพื่อให้แต่ละชุดเต็มไปด้วยความงามสง่า เหมาะแก่การสวมใส่จริงในชีวิตประจำวัน บ่งบอกถึงวิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างเฉียบคม   เหนืออื่นใด บุคลิกกล้าแกร่งแฝงเสน่ห์เย้ายวนแบบหญิงแกร่ง ถูกถักทอสู่เดรสยาวผ้าพลิ้วทิ้งตัว ชุดราตรีปักลายอาชา บ่งบอกถึงอำนาจ  แถมท้ายที่ลูกเล่นผ้าทอลายสก็อต และผ้าพิมพ์ลายตาหมากรุก ร่วมกับศิลปะงานปักต่างเทคนิค รวมถึงงานปั๊มนูนลายม้าทับลงบนฝีตะเข็บกรุนวม เช่นเดียวกับสัญลักษณ์ต่างๆ ของแบรนด์

ต้นแบบชุดกีฬานักขี่ม้าชาย ถูกรังสรรค์มาสู่เสื้อผ้าบุรุษเพื่อมอบความกลมกลืน อาศัยความสมดุลของศิลปะตัดเย็บสูทคลาสสิก กับงานออกแบบร่วมสมัย ให้ความคล่องตัว  ไม่ว่าจะเป็นเสื้อนอกตัวยาว เสื้อ trench สูทกระดุมสองแถว สูทตัวเดี่ยว ไปจนถึงเสื้อกั๊กตัวยาว และเสื้อเชิ้ต  กางเกงขายาวซึ่งถูกดัดแปลงรูปลักษณ์มาจากกางเกงขี่ม้าทั้งสองแบบ ทั้งกางเกงสะโพกพอง และกางเกงรัดรูป เช่นเดียวกับที่ปรากฏในคอลเลกชันเสื้อผ้าสำเร็จรูปสตรี  ส่วนชิ้นคลาสสิค อย่างเสื้อเชิ้ตผ้าไหมผสมคอตตอน มีความพิเศษด้วยลายพิมพ์ภาพเขียนฝีพระหัตถ์รูปม้าขององค์ดีไซเนอร์ที่ต่อยอดมาสู่การสร้างสรรค์คอลเลกชันนี้

แรงบันดาลใจจากความรักในกีฬาขี่ม้า ส่งผ่านต่อกระเป๋าดีไซน์ใหม่ 3 สไตล์ ด้วยลูกเล่นดัดแปลงจากกระเป๋าอุปกรณ์ม้าแบบต่างๆ สู่เครื่องหนังร่วมสมัย ได้แก่ Henry Drawstring กระเป๋าเชือกรูด ทรงเข้ารูป Martingale Sac กระเป๋าทรง saddle ซึ่งเป็นรูปทรงที่ต่อเนื่องจากหลายฤดูกาลที่ผ่านมา และ Dream Bucket  กระเป๋าสะพายทรงถัง  ล้วนเป็นไอเท็ม ‘Must-Have’ จากความลุ่มลึกในงานออกแบบงามสง่า เต็มไปด้วยความกล้าและท้าทายทางแนวคิดสร้างสรรค์ ด้วยวัสดุสุดหรูหราจากหนังกลับ ไปจนถึงหนังลูกวัว งาน Made in Italy สุดประณีต

และเพื่อเป็นบทเติมเต็มให้กับทุกลุคการแต่งกาย รองเท้าทั้ง 3 ดีไซน์ใหม่ บู๊ทยาวขี่ม้า รองเท้าส้นสูงเปลือยข้อ โดดเด่นด้วยส้นทรงพีรามิด (pyramid cone heels)  บ่งบอกถึงความหรูหรา  เช่นเดียวกับบรรดาเครื่องประดับอันมีเอกลักษณ์ ด้วยรูปทรงเรขาคณิตจากอุปกรณ์บังคับม้าและเครื่องม้า จากตะขอปากม้าไปจนถึงเกือกม้า โกลนบังคับม้า แม้กระทั่งโซ่สายบังเหียน ที่เพิ่มความโดดเด่น โฉบเฉี่ยวให้แก่เสื้อผ้าแต่ละลุคได้อย่างละเมียดละไม จากแพชชั่นและศิลปะในการใช้ชีวิตมาสู่แรงบันดาลใจในงานออกแบบแฟชั่นด้วยความคิดอันลุ่มลึกเสื้อผ้าจึงหาได้เป็นเครื่องแต่งกายหากกลายเป็นผลงานยกย่องความหมายของกีฬาขี่ม้าตามแนวทางสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI อันแสดงออกถึงความกล้าอย่างภูมิฐานแห่งจิตวิญญาณเสรี

เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือทั้งไทยและทั่วโลก ร่วมใจถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง

เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือทั้งไทยและทั่วโลก ร่วมใจถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง

เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือทั้งไทยและทั่วโลก ร่วมใจถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือทั่วโลก พร้อมใจจัดพิธีแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสำนึกในพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ และเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ผู้ทรงเป็น “แม่แห่งแผ่นดิน” ที่ปวงชนชาวไทยเทิดทูนเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม โดยได้จัดพิธีขึ้นพร้อมกันมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศและต่างประเทศ โดยมีศูนย์กลาง ณ อาคารทรู ทาวเวอร์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ซึ่งนำโดย ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ สุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือฯ และ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงและพนักงานจากทุกกลุ่มธุรกิจของเครือฯ ทั่วประเทศ รวมถึงพนักงานในต่างประเทศที่เข้าร่วมพิธีในเวลาเดียวกัน เพื่อร่วมกันถวายความอาลัยด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568

บรรยากาศในพิธีฯที่ผู้บริหารและพนักงานร่วมน้อมจิตถวายความอาลัยต่อ “แม่แห่งแผ่นดิน”  เป็นไปด้วยความสงบ สง่างาม และเปี่ยมด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ โดยมีการถ่ายทอดสดไปยังสำนักงานและหน่วยงานของเครือฯ ทั่วประเทศและทั่วโลก เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานกว่า400,000 คนทั่วโลกได้ร่วมถวายความอาลัยพร้อมกัน

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้กล่าวแสดงความอาลัยและเทิดพระเกียรติ ในฐานะผู้แทนผู้บริหารและพนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัทในเครือฯ โดยความตอนหนึ่งระบุว่า “ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร และพนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัทในเครือฯ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย และทรงเป็นพระมารดาแห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้…..เครือเจริญโภคภัณฑ์ขอน้อมรำลึกว่า ตลอดเวลากว่าหนึ่งศตวรรษแห่งการเติบโตขององค์กรเป็นเพราะได้อาศัยอยู่ใต้ร่มพระบารมีแห่งพระราชวงศ์จักรี ดังที่ท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ได้กล่าวเสมอว่า ‘เครือเจริญโภคภัณฑ์เติบโตมาได้ เพราะอยู่ใต้ร่มโพธิสมภารของพระราชวงศ์จักรี และแผ่นดินไทย…..ทุกสำนักงานใหญ่และสำนักงานในต่างประเทศของเครือเจริญโภคภัณฑ์ล้วนประดับพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินี เพื่อแสดงความจงรักภักดีในฐานะที่ ‘เครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นกิจการของคนไทย และเติบโตจากผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้…ในวาระอันเศร้าสลดแห่งการเสด็จสวรรคต ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมจิตแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง และขอปฏิญาณว่าจะสืบสานแนวพระราชดำริ ดำรงตนและประกอบกิจการให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่านสืบไป”

จากนั้น ชลธิชา อัศวาณิชย์ ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ TNN16 เป็นผู้แทนเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือฯ อ่านบทร้อยกรองเพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประพันธ์โดย ชมัยภร แสงกระจ่าง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 ความว่า “เพียงแม่เราหนึ่งคนยังล้นเหลือ แล้วแม่เพื่อแผ่นดินปิ่นเกศี จะยิ่งเพิ่มพูนทบครบทวี จะยิ่งมากเหลือที่จะรำพัน กราบพระบาทอำลาน้ำตาร่วง พระองค์เสด็จสู่สรวงเสวยสวรรค์ อิ่มในบุญอุ่นในธรรมงามนิรันดร์ ราษฎร์น้อมขวัญซึ้งซาบกราบอำลา”

ภายหลังการอ่านบทร้อยกรองแห่งความอาลัย ธนินท์ เจียรวนนท์, สุภกิต เจียรวนนท์ และศุภชัย เจียรวนนท์ พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ร่วมน้อมยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยเป็นเวลา 1 นาที ก่อนร่วมลงนามถวายอาลัยต่อหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบ สง่างาม และเปี่ยมด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ทั้งนี้ ผู้บริหารและพนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมบริษัทในเครือทั่วโลก ได้ร้อยดวงใจร่วมประกอบพิธีแสดงความอาลัยอย่างพร้อมเพรียง เริ่มจาก กลุ่มเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร นำโดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) จัดพิธีถวายอาลัยครอบคลุมหน่วยงานและโรงงานในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมีศูนย์กลางที่อาคารซีพีทาวเวอร์สีลม สำนักงานซีพีตรอกจันทร์ โรงงานผลิตอาหารกุ้งบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โรงงานซีพี–เมจิ จังหวัดสระบุรี บริษัท ซีพีเอฟ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจ จำกัด โรงงานอาหารสำเร็จรูป จังหวัดสระบุรี บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็ท ฟู้ด จำกัด โรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง จังหวัดสระบุรี โรงงานผลิตอาหารสัตว์ จังหวัดขอนแก่น โรงงานผลิตอาหารสัตว์บก ศรีราชา โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ จังหวัดสระบุรี โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำ หนองแค

โรงงานอาหารแปรรรูปสัตว์น้ำระโนด จ.สงขลา ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร ซีพีเอฟ วังน้อย บริษัท ซีพีเอฟ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจ จำกัด โรงงานอาหารสำเร็จรูป มหาชัย รวมถึงโรงงานผลิตซอส พรีมิกซ์ และเครื่องปรุง วังน้อย โรงงานผลิตอาหารสัตว์บก หนองแค จังหวัดสระบุรี โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์บก จังหวัดราชบุรี โรงงานผลิตอาหารสัตว์ กบินทร์บุรี และโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ จังหวัดนครราชสีมา ในส่วนของธุรกิจเป็ดเนื้อ ได้จัดกิจกรรม ณ โรงงานแปรรูปเนื้อเป็ด บางนา สำนักงานฟาร์มเป็ดพันธุ์และโรงฟัก มวกเหล็ก สำนักงานฟาร์มเป็ดเนื้อ ออฟฟิศพนมสารคาม และโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ปักธงชัย เป็นต้น

ส่วนกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและการจัดจำหน่าย นำโดยบริษัท ซี.พี. ออลล์ จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานในเครือ ร่วมจัดพิธีถวายอาลัยพร้อมกันทั่วประเทศเช่นกัน อาทิ สำนักงานใหญ่ อาคารเดอะธารา ถนนแจ้งวัฒนะ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ บริษัท ปัญญธารา บริษัท ออลล์ เทรนนิ่ง ศูนย์กระจายสินค้า ซีพี ออลล์ ทั่วประเทศ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ และบริษัท ซีพีแรม จำกัด ทุกสาขา ได้แก่ สำนักงานใหญ่ สาขาลาดหลุมแก้ว สาขาบ่อเงิน สาขาลาดกระบัง สาขาชลบุรี สาขาขอนแก่น สาขาลำพูน และสาขาสุราษฎร์ธานี รวมถึง ออลล์ นาว (ALL NOW) ที่ได้จัดกิจกรรม ณ คลังสินค้า ลาดหลุมแก้ว และอาคารปัญจภูมิ ถนนสาทร

กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยบริษัทในเครือ อาทิ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป และทรู ดิจิทัล พาร์ค (TDPK) ได้จัดกิจกรรม ณ ชั้น 1 อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค ฝั่งอีสต์  ส่วนสถานีข่าว TNN16 จัดที่ อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค ชั้น 3 ฝั่ง East บริษัท ซีพี ฟิวเจอร์ซิตี้ ดีเวลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น (CPFC) จัดกิจกรรม ณ อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค ฝั่งเวสต์ ชั้น 10 นอกจากนี้ ยังมีสำนักงานทรูภูมิภาคทั่วประเทศเข้าร่วม อาทิ ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี เชียงใหม่ นครปฐม หาดใหญ่ สงขลา สุราษฎร์ธานี และชลบุรี รวมถึงทรูคอลเซ็นเตอร์ สาขารังสิต และศรีนครินทร์  

นอกจากนี้ยังมี สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.นครราชสีมา บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรม ณ สำนักงานใหญ่ อาคารธาราพัฒนาการ บริษัท เจียไต๋ จำกัด จัดกิจกรรม ณ สำนักงานใหญ่ ถนนสุขุมวิท 60 โดยมีธุรกิจเกษตรภัณฑ์ในเครือร่วมด้วย ได้แก่ บริษัท เกษตรภัณฑ์อุตสาหกรรม จำกัด บริษัท เค.เอส.พี. อุปกรณ์ จำกัด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และบริษัท เค.เอส.พี. อุปกรณ์ จำกัด โรงงานผลิตอุปกรณ์การเกษตร วังน้อย บริษัท สยามแลนด์ ฟลายอิ้ง จำกัด จัดกิจกรรม ณ สำนักงานใหญ่ ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร บริษัท อาร์เบอร์ เอเคอร์ส ประเทศไทย จำกัด บริษัท รอส บรีดเดอร์ส สยาม จำกัด ส่วน บริษัท ซี.พี.พี.ซี. จำกัด (มหาชน) ได้จัดพิธีถวายอาลัยในหลายพื้นที่ ได้แก่ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา และระยอง เป็นต้น

ส่วน กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ก็ได้ร่วมจัดกิจกรรมถวายอาลัยพร้อมกันทั่วประเทศ อาทิ โรงงานข้าวนครหลวง และโรงงานข้าววังแดง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โรงสีข้าวในจังหวัดบุรีรัมย์ สุพรรณบุรี และกำแพงเพชร ศูนย์วิจัยข้าวและงานส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด จังหวัดกำแพงเพชร ฟาร์มโปรครบวงจร อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ฟาร์มแสลงพัน จังหวัดสระบุรี โรงงานปุ๋ยอินทรีย์หมอดิน จังหวัดสระบุรี และโรงงานยางพารา จังหวัดเลย รวมถึงกลุ่มฟรีวิลล์ ที่สำนักงานใหญ่ อาคารลุมพินีทาวเวอร์ ถนนพระราม 4

สำหรับบริษัทและสำนักงานของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในต่างประเทศ ก็ได้ร่วมจัดพิธีถวายอาลัยในช่วงเวลาเดียวกัน อาทิ ประเทศจีน (C.P. Center กรุงปักกิ่ง) ประเทศเวียดนาม (สำนักงานใหญ่ เมืองเบียนหัว จังหวัดด่งนาย โรงงานแปรรูปไก่เพื่อการส่งออก CPV Food จังหวัดบิ่ญเฟื๊อก โรงงานอาหารแปรรูป CP Food Phu Nghia 2 กรุงฮานอย และโรงงานอาหารแปรรูป CP Food Cu Chi นครโฮจิมินห์) ประเทศฟิลิปปินส์ (โรงงานอาหารสัตว์ จังหวัดตาลัค และจังหวัดบาตาอัน) ประเทศบังกลาเทศ (โรงงานอาหารสัตว์ นครธากา)  ประเทศเมียนมา (โรงงานอาหารสัตว์ นครย่างกุ้ง) และประเทศมาเลเซีย (CPF MALAYSIA HEAD OFFICE KUALA LUMPUR)

พิธีแสดงความอาลัยในครั้งนี้ สะท้อนถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและความจงรักภักดีที่เครือเจริญโภคภัณฑ์มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย ซึ่งเป็นรากฐานแห่งคุณค่าที่เครือฯ ยึดมั่นและสืบสานตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ

เอ็ม บี เค จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน พร้อมแสดงความอาลัย ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เอ็ม บี เค จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน พร้อมแสดงความอาลัย      ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เอ็ม บี เค จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน พร้อมแสดงความอาลัย ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.07 น.

บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน)  นำโดย วิจักษณ์ ประดิษฐวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ พร้อมด้วย ผู้บริหาร พนักงาน บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) และกลุ่มธุรกิจในเครือ รวมถึง บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด สำนัก งานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานเขตปทุมวัน สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน กรมพลศึกษา ผู้ประกอบการร้านค้า และประ ชาชน ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยการตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระสงฆ์ จำนวน 20 รูป พร้อมถวายความอาลัยด้วยการยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 93 วินาที โดยพร้อมเพรียงกัน ด้วยความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ณ ลานสกายวอล์ค ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

ทั้งนี้ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) และกลุ่มธุรกิจในเครือ ได้มีการตั้งจุดสมุดลงนามถวายอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้ผู้บริหาร พนักงานบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) และกลุ่มธุรกิจในเครือ รวมถึงประชาชนได้ถวายความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนเชื้อสายไทในเมืองจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนเชื้อสายไทในเมืองจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนเชื้อสายไทในเมืองจีน

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในดินแดนอันกว้างใหญ่ของประเทศจีน มีชนหลายกลุ่มจำนวนมากที่ดำรงอยู่เคียงข้างวัฒนธรรมจีนกระแสหลัก หนึ่งในกลุ่มที่มีบทบาทโดดเด่นทั้งทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมคือ “คนเชื้อสายไท” ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย เช่น จ้วง ไทลื้อ ไทดำ ไทขาว ไทเหนือ ไทเมา  ไทใหญ่ คนเหล่านี้กระจายตัวอยู่ในมณฑลต่าง ๆ เช่น กวางสีจ้วง และ ยูนนาน 

บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจความเป็นมา และบทบาทร่วมสมัยของคนเชื้อสายไทในจีน ผ่านมุมมองทางประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

1. ไป่เยว่: รากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของชนชาติไท

นักวิชาการจีนและไทยจำนวนมากเชื่อว่า “ไป่เยว่” (Bùyī百越)  หรือพวกชนเผ่าร้อยพวก    คือกลุ่มชาติพันธุ์โบราณที่เป็นบรรพบุรุษของชนชาติไท มอญ ลาว เขมร พม่า ม้ง เมี่ยน ในปัจจุบัน ที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของจีน ยุคก่อนราชวงศ์ฉิน พ.ศ. 322 -337 บริเวณ ยูนนาน กวางตุ้ง กวางสี และเวียดนามตอนเหนือ มีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากจีนฮั่น   เช่น การใช้กลองมะโหระทึก การนับถือวิญญาณบรรพบุรุษ และการแต่งกายที่สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะตัว  เช่นการสักร่างกาย ตัดผมสั้น (ต่างจากชาวจีนฮั่นที่ไว้ผมยาว)  ทอผ้าไหมยกดอก สร้างบ้านใต้ถุนสูงเพื่อหนีน้ำท่วม เชี่ยวชาญการใช้เรือและอาวุธ       แม้จะถูกกลืนโดยวัฒนธรรมจีนในยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ แต่ร่องรอยของไป่เยว่ยังคงปรากฏในภาษาพูด วัฒนธรรม และความเชื่อของกลุ่มไทในจีนจนถึงปัจจุบัน

2. จ้วง: กลุ่มชาติพันธุ์ไทที่ใหญ่ที่สุดในจีน  “จ้วง” (Zhuang) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประชากรมากที่สุดในบรรดาชนกลุ่มน้อยของจีน โดยมีมากกว่า 18 ล้านคน อาศัยอยู่ในเขตปกครองตนเองกวางสีจ้วง (Guangxi Zhuang Autonomous Region)บางส่วนในหยุนหนาน กวางตุ้ง กุ้ยโจว หูหนาน และเวียดนามเหนือ         ภาษาจ้วงอยู่ในตระกูลภาษาไท-กะได มีความใกล้เคียงกับภาษาไทในไทยและลาว ชาวจ้วงมีวัฒนธรรมการนับถือบรรพบุรุษ บ้านทุกหลังมีแท่นบูชา และพิธีกรรมเกี่ยวกับวิญญาณยังคงดำรงอยู่ แม้จะมีศาสนาอื่นเข้ามาเผยแผ่ก็ตาม

3. ไทลื้อ ไทดำ ไทขาว  ไทเหนือ  ไทเมา  ในมณฑลยูนนาน ของจีน  ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาสูงติดกับลาวและพม่า มีคนเชื้อสายไทหลายกลุ่มอาศัยอยู่ ได้แก่:

•             ไทลื้อ Tai Lue: มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่สิบสองปันนา  มณฑลยูนนาน  วัฒนธรรมใกล้เคียงกับชาวล้านนา พูดภาษาไทลื้อ มีการแต่งกายเฉพาะตัว และนิยมสร้างบ้านไม้ใต้ถุนสูง   ปัจจุบันกระจายตัวอยู่ในลาว เมียนมา เวียดนาม และภาคเหนือของประเทศไทย (เช่น เชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา)

•             ไทดำ Tai Dam: มีถิ่นฐานในเขตสิบสองปันนา อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำดำ (Black River) ในเวียดนามตอนเหนือและลาว มีชื่อเรียกตนเองว่า “ไตดำ” หรือ “ผู้ไท” ส่วนในประเทศไทยเรียก “ลาวโซ่ง” หรือ “ไทโซ่ง”

•             ไทขาว Tai Khao: พบในพื้นที่ชายแดนจีน-เวียดนาม บริเวณลุ่มแม่น้ำดอน (Black River Valley) เช่นเดียวกับไทดำ ส่วนใหญ่พบในเวียดนาม (เช่น เดียนเบียนฟู) และลาว มีชื่อเรียกตนเองว่า “ไตขาว” มีภาษาพูดและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับไทลื้อ แต่มีความแตกต่างในด้านการแต่งกายและพิธีกรรม

•             ไทเหนือ Tai-Nuea  หรือไทไต้คง    อยู่ในเขตไทเต๋อหง (德宏 Dehong Dai and Jingpo Autonomous Prefecture) และสิบสองปันนา  และรัฐฉาน  ใกล้ชายแดนไทย-พม่า  ริมแม่น้ำโขง (หลานซาง) พูดภาษาตระกูลไท  หญิงสาวนิยมใส่เสื้อสีชมพูแขนยาว มีลายปักละเอียด นุ่งซิ่นสีเขียวลายดอกไม้ ใช้สร้อยเงินประดับศรีษะ  บ้านสร้างจากดินเหนียวหรืออิฐไม่เผา   เคยเป็นอาณาจักรแสนหวีสมัยโบราณ      

•             ไทเมา Tai-Mao  อยู่บริเวณเมืองเมา (Mao) หรือเมืองรุ่ยลี่ (Ruili) และเกิ่งหม่า (Gengma) ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน และบางส่วนในเมียนมา (รัฐฉาน) เคยเป็นกลุ่มที่สถาปนาอาณาจักรเมา (Moung Mao) ในอดีต  อำเภอหยวนเจียง เขตปกครองตนเองชนชาติฮานี หยี และไท ในมณฑลยูนนาน  บริเวณลุ่มแม่น้ำแดงตอนบน ระหว่างเทือกเขาอ้ายลาวและเตี่ยนชางซัน   หญิงไทเมาสวมชุดสีสันสดใส ปักลวดลายละเอียด มีผ้าคาดเอวประดับเงิน ใช้ภาษาตระกูลไทในการสื่อสารภายในกลุ่ม แต่ไม่มีอักษรเขียน ใช้ภาษาจีนกลางในการสื่อสารกับกลุ่มอื่น    บ้านเรือน สร้างจากอิฐไม่เผาหรือดินเหนียว ทรงกล่องสูง หลังคาตัด

กลุ่มเหล่านี้แม้จะมีจำนวนไม่มากเท่าจ้วง แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาษาและวัฒนธรรมไทในประเทศจีน

4. ไทใหญ่: หรือ “ชาน Shan ” หรือ เงี้ยว   เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีถิ่นฐานในรัฐฉานของพม่า แต่มีบางส่วนอาศัยอยู่ในยูนนานตอนใต้     จำนวน 4-6 ล้านคน  พวกเขาพูดภาษาไทใหญ่มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับล้านนา และมีบทบาทในด้านการค้าชายแดนระหว่างจีนกับพม่า   ชาวไทใหญ่บางส่วนอยู่ในประเทศไทย เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงราย และอำเภอเชียงดาว อำเภอเวียงแหง ทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ และยังมีที่อยู่อาศัย ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนาน ประเทศจีน เช่น เมืองมาว เมืองวัน เมืองหล้า เมืองขอน เป็นต้น และบางส่วนของรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย

โดย   อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ธ ผู้ทรงฟื้น ‘โขนพระราชทาน’ สู่การขึ้นทะเบียน ‘ยูเนสโก’ เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

ธ ผู้ทรงฟื้น ‘โขนพระราชทาน’ สู่การขึ้นทะเบียน ‘ยูเนสโก’ เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

ธ ผู้ทรงฟื้น ‘โขนพระราชทาน’ สู่การขึ้นทะเบียน ‘ยูเนสโก’ เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงสนพระราชหฤทัยงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าที่สำคัญของชาติ หนึ่งในนั้นคือ นาฏกรรมโขน ซึ่งมีพระราชประสงค์ให้อนุรักษ์และสืบสานอยู่คู่แผ่นดินไทย ดังพระราชปรารภที่ว่า “ทุกวันนี้ประชาชนชาวไทย ไม่ใคร่มีโอกาสได้ชมโขน เนื่องจากการจัดแสดงโขนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโขน และงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ เพื่อรื้อฟื้นการแสดงโขนตามโบราณราชประเพณี เริ่มต้นจากการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นใหม่ สำหรับใช้ในการแสดงโขนพระราชทาน ทรงกำชับให้ยึดถือรูปแบบเครื่องแต่งกายโขนแบบโบราณ แต่มีความคงทนและสวยงามยิ่งขึ้น

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลมากในการนำโขนมาสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง เพราะการฟื้นฟูโขนนั้นไม่ใช่แค่การฟื้นฟูนาฏศิลป์ แต่เป็นการพลิกฟื้นฝีมือช่างหัตถศิลป์หลายแขนง ทั้ง วรรณศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ หัตถศิลป์ ศิลปกรรม และพัตราภรณ์ของไทย ให้คืนกลับมา ทั้งยังทำให้เกิดสกุลช่างในรัชกาลปัจจุบัน ในเรื่องของพัสตราภรณ์หรือเครื่องแต่งกาย  โดยมี อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ควบคุมดูแลเรื่องการออกแบบและดูแลช่างที่เป็นสมาชิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ช่วยกันตัดเย็บเครื่องแต่งกายและทอผ้าเพื่อใช้การแสดงโขนโดยเฉพาะ

อาจารย์สมิทธิ ศิริภัทร์ ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ด้านศิลปะ ได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตสร้างเครื่องแต่งกายโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพอีกทางหนึ่ง เมื่อได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จึงเริ่มดำเนินการในปีพุทธศักราช 2548 โดย มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ กรมศิลปากร สนองพระราชดำริด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นมาใหม่ที่คงความงดงามตามแบบโบราณ และกราบบังคมทูลขอพระราชทานเพื่อใช้ในการแสดงโขนเรื่อง “รามเกียรติ์” ชุด “ศึกพรหมาศ” ถวายทอดพระเนตร และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

การแสดงครั้งนั้น ได้เชิญ อาจารย์สุดสาคร ชายเสม มาออกแบบฉาก ส่วน อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย จัดแสดงโขนในรูปแบบการบรรเลงคอนเสิร์ต เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  โปรดดนตรีสากล โดยเลือกบทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ใช้ชื่อว่า การแสดงเฉลิมพระเกียรติ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน : พรหมาศ บรรเลงโดยวงโยธวาทิต กองดุริยางค์กองทัพบก และได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรการแสดงรอบปฐมทัศน์ วันที่ 25 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 (รอบประชาชนทั่วไปวันที่ 27-28 ธันวาคม) ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หลังจบการแสดง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ยังคงจัดแสดงโขนมูลนิธิศิลปาชีพฯ อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

จากนั้นในปีพุทธศักราช 2551 มิได้ทำการแสดงโขน เนื่องจาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์ ปีต่อมาจึงได้จัดแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนพรหมาศ ฉบับปรับปรุงใหม่ เป็นครั้งที่ 2 โดยมีวงดนตรีสากลและวงดนตรีไทยเล่นประกอบโขน จัดแสดง 6 รอบ ต่อมาได้มีการเพิ่มรอบในภายหลังตามคำเรียกร้องของผู้ชม และในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกันนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดนิทรรศการโขนพระราชทาน ในงานเปิดหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร และเป็นครั้งแรกที่ได้พระราชทานการแสดงโขนในปีต่อไปคือ ตอน “นางลอย” จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนชื่อจาก “โขนเฉลิมพระเกียรติ” เป็น “โขนพระราชทาน” อันเป็นการแสดงที่พระราชทานลงมาให้แก่ปวงชนชาวไทยได้ชม

สำหรับโขนพระราชทาน ตอน “นางลอย” นั้น ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง โดยมีการจัดแสดงถึง 2 ช่วง ในเดือนมิถุนายนและพฤศจิกายน พุทธศักราช 2553 ทั้งยังเป็นปีแรกที่เปิดคัดเลือกนักแสดงรุ่นใหม่ รวมทั้งเริ่มมีการสร้างฉากที่วิจิตรตระการตาและเพิ่มเทคนิคต่างๆ เพื่อดึงดูดใจผู้ชมมากขึ้น และการแสดงโขนพระราชทานที่จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีนั้นได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชนจนต้องเพิ่มรอบการแสดงขึ้นทุกปี ในปีพุทธศักราช 2554 มีการแสดงโขนพระราชทาน ชุด “ศึกมัยราพณ์” ต่อมามีการแสดงโขนพระราชทาน ชุด “จองถนน”  ในปีพุทธศักราช2555  การแสดงโขนพระราชทาน ชุด “ศึกกุมภกรรณ” ตอนโมกขศักดิ์ ในปีพุทธศักราช 2556  การแสดงโขนพระราชทานชุด “ศึกอินทรชิต” ตอน “นาคบาศ”

ในปีพุทธศักราช 2557 การแสดงโขนพระราชทาน ชุด “ศึกอินทรชิต” ตอน “พรหมาศ” ในปีพุทธศักราช 2558  และต่อมาในปีพุทธศักราช 2559 การแสดงโขนพระราชทาน ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” ต้องยกเลิกการแสดง เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต และในปีพุทธศักราช 2560 ได้ว่างเว้นการแสดงไปอีก 1 ปี เนื่องจากอยู่ในห้วงเวลาถวายอาลัย

ในปีพุทธศักราช 2561 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้เลือกบทโขนรามเกียรติ์ ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” อันเป็นการสื่อความหมายของความจงรักภักดีและการรักษาความเที่ยงธรรมสุจริต มาจัดแสดงระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน ถึง 5 ธันวาคม 2561  ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ องค์การยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียน “โขน” ของไทย เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561  ถือเป็นการยืนยันบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกต่อการดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003  และภายใต้แนวปฏิบัติ การดำเนินงานตามอนุสัญญาฯ ประเทศไทยเพิ่มความตระหนักเพื่อให้เกิดความเคารพและเรียนรู้คุณค่าทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติและระดับนานาชาติ ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการส่งเสริมและรักษามรดกวัฒนธรรมโขนให้สืบสานอย่างต่อเนื่อง

ในปีพุทธศักราช 2562 กำหนดแสดงเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สืบมรรคา” (สืบ-มัน-คา) ซึ่งจะเปิดการแสดงระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน ถึง 5  ธันวาคม  2562  ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย การแสดงโขน ตอน “สืบมรรคา” (สืบ-มัน-คา)  จากนั้นปีพุทธศักราช  2563-2565 งดจัดแสดงเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ได้มีการจัดแสดงโขนผ่านช่องทางออนไลน์แทน เช่น โขนศึกอินทรชิต ตอน พรหมาศ ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ และโขนชุด “อาสาศึกพบรักฆ่าขุนมาร” ในงานกาชาดออนไลน์

ปีพุทธศักราช 2565 กลับมาจัดการแสดงโขนอีกครั้งในตอน “สะกดทัพ” โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดงโขน รอบปฐมทัศน์ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย วันที่ 28 ตุลาคม 2565

ปีพุทธศักราช 2566 จัดการแสดงโขนตอน “กุมภกรรทดน้ำ” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 71 พรรษา 28 กรกฎาคม 2566 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระชนมพรรษา  91 พรรษา 12 สิงหาคม 2566  โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดงโขน รอบปฐมทัศน์ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย วันที่ 3 พฤศจิกายน  2566

ปีพุทธศักราช 2567 ถือเป็นปีมหามงคล การแสงโขนได้คัดเลือกตอน “พระจักราวตาร” ที่มีความสำคัญในเรื่องรามเกียรติ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 92 พรรษา 12 สิงหาคม 2567 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดงโขน รอบปฐมทัศน์ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย วันที่ 5 พฤศจิกายน  2567

ปีพุทธศักราช 2568  เป็นการแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่ ตอน “สัตยาพาลี”  ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน –  8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย  แม้จะเป็นช่วงแห่งการถวายอาลัยต่อการเสด็จสู่สวรรคาลัยของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้การแสดงโขนพระราชทานยังคงดำเนินการจัดแสดงตามกำหนดการเดิมต่อไป เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ทรงรื้อฟื้นการแสดงโขนตามโบราณราชประเพณีให้กลับมาสู่สังคมไทย และได้ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติจากองค์การยูเนสโก 

คุณแหน : 31 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 31 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 31 ตุลาคม 2568

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างหาที่สุดมิได้ ตราบนิจนิรันดร์..
  • ยินดีกับ นพ.วิทิต สฤษฎีชัยกุล ที่ได้เป็น ว่าที่ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข..
  • สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ ให้ทุกหน่วยงานในสังกัดใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศให้ได้ไม่น้อยกว่า 80,000 ตัน CO2e/ปี พร้อมเปิดตัวระบบ THEMS ระบบจัดเก็บฐานข้อมูลการจัดการก๊าซเรือนกระจกของโรงพยาบาลในประเทศไทย เพื่อใช้กำหนดมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสถานพยาบาล..
  • GULF จับมือ AIS ร่วมจัดกิจกรรม “GULF x AIS Playspace Run” ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง ผสานพลังงานสะอาดบนพื้นที่สีเขียว และการเชื่อมต่อดิจิทัล  เพิ่มพื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรม  เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ณ สวนเบญจกิติ กทม…
  • สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ จัดงานสัมมนา Dongtan Engineer Forum 5 “AI SOCIETY: สังคมล้มลุก” กับความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่สะท้อนพลังแห่งความคิดและนวัตกรรมของวิศวกรไทย งานนี้มีศิษย์เก่ามาร่วมงานกันคับคั่ง..
  • ยินดีกับ ภก.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี ที่ได้เป็นประธานกรรมการ มูลนิธิสภาเภสัชกรรม โดยมี รศ. (พิเศษ) ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ เป็นรองประธาน รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม เลขานุการและกรรมการ คือ ภญ.รจพร  วัชโรทยางกูร, ภก.วราวุธ เสริมสินสิริ, ผศ. (พิเศษ) ภก.ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรพานานนท์, ภญ.ทรัพย์พานิช พลาบัญช์..
  • เพื่อนๆ Digital CEO 7 ยินดีกับ ดร.นิพนธ์ นาชิน ที่ได้ตำแหน่ง ประธานอนุกรรมการฯ ดิจิทัล สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ..
  • อรัญ พึงเจริญพงศ์ พร้อมครอบครัวพึงเจริญพงศ์ และพญ. หทัยชนก พึงเจริญพงศ์ บริจาคเงิน สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ โดยมี ศ.ดร.พญ.อารีย์พรรณ โสภณสฤษฎ์สุข รับมอบ..
  • ข่าวน่ายินดีของ อภิณัณณ์ -ศิริพรรณ คงสมบูรณ์เวช ที่ลูกสาวตนโต ดร. แองเจิล กฤตินันท์ คงสมบูรณ์เวช จะฉลองมงคลสมรสกับ ณฐกร นพคุณวิจัย บุตร นพ. อภิชัย – พญ. วลีวรรณ นพคุณวิจัย ณ ห้องไทรชมพู โพธาลัย กรุงเทพฯ 9 พย. เวลา 11.30 น…
  • ยามว่าง ภก.วิโรจน์ สุนทรวิวัฒน์ ขับรถจากแปดริ้วมาชวนเพื่อนๆ เภสัช มช. 18 มาอัพเดทชีวิต งานนี้ ภญ.สุภาพร ติพพะมงคล, ภก.วิบูลย์ จรรยานุภาพ, ภก.นรเทพ เอี่ยมแก้ว, ภก.วีระศักดิ์ เจียมอนุกูลกิจ ไม่พลาด
  • สมาคมศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ร่วมเสียใจกับการจากไปของ ภก.พล.ต. จรูญ อินทร์สนอง ศิษย์เก่า เภสัช มช.รุ่น 13..
  • ร่วมฉลองครบรอบ 3 ปีกับ JPS CLUB ด้วยการแลกคะแนนเพื่อร่วมบริจาคกับโครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ดูรายละเอียดที่ https://www.jpsclub.com/#/user_news..

น้องใหม่

‘2 ทศวรรษกำลังใจ’ก้าวสู่โอกาสใหม่ ด้วยนวัตกรรม ‘ให้กำลังใจ ให้โอกาส ให้อนาคต’

'2 ทศวรรษกำลังใจ'ก้าวสู่โอกาสใหม่ ด้วยนวัตกรรม ‘ให้กำลังใจ ให้โอกาส ให้อนาคต’

‘2 ทศวรรษกำลังใจ’ก้าวสู่โอกาสใหม่ ด้วยนวัตกรรม ‘ให้กำลังใจ ให้โอกาส ให้อนาคต’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.49 น.

กระทรวงยุติธรรม ขอน้อมถวายพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ผู้ทรงอุทิศพระวิริยะและพระปรีชาญาณในการพัฒนาระบบยุติธรรมไทยให้เป็นระบบ เปี่ยมด้วยความเมตตาและโอกาสสำหรับทุกชีวิต โดยตลอดระยะเวลา 19 ปี “โครงการกำลังใจในพระดำริฯ” ได้ขับเคลื่อนการทำงานอย่างครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของกระบวน การยุติธรรม ผ่านนวัตกรรมและผลลัพธ์ที่โดดเด่น แสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จ คุณค่า และนวัตกรรมที่เกิดขึ้นตลอด 2 ทศวรรษ ทั้งในมิติของการพัฒนาผู้ต้องขัง การฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และการสร้างมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชน อันเป็นผลจากพระดำริและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องภายใต้กระทรวงยุติธรรม

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงได้รับแรงบันดาลพระทัยและทรงเป็น “เจ้าหญิงนักกฎหมาย” ผู้พลิกโฉมงานราชทัณฑ์ผ่านเส้นทางชีวิตที่ผูกพันกับกระบวนการยุติธรรมมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ หลังสำเร็จการศึกษาพระองค์ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งนายทหารพระธรรมนูญ และต่อมาได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในตำแหน่งอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญที่ทำให้ทรงได้ศึกษาสภาพปัญหาของผู้กระทำผิดในทุกมิติ  ขณะทรงปฏิบัติหน้าที่พระองค์ได้ทรงพบปะกับจำเลยและผู้ต้องขังในกระบวนการพิจารณาคดี ทรงตระหนักถึง “ช่องว่างของระบบยุติธรรม” ที่มักแยกการทำงานของหน่วยงานออกจากกัน ทั้งในด้านการดูแลผู้ต้องขัง การให้ความรู้ทางกฎหมาย การฟื้นฟูจิตใจ และการเตรียมความพร้อมก่อนคืนสู่สังคม พระองค์จึงทรงมีพระดำริที่จะสร้าง “กลไกแห่งโอกาส” เพื่อให้ระบบยุติธรรมสามารถดูแลผู้กระทำผิดได้อย่างครบวงจร พระปณิธานนี้ ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการริเริ่ม “โครงการกำลังใจในพระดำริฯ” ในเวลาต่อมา 

วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2549 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จเยี่ยมทัณฑสถานหญิงกลาง ทรงรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ต้องขังหญิงที่กราบทูลขอให้พระองค์เสด็จกลับมาช่วยเหลือพวกเธออีกครั้ง คำกราบทูลนั้นได้จารึกไว้ในพระราชหฤทัย และทรงถือเป็นพันธกิจที่จะต้องสานต่อ พระองค์จึงทรงมีพระดำริให้จัดตั้ง “โครงการกำลังใจในพระดำริฯ” เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์และเด็กที่อยู่กับมารดาในเรือนจำ ทรงโปรดให้ วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย เข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรต้นแบบ 2 หลักสูตร คือ  การตั้งครรภ์คุณภาพ และการสร้างคนดีเริ่มที่ขวบปีแรก ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “โมเดลกำลังใจแม่และเด็ก” ที่ยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ต้องขังหญิงและเด็กในเรือนจำของไทยให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากล

โครงการกำลังใจในพระดำริฯ ที่จัดตั้งขึ้น พระองค์เสด็จไปทรงเปิดโครงการ ณ เรือนจำหญิงหลายแห่งทั่วประเทศ ทรงติดตามผลการดำเนินงานด้วยพระองค์เอง และมีพระดำริให้ขยายขอบเขตการดำเนินงานไปสู่การฝึกอาชีพ การให้คำปรึกษาทางกฎหมาย การอบรมพัฒนาจิตใจ และการศึกษาวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนานโยบายอย่างเป็นระบบ        

เนื่องในโอกาสการก่อตั้งโครงการกำลังใจฯ ครบรอบ 19 ปี กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ กองทุนกำลังใจฯ จึงจัดงานครบรอบ 19 ปี ภายใต้ชื่อ “2 ทศวรรษกำลังใจ ก้าวสู่โอกาสใหม่ ด้วยนวัตกรรม” เพื่อถวายพระเกียรติแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ผู้ทรงมีคุณูปการต่อกระบวน การยุติธรรมไทยและต่อกระทรวงยุติธรรม ด้วยแนวคิดของการจัดงานและการก้าวสู่ปีที่ 20 ของโครงการด้วยการ “ให้กำลังใจ ให้โอกาส ให้อนาคต” โดยรายละเอียดภายในงาน ประกอบด้วย การจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

การเปิดตัวหลักสูตร “ปัญญาบำบัด” ซึ่งเป็นการสร้างกำลังใจเชิงลึกและกำลังใจแบบยั่งยืนสำหรับผู้ต้องขัง โดยได้กราบอาราธนาเชิญพระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร บรรยายเกี่ยวกับหลักสูตร “ปัญญาบำบัด”

การจัดพิธี Kick Off “สานพลัง รัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม กับการให้โอกาสผู้พ้นโทษ” ในมิติต่างๆ  เพื่อสร้างและเพิ่มเครือข่ายการช่วยเหลือผู้กระทำผิด            

การจัดพิธีมอบรางวัลถ้วยพระราชทานในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สำหรับการประกวด การทำอาหาร ขนมและเครื่องดื่ม เพื่อยกระดับการฝึกอาชีพผู้ต้องขัง ประจำปี พ.ศ. 2568 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก            

การมอบรางวัลการประกวดเรือนจำดีเด่นเพื่อพัฒนามาตรฐานการทำงานของเรือนจำ ประจำปี 2567 ซึ่งเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2566 – 2567

และการจัดนิทรรศการผลงานโครงการกำลังใจฯ ผลงานของเรือนจำ ผลงานของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน รวมทั้งการให้บริการดูดวงและนวดแผนไทยจากเรือนจำและคนต้นแบบ

ตลอดระยะเวลาจากการเริ่มโครงการถึงปัจจุบันเป็นเวลา 19 ปี ที่กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนงานร่วมกับกรมราชทัณฑ์และหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภายในและภายนอกกระทรวง พร้อมสืบสานพระปณิธาน เพื่อสร้างระบบยุติธรรมแห่งอนาคตที่ให้โอกาสผู้ก้าวพลาดอย่างยั่งยืนต่อไป

ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท 69 ปี องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย

ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท 69 ปี องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย

ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท 69 ปี องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

กว่า 69 ปี ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมายที่สอดคล้องกับภารกิจของสภากาชาดไทยในแต่ละด้าน ทั้งด้านการบริการทางการแพทย์และสุขภาพอนามัย การบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย การบริการโลหิต และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งผลให้การดำเนินงานของสภากาชาดไทยก้าวหน้าต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน 
 
เดินหน้าศูนย์มะเร็งเต้านม เพื่อเป็นที่พึ่งของผู้หญิงไทย ตามพระราชปณิธาน “ฉันอยากให้ศูนย์ฯ นี้ เป็นที่พึ่งของผู้หญิง”

พระราชเสาวนีย์ของพระองค์ที่ดำรัสตอบ นายแพทย์กฤษณ์ จาฏามระ ครั้งนั้น ได้สร้างแรงผลักดันทำให้เกิดศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม ขึ้นที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเต้านมในเชิงการป้องกัน การรักษา การดูแลทั้งร่างกายและจิตใจครอบคลุมทุกมิติ อีกทั้งยังทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อเป็นเงินก้นถุงในการเริ่มโครงการและทรงหาทุนทรัพย์สมทบทุนโครงการเพิ่ม และได้พระราชทานชื่อและตราสัญลักษณ์ของพระองค์ให้เป็นชื่อ “ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม” และเสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดศูนย์ฯ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระองค์เอง

ปัจจุบันศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม ยังคงดำเนินงานตามพระราชปณิธานของพระองค์ โดยการให้คำแนะนำและเป็นกำลังใจแก่ผู้ป่วย ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการตรวจและติดตามดูแลในตลอดทุกขั้นตอนระหว่างการรักษา เรียกได้ว่าเป็นที่พึ่งของผู้หญิงไทยอย่างเท่าเทียมอย่างแท้จริงจวบจนทุกวันนี้
 
อนุสรณ์สถานพระมหากรุณาธิคุณ แห่งการบรรเทาทุกข์พสกนิกร

บริเวณเขาล้าน จังหวัดตราด สถานที่ท่องเที่ยวที่มีทะเลและหาดทรายที่สวยงาม ที่รู้จักกันในชื่อ ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย สถานที่แห่งนี้มิได้มีแต่เพียงความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และเป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติ ภายใต้การดูแลของสภากาชาดไทย อันเกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดตั้งศูนย์อพยพชาวกัมพูชาที่บ้านเขาล้าน 

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2522 มีชาวกัมพูชาอพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในเขตราชอาณาจักรไทย ณ บริเวณเขาล้านแห่งนี้ เมื่อทรงทราบถึงความเดือดร้อน ทรงนึกถึงเรื่องมนุษยธรรมมาเป็นอันดับหนึ่ง จึงได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมผู้อพยพซึ่งเวลานั้นรวมกันอยู่ที่บ้านเขาล้าน ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เป็นการฉุกเฉิน ทรงเยี่ยมเยียนผู้อพยพท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนระอุ เป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร โดยมิทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย 

ภายหลังเมื่อผ่านพ้นเหตุการณ์การรับผู้อพยพแล้ว ทางศูนย์ฯ ได้พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยว มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติฯ ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อผู้อพยพ และบอกเล่าเรื่องราวการอพยพของชาวกัมพูชา ทุกวันนี้ศูนย์ฯ ยังเป็นสถานที่ฝึกอบรมยุวกาชาด ลูกเสือ เนตรนารี นักเรียน นักศึกษา พร้อมทั้งมีที่พักไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนบริเวณชายหาดราชการุณย์แห่งนี้ 
 
ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการบริการโลหิตให้เจริญก้าวหน้า

“ในฐานะที่เป็นสภานายิกาสภากาชาดไทย ข้าพเจ้ารู้สึกปลื้มปีติที่ได้เห็นว่า มีคนจำนวนมากที่มีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์ บริจาคโลหิตให้แก่สภากาชาดเพิ่มขึ้นทุกปี ข้าพเจ้าขอขอบใจทุกคนที่มีส่วนช่วยงานด้านบริการโลหิตของสภากาชาดไทยให้สำเร็จลุล่วงได้เป็นอย่างดี…”
พระราชดำรัสในโอกาสเสด็จฯ พระราชทานเข็มที่ระลึกผู้บริจาคโลหิต ครั้งที่ 1 ณ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2514 แสดงให้เห็นถึงความสนพระราชหฤทัยในงานด้านบริการโลหิต และทรงให้ความสำคัญในการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาบริจาคโลหิต ทําให้งานบริการโลหิตของประเทศก้าวหน้า ปรับเปลี่ยนและพัฒนางานด้านต่าง ๆ จนเป็นที่เชื่อถือและยอมรับของนานาประเทศ ด้วยห้องปฏิบัติการตรวจโลหิตที่ทันสมัย มีโรงงานผลิตถุงบรรจุโลหิต มีการผลิตน้ำยาตรวจหมู่โลหิต และผลิตผลิตภัณฑ์โลหิตมากมาย


 ทรงพัฒนากิจการสภากาชาดไทย เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต

ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนากิจการของสภากาชาดไทย ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ พระองค์ได้เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการสภากาชาดไทยด้วยพระองค์เอง ณ ห้องประชุม ตึกบริพัตร เพื่อพระราชทานแนวพระราชดำริในการดำเนินงานอย่างละเอียดในทุกภาคส่วน ทั้งภารกิจของเหล่ากาชาดจังหวัด การให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การผลิตบุคลากรทางการแพทย์และการพยาบาล การให้เป็นสถานที่พักรักษาเมื่อยามเจ็บป่วยและต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นการหารายได้เพื่อสนับสนุนการดำเนินภารกิจของสภากาชาดไทยด้วย

ยังมีพระราชกรณียกิจอีกมากมายที่พระองค์ทรงปฏิบัติอันเป็นประโยชน์แก่พสกนิกรชาวไทย และเป็นรากฐานสำคัญให้สภากาชาดไทยสืบสานตามแนวพระราชปณิธานที่พระองค์ได้ทรงวางไว้ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย 

กรุงศรี จัดพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรุงศรี จัดพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรุงศรี จัดพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ นำโดย ทองอุไร ลิ้มปิติ กรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบ และ เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะกรรมการธนาคาร ผู้บริ หารระดับสูงและพนักงาน ร่วมพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ อาคารกรุงศรี สำนักงานใหญ่ พระรามที่ 3

ไอคอนสยาม น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและประเพณีลอยกระทงอันงดงาม จัดงาน ICONSIAM THAICONIC LOY KRATHONG 2025 ร้อยใจไทย รักษ์สายธารเจ้าพระยา

ไอคอนสยาม น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและประเพณีลอยกระทงอันงดงาม  จัดงาน ICONSIAM THAICONIC LOY KRATHONG 2025 ร้อยใจไทย รักษ์สายธารเจ้าพระยา

ไอคอนสยาม น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและประเพณีลอยกระทงอันงดงาม จัดงาน ICONSIAM THAICONIC LOY KRATHONG 2025 ร้อยใจไทย รักษ์สายธารเจ้าพระยา

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.55 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมเจ้าท่า, กรุงเทพมหานคร, หอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย, สมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา, บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน), บริษัท แฟร์เท็กซ์ อีควิปเม้นท์ จำกัด และเมืองสุขสยาม จัดงาน ICONSIAM THAICONIC LOY KRATHONG 2025 ร้อยใจไทย รักษ์สายธารเจ้าพระยา โดยกิจกรรมนี้ จัดขึ้นอย่างงดงาม เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง อนุรักษ์วัฒนธรรมอันทรงคุณค่าบนผืนน้ำเจ้าพระยา สายน้ำแห่งชีวิตของชาวไทย ในวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

ไอคอนสยาม น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ทรงสร้างคุณูประการอเนกอนันต์ต่อประเทศไทย ทรงมีพระราชจริยวัตรที่งดงามและมีพระราชปณิธานในการสืบสานรักษาศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป ในเทศกาลลอยกระทงประจำปี 2568 ที่กำลังมาถึงนี้ ไอคอนสยามจึงได้จัดงาน ICONSIAM THAICONIC LOY KRATHONG 2025 ร้อยใจไทย รักษ์สายธารเจ้าพระยา  เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง อนุรักษ์วัฒนธรรม อันทรงคุณค่าบนผืนน้ำเจ้าพระยา สายน้ำแห่งชีวิตของชาวไทย 

ไอคอนสยาม น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ขอเชิญทุกท่านชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติแสดงพระราชกรณียกิจรอบด้าน ที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยอย่างยั่งยืน และร่วมชื่นชมความงดงามของ “ชุดไทยพระราชนิยม” ที่ถ่ายทอดพระวิสัยทัศน์ในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยนำโดยฟรีน สโรชา ชมการแสดงโขนรามเกียรติ์ “ชุดนางลอย” ถ่ายทอดศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยอย่างวิจิตร และชมการแสดงลิเก โดย ศรรามน้ำเพชร ถ่ายทอดศิลปะพื้นบ้านไทยอย่างสง่างาม เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง  

สืบสานประเพณีลอยกระทง มรดกทางวัฒนธรรมของไทย

เทศกาลลอยกระทง ซึ่งตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ไอคอนสยามยังคงจัดขึ้น และคงไว้ซึ่งคุณค่าความงดงามของประเพณีไทย ขอเชิญชวนชาวไทยและชาวต่างชาติร่วม แต่งกายด้วยชุดไทย หรือชุดโทนสีสุภาพ ร่วมลอยกระทงด้วยวัสดุจากธรรมชาติบน รางลอยกระทง ที่เป็นเอกลักษณ์ของงานที่ไอคอนสยาม ด้วยความโดดเด่นที่ตอบโจทย์ทุกคนให้สามารถลอยกระทงได้อย่างสะดวกและปลอดภัย พร้อมสัมผัสวัฒนธรรมอันงดงามของประเพณีลอยกระทง 5 พื้นที่เอกลักษณ์ ได้แก่ กระทงยี่เป็งจากจังหวัดเชียงใหม่ เส็งประทีปจากจังหวัดร้อยเอ็ด   กระทงสายจากจังหวัดตาก โคมชักโคมแขวนจากจังหวัดสุโขทัย และกระทงกาบกล้วยจากจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งสร้างสรรค์กระทงจากขวดพลาสติกและแก้วพลาสติกรีไซเคิล

เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ชั้น G ร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง

สำหรับเมืองสุขสยาม ร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง เปิดพื้นที่บริเวณบ่อน้ำภาคใต้ให้ประชาชนสามารถ ลอยกระทงในบ่อลอยรักษ์โลก พร้อมรับชมการแสดงทางวัฒนธรรม ร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปปั้นกระทงจิ๋วด้วยดินไทย ชิม ช็อปกับร้านค้าชุมชนรู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคมประเทศไทย และอิ่มอร่อยไปกับเมนูพิเศษจากน้ำปลาตราปลาหมึก โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2568 โดยมีผู้สนับสนุนการสืบสานประเพณีไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย และบริษัท โรงงานน้ำปลาไทย (ตราปลาหมึก) จำกัด

ดูแลแม่น้ำเจ้าพระยา ติดตั้งทุ่นเพื่อการเก็บกระทงอย่างเป็นระบบและยั่งยืน 

นอกจากนี้ไอคอนสยาม ยังคงนโยบายในการดำรงรักษาแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน โดยได้ร่วมกับ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ในการเก็บกระทงอย่างเป็นระบบ และมีการติดตั้งทุ่นเพื่อกันกระทงไหลออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ที่สำคัญยังได้ เตรียมความพร้อมในการเก็บกระทงในแม่น้ำเจ้าพระยาภายหลังจากจบเทศกาล โดยกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติและกระทงที่ย่อยสลายได้ จะนำไปบดย่อยแล้วส่งไปทำปุ๋ยหมักที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม เพื่อร่วมสืบสานประเพณีในการขอขมาสายน้ำ และดำรงรักษาแม่น้ำเจ้าพระยาให้งดงามอย่างยั่งยืนต่อไป

ขอเชิญร่วมสืบสานความงดงามของประเพณีไทย พร้อมมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สายน้ำและสิ่งแวดล้อม เพื่อคงไว้ซึ่งความงดงามของประเพณีไทยควบคู่กับความยั่งยืนของแม่น้ำเจ้าพระยา พิเศษสำหรับสมาชิก ONESIAM 300 ท่านแรก รับ Siam Gift Card มูลค่า 300 บาท เมื่อแต่งชุดไทยมาร่วมงาน ICONSIAM THAICONIC LOY KRATHONG 2025 ร้อยใจไทย รักษ์สายธารเจ้าพระยา  ในวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : ICONSIAM หรือโทร.1338