ฉันทามติผ่านรธน.ฉบับประชาชน จุดเปลี่ยนประเทศสู่การปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/230300

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และคำถามพ่วงว่าด้วยการให้สมาชิกวุฒิสภาร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรโหวตเลือกนายกฯ ได้ซึ่งผ่านฉันทามติของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศถือเป็นจุดเปลี่ยนอนาคตของประเทศสู่การปฏิรูปครั้งสำคัญ

ผลการลงประชามติซึ่งมีประชาชนผู้มาใช้สิทธิลงประชามติเกือบ 30 ล้านคน หรือเกือบ 60% ของผู้มีสิทธิลงประชามติ โดยผู้ที่เห็นชอบรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงราว 16 ล้านเสียง หรือราว 62% ไม่รับราว 10 ล้านเสียง หรือราว 39% เห็นชอบคำถามพ่วงราว 14 ล้านเสียง หรือเกือบ 59% ขณะที่ไม่เห็นชอบคำถามพ่วงเกือบ 11 ล้านเสียง หรือเกือบ 42% ซึ่งถือเป็นคะแนนที่ขาดลอยพอสมควรสะท้อนฉันทามติเจตนารมณ์ประชาชนชัดเจนว่า นอกจากสนับสนุนรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปประเทศปราบพวกโกงชาติปล้นแผ่นดินแล้ว ที่สำคัญยังสนับสนุนแม้แต่การให้ใช้กลไกประชาธิปไตยแบบครึ่งใบคือให้มีวุฒิสภาซึ่งมาจากการสรรหาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เป็นเครื่องมือร่วมเลือกบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่รวมทั้งมีบทบาทสำคัญคอยถ่วงดุลตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ตลอดจนเป็นพี่เลี้ยงคอยประคับประคองให้การเดินหน้าปฏิรูปประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นไปด้วยความราบรื่น

ฉันทามติของมหาชนเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งๆ ที่สองพรรคใหญ่คือพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมามีฐานคะแนนเสียงทั่วประเทศรวมกันเกือบ 30 ล้านเสียง ได้รวมหัวกันประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นฉันทามติของประชาชนทั่วประเทศที่ออกมาด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาเชื่อถือต่อการเดินหน้าปฏิรูปประเทศด้วยกลไกประชาธิปไตยแบบครึ่งแบบซึ่งเป็นแนวทางของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ขณะที่อีกด้านหนึ่งสะท้อนถึงความเอือมระอานักการเมืองและวังวนวงจรอุบาทว์ทางการเมืองแบบเดิมๆ ที่เป็นธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่เต็มไปด้วยการซื้อพรรค ซื้อ สส. ซื้อเสียง ไม่ต่างจากการซื้อประชาธิปไตยซื้อประเทศเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลแล้วทุจริตคอร์รัปชั่นโกงชาติปล้นแผ่นดินถอนทุนคืนบวกกำไรมหาศาล และใช้อำนาจเสียงข้างมากในทางชั่วร้ายตามใจชอบโดยไม่คำนึงถึงความหายนะล่มจมที่จะเกิดกับชาติบ้านเมืองโดยอ้างความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยบังหน้าจนเป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

ผลประชามติที่ออกมายังส่งผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยตลาดหุ้นดีดตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปีหลังการทำประชามติเพียงวันเดียว ขณะที่บรรดาบุคคลสำคัญขององค์กรภาคธุรกิจเอกชนต่างปลาบปลื้มที่ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปประเทศผ่านการทำประชามติ พร้อมย้ำว่า นักธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติต่างเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการลงทุนเพราะจากนี้ไปทุกอย่างจะมีความชัดเจนเดินไปตามโรดแมปโดยจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า และที่สำคัญคือจะมีการปฏิรูปประเทศเพื่อขจัดความไม่โปร่งใสในอดีตที่ผ่านมาซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนโดยเฉพาะปัญหาการทุจริตของนักการเมืองและข้าราชการที่มีอำนาจ

เพราะฉะนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงเมื่อผ่านฉันทามติของมหาชนเสียงส่วนใหญ่จึงมีความชอบธรรมเพราะถือเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนและถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าปฏิรูปประเทศครั้งสำคัญ โดยเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศในทุกด้านทั้งด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจโดยกำหนดระยะเวลาการปฏิบัติอย่างชัดเจน รวมทั้งการกำหนดมาตรการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินไม่ให้มีการทุจริตหรือถลุงงบแผ่นดินไปกับบรรดาโครงการประชานิยมที่ไม่เกิดประโยชน์

ที่สำคัญที่สุดสาระในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดมาตรการป้องกันและลงโทษนักการเมืองตลอดจนเหล่าข้าราชการที่ทุจริตโกงชาติปล้นแผ่นดิน หรือใช้จ่ายงบประมาณอันส่อไปในทางมิชอบหรือสร้างความเสียหายแก่แผ่นดินในทุกระดับด้วยบทลงโทษที่เด็ดขาดรุนแรงทั้งทางอาญา ทางแพ่ง ทางการเมือง โดยโทษทางอาญามีโทษจำคุก ทางแพ่งถูกฟ้องยึดทรัพย์เพื่อชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดิน ส่วนทางการเมืองอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีระบบกลั่นกรองสกัดนักการเมืองเลวเข้าสู่ระบบการเมืองอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางด้วยการกำหนดคุณสมบัติห้ามผู้ที่มีประวัติไม่โปร่งใสสมัครรับเลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี อาทิ ผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ผู้ที่เคยถูกศาลพิพากษาว่าทุจริตหรือร่ำรวยผิดปกติ หรือแม้แต่ขณะดำรงตำแหน่งทางการเมืองหากพบว่าส่อการกระทำผิดไม่ว่ากรณีใดให้พ้นจากการทำหน้าที่ทันที พร้อมกับการฟ้องร้องดำเนินคดีซึ่งหากศาลตัดสินว่าผิดจริงนอกจากโทษทางอาญาที่รุนแรงแล้วยังถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปตลอดชีวิต

ฉันทามติของมหาชนที่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านอนาคตชาติและการเดินหน้าปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่เพื่อขจัดสิ่งเลวร้ายในอดีตและวางรากฐานประชาธิปไตยที่แท้จริงและยั่งยืน ขณะเดียวกันอาจเป็นจุดจบของพรรคธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมซึ่งเป็นต้นเหตุที่แท้จริงของวิกฤติชาติตลอดช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามสถานการณ์ที่ต้องจับตาก็คือขบวนการธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมย่อมต้องดิ้นรนทำทุกวิถีทางทั้งบนดินและใต้ดินเพื่อสร้างสถานการณ์สุมไฟวิกฤติหวังทำให้ตัวเองมีโอกาสกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศอีกครั้ง

ทีมข่าวการเมือง

จับตาระเบิดป่วนประเทศ สัญญาณเกมใต้ดินเปิดศึกแตกหัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/230188

วันเสาร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

เหล่าทาสรับใช้ขบวนการเพื่อแม้วทั้งในคราบนักการเมือง นักเคลื่อนไหว นักวิชาการ หรือแม้แต่นักคิดบางคนบางกลุ่มยังอารมณ์ค้างที่ผลประชามติไม่ได้ดังใจตัวเองนั่นคือ ประชาชนเสียงส่วนใหญ่หนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงและคำถามพ่วง ทำให้ขบวนการขี้แพ้ชวนตีทั้งแช่งทั้งขู่ป่วนเมือง

ก่อนหน้านี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ส่อเจตนาไม่ยอมรับผลประชามติดูถูกเสียงประชาชนส่วนใหญ่ด้วยการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างชาติว่า รัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติทำให้ไทยถอยหลังห่างจากเส้นประชาธิปไตยและผลประชามติไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลเพราะการแสดงความเห็นก่อนลงประชามติไม่อิสระและยุติธรรม ทั้งๆ ที่ตัวเองและเหล่าแกนนำเพื่อแม้วออกมาโหมประโคมแทบปากฉีกหวังบ่อนทำลายคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

ล่าสุด นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานคนเสื้อแดงกล่าวเชิงข่มขู่ว่า อยากให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ภายใต้การนำของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ มีอายุที่ยืนยาวเพื่อจะได้เห็นในสิ่งที่ตัวเองเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้เกิดวิกฤติและความหายนะของประเทศในอนาคต

สำหรับขบวนการขี้แพ้ชวนตีคิดจ้องป่วนหลังการทำประชามติซึ่งมีขบวนการเพื่อแม้วเป็นหัวหอกและมีชาติมหาอำนาจจอมอันธพาลโลกอย่างมะกันอันตราย รวมทั้งกลุ่มประชาคมยุโรป(อีซี)คอยให้ท้าย โดยมีสื่อทั้งไทยและเทศตลอดจนนักเคลื่อนไหว นักวิชาการประเภทโสเภณีขำประจำกลุ่มหนึ่งที่มีเบื้องหลังผลประโยชน์ทั้งทางตรงทางอ้อมเกื้อกูลกันมาตลอดสุมหัวกันเคลื่อนไหวโดยพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อบ่อนทำลายคสช.ให้พ้นจากอำนาจโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกัน สนับสนุนให้ขบวนการเพื่อแม้วกลับมามีอำนาจอีกครั้งเพื่อที่จะได้รวมหัวกันรุมกินโต๊ะประเทศแชร์ผลประโยชน์กันอย่างอิ่มหมีพีมัน

ขณะที่ขบวนการตีรวนป่วนเมืองหลังการทำประชามติเคลื่อนไหวบนดินก็เกิดเหตุร้ายบ่อนทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติเหมือนเหตุการณ์ในอดีต โดยมีการลอบวางระเบิดในจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 3 จังหวัดในเวลาไล่เลี่ยกันคือที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ตลาดเซ็นเตอร์พอยต์กลางเมืองตรัง และที่จ.สุราษฎร์ธานีทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จำนวนมาก

เหตุการณ์แรกเกิดในช่วงบ่าย 3 โมงของวันที่ 11 ส.ค. โดยคนร้ายลอบนำระเบิดแสวงเครื่องวางไว้ในกระถางต้นไม้บริเวณตลาดเซ็นเตอร์พอยต์กลางเมืองตรังจนเกิดระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตเบื้องต้น 1 ราย บาดเจ็บอีกนับสิบราย ส่วนเหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นถัดมาอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงโดยกลุ่มป่วนเมืองลอบวางระเบิดแสวงเครื่อง 2 จุด ในเวลาไล่เลี่ยกันกลางดึกของวันที่ 12 ส.ค.ในย่านบาร์เบียร์ของ อ.หัวหิน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงจนมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถูกสะเก็ดระเบิดเสียชีวิตเบื้องต้น 1 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบรายซึ่งในจำนวนนี้อาการสาหัส และเหตุการณ์ที่ 3 เกิดเมื่อเช้าวันที่ 12 ส.ค. มีการลอบวางระเบิดที่หน้าสถานีตำรวจน้ำ จ.สุราษฎร์ธานี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ขณะเดียวกัน ก็เกิดระเบิดที่หน้าสถานีตำรวจภูธร อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี

จากการวิเคราะห์ของหน่วยงานด้านความมั่นคงเชื่อว่าการลอบวางระเบิดทั้งสามเหตุการณ์ไม่ใช่กาก่อการร้าย แต่น่าจะทำเป็นขบวนการหวังสร้างสถานการณ์มุ่งแหล่งท่องเที่ยวและหวังผลเอาชีวิตเพื่อสร้างความหวาดกลัวและความระส่ำระสายอันเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยอาจเกี่ยวข้องกับการทำประชามติที่เพิ่งผ่านมา

ข้อน่าสังเกตก็คือการลอบวางระเบิดใน 3 จังหวัดเกิดขึ้นคงไม่ใช่เหตุการณ์บังเอิญแน่โดยเกิดขึ้นหลังจากที่แผนของขบวนการเพื่อแม้วในการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญจากการทำประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่เพิ่งผ่านมาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และทุกอย่างกำลังเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปประเทศภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งมีกติกาที่เข้มข้นในการขจัดธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมอันเลวร้าย

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล แถลงว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่าตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็วที่สุด

เพราะฉะนั้นต้องจับตาสถานการณ์จากนี้เพราะมีแนวโน้มว่าขบวนการป่วนเมืองที่กำลังอยู่ในภาวะเพลี่ยงพล้ำเลือดเข้าตาและผิดหวังจากผลการลงประชามติอาจโหมเกมใต้ดินเปิดศึกแตกหักเหมือนเหตุการณ์ในอดีต ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ แถลงในรายงานทีวีรวมการเฉพาะกิจเมื่อค่ำวันพุธที่ผ่านมาว่า ยังจำเป็นต้องคงมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวไว้จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ เพราะยังมีขบวนการที่คิดร้ายจ้องบ่อนทำลายป่วนประเทศ

ทีมข่าวการเมือง

มะกันอันตราย-อียูถ่อย จุ้นดูถูกผลประชามติไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/229892

วันพฤหัสบดี ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ทั้งๆ ที่เป็นฉันทามติของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และคำถามพ่วงด้วยคะแนนเสียงขาดลอยจากการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ย้ำว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน แต่มหาอำนาจจอมอันธพาลโลกมะกันอันตรายกับกลุ่มประชาคมยุโรป (อียู) ซึ่งเป็นพวกเดียวกันกลับพยายามหาเรื่องเหมือนเคยด้วยการตะแบงแสดงจุดยืนในทำนองว่า ผลการทำประชามติไม่ชอบธรรมอ้างว่าขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนและการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ค้านค้านร่างรัฐธรรรมนูญ

มะกันอันตรายและอียูพยายามทำลายความชอบธรรมผลการลงประชามติโดยอ้างการจำกัดสิทธิเสรีภาพของฝ่ายที่จ้องคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ แต่กลับไม่พูดถึงด้านเกมสกปรกใต้ดินของขบวนการจ้องคว่ำร่างรัฐธรรมนูญด้วยการใช้สารพัดวิชามารรวมทั้งบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญแล้วเผยแพร่หลอกมหาชนจนมีการจับกุมกลุ่มขบวนการเพื่อแม้วได้กว่า 10 คนในจ.เชียงใหม่ และพื้นที่ภาคเหนือ

แต่ที่เลวร้ายก็คือท่าทีของมะกันอันตรายและอียูเป็นการดูถูกฉันทามติของมหาชนเสียงส่วนใหญ่จากการลงประชามติและเป็นการส่อเจตนาแทรกแซงกิจการภายในของไทยให้ท้ายระบอบแม้ว โดยที่มะกันอันตรายและอียูซึ่งชอบสร้างภาพอ้างประชาธิปไตยบังหน้า แต่พฤติกรรมธาตุแท้ของตัวเองโดยเฉพาะมะกันอันตรายไม่ต่างจากซานตานในคราบประชาธิปไตยและจอมอันธพาลโลกที่เที่ยวใช้อำนาจอิทธิพลที่เหนือกว่าข่มเหงรุกรานบ่อนทำลายประเทศต่างๆ ที่ไม่ยอมก้มหัวเป็นทาสรับใช้

มะกันอันตรายนั้นละเมิดสิทธิมนุษยชนและจำกัดสิทธิเสรีภาพยิ่งกว่าใคร เพราะแม้แต่พลเมืองของตัวเองก็มีการเหยียดผิวเกิดคดีตำรวจผิวขาวยิงคนผิวดำอย่างโหดเหี้ยมหลายต่อหลายคดีจนคนผิวดำลุกฮือประท้วงกลายเป็นจลาจลหลายครั้ง ขณะที่มีการใช้กำลังตำรวจหน่วยปราบจลาจลปราบปรามจับกุมการชุมนุมของมะกันชนที่ออกมาประท้วงความล้มเหลวของรัฐบาลทั้งๆ ที่เป็นการแสดงพลังอย่างสงบสันติ แต่ที่เลวร้ายคือมะกันอันตรายทำตัวเป็นอันธพาลโลกอยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมการลอบสังหารสงครามกลางเมืองนองเลือด หรือแม้แต่การอยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อสถาปนารัฐบาลทรราชที่ยอมเป็นทาสรับใช้มะกันอันตรายในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งกรณีรัฐล่าสุดคือการรัฐประหารล้มเหลวในตุรกี

พฤติกรรมถ่อยแทรกแซงกิจการภายในดูถูกพลังเสียงประชามติครั้งล่าสุดของไทยทำให้ นายดอน ปรมัตถ์วินัยรมว.ต่างประเทศ ถึงกับทนไม่ไหวตอกหน้ามะกันอันตรายกับอียูว่า “อยากให้เคารพเสียงของคนไทยเหมือนที่เคารพเสียงการทำประชามติของประชาชนตัวเองเพราะเสียงของคนไทยไม่แตกต่างจากมาตรฐานของประเทศอื่น”

อย่าว่าแต่มะกันอันตรายกับอียู แม้แต่คนของขบวนการเพื่อแม้วโดยเฉพาะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดก็ให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติบ่อนทำลายชาติตัวเองอ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านฉันทามติของมหาชนเสียงส่วนใหญ่ถอยหลังเข้าคลอง อีกทั้งการลงประชามติไม่ยุติธรรม จน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงตอกหน้าหงายว่า อย่างนี้เท่ากับดูถูกเสียงของประชาชน

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วส่อขี้แพ้ชวนตี ตะแบงขู่ป่วนไม่เลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/229734

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

หลังรู้ผลการทำประชามติที่มหาชนเสียงส่วนใหญ่แสดงฉันทามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญปราบโกงและคำถามพ่วง เหล่าแกนนำขบวนการเพื่อแม้ว ต่างออกอาการผิดหวังและส่อพฤติการณ์ประท้วงผลการลงประชามติและร่างรัฐธรรมนูญปราบโกง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด จำเลยคนสำคัญคดีโครงการรับจำนำข้าวให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอเอฟพีหลังรู้ผลประชามติโดยอ้างว่า “ด้วยรัฐธรรมนูญใหม่นี้ประเทศได้ถอยหลังและถอยห่างจากเส้นทางประชาธิปไตย การโหวตไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพราะว่ามันไม่มีอิสระและไม่ยุติธรรม”

นอกจากนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัวตอนหนึ่งว่า “เสียใจและเสียดายกับประเทศที่กำลังจะก้าวถอยหลังไปใช้รัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง”

ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวประชดประชันแกมขู่ว่า “กำลังต่อสู้กับสงครามที่ไม่มีวันชนะ การแพ้ครั้งนี้เป็นเพียงยกแรก หากไม่มีการแก้ไขเนื้อหาในรัฐธรรมนูญผมเชื่อว่าจะเกิดวิกฤติกับประเทศในอนาคตที่รออยู่”

ส่วน นายภูมิธรรมเวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อแม้ว กล่าวว่า“เป็นการลงประชามติที่ไม่เสรี ผิดธรรมชาติ และน่าเสียดายที่สุดคือเราได้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยกว่าฉบับที่ถูกฉีกไป”

นายจาตุรนต์ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีแกนนำพรรคเพื่อแม้วกล่าวว่า “ผลประชามติไม่ผิดคาด ผมยอมรับประเมินอิทธิฤทธิ์ของการทำประชามติแบบไม่เสรี ไม่เป็นธรรมครั้งนี้ต่ำเกินไป การยอมรับในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากน้อยแค่ไหนและจะคงทนถาวรเพียงใดนั้นคงต้องให้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไปเป็นเครื่องพิสูจน์”

ด้าน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อแม้ว ประชดด้วยการโกนหัวประท้วงและไว้อาลัยแก่รัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติและระบอบประชาธิปไตย

จากตัวอย่างอาการของบรรดาแกนนำขบวนการเพื่อแม้วดังที่กล่าวมาข้างต้นถูกตั้งข้อสังเกตว่าส่อพฤติการณ์เหมือนขี้แพ้ชวนตีทั้งๆ ที่ฉันทามติของมหาชนเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง และยังส่อเจตนาข่มขู่ในทำนองพร้อมที่จะออกมาเคลื่อนไหวป่วนประเทศในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาขบวนการเพื่อแม้วพยายามสร้างภาพประชาธิปไตยลวงโลกมาตลอด ทั้งๆ ที่โดยธาตุแท้แล้วพฤติการณ์ของขบวนการเพื่อแม้วตลอดช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงบริษัทการเมืองจำกัด ซึ่งบรรดาสส.เป็นเพียงพนักงานที่อยู่ภายใต้คำสั่งของนายทุนเจ้าของบริษัทเพียงคนเดียว และเป็นธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่ใช้ผลประโยชน์ทุกรูปแบบซื้อประชาธิปไตย ซื้อประเทศแล้วถอนทุนบวกกำไรมหาศาล

ทีมข่าวการเมือง

ฉันทามติตบหน้า2พรรคใหญ่ หนุนปฏิรูปประเทศแบบไทยๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/229576

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นี่ขนาดสองพรรคใหญ่คือเพื่อแม้วกับประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ผ่านมามีฐานคะแนนเสียงทั่วประเทศ รวมกันน่าจะเกือบ 30 ล้านเสียง รวมหัวกันประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ แต่ผลการลงประชามติ 7 ส.ค. ที่เพิ่งจะผ่านมาเท่ากับเป็นการตบหน้าสองพรรคใหญ่ นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นฉันทามติของมหาชนส่วนใหญ่ทั่วประเทศที่เอือมระอานักการเมืองและวังวนวงจรอุบาทว์การเมืองน้ำเน่าแบบเดิมเต็มที และตอกย้ำเจตนารมณ์ของมหาชนที่ต้องการให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินหน้าปฏิรูปตามโรดแมป

แม้ผลประชามติครั้งนี้จะน่าเสียดายที่คนมาใช้สิทธิ์น้อยไม่ถึง 60% หรือราว 28 ล้านคน แต่ก็ไม่ได้ขัดหลักการทำประชามติตามหลักสากลทั่วโลกที่ต่างถือเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นตัวตัดสิน

การที่ประชาชนเมินไม่มาใช้สิทธิ์ลงประชามติครั้งนี้สาเหตุหนึ่งอาจมองว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องไกลตัวและอาจเพราะการใช้สิทธิ์ลงประชามติไม่มีแรงจูงใจในลักษณะที่ว่า “เงินไม่มากาไม่เป็น” เหมือนการเลือกตั้งสส. แต่ไม่ว่าคนจะมาใช้สิทธิ์มากหรือน้อยก็ต้องยึดตามกติกานั่นคือถือเสียงข้างมากเป็นหลัก

และเมื่อดูจากผลการลงมติที่ประชาชนลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงเกือบ 16 ล้านเสียงหรือเกือบ 62% ไม่รับเกือบ 10 ล้านเสียงหรือเกือบ 39% รับคำถามพ่วงที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร่วมโหวตเลือกนายกฯราว 14 ล้านเสียง หรือเกือบ 59% ขณะที่ไม่เห็นชอบคำถามพ่วงเกือบ 11 ล้านเสียงหรือเกือบ 42% ถือเป็นคะแนนที่ทิ้งห่างเรียกได้ว่าขาดลอยอันสะท้อนเจตนารมณ์ประชาชนชัดเจนว่า นอกจากสนับสนุนรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปประเทศปราบพวกโกงชาติปล้นแผ่นดินแล้ว ยังสนับสนุนกลไกประชาธิปไตยแบบครึ่งใบคือให้มีวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมเป็นเครื่องมือคอยถ่วงดุลตรวจสอบการ
ทำงานของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง รวมทั้งเป็นพี่เลี้ยงคอยประคับประคองให้การเดินหน้าปฏิรูปประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นไปด้วยความราบรื่น

อานิสงส์จากผลประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญปราบโกงและคำถามพ่วงก็คือปฏิกิริยาของภาคเอกชนทั้งไทยและเทศที่ต่างปลื้มและแสดงความเชื่อมั่นเพราะภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่เพื่อการปฏิรูปขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น บรรดาผู้ประกอบการนักธุรกิจภาคเอกชนจะไม่ต้องเผชิญกับปัญหาจ่ายเงินใต้โต๊ะให้นักการเมืองหรือข้าราชการผู้มีอำนาจอีกต่อไปเพราะมีมาตรการป้องกันและบทลงโทษที่เด็ดขาดรุนแรง อีกทั้งเมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติด้วยฉันทามติของมหาชนชาวไทยย่อมมีความชอบธรรมและชัดเจนว่า จากนี้ไปทุกอย่างจะเดินไปตามโรดแมปนั่นคือมีการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปีหน้าอย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้นจากนี้ไปหมดยุคธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมและเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปประเทศครั้งสำคัญ โดยพรรคและนักการเมืองทั้งหลายต้องยอมรับผลการลงประชามติ และปรับปรุงตัวเองให้สอดคล้องกับกติกาใหม่ ซึ่งหากยังคิดตีรวนป่วนเมืองเท่ากับไม่ยอมรับกติกาตามฉันทามติของมหาชนเสียงส่วนใหญ่

ทีมข่าวการเมือง

ระเบิดเวลาหลังประชามติ จับตาเพื่อแม้วหาเรื่องป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/229356

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ท่าทีการเคลื่อนไหวของขบวนการเพื่อแม้วนับตั้งแต่หลังการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 มุ่งหาเรื่องป่วนประเทศบ่อนทำลายคสช.ในทุกกรณีมาตลอด ถึงขนาดการประกาศจุดยืนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานคณะกรรมการยกร่าง มาจนถึงร่างฉบับปราบโกงที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ตั้งแต่ยังไม่ทันยกร่างด้วยซ้ำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นเจตนาเป้าหมายของขบวนการเพื่อแม้วที่พยายามทำทุกวิถีทางทั้งบนดินและใต้ดินหวังให้คสช.พ้นจากอำนาจโดยเร็วที่สุดเปิดทางให้ขบวนการเพื่อแม้วคืนชีพ

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงจะผ่านการทำประชามติหรือไม่ก็ตามขบวนการเพื่อแม้วก็ยังคงหาเรื่องสุมไฟบ่อนทำลายคสช. เพราะปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญก็คือ ขบวนการเพื่อแม้วและพันธมิตรสำคัญคือ สำนักจานบินกำลังพ่ายแพ้ในทุกแนวรบจากการชดใช้กรรมเก่าด้วยมาตรการด้านกฎหมายซึ่งยิ่งทอดเวลาออกไปนั่นหมายถึงแนวโน้มการล่มสลายของขบวนการเพื่อแม้วและสำนักจานบินซึ่งที่ผ่านมาคิดการใหญ่หวังยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร

ที่สำคัญและเป็นสิ่งที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก ยอมไม่ได้ก็คือชะตากรรมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดผู้เป็นน้องสาว ที่เป็นจำเลยคนสำคัญในคดีโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริตมโหฬารและสร้างความเสียหายแก่แผ่นดินครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มูลค่าหลายแสนล้านบาท โดยในทางอาญาหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินว่าผิดจริงมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปียังไม่รวมการถูกฟ้องทางแพ่งให้ชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินเบื้องต้นเกือบ 3 แสนล้านบาท โดยหากมีการฟ้องร้องทางแพ่งก็ต้องมีการอายัดทรัพย์สินทั้งหมดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์

เพราะฉะนั้นขบวนการเพื่อแม้วต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองกลับมามีอำนาจโดยเร็วที่สุดเพื่อหาทางช่วยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้รอดพ้นชะตากรรม จึงต้องจับตาสถานการณ์หลังการทำประชามติ ซึ่งไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงจะผ่านการทำประชามติหรือไม่ก็ตาม เชื่อว่าขบวนการเพื่อแม้วยังจะเดินหน้าหาเรื่องตีรวนป่วนเมืองจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายหลักที่ตัวเองต้องการ

ข้อน่าสังเกตก็คือการเคลื่อนไหวป่วนประเทศของขบวนการเพื่อแม้วช่วงก่อนการทำประชามติอาจสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับขบวนการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุดที่มีการลอบวางระเบิดหลายจุดใน 9 อำเภอ ของ จ.นราธิวาสคืนก่อนวันลงประชามติทำให้ไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง ขณะที่ก่อนหน้านี้มีการพ่นสีสเปรย์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญในหลายพื้นที่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งการเผยแพร่คลิปบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญจนมีการออกหมายจับคนทำสื่อเสื้อแดงบางคน

นอกจากการเคลื่อนไหวป่วนประเทศของขบวนการเพื่อแม้วและเครือข่ายแล้วยังต้องจับตามหาอำนาจชาติตะวันตกโดยเฉพาะมะกันอันตรายรวมทั้งสื่อตะวันตกประเภทผีโม่แป้งที่จะรวมหัวกันออกมารุมถล่มคสช. ขณะเดียวกันให้ท้ายขบวนการเพื่อแม้วซึ่งที่ผ่านมายอมเป็นทาสรับใช้มะกันอันตราย

ระเบิดเวลาหลังประชามติ ระบอบทักษิณยังไงก็ไม่เลิกป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/229216

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมาอย่างไร ขบวนการระบอบทักษิณก็จะยังคงเดินหน้าสุมไฟป่วนประเทศร้อนแรงหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเป้าหมายของขบวนการระบอบทักษิณไม่ได้เพียงแค่หวังคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่ต้องการบ่อนทำลายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อล้มการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ รวมทั้งพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดและพวก ซึ่งเป็นจำเลยคดีโครงการรับจำนำข้าวสุดอื้อฉาวให้พ้นจากโทษความผิดก่อนที่จะถูกศาลพิพากษาชี้ชะตา

ในกรณีหากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงไม่ผ่านการทำประชามติ ความเคลื่อนไหวที่จะตามมาของขบวนการระบอบทักษิณก็คือการอ้างความชอบธรรมจากฉันทามติของประชาชนส่วนใหญ่ เคลื่อนไหวสุมไฟทั้งในและชักศึกเข้าบ้านเรียกร้องให้นานาประเทศร่วมกระแสกดดันให้ คสช.ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการถ่ายโอนอำนาจคืนแก่ประชาชนด้วยการกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) ทั่วประเทศ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทนที่คสช.จะตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญเหมือนที่ผ่านมาหรืออาจถึงขนาดเรียกร้องให้นานาชาติเข้ามาแทรกแซงร่วมกำหนดอนาคตของประเทศไทย

การเลือกตั้ง ส.ส.ร.ทั่วประเทศเท่ากับเดินสู่แผนของระบอบทักษิณที่สามารถอาศัยอิทธิพลและเงินทุนที่มีอยู่มหาศาลผลักดันให้ได้ ส.ส.ร.ร่างทรงเสียงข้างมากเพื่อเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งนั่นหมายถึงการล้มแผนเดินหน้าปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่เพื่อขจัดธุรกิจการเมืองทุนสามานย์และเผด็จการเสียงข้างมากในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมและทำให้การยึดอำนาจของคสช. เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 เสียของสิ้นเชิงและเป็นการปูทางให้ระบอบทักษิณเอาชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้อย่างสะดวกจนสามารถฟื้นระบอบทักษิณกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศอีกครั้ง

แผนที่จะสุมไฟให้มีส.ส.ร.จะถูกปฏิเสธจากคสช.ทำให้ในที่สุดจะกลายเป็นชนวนให้ระบอบทักษิณใช้เป็นข้ออ้างสร้างสถานการณ์ให้เกิดการลุกฮือของมวลชนเสื้อแดงจนอาจนำไปสู่วิกฤติความรุนแรงอันเป็นเงื่อนไขในการโค่นล้มคสช.

ส่วนกรณีร่างรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ ขบวนการระบอบทักษิณก็จะหาข้ออ้างต่างๆ นานา อาทิ มีการโกงการลงประชามติ หรือข้ออ้างอื่นๆ เพื่อสร้างเงื่อนไขในการสุมไฟให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่จนเกิดวิกฤติหวังบ่อนทำลายคสช.และรัฐบาลให้พ้นจากอำนาจโดยเร็วที่สุดก่อนที่จะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะตัดสินชี้ชะตาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพวกในคดีโครงการรับจำนำข้าวซึ่งมีการทุจริตอย่างมโหฬารและสร้างความเสียหายล่มจมแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยหากศาลตัดสินว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพวกมีความผิดต้องรับโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ยังไม่รวมคดีทางแพ่งที่รัฐบาลเตรียมฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ กว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีโทษคดีทุจริต ยอมไม่ได้ที่จะทนเห็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องเดินเข้าสู่ประตูคุก

ดังนั้นไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมา อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาความเคลื่อนไหวของขบวนการระบอบทักษิณให้ดีเพราะคาดว่าจะไม่หยุดการเคลื่อนไหวป่วนประเทศ ตราบใดที่ยังไม่บรรลุเป้าหมายสำคัญที่ตัวเองต้องการ

การลงประชามติ 7 ส.ค.นี้ จึงเป็นเพียงสถานการณ์ส่วนหนึ่งที่ขบวนการระบอบทักษิณใช้เป็นเครื่องมือเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงเป็นเพียงเป้าหมายเบื้องต้น นอกเหนือจากการขัดขวางการปฏิรูปประเทศทุกวิถีทาง และสร้างสถานการณ์บ่อนทำลายอำนาจรัฐคสช. โดยมีเป้าหมายสำคัญที่แท้จริงคือช่วยน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้พ้นโทษความผิดจากคดีโครงการรับจำนำข้าว รวมทั้งปูทางให้ระบอบทักษิณฟื้นคืนชีพกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศอีกครั้ง อันหมายถึงการนำประเทศกลับไปสู่วงจรอุบาทว์แห่งธุรกิจการเมืองทุนสามานย์และเผด็จการเสียงข้างมากในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมซ้ำซากซึ่งในที่สุดคงหนีไม่พ้นนำไปสู่การแสดงพลังขับไล่ของมวลมหาประชาชนจนกลายเป็นวิกฤติรอบใหม่และจบลงด้วยการยึดอำนาจเช่นเคย

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วยังไงก็ไม่เลิกป่วน ไม่ว่าร่างรธน.ผ่านหรือไม่ผ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/229141

วันเสาร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

อีกวันเดียวก็จะได้รู้กันแล้วว่าประชาชนผู้เป็นเสียงสวรรค์ตื่นรู้หรือยังคงมัวเมาอยากย้อนกลับไปสู่ยุคการเมืองแบบเดิมๆ ในการชี้ชะตารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปปราบโกงและคำถามพ่วงเปิดทางให้สมาชิกวุฒิสภา(สว.) มีสิทธิร่วมเลือกนายกฯคนต่อไป แต่ที่แน่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)แสดงจุดยืนส่วนตัวชัดเจนว่าจะลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงเพื่ออนาคตการปฏิรูปชาติบ้านเมือง พร้อมวาทะเด็ด “อย่ากลัวผีที่ยังมองไม่เห็นตัว ในการทำประชามติ แต่ให้กลัวผีที่หลอกหลอนมาก่อนหน้านี้”

ช่วงโค้งสุดท้ายทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคว่ำร่างรัฐธรรมนูญต่างเปิดตัวออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนโดยกำลังหลักของฝ่ายสนับสนุนของฝ่ายรับร่างรัฐธรรมนูญก็คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ออกมาทิ้งทวนแฉ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกทั้งๆที่ไม่มีสิทธิลงประชามติ แต่กลับบงการเหล่าสมุนบริวารขบวนการเพื่อแม้วให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ซ้ำเหิมเกริมถึงขนาดเตรียมแผนไล่ พล.อ.ประยุทธ์ โดยอ้างความชอบธรรมหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ สะท้อนให้เห็นว่าขบวนการเพื่อแม้วมีแผนที่จะสร้างสถานการณ์ป่วนประเทศอย่างไม่จบสิ้นเพื่อปูทางให้ตัวเองกลับมีอำนาจยึดครองประเทศอีกครั้ง

ขณะที่ฝ่ายคว่ำร่างรัฐธรรมนูญนอกจากขบวนการเพื่อแม้วซึ่งประกาศจุดยืนชัดเจนมาตั้งแต่ยังไม่ทันยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ ยังมีแนวร่วมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และที่น่าสนใจคือมีนักวิชาการอิสระกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นอดีตแกนนำกลุ่ม กปปส.ในอดีต อาทิ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์หรือ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล รวมอยู่ด้วย

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ประเมินสถานการณ์การลงประชามติที่จะมีขึ้นว่าวันลงประชามติ 7 ส.ค. คงจะผ่านไปด้วยความเรียบร้อย แต่ที่น่าห่วงก็คือสถานการณ์หลังการลงประชามติเพราะจะมีคนบางพวกที่ไม่ยอมรับผลประชามติไม่ว่าจะออกมาด้านใดด้านหนึ่ง

นักวิเคราะห์บางคนตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านการทำประชามติ ขบวนการเพื่อแม้วก็จะไม่หยุดเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนเพื่อบ่อนทำลายคสช. โดยในกรณีหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ ขบวนการเพื่อแม้วก็จะอ้างความไม่ชอบธรรมของคสช.ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจะเข้าทางตามแผนของขบวนการเพื่อแม้ว ซึ่งเริ่มมีสัญญาณให้เห็นแล้วนั่นคือท่าทีจาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานคนเสื้อแดง และ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อแม้วที่ออกมาเรียกร้องกดดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยการมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) ทั่วประเทศเพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญ แทนที่จะเป็นอำนาจของคสช.

หากคสช.ไม่ดำเนินการตามแรงกดดันของขบวนการเพื่อแม้วด้วยการตั้งส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญเชื่อได้เลยว่า ขบวนการเพื่อแม้วจะใช้ข้ออ้างสุมไฟให้เกิดการลุกฮือของมวลชน ขณะเดียวกันก็จะเดินเกมกดดันคสช.ด้วยการชักศึกเข้าบ้านเรียกร้องให้นานาประเทศร่วมกดดันคสช.

หากมีการเลือกตั้งส.ส.ร.ทั่วประเทศมายกร่างรัฐธรรมนูญเท่ากับเข้าทางของขบวนการเพื่อแม้วซึ่งยังมีอิทธิพลทั้งเงินทุนมหาศาลและหัวคะแนนที่มีอยู่ทั่วประเทศทำให้มีโอกาสสูงที่จะกวาดส.ส.ร.เสียงข้างมากได้ไม่ยาก และหากทำสำเร็จนั่นหมายถึงสามารถยกร่างรัฐธรรมนูญได้ตามใจชอบและแน่นอนว่าการยึดอำนาจของคสช.เพื่อปฏิรูปประเทศปราบโกง เสียของสิ้นเชิง

ส่วนในกรณีหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติคาดว่าขบวนการเพื่อแม้วจะหาข้ออ้างสร้างเงื่อนไขเพื่อให้เกิดการลุกฮือ อาทิ อ้างว่ามีการโกงการทำประชามติหรืออ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่มีความชอบธรรมเพราะขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่แรก พร้อมกับเรียกร้องกดดันให้มีการตั้ง ส.ส.ร.เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญ หากคสช.ไม่ทำตามก็จะเข้าสู่กับดักของขบวนการเพื่อแม้วนั่นคือสุมไฟให้เกิดกระแสต่อต้านคสช.จนอาจนำไปสู่วิกฤติ

สัญญาณการก่อหวอดเริ่มมีเค้าลางให้เห็นบ้างแล้วโดยกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นกลุ่มพลเมืองผู้ร่วมขอสงวนสิทธิ์ไม่ยอมรับผลประชามติที่ไม่แฟร์ไม่ฟรีได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ผ่านทาง นางอังคณา นีละไพจิตรเพื่อแสดงจุดยืนไม่รับผลการออกเสียงประชามติล่วงหน้า ซึ่งเชื่อว่ากลุ่มอุปโลกน์ในลักษณะนี้ที่ชักใยโดยขบวนการเพื่อแม้วจะเกิดขึ้นหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติ

เพราะฉะนั้นไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการลงประชามติหรือไม่ก็ตาม ขบวนการเพื่อแม้วคงจะไม่หยุดเคลื่อนไหวป่วนประเทศ เพราะเป้าหมายหลักของขบวนการเพื่อแม้วไม่ได้อยู่แค่เพียงคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปปราบโกง แต่มุ่งบ่อนทำลายคสช.ให้พ้นจากอำนาจโดยเร็วเพื่อเปิดทางให้ขบวนการเพื่อแม้วกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศอีกครั้งได้อย่างสะดวก

ทีมข่าวการเมือง

อีกวิชามารโบราณทิ้งทวน ใช้การพนันคว่ำรธน.ปราบโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/228939

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

อีก 3 วันก่อนวันลงประชามติ 7 ส.ค. นี้ ขบวนการกลุ่มอำนาจเก่าก็โหมทุ่มสารพัดวิชามารทุกรูปแบบหวังคว่ำร่างรัฐธรรมนูญปราบโกงให้ได้ ซึ่งหนึ่งในวิชามารที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ออกมาเปิดโปงล่าสุดก็คือใช้การพนันเป็นเครื่องมือบิดเบือนผลการทำประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

ทั้งนี้ประธานกรธ.เปิดเผยความเคลื่อนไหวล่าสุดของขบวนการวิชามารป่วนการทำประชามติว่า มีบ่อนการพนันในต่างประเทศซี่งไม่ต้องบอกก็พอจะรู้ว่าเป็นบ่อนในประเทศเพื่อนบ้านนี่เองมีการปลุกกระแสการพนันขันต่อเกี่ยวกับผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ซึ่งประธานกรธ.ชี้ว่าเป็นเรื่องอันตรายเพราะในที่สุดผลเลวร้ายจะตกอยู่กับประชาชนนั่นเองเพราะเมื่อขบวนการธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยประสบผลสำเร็จตามแผนที่ตัวเองต้องการจนได้กลับมามีอำนาจอีกครั้งก็จะหาทางโกงชาติปล้นแผ่นดินถอนทุนบวกกำไรมหาศาล และประพฤติชั่วร้ายบ่อนทำลายชาติตามอำเภอใจ

ในอดีตการใช้การพนันเป็นเครื่องมือปั่นผลการเลือกตั้งเป็นวิธีการโบราณที่นักธุรกิจการเมืองทุนสามานย์มักนิยมใช้ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูการเลือกตั้ง ด้วยการทุ่มทุนมหาศาลลักลอบเปิดรับแทงพนันแบบไม่อั้น โดยสร้างแรงจูงใจในลักษณะที่กำหนดราคาต่อรองให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นต่อฝ่ายของตัวเองหลายเท่าตัว นั่นหมายความว่าหากแทงฝ่ายตัวเองแล้วเกิดชนะก็จะได้เงินหลายเท่าตัวจากเงินที่แทงพนัน ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้เกิดการปลุกกระแสถือหางให้ไปลงคะแนนฝ่ายที่เป็นรองในวงกว้างหวังได้เงินจากการพนัน ซึ่งเป็นวิธีการซื้อเสียงทางอ้อมอย่างแยบยลนั่นเอง

ในกรณีการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปราบโกงวันที่ 7 ส.ค.นี้ ขบวนการใช้การพนันคว่ำร่างรัฐธรรมนูญจะเปิดรับแทงพนันแบบไม่อั้นโดยตั้งราคาต่อรองว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติจะมีราคาต่อรองสูงกว่าหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติหลายเท่าตัว ซึ่งแน่นอนว่าคนจะเฮโลกลายเป็นหัวคะแนนไปโดยปริยายในการปลุกระดมหาเสียงในหมู่ญาติสนิทมิตรสหายคนรู้จักทั้งหลายให้ร่วมคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อหวังรวยจากการแทงพนันผลการลงประชามติ

และแน่นอนว่าการรับแทงพนันเพื่อคว่ำร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มีเฉพาะในบ่อนการพนันในประเทศเพื่อนบ้าน แต่จะมีการลักลอบรับแทงพนันในประเทศด้วย ซึ่งขบวนการที่ยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อคว่ำร่างรัฐธรรมนูญย่อมต้องเป็นขบวนการใหญ่มืออาชีพและได้ประโยชน์จากการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญซึ่งก็คือขบวนการเพื่อแม้ว

เพราะฉะนั้นโค้งสุดท้ายก่อนวันลงประชามติจะได้เห็นสารพัดวิชาการที่สกปรกเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างล่าสุดที่จ.เชียงใหม่มีการฉกและฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงประชามติเย้ยอำนาจรัฐทั้งๆ ที่เพิ่งจะมีการกวาดล้างจับกุมตระกูล “บูรณุปกรณ์” ในข้อหาแจกจ่ายรัฐธรรมนูญปลอมป่วนการทำประชามติ แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของขบวนการเพื่อแม้วที่พร้อมใช้สารพัดวิชามารเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตัวเองต้องการ

ทีมข่าวการเมือง

7ส.ค.วันประชามติวัดใจมหาชน เชื่อนักการเมืองหรือมั่นใจรธน.เพื่อปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/228621

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

อีกแค่ 4 วันก็จะได้รู้กันแล้วว่าประชาชนผู้เป็นเสียงสวรรค์จะมีลงประชามติผ่านหรือคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงท่ามกลางกระแสสนับสนุนและต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญที่ดุเดือดเข้มข้นทั้งบนดินและใต้ดิน

แต่ยิ่งนักการเมืองโดยเฉพาะซีกฝั่งขบวนการเพื่อแม้ว โดยเฉพาะอย่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานคนเสื้อแดง ตลอดจนแกนนำคนเสื้อแดงหรืออย่างนายพานทองแท้ ชินวัตร ที่ออกมาประกาศจุดยืนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญแทน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก ผู้เป็นพ่อดูเหมือนจะยิ่งเร่งให้พลังเงียบตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ

นักการเมืองก็คือนักการเมืองย่อมคำนึงถึงผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองมากกว่าผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง และการเมืองก็เหมือนละครบางทีก็ต้องเล่นบทอ้างอิงประชาธิปไตย ทั้งที่ 10 กว่าปีที่ผ่านมาประชาธิปไตยจอมปลอมแบบไทยๆ คือต้นเหตุของการโกงบ้านกินเมืองอย่างมโหฬารและเต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้ายจนบ้านเมืองต้องพินาศย่อยยับจนมวลมหาประชาชนต้องออกมาแสดงพลังครั้งยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยมีมาก่อนเพื่อขับไล่รัฐบาลธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตย และเป็นต้นเหตุให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องเข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองเพื่อปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่และร่างรัฐธรรมนูญปราบโกงในวันนี้

ในทางตรงกันข้ามคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) นั้นต่างจากนักการเมืองเพราะไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงมาทำหน้าที่ออกแบบร่างรัฐธรรมนูญเพื่อชำระล้างสิ่งชั่วร้ายทางการเมืองให้สะอาดขึ้นโดยยึดชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง

การที่นักการเมืองซึ่งเคยประพฤติชั่วร้ายทำลายชาติบ้านเมืองจนพินาศล่มจมและเป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติซึ่งกำลังจะถูกปฏิรูปให้พ้นแวดวงการเมือง แต่กลับออกมาเคลื่อนไหวให้คว่ำร่างรัฐธรรมนุญถือเป็นความด้านไร้ยางอายและเอาสีข้างเข้าถูโดยอ้างประชาธิปไตยบังหน้า จึงไม่มีความชอบธรรมและไม่น่าเชื่อถือแม้แต่น้อย

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ถึงได้เตือนประชาชนว่าเป็นเรื่องอันตรายหากหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อของเหล่านักการเมืองเพราะนักการเมืองมีส่วนได้เสียกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ทั้งนี้การที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีกลไกที่อาจมองว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบเพื่อปูพื้นฐานประคับประคองให้การขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศเป็นไปด้วยความราบรื่นและต่อเนื่องช่วงระยะเวลาหนึ่งถือเป็นความจำเป็นในช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งยังดีกว่าประชาธิปไตยจอมปลอมซึ่งที่ผ่านมาพิสูจน์เห็นแล้วว่านำพาประเทศไปสู่ความวิบัติย่อยยับ ดังนั้น 7 ส.ค.วันลงประชามติจึงเป็นวันวัดใจมหาชนว่า จะผ่านร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปประเทศหรือจะเชื่อคล้อยตามคารมนักการเมือง

ทีมข่าวการเมือง