มั่นใจยังเอาอยู่! ต้องมีฝนหนักอีก10เท่า น้ำถึงจะล้นเขื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/560350

  • วันที่ 09 ส.ค. 2561 เวลา 20:19 น.

มั่นใจยังเอาอยู่! ต้องมีฝนหนักอีก10เท่า น้ำถึงจะล้นเขื่อน

โอกาสที่น้ำจะล้นสันเขื่อนในไทยนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบได้พร่องน้ำในเขื่อนไว้รองรับสถานการณ์แล้วล่วงหน้า รวมทั้งต้องมีปริมาณฝนตกมากกว่าปัจจุบันอีก 10 เท่า

**************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

สถานการณ์น้ำท้ายเขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณมาก น้ำในเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เริ่มเอ่อล้นทางระบายน้ำฉุกเฉินหรือสปิลเวย์ ตั้งแต่เวลาประมาณ 10.00 น. ของวันที่ 6 ส.ค. หลังจากมีฝนตกลงอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ทุกภาคของประเทศไทย ประกอบกับเกิดเหตุการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ในแขวงอัตตะปือ ของ สปป.ลาวแตก ทำให้คนไทย ต่างรู้สึกวิตกกังวลกับปริมาณน้ำที่ไหลลงเขื่อนเป็นอย่างมาก รวมถึงส่งผลให้เกิดข่าวลือ ว่า เขื่อนอาจจะรับปริมาณน้ำไม่ไหว

อนุรักษ์ ศรีอริยวัฒน์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า โดยปกติแล้ว ปัจจัยที่จะทำให้เขื่อนแตก มี 2 ปัจจัยหลัก คือมีน้ำล้นสันเขื่อน และฐานรากของเขื่อน ทรุดตัวลง แต่ปัจจัยทั้งสองอย่างนั้นเกิดขึ้นได้ยาก เพราะปัจจัยแรก จะเกิดขึ้นได้ คือต้องมีปริมาณน้ำมาก ซึ่งโดยหลักการ จะต้องถูกปล่อยออกไปก่อนที่จะปล่อยมีระดับที่จัดการไม่ได้ ขณะที่โอกาสที่เขื่อนจะเกิดปัญหาฐานรากทรุด นั้นโอกาสที่จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันนั้นเป็นไปได้ยาก

“การทรุดตัวของฐานรากเขื่อนจะไม่เกิดในทันที แต่จะค่อยๆ มีร่องรอยให้เห็น เช่น มีน้ำซึมออกมามากผิดปกติจากตัวเขื่อน ซึ่งยังไม่มีรายงานเรื่องนี้จากเขื่อนไหน หากจะมีความกลัวเรื่องเขื่อนแตก เพราะเป็นข้อกังวลที่เห็นข่าวว่ามีเขื่อนใน ประเทศลาวแตก ก็เป็นเรื่องที่นำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะมีปัจจัยที่แตกต่างกัน

เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ที่ลาว เป็นเพียงเขื่อนลูก ไม่ใช่เขื่อนแม่หรือเขื่อนหลักที่ใช้รับน้ำ ประกอบกับเขื่อนดังกล่าวเพิ่งสร้างเสร็จและเพิ่งรับน้ำครั้งแรก ซึ่งโดยทฤษฏี ระบุว่า เขื่อนที่รับน้ำครั้งแรกนั้นมีความเสี่ยงที่จะแตกได้ เพราะการถมสันเขื่อนอาจจะยังมีปัญหาร่องน้ำที่มองไม่เห็นมีน้ำซึม และยังไม่ได้แก้ปัญหาก็ต้องถูกใช้รับปริมาณน้ำ ก็เสี่ยงแตกได้”หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ จุฬาฯ กล่าว

หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า โอกาสที่น้ำจะล้นสันเขื่อนนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น หากไม่มีพายุ หรือไต้ฝุ่นที่เป็นพายุหมุนเขตร้อน หรือมีปริมาณฝนมากกว่าที่ตกอยู่อีก 10 เท่า มาเป็นปัจจัยหนุน

“ตอนนี้ จากข้อมูลที่เห็น คือมีน้ำล้นสปิลเวย์ หากยังควบคุมน้ำได้ ก็อาจจะต้องระวังปัญหา คือมีน้ำท่วมเพียงบางจุด โดยเฉพาะจุดที่มีตลิ่งต่ำ ซึ่งเครื่องมือและมาตรการรับน้ำในเมืองเพชรบุรีนั้นสามารถ รับปริมาณน้ำ กรณีฉุกเฉินร้ายแรง ได้ถึงระดับ 150 ลบ.ม./ วินาที หรือหมายความว่า ถ้าปล่อยน้ำแบ่งไป 2 ทาง คือไปทางเขื่อนเพชรฯบุรี ไปทางท่ายาง กับอีกทางคือไปทางแม่น้ำเพชร น้ำที่เข้าสู่ตัวเมืองเพชรบุรี ที่ไม่เกิน 150 ลบ.ม./ วินาที ก็จะยังถือว่า เป็นปริมาณที่สามารถควบคุม บริหารจัดการได้

หากจะเกิดปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อกังวลว่าเขื่อนจะแตก คือ มีปริมาณ น้ำเข้าเขื่อน มากกว่า 50 ล้าน ลบ.ม. และปล่อยออกจากเขื่อน ได้เพียง 16-17 ล้านลบ.ม. และตกอยู่ในสถานการณ์น้ำขนาดนี้ ประมาณ 1 อาทิตย์ ก็ค่อยห่วงว่าจะมีปัญหาสปิลเวย์อาจจะรับไม่ไหว เพราะน้ำก็จะมีมาก จนเขื่อนรับไม่ไหว แต่ปัจจุบัน มีน้ำเข้าเขื่อนเพียง 10 กว่าล้าน ลบ.ม.และถูกปล่อยออกไปถึง 8 ล้านลบ.ม.”ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ

นอกจากนี้ กรณีที่มีข้อกังวลว่าจะเกิดน้ำท่วมหนักเหมือน อุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อ ปี 2554 มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเนื่องจากมีปัจจัยที่ต่างกัน ในปีนั้น นอกปริมาณน้ำจากภาคเหนือ ในเขื่อนต่างๆ มาสมทบแล้ว ยังพบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนภาคกลางยังเต็มอีกด้วย ประกอบกับปริมาณน้ำในจุดต่างๆ คูคลองระบายน้ำ ในพื้นที่ที่อยู่ใต้เขื่อนก็ มีปริมาณน้ำฝนมาก จนไม่สามารถรองรับน้ำเพิ่มได้ทุกแห่ง จึงเกิดน้ำท่วมใหญ่

“สถานการณ์ปัจจุบัน ต่างออกไป หน่วยงานที่รับผิดชอบได้พร่องน้ำในเขื่อนไว้รองรับสถานการณ์แล้วล่วงหน้าและเตรียมแผนรับมือกับน้ำที่จะเข้ามาได้ทันท่วงที ตอนนี้ บางเขื่อน มีน้ำเพียง 20-40 % ยังสามารถรับน้ำที่จะเพิ่มเข้ามาได้”หาญณรงค์ กล่าว

โชว์ผลงาน 3 ปีรัฐบาล ฟุ้งปรองดอง-ชูปลดทุกข์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/560177

  • วันที่ 08 ส.ค. 2561 เวลา 12:13 น.

โชว์ผลงาน 3 ปีรัฐบาล ฟุ้งปรองดอง-ชูปลดทุกข์

รัฐบาลจัดทำรายงานผลการทำงานในช่วง 3 ปีความหนา 461 หน้า ชูการวางรากฐานพัฒนาประเทศ ปราบทุจริต สร้างปรองดอง

*************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ส.ค.61ได้สรุปผลงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้บริหารประเทศครบ 3 ปี ออกเป็นรายงานผลงานการทำงานในช่วง 3 ปี ระหว่างวันที่ 12 ก.ย. 2559-12 ก.ย. 2560 มาแจกจ่ายให้กับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล มีความหนาถึง 461 หน้า โดยภาพหน้าปกและหลังปก เป็นภาพบรรยากาศที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ระหว่างเยี่ยมประชาชน พร้อมระบุข้อความว่า มั่นคง มั่งคั่งยั่งยืน STRONGER TOGETHER

ทั้งนี้ ในคำนำของหนังสือดังกล่าวมีใจความตอนหนึ่งอธิบายว่า การนำเสนอข้อมูลที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้มีรูปแบบเช่นเดียวกับรายงานปีที่ 1 และ 2 ประกอบด้วย ส่วนที่เป็นการแก้ปัญหาเร่งด่วนที่สำคัญของประเทศ การดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล 11 ด้าน การดำเนินการให้มีการปฏิรูปด้านต่างๆ และการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ เพื่อให้เกิดการรับรู้ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสาธารณชน และเพื่อความสะดวกของผู้ที่จะนำไปใช้ ในการค้นคว้าอ้างอิง ศึกษาเปรียบเทียบหรือติดตามผลการดำเนินงานของรัฐบาลต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงปีที่ 3 จุดเน้นสำคัญ เรื่องการวางรากฐานการพัฒนาประเทศ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการปรับปรุงและจัดให้มีกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และการประเมินระดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานภาครัฐ การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย การกำจัดขยะมูลฝอย และของเสียอันตราย การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลให้ภาคการผลิตมีความเข้มแข็ง ประชาชนได้รับผลประโยชน์และโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังระบุถึงการสร้างความสามัคคีปรองดอง และวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ว่า ได้สร้างความรู้ความเข้าใจปลูกฝั่งวัฒนธรรมและวิถีประชาธิปไตยโดยการให้การศึกษา ฝึกอบรม และจัดหลักสูตร ในการศึกษา ในระดับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน พร้อมจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยตำบล เพื่อสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีเป้าหมายจัดตั้ง 7,428 แห่งทั่วประเทศ

การแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนร้องทุกข์ พบว่ามีประชาชนเข้ารับบริการศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศตลอด 3 ปี มี 3,212,070 เรื่อง แก้ไขแล้วเสร็จ 3,160,213 เรื่อง คิดเป็น 98.39% อยู่ระหว่างดำเนินการ 51,587 เรื่อง

ผลงานสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ อาทิ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐ 2.การแก้ปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนผู้มีรายได้น้อย สามารถจัดหาที่ดินทำกิน จำนวน 249 พื้นที่ 66 จังหวัด 3.โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 4.การแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และการจัดระบบคนต่างด้าวที่เข้าทำงานในประเทศ 5.การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย

นโยบายด้านความมั่นคง รัฐบาลมุ่งเน้นการบริหารจัดการชายแดน การป้องกันปัญหายาเสพติด การเร่งแก้ปัญหาการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” การส่งเสริมบทบาทไทยในเวทีระหว่างประเทศ

นโยบายด้านการปรับปรุงกฎหมาย รัฐบาลได้ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าหลัง ไม่เป็นธรรม ให้มีความทันสมัย มีมาตรฐานสากลและเป็นธรรม โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม คือ 1.กฎหมายด้านเศรษฐกิจ เช่น พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 2.กฎหมายเพื่อที่ออกตามพันธกรณีระหว่างประเทศ 3.กฎหมายที่ลดความเหลื่อมล้ำ 4.กฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการและมนุษยธรรม และ 5.กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาสังคมและกฎหมายเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย

นอกจากนี้ ได้ดำเนินการปรับปรุงระบบการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนโดยให้เข้าถึงความเป็นธรรมโดยง่าย โดยรัฐบาลได้ช่วยเหลือเยียวยาไปแล้ว 1.1 หมื่นราย สำหรับการฟื้นฟูผู้กระทำผิดคดียาเสพติด 7,500 คน รวมถึงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขังด้วย

กางแผน 5 ข้อเร่งด่วน! แก้วิกฤต”รถติดลาดพร้าว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/560176

  • วันที่ 08 ส.ค. 2561 เวลา 12:07 น.

กางแผน 5 ข้อเร่งด่วน! แก้วิกฤต"รถติดลาดพร้าว"

การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลืองส่งผลให้การจราจรบนถนนลาดพร้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตรถติดหนัก ตำรวจจึงเตรียม 5 แผนเพื่อแก้ไข

**********************

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ระยะทาง 13.4 กิโลเมตรบนถนนลาดพร้าว ถนนซึ่งถูกจัดอันดับเอาไว้ว่าเป็นถนนที่รถติดที่สุดในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ชั่วยามนี้กำลังเป็นพื้นที่ที่คนขับขี่และสัญจรต้องขยาดมากที่สุด เพราะล่าสุดจากการที่วางแนวก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (เส้นทางลาดพร้าว-สำโรง) ด้วยการปิดช่องทางจราจร ทางขวาชิดเกาะกลาง 1ช่อง ระหว่างซอยลาดพร้าว 61 ถึงลาดพร้าว 87 และช่วงคลองลาดพร้าวถึงคลองบางซื่อหรือลาดพร้าว 43 ถึงตลาดลาดพร้าวสะพาน 2

เพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้คนที่สัญจรทั้งรถยนต์ส่วนตัว รถเมล์ หรือแม้แต่รถจักรยายนต์ก็ต้องติดอยู่บนท้องถนนเพิ่มขึ้นอีกราว 1-2 ชั่วโมง โดยเฉพาะยามเร่งด่วนทั้งเช้าและเย็น

แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐอย่างตำรวจ กทม. และผู้รับเหมาสัมปทานก่อสร้าง หรือเจ้าของการก่อสร้างรถไฟฟ้าจะประชาสัมพันธ์เอาไว้แล้วว่าจะเกิดการปิดถนน แต่ผู้ขับขี่ก็ไม่คิดว่าสถานการณ์จะรุนแรงถึงขนาดนี้ บ้างก็ต้องเลี้ยวเข้าห้างสรรพสินค้าเพื่อกินข้าว หรือทำธุระส่วนตัว กลับออกมารถก็ยังไม่ขยับไปไหน และที่สำคัญคือรถติดที่ถนนลาดพร้าว ก็ลามไปยังถนนอื่นๆ ที่เชื่อมต่อด้วยเช่นกัน ทั้งทางด่วนหรือทางปกติ

แนวทางการแก้ปัญหาล่าสุดถูกวางไว้ที่ตำรวจ ซึ่งนับเป็นโจทย์หินพอดูในการแก้ปัญหาเพื่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ซึ่งล่าสุด แหล่งข่าวจากกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) เปิดเผยแผนในการแก้ไขปัญหาจราจรเบื้องต้นสำหรับถนนลาดพร้าวไว้ โดยถอดแผนออกมาเป็น 5 ข้อ คือ

1.ปัญหาหลักเกิดจากป้ายรถเมล์จำนวนมากในถนนลาดพร้าวที่มีถึง 21 ป้าย ซึ่งทั้งหมดเมื่อมองจากองค์ประกอบแล้วขวางเส้นทางจราจรอย่างมาก อีกทั้งการก่อสร้างจะทำให้ต้องเสียพื้นผิวจราจรไปอีก 1 ช่องทางในเบื้องต้น ตำรวจจะทำการขยับป้ายรถเมล์ และสร้างป้ายชั่วคราวตามจุดต่างๆ ที่เหมาะสมและให้สอดรับกับการก่อสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งป้ายรถเมล์จะอยู่ระหว่างจุดใดนั้นยังอยู่ในขั้นตอนหารือ แต่เบื้องต้นคาดว่าจะขยับจากป้ายเดิมแต่ละแห่งไปราว 50 เมตร

2.ซอยรัชดาภิเษก 32 หรือบริเวณหน้าศาลอาญารัชดา จะประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นเพื่อให้ประชาชนใช้เป็นเส้นทางลัด รวมถึงจะมีการปาดเกาะกลางถนนบริเวณหน้าศาลอาญาเพื่อทำจุดกลับรถและเลี้ยวเข้าซอยได้ทันที และบังคับห้ามจอดรถกีดขวางในซอยอย่างเด็ดขาด

3.จัดกำลังร่วมระหว่างตำรวจ ขสมก. รฟม. เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนตามป้ายรถเมล์ กรณีที่มีการเลื่อนหรือขยับป้ายรถเมลล์ไปยังจุดที่หลีกเลี่ยง

4.ประสานห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีลาดพร้าว หรือห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว ขอใช้พื้นที่ถนนหน้าห้างเป็นจุดจอดรับส่งสำหรับรถเมล์ รวมถึงเป็นพื้นที่ระบายรถในชั่วโมงเร่งด่วน

5.รอคำสั่งจากพล.ต.อ.จักรทิพทย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงนามคำสั่งห้ามรถบรรทุกตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไปเข้าพื้นที่ตั้งแต่เวลา 05.30 น. ไปจนถึงเวลา 10.00 น. หรือให้พ้นชั่วโมงเร่งด่วน

ขณะที่ พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิต รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) ที่รับผิดชอบงานด้านจราจร ที่ยอมรับว่า การก่อสร้างรถไฟฟ้าที่ต้องกินเวลาไปอีก 4-5 ปีนี้จะหนักหนาอย่างแน่นอนบนถนนลาดพร้าว เนื่องเพราะแนวก่อสร้างที่ถึงอย่างไรก็ต้องมีการใช้พื้นที่ถนนสัญจรอย่างแน่นอน แม้ช่วงนี้ปิดเพียงแค่ 1 ช่องทาง เหลือให้สัญจรกัน 3 ช่องทางก็ยังเกิดการติดขัดอย่างหนัก อนาคตจะต้องปิดถนนเพิ่มอีก 2 ช่องทาง หากทางเลี่ยงทางแยกทางลัดยังไม่อาจรองรับได้ ปัญหาก็จะยิ่งถาโถม

แม้การปิดถนนยังผ่านพ้นไปไม่ถึง 1 สัปดาห์ดี แนวทางแก้ไขการติดขัดเบื้องตัน ตำรวจได้ประสานไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างให้รื้อถอนแนวก่อสร้างออกไปก่อนในชั่วโมงหนาแน่นเพื่อให้เกิดการระบายรถอย่างเต็มที่ เมื่อพ้นชั่วโมงเร่งด่วนไปแล้วให้นำแบริเออร์พลาสติกมากั้นเพื่อทำงานได้ ขณะที่ทางเลี่ยงนั้น พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ให้ภาพว่า จะให้ประชาชนใช้ถนนในซอยรัชดาภิเษก 32 และซอยรัชดาภิเษก 36 ที่เชื่อมต่อไปยังถนนลาดพร้าว-วังหินได้เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางก่อสร้าง ซึ่งจะวางกำลังตำรวจคอยโบกรถให้หลีกเลี่ยงเส้นทาง

อีกหนึ่งเส้นทางที่จะบังคับเพื่อระบายรถ คือกระแสรถที่มาจากถนนรัชดาภิเษกมุ่งหน้าแยกรัชดา-ลาดพร้าว รถที่ตั้งใจจะเลี้ยวขวามุ่งหน้าถนนลาดพร้าวขาออก จะปิดป้ายห้ามเลี้ยว เพื่อบังคับให้รถตรงไปยังถนนรัชดาภิเษกฝั่งสุทธิสารเพื่อกลับรถและให้เลี้ยวซ้ายออกตรงถนนลาดพร้าวขาออกแทน ขณะที่รถยนต์ที่จะมุ่งหน้าข้ามแยกรัชดา-ลาดพร้าวก็ขึ้นสะพานไปทันทีไม่ปะปนกัน ขณะที่รถยนต์จาก 5 แยกลาดพร้าวก็เช่นกัน เมื่อมาถึงแยกรัชดา-ลาดพร้าวแล้วจะให้เลี้ยวซ้ายเพื่อนำไปสู่เส้นทางลัดเข้าซอยรัชดาภิเษก 32 และ 36 ต่อไป

หมดเวลาเบี้ยว! “กยศ.”ตั้งเป้าหักหนี้ล้านรายผ่านเงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559951

  • วันที่ 06 ส.ค. 2561 เวลา 08:40 น.

หมดเวลาเบี้ยว! "กยศ."ตั้งเป้าหักหนี้ล้านรายผ่านเงินเดือน

กยศ.ลุยบังคับใช้กฎหมาย หักหนี้ผ่านเงินเดือนลดปัญหาการเบี้ยวหนี้-ฟ้องร้อง คาดลูกหนี้ทั้งข้าราชการและทำงานบริษัทเอกชนที่เข้าข่ายถูกหักหนี้ผ่านเงินเดือนมี 1 ล้านราย

******************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเรื่อง การเบี้ยวหนี้ไม่ยอมชำระ จนเดือดร้อนไปถึงผู้ค้ำประกันเงินกู้ กระบวนการติดตามหนี้ ฟ้องร้อง ไกล่เกลี่ย จัดจูงใจ รณรงค์ชำระหนี้ ลดเบี้ยปรับกรณีค้างชำระ และให้ส่วนลดเงินต้นผู้ที่มีประวัติชำระหนี้ดีก็ยังไม่สามารถลดจำนวนยอดค้างชำระหนี้ยังสูงเฉียดแสนล้านบาท จากที่เริ่มปล่อยกู้มาตั้งแต่ปี 2539

อย่างไรก็ตาม ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการ กยศ. ระบุว่า ในอนาคตอันใกล้ สถานการณ์ของ กยศ.กำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

“การชำระหนี้กำลังดีขึ้นทุกปี มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นๆ จากปีก่อน ชำระแล้ว เป็นเงิน 2.1 หมื่นล้าน ล่าสุดเพิ่มเป็น 2.6 หมื่นล้าน สาเหตุที่มีการคืนเงินกู้มากขึ้น เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผู้กู้เริ่มตระหนักว่าการคืนเงิน กยศ.เป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อผู้กู้คนอื่นๆ จึงคืนกันอย่างต่อเนื่อง เมื่อประกอบกับการเร่งรัดดำเนินคดี ซึ่งสื่อต่างๆ ช่วยกันนำเสนอ ทำให้หลายคนตัดสินใจที่จะเข้ามาชำระหนี้เพิ่มขึ้น

และอำนาจตาม พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ให้อำนาจเราที่เข้าถึงข้อมูลของผู้กู้ได้มากขึ้น เช่น มีหมายเลขโทรศัพท์ผู้ที่ค้างชำระ เบื้องต้นได้นำร่องหักหนี้ กยศ.จากบัญชีเงินเดือนข้าราชการกรมบัญชีกลางไปแล้วเป็นกลุ่มแรก ตามด้วยกระทรวงการคลัง และขยายไปสู่ข้าราชการทุกสังกัด รวมถึงในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ในปี 2562” ผู้จัดการ กยศ.ระบุถึงสถานการณ์การชำระหนี้ของ กยศ.

ทั้งนี้ มีผู้กู้ทั่วประเทศ 5.4 ล้านราย ยอดเงิน 5.7 แสนล้านบาท มีผู้กู้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ 3.5 ล้านราย คิดเป็นเงิน 4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ชำระหนี้ปกติ 1.4 ล้านราย และผิดนัดชำระหนี้ 2.1 ล้านราย เป็นเงินค้างชำระ 6.8 หมื่นล้านบาท ในส่วนกลุ่มผิดนัดชำระหนี้ยังแยกย่อยเป็นกลุ่มที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี 1.2 ล้านราย

“เราประเมินว่า ลูกหนี้ที่อยู่ในระบบ ทั้งที่เป็นข้าราชการและทำงานในบริษัทเอกชนที่เราสามารถหักหนี้ผ่านเงินเดือนได้มีอยู่ประมาณ 1 ล้านราย จากลูกหนี้ที่ถึงเวลาต้องชำระทั้งหมดประมาณ 3 ล้านราย คนที่ไม่อยู่ในระบบและไม่ยอมชำระหนี้ ก็จะใช้วิธีสืบทรัพย์ เช่นเดียวกับกรณี ฟ้องร้อง ถึงขั้นบังคับคดี กับครูวิภา บานเย็น ผู้บริหารโรงเรียนใน จ.กำแพงเพชร ในฐานะผู้ค้ำประกันนักเรียนที่กู้ยืม 60 ราย แต่ลูกศิษย์ค้างชำระ กยศ.ฟ้องร้อง 21 ราย คดีที่ฟ้องไปยึดทรัพย์แล้ว 4 ราย ซึ่งปกติเราต้องยึดทรัพย์ของผู้กู้ก่อน แต่กรณีนี้เมื่อสืบทรัพย์ของผู้กู้ทั้ง 4 รายไม่พบทรัพย์สิน จึงจำเป็นต้องยึดทรัพย์สินของผู้ค้ำประกัน

แต่กรณีดังกล่าว กยศ.จับมือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดกำแพงเพชร ชะลอยึดทรัพย์ และพร้อมจัดหาทนายให้ครูวิภาเพื่อไล่เบี้ยคืนจากลูกศิษย์ กองทุนมีความจำเป็นต้องสืบทรัพย์บังคับคดีตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเงินกู้ยืมเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเมื่อมีการบังคับกฎหมายให้หักจากเงินเดือนได้ เชื่อว่าปัญหาการฟ้องร้อง บังคับคดี และการเบี้ยวหนี้จนจะทำให้เดือดร้อนไปถึงผู้ค้ำประกันลดลง”

ปัจจุบัน กยศ.ปล่อยกู้ให้กับนักเรียนนักศึกษาไปแล้ว 5 ล้านราย เป็นวงเงินประมาณ 5 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ปิดบัญชีชำระหนี้ไปแล้ว 1 ล้านราย และลูกหนี้ที่เรียนจบจะอยู่ในช่วงเวลาปลอดชำระหนี้ 2 ปี อีก 1 ล้านราย ลูกหนี้ที่ครบกำหนดชำระหนี้อีก 3 ล้านราย ในจำนวนนี้ชำระหนี้ปกติ 1 ล้านราย และผิดชำระหนี้ 2 ล้านราย ซึ่งการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ผ่านบัญชีจะทำให้ยอดการผิดชำระหนี้ที่มีอยู่จำนวนมากลดลง

“ทุกคนที่เป็นลูกหนี้จะทราบตัวเลขหนี้ ตัวเลขที่ต้องถูกหักแต่ละเดือนเท่าไหร่ ตามที่ได้ไกล่เกลี่ยกันไว้กับ กยศ. แต่ใครที่ไม่สามารถแบกรับตัวเลขหนี้แต่ละเดือนได้ ก็ต้องติดต่อกลับมา มาคุยกันว่าต้องหักเท่าไหร่เพื่อให้ผู้กู้อยู่ได้ แต่โดยหลักการตัวเลขโดยประมาณ ที่ต้องหักสำหรับผู้กู้ที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้เลย คือ หักเฉลี่ยรายเดือน เพียงประมาณ 125 บาท/อัตราเงินต้น 1 แสนบาท เท่านั้นเอง

หากดูที่อัตราว่างงาน จะพบว่าประเทศไทยมีอัตราว่างงานที่ต่ำมาก เชื่อว่าผู้กู้ส่วนใหญ่มีงาน และมีรายได้ก็ขอให้มีวินัยทางการเงิน มีน้อยก็ชำระน้อย แต่ไม่ใช่ไม่ติดต่อ กยศ.กลับมาเลย ใครที่จ่ายตามเงื่อนไขไม่ได้ ก็มาดูว่าจ่ายได้ที่ตัวเลขเท่าไหร่ ขอให้ติดต่อมาที่กองทุน จะได้ทราบปัญหากัน” ชัยณรงค์ กล่าว

นอกจากนั้น ปัญหาการเรียนในบางสาขาโดยเฉพาะสายสังคมสุ่มเสี่ยงที่จะตกงานมากขึ้นในอนาคต การตัดสินใจที่จะกู้ยืมเรียน จึงจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงการว่างงานในอนาคตอีกด้วย

“เรื่องนี้เราได้ประชาสัมพันธ์ไปยังสถาบันต่างๆ ให้แนะนำนักเรียนเรื่องนี้ เพราะเราไม่อยากให้ใครเรียนจบแล้วว่างงาน หรือตกงาน หลายคนควรหันไปเรียนสายอาชีพที่มีงานรองรับ และสุดท้าย อยากฝากไปถึงคนที่ยังเบี้ยวหนี้ว่า ขอให้รีบติดต่อกลับมา ปัจจุบันสามารถชำระผ่านคิวอาร์โค้ด โดยไม่กำหนดเวลา ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ข้อมูล หรือการตอบคำถามข้อข้องใจต่างๆ ก็สามารถหาได้จากเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของเรา” ผู้จัดการ กยศ.กล่าวทิ้งท้าย

มุมมอง”เขตรัฐ” คน 3 โลก เลิกกอดทฤษฎี…ขอลงสนามจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559936

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 21:01 น.

มุมมอง"เขตรัฐ" คน 3 โลก เลิกกอดทฤษฎี...ขอลงสนามจริง

คุยกับ “เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์” โฆษกพรรครวมพลังประชาชาติไทย กับการตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมืองและเส้นทางการเมืองไทยในอนาคต

*************************

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ด้วยผลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ทำให้การเมืองไทยเริ่มเห็นตัวละครใหม่ๆ และพรรคการเมืองใหม่ๆ มากขึ้น ซึ่ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ อีกทั้งยังเป็นที่จับตามองทางการเมืองด้วย เนื่องจากมีชื่อ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาธิการ กปปส. มาร่วมจัดตั้งพรรค และเตรียมจะประชุมครั้งแรกวันที่ 5 ส.ค.

ขณะเดียวกัน การประกาศตัวของพรรครวมพลังประชาชาติไทยไม่ได้มีจุดน่าสนใจเฉพาะอดีตแกนนำ กปปส.เท่านั้น เพราะยังได้นำคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจเข้ามาร่วมงานด้วยอย่าง “เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์” โฆษกพรรค และยังเป็นบุตรชายของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นักวิชาการด้านการเมืองชื่อดัง โพสต์ทูเดย์จึงได้มีโอกาสสนทนากับเขตรัฐเพื่อเปิดมุมมองการเมืองคนรุ่นใหม่

ก่อนอื่น เขตรัฐ เล่าถึงการตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมืองว่า “ผมเป็นคนหนึ่งในประเทศไทยที่รู้สึกว่าการเมืองมันอึดอัดครับ การเมืองมันมืดไปหมดเลย แบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน ความขัดแย้งสูง เมื่อครั้งทำงานในธรรมศาสตร์ในฐานะอาจารย์ก็เจอหมอกควันการเมืองเช่นกัน มีคนมาใส่สีเสื้อให้ผมเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทำให้เราสัมผัสได้เองว่าถ้าสังคมยังเป็นแบบนี้ต่อไป แบ่งฝ่ายแบบนี้ต่อไปเราแย่แน่ ประเทศที่ไร้ความสามัคคีและความปรองดอง ผมคิดว่าเราคงไม่สามารถก้าวเดินไปด้วยกัน”

“ในนาทีที่มันมีความขัดแย้งสูง ผมคิดว่าคงอยู่อย่างนี้ไม่ได้ อยู่เฉยๆ ไม่ได้ คิดว่าต้องเข้ามาทำอะไรบางอย่างเพื่อเปิดพื้นที่งานการเมืองสำหรับผมแล้ว ผมไม่เคยมองว่างานการเมืองเป็นการเข้ามาแสวงหาอำนาจ หรือเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ ผมกลับมองการเมืองในอีกมิติหนึ่งมาตลอดว่างานการเมืองจริงๆ แล้ว เป็นงานที่ต้องทำเพื่อส่วนรวม งานที่เราต้องรับใช้ประชาชนจริงๆ”

เขตรัฐ ระบุว่า “ถ้าถามผมว่าผมได้วิธีคิดแบบนี้มาจากไหน ผมได้มาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเป็นต้นแบบการทำงานให้กับคนไทยทุกคน หัวใจของประเทศไทย คือ การเกษตร และหัวใจของการเกษตร คือ การบริหารจัดการน้ำ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศทำอาชีพอยู่ในภาคการเกษตร ดังนั้นถ้าต้องการจะทำเพื่อประชาชนจริงๆ และต้องการขับเคลื่อนประชาชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ต้องกลับไปมองที่การเกษตรบ้าง”

“หลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักการที่สำคัญมาก ผมคิดว่าหลักการนี้สอนให้เราระมัดระวัง สอนให้เราไม่โลภ สอนให้เราอยู่กับสิ่งที่เรามี พอใจ เราคิดว่ามีเท่านี้ก็พอ เราก็สุขได้ การลงทุนจะเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เพราะตัดกิเลสและความโลภออกไปแล้ว แบบนี้ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ขยันนะ แต่แปลว่าเราจะรอบคอบและมีสติมากขึ้นในเวลาที่เราจะทำอะไรลงไป นี่คือสิ่งที่ผมมอง”

ด้วยความที่เขตรัฐจบการศึกษาจากทั้งสหรัฐอเมริกา จีน และไทย และเข้ามาทำงานในฐานะอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เหมือนบิดา ทำให้เรียกตัวเองว่าเป็นคนสามโลก พร้อมกับคิดว่าการแก้ไขปัญหาการเมืองและสังคมไทยนั้นไม่สามารถใช้แค่ทฤษฎีแบบตะวันตกได้เท่านั้น

“ผมรู้สึกว่าวัฒนธรรมไทยสำหรับผมในฐานะคนที่อยู่มาสามโลกเป็นวัฒนธรรมที่สวยงาม ผมอยู่มาสามโลก ผมอยู่สหรัฐอเมริกามา 7 ปี อยู่จีน 3 ปี และกลับมาอยู่ไทยอีก3 ปี ผมอยู่มา 3 โลกแล้ว”

“สหรัฐอเมริกา แน่นอนว่ามีสิทธิเสรีภาพอย่างที่ทราบกันดี แต่การจะมีสิทธิและเสรีภาพได้ขนาดนั้น ข้อบังคับและระเบียบต้องรัดกุมมากๆ กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายต้องเข้มงวดจริงๆ แต่ก็เป็นสังคมแบบโดดเดี่ยว อยู่แล้วเหงา ไม่ได้คุยกับใคร ไม่มีเพื่อนบ้าน หรือถ้ารู้จักกันก็รู้จักกันแบบผิวๆ ไม่มีญาติสนิทมิตรสหายเหมือนที่เมืองไทย เขาเป็นสังคมที่เป็นปัจเจกมากๆ”

“จีน ถ้าเราอ่านหนังสือมาตอนเด็กๆ จะรู้สึกในแง่ลบ และถูกสอนให้มองว่าอเมริกาเป็นพระเอก แต่พอผมไปอยู่จีนจริงๆ กลับไม่ใช่อย่างนั้น กลับรู้สึกว่าสังคมจีนไม่ใช่สังคมโดดเดี่ยวนะ มีพี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหาย เพื่อนบ้านเอาน้ำซุปหรืออะไรต่อมิอะไรมาให้กัน ผมอยู่ที่จีนอบอุ่น และไม่รู้สึกว่าถูกกดขี่อย่างใด ผมคิดว่าผมอยู่ได้ สบายกว่าที่อเมริกาอีก”

“มันทำให้ผมคิดได้ว่า หรือว่าเรามีอคติ หรือเราเชื่อโดยไม่สัมผัส หรือเชื่อโดยไม่ได้ศึกษา ถ้าเราเอาทฤษฎีมาครอบอย่างเดียว มันไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงหรือเปล่า ผมคิดแบบนี้ได้ตอนไปอยู่ที่จีน”

เขตรัฐ สารภาพว่า “ผมเคยมองการเมืองแบบทฤษฎี มันน่าหงุดหงิด ผมเคยคิดว่าการเมืองไทยควรต้องเป็นไปตามทฤษฎีสิ ทำไมไม่เป็นไปตามนั้น ทำไมขาดตกบกพร่อง ผมกลับมาอยู่เมืองไทยก็ตระหนักนะ คนคิดทฤษฎีก็เป็นฝรั่งที่ตายมาแล้วร้อยสองร้อยปี ผมมาคิดอีกว่าผมคิดผิดหรือเปล่าที่จะเอาทฤษฎีนี้มาเป็นเกณฑ์วัดสังคมไทย มันสะอึกนะ เลยปรับความคิดใหม่ เอาทฤษฎีไว้ข้างๆ โดยผมยังอ่านอยู่นะ แล้วมาดูว่ามีทฤษฎีไหนตรงกับไทยแล้วลองเลือกหยิบมาใส่”

“เมื่อผมเข้ามาอยู่ในระบบการศึกษา ผมมองเห็นชัดเจนว่าเราจะพยายามดันการศึกษาไทยให้ไปเท่ากับสวีเดนและฟินแลนด์ ผมนั่งถามตัวเองดู สองประเทศนี้เขาดันการศึกษาของเขาไปแบบนั้น เขาดันตามวัฒนธรรมและรูปแบบนิสัยของคนของประเทศเขาด้วย แล้วการศึกษาของเราที่ชอบ Copy และ Paste (คัดลอกและนำมาวาง) ไม่ว่าจะมาจากไหน มันตรงกับวัฒนธรรมของเราหรือเปล่า เรากำลังผลิตบุคลากรที่ประเทศเราต้องการหรือเปล่า”

“ตอนนี้ประเทศเราขาดอะไร พูดแบบแฟร์ๆ เราขาดแรงงาน ขาดคนที่มีทักษะในการทำงานจริงๆ ทักษะวิชาชีพ เรากลับไปลดทอนเขา เราไปมองว่า ปวช. ปวส.จบออกมาแล้วไม่ดี แต่ต้องไปเอาปริญญาตรีมา พ่อเฒ่าแม่เฒ่าต้องขายที่ดินส่งลูกเรียน ทั้งๆ ที่จริงถ้าเขากลับมาทำการเกษตรช่วยครอบครัว รายได้เขาดีกว่าพนักงานบริษัทอีกนะ แต่ด้วยค่านิยมที่ไปรับเข้ามา ทำให้ใจเราบอด มองไม่ออกถึงทรัพยากรตรงหน้าที่เรามีอยู่ในประเทศของเรา”

เขตรัฐ เปิดถึงความตั้งใจของตัวเองว่า เมื่อเข้ามาทำงานการเมือง ก็อยากลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น และคิดว่าพรรครวมพลังประชาชาติไทยจะสามารถตอบโจทย์ประชาชนได้ โดยไม่คิดว่าการมีอดีตแกนนำ กปปส. อย่างสุเทพ เทือกสุบรรณ อยู่ในพรรคจะเป็นจุดอ่อนของพรรคที่จะเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายตรงกันข้ามแต่อย่างใด

“ผมอยู่ในขั้นตอนที่ว่าถ้าผมอยากทำ ผมจะทำเลย ผมคิดว่าถ้าคุณอยากเห็นมันเปลี่ยนแปลง คุณนั่นแหละ ประชาชนคนธรรมดานั่นแหละ ต้องเปลี่ยนมัน ไม่ใช่เอาชะตาของคุณไปฝากไว้ในมือใคร อย่าไปยืมจมูกใครหายใจ”

“ในฐานะส่วนตัว ผมไม่เคยมองว่าลุงกำนันคือจุดอ่อน ลุงกำนันมีวิชาความรู้เกี่ยวกับการเมืองเป็นเวลา 40 ปีที่สั่งสมมา เห็นมาแล้วทุกอย่าง เข้ามาเป็น สส.ตั้งแต่อายุ 20 ปีกว่าๆ ผมคิดว่านี่คือพลังของเรา เพราะตอนนี้ทั้งลุงกำนันกับผมต่างเป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคและมีฐานะเสมอกันในพรรค”

“มันคือมิติใหม่ที่ผมอยากชวนคนมองว่าพรรคของประชาชน คุณเข้ามาคุณก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้งเหมือนกัน คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินเป็นพันล้านในการสร้างพรรค เพียงแค่มีใจที่ต้องการปฏิรูปประเทศ ก็เดินเข้ามาได้แล้ว มันคือพรรคของประชาชน”

“เนื่องจากเรามีระบบสมัชชาสมาชิกพรรค ดังนั้นลุงกำนันย่อมไม่สามารถสั่งใครในพรรคได้ ทำให้ต้องมีการถามความเห็นตลอดและต้องมีการลงประชามติกันในพรรคตลอด ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งเราปลอมแปลงไม่ได้นะ เพราะเรามีระบบที่เราตั้งขึ้นมา”

ส่วนเป้าหมายของพรรครวมพลังประชาชาติไทยนั้น เขตรัฐ เปิดเผยว่า ต้องการปักธงทั่วประเทศ เราพยายามตั้งสาขาพรรคทั่วประเทศ ไม่ได้มองเพียงแค่ภาคใต้เท่านั้น โดยอย่างน้อยการเลือกตั้งที่ใกล้จะถึง เราต้องมีพรรคการเมืองที่เป็นของประชาชนจริงๆ และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริงๆ ต้องพาประชาชนเข้าไปอยู่ในสภา ไปกำกับควบคุมนักการเมืองและรัฐมนตรีจริงๆ

“ที่สำคัญ ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้พรรคมีการตั้งทีมทำงานเพื่อตั้งสโมสรเยาวชน ถ้าเราคิดแค่ว่าจะเป็นพรรคเฉพาะกิจ เราก็แค่ไปหา สส.เก่าเข้าพรรคมาก็พอ แต่เราไม่ได้ทำแบบนั้น โดยเราเอาคนธรรมดาเข้ามาในพรรค ยืนยันว่าเรามองระยะยาว” เขตรัฐ ทิ้งท้าย

ยึด”เบิกจ่ายกองทุนสุขภาพ”เบ็ดเสร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559829

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 07:25 น.

ยึด"เบิกจ่ายกองทุนสุขภาพ"เบ็ดเสร็จ

ประเด็นที่ถูกจับตามองมาตลอดในยุครัฐบาล คสช. คือการรวบอำนาจ “หน่วยงานกลางจัดการธุรกรรมการเบิกจ่ายและระบบข้อมูลบริการสาธารณสุข”

***********************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ประเด็นที่ถูกจับตามองมาตลอดในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่หวังครอบงำระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) แม้ช่วงหลังจะดูเงียบเหงา แต่มีความพยายามลึกๆ ที่จะรวบอำนาจ “หน่วยงานกลางจัดการธุรกรรมการเบิกจ่ายและระบบข้อมูลบริการสาธารณสุข” หรือ “เคลียริ่งเฮาส์ชาติ” กลับไปยังกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

โดยหลักการการจัดตั้ง “เคลียริ่ง เฮาส์ชาติ” จะทำให้การรับข้อมูลการเบิกเงินการประมวลผลข้อมูลการเบิกจ่ายงบประมาณด้านสุขภาพของประเทศ ที่มีผู้รับผิดชอบสามกองทุนหลัก คือ กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) กองทุนประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการคล่องตัวมากขึ้น

สำหรับหน้าที่ของหน่วยงานแห่งนี้คือ ทุกกองทุนต้องส่งข้อมูลเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลมาที่เคลียริ่งเฮาส์ รวมถึงให้สำนักงานประมวลผลว่าควรจ่ายในอัตราใดทั้งยังมีหน้าที่ให้โรงพยาบาลส่งเบิกและรับเบิกเงินจากหน่วยงานนี้อีกด้วย

ปัญหาก็คือที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานอย่างเป็นทางการ จึงมีมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2556 ให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นผู้ดูแลไปก่อน

อันที่จริงมีความพยายามจะจัดตั้งหน่วยงานนี้มาตั้งแต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยซึ่งมี นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ เป็นปลัด สธ. โดยห้วงเวลานั้น นพ.ณรงค์ ต้องการลดทอนขุมกำลังของ สปสช. และฟื้นความยิ่งใหญ่ของ สธ. จึงมีความพยายามให้เคลียริ่งเฮาส์มาอยู่ใต้ร่มของ สธ. มากกว่าจะให้ไปอยู่ในมือของ สปสช. แต่ก็ไม่สำเร็จ

หลัง คสช.ยึดอำนาจ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รับตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข แนวคิดตั้งเคลียริ่งเฮาส์ชาติฟื้นกลับมาอีกครั้ง โดยฝันว่าจะเกิดองค์การมหาชน หน่วยงานใหม่แต่ก็ไม่รอด เมื่อรัฐบาลเห็นว่าการตั้งองค์กรสิ้นเปลืองงบประมาณ

เรื่องเงียบไปนาน 3 ปี ยุค นพ.ปิยะสกลสกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข คนปัจจุบัน มีการปัดฝุ่นแนวคิดนี้ขึ้นใหม่ ผ่านการเสนอของข้าราชการรอบตัวที่ต้องการให้หน่วยงานนี้อยู่ใต้ สธ.แบบเดียวกับที่หมอณรงค์เคยผลักดัน

ทั้งที่หากให้ สธ.ดูแลจะกลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทันที เพราะกระทรวงจะกลายเป็นผู้คุมการเบิกจ่ายเงินจากทั้ง 3 กองทุนไปยังโรงพยาบาลที่ตัวเองดูแล ขัดกับหลักการ ผู้ซื้อบริการ (กองทุนทั้ง 3 กองทุน) และผู้ให้บริการ (โรงพยาบาลทั่วประเทศ) ต้องแยกอำนาจจากกันโดยสิ้นเชิง

จริงอยู่ที่เคลียริ่งเฮาส์ชาติไม่ควรอยู่กับ สปสช. เพราะหลักการต้องมีความเป็นอิสระสูง แต่การเอาไปขึ้นอยู่ สธ.นั้นยิ่งทำให้ความพยายามรวบอำนาจชัดมากขึ้น

ความพยายามกุมการเบิกจ่ายเงินของ สธ.ยังมีหลักฐานเชิงประจักษ์ จากการดึง นพ.นพพร ชื่นกลิ่น จากตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) มาเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ตั้งแต่ยังไม่หมดวาระจาก อภ. ทั้งที่ นพ.นพพร ไม่ได้มีผลงานอะไรเกี่ยวกับงานวิจัย และ อภ.ก็เป็นองค์กรที่ใหญ่กว่า สวรส.มาก

ในวันที่ นพ.นพพร รับตำแหน่งเขายังประกาศอีกด้วยว่าผลงานที่จะผลักดัน คือการตั้งไข่เคลียริ่งเฮาส์ชาติ โดยหวังใจให้ไปขึ้นกับ สธ.ให้ได้

หากขึ้นกับกระทรวงหมอสำเร็จ หมายความว่าการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของทั้ง 3 กองทุนต้องมาผ่านหน่วยงานที่กระทรวงเป็นผู้ดูแล แทนที่จะมีหน่วยงานอันเป็นอิสระทำหน้าที่นี้

นี่ไม่ใช่ความพยายามเดียวในการรวบอำนาจ แต่ยังมีข้อเสนอของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และ สธ.ให้ตั้งบอร์ดครอบ สปสช.และกองทุนต่างๆ ภายใต้ชื่่อว่า “คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ” เพื่อตัดสินใจนโยบายและเรื่องเงินๆ ทองๆ เพื่อเอาอำนาจกลับไปกระทรวงหมอให้จัดการ “เงิน” ได้มากขึ้น

แม้ไม่กระโตกกระตากแต่พอสะท้อนให้เห็นว่าความพยายามในการรวบอำนาจกองทุนซึ่งอาจนำไปสู่การ “ล้ม” บัตรทองยังคงอยู่

เพราะ สปสช.ที่บริหารบัตรทองนั้นมีโครงสร้างที่แยกออกจากระบบราชการปกติมากไป เพราะ สปสช.มีสัดส่วนของหมอที่อยู่ระบบราชการและบรรดาเอ็นจีโอมากเกินไป ขัดแย้งกับกระแสปฏิรูปยุค คสช.นั่นคือลดอำนาจประชาชนและเอาอำนาจกลับไปให้ระบบราชการ “คนดี” กลับไปจัดการกันเองมากขึ้น

คำถามที่ต้องสะท้อนกลับไปยังตัว นพ.ปิยะสกล และตัวรัฐบาล คสช. ก็คือที่สุดแล้วยังอยากเห็นความเป็นอิสระของการบริหารจัดการระบบสุขภาพแบบ 17 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ หรืออยากให้กลับไปสู่ระบบราชการเป็นใหญ่เหมือนในอดีต?

แก้กม.อาญาใหม่ ห้ามละเมิดสิทธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559727

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 10:05 น.

แก้กม.อาญาใหม่ ห้ามละเมิดสิทธิ

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการเผยแพร่ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. … และร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา พ.ศ. … ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาในวาระที่หนึ่งเป็นที่เรียบร้อย เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนนำความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาต่อไปเมื่อส่องเนื้อหาของร่างกฎหมายได้ปรับปรุงระบบสอบสวนคดีอาญา จำนวน 25 มาตรา โดยเน้นให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการให้เกิดความเหมาะสม พร้อมกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้เกิดความชัดเจน และสามารถอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญาได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว รวมถึงมีประสิทธิภาพ

อาทิ มาตรา 7 เพื่อประโยชน์ในการบริการประชาชนและดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพและรวดเร็ว ให้พนักงานสอบสวนในทุกท้องที่มีหน้าที่และอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษต่อตน ณ สถานที่ทำการที่ตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ ไม่ว่าเหตุจะเกิดขึ้นในท้องที่ใด และเมื่อรับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษแล้ว ให้มีหน้าที่สอบสวนเบื้องต้นเท่าที่จะพึงทำได้ แล้วรีบส่งคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษพร้อมสำนวนการสอบสวนเบื้องต้นไปยังพนักงานสอบสวนที่มีเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเร็ว

มาตรา 8 กรณีที่พนักงานสอบสวนต่างท้องที่ในเขตจังหวัดเดียวกัน มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาเดียวกันผู้บังคับการสอบสวนมีอำนาจสั่งให้พนักงานสอบสวนที่มีเขตอำนาจคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการสอบสวนความผิดอาญานั้นได้ โดยคำนึงถึงความสะดวกของพยาน ประสิทธิภาพ และความรวดเร็วในการดำเนินการประกอบกัน ซึ่งผู้บังคับการสอบสวนจะสั่งก่อนเริ่มดำเนินการสอบสวนหรือระหว่างสอบสวนก็ได้

ส่วนมาตรา 15 เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม เมื่อพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนคดีดังต่อไปนี้ เมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบแล้ว ให้แจ้งให้พนักงานอัยการที่มีเขตอำนาจทราบด้วย (1) คดีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษขั้นต่ำให้จำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น

(2) คดีตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และ (3) คดีอื่นตามที่อัยการสูงสุดกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติร่วมกันกำหนด

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวน ให้พนักงานอัยการมีอำนาจไปเข้าร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวน ณ ที่ทำการของพนักงานสอบสวน หรือขอให้พนักงานสอบสวนแจ้งความคืบหน้า ในการสอบสวนให้ทราบเป็นระยะ หรือขอให้ตรวจสอบพยานหลักฐานหรือประเด็นใดเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะก็ได้

มาตรา 16 ในการสอบสวน พนักงานสอบสวนต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องหาที่จะได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม และต้องไม่กระทำการใดอันเป็นการขัดต่อสิทธิมนุษยชนหรือเป็นการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำความผิดแล้ว

“ในชั้นจับกุมหรือระหว่างสอบสวน ห้ามมิให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือรับตัวผู้ถูกจับ หรือพนักงานสอบสวนนำผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาออกแถลงข่าวหรือจัดให้บุคคลดังกล่าวให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน เจ้าพนักงานหรือพนักงานสอบสวนต้องไม่เผยแพร่ภาพหรือเสียงของผู้เสียหาย ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาต่อสาธารณชนหรือยินยอมให้บุคคลซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่บันทึกภาพหรือเสียงของผู้เสียหาย

ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา หรือกระทำการอื่นใดอันมีลักษณะเป็นการประจานผู้เสียหายผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา แต่ทั้งนี้ การนำผู้ต้องหาไปทำแผนประทุษกรรมประกอบการรับสารภาพ มิให้ถือว่าเป็นการประจานความในวรรคสาม ไม่ใช้บังคับกับการเผยแพร่ภาพหรือเสียงของผู้ต้องหา เพื่อประโยชน์ในการจับกุมตามหมายจับ”

ขณะที่ มาตรา 22 กรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องและคำสั่งนั้นไม่ใช่ของอัยการสูงสุด ให้พนักงานอัยการส่งสำนวนการสอบสวน พร้อมคำสั่งให้ผู้บังคับการสอบสวนพิจารณา ถ้าผู้บังคับการสอบสวนไม่แย้งคำสั่งดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับสำนวน ให้ถือตามความเห็นของพนักงานอัยการ

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีความเห็นแย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ ให้ส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นที่แย้งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด แต่ถ้าคดีจะขาดอายุความหรือมีเหตุอย่างอื่นอันจำเป็นจะต้องรีบฟ้อง ก็ให้ฟ้องคดีนั้นตามความเห็นของผู้บังคับการสอบสวนไปก่อน

กรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้บังคับการสอบสวนเป็นพนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบอำนาจของผู้บังคับการสอบสวนในการแย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ ให้เป็นอำนาจของผู้บัญชาการสอบสวน ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งสูงกว่าผู้บังคับการสอบสวนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ให้อำนาจของผู้บังคับการตามวรรคหนึ่งเป็นอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ถ้า ผบ.ตร.เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ให้อำนาจการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ เป็นอำนาจของอัยการสูงสุด และคำสั่งอัยการสูงสุดให้เป็นที่สุด

สำหรับมาตรา 23 ในคดีความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ หรือศาลเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษจำคุก ให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลดังกล่าวชำระค่าปรับทางปกครองไม่เกิน 20,000 บาท แทนจำคุก เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับทางปกครองแล้ว ให้คำสั่งศาลเป็นที่สุด และให้ถือว่าคดีอาญาเป็นอันระงับ

ส่วนกรณีจำเลยไม่อาจชำระค่าปรับทางปกครองตามวรรคหนึ่งได้ ศาลจะสั่งใช้มาตรการคุมประพฤติเพื่อให้บุคคลดังกล่าวทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ภายในระยะเวลากำหนดแทนก็ได้ เมื่อผู้ต้องหาปฏิบัติตามคำสั่งศาลแล้ว ให้คดีอาญาเป็นอันระงับการกำหนดโทษปรับทางปกครองตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงระดับความรุนแรงของการกระทำผิดและฐานะทางเศรษฐกิจของจำเลยประกอบด้วย

จับตาขั้วอำนาจกัมพูชาหลังเลือกตั้ง ปัจจัยสำคัญต่อนักลงทุนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559715

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 08:36 น.

จับตาขั้วอำนาจกัมพูชาหลังเลือกตั้ง ปัจจัยสำคัญต่อนักลงทุนไทย

โดย…จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์

ผลการเลือกตั้งกัมพูชา ซึ่งพรรคประชาชนกัมพูชา หรือซีพีพี ที่มีฮุนเซน เป็นหัวหน้าพรรค สามารถกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้ทั้งหมด 125 ที่นั่ง โดยไม่เหลือที่นั่งไว้ให้พรรคฝ่ายค้านเลย ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากนานาชาติที่มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่โปร่งใส เพราะพรรคฝ่ายค้านถูกทำลายและถูกสกัดจนไม่สามารถสร้างพลังทางการเมืองได้ ทำให้ “ฮุนเซน และพวกพ้อง” สามารถครองอำนาจต่อไปอีก 5 ปี

มีคำถามมากมายที่ถามออกมาว่า เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองในกัมพูชาเป็นเช่นนี้ จะเกิดผลดีและผลเสียอย่างไรต่อนักลงทุนไทยและประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ จ.ตราด อุบลราชธานี

วิมาน สิงห์พันธ์ นักลงทุนชาวตราดและรองนายกสมาคมการค้าชายแดน จ.ตราด ที่เข้าไปค้าขายและลงทุนใน 3 จังหวัดในกัมพูชาที่ติดต่อกับ จ.ตราด คือ พระตะบอง โพธิสัต และ จังหวัดเกาะกง แนะนำให้นักลงทุนไทยติดตามการเมืองกัมพูชาในอีก 5 ปีต่อไปนี้ว่าจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลง และจะทำอย่างไรหากจะต้องเลือกข้าง ส่วนด้านเศรษฐกิจต้องจับตาในห้วงเวลา 6-12 เดือนต่อไปนี้ว่า นโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

“ผมมองในแง่ของเสถียรภาพทางการเมืองของฮุนเซน และพรรค ซีพีพีแล้วย่อมมีเสถียรภาพมากกว่าเดิม เพราะไม่มีพรรคฝ่ายค้านมาต่อต้าน ขัดขวาง ส่งผลดีต่อการค้าขายของนักลงทุนไทยทั้งในระดับชาติและระดับชายแดน จ.ตราด จะได้รับโอกาสสูงมากเพราะมีชายแดนติดต่อกันทั้ง 3 จังหวัด ซึ่งที่ผ่านมายังมีพรรคฝ่ายค้านอยู่ แต่วันนี้ไม่มีย่อมทำให้การทำธุรกิจง่ายขึ้นและสะดวกมากขึ้นด้วย”

สำหรับนโยบายเศรษฐกิจที่เขาบอกให้จับตาในระยะ 6-12 เดือนจากนี้นั้น อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เพราะฮุนเซนจะเอื้อประโยชน์ให้กับนักลงทุนต่างชาติมาก ใครลงทุนก็ให้เช่าที่ดินนานหรือให้สัญชาติเลยก็มี และเมื่อเป็นเช่นนี้ต้องมองว่านักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในกัมพูชามีอิทธิพลต่อความคิดของรัฐบาลสูงมาก ดังนั้น เงื่อนไข ข้อตกลงก็จะเปลี่ยนไปทางนักลงทุนจีนมากขึ้น และให้ประโยชน์กับกลุ่มนักลงทุนจีนจนทำให้นักลงทุนไทยได้รับผลกระทบทั้งการส่งสินค้าจากจีนไปกัมพูชา หรือการท่องเที่ยว เรื่องนี้นักลงทุนไทยควรจะต้องระวังและเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด

วิมาน สิงห์พันธ์ นักลงทุนชาวตราดและรองนายกสมาคมการค้าชายแดน จ.ตราด

วิมานยังมองถึงโครงสร้างอำนาจในกัมพูชาว่า หลังจากสมเด็จเจียซิมอดีตประธานพรรคซีพีพีเสียชีวิต ทำให้สมดุลทางอำนาจเริ่มเปลี่ยนไป สมเด็จกลาโหมซอร์ เค็ง รองประธานพรรคต้องการขึ้นมามีอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง และฮุนเซน ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานพรรคซีพีพี ต้องการวางมือและผลักดัน พล.ท.ฮุน มาเน็ต ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษ ที่เป็นบุตรชายคนเล็กก้าวขึ้นมาแทน แต่บารมีสู้ซอร์ เค็ง ไม่ได้ ฮุนเซนจึงต้องลงเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เพื่อให้เวลาจากนี้ไปอีก 5 ปีนั้น เป็ช่วงเวลาที่ พล.ท.ฮุน มาเน็ต จะสะสมบารมีขึ้นมา

“สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ถึงขั้นที่จะเกิดการยึดอำนาจจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง น่าจะมีการเจรจาและหาข้อยุติกันได้ในที่สุด เรื่องนี้ ชาวกัมพูชาในประเทศรับรู้ดี แต่นักลงทุนไทยจะต้องมองในเรื่องนี้ให้มาก”

เหตุผลที่วิมานมองว่านักลงทุนไทยจำเป็นต้องมองประเด็นขั้วอำนาจในการเมืองกัมพูชานั้น เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าในยุคหนึ่งช่วงฮุนเซนเป็นนายกรัฐมนตรีร่วมกับสมเด็จนโรดม รณฤทธิ์ นักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชาและยืนข้างสมเด็จนโรดม รณฤทธิ์ ต้องสูญเสียธุรกิจและสูญเสียความสัมพันธ์ เพราะเมื่อสมเด็จนโรดม รณฤทธิ์ สูญสิ้นอำนาจก็สูญสิ้นธุรกิจเช่นกัน นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักลงทุนไทยต้องมองเกมให้ดี เพราะถ้าพลาดก็จบเช่นกัน

อีกเรื่องหนึ่งที่วิมานเห็นว่าผู้ที่คิดจะค้าขายหรือลงทุนในกัมพูชาจะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ อิทธิพลของรัฐบาลจีนที่มีต่อรัฐบาลกัมพูชา

เขามองว่า วันนี้รัฐบาลจีนเข้ามามีบทบาททั้งทางการเมืองและทางธุรกิจสูงมาก และสูงมากพอที่จะเปลี่ยนกฎหมายหรือสัญญาใดๆ ที่ไม่เอื้อต่อธุรกิจของจีนได้ทันที

“ต้องยอมรับว่านักลงทุนชาวจีนที่มาลงทุนในกัมพูชา และท่องเที่ยวในกัมพูชาสร้างคุณประโยชน์ให้กัมพูชามาก ซึ่งธุรกิจใด การลงทุนประเภทไหน ที่ขัดขวางการลงทุนของนักลงทุนจีน จะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีให้เห็นมากมายทั้งเรื่องเล็กและใหญ่ นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นักลงทุนไทยต้องมองและเข้าใจบริบทของประเทศกัมพูชา เพราะตอนเช้าอาจจะรู้จักกัน แต่ช่วงเย็นอาจจะไม่รู้จักก็เป็นได้ ต้องยอมรับว่า นี่คือกัมพูชา”

วิยะดา ซวง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.ตราด และผู้ประกอบธุรกิจทัวร์และโรงแรมในกัมพูชา

ด้าน วิยะดา ซวง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.ตราด และผู้ประกอบธุรกิจทัวร์และโรงแรมในกัมพูชา เปิดเผยว่า ผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคซีพีพีได้รับอำนาจเบ็ดเสร็จ ทำให้การเมืองกัมพูชามีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 80% ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังของประชาชนกัมพูชาที่พร้อมใจออกมาเลือกตั้ง ซึ่งมองแล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ ธุรกิจของ จ.ตราด ทั้งการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการลงทุนของนักลงทุนไทยและตราดจะยิ่งได้รับประโยชน์มากขึ้น เพราะฐานทางการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น ยิ่งจะทำให้โครงการต่างๆ ประสบความสำเร็จมากขึ้นด้วย

“การเข้าออกชายแดน หรือการทำธุรกรรมทางการค้าจะไม่เปลี่ยนแปลง นักลงทุนไทยหรือผู้ประกอบการ ท่องเที่ยวของ จ.ตราด จะได้ประโยชน์มากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้มีพรรคฝ่ายค้านอาจจะทำให้การทำงานต้องสะดุด แต่วันนี้ทุกอย่างน่าจะไม่มีปัญหา”

เช่นเดียวกับ ธิติเดช ทองภัทร รองประธานบริหารนิคมอุตสาหกรรม เกาะกง ประเทศกัมพูชา ก็เห็นว่ากัมพูชาเป็นประเทศที่มีนักลงทุนมาลงทุนมาก โดยเฉพาะนักลงทุนชาวจีนได้เข้ามาลงทุนในหลายด้าน ทั้งเรื่องอสังหาริมทรัพย์ การค้า หรือพลังงาน เรื่องไฟฟ้า ซึ่งเมื่อการเมืองมีเสถียรภาพทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา อีกทั้งค่าแรงในกัมพูชาก็ยังถือว่าเป็นแรงจูงใจที่ดี

“ช่วงปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา มีนักลงทุนจีนจำนวน 5 ราย นำโดยอดีตอธิบดีกรมสารนิเทศของประเทศจีน เดินทางมาหารือกับทางนิคมฯ เพื่อหาข้อมูลมาลงทุน ซึ่งนักลงทุนชาวจีนมองเห็นศักยภาพและความพร้อมของนิคมฯ และเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งต้องยอมรับว่าหลังการเปิดนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดเกาะกงมานานนับ 10 ปี มีความเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และปัจจุบันมีโรงงานถึง 9 แห่ง ที่มีการลงทุนทั้งเสื้อผ้ากีฬาอย่างไนกี้และอาดิดาส ประกอบกับรถยนต์ฮุนไดและอิเล็กทรอนิกส์อย่าง ฮานา หรือกลุ่มเคเอ็นเอ็นก็มาลงทุนสร้างโรงงานเป็นเฟสที่ 4 แล้วในสิ้นปีนี้”

นี่คือมุมที่สะท้อนจากผู้ที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้ผลการเลือกตั้งจะเป็นชัยชนะของพรรคประชาชนกัมพูชา และนายกรัฐมนตรี ฮุนเซนครองอำนาจอย่างมั่นคง โดยปราศจากคู่ขัดแย้งและฝ่ายค้านทางการเมือง ภายใต้การเมืองที่ดูเสถียรภาพมากเช่นนี้ ตลอดจนศักยภาพของกัมพูชาที่เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนในหลายๆ ด้านยังมีจุดสำคัญ ซึ่งผู้ที่จะเข้าไปค้าขายหรือลงทุนในกัมพูชาต้องติดตามและทำความเข้าใจ เพื่อมิให้เกิดความผิดพลาดเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

ธิติเดช ทองภัทร รองประธานบริหารนิคมอุตสาหกรรม เกาะกง ประเทศกัมพูชา

สทนช.จับตาน้ำเขื่อนมากกว่าปี’54

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559632

  • วันที่ 03 ส.ค. 2561 เวลา 07:02 น.

สทนช.จับตาน้ำเขื่อนมากกว่าปี'54

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

ล่วงเข้าฤดูฝน คำถามคาใจที่มักไถ่ถามกันมากคือ ปีนี้น้ำจะท่วมหรือไม่ จากบทเรียนเมื่อครั้งอุทกภัยปี 2554 ที่เพิ่งผ่านไปไม่นานนัก

สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำล่าสุดว่า แม้ปริมาณฝนในช่วงต้นเดือน ส.ค.อาจจะไม่มาก ภาคกลางและภาคเหนือสถานการณ์ยังไม่น่ากังวล แต่สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนขนาดกลางซึ่งปริมาณน้ำที่มากกว่าความจุมีจำนวนมากกว่า 50 แห่ง ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ต้องวิเคราะห์ความสมดุลในการรับน้ำและระบายน้ำ นอกจากนี้อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กกว่า 1,000 แห่ง ก็ได้มอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปดูแลในเบื้องต้นก่อน หากจำเป็นต้องระบายน้ำฉุกเฉินยังมีเวลาเตรียมการ 1-2 สัปดาห์ ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดสถานการณ์ใด ณ วันนี้

ข้อกังวลซึ่งเป็นคำถามสำคัญคือ ปริมาณน้ำปีนี้มากกว่าปี 2554 ซึ่งเกิดน้ำท่วมใหญ่ เลขาฯ สทนช. อธิบายประเด็นนี้ว่าปริมาณน้ำเมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าสูงกว่าปี 2554 แต่ก็เฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพียงบางแห่งเท่านั้น เช่น ในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ โดยในภาคกลางได้มีการเฝ้าระวังเรื่องแผนบริหารจัดการน้ำไม่ประมาท ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่ามีพายุเข้ามาประเทศไทยช่วงเดือน ส.ค.

สมเกียรติ กล่าวอีกว่า ได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำเชิงลึก ซึ่งต้องเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 11 แห่ง ที่คาดการณ์ว่าอีก 1 เดือนข้างหน้า ปริมาณน้ำอาจจะสูงมากกว่านี้ จึงต้องมีมาตรการพร่องน้ำ โดยอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80-90% มี 2 แห่ง คือ ที่เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร และที่เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งให้ความสำคัญเป็นกรณีพิเศษให้มีการระบายน้ำมากกว่านี้ โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ดำเนินการภายใน 5 วัน โดยก่อนระบายน้ำให้แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก่อน 3 วัน เพื่อให้ประชาชนรับรู้ และจัดทำรายงานผลกระทบท้ายน้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และหากระดับน้ำอยู่ในระดับวิกฤต นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้สั่งการ แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำโดยรวมขณะนี้อยู่ในเกณฑ์สีเหลืองหรือในระดับเตรียมการเท่านั้น

“ในวันที่ 3 ส.ค.นี้ จะมีการเปิดศูนย์เฉพาะกิจร่วมที่กรมชลประทาน โดยศูนย์ดังกล่าวจะดำเนินการร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมง อย่างใกล้ชิด มีเจ้าหน้าที่ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลชุดเดียวกัน”

สำหรับสถานการณ์น้ำแม่น้ำโขงนั้น เลขาฯ สทนช. กล่าวว่า มีการเร่งสูบน้ำระบายออก โดยที่จ.อุบลราชธานี ปริมาณน้ำลดลงแล้ว แต่ที่ จ.เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร ปริมาณน้ำมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น 70 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร เนื่องจากมวลน้ำอาจถูกปล่อยมาจากจีนและลาว จึงประสานกับ 2 ประเทศว่าจะมีปริมาณน้ำปล่อยลงมาจำนวนเท่าใด ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเหล่านี้ได้รับทราบและแจ้งเตือนประชาชนแล้ว

ด้าน พงษ์เทพ เจริญวรรณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ เปิดเผยว่า ได้ระบายน้ำจากเขื่อนเป็นวันละ 9.97 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากเดิมที่ระบายวันละ 7.16 ล้าน ลบ.ม. โดยมีปริมาณน้ำ 85.99% ของความจุเขื่อน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ผ่านมา 12.06% แต่ยังสามารถรับน้ำได้อีก 2,486.70 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่มีน้ำไหลเข้าเขื่อนวันละ 58.46 ล้าน ลบ.ม.

ขณะเดียวกัน จากการที่เขื่อนวชิราลงกรณ ระบายน้ำเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 34 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้แม่น้ำแควน้อยล้นตลิ่งท่วมบางพื้นที่ของ อ.ทองผาภูมิ และ อ.ไทรโยค

ประเทศ บุญยงค์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทองผาภูมิ กล่าวว่า ประชาชนที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยแจ้งว่า ปริมาณน้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมบริเวณท่าน้ำ สวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ส่วนในพื้นที่เทศบาลฯ ไม่มีน้ำท่วมขัง เนื่องจากได้มีการวางแผนเตรียมลอกท่อก่อนเข้าสู่ฤดูฝนไว้แล้ว

ทินกร รัตนพัวพันธ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิจิตร ได้แจ้งเตือนชาวนาในพื้นที่ลุ่มน้ำยมให้เร่งเกี่ยวข้าวให้แล้วเสร็จก่อนกลางเดือน ส.ค.นี้ เพราะหลังจากนี้คาดว่าปริมาณน้ำจะมากขึ้นเช่นเดียวกับทุกปี กลางเดือน ส.ค.จะมีร่องมรสุมที่จะพัดผ่านประเทศไทย หากมีฝนในภาคเหนือน้ำก็จะไหลหลากลงสู่แม่น้ำยมทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นประจำเกือบทุกปี

ด้าน ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล  รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคอีสานส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณลุ่มน้ำชี-มูล มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนทำให้เกิดน้ำท่วมขังและน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ จ.ยโสธร ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี นครพนม และสกลนคร กรมชลประทานจึงจัดจราจรน้ำในแม่น้ำชีและแม่น้ำมูล ด้วยการเปิดบานระบายน้ำของเขื่อนต่างๆ ในแม่น้ำชีทุกแห่ง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำชีให้ไหลลงแม่น้ำมูลออกสู่แม่น้ำโขงโดยเร็ว พร้อมลดบานระบายน้ำเขื่อนราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ชะลอน้ำจากแม่น้ำมูลและควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบบริเวณด้านเหนือเขื่อนราษีไศล หากปริมาณน้ำในแม่น้ำมูลที่ไหลมาจาก จ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ มีปริมาณมาก จะยกบานระบายน้ำขึ้นทันที

จัดเต็ม 4 ปี 5 แสนล้าน แก้จนปูทางการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559629

  • วันที่ 03 ส.ค. 2561 เวลา 06:18 น.

จัดเต็ม 4 ปี 5 แสนล้าน แก้จนปูทางการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

4 ปีนับแต่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศ ยิ่งใกล้เข้าโค้งสุดท้ายสู่โหมดการเลือกตั้งใหญ่ต้นปี 2562 แบบไม่มีเลื่อน ยิ่งได้เห็นนโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาลงัดออกมาเอาใจผู้มีรายได้น้อยหรือคนจน ทั้งที่เป็นเกษตรกรหรือคนจนในเมืองหรือชนบทสารพัดโครงการนับไม่ถ้วน จึงถูกจับตามองว่าแฝงนัยเพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหรือไม่

รูปแบบการซื้อใจฐานเสียงคนจนยุค “บิ๊กตู่” ในปีแรกใช้นโยบาย “ประชารัฐ” ผนึก 3 ฝ่าย ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ดึงมหาเศรษฐีไทยอันดับต้นๆ เจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่มาช่วยกันลงขันตั้ง “บริษัท ประชารัฐ รักสามัคคี” จำนวน 76 จังหวัด ระดมงบประมาณและโครงการประชารัฐ จัดโครงการเอาใจประชาชน อาทิ “โครงการสินเชื่อบ้านประชารัฐ” วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท “โครงการธงฟ้าประชารัฐ” กระทรวงพาณิชย์ จัดคาราวานขายของถูก งบประมาณกว่าหมื่นล้านบาท

ในปีเดียวกันรัฐบาลจัดโครงการ “กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวทางประชารัฐ” วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือบรรดาเถ้าแก่น้อยที่เพิ่งหัดเริ่มต้นธุรกิจ รวมถึงหาบเร่แผงลอยพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย ผ่านโครงการประชารัฐปล่อยสินเชื่อให้แบบไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันใน “โครงการสินเชื่อประชารัฐเพื่อ Micro SME” วงเงินรายละไม่เกิน 2 แสนบาท ได้ใจรากหญ้าไปเต็มๆ

เมื่อ “บิ๊กตู่” ย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 2-3 เดินหน้าแก้จนเฟส 1 ดีเดย์เมื่อเดือน มิ.ย. 2559  “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ” เปิดโอกาสให้คนจนมาลงทะเบียน เพื่อนำไปสู่การแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ทั้งหมด 8.3 ล้านราย รัฐบาลจัดงบประมาณรอไว้ 1.9 หมื่นล้านบาท เพื่อแจกเงิน 3,000 บาท แก่คนจนที่รายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ปี และคนละ 1,500 บาท แก่คนจนที่รายได้เกิน 3 หมื่นบาท/ปี

ยิ่งเกิดกระแสเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้ง “บิ๊กตู่” เร่งฝีเท้าทำคะแนนนิยมทางการเมือง จึงเห็นชอบโครงการแก้จนเฟส 2 ด้วยการใช้กลไกทางการเงินของสถาบันการเงินรัฐคือ ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนิน 6 มาตรการ 18 โครงการ งบประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท เน้นพัฒนาอาชีพและฝีมือแรงงาน

ยิ่งประชาชนในกลุ่มเกษตรกร รัฐบาลเอาใจมากเป็นพิเศษ โดยมี ธ.ก.ส.เป็นเจ้าภาพหลักในการพักหนี้เกษตรกรรอบที่ 1 วงเงิน 9.5 หมื่นล้านบาท เพื่อลดภาระหนี้สินทั้งในและนอกระบบ 5 โครงการ ประกอบด้วย โครงการการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของผู้มีรายได้น้อย งบประมาณ 3,800 ล้านบาท โครงการชำระดีมีคืน วงเงินรวม 4,600 ล้านบาท โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของเกษตรกรและบุคคลในครัวเรือน วงเงินสินเชื่อ 1.9 หมื่นล้านบาท โครงการสินเชื่อสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ วงเงิน 1,000 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินระยะที่ 2 วงเงินหมื่นล้านบาท ส่วนธนาคารออมสิน มีวงเงินช่วยเหลือรวมกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินในการสร้างอาชีพเสริม หรือหารายได้เพิ่ม เช่น การทำธุรกิจแฟรนไชส์ เปิดร้านค้าสตรีทฟู้ด และธุรกิจโฮมสเตย์ เป็นต้น

ยังไม่หยุดเทงบประมาณเพียง เท่านี้ “บิ๊กตู่” ยังสั่งตั้งงบกลางปี 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อจัดทำ “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” โดยกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพปูพรม 8 หมื่นหมู่บ้านและชุมชนได้งบแห่งละ 2 แสนบาท ไปทำถนน น้ำประปา และมีกว่า 2 หมื่นโครงการ ที่สร้างรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม มีโครงการพัฒนาศักยภาพสินค้าโอท็อป 9 หมื่นร้านค้า และพัฒนาหมู่บ้านโอท็อปท่องเที่ยว 3,200 แห่ง เป็นต้น

ไม่เฉพาะคนจนในชนบทเท่านั้น รัฐบาลเอาใจคนจนในเมืองผ่านโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง อัดเม็ดเงินสนับสนุนไปตั้งแต่ยึดอำนาจใหม่ๆ แต่ละปีนับหมื่นล้านบาท ไล่ตั้งแต่ปี 2559 อัดงบไปราว 6 หมื่นล้านบาท ปี 2560 อัดเงินไปราว 4 หมื่นล้านบาท ส่วนปี 2561 ยังไม่ถึงกลางปี รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มไปแล้ว 2 หมื่นล้านบาท

ล่าสุด ครม. “บิ๊กตู่” พักหนี้เกษตรกรรอบที่ 2 วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท ใน 2 โครงการใหญ่ คือ 1.โครงการขยายเวลาชำระหนี้เงินต้นให้แก่เกษตรกรลูกค้า  ธ.ก.ส. จำนวน 3.81 ล้านคน โดยขยายเวลาชำระเงินต้นระยะเวลา 3 ปี และ 2.โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยลูกค้า ธ.ก.ส. โดยลดดอกเบี้ยเงินกู้ระยะเวลา 1 ปี ซึ่งโครงการนี้จะครอบคลุมเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 10 ล้านคน

อาจกล่าวได้ว่าในช่วง 4 ปี สามารถรวมเม็ดเงินคร่าวๆ ที่ “บิ๊กตู่” เทงบประมาณและโครงการลงไปแก้จนแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่ากลยุทธ์ หรือนโยบายแก้จนทั้งเก่าและใหม่ ที่ทยอยอัดฉีดลงไปของรัฐบาล “บิ๊กตู่” จะเข้าตา หรือจะแป้กในสายตาประชาชนหรือไม่ คงต้องไปวัดหรือลุ้นกันในวันหย่อนบัตรเลือกตั้งจริง ๆ  ในปี 2562 ว่างบแก้จน 4 ปี 5 แสนล้านบาท ที่หว่านไปจะหนุน “บิ๊กตู่” ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปหรือไม่