Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: รายงานพิเศษ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

รายงานพิเศษ : เปิดใจ‘สรรเพชญ บุญญามณี’ กติกากกต./แล้วใครจะช่วยชาวบ้าน

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682233

รายงานพิเศษ : เปิดใจ‘สรรเพชญ บุญญามณี’  กติกากกต./แล้วใครจะช่วยชาวบ้าน

รายงานพิเศษ : เปิดใจ‘สรรเพชญ บุญญามณี’ กติกากกต./แล้วใครจะช่วยชาวบ้าน

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้แย้มแผนเตรียมการเลือกตั้งกรณีสภาผู้แทนราษฎรครบวาระในวันที่ 23 มี.ค.2566 แล้ว ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102 กำหนดให้มีการเลือกตั้งภายใน 45 วัน นับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ

โดยเบื้องต้น กกต.กำหนดให้วันที่ 7 พ.ค.2566 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป และเปิดรับสมัครในวันที่ 3-7 เม.ย.2566

ข่าวชิ้นนี้สร้างความคึกคักและสีสันให้ประเทศไทยเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้านี้กกต.ได้แจ้งเตือนเกี่ยวกับระยะเวลาในการหาเสียงเลือกตั้ง ที่ขณะนี้ใกล้ถึงระยะเวลา 180 วันก่อนวันครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 23 มี.ค.2566 ซึ่งผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการหาเสียงให้เป็นไปตามมาตรา 68 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. 2561 และต้องมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 73กฎหมายเดียวกัน มีห้วงระยะเวลาหาเสียงเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 2565 จนถึงวันก่อนวันเลือกตั้ง

และเตรียมจะออกประกาศหลักเกณฑ์เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองปฏิบัติ ตามพ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ภายในกรอบเวลา 180 วัน ว่าสิ่งใด
ทำได้หรือไม่ได้บ้างในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางให้พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.ได้ปฏิบัติตาม

นักการเมืองทุกคนพร้อมปฏิบัติตาม

แต่อีกมุมมองหนึ่งก็เป็นเรื่องชวนให้คิด???

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่สาขาพรรคประชาธิปัตย์เขต 1 สงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี ผู้ช่วยดำเนินงานของ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงสถานการณ์ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้ง ตามกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วยเงื่อนไขระยะเวลา 180 วันนั้น โดยนายสรรเพชญ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี ตนพร้อมทีมงานรวมทั้งจิตอาสาต่างๆ ได้ลงพื้นที่ทุกชุมชน ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลในเขตอำเภอเมืองสงขลา เพื่อช่วยเหลือดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรเทาความเดือดร้อนจากภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

โดยสิ่งที่คิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์มากที่สุดทั้งในแง่ของการเป็นอาหารที่จำเป็นของทุกบ้านและมีโภชนาการสูง คือ การแจกไข่ไก่สด ที่นอกจากจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแล้วยังช่วยเสริมสร้างโภชนาการที่ดีให้กับพี่น้องประชาชนอีกด้วย ซึ่งการแจกไข่ไก่นั้นยังคงทำตลอดจนกว่าเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจะทำไม่ได้ แต่ก็อดเป็นห่วงพี่น้องประชาชนไม่ได้ที่จะได้รับความเดือดร้อนจากภาระค่าใช้จ่าย

นายสรรเพชญ ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น การมอบข้าวกล่องปรุงสุกพร้อมทาน โดยนำเอาวัตถุดิบมาจากการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำจำหน่ายไม่ได้ราคาช่วงโควิด โดยได้รับซื้อฟักทอง ฟักเขียว แตงโม พริกสดเป็นต้น มาจากชาวสวนโดยตรงในต่างอำเภอของจังหวัดสงขลาและพื้นที่โดยรอบเพื่อนำผลผลิตทางการเกษตรเหล่านั้นไปปรุงอาหารและแจกจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ในช่วงโควิด รวมถึงการมอบหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ล้างมือ ชุด PPE และปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการป้องกันโรคให้แก่พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน มาโดยตลอด

นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานการช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ เช่น การประสานขอสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างสะพานลอยข้ามถนนบริเวณหน้าโรงพยาบาลสงขลา จาก อบจ.สงขลา ซึ่งขณะนี้ได้มีการอนุมัติงบประมาณในการก่อสร้างแล้ว รวมถึงการประสานงานกับองค์การจัดการน้ำเสีย(อจน.) ดูแลระบบน้ำเสียในเขตเทศบาลนครสงขลา เทศบาลเมืองเขารูปช้าง โดยเฉพาะคลองสำโรง อีกด้วย

“ผมเป็นห่วงพี่น้องประชาชน ซึ่งช่วงเลือกตั้งอาจดูแลได้ไม่เต็มที่ แต่ขอยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทุกอย่าง อย่างน้อย
ก็จนกว่าจะถึง 24 ก.ย. ซึ่งเป็นเงื่อนไขข้อห้ามของกกต.” นายสรรเพชญกล่าว

นั่นคือหัวอกจิตอาสาทางการเมืองที่ต้องช่วยประชาชนตลอดไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680709

รายงานพิเศษ : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม  เปลี่ยนอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม

รายงานพิเศษ : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานวิจัยกฎหมายอาญาและพัฒนากระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด จัดโครงการเสวนาเชิงวิชาการ ว่าด้วยการเตรียมความพร้อมด้านการสร้างองค์ความรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้ดีกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เรื่อง “เปลี่ยนให้ผ่าน กระบวนการยุติธรรมไทย” โดยหนึ่งในนั้นคือการเสวนา หัวข้อ “เปลี่ยนผ่านกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างไร ไม่ให้ซ้ำรอยเดิม” เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมาณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนึ่งในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 กล่าวว่า ปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นทั่วโลก ขึ้นอยู่กับว่าจะไปเกี่ยวข้องกับประเด็นใด เพียงแต่สิ่งที่รู้สึกถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยขึ้นอยู่กับว่าเป็นเรื่องยากหรือง่ายในการปรับเปลี่ยนโดยเชื่อว่าสิ่งที่หนักใจกันก็คือแม้จะมีความพยายามปฏิรูปแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม “เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงเรื่องวิธีการดำเนินการหรือเรื่องของอำนาจ ก็ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของหัวหรือส่วนบน..แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย” ซึ่งเป็นเรื่องของ “กระบวนการในการเปลี่ยนแปลงสังคม” อีกทั้งไม่อาจมองได้จากมุมกฎหมายเพียงด้านเดียว “ปัญหาของสังคมไทยคือปัญหาของญาณวิทยา” หมายถึงปัญหาว่าด้วยอะไรคือสิ่งที่เป็นความจริง อะไรคือสิ่งที่เป็นองค์ความรู้แท้ๆ

“เรายังมีปัญหา เพราะสิ่งที่เราเรียนรู้ในระบบการศึกษา ระบบการศึกษาเราไม่ได้สอนเรื่องของการคิดวิเคราะห์ ระบบการศึกษาเราสอนให้จำว่าอะไรคือสิ่งที่ดีแล้วพยายามเอาไปใช้ ซึ่งทำให้เราสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไม่ได้ อันนี้คือสภาพความเป็นจริงว่า แรงที่จะทำให้มีความคุ้มกัน หรือว่าทำให้เราสามารถพัฒนาสังคม พัฒนาตัวเราเองได้มีข้อจำกัด อันนี้เป็นพื้นฐานเบื้องต้น

เพราะฉะนั้นเวลาเราโทษว่าผู้นำไม่ยอมเปลี่ยน ผู้นำเป็นพวกอำนาจนิยม ผมว่าเราลองกลับไปคิดดูว่าผู้นำอย่างเดียวมันอยู่ไม่ได้ มันต้องมีประชาชนที่มาสนับสนุนผู้นำด้วย มันถึงจะอยู่กันได้ อันนี้คือสภาพความเป็นจริง ฉะนั้นเวลาเราเถียงกันว่าอะไรผิด-ถูก มันเป็นมุมหนึ่ง-มิติหนึ่ง เราเถียงกันในเชิงเหตุเชิงผลได้ แต่พอปัญหาในทางปฏิบัติก็ต้องมาดูอีกสภาพหนึ่ง” ศ.ดร.อุดม กล่าว

รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่ยังขาดในกระบวนการยุติธรรมของไทย คือ “หลักการด้านสิทธิมนุษยชน” เพราะสิทธิมนุษยชนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านดำเนินไปได้อย่างดี เกิดความเป็นธรรมและได้มาตรฐานสากล โดยสิทธิมนุษยชนนั้นมีหลายประเด็น 1.สิทธิที่ไม่อาจถูกพักใช้ได้ (non-derogablerights) หมายถึงไม่ว่าบ้านเมืองจะอยู่ในภาวะใด รัฐก็ไม่สามารถอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อละเมิดสิทธิบางประเภทได้

เช่น สิทธิที่จะไม่ถูกฆ่านอกกฎหมาย สิทธิจะไม่ถูกทรมานหรือปฏิบัติหรือลงโทษอย่างโหดร้ายที่ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้สูญหาย (อุ้มหาย) ซึ่งต้องบอกว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังมีสัญญาณที่ดีขึ้น จากในอดีตที่มีข้อถกเถียง อาทิ การอุ้มหายหรือการฆ่าอาชญากรโดยวิธีนอกกฎหมาย หรือการทรมานอาชญากรเพื่อรีดเอาข้อมูลสามารถทำได้หรือไม่ มาล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ที่รัฐสภาไทยเพิ่งผ่านร่างกฎหมายป้องกันการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งนำหลักสิทธิที่ไม่อาจถูกพักใช้ได้นี้ไปใส่ไว้ด้วย

2.ความเป็นอิสระของตุลาการ เพราะฝ่ายบริหารมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงจำเป็นต้องจำกัดหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพบ้างตามกรอบของกฎหมาย จึงคาดหวังให้ฝ่ายตุลาการทำหน้าที่พิทักษ์เสรีภาพของประชาชน แต่จะทำหน้าที่เช่นนั้นได้ตุลาการต้องเป็นอิสระไม่ถูกแทรกแซงไม่ว่าทางหนึ่งทางใดทั้งนี้ ในยุโรปมีการกล่าวถึงการแทรกแซงทั้งจากแนวราบ เช่น ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร และแนวตั้ง เช่น หัวหน้าหรือผู้บริหารศาล

3.สิทธิที่จะพบกับศาลภายหลังถูกควบคุมตัว กฎหมายไทยกำหนดให้ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง (หากเป็นเด็กหรือเยาวชนคือไม่เกิน 24 ชั่วโมง) จากนั้นต้องไปขออำนาจศาลเพื่อฝากขัง เรื่องนี้มีที่มาจากหลักสิทธิมนุษยชน ที่กำหนดให้ผู้ถูกจับกุมต้องถูกนำไปปรากฏตัวต่อศาลโดยไม่ชักช้า อย่างไรก็ตามหลักสิทธิมนุษยชนข้อนี้ ยังมีเจตนารมณ์ให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบด้วยว่าระหว่างการควบคุมตัวนั้นมีการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง (เช่น ทรมานผู้ต้องหา ควบคุมตัวไว้เกินเวลาที่กำหนด) หรือไม่

“สิทธิมนุษยชนควรจะเข้ามาอยู่ในตัวกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ควรจะเข้ามาอยู่ในทางปฏิบัติ และแนวปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรม คราวนี้ทำอย่างไรที่จะให้สิทธิมนุษยชนเข้ามามันก็มีอยู่ 2 แบบ 1.เราเรียกร้องคณะนิติศาสตร์ เรียกร้องการศึกษากฎหมายสอนกันเข้าไป เพิ่มบทบาทเรื่องพวกนี้เข้าไปเพื่อให้ได้นักกฎหมายที่คำนึงถึงเรื่องพวกนี้ 2.ไปปฏิรูประบบ ไปแก้กฎหมายเพื่อให้พวกนี้มันเข้าไปอยู่ในกฎหมาย นิติศาสตร์จะได้สอน ผมว่ามันเหมือนไก่กับไข่ ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี แต่ความเห็นผมคือทั้งคู่” รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา (สำนักข่าวอิศรา) ให้ความเห็นว่า สังคมเสียโอกาสมาแล้วหลายครั้งเช่น คดีเพชรซาอุที่เชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมนักการทูต ผู้เกี่ยวข้องเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งถูกดำเนินคดีจนพ้นโทษออกมาแล้ว แต่ระบบตำรวจก็ยังไม่ถูกปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง, คดีเชอรี่แอนที่มีการจับผู้ต้องหาผิดคน กว่าจะทราบความจริงบางคนก็เสียชีวิตในคุกไปแล้ว ปัญหาอยู่ที่ศาลไม่สามารถไต่สวนข้อเท็จจริงได้เองเพราะไทยใช้ระบบกล่าวหา, คดีบอสเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ถูกตั้งคำถามในการทำหน้าที่ขึ้นมาจนถึงระดับอัยการ เป็นต้น

“ถามว่า 1 ปีเศษๆ ที่ผ่านมา ตั้งแต่อาจารย์วิชา มหาคุณสอบข้อเท็จจริงมา พลิกข้อเท็จจริงทั้งระบบเลยว่าบกพร่องตรงไหนถามว่าได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว? ได้แตะต้องระบบตรงไหนบ้าง? ยกเว้นบอกว่าถ้าร้องขอความเป็นธรรมต้องมีตัวผู้ร้องความเป็นธรรมเท่านั้นที่แก้ แต่ก่อนไม่มีตัวผู้ร้องขอความเป็นธรรม อยู่ต่างประเทศก็ร้องได้ถึง 14 ครั้ง เราไม่ได้แก้อะไรเลย” ประสงค์ กล่าว

พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาไว้หลายประการ หนึ่งในนั้นคือ “เมื่อผู้เสียหายจะใช้สิทธิฟ้องคดีโดยตรงด้วยตนเองในกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง..ต้องขอสำนวนที่ตำรวจและอัยการรวบรวมไว้มาใช้ได้” เพราะผู้เสียหายไม่สามารถมีข้อมูลมากพอเมื่อเทียบกับสำนวนการสอบสวนที่ตำรวจส่งต่อไปยังอัยการ หริอสำนวนที่อัยการสั่งให้ตำรวจไปสอบสวนเพิ่มเติม

“ถ้าจะแก้ตรงนี้ต้องให้ผู้เสียหาย ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้อง ผู้เสียหายต้องสามารถขอสำนวนการสอบสวนจากอัยการ เพื่อประกอบในการที่เขาจะฟ้องเองได้” อดีต รมว.ยุติธรรม กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : เปิดโทษฉ้อโกงยุคโบราณ ที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องแชร์ลูกโซ่

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680723

รายงานพิเศษ : เปิดโทษฉ้อโกงยุคโบราณ  ที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องแชร์ลูกโซ่

รายงานพิเศษ : เปิดโทษฉ้อโกงยุคโบราณ ที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องแชร์ลูกโซ่

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันก่อน นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วย รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์รายการวิทยุรัฐสภา เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการฉ้อโกงในอดีต ซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรง

ย้อนไปดูสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็ยังไม่มีปัญหาแชร์ลูกโซ่ มีแต่การปล้นสะดมซึ่งโทษสูงมาก และการลักทรัพย์ฉ้อโกงก็มีกฎหมายบัญญัติโทษไว้สูง ซึ่งความผิดฉ้อโกงของไทยเริ่มมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีการตรากฎหมายเรื่อง “ฉ้อ” ไว้ในพระไอยการอาญาหลวง ซึ่งประกาศใช้เมื่อพ.ศ. ๑๘๙๕ แต่ต่อมาถูกยกเลิกโดยกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ รวมเวลาใช้กฎหมายนี้ประมาณ ๕๕๖ ปี

สำหรับเนื้อหาของความผิดฐานฉ้อโกงตามกฎหมายลักษณะอาญาร.ศ. ๑๒๗ นี้ ยังคงใช้ตามที่บัญญัติไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพียงแต่มีการจัดปรับปรุงใหม่ให้มาอยู่ในที่เดียวกันไม่ให้กระจัดกระจายออกไป เช่น ในพระไอยการลักษณะโจร บทที่ ๑๑๒ บัญญัติว่า “เจ้าของทองเงินเขาตกเขาหล่น ผู้ใดเก็บได้และผู้อื่นมิใช่ของตนมาว่าเป็นของตนตก หายก็ดี ฝังไว้ก็ดี มาอธิบายเอาทรัพย์นั้นไป อยู่มามีเจ้าของแท้ออกมาว่าก็ดี เมื่อพิจารณาเป็น สัตย์ว่ามิใช่ทรัพย์ของตนและตนเองเท็จมุสาวาทว่า ดังนั้น ท่านว่าคือคนร้ายฉ้อเอาทรัพย์ท่านและให้เอาทรัพย์นั้นตั้งไหมทวีคูณทำเป็น ๓ ส่วน และให้เป็นของหลวงส่วนหนึ่ง ให้เจ้าของส่วนหนึ่งและให้แก่ผู้ได้อีกส่วนหนึ่ง”

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ออกประกาศลักษณะ ฉ้อ ร.ศ. ๑๑๙ ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎหมายอาญาที่มีการวางแนวทางของความผิดฐานฉ้อโกงให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น โดยผู้ร่างได้แนวความคิดมาจากหลักกฎหมายอังกฤษ มีการแบ่งแยกความ รับผิดทางแพ่งและทางอาญาออกจากกัน เช่น มีการลงโทษผู้ฉ้อในทางอาญาและในขณะเดียวกันผู้เสียหายอาจเรียกค่าชดใช้ในส่วนที่ตนเสียไปในทางแพ่งได้อีก ไม่ใช่ให้ผู้เสียหายได้รับเงินส่วนแบ่งจากเงินปรับไหมเข้าหลวงเช่นแต่ก่อน

ตามประกาศฉบับนี้วางหลักไว้ในมาตรา 1 ว่า ผู้ใดหลอกลวงเอาเงินหรือของจากผู้อื่น โดยจงใจที่จะฉ้อ มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔ เท่าหรือทั้งจำ ทั้งปรับ และอธิบายคำว่า “หลอกลวง” ไว้ในมาตรา ๒ ว่า หมายถึง การกระทำโดยวาจาก็ดี โดย หนังสือก็ดี กิริยาก็ดี ให้เขาเข้าใจว่าการอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นไปหรือเกิดขึ้นหรือมีอยู่ ผิดไปจาก ความเป็นจริง แต่การหลอกลวงในการที่ตั้งใจว่าจะทำอะไรในเบื้องหน้านั้น ไม่เรียกว่าหลอกลวงแต่เรียกว่าไม่ทำตามปฏิญาณ นอกจากนี้ ในมาตรา ๓ ยังได้อธิบายคำว่า “เอามาได้จากผู้อื่น” ว่า เป็นการเอาไปเองหรือหลอกให้เขาไปให้ผู้อื่น และมีเจตนาที่จะไม่ให้เจ้าของได้คืนไปเลย

ดังนั้นผมขออนุญาตหยิบยกกฎหมาย ร.ศ.119 มาประกอบ โดยผมขออนุญาตใช้คำโบราณ โดยไม่ตัดแต่งข้อความ เพื่อให้เพื่อนๆ พ่อแม่พี่น้องได้อ่านกฎหมายและเข้าใจ (บางคำอาจจะใช้ไม่เหมือนปัจจุบัน) โดยมีการประกาศใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5

ประกาศลักษณฉ้อ มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ด้วยแต่ก่อน ถ้าราษฎรผู้ใดได้หลอกฉ้อทรัพย์สมบัติของผู้อื่นโดยประการต่างๆ แล้ว ผู้ที่ต้องเสียทรัพย์ทั้งหลายก็ฟ้องร้องเรียกเงินปรับเปนสินไหมพินัย ถ้าผู้ฉ้อไม่มีเงินให้ ก็มีวิธีจำเร่งซึ่งเปนโทษอาญากลายๆ ครั้นได้มีพระราชบัญญัติยอมอนุญาตให้ลูกหนี้ล้มละลายได้ การจำเร่งเงินก็เปนอันเลิกไป ผู้ฉ้อผู้โกงจึงมีใจกำเริบขึ้น ถือว่า ถ้าฉ้อเขามาได้ โทษก็เพียงแต่ต้องให้ของเขาคืน ไม่ต้องถูกเร่งจำจองเปนโทษอาญาอย่างไร สมควรที่จะให้มีกฎหมายทำโทษผู้ร้ายเช่นนี้ไว้บ้าง จึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป ถ้าผู้ใดประพฤติตนดังจะได้กล่าวต่อไปนี้ ให้มีโทษดังที่ได้บ่งไว้

มาตรา ๑ ถ้าผู้ใดหลอกลวงเอาเงินฤๅของมาได้จากผู้อื่นโดยจงใจที่จะฉ้อแล้ว ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปีฤๅปรับไม่เกินจัตุรคูณ ฤๅทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๒ คำที่ว่า หลอกลวง นั้น คือ หลอกลวงโดยวาจาก็ดี โดยหนังสือก็ดี โดยกิริยาก็ดี ให้เขาเข้าใจว่า การอย่างใดอย่างหนึ่งได้เปนไป ฤๅเกิดขึ้น ฤๅมีอยู่ผิดจากที่เปนจริง แต่หลอกลวงในการที่ว่า ตั้งใจจะทำอะไรในเบื้องน่านั้น ไม่เรียกว่า หลอกลวง เรียกแต่ว่า ไม่ทำตามคำปฏิญาณ

มาตรา ๓ เอามาได้จากผู้อื่น นั้น คือ จะเอามาเอง ฤๅหลอกให้เขาให้ไปแก่ผู้อื่น แลมีเจตนาที่จะไม่ให้เจ้าของได้คืนไปเลย

มาตรา ๔ ถ้าผู้ใดหลอกขาย หลอกแลก ฤๅหลอกให้เปนประกัน เช่น จำนำ แลขายฝาก เปนต้น ที่ดินโรงเรือนซึ่งพึงเคลื่อนจากที่ไม่ได้ โดยที่ทราบว่า ที่ดินโรงเรือนนั้นหาใช่ของตนไม่ แลโดยที่มีความประสงค์จะฉ้อเอาผลประโยช แลได้รับผลประโยชนมาบ้างแล้ว ดังนี้ ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี ฤๅให้ปรับไม่เกินจัตุรคูณ ฤๅทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๕ ถ้าผู้ใดหลอกขาย หลอกแลก หลอกให้เปนประกัน เช่น จำนำ ฤๅขายฝาก เปนต้น ที่ดินโรงเรือนซึ่งพึงเคลื่อนจากที่ไม่ได้ แต่ที่ดินโรงเรือนนั้นตนได้ให้เปนประกัน เช่น จำนำ ฤๅขายฝาก ไว้แก่ผู้อื่นครั้งหนึ่งแล้ว หาบอกความสำคัญนี้ ให้ผู้ซื้อ ผู้แลก ผู้รับประกัน จำนำ ขายฝาก ภายหลังทราบไม่ โดยที่มีความประสงค์จะฉ้อผลประโยชน์ แลได้รับผลประโยชน์มาบ้างแล้ว ดังนี้ ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี ฤๅปรับไม่เกินจัตุรคูณ ฤๅทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๖ ผู้ที่ถูกฉ้อมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์ที่มันได้ฉ้อไปได้ แต่จะต้องฟ้องครั้งเดียว จะเป็นความอาญาอย่างเดียวก็ดี ฤๅแพ่งเรียกทรัพย์คืนก็ดี ฤๅทั้งอาญาแลแพ่งรวมกันก็ดี แต่ถ้ากรมอัยการฟ้องทางอาญาแล้ว ผู้ที่ถูกฉ้อจะฟ้องแพ่งรวมสำนวนกับสำนวนกรมอัยการก็ได้ ฤๅจะฟ้องเปนคดีของตนต่างหากก็ได้ อย่างไรก็ดี จะเปนแพ่งฤๅอาญา ต้องฟ้องภายในกำหนด ๖ เดือนนับตั้งแต่วันที่ได้ทราบความ มาตรา ๗พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้ได้แต่เรื่องที่ได้ฉ้อกันภายหลังวันนี้ไป

ประกาศมา ณ วันที่ ๒๕ กันยายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๙ เปนวันที่ ๑๑๖๔๑ ในรัชกาลปัตยุบันนี้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสมัยก่อนนั้นเป็นหนี้ ฉ้อโกง หลอกลวงมาต้องใช้เงินคืน และ ถูกปรับ ไม่งั้นติดคุกติดตะรางไม่ได้ออกมา

สัปดาห์หน้าพบกับการปราบปรามขบวนการแชร์ลูกโซ่ ขบวนการหลอกลวง ที่ภาครัฐต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหามากกว่าเดิม ???

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : โขนรามคำแหงอนุรักษ์ศิลปะไทย

Posted on September 11, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/679199

รายงานพิเศษ : โขนรามคำแหงอนุรักษ์ศิลปะไทย

รายงานพิเศษ : โขนรามคำแหงอนุรักษ์ศิลปะไทย

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านไปแล้วการจัดแสดงโขนรามคำแหงสุดอลังการของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ชุด “ศรีราม ศรีราชะอโยธยา” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาส 5 ทศวรรษ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นประธาน มีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ร่วมชมการแสดงจำนวนมาก เมื่อเร็วๆ นี้ณ ห้องประชุม 322 ชั้น 3 อาคารสุโขทัย

ภายในงานมีการแสดง รำถวายพระพรทศมินทราธิราช โขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด ศรีราม ศรีราชะอโยธยา(พระรามเดินดง-ขาดเศียรขาดกร-หนุมานชูกล่องดวงใจ-พระรามคืนนคร) จัดโดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ เป็นการรวมพลังนักแสดงจากทั่วประเทศทั้งผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา นักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง สมาชิกโขนรามคำแหง และผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมแสดงโขนรามคำแหง อำนวยการสอนโดย ครูสมศักดิ์ ทัดติประธานการฝึกซ้อมโขนรามคำแหงครูไพฑูรย์ เข้มแข็ง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โขน-ละคร)

โอกาสนี้ อาจารย์อรอนงค์อิงชำนิ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ กล่าวว่า การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด “ศรีราม ศรีราชะอโยธยา” จัดแสดงขึ้นเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง 50 ปี การสถาปนามหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ “พระรามครองเมือง” ซึ่งมีความหมายเป็นมงคลแห่งการมีชัยชนะของพระราม ภายหลังเสร็จสิ้นการศึกกับทศกัณฐ์เจ้ากรุงลงกา พร้อมทั้งการแสดงแทรกระหว่างเนื้อหาของโขนด้วยการเฉลิมฉลองผ่านการแสดงมหรสพต่างๆ เพื่อให้คณาจารย์ ศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบัน และบุคลากรได้ร่วมใจแสดงในมงคลวาระเช่นนี้

“ในนามของคณะศิลปกรรมศาสตร์ ขอขอบคุณผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณาจารย์ บุคลากรทุกฝ่าย ศิษย์เก่า นักศึกษา ผู้ชม และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การแสดงโขนครั้งนี้เกิดขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะศิลปกรรมศาสตร์ จะได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยและประเทศไทยในโอกาสอื่นๆ ต่อไป”

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ กล่าวว่า ศิลปะการแสดงโขน เป็นวิจิตรศิลป์ที่มีความสำคัญทั้งเป็นมหรสพหลวงของราชสำนัก ทั้งยังใช้ในพิธีกรรมและการสมโภชในวาระต่างๆ ซึ่งเป็นสื่อทางวัฒนธรรมที่ให้ความบันเทิงและสะท้อนความเป็นไทยได้ชัดเจนที่สุด โขนจึงเป็นศิลปะการแสดงรายการแรกของประเทศไทยที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ จากองค์การยูเนสโก เมื่อ พ.ศ.2561

มหาวิทยาลัยรามคำแหงมีพันธกิจที่สำคัญทั้งสิ้น 6 ด้าน ประการหนึ่ง คือ การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม โดยมีรูปแบบทั้งการบูรณาการกับการเรียนการสอน การวิจัย รวมถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ ด้านศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งมหาวิทยาลัยส่งเสริมและจัดกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง

ในระยะเวลา 5 ทศวรรษที่ผ่านมาของมหาวิทยาลัยรามคำแหง กิจกรรมหนึ่งที่ชาวรามคำแหงมีความภาคภูมิใจ คือ การก่อตั้ง “โขนรามคำแหง” ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ด้วยการริเริ่มของรองศาสตราจารย์รังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง โขนคณะนี้มีการฝึกหัด ฝึกซ้อม รวมถึงจัดแสดงมาโดยตลอดระยะเวลา 19 ปี สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย เป็นที่รู้จักและยอมรับทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ

การจัดแสดงโขนรามคำแหง ชุด “ศรีราม ศรีราชะอโยธยา” ครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นมหรสพเฉลิมฉลอง โอกาส5 ทศวรรษ ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นผลงานเชิงประจักษ์อีกชิ้นหนึ่งที่ได้เน้นย้ำถึงเจตนารมณ์พร้อมทั้งแสดงศักยภาพของมหาวิทยาลัยรามคำแหงในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม อันมีส่วนทำให้ชาวไทยได้เห็นถึงคุณค่าของการแสดงโขน เข้าใจ ภูมิใจ และตระหนักในความเป็นไทย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘แม่วัยใส-จนข้ามรุ่น’ ตัดวงจรไม่ส่งต่อ..ทำได้!

Posted on September 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/677682

รายงานพิเศษ : ‘แม่วัยใส-จนข้ามรุ่น’  ตัดวงจรไม่ส่งต่อ..ทำได้!

รายงานพิเศษ : ‘แม่วัยใส-จนข้ามรุ่น’ ตัดวงจรไม่ส่งต่อ..ทำได้!

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หมายเหตุ : เรียบเรียงจากการบรรยายหัวข้อ “พ่อแม่วัยรุ่นกับปัญหาความยากจนข้ามรุ่นของสังคมไทย” โดย ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ประธานอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ และกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และอดีตอาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “สร้างการเรียนรู้ให้พ่อแม่วัยรุ่น เพื่อแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น”จัดโดย กสศ. เมื่อเร็วๆ นี้

อาจารย์สมพงษ์ เริ่มด้วยการเล่าย้อนประวัติการทำงานในแวดวงการศึกษา ผ่านเหตุการณ์สำคัญ เช่น ข้อถกเถียงว่าสมควรตั้งตู้จำหน่ายถุงยางอนามัยในโรงเรียนหรือไม่ โดยในปี 2553-2555 พบข้อมูลที่น่าตกใจคือ ประเทศไทยมี “แม่วัยใส” หรือเด็กสาวที่ตั้งครรภ์ก่อนเวลาอันควร มากกว่า 120,000 คน เป็นที่ฮือฮาในสังคมมาก ณ เวลานั้น จนอาจเป็นประเทศที่พบแม่วัยใสมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้รัฐบาลเริ่มหาทางแก้ปัญหาอย่างจริง

“จะเห็นว่าปี 2563 ตัวเลขลดลงมาตามลำดับจนในที่สุดตอนนี้เหลือ 56,000 คน แต่ตัวเลขด้านเด็กอายุ 10-14 ปี จาก 3,700 คน ก็เหลือ 1,783 คน ฉะนั้นตัวเลขในปี 2569 เราจะตั้งเป้าหมายว่าจะต้องลดลงให้ได้มากที่สุด จนเหลือเด็กอายุ 10-14 ปี ซึ่งไม่น่าจะตั้งครรภ์ในเวลานี้ เหลือ 0.5 ต่อจำนวนประชากร 1,000 คน และในวัยรุ่นแล้ว อายุ 15-19 ปี เป้าหมายคือลดลงมาให้เหลือ 28.7 และเป้าหมายคือ 25 ต่อ 1,000ใกล้เคียงแล้ว” อาจารย์สมพงษ์ ระบุ

เมื่อลงลึกในรายละเอียด พบว่า “พื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่อุตสาหกรรม มักพบแม่วัยใสจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ” เช่น จังหวัดในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกอย่าง ฉะเชิงเทรา ระยอง รวมถึงที่ใกล้เคียงอย่าง ปราจีนบุรี หรือจังหวัดที่เป็นท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ “เคยมีการศึกษาพบว่า..ความเป็นแม่วัยใสสามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้” กล่าวคือ หากแม่ตั้งครรภ์ตั้งแต่วัยเรียน ในอนาคตเด็กสาวที่เป็นลูกของแม่ลักษณะนี้จะมีแนวโน้มตั้งครรภ์ในวัยเรียนด้วยเช่นกัน

อาจารย์สมพงษ์ ยกตัวอย่างหนึ่งที่ จ.ปราจีนบุรี เด็กสาวตั้งครรภ์และต้องออกจากโรงเรียนระหว่างที่ยังเรียนอยู่ชั้น ม.2 เด็กสาวรายนี้พบว่าลูกเกิดมาเป็นเพศหญิง
เมื่อไม่ได้เรียนก็เข้าสู่ชีวิตการทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งชีวิตแต่ละวันอยู่กับการทำงานตั้งเวลาปกติ 8 ชั่วโมงพ่วงด้วยล่วงเวลา (OT) กว่าจะกลับบ้านก็มืดค่ำ ในเวลานั้น เด็กหญิงที่เกิดจากแม่วัยใส ค่อยๆ เติบโตเป็นสาว ซึ่งเมื่อไม่ได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่เพราะแม่ต้องทำงานจนไม่มีเวลา ประกอบกับสภาพแวดล้อมรอบข้างก็ไม่ดีนัก บทสรุปคือ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”ตั้งครรภ์ในวัยเรียนไม่ต่างจากแม่ตนเอง

จากข้อค้นพบนี้ “การแทรกแซงเพื่อตัดวงจรจึงมีความจำเป็น” โดยมีตัวอย่างอีกกรณีหนึ่ง เด็กสาวชั้น ม.ปลาย ในจังหวัดทางภาคเหนือ ปกติแล้วตั้งใจเรียน แต่วันหนึ่งก็ก้าวพลาดตั้งครรภ์ ต้องออกจากโรงเรียนไปทำงานร้านสะดวกซื้อ อย่างไรก็ตาม เด็กสาวรายนี้ได้รับความช่วยเหลือที่จำเป็น ทำให้สามารถกลับมาเรียนจนจบ ม.ปลาย และเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยได้ พร้อมๆ กับเลี้ยงลูกไปด้วย

“เรื่องแม่วัยใสมันมีทั้งด้านซ้าย ถ้าเราไม่ช่วยเหลือ เด็กก็จะส่งต่อ ในขณะที่ถ้ามีการช่วยเหลือจากภาครัฐ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ช่วยจากภาค NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน) ภาคประชาสังคมที่เข้าไปช่วยออกแบบการเรียนรู้ให้กับเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นลักษณะของการออกแบบที่เราเรียกว่า Family Center (ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง) เด็กก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น” อาจารย์สมพงษ์ กล่าว

ในปี 2563 กสศ. พบเด็กที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม 899 คน จากเด็กทั้งหมดราว 36,000 คน ที่ กสศ. ให้ความช่วยเหลือขณะเดียวกัน มีเยาวชนอายุ 15-24 ปี ที่ต้องออกจากระบบการศึกษาไปประมาณ 9 แสนคน ดังนั้นแล้วความคาดหวังเรื่องเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศก็ดี หรือการเตรียมพร้อมเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ก็ตาม คงเป็นไปได้อยาก หากยังมีเด็กและเยาวชนจำนวนมากขนาดนี้ที่จบเพียงชั้นประถมหรือมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งเป็นได้เพียงแรงงานไร้ฝีมือ(Unskilled Labour) สุ่มเสี่ยงเป็นผู้มีรายได้น้อยไปตลอดชีวิต และมีความจนเป็นมรดกให้คนรุ่นถัดไป

อาจารย์สมพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ในการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ต้องเริ่มจาก “เยียวยาจิตใจ” เด็กคนหนึ่งต้องออกจากระบบการศึกษา ซ้ำร้ายครอบครัวและสังคมรอบข้างยังมองในแง่ลบ อีกทั้งต้องมีภาระในการเลี้ยงดูชีวิตใหม่ที่เกิดมาอีก จึงต้องเข้าใจพื้นฐานจิตใจ ให้ความรักและรับฟังปัญหาก่อน ขณะที่การออกแบบการศึกษาที่เรียกว่า Family Center นั้น หมายถึงการที่พ่อและแม่วัยรุ่น จะต้องไปด้วยกันได้ทั้งด้านการเลี้ยงลูก การทำงานและการศึกษา การฟื้นฟูคนกลุ่มนี้จะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน รวมถึงครอบครัวของพ่อแม่กลุ่มนี้ก็จะต้องมาช่วยเลี้ยงลูกด้วย

ดังนั้นการจัดการชีวิตครอบครัว จึงมาจากการทำงานร่วมกันระหว่างครอบครัวของพ่อแม่วัยรุ่นที่พลาดพลั้งกับภาคประชาสังคม ส่วนด้านอาชีพนั้น เป็นการสนับสนุนให้ฝึกวิชาชีพระยะสั้น สามารถนำไปใช้ทำงานได้เร็ว โดย กสศ. จะมีทุนตั้งต้นให้ สุดท้ายเมื่อพ่อแม่วัยใสเริ่มมีอาชีพเลี้ยงตนเองและลูกที่เกิดมาได้ ไม่เป็นภาระใคร ทัศนคติจากสังคมรอบข้างก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

“สิ่งต่างๆ เหล่านี้ มันจะทำให้เกิดการนำพาครอบครัวไปสู่อนาคตที่ดี มีอาชีพ มีรายได้ มีเรื่องอะไรต่างๆ แล้วสุดท้ายมันจะตัดวงจรเรื่องความยากจนข้ามรุ่น การส่งต่อเรื่องแม่วัยใสไปสู่รุ่นลูกเขาได้” อาจารย์สมพงษ์ ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ทุกข์ของชาวไร่ยาสูบ

Posted on September 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/677705

รายงานพิเศษ : ทุกข์ของชาวไร่ยาสูบ

รายงานพิเศษ : ทุกข์ของชาวไร่ยาสูบ

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หนึ่งในปัญหาปากท้องเกษตรกรที่ยังค้างคาและปรากฏเป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องคือ ความเดือดร้อนของชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศกว่าหลายหมื่นครอบครัวจากภาคอีสาน ภาคกลางตอนบน และภาคเหนือ ที่ต้องขาดรายได้เพราะการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้บังคับของกระทรวงการคลังลดโควตารับซื้อใบยาเป็นเวลาต่อเนื่องติดต่อกันมา 4 ปี นับตั้งแต่มีการประกาศใช้อัตราภาษียาสูบใหม่เมื่อปี 2560

จะไม่เดือดร้อนได้อย่างไร ในเมื่อการปลูกยาสูบเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชาวไร่ คนในครอบครัว และผู้ที่เกี่ยวข้องรวมๆ กว่าแสนคนมาตลอดกว่าครึ่งทศวรรษ เมื่อเทียบกับการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ในพื้นที่ที่เท่ากัน เช่น ข้าว หรือข้าวโพด การปลูกพืชยาสูบในแต่ละปีนั้นถือว่าช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ทำมาหากินแบบพึ่งฟ้าพลอยฝน เพราะมีการกำหนดโควตารับซื้อและการประกาศราคาที่ชัดเจนก่อนเริ่มฤดูกาลปลูก

การที่ ยสท. ลดโควตารับซื้อใบยาจากชาวไร่ลงประมาณร้อยละ 50 ต่อปี เป็นเวลา 4 ปีติดต่อกันมาแล้วนั่น จึงเท่ากับรายได้ของครอบครัวและเม็ดเงินหมุนเวียนของชุมชนหายไปกว่าครึ่งเช่นเดียวกัน

แม้จะเพิ่งได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลวงเงิน 160 ล้านบาท เพื่อชดเชยผลกระทบจากการขาดรายได้จากการลดปริมาณการรับซื้อใบยาสูบของการ ยสท. ฤดูกาลผลิต 2562/2563 เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากที่เรียกร้องรอคอยกันมานานกว่า 2 ปี แต่ดูท่าว่าวิบากกรรมและรอยน้ำตาของชาวไร่ยาสูบก็จะยังไม่หมดไป

เพราะ ยสท. ยังคงประสบปัญหายอดขายที่ลดลง เนื่องจากการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ ทำให้ปริมาณความต้องการใบยาลดลงด้วย ทำให้ ยสท. มีแผนจะลดการรับซื้อใบยาลงอีกร้อยละ 25 สำหรับฤดูกาลผลิต 2565/66 ที่จะถึงนี้ ทำให้โควตาใบยาพันธุ์เวอร์จิเนียถูกลดลงไปกว่าร้อยละ 56 นอกจากนี้ ค่าแรงงาน ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง รวมไปถึงค่าน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนการปลูกใบยาของชาวไร่เพิ่มขึ้นมาก แต่ราคารับซื้อของ ยสท. ยังคงเท่าเดิม ทำให้ชาวไร่ยาสูบไม่สามารถดำเนินการเพาะปลูกยาสูบต่อไปได้

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวแทนชาวไร่ยาสูบสายพันธุ์เวอร์จิเนีย จาก 6 จังหวัดภาคเหนือ (เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน แพร่ น่าน และพะเยา) กว่า 1,200 คน จึงได้รวมตัวกันเข้ายื่นหนังสือถึงนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผ่านศูนย์ดำรงธรรมในแต่ละจังหวัด เพื่อขอให้ช่วยเหลือจากปัญหาต้นทุนการผลิตใบยาสูบที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยการทบทวนราคาใบยาใหม่ให้สะท้อนต้นทุนจริง และชะลอการลดโควตารับซื้อใบยาพันธุ์เวอร์จิเนียสำหรับฤดูกาลผลิต 2565/66

นายกิตติทัศน์ ผาทอง ตัวแทนสมาคมผู้บ่มผู้เพาะปลูกและผู้ค้าใบยาสูบ จ.เชียงราย กล่าวว่า “ชาวไร่และผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 1 หมื่นคนกำลังเดือดร้อนจากต้นทุนปัจจัยการผลิตยาสูบ เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าไฟฟ้า ค่าฟืน และค่าแรงงานเพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 60 แต่ราคารับซื้อใบยาสูบของการยาสูบแห่งประเทศไทยไม่ได้ปรับขึ้นให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงเลย ราคารับซื้อใบยาของ ยสท. ในปัจจุบันใช้มาเกือบ 10 ปีแล้ว หาก ยสท. ยังยืนยันจะใช้ราคาเดิม ชาวไร่และผู้บ่มฯ ก็ไม่สามารถปลูกใบยาสูบและประกอบอาชีพต่อไปได้ จึงอยากขอให้ รมต. คลังช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน”

การปลูกและบ่มใบยาพันธุ์เวอร์จิเนียในพื้นที่ภาคเหนือเป็นอาชีพท้องถิ่นที่ทำต่อเนื่องกันมาตลอดกว่า60 ปี แต่ละปีมีผลผลิตใบยาประมาณ 10 ล้านกิโลกรัมส่งขายให้กับ ยสท. สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นรวม 1,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 30,000 บาทต่อครอบครัว

ด้าน นายอรุณ โปธิตา ตัวแทนสมาคมพัฒนาชาวไร่บ่มเอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งไปร่วมยื่นหนังสือกับตัวแทนชาวไร่จังหวัดเชียงใหม่ 200 คน หน้าศูนย์ดำรงธรรม
จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ชาวไร่ยาสูบ ชาวไร่มีต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ค่าฟืน ค่าแรงงาน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการทำยาแห้งสูงขึ้นกิโลกรัมละ 10-15 บาท แต่ ยสท. จะช่วยเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง และผลักภาระให้ชาวไร่แบกรับต้นทุนเองอีกครึ่งหนึ่ง ซึ่งเท่ากับชาวไร่ต้องขายใบยาในราคาที่ขาดทุน จึงอยากให้ ยสท. ช่วยเหลือค่าปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้ตามความเป็นจริง เพื่อให้สะท้อนต้นทุนในการทำไร่ยาสูบ”

“ในรายงานประจำปีล่าสุดของ ยสท. เขียนไว้สวยหรูว่า เป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน อยากให้ ยสท. ดูแลชาวไร่ยาสูบให้ดีกว่านี้”

ด้าน นางศุภนิมิต เหล่าอารยะ นายกสมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูก และผู้ค้าใบยาสูบ จ.น่าน ซึ่งนำชาวไร่ที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ กว่า 200 คน ไปยื่นหนังสือ ณ ศาลากลางจังหวัดน่าน เผยว่าภาครัฐได้รับประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่เป็นจำนวนมากกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี และภาครัฐโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้กำกับดูแล ยสท. ซึ่งเป็นผู้รับซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ทั่วประเทศ เป็นผู้มีอำนาจโดยตรงในการสั่งการดูแลชาวไร่ได้ หากราคารับซื้อของ ยสท. ยังเท่าเดิม และมีการลดโควตาลงอีก ชาวไร่คงทำอาชีพต่อไปไม่ได้แน่ๆ

นายปรัชญา กันธาธรรม ตัวแทนชาวไร่ยาสูบ จ.แพร่ กล่าวว่า อยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นใจเกษตรกร ผ่อนผันการลดปริมาณรับซื้อใบยาสูบ เพื่อต่อลมหายใจให้กับเกษตรกรในช่วงที่เศรษฐกิจยังตกต่ำ ในเดือนมิถุนายนต้องเริ่มเพาะกล้ายาสูบแล้ว ซึ่งขณะนี้ถ้ายังไม่มีคำตอบเรื่องการชะลอการตัดโควตาและการขึ้นราคารับซื้อใบยาแห้ง เกษตรกรจะเตรียมตัวไม่ทันอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมาได้

เช่นเดียวกับตัวแทนชาวไร่ยาสูบสายพันธุ์เบอร์เลย์ จาก จ.เพชรบูรณ์ และ จ.สุโขทัย และชาวไร่ยาสูบสายพันธุ์เตอร์กิซ จ.ร้อยเอ็ด ที่ต่างก็เดินทางไปยื่นหนังสือยังศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่ของตนเอง เพื่อขอให้ช่วยเหลือเรื่องต้นทุนการผลิตยาสูบที่เพิ่มสูงขึ้นและปัญหาเรื่องโควตารับซื้อของ ยสท. ในฤดูกาลผลิต 2565-2566 เช่นเดียวกัน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ก้าวข้ามความขัดแย้งที่ชายแดนใต้ สร้างพื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหาร

Posted on August 28, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/676167

รายงานพิเศษ : ก้าวข้ามความขัดแย้งที่ชายแดนใต้  สร้างพื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหาร

รายงานพิเศษ : ก้าวข้ามความขัดแย้งที่ชายแดนใต้ สร้างพื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหาร

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรไปถึงปลายด้ามขวาน ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของชาติ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดน สตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส

นายนิพนธ์ บุญญามณี ขุนพลคนสำคัญรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แถลงวันก่อน ว่า ประชาธิปัตย์พร้อมที่จะประกาศผลักดันจังหวัดชายแดนใต้ให้เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร ภายใต้ยุทธศาสตร์ เกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาด โดยตั้งใจจะให้ทุกจังหวัดของชายแดนใต้เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร เพื่อการบริโภคในพื้นที่บริโภคภายในประเทศ และเป็นครัวของโลก โดยเฉพาะประชากรมุสลิมกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก

นายนิพนธ์กล่าวว่า จากการศึกษาและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประชาชนในหลายพื้นที่พบว่า ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างผลผลิตทางการเกษตรได้ จึงต้องส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนา ผลผลิตที่สอดคล้องความต้องการของตลาด อย่างหลากหลาย รวมทั้งด้านปศุสัตว์ พร้อมทั้งการจะพลิกนาร้างให้เป็นนาข้าว ร่วมสามแสนไร่ให้เป็นนาข้าวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราจะจัดระบบชลประทานให้เข้าไปถึงที่นาแห่งนี้ และสร้างผลตอบแทนทางการเกษตรที่เรียกว่านาข้าวเลี้ยงคนในพื้นที่ได้

นอกจากนั้นพื้นที่ที่เป็นประมงพื้นบ้าน หรือประมงชายฝั่งในลุ่มน้ำต่างๆ จะมีการส่งเสริมด้านการเพาะเลี้ยงไม่ว่าจะเป็นปลากะพง ปลากุเลา หรือปลาสายพันธุ์ต่างๆ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงได้พัฒนาสายพันธุ์ในหลายชนิด ซึ่งเราสามารถเพาะเลี้ยงเป็นพาณิชย์ได้ สิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่การสร้างเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มให้กับพี่น้องชาวประมง รวมถึงปูม้า ปูทะเลและปูดำ เป็นต้น พร้อมกับให้มีการอนุรักษ์ประมงชายฝั่ง

นอกจากนั้นเรายังมีพื้นที่สวนโดยส่งเสริมให้พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ไม้ผล จนเป็นที่ยอมรับของทั้งประเทศ อาทิ ทุเรียน ลองกอง มังคุด จำปาดะ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะบอกว่าเราจะนำพื้นที่ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่พื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหาร เลี้ยงคนในประเทศไทย ตลอดจนสามารถเลี้ยงคนได้ทั่วโลกต่อไปในอนาคต ที่ต้องส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำคือการอบรมให้ความรู้ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อประกอบอาชีพ ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลและพัฒนาในด้านต่างๆ ที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นผลผลิตเพื่อการยังชีพ และแปรรูปเพื่อสนับสนุนการบริโภคทั้งในพื้นที่และในประเทศได้อย่างเพียงพอรวมทั้งจะสามารถเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญให้กับหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมุสลิมที่จะเชื่อมั่นต่ออาหารที่ผลิตจากแหล่งผลิตที่ผู้ประกอบการเป็นมุสลิม หรืออาหารที่ฮาลาล ซึ่งปัจจุบันผลผลิต ทั้งเพื่อการบริโภคและการส่งออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนมีมูลค่านับแสนล้านบาท และยังสามารถสร้างการเติบโตทั้งด้านการผลิต และการส่งออกได้อีกเป็นจำนวนมาก

“ได้หารือท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ และท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทั้งสองท่านต่างเห็นตรงกัน พร้อมให้การสนับสนุนและเสริมทั้งด้านการผลิตและการตลาด ภายใต้ยุทธศาสตร์ เกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาด ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ให้ดียิ่งขึ้น และพร้อมผลักดันในทุกช่องทางเพื่อให้นโยบายนี้ประสบความสำเร็จเพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ก้าวข้ามความขัดแย้งเปลี่ยนพื้นที่ความไม่สงบเป็นพื้นที่ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศไทย” นายนิพนธ์ กล่าวให้ความเชื่อมั่น

ยุทธศาสตร์นี้ กำลังจะเป็นความจริง เมื่อ นายนิพนธ์บุญญามณี ในฐานะรมช.มหาดไทย พร้อมด้วย พล.ร.ต.สมเกียรติผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมปรึกษาหารือการจัดทำข้อมูลเตรียมผลักดันจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร ภายใต้ยุทธศาสตร์เกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาด เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ ในการนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ซึ่ง ศอ.บต. เป็นหน่วยงานที่สำคัญในการดูแลพื้นที่เพื่อการพัฒนาและสร้างความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยวันนี้จะเป็นการหารือ เพื่อจัดทำข้อมูล และเตรียมการในเรื่องยุทธศาสตร์ และผลักดันพื้นที่ฯให้เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหารต่อไป

ล่าสุด นายนิพนธ์ บุญญามณี ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้า การขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่-ด่านบูกิตกายูฮีตัมของมาเลเซีย

โดยจังหวัดสงขลาได้เสนอโครงการก่อสร้างถนนเพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่-
ด่านบูกิตกายูฮีตัม ของประเทศมาเลเซีย มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ วงเงินงบประมาณ 251,966,800 บาท

งานนี้ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเปิดไฟเขียวหมดแล้ว เหลือเพียงนำเข้าครม.อนุมัติ

นี่แหละศักยภาพของชายแดนใต้ที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘มหาอำนาจอาหารโลก’ โอกาสของภาคเกษตรไทย

Posted on August 28, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/676158

รายงานพิเศษ : ‘มหาอำนาจอาหารโลก’  โอกาสของภาคเกษตรไทย

รายงานพิเศษ : ‘มหาอำนาจอาหารโลก’ โอกาสของภาคเกษตรไทย

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หมายเหตุ : เรียบเรียงจากการบรรยายของ อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในช่วงเสวนา หัวข้อ “อนาคตประเทศไทย Thailand Growth” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานฉลอง “ปฐมฤกษ์สมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย” โดยสมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย ณ ห้องประชุม ชั้น 4 รร.อัศวิน แกรนด์คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดีรังสิต หลักสี่ กรุงเทพฯ

ข้อมูลจาก องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า จากประชากรโลกทั้งหมด 7,000 ล้านคน ส่งผลให้โลกนี้ต้องการอาหารสำหรับมนุษย์ 9,400 ล้านตัน/ปี และอาหารเลี้ยงสัตว์อีก 1,000 ล้านตัน/ปี นอกจากนั้น เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสมัยของสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 มีประชากรโลกจำนวนมากประสบปัญหาอดอยาก ซ้ำร้ายยังเกิดสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการผลิตอาหาร (ปุ๋ย พลังงาน) ยังไม่ต้องกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ(Climate Change) ที่ผลกระทบต่อระบบการผลิตนั้นยากจะคาดเดา

“ปี 2560 ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับ 14 ของโลก แม้ว่าจะเผชิญโควิด-19 ปีที่ผ่านมา (2564) เราก้าวขึ้นมาอยู่อันดับ 13 ของโลก ด้วยรายได้การส่งออกกว่า 1 ล้านล้าน ด้วยอัตราการเติบโต 11.8% และยิ่งเกิดโควิด-19 การส่งออกด้านเกษตร-อาหาร กลายเป็นแชมป์การส่งออกเหนือกว่าหลายคลัสเตอร์ทั้งหมด แต่สิ่งเหล่านี้จะปล่อยให้โอกาสผ่านไปแล้วไม่ไขว่คว้า ไม่มีวันที่จะเกิดความยั่งยืนต่ออนาคตประเทศไทย” อลงกรณ์ ระบุ

ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มี 5 ยุทธศาสตร์ปฏิรูปภาคเกษตร ประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต 2.ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0 3.ยุทธศาสตร์ 3S (เกษตรปลอดภัย-Safety เกษตรมั่นคง-Security เกษตรยั่งยืน- Sustainable) 4.ยุทธศาสตร์เกษตรยั่งยืนบนฐานศาสตร์พระราชา และ 5.ยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุก บูรณาการทุกภาคส่วนในรูปแบบหุ้นส่วน (Partnership Model) โดยมี “12 คานงัด”ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนภาคเกษตรไทย ได้แก่

1.ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ปัจจุบันมีครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ และมีศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะด้านอีก 23 แห่ง ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มทยอยตั้งศูนย์นี้ในเดือน มิ.ย. 2563 เป็นต้นมา มีนวัตกรรมแล้วเกือบ 800 นวัตกรรม โดยร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผ่านกลไกมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในจังหวัดต่างๆ สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีไปแล้วกว่า 10,000 ฟาร์ม

2.ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NABC) ตั้งอยู่ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกระทรวง รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการศึกษา โดยคาดหวังให้เกษตรกรสามารถใช้งานข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์และวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ ผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน 3.เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ตั้งเป้า 22 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ต้องใช้ระบบดิจิทัลในการบริหารและบริการประชาชน ก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะครบวาระ

“การทำ Digital Signature (ลายเซ็นดิจิทัล) การอนุมัติออนไลน์ วันนี้เกิน 60% ของข้าราชการที่มีอำนาจตามกฎหมายในการให้ใบอนุญาต ในการออกอนุมัติ ให้เกิด Good Governance (ธรรมาภิบาล) ไม่ต้องผ่านโต๊ะ รวมทั้งระบบ NSW (National Single Window – ระบบการบริการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ) ซึ่งพูดกันมา 30 ปี ตั้งแต่ผมลงผู้แทนครั้งแรก วันนี้ 90% ทั้งของกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับระบบ National Single Window ทำธุรกรรมระหว่างประเทศ วันนี้ 90% ของระบบ” อลงกรณ์ ยกตัวอย่าง

4.เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) เดินหน้าภายใต้ยุทธศาสตร์เกษตร 4.0 โดยร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จับคู่ได้ 2 ล้านไร่ ระหว่างเกษตรแปลงใหญ่กับภาคธุรกิจ อีกทั้งส่งเสริมการทำการตลาดออนไลน์ มีผู้เชี่ยวชาญ 60 คนเข้ามาสนับสนุน ซึ่งจะเห็นว่าในสถานการณ์โควิด-19 มูลค่าการซื้อ-ขายสินค้าทางออนไลน์(E-Commerce) เพิ่มขึ้นเนื่องจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค

5.เกษตรกรรมยั่งยืน โดยเฉพาะ “เกษตรในเมือง” สืบเนื่องจากชุมชนเมืองนั้นไม่มีความมั่นคงด้านอาหาร หากเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิด เมืองจะเป็นสถานที่ที่คนที่จะประสบภาวะอดอยากและโกลาหลถึงขั้นจลาจล ในส่วนนี้ที่ดำเนินการ เช่น เพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมพื้นที่เกษตรในมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันยังส่งเสริม “เกษตรอินทรีย์” ปัจจุบันมีพื้นที่แล้ว 1.5 ล้านไร่ เกษตรกรที่เข้าร่วมอีกเกือบ 1 แสนราย

6.อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ปัจจุบันมี 2 สิ่งที่กำลังมาแรงอย่าง “เนื้อสัตว์จากพืช (Plant Base)” อาหารเจที่ตอบสนองผู้หลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์จริง (Vegan)กับ “โปรตีนจากแมลง (Insect Protein)”ที่สามารถใช้เป็นอาหารได้ทั้งคนและสัตว์ 7.ระบบโลจิสติกส์เพื่อการเกษตร เช่น Low Cost Air Cargo เชื่อมไทย-เชื่อมโลก , อีสาน Gateway เส้นทางรถไฟเชื่อมไปยัง สปป.ลาว เข้าสู่ประเทศจีน และต่อเนื่องเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียกลางผ่านประเทศคาซัคสถาน ซึ่งจะเชื่อมต่อไปยังทวีปยุโรปได้

8.เกษตรแปลงใหญ่ ปัจจุบันเกิดแล้วกว่า 8,000 แปลง และในปี 2564 ที่ผ่านมา มีกว่า 3,000 แปลง ยกระดับสู่การผลิตและบริหารจัดการแบบใหม่ซึ่งใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน ตอบโจทย์การลดลงของแรงงานภาคเกษตร และอายุเฉลี่ยของเกษตรกรที่มากขึ้น 9.ยกระดับเกษตรก้าวใหม่ โดยร่วมมือกับ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)จัดทำมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพในภาคเกษตร ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 100 มาตรฐานวิชาชีพ เพื่อให้เกษตรกรเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีอนาคต

10.เกษตรสร้างสรรค์ เพิ่มมูลค่า (The Brand Project) โดยให้แต่ละจังหวัดดำเนินการ ใช้เทคโนโลยีสนับสนุน ใช้กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ทำผลผลิตให้ได้มาตรฐาน (เช่น GAP , GMP) เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 11.พัฒนาเชิงพื้นที่ (Area Base) จากกลุ่มจังหวัดสู่ระดับจังหวัด และก้าวต่อไปคือลงถึงระดับตำบล และ 12.ร่วมมือกับทุกภาคส่วน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ

“วันนี้ผมจะมาร่วมแบ่งปันฝันที่พยายามทำให้เป็นจริง เพื่อตอบโจทย์อนาคตประเทศไทย นั่นคือการฝันและวางเป้าหมาย-หมุดหมายใหม่ให้ประเทศไทยเป็นประเทศมหาอำนาจอาหารของโลก”ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘BCG-Soft Power’ ส่งเสริมดี‘ไทย’มีโอกาส

Posted on August 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/675497

รายงานพิเศษ : ‘BCG-Soft Power’  ส่งเสริมดี‘ไทย’มีโอกาส

รายงานพิเศษ : ‘BCG-Soft Power’ ส่งเสริมดี‘ไทย’มีโอกาส

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.22 น.

หมายเหตุ : เรียบเรียงจากการบรรยายของ สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในช่วงเสวนา หัวข้อ “อนาคตประเทศไทย Thailand Growth” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานฉลอง “ปฐมฤกษ์สมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย” โดยสมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย ณ ห้องประชุมชั้น 4 รร.อัศวิน แกรนด์คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดีรังสิต ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ

ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญสถานการณ์ “ภายนอกก็เสี่ยงแถมภายในก็ยังติดกับดัก” ทั้งจากเหตุปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อาหาร พลังงานโลกรวน (Climate Change หรือความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ) เงินเฟ้อ และปัจจัยภายในประเทศ เช่น กับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ความเหลื่อมล้ำ ความขัดแย้งทั้งนี้ “วิกฤตมีแนวโน้มแต่จะหนักหน่วงขึ้น” เพราะเป็นวิกฤตระดับโลก เป็นวิกฤตเชิงซ้อนและจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน“โครงสร้างของโลกยังเปลี่ยนแปลง” จากยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) กลายเป็นยุคที่แต่ละชาติมองตนเองมากขึ้น (Deglobalization) ขณะเดียวกันยังเปลี่ยนจากยุคมหาอำนาจขั้วเดียวภายในการนำของสหรัฐอเมริกา เป็นมหาอำนาจหลายขั้ว คำถามคือ “ไทยมีศักยภาพในการปรับตัวเพียงใด” จะทำอย่างไรที่ไทยจะเปลี่ยนวิกฤตข้างต้นนี้ให้เป็นโอกาส

“สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่พวกเรามัวแต่ทำก็คือว่าพวกเราทะเลาะกันเองเสียเยอะ จนเกิดสิ่งที่เราเรียกว่าสังคม 2 ขั้ว ที่เราเห็นกันอยู่ ส่วนใหญ่เรามักจะไปมองเปรียบเทียบกับประเทศอื่น แล้วก็เมื่อก่อนเคยเปรียบเทียบกับ NICS (ประเทศอุตสาหกรรมใหม่) ตอนนี้ก็ไปเปรียบเทียบกับเวียดนาม กับมาเลเซีย แต่เราไม่เคยมองว่าจริงๆ ตัวเรามีค่าตัวเรามีศักยภาพมาก-น้อยแค่ไหน” สุวิทย์ กล่าว

เมื่อมองออกไปยังต่างประเทศ “หลายชาติเพียงเอ่ยชื่อคนก็นึกออกทันทีว่าโดดเด่นเรื่องใด” เช่น “เยอรมนี” คือวิศวกรรม ยานยนต์และเคมี ส่วน “อิตาลี” คือแฟชั่นและรถยนต์แบบซูเปอร์คาร์ หรือ “เกาหลีใต้” คือ อุตสาหกรรมด้านบันเทิง เป็นต้น “ในขณะที่สังคมไทยจมอยู่กับความขัดแย้ง จนอาจลืมนึกไปว่าแล้วเราจะสร้างแบรนด์ของประเทศไทยอย่างไร” ซึ่งก่อนหน้านี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่โลกหลังสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ประเทศไทยต้องปรับตัวหลายประการ

1.จะยืนด้วยลำแข้งของตนเองได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมาไทยพึ่งพาเศรษฐกิจโลกอย่างมาก ต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายในและเชื่อมไทยสู่ประชาคมโลก 2.จะเปลี่ยนจาก“ทำมากได้น้อย” เป็น “ทำน้อยได้มาก” ได้อย่างไร โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการบริหารจัดการ ยกระดับสินค้าและบริการให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ไม่ว่าภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ

แต่ข่าวดีคือ “เทรนด์แห่งอนาคตอย่าง BCG และ Soft Power ไทยนั้นมีอยู่มาก..เหลือเพียงนโยบายส่งเสริมที่ชัดเจนเท่านั้น” โดย BCG หมายถึงเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Economy) ซึ่งไทยนั้นมีศักยภาพทั้งด้านเกษตร อาหาร สุขภาพและการแพทย์ ไปจนถึงการท่องเที่ยวและบริการ อีกทั้ง “เศรษฐกิจ BCG ยังเป็นโอกาสของทุกระดับตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับเล็กๆ ที่อยู่ในแต่ละพื้นที่” ต่างจากบางอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีหรือเงินทุนอย่างเข้มข้น

“BCG จะไปตอบโจทย์ความมั่นคงของมนุษย์ในระดับโลก อย่างน้อย 4 ความมั่นคงด้วยกัน 1.ความมั่นคงทางอาหาร 2.ความมั่นคงพลังงาน 3.ความมั่นคงในเรื่องของการแพทย์และสุขภาพ และ 4.ความมั่นคงในเรื่องของการมีงานทำ แต่เราไม่ได้สนใจแค่ระดับโลก ประเทศเรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทุกคนบ่นแต่เรื่องของการต้องไปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

แต่อะไรคือรูปธรรมของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ถ้าไม่ใช่เป็นการที่สามารถทำให้ประชาชนโดยทั่วไปลืมตาอ้าปากได้ BCG เชิงพื้นที่จึงเป็นคำตอบที่สำคัญที่สุด เพราะ BCG อาศัยความหลากหลายในเชิงชีวภาพและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของทุกภาค เพราะฉะนั้นทุกภาคมีโอกาสที่จะเอา BCG มาสร้างความมั่งคั่งในระดับพื้นที่ ในระดับชุมชนของตัวเอง” อดีต รมว.อว. ระบุ

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ “ภาคเกษตร” ที่ปัจจุบันมองเห็นความเปลี่ยนแปลง จากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ระยะหลังๆ เริ่มเห็นการใช้เทคโนโลยี (เช่น อินเตอร์เนต) เข้ามาช่วยจนกลายเป็นผู้ประกอบการในชนบท ความท้าทายต่อไปคือจะทำอย่างไรให้นโยบายด้าน BCG ของรัฐ ยกระดับคนกลุ่มนี้สู่การเป็นผู้ประกอบการ BCG อาทิ เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farmer) พืชชุมชน เป็นต้น เพราะหากทำได้จะเป็นการสร้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เน้นการพัฒนาชุมชน และสร้างประชาธิปไตยจากฐานราก

ส่วน Soft Power นั้น สามารถสรุปลักษณะของ “วิถีไทย (Thainess)” ได้ด้วยนิยาม “5F” ประกอบด้วย 1.Fun สนุกสนาน 2.Flexible ยืดหยุ่น 3.Flavouring ชีวิตมีรสชาติ 4.Friendly เป็นมิตร และ 5.Fullfeeling เติมเต็มความรู้สึก “เมื่อนำไปรวมกับความหลากหลายทั้งในแง่ชีวภาพและวัฒนธรรม จะกลายเป็นศักยภาพที่มหาศาล” ซึ่งนี่คือโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าของชุมชน หรือการจัดการท่องเที่ยวของชุมชน สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยมีอยู่แล้วแต่ไม่ค่อยถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

“ประเทศไทยเราติดอันดับ 6 ของประเทศที่มีระบบสุขภาพดีที่สุดในโลกหลังโควิด ทุกคนบอกเลยว่าระบบสุขภาพของไทยถือเป็นต้นๆ ของโลก เราเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน อันดับ 2 ของเอเชีย อันดับ 7 ของโลก ในประเทศที่รุ่มรวยด้วยมรดกวัฒนธรรม ตรงนี้เรายังใช้ไม่หมดเลย ไปใช้ในเรื่องของการท่องเที่ยว ในเรื่องต่างๆ อีกเยอะแยะ หรือแม้กระทั่งการเป็นอันดับ 1 ของโลก ในการเป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุด ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอาหาร มัสมั่นเราอันดับ 1 ของโลก ตามมาด้วยต้มยำกุ้งเป็นอันดับที่ 8 ส้มตำอันดับที่ 46 อย่างนี้เป็นต้น” สุวิทย์ ยกตัวอย่าง

อดีต รมว.อว. ทิ้งท้ายว่า ความท้าทายที่สำคัญคือ“จะสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการดึงศักยภาพทั้งหมดซึ่งไทยมีอยู่แล้วออกมาได้อย่างไร” เพื่อให้โลกหลังโควิด ไทยเป็นประเทศที่คนอยากมากลงทุน (Place toInvest) อยากมาอยู่ (Place to Live) อยากมาเรียน (Place to Learn) อยากมาจับจ่าย (Place to Shopping) และอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้ไทยสามารถทำได้ และเอาจริงๆ ก็ทำกันอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาทำกันอย่างสะเปะสะปะ แต่หลังจากนี้ต้องการการบริหารจัดการที่ชัดเจน

“ประเทศไทยทำดีๆ เรามีโอกาสทะยานในโลกหลังโควิด” สุวิทย์ กล่าวในตอนท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘ยูธ โคแล็บ’ดึงคนรุ่นใหม่ คิดนวัตกรรมแก้ปัญหาสังคม

Posted on June 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/660554

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ยูธ โคแล็บ (Youth Co:Lab)” โครงการที่เป็นความร่วมมือ ระหว่าง โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) กับ มูลนิธิซิตี้ (Citi Foundation) เป็นโครงการระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนแต่ละประเทศได้มาแลกเปลี่ยนไอเดียธุรกิจ และนวัตกรรมเพื่อสังคม ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพเยาวชน โดยมุ่งเน้นพัฒนา ให้ความรู้ ความเข้าใจ และให้คำปรึกษาแก่เยาวชนในด้านต่างๆ สู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม ที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นในสังคมโลก โดยในประเทศไทย เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560

สำหรับโครงการ ยูธ โคแล็บ ครั้งล่าสุด ที่เกิดขึ้นในปี 2564 (Youth Co:Lab 2021) มี 2 ไอเดียที่น่าสนใจโดยได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “Carter” แพลตฟอร์มเพื่อหาบเร่ แผงลอย และผู้ค้ารายย่อย ของทีม “เดอะ โฮมิเนี่ยนส์ (The Hominians)” มีแรงบันดาลใจจากการมองเห็น “ปัญหาหนี้สิน” ของหาบเร่แผงลอยและผู้ค้าที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในตลาดทั่วประเทศไทย เนื่องด้วยกลุ่มแรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับสวัสดิการ และความคุ้มครองตามกฎหมาย ทำให้ยังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร

เช่น การเข้าถึงต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่ปัจจุบัน “ส่วนใหญ่ต้องไปกู้เงินนอกระบบมาใช้ในการดำเนินชีวิต เนื่องจากไม่สามารถขอสินเชื่อถูกกฎหมายได้” รวมถึงการเข้าไม่ถึงความรู้ด้านการเงิน ขาดหลักฐานทางการเงินที่ถูกต้องและไม่สามารถทำบัญชีรายรับรายจ่ายได้ เป็นต้น ดังนั้นแพลตฟอร์ม Carter จะเข้ามาทำหน้าที่เชื่อมโยงและสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศ (Ecosystem) โดยมีจุดประสงค์หลักคือ แพลตฟอร์มที่ทำให้การทำธุรกรรมทั้งหมดอยู่ในรูปแบบออนไลน์ที่สื่อสารแบบสองทางประกอบไปด้วยผู้ค้ากับผู้ซื้อ

“แอปพลิเคชั่นฝั่งผู้ค้าจะมีระบบ POS ทำหน้าที่ช่วยจัดการร้านค้า ในการสร้างระบบทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติ ซึ่งมีการเชื่อมต่อกับแอปฯ ของธนาคาร รวมถึงการบันทึกรายรับรายจ่ายที่มาจากเงินสด โดยท้ายที่สุด แอปฯ จะรายงานผลธุรกรรมทางการเงิน (Transaction) ทั้งหมดออกมาในรูปแบบแผนภูมิ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถดูและประมวลผลได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถดูย้อนหลังได้แบบรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน ซึ่งจะเป็นการยืนยันด้านการเงินที่ผู้ค้าสามารถนำไปใช้ยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารได้”

ในขณะที่ฝั่งผู้ซื้อ (ผู้ซื้อทั่วไป หรือ นักท่องเที่ยว) เบื้องต้นแอปพลิเคชั่นจะมีระบบ Smart Map ที่จะแสดงร้านค้า
ทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณโดยรอบเพื่อให้ผู้ซื้อหรือนักท่องเที่ยวสามารถค้นหาร้านค้าที่สนใจในบริเวณใกล้เคียงได้อย่างสะดวก ตลอดจนมีระบบ Countdown of Events ที่แสดงให้เห็นพื้นที่ที่มีการจัดกิจกรรม ภายในตลาด งานวัด รวมทั้งข้อมูลสำคัญของร้านต่างๆ เช่น ร้านไหนได้รับประกาศนียบัตรความสะอาด หรือความอร่อย อย่าง “Clean Food Good Taste – มาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร” หรือ “Michellin Guide”

ตลอดจนในอนาคตจะพัฒนาระบบจ่ายเงินออนไลน์ให้กับนักท่องเที่ยว โดยมีฟีเจอร์ เช่น Buy Now, Pay Later ที่จะชักชวนให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้จ่ายแบบไร้กังวลอีกด้วย ซึ่ง อัยรดา ส่งพัฒนายุทธ ซีอีโอ ทีมเดอะ โฮมิเนี่ยนส์ (The Hominians) ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Carter กล่าวว่า ปัจจุบันภาพรวมของเศรษฐกิจไทยยังคงความเหลื่อมล้ำระหว่างนายทุนรายใหญ่กับผู้ค้ารายย่อยอย่างหาบเร่แผงลอย

“ในฐานะคนรุ่นใหม่ มองเห็นการแก้ปัญหาในโลกยุคใหม่คือการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนช่วยเพื่อลดช่องว่างที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนให้กลุ่มแรงงานที่ทำอาชีพเหล่านี้ยังดำเนินธุรกิจต่อไปด้วยการเชื่อมโยงทั้งแหล่งเงินทุนไปจนถึงกลุ่มผู้บริโภค ทั้งหมดล้วนส่งผลต่อกันไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจ การจัดการชุมชนเมือง หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในฐานะที่พวกเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จึงมองว่าเป็นความรับผิดชอบที่ทุกคนในสังคมควรจะร่วมมือกันหาทางออกและไม่ปล่อยให้สังคมเหลื่อมล้ำไปมากกว่านี้” อัยรดา กล่าว

กับอีกผลงานหนึ่ง คือ แพลตฟอร์มระบบการจัดการซะกาตแห่งประเทศไทย (www.zakatthailand.com) โดย “ซะกาต” ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบสวัสดิการสังคมในศาสนาอิสลาม ที่มุ่งเน้นให้สวัสดิการในการดูแลปกป้องบุคคลในสังคมที่เข้าตามเกณฑ์และเงื่อนไขที่บัญญัติศาสนาอิสลามได้กำหนดไว้ เช่น คนขัดสน คนยากไร้ ผู้ที่เป็นหนี้สิน ฯลฯ เป็นต้น

“จากในอดีตที่ต้องประสบกับปัญหาการขอรับซะกาตของมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังมีรูปแบบการแจกจ่ายซะกาตส่วนใหญ่ที่ดำเนินการในลักษณะปัจเจกชน คือการแจกจ่ายแก่คนที่มีสิทธิรับในวงแคบและเป็นไปอย่างจำกัด” ทำให้ระบบการแจกจ่ายซะกาตยังไม่สามารถบรรลุผลสมจุดมุ่งหมายอย่างแท้จริง ความช่วยเหลือทางสังคมที่จะตกแก่คนยากจน ขัดสน ผู้ด้อยโอกาส จึงยังไม่เกิดประสิทธิผลอย่างที่ควรจะเป็น

“ดังนั้น แพลตฟอร์มระบบการจัดการซะกาตแห่งประเทศไทย ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสมาคมศิษย์เก่าเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมระหว่างผู้จ่ายซะกาต องค์กรบริหารซะกาต และผู้ขอรับซะกาต แพลตฟอร์มดังกล่าวมีความสะดวกในการใช้งาน ทั้งฝั่งผู้จ่ายสามารถคำนวนซะกาตได้ทุกประเภทอย่างถูกต้อง แม่นยำและจ่ายได้หลายช่องทาง

องค์กรบริหารซะกาตอย่างโปร่งใสเพราะมีระบบบันทึกรายงานการเงินของกองทุนซะกาต และภาพกิจกรรมแจกจ่ายซะกาตแสดงบนหน้าเว็บไซต์ ส่วนผู้ขอรับซะกาตสามารถขอรับซะกาตผ่านแพลตฟอร์มได้โดยตรงและมีการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลโดยเจ้าหน้าที่หลังจากรับซะกาตเพื่อพัฒนาผู้รับซะกาตสู่การเป็นผู้จ่ายซะกาตหรือหลุดพ้นจากการเป็นผู้รับซะกาต สามารถพึ่งพาตนเองได้ และอยู่ได้อย่างยั่งยืน”

อาดีละห์ สาแม ตัวแทนผู้พัฒนาแพลตฟอร์มระบบการจัดการซะกาตแห่งประเทศไทย เผยว่า หลังจากการเปิดให้บริการแพลตฟอร์มระบบการจัดการซะกาตแห่งประเทศไทยมาเป็นระยะเวลากว่า 6 เดือน พบว่าได้รับความสนใจจากผู้ขอรับซะกาตเป็นอย่างมาก โดยแพลตฟอร์มสามารถช่วยให้ผู้ที่มาขอรับซะกาตได้รับความสะดวกสบายในการขอรับซะกาต เนื่องจากสามารถดำเนินการทางออนไลน์ได้ทำให้ไม่ต้องเดินทาง ในขณะที่ฝั่งผู้บริหารซะกาตก็สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบมากขึ้นเพราะมีข้อมูลบันทึกรายงาน

“อนาคตต่อจากนี้จะพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพสามารถเชื่อมโยงระบบซะกาตได้หลากหลายขึ้น รวมถึงการพยายามเชิญชวนให้ผู้บริจาคซะกาตรวมถึงผู้มีสิทธิ์รับซะกาตเข้ามาใช้บริการให้มากขึ้นตามลำดับ อันเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นได้” อาดีละห์ กล่าว

สำหรับผู้สนใจโครงการ ยูธ โคแล็บ (Youth Co:Lab) สามารถติดตามรายละเอียดและข่าวสารต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ https://www.youthcolab.org/

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,901,502 hits

Join 4,119 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สถานีวิจัยฯ สะแกราช เชิญชวนน้องๆ เข้าค่ายปิดเทอมฤดูร้อน ‘Summer Science camp’ ผ่านการเรียนรู้ธรรมชาติ – วิทยาศาสตร์
ทำเนียบฯ เตรียมความพร้อมสถานที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ 6 เม.ย.นี้ ก่อนแถลงนโยบาย
สกร. เปิด ‘ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ’ พลิกการเรียนรู้สู่การลงมือทำจริง สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน
'น้าเดช'ย้อนเหตุผล? ทำไมคนไทยไม่เชื่อเรื่อง คุณภาพน้ำมัน ที่รัฐบาลออกมาพูด
‘วทจ. รุ่น 8’ บุกปักกิ่ง เจาะรหัสความสำเร็จแดนมังกร
สหัสวัต สับรัฐจัดการล้มเหลว แรงงานข้ามชาตินับล้านเสี่ยงผิดกฎหมาย
‘ธนัช เตชะรัตนวิบูลย์’ นักเทควันโดหนุ่มจาก ม.สยาม คว้าแชมป์เทควันโดชิงแชมป์ประเทศไทย 2026 รุ่น 54 กก.
นายกฯนำชื่อครม.ชุดใหม่ ทูลเกล้าฯแล้ว แถลงนโยบาย7-9เมษายน
ดันไทยสู่ศูนย์กลาง AI ! นายกฯ เผยไมโครซอฟท์พร้อมลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ ยกระดับทักษะคนไทย
นายกฯ ส่งสารวันข้าราชการพลเรือน ย้ำต้องเป็นที่พึ่งประชาชน ขับเคลื่อนนโยบายสู่ผลสำเร็จ

Recent Posts

  • ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’
  • เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้
  • เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้
  • สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ
  • วิปสภา วางไม่เป็นทางการรวม 32 ชม. อภิปรายนโยบายรัฐ ฝ่ายค้าน 14 รัฐบาล 5 สว. 4 รอเคาะอีกครั้ง 7 เม.ย.

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d